เรื่องน่าเศร้าของแอตแลนติส

ทะเลและภูเขาไฟ กับผืนแผ่นดิน

                “ท้องฟ้าครึ้มลงในทันที ต่อมาก็มีแสงแปลบปลาบเจิดจ้าขึ้นในความมืดนั้น และเวลานั้นมีคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะรับรู้เรื่องนี้ และข้าพเจ้ากล้าพูดได้ว่า คนจำนวนมากคงไม่เชื่อ” ประจักษ์พยานรายหนึ่งของเหตุการณ์ภูเขาไฟกรากาตั้วระเบิดเมื่อปี 1883 ได้เขียนไว้                 เกาะไฟกรากาตั้วนั้นอยู่ระหว่างเกาะสุมาตราและชวา ถูกระเบิดจมหายไป เกิดเถ้าถ่านบนท้องทะเล คลื่นความสูง 1000 ฟุต ซัดเรือน้อยใหญ่ขึ้นไปถึงภูเขา เสียงสะท้อนจากการระเบิดนั้นได้ยินไปไกลถึงออสเตรเลีย และชั้นบรรยากาศ ปั่นป่วนไปทั่วโลก

                “ทรายและหินที่ตกลงมาอย่างละลานตา ความมืดครึ้มปรากฏอยู่เบื้องบนและรายรอบตัวเราอย่างหนาแน่น จะเว้นไปบ้างก็แต่เมื่อมีสายฟ้านานาชนิดที่เจิดจ้า พร้อมกันนี้ก็มีเสียงระเบิดคำรามดังต่อเนื่องของภูเขากรากาตั้ว ทำให้สถานการณ์ของเราน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง” กะลาสีคนหนึ่งบันทึกถึงความหายนะที่ตนได้เห็น


ภาพจักรราศีบนเพดานของหอในอารามฮาธอร์ ที่เดนเดรา
อายุ 3 ศตวรรษก่อนคริสตกาล


                คืนหนึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1966 ผู้เขียนอยู่บนเรือ เดินทางผ่านช่องแคบซุนดา ความสว่างเจิดจ้าอย่างปาฏิหาริย์แห่งกรากาตั้วปรากฏเป็นแสงสีแดงในท้องทะเลและบนผืนเมฆ ความบ้าคลั่งของไฟจากภูเขาไฟ และคลื่นจากความแปรปรวนในกรากาตั้วปรากฏขึ้นต่อหน้าผู้เขียนในทันใด แต่ท้ายสุด กาลเวลาก็ลบเลือนความทรงจำของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยานี้ไป และมีเพียงเรื่องเล่าพื้นบ้านเท่านั้น ที่จะบันทึกอุบัติการณ์อันเด่นชัดในอดีต บางทีเรื่องเดียวกันนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับแอตแลนติสในตำนานก็ได้

                หรือว่าทวีปเหล่านั้นเป็นบ้านเรือนถาวรของชาตินั้นในทุกวันนี้ หรือว่ามหาสมุทรต่างยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิมของตนตลอดไป คำตอบมีสั้น ๆ นั่นคือ “ไม่” พร้อมกับมีข้อเท็จจริงอีกมากมาย แม้ว่าประวัติศาสตร์นั้นสั้นเกินไปเมื่อเปรียบกับยุคทางธรณีวิทยา แต่ก็มีบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์ที่เด่นชัดมากมายในอดีต

                นครอีทรัสกันแห่งสปินา ในทะเลเอเดรียติก ที่พลินีและสตราโบระบุไว้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นมหานครอันรุ่งเรืองทางการค้าและวัฒนธรรม บัดนี้ได้จมลงโดยสิ้นเชิง และนครดีโอสกูเรียในทะเละดำปัจจุบันก็จมอยู่ใต้น้ำ และภานากอเรียอันเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ของกรีกโบราณ ซึ่งอยู่ในทะเลดำก็จมสู่ท้องน้ำในอ่าวทามันเช่นกัน

                ไม่เพียงแต่เมืองต่าง ๆ เท่านั้น ดินแดนขนดใหญ่ก็จมหายไปในห้วงลึกแห่งมหาสมุทรด้วย เมื่อมีการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกดำเนินต่อไปตลอดเวลา และจากสาเหตุทำนองเดียวกันนี้ การจมของแอตแลนติสจึงอาจจะเป็นจริง การพิจารณาการเปลี่ยนแปลงทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยาเหล่านี้ทั่วโลก จะเผยให้เห็นปรากฏการที่น่าตื่นเต้นแปลกใจ

                อารามจูปิเตอร์-เซราพิสในอ่าวนาเปลส ที่อิตาลี สร้างขึ้นเมื่อ 105 ปีก่อนคริสตกาล อารามนี้ค่อย ๆ จมลงสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่เมื่อ ค.ศ.1742 อารามดังกล่าวก็โผล่จากท้องทะเลอีกครั้ง และบัดนี้ก็จมลงอีกครั้ง

                ป้อมปืนแห่งคาราวาน-ซาไรในทะเลแคสเปียนได้สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.1135 และในเวลานั้นป้อมดังกล่าวค่อย ๆ หายไปใต้น้ำ จากนั้นแหล่งอ้างอิงทั้งปวงเกี่ยวกับป้อมแห่งนี้ในบันทึกโบราณก็เริ่มสับสน จนคาราวน-ซาไรกลายเป็นนิทานไป แต่เมื่อ ค.ศ. 1723 เกาะแห่งนี้ก็โผล่เหนือทะเลอีกครั้ง และยังคงเห็นได้ชัดเจน

                ท่าเรือพอร์ตรอยัลในประเทศจาเมกา อันเป็นรังโจรสลัด เคยมีแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง และจมลงเป็นบางส่วน เมื่อ ค.ศ.1692

                ส่วนในกรุงลิสบอน มีแผ่นดินไหวเมื่อ ค.ศ.1755 คลื่นทะเลสูงถึง 33 ฟุต พื้นที่ส่วนใหญ่เกิดความเสียหายรุนแรง และประชากร 600,000 คนต้องเสียชีวิต

                เมื่อ ค.ศ. 1780 นักสำรวจชาวสเปนชื่อเมาเรลเญ ได้ค้นพบเกาะฟอลคอนในมหาสมุรแปซิฟิคตอนใต้ ครั้น ค.ศ. 1892 รัฐบาลแห่งทองกา ปลูกมะพร้าว 2,000 ต้นบนเกาะนี้ แต่สองปีต่อมา เกาะฟอลคอนนี้ก็ต้องสาบสูญไปใต้ผิวหน้ามหาสมุทร และปัจจุบันนี้ได้โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง

                แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงมีผลกระทบแก่พื้นที่ลุ่มแม่น้ำสินธุเมื่อปี 1819 ภูมิภาคอันกว้างใหฅญ่ถูกน้ำท่วม มีเพียงอาคารที่สูงลิบเท่านั้นที่อยู่เหนือน้ำ และเมื่อระหว่าง ค.ศ.1822 และ ค.ศ.1853 ชายฝั่งชิลียกตัวสูงขึ้นถึง 30 ฟุต เนื่องจากการสั่นไหวของผิวโลกอย่างรุนแรง

                เกาะตัวนามีในหมู่เกาะคุก ได้จมลงในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมกับประชากรอีก 13,000 คน เมื่อช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ผ่านมา เช้าวันหนึ่งคนหาปลาได้ลงเรือออกมาจากเกาะดังกล่าว เมื่อกลับบ้านในตอนค่ำ ปรากฏว่าเกาะนั้นหายไปแล้ว


โพไซดอน เทพเจ้าแห่งแอตแลนติส อายุราว 510 ปี ก่อนคริสตกาล


                เมื่อปี 1957 ภูเขาลูกหนึ่งที่ยังมีควันคุกรุ่น ได้โผล่ขึ้นจากห้วงลึกแห่งมหาสมุรแอตแลนติกใกล้กับหมู่เกาะอะโซเรส นอกจากนี้อีกเจ็ดปีต่อมา ก็มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นกับเกาะเซนต์จอร์จ ภัยพิบัตินั้นเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้ผู้อาฅศัย 15,000 คน ต้องหนีจากเกาะ ภูเขาไฟตริสตันดาคุนฮาซึ่งคิดว่าคงสาบสูญไปแล้ว ได้ระเบิดขึ้นในมหาสมุรแอตแลนติสตอนใต้เมื่อ ค.ศ.1961 ทำให้มีการอพยพประชาการไปสู่ประเทฅศอังกฤษ

                ไม่เพียงแต่เกาะและแนวชายฝั่งเท่านั้น แต่ทวีปผืนใหญ่ก็จมหรือยกตัวได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่นประเทศฝรั่งเศส กำลังจมลงด้วยอัตรา 30 เซนติเมตรต่อศตวรรษ ดินแดนระหว่างแม่น้ำคงคาและเทือกเขาหิมาลัยกำลังยกตัวขึ้นอัตรา 18.1 มิลลิเมตรต่อปี เทือกเขาแอนดิสในอเมริกาใต้ก็เชื่อกันว่ายกตัวขึ้น 200-300 ฟุต นับจากสมัยของโคลัมบัส พื้นล่างของมหาสมุทรแปซิฟิคกำลังยกตัวสู่ผิวหน้าในบริเวณหมู่เกาะอะลิวเชียน

                ฟาเธอร์โจเซฟ ลินช์ แห่งมหาวิทยาลัยฟอรฅ์ดแฮม ในนิวยอร์ก กล่าวว่า ทวีปใหญ่ทวีปหนึ่ง ดูเหมือนพร้อมจะตัวเหนือผิวหน้ามหาสมุทรแอตแลนติกด้วย เรื่องนี้อาจจะเกิดขึ้นกับแอตแลนติสในตำนานและเรื่องปรัมปราได้เช่นกัน

                เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่องในมหาสมุทรต่าง ๆ นั้น มีหลักฐานจากการค้นพบของนักเทคนิคแห่งเรือเวสเทิร์นเทเลกราฟ ที่หาสายเคเบิลที่หายไปในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อปี 1923 พวกเขาพบว่าสายเคเบิลนั้นอยู่สูงกว่าระดับเดิม เนื่องจากมหาสมุทรยกตัวขึ้นถึง 2.25 ไมล์ ในเวลาเพียงยี่สิบห้าปี หากมหาสมุทรแอตแลนติกมีน้ำแห้งลงในฉับพลัน เราก็จะเห็นแนวยาวจากไอซ์แลนถึงแอนตาร์กติกา ส่วนตอนใต้ของหมู่เกาะอะโซเรสนั้น เป็นภูเขาใต้ทะเล มีชื่อว่า แอตแลนติส (Atlantis) นั่นก็คือ แอตแลนติสในตำนานที่ล้มหายตายจากไป

                เมื่อปี 1949 ศาสตราจารย์เอ็ม. อีวิง แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้สำรวจสันใต้มหาสมุทรแอตแลนติกตอนกลาง ที่ระดับความลึกระหว่าง 2 ถึง 3.5 ไมล์ เขาพบทรายชายหาดสมัยก่อนประวัติศาสตร์ นี่นับเป็นปริศนาอันยิ่งใหญ่ เพราะทรายในฐานะที่เป็นผลผลิตจากการสึกกร่อน ไม่ได้ปรากฏอยู่บนหาดทรายนั้นเลย ข้อสรุปเพียงอย่างเดียวเกี่ยวกับการค้นพบทรายที่ใต้ท้องสมุทรแอตแลนติกก็คือ พื้นดินอาจจมลงสู่ทะเล หรือระดับมหาสมุทรในยุคอดีตมีระดับต่ำกว่านี้มาก การตรวจสอบครั้งสุดท้าย ทำให้เกิดคำถามว่า น้ำทั้งหมดนั้น หายไปไหน

                หุบเขาใต้น้ำจำนวนมากในมหาสมุทรแอตแลนติกนั้น มิใช่สิ่งอื่นใดเลย นอกจากแม่น้ำที่มีอยู่ต่อเนื่องมา ข้อนี้ช่วยพิสูจน์ว่า ในบางพื้นที่ พื้นทะเลจะต้องเคยเป็นแผ่นดินมาก่อน

                เมื่อ ค.ศ. 1898 เรือวางสายเคเบิลของฝรั่งเศสได้พบเศษลาวาลักษณะเหมือนกระจก ที่ระดับความลึก 1,700 ฟาธอม สารกระจกนี้เกิดขึ้นได้เพียงที่ระดับน้ำทะเลเท่านั้น นั่นหมายความว่า การระเบิดของภูเขาไฟเคยปรากฏในตำแหน่งนั้น เมื่อครั้งมหาสมุทรยังเป็นแผ่นดินอยู่

                เทือกเขาแอนดิสจะต้องยกตัวขึ้นอย่างทันใด ในเวลาไม่นานมานี้ สมัยเมื่อมนุษย์สามารถเดินเรือใหญ่ได้แล้ว หากเราปฏิเสธข้อสมมตินี้ การมีอยู่ของท่าเรือในทะเลสาบติติคาคาที่ระดับความสูง 12ฅ,500 ฟุต และห่างจากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิค 200 ไมล์นั้น ก็จะเป็นเรื่องที่อธิบายไม่ได้โดยสิ้นเชิง แหวนสำหรับสายเคเบิลบนท่าเรือแห่งนั้น มีขนาดใหญ่มากจนสามารถใช้ได้กับเรือเดินสมุทรเท่านั้น ร่องรอยของวัชพืชทะเลและหอยทะเลนั้น ยังคงเห็นได้ใน “ท่าเรือ” แห่งนี้ ในเทือกเขาแอนดิส มีชายหาดที่ยกตัวขึ้นอย่างมาก น้ำในทางด้านใต้ของทะเลสาบติติคาคานั้นยังคงเค็มอยู่ นอกจากนี้ยังมีความลึกลับพอ ๆ กันอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือท่าเรือขนาดยักษ์แห่งนาน-มาทัล ในโพนาปแห่งแคโรไลนส์ นาน-มาทัล นั้นคือเมืองเวนิชที่สร้างยื่นออกไปในทะเล ชาวพื้นเมืองในทุกวันนี้ไม่ได้ประกาศว่าบรรพบุรุษของตนได้สร้างท่าเรือดังกล่าว พวกเขากล่าวถึงกษัตริย์พระอาทิตย์ผู้ปกครองเกาะนั้น และส่งเรือไปยังดินแดนที่ไกลออกไป นาน-มาทัล จะเป็นเกาะขนาดใหญ่ที่พื้นที่ส่วนใหญ่จมลงในสมัยที่ท่าเรือทะเลสาบติติคาคายกตัวใช่หรือไม่ ชาวอินเดียเผาเคชัวกล่าว่าในตอนแรกมีข้าวโพดงอกงามใกล้ทะเลสาบติติคาคา เพราะพื้นที่อยู่ในระดับที่สูงมาก แต่น่าอัศจรรย์ที่บัดนี้ไม่มีอยู่เลย เรื่องทั้งหมดนี้ บ่งชี้ว่าชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาใต้ ได้ยกตัวขึ้นอย่างฉับพลัน การจมลงของแอตแลนติสส่าจะเป็นสาเหตุแก่การยกตัวของเทือกเขาแอนดิส

                นักสำรวจชาวเม็กซิโก นามว่า โฮเซ คาร์เซีย ปายอน ได้พบกระท่อมสองหลังในเทือกเขาคอร์ดิลเลราใต้ชั้นน้ำแข็งหนา และร่องรอยของเปลือกหอย ได้บอกว่า ชายฝั่งทะเลที่สัตว์เหล่านี้เคยอาศัยอยู่ ในปัจจุบันได้ยกตัวขึ้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 19,000 ฟุต

แอนดรูว์ โทมัส เขียน

ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล




หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31


กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล