พระเจ้าลงมาเดินในหมู่มนุษย์



บุรุษกึ่งเทวะ และประวัติศาสตร์

                ในเรื่อง เมตามอร์โฟซิส ของโอวิด กวีโรมัน กล่าววาเมื่อโคลนจากน้ำท่วมโลกแห้งลง โลกจะมีรูปชีวิตแปลกใหม่ แม้ว่ารูปชีวิตเก่าจะรอดเหลืออยู่บ้างก็ตาม

                เพลโตบันทึกเรื่องเล่าของนักบวชอียิปต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ในอดีตมีภัยพิบัติชนิดทำลายล้างอยู่หลายครั้ง นักพรตแห่งลุ่มน้ำไนล์ชี้ว่า เมื่อคนหลายชั่วอายุจากผู้รอดเหลือถึงแก่กรรมลง โดยไม่มีการเขียนบ่งบอกฐานะของตนเอง ความทรงจำเรื่องน้ำท่วมเหล่านี้ก็สูญไป

                เนื่องจากการมองความหายนะของแอตแลนติสจะเห็นว่า เวลาผ่านหลายศตวรรษ การระเบิดของภูเขาไฟจึงสิ้นสุดลง เมื่อแผ่นดินมีคลื่นชะล้าง แห้งพอจะปลูกพืชพันธุ์ได้ ก็ไม่มีสัตว์หรือมนุษย์ดำรงอยู่แล้ว ผู้เหลือรอดชาวแอตแลนติสกระจัดกระจายไปทั่วโลก ศูนย์กลางของวัฒนธรรมและองค์ประกอบของอายธรรมก็สูญสิ้น เนื่องจากไม่มีการเขียนในสภาพแร้นแค้นจากภัยพิบัตินั้น เรื่องเล่าถึงจักวรรดิอันมั่งคั่งที่ถูกทำลายด้วยไฟและน้ำ ก็ส่งผ่านไปปากต่อปาก ต่อมาก็กลายเป็นกำเนิดของเรื่องปรัมปราทั้งปวง เมื่อส่งต่อถึงคนรุ่นต่อไป ข้อเท็จจริงบางเรื่องก็ถูกบิดเบือน หรือลืมไป จึงมีเพียงแต่การค้นพบศิลปะการเขียนที่บันทึกตำนานไว้อย่างถาวรบนแผ่นจารึกหรือปาปิรัส


รูปศิลาจากเมซคาลา ทางใต้ของเม็กซิโก รูปนี้สูง 8 นิ้ว
สลักภาพที่แตกต่างไปจากภาพอื่น ๆ ในพื้นที่เดียวกัน


                เรื่องพื้นบ้านทำให้ตัวตนผู้ล้ำเลิศเป็นอมตะ ตัวตนดังกล่าวเป็นผู้ให้อารยธรรมแก่มนุษยชาติหลังยุคน้ำท่วม ผู้ให้ความสว่างแห่งวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ปลูกฝังเรื่องการบูชาพระอาทิตย์ พวกเขากลายเป็นผู้ปกครองคนสำคัญที่สั่งสอนดาราศาสตร์ เกษตรกรรม สถาปัตยกรรม การแพทย์ และศาสนา แผ่นดินเหนียวจารึกของบาบิโลนกล่าวถึงตัวตนที่ลงมาจากท้องฟ้าว่า “เมื่อน้ำท่วมมาถึง และหลังจากน้ำท่วมแล้ว พระเจ้าเหนือหัวก็เสด็จลงมาจากสวรรค์อีกครั้ง”

                พงศาวดารของซูเมอร์ ให้รายพระนามกษัตริย์ของตน ผู้ปกครองหลังสมัยน้ำท่วม แต่นักประวัติศาสตร์ไม่ศรัทธารายชื่อเหล่านี้ เพราะประกอบไปด้วยผู้ปกครองจำนวนมากทีมีเครื่องหมายว่าเป็นเทพหรือกึ่งเทพ นอกจากนี้ช่วงเวลายังครอบคลุมกษัตริย์ทุกพระองค์ในราชวงศ์แรกหลังน้ำท่วม อันบ่งชี้ว่าเป็นเวลา 24,150 ปี ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อสำหรับนักโบราณคดี

                แม้เวลาจะผ่านมาถึงศตวรรษที่ยี่สิบ ทางโบราณคดีไม่มีเอกสารใดจะพิสูน์การมีอยู่ของกษัตริย์ในบาบิโลนที่เก่าไปกว่าราชวงศ์ที่แปด ต่อมา เซอร์ เลียวนาร์ด วูลลีย์ ได้ค้นพบอารามโบราณแห่งหนึ่ง สร้างอุทิศแก่เทวีนินคาร์ซัก วิหารนี้อยู่ที่ภูเขาอัลอูไบด์ ใกล้กับนครอูร์ ในบรรดาโบราณวัตถุที่พบก็คือ ลูกปัดทองคำ ที่มีชื่อ อะ-อันนี-ปัด-ดา ต่อมาก็มีการตรวจพบแท่นฐานจากจารึกคูนิฟอร์ม พบข้อความยืนยันการอุทิศอารามนี้ โดย อะ-อันนี-ปัด-ดา กษัตริย์แห่งอูร์ โอรสของ เมส-อันนี-ปัด-ดา กษัตริย์แห่งนครอูร์

                บัดนี้ เมส-อันนี-ปัด-ดา เป็นผู้สถาปนาราชวงศ์ที่สามหลังจากน้ำท่วม ในรายพระนามผู้สืบราชสมบัติแห่งสุเมเรียน และนับแต่นั้น มีการพิจารณาว่า เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวในตำนานเท่านั้น เรื่องนี้แสดงถึงความไม่ฉลาดที่ละเลยต่อบันทึกบางชิ้น เช่น นิทาน เป็นต้น ในตัวอย่างนี้ เราเห็นจุดอ้างอิงอย่างชัดเจนถึงการเกิดน้ำท่วม และราชวงศ์ต่าง ๆ ที่ช่วยเหลือมนุษยชาติในการฟื้นฟูสภาพ

                ยูโพเลมุส (ศตวรรษที่สองก่อนคริสตกาล) กล่าวถึงนครบาบิโลนว่า เป็นหนึ้บุญคุณการสร้างแก่ผู้รอดชีวิตจากภัยพิบัติน้ำท่วมนั้น กษัตริย์แห่งซูเมอร์นั้น ถือกันว่าเป็นผู้สืบทอดของผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ และจากนั้นพระเจ้าก็ส่งพระองค์ไปเพื่อกอบกู้เผ่าพงศ์มนุษย์ กษัตริย์ผู้ล้ำเลิศพระองค์แรกคือ ดันกิ โอรสของเทพเจ้านินซัน

                ราชบันฑิตวี.เอ. โอบรุตเชฟแห่งรัสเซีย เชื่อว่าผู้รอดชีวิตจากน้ำท่วม ได้นำคบเพลิงแห่งความรู้แจ้งไปยังทวีปทั้งปวง ความคิดทางวิทยาศาสตร์สำนักนี้ ถือว่าอารยธรรมที่สูญไปก็คือวัฒนธรรมแม่แบบ

                ตัวตนผู้เป็นใหญ่ที่กอบกู้อารยธรรมมนุษยชาติ หลังจากสมัยแอตแลนติส มักถือเป็นพระเจ้าเสมอ ชาวอินคาได้รับการบูชาเสมือนโอราของเทพเจ้าพระอาทิตย์ และเช่นเดียวกับผู้ปกครองชาวอียิปต์โบราณ ฮีโรโดตัสเชื่อมั่นว่าอียิปต์ถูกปกครองโดยพระเจ้าผู้อาศัยอยู่กับมนุษย์ เขาบันทึกไว้ว่า ฮอรัส ผู้พิชิตไทฟอน เป็นพระเจ้าองค์สุดท้ายที่ประทับบนบัลลังก์อียิปต์

                เมื่อกอบกู้และรื้อฟื้นวัฒนธรรมแก่มนุษย์บนโลกแล้ว ผู้กู้วัฒนธรรมก็หายไป ไดโอนีซุส ทายาทแห่งโพไซดอน และเป็นกษัตริย์แห่งแอตแลนติสได้เดินทางไปทั่วโลก เพื่อสั่งสอนผู้คนที่ด้อยความรู้ในด้านเกษตรกรรม และจริยธรรม

                ทูริน ปาปิรัส เขียนไว้ว่า การสถาปนาราชวงศ์แห่งบุรุษกึ่งเทวะในอียิปต์ เกิดขึ้นเมื่อ 9,850 ปี ก่อนคริสตกาล

                ฌอง เบลลี นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส สมัยศตวรรณที่สิบแปด ได้ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลไว้ในงานชิ้นอมตะเกี่ยวกับประวัติดาราศาสตร์ว่า “ท้ายที่สุด ได้เกิดอะไรขึ้นกับรัชสมัยทั้งปวงของเทวะแห่งอินเดียและเพริส (เปอร์เซีย) หรือรัชสมัยในตำนานของจีน ซึ่งเทียนหวงหรือราชาแห่งสวรรค์ (ที่ต่างไปโดยสิ้นเชิงจากตี้หวง หรือราชาแห่งโลก และเหยินหวง ราชาแห่งมนุษย์) ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างสมบูรณ์กับชาวอียิปต์และกรีก ในการลำดับราชวงศ์เทพ หรือกึ่งเทพ หรือมนุษย์”

                เรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้าและกึ่งพระเจ้านั้น มีอยู่ทั่วไปในขอบข่ายและช่วงอันยาวนานไร้ที่สุดของกาลเวลา แม้ว่ามักจะมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ควบคู่ไปกับความเชื่อเหล่านี้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นความทรงจำของช่วงเวลาในอดีต เมื่อมนุษย์จากอารยธรรมยิ่งใหญ่ในกาลก่อนได้ชี้แนวทางแก่ลูกหลานของผู้รอดชีวิตจากเหตุน้ำท่วม

แอนดรูว์ โทมัส เขียน

ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล




หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31


 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล