index 284-1

 

Mr.Evolta ถีบสามล้อทำลายสถิติโลก 17/06/2009 

    แบตเตอรี่ Evolta ของ Panasonic  เปิดตัวด้วยแมสคอตเป็นหุ่นยนต์ขนาดจิ๋วที่สามารถสร้างสถิติลงกินเนสบุ๊กด้วยการไต่เชือกที่ระดับความสูง 1,500 ฟุตในแกรนด์ แคนยอน โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพียง 2 ก้อนเท่านั้น แถมยังใช้เวลาไม่ถึง 7 ชั่วโมง ล่าสุดเจ้าหุ่นยนต์ Evolta กลับมาอีกครั้ง ว่าแต่คราวนี้เขาจะโชว์อะไรให้เราดูกันล่ะ

    ความพยายามครั้งใหม่ของพานาโซนิคในการที่จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ Evolta แบตเตอรี่อัลคาไลน์ที่ทรงพลัง (แถมยังเก็บได้นานนับสิบปี) ด้วยการให้เจ้าหุ่นยนต์พรีเซนเตอร์ตัวเดิมถีบรถสามล้อขนาดเล็ก เพื่อทำลายสถิติในสนามแข่งรถเก่าแก่ที่ได้ชื่อว่า ถ้าไม่อึดจริงไม่ต้องลงมาซิ่งในสนามนี้เลย นั่นก็คือ Le Mans ในประเทศฝรั่งเศษ

    โดยในวันพุธทีจะถึงนี้ Mr.Evolta หุ่นยนต์ตัวน้อยจะต้องถีบจักรยานสามล้อคันเล็กต่อเนื่องนานกว่า 24 ชั่วโมงไปบนสนามแข่งที่มีความยาว 4 กิโลเมตร โดยใช้แบตเตอรี่ AA เพียง 2 ก้อนเหมือนเดิม ทั้งนี้เจ้าหุ่นยนต์จะใช้อินฟราเรดด้านหน้ารถสามล้อในการรักษาเส้นทาง ซึ่งเป้าหมายในครั้งนี้ ทางบริษัทต้องการให้ Mr.Evolta ทำลายสถิติระยะทางที่รถยนต์วิทยุบังคับเคยทำได้ในอดีต นั่นหมายความว่า มันต้องปั่นจักรยานสามล้อบนสนามแห่งนี้ให้ได้ 6 รอบด้วยความเร็วเฉลีย 1.3 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงจะทำลายสถิติดังกล่าวได้สำเร็จ...ขอเอาใจช่วยแล้วกันนะ

Evolta  คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

 


 

4D ULTRASOUND

    อัลตร้าซาวด์นั้นเป็นคลื่นเสียงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีความถี่สูงกว่า 20,000 Hz คลื่นเสียงอัลตร้าซาวด์นี้ปัจจุบันได้ถูกนำมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในทางการแพทย์ ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคต่างๆ รวมทั้งการตรวจสุขภาพของทารกในครรภ์

    อัลตร้าซาวด์ 4 มิติทำงานอย่างไร? ปัจจุบัน เครื่องอัลตร้าซาวด์นั้นมีการทำงานที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เครื่องอัลตร้าซาวด์ในสมัยเริ่มแรก สามารถมองเห็นภาพทารกได้เป็นแบบ 2 มิติ คือภาพที่มีความกว้างและความยาว หรือภาพตัดขวางตามแนวของคลื่นเสียงที่ถูกส่งออกไป  ซึ่งจะสามารถมองเห็นได้ทีละระนาบในแต่ละครั้ง แม้ว่าภาพที่ได้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก แต่ภาพที่เห็นจะดูไม่เหมือนภาพทารก แต่ในเครื่องอัลตร้าซาวด์สมัยใหม่นั้นเครื่องจะเก็บสะสมปริมาตรของเสียงที่สะท้อนออกมาจากหัวตรวจในแบบดิจิทัล และแสดงภาพออกมาเป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งมีความลึกของภาพ ทำให้ภาพของทารกดูเหมือนจริงมากยิ่งขึ้น และยิ่งไปกว่านั้นเครื่องตรวจ อัลตร้าซาวด์ 4 มิติ ยังสามารถเก็บภาพ 3 มิติแต่ละภาพไว้แล้วนำมาแสดงผลเรียงต่อกันกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวเสมือนเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น จึงเรียกภาพที่เห็นนี้ว่า Real time ด้วยเทคโนโลยี อัลตร้าซาวด์ 4 มิติ นี้จึงช่วยให้เราสามารถศึกษาพฤติกรรมต่างๆของทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน

คลิกที่นี่ดูวีดีโอ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

ภาพเปรีบเทียบอัลตร้าซาวด์ 2 มิติ และ 3 มิติ

  

 

คลิกดูวีดีโอ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


อัลตราซาวด์ (Ultrasound)
อัลตราซาวด์ (Ultrasound) = คลื่นเหนือเสียงเป็นคลื่นความดัน (pressure wave)
- เป็นคลื่นตามยาว
- มีความถี่มากกว่า 20,000 เฮิรตซ์
(เพราะฉะนั้นมนุษย์จะไม่สามารถได้ยินเสียงคลื่น Ultrasound ได้ เพราะปกติมนุษย์ได้ยินในช่วงความถี่ 20 – 20,000 Hz)
อัลตราซาวด์ที่มีความเข้มต่ำจะสามารถทะลุผ่านเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต โดยไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อเหล่านั้น
เครื่องสแกนเนอร์ อัลตราซาวด์ (ultrasound scanner) จึงใช้หลักการดังกล่าว สามารถทำให้เราเห็นภาพของอวัยวะร่างกายส่วนนั้นได้ วิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้ในวงการแพทย์ และยังไปใช้ประโยชน์ได้ด้านอื่นๆอีก

วิธีการให้กำเนิดคลื่นอัลตราซาวด์ มี 2 วิธี
1. ปรากฏการณ์ไพโซอิเล็กทริก (Piezoelectric effect)
- เมื่อผลึกบางชนิดถูกอัดหรือดัน จะทำให้เกิดประจุไฟฟ้าบนผิวของผลึก (วิธีการนี้นำมาใช้กับการติดไฟเตาแก๊ส)
- วิธีการที่ย้อนกลับของปรากฏการณ์ไพโซอิเล็กทริก คือ วิธีจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับความถี่สูงผ่านผิวผลึก ทำให้ผลึกถูกอัดและขยาย จนเกิดการสั่นของผลึกด้วยความถี่เดียวกับความถี่ของกระแสไฟฟ้า
- การสั่นของผลึกทำให้เกิดอัลตราซาวด์
- ในการแพทย์ ผลึกที่ใช้คือ เกลือของเลดเซอร์โคเนต – เลดไททาเนต (lead zirconate – lead titanate) เรียกว่า PZT ผลึกชนิดนี้เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกลได้มากกว่าควอตซ์ (quartz)
- อัลตราซาวด์จะถูกส่งออกมาจากผลึก PZT ในลักษณะคลื่นดล โดยมีกำลังเฉลี่ยประมาณ 0.1 มิลลิวัตต์

2. ปรากฏการณ์แม็กนีโตสตริกทิฟ (magnetostrictive effect)
- ใช้หลักการของหัวเข็มเครื่องแผ่นเสียง โดยสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำทำให้โลหะบางชนิดสั่น และทำให้อัลตราซาวด์ออกมา

เปรียบเทียบวิธีที่ 1 และ 2
เหมือน > ตัวก่อกำเนิดมีการสั่น ข้อ 1 PZT สั่น, ข้อ 2 โลหะสั่น
ต่าง > ข้อ 1 ใช้กระแสไฟฟ้า, ข้อ 2 ให้สนามแม่เหล็ก

การสร้างภาพอัลตราซาวด์
เมื่อคลื่นอัลตราซาวด์จากแหล่งกำเนิดถูกส่งไปยังบริเวณที่ต้องการตรวจสอบ เช่น เนื้อเยื่อของร่างกาย คลื่นสะท้อนจากเนื้อเยื่อชั้นต่างๆจะถูกส่งกลับมายังหัวรับคลื่น (transducer) ก่อนที่คลื่นดลคลื่นถัดไปจะถูกส่งออกมา ผลที่เกิดขึ้นจากคลื่นสะท้อนจะปรากฏบนจอออสซิสโลสโคปเป็นชุดๆ

ตำแหน่งของยอดแต่ละยอดแสดงตำแหน่งของผิวสะท้อน และความสูงของยอดแสดงลักษณะของผิวสะท้อน วิธีนี้เรียกว่า เอ-สแกน (A-scan)

ผลของ เอ-สแกน (คลื่นดลหนึ่งคลื่นใช้เวลา 10 ไมโครวินาที, คลื่นดลหนึ่งคลื่นประกอบด้วยคลื่นเล็ก 20 ลูก, มีความถี่ 2 เมกะเฮิรตซ์, คลื่นดลแต่ละคลื่นมีช่วงเวลาห่างกัน 200 – 300 ไมโครวินาที)

เพื่อให้ง่ายต่อการวินิจฉัยจึงมีการสร้างภาพโดยวิธี บี-สแกน (B-scan) คือจะสแกนคลื่นแสดงเป็นเส้นผ่านร่างกาย โดนกำลังและตำแหน่งของสัญญาณที่ส่งกลับมาจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำของ computer และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อส่งไปแสดงผลบนจอภาพ 2 มิติ

ประโยชน์ของอัลตราซาวด์
1. ใช้ในการสแกนตรวจอวัยวะภายใน อาศัยหลักการทาง physics 2 แบบคือ
- ดอปเพลอร์ > วินิจฉัยอวัยวะที่เคลื่อนที่ เช่น ลิ้นหัวใจ ผนังหัวใจ ผิวหนัง ทารกในครรภ์
- เอ็คโค > หลักการสะท้อนของคลื่นเสียง ส่งคลื่นความถี่ 1-10 MHz โดยคลื่นสะท้อนจะถูกเปลี่ยนเป็นพัลส์ทางไฟฟ้า ทำให้เกิดเป็นภาพบนฉาก อวัยวะที่วินิจฉัยเช่น สมอง ลูกตา ก้อนเนื้อมะเร็ง กล้ามเนื้อ
2. ค้นหาวัตถุและตำแหน่งของวัตถุ (วัดเวลาที่คลื่นสะท้อนเคลื่อนที่มายังต้นกำเนิด)
3. ช่วยทำกายภาพบำบัด บรรเทาอาการปวดตามข้อกระดูก
4. รักษาโรคบางชนิด เช่น กล้ามเนื้ออักเสบ รูมาติซึม ข้ออักเสบ
5. ทำความสะอาดภาชนะ อุปกรณ์ ขจัดหินปูนที่ฟัน
6. ฆ่าเชื้อโรค


แรงเข้าสู่ศูนย์กลาง

     หลักการของมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง  ดาวเทียม  และทดลองเหวี่ยงลูกปิงปองในถ้วยแก้วให้น้องๆดู ว่าทั้งหมดมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

โลดโผนแบบมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง


Axen AirCard Hi-End Siemens Chipset ราคาใกล้เคียงแอร์การ์ดจีน
 

คลิกค่ะ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

เสียงเครื่องยนต์จากยานพาหนะสองล้อประเภทรถมอเตอร์ไซด์ดังกระหึ่ม พร้อมกับการเคลื่อนไหวขนานกับพื้นโลกไปตามผนังของถังไม้ รวดเร็วราวกับสายลมที่กรรโชกพัดผ่านมาวูบเดียวแล้วหายวับไป ก่อนที่จะหวนกับมาอีกครั้ง ด้วยท่วงท่าผาดโผนพร้อมกับวงล้อหมุนขับเคลื่อนความเร็วโจนทะยานไต่ไปตามถัง นั่นคือการแสดงที่รู้จักกันในชื่อของ "รถมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง"

ซึ่งกว่าจะไต่ขึ้นไปถึงขอบถัง สร้างความตะลึงพรึงเพริดเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาหลายร้อยคู่ได้ วรวุฒิ กัลยาณพันธ์ หนุ่มนักบิดประจำถังผู้นี้ต้องผ่านบททดสอบ โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน

โลดโผนแบบมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

เสียงโฆษกประกาศเชิญชวนผู้คนให้เข้ามาชมการแสดงแข่งกับเสียงเพลงที่ดังลั่นแดนซ์เซอร์สาวกำลังเต้นอวตามจังหวะเพลงเรียกร้องความสนใจแก่สายตาผู้ผ่านไปมา เสียงเร่งเครื่องยนต์ดังกระหึ่มออกมานอกถังไม้ วิ่งวนรอบถังไปมาหลายๆรอบ ทันใดนั้นเสียงที่ดังอยู่ระดับพื้นก็ค่อยๆเลื่อนขึ้นไปในระดับสูงขึ้นกระทั่งถึงขอบถัง ก่อนที่จะสลับลงมาสู่พื้นล่างและขึ้นไปอีกครั้ง

ภายในถังทรงสูงขนาด 6 เมตร ชายหนุ่มรูปร่างผอมบางควบมอเตอร์ไซด์ขับวนไปมาบนพื้นล่าง ทันทีที่เครื่องร้อนได้ที่ถึงระดับหนึ่ง จึงไต่ขึ้นไปวิ่งบนไม้กระดานที่พาดเชื่อมระหว่างพื้นและฝาผนัง ทะยานผ่านเส้นเขียวขึ้นไปโคจรรอบถังทำมุม 90 องศาขนานกับพื้น

เวลาผ่านไปรถคันเดิมวิ่งผ่านแตะเส้นเหลือง ชายหนุ่มเริ่มขยับลำตัวเปลี่ยนท่าทางการขับขี่จากบิดธรรมดาเป็นปล่อยมือทั้งสองข้าง พร้อมกับชูขึ้นเหนือศรีษะ คล้ายแฟนบอลแสดงท่าทางดีใจ เวลาฟุตบอลทีมโปรดทำประตูฝ่ายตรงข้าม นั่งขัดสมาธิโบกไม้โบกมือทักทาย เท้าสะเอวยืนบนมอเตอร์ไซด์ ยืนไหว้ ไต่ระดับอย่างรวดเร็ว ผ่านเครื่องหมายเส้นสีแดงโฉบขึ้นมาทักทายผู้ชมอย่างใกล้ชิดถึงขอบถัง ทำเอาผู้ชมบางคนเผลอปล่อยมือที่จับขอบเชือก พร้อมกับถอยหลังโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ผู้ชมบางคนหยิบแบงค์สีต่างๆออกมา พร้อมกับโบกไปมาอย่างท้าทาย ชั่วเวลาเพียงไม่กี่วินาทีแบงค์ดังกล่าวก็อันตรธานหายไปอยู่ในมือของชายหนุ่มนักบิดมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

พลันที่การแสดงเสร็จสิ้นในแต่ละรอบ เสียงปรบมือก็ดังขึ้นด้วยความทึ่งในความสามารถ ชายหนุ่มยกมือไหว้รอบทิศขอบคุณผู้ชมที่ปรบมือให้

"เวลาพักอยู่ในช่วงที่ขี่เสร็จแล้วรอคนดูเต็มพร้อมขึ้นไปขี่รอบต่อไป นั่นคือช่วงพัก เหนื่อยครับ มันทำให้เพลีย ปวดเมื่อยตัว เกร็งใช้สายตาเวลาขี่" เสียงชายหนุ่มพูดปนหอบก่อนที่จะเริ่มต้นชีวิตนักไต่ถัง

พื้นถังไม่ต่างจากพื้นถนน

หลายคนอดทึ่งไม่ได้ในความเก่งกล้าของหนุ่มนักบิดประจำถังผู้นี้ หากย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน ความกลัวเป็นเหตุให้เขาเลือกที่จะทำหน้าที่คนขายตั๋วหน้างานแทนการแสดงโลดโผนดังกล่าว ภายหลังเมื่อพี่ชายต่างแยกย้ายไปสร้างครอบครัว ทำให้ตำแหน่งนักบิดประจำถังว่างลง ด้วยความตั้งใจที่จะสืบต่อกิจการที่ผู้เป็นพ่อสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรง วรวุฒิ กัลยาณพันธ์ ขณะนั้นอยู่ในวัยเพียง 17 ปีจึงสละความกลัวก้าวสู่ตำแหน่งนักขี่มอเตอร์ไซด์ไต่ถัง

"ตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่หากินอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ตอนแรกพี่ชายขี่ก่อนแล้วผมจึงมาขี่ แต่ก่อนกลัวไม่กล้า พ่อแม่ก็ตามใจไม่บังคับ ให้ผมไปทำหน้าที่ขายบัตรหน้างาน ต่อมาพวกพี่ๆต่างมีครอบครัวกันหมด ไม่มีคนมาช่วยผมจึงต้องช่วย ตอนเริ่มฝึกอายุ 17 ปี เรียนอยู่ม.4"

ใช้เวลาหลังเลิกเรียนและวันหยุดในการฝึกซ่อม "หัดไปเรื่อยๆเป็นไปตามขั้นตอน วนขึ้นลงจนคล่อง หายเวียนหัว แล้วก็ฝึกวนขึ้นแผ่นอีกครั้ง เวลาที่ใช้ฝึกแล้วแต่คน ถ้าขยันหน่อยไม่เกินเดือนก็ขึ้นไปไต่ผนังได้ บางคนใจกล้าก็เป็นเร็วหน่อย บางคนใจกล้าแต่ไม่รู้ทักษะก็ไม่เป็น ต้องควบคู่กันไป แต่ของผมใช้เวลาฝึกนานเหมือนกัน เพราะติดเรียน อาศัยวันหยุดและหลังเลิกเรียนมาแสดง พอขี่ขึ้นได้ก็แสดงควบคู่ฝึกซ้อม จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่หยุดฝึกซ้อมพัฒนาฝีมือและคิดค้นท่าทางการแสดงอย่างต่อเนื่อง"

เขาเล่าถึงความทรงจำในวันแรกของการแสดงให้ฟังว่า "งงแปลกใจตัวเอง ไม่นึกว่าจะกล้าทำได้ แต่ก่อนแค่ซ้อมก็ร้องไห้แล้ว กลัว ขึ้นไปแล้วมันดูดมองอะไรไม่เห็น ใหม่ๆที่จับรถขึ้นมาแล้ววนรอบ มองอะไรไม่เห็นเลย มันเป็นแรงเหวี่ยงดูดติดเลย"
วิ่งบนแผ่นไม้ราวกับวิ่งบนพื้นถนน "เวลาขึ้นไปอยู่ข้างบนก็เหมือนกับการขับขี่บนท้องถนนธรรมดา เพียงแต่มันตะแคงแค่นั้นเอง พอขึ้นแผ่นไม้ได้ก็เหมือนวิ่งไปตามถนน จะเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาเหมือนกันหมด แต่ต้องประคองความเร็วระวังไม่ให้พ้นขอบถัง เร็วไปก็ไม่ดี อันตราย ช้าไปก็ตกได้"

ณ วินาทีเสี่ยงตาย

นอกเหนือจากความสามารถในการประคองรถไปมาบนถังแล้ว ยังมีการแสดงท่าทางทรงตัวระหว่างที่รถวิ่งไปมาสร้างความตื่นตาตื่นใจและอดหวาดเสียวแทนผู้แสดงไม่ได้

"คิดดัดแปลงท่าไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ท่านั่งธรรมดา นั่งธรรมดาปล่อยมือ ใช้ขายันแฮนด์รถแล้วนั่งขัดสมาธิ นั่งขาไขว่ห้าง ยืนบนรถ ออกมายืนนอกรถ ยืนขาเดียวถอดเสื้อใส่เสื้อ ถอดเสื้อปิดตา นอนขี่" วรวุฒิบอกว่า ท่าที่ยากที่สุดคือการออกมายืนนอกรถพร้อมกับใช้ขาซ้ายวางไว้บังโคลนหน้าแล้วปล่อยมือ แม้จะเป็นท่าที่ยาก แต่ก็เป็นท่าที่เขาชื่นชอบมากที่สุด "ท่าออกไปยืนนอกรถ แปลกใจดีว่าออกมาได้อย่างไร ท้าทายดี"

กว่าจะเป็นท่วงท่าที่สวยงามบนเบาะรถแลกมาด้วยแผลเต็มตัว "ยากทุกท่าและมีโอกาสพลาดได้ทุกท่า ตกบ่อยมีตลอดเวลา ก่อนแสดงเชคระวังอยู่แล้ว แต่ว่ายางมันจะแตกเมื่อไร เป็นอะไรเราไม่รู้ล่วงหน้า ขับวนๆไปยางเกิดแตกขึ้นมา โอกาสพลาดมันมีตลอด ส่วนมากยางจะแตก ถ้าค่อยๆรั่วสามารถขับลงพื้นได้ แต่ถ้ากะทันหันก็คือวูบเลย พอหมดแรงเหวี่ยงก็ร่วงตกลงมา พอรู้ว่าจะหล่นผมจะกระโดดมาจากรถ เอาช่วงหลังลงก่อน ครั้งหนึ่งเคยไปแสดงที่ขอนแก่น รถตกลงมาประมาณ 5 เมตรจากพื้น หลังกระแทกจนกระดูกหลังเคลื่อนแล้วก็ปวดหลังมาก ตกบ่อยขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นมากหรือน้อย ตกลงมาแน่นิ่ง จากนั้นถูกนำส่งโรงพยาบาล"

แม้จะร่วงหล่นลงมาสู่พื้น การแสดงก็ยังคงดำเนินต่อไป "คนยืนรอดูเยอะแยะ ตกลงมาแล้วเรายังพอลุกไหวอยู่ จับรถคันอื่นขี่ขึ้นแสดงต่อ นอกจากไม่ไหวต้องส่งโรงพยาบาล ปีก่อนยางล้อหน้าแตกตกลงมาก็ไม่เป็นไร เลือดไหล แตกหน่อย ไปพันแผลที่โรงพยาบาลแล้วก็กลับมาขี่ต่อ เคยสวมใส่ชุดป้องกัน เหมือนพวกแข่งรถสนาม แต่เวลาใส่แล้วอึดอัดไม่ถนัด ยิ่งหมวกกันนอคใส่ไปก็ไม่ถนัด หนักหัวชอบหลุดระหว่างแสดง"

การตั้งสติอยู่ในความไม่ประมาทเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงในการแสดงแต่ละครั้ง "ตอนแสดงไม่คิดอะไร เวลาขี่นึกกลัวเดี๋ยวเราก็กลัวเปล่าๆ ขี่สบายๆ จะตกเมื่อไรก็ตกไป ปล่อยสมองให้ว่างเปล่า เพราะถ้าคิดเราก็ไม่มีสมาธิ ขี่เล่นไปเรื่อยๆ เล่นกับคนดู มันแค่เสี้ยววินาทีเดียวเอง ต้องมีสติดีๆ เพื่อเซพตัวเอง"

แม้จะเป็นสิงห์นักบิดประจำถัง แต่ก็ไม่เคยออกไปโลดโผนโจนทะยานบนท้องถนนของจริง "สนุกผ่อนคลายความเครียดจากรถมอเตอร์ไซด์ไต่ถังไม่เคยออกไปซิ่งบนถนน อันนี้เราทำมาหากิน ไม่ได้ไปรบกวนใคร"

4 ล้อไต่ถัง

ไม่เพียงแค่นำรถมอเตอร์ไซด์ขึ้นไปไต่บนถัง เขายังนำรถยนต์ 4 ล้อขึ้นไปโลดโผนบนถังมาแล้ว "ตอนนี้มีรถปิ๊กอัพ รถเอ็นวี ไต่ถัง เอาไว้ออกหน้างานเพราะค่าขนย้ายสูง ช่วงหน้าฝนเอาไปตั้งทิ้งไว้ เพื่อให้ถังยังคงสภาพกลม เวลาแสดงทีก็ใช้รถเครนยก"

มอเตอร์ไซด์ขี่ง่ายกว่า "การบังคับขึ้นลงไม่เหมือนกัน ฝึกรถยนต์ต้องเริ่มต้นใหม่ เลี้ยงรถยนต์ต้องเลี้ยงให้ได้รอบ ยังไม่ชำนาญ ใช้ความเร็วให้คงที่ เกียร์ 2 วิ่งไม่เกิน 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รถยนต์แค่ปล่อยมือ 2 ข้าง รถมอเตอร์ไซด์แสดงได้ทุกท่า"นอกจากประเภทของรถที่ต่างกันแล้ว รถมอเตอร์ไซด์ไต่ถังและรถยนต์ไต่ถังยังมีเรื่องของขนาดถังที่แตกต่างไปตามขนาดของยานพาหนะที่ใช้ กล่าวคือ ตัวถังจะมีขนาดใหญ่กว่า "ถังมันใหญ่กว่านี้เยอะ แต่เวลาขับและลักษณะการแสดงคือขับรถไต่วนขึ้นไปตามตัวถังเหมือนกัน ต่างกันที่ขนาด"

อุบัติเหตุน้อยกว่ารถมอเตอร์ไซด์ไต่ถัง "เคยตกเพราะรถมันตะแคงพลิก มันยังไม่ได้รอบของมัน ตกลงมาก็เละ เพราะมันตีลังกา รถยนต์อุบัติเหตุน้อยกว่ามอเตอร์ไซด์ เวลาแสดงขึ้นไม่กี่รอบก็ลง เพราะเป็นการแสดงที่อันตราย"

วรวุฒิในวัย 23 ปีทำงานแทบทุกวันไม่มีวันหยุด "ปีหนึ่งวิ่งตลอดไม่มีวันหยุด ถ้าไม่เจ็บป่วยหรือไม่สบายจริงๆก็จะแสดงตลอด งานส่วนมากแสดงจะจัดอยู่ 7 หรือ 9 วัน ช่วงหน้างานจะมีงานเยอะ ตั้งแต่เดือนตุลาเป็นต้นไปไป เคยเหนื่อย ท้อ ลูกน้องไม่มี เหลืออยู่แค่ 2-3 คนช่วยกันปลูกถัง ทั้งวันทั้งคืนไม่ได้นอน อย่างถังขนาด 6 เมตรใช้เวลาเป็นวัน ไม่ได้หลับไม่ได้นอน อย่างวันที่เล่นวันสุดท้าย แสดงเสร็จ 4-5 ทุ่มเราก็รื้อเลย"

ในแต่ละวันแสดงหลายรอบ "แสดงประมาณ 5 นาที ถ้าช่วงไหน คนเยอะหน่อยเราก็ทำรอบทำเวลาแสดงประมาณ 3 นาที กะเอาไม่เคยจับเวลา ถ้าคนเยอะก็จะแสดงท่าน้อยลง ทั้งวันทั้งคืนอยู่ไม่เกิน 30 รอบ บางครั้งเลิกเที่ยงคืน กว่าจะถึงบ้านก็ตี 2 กว่าจะได้นอน ถ้าวันไหนไม่ได้ไปไหนก็ตื่น 4-5 โมงเช้า เที่ยงมาถึงก็เปิด เลิกก็นอน ตื่นก็มาแสดง ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แต่ก็ไม่เคยเข้าโรงพยาบาลไม่มีแข็งแรง มีแต่เพลีย ไม่เหมือนการขี่รถธรรมดา ขี่แบบนี้เราต้องทรงตัว ใช้ร่างกายเกร็งเหมือนกัน เกร็งแขน ขี่ไปแล้วก็จะมึนมองอะไรไม่เห็น เราก็ต้องขี่วนเพื่อปรับสายตาให้ชิน"

หลายคนทึ่งในความสามารถ มีแฟนคลับที่ตามไปให้กำลังใจเกือบจะทุกที่ที่ไปแสดง แต่หากมองย้อนกลับไปดูการแสดงของตัวเอง เขาบอกว่า "เฉยๆไม่คิดว่าเท่ เหมือนการทำงานอย่างหนึ่ง ไม่ได้คิดอะไร เอาชีวิตมาหากิน ได้ช่วยเลี้ยงครอบครัว อีกอย่างเป็นสิ่งที่พ่อสร้างมา อยากอนุรักษ์ไว้ แต่ก็ดีใจที่คนดูชอบปรบมือให้ ผมไม่ได้ใฝ่ฝันเลยว่าจะมาขี่รถไต่ถัง เราออกจากโรงเรียนมาตั้งแต่เด็กแล้ว จะไปไหน แต่ถามว่าอยากทำอย่างอื่นไหม อยากเปิดร้านธรรมดา แต่ถ้าเราไปปุ๊บ กิจการที่พ่อสร้างมาทิ้งไม่ได้ คิดว่าจะทำจนแก่ตาย ทำเลี้ยงแม่"เขาฝากไปถึงคนที่อยากเข้ามาเป็นหนุ่มนักบิดไต่ถังทิ้งท้ายว่า "ต้องใจรัก ไม่ใช่ว่าขี่ไปแล้ว ขึ้นได้แล้วก็เลิก ขี่แค่ช่วงสั้นๆ"

***
ไขปริศนา "รถไต่ถัง"

ภายนอกกระโจมการแสดง "มอเตอร์ไซด์ไต่ถัง" เต็มไปด้วยไทยมุงยืนลุ้นไปกับเสียงเครื่องยนต์ และตื่นตาไปกับภาพของถังไม้สั่นไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวของ 2 ล้อมอเตอร์ไซด์ หลักการของมอเตอร์ไซด์ (Motorcross in the cage) สามารถไต่ถังเกิดจากแรงสู่ศูนย์กลาง โดย สุเมธ อาวสกุลสุทธิ นักวิชาการ 6 องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยกตัวอย่างการทดลองเพื่อให้เข้าใจทฤษฎีว่า

"นำเชือกร้อยมุมทั้ง 3 ( หรืออาจจะมากกว่าก็ได้ ) ของถาดพลาสติกแล้ววางแก้วน้ำเปล่าๆ หนึ่งใบ จากนั้นลองเหวี่ยงถาดพลาสติกให้หมุนในแนวดิ่ง จะพบว่าแก้วตกลงมาบนพื้น แต่ถ้าเติมน้ำลงในแก้วน้ำแล้วเหวี่ยงถาดพลาสติกด้วยความเร็วพบว่า แก้วน้ำที่ใส่น้ำจะไม่กระฉอกออกมาเลย ขณะที่หมุนด้วยความเร็วขณะหนึ่งจะเกิดแรงสู่ศูนย์กลาง ทำให้น้ำในแก้วน้ำไม่กระฉอกออกมา เป็นอุปกรณ์ที่สาธิตกันได้ง่ายๆ หรืออาจลองหมุนในแนวขนานเหนือศีรษะก็ได้ น้ำก็จะไม่ไหลหกออกมา"

ถังสำหรับการแสดงเนื้อไม้ที่ใช้ต้องมีความเสียดทานสถิตรถจึงจะสามารถไต่ถังได้
"กรณีรถมอเตอร์ไซด์ไต่ถังด้วยความเร็วสูง ในลักษณะวงกลมขนานกับพื้น ในครั้งแรกมอเตอร์ไซด์จะขึ้นสู่ถังโดยวนในลักษณะเกลียวขึ้นไป ซึ่งนอกจากปัจจัยความเร็วของเครื่องยนต์ที่จะต้องเร่งเครื่องให้เร็วแล้ว พื้นของถังก็ต้องมีแรงเสียดทานด้วย เพราะถ้าเป็นวัสดุที่ลื่นเกินไปก็ไม่สามารถขี่ขึ้นไปได้ นอกจากมอเตอร์ไซด์ไต่ถังแล้วก็มีรถไต่ถังที่ใช้หลักการเดียวกัน แต่ถ้ารถหยุดกะทันหันก็จะทำให้ทั้งคนทั้งรถยังพุ่งไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อยของการเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง"

- - - - - - -- - - - - - -- - - - - - -- - -
ข่าวและภาพบางส่วน จาก : ผู้จัดการรายวัน 5 กันยายน 2548


รถมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง


ผมมีปัญหาสงสัยมาถามอีกแล้วครับ
รถมอเตอรืไซค์ไต่ถัง สามารถเคลื่อนที่ในถังได้เป็นการเคลื่อนที่แบบวงกลม
ต้องอาศัยแรงเสียดทานของพื้นถังและยางรถ ช่วยในการทำให้เกิดการเคลื่อนที่ได้
ถ้าถังเปียกอย่าได้ลองเชียวนะครับ {#emotions_dlg.d6}

จากการคำนวณ


เขียนแรงให้ครบ สมดุลในแนวดิ่งคือ
f = mg
μN = mg .....(1)
ความเร่งในแนวราบ ทำให้เกิดแรงสู่ศูนย์กลาง
N = mv2/r ......(2)
แทน (2) ใน (1)
μmv2/r = mg
v2 = rg/μ....(3)

จากแรงลัพธ์ที่เกิดจาก N และ f คือ R
ได้ความสัมพันธ์ Rsinα = mg
                 Rcosα = mv2/r
                   tanα = rg/v2
จากความรู้ที่ว่า ค่ามุม α มาก ค่า tanα ก็มากตาม
ฉะนั้นยิ่งค่ามุมน้อย ค่าtan ก็ยิ่งน้อย
ค่า tan น้อย v ก็ต้องมาก

ปัญหาคือ
ผมสรุปถูกไหมครับที่ว่า
1. ถ้าต้องการขับรถเครื่องไต่ถัง ถ้ายิ่งเอียงตัวน้อย(เทียบกับแนวอ้างอิงดังรูป) ยิ่งต้องขับด้วยความเร็วที่มากขึ้น ขับช้าอาจเป็นหนูตกถังข้าวสาร
2. และเป็นไปได้ไหมที่คนขับจะขับรถตั้งฉากกับพื้นถังเลย ถ้าตั้งฉากกับพืนถัง ค่า มุม α ก็จะต้องเป็น 0 สิครับ
แล้วผมจะหาค่า tan0 ได้อย่างไรละครับ
ผมไม่เข้าใจตรงนี้ละครับ {#emotions_dlg.d8}

ขอบคุณมากๆนะครับ


ปรับ “เครื่องปั้นดินเผา-ศิลาดล” สูตรเนื้อดินเบา-ต้นทุนลดลง

คลิกค่ะ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

แม้กิจการเครื่องปั้นดินเผา "พงษ์ศรีนคร ศิลาดล" ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมครอบครัวกึ่งอุตสาหกรรมขนาดเล็กของ พงษ์ลักษณ์ สุวรรณมาลี ที่หมู่ 4 ต.สัมปทวน อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม จะได้รับผลกระทบจากผลพวงของภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังอยู่ในช่วงชะลอตัวถึงขนาดยอดส่งออกตกฮวบกว่า 50% แต่ลูกค้าคนไทยด้วยกันยังมีเต็ม 100% ทำให้เขามีกำลังที่จะดำเนินกิจการให้เดินหน้าเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่อไป ล่าสุดเขามีการปรับปรุงสูตรเนื้อดินเครื่องปั้นดินเผาใหม่ให้มีน้ำหนักเบาลงถึง 40% และช่วยลดต้นทุนการผลิตได้อีกระดับหนึ่ง โดยที่ยังคงเอกลักษณ์และคุณภาพเหมือนเดิม

 พงษ์ลักษณ์ บอกว่า ตลอดระยะเวลาในการดำเนินกิจการผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาพงษ์ศรีนคร ศิลาดล มีตั้งแต่ของใช้ในครัวเรือนที่มีราคาชินละ 15 จนถึง 2 แสนบาทที่โอ่ง 4 หู ลายศิลปะภาคกลางยุคกรุงศรีอยุธยา มากว่า 17 ปีแล้ว ได้รับการตอบสนองจากลูกค้าโดยดีเสมอมา แม้ปัจจุบันภาวะเศรฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลให้ภาคธุรกิจของไทยได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวาง ถึงขนาดผู้ประกอบการต้องหยุดกิจการไปจำนวนมากก็ตาม แต่ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาพงษ์ศรีนคร ศิลาดล ของเขาจะกระทบเฉพาะในส่วนของลูกค้าในต่างประเทศที่ลดลงราว 50% ขณะที่ลูกค้าภายในประเทศยังมีเกือบ 100% ตลาดหลักที่กรุงเทพฯ เชืองใหม่ และมีลูกค้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางเพื่อขายต่ออีกส่วนหนึ่ง ในแต่ละเดือนยังมีเงินหมุนเวียนในกิจการนี้ราวเดือนละ 5 แสนบาท แต่เพื่อสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัยและต้องหาวิธีในการลดต้นทุนด้วย

 "ตลอดระยะเวลา 17 ปี เราพบว่าปัญหาส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาของเรามีน้ำหนักมากการขนส่งทำได้ค่อนข้างลำบาก โดยเฉพาะการส่งสินค้าไปต่างประเทศ ที่เรามีลูกค้าทั้งในเอเชีย อาทิ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ยุโรป และอเมริกา จะมีค่าใช้จ่ายสูง จึงตั้งโจทย์ถามตัวเองว่าจะทำอย่างไรให้เครื่องปั้นดินเผามีน้ำหนักลดลง ในที่สุดผมตัดสินใจขอการสนับสนุนจากโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (ไอทีเอพี) ภายใต้ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (ทีเอ็มซี) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อสนับสนุนทั้งด้านวิชาการงบประมาณบางส่วน ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนเป็นอบ่างดี สวทช.ส่งผู้เชี่ยวชาญมาจากภาควิชาวิทยาการและวิศวกรรมวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร มาเป็นที่ปรึกษา เริ่มโครงการแรกเมื่อเดือนกันยายน 2550 และสิ้นสุดลงเดือนกรกฎาคม 2551" นายพงษ์ลักษณ์ กล่าว
ส่วนการปรับสูตรเนื้อดินในครั้งนี้ ได้นำวัตถุดิบเหลือใช้จากภาคเกษตรกรรมที่มีอยู่ในประเทศมาประยุกต์ใช้ อาทิ แกลบ ขี้เลื่อย กากอ้อย ซึ่งการปรับสูตรเนื้อดินใหม่ยังแต่ต้องคำนึงถึงในแง่การใช้งานจริงด้วย เช่น คุณสมบัติทางความร้อนเชิงกล ทางกายภาพ การขยายตัวของดินเนื่องจากความร้อน การหดตัว ความเหนียว ความชื้น ความพรุนตัว และความทนทานต่อเตาไมโครเวฟ และเครื่องล้างจานเป็นต้น

  ปัจจุบันการพัฒนาปรับสูตรเนื้อดินของผลิตภัณฑ์พงษ์ศรีนคร ศิลาดล ประสบความสำเร็จไปแล้ว 70-80% ตรงตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ คือสามารถนำมาใช้งานได้จริง ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบาลง 10-40% แต่ยังคงความสวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลาดลในเรื่องของสีไข่กา แตกลายงา สามารถนำไปใช้งานได้สะดวกขึ้น เนื่องจากมีน้ำหนักเบา แข็งแรงทนทาน ต่ออุปกรณ์ทำความสะอาดแบบอัตโนมัติ (เครื่องล้างจาน) และสามารถใช้กับไมโครเวฟได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญสูตรเนื้อดินใหม่ที่ว่านี้สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 20% จากการขนส่งที่ยังคงน้ำหนักเท่าเดิม แต่สามารถเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ในการขนส่งได้มากขึ้น รวมถึงจากวัตถุดิบบางส่วนที่นำมาใช้ทดแทนเพื่อให้ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเบาลงด้วย

  อย่างไรก็ตาม จากการทดลองในโครงการที่ 1 พบว่าเนื้อดินที่มีการผสมแล้วเมื่อนำมาขึ้นรูป ยังมีความความหนาแน่นน้อย ตรงนี้ต้องพัฒนาให้เศษวัสดุต่างๆ ละเอียดเป็นแป้งได้จะทำให้รอยพรุนที่ผิวของผลิตภัณฑ์เล็กลงและหนาแน่นขึ้น ก่อนจะผลิตส่งออกจำหน่ายจริง ฉะนั้นคงต้องปรับสูตรในโครงระยะ 2 และระยะที่ 3 ต่อไป คาดว่าในปี 2553 ผลิตภัณฑ์จากการปรับสูตรคงออกสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม

  ด้าน วรรณภพ กล่อมเกลี้ยง ผู้อำนวยการศูนย์บูรณาการเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย และผู้จัดการเครือข่ายโครงการไอทีเอพี จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี บอกว่า ผลจากการทดลองปรับปรุงสูตรดินของเครื่องปั้นดินเผาพงษ์ศรีนคร ศิลาดล ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังเป็นความสำเร็จในภาคการศึกษาด้านวัสดุศาสตร์ เพราะนอกจากจะสามารถพัฒนาคุณภาพเนื้อดินได้จริงแล้ว ในส่วนของผู้เชี่ยวชาญก็มีองค์ความรู้เพิ่มขึ้นด้วย ผู้ประกอบการยังมีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินโครงการต่ออีกสำหรับพัฒนาเครื่องมือในการผสมดินต้นแบบ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิตเครื่องปั้นดินเผาต่อไป

          
ป้าผลิตเรื่องผสมดินอเนกประสงค์

  มาลิน แรพพ์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ บอกว่า ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาพงษ์ศรีนคร ศิลาดล เป็นอุตสาหกรรมครอบครัวกึ่งอุตสาหกรรมขนาดเล็ก พงษ์ลักษณ์ สุวรรณมาลี ผู้ประกอบการ เสนอขอให้พัฒนากระบวนการเตรียมเนื้อดินสำหรับผลิตเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่องจากโครงการที่ 1 มีระยะเวลาศึกษา 8 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551-พฤษภาคม 2552 เพื่อศึกษาตัวแปรที่เหมาะสมกับการผลิตและสามารถควบคุมคุณสมบัติของดินที่จะนำไปผลิตเครื่องปั้นดินเผาต่อไป

 เป้าหมายในการทดลองโครงการที่ 2 เน้นการผลิตดินให้ได้ชั่วโมงละ 30 กก.ได้ผลเป็นที่น่าพอใจสามารถผลิตดินได้วันละ 200 กก. ผลการทดลองพบอีกว่าดินที่มีการปรับสูตรแล้วทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาเบาลงได้จริงถึง 40% มากกว่าป้าหมายเดิมที่ผู้ประกอบการกำหนดไว้เพียง 10% การทดลองเลือกใช้วัตถุดิบภาคเกษตรกรรม เครื่องมือในการบีบอัด และหลังสิ้นสุดโครงการที่ 2 ผู้ประกอบการยังขอรับการสนับสนุนต่อในโครงการที่ 3 เป็นการจัดหาเครื่องผสมดินแต่เดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาเครื่องมือดังกล่าวขึ้นใหม่ เป็นเครื่องผสมดินอเนกประสงค์ที่สามารถดูดอากาศ ปั่น และนวดดินให้แล้วเสร็จภายในเครื่องเครื่องเดียว


แม่เหล็กนีโอไดเมี่ยม

    สามารถนำมาทำมอเตอร์อย่างง่ายๆได้  เพราะแรงแม่เหล็กสูงมากๆ 

คลิกค่ะ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

คลิกค่ะ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

 

   แม่เหล็กถาวรชนิด Neodymium เป็นแม่เหล็กถาวรที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยสามารถเลือกรูปแบบ,ชนิด,ขนาดให้เหมาะสมตามการใช้งานได้ ซึ่งแม่เหล็กชนิดนี้มีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ

   1.ชนิด Coating Magnet ได้แก่ Zinc , Nickle เป็นต้น ลักษณะแม่เหล็กจะมีสีตามลักษณะของสารที่นำมา coating เช่น Zinc coatng จะมีลักษณะแม่เหล็กเป็นสีเงิน เป็นต้น เพื่อให้แม่เหล็กดูสวยงามและเพิ่มความทนทานอีกด้วย

   2.ชนิด Non-coating ลักษณะของแม่เหล็กจะมีสีดำ โดยมีหลายรูปแบบทั้งก้อนสี่เหลี่ยม , วงกลม


เขย่าไก่

    ถ้าเขย่าตัวไก่ หัวไก่จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ค้นหาภาพกับห้องน้ำ

    ไอเดีย สุดเจ๋งของญี่ปุ่น ถ่ายไป เล่นเกมจับผิดรูปภาพไปด้วย คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เครื่องกรองในอวกาศ

 

     ในอวกาศ น้ำเป็นของราคาแพงยิ่งกว่าทองคำ  ทำอย่างไร เราจะ รีไซเคิลน้ำเสีย อย่างเช่นน้ำปัสสวะ กลับมาใช้และรับประทานได้  ต้องอาศัยเครื่องกรองน้ำมหัศจรรย์ ตัวนี้นี่แหละ คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


จอดรถอัตโนมัติ

 

    ที่โตเกียว วิศวกรเครื่องจักรกล ได้ออกแบบระบบจอดรถอัตโนมัติ  เพียงแค่ใช้นิ้วจิ้มเท่านั้น คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


จับโกหก

    แม้ว่าปากจะพูดโกหก  แต่ร่างกายจะไม่สามารถโกหกได้ นักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องมือจับการเปลี่ยนแปลงขณะที่ปากพูดโกหกฉอดๆได้ คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


จิครกรรถทัวส์ 1/2

     เพิ่มความสวยงามให้กับรถบัส โดยการเพนส์สีทั่วทั้งคัน  เพนส์ไปเต้นไป คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ตกแต่งภายในชั้นเทพ 2/2

   ช่างอ๋อย นักตกแต่งภายในรถบัสได้อย่างอลังการ มีทั้งดิสโก้เทค จนไปถึง ห้องน้ำเลิศหรู คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


จุดศูนย์ถ่วง

    ฆ้อนกับไม้บรรทัดผูกกันด้วยหนังยาง วางไว้บนโต๊ะ  ถ้าเราปล่อยมือจากไม้บรรทัดจะเกิดอะไรขึ้น

  1. โครงสร้างยังยืดอยู่ได้

  2. ไม้บรรทัดตกลง

 คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ซิลิโคนเจล

   

     งานวิจัยไทย: ใช้แผ่นซิลิโคนเจลกับคนที่ป่วยจากน้ำร้อน หรือไฟลวก ไม่เป็นแผลเป็น  สามารถทดแทนซิลิโคนเจลจากต่างประเทศ

  คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โซลาร์เซลล์กับเครื่องสูบน้ำ

   งานวิจัยไทย : าศรมพลังงานโชว์เซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถจับพลังงานได้มากพอ ไปใช้สูบน้ำ   คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ต้นกำเนิดของล้อ

  

    สอนเด็กๆ ให้รู้จักการใช้ล้อโดยใช้ท่อพีวีซีรองน้ำหนักไว้ด้านล่าง ในอดีตมนุษย์ใช้ไม้สองแผ่นวางไว้ใต้ของหนัก เรียกอุปกรณ์นี้ว่าเลื่อน และค่อยๆพัฒนาจนเกิดเป็นล้อในที่สุด

 คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ตั้งไข่

    ใช้เกลือโรย และวางไข่ไว้บนเกลือ หลังจากนั้นเป่าเกลือออกให้หมด คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เตาผิงไฟเหล็ก

    กรรมวิธีการผลิตเตาผิงไฟเหล็ก  เริ่มจากการตัดแผ่นเหล็กโดยใช้แสงเลเซอร์  ตรวจสอบคุณภาพของแผ่นเหล็ก ต่อไป... คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


นกอีเสือหลังเทา

   

    มีขนาดประมาณ 25 เซนติเมตร  ด้านล่างลำตัวสีขาวแกมน้ำตาลแดง จงอยปากแหลมคมใช้ฆ่าเหยื่อได้เกือบจะทันที

 คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


บูมเมอแรงกระดาษ

    พับกระดาษและตัดแบ่งครึ่ง  ติดกระดาษสองชิ้นเป็นรูปตัว ิดกาวหรือเทป ...  คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


พีระมิดอาหาร

     อาหารที่เรารับประทานมีทั้งหมด 5 หมู่  หมู่แรกคือคาร์โบไฮเดรต รองลงมาคือวิตตามิน  และเกลือแร่  โปรตีน  ที่ควรทานน้อยที่สุด ได้แก่ไขมัน คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


มือกับการอธิบาย

     ถ้ามือใช้การไม่ได้  จะไม่สามารถอธิบายได้  ผู้บรรยายทั่วไปทราบเรื่องเหล่านี้ดี ทดลองมัดมือว่า ยังสามารถบรรยายได้อีกหรือไม่ คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ยานเลื่อยซอว์ฟิช

   

   ไม้หลายล้านต้นจมอยู่ใต้น้ำ  ไม่มีใครที่สามารถลงไปตัดได้  วิศวกรหัวใสออกแบบยานแบบใหม่  ลงไปเลื่อยและตัดต้นไม้เหล่านี้ออกมาใช้ได้

 คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


วันเดียวกัน

    วันที่ 4 เม.ย.  6 มิ.ย.  8 ส.ค.  10 ต.ค.  และ 12 ธ.ค.  เป็นวันเดียวกัน  คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


สีของเปลวไฟกับออกซิเจน

    อะไรทำให้สีของเปลวไฟเปลี่ยนไป

  1. ออกซิเจนในอากาศ

  2. อุณหภูมิในอากาศ

  3. ความชื้นในอากาศ   คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


หิมะกับเสียง

    ทำไมโลกจึงเงียบเมื่อหิมะตก

  1. จินตนาการ

  2. หิมะสามารถลดเสียงได้

  3. ความหนาวเย็นช่วยลดเสียง คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เหาและนาก

    เหาเป็นแมลงชนิดหนึ่ง ทำให้เราคันเมื่อไปอยู่ในผม  ส่วนนากเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชอบกินหอย ปู และปลา คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


 โคลัมบัสค้นพบ  “โลกใหม่ได้อย่างไร

       ก่อน ค.ศ. 1492  ไม่มีชาวยุโรปคนใดรู้แน่ชัดว่าเลยจากหมู่เกาะคานารีและหมู่เกาะอซอร์สออกไปแล้วจะเป็นเช่นไร  เมื่อคริสโตเฟอร์  โคลัมบัสออกเดินเรือไปทางทิศตะวันตกนั้น  เขามุ่งแสวงหาเส้นทางเดินเรือไปสู่  “อินดีส”  (อินเดีย  ตลอดจนดินแดนและหมู่เกาะต่างๆ ในตะวันออกไกล  ต่อมาเรียกว่า  อินดีสตะวันออก)  แต่เขากลับพบทวีปใหม่ซึ่งยังไม่เคยมีนักสำรวจหรือนักภูมิศาสตร์ที่มีชื่อเสียงผู้ใดในทวีปยุโรปรู้ว่ามีอยู่  ต่อมาดินแดนนี้เรียกว่ามุนดุส  โนวุส  (Mundus  Novus)  หรือ  “โลกใหม่”  ซึ่งปัจจุบันคือทวีปอเมริกาเหนือและใต้

       ดินแดนที่โคลัมบัสไปถึงคือหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน  ไม่ใช่อเมริกาเหนือ  โคลัมบัสไม่เคยตระหนักในความผิดพลาดนี้เลยและยืนยันอยู่จนวันตายว่าดินแดนที่เขาค้นพบคือ  “อินดีส”  ด้วยเหตุนี้ดินแดนที่เขาพบนั้นจึงได้ชื่อว่า อินดีสตะวันตก  และชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือจึงได้ชื่อว่าชาวอเมริกันอินเดียน

       โคลัมบัสเกิดที่เมืองเจนัวในอิตาลีเมือ  ค.ศ. 1451  เขาออกทะเลตั้งแต่อายุ  14  ปี  พออายุ  30  ปีก็เป็นนักเดินเรือและผู้นำร่องที่เชี่ยวชาญ

       ในคริสต์ศตวรรษที่  15  ชาวโปรตุเกสหาเส้นทางเดินเรือสู่  “อินดีส”  โดยมุ่งไปทางทิศตะวันออก อ้อมแหลมด้านใต้ของทวีปแอฟริกา  ขณะนั้นมีเส้นทางค้าขายเครื่องเทศ  อัญมณี  และผ้าไหมโดยทางบกจาก  “อินดีส”  อยู่แล้ว

       โคลัมบัสศึกษาปูมการเดินเรือจากแหล่งความรู้ต่างๆ เท่าที่หาได้  เช่น  คัมภีร์ไบเบิล  วรรณกรรมโบราณ  และหนังสือวิทยาศาสตร์ซึ่งมีอยู่น้อยเล่มแล้วสรุปว่าหากเดินเรือไปทางทิศตะวันตกจะถึง  “อินดีส”  ได้เร็วกว่า 

 

                โคลัมบัส  เป็นนักเดินเรือชาวอิตาลีจากเมืองเจนัวผู้ไม่เคยตระหนักเลยว่าตนได้ค้นพบทวีปอเมริกา

       สำเนาคำอธิบายประกอบหนังสือที่เขาคัดจาก  Description  of  the  World  (คำอธิบายเกี่ยวกับโลก) ที่มาร์โคโปโลเขียนไว้และหนังสือ  Imago  Mundi  (อิมาโก  มุนดี-ภาพของโลก)  ของพระคาร์ดินับปีแอร์  ดายยี  ยังมีให้เห็นเป็นหลักฐานอยู่

       ข้อความตอนหนึ่งในอิมาโก  มุนดี  ซึ่งเขียนไว้เมื่อ  ค.ศ. 1410  ระบุว่า  อริสโตเติลกล่าวว่า  “ทะเลที่อยู่ระหว่างดินแดนด้านตะวันออกสุดของสเปนกับดินแดนที่ใกล้ที่สุดกับแถบตะวันตกของอินเดียมิได้กว้างใหญ่เท่าใดนัก”  ในขณะที่มาร์โคโปโลอ้างว่าประเทศญี่ปุ่นอยู่ห่างจากคาเธย์  (ประเทศจีน)  ไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะทาง  2,400  กม.  ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นอยู่ใกล้กับสเปนเกินกว่าที่เป็นจริง

       โคลัมบัสหลงไขว้เขวตามข้อเขียนของพระคาร์ดินัลดายยีและมาร์โคโปโล  และหลงตามข้อมูลในคัมภีร์อะพ็อกคริฟาเล่มที่สองของเอสดราสซึ่งระบุว่าโลกแบ่งเป็นแผ่นดิน  6  ส่วน  และทะเล  1  ส่วน  (ที่ถูกต้องคือแผ่นดิน  1  ส่วน  และพื้นน้ำเกือบ  3  ส่วน)  นอกจากนี้  เขายังคำนวณด้วยมาตราไมล์ของอิตาลีโดยมิได้เฉลียวใจว่ามาตรานี้สั้นกว่ามาตราของอาหรับ  ซึ่งใช้ทำแผนที่ส่วนใหญ่ในยุคนั้น  ดังนั้นเขาจึงคำนวณว่า  “อินดีส”  อยู่ห่างจากหมู่เกาะคานารีไปตามตะวันตก  6,300 

                “โลกเก่า”  แผนที่โลกเก่าเป็นภาพพิมพ์ไม้แกะ  พิมพ์ที่เมืองอูล์มในเยอรมนีเมื่อ  6  ปีก่อนโคลัมบัสพบโลกใหม่  แผนที่นี้มาจากตำราภูมิศาสตร์ฉบับประกอบแผนที่ของปโตเลมี  (ประมาณ  ค.ศ. 90-168)  ผลงานของนักภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ชาวอียิปต์ – กรีก ผู้นี้บันดาลใจให้โคลัมบัสมุ่งตะวันตกเพื่อหาเส้นทางสู่เอเชีย

                เข็มทิศ  ของนักเดินเรือชาวอิตาลี  พร้อมกล่องและฝา  เป็นแบบที่ใช้ในสมัยของโคลัมบัส  มีลายเฟลอร์  เดอ  ลี  บนหน้าปัดเพื่อระบุทิศเหนือ


การเดินทางที่ไม่สิ้นสุดของโคลัมบัส

ไม่น่าเชื่อว่านักสำรวจของโลกผู้ค้นพบทวีปอเมริกาอย่าง คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ไม่เพียงจะต้องออกเดินทางเกือบตลอดชั่วชีวิตของเขา ในฐานะผู้นำกองเรือเพื่อออกสำรวจผืนแผ่นดินแห่งใหม่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่เท่านั้น แม้กระทั่งเขาเสียชีวิตไปแล้วการเดินทางของเขาก็ยังไม่สิ้นสุด

ร่างของเขาถูกฝังไว้ในเมืองวายา โดลิด ที่ตั้งของพระราชวัง ต่อมาในปี 1509 ศพของเขาก็ถูกย้ายไปยังเมือง เซวิลล์ และฝังไว้ในอาราม ลาส คูเอสาซ ต่อมาในปี 1541 อัฐิของโคลัมบัสถูกส่งลงเรือไปยังเกาะฮิสปานิโอลา และฝังไว้ในวิหารซานโตโดมิงโก

ปี 1795 เมื่อสเปนเสียเกาะฮิสปานิโอลาให้ฝรั่งเศส อัฐิของโคลัมบัสก็ถูกเคลื่อนย้ายอีกครั้งไปยังกรุงฮาวานา ของคิวบา แต่เนื่องจากมีศพมากกว่า 200 ศพถูกเคลื่อนย้ายจากสถานที่นั้น ความผิดพลาดจึงอาจเกิดขึ้นได้



ในปี 1877 ระหว่างการบูรณะวิหารซานโตโดมิงโกครั้งใหญ่ คนงานได้พบโลงศพขนาดเล็ก ซึ่งมีคำสลัก อ่านได้บางส่วนว่า "ในหีบนี้คืออัฐิ ของดอน คริสโตบาล โคลอน ผู้ค้นพบ" ในปีถัดมากระดูกในกรุงฮาวานาได้ถูกส่งกลับไปยังที่เดิม และยังคงอยู่ในอนุสรณ์สถานของวิหารในเมืองเซวิลล์ ขณะที่กระดูกอื่น ๆ ที่ค้นพบในปี 1877 ยังอยู่ในซานโตโดมิงโก


แม้แต่อัฐิของโคลัมบัสยังไม่สามารถระบุได้ว่าแท้จริงแล้วบัดนี้มันอยู่ที่ใด จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีคนตั้งข้อสังเกตขึ้นมาว่า โคลัมบัสอาจไม่ใช่บุตรชายช่างทอผ้าชาวเจนัว ประเทศอิตาลีเหมือนอย่างที่มีการบันทึกประวัติของเขาเอาไว้ ก็ได้

เพราะบันทึกฉบับจริงเรื่องการกำเนิดและวัยเด็กของโคลัมบัสได้ถูกทำลายลง อีกทั้งงานเขียนของเขาที่ปรากฏออกมาก็ยังมีความคลุมเครือ ที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ เขาไม่เคยใช้ภาษาอิตาลีในการเขียนหรือแม้แต่การโต้ตอบจดหมายที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการได้รับการศึกษามาอย่างดี

และนี่คือเหตุผลที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์สร้างทฤษฎีขึ้นมาว่าเขาพยายามปกปิดบางอย่างอยู่

ความเชื่อดั้งเดิมนั้นต่างเชื่อกันว่า โคลัมบัสเกิดในปี 1451 บริเวณท่าเรือเมืองเจนัว ชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอิตาลี เมื่ออายุได้ 21 ปี เขาต้องว่ายน้ำขึ้นบกเมื่อเรือของเขาอับปางจากการรบนอกชายฝั่งโปรตุเกส โคลัมบัสได้ทำงานร่วมกับบาร์โทโลมี น้องชายซึ่งเป็นช่างเขียนแผนที่ในกรุงลิสบอน ซึ่งต่อมาเขาได้กลายเป็นนักภูมิศาสตร์และช่างเขียนแผนที่ผู้ช่ำชอง

ขณะอาศัยอยู่โปรตุเกสโคลัมบัสได้แต่ง งานกับเฟลิปา โมนิซ เปเรซเตรโล และให้กำเนิดบุตรชายชื่อดิเอโก ช่วงนั้นเขาได้เริ่มต้น "โครง การแห่งอินดีส" ซึ่งเป็นแผนที่เส้นทางเดินเรือ ทางทิศตะวันตกสู่ความมั่งคั่งของทวีปเอเชีย แต่กษัตริย์จอห์นแห่งโปรตุเกสปฏิเสธที่จะสนับสนุน

โคลัมบัสเบนเข็มไปยังแคว้นคาสติลเพื่อเสนอโครงการแก่กษัตริย์เฟอร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลลา ผู้ครองแคว้นอารากอนและคาสติลแทน แต่ใช่ว่าโครงการจะผ่านไปได้ง่าย ๆ คริสโตเฟอร์ต้องรอถึง 7 ปี หลังจากที่กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ยึดเมืองกรานาด้านครสุดท้ายของพวกมัวร์ได้สำเร็จ ระหว่างนั้นโคลัมบัสได้มีลูกกับภรรยานอกสมรส เบียทริซ เอนริเกวซ เดอ อารานา ชื่อ เฮอร์นันโด ในช่วงปี 1488 ด้วย

ในที่สุดการเดินทางที่เขารอคอยมานานก็เกิดขึ้น โคลัมบัสเริ่มเดินทางเที่ยวแรกจากเมืองพาโลส ของสเปนในเดือนสิงหาคม 1492 โดยเรือนีน่า พินตา และซานตามาเรียมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก ความเวิ้งว้างของมหาสมุทรเกือบจะทำให้การเดินทางครั้งนี้ต้องจบลงกลางคัน แต่เมื่อเขาพบเกาะแห่งหนึ่งสถานการณ์ก็กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ก่อนจะถึงคิวบาแล้วไปสิ้นสุดลงที่เกาะฮิสปานิโอลา ซึ่งถือเป็นอาณานิคมแห่งแรกของชาวยุโรปในซีกโลกตะวันตก

หลังการเดินทางครั้งนั้นโคลัมบัสได้รับฉายาว่า นายพลเรือแห่งมหาสมุทร จากกษัตริย์เฟอร์ดินานด์และราชินีอิซาเบลลา ไม่นานการเดินทางครั้งที่สองก็เริ่มต้นขึ้น คราวนี้โคลัมบัสนำเรือถึง 17 ลำออกสำรวจมหาสมุทรจนได้เจอกับเกาะโดมินิกา ตามมาด้วยการค้นพบจาเมกา

ในการเดินทางครั้งที่สามพร้อมกับเรือหกลำ โคลัมบัสถูกจับกุมเพราะขัดแย้งกับผู้ว่าราชการคนใหม่ของสเปน เขาถูกล่ามโซ่ส่งกลับบ้าน แต่ภายหลังกษัตริย์และราชินีของสเปนมีคำสั่งให้ปล่อยตัว

แล้วโชคก็ไม่เข้าข้างเขาอีกในการเดินทางครั้งสุดท้าย แม้ว่าเขาจะได้พบกับมอสติโตโคสต์ หรือนิการากัวในปัจจุบัน พร้อมทั้งตั้งป้อมขึ้นที่ปานามา หากแต่ในขากลับบ้านนั้นเรือทั้งหมดเกิดเกยตื้นที่จาเมกา พวกเขาได้รับการช่วยเหลือในอีกสามเดือนต่อมา แต่นั่นก็ทำให้โคลัมบัสซึ่งต้องผจญกับโรคเมืองร้อนจนทรุดโทรม เขากลับถึงสเปนช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 1504 และเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคมอีกสองปีถัดมา



คิดทุกคำที่พูด แต่อย่าพูดทุกคำที่คิด

ผู้เดินทางไปสำรวจดินแดนที่ยังไม่มีใครรู้จัก
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
(Christopher Columbus)
[ ค.ศ. 1451 - ค.ศ. 1506 ]

   คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เป็นผู้ค้นพบโลกใหม่ของอเมริกา เขาค้นหาเส้นทางใหม่สู่เอเชียและประเทศจีนที่ มั่งคั่ง แต่เขาไม่ได้ต้องการพิสูจน์ว่าโลกกลม โคลัมบัสเกิดในปี 1451 ที่เจนัวประเทศอิตาลีเขาศึกษาการเขียนแผนที่และวิชาภูมิศาสตร์และตัดสินใจว่า เขาสามารถค้นพบเอเชียได้โดยการแล่นเรือไปทางทิศตะวันตกโดยการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติค ในปี 1492 เขาได้แล่นเรือพร้อมลูกเรือ 90 คน โดยเรือนินา (Nina) พินตา (Pinta)และซานตา มาเรีย (Santa Maria) ในวันที่ 12 ตุลาคม ปี 1492 เรือของเขาได้แล่นมาถึงเกาะบาฮามาส์ ซึ่งเขาคิดว่าเป็น ส่วนหนึ่งของเอเชีย โคลัมบัสได้ตั้งชื่อมันว่า ซาน ซัลวาดอร์ เขาได้เดินเรืออีกสามครั้งไปยังอินเดียตะวันตก เขาเสียชีวิตในปี 1506 โดยยังคงเชื่อว่าเขาเคยแล่นเรือไปถึงเอเชีย


“โคลัมบัสผู้ค้นพบโลกใหม่” โดยวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานมูลนิธิอมตะ

วิกรม กรมดิษฐ์ นักฝัน ผู้ยิ่งใหญ่    

 

" ผม เป็นคนชอบหลอกตัวเอง ด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อย ๆ กระทำจนเป็นนิสัย ในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ

ความฝันไม่เสียสตางค์ "   คลิกอ่านประวัติค่ะ

      ผมยกย่อง CEO โลกหลายต่อหลายคนที่มีความมุมานะในเรื่องของการเดินทางเพื่อขยายอาณาเขต อย่างเช่นเมื่อ 2,300 กว่าปีที่แล้วที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ยกทัพจากยุโรปไปจนถึงเขตแดนรัสเซียและอินเดีย หรือเมื่อ 700 ปีที่แล้วที่เจงกิสข่านเดินทางบนหลังม้าได้ไกลที่สุดในโลก แม้ปัจจุบันก็ยังไม่สามารถมีใครทำลายสถิตินี้ไปได้

       และเมื่อ 500 ปีที่แล้ว โคลัมบัสได้เดินทางด้วยเรือข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรไปหาดินแดนใหม่ และกลายมาเป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบันอย่างเช่นอเมริกา แม้ในครั้งแรกที่เขาเดินทางไปถึงดินแดนนั้น    เขาไม่เคยคิดว่าดินแดนใหม่แห่งนั้นจะสามารถยิ่งใหญ่ได้อย่างเช่นทุกวันนี้ จนวันที่เขาตาย เพราะเขาเชื่อว่าดินแดนที่เขาพบนั้นคืออินเดีย    คลิกอ่านต่อค่ะ


โคลัมบัส 1/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 2/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 3/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 4/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 5/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 6/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 7/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 8/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 9/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 10/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 11/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 12/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


โคลัมบัส 13/13

    คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เจิ้งเหอ ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาก่อนโคลัมบัส

รูปวาดเจิ้งเหอในจินตนาการของศิลปินที่ม่ทราบชื่อ

เจิ้งเหอ (จีน: 郑和 ; พินอิน: Zhèng Hé ; แต้จิ๋ว: แต้ฮั้ว) เป็นผู้บัญชาการทหารเรือจีนในยุคราชวงศ์หมิง (明 ; Ming)

มีบันทึกว่าเจิ้งเหอเริ่มเดินทางรอบโลกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1421 และเคยติดต่อกับอาณาจักรอยุธยาด้วย มีผู้เสนอทฤษฎีว่า เจิ้งเหอน่าจะค้นพบทวีปอเมริกาก่อนคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส

ประวัติ

เดิมทีนั้นเจิ้งเหอมีชื่อว่า "ซานเป่า" , "แซ่หม่า" เกิดที่มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นเขตแดนของมองโกลทางตอนใต้ของประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 1371 มีชื่อมุสลิมเป็นภาษาอาหรับว่า มูฮัมมัด อับดุลญับบารฺ เกิดในตระกูลขุนนางมุสลิม เซมูร์ และเป็นลูกหลานชนชั้นที่หกของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร ผู้ปกครองมณฑลยูนนานผู้ลือนาม จากบุคอรอ ในอุซเบกิสถาน แซ่หม่า มาจาก มาสูฮฺ (มาสีหฺ) บุครคนที่ 5 ของ ซัยยิด อัจญาล ชัมสุดดีน อุมัร บิดาของเจิ้งเหอมีนามว่า มีร ตะกีน และปู่มีนามว่า กะรอมุดดีน ได้ไปทำพิธีฮัจญ์ในมักกะหฺ จึงได้พบเห็นผู้คนจากทุกสารทิศ และต้องเล่าเรื่องนี้ให้แก่เจิ้งเหออย่างแน่นอน

แต่ก่อนแซ่หม่าเรียกว่าหม่าเหอ เจิ้งเหอมีพี่น้อง 5 คนเป็นชาย 1 คน หญิง 4 คน เมื่อหม่าเหออายุได้ 12 ปี ตรงกับช่วงที่กองทัพของจักรพรรดิหงหวู่หรือจูหยวนจาง ปฐมราชวงศ์หมิงนำกำลังทัพเข้ามาขับไล่พวกมองโกลที่มาตั้งราชวงศ์หยวนออกจากประเทศจีน ทำการยึดครองยูนานเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรหมิงได้สำเร็จ ในเวลานั้นหม่าเหอได้ถูกจับตอนเป็นขันทีมีหน้าที่รับใช้เจ้าชายจูตี้ จนได้รับความไว้วางใจอย่างสูง ช่วงสงครามแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างเอี้ยนหวังจูตี้กับหมิงฮุ่ยตี้ กษัตริย์ที่สืบราชบัลลังก์ต่อจากหมิงไท่จู่ เจิ้งเหอมีส่วนสำคัญช่วยให้จูตี้ได้รับชัยชนะขึ้นสู่บัลลังก์เป็นจักรพรรดิหมิงเฉิงจู่ มีชื่อรัชกาลว่า "หย่งเล่อ" และได้รับการสนับสนุนเป็นหัวหน้าขันที ต่อมาได้รับพระราชทานแซ่เจิ้ง จึงเรียกขานว่า "เจิ้งเหอ" แต่ชื่อที่รู้จักกันดีก็คือ "ซันเป่ากง" หรือ "ซำปอกง" (三寶公/三宝公).

การเดินทางสำรวจ



รูปวาดยีราฟ ที่เจิ้งเหอนำกลับมาถวายจักรพรรดิหย่งเล่อ ในปีที่ 12 ของการครองราชย์
 

การ เดินเรือสำรวจทางทะเลในระยะเวลา 28 ปี กองเรือของเจิ้งเหอออกสำรวจทางทะเลรวม 7 ครั้ง เดินทางมากกว่า 50,000 กิโลเมตร ท่องต่างแดนมากกว่า 37 ประเทศ เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1405 (พ.ศ. 1948) ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามราชาธิราชแห่งราชวงศ์อู่ทองปกครองกรุงศรีอยุธยา เจิ้งเหอทำหน้าที่ผู้บังคับกองเรือสำเภาขนาดใหญ่ เรียกว่า "เป่าฉวน" แปลว่า "เรือมหาสมบัติ" ต่อขึ้นที่เมืองนานกิง อดีตเมืองหลวงอันเก่าแก่ของจีนเป็นอีกสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของ "อู่ต่อเรือ" ใช้ในการเดินเรือของเจิ้งเหอ เรือมหาสมบัติของเจิ้งเหอยาว 400 ฟุต ขนาดใหญ่กว่าเรือ ซานตา มาเรีย ของโคลัมบัสที่ยาวเพียง 85 ฟุต ถึง 5 เท่า

การ เดินทะเลในครั้งแรกมีเรือขนาดใหญ่ตามไปด้วย 60 ลำ ขนาดเล็ก 255 ลำ มีลูกเรือทั้งหมด 27,870 คน แล่นเลียบชายฝั่งฟุเกี้ยน ผ่านไปยังอาณาจักรจามปา ชวา มะละกา สมุทรา (เซมูเดรา) และแลมบรีทางตอนเหนือของเกาะสุมาตรา จากนั้นเดินทางต่อไปยังเกาะลังกา กาลิกัต ขากลับได้นำคณะทูตจากเมืองเหล่านี้มาเข้าเฝ้าฯ จักรพรรดิหย่งเล่อ

ในการเดินเรือแต่ละครั้ง ขากลับจะนำเครื่องบรรณาการจากเมืองต่าง ๆ มาถวายจักรพรรดิหย่งเล่อ โดยเฉพาะสัตว์จากหลาย ๆ เมืองที่ผ่าน อย่างเช่นขากลับจากการเดินเรือทางทะเลในครั้งที่ 5 เจิ้งเหอได้นำสิงโต เสือดาว นกกระจอกเทศ ม้าลาย และยีราฟ (โดยบอกว่าเป็น กิเลน) กลับไปถวายแด่จักรพรรดิหย่งเล่อ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบมาก และกลายเป็นของแปลกและน่าตื่นเต้นสำหรับชาวจีนที่พบเห็นเป็นครั้งแรก

ต้น ปีถัดมาเจิ้งเหอก็เริ่มออกเดินทางในครั้งที่ 2 เวลานั้นอายุ 36 ปี ครั้งที่ 3 อายุ 38 ปี ครั้งที่ 4 อายุ 42 ปี ครั้งที่ 5 อายุ 46 ปี ครั้งที่ 6 อายุ 50 ปี ครั้งที่ 7 อายุ 60 ปี โดยครั้งสุดท้ายมีจำนวนลูกเรือ 27,550 คน ไปไกลถึงทวีปแอฟริกา

เจิ้งเหอได้เข้าเยี่ยมสุสานศาสนทูตมุฮัมมัดในมะดีนะหฺและประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะหฺ นอกจากนั้นเจิ้งเหอได้ผ่านเข้าไปในเปอร์เซีย อ่าวเปอร์เซีย อารเบีย ทะเลแดง และอียิปต์

ภายหลังการเดินเรือทางทะเลในครั้งที่ 7 สิ้นสุดลง จากนั้นจีนก็หยุดดำเนินการสำรวจทางทะเล ส่วนเจิ้งเหอเสียชีวิตลงในปี ค.ศ. 1432 ที่อินเดีย แต่มีการสร้างหลุมฝังศพจำลองของเขาอยู่บนภูเขาในเมืองนานกิง ไม่มีศพอยู่ในนั้น มีเพียงเส้นผมและเสื้อผ้าที่เคยใช้เท่านั้น ก่อสร้างตามแบบประเพณีมุสลิม เรียกว่า เจิ้งเหอมู่ หรือ สุสานเจิ้งเหอ ซึ่งได้รับการบูรณะใหม่ในปี ค.ศ. 1985 บนสุสานมีคำว่า อัลลอหุ อักบัร แปลว่า อัลลอหฺใหญ่ยิ่ง

เจิ้งเหอและประเทศไท

ในประเทศไทย เจิ้งเหอเป็นที่รู้จักกันในชื่อ "เจ้าพ่อซำปอกง" (ซานเป่ากง). วัดซำปอกง หรือชื่อทางการ วัดพนัญเชิงวรวิหาร ตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สาเหตุที่ชาวจีนมาเซ่นไหว้วิญญาณซำปอกงที่วัดกัลยาณมิตรเป็นเพราะความเข้าใจ ผิด กล่าวคือ ชาวจีนผู้นับถือพุทธศาสนากลุ่มหนึ่งได้นมัสการหลวงพ่อโตที่วัดกัลยาณมิตร แล้วเกิดความเลื่อมใส จึงได้เขียนหนังสือจีนไว้ที่หน้าวิหารว่า 'ซำปอฮุดกง' ซึ่งแปลว่าพระเจ้า 3 พระองค์ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ชาวจีนกลุ่มที่นับถือซำปอกง อ่านเห็นเป็น 'ซำปอกง' จึงคิดว่าเป็นสถานที่เซ่นไหว้วิญญาณของซำปอกง และได้มาเซ่นไหว้ซำปอกงเรื่อยมา ด้วยเหตุนี้มีนักเขียนไทยบางคนคิดว่า เจิ้งเหอได้เปลี่ยนศาสนามาถือพุทธ

ทว่าการที่เจิ้งเหอทำฮัจญ์และมีสุสานแบบมุสลิมแสดงว่าเจิ้งเหอเป็นมุสลิมจนถึงแก่กรรม แม้ว่าเจิ้งเหอจะไม่มีลูก เพราะถูกตอนเป็นขันทีตั้งแต่เด็ก หากแต่หม่าเหวินหมิงพี่ชายได้ยกลูกชายหญิงให้กับเจิ้งเหอ ทายาทของเจิ้งเหอบางส่วนอาศัยอยู่ในประเทศไทย ใช้นามสกุล วงศ์ลือเกียรติ อันเป็นนามสกุลที่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าเชียงใหม่ ได้ประทานให้ เจิ้งชงหลิ่ง ผู้ซึ่งได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ "ขุนชวงเลียงฦๅเกียรติ" จากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เจิ้งชงหลิ่งอพยพเข้าเมืองไทยในปี 2448 คนในตระกูลวงศ์ลือเกียรติเป็นมุสลิม


คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ค้นพบ หมู่เกาะเคย์แมน

หมู่เกาะเคย์แมน

     10 พฤษภาคม พ.ศ. 2046 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (Christopher Columbus) นักสำรวจชาวสเปนพร้อมลูกเรือ เป็นชาวยุโรปคณะแรกที่ค้นพบ หมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) ในระหว่างการเดินทางค้นหาดินแดน โลกใหม่ (New world) ตอนนั้นโคลัมบัสตั้งชื่อเกาะแห่งนี้ว่า Las Tortugas เนื่องจากพบเต่าทะเลจำนวนมาก ภายหลัง เซอร์ ฟรานซิส เดรก (Sir Francis Drake) นักสำรวจชาวอังกฤษได้ขึ้นบกและยึดเป็นอาณานิคมของอังกฤษในปี 2129 พร้อมกับตั้งชื่อว่าเคย์แมน หมู่เกาะเคย์แมนอยู่ในทะเลแคริบเบียน ระหว่างประเทศจาไมก้าและคิวบา ถือเป็นศูนย์กลางทางการเงินระหว่างประเทศ (Offshore Financial Center) หรือ Tax Havens เนื่องจากเป็นดินแดนที่มีระบบกฎหมายภายใน หรือระบบกฎหมายภาษีพิเศษเป็นของตนเองที่เรียกว่า No-tax Jurisdiction คือเป็นดินแดนที่ปราศจากภาษี ซึ่งเอื้อต่อการโยกย้าย หรือเก็บกักเงินทุนของกลุ่มทุนข้ามชาติ เพื่อประโยชน์ในการหลีกเลี่ยงภาระภาษีระหว่างประเทศ ถือเป็นแหล่งสำคัญในการฟอกเงินของนักการเมืองทั่วโลก และกลุ่มธุรกิจทุนข้ามชาติจำนวนมากก็มาตั้งบริษัทที่นี่ มีธนาคารจากทั่วโลกมาตั้งอยู่ที่นี่กว่า 500 แห่ง บริษัทอีกกว่า 2 หมื่นบริษัท และบริษัทประกันภัยอีกกว่า 300 แห่ง


ประวัติการค้นพบ

าวโฟนิเชียน นักเดินเรือโบราณ
เนโค ผู้สำรวจชายฝั่งอาฟริกา
ฮานโน ผู้สำรวจฝั่งตะวันตกอาฟริกา
เฮโรโดตุส ผู้สำรวจภายในอาฟริกา
อเล็กซานเดอร์มหาราช กับอินเดีย
ไปธีอัส กับเกาะอังกฤษ
ชาติไวกิ้ง นักเดินเรือโบราณ
โปไลเนเชียน กับมหาสมุทรแปซิฟิค
มาร์โคโปโล
มาร์โคโปโล กับทะเลจีนใต้
เจ้าชายเฮนรี่ นาวิกบุรุษ
จวน เฟอร์นานเดซ์ กับทะเลทรายซาฮาร่า
ไดอัซ กับแหลมกู๊ดโฮป
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส
จอห์น คาบอต พบนิวเฟาว์แลนด์
วาสโกดากามา กับอินเดีย
อเมริโกเวสปุชชี กับโลกใหม่
บัลบัว กับมหาสมุทรแปซิฟิค
หมู่เกาะเครื่องเทศ
มักเจนแลน เดินเรือรอบโลก
คอร์เตส กับอาณาจักรแอซเตค
อาณาจักรแห่งเอลดอราโด
ฝรั่งเศสใหม่ ในทวีปอเมริกา
อาณาจักรอินคา
ออเรลลานา ข้ามทวีปอเมริกาใต้
ซานเซลเลอร์ กับขั้วโลกเหนือ
เฮนรี่ ฮัดสัน พบอ่าวฮัดสัน
การสำรวลออสเตรเลีย ของทัสมัน
การสำรวจไซบีเรีย
เจมส์คุก สำรวจแปซิฟิค
แมคเคนซี ข้ามทวีปอเมริกาเหนือ
มังโกปาร์ค กับแม่น้ำไนเกอร์
ลิฟวิงสโตน กับทวีปอาฟริกา
เปียรี่ กับการค้นหาขั้วโลกเหนือ
อมุนต์เสน กับขั้วโลกใต้
คอนติกิ
การพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์


วิธีการเล่นไฮโลออนไลน์

หลักการเล่น ลูกเต๋าที่ใช้เล่น มีหกหน้า 1-6 มีสามลูก เขย่าแล้วให้แทง ครั้งต่อไปเขย่าอีกโดยไม่ต้องตั้งหน้าลูกเต๋าใหม่แล้วให้แทง โฮโล
รูปแบบการแทงไฮโล มี 7 รูปแบบ ดังนี้
1. การเต็ง สูง - ต่ำ จ่ายหนึ่งเท่าของยอดแทง
โดยนับแต้มของลูกเต๋าทั้ง 3 ลูก
สูง จะมีแต้มตั้งแต่ 11 – 17
ต่ำ จะมีแต้มตั้งแต่ 4 - 10
ถ้าลูกเต๋าทั้ง 3 ลูกออกเลขเหมือนกัน ทั้ง 3 ลูก (ตอง) จะให้เจ้ามือชนะ เพราะจะถือว่าเป็นค่าต๋ง
2. แทงเต็งเลข จ่ายหนึ่งเท่าของยอดแทง
โดยสามารถดูได้จากลูกเต๋าทั้ง 3 ลูก ถ้ามีเลขที่วางเดิมพันไป ภายในลูกเต๋าทั้ง 3 ลูก ก็จะชนะ แต่ลูกภายใน 3 ลูกนี้ มีเลขที่วางเดิมพัน 2 ลูก ก็จะได้ 2 ต่อ และ ถ้าภายใน 3 ลูกนี้ มีเลขที่วางเดิมพัน ทั้ง 3 ลูกก็จะได้ 3 ต่อ
3. แทงโต๊ดเลข จ่าย 5 เท่าของยอดแทง
โดยเลือกเลขที่จะวางเดิมพันมา 2 เลข โดยหวังว่า ลูกเต๋าทั้ง3ลูกนี้ จะมีเลขที่โต๊ดไว้ออก
4. แทงโต๊ดเลขคู่ จ่าย 8 เท่าของยอดแทง
โดยเลือกเลขที่จะวางเดิมพัน 1 เลข โดยกะว่าลูกเต๋า ทั้ง 3 ลูกนี้ จะมีเลขที่โต๊ดไว้ออกเหมือนกัน 2 ลูก
5. แทงเต็งแต้มรวม จ่ายตามแต้มที่ออก
โดยนับแต้มของลูกเต๋าทั้ง 3 ลูก จะมีแต้มรวมตั้งแต่ 4 แต้ม จนถึง 17 แต้ม ให้เลือกเล่น
6. แทงตอง จ่าย 150 เท่าของยอดแทง
โดยดูจากลูกเต๋าทั้ง 3 ลูก ถ้ามีตัวเลขเหมือนกัน 3 ลูก ตรงกับที่วางเดิมพันไป ก็จะเป็นผู้ชนะ
7. แทงตองรวม จ่าย 24 เท่าของยอดแทง
โดยดูจากลูกเต๋าทั้ง 3 ลูก แค่เลขเหมือนกัน ทั้ง 3 ลูก ไม่จำเป็นต้องกำหนดเลข ขอแค่เป็นตอง ก็จะเป็นผู้ชนะ


ย้อนตำนาน...ครุฑ

เดลินิวส์

กางกรอุ้มโอบแก้ว กากี
ปีกกระพือพาศรี สู่งิ้ว
ฉวยฉาบคาบนาคี เป็นเหยื่อ
หางกระหวัดรัดหิ้ว สู้ไม้รังเรียงฯ



คงไม่มีใครที่ไม่เคยเห็นรูป “ครุฑ” เพราะจะมีให้เจอกันอย่างชินตา โดยเฉพาะสถานที่ หรือทรัพย์สินทางราชการ หน้าธนาคาร หรือแม้กระทั่งในธนบัตร รวมถึงวรรณกรรมหลายเรื่องก็มีการกล่าวถึงครุฑ เรื่องที่คนไทยรู้จักกันดีก็คือ กากี ซึ่งได้หยิบยกโคลงเห่ขึ้นมาเกริ่นข้างต้น แต่ก็คงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบถึงประวัติความเป็นมาของพญานกเจ้าเวหานามว่า ครุฑ

ครุฑ เป็นพญานก มีรูปครึ่งมนุษย์ ครึ่งนกอินทรี เป็นโอรสของพระกัศยปมุนี กับนางวินตา พระกัศยปมุนีนั้นเป็นฤษีที่มีอำนาจมาก ส่วนนางวินตาเป็นธิดาของพระทักษประชาบดี ซึ่งมีธิดาถึง 50 องค์ และได้ยกให้พระกัศยปมุนี ถึง 13 องค์ อีกองค์ที่โด่งดังคือนางกัทรู ซึ่งเป็นพี่ของนางวินตา



นางกัทรูได้ขอพรจากสามีให้มีลูกจำนวนมาก จึงให้กำเนิด นาค ถึง 1,000 ตัว อาศัยอยู่ในแดนบาดาล ส่วนนางวินตาขอลูกเพียง 2 องค์ แต่ขอให้ลูกมีอำนาจวาสนา จึงได้คลอดลูกออกมาคือ อรุณ และ ครุฑ ซึ่งต่อมาอรุณได้ไปเป็นสารถีของพระสุริยเทพ ส่วนครุฑเมื่อแรกเกิดออกจากไข่ว่ากันว่ามีร่างกายขยายตัวออกใหญ่โตจนจดฟ้า ดวงตาเมื่อกะพริบเหมือนฟ้าแลบ เวลาขยับปีกทีใด ขุนเขาจะตกใจหนีหายไป รัศมีที่พวยพุ่งออกจากกายมีลักษณะดั่งไฟไหม้ทั่วสี่ทิศ

ต่อมา นางกัทรูและนางวินตามีเรื่องถกเถียงกันว่าม้าที่เกิดคราวทวยเทพและอสูรกวนน้ำอมฤตจะสีอะไร จึงพนันกันว่าใครแพ้จะต้องยกเป็นทาสของอีกฝ่าย 500 ปี นางวินตาทายว่าสีขาว นางกัทรูทายว่าสีดำ ซึ่งความจริงม้าเป็นสีขาว แต่นางกัทรูใช้อุบายให้นาคลูกของตนแปลงเป็นขนสีดำไปแซม อยู่เต็มตัวม้า นางวินตาไม่ทราบจึงต้องเป็นทาสถึง 500 ปี จึงทำให้ครุฑและนาคต่างไม่ถูกกันนับแต่นั้นมา



แต่เพื่อช่วยแม่ให้เป็นอิสระ ครุฑได้เจรจาทำความตกลงกับพวกพญานาคที่ต้องการเป็นอมตะว่าจะไปนำน้ำอมฤตที่อยู่กับพระจันทร์มาให้ ครั้นแล้วก็บินไปสวรรค์ คว้าพระจันทร์มาซ่อนไว้ใต้ปีก แต่ถูกพระอินทร์และทวยเทพติดตามมาจึงเกิดต่อสู้กัน ทวยเทพทั้งหมดแพ้ครุฑ ยกเว้นพระวิษณุที่ต่อสู้กันไม่มีใครแพ้หรือชนะเลยต้องทำความตกลงหย่าศึก โดยพระวิษณุหรือพระนารายณ์สัญญาว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะ และให้อยู่ตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ ส่วนครุฑก็ถวายสัญญาว่าขอเป็นพาหนะของพระวิษณุ และเป็นธงครุฑพ่าห์สำหรับปักอยู่บนรถศึกของพระวิษณุอันเป็นที่สูงกว่า

ส่วนหม้อน้ำอมฤตนั้น พระอินทร์ตามมาขอคืน แต่ครุฑขอร้องว่าต้องรักษาสัตย์ ที่จะนำไปให้นาคเพื่อไถ่มารดาให้พ้นจากการเป็นทาส ขอให้พระอินทร์ไปเอาคืนจากนาคเอง เมื่อครุฑเอาน้ำอมฤตไปให้นาคก็วางไว้บนหญ้าคา แต่ ทำหกบนหญ้าคา 2-3 หยด ด้วยเหตุนี้ หญ้าคาจึงถือเป็นสิ่งมงคล ใช้ประพรมน้ำมนต์ ส่วนงูเมื่อเห็นน้ำอมฤตบนหญ้าคาก็ไปเลียกิน ด้วยความไม่ระวังจึงถูกคมหญ้าบาดเป็นทางยาว งูจึงมีลิ้นแตกเป็น 2 แฉก ฝ่ายนาคเมื่อเห็นน้ำอมฤตก็ยินดีปล่อยนางวินตามารดาของครุฑเป็นอิสระ แต่ขณะพากันไปสรงน้ำชำระกายก่อนจะกินน้ำอมฤต พระอินทร์ก็นำหม้อน้ำอมฤตกลับไป ทำให้นาคยิ่งเพิ่มความเป็นศัตรูกับครุฑยิ่งขึ้น



ตามวรรณคดีพุทธศาสนา เช่นเรื่อง สุสันธีชาดก และกากาติชาดก ระบุว่าครุฑมีขนาดใหญ่มาก วัดจากปีกข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งได้ 150 โยชน์ เวลากระพือปีกสามารถทำให้เกิดพายุใหญ่มืดมนทำลายบ้านเมืองให้พังทลายได้ ครุฑมีชายานามว่า อุนนติ หรือวินายกา โอรสชื่อ สัมปาติหรือสัม พาที และ ชฎายุ ที่อยู่ของครุฑคือสุบรรณพิภพ เป็นวิมานอยู่บนต้นสิมพลีหรือต้นงิ้ว เชิงเขาพระสุเมรุ

นอกจากตำนานข้างต้น ครุฑยังมีความเกี่ยวข้องกับคนไทยอีกหลายอย่าง โดย เฉพาะการถือว่าครุฑเป็นสัญลักษณ์สำคัญเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ด้วยว่าไทยเราได้รับลัทธิเทวราชของอินเดีย ที่ถือว่าพระมหากษัตริย์คืออวตารของพระนารายณ์ ดังนั้น ครุฑซึ่งทรงอิทธิฤทธิ์ และเป็นพาหนะของพระนารายณ์ จึงเป็นสัญลักษณ์แทนพระมหากษัตริย์



พระราชลัญจกร ตั้งแต่สมัยอยุธยา มีองค์หนึ่งเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริว่าไม่ควรมีองค์พระนารายณ์ ควรมี แต่ครุฑ จึงโปรดให้ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยา นริศรานุวัตติวงศ์ ทรงเขียนถวายใหม่ และ โปรดให้ทำขึ้นใช้ประทับพระปรมาภิไธย ปัจจุบันตราดวงนี้อยู่ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำหรับประทับกำกับพระปรมาภิไธย ในหนังสือสำคัญ เช่น ประกาศนียบัตรเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต่อมาจึงได้มีการใช้ตราครุฑ เป็นหัวกระดาษของหนังสือของราชการทั่ว ๆ ไปด้วย เพื่อให้ทราบว่างานนั้นเป็นราชการ 

สำหรับรูปครุฑที่เป็นธงแทนองค์พระมหากษัตริย์เรียกว่า ธงมหาราช เป็นรูปครุฑสีแดงอยู่บนพื้นธงสีเหลือง เริ่มใช้ในสมัยรัชกาลที่ 4 ธงมหาราชนี้เมื่อเชิญขึ้นเหนือเสา ณ พระราชวังใดแสดงว่าพระมหากษัตริย์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ส่วนครุฑที่ปรากฏอยู่ในขบวนเรือหลวงมีอยู่ 3 ลำ คือ เรือครุฑเหินเห็จ เป็นหัวโขนรูปพญาครุฑ  สีแดงยุดนาค เรือครุฑเตร็จไตรจักร เป็นหัวโขนรูปพญาครุฑสีชมพูยุดนาค และ เรือนารายณ์ทรงสุบรรณรัชกาลที่ 9 เป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ



นอกจาก “ตราครุฑ” จะปรากฏในส่วนราชการต่าง ๆ แล้ว ภาคเอกชนก็สามารถรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ตราครุฑหรือตราแผ่นดินในกิจการได้ด้วย โดยเริ่มมีมาแต่รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดิมเป็นตราอาร์ม โดยมีข้อความประกอบว่า “โดยได้รับพระบรมราชานุญาต” ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ได้เปลี่ยนตราแผ่นดินเป็นตราพระครุฑพ่าห์ การพระราชทานตรานี้แต่เดิมถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่จะพระราชทานตามพระราชอัธยาศัย ผู้ได้รับนอกจากจะเป็นช่างหลวง เช่น ช่างทอง ช่างถ่ายรูป เป็นต้นแล้วก็มักจะเป็นผู้ประกอบกิจการค้ากับราชสำนัก และเป็นประโยชน์ต่อราชการงานแผ่นดิน

ปัจจุบันการขอพระราชทานตรา ตั้งนี้ต้องยื่นคำขอต่อสำนักพระราชวัง เพื่อพิจารณานำความขึ้นกราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต ซึ่งตราตั้งนี้ถือเป็นของพระราชทานเฉพาะบุคคล สิทธิรับพระราชทานและการใช้เครื่องหมายนี้จะสิ้นสุดเมื่อสำนักพระราชวังเรียกคืนเนื่องจากบุคคล ห้างร้าน บริษัทที่ได้รับพระราชทานฯ เสียชีวิต หรือเลิกประกอบกิจการ หรือโอนกิจการให้ผู้อื่น หรือสำนักพระราชวังเห็นสมควรเพิกถอนสิทธิ.

‘สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ : ข้อมูล


ภาพถ่ายวิญญาณ


ปริศนาลึกลับของคดีฆาตกรรมลินคอล์น-เคนเนดี้

Thairath

ปี ค.ศ. 2003 นี้ เป็นวาระครบรอบ 40 ปี อสัญกรรมของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ หรือเรียกกันสั้นๆว่า J.F.K. ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล จึงขอนำเกร็ดเรื่องราวแปลกๆของท่าน เปรียบเทียบกับของประธานาธิบดีลินคอล์น มาเล่าสู่กันฟังค่ะ

นับแต่ปี ค.ศ. 1963 อันเป็นปีที่ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ถูกสังหาร มาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้นาน 40 ปีแล้ว แต่เรื่องราวการสังหารโหดยังไม่ เสื่อมคลายไปจากความทรงจำอย่างสิ้นเชิงทีเดียวนัก เฉกเช่นเดียวกับการสังหารประธานาธิบดี อับราฮัม ลินคอล์น ในปี 1865 ซึ่งจนป่านนี้ก็ยังมีคนพูดและเขียนถึงอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องราวความบังเอิญอย่างน่าประหลาดใจ ในกรณีฆาตกรรมทั้งสองราย ซึ่งห่างกันตั้งร้อยกว่าปี แต่มีความละม้ายเหมือนกันหลายอย่าง-นั่นน่ะ ถูกกล่าวถึงและจัดไว้ในทำเนียบเรื่องพิศวงอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทีเดียวค่ะ เพราะผู้ที่ติดตามเรื่องฆาตกรรมทั้งสองราย ได้สรุปเอาความละม้ายเหมือนกัน มาเสนอรวมเบ็ดเสร็จถึง 16 ข้อ ซึ่งผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังต่อไปนี้

1. อับราฮัม ลินคอล์น ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในปี 1860 ส่วนจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ ก็ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีในปี 1960 นับเป็นเวลาห่างกันหนึ่งร้อยปีเต็มพอดิบพอดี

2. ประธานาธิบดีทั้งสอง ต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ในเรื่องสิทธิ ของคนผิวดำด้วยกันทั้งคู่

3. ประธานาธิบดีทั้งสอง ถูกลอบสังหารในวันศุกร์ ต่อหน้าภริยาของตนเช่นเดียวกันทั้งคู่

4. ภริยาของประธานาธิบดีทั้งสอง ต่างก็สูญเสียบุตรชายไปในระหว่าง ที่พำนักอยู่ในทำเนียบขาวเหมือนกัน

5. ประธานาธิบดีทั้งสอง ถูกลอบสังหาร ด้วยกระสุนปืน ที่ยิงจากข้างหลัง ทะลุศีรษะ เหมือนกันทั้งคู่

6. ประธานาธิบดีลินคอล์น ถูกยิงในโรงละครฟอร์ด ของ เฮนรี่ ฟอร์ด ส่วนประธานาธิบดีเคนเนดี้ เผชิญมรณะ ในรถฟอร์ดลินคอล์น ซึ่งผลิตโดยบริษัทรถยนต์ ของเฮนรี่ ฟอร์ด เช่นกัน

7. ความบังเอิญที่ตรงกัน อย่างน่าประหลาด อีกอย่างหนึ่งคือ หลังจากการลอบสังหารแล้ว ผู้ขึ้นสืบแทนตำแหน่ง ประธานาธิบดีทั้งสองครั้ง ได้แก่รองประธานาธิบดีที่มีชื่อว่า "จอห์นสัน" เหมือนกัน คือสมัยลินคอล์นนั้น ผู้ดำรงตำแหน่งแทนเขา ได้แก่รองประธานาธิบดี แอนดรู จอห์นสัน (Andrew Johnson) ส่วนรองประธานาธิบดีสมัยเคนเนดี้ชื่อ ลินดอน จอห์นสัน (Lyndon Johnson) ที่เหมือนกันอีกอย่างคือ รองประธานาธิบดีทั้งสองคนมาจากภาคใต้ และผ่านการเป็นวุฒิสมาชิก (Senator) มาแล้วทั้งคู่

8. แอนดรู จอห์นสัน เกิดในปี 1808 ส่วนลินดอน จอห์นสัน เกิดในปี 1908 ห่างกันหนึ่งร้อยปีเต็มพอดี

9. คนที่อยู่ใกล้ ตัวประธานาธิบดีทั้งสอง ก็เหมือนกัน โดยบังเอิญด้วยอย่างหนึ่ง กล่าวคือ เลขานุการ ของประธานาธิบดีลินคอล์น มีชื่อแรกว่า "จอห์น" ส่วนเลขานุการส่วนตัว ของประธานาธิบดีเคนเนดี้ มีชื่อสกุลว่า "ลินคอล์น"

10. คนร้ายที่สังหาร ประธานาธิบดีลินคอล์น ซึ่งชื่อ จอห์น วิลกีส์ บูธ (John Wilkes Booth) เกิดในปี 1839 ส่วนคนร้ายสังหารเคนเนดี้ ชื่อ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ (Lee Harvey Oswald) เกิดในปี 1939 ห่างกันหนึ่งร้อยปี เต็มพอดี

11. มือสังหารทั้งสองต่าง ก็เป็นชาวภาคใต้ ที่มีความคิดรุนแรงจัดทั้งคู่

12. มือสังหารทั้งสองต่าง ก็ถูกสังหารดับชีพเสียก่อน ที่จะถูกนำไปพิจารณาโทษในศาล

13. บูธยิงลินคอล์นในโรงละคร แล้วหนีไปซ่อนในโรงนา ส่วนออสวอลด์ยิงเคนเนดี้จากที่ซ่อน ในโรงเก็บสินค้า แล้วหนีเข้าไปในโรงหนัง

14. ชื่อ "ลินคอล์น" และ "เคนเนดี้" สะกดด้วยอักษร 7 ตัวเท่ากัน

15. ชื่อรองประธานาธิบดี "แอนดรู จอห์นสัน" และ "ลินดอน จอห์นสัน" ประกอบด้วยตัวอักษร 13 ตัวเท่ากัน

16. ความเหมือนกันโดยบังเอิญ ข้อสุดท้ายคือ ชื่อของมือสังหาร "จอห์น วิลกีส์ บูธ" และ "ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์" ล้วนประกอบด้วยอักษร 15 ตัวเท่ากันด้วย


ประวัติยาสูบ

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ 15

ประวัติยาสูบ โดย นายอุทิศ เกตุทัต

ไร่ยาสูบเวอร์ยิเนีย

          ยาสูบมีแหล่งกำเนิดในบริเวณตอนกลางของทวีปอเมริกา แม้มนุษย์จะรู้จักใบยาสูบมาประมาณสองพันปีแล้ว  แต่ก็มิได้สูบกันอย่างจริงจังจนเป็นนิสัย จนกระทั่งพวกอินเดียแดงซึ่งเป็นชาวพื้นเมืองของอเมริการู้จักใช้ยาสูบกันอย่างแพร่หลาย จึงได้มีการทำไร่ยาสูบกันทั่วไป

         
การบันทึกประวัติของยาสูบมีขึ้นเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๐๓๕ เมื่อโคลัมบัส (Christopher Columbus) ขึ้นฝั่งที่ซานซัลวาดอร์ (San Salvador) ในหมู่เกาะอินดีสตะวันตก เห็นชาวพื้นเมืองเอาใบไม้ชนิดหนึ่งมามวน จุดไฟตอนปลายแล้วดูดควัน ตามบันทึกกล่าวว่า ชาวพื้นเมืองมวนยาสูบด้วยใบข้าวโพด

         
สเปน เรียกยามวนนี้ว่า ซิการา (cigara) ต่อมาเพี้ยนเป็นคำว่า ซิการ์ (cigar) จากการขุดพบซากปรักหักพังของเมืองเก่าของพวกมายา บนคาบสมุทรคาร์เทน (Cartan) ในประเทศเม็กซิโก ได้พบกล้องยาสูบสมัยโบราณ ซึ่งตรงโคนสำหรับดูดแยกออกเป็นสองง่ามสำหรับอัดเข้าไปในจมูกด้วยเหตุนี้ชาวอเมริกันโบราณสูบยากันทางจมูก  กล้องชนิดนี้คนพื้นเมืองเรียกว่า ทาบาโค (tabaco) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำว่า โทแบคโค (tobacco)

         
การเพาะปลูกยาสูบในแหล่งอื่นๆ ได้เริ่มที่หมู่เกาะไฮติ เมื่อพ.ศ. ๒๐๗๔ โดยได้เมล็ดพันธุ์จากเม็กซิโก และขยายไปยังหมู่เกาะข้างเคียงจนกระทั่ง พ.ศ. ๒๑๒๓ จึงได้เริ่มปลูกในคิวบาและต่อไปจนถึงกายอานา และบราซิล  ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ แพร่หลายไปยังทวีปยุโรป เอเชียและแอฟริกา มีหลักฐานแสดงว่ามนุษย์ในสมัยโบราณรู้จักการปลูกยาสูบเพื่อนำใบไปซอยและมวนสูบ นอกจากนี้ยังเป็นที่ทราบกันว่ายาสูบมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อโรคที่ดีอย่างหนึ่งด้วย

         
ประเทศแรกในทวีปเอเชียที่เริ่มปลูกยาสูบ คือ ฟิลิปปินส์ แล้วแพร่หลายต่อไปยังอินเดีย จีน และอินโดนีเซีย

         
สำหรับประเทศไทยไม่มีหลักฐานว่าใครเป็นผู้นำเข้ามา และมาถึงเมื่อใด มีเพียงบันทึกของหมอสอนศาสนาว่า เมื่อเขาเข้ามาเมืองไทยในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนั้นพบว่า คนไทยสูบยากันทั่วไปแล้ว และจากพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่องบุหรี่ทรงกล่าวว่า เมอร์สิเออร์ เดอ ลาลูแบร์ อัครราชทูตฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อ พ.ศ. ๒๒๑๑ ได้เขียนเล่าเรื่องประเทศสยามว่าคนไทยชอบใช้ยาสูบอย่างฉุนทั้งผู้ชายและผู้หญิง ใบยาที่ใช้กันในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นได้จากเกาะมะนิลาบ้าง จากเมืองจีนบ้าง และที่ปลูกใบบ้านเราบ้าง
 
การจำแนกทางพฤกษศาสตร์

ดอกตูมของยาสูบ

          ยาสูบได้รับการจัดลำดับทางพฤกษศาสตร์ ดังนี้
          วงศ์  ยาสูบเป็นพืชในวงศ์โซลานาซีอี (Solanaceae) เช่นเดียวกับมะเขือเทศ พริก มันฝรั่ง ผักต่างๆ ฯลฯ
          สกุล ยาสูบอยู่ในสกุลนิโคเทียน่า (Nicotiana)
          ชนิด  ยาสูบที่ปลูกกันทั่วไปมีมากกว่า  ๖๐ พันธุ์ หรือ ๖๐ ชนิด แต่ที่ปลูกเป็นการค้าเกือบทั้งหมดเป็นพันธุ์ทาบาคัม (tabacum) มีบ้างที่ปลูกพันธุ์รัสติกา (rustica) ทางแถบยุโรปตะวันออกและเอเชียไมเนอร์

         
ธรรมชาติของยาสูบแตกต่างจากพืชอื่น ใบของยาสูบมีสารประกอบไนโตรเจนหมู่หนึ่งที่เรียกว่า "แอลคาลอยด์" ซึ่งมีนิโคตินเป็นส่วนใหญ่นิโคตินเป็นองค์ประกอบที่ทำให้เกิดลักษณะเฉพาะตัวของยาสูบ  หรืออาจกล่าวได้ว่านิโคตินคือยาสูบต้นยาสูบจะผลิตสารนิโคตินที่รากแล้วส่งไปเก็บไว้ที่ใบ ดังนั้นถ้าต้นยาสูบมีรากมากก็มีแนวโน้มที่จะผลิตสารนิโคตินได้มากตามไปด้วย ใบยาเหล่านี้เมื่อเกิดการเผาไหม้ จะทำให้เกิดสารประกอบต่างๆ อีกจำนวนมาก ทำให้เกิดกลิ่นสีและรสต่างๆ ความหอม และความฉุน ซึ่งแตกต่างกันไปตามประเภทของยาสูบ ใบยาแต่ละประเภทจะมีปริมาณสารประกอบเคมีที่ทำให้เป็นลักษณะเด่นแตกต่างกัน เช่น
          ใบยาบ่มไอร้อน (เวอร์ยิเนีย) มีปริมาณน้ำตาลสูง นิโคตินปานกลาง
          ใบยาเบอร์เลย์ มีปริมาณไนโตรเจนและนิโคตินสูง น้ำตาลต่ำ
          ใบยาเตอร์กิช มีปริมาณสารหอมระเหยสูง

         
จากความแตกต่างของปริมาณสารประกอบเป็นเหตุผลหนึ่งที่อุตสาหกรรมผลิตบุหรี่จำเป็นต้องผสมใบยาประเภทต่างๆ เข้าด้วยกันตามสัดส่วน เพื่อให้ได้กลิ่นและรสเป็นที่พอใจของผู้สูบ อย่างไรก็ดี ใบยาสูบทุกประเภทหากนำมาสังเคราะห์องค์ประกอบเคมีต่างๆ จะได้เหมือนกันหมด เพียงแต่มีปริมาณแตกต่างกันเท่านั้น นอกจากนี้ระดับความแก่สุกของใบยาและตำแหน่งของใบบนลำต้น เช่น ใบยาส่วนยอด ส่วนกลางและส่วนล่าง ก็มีส่วนทำให้องค์ประกอบทางเคมีและคุณสมบัติอื่นๆ เช่น กลิ่นและรสแตกต่างกันด้วย

ที่สุดในโลกที่ธรรมชาติสร้างขึ้น



Thaigoodview

ทวีปที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก....ทวีปเอเชีย  มีพื้นที่  43,938,573   ตารางกิโลเมตรหรือร้อยละ  16.2 %  ของพื้นดินทั้งโลก

ทวีปที่เล็กที่สุดในโลก....ทวีปออสเตรเลีย   มีพื้นที  7,682,705 ตารางกิโลเมตรหรือร้อยละ  5.7 %  ของพื้นดินทั้งโลก

มหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก
....มหาสมุทรแปรซิฟิก   มีเนื้อที่ 165,760,000  ตารางกิโลเมตร

มหาสมุทรที่เล็กที่สุดในโลก
....มหาสมุทรอาร์กติก   มีเนื้อที่  14,438,000  ตารางกิโลเมตร

บริเวณที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร
....ร่องลึกมารีนา   ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เขตประเทศฟิลิปปินส์   วัดความลึกได้  10,934  เมตร

ทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
....ทะเลจีนใต้   มีเนื้อที่  2,980,358  ตารางกิโลเมตร

ทะเลที่เล็กที่สุดในโลก
....ทะเลเหลือง   มีเนื้อที่  294,533  ตารางกิโลเมตร

ทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลก
....ทะเลสาบแคสเปียน   ทางตอนใต้ของรัสเซีย   ในทวีปเอเชีย   มีเนื้อที่  371,000  ตารางกิโลเมตร   ทะเลสาบแคสเปียนยังเป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย

ทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลก
....ทะเลสาบไปคาล   เป็นทะเลสาบน้ำจืด   อยู่ในเขตไซบีเรียประเทศรัสเซีย   จุดที่ลึกที่สุดวัดได้  1,617  เมตร

ทะเลสาบที่มีน้ำเค็มที่สุดในโลก
....ทะเลสาบเดดซี   ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิสราเอลกับจอร์แดน

ทะเลสาบที่ตั้งอยู่บริเวณที่สูงกว่าทะเลสาบใดๆในโลก
....ทะเลสาบกลาเซียล บนที่ราบสูงทิเบต   สูงกว่าระดับน้ำทะเล  1,940  เมตร  

เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
....เกาะกรีนแลนด์   ในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ   เป็นเกาะที่อยู่ในความปกครองของประเทศเดนมาร์กมีพื้นที่  2,175,333  ตารางกิโลเมตร

ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก
....ยอดเขาเอเวอร์เรสต์   บนเทือกเขาหิมาลัยในเขตเนปาลและทิเบต   สูงจากระดับน้ำทะเลย  8,848  เมตร

ภูเขาที่ยาวที่สุดในโลก
....ภูเขาแอนดิส   ในทวีปอเมริกาใต้มีความยาว 7,564  กิโลเมตร

หมู่เกาะที่มีจำนวนเกาะมากที่สุดในโลก....หมู่เกาะอินเดียตะวันออก   ที่บริเวณมาเลเซีย   อินโดนีเชียและบรูไน   มีจำนวนเกาะประมาณ  13,600  เกาะ   เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือ  เกาะนิวกินี

แนวหินประการังที่ยาวที่สุดในโลก
....แนวหินประการังเกรตแบริเออร์รีฟ   ทางชายฝั่งของรัฐควีนแลนด์ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปออสเตรเลีย   มีความยาว  2,027  กิโลเมตร

แม่น้ำที่กว้างที่สุดในโลก
....แม่น้ำแอมะซอน   ในบราซิลทวีปอเมริกาใต้   ปากแม่น้ำกว้าง  272  กิโลเมตร   มีความยาว  6,400  กิโลเมตร   และได้รับฉายาให้เป็น King of The River

หุบเขาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
....แกรน์แคนยอน   ที่รัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา มีความยาว  2,012  เมตร  และลึกประมาณ  1,524  เมตร

หุบเขาที่ลึกที่สุดในโลก
....หุบเขาเอลแคนยอนเดอโคลคา   ในเปรู   มีความลึกประมาณ  3,215  เมตร

น้ำตกที่สูงที่สุดในโลก
....น้ำตกแองเจล   ในเวเนซุเอลา  สูง 979 เมตร

น้ำตกที่สวยที่สุดในโลก
....น้ำตกไนแองการ่า   ระหว่างพรมแดนสหรัฐอเมริกากับแคนนาดา

น้ำพุร้อนที่พุ่งขี้นสูงที่สุดในโลก
....น้ำพุร้อนไวแมนกุ  ในนิวซีแลนด์   พุ่งได้สูงถึง 450 เมตร

ถ้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก
....ถ้ำซาราวัก  แซมเบอร์   ในอุทยานแห่งชาติกูนุงมูลู   ในรัฐซาราวักประเทศมาเลเซีย

ถ้ำหินปูนที่ยาวที่สุดในโลก
....ถ้ำคูเอวาเดอเนอจา   ในเมืองมาลากา  สเปน  มีความยาวประมาณ 60 เมตร

ภูเขาไปที่ใหญ่ที่สุดในโลก
....ภูเขาไฟเมานาลัว  บนเกาะฮาวาย สหรัฐอเมริกา

ภูเขาไฟที่สูงที่สุดในโลก
....ภูเขาไฟโอโจสเดลซาลาโด   ตั้งอยู่ระหว่างอาร์เจนตินากับชิลี   สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 6,877 เมตร

ภูเขาไฟที่อยู่เหนือสุดของโลก
....ภูเขาไฟบีเรนเบิร์ก   ในเกาะกรีนแลนด์ทางขั้วโลกเหนือ  สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2,277 เมตร

ภูเขาไฟที่อยู่ใต้สุดของโลก
....ภูเขาไฟอีเรบัส  บนเกาะรอสส์  ในทวีปแอนตาร์กติกาที่ขั้วโลกใต้   สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 3,795 เมตร

ภูเขาไฟที่สวยที่สุดในโลก
....ภูเขาไฟฟูจิยามา ที่ญี่ปุ่น

ทะเลทรายที่ใหญ่ที่สุดในโลก
....ทะเลทรายซาฮารา  ทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกา   มีพื้นที่ประมาณ  9,064,965 ตารางกิโลเมตร

ที่ราบสูงที่สูงและใหญ่ที่สุดในโลก
....ที่ราบสูงทิเบต  ในเขตประเทศจีน   ตอนกลางของทวีปเอเชีย   มีพื้นที่ประมาณ 199,422 ตารางกิโลเมตร   และสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 4,877 เมตร

อ่าวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
....อ่าวเม็กซิโก   ทวีปอเมริกาเหนือ   มีพื้นที่ประมาณ  1,510,550  ตารางกิโลเมตร

ช่องแคบที่ยาวที่สุดในโลก
....ช่องแคบตาร์ตาร์   อยู่ระหว่างเกาะซักคาลินกับรัสเซีย  มีความยาวประมาณ  805  กิโลเมตร


ไขปริศนาปลาพญานาค

 

นับเป็นเวลานานมาแล้ว..
ที่มนุษย์มีความเคลือบแคลง-สงสัย..เกี่ยวกับสัตว์ทะเลที่มีชื่อว่า
"มังกรทะเลลึก" (Dragons of The Deep)

มีนิยายเก่าแก่..ที่บรรยายถึงมังกรทะเลกล่าวไว้ว่า
"มังกรทะเล..มีลำตัวยาวคล้ายงู..หัวเหมือนม้า .มีขนคอสีแดงดุจเปลวเพลิง"

ชาวประมง..เคยพบสัตว์ประหลาดชนิดนี้ ..
ขณะที่แล่นเรือหาปลาอยู่ในทะเล

ปัญหาของปลาลึกลับ..ดังกล่าวนี้
นักวิทยาศาสตร์..ได้ทำการค้นคว้าหาความจริง

ในที่สุด..ก็พบความจริงว่า
"มังกรทะเลลึก" ที่กล่าวถึงนั้น
ที่แท้แล้ว..ก็คือ .
ปลาประหลาดชนิดหนึ่ง.ที่เรียกว่า ..ปลาใบพาย .หรือ..ปลาริบบิ้น..นั่นเอง
บางทีก็เรียกว่า ..ปลาออร์ (OAR FISH)

ปลาชนิดนี้..มีขากรรไกรยาว.. หน้าผากโหนกคล้ายม้า .ตาโต
คลีบบนหลัง..ยื่นออกมายาวเลยหัว ..

มีคลีบพิเศษ..ยื่นออกมาทั้งสองข้างของส่วนหัว..คล้ายใบพาย
และมีลำตัวแบน .

ปลาประหลาดชนิดนี้..หาดูได้ยากที่สุดในโลก
เพราะมันอยู่ในความลึกของท้องทะเล..ถึง 3,000 ฟุต
และเคยพบตัวใหญ่ที่สุด..มีความยาวถึง 200 ฟุต

แม้ว่า..สัตว์ประหลาดชนิดนี้...จะมีขนาดใหญ่โตอย่างไร
แต่ก็ไม่เป็นพิษ..เป็นภัย..กับมนุษย์
เพราะมันไม่มีเขี้ยวเล็บอะไร.. และเป็นสัตว์โลกที่แสนสวย..น่าดูมาก

 

ภาพนี้..หลายคนเชื่อว่าเป็น..พญานาค
แต่จริงๆ..มันก็คือ..เจ้าปลาไหล..หรือ..มังกรทะเลลึก
ส่วนใหญ่...ก็จะพบในสภาพที่ตายแล้ว
เพราะเมื่อมันพัดหลงมาน้ำตื่นเมื่อไหร่ .มันก็จะตายทันที

 

นี่ก็เป็นอีกตัว-ที่เจอ ... แต่เล็กกว่าตัวข้างบน .สภาพสมบูรณ์กว่าด้วย
แต่อย่าไปคิดว่า..เป็นลูกพญานาคอีกนะ
เพราะถ้าเป็นพญานาคจริงๆ...
คงไม่ให้เราจับได้ง่ายแบบนี้แน่..คุณว่ามั๊ย?

 

 

 

 

 


10 อันดับผู้หญิงโหดโลกไม่ลืม (Top 10 Most Evil Women)

อันดับ10. ควีนแมรี่ ที่ 1 (Queen Mary I)

(1516 – 1558)

     ราชินีแมรี่เป็นพระธิดาพระองค์เดียวใน กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 และพระนางแคทเธอรีน แห่งอารากอน พระองค์เคยเกือบสวรรคตในช่วงวัยทารกมาแล้วแต่รอดมาได้ และขึ้นครองราชย์สมบัติหลังจากพระเจ้าเอดเวิร์ดที่ 6 สิ้นพระชนม์ ด้วยการปลดราชินีเก้าวันอย่าง เลดี้เจน เกรย์ออก และเมื่อขึ้นครองราชย์แทน โดยชูนโยบายที่พระองค์เน้นมากคือการที่ทำให้อังกฤษเป็นประเทศที่นับถือนิกายคาธอลิกอย่างเดียว พระองค์เลยคิดหาทางกำจัดพวกโปรแตสแตนท์ในประเทศให้หมดสิ้น โดยใช้หลายวิธีไม่เลือก สาวกนิกายโปรแตสแตนท์ที่มีชื่อเสียงหลายคนถูกจับประหาร ทำให้พระนางมีนามหนึ่งว่า “Bloody Mary” หรือ “แมรี่บ้าเลือด” ซึ่งฉายานี้มาจากการจับสาวกนิกายโปรแตสแตนท์ ขึ้นแขวนคอบนตะแลงแกงในคราวเดียวกว่า 800 คน

 

อันดับ 9. ไมร่า ฮินด์ลีย์ (Myra Hindley)

(1942 – 2002)

ไมร่า ฮินด์ลีย์ และคู่รักเอียน เบรดี้ เป็นผู้ก่อคดี “ฆาตกรรมแห่งท้องทุ่ง” โดยเหตุเกิดที่แถวเมืองแมนเชสเตอร์ในสหราชอาณาจักรในราวช่วงทศวรรษที่ 60 ฆาตกรโหดคู่นี้ถูกจับเพราะกระทำการลักพาตัว, ทารุณกรรมทางเพศ, ทรมานและฆาตกรรม เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี 3 คน และเด็กวัยรุ่นอายุ 16 และ 17 ปี โดยหลักฐานที่พบประกอบด้วย เทปที่บันทึกระหว่างกำลังฆาตกรรมที่มีเสียงผู้ตายกำลังกรีดร้อง ขณะที่ไมร่าและเบรดี้กำลังข่มขืนและทรมาน  ในระหว่างการสอบสวนและวันตัดสินเธอยังมีท่าทีกินลูกอมอย่างไม่สะทกสะท้าน ซ้ำทำตัวท่าทางกร่างและแสดงความยโสโอหัง จนกลายเป็นลักษณะพิเศษที่เป็นที่จดจำของเธอ จนกลายเป็นบุคคลคนที่ชาวอังกฤษเกลียดชังที่สุดในประวัติศาสตร์

 

อันดับ 8. ราชินิ อิสเบลล่า แห่ง แคสไทล์ (Isabella of Castile)

(1451 – 1504)

ราชินิอิซซาเบลล่าที่ หนึ่ง แห่งสเปน เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้อุปถัมภ์ของ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส กับพระสวามีของพระนาง กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ที่ 2 แห่งราชวงศ์อารากอน ทั้งสองพระองค์ร่วมกันมีส่วนในการรวมประเทศสเปนภายใต้การนำของหลานชายของพระองค์ โดยแผนการรวมชาตินี้ ราชินิอิสเบลล่าได้ แต่งตั้งให้ นายพล โทมาส เดอ ทอร์คิวมาดา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่สอบสวน (แบบทรมาน) รุ่นแรกๆ เป็นผู้บัญชาการในการสอบสวนทรมาน จนวันที่ 31 เดือนมีนาคม ค.ศ.1492 มีบันทึกว่าเป็นวันออกกฤษฎีกาแอลฮัมบราโดยมีคำสั่งขับไล่ ชาวยิวและชาวมุสลิมออกนอกประเทศ นอกจากนั้นประชาชนราว 2 แสนคนที่หลงเหลืออยู่ในประเทศสเปนถ้าไม่เปลี่ยนศาสนาจะถูกจับมาลงโทษอย่างทารุณ ในปี ค.ศ. 1974 สันตะปาปาพอลที่ 6 กล่าวถึงการกระทำของพระนางว่าสมควรทำและอวยพร ให้พระนางเป็นนักบุญ ในโบสถ์นิกายคาทอลิก ในฐานะข้ารับใช้ของพระเจ้า.....

  

อันดับ 7. เบเวอรี่ เอลลิทท์ (Beverly Allitt)

(ค.ศ. 1968-??)

ได้รับฉายาหนึ่งว่า “นางฟ้าแห่งความตาย” เบเวอรี่ เกลิ เอลลิท หนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องที่ชาวอังกฤษที่เป็นที่รู้จักกันดี เธอทำงานเป็นนางพยาบาลดูแลเด็ก และถูกจับในข้อหาฆาตกรรมเด็ก 4 คน และทำให้บาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน(ที่จริงมากกว่านั้น) โดยการฉีดสารอินซูลินหรือโพแทสเซียมที่ใช้เพื่อเร่งการทำงานของหัวใจมากเกินไป จนเด็กตายอย่างทรมาน ซึ่งปัจจุบันเธอยังอยู่ในคุกเพราะอังกฤษไม่มีโทษประหารชีวิต

 

อันดับ 6. เบลล์ กันเนส (Belle Gunness)


(1859 - 1931)

เบลล์ กันเนส เจ้าของฉายา “ผู้หญิงเคราน้ำเงิน” เป็นหนึ่งในฆาตกรต่อเนื่องหญิงที่ฆ่าคนมากที่สุดในอเมริกา ด้วยส่วนสูง 6 ฟุต (183 เซนติเมตร) และหนักกว่า 200 ปอนด์ (91 กิโลกรัม) เชื้อชาตินอร์วีเจียนที่ตัวใหญ่และแข็งแรง โดยเธอใช้ร่างกายอันใหญ่ยักษ์นี้สังหารสามีของเธอทั้งสองคนและลูกๆทั้งหมดของเธอโดยฆ่าเพื่อหวังเงินประกันชีวิตและขโมยทรัพย์สินเอามาเข้ากระเป๋าของเธอ นอกจากนั้นยังมีรายงานมากมายว่าเธอน่าจะฆ่าคนมากกว่าหนึ่งร้อยราย แต่เธอดันชิงฆ่าตัวตายก่อนโดยการเผาตนเองพร้อมบ้าน แต่ผลชันสูตรศพของเธอนั้นหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าศพนี้เป็นของเธอ เพราะศพนั้นเตี้ยกว่าส่วนสูงของเบลล์ถึงหกฟุต ต่างกันถึงสองนิ้ว??

 

อันดับ 5. แมรี่ แอนน์ คอตต้อน (Mary Ann Cotton)

(1832 – 1873)

นาง แมรี่ แอนน์ คอตต้อน สตรีชาวอังกฤษ เป็นนักฆ่าต่อเนื่องเพื่อผลประโยชน์อีกรายหนึ่ง แต่งงานเมื่ออายุ 12 ปีกับ นายวิลเลียม มาวเบรย์ คู่แต่งงานใหม่นี้อาศัยที่ไพลเมาท์ เมืองเดวอน ต่อมาพวกเขามีลูกด้วยกันห้าคน สี่คนตายเพราะโรคกรดในกระเพาะอาหารและปวดท้องอย่างรุนแรง จากนั้นพวกเขาก็ย้ายไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังตามมา เมื่อลูกที่เลี้ยงตายถึงห้าคนในระยะเวลาไล่เลี่ยงกัน ต่อมานานวิลเลียมก็ตามลูกๆ ไปด้วยโรคลำไส้ไม่ทำงานในเดือนมกราคม ปี 1865 ประกันสังคมของอังกฤษจ่ายเงินสินไหมชดเชยให้เธอถึง 35 ปอนด์สเตอริง  แต่เหตุการณ์ร้ายก็ยังไม่สิ้นสุด เพราะต่อมา สามีคนที่สองของเธอ จอร์จ วาร์ด ก็เสียชีวิตเพราะปัญหาเกี่ยวกับลำไส้เช่นเดียวกับหนึ่งในลูกอีกสองคนที่เหลือของเธอ ด้วยการตายถี่ของคนในครอบครัวแมรี่ทำให้มีการสอบสวนเกิดขึ้น จนพบว่า นาง แมรี่ แอนน์ มีความผิดฐานวางยาสามีสามคน, คู่รัก, เพื่อน, แม่ของเธอ, และลูกๆอีกหนึ่งโหล ทั้งหมดเสียชีวิตจากอาการป่วยที่ท้อง ผลคือเธอถูกแขวนคอที่ เดอร์แฮม เคนท์ตี้ กาออล ในวันที่ 24 เดือนมีนาคม ปี 1873 ด้วยข้อหาฆาตกรรมด้วยการวางยาพิษสารหนู เธอตายอย่างช้าๆ เพราะเพชฌฆาตใช้เชือกแขวนคอสั้นเกินไปสำหรับการประหาร

 


อันดับ 4. อิลซ่า คอชห์ (Ilse Koch)

 (1906 – 1967)

ได้รับฉายาเยอะจริงสำหรับผู้หญิงคนนี้ เช่น “นางแม่มดแห่งบูเชนวาล์ด” , “หญิงเลวแห่งบูเชนวาล์ด” เธอเป็นภรรยาของนายพลคาร์ล คอชห์ ผู้บัญชาการแห่งค่ายกักกันของนาซีประจำค่ายบูเชนวาล์ด(1937-1941) และมาจดาเนค (1941-1943) เธอเป็นคนบ้าอำนาจมากและเมื่อเธอได้ทำงานแทนสามี เธอก็มีเวลาว่างแสนสนุกสนานกับการทรมานและข่มขืนนักโทษในค่ายกักกันจนฉาวโฉ่ จนเป็นที่ร่ำลือในความโลกีย์  ว่ากันว่ารอยสักตามตัวของเธอนั้นจากการสังหารคนในค่ายกักกันหนึ่งคนต่อหนึ่งขีด (ขีดในร่างกายเธอมีประมาณ 250,000 ขีด!!) แต่ผลสุดท้าย เธอแขวนคอฆ่าตัวตายใน เรือนจำหญิงอิคช์แอคช์ ในวันที่ 1 เดือนกันยายน ปี 1967

 

อันดับ 3. เออร์ม่า เกรเซอ (Irma Grese)

(1923 -1945)

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่น่าภูมิใจ(ในความอัปยศ)ของนาซีในยุคหลัง เออร์ม่า เกรเซอ หรือ “หญิงเลวแห่งเบลเซ่น” เธอเป็นทหารรักษาการณ์ที่แคมป์กักกันเรเวนส์บรุคค์, ค่ายนรกเอาสช์วิทซ์ และ เบอร์เย่น – เบลเซ่น ถูกย้ายมาประจำการที่เอาสช์วิทซ์ในปี1943 โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพลสำรองพิเศษหน่วยควบคุมดูแล ซึ่งเป็นยศที่ใหญ่เป็นลำดับสองของทหารหญิงในค่าย ในวันสิ้นปี เธอจับนักโทษหญิงชาวยิวกว่า 30,000 คน มาสนุกกับเกมส์ของเธอ ประกอบด้วย ทารุณกรรมเหล่านักโทษด้วยให้สุนัขที่ถูกฝึกฝนและกำลังหิวโหยกัด, การทารุณกรรมทางเพศต่างๆจนนักโทษรับไม่ไหว, การยิงปืนตามอำเภอใจ, การตีอย่างทารุณด้วยแส้แบบเปีย และเลือกนักโทษเข้าห้องรมแก๊ส เธอชอบเรื่องซาดิสต์ทรมานคนมากๆ จนนักโทษหลายคนในค่ายรู้จักเธอดีในภาพลักษณ์หญิงใส่รองเท้าบูทหนักและพกปืนสั้นเพื่อให้สะดวกในการทรมานนักโทษ

 

 

อันดับ 2. แคทเธอรีน ไนท์ (Katherine Knight)

(1956 – ??)

แคทเธอรีน ไนท์ สตรีชาวออสเตรเลียนคนแรกให้ประหารชีวิตโดยไม่มีการอุทธรณ์ เป็นฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าสามีเธออย่างโหดมที่สุดเท่าที่โลกมีมา เธอเคยบดฟันปลอมของสามีเก่าคนหนึ่งของเธอจนแหลกละเอียด และปาดคอลูกสุนัขอายุ 8 สัปดาห์ของสามีอีกคนหนึ่งก่อนจะเชือดตาของเขาออก  แต่ดังที่สุดคือคดีฆ่า นายจอห์น ชาร์ล โธมัส ไพรซ์ เมื่อ นายไพรซ์ยื่นฟ้องต่อนางแคทเธอรีนขอหย่า จนนางไนท์แค้นมาก เลยใช้มีดแล่เนื้อ แทงนายไพรซ์ถึงแก่ความตาย เขาถูกแทงอย่างน้อย 37 ครั้ง ทั้งหน้าและหลังและหลายแผลแทงทะลุอวัยวะภายในที่สำคัญหลายแห่ง จากนั้นเธอก็ถลกหนังเขาแล้วแขวนหนังที่ถลกแล้วไว้กับขอบประตูห้องนั่งเล่น ตัดหัวเขาออกแล้วใส่ในหม้อซุป อบส่วนสะโพกบั้นท้ายของเขา แล้วเตรียมน้ำเกรวี่และผักเพื่อเป็นเครื่องเคียงเนื้ออบ โดยอาหารมื้อพยาบาทนี้ถูกจัดเตรียมไว้ให้เด็กๆ ในบ้านกิน........ แต่โชคดีที่ตำรวจมาเจอก่อนที่เด็กๆจะกลับถึงบ้าน(เหอๆ)

 

เอลิซาเบธ บาโธรี่ (Elizabeth Bathory )


( 1560-1614)

                แน่นอนอันดับ 1 น้อยคนนักจะไม่รู้จักเธอ นักฆ่าชื่อเหม็นที่สุดในฮังการีและของโลกที่ฆ่าคนเพราะคิดว่าถ้าเอาเลือดมาชำระร่างกายผิวเธอจะสวยสดตลอดกาล......โดยเรื่องเริ่มขึ้นเมื่อมีข่าวลือหลายปีเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงชาวไร่ชาวนาหายไปในเขตการปกครองของพระองค์ จนกษัตริย์แมทเทียสที่ 2 ต้องออกมาทำการตรวจค้นที่ปราสาทของเธอและจนได้พบศพของเด็กหญิงที่ตายอย่างโหดร้ายสุดจะบรรยาย เช่น ร่างพรุนด้วยเข็ม ศพไหม้ หรือศพโดนตัดแขนหรือขาหรือส่วนสำคัญของร่างกายออก บางศพมีการบิดเนื้อบิดหน้าแขน และส่วนเกี่ยวกับร่างกายอื่นๆ และทำให้อดอาหารตาย โดยเหยื่อทั้งหมดถูกคิดว่าให้ตัวเลขเกินกว่าร้อยศพ แต่ เนื่องจากสถานะเกี่ยวกับสังคมของเธอจึงไม่ถูกประหาร แต่ให้ขังตลอดชีวิตในห้องขังเดี่ยวๆ ใต้หอคอยแทนจนกระทั้งขาดใจตายในที่สุด 


3 ปี ปริศนาการตายของ "เจ้าหญิงไดอาน่า"

ความคลุมเครือของอุบัติเหตุที่คร่าชีวิต "เจ้าหญิงแห่งปวงชน" อย่างเจ้าหญิงไดอาน่าในคืนวันที่ 31 สิงหาคม 1997 ยังคงเป็นที่ระแวงสงสัยของทั้งประชาชนชาวอังกฤษและผู้คนทั่วโลกมาจนทุกวันนี้ แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจของฝรั่งเศสจะสรุปว่ามันคืออุบัติเหตุ

เวลาที่ผ่านล่วงเลยมาหลายปี ไม่ได้ทำให้ความเคลือบแคลงที่มีต่อเหตุการณ์ในคืนนั้นจางหายไป เพราะเฮนรี พอล คนขับรถไม่ใช่พวกขี้เมา และรถคันเล็ก ๆ อย่างเฟียต อูโน ไม่น่าจะทำให้รถซึ่งคันใหญ่กว่าอย่างเมอร์เซเดส เอส 280 เสียหลักถึง  กับพุ่งชนเสาในอุโมงค์ Place de L''''Alma ได้ และคำบอกเล่าจากพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ซึ่งขัดแย้งจากรายงานของตำรวจอย่างสิ้นเชิง

"เสียงที่ได้ยินนั้นช่างไม่น่าเชื่อ เท่าที่ผมอธิบายได้ก็คือ มันดังเหมือนระเบิด" ทอม ริชาร์ดสัน หนึ่งในพยานผู้อยู่ในเหตุการณ์

นั่นทำให้การสิ้นพระชนม์ครั้งนี้ถูกระบุว่า เป็นการลอบปลงพระ ชนม์ มากกว่าที่จะเป็นอุบัติเหตุธรรมดา ๆ โดยเฉพาะในความคิดของ มหาเศรษฐีชาวอียิปต์ โมฮัมเหม็ด อัล ฟาแยด บิดาของ โดดี้ อัล ฟาแยด ชายคนสุดท้ายในชีวิตของเจ้าหญิงไดอาน่าที่จบชีวิตด้วยอุบัติเหตุเดียวกัน 

อุบัติเหตุครั้งนี้คือจุดสุดยอดของความรักแบบปุบปับ ซึ่งเพิ่งเริ่มก่อนหน้านั้นไม่นานในฤดูร้อนเดียวกัน เมื่อเจ้าหญิงไดอาน่าได้พบกับโดดี้ ความสัมพันธ์ของทั้งสองสร้างแรงสั่นสะเทือนไปจนถึงราชวงศ์อังกฤษ และขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์     แทบลอยด์ สื่อมวลชนตามรบกวนไดอาน่าและโดดี้ไปแทบทุกแห่งที่ทั้งคู่เดินทางไป

และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็เป็นเช่นเดิม เมื่อเครื่องบินส่วนตัวของทั้งคู่ลงจอดที่สนามบินเลอร์บูร์เกต์ เวลาบ่ายสามโมงสิบห้านาทีวันที่ 30 สิงหาคม 1997 หลังจากนั้นเวลาสามทุ่มสิบห้านาทีกล้องวงจรปิดของโรงแรมริตซ์ บันทึกภาพขณะทั้งสองเข้าไปด้านใน โดยมีช่างภาพปาปารัซซี่เกือบ 30 ชีวิตยืนอออยู่นอกประตูด้านหน้าโรงแรม

3 ชั่วโมงต่อมาเพื่อหลบเลี่ยงพวกปาปารัซซี่ โดดี้และเจ้าหญิงไดอาน่าหลบออกทางประตูหลังพร้อมด้วยบอดี้การ์ด เทรเวอร์ รีส-โจนส์ เข้าไปในเมอร์เซเดสคันมรณะ ซึ่งมี เฮนรี พอล เป็นผู้ขับ โดยมีจุดมุ่งหมายอยู่ที่อพาร์ตเมนต์ของโดดี้ ใกล้กับประตูชัย แต่พวกเขาก็ไปไม่ถึง

เฮนรีและโดดี้เสียชีวิตทันที ขณะที่เจ้าหญิงไดอาน่าเลือดตกภายในมากซึ่งแพทย์ได้นำตัวส่งโรงพยาบาล และคณะแพทย์ได้ประกาศการสิ้นพระชนม์ของพระองค์เวลาตีสี่ของเช้าวันนั้น และเทรเวอร์คือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

เจ้าหน้าที่สืบสวนพบเศษกระจกไฟท้ายซึ่งสรุปว่าเป็นของรถเฟียต อูโน ผลิตระหว่างปี 1983-1989 พร้อมกับรอยขูดสีขาวที่ติดอยู่ด้านข้างของรถเมอร์เซเดส ซึ่งตรงกันกับสีที่ใช้พ่นรถเฟียต อูโน ทางการฝรั่งเศสสรุปสาเหตุของอุบัติเหตุในครั้งนี้ว่า การที่รถเมอร์เซเดสชนกับรถเฟียต อูโน ทำให้รถของเจ้าหญิงไดอาน่าควบคุมไม่ได้จนแฉลบ

แต่มีน้อยคนที่จะเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น และหนึ่งในนั้นคือ จอห์น แมคนามารา อดีตตำรวจสก๊อตแลนด์ยาร์ด และอดีตที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยของโมฮัมเหม็ด อัล ฟาแยด อ้างว่าทางการฝรั่งเศสมีส่วนในการปกปิดความจริงเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้

 

"เราถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในศาลเพื่อตรวจสอบพยานต่าง ๆ ไม่ให้ทดสอบหลาย ๆ สิ่งที่เราพบเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้จะหาคำอธิบายยังไง ผมถือว่าตัวเองเป“นนักสืบมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์ 26 ปีที่สก๊อตแลนด์ยาร์ด และผมแน่ใจว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุรถยนต์ธรรมดา และผมสามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า ทำไมมิสเตอร์อัล ฟาแยด จึงเชื่อว่าลูกชายของเขาและเจ้าหญิงไดอาน่าถูกฆาตกรรม" จอห์น แมคนามารา ย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

เพื่อค้นหาความกระจ่างให้กับอุบัติเหตุครั้งนี้ ทีมงานสารคดีชุด UNSOLVED HISTORY ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ริชาร์ด เซียร์นิคกี นิติวิศวกร กอร์ดอน เฮล เอ็ดเวิร์ดส์, เกรก เพาเวลล์ และเจฟ มิลเลอร์ ทีมงานผู้เชี่ยวชาญการขับรถหลบหลีก ดร.เดวิด โพซีย์ นักนิติพยาธิวิทยา และแจ๊ค เฟรย์แทก วิศวกรด้านเสียง เพื่อตรวจสอบเหตุผลของอุบัติเหตุครั้งนี้ในแง่มุมต่าง ๆ

 

เริ่มตั้งแต่การทดลองลักษณะการชนกับความเร็วแบบที่น่าจะเป็นไปได้ รวมทั้งเสียงที่เกิดจากการชนซึ่งมีพยานหลายคนระบุว่า มันเหมือนเสียงระเบิดมากกว่า

แต่การทดสอบที่น่าหวาดเสียวที่สุดก็คือ ความเป็นไปได้ของการชนกันระหว่างรถคันเล็ก ๆ อย่างเฟียต อูโน กับเมอร์เซเดส เอส 280 ที่มีผลทำให้รถคันใหญ่เสียหลักจนเป็นที่มาของโศกนาฏกรรมนี้ แต่ทว่ารถคันเล็ก ๆ กลับขับต่อไปได้แบบที่คนขับแทบจะไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ

 

แม้ว่าพวกเขาจะสามารถจำลองเหตุการณ์แทบจะเรียกได้ว่าเหมือนอยู่ในอุบัติเหตุครั้งนั้น หากแต่เหตุผลที่ว่าทำไมเจ้าของรถเฟียตคันดังกล่าวจึงไม่สนใจเสียงดังของการชนที่เกิดขึ้นกับรถเมอร์ เซเดสที่วิ่งอยู่ด้านหลัง ทั้ง ๆ ที่คนอื่น ๆ ที่อยู่ด้านนอกยังได้ยินเสียงอันดังสนั่นนั้น

และทางการฝรั่งเศสเองก็ไม่สามารถระบุตัวคนขับรถคันดังกล่าวที่แน่นอนได้ รวมทั้งการตายปริศนาของชายคนหนึ่งที่คาดว่าอาจจะเป็นคนขับในอีก 3 ปีถัดมา


ประวัติยางพารา
ความเป็นมา
          ชาวพื้นเมืองในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เรียกต้นไม้ที่ให้ยางว่า คาอุท์ชุค [Caoutchouc] แปลว่าต้นไม้ร้องไห้ จนถึงปีพศ. 2313 (1770) โจเซฟ พริสลี่ จึงพบว่า ยางสามารถลบ รอยดำของดินสอได้โดยที่กระดาษไม่เสีย จึงเรียกยางว่า ยางลบหรือตัวลบ [Rubber] ซึ่งเป็น คำเรียกยางเฉพาะในอังกฤษและฮอลแลนด์เท่านั้น ส่วนใน ประเทศยุโรปอื่นๆ ในสมัยนั้น ล้วนเรียกยางว่า คาอุท์ชุก ทั้งสิ้น จนถึงสมัยที่โลกได้มีการปลูกยางกันมากในประเทศแถบ อเมริกาใต้นั้น จึงได้ค้นพบว่า พันธุ์ยางที่มีคุณภาพดีที่สุดคือยางพันธุ์ Hevea Brasiliensis ซึ่ง มีคุณภาพดีกว่าพันธุ์ Hevea ธรรมดามาก จึงมีการปลูกและซื้อขายยางพันธุ์ดังกล่าวกัน มาก และศูนย์กลางของการซื้อขายยางก็อยู่ที่เมืองท่าชื่อ พารา [Para] บนฝั่งแม่น้ำอเมซอน ประเทศบราซิล ด้วยเหตุดังกล่าว ยางพันธุ์ Hevea Brasiliensis จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ยางพารา และเป็นชื่อที่ใช้เรียกกันแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้
          ยางมีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่างที่มีความสำคัญต่อมนุษย์คือ มีความยืดหยุ่น [Elastic] กัน น้ำได้ เป็นฉนวนกันไฟได้ เก็บและพองลมได้ดี เป็นต้น ดังนั้นมนุษย์จึงยังจะต้องพึ่งยางต่อ ไปอีกนาน แม้ในปัจจุบัน มนุษย์สามารถผลิตยางเทียมได้แล้วก็ตาม แต่คุณสมบัติบางอย่าง ของยางเทียมก็สู้ยางธรรมชาติไม่ได้ ในโลกนี้ยังมีพืชอีกมากมายหลายชนิดที่ให้น้ำยาง [Rubber Bearing Plant] ซึ่งอาจจะมีเป็นพันๆ ชนิดในทวีปต่างๆ ทั่วโลก แต่น้ำยางที่ได้จาก ต้นยางแต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป บางชนิดก็ใช้ทำอะไรไม่ได้เลย แต่ยาง บางชนิดเช่น ยางกัตตาเปอร์ชาที่ได้จากต้นกัตตา [Guttar Tree] ใช้ทำยางสำเร็จรูปเช่น ยางรถยนต์ หรือรองเท้า ไม่ได้แต่ใช้ทำสายไฟได้ หรือยางเยลูตง และยางบาลาตา ที่ได้ จากต้นยางชื่อเดียวกัน ถึงแม้จะมีความเหนียวของยาง [Natural Isomer of Rubber] อยู่ บ้าง แต่ก็มีเพียงสูตรอณู [Melecular Formula] เท่านั้นที่เหมือนกัน แต่โดยที่มี HighRasin Content จึงเหมาะที่จะใช้ทำหมากฝรั่งมากกว่า ยางที่ได้จากต้น Achas Sapota ในอเมริกา กลาง ซึ่งมีความเหนียวกว่ายางกัตตาเปอร์ชาและยางบาลาตามาก คนพื้นเมืองเรียกยางนี้ ว่า ชิเคิ้ล [Chicle] ดังนั้น บริษัท ผู้ผลิตหมากฝรั่งที่ทำมาจากยางชนิดนี้จึงตั้งชื่อหมากฝรั่ง นั้นว่า Chiclets

 

วิวัฒนาการของยาง

  โลกเพิ่งจะมีโอกาสรู้จักและใช้ประโยชน์จากยางเมื่อประมาณปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 นี้ เอง ในขณะที่ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบโลกใหม่เดินทางไปอเมริกาในครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ.. 2036 (1493) ก็ได้พบว่า มีชาวพื้นเมืองบางเผ่าทั้งในอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ได้รู้จักและใช้ประโยชน์จากยางกันบ้างแล้ว เช่น ชาวพื้นเมืองในอเมริกากลางที่ทำรองเท้า
          จากยางโดยการใช้มีดฟันต้นยาง แล้วรองน้ำยางใส่ภาชนะ หลังจากนั้น จึงเอาเท้าจุ่มลง ไปในน้ำยางนั้น หรือเอาเท้าวางไว้บนภาชนะแล้วเทน้ำยางราดลงบนเท้า ก็จะได้รองเท้า ที่เข้ากับเท้าพอดี หรือบางเผ่าในอเมริกาใต้ทำเสื้อกันฝนและผ้ากันน้ำจากยาง หรือเผ่ามา ยันในอเมริกาใต้ ที่ทำลูกบอลด้วยยาง แล้วนำมาเล่นโดยการให้กระเด้งขึ้นลงเพื่อเป็นการ สักการะเทพเจ้า จึงทำให้โคลัมบัสและคณะมีความแปลกใจเป็นอันมาก และคิดกันไปว่า ในลูกกลมๆที่เด้งได้นั้น ต้องมีตัวอะไรอยู่ข้างในเป็นแน่ หลังจากนั้นเมื่อโคลัมบัสเดินทาง กลับยุโรป ก็ได้นำวัตถุประหลาดนั้นกลับไปด้วย โคลัมบัสจึงเป็นชาวยุโรปคนแรกที่ได้มีโอกาสสัมผัสยาง และนำยางเข้าไปเผยแพร่ในยุโรป
          การส่งยางเข้ามาในยุโรปในระยะแรกนั้นต้องใช้เวลานานมาก กว่าที่ยางจะเดินทางจาก แหล่งกำเนิดจนมาถึงยุโรป ยางก็จะจับตัวกันเป็นก้อนเสียก่อน ดังนั้น ยางที่เข้ามาในยุโรปสมัยแรกๆ นั้น จึงเป็นยางที่ผลิตเป็นสินค้าแล้วเนื่องจากมนุษย์ยังไม่รู้จักวิธีที่จะทำ ให้ยางที่จับตัวกันเป็นก้อน ให้ละลายและทำเป็นรูปทรงที่ต้องการได้อย่างไร การผลิต ยางจึงต้องทำทันทีหลังจากได้น้ำยางมาก่อนที่ยางจะจับตัวกันเป็นก้อน ในอเมริกากลางและอเมริกาใต้เช่น ในประเทศเม็กซิโก ก็มีหลักฐานว่าได้มีการใช้ประโยชน์จากยางกันบ้างแล้ว แต่เป็นการผลิตอย่างง่ายๆเช่น ทำผ้า ยางกันน้ำ ลูกบอล และ เสื้อกันฝน เป็นต้น
การค้นพบ
พ.ศ..2143(1600) ก็ยังไม่มีความพยายามที่จะนำกรรมวิธีทำยางเข้ามาในยุโรป
พ.ศ.. 2279(1736) ชาลส์ มารี เดอลา คองดามี ได้ส่งตัวอย่างยางจากลุ่มน้ำอเมซอน กลับมาที่ฝรั่งเศส และสรุปว่าไม่สามารถนำน้ำยางกลับไปยุโรปเพื่อการผลิตได้ เพราะ ยางจะแข็งตัวเสียก่อนที่จะถึงยุโรป
พ.ศ.. 2313 เฮอริสแซน พบว่า น้ำมันสน [Terpentine] สามารถละลายยางที่จับตัวกัน เป็นก้อนได้ และยังพบต่อไปอีกว่า Ether เป็นตัวละลายยางได้ดีกว่าน้ำมันสน
พ.ศ.. 2313 (1770) โจเซฟ พริสลี่ (คนเดียวกับที่ค้นพบอ๊อกซิเจน) ค้นพบว่า ยางใช้ลบรอยดำของดินสอได้ จึงเรียกยางว่ายางลบ [Rubber] ตั้งแต่นั้น
พ.ศ.. 2334 (1791) โฟร์ ครอย ค้นพบการป้องกันไม่ให้ยางจับตัวกันเป็นก้อนโดยการเติมด่างที่มีชื่อว่า Alkali ลงไปในน้ำยาง แต่การค้นพบนี้ก็ต้องเป็นหมันอยู่ถึง 125 ปีเพราะไม่มีใครสนใจ
พ.ศ.. 2363 (1820) โธมัส แฮนคอก (อังกฤษ) ประดิษฐ์เครื่องฉีกยางได้สำเร็จ แต่ก็ปกปิดไว้ โดยบอกคนที่ถามว่าเป็นเครื่องดองยาง [Pickle] และยังพบด้วยว่า ความร้อนทำให้ยางอ่อนตัวลงได้ และจะปั้นใหม่ให้เป็นรูปอะไรก็ได้ ตามต้องการ
พ.ศ.. 2375 (1832) แฮนคอกได้ปรับปรุงเครื่องฉีกยางของเขาให้ดีขึ้น และเรียกเครื่องที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ว่าดังกล่าวว่า เครื่อง Masticator ซึ่งเป็นเครื่องต้นแบบของเครื่องฉีกยางที่ใช้กันถึงทุกวันนี้ โธมัส แฮนคอก จึงได้รับเลือกให้เป็น "บิดาแห่งอุตสาหกรรมการยาง"
พ.ศ.. 2380 (1837) แฮนคอกประดิษฐ์เครื่องรีดยางได้เป็นผลสำเร็จ [Spreading]
พ.ศ.. 2379 (1836) ทางอเมริกาก็ประดิษฐ์เครื่องบดยางได้สำเร็จเหมือนกัน
พ.ศ.. 2386 (1843) ชาลส์ กูดเยียร์ (อเมริกา) ค้นพบกรรมวิธีในการทำให้ยางคงรูป โดยการ "อบความร้อน" [Vulcanisasion] และยางที่ผสมกำมะถันและตะกั่วขาว เมื่อย่างไฟแล้ว แม้จะกระทบร้อนหรือเย็นจัด ยางจะเปลี่ยนรูปไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สิ่งที่ชาลส์ค้นพบนี้ แฮนคอกก็ค้นพบในอีก 2 ปีต่อมา และนำผลงานไปจดทะเบียน [Patent] ทันที แต่ชาลส์ไปจดทะเบียนหลังแฮนคอก 2 - 3 สัปคาห์ แต่โลกก็ยังให้เกียรติแก่ ชาลส์ กูดเยีย ว่าเป็นผู้ที่คิดกรรมวิธีนี้ได้ก่อน
พ.ศ.. 2389 (1846) โธมัส แฮนคอก ประดิษฐ์ยางตันสำหรับรถม้าทรงของพระนางเจ้าวิคตอเรีย
พ.ศ..2413 (1870) จอน ดันลอป ผลิตยางอัดลมสำหรับจักรยานได้สำเร็จ
พ.ศ.. 2438 (1895) มีผู้ประดิษฐ์ยางอัดลมสำหรับรถยนต์ได้สำเร็จ

          การค้นพบกรรมวิธีในการทำให้ยางคงรูปได้นั้น นับได้ว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งในช่วงเวลานั้น มีการค้นพบและมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมากมายเช่น เจมส์ วัตต์ สร้างเครื่องจักรไอน้ำ โรเบิร์ต ฟูลตัน สร้างเครื่องจักรเรือไอน้ำ จอร์จ สตีเวนสัน สร้างหัวรถจักรไอน้ำ ไมเคิล ฟาราเด สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้า มอส สร้างเครื่องส่งโทรเลข เป็นต้น แต่ความสำเร็จต่างๆ เหล่านั้น คงจะขาดความสมบูรณ์ไปมากถ้ายังขาดความรู้เรื่องการทำยางให้คงรูป เพราะยางที่คงรูปแล้ว [Vulcanised Rubber] จะช่วยเติมความไม่สมบูรณ์เหล่านั้นให้เต็มเช่น เป็นตัวห้ามล้อรถไฟ หรือทำสายไฟ และสายเคเบิ้ลใต้น้ำ เป็นต้น 

 

การสร้างสวนยางในเอเชีย

        การผลิตยางในโลกสมัยก่อนปี พ.ศ.. 2443 (1900) นั้น ส่วนมากจะเป็นยางที่ปลูกในประเทศแถบอเมริกาใต้คือ บราซิล โคลัมเบีย และปานามาเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมียางที่ได้จากรัสเซีย และอัฟริกาเป็นบางส่วน และในช่วงเวลาก่อนหน้านั้น ยางเริ่มมีความสำคัญ ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์มากขึ้นแล้ว โลกจึงมีความต้องการใช้ยางเป็นจำนวนมาก โธมัส แฮนคอก จึงมีความคิดว่า ถ้าโลก (หมายถึงยุโรป) ยังคงต้องพึ่งยางที่มาจากแหล่งต่างๆ เหล่านั้นเพียงอย่างเดียว ในอนาคตอาจจะเกิดความขาดแคลนยางขึ้นได้ จึงน่าที่จะหาที่ ใหม่ๆในส่วนอื่นๆของโลกเพื่อปลูกยางเอาไว้บ้าง ในปี พ.ศ.. 2398 (1855) จึงนำความคิดนี้ไปปรึกษาเซอร์โจเซฟ ฮุกเกอร์ แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควรชาวยุโรปในยุคนั้น ยังไม่มีใครรู้จักยางกันมากนักว่า ยางมีหน้าตาเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งได้ยางมาอย่างไรจากต้นอะไร จนกระทั่งในปี พ.ศ..2414(1871) จึงมีผู้นำภาพวาดต้นยางมาให้เซอร์โจเซฟ ฮุกเกอร์ ดูท่านจึงมีความสนใจในการปลูกยางมากขึ้น จึงได้ปรึกษากับเซอร์คลีเมนส์ มาร์คแฮม ผู้ช่วยเลขาธิการประจำทำเนียบ ผู้ว่าการประจำอินเดีย ความพยายามที่จะนำยางมาปลูกในเอเชียจึงเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น สถานะการณ์ยางในประเทศแถบอเมริกาใต้ไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากในสภาวะที่โลกมีความต้องการยางสูงมาก ชาวสวนยางในโคลัมเบียและปานามาจึงโหมกรีดยางกันอย่างหนัก จนในที่สุด ต้นยางในประเทศนั้นจึงได้รับความบอบช้ำมาก และตายหมดจนไม่มีต้นยางเหลืออยู่ในแถบนั้นอีกเลย
          เซอร์คลีเมนส์ จึงนำพันธุ์ยางมาทดลองปลูกในอินเดียเป็นครั้งแรก แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ทดลองปลูกยางในดินแดนต่างๆ ที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ในที่สุดจึงพบว่า ในดินแดนแหลมมลายูเป็นที่ที่ยางจะเจริญเติบโตได้ดีที่สุด และยังพบว่า พันธุ์ยางที่ดีที่สุดคือยางพันธุ์ Hevea Brasiliensis หรือยางพารา ดังนั้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2425 (1882) ยางพาราจึงเป็นที่ นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายในแหลมมลายูในระยะแรกเริ่ม ยางพาราจะปลูกกันมากในดินแดนอาณานิคมของอังกฤษและฮอลแลนด์เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้น เยอรมันก็ปลูกยางไว้ที่อัฟริกาบ้าง และบางส่วนเป็นยางในรัสเซีย เหตุที่ยางพาราเป็นที่นิยมปลูกกันมากในเอเชีย อาจเนื่องมาจาก ในเอเชียมีองค์ประกอบต่างๆที่เหมาะสมในการปลูก ทั้งสภาพดินฟ้าอากาศ ภูมิประเทศ สภาพดิน และปริมาณฝน รวมทั้งแรงงานที่หาได้ง่าย ประกอบกับคุณสมบัติทางการเกษตรและการพาณิชย์ของยางเองเช่น
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นควนเขา ไม่สามารถปลูกพืชอื่นได้ แต่ปลูกยางได้
ยางเป็นพืชที่ปลูกง่าย ไม่ต้องดูแลรักษามากนัก โรคและศัตรูพืชน้อย
ไม่ต้องมีการเฝ้ารักษา เพราะผลผลิตของยางไม่สามารถขโมยกันได้
ผลผลิตยางสามารถขายได้ทุกคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นยางคุณภาพเลวเพียงใดก็ขายได้ เป็นยางปนกรวด ปนดิน ปนทราย ก็ขายได้ แม้แต่ขี้ของขี้ของขี้ของยาง ก็ขายได้
ไม่ต้องง้อคนซื้อ เพราะผลผลิตไม่เน่าเสีย (ในอดีต)
เป็นสินค้าที่ขายได้คล่อง และขายได้จนหมด ไม่มีเหลือ (ในอดีต)
ให้ผลผลิตที่ยาวนาน และแน่นอน

