A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

 Dark matter (ดาค-แมท-เทอร์) หรือสารมืด  เป็นสสารที่ยังไม่รู้จัก และคิดว่ามีอยู่จริง อยู่ระหว่างแต่ละกาแลกซี่ และคิดว่ามีอยู่อย่างน้อย 90% ของมวลเอกภพ มีอยู่หลายรูปแบบ เช่น หลุมดำ(Black holes), ดาวแคราะน้ำตาล(Brown dwarfs), อนุภาคที่ยังไม่รู้จัก(Unknow atomic particle) ทั้งหมดนี้เรียกว่า cold dark matter  ส่วนที่เป็น hot dark matter นั้นจะได้แก่ นิวตริโน

Dark nebula (คาค-เนบิวล่า) หรือ เนบิวล่ามืด เป็นกลุ่มของฝุ่นหรือก๊าซหนาทึบที่ไม่เรืองแสง เห็นเพียงเงาดำๆตัดกับแสงดาวหรือเนบิวล่าสว่างด้านหลังเท่านั้น  Dark nebula ที่มีชื่อเสียงได้แก่ Coalsack หรือถุงถ่าน ในกลุ่มดาวกางเขนใต้
Day (เดย์) เป็นเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองครบหนึ่งรอบ โดยมีอยู่ 2 ค่าตามวิธีการกำหนดจุดอ้างอิง คือ
      1.sidereal  day ใช้ดาวฤกษ์เป็นจุดอ้างอิงในการหมุนครบ 1 รอบ มีค่าเท่ากับ 23 ชั่วโมง 56 นาที 04.091 วินาที 
      2.solar day หรือ  apparent solar day  ใช้ดวงอาทิตย์เป็นจุดอ้างอิงในการหมุน 1 รอบ มีค่าเท่ากับ 24 ชั่วโมง 3 นาที  56.555 วินาที
Declination (เด-คลิ-เน-ชั่น)  ดูคำว่า Coordinate
Decoupling era (ดี-คูบ-บิ้ง-อี-ร่า)  ช่วงเวลาประมาณ 3 แสนปีหลังเกิด Big Bang เมื่อเอกภพเริ่มเย็นตัวลงและอะตอมตัวแรกเริ่มก่อตัวขึ้น  การแผ่รังสีของไมโครเวฟพื้นหลังจะสัมพันธ์กับช่วงเวลานี้
Deep sky  เอกภพที่อยู่ไกลจากระบบสุริยะออกไป ได้แก่พวก กระจุกดาว  เนบิวล่า และ กาแลกซี่ โดยเรียกรวมๆกันว่า Deep sky object  ทั้งนี้จะไม่รวมดาวฤกษ์ไว้ด้วย
 Degenerate matter (ดี-เจน-เนอ-เรท  แมท-เทอร์) สภาวะคงอยู่ของดาวฤกษ์ช่วงวิวัฒนาการสุดท้าย หลังจากที่พลังงานนิวเคลียร์ที่แกนกลางหมดลง 
 Descending node (ดีส-เซน-ดิ้ง โหนด) ดูคำว่า Node
 Diagonal (ไดอะกอนัล)  มีอยู่สองความหมายคือ
 1) อุปกรณ์ที่ใช้กลับทิศทางของแสงที่ได้จากกล้องหักเหแสงเพื่อให้เกิดภาพเสมือนจริง เช่น ภาพหัวตั้ง หรือ กลับซ้ายเป็นขวา  ซึ่งถ้า Diagonal นั้นทำให้แสงมีการสะท้อนไป 90 องศา (ภาพหัวตั้งขึ้นอย่างเดียว) เรามักเรียกว่า Star Diagonal  ปัจจุบันมีการใช้ปริซึมมาแทนกระจกซึ่งจะทำให้แสงหักเหไป 45 องศาเท่านั้นแต่ภาพจะเป็นหัวตั้งและกลับซ้ายขวาถูกต้อง (ภาพเสมือนจริง)
