แม้ว่าประโยชน์ ของ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ จะมากมาย มหาศาล ก็ตาม แต่ ในทาง ปฏิบัติแล้ว การสร้าง ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ นั้น ก็ไม่ใช่ เรื่องง่าย เพราะตัวนำ ไฟฟ้าที่จะเป็น ตัวนำยิ่งยวด ได้นั้น จะต้อง อยู่ในสภาพแช่แข็ง ที่อุณหภูมิต่ำ ชนิดใกล้ ศูนย์องศา เคลวิน อยู่ตลอดเวลา ซึ่งนี่ เป็นสิ่งที่ทำได้ ยาก และต้องเสีย ค่าใช้จ่าย สูงมาก เมื่อเป็นเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์ จะต้องหาทางที่จะ ทำให้ ตัวนำไฟฟ้า เกิดสภาพ การนำไฟฟ้ายิ่งยวด ที่อุณหภูมิ ที่สูงขึ้น เพื่อลดต้นทุน และ สามารถควบคุม ได้ง่ายขึ้น ซึ่ง ความพยายาม ในการพัฒนา ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ให้ใช้งาน ได้ใน อุณหภูมิ สูงขึ้นนี้ นักวิทยาศาสตร์ ได้แบ่งออก เป็นสองยุค ด้วยกัน คือ ในยุคแรก เริ่มขึ้น ตั้งแต่ ในสมัย ที่นักฟิสิกส์ ได้ค้นพบ ปรากฏการณ์ ซูเปอร์คอนดัคติวิตี้ ในปี ค.ศ.1911และ ในยุคที่สอง คือเริ่มเมื่อปี ค.ศ.1985 เมื่อนักฟิสิกส์ ในยุคปัจจุบัน ประสบความสำเร็จ ในการเพิ่ม อุณหภูมิ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ให้สูงขึ้นชนิดที่เขย่งก้าวกระโดด


ท่านออนเนส นักฟิสิกส์
ชาวเนเธอแลนด์
ผู้ค้นพบ คนแรก ในปี ค . ศ .1911
Heike Kamerlingh Onnes

.....ในยุคแรก ของการ พัฒนา ตัวนำยิ่งยวด นั้น เริ่มขึ้น เมื่อนักฟิสิกส์ ชาวเนเธอแลนด์ ชื่อ ไฮค์ คาเมอร์ลิงห์ ออนเนส (Heike Kamerlingh Onnes) แห่ง มหาวิทยาลัย ลีเดน (Leiden University) ได้ค้นพบ สภาวะการนำ ไฟฟ้ายิ่งยวด ในปี ค.ศ.1911 ซึ่งเขา ได้ใช้โลหะปรอท เป็นตัวนำ โดยการแช่แข็ง ไว้ในฮีเลียมเหลว ซึ่งมีอุณหภูมิ 4.2 องศาเคลวิน (ลบ 452 องศาฟาเรนไฮต์) และได้พบว่า ปรอทที่อยู่ในสภาพแช่แข็งนี่ทำหน้าที่เป็นซูเปอร์คอนดัคเตอร์ได้
หลังจาก นั้น ออนเนส ได้พยายาม ทดลองกับ ตะกั่ว และดีบุก ก็ได้ผล เช่นเดียวกัน พอเห็น ได้ผลเช่นนี้ ออนเนส ก็ได้ทดลอง ต่อไป โดยนำโลหะ ตัวนำ เหล่านี้ มา หลอม เป็นวง เสร็จแล้ว นำไปแช่เย็น ในฮีเลี่ยมเหลว ปล่อยกระแสไฟฟ้า ลงไป จากนั้นแยกมัน ออกจากแหล่ง กำเหนิดไฟฟ้า หรือ แม่เหล็กภายนอก โดยแช่แข็ง ไว้ตลอดเวลา หนึ่งปีต่อมา มาดู ปรากฏว่า ยังมี กระแสไฟฟ้า ไหล อยู่ใน สารตัวนำยิ่งยวด วงแหวนนี้ เหมือนเดิม ซึ่งสามารถ ยืนยันได้ว่า สารตัวนำ ยิ่งยวดนี้ สามารถ นำกระแสไฟฟ้า ได้โดยไม่มี การสูญเสีย พลังงานเลย จากการ ค้นพบสาร ตัวนำยิ่งยวดนี้เอง ทำให้ ออนเนส ได้รับ รางวัลโนเบล ในปี ค.ศ.1913
.....ในครั้งนั้น นอกจาก ออนเนส จะสังเกต พบการนำ กระแสไฟฟ้า อย่างยิ่งยวดแล้ว เขายัง พบด้วยว่า ตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด เหล่านี้ยัง สามารถผลิต สนามแม่เหล็ก หรือสร้าง สนามแม่เหล็ก ความเข้มสูง ออกมา ได้ด้วย โดยอาศัย เพียงขดลวด ตัวนำก็ทำให้ เกิดสนามแม่เหล็ก ได้แล้ว ทั้งนี้ ไม่จำเป็น ต้องใช้ แกนเหล็ก แต่อย่างใด ในทางทฤษฎีแล้ว เขาเชื่อว่า ขดลวด สารตัวนำยิ่งยวด นี้สามารถ ให้สนาม แม่เหล็กไฟฟ้าใน ระดับ ความเข้มสูง ตามความ ต้องการ ของเรา ได้อย่างสบาย ทีเดียว (อย่างไร ก็ตามกว่า จะมีนักวิทยาศาสตร์ สามารถสร้าง แม่เหล็ก ที่ทำจาก สารตัวนำยิ่งยวด ได้ ก็ต้อง ใช้เวลานานถึง 50ปี )
.....หลังจากการค้นพบของ ออนเนส แล้วก็มีนักฟิสิกส์เป็นจำนวนมากทีเดียวที่ได้หันมาทำการวิจัยในเรื่องนี้ และพยายามที่จะเพิ่มอุณหภูมิการทำงานของสารตัวนำยิ่งยวดอีก แต่ผล ดูจะไม่กระเตื้องขึ้น เท่าไหร่ คือในปี ค.ศ.1933 นักวิทยาศาสตร์ สามารถทำให้เกิดสภาวะตัวนำยิ่งยวด ได้ที่อุณหภูมิ แค่ 10 องศา Kelvin เท่านั้น แต่อย่างไร ก็ดี แม้การเพิ่ม อุณหภูมิ ของการเกิดสภาวะ การนำไฟฟ้ายิ่งยวด จะไม่ประสบผล เป็นที่น่าพอใจ นักก็ตาม แต่เวลา ที่ใช้ใน การวิจัย ยิ่งเนิ่นนานไปก็ยิ่ง ทำให้ ได้ค้นพบ คุณสมบัติ พิเศษมากยิ่งขึ้น กล่าวคือ ในปีนี้เอง ได้มีการ ค้นพบว่าสารตัวนำยิ่งยวด บางชนิด มีคุณสมบัติทาง ไดอะแมกเนติก อย่างรุนแรง (strongly diamagnetic) ด้วย หรืออธิบายให้ฟังกันง่ายๆ ก็คือ ว่าสารตัวนำยิ่งยวดนี้ จะผลักดันสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งปรากฏการณ์นี้เขาเรียกว่า "ไมซ์สเนอร์" (Meissner effect) นักวิทยาศาสตร์ ที่ค้นพบ ปรากฏการณนี้ คือ Walter Meissner and Robert Ochsenfeld

.....ปรากฏการณ์ ดังกล่าวนี้ จะเห็นได้ชัดเจนมาก ถ้าคุณลองเอา แท่งแม่เหล็ก (แท่งเล็กๆ) ไปวางไว้ บนสารตัวนำยิ่งยวด เพราะแท่งแม่เหล็ก แท่งนั้น จะถูกยก หรือ ผลักให้ลอย ขึ้นกลางอากาศ (จากการศึกษา ในภายหลังพบว่า ปรากฏการณ์นี้ จะเกิดขึ้นเฉพาะกับสารตัวนำยิ่งยวดชนิดที่ 1 คือตัวนำจำพวกโลหะเท่านั้น แต่จะไม่เกิดกับสารตัวนำยิ่งยวดชนิดที่ 2 อันได้แก่ ตัวนำผสม ไนโอเบียม และ วานาเดียม, โลหะผสม และ สารกึ่งตัวนำ หรือ เซมิคอนดัคเตอร์) คุณสมบัตินี้แหละ ที่นำมาประยุกต์ ใช้กับงานสร้าง รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ได้
.....หลังจากปี ค.ศ. 1933 แล้ว นักวิทยาศาสตร์ ใช้เวลาอยู่ 8 ปีทีเดียวกว่าจะ เพิ่มอุณหภูมิ การใช้งาน สารตัวนำยิ่งยวด ให้สูงขึ้นได้อีก คือในปี ค.ศ.1941 สามารถ ทำให้ สภาวะการนำไฟฟ้า ได้ที่อุณหภูมิสูง 16 องศา kelvin ซึ่งที่ทำสำเร็จนี้ก็เพราะ ได้มีการเปลี่ยนจาก การใช้ธาตุเดี่ยวๆ มาเป็น โลหะผสม หรืออัลลอย ทั้งนี้โดยใช้โลหะผสมไนโอเบียม ไนไตรด์
......ต่อจากนั้นมา นักฟิสิกส์ ก็ได้พยายาม เหลือเกิน ที่จะให้อุณหภูมิ ของ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ สูงขึ้นอีก ซึ่งสิบปีหน ก็เพียง 23 องศาเคลวิน เท่านั้น (ลบ 250 องศาเซลเซียส) ทั้งนี้โดยใช้โลหะผสมไนโอเบียม-เจอร์มาเนียม เป็นตัวนำ
......จะเห็นได้ว่า ที่อุณหภูมิ 23 องศาเคลวิน นี้ สารทำความเย็น ที่ใช้ยังคง ใช้ฮีเลี่ยมเหลว อยู่ ซึ่งมี ความยุ่งยาก ในการ ใช้งาน และราคาแพง ถึงแกลลอน ละ 11 ดอลล่าร์ ในขณะนั้น ซึ่งเทียบ กับสารทำ ความเย็น พวก ไนโตรเจนเหลว ที่ราคาถูก กว่ามากคือ เพียง แกลลอนละ 22 เซนต์ เท่านั้น ทั้งยังซื้อ และใช้ได้ง่าย อีกด้วย โดยเพียงแต่ เทลง ถ้วยสไตโรโฟม (โฟมเนื้อละเอียด) ก็ใช้งานได้แล้ว ไม่ต้องมี ตู้เก็บความเย็น ใหญ่โต แบบฮีเลียมเหลว แต่นั่น ก็หมายความ ว่า ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ตัวนั้นจะต้อง มีสภาวะ การนำไฟฟ้า ยิ่งยวด ได้ที่อุณหภูมิ สูงกว่านี้ โดยต้อง ไม่น้อยกว่า จุดเดือด ของ ไนโตรเจนเหลว นั่นคือ 77 องศาเคลวิน แต่อย่างไรก็ตาม กว่าที่นักวิทยาศาสตร์ จะพัฒนาสารตัวนำยิ่งยวด ให้มีอุณหภูมิสูง ในระดับนี้ได้นั้น ก็ต้องใช้ ระยะเวลา ยาวนานกว่า หนึ่ง ทศวรรษ ทีเดียว และ ช่วงนี้เอง ที่ถือว่าเป็น ยุคที่สองของซูเปอร์คอนดัคเตอร์