ยางพาราเข้าสู่ประเทศไทย

          ต้นยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศไทย ตั้งแต่สมัยที่ยังใช้ชื่อว่า "สยาม" ประมาณกันว่าควรเป็นหลัง พ.ศ. 2425 ซึ่งช่วงนั้น ได้มีการขยายเมล็ดกล้ายางพารา จากพันธุ์ 22 ต้น นำไปปลูกในประเทศต่าง ๆ ของทวีปเอเชีย และมีหลักฐานเด่นชัดว่า เมื่อ ปี พ.ศ. 2442 พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณ ระนอง) เป็นผู้เหมือนหนึ่ง "บิดาแห่งยาง" เป็นผู้ที่ได้นำต้นยางพารามาปลูกที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เป็นครั้งแรก
          จากนั้น พระยารัษฎานุประดิษฐ์ ได้ส่งคนไปเรียนวิธีปลูกยางเพื่อมาสอนประชาชน นักเรียนของท่านที่ส่งไปก็ล้วนแต่เป็นเจ้าเมือง นายอำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้านทั้งสิ้น พร้อมกันนั้นท่านก็สั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นำพันธุ์ยางไปแจกจ่าย และส่งเสริมให้ราษฎรปลูกทั่วไป ซึ่งในยุคนั้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคตื่นยาง และชาวบ้านเรียกยางพารานี้ว่า “ยางเทศา” ต่อมาราษฎรได้นำเข้ามาปลูกเป็นสวนยางมากขึ้นและได้มีการขยายพื้นที่ปลูกยางไปในจังหวัดภาคใต้รวม 14 จังหวัด ตั้งแต่ชุมพรลงไปถึงจังหวัดที่ติดชายแดนประเทศมาเลเซีย จนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศประมาณ 12 ล้านไร่ กระจายกันอยู่ในภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นแหล่งปลูกยางใหม่ การพัฒนาอุตสาหกรรมยางของประเทศได้เจริญรุดหน้าเรื่อยมาจนทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกยางได้มากที่สุดในโลก
          ความคิดที่จะนำยางพาราเข้ามาปลูกในประเทศไทย เกิดขึ้นเมื่อ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดีเดินทางไปดูงาน ในประเทศมลายู เห็นชาวมลายูปลูกยางกันมีผลดีมากก็เกิดความสนใจที่จะนำยางเข้ามาปลูกในประเทศไทยบ้าง แต่พันธุ์ยาง สมัยนั้น ฝรั่งซึ่งเป็นเจ้าของสวนยาง หวงมาก ทำให้ไม่สามารถนำพันธุ์ยางกลับมาได้ ในการเดินทางครั้งนั้น จนกระทั่ง พ.ศ. 2444 พระสถล สถานพิทักษ์ เดินทางไปที่ประเทศอินโดเซีย จึงมีโอกาสนำกล้ากลับมาได้ โดยเอากล้ายางมาหุ้มรากด้วยสำลีชุบนน้ำ แล้วหุ้มทับด้วยยกระดาษหนังสือพิมพ์อีกชั้นหนึ่งจึงบรรจุลงลังไม้ฉำฉา ใส่เรือกลไฟซึ่งเป็นเรือส่วนตัวของพระสถลฯ รีบเดินทางกลับประเทศไทยทันที
          ยางที่นำมาครั้งนี้มีจำนวน ถึง 4 ลัง ด้วยกันพระสถลสถานพิทักษ์ ได้นำมาปลูกไว้ที่บริเวณหน้าบ้านพัก ที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ซึ่งปัจจุบันนี้ยังเหลือให้เห็นเป็นหลักฐานเพียงต้นเดียว อยู่บริเวณหน้าสหกรณ์การเกษตรกันตัง และจากยางรุ่นแรกนี้ พระสถลสถานพิทักษ์ ได้ขยายเนื้อที่ปลูกออกไป จนมีเนื้อที่ปลูกประมาณ 45 ไร่ นับได้ว่า พระสถลสถานพิทักษ์ คือผู้เป็นเจ้าของสวนยางคนแรกของประเทศไทย
 

จากอดีตสู่ปัจจุบัน

        ในปี 2451 หลวงราชไมตรี (ปูม ปุณศรี) ได้นำยางไปปลูกที่จังหวัดจันทบุรี จึงได้มีการขยายการปลูกยางพาราในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการปลูกกันทั่วไป ใน 3 จังหวัด ภาคตะวันออก คือ จันทบุรี ระยอง และตราด และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคตะวันออก ต่อมาก็มีผู้พยายามที่จะนำพันธุ์ยางไปปลูกทั้งในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ เป็นระยะๆ แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเหมือนกับที่ปลูกของภาคใต้ และภาคตะวันออก
          ในช่วงปี 2475 หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่คอหงส์ หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ ได้ก่อตั้งสถานีทดลองกสิกรรมภาคใต้ ขึ้นที่ บ้านชะมวง ตำบลควนเนียง อำเภอกำแพงเพชร จังหวัดสงขลา และในปี 2476 ได้ย้ายสถานีดังกล่าวไปตั้งที่ตำบล คอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ พร้อมกับตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถมกสิกรรมขึ้นที่ตำบลคอหงส์ด้วย โดยหลวงสุวรรณฯ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ใหญ่คนแรก ต่อมาในปี 2496 หลวงสำรวจพฤกษาลัย (สมบูรณ์ ณ ถลาง) หัวหน้ากองการยางและนายรัตน์ เพชรจันทร ผู้ช่วยหัวหน้า กองการยางได้เสนอร่าง พรบ. ปลูกแทนต่อรัฐบาล อย่างไรก็ตามต้องใช้เวลาถึง 6 รัฐบาล ในเวลา 6 ปี จึงออก พรบ.กองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง ในปี 2503 และได้มีการจัดตั้งสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางในปี 2504 กิจการปลูกแทนก้าวหน้าด้วยดี เป็นที่พอใจของชาวสวนยางในภาคใต้ หลวงสำรวจพฤกษาลัย (สมบูรณ์ ณ ถลาง) นายรัตน์ เพชรจันทร ผู้ริเริ่มการปลูกแทน ผู้ริเริ่มการปลูกแทนยางพาราที่ปลูกในสมัยแรกส่วนใหญ่เป็นยางพื้นเมืองที่ให้ผลผลิตต่ำ ทำให้ชาวสวนยาง มีรายได้น้อยโดยเฉพาะในช่วงที่ยางมีราคาตกต่ำ วิธีการแก้ไขคือ การปลูกแทน  ยางพื้นเมืองเหล่านั้นด้วยยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง ผู้ผลิตยางหลายประเทศได้เร่งการปลูกแทนยางเก่าด้วยยางพันธุดีเพื่อเพิ่มผลผลิตยาง เช่น มาเลเซียได้ออกกฎหมายสงเคราะห์ปลูกยางในปี 2495 และศรีลังกาได้ออกกฎหมายทำนองเดียวกันในปี 2496 ต่อมาได้รับความร่วมมือจากสำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติให้จัดตั้งศูนย์วิจัยการยางขึ้นที่ตำบลคอหงส์ในปี 2508
          ในปี 2508 ดร.เสริมลาภ วสุวัต ผู้วางรากฐานการวิจัยและพัฒนายางการวิจัยและพัฒนายางเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยางไทย โดยเปลี่ยน สถานะจากสถานีทดลองยางคอหงส์ ผู้มีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานการวิจัย และพัฒนายางของไทยคือ ดร.เสริมลาภ วสุวัต ผู้อำนวยการกองกองการยาง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมและดูแลศูนย์วิจัยการยางที่ตั้งขึ้นใหม่ศูนย์วิจัยการยางได้รับความช่วยเหลือจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ และมีผู้เชี่ยวชาญยางพาราสาขาต่างๆ มาช่วยวางรากฐานการวิจัย และพัฒนาร่วมกับนักวิจัยของไทยในระยะเริ่มแรก มีการวิจัยยางด้านต่างๆ เช่น ด้านพันธุ์ยาง โรคและศัตรูยางด้านดินและปุ๋ย การดูแลรักษาสวนยางการกำจัดวัชพืช การปลูกพืชคลุม การปลูกพืชแซมเพื่อเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ชาวสวนยาง ด้านอุตสาหกรรมยางและเศรษฐกิจยางและมีการพัฒนายางโดยเน้นการพัฒนาสวนยางขนาดเล็ก เช่น การ กรีดยางหน้าสูง การใช้ยาเร่งน้ำยาง การส่งเสริมการแปลงเพาะและขยายพันธุ์ยางของภาคเอกชน การรวมกลุ่มขายยางและการปรับปรุงคุณภาพยางและการใช้ประโยชน์ไม้ยางพารา มีการออกวารสารยางพาราเพื่อเผยแพร่ความรู้ไปสู่ชาวสวนยางและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งจัดหลักสูตรการฝึกอบรมและการจัดสัมมนายางเพื่อถ่าย
ทอดความรู้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น
          และจนกระทั่ง ในปี 2521 กรมวิชาการเกษตร และกรมประชาสงเคราะห์ได้เริ่มงานทดลองปลูกสร้างสวนยางพาราตามหลักวิชาการปลูกสร้างสวนยางแผนใหม่ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ โดยทดลองปลูกในจังหวัดหนองคาย บุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ผลผลิตยางในขณะนั้นเริ่มเปิดกรีดได้แล้วอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่แตกต่างจากผลผลิตในภาคใต้ และภาคตะวันออกนัก ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มมีการวิจัยและพัฒนาการปลูกยางในเขตแห้งแล้ง และถือเป็นการเริ่มขยายเขตปลูกยางพาราสู่เขต ใหม่ของประเทศไทยอย่างจริงจัง
          นอกจากนี้ยังมีการร่วมมือกับองค์กรยางระหว่างประเทศในการวิจัยและพัฒนายางอย่างกว้างขวางในระยะต่อมาศูนย์วิจัยการยางได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์วิจัยยางสงขลาในปี 2527 และมีการก่อตั้งศูนย์วิจัยขึ้นใหม่อีก 3 ศูนย์ ที่สุราษฎร์ธานี ฉะเชิงเทรา หนองคาย และ นราธิวาสเพื่อขยายงานวิจัย และพัฒนายางให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกยางของประเทศ การวิจัยและพัฒนายางเหล่านี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญทำให้การปลูกแทนในพื้นที่ปลูกยางเดิมและการปลูกใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบความสำเร็จมากขึ้น


การบ่มไวน์ด้วยเกร็ดไม้โอ๊ค

คลิกครับ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


c


การบ่มไวน์ด้วยเกร็ดไม้โอ๊คอบแห้งแทนการบ่มในถังไม้โอ๊ค

นักทำไวน์ (Winemaker ) ชั้นนำ นิยมใช้ถังไม้โอ๊คในการเก็บรักษา และบ่มไวน์ (wine aging) มาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ การเก็บบ่มไวน์ในถังไม้โอ๊คซึ่งมีอายุก่อนการตัดมาใช้อย่างน้อย 80 ปี จะช่วยเพิ่มความหอม และรสชาติ ความนิ่ม ความนุ่มนวล ให้กับไวน์ได้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม การที่ถังไม้โอ๊ค ไม่ว่าจะเป็นจาก ฝรั่งเศส หรือ อเมริกา มีราคาสูงมากๆ การใช้ "เกร็ดไม้โอ๊ค" ( Oak chips, Oak shavings ) ใส่ลงในไวน์ในช่วงการบ่มเป็นการทดแทน( เรียกขบวนการว่า Oaking ) จึงได้รับความนิยมแพร่หลาย เนื่องจากความสะดวก และการที่ไม่ต้องเอาเงินลงทุนจำนวนมากไปจมอยู่ที่ถังไม้โอ๊ค โดยที่ผลที่ได้จากการบ่มเป็นที่น่าพอใจ นอกจากนี้เวลาที่ใช้ในการ Oaking (เวลาที่เกร็ดไม้โอ๊ค แช่อยู่ในไวน์) อาจสั้นเพียง 1-2 สัปดาห์ และไม่เกิน 2-3 เดือนเท่านั้น ขึ้นอยู่กับรสชาติที่ต้องการและชนิดของไวน์

เกร็ดไม้โอ๊คที่ใช้มีทั้งชนิดธรรมชาติ ( natural ) และ ชนิดคั่ว/อบ แห้ง ( toasted ) ซึ่งการคั่ว/อบ ทำให้เพิ่มความหอมเฉพาะตัว

อัตราการใช้: เกร็ดไม้โอ๊คอบแห้งจากฝรั่งเศส แนะนำให้ใช้ 2 –5 กรัม ต่อ ลิตร (ถ้าเป็น จาก อเมริกา แนะนำให้ใช้ 5 – 15 กรัม ต่อ ลิตร)

วิธีใช้ :
นำเกร็ดไม้โอ๊คอบแห้ง ใส่ในผ้าขาวบางและผูกเหมือนถุง ลวกด้วยน้ำเดือด ทิ้งให้สะเด็ดน้ำแล้วจุ่มแช่ลงในไวน์ ( เมื่อถึงขั้นตอนการเก็บรักษา และบ่ม) แยกส่วนใสอีกครั้งก่อนการบรรจุขวด

ถ้าเป็นขวดหมักปากแคบ ให้ใส่ลงในไวน์ได้โดยตรง(หลังลวกด้วยน้ำเดือดและสะเด็ดน้ำแล้ว) และทำการแยกส่วนใสอีกทีหนึ่งก่อนบรรจุขวด
 


โทรศัพท์มือถือ

 

    โทรศัพท์มือถือ หรือ โทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นอุปกรณ์สื่อสารอิเลคทรอนิคส์ลักษณะเดียวกับโทรศัพท์บ้านแต่ไม่ต้องการสายโทรศัพท์จึงทำให้สามารถพกพาไปที่ต่างๆได้ โทรศัพท์มือถือใช้คลื่นวิทยุในการติดต่อกับเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยผ่านสถานีฐาน โดยเครือข่ายของโทรศัพท์มือถือแต่ละผู้ให้บริการจะเชื่อมต่อกับเครือข่ายของโทรศัพท์บ้านและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการอื่นๆ

   โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันนอกจากจะมีคุณสมบัติในการสื่อสารทางเสียงแล้วยังมีความสามารถอื่นอีกเช่นสนับสนุนการสื่อสารด้วยข้อความ เช่น SMS ,การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต, การสื่อสารด้วยแบบ Multimedia เช่น MMS, นาฬิกา, นาฬิกาปลุก, นาฬิกาจับเวลา, ปฏิทิน, ตารางนัดหมาย, สเปรดชีต, โปรแกรมประมวลผลคำ, รวมไปถึงความสามารถในการรองรับแอปพลิเคชันของจาวาเช่น เกมส์ต่างๆได้

 

c download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ตอร์ติญ่า

 

อุตสาหกรรมการผลิต ตอร์ติญ่า  คลิกค่ะdownload  จากฟิสิกส์ราชมงคล

    ตอติญ่า (Tortilla) คือแป้งแผ่นรูปวงกลมที่ทำมาจากแป้งข้าวโพดหรือข้าวสาลี ต้นกำเนิดมาจากประเทศสเปนเดิมเรียกว่า "ตอต้า" แปลว่าเค็กรูปวงกลม แล้วนำมาเผยแพร่ให้กับอาญาจักรแอซแทคจึงถูกเรียกชื่อใหม่ว่า "ตอติญ่า" ซึ่งปัจจุบันเป็นที่แพร่หลายกันในประเทศเม็กซิโกและสหรัฐฯ

ตอร์ตีญ่า Flour Tortillas





สวัสดีค่ะ หายจากบล็อกไปหลายวัน
คิดถึงเหลือเกิน ขอบคุณเพื่อน พี่ น้อง
ที่เป็นห่วงเป็นใยถามถึงนะคะ

วันนี้มากับตอร์ตีญ่า
แผ่นแป้งที่ใช้ห่อใส้อาหารต่างๆของแม็กซิกัน
บางทีอุ่นมาร้อนๆ กินเปล่าๆกับนมแทนขนมปังก็ยังไหว
แม่ปูเรียกโรตีแม็กซิกัน
เป็นอาหารยอดฮิต ติดอันดับ
ยังไม่เคยไปแม็กซิโก
แต่คิดว่าแทบทุกบ้านคงจะทำกินกันเองในครัวเรือน

แผ่นแป้งตอร์ตีญ่านี้มีขายแพร่หลายทั่วไปในอเมริกา
และคนแม็กซิกันในอเมริกาก็มีอยู่ทุกที่
บ้านที่แม่ปูกับพ่อบ้านซื้ออยู่กันนี้
และบ้านแทบทุกหลังคาเรือนในเมืองที่อยู่
เป็นฝีมือแรงงานจากพี่น้องชาวแม็กซิกันแทบทั้งสิ้น

ถ้าพูดถึงอาหารแม็กซิกัน
อย่างน้อยแม่ปูก็รู้จักทาโก้ และquesadillaแหละ
และ quesadilla ก็จะใช้แผ่นตอร์ตีญ่านี้ห่อ
วันนี้แม่ปูเลยมาชวนเพื่อนๆน้องๆ
คนที่หาซื้อแผ่นตอร์ตีญ่าไม่ได้
มาลองทำกินกันเองนะคะ
ทำไม่ยากเลยค่ะ อร่อยด้วย
จะยากก็แค่เวลาเราคลึงแป้งเท่านั้นเองค่ะ
เพราะบางทีมันไม่ได้กลมสมใจ

จากบล็อกแม่ปู มีเมนูตอร์ตีญ่าห่อกับออมเล็ต
มีบรูริโต้ หรือเบรอริโต้นี่แหละ เรียกยากเย็น
ที่ใช้แผ่นตอร์ตีญ่านี้ห่อด้วยค่ะ
ทุกเมนู อร่อยๆทั้งนั้นเลยค่ะ

เบรอริโต้
ออมเล็ท

แม่ปูไม่เคยทำแผ่นแป้งตอร์ตีญ่านี้มาก่อน
ครั้งนี้เป็นการทำครั้งแรก
ทำออกมาคงจะยังทำไม่ดีเท่าเจ้าของตำรับดั้งเดิม
หรือคนที่เติบโตมากับอาหารเหล่านี้โดยเฉพาะ
แต่เมื่อได้ลองชิม ได้กินเปรียบเทียบกับที่เคยซื้อแล้ว
ถือว่าตัวเองทำออกมาประสบผลสำเร็จในขั้นหนึ่ง
จึงอยากนำมาเผยแพร่ ให้เพื่อนๆที่อยู่ทางเมืองไทย
และผู้ที่หาซื้อ Flour Tortillas ไม่ได้ ได้ลองทำกันดู


ส่วนผสม (ขนาด ๙ นิ้ว ทำได้ ๑๒ ชิ้น)

แป้งสาลีเอนกประสงค์ ๓ ถ.(ไม่ต้องร่อน)
น้ำเปล่า หรือนม (อุ่น) ๓/๔ ถ.
เกลือ ๑ ๑/๔ ชช.
ผงฟู ๑/๒ ชช.
vegetable shortening ๑/๓ ถ.(แช่เย็น)

วิธีทำ

ใครจะนวดเองกับมือ หรือใช้เครื่องนวดก็ได้ค่ะ
นวดเองกับมือก็ไม่ได้เมื่อยอะไรนักค่ะ ทำได้สบายมาก
แม่ปูนวดกับเครื่องแล้ว ยังมานวดกับมืออีกด้วยค่ะ

๑. ผสมแป้ง เกลือ ผงฟู เข้าด้วยกัน ในอ่างผสม
เวลาตวงแป้ง ให้ใช้ช้อนตัดใส่ถ้วยตวง แล้วปาดนะคะ
อย่าใจร้อน ใช้ถ้วยตวงจ้วงตักลงไปในถุงแป้ง
(เวลาปาดก็ใช้สเปตูล่าหรือใช้สันมีดที่คู่กับส้อมปลายตรงๆปาด))

๒. นำvegetable shortening มาคลุกเคล้ากับส่วนผสมแป้ง
ใช้มือคลุกเคล้าส่วนผสมแป้ง
จนvegetable shortening
กลายเป็นก้อนเล็กๆผสมไปกับแป้ง

๓.ค่อยๆรินน้ำลงไปใส่ในอ่างส่วนผสมแป้ง
ใช้มือคลุกเคล้าให้น้ำเข้ากันกับแป้ง
จึงยกเอาส่วนผสมแป้งออกมานวดบนโต๊ะ
นวดไปจนแป้งเนียน ไม่ติดมือ
ตอนแม่ปูนวด ไม่ต้องใช้แป้งนวลอีกเลยค่ะ
แต่ถ้าหากแป้งของใครแฉะไปก็เติมแป้งได้ค่ะ
หรือใครแห้งไปก็เติมน้ำได้ แต่ค่อยๆเติมนะคะ

๔.เมื่อนวดแป้งเสร็จแล้ว ก็ให้แบ่งแป้งออกเป็น ๑๒ ส่วน
คลึงแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ ประมาณเท่าลูกกอล์ฟ
ถ้าต้องการตอร์ตีญ่าแผ่นใหญ่ๆ ก็แบ่งแป้งจำนวนน้อยลง

ในรูปมี ๘ ก้อน ที่เหลือ เชฟนิคเอาไปคลึงเล่นซะงั้น
 





จากนั้นก็ห่อด้วยพลาสติก หรือจะใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆคลุมไว้ก็ได้ค่ะ
พักแป้งไว้ประมาณ ครึ่งชั่วโมง-๑ ชม.



๕.เมื่อพักแป้งได้ที่แล้ว ก็นำแป้งมาคลึงทีละก้อน





คลึงให้แป้งเป็นแผ่นบางๆ เส้นรอบวงประมาณ ๙ นิ้ว
ขณะที่คลึงแป้ง ก็ขยับๆแผ่นแป้งด้วยนะคะ จะได้คลึงง่ายๆ
ถ้าแป้งติดโต๊ะ ก็โรยด้วยแป้งนวลสักเล็กน้อย

แม่ปูคลึงได้กลมมั่ง เหลี่ยมมั่ง ช่างเต๊อะ..



๖.คลึงแป้งเสร็จก็ถึงเวลานำไปทอด (ไม่ต้องใส่น้ำมันนะคะ)
ตอนแม่ปูทำนี้ แม่ปูคลึงแป้งไป ทอดไปพร้อมด้วย
ไม่แน่ใจว่าถ้าทำเสร็จทีเดียว จะเก็บแป้งที่ยังไม่ทอดไว้อย่างไรหว่า..
หรือคงจะใช้กระดาษไขวางซ้อนๆกันก็ได้ กันแป้งติดกันนะคะ




แม่ปูใช้กระทะที่ทอดแพนเค้กค่ะ
เปิดไฟ ๓๕0 องศาฟาเรนไฮน์
ใครจะใช้กระทะเทฟล่อนธรรมดาก็ได้ค่ะ
เปิดไฟปานกลาง


เวลาทอด เราจะเห็นแป้งพองขึ้นเป็นตะปุ่มตะป่ำ
ครั้งแรกก็ทอดไปนานสัก๓0-๔๕ วินาที
แม่ปูไม่ได้จับเวลา แต่ก็ประมาณนี้ค่ะ
พอเห็นแป้งสุกเป็นสีขาวก็กลับด้าน ทอดอีกข้างให้สุก
พอทอดเสร็จก็นำไปวางบนภาชนะแล้วใช้ผ้าคลุมไว้

***เคล็ดลับที่ทำให้แผ่นแป้งนุ่ม***

ทอดเสร็จให้เอาผ้าคลุมไว้ทันที
โดยเอาผ้าที่แห้งคลุมทับชั้นแรก
แล้วคลุมทับด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆอีกชั้นหนึ่ง
ถ้าไม่ทำเช่นนี้ แป้งตอร์ตีญ่าจะแข็งโป๊ก
กลายเป็นตอร์ตีญ่าชิพไปทันทีค่ะ
แต่ถึงแข็งก็ยังอร่อยค่ะ
เด็กๆชอบเอามากินเล่น


ทอดเสร็จแล้ว ๑ แผ่นค่ะ



ทอดหมดแล้ว ได้มาตั้งหนึ่ง




รับรองว่าใครที่ชอบอาหารแนวนี้จะไม่ผิดหวังค่ะ




แผ่นที่แม่ปูวางไว้ข้างนอกให้ลมโกรกจะแข็ง
แม่ปูก็เอามากินกับซอลซ่า อาหย่อย!!




หวังว่าทุกๆคนคงจะมีความสุข
กับสูตรรัก สูตรอร่อย จากแม่ปูในวันนี้นะคะ


ครีมชีส

รายงานโดย :สีวลี ตรีวิศวเวทย์:

พูดถึงชีส คนไทยหรือคนเอเชียส่วนใหญ่มักจะร้องยี้ เหมือนกับที่ฝรั่งเขายี้น้ำปลา ปลาเค็มหรือปลาร้าบ้านเรา ที่เป็นเช่นนี้ก็คงเป็นเพราะกลิ่นเฉพาะตัว

ที่เกิดจากการหมักบ่มจุลินทรีย์ที่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ในผลิตภัณฑ์นม ทำให้เกิดเป็นชีสนานาชนิด อย่างที่เรากำลังจะพูดถึงกันในฉบับนี้ ก็เป็นชีสชนิดหนึ่งที่เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่คุ้นเคยกับกลิ่นชีสๆ มากนัก อย่าง “ครีมชีส”
 
      กรรมวิธีการผลิต ครีมชีสในระบบอุตสาหกรรม  คลิกค่ะ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล
 
สำหรับคนที่ไม่ถูกกับชีส เเละหากคุณยังไม่ค่อยเเน่ใจว่าจะรับประทานชีสชนิดนี้ได้หรือไม่นั้น ลองมาดูตัวอย่างอาหารหรือขนมที่ทำจากชีสกันก่อนเป็นการเริ่มต้นจะดีกว่า เริ่มจาก ชีสเค้กนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น New York Cheesecake หรือจะเป็น Blueberry Cheesecake หรือ Cherry Cheesecake หรือจะให้ “บ้านๆ” หน่อย ก็อย่าง Blueberry Cheese Pie ที่มีเเครกเกอร์กรอบๆ อยู่ด้านล่าง ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมนูฮิต ตอนสมัยผู้เขียนเป็นวัยรุ่น สาวๆ จะชอบทำขนมชนิดนี้ไว้เเจกญาติๆ กัน เป็นอย่างไรบ้าง เริ่มคุ้นๆ กับครีมชีสกันบ้างหรือยัง

“ครีมชีส” รับประทานง่ายเกือบจะที่สุดเเล้วในบรรดาเพื่อนผองน้องพี่ตระกูลชีสด้วยกัน ค่าที่จัดเป็น Fresh Cheese หรือชีสสดที่ไม่ได้ผ่านการหมักบ่มให้เกิดกลิ่นเเรงๆ หากคุณลองซื้อครีมชีสมาสัก 1 ชิ้น เเล้วลองตัดชิมดู จะพบว่ารสของชีส จะมันๆ หอมๆ หวานธรรมชาติเเบบนมสดในลำคอ ตามด้วยรสเปรี้ยวๆ น้อยๆ ซึ่งคลับคล้ายคลับคลา กับผลิตภัณฑ์นมประเภทนมเปรี้ยว โยเกิร์ตหรือซาวครีม

รสเปรี้ยวๆ นี้ที่หลายคนอาจจะ “เหวอ” เมื่อรับประทานชีสเข้าไป อาจจะกลัวว่าเป็นอาการหนึ่งของการเสื่อมสภาพของพวกนม เเต่อันที่จริงเเล้วรสเปรี้ยวๆ ในชีสนั้นเกิดขึ้นจากกระบวนการตามธรรมชาติในการผลิตชีส

การทำชีสทุกชนิดจะต้องมีการเติมเอนไซม์หรือกรดในธรรมชาติลงไป เพื่อให้เกิดการตกตะกอนของโปรตีนในนม จะเติมอะไรลงไปนั้น ก็เเตกต่างกันตามกรรมวิธีผลิตชีสเเต่ละชนิด อย่างในครีมชีสนั้น จะใช้กรดเเล็กติกที่ผลิตจากเเบคทีเรียที่เรียกว่า Lactic Acid Bacteria ที่เหมือนกันกับการผลิตนมเปรี้ยวเเละโยเกิร์ตนั่นเอง

เมื่อเติมแล็กติกเเอซิดเเบคทีเรียลงในนม เจ้าเเบคทีเรียจะรับประทานน้ำตาลเเล็กโทสในนม เเล้วปล่อยกรดแล็กติกออกมา ความเป็นกรดจะทำให้โปรตีน ไขมัน เเละน้ำบางส่วน จับตัวกันหลวมๆ เป็นก้อนๆ จากนั้นต้องอาศัยความชำนาญในกระบวนการผลิต จัดการเพิ่มอุณหภูมิน้ำนมเเละก้อนๆ ที่เราจะเรียกว่า Curd ให้สูงขึ้นเพื่อกำจัดเเบคทีเรีย เพราะถ้าปล่อยให้เเบคทีเรียโตไปเรื่อยๆ รสก็จะเปรี้ยวขึ้นๆ “Curd” จะกลายร่างกลับมาเป็นของเหลวอีกครั้ง ทำให้การผลิตชีสไม่เป็นผล

ระดับความร้อนเเละเวลาที่ให้นั้นก็ต้องเหมาะสม เป็นเคล็ดลับการผลิตของเเต่ละเจ้า ทำให้ได้ลักษณะเเละรสชาติ พูดง่ายๆ ก็คือ คุณภาพของครีมชีสที่เเตกต่างกัน

เเล้วทำไมครีมชีสถึงได้ชื่อว่าเป็นชีสที่มีเปอร์เซ็นต์ไขมันสูงที่สุดได้นั้น เกิดจากความสามารถของโปรตีนเเละไขมันในสภาพที่อยู่ในกรดเเล็กติกน้อยๆ ทำให้ทั้งหมดสามารถเกาะรวมตัวกัน นี่เองที่ทำให้นมที่มีไขมันเพียง 3-4% กลายเป็นครีมชีสก้อนที่มีไขมันสูงถึง 33% ได้

หลังจากที่เสร็จกระบวนการผลิต ครีมชีสจะเข้าสู่กระบวนการบรรจุ ไม่ต้องนำไปผ่านกระบวนการเก็บภายใต้สภาวะบังคับ นี่เอง ครีมชีสจึงไม่มีกลิ่นรุนเเรงมากไปกว่าโยเกิร์ตหรือครีมเปรี้ยว

ครีมชีสคุณภาพดีๆ นั้น ต้องมีลักษณะที่เรียกได้ว่าเป็นครีมที่อุณหภูมิห้องที่ไม่เย็น คือ ดูเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อใช้มีดหรือช้อนปาดดู จะเนียนเรียบไปกับวัตถุนั้น หากครีมชีสดูเป็นก้อนๆ เเล้วเเห้งๆ เเตกๆ ดูขรุขระ เมื่อปาดไป หรือเเตกเป็นเสี่ยงๆ นั่นอาจมาจากการที่ครีมชีสนั้นผลิตไม่ได้คุณภาพ หรืออาจเป็นได้ว่าครีมชีสนั้นเก็บในสภาพที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดการเเยกตัวของน้ำ เเกะมาจะดูเเฉะๆ ในห่อ เนื้อครีมชีสก็จะดูเเห้งเเตก

ครีมชีสยี่ห้อดังๆ มักจะเติมพวก “Gum” ที่มาจากพืชธรรมชาติ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น Stabilizer หรือช่วยทำให้ครีมชีสเนียน ยืดอายุการเก็บ ไม่ให้น้ำเเยกตัวออกมา เเละเมื่อผ่านการตี การครีม ด้วยเครื่อง ครีมชีสก็จะยังดูเนียนอยู่เสมอ นี่ก็เป็นอีกตัวเเปรในการเลือกยี่ห้อครีมชีสที่จะใช้

การเก็บครีมชีสนั้น จึงควรอยู่ในตู้เย็นตลอดเวลา เพราะครีมชีสมีอายุการเก็บที่สั้น ที่สำคัญครีมชีสไม่ควรสัมผัสกับอากาศโดยตรง เพื่อป้องกันไม่ให้ชีสเเห้ง มันจะเกิดไตเเข็ง เป็นเม็ดๆ เวลารับประทานจะไม่อร่อย เพราะสากลิ้น

ฉบับหน้าเราจะมาดูรายละเอียดลึกๆ ของครีมชีส ให้คุณผู้อ่านรู้จักเเละทำอาหารจากครีมให้ได้มากกว่าชีสเค้กเเสนอร่อย ดังสูตรด้านล่างนี้

New York Cheesecake

สูตรชีสเค้กง่ายๆ ขอเพียงเเค่คุณทำตามสูตรเป๊ะๆ บอกไว้นิดว่าสูตรนี้อ้วนเเต่คุ้มค่าความอร่อยเเน่นอน

สำหรับส่วนครัสต์

เนยจืด  7 ช้อนโต๊ะ
เเครกเกอร์ยี่ห้อ Honey Maid  15 ชิ้น
น้ำตาลทราย  0.25 ถ้วย
เกลือป่น 0.25  ช้อนชา

- อุ่นเตาอบที่ 190C เตรียมพิมพ์เเบบถอดข้างได้ หรือ Springform Pan

- ป่นเเครกเกอร์ให้ละเอียด ผสมกับน้ำตาลทรายเเละเกลือป่น เติมเนยจืดละลายลงไปคลุกเคล้าเเล้วอัดให้เเน่นลงพิมพ์ กะให้ด้านล่างสูงประมาณ 0.7 ซม. เเละสูงขึ้นมาถึงด้านข้างที่เป็นขอบพิมพ์

- นำเข้าอบประมาณ 10 นาที หรือจนหอมฟุ้ง นำออกมาพักให้เย็นสนิทจริงๆ เเล้วนำเข้าเเช่เย็น

สำหรับส่วนชีสเค้ก

 

ครีมชีส  2.5 ปอนด์ (หรือประมาณ 5 ก้อนท้องตลาด)
น้ำตาลทราย  1.5 ถ้วย
ผิวมะนาวเหลืองขูดละเอียด 1 ช้อนชา
น้ำมะนาวเหลือง  1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ  0.5 ช้อนชา
ไข่ไก่ ฟอง
ซาวครีม 1 ถ้วย (หรือประมาณ 2 ถ้วย)
กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
เหล้า Cointreau  2 ช้อนโต๊ะ

cc

- หั่นครีมชีสให้เป็นก้อนลูกเต๋าเล็ก พักไว้เเบบคลุมพลาสติกให้มิดชิด ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 1 ชั่วโมง ถ้าเปิดเเอร์เย็นๆ ทำขนมก็อาจพักไว้ให้นานหน่อย

- อุ่นเตาอบไว้ที่ 160C เตรียมถาดขอบสูง 2 นิ้วไว้ รองฟอยล์โดยรอบพิมพ์เค้กที่อัดเเครกเกอร์ไว้เเล้วให้เเน่นหนา

- ต้มน้ำไว้ประมาณ 1 กา

- ตีครีมชีสที่นุ่มเเล้วกับน้ำตาลทรายให้ฟูนุ่ม

- เติมผิวมะนาวลงไปพร้อมกับน้ำมะนาว ตีให้นุ่มเนียน หมั่นปาดขอบโถ

- เติมไข่ไก่ลงไปทีละฟอง ปาดทุกครั้งที่เติมไข่ไก่ เติมซาวครีมลงไปตามด้วยกลิ่นวานิลลาเเละเหล้า ตีให้เนียน

- เทใส่พิมพ์ ที่วางไว้ในถาดจนหมด ยกเข้าเตาอบ เเล้วเติมน้ำเดือดในกาลงในถาด อย่าให้กระเด็นโดนชีสที่อยู่ในพิมพ์ อบที่ 160C เป็นเวลา 100 นาที ปิดเตาอบ พักไว้ในเตาอบอีก 10 นาที นำพิมพ์เค้กออกมาพักไว้บนตะเเกรง รออีก 30 นาที ใช้มีดเเซะเบาๆ รอบพิมพ์ พักให้เย็นสนิทจริงๆ ก่อนนำเข้าตู้เย็น โดยใช้ฝาครอบ

- วันรุ่งขึ้น นำออกมาพักไว้บนที่หมุนเเต่งหน้าเค้ก ผสมซาวครีมอีก 0.5 ถ้วยกับไอซิง 1 ช้อนโต๊ะ เทลงบนหน้าเค้ก ใช้พายเหล็กปาดเบาๆ ให้ทั่วหน้าเค้ก ตัดเสิร์ฟได้เลย


ก่อนจะเป็นดวงอาทิตย์

ดวงอาทิตย์ได้สว่างขึ้นมานานกว่า 4.5 พันล้านปี

โดยการแกะรหัสสารเคมีในอุกกาบาตโบราณ นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่าลูกบอลก๊าซที่กลายมาเป็นดวงอาทิตย์ได้สว่างขึ้นมานานกว่า 4.5 พันล้านปี มีการเปลี่ยนแปลงเคมีของวัสดุสารจากช่วงที่ระบบสุริยะของเราก่อตัวขึ้น นักดาราศาสตร์คิดว่าดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์, ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์น้อยทั้งหมดก่อตัวขึ้นจากดิสก์ก๊าซที่หมุนไปซึ่งเรียกว่า เนบิวลากำเนิดดวงอาทิตย์(solar nebula) แต่นักดาราศาสตร์ก็ทราบเกี่ยวกับช่วงเวลาดังกล่าวน้อยมาก วัสดุสารที่ล้อมอยู่ต่อมาก็กลายเป็นดาวเคราะห์และดวงจันทร์ซึ่งคาดว่าหลอมเหลวและตกผลึกมาหลายรอบ เหลือความลับซึ่งช่วยบอกสภาวะที่ก่อตัวระบบของเราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ภาพจากศิลปินแสดงลูกบอลก๊าซที่ยังคงยุบตัวซึ่งจะกลายเป็นดวงอาทิตย์ของเราต่อไป ส่งแสงอุลตราไวโอเลตอาบสภาพแวดล้อมของมันซึ่งอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสารเคมีในเนบิวลากำเนิดดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นเมฆฝุ่นที่ดาวเคราะห์ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์น้อยก่อตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ซาน ดีเอโก้ Vinai K.Rai, Teresa L.Jackson และ Mark H.Thiemens คิดว่าพวกเขาสามารถถอดรหัสความลับประการหนึ่งที่เหลือรอดจากช่วงกำเนิดอันวุ่นวายของระบบสุริยะได้ ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 12 สิงหาคม นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายว่าพวกเขาใช้อุกกาบาตที่เก่าแก่ที่สุดเพื่อวัดปริมาณการแผ่รังสีอุลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ในช่วงทารก(protosun) สู่สภาวะแวดล้อมอย่างไร โดยการวัดปริมาณไอโซโทปสารเคมีหลัก ทีมได้พบหลักฐานว่าแสงยูวีอาบไปทั่วบริเวณที่อุกกาบาตก่อตัวขึ้น พวกเขายังบอกว่าลมสุริยะพลังงานสูงเกิดขึ้นก่อนที่ดาวเคราะห์จะก่อตัว

Thiemens อธิบายว่า มีทางเป็นไปได้สองอย่าง หนึ่งคือสร้างดวงอาทิตย์, สร้างดาวเคราะห์ แล้วค่อยให้ดวงอาทิตย์ทำงาน อีกอันก็ ดวงอาทิตย์ทำงานก่อน และก่อตัวดาวเคราะห์จากวัสดุสารที่ถูกแสงอาทิตย์อาบไว้ ในกรณีหลังนี้ ดวงอาทิตย์ในช่วงทารกจะเปลี่ยนเคมีของระบบสุริยะโดยเปล่งพลังงานยูวีให้เพียงพอที่จะอาบวัสดุสารรอบข้าง ผลจากปฏิกิริยาเคมีโดยมีแสงเกี่ยวข้องจะสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อนขึ้น รวมทั้งโมเลกุลสารอินทรีย์ด้วย

เมื่อปรับใช้เทคนิคในห้องทดลองเข้ากับชั้นบรรยากาศของโลก Thiemens และเพื่อนนักเคมีของเขาก็พบว่าแสงยูวีจากดวงอาทิตย์ได้ทิ้งสัญญาณที่เป็นเอกลักษณะเปลี่ยนแปลงสารเคมีในอุกกาบาต กล่าวคือ ปริมาณของไอโซโทป กำมะถัน -33 ด้วยการใช้ตัวบ่งชี้นี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถบอกถึงการมีอยู่ของลมสุริยะ และวิเคราะห์ความเข้มของยูวีของดวงอาทิตย์ทารกได้ Thiemens กล่าวว่า อุกกาบาตเหล่านี้กำลังบอกเราว่าแสงยูวีจากดวงอาทิตย์ทารกได้สร้างสารเคมีขึ้นในเนบิวลากำเนิดดวงอาทิตย์ และช่วยลดระยะเวลาการก่อตัวสารอินทรีย์ในระบบสุริยะ

ในกระจุกดาวคางหมู(Trapezium) ในเนบิวลาดาวพราน แสงยูวีที่รุนแรงทำให้ดิสก์ก๊าซฝุ่นล้อมรอบดาวฤกษ์อายุน้อยเรืองขึ้น ระบบสุริยะของเราในช่วงก่อตัวอาจจะถูกอาบด้วยแสงยูวีจากดาวฤกษ์ข้างเคียงขนาดใหญ่ที่ร้อน

เป็นไปได้ว่าดาวฤกษ์อื่น หรือดาวฤกษ์ทารกดวงอื่นอาจจะส่องสว่างในบริเวณใกล้เคียงกับเนบิวลากำเนิดของเรา Steven Desch ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยอริโซน่าสเตท กล่าวว่า อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าปฏิกิริยาเคมีได้เกิดขึ้นจากดาวฤกษ์มวลมากที่อยู่ใกล้เคียงเราดวงหนึ่ง ดาวฤกษ์เกือบทั้งหมดก่อตัวขึ้นในกระจุก และกระจุกของเราก็ไม่ได้แตกต่างซักเท่าไร เป็นไปได้หรือไม่ที่แสงยูวีที่ส่งผลต่อองค์ประกอบเคมีในเนบิวลากำเนิดดวงอาทิตย์มีกำเนิดมาจากดาวฤกษ่ใกล้เคียงที่ครั้งหนึ่งเคยสว่างจ้า อาจจะเป็นดาวฤกษ์ประเภท O ที่ร้อนและมีขนาดใหญ่ที่เปล่งพลังงานกว่าครึ่งออกมาในรูปยูวี ให้อีกดวงอยู่ห่างออกไปไม่กี่ปีแสง คุณก็จะรู้ผลกระทบจากมัน
แต่Thiemens บอกว่าหลักฐานทั้งมวลอาจจะดูไม่น่าเป็นไปได้อย่างมาก แต่จากไอโซโทปของกำมะถัน เป็นการยากที่จะสร้างสารเคมีนี้ขึ้นมาจากการแผ่รังสีพื้นหลังเพียงอย่างเดียว


ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)

คลิกครับ  ตอนที่ 1/3 download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

 

คลิกครับ  ตอนที่ 2/3 download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

 

คลิกครับ ตอนที่ 3/3download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

 

ซิกมันด์ ฟรอยด์ ได้รับการยกย่องว่าเป็น บิดาแห่งจิตวิทยา

เขาเกิดวันที่ 6 พฤษภาคม 1856 ในครอบครัวที่มีอาชีพขายขนสัตว์ เมื่ออายุได้ 4 ขวบ ครอบครัวก็ได้ย้ายจากเชโกสโลวะเกียไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย

ฟรอยด์ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เขาฉลาดและสอบได้ที่ 1 ทุกครั้ง เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาสอบเข้าศึกษาต่อวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาได้ หลังจากเรียนจบเขาได้ค้นคว้าต่อทางด้านเซลล์สมอง และได้ไปศึกษาเกี่ยวกับโรคทางสมองและประสาทที่กรุงปารีสกับชาร์โก ซึ่งเป็นหมอรักษาคนไข้ที่เป็นอัมพาตอยู่นั่น ปรอยด์ได้พบว่าคนไข้บางรายป่วยเป็นอัมพาตเนื่องจากภาวะทางจิตใจไม่ใช่ทางร่างกาย เมื่อกลับมายังกรุงเวียนนา เขาตัดสินใจทำงานเป็นแพทย์ทางด้านสมองและประสาท และแต่งงานกับมาร์ธา เบิร์นเนย์ จนมีลูกด้วยกันถึง 6 คน

ฟรอยด์ได้พบคนไข้ที่เป็นอัมพาตเนื่องจากปัญหาทางจิตใจหลายราย เขาจึงใช้วิธีการรักษาแบบจิตวิเคราะห์ คือให้ผู้ป่วยเล่าถึงความคับข้องใจหรือความหวาดกลัวและพยายามให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุการณ์นั้น เพื่อลดความขัดแย้งในใจ ปรากฎว่ามีผู้ป่วยหลายรายหายจากการอัมพาตเมื่อรักษาด้วยวิธีนี้

ในตอนแรก มีผู้คัดค้านไม่ยอมรับ แต่ฟรอยด์ก็ได้ศึกษาและทดลอง จนผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับทั่วไปในปี 1930

ฟรอยด์เป็นทั้งแพทย์และนักจิตวิทยา เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาทางด้านจิตวิทยา ทฤษฎีต่างๆ ของเขาที่ค้นพบยังคงนำมาใช้รักษาโรคทางจิตอยู่ทุกวันนี้ เช่น ทฤษฎีบุคคลิกภาพแบบจิตวิเคราะห์ ซึ่งกล่าวว่า พลังจิตใต้สำนึกมีผลต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคล และจำแนกบุคคลให้แตกต่างกัน

ในปี 1938 กองทัพนาซีของเยอรมัน เข้ายึดครองออสเตรีย ฟรอยด์ต้องหลบหนีไปอยู่ที่อังกฤษและถึงแก่กรรมในวันที่ 27 สิงหาคม 1939 ด้วยโรคมะเร็งและมีอายุได้ 83 ปี

ฟรอยด์เชื่อว่าจิตประกอบด้วยพลังจิต 3 ส่วนคือ
อิด (Id) = เป็นแรงขับให้เกิดความต้องการ เช่น ความหิว ความรัก เป็นต้น
อีโก (Ego) = เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ตัดสินใจ
ซูเปอร์อีโก (Super Ego) = เป็นส่วนที่ได้รับการอบรมแล้ว รู้จักรับผิดชอบ รู้จักควบคุมอารมณ์


 

ซิกมันด์ ฟรอยด์

Sigmund Freud   ค.ศ.  1856-1939

       มรดกของฟรอยด์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของเครื่องมือทางภาษาที่เขามอบเป็นรางวัลให้แก่โลกสมัยใหม่มากกว่าสิ่งอื่นใด   คำศัพท์ที่เขานำมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงความหมายเพื่อให้เราเข้าใจตรงกันในทุกวันนี้ได้แก่  phychoanalysis , Free association   , ID , ego   , neuroses  แนวทางการเข้าสู่ปัญหาอย่างเป็นระบบและมีโครงสร้างที่ฟรอยด์นำมาใช้วิเคราะห์เรื่องที่ยุ่งยากในตัวเองซึ่งยากแก่การทำให้เป็นจำนวน  ได้มีส่วนช่วยให้ผู้ที่ทำงานสาขานี้นำไปสร้างผลงานของตน  ผู้เขียน  Jon Balchin  ผู้แปล  ผศ. ดร. จารนัย พานิชกุล  PDF     


ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์

ฟรอยด์ (Freud, 1856-1939) เป็นชาวออสเตรีย เป็นคนแรกที่เห็นความสำคัญของพัฒนาการในวัยเด็ก ถือว่าเป็นรากฐานของ พัฒนาการของบุคลิกภาพ ตอนวัยผู้ใหญ่ สนับสนุนคำกล่าวของนักกวี Wordsworth ที่ว่า "The child is father of the man” และมีความเชื่อว่า 5 ปีแรกของชีวิตมีความสำคัญมาก เป็นระยะวิกฤติของพัฒนาการ ของชีวิตบุคลิกภาพของผู้ใหญ่ มักจะเป็นผลรวมของ 5 ปีแรก ฟรอยด์เชื่อว่า บุคลิกภาพของผู้ใหญ่ ที่แตกต่างกัน ก็เนื่องจากประสบการณ์ของแต่ละคน เมื่อเวลาอยู่ในวัยเด็ก และขึ้นอยู่กับว่าเด็กแต่ละคน แก้ปัญหาของความขัดแย้งของแต่ละวัยอย่างไร ทฤษฎีของฟรอยด์มีอิทธิพลทางการ รักษาคนไข้โรคจิต วิธีการนี้เรียกว่า จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) โดยให้คนไข้ระบายปัญหาให้จิตแพทย์ฟัง
ทฤษฎีของฟรอยด์อาจจะกล่าวหลักโดยย่อดังต่อไปนี้

ฟรอยด์ได้แบ่งจิตของมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับ คือ

  1. จิตสำนึก (Conscious)
     
  2. จิตก่อนสำนึก (Pre-conscious)
     
  3. จิตไร้สำนึก (Unconscious)

เนื่องจากระดับจิตสำนึก เป็นระดับที่ผู้แสดงพฤติกรรมทราบ และรู้ตัว ส่วนเนื้อหาของระดับ จิตก่อนสำนึก เป็นสิ่งที่จะดึงขึ้นมา อยู่ในระดับจิตสำนึก ได้ง่าย ถ้าหากมีความจำเป็นหรือต้องการ ระดับจิตไร้สำนึกเป็นระดับที่อยู่ในส่วนลึกภายในจิตใจ จะดึงขึ้นมาถึงระดับจิตสำนึกได้ยาก แต่สิ่งที่อยู่ในระดับไร้สำนึก ก็มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม ฟรอยด์เป็นคนแรก ที่ได้ให้ความคิดเกี่ยวกับแรงผลักดันไร้สำนึก (Unconscious drive) หรือแรงจูงใจไร้สำนึก (Unconscious motivation) ว่าเป็นสาเหตุสำคัญของพฤติกรรม และมีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพของมนุษย์

ฟรอยด์กล่าวว่า มนุษย์เรามีสัญชาติญาณติดตัวมาแต่กำเนิด และได้แบ่งสัญชาติญาณออกเป็น 2 ชนิดคือ

1) สัญชาติญาณเพื่อการดำรงชีวิต (Life instinct)
2) สัญชาติญาณเพื่อความตาย (Death instinct)

สัญชาตญาณบางอย่าง จะถูกเก็บกดไว้ในจิตไร้สำนึก ฟรอยด์ได้อธิบายเกี่ยวกับสัญชาตญาณ เพื่อการดำรงชีวิตไว้อย่างละเอียด ได้ตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์เรามีพลังงานอยู่ในตัวตั้งแต่เกิด เรียกพลังงานนี้ว่า "Libido” เป็นพลังงานที่ทำให้คนเราอยากมีชีวิตอยู่ อยากสร้างสรรค์ และอยากจะมีความรัก มีแรงขับทางด้านเพศ หรือกามารมณ์ (Sex) เพื่อจุดเป้าหมาย คือความสุขและความพึงพอใจ (Pleasure) โดยมีส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ไวต่อความรู้สึก และได้เรียกส่วนนี้ว่า อีโรจีเนียสโซน (Erogenous Zones) แบ่งออกเป็นส่วนต่างดังนี้
- ส่วนปาก ช่องปาก (Oral)
- ส่วนทางทวารหนัก (Anal)
- และส่วนทางอวัยวะสืบพันธุ์ (Genital Organ)
ฉะนั้น ฟรอยด์กล่าวว่าความพึงพอใจในส่วนต่างๆ ของร่างกายนี้ เป็นไปตามวัย เริ่มตั้งแต่วัยทารก จนถึงวัยผู้ใหญ่ ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ขั้น คือ
1. ขั้นปาก (Oral Stage)
2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage)
3. ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage)
4. ขั้นแฝง (Latence Stage)
5. ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage)


1) ขั้นปาก (0-18 เดือน) ฟรอยด์เรียกขั้นนี้ว่า เป็นขั้นออรอล เพราะความพึงพอใจอยู่ที่ช่องปาก เริ่มตั้งแต่เกิด เด็กอ่อนจนถึงอายุราวๆ 2 ปี หรือวัยทารก เป็นวัยที่ความพึงพอใจ เกิดจากการดูดนมแม่ นมขวด และดูดนิ้ว เป็นต้น ในวัยนี้ความคับข้องใจ จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า "การติดตรึงอยู่กับที่” (Fixation) ได้และมีปัญหาทางด้านบุคลิกภาพ เรียกว่า "Oral Personality” มีลักษณะที่ชอบพูดมาก และมักจะติดบุหรี่ เหล้า และชอบดูด หรือกัดอยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียด บางครั้งจะแสดงด้วยการดูดนิ้ว หรือดินสอ ปากกาู้มีลักษณะแบบนี้อาจจะชอบพูดจาถากถาง เหน็บแนม เสียดสีผู้อื่น

2) ขั้นทวารหนัก (18 เดือน – 3 ปี) ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กวัยนี้ได้รับความพึงพอใจทางทวารหนัก คือ จากการขับถ่ายอุจจาระ และในระยะซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง และความคับข้องใจของเด็กวัยนี้ เพราะพ่อแม่มักจะหัดให้เด็กใช้กระโถน และต้องขับถ่ายเป็นเวลา เนื่องจากเจ้าของความต้องการของผู้ฝึก และความต้องการของเด็ก เกี่ยวกับการขับถ่ายไม่ตรงกันของเด็ก คือความอยากที่จะถ่ายเมื่อไรก็ควรจะทำได้ เด็กอยากจะขับถ่ายเวลาที่มีความต้องการ กับการที่พ่อแม่หัดให้ขับถ่ายเป็นเวลา บางทีเกิดความขัดแย้งมาก อาจจะทำให้เกิด Fixation และทำให้เกิดมีบุคลิกภาพนี้เรียกว่า "Anal Personality” ผู้ที่มีพฤติกรรมแบบนี้ อาจจะเป็นคนที่ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นพิเศษ และค่อนข้างประหยัด มัธยัสถ์ หรืออาจมีบุคลิกภาพตรงข้าม คืออาจจะเป็นคนที่ใจกว้าง และไม่มีความเป็นระเบียบ เห็นได้จากห้องทำงานส่วนตัวจะรกไม่เป็นระเบียบ

3) ขั้นอวัยวะเพศ (3-5 ปี) ความพึงพอใจของเด็กวัยนี้อยู่อวัยวะสืบพันธุ์ เด็กมักจะจับต้องลูกคลำอวัยวะเพศ ระยะนี้ ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กผู้ชายมีปมเอ็ดดิปุส (Oedipus Complex) ฟรอยด์อธิบายการเกิดของปมเอ็ดดิปุสว่า เด็กผู้ชายติดแม่และรักแม่มาก และต้องการที่จะเป็นเจ้าของแม่แต่เพียงคนเดียว และต้องการร่วมรักกับแม่ แต่ขณะเดียวกันก็ทราบว่าแม่และพ่อรักกัน และก็รู้ดีว่าตนด้อยกว่าพ่อทุกอย่าง ทั้งด้านกำลังและอำนาจ ประกอบกับความรักพ่อ และกลัวพ่อ ฉะนั้นเด็กก็พยายามที่จะเก็บกดความรู้สึก ที่อยากเป็นเจ้าของแม่แต่คนเดียว และพยายามทำตัวให้เหมือนกับพ่อทุกอย่าง ฟรอยด์เรียกกระบวนนี้ว่า "Resolution of Oedipal Complex” เป็นกระบวนการที่เด็กชายเลียนแบบพ่อ ทำตัวให้เหมือน "ผู้ชาย” ส่วนเด็กหญิงมีปมอีเล็คตรา (Electra Complex) ซึ่งฟรอยด์ก็ได้ความคิดมาจากนิยายกรีก เหมือนกับปมเอ็ดดิปุส ฟรอยด์อธิบายว่า แรกทีเดียวเด็กหญิงก็รักแม่มากเหมือนเด็กชาย แต่เมื่อโตขึ้นพบว่าตนเองไม่มีอวัยวะเพศเหมือนเด็กชาย และมีความรู้สึกอิจฉาผู้ที่มีอวัยวะเพศชาย แต่เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ยอมรับ และโกรธแม่มาก ถอนความรักจากแม่มารักพ่อ ที่มีอวัยวะเพศที่ตนปรารถนาจะมี แต่ก็รู้ว่าแม่และพ่อรักกัน เด็กหญิงจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้กลไกป้องกันตน โดยเก็บความรู้สึกความต้องการของตน (Represtion) และเปลี่ยนจากการโกรธเกลียดแม่ มาเป็นรักแม่ (Reaction Formation) ขณะเดียวกันก็อยากทำตัวให้เหมือนแม่ จึงเลียนแบบ สรุปได้ว่าเด็กหญิงมีความรักพ่อ แต่ก็รู้ว่าแย่งพ่อมาจากแม่ไม่ได้ จึงเลียนแบบแม่ คือ ถือแม่เป็นแบบฉบับ หรือต้นแบบของพฤติกรรมของ "ผู้หญิง”

4) ขั้นแฝง (Latency Stage) เด็กวัยนี้อยู่ระหว่างอายุ 6-12 ปี เป็นระยะที่ฟรอยด์กล่าวว่า เด็กเก็บกดความต้องการทางเพศ หรือความต้องการทางเพศสงบลง (Quiescence Period) เด็กชายมักเล่น หรือจับกลุ่มกับเด็กชาย ส่วนเด็กหญิง ก็จะเล่น หรือจับกลุ่มกับเด็กหญิง

5) ขั้นสนใจเพศตรงข้าม (Genital Stage) วัยนี้เป็นวัยรุ่นเริ่มตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป จะมีความต้องการทางเพศ วัยนี้จะมีความสนใจในเพศตรงข้าม ซึ่งเป็นระยะเริ่มต้นของวัยผู้ใหญ่
 

ฟรอยด์กล่าวว่า ถ้าเด็กโชคดี และผ่านวัยแต่ละวัย โดยไม่มีปัญหาก็จะเจริญเติบโต เป็นผู้ใหญ่ที่มีบุคลิกภาพปกติ แต่ถ้าเด็กมีปัญหา ในแต่ละขั้นของพัฒนาการ ก็จะมีบุคลิกภาพผิดปกติ ซึ่งฟรอยด์ได้ตั้งชื่อตามแต่ละวัย เช่น "Oral Personalities” เป็นผลของ Fixation ในวัยทารกจนถึง 2 ปี ผู้ใหญ่ที่มี Oral Personality เป็นผู้ที่มีความต้องการที่จะหาความพึงพอใจ ทางปากอย่างไม่จำกัด เช่น สูบบุหรี่ กัดนิ้ว ดูดนิ้ว รับประทานมาก มีความสุขในการกิน และชอบดื่ม คนที่มี Oral Personality อาจจะเป็นผู้ที่เห็นโลกในทางดี (Optimist) มากเกินไป จนถึงกับเป็นคนที่ไม่ยอมรับความจริงของชีวิต หรืออาจจะเป็น คนที่แสดงตนว่าเป็นคนเก่ง ไม่กลัวใคร และใช้ปากเป็นเครื่องมือ เช่น ชอบพูดเยาะเย้ย ถากถางและกระแนะกระแหนผู้อื่น
ถ้า Fixation เกิดในระยะที่ 2 ของชีวิต คือ อายุราวๆ 2-3 ปี จะทำให้บุคคลนั้น มีบุคลิกภาพแบบ Anal Personality ซึ่งอาจจะมีลักษณะต่างๆ ดังนี้
(1) เป็นคนเจ้าสะอาดมากเกินไป (Obsessively Clean) และเรียบร้อยเจ้าระเบียบ เข้มงวด และเป็นคนที่ต้องทำอะไรตามกฎเกณฑ์ เปลี่ยนแนวไม่ได้
(2) อาจจะมีลักษณะตรงข้ามเลย คือ รุงรัง ไม่เป็นระเบียบ
(3) อาจจะเป็นคนสุรุ่ยสุร่าย หรือตระหนี่ก็ได้ ผู้ชายที่แต่งงานก็คิดว่า ตนเป็นเจ้าของ "ผู้หญิง” ที่เป็นภรรยาเก็บไว้แต่ในบ้าน หึงหวงจนทำให้ภรรยาไม่มีความสุข ผู้หญิงที่มี Anal personality ก็จะหึงหวงสามีมาก จนทำให้ชีวิตสมรสไม่มีความสุข
 

บุคลิกภาพ : Id Ego และ Superego

Id เป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด แต่เป็นส่วนที่จิตไร้สำนึก มีหลักการที่จะสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น เอาแต่ได้อย่างเดียว และจุดเป้าหมายก็คือ หลักความพึงพอใจ (Pleasure Principle) Id จะผลักดันให้ Ego ประกอบในสิ่งต่างๆ ตามที่ Id ต้องการ

Ego เป็นส่วนของบุคลิกภาพ ที่พัฒนามาจากการที่ทารกได้ติดต่อ หรือมีปฎิสัมพันธ์กับโลก ภายนอก บุคคลที่มีบุคลิกภาพปกติ คือ บุคคลที่ Ego สามารถที่ปรับตัวให้เกิดสมดุลระหว่างความต้องการของ Id โลกภายนอก และ Superego หลักการที่ Ego ใช้คือหลักแห่งความเป็นจริง (Reality Principle)

Superego เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่เกิดขึ้นในระยะที่ 3 ของพัฒนาการที่ชื่อว่า "Phallic Stage” เป็นส่วนของบุคลิกภาพที่ตั้งมาตรการของพฤติกรรมให้แต่ละบุคคล โดยรับค่านิยมและมาตรฐานจริยธรรมของบิดามารดา เป็นของตน โดยตั้งเป็นมาตรการความประพฤติ มาตรการนี้จะเป็นเสียงแทนบิดามารดา คอยบอกว่าอะไรควรทำ หรือไม่ควรทำ มาตรการของพฤติกรรมโดยมากได้มาจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่พ่อแม่สอนและ มักจะเป็นมาตรฐานจริยธรรม และค่านิยมต่างของพ่อแม่ ฟรอยด์กล่าวว่าเป็นผลของการปรับของ Oedipus และ Electra Complex ซึ่งนอกจาก ทำให้เด็กชายเลียนแบบพฤติกรรมของ "ผู้ชาย” จากบิดา และเด็กหญิงเลียนแบบพฤติกรรมของ "ผู้หญิง” จากมารดาแล้ว ยังยึดถือหลักจริยธรรม ค่านิยมของบิดามารดา เป็นมาตรการของพฤติกรรมด้วย
 

Superego แบ่งเป็น 2 อย่างคือ
1. "Conscience” ซึ่งคอยบอกให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา
2. "Ego ideal” ซึ่งสนับสนุนให้มีความประพฤติดี
"Conscience” มักจะเกิดจากการขู่ว่าจะทำโทษ เช่น "ถ้าทำอย่างนั้นเป็นเด็กไม่ดี ควรจะละอายแก่ใจที่ประพฤติเช่นนั้น” ส่วน "Ego ideal” มักจะเกิดจากการให้แรงเสริมบวก หรือการยอมรับ เช่น แม่รักหนู เพราะหนูเป็นเด็กดี
ฟรอยด์ถือว่าความต้องการทางเพศเป็นแรงขับ และไม่จำเป็นจะอยู่ในระดับจิตสำนึกเสมอไป แต่จะอาจอยู่ในระดับจิตไร้สำนึก (Unconscious) และมีพลังงานมาก ความคิดของฟรอยด์เกี่ยวกับแรงขับระดับจิตไร้สำนึก เป็นประโยชน์ในการเข้าใจพฤติกรรมของคน ซึ่งปัจจุบันนี้นักจิตวิทยาส่วนใหญ่ยอมรับความคิดของฟรอยด์เกี่ยวกับ Unconscious motivation แม้ว่าจะไม่รับหลักการของฟรอยด์ทั้งหมด
ฟรอยด์กล่าวว่า พัฒนาการทางบุคลิกภาพเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะขั้นวัยทารก วัยเด็ก และวัยรุ่น ระบบทั้ง 3 ของบุคลิกภาพ คือ Id, Ego และ Superego จะทำงานประสานกันดีขึ้น เนื่องจากเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือโลกภายนอกมากขึ้น ยิ่งโตขึ้น Ego ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และสามารถที่จะควบคุม Id ได้มากขึ้น

องค์ประกอบที่มีส่วนพัฒนาการทางบุคลิกภาพมีหลายอย่างซึ่งฟรอยด์ได้กล่าวไว้ดังต่อไปนี้

1. วุฒิภาวะ ซึ่งหมายถึงขั้นพัฒนาการตามวัย
2. ความคับข้องใจ ที่เกิดจากความสมหวังไม่สมหวัง เมื่อมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมภายนอก
3. ความคับข้องใจ เนื่องมาจากความขัดแย้งภายใน
4. ความไม่พร้อมของตนเอง ทั้งทางด้านร่างกาย ด้านเชาวน์ปัญญา และการขาดประสบการณ์
5. ความวิตกกังวล เนื่องมาจากความกลัว หรือความไม่กล้าของตนเอง


ฟรอยด์เชื่อว่า ความคับข้องใจ เป็นพื้นฐานสำหรับพัฒนาการทางบุคลิกภาพ แต่ต้องมีจำนวนพอเหมาะที่จะช่วยพัฒนา Ego แต่ถ้ามีความคับข้องใจมากเกินไป ก็จะเกิดมีปัญหา และทำให้เกิดกลไกในการป้องกันตัว (Defense Mechanism) ซึ่งเป็นวิธีการปรับตัวในระดับจิตไร้สำนึก
กลไกในการป้องกันตัวมักจะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของบุคคลปกติทุกวัย ตั้งแต่อนุบาลจนถึงวัยชรา
 

กลไกในการป้องกันตัว (Defense Mechanism) ฟรอยด์และบุตรีแอนนา ฟรอยด์ ได้แบ่งประเภทกลไกในการป้องกันตัวดังต่อไปนี้

  1. การเก็บกด (Repression) หมายถึง การเก็บกดความรู้สึกไม่สบายใจ หรือความรู้สึกผิดหวัง ความคับข้องใจไว้ในจิตใต้สำนึก จนกระทั่ง ลืมกลไกป้องกันตัวประเภทนี้มีอันตราย เพราะถ้าเก็บกดความรู้สึกไว้มากจะมีความวิตกกังวลใจมาก และอาจทำให้เป็นโรคประสาทได้
     
  2. การป้ายความผิดให้แก่ผู้อื่น (Projection) หมายถึง การลดความวิตกกังวล โดยการป้ายความผิด ให้แก่ผู้อื่น ตัวอย่าง ถ้าตนเองรู้สึกเกลียด หรือไม่ชอบใครที่ตนควรจะชอบก็อาจจะบอกว่า คนนั้นไม่ชอบตน เด็กบางคนที่โกงในเวลาสอบ ก็อาจจะป้ายความผิด หรือใส่โทษว่าเพื่อโกง
     
  3. การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง (Rationalization) หมายถึง การปรับตัว โดยการหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง โดยให้คำอธิบายที่เป็นที่ยอมรับสำหรับคนอื่น ตัวอย่างเช่น พ่อแม่ที่ตีลูก มักจะบอกว่า การตีทำเพื่อเด็ก เพราะเด็กต้องได้รับการทำโทษเป็นบางครั้งจะได้เป็นคนดี พ่อแม่จะไม่ยอมรับว่าตี เพราะโกรธลูก นักเรียนที่สอบตกก็อาจจะอ้างว่าไม่สบาย แทนที่จะบอกว่าไม่ได้ดูหนังสือ บางครั้งจะใช้เหตุผลแบบ "องุ่นเปรี้ยว” เช่น นักเรียนอยากเรียนแพทยศาสตร์ แต่สอบเข้าไม่ได้ ได้วิศวกรรมศาสตร์ อาจจะบอกว่าเข้าแพทย์ไม่ได้ก็ดีแล้ว เพราะอาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่เหน็ดเหนื่อย ไม่มีเวลาของตนเอง เป็นวิศวกรดีกว่า เพราะเป็นอาชีพอิสระ "การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง” แตกต่างกับการโกหก เพราะผู้แสดงพฤติกรรมไม่รู้สึกว่าตนเองทำผิด
     
  4. การถดถอย (Regression) หมายถึง การหนีกลับไปอยู่ในสภาพอดีตที่เคยทำให้ตนมีความสุข ตัวอย่างเช่น เด็ก 2-3 ขวบ ที่ช่วยตนเองได้ มีน้องใหม่ เห็นแม่ให้ความเอาใจใส่กับน้อง มีความรู้สึกว่าแม่ไม่รัก และไม่สนใจตนเท่าที่เคยได้รับ จะมีพฤติกรรมถดถอยไปอยู่ในวัยทารกที่ช่วยตนเองไม่ได้ ต้องให้แม่ทำให้ทุกอย่าง
     
  5. การแสดงปฏิกิริยาตรงข้ามกับความปรารถนาที่แท้จริง (Reaction Formation) หมายถึง กลไกป้องกันตน โดยการทุ่มเทในการแสดงพฤติกรรมตรงข้ามกับความรู้สึกของตนเอง ที่ตนเองคิดว่าเป็นสิ่งที่สังคม อาจจะไม่ยอมรับ ตัวอย่างแม่ที่ไม่รักลูกคนใดคนหนึ่ง อาจจะมีพฤติกรรมตรงข้าม โดยการแสดงความรักมากอย่างผิดปกติ หรือเด็กที่มีอคติต่อนักเรียนต่างชาติที่อยู่โรงเรียนเดียวกัน การจะแสดงพฤติกรรมเป็นเพื่อนที่ดีต่อนักเรียนผู้นั้น โดยทำตนเป็นเพื่อนสนิท เป็นต้น
     
  6. การสร้างวิมานในอากาศ หรือการฝันกลางวัน (Fantasy หรือ Day dreaming) กลไกป้องกันตัวประเภทนี้ เป็นการสร้างจินตนาการ หรือมโนภาพ เกี่ยวกับสิ่งที่ตนมีความต้องการ แต่เป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นจึงคิดฝัน หรือสร้างวิมานในอากาศขึ้น เพื่อสนองความต้องการชั่วขณะหนึ่ง เป็นต้นว่า นักเรียนที่เรียนไม่ดี อาจจะฝันว่าตนเรียนเก่ง มีมโนภาพว่าตนได้รับรางวัล มีคนปรบมือให้เกียรติ เป็นต้น
     
  7. การแยกตัว (Isolation) หมายถึง การแยกตนให้พ้นจากสถานการณ์ที่นำความคับข้องใจมาให้ โดยการแยกตนออกไปอยู่ตามลำพัง ตัวอย่างเช่น เด็กที่คิดว่าพ่อแม่ไม่รัก อาจจะแยกตนปิดประตูอยู่คนเดียว
  8. การหาสิ่งมาแทนที่ (Displacement) เป็นการระบายอารมณ์โกรธ หรือคับข้องใจต่อคน หรือสิ่งของ ที่ไม่ได้เป็นต้นเหตุของความคับข้องใจ เป็นต้นว่า บุคคลที่ถูกนายข่มขู่ หรือทำให้คับข้องใจ เมื่อกลับมาบ้านอาจจะใช้ภรรยา หรือลูกๆ เป็นแพะรับบาป เช่น อาจจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวต่อภรรยา และลูก ๆ นักเรียนที่โกรธครู แต่ทำอะไรครูไม่ได้ ก็อาจจะเลือกสิ่งของ เช่น โต๊ะเก้าอี้เป็นสิ่งแทนที่ เช่น เตะโต๊ะ เก้าอี้
     
  9. การเลียนแบบ (Identification) หมายถึง การปรับตัวโดยการเลียนแบบบุคคลที่ตนนิยมยกย่อง ตัวอย่างเช่น เด็กชายจะพยายามทำตัวให้เหมือนพ่อ เด็กหญิงจะทำตัวให้เหมือนแม่ ในพัฒนาการขั้นฟอลลิคของฟรอยด์ การเลียนแบบนอกจากจะเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมือนบุคคลที่ตนเลียนแบบ แม้ยังจะยึดถือค่านิยม และมีความรู้สึกร่วมกับผู้ที่เราเลียนแบบในความสำเร็จ หรือล้มเหลวของบุคคลนั้น การเลียนแบบไม่จำเป็นจะต้องเลียนแบบจากบุคคลจริงๆ แต่อาจจะเลียนแบบจากตัวเอกในละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ โดยมีความรู้สึกร่วมกับผู้แสดง เมื่อประสบความทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจ หรือเมื่อมีความสุขก็จะพลอยเป็นสุขไปด้วย

กลไกในการป้องกันตัว เป็นวิธีการที่บุคคลใช้ในการปรับตัว เมื่อประสบปัญหาความคับข้องใจ การใช้กลไกป้องกันจะช่วยยืดเวลาในการแก้ปัญหา เพราะจะช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด ความไม่สบายใจ ทำให้คิดหาเหตุผล หรือแก้ไขปัญหาได้
 

สรุปแล้วทฤษฎีของฟรอยด์ เป็นทฤษฎีที่มีอิทธิพลมากทั้งทางตรง และทางอ้อม ผู้ที่มีความเชื่อ และเลื่อมใสในทฤษฎีของฟรอยด์ ก็ได้นำหลักการต่างๆ ไปใช้ในการรักษาคนที่มีปัญหาทางบุคลิกภาพ ซึ่งได้ช่วยคนมากว่ากึ่งศตวรรษ ส่วนนักจิตวิทยาที่ไม่ใช้หลักจิตวิเคราะห์ ก็ได้นำความคิดของฟรอยด์ ไปทำงานวิจัยเกี่ยวกับพัฒนาการทางบุคลิกภาพ จึงนับว่าฟรอยด์เป็นนักจิตวิทยา ผู้มีอิทธิพลมากต่อพัฒนาการของวิชาจิตวิทยา


เซลล์แสงอาทิตย์สารอินทรีย์

    นักวิจัยได้ใช้หลักการสังเคราะห์แสงของพืชมาใช้ โดยออกแบบให้แผ่นพลาสติกสามารถดูดกลืนพลังงานของแสงและเปลี่ยนเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้า  คลิกครับ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

หลักการทำงานของDye-sensitized solar cells

    เมื่อแสงตกกระทบกับสีที่เคลือบเม็ดไทเทเนียมไดออกไซด์(TiO2)อยู่e- ในโมเลกุลสีจะถูกกระตุ้นให้มีพลังงานสูงขึ้นจนไม่สามารถจะอยู่บนโมเลกุลสีได้อีกต่อไป e- นี้ก็จะถูกส่งไปให้โมเลกุลของTiO2แล้วส่งต่อไปสู่ชั้นตัวนำบนแผ่นแก้วทำให้ขั้วด้านที่เคลือบTiO2มีความต่างศักย์เป็นลบสูงขึ้น ส่วนสีที่เสียe-ไปก็จะกลายเป็นประจุ+ซึ่งสามารถดึงe-จากไอโอไดด์ไอออน(I-) 3ตัวกลายเป็น I3-ได้และเมื่อe-จากขั้วด้านที่เคลือบTiO2ไหลไปตามวงจรถึงอีกขั้วหนึ่ง I3-ก็จะรับ e-แล้วกลายเป็น I- 3ตัวตามเดิม ดังภาพ

 

ในทางปฏิบัติไอออนสารละลายอิเล็คโตรไลต์นั้นไม่จำเป็นต้องเป็น I- ก็ได้แต่ต้องเป็นไอออนที่รับและให้ e- ได้ง่ายเช่นFe2+

ในพืชเวลาสังเคราะห์ด้วยแสงก็เกิดปฏิกริยาคล้ายๆกันนี้แต่ตัวรับ e- ไม่ใช่ I- แต่เป็นNADP+แทนและe- ที่ได้จะนำไปให้พลังงานกับ)ปฏิกริยาสังเคราะห์น้ำตาล

อ้างอิง

http://www.solideas.com/solrcell/english.html

http://www.chem.utoronto.ca/staff/DHIRANI/solar cell.pdf


เป่ากระดาษเข้าไปในขวด

     เราสามารถเป่าก้อนกระดาษจากปากขวดเข้าไปในขวดได้หรือไม่ คลิกครับ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ต้นกำเนิดของแก้ว

     มนุษย์ค้นพบแก้วได้อย่างไร

  1. ระหว่างอบขนมปัง

  2. ระหว่างการค้นหาทองคำ

  3. หลังจากเกิดฟ้าผ่า  คลิกครับ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ผู้หญิงหนาวเร็วกว่าผู้ชาย

     ทำไมผู้หญิงถึงหนาวเร็วกว่าผู้ชาย

  1. ขนตามร่างกายน้อยกว่า

  2. มีประสาทรับความรู้สึกเย็นมากกว่า

  3. มีกล้ามเนื้องน้อยกว่า คลิกครับ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เสียงหักนิ้ว

      เสียงหักนิ้ว เกิดจากอะไร

  1. ข้อต่อหลุด

  2. เสียงของก๊าซ

  3. กระดูกเสียดสีกัน คลิกครับ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


 

 

 

 

เทคโนโลยีแบบซีเอ็นเอ็น รายงานสดผ่าน "ฮอโลแกรม"

คลิกค่ะ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

พฤศจิกายน 06, 2008, 07

เจสซิกา เยลลิน รายงานสดการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากชิคาโกถึงห้องส่งของซีเอ็นเอ็นในนิวยอร์ก ผ่านฮอโลแกรม (ภาพ Engadget)
 
การปรากฎกายแบบฮอโลแกรมแบบเจ้าหญิงเลอาในสตาร์วอร์สตามที่ผู้ประกาศซีเอ็นเอ็นอ้างถึง
งานนี้โดนแซวไม่น้อยโดยวูล์ฟ บลิตเซอร์ผู้ประกาศในห้องส่ง กับ เจสซิกากำลังถูกล้อเลียนว่าเป็นเจ้าหญิงเลอาและเจได (ภาพ Jake Turcotte/CSMonitor)
      ตื่นตาตื่นใจไม่น้อย กับการเลือกตั้งครั้งล่าของอเมริกา เพราะได้สร้างเซอร์ไพรซ์หลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว "ซีเอ็นเอ็น" ออกมาประกาศครองความเป็นเจ้าด้วยการใช้ "ฮอโลแกรม" ยิงภาพ 3 มิติรายงานข่าวกันเลยทีเดียว
    
     ระหว่างที่กำลังรอลุ้นผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในปี 2008 นี้ ซึ่งแม้ว่า "บารัค โอบามา" จะได้ชัยชนะเหนือ "จอห์น แมคเคน" แต่การนับคะแนนก็ยังไม่จบสิ้น คงต้องรอผลอย่างเป็นทางการต่อไป
    
     ทว่าสำหรับ "ผู้จัดการวิทยาศาสตร์" แล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ การรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น (CNN) แห่งสหรัฐฯ  ที่อ้างว่ามีความพยายามใช้เทคโนโลยีล้ำหน้ากว่าใครๆ
    
     ความไม่ธรรมดาปรากฎขึ้น เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงค่ำวันที่ 4 พ.ย.เวลาสหรัฐฯ ผู้ประกาศประจำห้องส่งของซีเอ็นเอ็น กำลังทำหน้าที่รายงานข่าวคราวการเลือกตั้งครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศ (และของโลก) และเป็นธรรมดาที่จะต้องมีภาพของผู้สื่อข่าวที่ประจำอยู่ตามจุดต่างๆ ในลักษณะถ่ายทอดสดกลับเข้ามา
    
     แต่วันนี้ เจสซิกา เยลลิน (Jessica Yellin) รายงานสดจากชิคาโก ผ่าน "ฮอโลแกรม" (Hologram) แถมด้วย วิล.ไอ.แอม (Will.I.Am) แห่งวงแบล็ก อายด์ พีส์ ก็โผล่มาแบบ 3 มิติให้สัมภาษณ์สดๆ ในฐานะผู้สนับสนุนโอบามา
    
     นี่คือเทคโนโลยีที่คอหนังหนังไซ-ไฟคุ้นเคยเป็นอย่างดี ประหนึ่งฉากเจ้าหญิงเลอาแห่งสตาร์วอร์ส กำลังสนทนากับลุค สกายวอล์เกอร์ ตัวเอกของเรื่องผ่านฮอโลแกรม แต่ที่เห็นผ่านหน้าจอครั้งนี้คือการรายงานผลการเลือกตั้งแบบสดๆ จริงๆ
    
     แล้วซีเอ็นเอ็นทำได้อย่างไร?
    
     งานนี้โอลิเวอร์ เบิร์กแมน (Oliver Burkeman) ผู้สื่อข่าวของเดอะการ์เดียนแห่งอังกฤษ ซึ่งเกาะติดการเลือกตั้งสหรัฐฯ ได้เขียนบันทึกลงไดอารีออนไลน์ ถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการเตรียมรายงานข่าวเลือกตั้งของซีเอ็นเอ็นก่อนวันจริง โดยระบุว่า การรายงานข่าวครั้งนี้ จะเป็นสิ่งที่เยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา
    
     "แทนที่จะแบ่งหน้าจอสลับคนละครึ่ง ระหว่างห้องส่งกับผู้ที่ถูกสัมภาษณ์อยู่ภาคสนาม หรือที่อื่นๆ อย่างที่เห็นกันปกติทั่วไป แต่โฆษกประจำตัวของโอบามาจะปรากฎในลักษณะ 3 มิติผ่านฮอโลแกรม อีกทั้งซีเอ็นเอ็นยังมีแผนสัมภาษณ์ผู้แทนของแมคแคนในลักษณะเดียวกันนี้" เบิร์กแมนว่าไว้ก่อนวันยิงเทคโนโลยีจริง
    
     เบิร์กแมนบอกว่า ซีเอ็นเอ็นได้วางแผนเตรียมกล้องบันทึกภาพวิดีโอความละเอียดสูง 44 ตัว (HD camera) ประจำไว้ที่ชิคาโกและแอริโซนา และส่งภาพต่างๆ ผ่านคอมพิวเตอร์ 20 เครื่อง เพื่อประมวลผลให้ได้ภาพผู้ที่ถูกสัมภาษณ์ออกมา 360 องศา ส่งถึงห้องส่งในนิวยอร์ก เพื่อให้ผู้ประกาศในห้องส่งสัมภาษณ์
    
     ในส่วนของรายละเอียดของการสร้างภาพเหมือนผู้สื่อข่าว 3 มิตินั้น กิซโมโด (
gizmodo.com) อธิบายว่า ที่ภาคสนามซึ่งต้องส่งภาพผู้สื่อข่าวหรือผู้ถูกสัมภาษณ์เข้ามา ได้ตั้งกล้องวิดีโอความละเอียดสูง 35 ตัว ล้อมวัตถุ (ซึ่งก็คือเจสซิกาและวิล.ไอ.แอม) ในลักษณะล้อมเป็นวงแหวน
    
     ทั้งนี้ ภาพที่บันทึกได้จะต้องเป็นจากมุมต่างๆ ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้ได้ภาพร่างกายของบุคคลผู้นั้นทั้งหมด อีกทั้งกล้องที่บันทึกจะต้องเชื่อมต่อกับกล้องในห้องส่งเพื่อซิงค์เทียบมุมและสัดส่วนของภาพให้ถูกต้องตรงกัน
    
     จากนั้น จะส่งภาพทั้งหมดถึงคอมพิวเตอร์ 20 ตัว เพื่อใช้ประมวลผลภาพที่บันทึกออกมาให้ได้ 3 มิติ
    

     ส่วนนักข่าวภาคสนาม จะได้เห็นภาพของตัวเองผ่าน จอขนาด 37 นิ้ว หลังจากประมวลผลแล้วกลับมา เพื่อให้ได้เห็นภาพของตัวเอง จะได้ตรวจสอบความผิดพลาด อย่างพวกเสื้อผ้าหน้าผม
    
     ส่วนที่ห้องส่งของซีเอ็นเอ็นนั้น ก็ใช้กล้องเพียงแค่ 2 ตัวเพื่อจะบันทึกภาพผู้ประกาศจากห้องส่งออกไปตามปกติ
    
     แม้ว่าในการรายงานครั้งนี้ จะเหมือนว่าผู้ประกาศในห้องส่งได้คุยกับนักข่าวฮอโลแกรม แบบตัวต่อตัว เหมือนในสตาร์วอร์
    
     ทว่าแท้จริงแล้ว ผู้ประกาศไม่ได้มองเห็นทั้งเจสซิกา หรือ วิล.ไอ.แอม เขาก็ยังคงคุยผ่านทางเสียง เหมือนการโฟนอินหรือการสลับหน้าจอปกติ

    
     ส่วนภาพ 3 มิติจากภาคสนามนั้น ใช้คอมพิวเตอร์จัดการให้อยู๋ในเฟรมเดียวกันกับผู้ประกาศในห้องส่งก่อนนำออกอากาศ
    

     เมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผล โดยรวมภาพจากห้องส่งและจากฮอโลแกรมเข้าด้วยกัน ก็จะยิงสัญญาณสู่จอทีวีของเรา แต่สิ่งที่ต้องกังวลอีกขั้นคือสัญญาณฮอโลแกรมที่ได้รับมาจะดีเลย์ ซึ่งต้องอาศัยดาวเทียมเพื่อหน่วงสัญญาณก่อนกระจายเสียงสู่โทรทัศน์ เพื่อผู้ชมจะได้ไม่ทันสังเกตว่ามีการดีเลย์ ระหว่างที่ผู้ประกาศถาม นักข่าวฮอโลแกรมอาจตอบมาช้ากว่า เพราะขั้นตอนของการส่งสัญญาณ
    
     เล่าไปเล่ามาดูเหมือนว่า การรายงานสดผ่านฮอโลแกรมครั้งแรกแห่งวงการโทรทัศน์ตามที่ซีเอ็นเอ็นอ้างครั้งนี้ ได้ผ่านการตัดและต่อ ก่อนถึงสายตาเราๆ ท่านๆ ไม่ได้สมบูรณ์เหมือนในภาพยนตร์สตาร์วอร์ แต่อย่างใด จึงทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า นี่อาจจะไม่เรียกว่าฮอโลแกรม แต่เป็นเรื่องของเทคนิคการตัดต่อมากกว่า.
 

 

 

 

 

5 อันดับมหานครใหญ่ที่สำคัญของโลก

5      อันดับมหานครใหญ่ที่สำคัญของโลก

วอชิงตัน ดี.ซี.

            วอชิงตัน ดีซี (District of Columbia) เป็นเมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาที่สวยงามมาก ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำโปโตแมค (Potomac) มีลักษณะที่เป็นเมืองพิเศษที่แตกต่างจากเมืองอื่น ๆ ของสหรัฐอเมริกาหรือของโลก เพราะกรุงวอชิงตันเป็นเมืองอิสระไม่ขึ้นกับรัฐใด แต่ก็ไม่มีฐานะเป็นรัฐ แต่เป็นสถานที่ตั้งของรัฐบาลกลางสหรัฐ เนื่องจากสหรัฐอเมริกานั้นมีรัฐอยู่แห่งหนึ่งชื่อ รัฐวอชิงตัน (Washington State) ซึ่งทำให้เรามักสับสนกับเมือง วอชิงตัน ดี.ซี.ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกระหว่างรัฐเวอร์จิเนียร์กับแม่รี่แลนด์ แต่รัฐวอชิงตันนั้นเป็นรัฐใหญ่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เหนือแคลิฟอร์เนียขึ้นไป มีเมืองหลวงของรัฐชื่อ ซีแอตเติ้ล

 

            วอชิงตัน ดี.ซี. นี้นำมาจากชื่อของ จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกา บวกกับชื่อ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ผู้ค้นพบทวีปอเมริกา ภายหลังจากอเมริกาได้รับอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษแล้ว ก็มีการย้ายเมืองหลวงไปในที่ต่าง ๆ กันหลายครั้ง จนในปี ค.ศ. 1790  จอร์จ วอชิงตัน จึงได้เลือกดินแดนที่เป็นวอชิงตันทุกวันนี้เป็นเมืองหลวงถาวร มีการวางผังเมืองและก่อสร้างอาคารต่าง ๆ มากมาย อาคารที่สำคัญคือ ตึกรัฐสภา ไวท์เฮ้าท์ทำเนียบประธานาธิบดี นอกจากนั้นก็ได้สร้างอาคารที่ทำการของรัฐบาลเพิ่มเติมอีกหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบกรีกเป็นส่วนใหญ่

สถานที่ท่องเที่ยว

             หัวใจของกรุงวอชิงตันดีซี คือบริเวณรอบ ๆ และใกล้เคียง The Mall อันเป็นสนามหญ้ากว้างยาวทอดตัวระหว่าง อนุสาวรีย์ลินคอล์นกับอาคารรัฐสภา แหล่งท่องเที่ยวในวอชิงตันนี้แบ่งได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ พิพิธภัณฑ์ ที่ทำการของรัฐบาล อนุสาวรีย์ และแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ

             The Smithsonian Institute พิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะประกอบไปด้วยพิพิธภัณฑ์ 13 แห่ง และสวนสัตว์ 1 แห่ง มีให้ดูตั้งแต่หินดินทรายไปจนถึงยานอวกาศ เหมาะสำหรับทุกคนที่ชมชอบการค้นคว้าหาความรู้

           อาคารไวท์เฮ้าส์ หรือทำเนียบประธานาธิบดีของอเมริกา สร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1792 และถูกเผาไปในปี ค.ศ. 1814 ตอนถูกอังกฤษรุกราน จึงได้สร้างขึ้นมาใหม่โดยทาสีขาวทั้งหลัง ได้มีการขยับขยายให้ใหญ่ขึ้นโดย ประธานาธิบดีรูสเวลท์

        U.S. Capitol หรือตึกรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่สุดทางด้านทิศตะวันออกของ The Mall นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ตั้งแต่เวลา 9.00 น.-15.45 น. ทุกวัน เมื่อเข้าไปในตัวตึก ห้องแรกที่ใช้ต้อนรับนักท่องเที่ยวคือ ห้องโถงกลมอันโอ่อ่ามีภาพเขียนยักษ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อเมริกาเรียงรายอยู่รอบห้อง ที่สำคัญคือ คำประกาศอิสรภาพและรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา ตั้งแสดงอยู่ด้วย

         Washington Monument  อนุสาวรีย์ ยอร์ช วอชิงตัน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของ The Mall เป็นแท่งเสาหินอ่อนสูง 555 ฟุต ซึ่งและเห็นได้แต่ไกล สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นเกียรติแก่ จอร์จ วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา

         Lincoln Memorial  อนุสาวรีย์ลินคอล์น ตั้งอยู่สุดทางทิศตะวันตกของ The Mall เป็นอาคารที่สร้างด้วยหินอ่อนเป็นสถาปัตยกรรมแบบกรีกเสาแบบดอริค 38 ต้นที่เรียงรายรอบอาคารหมายถึง 38 มลรัฐซึ่งรวมกันเป็นประเทศสหรัฐอเมริกาสมัยประธานาธิบดี ลินคอล์น และภายในอาคารมีอนุสาวรีย์ของประธานาธิบดีลินคอล์นในท่านั่งประดิษฐานอยู่ ทางกำแพงด้านซ้ายได้จารึกสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีลินคอล์นที่กล่าว ณ Gettysburg  อันเป็นอมตพจน์ที่ได้รับการยกย่องว่าจับในอเมริกันยิ่งนัก "The government of the people, by the people, for the people"

         Vietnam Veterans Memorial อนุสาวรีย์ทหารรบเวียดนาม ตั้งอยู่ใกล้ ๆ อนุสาวรีย์ลินคอล์น เป็นอนุสาวรีย์เพื่ออุทิศให้แก่ทหารอเมริกันที่เสียชีวิตในสงครามเวียดนาม ลักษณะอนุสาวรีย์เป็นกำแพงหินแกรนิตสีดำ จารึกชื่อทหารอเมริกันที่เสียชีวิตหรือหายสาบสูญในสงครามเวียดนาม 58,000 นาย

        Korean War Memorial อนุสาวรีย์รบเกาหลี ตั้งอยู่ถัดจากอนุสาวรีย์ทหารเวียดนาม เพิ่งเปิดเมื่อ ค.ศ. 1995 เป็นรูปหล่อด้วยเหล็กกล้าขัดเงาจำนวน 19 รูปของทหารเหล่าต่าง ๆ ของสหรัฐที่ร่วมรบในสงครามเกาหลีในท่ากำลังขึ้นเขา สวมเสื้อฝน มือถือปืน ใบหน้าสะท้อนถึงความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าและหวาดกลัว

         Jefferson Memorial อนุสาวรีย์โทมัส เจฟเฟอร์สัน อยู่สุดถนน 15 th street  ไม่ไกลจากอนุสาวรีย์ลินคอล์นเช่นกัน ติดริมทะเลสาบจำลอง  Tidal Basin เป็นอนุสาวรีย์สร้างอุทิศแก่  Thomas Jefferson ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐ และผู้ร่างคำประกาศอิสรภาพ เป็นรูปสลักสูง 19 ฟุตของโทมัส เจฟเฟอร์สันประดิษฐานเด่นเป็นสง่า สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของกรุงวอชิงตัน ดีซี ดูงดงามยิ่ง

 

นิวยอร์ก

            นครนิวยอร์ก หรือที่นิยมเรียกกันว่า นิวยอร์กซิตี้ (New York City - NYC) เป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา จัดได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเงิน วัฒนธรรม และบันเทิงที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และยังเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ อีกด้วย

         นิวยอร์กตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย 5 เขตปกครองที่เรียกว่า โบโรฮ์ (Borough) คือ เดอะบรองซ์ บรูคลิน แมนแฮตตัน ควีนส์ และสแตตัน ไอส์แลนด์ ภายในพื้นที่ 790 ตร.กม. นอกจากจะเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดแล้ว สัดส่วนพื้นที่ต่อประชากรยังถือว่าหนาแน่นที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

           ลักษณะเฉพาะของนิวยอร์กที่แตกต่างไปจากเมืองแห่งอื่นของสหรัฐอเมริกา มีให้เห็นหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ระบบขนส่งที่มีโครงข่ายขนาดใหญ่ มีภาษาประมาณ 170 ภาษาที่ใช้กัน ระบบรถไฟใต้ดินนครนิวยอร์กที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง บวกกับการจราจรและผู้คนที่พลุกพล่านอยู่ตลอดเวลา จึงมีคำเปรียบเปรยถึงนิวยอร์กว่าเป็น “เมืองที่ไม่เคยหลับใหล” ขณะเดียวกันเมืองแห่งนี้ยังมีชื่อเล่นอื่นๆ อีกด้วยอย่าง “กอร์ทเทม” (Gotham) และ “บิ๊กแอปเปิล” (Big Apple)

สถานที่ท่องเที่ยว

          นิวยอร์กมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเกาะแมนแฮตตัน นักท่องเที่ยวมักจะแวะตามที่สถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงได้แก่ ตึกเอมไพร์เสตต ตึกไครส์เลอร์ ไทม์สแควร์ เทพีเสรีภาพ วอลล์สตรีต สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ โบสถ์เซนต์แพทริก สะพานบรูกลิน เรือบรรทุกเครื่องบินอินทรีพิด

          แหล่งชอปปิ้งมากมายเป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ได้แก่ บริเวณ ฟิฟท์อเวนูสำหรับของมียี่ห้อและเครื่องประดับ ห้างสรรพสินค้าเมซีส์ (Macy's) ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ เฮอรัลด์สแควร์ที่มีขายของหลายระดับ กรีนวิชวิลเลจมีของขายเกี่ยวกับซีดีเพลงและหนังสือ อีสต์วิลเลจสำหรับขายของที่น่าสนใจ ถนน 47th ช่วงระหว่าง ฟิฟท์อเวนู และซิกซ์อเวนู ขายเครื่องประดับและอัญมนี โซโหแหล่งชอปปิ้งเสื้อผ้าชั้นนำต่างๆ เชลซีสำหรับการซื้อขายงานศิลป์ นอกจากในเขตแมนแฮตตันยังมีบริเวณดาวน์ทาวน์บรูคลิน และบริเวณควีนส์บูเลอวาร์ดในควีนส์ สำหรับแหล่งชอปปิ้งอื่นๆ

          ในช่วงวันสิ้นปี บริเวณไทมส์แสควร์จะมีผู้คนหลายแสนคนไปรวมกันเพื่อไปเคานต์ดาวน์ ต้อนรับงานปีใหม่ และในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า ทางห้างเมซีส์ จัดขบวนพาเหรดทุกปี บริเวณถนนบอร์ดเวย์

          พิพิธภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักในนิวยอร์กได้แก่ Metropolitan Museum of Art (เดอะเม็ต) Museum of Modern Art (โมมา) และ American Museum of Natural History

 

ลอนดอน

          เป็นเมืองหลวงของอังกฤษ และสหราชอาณาจักร และเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสหภาพยุโรป ลอนดอนเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญทางธุรกิจ การเมือง วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของโลก เป็นผู้นำด้านการเงิน การเมือง การสื่อสาร การบันเทิง แฟชั่น และศิลปะ และเป็นที่ยอมรับว่ามีอิทธิพลไปทั่วโลก ถือกันว่าเป็นเมืองสากลหลักของโลก

            ปัจจุบันลอนดอนเป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยอยู่มากที่สุดในภาคพื้นยุโรป เรียกได้ว่ามีคนจากทุกประเทศในโลกที่เข้ามาอาศัยอยู่ในลอนดอน การเดินทางในลอนดอนจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกคน แต่เมืองใหญ่ระดับนี้ เค้ามีแผนการรองรับมาตั้งแต่เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว โดยระบบหลักที่เป็นหน้าเป็นตาให้แก่เมืองใหญ่แบบนี้คงหนีไม่พ้นระบบรถไฟใต้ดิน “London Underground” ได้ชื่อว่าเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก และรถไฟใต้ดินสายแรกของโลกเกิดขึ้นที่นี่ด้วย โดยเริ่มเปิดให้บริการสายแรกเมื่อปี คศ. 1863 ระหว่างสถานีแพดดิงตัน ( Paddington Station ) ถึงสถานีฟาริงดอน ( Farringdon Station ) รวมระยะเวลาจนถึงปัจจุบันก็ปาเข้าไป144 ปีแล้ว ที่ชาวลอนดอนมีรถไฟใต้ดินไว้เป็นพาหนะสำหรับเดินทาง ระบบขนส่งมวลชนทั้งหมดนี้ดูแลโดย Transport for London และเพื่อไม่ให้เกิดการแออัดของใจกลางเมือง ได้แบ่งเขตการเดินทางออกเป็น 6โซน โดยโซนชั้นในสุด เรียกว่าโซน 1 มีค่าเดินทางเข้ามาในเขตนี้แพงที่สุด และราคาค่าเดินทางก็ลดหลั่นกันลงไป

 

สถานที่ท่องเที่ยว

       City of Westminster เขตนี้เรียกได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในลอนดอน เพราะไล่เรียงตั้งแต่ หอนาฬิกาบิ๊กเบน, จัตุรัสทราฟัลการ์สแควร์, ไชน่าทาวน์, พิคคาดิลลี่ เซอร์คัส, พระราชวังบัคกิ้งแฮม ล้วนอยู่ในเขตนี้ทั้งสิ้น

        City of London เขตเก่าแก่ตั้งแต่สมัยยุคโบราณ เขตการค้า การเงิน การธนาคาร หัวใจสำคัญของกรุงลอนดอนเลยก็ว่าได้ มหาวิหารเซนต์ปอล คือสถานที่ท่องเที่ยวหลักที่สำคัญในเขตนี้

      London Borough of Tower Hamlets เขตนี้ก็ได้แก่ หอคอยแห่งลอนดอน, ท่าเรือเซนต์ แคทเธอรีน ด๊อคส์, ดีไซน์ มิวเซียม เป็นต้น

      London Borough of Kensington and Chelsea เขตนี้ย่านเศรษฐี ห้างแฮร็อดส์, ไฮสตรีทเคนซิงตัน, พระราชวังเคนซิงตัน ( พระราชวังทีพำนักของเลดี้ไดอาน่าเมื่อครั้งยังมีชีวิต ) และ โรยัลอัลเบิร์ต ฮอลล์ เป็นต้น

ปารีส

             ปารีส  เป็นเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนแม่น้ำแซน บริเวณตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส บนใจกลางแคว้นอีล-เดอ-ฟรองซ์ จากการตั้งถิ่นฐานมากว่า 2 พันปี ปัจจุบันกรุงปารีสเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลก และด้วยอิทธิพลของการเมือง การศึกษา บันเทิง สื่อ แฟชั่น วิทยาศาสตร์และศิลปะ ทำให้กรุงปารีสเป็นหนึ่งในเมืองที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

สถานที่ท่องเที่ยว

          หอไอเฟล สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการปฏิวัติฝรั่งเศสครบรอบ 100 ปี เพื่อแสดงถึงศักยภาพของประเทศฝรั่งเศสในด้านวิศวกรรมศาสตร์แค่ "ชั่วคราว" เท่านั้น ซึ่งสิ่งก่อสร้างชิ้นนี้ได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกจนถึงปี พ.ศ. 2473 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสไปโดยปริยาย

          Musée d’Orsay พิพิธภัณฑ์ผลงานศิลปะแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ มีงานสวยๆมากมายของโมเน่ต์ มาเน่ต์ เลอนัวร์ โกแกง แวนโก๊ะ เซซานน์ และท่านอื่นๆ อีกมากมาย

         ประตูชัยฝรั่งเศส (Arc de triomphe de l'Étoile) เป็นอนุสรณ์สถานที่สำคัญในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่กลางจัตุรัสชาร์ลส์ เดอ โกลล์ (Place Charles de Gaulle) หรือเป็นที่รู้จักกันในนาม จัตุรัสแห่งดวงดาว อยู่ทางทิศตะวันตกของชองป์-เซลิเซ่ส์ ประตูชัยแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นการสดุดีวีรชนทหารกล้าที่ได้ร่วมรบเพื่อประเทศฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามนโปเลียน และในปัจจุบันยังเป็นสุสานของทหารนิรนามอีกด้วย

          มหาวิหารนอเทรอดาม (Cathédrale Notre-Dame de Paris) เป็นมหาวิหารสมัยกอธิค ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส คำว่า Notre Dame ในชื่อวัดนั้นแปลว่า "Our Lady" ปัจจุบันมหาวิหารก็ยังใช้เป็นวัดของนิกายโรมันคาทอลิกและเป็นที่นั่งของอัครบาทหลวงแห่งปารีส มหาวิหารนอเทรอดามถือกันว่าเป็นวัดที่สวยงามที่สุดในในลักษณะกอธิคแบบฝรั่งเศส วัดนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์โดยเออแชน วีโยเล-เลอ-ดุก (Eugène Viollet-le-Duc) ผู้เป็นสถาปนิกคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศส

เซี่ยงไฮ้

               ช่างไห่ หรือ เซี่ยงไฮ้  เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำแยงซีเกียง มีท่าเรือที่มีจำนวนเรือคับคั่งที่สุดในโลก ตามมาด้วยสิงคโปร์ และร็อตเตอร์ดัมเซี่ยงไฮ้ในอดีตเป็นแค่หมู่บ้านชาวประมง แต่ในปัจจุบันเซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองที่มีคนอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นมากที่สุดในจีน เต็มไปด้วยร้านค้า สิ่งก่อสร้าง ถนนเต็มไปด้วยรถ จักรยานและ ผู้คน สิ่งที่จะเห็นเยอะมากในเมืองนี้ หรือจะเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้เห็นจะเป็นต้นเมเปิลที่มีอายุเกือบร้อยปี ซึ่งปลูกโดยในสมัยที่ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองเซี่ยงไฮ้

            มหานครเซี่ยงไฮ้ (Shanghai) ได้รับการขนานนามว่าเป็น "นครปารีสแห่งตะวันออก" ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มมหานครไฮโซอันดับ 5 ของโลก ปัจจุบันนับเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลก และมีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศจีน เป็นเมืองศูนย์กลางความเจริญในด้านต่างๆ ของภูมิภาค ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การลงทุน รวมถึง ด้านแฟชั่น และการท่องเที่ยว โดยการผลักดันของรัฐบาลซึ่งให้นครเซี่ยงไฮ้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และเป็นศูนย์กลางด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เซี่ยงไฮ้จึงนับเป็นความภูมิใจของชาวจีน โดยเฉพาะชาวเมืองซึ่งถือกันว่าเมืองของตนเป็นสัญลักษณ์ของจีนยุคใหม่ ในด้านความก้าวหน้า และทันสมัย

สถานที่ท่องเที่ยว

         เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีการผสมผสานทางด้านวัฒนธรรม ทั้งของจีนและตะวันตกได้อย่างกลมกลืน โดยจะเห็นได้จากอาคารสถาปัตยกรรมในยุคอาณานิคมตามเขตเช่าเดิมของชาวตะวันตก ซึ่งในปัจจุบันกลายมาเป็น สัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งของเมือง

            ในเขตเมืองเก่าบริเวณสวน Yuyuan ที่ถูกสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ซึ่งยังคงไว้ด้านรูปแบบอาคารสถาปัตยกรรมแบบจีน ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ขายของที่ระลึกและศิลปะต่างๆ

             ถนนหนานจิง อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญอันหนึ่งของช่างไห่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองและ เป็นถนนคนเดินที่เต็มไปด้วยแหล่งร้านค้าสินค้าต่าง ๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวที่มาจับจ่ายซื้อสินค้ามากมาย

         หนึ่งในย่านนั้นมีอาคารจินเหมาทาวเวอร์ ซึ่งเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในประเทศจีน (ในปัจจุบัน อาคารเซี่ยงไฮ้เวิร์ดไฟแนนเชียลเซ็นเตอร์ ได้กลายเป็นอาคารที่สูงที่สุดแล้ว แต่อยู่ช่วงระหว่างการก่อสร้าง)

         นอกจากนั้นเซี่ยงไฮ้ยังเป็นเมืองทันสมัยอันดับที่ 25 ของโลกจาก 53 เมืองใหญ่ทั่วโลก เช่น ปักกิ่ง มอสโก นิวยอร์ก โตเกียว ลอนดอน และปารีส


 

 

มันผิดตรงไหน โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา

 

 

 

จอพลาสมา  โดย ผศ.จรัส บุณยธรรมา

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


BD-ROM สื่อเก็บข้อมูลในเจนเนอเรชั่นต่อไป  โดย อ.ธีราวุธ ปัทมวิบูลย์


Botox ยิ้มค้างคือนของสาวหมื่นปี  โดย อ.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์

 

{mospagebreak}

หน้า 2


คุณรู้จักมะเร็งแล้วหรือยัง โดย ดร.วัชระพงศ์ วรเศรษฐพงศ์

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2


เครื่องป้องกันคนฉกสินค้าจากซุปเปอร์มาร์เก็ต  โดย อ.จรัส บุณยธรรมา

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 

 

{mospagebreak}

หน้า 4


ก่อนที่จะหาลิมิตโปรดคิดให้ถ้วนถี่  โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา


ฟิสิกส์ราชมงคลร่วมงานนิทรรศการการศึกษา เมื่อวันที่ 17-18 ก.ค. 2547


 

 

 

อันความรู้ ย่อมีประโยชน์ โดย รศ. วัชระ รอดสัมฤทธิ์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


เทคโนโลยีความรัก .....จากโลกที่มองไม่เห็นเงา โดย อาจารย์เมธี พิกุลทอง


การหา อินทิกรัล tann xdx   เมื่อ n เป็นจำนวนเต็มบวก  โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


การเรียนการสอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต  โดย ผศ.จรัส บุณยธรรมา

 

 

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดย ผศ. ยุรีย์ วรวิชัยยันต์


ชีพสูญไป......แต่ใจยังอยู่ โดย อ.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ยลยินอินเทอร์เน็ต  จาก Newsletter Science ปีที่ 1 ฉบับที่ 4  2548

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


 

 

 

 

รถไฟแม่เหล็ก โดย ผศ. จรัส บุณยธรรมา

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

 

 

จากไอน้ำ สู่สนามแม่เหล็ก

431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง – คือตัวเลขความเร็วสูงสุดที่รถไฟ “แม่เหล็ก” ซึ่งวิ่งระหว่างตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ไปยังสนามบินนานาชาติ Pudong International Airport สามารถทำได้

100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง – คือตัวเลขความเร็วสูงสุดที่หัวรถจักรดีเซลของรถไฟไทยสามารถทำได้ ว่ากันตามตรงก็ดูดีมิใช่น้อยเมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่า มันเป็นความเร็วของหัวรถจักรที่ซื้อมาใช้งานตั้งแต่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว (พ.ศ. 2538)

ในขณะที่หัวรถจักรรุ่นล่าสุดของไทยเป็นรุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2538 ระบบรางรถไฟของบ้านเราเริ่มสร้างครั้งแรกในปี พ.ศ. 2462 ปัจจุบันมีความยาวทั่วประเทศกว่า 4,070 กิโลเมตร และเกือบทั้งหมดเป็นระบบรางชนิดแคบ (Narrow Gauge / Meter Gauge) ซึ่งมีต้นทุนถูก สร้างได้ง่าย รองรับน้ำหนักได้ไม่มากนัก

ปี 2006 เวียดนามเริ่มโครงการ “อัพเกรด” การคมนาคมระบบรางหลังจากได้รับความเสียหายจากสงครามมานาน โดยมีเป้าหมายคือการลงทุนสร้างระบบรางแบบมาตรฐานสากล (Standard Gauge) เพื่อให้รองรับการขนส่งที่เร็วและบรรทุกน้ำหนักได้มากกว่ารางชนิดแคบ

และในปี 2006 อีกเช่นกันที่ “จีน” ประกาศเดินหน้าโครงการสร้าง “รถไฟแม่เหล็ก” ระยะที่สองต่อจากเมืองเซี่ยงไฮ้ไปยังเมืองหางโจว รวมระยะทางทั้งหมดเป็น 160 กิโลเมตร ตั้งเป้าให้โครงการแล้วเสร็จภายในปี 2010

๏๏๏๏๏๏

ทั้งหมดข้างต้นคือข้อมูลเกี่ยวกับการคมนาคมระบบรางที่น่าสนใจไม่น้อย

นับจากวันที่เราใช้เครื่องจักรไอน้ำเพื่อขับเคลื่อนรถไฟให้วิ่งไปบนราง ด้วยข้อจำกัดหลายประการทำให้เราพัฒนาเครื่องยนต์ดีเซลขึ้นมาแทนที่ และจนถึงวันนี้ที่เราขับเคลื่อนรถไฟด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ปราศจากมลพิษ “รถไฟแม่เหล็ก” หรือ Maglev Train อาจเรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีทางการขนส่งระบบรางที่ก้าวหน้าที่สุดในปัจจุบัน

อะไรคือ “รถไฟแม่เหล็ก” หรือ Maglev Train?

Maglev – ย่อมาจาก Magnetic Levitation Transport ซึ่งหมายถึงการเคลื่อนย้ายวัตถุโดยอาศัยแรงยกจากแม่เหล็ก ดังนั้น Maglev Train จึงหมายถึงรถไฟที่ใช้แรงแม่เหล็กเป็นพลังงานหลักในการเคลื่อนที่

Maglev Train อาศัยหลักการที่ชื่อว่า Electrodynamic suspension ในการทำให้รถไฟเคลื่อนที่ไปข้างหน้า อธิบายได้ง่ายๆก็คือแทนที่จะใช้เครื่องยนต์ในหัวรถจักรหมุนล้อรถไฟเพื่อ “ลาก” รถไฟไปตามราง Maglev Train ทำให้ขบวนรถไฟทั้งขบวนรวมถึงระบบรางทั้งหมดกลายเป็นชุดแม่เหล็กขนาดใหญ่ ตัวรถกับรางจะเป็นแม่เหล็กที่ “ต่างขั้ว” กันซึ่งทำให้เกิดแรง “ผลัก” ระหว่างกันและกันโดยธรรมชาติ แรงผลักที่ว่านี้เมื่อถูกควบคุมให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสม ก็จะ “ยก” รถไฟ ให้ลอยขึ้นจากรางและเคลื่อนที่ไปข้างหน้า

เรียกได้ว่า Maglev Train เคลื่อนที่ไปโดยอาศัยแรงผลักของแม่เหล็กระหว่างรางกับตัวรถนั่นเอง

อันที่จริงเทคโนโลยีของ Maglev Train ไม่ใช่สิ่งใหม่บนโลกใบนี้ หากลองนึกถึงการเล่นแม่เหล็กครั้งแรกในสมัยเด็ก เชื่อว่าเราทุกคนคงคุ้นเคยกับ “แรงผลัก” ระหว่างแม่เหล็กสองขั้วที่เหมือนกันเป็นอย่างดี

ตั้งแต่แนวคิด Maglev เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 30’s เทคโนโลยี Maglev ถูกพัฒนาเรื่อยมาจนในปัจจุบันเทคโนโลยี Maglev Train ได้แตกแยกย่อยออกเป็นหลายค่ายที่ต่างกันในรายละเอียดของการออกแบบระบบต่างๆ ตำแหน่งรถไฟที่เร็วที่สุดในโลกในปัจจุบันเป็นของ JR-Maglev MLX01 จากญี่ปุ่นซึ่งสามารถความเร็วในการทดสอบได้สูงสุดถึง 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (เร็วกว่ารถไฟของไทยแค่ 5.8 เท่านั้น)

Maglev Train ที่น่าจะโด่งดังที่สุดเห็นจะเป็น “Shanghai Transrapid” ซึ่งเป็น Maglev Train สายแรกในโลกที่เปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ รถไฟแม่เหล็กของเซี่ยงไฮ้แห่งนี้ใช้เทคโนโลยีของบริษัท Transrapid จากเยอรมันนี วิ่งระหว่างสนามบินนานาชาติ Pudong International Airport กับตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ โดยสามารถทำความเร็วสูงสุดในการใช้งานจริงอยู่ที่ 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

Shanghai Transrapid สายนี้สามารถทำความเร็ว 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายในเวลา 2 นาที (หรือแปลได้ว่าสามารถค่อยๆออกตัวแซงรถไฟไทยที่วิ่งมาด้วยความเร็วเต็มที่ ภายในเวลาต่ำกว่า 1 นาที) ระบบควบคุมการทำงานจะทำให้รถไฟลอยตัวสูงจากรางด้วยระยะห่าง 10 มิลลิเมตรคงที่ตลอดเส้นทาง พลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้สำหรับยกรถไฟให้ลอยตัวขึ้นนั้น คิดเป็นปริมาณน้อยกว่าที่ใช้กับระบบปรับอากาศในตัวรถไฟเอง ขณะใช้ความเร็วสูงกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ทั้งหมดบนตัวรถไฟจะใช้พลังงานไฟฟ้าที่เกิดจากการเหนี่ยวนำของสนามแม่เหล็กระหว่างตัวรถกับราง (harmonic oscillations of magnetic field) เฉพาะช่วงที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นที่ต้องใช้กระแสไฟฟ้าจากระบบจ่ายไฟ

ว่ากันว่า Maglev Train อาจเป็นเทคโนโลยีใหม่ (Break-Trough Technology) ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกแห่งการคมนาคมขนส่งได้ในอนาคตอันใกล้

หากจะให้เล่าถึงความเป็น Break-Trough Technology ของ Maglev Train คงต้องเล่าเสียก่อนว่าขีดจำกัดของระบบรถไฟแบบที่ใช้ล้อหมุนบนรางอย่างในปัจจุบันนี้คือ แรงเสียดทาน (Friction) ซึ่งจะเกิดขึ้นจากการเสียดสีกันระหว่างล้อและรางรถไฟ เทคโนโลยีการคมนาคมแบบรางที่พัฒนาเรื่อยมาตั้งแต่อดีตนั้น ล้วนแต่พัฒนาขึ้นเพื่อเอาชนะข้อจำกัดของเจ้าแรงเสียดทานที่ว่านี้มาโดยตลอด

ตัวอย่างเช่น ในอังกฤษมีการติดตั้งแสงเลเซอร์กับล้อรถไฟเพื่อใช้ “ทำความสะอาด” รางรถไฟมักที่มีสิ่งสกปรกไปเกาะติดหมักหมมอยู่เสมอ

สิ่งหมกหมมที่เป็นปัญหามากที่สุดอย่างนึงในอังกฤษคือ “ใบไม้” เพราะเมื่อมันถูกพัดมากองบนรางรถไฟ ถูกน้ำฝน แสงแดด ความชื้น และล้อรถไฟบดทับด้วยความร้อนสูง ก็จะย่อยสลายกลายเป็นสิ่งสกปรกยึดติดกับหน้าสัมผัสของรางรถไฟ ทำให้เกิดแรงเสียดทาน (Friction) ระหว่างล้อกับรางรถไฟมากขึ้น และเมื่อ Friction เพิ่มมากขึ้นก็จะทำให้เกิดความร้อนบนผิวรางรถไฟมากขึ้นตามไปด้วย โอกาสเกิดอันตรายก็เพิ่มมากขึ้น อุปกรณ์ต่างๆของรถไฟก็จะสึกหรอเร็วขึ้น

เทคโนโลยีแสงเลเซอร์ที่ว่านี้ แก้ปัญหาโดยการฉายแสงเลเซอร์ที่บางมากๆลงไปที่หน้าสัมผัสของรางในขณะที่รถไฟวิ่งผ่าน เพื่อทำการ “ล้าง” เอาเศษสิ่งสกปรกต่างๆออกจากหน้าสัมผัสของราง แสงเลเซอร์จะถูกควบคุมด้วยระบบที่มีความแม่นยำระดับนาโนเมตรเพื่อป้องกันไม่ให้ทำอันตรายกับหน้าโลหะของรางรถไฟ

จะเห็นว่าเพียงแค่เศษใบไม้บนรางรถไฟ ก็ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากได้ขนาดนี้ การเกิดของเจ้า Maglev Train จึงเป็นการเปลี่ยนโลกทัศน์ของ “ธง” ในการพัฒนาเทคโนโลยีการรถไฟเสียใหม่ เหมือนกับการเดินเข้ามาบอกว่า ถ้ามันยากนักก็อย่าไปเสียเวลาคิดแก้ปัญหาเกี่ยวกับ Friction เลย เรามาแก้ปัญหาด้วยการ “ยก” รถไฟให้ลอยขึ้นจากรางเสียก็สิ้นเรื่อง

๏๏๏๏๏๏

เราเห็นอะไรจาก Maglev Train บ้าง?

วิทยาศาสตร์ และ ธรรมชาติ

เทคโนโลยี Maglev Train อาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องตลกร้ายของธรรมชาติ เพราะนับจากวันที่มนุษย์เราเรียนรู้ที่จะเอาไฟมาต้มน้ำให้ร้อนเพื่อนำไอน้ำไปใช้งานในเครื่องจักรไอน้ำ มาจนถึงวันนี้ที่เราจุดระเบิดในที่กระบอกเล็กๆ ทำให้เกิดแรงดันลูกสูบเพื่อเอาไปหมุนล้อ เราได้พัฒนาเครื่องจักรของเรามาจนพบกับขีดจำกัดชิ้นใหญ่ ขีดจำกัดที่ว่านี้เกิดจากกฏทางฟิสิกส์ที่แสนจะธรรมดาที่ชื่อ แรงเสียดทาน (Friction)

ที่ว่าเป็นเรื่องตลกร้ายก็เพราะท้ายที่สุดแล้ว การข้ามขีดจำกัดทาง “ธรรมชาติ” ที่แสนจะธรรมดาอย่าง Friction ก็คือการทำตัวเราให้เป็น “ธรรมชาติ” มากขึ้นกว่าการใช้เครื่องจักรดีเซลโดยการหันหน้าเข้าหา “แรงแม่เหล็ก”

“แรงแม่เหล็ก” เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ใกล้ธรรมชาติมาก อาจเรียกได้ว่าเป็นธรรมชาติมากกว่า “ไฟ” และ “การจุดระเบิด” เสียอีก เชื่อว่าแทบทุกคนเคยเล่นแม่เหล็กตั้งแต่สมัยเด็ก เรารู้ว่าแม่เหล็กที่ขั้วต่างกันจะดูดกันและขั้วเหมือนกันจะผลักกัน ก่อนที่เราจะรู้จักการทำงานของเครื่องยนต์

โลกที่เราอาศัยอยู่นี้ก็เป็นแท่งแม่เหล็กขนาดใหญ่ โดยตัวของมันเองแรงแม่เหล็กแทบไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อโลก การใช้พลังงานจากแม่เหล็กไม่มีความร้อน ไม่มีแสงสว่างจ้า ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีควันไฟ

อาจเรียกได้ว่าการใช้ประโยชน์จากแรงแม่เหล็ก แม้อาจดูเป็นสิ่งที่ “ดิบ” (Primitive) มาก แต่ก็ “เจริญ” (Civilized) มาก ในเวลาเดียวกัน

วิศวกรรมศาสตร์ และ ความประทับใจ

อันที่จริงเทคโนโลยีการ “ยก” ด้วยแรงแม่เหล็กหรือที่เรียกว่า Maglev นั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ มนุษย์ทำความรู้จักกับแม่เหล็กมานานพร้อมกับที่เรารู้จักกระแสไฟฟ้า เทคนิค Maglev ถูกคิดค้นและทำการวิจัยกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1930 และเหตุที่เราพึ่งจะสามารถดัดแปลงเอา Maglev มาใช้งานกันได้ในวันนี้ เป็นเพราะช่วงปี 1930 นั้น “คอมพิวเตอร์” ยังไม่เกิดขึ้นบนโลก

แม้มนุษย์เราจะรู้กันตั้งแต่ยุคสมัยของ ไมเคิล ฟาราเดย์ แล้วว่าเราสามารถสร้างสนามแม่เหล็กขึ้นได้ตามใจชอบด้วยการปิดเปิดกระแสไฟฟ้าผ่านขดลวด แต่ปัญหาหลักที่เราทำไม่ได้ในวันนั้นก็คือการ “ควบคุม” กระแสไฟฟ้าให้ได้ดังใจนึก

จากสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยในวันนั้น ด้วยความสามารถของ “คอมพิวเตอร์” ก็ทำให้มันเป็นไปได้ในวันนี้ ด้วยการทำงานอันสลับซับซ้อนของคอมพิวเตอร์ เราสามารถควบคุมการวิ่งไปมาของกระแสไฟฟ้าได้อย่างแม่นยำด้วยความละเอียดระดับเสี้ยววินาที โดยแทบไม่มีความคลาดเคลื่อน

ในฐานะคนที่เคยเรียนด้านนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องราวของ Maglev Train สร้างความประทับใจให้กับผมมากในฐานะ (อดีต) นักเรียนวิศวกรรมศาสตร์คนหนึ่ง

หัวใจของวิศวกรรมศาสตร์ คือการ “ประยุกต์” เอาความรู้ความเข้าใจธรรมชาติในเชิงวิทยาศาสตร์ มาใช้งานให้เกิดประโยชน์กับมนุษย์

Maglev Train อาจเปรียบได้กับงานศิลปะชิ้นงาม ที่แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกันของ “ศาสตร์” ทางวิศวกรรมต่างๆมากมาย ทั้ง Mechanics, Electromagnetic, Control system, Aerodynamics, Semiconductor, หรือแม้แต่ระบบ Computing System

ศาสตร์ทั้งหมดล้วนถูกนำมาประกอบกันเพื่อดัดแปลงสิ่งที่ “ดิบ” อย่าง “แรงแม่เหล็ก” ให้ใช้งานได้อย่างน่าทึ่งในโลกของความเป็นจริง

มนุษย์ กับ เครื่องจักร

เช่นเดียวกับแก่นของภาพยนตร์ไตรภาคอย่าง THE MATRIX หากมอง Maglev Train ให้ดีจะเห็นถึงแนวคิดการต่อสู้กันระหว่างตัวตนของมนุษย์กับเครื่องจักร

ข้อดีที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของ Maglev Train คือการที่มันเป็นระบบขนส่งแบบราง ที่ทำงานโดยพึ่งพาการควบคุมของมนุษย์น้อยมาก

Maglev Train ไม่มีคนขับ การกำหนดความเร็วทั้งหมดทำโดยคอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าเพื่อสร้างสนามแม่เหล็กให้รถเคลื่อนที่ไปในเวลาที่ต้องการ ระบบสับเปลี่ยนรางทั้งหมดควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ และหากเกิดเหตุฉุกเฉิน แบตเตอรี่ที่ติดตั้งไว้ในตัวรถจะทำการจ่ายกระแสไฟฟ้าเพื่อ “เบรก” ให้รถค่อยๆหยุดวิ่งและแนบตัวลงกับรางอย่างนิ่มนวล

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ Maglev Train ดูจะเป็นเทคโนโลยีรถไฟที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุต่ำที่สุดในปัจจุบัน ไม่มีความเสี่ยงจากกรณีคนขับประมาท ไม่มีความเสี่ยงจากกรณีผู้ควบคุมรถไฟลืมลดความเร็วเมื่อเข้าโค้ง ไม่มีความเสียงจากกรณีคนขับอ่อนเพลียหรือเหนื่อยล้าในขณะควบคุมรถ ไม่มีความเสี่ยงกรณีรางรถไฟขาดหรือมีสิ่งกีดขวางบนผิวรางรถไฟ (เพราะมันลอยอยู่เหนือรางรถไฟ)

เรียกได้ว่าเป็นระบบที่แทบจะไม่มี “human error”

แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง

ทันทีที่คนนับร้อยนับพันก้าวเท้าเข้าไปยังขบวนรถไฟ ในขณะที่เขาและเธอเหล่านั้นฟังเพลงจาก iPod อ่านหนังสือพิมพ์ พูดคุย มองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม หรือทำอะไรกับตัวเองก็ตามแต่ “เครื่องจักร” ขนาดยักษ์กำลังทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย มันทำหน้าที่คำนวณอัตราการเปิดปิดกระแสไฟฟ้าบนขดลวดแม่เหล็กที่สลับซับซ้อน มันคำนวณตัวเลขความเร็วและอัตราเร่งในทุกเสี้ยววินาที มันคำนวณแรงสั่นสะเทือนภายในตัวรถ ฯลฯ ขณะที่บรรดาพนักงานที่อยู่ในศูนย์ควบคุม ทำได้เพียงดูภาพมนุษย์ด้วยกันเองจากกล้องวงจรปิด เพื่อคอยสอดส่องว่าจะมีมนุษย์คนไหนทำตัว “ผิดปกติ” หรือไม่

มองในมุมนี้ คนนับร้อยนับพันเหล่านั้น กำลังได้รับการดูแลจาก “เครื่องจักร” โดยที่เขาและเธอไม่มีโอกาสที่จะกำหนดชีวิตตนเองในขณะที่อยู่บนขบวนรถไฟนั้นได้เลย มนุษย์มอบงาน “ดูแล” การเคลื่อนที่ของรถไฟให้กับคอมพิวเตอร์ หรืออีกนัยหนึ่ง เรามอบงานดูแลชีวิตมนุษย์ด้วยกันเองให้กับ “เครื่องจักร” สิ่งที่มนุษย์ทำได้เป็นเพียงการคอยดูแลการทำงานของ “เครื่องจักร” อีกทีชั้นหนึ่งว่า “มัน” กำลังทำงานอย่างปกติดีหรือไม่เท่านั้น

คิดดูเล่นๆก็ชักจะเหมือนพล็อตเรื่องของ THE MATRIX เข้าไปทุกที

หรือคิดดูอีกทีอาจเป็นเรื่องตลกร้ายอีกอย่างของธรรมชาติ เมื่อท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่เป็น “ความเสี่ยง” ใหญ่ที่สุดของมนุษย์ก็คือตัวมนุษย์ด้วยกันเอง

แรงผลักทางเศรษฐศาสตร์

การคมนาคมระบบรางเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจในแทบทุกที่ทั่วโลก ความสามารถในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าครั้งละมากๆ ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการเคลื่อนย้ายคนและสินค้าต่ำมากเมื่อเทียบกับการขนส่งแบบอื่น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนจะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การขนส่งระบบราง และเช่นเดียวกับเวียดนามซึ่งมุ่งมั่นจะเติบโตให้ทันโลกสมัยใหม่ ก็ให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์นี้เช่นกัน

อันที่จริงเราควรจะแปลกใจมากกว่าที่บางประเทศแถวนี้ ยังหมกมุ่นกับการสร้าง/ย้ายสนามบินอยู่เป็นสิบๆปี (ฮา)

เป็นที่รู้กันดีว่าลำพังการผลิตคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ไม่ว่าจะยอดเยี่ยมแค่ไหนก็ไม่พอที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมในวงกว้างด้วยตัวของมันเอง หลอดไฟหลอดแรกที่ โทมัส เอดิสัน คิดค้นขึ้นย่อมไม่สามารถเปลี่ยนโลกทั้งใบได้เพียงลำพัง แต่เป็น “กลไก” เบื้องหลังต่างหากที่ทำให้หลอดไฟนับล้านตกถึงมือผู้คนทั่วโลก และเปลี่ยนให้โลกเรามีแสงสว่างในเวลากลางคืนได้เช่นทุกวันนี้

ในโลกสมัยใหม่ “กลไกตลาด” เป็นพลังสำคัญในการนำเอาสิ่งที่อยู่ในห้องแลป ออกมาสู่โลกของการใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

แม้ว่าในเชิงเทคโนโลยี Maglev Train จะมีข้อได้เปรียบเหนือรถไฟธรรมดาทั่วไปมากมาย แต่ความยอดเยี่ยมของมันนั้นก็ตามมาด้วย “ราคา” ที่ต้องจ่ายมากกว่าปกติ ว่ากันว่าราคาของมันแพงกว่าการสร้างรถไฟฟ้าธรรมดาถึง 2 เท่า

ดังนั้นหากมองในเชิงธุรกิจ จึงไม่น่าแปลกใจที่ “จีน” จะเป็นที่แรกในการนำ Maglev Train มาใช้งานในเชิงพาณิชย์ เพราะความที่ Maglev Train มีราคาสูง (High Fixed Cost) จึงต้องการปริมาณผู้ใช้งานมาก (High Volume) เพื่อจะสามารถ “คุ้มทุน” ได้ในระยะเวลาที่ไม่ยาวนานเกินไปนัก ซึ่ง “ตลาด” ขนาดยักษ์อย่างจีน จึงเป็นที่แรกที่สามารถทำธุรกิจทำนองนี้ได้

คิดเล่นๆ ว่าลงทุน 100 บาท ตลาดขนาดใหญ่มีลูกค้า 50 คน ก็สามารถคุ้มทุนได้ที่ราคา 2 บาทต่อคน

ลองคิดในทางกลับกัน หากนำเอา Maglev Train มาใช้งานในประเทศเล็กๆอย่างบ้านเรา ไม่แน่ใจว่า “ตลาด” ของคนกรุงเทพที่มีคนไม่กี่ล้านคนอาศัยอยู่จะสามารถ “รองรับ” การลงทุนที่สูงมากได้หรือไม่

คิดง่ายๆว่าหากเปรียบเทียบกับการสร้างรถไฟฟ้าธรรมดา หากปริมาณผู้ใช้งานต่อวัน (Volume) เท่าเดิม แต่เงินลงทุนสูงขึ้นสองเท่า การไปถึงจุดคุ้มทุนด้วยเวลาที่เท่ากันย่อมต้องคิด “ราคา” (Price) ของการใช้งานแพงขึ้นสองเท่าตามไปด้วย ซึ่งราคาที่สูงนั้นอาจส่งผลย้อนกลับทำให้ “ปริมาณการใช้งาน” (Volume) ลดลงไปอีกได้เช่นกัน

หากลงทุน 100 บาท แต่ตลาดมีขนาดเล็กทำให้มีลูกค้าเพียง 10 คน ก็จะต้องคิดราคาที่ 10 บาทต่อคน ซึ่งอาจทำให้จำนวนลูกค้าลดลงเหลือ 5 คนก็เป็นได้

ด้วยข้อแตกต่างของความคุ้มทุนในทางธุรกิจ (Business Justification) ระหว่างตลาดในจีนกับตลาดในไทย จะเห็นได้ว่าลำพังการคิดค้นเทคโนโลยีที่ดีนั้นไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาบนโลกใบนี้ เทคโนโลยีที่ดียังต้องพึ่งพาอาศัยกลไกทางเศรษฐกิจอีกมากมายในการนำออกมาใช้งานในวงกว้าง

เมื่อกาลเวลาผ่านไป กลไกตลาดก็จะทำหน้าทีของมันไปจนสุดปลายทาง มีการวิเคราะห์กันว่า “ราคา” ของการก่อสร้าง Maglev Train นั้นจะลดลงอย่างมีนัยยะในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากเมื่อมีหลายประเทศสนใจ Maglev Train มากขึ้น ย่อมมีผู้ผลิตรายใหม่ๆเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างๆก็จะเพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีการก่อสร้างจะพัฒนามากขึ้น ผู้คนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างจะมีความชำนาญมากขึ้น ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้ต้นทุนในการก่อสร้างลดต่ำลงทั้งสิ้น

และเมื่อต้นทุนการก่อสร้างลดต่ำลง ก็จะทำให้การนำ Maglev Train ไปใช้ในตลาดขนาดรองลงมาเป็นไปได้มากขึ้นตามไปด้วย และนี่เป็นผลงานของ “กลไกตลาด” ที่ทำหน้าที่ผลักดันเทคโนโลยีจากห้องแลป ออกไปสู่ตลาดขนาดใหญ่ และค่อยๆ แพร่กระจายไปสู่ตลาดเล็กๆ ต่อไป

บริบททางการเมือง

เช่นเดียวกับแทบทุกสิ่งบนโลกนี้ที่ไม่ได้มีแต่แง่มุมทางเทคนิคและกำไรขาดทุนเท่านั้น

ในฐานะเทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์มาก่อน การจะหาคนมาซื้อ Maglev Train ไปใช้งานเป็นเจ้าแรก น่าจะเดาได้ไม่ยากว่าบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์อย่าง Transrapid ต้องมีช่องทางการ “เข้าถึง” ผู้นำระดับสูงของจีนอย่างไม่น่าจะธรรมดา

เป็นธรรมดาของสินค้าทุกชนิดที่แม้จะเอาเข้าสู่ “ตลาด” แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในการ “ขาย” ตัวเองให้กับผู้ซื้อโดยอัตโนมัติ อันที่จริงในตลาดที่มีเพียง “ผู้ซื้อ” กับ “ผู้ขาย” ซึ่งมักอนุมานกันว่าเป็นอิสระไม่เชื่อมโยงกันนั้น ยังมีปัจจัยอื่นๆในตลาดอีกมากที่ “เศรษฐศาสตร์” ละเลยไว้ไม่นำมาอธิบาย

นอกเหนือจากกลไกตลาด ราคา และเงื่อนไขต่างๆทางธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่น่าจะส่งผลต่อสินค้าหนึ่งๆไม่น้อยคือความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยต่างๆในตลาด ไม่ว่าจะระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ผู้ขายด้วยกันเอง หรือแม้แต่ระหว่างผู้ซื้อด้วยกันเอง และหากดูเพียงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย ก็ยังแบ่งแยกย่อยลงไปได้อีกหลายระดับ เช่นความสัมพันธ์ในเชิงตัวบุคคล ความสัมพันธ์ในเชิงองค์กร หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ในเชิงชาติพันธุ์

มีข้อมูลรายงานว่า ในช่วงแรกทางการจีนได้ทำการพิจารณาเทคโนโลยีรถไฟแม่เหล็ก JR Train ของประเทศญี่ปุ่น

JR Train เป็นเทคโนโลยีรถไฟแม่เหล็กอีกค่ายหนึ่งจากฝั่งญี่ปุ่น ตัวเลขในปี 1999 รายงานว่า JR Train สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 552 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่รถไฟของ Transrapid ทำความเร็วได้เพียง 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในปัจจุบัน JR Train ถือครองสถิติรถไฟที่เร็วที่สุดในโลก ด้วยความเร็ว 581 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ท้ายสุดแล้วทางการจีนก็ตัดสินใจเลือกใช้บริการ Transrapid จากเยอรมันนี

เชื่อว่าคงมีไม่กี่คนบนโลกใบนี้ที่จะรู้เหตุผลที่แท้จริงที่จีนเลือก Transrapid ของเยอรมันนีและปฏิเสธ JR Train ของญี่ปุ่น แต่หากเราย้อนไปดูความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น ทั้งในอดีตและปัจจุบัน คงเข้าใจได้ไม่ยากว่า “อะไร” น่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ Transrapid มีโอกาสวิ่งบนแผ่นดินเซี่ยงไฮ้ในทุกวันนี้

ลำพังเพียงเทคโนโลยีและเงื่อนไขทางธุรกิจ อาจไม่เพียงพอต่อการ “สร้าง” อะไรสักอย่างในสังคมมนุษย์ก็เป็นได้

๏๏๏๏๏๏

เพียงการเหลียวมองรถไฟแม่เหล็ก ก็ทำให้เรามองเห็นแง่มุมต่างๆ มากมาย

ผู้เขียนเชื่อว่า ด้วยดวงตาที่เปิดกว้างและดวงใจที่เปิดรับ จะทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวในเหลี่ยมมุมที่หลากหลายกว่าเดิม และความหลากหลายนั้น จะทำให้เราเข้าใจโลกกว้างใบนี้ได้อย่างแท้จริงสักวัน

สุดท้าย ผู้เขียนหวังว่าจะได้เห็นประเทศไทยเลิกยินดีปรีดากับสนามบินขนาดยักษ์ที่มีห้องน้ำขนาดเล็ก และลงมือพัฒนาการคมนาคมระบบรางให้ทันสมัยและเป็นแกนหลักของการคมนาคมขนส่งในประเทศนี้เสียที

อ้างอิง

http://en.wikipedia.org/wiki/Shanghai_Maglev_Train

http://en.wikipedia.org/wiki/Standard_gauge

http://english.peopledaily.com.cn/200701/16/eng20070116_341748.html

http://en.wikipedia.org/wiki/Meter_gauge

http://en.wikipedia.org/wiki/Land_speed_record_for_railed_vehicles

http://www.railway.co.th/know/know_locomotives.asp

http://en.wikipedia.org/wiki/Thai_Railway

http://en.wikipedia.org/wiki/Maglev_train

http://en.wikipedia.org/wiki/JR-Maglev

http://en.wikipedia.org/wiki/Magnetic_levitation


หอยชักตีน (Dog conch)  Strombus canarium
ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์
   

Image

        หอยชักตีน Strombus canarium เป็นหอยฝาเดียวที่จัดอยู่ในครอบครัว Strombidae พบแพร่กระจายทั่วไปในทะเลเขต Indo-West Pacific ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา ไปทางตะวันตกสุดถึงเมลานีเซีย เหนือสุดถึงประเทศญี่ปุ่น และใต้สุดถึงควีนสแลนด์และนิวคาลีโดเนีย พบอาศัยอยู่ในบริเวณพื้นทรายปนโคลน และบริเวณหญ้าทะเลและสาหร่าย ตั้งแต่เขตน้ำขึ้น-ลง ไปจนถึงในระดับความลึกถึงประมาณ 55 เมตร มีการเก็บมาใช้บริโภคเป็นอาหารในหลายประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งมีการนำเปลือกมาใช้ประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานหัตถกรรมเครื่องใช้และของประดับตกแต่งต่างๆ ขนาดใหญ่สุดมีความยาวเปลือก 10 ซม. แต่โดยทั่วไปมักพบขนาดประมาณ 6-7 ซม.

     ในประเทศไทยพบหอยชักตีนได้ทั่วไปทั้งในฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน ถือเป็นหอยฝาเดียวชนิดที่พบมาก (common) สามารถพบเปลือกตามชายฝั่งทะเลทั่วไป แต่มีเพียงบางแหล่งที่มีการเก็บหอยชักตีนขึ้นมาใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภคอย่างแพร่หลาย ส่วนใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่นแถบจังหวัดกระบี่ พังงา ภูเก็ต ระยอง ชุมพร เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปการเก็บหอยชักตีนจะใช้วิธีงม หรือเดินเก็บในเวลาน้ำลงในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สามารถพบหอยชักตีนในพื้นที่ชายฝั่งทะเลของทุกอำเภอ และปัจจุบันยังคงมีอยู่ สังเกตได้จากที่สามารถพบเปลือกหอยใหม่ๆ ตามชายหาดทั่วไป แต่ไม่มีแหล่งที่ทำการประมงเก็บหอยชักตีนจากธรรมชาติมาบริโภคแพร่หลายเช่นในพื้นที่ฝั่งทะเลอันดามัน และไม่มีการศึกษาสำรวจอย่างจริงจัง จึงไม่ทราบสภาวะทรัพยากรหอยชักตีนในเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบัน

ชีววิทยาทั่วไป

           หอยชักตีนเป็นหอยที่ขูดกินสาหร่ายและซากอินทรียสารต่างๆ เป็นอาหาร การสืบพันธุ์เป็นแบบผสมภายใน โดยมีเพศผู้ เพศเมียแยกกัน จับคู่ผสมพันธุ์กัน หลังจากนั้นจะวางไข่มีวุ้นหุ้มลักษณะเป็นสายยาวสีขาว ขดเป็นกระจุกคล้ายเส้นหมี่ ไข่จะพัฒนาใช้ระยะเวลาประมาณ 4-5 วัน จึงฟักออกเป็นตัวลูกหอย ซึ่งจะดำรงชีวิตว่ายน้ำ กรองกินแพลงก์ตอนพืชเล็กๆ เป็นอาหารอยู่ประมาณ 11-14 วัน จึงพัฒนาเข้าสู่ระยะลงพื้น เปลี่ยนการดำรงชีวิตเป็นขูดกินตะไคร่สาหร่ายหรืออินทรียสารต่างๆ ลูกหอยที่ได้จากการเพาะพันธุ์จะเติบโตได้ขนาดความยาวเปลือก 0.5-1 ซม. ภายในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน

การเพาะพันธุ์หอยชักตีน

          การเพาะขยายพันธุ์หอยชักตีน ดำเนินการได้ประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2543 โดยสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดกระบี่ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ในปัจจุบัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำลูกหอยที่เพาะพันธุ์ได้ลงปล่อยในแหล่งธรรมชาติ หลังจากนั้น ในปี 2544 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ได้นำพันธุ์หอยชักตีนมาจากกระบี่เพื่อใช้ในงานทดลองทางวิชาการ หอยที่นำมาศึกษาได้วางไข่ จึงทดลองทำการอนุบาลลูกหอยและสามารถผลิตลูกพันธุ์หอยชักตีนได้จำนวนมาก

     จึงดำเนินการผลิตลูกพันธุ์หอยชักตีนขนาด 0.3–1 ซม. เพื่อส่งให้ศูนย์ฯ กระบี่นำไปอนุบาลและนำลงปล่อยทะเลต่อไป โดยมีผลผลิตลูกหอยที่ส่งให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ ในปี 2545 จำนวนรวมทั้งสิ้น 145,000 ตัว (เป็นลูกหอยขนาด 0.1-0.3 ซม. 85,000 ตัว และขนาด 0.3-1.0 ซม. จำนวน 60,000 ตัว) และในปี 2546 จำนวนรวม 50,000 ตัว (ขนาด 0.1-1.0 ซม. 25,000 ตัว และขนาด 0.3-1.5 ซม. จำนวน 25,000 ตัว) ในปัจจุบันยังมีลูกหอยขนาด 0.5-2.0 ซม. เหลืออยู่ที่ศูนย์ฯ ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมส่งให้กระบี่ จำนวนประมาณ 8,500 ตัว โดยลูกหอยสายพันธุ์จากฝั่งอันดามันจะส่งไปปล่อยเฉพาะในทะเลฝั่งอันดามันเท่านั้น
         เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2546 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ได้รวบรวมพ่อแม่พันธุ์หอยชักตีนฝั่งอ่าวไทยจากจังหวัดชุมพร นำมาทดลองเพาะเลี้ยง และได้ลูกหอยฝั่งอ่าวไทยชุดแรก ซึ่งปัจจุบันมีอายุ 8 สัปดาห์ มีขนาดความยาวเปลือกประมาณ 0.4-1.5 ซม. จำนวนประมาณ 30,000 ตัว ลูกหอยชุดนี้พร้อมที่จะนำลงปล่อยในทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์หรือชายฝั่งอ่าวไทยได้
         เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2546 จังหวัดกระบี่ได้นำหอยชักตีนทูลเกล้าถวายสมเด็จ
พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในการนี้ ได้ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่า ให้ศึกษารายละเอียด หอยชักตีนจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในทะเลพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้หรือไม่ อย่างไร หากเจริญเติบโตได้ดี ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดหาพันธุ์มาปล่อยต่อไป เพื่อเป็นการรับสนองพระราชประสงค์ กรมประมงได้ทำการผลิตลูกพันธุ์หอยชักตีนจากโรงเพาะฟัก และเตรียมการเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อทรงปล่อยลงชายฝั่งทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อไป


หอยชักตีน

เมื่อเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดที่ติดกับทะเล อาหารทะเลจึงเป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวมักจะต้องถามหาเพื่อจะได้ลิ้มลองรสชาติอาหารทะเลที่สด ราคายุติธรรม เช่นเดียวกับจังหวัดกระบี่ “หอยชักตีน” ถือว่าเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของจังหวัดกระบี่ โดยการนำหอยไปลวกในน้ำเดือด เพื่อให้ส่วนที่คล้ายเท้าของหอยโผล่ออกมา จิ้มกับน้ำจิ้มรสแซบ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของนักชิมเป็นอย่างยิ่ง

หอยชักตีน ชื่อหอยทะเลชนิดหนึ่ง มีมาในทะเลแถบจังหวัดกระบี่ ตัวหอยมีลักษณะพิเศษ ตรงปากจะมีติ่งคล้ายเล็บยื่นออกมาใช้สำหรับเดิน ชาวบ้านเรียกว่า "ตีน" ปัจจุบันกลายเป็นอาหารขึ้น ภัตตาคาร ราคาค่อนข้างสูง

สำหรับวิธีกินหอยชักตีน ให้ดึงส่วนที่เรียกว่า "ตีน" เพื่อให้ตัวหอยหลุดตามออกมาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ชักตีน" หากไม่ สามารถใช้มือดึงได้ก็จะใช้ไม้จิ้มฟัน หรือเหล็กแหลมเสียบบริเวณเนื้อหอยแล้วดึงออกมาจิ้มน้ำจิ้ม ความ อร่อยของหอยจะขึ้นอยู่กับความสดใหม่ของหอย และผีมือการทำน้ำจิ้มด้วย คุณค่าประโยชน์

หอยชักตีนนอกจากใช้เป็นอาหารว่าง เป็นกับแกล้มหรือเป็นกับข้าวแล้ว เปลือกหอยยังใช้ทำ เครื่องประดับบ้านทำเป็นของที่ระลึก โดยนำเปลือกหอยไปทำความสะอาด แล้วนำไปประดิษฐ์เป็นสิ่ง ที่ต้องการ

ที่มา จัดการออนไลน์ 15 พฤศจิกายน 2549

สนใจ เรื่องหอยชักตีนในเชิงสบายๆ  โดย อ.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์   คลิกค่ะ


 

 

 

 

ระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดย อ. ธีรพงษ์ กิติสยาม

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


มหันตภัยคลื่นยักษ์สึนามิ (Tsunami) ถล่มภาคใต้ โดย อ.บุญฤดี แสงจันทร์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


เว็บไซต์ทางคณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ โดย อ. อิศราภรณ์ เทียมศร

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


ไบโอแมทริกซ์ รหัสลับในการระบุตัวบุคคล โดย อ.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์

 

{mospagebreak}

หน้า 2


เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel cell)  ทำงานอย่างไร

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ทฤษฎีกราฟ โดย อ. นนธิยา มากะเต


เทคนิคการหาปริพันธ์  โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา


นาฬิกาแบบลูกตุ้ม โดย ผศ. จรัส บุณยธรรมา

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ฟิสิกส์ กับคลื่นสึนามิ  โดย อ.สุชาติ สุภาพ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


WEB ที่น่าสนใจของฟิสิกส์ โดย ผศ. จรัส บุณยธรรมา

 


เราเชื่อในสิ่งที่เรามองเห็นได้แค่ไหน  โดย รศ. วัชระ รอดสัมฤทธิ์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


แมงดาทะเล สัตว์ดึกดำบรรพ์มหันตภัย โดย อ.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


ยลยินอินเทอร์เน็ต  จาก Newsletter Science ปีที่ 2 ฉบับที่ 2  2548

 

{mospagebreak}

หน้า 2


การพิสูจน์ทฤษฎีบทผลคูณจุด และผลคูณไขว้โดยใช้เอกลักษณ์ตรีโกณมิติ โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา

 

{mospagebreak}

หน้า 2


การเคลื่อนที่ย้ายมนุษย์  (Teleportation) โดย ผศ. จรัส บุณยธรรมา

 

{mospagebreak}

หน้า 2


มหัศจรรย์ของหนอนแมลงวัน โดย อ. เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ข้อควรระวังในการใช้บทนิยาม และทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์ โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา

 


เว็บไซต์ที่น่าสนใจทางคณิตศาสตร์ โดย อ. อิศราภรณ์ เทียมศร

 

{mospagebreak}

หน้า 2


สถานีเล่นเกมหมายเลข 2 (Play Station 2) โดย ผศ. จรัส บุณยธรรมา

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ญึ่ปุ่นสร้างหุ่นยนต์ที่ดูเหมือนคนมากที่สุด โดย นางสาว จารุณีย์ หมั่นถนอม


โจทย์ผสมในทฤษฎีการนับ โดย ผศ. ยุรีย์ วรวิชัยยันต์


โลกนี้ไม่มีของเสีย โดย อ.สุชาติ สุภาค

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


การทำให้ windows xp  ใช้ภาษาไทยได้

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2


การบำบัดน้ำเสียโดย ฟิล์มชีวภาพของจุลินทรีย์ โดย อ.ประดับรัฐ ประจันเขตต์

 

{mospagebreak}

หน้า 2


การหารลงตัว (Divisibility) โดย อ.นนธิยา มากะเต


ความแตกต่างที่เหมือนระหว่าง ดีเอ็นเอ (DNA)  กับ บาร์โค้ด (Barcode)  โดย อ.สุชาติ สุภาพ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


ปริพันธ์จำกัดเขตและปริพันธ์ตามเส้น โดย อ.วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ตึกระฟ้า โดย ผศ. จรัส บุณยธรรมา

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


การอบรมเชิงปฏิบัติการ "การสอนปฏิบัติการฟิสิกส์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษา" วันที่ 18-19 พฤษภาคม 49


ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ระดับอุดมศึกษา 2549


พบวัตถุที่อาจเป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 10  2003  UB313  โดย อ.เป็นไท ปิ่นม่วง จาก Newsletter Science ปีที่ 3 ฉบับที่ 3  2549

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


ผศ. จรัส บุณยธรรมา ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น โดย อ.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์ 

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ทฤษฎีการกระจายของเฮวีไซด์ ( Heaveside's Expansion Theorem) โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ดอกไม้แฟนซี โดย อ.มานิดา โชรัมย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2


เมื่อพลูโตไม่ได้เป็นดาวเคราะห์อีกต่อไป โดย อ.วรนุช ทองพูล

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

 


รถไฟเหาะมหาสนุก  (Roller Coaster)  โดย ผศ. จรัส บุณยธรรมา

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

 

{mospagebreak}

หน้า 5


ซูโดกุ (Sudoku)  เกมปริศนาเติมตัวเลข  โดย รศ. วัชระ รอดสัมฤทธิ์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2549  รับพระราชทานโล่จากสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 


คุณรู้จักทางด่วนดีแค่ไหน โดย อ.จตุรพิธ เกราะแก้ว

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


โรคภัยจากจุลินทรีย์ ในช่วงฤดูร้อน และฤดูฝน โดย อ.ประดับรัฐ ประจันเขตต์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


การพิสูจน์ทฤษฎีบทของลิมิตบางทฤษฎีบท โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา


วัยหมดประจำเดือน (Menopause)  โดย อ.เลอลักษณ์ เสถียรรัตน์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


แทนแกรม (Tangram)  เกมต่อชิ้นส่วนชวนพิศวง โดย รศ.วัชระ รอดสัมฤทธิ์

{mospagebreak}

หน้า 2


รังสีเอกซ์ (x-ray)  โดย ผศ.จรัส บุณยธรรมา

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


แบคทีเรีย (Bacteria) โดย อ.ประดับรัฐ ประจันเขตต์

{mospagebreak}

หน้า 2


ฟิสิกส์เชิงวิศวกรรม (Engineering Physics)  โดย ผศ. บดินทร์ชาติ สุขบท และ ดร.สุรฤทธิ์ ปี่เพราะ

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


การหาอนุพันธ์ของอนุกรมฟูเรียร์ (Integration of Fourier Series) โดย รศ.วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา


น้ำมันแก๊สโซฮอล์ ดีจริงหรือ โดย ผศ. บุณย์ฤทธิ์ ประสาทแก้ว

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

 


การแก้ปัญหา ในการวิเคราะห์ความแปรปรวน  โดย อ.ประพจน์ ดำรงค์สุทธิพงศ์

 

{mospagebreak}

หน้า 2


การป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์เบื้องต้น โดย รศ.วัชระ รอดสัมฤทธิ์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


ชื่อ ไวรัส บอกอะไรได้บ้าง โดย นายกิตติพงศ์ กลิ่นจันทร์


 

 

 

 

 

 

การหาปริพันธ์ของอนุกรมฟูเรียร์  โดย รศ. วิรัตน์ ชาญศิริรัตนา

{mospagebreak}

หน้า 2


อาจารย์วานิช โสภาสพ รับรางวัลจากสภาวิจัยแห่งชาติ 


วิธีการเปรียบเทียบเชิงซ้อนในโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS โดย อ.ประพจน์ ดำรงสุทธิพงศ์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


 

 

 

 

 

 

 

 

ไร้ญาติยุคใหม่


หลักฐานเก่า


ข้าวกล้อง


หลังคามีชีวิต


ชาวเมืองผู้ดีอังกฤษนิยมชมโทรทัศน์ ดูทีวีร้อยละ 18 ของชีวิต


ผิวดวงจันทร์

 


อากาศเปลี่ยนน้ำแข็งหิมาลัยละลาย


พึ่งลำแข้งชะลอความแก่ได้เอง ทั้งยังหนังเหนียว ตายยากจากทุกโรค


ขุดมาตรวจ


สู้โลกร้อน


ทุ่นแรง


อาหารอิ่มไว


เร็วที่สุดในโลก


ใช้อักษรตัวย่อส่งข้อความสั้นทุ่นเวลา แต่ผลาญเวลาของผู้รับ 2 เท่า


ของเล่นไฮเทค


กินถั่ววันละ 1 กำมือ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจลงได้หมด


สำรวจความคิดเห็นสุภาพสตรีอังกฤษ เสน่ห์แรงที่สุดเมื่ออายุ 34 ปี


ทำเล่าเต๊ง


ไวรัสอาศัย Google แพร่เชื้อ


ร้านอินเทอร์เน็ตสำหรับเยาวชน


เครื่องเล่น MP 3  และ MP4  จะหายไป


เซ็กซ์ (Sex)  เพื่อสุขภาพที่ดี


บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7


เหตุที่น้ำหนักตัวของผู้หญิงลด อาจเป้นลางของโรคสมองเสื่อม


แนวโน้มการมีเวบเพจสำรอง


ลดอัตราการใช้แหล่งพลังงานจากฟอสซิล


ฝึกทักษะ


สิ่งแวดล้อมปั้นนิสัยคนอยู่ในถิ่นสกปรกเลยพลอยทำรกไปด้วย

 


ไม่เพี้ยน


แตกตื่นกินยาโด๊ปสมอง เรียกร้องสิทธิซื้อยาบำรุงตามร้านขายยา


ประดิษฐ์ลูกตา "ไบโอนิก" ออกสู่ตลาด ช่วยคนจอประสาทตาเสื่อมกลับเห็น


เป็นหมันทั้งโลก เพราะรังสีหรืออาหาร


พลังลม 130 สตางค์


รักอมตะยังคงมีอยู่จริง


จากสนามรบ

 


แชมเปี้ยนบริจาคเชื้ออสุจิแห่งยุโรป กำเนิดเด็กเกือบครึ่งร้อย


ให้กินอาหารเหลวๆอมก๊าซกลับทำให้อิ่มหนำสำราญเร็ว


พบซีลาคานธ์ที่อินโดฯ ต้นกำเนิดปลานี้อยู่กูกุ้มข้าว


เกรวีเรีย ดอกสวยทนแล้ง


หล่นมาจากฟ้า


สังเวียนสุนัข


เวบนาโนเทค

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

อาบสะอาด

 


รุ่นทดลอง


ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่ปรับตัว


สัมผัสงานศิลป์


รู้แล้ว เป็นอัจฉริยะได้ไม่ยาก ต้องหมั่นฝึกซ้อมนานหน่อย


หวงไข่


ตรวจคุณสมบัติ


บินเดี่ยว


ดีเปรสชัน

 


อินเตอร์แอคทีฟผ่านเว็บไซต์

 


 

หุ่นยนต์ผู้ช่วยฑูต


 

โอลิมเพ็ต


 

สดใสและบางกว่า


ไดโนเสาร์แดนซ์


อุปกรณ์ของนักข่าว


สมาร์ทโฟน


ระบบจัดเก็บข้อมูลยุคใหม่


แพงที่สุดในโลก


กทช. เดินหน้ากำหนดพื้นที่อันตรายในการใช้มือถือ


ล้ำโลก


เศรษฐกิจแย่แต่แบตฯขายดี


นักดีไซน์เกม


กล้องสมาร์ททัช


รถไม้ไผ่


ปลดล็อกไอโฟน


คุ่แข่งที่น่ากล้วของ บลู-เรย์


ไม่เจอะกันนาน

 


เตือนสติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ระบุตัวตนด้วยเส้นเลือดดำ


โลกใต้น้ำเชียงใหม่ ที่สุดของแหล่งศึกษาพันธุ์สัตว์น้ำ


เอาเส้นใยข้าวเย็บแผล วิจัยการเกษตรสู่วงการแพทย์


สไปเกอร์ ซูเปอร์คาร์

 


มะเร็งลำไส้ใหญ่ ป้องกันได้


ไทยเป็นเจ้าภาพประชุมนำเทคนิคใหม่ช่วยผู้พิการ


การศึกษาสำเร็จเด็กอัจฉริยะการลงทุนที่คุ้มค่า


ธุรกิจตู้เติมเงินมือถือออนไลน์


เมื่ออุณหภูมิโลกร้อนขึ้น


 

กระเจี๊ยบ.. มากคุณค่าสารพัดประโยชน์


ดิจิทัล ไลฟ์เซ็นเตอร์ ที่ปรึกษาไอทีของ SME

 


เสื้อเกราะเก็บกระสุนนวัตกรรมพอเพียง


Cool Trend


 

 

 

 

 

 

 

 

แบคทีเรีย สังเคราะห์ด้วยแสง โดย อ.ประดับรัฐ ประจันเขตต์

{mospagebreak}

หน้า 2


การทดสอบความเป็นอิสระกันระหว่างตัวแปร ในโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS  โดย อ.ประพจน์ ดำรงสุทธิพงศ์

{mospagebreak}

หน้า 2


 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M 

N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ        

                              อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

     

 บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

คณิตศาสตร์ราชมงคล

           ฟิสิกส์ราชมงคลใหม่

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว  

แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน  พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว  

ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล