ความรู้เบื้องต้นวิชาแผ่นดินไหว

บทที่ 1 วิชาแผ่นดินไหวคืออะไร
บทที่
2 คลื่นแผ่นดินไหว
บทที่
3 โลก
บทที่
4 อะไรทำให้เกิดแผ่นดินไหว
บทที่
5 ขนาดมาตราริคเตอร์

บทที่ 6 ริคเตอร์

บทที่ 7 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 1

บทที่ 8 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 2

บทที่ 7 ศัพท์แผ่นดินไหว หน้าที่ 1

    ศัพท์พื้นฐานวิทยาศาสตร์โลก
(
Basic Earth Science Terms)  
อดิศร  ฟุ้งขจร
adisorncm@hotmail.com


    ศัพท์พื้นฐานวิทยาศาสตร์โลกจัดทำขึ้นเพื่อปูพื้นฐานความรู้สาขานี้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป คำศัพท์และรูปภาพส่วนใหญ่นำมาจากเว็บไซต์ http://earthquake.usgs.gov/image_glossary อาจมีคำอธิบายเพิ่มเติมโดยนำมาจากพจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา อังกฤษ-ไทย  จัดทำโดย  คณะอนุกรรมการจัดทำพจนานุกรมธรณีวิทยา ของคณะกรรมการประสานงานด้านธรณีวิทยา ภายใต้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2530

   

 

หมวดคำศัพท์

A | B | C | D | E | F | G | H | I | J | K | L   ไปหน้า 2  (หมวด M-Z)

สารบัญรูป
รูปที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 | 41 | 42 | 43 | 44 | 45 | 46 | 47 | 48 | 49 | 50 | 51 | 52 | 53 | 54 | 55

 

 

สารบัญคำศัพท์

หมวด A

Acceleration |  Accelerogram | Accelerograph | Accretionary Wedge | Active Fault | Aftershocks | Alluvium | Amplification | Amplitude | Arc | Aseismic | Asperity | Attenuation  

 

หมวด B

Basement | Bedrock | Benioff zone | Blind thrust fault | Body wave | Brittle-ductile boundary  

 

หมวด C

  14C-age | Creep | Crust

 

หมวด D

Deformation | Dip | Dip-slip faults | Directivity Displacement

 

หมวด E

Earthquake | Elastic rebound | Epicenter | Earthquake hazard | Earthquake risk

 

 

หมวด F

Fault gouge | Fault plane | Fault plane solution Fault scarp | Fault trace | First motion | Focal depth | Forearc | ForeshocksFrequency  

   

 

หมวด G

Geodesy | Geodetic | Geology | Geomorphology | Geophysics | Geotechnical | Graben | Gravity | Ground failure | Ground motion

 

 

หมวด H

Half space | Harmonic tremor | Hertz (Hz) | Holocene | Horst | Hypocenter

 

 

หมวด I

Intensity | Interplate | Interplate coupling | Intraplate | Isoseismal

 

 

หมวด J

Joint | Jurassic period | Juvenile water

 

 

หมวด K

Kame | Kast | Kinematic | Knee fold

 

 

หมวด L

Landslide | Late Quaternary | Lateral spread | Least-squares fit | Left-lateral | Lifelines | Liquefaction | Lithology | Lithosphere | Locked fault | Love wave

 

 

 

Acceleration

            เมื่อเราย้ำลงบนคันเร่งรถยนต์ทำให้รถวิ่งเร็วขึ้น หรือเมื่อเยียบเบรกก็ทำให้รถชะลอความเร็ว  เมื่อรถเปลี่ยนความเร็วจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่ง ไม่ว่าเป็นการเร่งให้เร็วขึ้น หรือชะลอความเร็วให้ช้าลง  การเปลี่ยนแปลงความเร็วนี้ เรียกว่า อัตราเร่ง ขณะที่เกิดแผ่นดินไหว เมื่อแผ่นดินสั่นสะเทือนมีอัตราเร่งเกิดขึ้นเหมือนกัน อัตราเร่งของการสั่นสะเทือนดังกล่าวสามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์

กลับขึ้นไป

 

Accelerogram
           บันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว
 

รูปที่ 1 บันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหวมีหน่วยเป็น ซม./วินาที2 หรือ แกล (gal) เปรียบเทียบกับความเร็วของพื้นดินมีหน่วยเป็น ซม./วินาที และการกระจัด (ระยะการเคลื่อนที่ของพื้นดิน) มีหน่วยเป็น ซม.  
กลับขึ้นไป

 

 

Accelerograph
             
เครื่องมือบันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว แอกเซเลอโรมิเตอร์ ก็เรียก         

รูปที่ 2  เครื่องบันทึกอัตราเร่งของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว

 

  กลับขึ้นไป

 

 

Accretionary Wedge
           
การพอกพูนของตะกอน  การพอกพูนที่ผิวบนของแผ่นเปลือกโลกหรือเพลตเทคโทนิค การพอกพูนและเสียรูปของเพลตเทคโทนิคขณะเมื่อเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทรปะทะกับเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป  ตะกอนที่ผิวด้านบนของเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทรหลุดออกขณะที่มุดลงใต้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีปแล้วไปพอกพูนให้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป

                accretion การงอกพอกพูน:
                  (ภูมิศาสตร์) การงอกพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ของหาดทรายหรือชายฝั่ง
            (ธรณีวิทยา) กระบวนการที่มวลอนินทรีย์มีขนาดโตขึ้น เนื่องจากสารอื่นมาเคลือบพอกพูนที่ด้านนอก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา
2530 หน้า 2)

รูปที่ 3 เมื่อเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทร (ด้านซ้ายของภาพ) ปะทะกับเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป (ด้านขวาของภาพ) ทำให้ผิวด้านนอกของเพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นมหาสมุทรหลุดออกขณะที่มุดลงใต้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีปแล้วไปพอกพูนให้เพลตเทคโทนิคส่วนที่เป็นพื้นทวีป

 

  กลับขึ้นไป

 

Active Fault

            รอยเลื่อนมีพลัง หมายถึง รอยเลื่อนที่จะมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอีกในอนาคต  รอยเลื่อนที่จัดว่าเป็นรอยเลื่อนมีพลังต้องมีการเคลื่อนที่อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในระยะเวลา 10,000 ปี

รูปที่ 4 รอยเลื่อนอีเมอร์สันในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา รอยแยกที่ปรากฏให้เห็นบนพื้นผิวเกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7.2 ริคเตอร์ เมื่อ ค.ศ. 1992

กลับขึ้นไป

 

Aftershocks
           
แผ่นดินไหวระลอกหลังเป็นแผ่นดินไหวเกิดขึ้นหลังจากแผ่นดินไหวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในห้วงเวลานั้น แผ่นดินไหวเหล่านี้มีขนาดเล็กกว่าแผ่นดินไหวหลัก และมีระยะห่างจากแผ่นดินไหวหลักภายในสองเท่าของความยาวของรอยเลื่อนที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหวหลัก  แผ่นดินไหวระลอกหลังอาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลานานหลายสัปดาห์  หลายเดือน หรือ หลายปี  หลังจากแผ่นดินไหวหลัก โดยทั่วไป ยิ่งแผ่นดินไหวหลักมีขนาดใหญ่ขึ้นเพียงใด จะมีแผ่นดินไหวระลอกหลังมากขึ้นและเกิดต่อเนื่องเป็นเวลานานขึ้นเพียงนั้น

 

            Aftershock แผ่นดินไหวระลอกหลัง: หลังจากแผ่นดินไหวแล้ว หินต่าง ๆ รอบ ๆ ศูนย์กลางไหวสะเทือนใต้ผิวโลกจะพยายามปรับตัวให้คืนสู่สภาพสมดุล ดังนั้น จึงเกิดความไหวสะเทือนตามมาเป็นระยะ ๆ กว่าจะหยุดไหวสนิท อาจกินเวลานับเป็นชั่วโมง ๆ เป็นวันๆ หรือเป็นเดือน ๆ ก็มี แต่มีความรุนแรงน้อยกว่าระลอกแรกมาก (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 3)

 

 

 

รูปที่ 5 แผนภูมิเปรียบเทียบระหว่างแผ่นดินไหวหลักกับแผ่นดินไหวระลอกหลัง

   

กลับขึ้นไป

 

 

Alluvium

            ตะกอนน้ำพา เป็นกรวด หิน ตะกอน ดิน ทราย เลน ที่ทับถมกันจากการพัดพามาของกระแสน้ำ

            Alluvium ตะกอนน้ำพา: กรวด หิน ดิน ทราย และสิ่งอื่น ๆ ที่น้ำนำพาไปสะสมตัว ณ บริเวณใดบริเวณหนึ่ง เช่น ตามร่องน้ำ เรียกว่า สิ่งทับถมร่องน้ำ (channel-filled deposit) ตามที่ราบน้ำท่วมถึง เรียกว่า สิ่งที่ทับถมที่ราบน้ำท่วมถึง (flood plain deposit) ตามพื้นทะเลสาบ เรียกว่า สิ่งทับถมในทะเลสาบ (lacustrine deposit) (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 5)

 

 

รูปที่ 6 ตะกอนน้ำพาสองฝั่งแม่น้ำซอลต์ มลรัฐอาริโซน่า สหรัฐอเมริกา

   

กลับขึ้นไป

 

Amplification
          การขยาย 
แผ่นดินไหวส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก  เล็กมากจนไม่มีผู้ใดรู้สึกได้  เมื่อนักวิชาการด้านแผ่นดินไหวจะดูบันทึกการเคลื่อนที่ของพื้นดินอันเกิดจากแผ่นดินไหวเล็ก ๆ เหล่านี้ จะต้องทำให้บันทึกนั้นมีขนาดใหญ่ขึ้น เหมือนมองผ่านแว่นขยาย  กำลังหรือปริมาณที่บันทึกนั้นขยายใหญ่ขึ้น เรียกว่า  การขยาย  ระดับการสั่นสะเทือน ณ จุดต่าง ๆ เพิ่มขึ้นอันเนื่องจากพลังงานแผ่นดินไหวตรงจุดนั้นเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากโครงสร้างทางธรณีวิทยาของชั้นหินที่ทำให้การเคลื่อนที่แรงขึ้น เช่น โครงสร้างที่เป็นแอ่งตะกอน หรือพื้นผิวที่อ่อนกว่า

 

รูปที่ 7  ปัจจัยสำคัญสองประการของโครงสร้างธรณีวิทยาที่มีผลต่อระดับการเคลื่อนที่ของพื้นดินขณะเกิดแผ่นดินไหว ได้แก่ ประการแรก ความอ่อนของพื้นผิว  ประการที่สอง ความหนาของชั้นตะกอนของพื้นผิว  ภาพนี้แสดงให้เห็นผลกระทบจากแผ่นดินไหวที่จะเกิดขึ้นอันเนื่องจากโครงสร้างธรณีวิทยา ณ บริเวณต่าง ๆ (site effects) ของเมืองลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

  กลับขึ้นไป

 

Amplitude
           
แอมพลิจูด เป็นขนาดหรือช่วงกว้างของเส้นหยักที่บันทึกไว้ขณะเกิดแผ่นดินไหว

         

รูปที่ 8 รูปบนแสดงแอมพลิจูดขนาดต่างๆ ของคลื่นอย่างง่าย
รูปล่างแสดงแอมพลิจูดจากบันทึกคลื่นแผ่นดินไหว

 

  กลับขึ้นไป

 

Arc

            แนวโค้ง เป็นแนวโค้งภูเขาไฟ ที่บางครั้งอาจเกิดขึ้นบนแผ่นดินเมื่อเพลตที่เป็นพื้นมหาสมุทรปะทะกับเพลตที่เป็นพื้นทวีปแล้วมุดลงใต้เพลตที่เป็นพื้นทวีป (ดูรูปที่ 3 ประกอบ)

 

กลับขึ้นไป

 

Aseismic

            ศัพท์ที่ใช้บรรยายลักษณะรอยเลื่อนที่ตรวจไม่พบแผ่นดินไหว

กลับขึ้นไป

 

Asperity
           
บริเวณที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว รอยแตกจากแผ่นดินไหวมักเริ่มขึ้นบริเวณนี้

 

 

รูปที่ 9 พื้นผิวที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

  กลับขึ้นไป

   

Attenuation
   
เมื่อเราโยนก้อนกรวดลงในบ่อน้ำ ทำให้เกิดคลื่นตรงจุดที่ก้อนกรวดตก  คลื่นมีขนาดใหญ่ที่สุด ณ จุดนี้แล้วค่อย ๆ ลดขนาดเบาบางลงตามระยะทางที่แผ่ออกไป การลดขนาดหรือแอมพลิจูดนี้เรียกว่า การดูดซับพลังงาน คลื่นแผ่นดินไหวมีการดูดซับพลังงานตามระยะทางที่คลื่นแผ่ออกไปจากแหล่งกำเนิดเช่นกัน



รูปที่ 10  คลื่นในบ่อน้ำถูกดูดซับพลังงานให้ค่อย ๆ เบาบางลงตามระยะทางที่แผ่ออกไปจากแหล่งกำเนิด

กลับขึ้นไป

 

Basement
    หินพื้นฐาน เป็นหินอัคนีและหินแปรที่มีความแข็งกว่าและโดยทั่วไปเป็นชั้นหินมีอายุมากกว่าชั้นหินที่อยู่ด้านบนที่สามารถจำแนกได้ในบริเวณนั้น ๆ 

    basement complex หินพื้นฐานซับซ้อน: 1. ชุดหินที่มีลักษณะทางธรณีวิทยายุ่งยากซับซ้อน และรองรับชุดหินที่มีอายุแก่ที่สุดที่สามารถจำแนกได้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง
2. ส่วนชั้นเปลือกโลกที่อยู่ใต้แอ่งสะสมสิ่งตกจมต่อเนื่องลงไปถึงแนวแบ่งเขตโมโฮโรวิซิก  โดยทั่ว ๆ ไปชุดหินในหินพื้นฐานซับซ้อนเป็นหินอัคนีและหินแปรที่มีอยู่ในมหายุคพรีแคมเบรียน แต่ในบางแห่งอาจมีอายุในมหายุคพาลีโอโซอิก  มีโซโซอิก หรือซีโนโซอิก ก็ได้ มีความหมายเหมือนกับ basal complex และ basement rock
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 13)

 กลับขึ้นไป

 

 

Bedrock
    หินดาน เป็นหินที่มีความแข็งแกร่งกว่าหิน ดิน ที่อยู่ด้านบน หินดานเป็นส่วนหนึ่งของหินพื้นฐาน

    base rock หินดาน: หินที่รองรับดิน ทราย กรวด (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 14)

รูปที่ 11  แสดงตำแหน่งของหินดาน

กลับขึ้นไป

 

 

Benioff zone
    เขตเบนิออฟฟ์ เป็นแนวแผ่นดินไหวที่เกิดจากเพลตมหาสมุทรมุดลงใต้เพลตทวีป แผ่นดินไหวเกิดจากการเคลื่อนที่ของรอยเลื่อนย้อนตามแนวมุด หรือจากการเคลื่อนที่ลงตามแนวดึงลงสู่ชั้นแมนเทิล
เขตวาดาติ-เบนิออฟฟ์ (Wadati-Benioff zone) ก็เรียก

    Benioff zone เขตเบนิออฟฟ์: เขตที่มีจุดศูนย์กลางของการเกิดแผ่นดินไหวระดับปานกลางถึงระดับลึก ซึ่งจะเอียงออกไปจากแนวร่องลึกก้นสมุทรและอยู่ใต้หมู่เกาะรูปโค้งหรือทวีปที่อยู่ใกล้เคียง (พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 14)

รูปที่ 12 แสดงลักษณะของเขตเบนิออฟฟ์ กากบาทสีแดงเป็นตำแหน่งของศูนย์กลางการเกิดแผ่นดินไหว (ดูรูปที่ 3 ประกอบ)

  กลับขึ้นไป

 

 

Blind thrust fault
    รอยเลื่อนย้อนบัง เป็นรอยเลื่อนย้อนที่ไม่ปรากฏร่องรอยที่พื้นผิว แต่อยู่ลึกลงไปในชั้นหินใต้เปลือกโลก

  รูปที่ 13 แสดงลักษณะของรอยเลื่อนย้อนบัง

  กลับขึ้นไป

 

Body wave
    คลื่นหลัก เป็นคลื่นแผ่นดินไหวที่เดินทางผ่านส่วนต่าง ๆ ภายในโลก ตรงข้ามกับคลื่นพื้นผิวที่เดินทางใกล้ผิวโลก คลื่นพีและคลื่นเอสเป็นคลื่นหลัก คลื่นแต่ละแบบทำให้เกิดการสั่นสะเทือนที่พื้นดินแตกต่างกันไป

รูปที่ 14 ลักษณะการเคลื่อนที่ของคลื่นแผ่นดินไหวแบบต่าง ๆ 

กลับขึ้นไป

 


Brittle-ductile boundary
      เขตรอยต่อระหว่างชั้นหินเปราะด้านบนกับชั้นหินนุ่มด้านล่างที่อยู่ลึกลงไปในเปลือกโลก มีลักษณะเช่นเดียวกับรอยต่อระหว่างชั้นธรณีภาคชั้นนอก (lithosphere) กับชั้นธรณีภาคชั้นกลาง (asthenosphere) แผ่นดินไหวส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ส่วนของชั้นหินเปราะเหนือรอยต่อนี้

รูปที่ 15 รอยต่อระหว่างชั้นธรณีภาคชั้นนอกกับชั้นธรณีภาคชั้นกลาง

กลับขึ้นไป

 

 

14C-age
    การหาอายุด้วยธาตุคาร์บอน-14 วัตถุเมื่อมีอายุมากขึ้นธาตุคาร์บอน-14 ของวัตถุนั้นจะสลายไป นักวิทยาศาสตร์ใช้สัดส่วนของธาตุคาร์บอน-14กับธาตุคาร์บอนที่มีอยู่ในวัตถุเพื่อเทียบหาอายุของวัตถุนั้น เมื่อทราบระยะเวลาครึ่งชีวิตของธาตุคาร์บอน-14 ด้วยวิธีนี้ทำให้สามารถทราบระยะเวลาการเคลื่อนตัวของชั้นหินหรือแผ่นดินไหวในอดีตได้ถึง 40,000 ปี

    radiocarbon dating การหาอายุจากคาร์บอนกัมมันตรังสี: การหาอายุของวัตถุโบราณโดยหาปริมาณของคาร์บอน 14 ที่มีอยู่ในวัตถุโบราณนั้น วิธีนี้เหมาะสำหรับหาอายุของวัตถุโบราณที่มีอายุสูงสุดประมาณ 30,000 ปี
    คาร์บอน 14 คือคาร์บอนที่มีกัมมันตรังสี มีมวลอะตอม 14 มีครึ่งชีวิต (halflife) 5,600 ปี เกิดขึ้นในบรรยากาศชั้นบนเนื่องจากรังสีคอสมิกไปชนนิวเคลียสของธาตุไนโตรเจน  คาร์บอน 14 จะถูกออกซิไดส์ไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และเข้าไปสู่วงโคจรคาร์บอนของโลก  สิ่งมีชีวิตได้ คาร์บอน 14 ไว้จากการสังเคราะห์แสงของพืช หลังจากสิ่งมีชีวิตตายหรือถูกฝังอยู่ในตะกอนจะไม่มีการเก็บคาร์บอนไดออกไซด์อีก และคาร์บอน 14 ที่มีอยู่ก็จะสลายตัวลดลงด้วยอัตราที่สามารถทราบได้ ดังนั้นอายุของชิ้นไม้ที่ถูกฝังหรือกระดูกในหลุมฝังศพ พืชในที่ลุ่ม และเปลือกหอยในพื้นท้องมหาสมุทรก็จะหาได้โดยการหาสัดส่วนของคาร์บอน 14 ต่อคาร์บอนทั้งหมดที่มีอยู่ในวัตถุนั้น วิธีหาอายุนี้ ดร.ดับเบิลยู. เอฟ. ลิบบี (Dr. W. F. Libby) เป็นผู้ค้นพบ มีความหมายเหมือนกับ carbon dating
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 98)

รูปที่ 16 รูปแบบการสลายหรือครึ่งชีวิตของธาตุกัมมันตรังสี

กลับขึ้นไป

 

 

Core
    แก่นโลก ส่วนที่อยู่ในสุดของโลก  แก่นโลกชั้นนอกอยู่ที่ระดับลึกจาก 2,500 ถึง 3,500 ไมล์ มีลักษณะเป็นโลหะเหลว  แก่นโลกชั้นในอยู่ถัดจากแก่นโลกชั้นนอกไปจนถึงใจกลางโลก มีลักษณะเป็นโลหะแข็ง
    core แก่นโลก: ส่วนชั้นในสุดของโลกใต้แนวแบ่งเขตวิเชิร์ต-กูเทนเบิร์กประกอบด้วยธาตุเหล็กและนิกเกิลเป็นส่วนใหญ่ มีความหนาแน่นมาก มีรัศมียาวประมาณ 3,440 กม. แบ่งออกเป็นสองชั้นคือ แก่นโลกชั้นใน (inner core) อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกระหว่าง 5,000 กม. กับจุดศูนย์กลางโลก (ประมาณ 6,370 กม.) และแก่นโลกชั้นนอก (outer core) อยู่ในระดับความลึกจากผิวโลกระหว่าง 2,900 กม. กับ 5,000 กม.
(พจนานุกรมศัพท์ธรณีวิทยา 2530 หน้า 27)

รูปที่ 17 โครงสร้างของโลก (ปรับปรุงจาก http://www.pbs.org/wnet/savageearth/animations/hellscrust/index.html)

 

กลับขึ้นไป

 

 

Creep
    การเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ ของรอยเลื่อน รอยเลื่อนที่ค่อย ๆ เคลื่อนมักไม่ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

รูปที่ 18 การเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ ของรอยเลื่อนแห่งหนึ่งในมลรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

กลับขึ้นไป</