2) กระจกบานที่สอง หรือ Secondary mirror ของกล้องแบบนิวโทเนียนก็เรียกว่า Diagonal เหมือนกัน
Diamond-ring Effect  หรือ ปรากฏการณ์แหวนเพชร  เป็นปรากฏการณ์ช่วงสั้นๆระหว่างที่เกิดสุริยปราคาเต็มดวง จะเกิดขึ้นระหว่างช่วงก่อนและหลังการเกิดคลาส ลักษณะคล้ายกับแหวนเพชร ดังรูป
Dichotomy (ได-โค-โท-มี่)  ช่วงเฟสของดาวพุธหรือดาวศุกร์ ที่ปรากฏความสว่างจากดวงอาทิตย์เพียงครึ่งเดียว
Diffuse Nebula (ดิฟ-ยูซ เนบิวล่า)  กลุ่มของก๊าซในอวกาศที่เรืองแสง จากเนบิวล่าที่ไม่สามารถรวมตัวกันเป็นดาวฤกษ์ได้ขณะนั้น แต่เรืองแสงได้จากพลังงานของดาวฤกษ์ที่อยู่ฉากหลังหรือใกล้เคียง  ใช้อักษรย่อว่า DN  แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
1) Emission nebular    เป็นพวกเนบิวล่าเรืองแสง
2) Reflection nebular  เป็นพวกเนบิวล่าสะท้อนแสง
Direct Motion (ได-เร็ค โม-ชั่น)  เป็นการโคจรหรือหมุนรอบตัวเองของวัตถุท้องฟ้าในทิศทางเดียวกับการหมุนของโลก หรือ การหมุนทวนเข็มนาฬิกาเมื่อมองมาจากทางขั้วโลกเหนือ โดยพิจารณาที่แกนเอียงของวงโคจรหรือแกนหมุนน้อยกว่า 90 องศา  ถ้าพิจารณาที่วัตถุท้องฟ้าแล้ว Direct Motion วัตถุจะเคลื่อนจากทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก มีชื่อเรียกเฉพาะอีกชื่อหนึ่งว่า Progarade Motion
Disk Galaxy  (ดิส กาแลกซี่)  เป็นชื่อที่ใช้เรียกกาแลกซี่ หรือ ดาราจักร ที่มีลักษณะเป็นแผ่นจานบางๆ ที่มีดาวรายล้อมเป็นรัศมีรอบๆศูนย์กลางกาแลกซี่  Disk Galaxy ใช้เรียกได้ทั้งกาแลกซี่แบบเกลียว (Sprial Galaxy)  และ กาแลกซี่แบบเลนซ์ (Lenticular Galaxy)
Dispersion  (ดิส-เพอ-ชั่น) คือการกระจายของแสงสีขาวเป็นองค์ประกอบของสีต่าง ซึ่งเกิดจากเลนซ์ หรือ ปริซึม เกิดขึ้นจากความแตกต่างของความยาวคลื่นของแสงเมื่อเกิดการหักเห สำหรับกล้องดูดาวจะหลีกเลี่ยงการเกิดที่เรียกว่า Chromatic aberration แต่กลับมีประโยชน์กับเครื่องมือทางดาราศาสตร์อย่างเช่น  spectrograph เพื่อศึกษาสเปคตรัมของดาวฤกษ์
Distance modulus  เป็นค่าความแตกต่างระหว่างความสว่างปรากฏ (m) และความสว่างสัมบูรณ์ (M) ของดาวฤกษ์ ผลที่ได้จะเป็นระยะทาง (r) ในหน่วยพาเซค    จากสูตร       m-M = 5 (log r) - 5
 
Dobsonian Telescope (ดอบ-โซ- เนี่ยน เทเลสโคป) เป็นชื่อที่ใช้เรียกกล้องแบบสะท้อนแสงนิวโทเนียน ที่วางอยู่บนฐานแบบอัลตาซิมุธ  ชื่อ Dobsonian  มาจากนักประดิษฐชาวอเมริกัน John Dobson ที่คิดกล้องแบบนี้ขึ้นเมื่อปี คศ.1915 
Doppler effect (ดอล์ป-เลอร์-เอฟ-เฟค) เป็นปรากฏการณ์ที่เสียงหรือแสง มีการเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่น เมื่อแหล่งกำเนิดเสียง หรือแสงนั้น มีการเคลื่อนที่เมื่อเทียบกับผู้สังเกต โดยจะมีความถี่มากขึ้นเมื่อแหล่งกำเนิดเคลื่อนที่เข้าหาผู้สังเกต และมีความถี่ลดลง เมื่อแหล่งกำเนิด เคลื่อนที่ออกจากผู้สังเกต ตัวอย่างของปรากฏการณ์นี้คือ รถที่เปิดไซเรนวิ่งเข้าหาเรา เสียงไรเรนจะมีความถี่สูง และเสียงจะมีความถี่ต่ำลง เมื่อรถวิ่งห่างจากเราไป ปรากฏการณ์นี้คนพบโดย คริสเตียน ดอปเปอร์ นักฟิสิกส์ชาวออสเตรีย มีชีวิตอยู่ระหว่างปี คศ.1803-1853 ในทางดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้สำคัญมาก เพราะทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า blueshift และ redshift
Double Star  เป็นดาวฤกษ์สองดวงที่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้ามีอยู่ด้วยกันสองแบบคือ 
  1) ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้กันจริงๆ และส่งแรงโน้มถ่วงซึ่งกันและกันรู้จักในชื่อว่า  binary star
  2) ดาวฤกษ์ที่มีระยะห่างจากโลกที่แน่นอนและต่างกัน แต่เห็นอยู่ใกล้กันบนท้องฟ้า เราเรียกดาวคู่แบบนี้ว่า optical double
Doublet  (ดับ-เล็ท) เป็นลักษณะของเลนซ์สองชิ้นที่นำมาไว้ใกล้กันหรือคั่นด้วยช่องว่าง เพื่อลดอาการคลาดสีที่เรียกว่า chromatic aberration
Dumbbell Nebula  เป็นชื่อเฉพาะของเนบิวล่าดาวเคราะห์  M27 ในกลุ่มดาวสุนัขจิ้งจอก(Vulpecular)  เป็นเนบิวล่าขนาดใหญ่ห่างจากโลก 1,000 ปีแสงและสามารถมองเห็นได้จากกล้องสองตา ถูกตั้งชื่อโดย Lord Rosse    ด้วยความที่มีรูปร่างคล้ายนาฬิกาทราย (Hourglass)
Dwarf Galaxy  หรือกาแลกซี่แคระ เป็นกาแลกซี่ที่มีขนาดเล็กกว่ากาแลกซี่ทั่วไปและมีความสว่างน้อย โดยทั่วไปจะเป็นพวกกาแลกซี่รูปไข่(elliptical) หรือ กาแลกซี่ไร้รูปร่าง (Irregular)  มีกาแลกซี่แคราะมากมายเป็นเพื่อนบ้านของทางช้างเผือก อยู่ในกลุ่มกาแลกซี่ท้องถิ่น (Local Group)
Dwarf  Nova  หรือ โนวาแคระ เป็นประเภทหนึ่งของดาวแปรแสงแบบไม่คงที่ ซึ่งกราฟความสว่างจะคงที่เป็นเวลานานแล้วก็สว่างขึ้นอย่างทันทีทันใด และกลับมาสว่างปกติอีกครั้ง เกิดขึ้นจากระบบดาวคู่ซึ่งมีสมาชิกดวงหนึ่งเป็นดาวแคระขาว (White dwarf)  ตัวอย่างได้แก่ดาว U Geminorum  Z Camelopardalis
Dwarf  Star  หรือ ดาวแคระ เป็นลักษณะทั่วไปของดาวฤกษ์ในกาแลกซี่มีประมาณ 90 เปอร์เซนต์ มีมวลโดยเฉลี่ย 60 เปอร์เซนต์ รู้จักกันในชื่อของ main-sequence ในแผนผัง HR-diagram  คำว่าแคราะมาจากความสัมพันธ์ของความสว่างน้อยกว่าขนาด ดวงอาทิตย์ของเราก็เป็นหนึ่งในจำพวกดาวแคระด้วย
Dynamical Parallax  เป็นระยะทางที่วัดจากระบบดาวคู่ กำหนดโดยความสัมพันธ์ระหว่างมวลของดาวทั้งสอง ขนาดวงโคจร และคาบ


A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z
 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับหน้าสารบัญธรรมชาติมหัศจรรย์ ฟิสิกส์ราชมงคล

 

 

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ธรรมชาติมหัศจรรย์