วันนั้น วันที่ 18 มีนาคม ค . ศ .1987 ณ . ห้อง ชัตตัน บอลรูม โรงแรมนิวยอร์ค ฮิลตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา
นักฟิสิกส์ นักข่าว และผู้สนใจงาน ด้านฟิสิกส์ จำนวนมากถึง 3,800 คน ได้ไปเข้าร่วมประชุม งานวันประชุม
สมาคมนักฟิสิกส์ อเมริกัน ในสาขาคอนแดนส์ แมตเตอร์ ฟิสิกส์ เป็นเรื่องที่ตื่นเต้น ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
ที่ผ่านมา นั่นคือ การรายงาน ผลการค้นพบ " ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ อุณหภูมิสูง " (High - temperature
superconductor) นับแต่นั้นมา ข่าวคราว เกี่ยวกับเรื่อง " ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ " หรือ ที่คนไทย เรียกกันว่า
" ตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด " นั้นเป็นที่เกรียวกราว กันมากทั่วโลก และในขณะนี้ ก็กำลังมี การแข่งขัน กันอย่างมาก
เพื่อช่วงชิง ตลาดผลิตภัณฑ์ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ , ญี่ปุ่น หรือ จีน
เนื่องจาก ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ กำลังจะเข้ามา มีบทบาท ในวงการไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ มากขึ้น เพราะ
เมื่อไม่นานมานี้ นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มหนึ่ง ได้ประสบ ความสำเร็จ ในการทำให้ ซูเปอร์คอนดัคเตอร์ ใช้งานได้
ในอุณหภูมิที่สูงขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่า จะช่วยลด ต้นทุน ในการใช้งาน ซูเปอร์คอนดัคเตอร์นี้ และทำให้
แพร่หลายมากขึ้น รวมทั้ง คุ้มกับการ ทำเพื่อการค้า
ซูเปอร์คอนดัคเตอร์นั้น แต่ก่อน รู้จักกันในสภาพ ของสารตัวนำ จำพวกโลหะ ซึ่งจะปล่อย ให้กระแสไฟฟ้า
ไหลผ่านโดย ไม่สูญเสียความร้อน และไม่ต้านทาน การไหลของ กระแสไฟฟ้าได้ ก็เฉพาะ เมื่อสารตัวนำ
นั้นอยู่ใน อุณหภูมิ ที่ต่ำมากๆ ชนิดที่เรียกว่า ติดลบ 273 องศาเซลเซียส หรือลบ 460 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ
ที่ เรียกกันว่า ศูนย์องศาสัมบูรณ์ หรือ ศูนย์องศาเคลวิน ซึ่งถือกันว่า เป็นอุณหภูมิ ที่ปราศจาก ความร้อนโดยสิ้นเชิง
เมื่อสารตัวนำโลหะอยู่ในสภาพแช่แข็งที่ศูนย์องศาสัมบูรณ์นี้มันจะสูญเสียความต้านทานทางไฟฟ้าทั้งหมดและ
เกิดปรากฏการณ์"ซูเปอร์คอนดัคติวิตี้"หรือ"การนำไฟฟ้ายิ่งยวด"ซึ่งในสภาพการนำไฟฟ้าดังกล่าวนี้จะสามารถ
นำไฟฟ้าโดยไม่มีการสูญเสียพลังงานและสามารถปลดปล่อยพลังงานไฟฟ้ามหาศาลออกมาได้ซึ่งนั่นหมายถึง
ว่าหากนำซูเปอร์คอนดัคเตอร์ไปทำสายไฟฟ้าแทนลวดทองแดงก็จะนำไฟฟ้าได้ดีโดยไม่ต้องมีหม้อแปลงไฟฟ้า
ช่วยเลยหรือถ้านำไปพันมอเตอร์ก็จะได้มอเตอร์ขนาดเล็กลงกว่าที่ใช้ในปัจจุบันนี้อย่างมากทีเดียวหรือพูดง่ายๆก็คือ
ตัวนำชนิดนี้สามารถปฏิวัติโลกอิเล็กทรอนิกส์ปัจจุบันไปทั้งหมดได้เลย