ยุคที่สองของการพัฒนาซูเปอร์คอนดัคเตอร์ เริ่มขึ้น เมื่อวันที่ 27 มกราคม ค.ศ.1986 เมื่อ คาร์ อเล็ก มูลเลอร์ และโจอันเนส จอร์จ เบดนอร์ซ นักวิจัย แห่งห้องปฏิบัติการของบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล บิวสิเนส แมชีน หรือที่รู้จักกันในนามของ ไอบีเอ็ม ได้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสร้างสารตัวนำไฟฟ้า ยิ่งยวดรุ่นใหม่ขึ้น และสามารถ ทำลายสถิติ อุณหภูมิ ที่ทำให้ เกิดการ นำไฟฟ้ายิ่งยวด ได้ คือ ทำได้สูงถึง 30 องศาเคลวิน (ลบ 406 องศาฟาเรนไฮต์)

 
คาร์ อเล็ก มูลเลอร์ และ
โจอันเนส จอร์จ เบดนอร์ซ
แห่ง IBM

ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้ เกิดขึ้นได้เพราะนักวิจัยของไอบีเอ็มทั้งสอง ได้หันมาทดลองใช้สารเซรามิค (เมทอลลิก ออกไซด์) แทนโลหะผสมอัลลอย โดยยึด สมมติฐาน ที่ว่า เซรามิค อาจ จะเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวดได้ แม้ความจริงแล้วที่ อุณหภูมิห้อง ปกติมันจะเป็น ตัวนำไฟฟ้าที่แย่มาก และตรงกันข้าม กลับเป็นฉนวนไฟฟ้าด้วย (โดยเฉพาะในงานที่เกี่ยวข้องกับ ไฟฟ้าแรงดันสูง)
อันที่จริงแล้ว มูลเล่อร์ และเพื่อนร่วมงานของเขาได้สนใจ เรื่องเซรามิค นี้มาเป็น เวลานานกว่า 20ปีแล้ว และก็สงสัย อยู่เหมือนกันว่า ลักษณะ โครงสร้าง โมเลกุลแบบ โครงตาข่าย ของมัน อาจจะมีคุณสมบัติ ในการ นำไฟฟ้ายิ่งยวดได้ แต่กว่า จะลงมือ ศึกษา ในคุณสมบัติ การนำไฟฟ้า ของเซรามิค อย่างจริงจัง เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปี ค.ศ.1986 ถึงได้มองหาสูตรผสมเซรามิค ที่มีส่วนผสมของธาตุ แบเรียม, แลนธานัม, ทองแดง และออกซิเจน สามารถใช้เป็นซูเปอร์คอนดัคเตอร์ได้
พอขึ้นปีใหม่ ค.ศ.1986 พวกเขาต่างแปลกใจอย่างมาก เมื่อพบว่า เซรามิค สูตรดังกล่าว สามารถเกิดสภาพ การนำไฟฟ้าได้ที่ อุณหภูมิสูง ถึง 30 องศา เคลวิน และต่อจากนั้นไม่กี่สัปดาห์ ก็ทำได้สูงถึง 35 องศา เคลวิน แต่อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่แน่ใจในข้อมูลที่ได้ เพราะนี่เป็นครั้งแรก ที่สามารถ ทำให้เซรามิค เป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด และก็เป็นครั้งแรกที่สามารถทำลายสถิติอุณหภูมิ สูงสุดของซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ที่เคยมีผู้ทำไว้ เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุนี้เองพวกเขา ก็เลยได้ทำ การทดลอง ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนกระทั่งเดือน เมษายน ปีเดียวกัน จึงได้ประกาศ ให้ชาวโลกได้รับรู้ ถึงความสำเร็จ โดยได้ตีพิมพ์ เป็นบทความ ลงในวารสาร ทางฟิสิกส์ ของเยอรมัน ชื่อ "Zeitschrift fur Physik" ซึ่งได้ถูกนำ ออกเผยแพร่ หลังจากนั้นอีก 5 เดือนต่อมา คือในราว เดือน กันยายน ค.ศ.1986
มูลเลอร์เปิดเผยว่า ความสำเร็จครั้งนี้ ทำให้เขาตื่นเต้นมาก เพราะไม่เคยนึกเลยว่า เซรามิค ที่เขาศึกษามานานนั้น จะเป็นซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ได้ และจะว่าไปแล้ว สารตัวนำยิ่งยวด ตัวนี้ทำง่ายนิดเดียว โดยเพียงแต่นำออกไซด์ ของแลนธานัม, แบเรี่ยม และทองแดงมาบด ผสมกัน และตั้งเตาเผา ด้วยความร้อนประมาณ 1,100 องศาเซลเซียส ก็สามารถทำได้แล้ว นักเคมีฟิสิกส์ ที่ชำนาญ โดยส่วนใหญ่แล้ว จะสามารถทำ เซรามิค เหล่านี้ได้ ภายในเวลา เพียง 3 ชั่วโมง เท่านั้น
หลังจาก ความสำเร็จของ มูลเลอร์ และเบดนอร์ซ ได้ถูกตีพิมพ์ ก็ทำให้วงการวิจัย เรื่องซูเปอร์คอนดัคเตอร์ต่างตื่นตัวกันขนานใหญ่ ทั้งใน สหรัฐ ฝรั่งเศส เยอรมนีตะวันตก อังกฤษ ไต้หวัน สหภาพโซเวียต ญี่ปุ่น หรือ จีน ต่างก็ได้หันมา ทุ่มเทเงินทอง ให้กับการวิจัยซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ชนิดเซรามิค นี้เป็นการใหญ่
ในเดือนธันวาคม ปีเดียวกันนั้น คณะนักฟิสิกส์ ของห้องปฏิบัติการเบลล์ ของบริษัท เอทีแอนด์ที นำโดยเบอร์แทรม แบตลอกก์ และซิลามิสต์ คาวา, ทีมนักวิจัยของ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยนายโชจิ ทานากะ และนักวิจัยของจีน ที่สถาบันฟิสิกส์ ในปักกิ่ง ก็ประกาศว่า ได้ประสบความสำเร็จ ในการ ทำให้เซรามิคสูตรเดียวกันกับของไอบีเอ็ม เกิดสภาวะซูเปอร์คอนดัคติวิตี้ ได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 39 องศา เคลวิน (ลบ 388 องศาฟาเรนไฮต์ หรือลบ 233 องศา เซลเซียส)
ในขณะที่นักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยฮุสตัน นำโดย พอล. ซี. ดับบลิว. จู ซึ่งได้ศึกษาเรื่อง ซูเปอร์คอนดัคเตอร์มาตั้งแต่ปี ค.ศ.1965 ก็ได้ ประกาศว่า เขาสามารถ ทำให้เซรามิค สูตรเดียวกันนี้ เป็นซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ได้ที่อุณหภูมิสูงถึง 52 องศา เคลวิน (ลบ 366 องศาฟาเรนไฮต์) เมื่อเพิ่มความดัน ให้มัน ประมาณ 10,000-12,000 เท่าของความกดดัน บรรยากาศปกติ

พอล. ซี. ดับบลิว. จู
นักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยฮุสตัน

จูอธิบายว่า เหตุที่ความกดดันสูง ทำให้การนำไฟฟ้ายิ่งยวด เกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงขึ้นนี้ ก็เพราะว่า ความดันมีผลให้โครงสร้างโมเลกุล ของสารประกอบ เซรามิคถูกบีบ ให้เล็กลง หรืออัดตัวกันแน่นเข้า ซึ่งนี่อาจจะมีผล ให้การนำไฟฟ้าของมันดีขึ้น แม้อุณหภูมิสูงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ความกดดัน ที่เพิ่มให้นี้ ก็มีขีดจำกัด เพียงจุดหนึ่ง เท่านั้น ถ้าเพิ่มมากกว่านี้ จะไม่เป็นผลดี
เมื่อเป็นเช่นนี้ จูก็เลยต้องมองหาทางใหม่ คือแทนที่จะใช้ ความกดดัน บีบโครงสร้าง โมเลกุล ก็ใช้วิธี เปลี่ยนธาตุเป็นสารประกอบเสียเลย กล่าวคือ เขาได้เปลี่ยน สทรอนเชียม มาแทนแบเรี่ยม ซึ่งมีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกัน แต่มีโครงสร้าง ของอะตอมที่เล็กกว่า ซึ่งก็สามารถทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น อีก 2 องศา เป็น 54 องศาเคลวิน (จู ได้ยื่นขอสิทธบัตร คุ้มครองสูตร เซรามิค อันใหม่ ของเขา ในวันที่ 12 มกราคม ค.ศ.1987) พอเห็นว่า วิธีนี้ได้ผลเขาก็เลยลองเปลี่ยน เอาแคลเซียม ซึ่งมีอะตอม เล็กกว่าใส่เข้าไปอีก แต่คราวนี้ปรากฏว่า อุณหภูมิกลับต่ำลง แทนที่จะสูงขึ้น
ดังนั้นเขาจึง หันไปเปลี่ยน ธาตุตัวอื่นแทน คือ เอา แลนธาเนียมออก และหาธาตุใหม่ใส่เข้าแทน ซึ่งนี่ก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่ ทีมวิจัย มหาวิทยาลัยฮันต์สวิลล์ แห่งอลาบามา นำทีมโดย มอร์ เควน วู ซึ่งเคยเป็น ลูกศิษย์ ของ จู ได้เปลี่ยน เอาแลนธานัม ออกแล้ว ก็ใส่ อิตเทรียม (Ittrium:Y) เข้าไปแทน คราวนี้ปรากฏว่า สามารถ นำให้เกิดสภาพตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด ที่อุณหภูมิสูงถึง 93 องศาเคลวิน ทีเดียว ซึ่งความสำเร็จ ครั้งนี้ ได้สร้างความตื่นเต้นให้แก่ พวกเขาอย่างมาก
ทีแรกเขาก็ไม่เชื่อว่า ข้อมูลนี้ จะถูกต้อง จึงได้ตรวจสอบใหม่ โดยร่วมกับจูผู้เป็นอาจารย์ และก็สามารถทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเป็น 98 องศาเคลวินทีเดียว ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นเมื่อ กุมภาพันธ์ ค.ศ.1987 และนี่ก็หมายความว่า ต่อไปนี้ จะสามารถ ใช้ไนโตรเจน เหลวเป็นสารทำความเย็นได้แล้ว