
เสียงไดโนเสาร์ 75 ล้านปี
นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการสังเคราะห์เสียงไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ
75
ล้านปีมาแล้วโดยศึกษาจากโครงสร้างของกระดูกศีรษะและใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ช่วยแก้ปัญหาด้านการคำนวณ

ภาพวาดของพาราซอโรโลฟัสหรือไดโนเสาร์ปากเป็ดที่จินตนาการจากซากดึกดำบรรพ์
ผู้ที่เคยชมภาพยนตร์เรื่องจูราสสิกพาร์ค
(Jurassic Park) หรือเรื่องเดอะลอสต์เวิลด์ (The Lost World)
อันเป็นภาพยนตร์เรื่องยิ่งใหญ่เกี่ยวกับไดโนเสาร์ของสตีเวน
สปีลเบิร์กคงยังจำความตื่นตาตื่นใจกับไดโนเสาร์
(ปลอม) เป็นจำนวนมากที่นำมาเข้าฉากได้
และคงมีหลายคนที่ช่างสงสัยและตั้งคำถามขึ้นมาว่าแล้วมนุษย์ในยุคปัจจุบันทราบได้อย่างไรว่าไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆที่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้นับสิบนับร้อยล้านปีมาแล้วนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร?
ที่จริงแล้วไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆที่เรารู้จักกันอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาแบบยกเมฆหรือจินตนาการขึ้นมาลอยๆ
แต่วิธีการได้มาซึ่งรูปพรรณสัณฐานของไดโนเสาร์เหล่านี้ก็เหมือนกับการได้มาของรูปพรรณสัณฐานของสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์อื่นๆ
นั่นคือจากการศึกษาจากซากดึกดำบรรพ์ (fossil)
นักวิทยาศาสตร์จะต้องอาศัยความรู้ด้านกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันบวกกับจินตนาการและสร้างเป็นรูปพรรณสัณฐานของสิ่งมีชีวิตในอดีตขึ้นมา
ซึ่งเชื่อกันว่าใกล้เคียงกับความจริงพอสมควรทั้งนี้เพราะสร้างขึ้นมาจากหลักวิชาการ
ไม่ใช่การเดาสุ่ม
แต่ถึงแม้เราจะทราบว่ารูปพรรณสัณฐานของไดโนเสาร์นั้นมีเค้าใกล้เคียงความจริง
แต่ผู้ที่เคยชมภาพยนตร์ดังกล่าวจะมีใครเคยสงสัยหรือไม่ว่าเสียงร้องกึกก้องของไดโนเสาร์ในภาพยนตร์นั้นใกล้เคียงกับเสียงจริงเพียงใด
และมนุษย์ในปัจจุบันทราบได้อย่างไรว่าไดโนเสาร์พันธุ์ต่างๆมีเสียงร้องอย่างไร?
คำตอบก็คือการจินตนาการเสียงของไดโนเสาร์หรือแม้แต่เสียงของสัตว์ดึกดำบรรพ์อื่นๆให้ใกล้เคียงความจริงยังยากกว่าการจินตนาการรูปร่างหน้าตา
เพราะซากดึกดำบรรพ์ไม่ได้ให้ข้อมูลมากพอที่จะจินตนาการไกลไปถึงเสียงร้องของเจ้าของซากเหล่านั้นได้
แต่ในปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์สามารถที่จะสังเคราะห์เสียงไดโนเสาร์ได้แล้ว
นั่นคือเสียงของไดโนเสาร์พาราซอโรโลฟัส
(Parasaurolophus)
นับเป็นครั้งแรกในโลกที่เราได้ยินเสียงร้องของไดโนเสาร์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วนานถึง
75 ล้านปี!
พาราซอโรโลฟัสเป็นไดโนเสาร์ที่มีอยู่ในภาพยนตร์เรื่องจูราสิกพาร์กและเดอะลอสต์เวิลด์ด้วย
ไดโนเสาร์ชนิดนี้เป็นไดโนเสาร์กินพืช
มีชีวิตอยู่ในโลกนี้เมื่อราว 84-75
ล้านปีมาแล้วมีถิ่นที่อยู่ในแถบอเมริกาเหนือ
ชอบอาศัยตามหนองบึง
มีความยาวจากหัวจรดหางประมาณ 10 เมตร
|
ภาพวาดแสดงรูปร่างและถิ่น
ที่อยู่ของพาราซอโรโลฟัส
|
ลักษณะพิเศษของไดโนเสาร์ชนิดนี้คือมีปากแบนคล้ายเป็ด
จึงถูกเรียกว่า ไดโนเสาร์ปากเป็ด
อีกทั้งยังมีโหนกที่ศีรษะด้านหลังอีกด้วย
เดิมทีนักดึกดำบรรพวิทยายังไม่ทราบแน่ชัดว่าโหนกที่ศีรษะนี้มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร
จึงได้แต่สันนิษฐานกันไปต่างๆนานา เช่น
เป็นปล่องหายใจเวลาอยู่ใต้น้ำ ฯลฯ
แต่หลังจากที่มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของพาราซอโรโลฟัสที่มีส่วนศีรษะที่ค่อนข้างสมบูรณ์ทำให้นักวิทยาศาสตร์พบว่าส่วนที่เป็นโหนกนี้เป็นโครงสร้างของกะโหลกศีรษะซึ่งยื่นออกมา
ภายในมีช่องกลวงทบกันไปมาและเชื่อมต่อกับโพรงจมูกคล้ายกับโครงสร้างของท่อลมในเครื่องดนตรีทรัมเปตหรือทรอมโบน
ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงเชื่อกันว่าส่วนโหนกของไดโนเสาร์ปากเป็ดนี้เป็นส่วนหนึ่งของอวัยวะในการสร้างเสียงนั่นเอง
โดยเมื่อพาราซอโรโลฟัสส่งเสียงร้อง
ลมจะผ่านจากลำคอเข้าไปภายในช่องกลวงในโหนกนี้และเกิดเป็นโทนเสียงสูงต่ำขึ้นคล้ายเสียงเครื่องดนตรีซึ่งต่างจากไดโนเสาร์หรือสัตว์อื่นๆที่เปล่งเสียงออกจากลำคอตามธรรมดา
ต่อมาในปี ค.ศ. 1995
มีการขุดค้นพบโครงกระดูกส่วนหัวของพาราซอโรโลฟัสที่สมบูรณ์มากได้อีกครั้งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโก
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่วนหัวนี้มีขนาดยาวราว 1.4 เมตร
ขาดไปเพียงกระดูกส่วนที่อยู่ใต้ตาลงมาเท่านั้น
|
ซากดึกดำบรรพ์
ของพาราซอโรโลฟัส
|
|
เพื่อขบปริศนาเรื่องเสียงร้องของพาราซอโรโลฟัส
ซากโครงกระดูกนี้จึงถูกนำไปศึกษาเพื่อหาทางสังเคราะห์เสียงร้องขึ้น
หน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้คือห้องปฏิบัติการแห่งชาติแซนเดีย
(Sandia National Laboratories) โดยคาร์ล ดีเกิร์ต นักคอมพิวเตอร์
ร่วมกับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติและวิทยาศาสตร์แห่งรัฐนิวเม็กซิโก
โดยทอม วิลเลียมสัน นักดึกดำบรรพวิทยา
ทั้งสองร่วมงานกันโดยนำโครงกระดูกส่วนหัวของพาราซอโรโลฟัสมาผ่านเครื่องฉายรังสีเอ็กซ์ระบบคอมพิวเตอร์โทโมกราฟี
(CT scan)
จากนั้นนำข้อมูลการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์ของส่วนต่างๆของโครงกระดูกนี้มาวิเคราะห์และสร้างเป็นภาพ
3 มิติด้วยคอมพิวเตอร์
โดยวิธีนี้จะทำให้ได้โครงสร้าง 3
มิติของหัวกะโหลกพาราซอโรโลฟัสที่สมบูรณ์มาก
รวมทั้งได้รายละเอียดของโครงสร้างช่องกลวงภายในโหนกของศีรษะได้อย่างละเอียดชัดเจนโดยไม่ทำให้ซากโครงกระดูกเสียหาย
ดีกว่าการผ่าหัวกะโหลกเป็นชิ้นๆมาศึกษาโครงสร้างภายในเสียอีก
เมื่อได้โครงสร้าง 3
มิติของศีรษะแล้ว
ขั้นต่อไปคือการใช้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะวิเคราะห์โครงสร้างของช่องกลวงนี้
คำนวณหาความถี่ธรรมชาติของเสียงที่จะเกิดขึ้นเพื่อสังเคราะห์เป็นเสียงพาราซอโรโลฟัส
ในขั้นตอนนี้ทั้งสองต้องใช้จินตนาการเข้าช่วยด้วย
กล่าวคือ
ต้องจินตนาการโครงกระดูกส่วนที่เป็นปากเป็ดและโพรงจมูกขึ้นมา
(เพราะซากโครงกระดูกขาดส่วนใต้ตาไป
จึงไม่มีข้อมูลเหล่านี้)
รวมทั้งต้องจินตนาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อศีรษะและลำคอ
เพราะส่วนต่างๆเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการเปล่งเสียงด้วย
จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดนี้ไปสังเคราะห์เสียง
และเนื่องจากโครงการนี้ต้องอาศัยการคำนวณที่ซับซ้อนมาก
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์ระดับซูเปอร์คอมพิวเตอร์เลยทีเดียว
|
ผลการวิเคราะห์และสร้างภาพ
3
มิติส่วนโหนกของกะโหลก
ศีรษะ
ที่เห็นเป็นสีเทาอยู่ด้าน
ในคือซากกระดูกของโหนก
(ของจริง)
ส่วนที่เห็นเป็นภาพ
สีสดใสด้านนอกคือภาพ 3
มิติ
แสดงโครงสร้างของช่องกลวง
ภายในโหนกที่คอมพิวเตอร์
สร้างขึ้นมา
|
แต่สิ่งที่ดีเกิร์ตและวิลเลียมสันยังไม่แน่ใจก็คือพาราซอโรโลฟัสมีเส้นเสียง
(vocal cord
เป็นกล้ามเนื้อพิเศษที่ใช้สร้างโทนเสียงสูงต่ำได้
ลองนึกภาพของสายกีตาร์ซึ่งสามารถดีดให้เกิดเสียงสูงๆต่ำๆได้)
หรือไม่ เพราะหากมีเส้นเสียง
เสียงร้องของพาราซอโรโลฟัสก็จะมีโทนเสียงที่ไพเราะน่าฟังกว่าที่ไม่มีเส้นเสียง
แต่จากข้อมูลเกี่ยวกับพาราซอโรโลฟัสที่มีอยู่ทั้งหมดก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าไดโนเสาร์ชนิดนี้มีเส้นเสียงหรือไม่
ดังนั้นทั้งสองจึงทดลองสังเคราะห์เสียงออกมาทั้งสองแบบ
|
คาร์ล ดีเกิร์ต (ซ้าย) และทอม
วิลเลียมสัน (ขวา)
และรูปแบบ
ของเสียงไดโนเสาร์ที่สังเคราะห์
ได้บนจอคอมพิวเตอร์
|
|
ทั้งคู่เชื่อว่าเสียงที่สังเคราะห์ได้นี้เหมือนเสียงพาราซอโรโลฟัสจริงๆมาก
เรียกว่า ถ้าไม่ใช่ก็ใกล้เคียง
แต่กว่าจะได้ยินกันได้ต้องทุ่มเทกันไปไม่น้อย
เพราะใช้เวลาในการค้นคว้าถึง 2
ปีอีกทั้งต้องใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีชั้นสูงชนิดที่ว่าหากทำเมื่อ
10 ปีก่อนก็ไม่สามารถทำได้ขนาดนี้
แต่ความพยายามเหล่านี้คงไม่เป็นการเปล่าประโยชน์
เพราะมันทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโลกดึกดำบรรพ์มากยิ่งขึ้น
และยิ่งไปกว่านั้น
เสียงร้องนี้ยังสามารถนำไปทำเป็นของที่ระลึกเช่นพวงกุญแจได้อีกด้วย
พวกฝรั่งยิ่งเห่อไดโนเสาร์กันอยู่
เผลอๆอาจรวยไม่รู้เรื่องเพราะเสียงไดโนเสาร์ก็ได้
ภาพยนตร์สั้น


ครั้งที่
เซ็นสมุดเยี่ยม
ธรรมชาติมหัศจรรย์