ข้างขึ้นข้างแรม

ในบางค่ำคืน ถึงแม้ดวงอาทิตย์จะตกลับจากขอบฟ้าไปนานแล้ว แต่รอบๆตัวเราก็ยังคงไม่มืดสนิทไปเสียทีเดียว เรายังสามารถออกมานั่งเล่นอยู่กลางแจ้งได้โดยไม่ต้องใช้แสงไฟ อาศัยเพียงแต่แสงจันทร์จากธรรมชาติ เพราะเป็นวันเพ็ญ ที่พระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างไปทั่วทั้งท้องฟ้า แต่ก็ใช่ว่าดวงจันทร์จะส่องสว่างอยู่เช่นนี้ทุกวัน เพราะทุกๆคืนหลังจากนี้ ดวงจันทร์ก็จะปรากฏให้เห็นเล็กลง เหลือเป็นเสี้ยวขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไป และค่อยๆกลับมาให้เราเห็นอีก จนกระทั่งเต็มดวง วนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
อย่างที่เรารู้กันว่า ดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์บริวารดวงเดียวที่โลกมีอยู่ แสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างได้อย่างไร เพราะมีแต่ดาวฤกษ์เช่นดวงอาทิตย์เท่านั้นที่จะส่องสว่างออกมาได้ ทั้งนี้เพราะว่าไม่ใช่เฉพาะโลกเท่านั้นที่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ วัตถุอื่นๆในระบบสุริยะนี้ต่างก็ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เช่นกัน ในปริมาณที่มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่ระยะทางที่ห่างออกไป เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุ ย่อมจะเกิดการสะท้อนและดูดกลืน ในอัตราที่แตกต่างกันไป ตามลักษณะของพื้นผิว ดังนั้น แสงที่เราเห็นว่าดวงจันทร์ส่องสว่างออกมานั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือแสงจากดวงอาทิตย์ที่ดวงจันทร์สะท้อนออกมานั่นเอง

อย่างที่เรารู้กันว่า ดวงจันทร์เป็นดาวเคราะห์บริวารดวงเดียวที่โลกมีอยู่ แสงจากดวงจันทร์ส่องสว่างได้อย่างไร เพราะมีแต่ดาวฤกษ์เช่นดวงอาทิตย์เท่านั้นที่จะส่องสว่างออกมาได้ ทั้งนี้เพราะว่าไม่ใช่เฉพาะโลกเท่านั้นที่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ วัตถุอื่นๆในระบบสุริยะนี้ต่างก็ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์เช่นกัน ในปริมาณที่มากบ้างน้อยบ้าง ตามแต่ระยะทางที่ห่างออกไป เมื่อแสงตกกระทบกับวัตถุ ย่อมจะเกิดการสะท้อนและดูดกลืน ในอัตราที่แตกต่างกันไป ตามลักษณะของพื้นผิว ดังนั้น แสงที่เราเห็นว่าดวงจันทร์ส่องสว่างออกมานั้น แท้ที่จริงแล้วก็คือแสงจากดวงอาทิตย์ที่ดวงจันทร์สะท้อนออกมานั่นเอง ในวันนี้ดวงจันทร์จะขึ้น
ในเวลาช้าเช้า และตกในเวลาเย็น ในวันต่อๆมา ดวงจันทร์จะขึ้นช้าลงเรื่อยๆ ประมาณวันละ 50 นาที พร้อมๆกับขนาดที่ใหญ่ขึ้น ถ้าเรามองจากซีกโลกเหนือ เช่นประเทศไทย ซีกขวาของดวงจันทร์จะปรากฏให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆในเวลาเย็นหรือหัวค่ำทางทิศตะวันตก นานขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆคืนที่ผ่านไป เราเรียกเป็นช่วงข้างขึ้น (Waxing crescent phase) จนกระทั่งซีกขวาของดวงจันทร์ปรากฏให้เห็นทั้งหมด (First quarter moon) ในราววันขึ้น 7 หรือ 8 ค่ำ แล้วซีกซ้ายของดวงจันทร์ก็จะเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น (Waxing gibbous phase)

จนกระทั่งดวงจันทร์อยู่ด้านตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ มีโลกอยู่ตรงกลาง เราจึงเห็นดวงจันทร์เต็มดวงในคืนวันเพ็ญ (Full moon) หรือวันขึ้น 15 ค่ำ ในวันนี้ดวงจันทร์จะขึ้นในเวลาเย็นและตกในเวลาเช้า หลังจากนั้น ขนาดของดวงจันทร์ก็จะเล็กลง โดยในซีกโลกเหนือ เราจะมองเห็นซีกขวาของดวงจันทร์ค่อยๆหายไป อยู่ในช่วงของข้างแรม (Waning gibbous phase) และลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงครึ่งดวงทางซีกซ้าย (Third quarter moon) และลดลงเรื่อยๆ จนปรากฏให้เห็นเป็นเสี้ยวเล็กๆทางตะวันออกในเวลาเช้าเท่านั้น (Waning crescent phase) ก่อนที่จะเวียนกลับมาเป็นคืนเดือนมืดในที่สุด 



ภาพถ่ายดวงจันทร์ ในวันขึ้น 2 ค่ำ ขึ้น 7 ค่ำ ขึ้น 15 ค่ำ และ แรม 7 ค่ำ ตามลำดับ

ข้างขึ้นข้างแรมนับเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญอย่างมากต่อมนุษย์ตั้งแต่ครั้งอดีตกาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนด วัน เวลา เดือน และปี ด้วยปฏิทินทางจันทรคติ เนื่องจากช่วงตั้งแต่คืนเดือนมืดครั้งหนึ่ง ถึงคืนเดือนมืดครั้งถัดไปนั้น จะใช้เวลาประมาณ 29.5 วัน และในปีหนึ่งก็จะมีวันเพ็ญอยู่ 12 ครั้ง ดังนั้น จึงมีการกำหนดเดือนทางจันทรคติให้มี 29 วันบ้าง 30 วันบ้าง สลับกันไป และในปีหนึ่งก็มีทั้งสิ้น 12 เดือน ใและมีปีที่มีวันหรือเดือนมากกว่าปกติเพื่อให้สอดคล้องกับปีที่เกิดขึ้นจริงตามที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ หรือปีสุริยคติ
ในทางพุทธศาสนา การกำหนดวันต่างๆจะยึดถือตามปฏิทินจันทรคติเป็นหลัก โดยแต่ละปีจะมี 12 เดือน ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป แต่ละเดือนแบ่งออกเป็น 2 ช่วงหรือ 2 ปักษ์ คือ ปักษ์แรก เป็นช่วงข้างขึ้น เรียกว่า ศุกลปักษ์ ปักษ์ที่สองเป็นช่วงข้างแรม เรียกว่า กาฬปักษ์ ในเดือนคี่จะมีทั้งสิ้น 29 วัน คือตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำ จนถึงขึ้น 15 ค่ำ ต่อด้วยวันแรม 1 ค่ำ ถึงแรม 14 ค่ำ ส่วนเดือนคู่จะเริ่มตั้งแต่ขึ้น 1 ค่ำ ถึง ขึ้น 15 ค่ำ และ แรม 1 ค่ำ ถึง แรม 15 ค่ำ ครบ 30 วัน เป็นหนึ่งเดือน และเรียกวันเพ็ญซึ่งเป็นวันกลางเดือนว่าเป็นวันที่ดวงจันทร์เสวยฤกษ์ตามเดือนนั้นๆ เช่นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 ก็เป็นวันที่ดวงจันทร์เสวยมิคสิรฤกษ์ รวมทั้งสิ้น 354 วันในหนึ่งปี

แต่เพื่อให้สอดคล้องกับปีทางสุริยคติที่มี 365.25 วันในหนึ่งปี จึงมีการเพิ่มเดือนและวันเข้าไปในปฏิทินจันทรคติเป็นบางปี โดยทุกๆ 57 ปี จะมีการเพิ่มเดือนเข้าไป 21 ครั้ง เรียกเป็นเดือนอธิกมาส โดยกำหนดให้เป็นเดือน 8 หลัง และเพิ่มวันเข้าไป 11 ครั้ง เรียกเป็นวันอธิกวาร โดยกำหนดเป็นวันที่ 30 หรือวันแรม 15 ค่ำ เดือน 7 ส่วนปีที่ไม่มีการเพิ่มเดือนหรือวัน จะเรียกเป็นปกติมาสและปกติวาร ตามลำดับ วันสำคัญทางพุทธศาสนาจึงกำหนดโดยใช้วันทางจันทรคติเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นวันมาฆบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) วันวิสาขบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) เป็นต้น
การใช้ปฏิทินจันทรคติเช่นนี้ทำให้คนไทยได้รับอิทธิพลในการกำหนดวันต่างๆตามปฏิทินจันทรคติด้วย เช่น การกำหนดวันขึ้นปีใหม่ ตามพุทธศักราช แต่เดิมกำหนดให้เป็นวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งอยู่ในราวเดือนเมษายนตามปฏิทินสากล ก่อนที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม จะได้ประกาศให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันเริ่มปีพุทธศักราชใหม่ ในปี พ.ศ. 2484 ตามสากลนิยม

ศาสนา หรือชนชาติอื่นๆ ก็นิยมใช้วันข้างขึ้นข้างแรมมากำหนดปฏิทินเช่นกัน อย่างเช่นศาสนาอิสลาม กำหนดให้หนึ่งปีมี 12 เดือน แต่ละเดือนมี 30 และ 29 วันสลับกันไป ยกเว้นในเดือนสุดท้ายหรือเดือนธุลฮิล (Dhu al-hijjah) ที่จะมีเพิ่มเป็น 30 วัน เรียกศักราชมุสลิมนี้ว่า ฮิจเราะห์ ศักราช โดยจะไม่มีการเพิ่มวัน หรือเดือนใดๆเข้าไปเป็นพิเศษในปีใดเลย ปฏิทินมุสลิมจึงมีการเลื่อนไปจากปฏิทินสุริยคติเรื่อยๆ และจะกลับมาตรงกันทุกๆ 32 ปีครึ่ง 

 


หน้าแรก

 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล