มรดกวิทยาศาสตร์สมัยเก่า



ศาสตร์ก่อนยุควิทยาศาสตร์

                ภาพเขียนหินใน กันชาล เด มาโฮมา และ อาบรี เด ลาส วินาส ประเทศสเปน แสดงถึงร่องรอยลึกลับ งานประดิษฐ์จากงาช้างแมมมอธจากกอนต์ซีในยูเครน มีอายุถึงยุคน้ำแข็ง กลับมีร่องรอยประหลาดปรากฏอยู่ ภาพสลักหรือภาพวาดนับพันเหล่านี้ กระจัดกระจายไปทั่วยุโรป และทำให้นักโบราณคดีและนักมานุษยวิทยาต้องสับสนงุนงงเป็นเวลานาน

                อะเล็กซานเดอร์ มาร์ชาคเขียนไว้ในบทความหนึ่ง ในนิตยสาร Science ว่าเครื่องหมายที่น่าฉงนนี้เป็นเครื่องหมายแทนการสังเกตดวงจันทร์ที่ถูกต้องแม่นยำ เมื่อสมัยนับพัน ๆ ปีก่อนสมัยประวัติศาสตร์ ข้อมูลต่าง ๆ ได้กระตุ้นเตือนให้อะเล็กซานเดอร์ มาร์ชาค พยายามจะประเมินค่าใหม่ของการมองสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คำถามได้บังเกิดขึ้นจากหลักฐานเครื่องหมายพระจันทร์นี้ ซึ่งมีอยู่ในยุคหินเก่าช่วงต้น ต่างมีความสำคัญและมีอยู่จำนวนมาก เครื่องหมายดังกล่าวทำให้ต้องประเมินค่าใหม่ของกำเนิดวัฒนธรรมมนุษย์ อันรวมถึงกำเนิดศิลปะ สัญลักษณ์ ศาสนา พิธีกรรม และดาราศาสตร์ และทักษะอันเชี่ยวชาญที่มีอยู่ในช่วงต้นของยุคเกษตรกรรม

                เครื่องหมายและเหตุการณ์จากเครื่องหมายเหล่านี้ มีอายุย้อนไปถึงยุคหินเก่าช่วงต้น ย้อนเลยไปจากวัฒนธรรมอะซิเลียนยุคหินกลาง ไปถึงมักดาเลเนียน และออริกนาเซียน ดังนั้นมาร์ชาคจึงสรุปไว้อย่างถูกต้องว่า หลักฐานที่มีรวมกันของความรู้เรื่องพระจันทร์ หรือพระจันทร์กับพระอาทิตย์ในอารยธรรมเกษตรกรรมช่วงต้น ที่ได้กระจายข้ามดินแดนอันยิ่งใหญ่แห่งยูเรเซีย แตกแขนงไปสู่แอฟริกา และกระจายสู่ผู้คนเผ่าต่าง ๆ ที่พูดภาษาต่าง ๆ กัน ได้ก่อให้เกิดคำถามว่า มีแบบแผนและทักษะทางดาราศาสตร์พื้นฐานในสมัยเก่าก่อนเชียวหรือ


ลวดลายบนผ้าโบราณที่วิจิตรบรรจง จากเปรู มีอายุราว ค.ศ.200



ดินเหนียวจารึกของบาบิโลน


                 หนังสือ โพโพล วูห์ แห่งกัวเตมาลา ประกอบด้วยบันทึกความสำเร็จของมนุษย์ในยุกเริ่มแรก และกล่าวว่า พวกเขาเฝ้าสนใจการเปลี่ยนส่วนโค้งของท้องฟ้า และพื้นผิวกลมของโลก พวกเขามีความรู้เชี่ยวชาญยิ่งนัก คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าวยังเสริมอีกว่า เห็นวัตถุน้อยใหญ่ในท้องฟ้าและบนโลก

                นับเป็นเรื่องแปลกแต่จริง ที่การตำต่ำของอารยธรรมความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น บางครั้งก็อยู่เหนือระดับปัญญาแห่งยุคสมัย เรื่องเหล่านี้เราพิจารณาได้จากมรดกจากโลกโบราณก่อนน้ำท่วม ร่องรอยของวัฒนธรรมผู้เชี่ยวชาญนี้ยังคงเมีอยู่หลังภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ นี่คือเหตุผลที่มีการศึกษาแหล่งโบราณต่าง ๆ ในบทนี้ ยิ่งเราก้าวลึกลงไปในอดีตเพียงใด เราก็จะยิ่งใกล้กับอารยธรรมที่สูญไปมากเท่านั้น


อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (1879 -1955)


                ศาสตราจารย์เฟรเดริก โซดดีเขียนไว้เมื่อ ค.ศ.1909 ว่า พลังงานปรมาณูนั้นเป็นพลังเคลื่อนเบื้องหลังเทคโนโลยีสมัยก่อนน้ำท่วมโลก เขากล่าวว่า เผ่าพงศ์ที่จะเปลี่ยนสภาพสสาร จะมีความต้องการรับอาหารเล็กน้อย เท่ากับเหงื่อบนคิ้วเท่านั้น เผ่าพงศ์ดังกล่าวจะแปลงสภาพทวีปอันแห้งแล้งเปลี่ยนขั้วโลกน้ำแข็ง และสร้างโลกทั้งปวงเป็นสวนแห่งอีเดนอันรื่นรมย์

                ในมอสโก ผู้เขียนได้ยินเรื่องชีวประวัติของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ว่า ผู้คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพ ท่านนี้ได้เสนอความคิดในทำนองเดียวกันนี้ว่า อำนาจนิวเคลียร์เป็นเพียงการค้นพบใหม่เท่านั้น กล่าวกันว่าบรรณาธิการที่ตรวจต้นฉบับตัดสินใจตัดข้อความดังกล่าวไม่ลงพิมพ์ บทความนี้ ไอน์สไตน์ เขียนไว้ก่อนถึงแก่กรรมไม่นานนัก

                ศาสตราจารย์เฟเดริก โซดดี เห็นภัยพิบัติในอดีต เมื่อมนุษยชาติตัดสินฐานะของธรรมชาติและของมนุษย์ผิดไป หลังจากความผิดพลาดนี้ โลกทั้งโลกก็จมเข้าสู่สภาพดังเดิม จากนั้นมนุษยชาติก็เริ่มตรากตรำเดินทางไปข้างหน้าผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ตำนานการตกต่ำลงของมนุษย์อาจจะเป็นเรื่องของภัยพิบัติในอดีตดังกล่าวนั้นจริง ๆ ศาสตราจารย์โซดดีผู้ได้รับรางวัลโนเบลแถลง

                ยังมีความสัมพันธ์ที่ไม่อาจอธิบายได้ ระหว่างกำเนิดของวัฒนธรรมในสมัยเก่าก่อนไกลโพ้น เราไม่อาจอธิบายได้อย่างชัดเจนด้วยการยืมผู้คนมาจากที่อื่น เพราะระยะห่างทางภูมิศาสตร์อันกว้างใหญ่ไพศาลเป็นตัวกีดขวางอยู่

                โลกที่เร้นลับจะต้องอยู่นอกเหนือจากพรมแดนทางประวัติศาสตร์ โลกนั้นจะต้องให้พลังขับดันอย่างแรกแก่อารยธรรมทั้งปวงในสมัยต่อมา ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าชาวโรมัน กรีก บาบิโลน และอียิปต์โบราณต่างเป็นครูของโลกสมัยใหม่ แต่ผู้เป็นครูของครูของชาวอียิปต์ บาบิโลน กรีก นั้นเป็นใคร ตอบตามตำนานก็คือ ชาวแอตแลนติส เหล่านี้คือ การสะท้อนและข้อสรุปของ วาเลรี บริวซอฟ ชาวรัสเซียผู้บุกเบิกเรื่องแอตแลนติส

                ขณะที่เป็นที่รู้จักกันดีว่า ความก้าวหน้าของมนุษย์นั้นเป็นกระบวนการวิวัฒนาการ สัดส่วนความสำเร็จของเรานั้นในขั้นต้นนั้นสืบทอดไปยังคนรุ่นหลังที่เหลือรอดจากยุคน้ำท่วม ไม่ใช่ว่าการบรรลุผลสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมดจะเป็นมรดกจากแอตแลนติส การเติบโตของมนุษย์จากยุคน้ำแข็งก่อนน้ำท่วมที่ยังไม่มีวัฒนธรรม จนถึงวัฒนธรรมอียิปต์และซูเมอร์นั้น เป็นผลลัพธ์จากองค์ประกอบทางสังคมโดยธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ขณะที่การค้นพบบางอย่างของมนุษย์ในสมัยต้น ๆ เป็นเครื่องหมายบอกถึงความก้าวหน้า แต่การค้นพบบางอย่างก็เป็นเพียงการค้นพบซ้ำ ที่กระตุ้นจากยุคทองและสิ่งน่าอัศจรรย์ในยุคนั้นเท่านั้น

                นับเป็นเรื่องยากที่จะลากเส้นแบ่งเขตระหว่างผลผลิตจากความฉลาดของมนุษย์ และมรดกจากยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยังมีข้อเท็จจริงที่ว่า การบรรลุผลทางวิทยาศาสตร์บางประการของมนุษย์ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ไม่อาจจะถือเป็นการสร้างสรรค์ของจิตใจมนุษย์ เพราะสภาพเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมยังไม่สุกงอมพอ ความก้าวหน้าที่ยังไม่สุกงอมพอนี้ได้แก่รังสีเอกซ์ ยานอวกาศโบราณ และการค้นพบทางดาราศาสตร์โดยไม่ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์

                เมื่อพวกคอร์เตสบุกรุกเม็กซิโกใน ค.ศ. 1520 ปฏิทินของเขาช้ากว่าของแอซแต็ก และเวลาทางดาราศาสตร์จริงไปสิบวัน พูดในเชิงประวัติศาสตร์ก็คือ ดาราศาสตร์ของโลกเก่านั้นอยู่เบื้องหลังดาราศาสตร์ของโลกใหม่นั่นเอง

                ไม่น่าเชื่อเลยที่จะกล่าวไว้ในศตวรรษที่ยี่สิบนี้ว่า ปฏิทินของมายานั้นมีความถูกต้องแม่นยำกว่าของเรา เพราะให้ค่าประมาณที่ใกล้เคียงกับปีสมบูรณ์อย่างมาก ดังแสดงให้เห็นต่อไปนี้

   การคำนวนตามเวลาจริง   365.242198    วันในหนึ่งปี
   ปฏิทินของมายา   365.242129    วันในหนึ่งปี
   ปฏิทินของกรีกอเรียน   365.242500    วันในหนึ่งปี (ปฏิทินของเรา)




                ที่มากกว่านั้นก็คือ ในพงศาวดารอันละเอียดลออของของชาวมายา จะมีวันซ้ำเดิมก็เมื่อเวลาผ่านครอบหนึ่งรอบ คือ 256 ปี เท่านั้น ไม่ต้องบอกเลยว่าปฏิทินของมายานั้นเป็นเลิศกว่าที่เราใช้ทุกวันนี้มากนัก

                อีเกอร์ตัน ไซกิส กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญก็คือการรับรู้ความจริงว่า ชาวมายาได้ก้าวไปสู่แผ่นดินใหญ่ โดยมีความสมบูรณ์ในควมมรู้ทางการเขียน คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ สถาปัตยกรรม การแพทย์ และระบบปฏิทินที่มีความแม่นยำยิ่งกว่าที่ใช้ในยุโรปกระทั่งศตวรรษที่สิบแปด ข้อสมมติฐานทั่วไปที่ว่า ชาวมายามีความรู้ก้าวหน้าไปราวร้อยปี ขณะที่โลกตะวันตกใช้เวลาสองร้อยปีหรือมากกว่านั้น สำหรับข้าพเจ้าแล้วถือว่าไม่เกี่ยวกัน ไม่ว่าเรื่องการสืบต่อทางประวัติศาสตร์หรือกับสามัญสำนึกก็ตาม

                คอตตี้ เอ. เบอร์แลนด์ ผู้เคยทำงานที่บริติชมิวเซียม ได้รายงานแก่สภานินิบัญญัติแห่งชาติของอเมริกา ที่จัดในกรุงปารีส เมื่อ ค.ศ.1956 ว่า จารึกหลัก 1 เอล คาสติลโลนั้น ซานตา ลูเวีย คอตซูมาอวลปา ได้บันทึกภาพจุดโคจรของดาวศุกร์บนจานพระอาทิตย์ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 416 ความแม่นยำของนักดาราศาสตร์กัวเตมาลาโบรานนั้นน่าตื่นเต้นแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะการพัฒนาศาสตร์อย่างหนึ่งนั้น ต้องใช้เวลานับศตวรรษ ๆ แล้วนักบวชในอเมริกากลางนำหลักวิทยาศาสตร์เหล่านี้มาจากที่ใด ?

                ชาวแอซเต็กมีความรู้เรื่องหลักจราจร และการสำรวจสำมะโนประชากร ส่วนชาวอินคา มีระบบน้ำเสียและการจ่ายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และมีถนนสายหลักที่ดีที่สุดในโลกโบราณ ชาวทอลเท็กมีโครงการสร้างอาคารในระยะสี่ร้อยปีขณะที่ในปัจจุบันนี้ไม่มีชาติใดในโลก ไม่ว่าสังคมนิยมหรือทุนนิยม ที่จะวางแผนใด ๆ ในระยะยาวปานนั้น

                คงจะไม่เกินความจริงไปนักที่กล่าวว่า ชาวเปรูโบราณทอผ้าได้ละเอียดอ่อนกว่าเครื่องทอสมัยใหม่เครื่องใดจะทำได้ มีการพบเครื่องประดับทองคำขาวบนฝั่งเอกวาดอร์ ข้อเท็จจริงเล็กน้อยนี้ก่อให้เกิดคำถามอันยิ่งใหญ่ขึ้น นั่นคือ ชาวอเมริกันอินเดียนทำอย่างไรจึงได้อุณหภูมิถึง 1,770 องศาเซนเซียส (เพื่อหลอมทองคำขาว) ในเวลาหลายพันปีมาแล้วนั้น ทั้ง ๆ ที่ชาวยุโรปได้รับผลสำเร็จนี้เพียงเมื่อสองร้อยกว่าปีมานี้เอง

                ในเรื่อง เงาแห่งแอตแลนติส (The Shadow of Atlantis) บรักไฮน์ ได้บรรยายถึงวัตถุประหลาดที่พบในเอสมิรัลดา บนฝั่งทางเหนือของเอกวาดอร์ในบรรดาของอื่น ๆ มากมาย ในบรรดาสมบัติสะสมของเอร์เนสโต ฟรังโค มีกระจกหินออบซีเดียนสีเขียวเข้ม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว รูปร่างเป็นเลนส์นูน เหมาะมากที่จะให้ส่องใบหน้าคนที่มีผมน้อยมาก แต่งานเรื่องแสงนี้ต้องการความเชี่ยวชาญทางคณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีอันก้าวหน้า แล้วกระจกนี้สร้างจากที่ใด ?

                ในเทือกเขาแอนดิส ทางใต้ของเมืองลิมา ประเทศเปรู ในอ่าวปิสโก เมื่อผู้บุกรุกในศตวรรษที่สิบหกพบ เครื่องหมายอันน่าอัศจรรย์ รูปกางเขนสามอัน ซึ่งดูคล้ายสามง่ามต่อก้านของเทพเนปจูนมาก ภาพดังกล่าวสลักบนหินสูง 810 ฟุต และเห็นได้จากระยะไกล 12.5 ไมล์

                จุดหมายและความหมายของโคมไฟแห่งแอนดิสนี้ ยังคงคลุมเครืออยู่ กระทั่ง เบลตรัน การ์เซีย นักวิทยาศาสตร์ชาวสเปนได้เสนอทฤษฎีขึ้นมา เขาเชื่อว่าสามง่ามดังกล่าวนั้น มีใช้ในหมู่ชาวอินคา หรือชนรุ่นหลัง เป็นเครื่องมือวัดขนาดยักษ์ เพื่อวัดแผ่นดินไหว ไม่ใช่แค่ในเปรูเท่านั้น หากยังวัดแผ่นดินไหวทั่วโลกด้วย ข้ออธิบายนี้จะใกล้เคียงความจริงมากกว่าข้อสันนิษฐานของผู้ปกครองชาวสเปน ที่คิดว่าเป็นไม้กางเขนสามอัน ที่พระผู้เป็นเจ้าสลักไว้เพื่อขอบใจชาวคริสต์ที่พิชิตอเมริกาได้


ภาพเชิงเทียนแห่งแอนดิส นักวิทยาศาสตร์บางท่านคาดว่า เป็นเครื่องมือวัดแผ่นดินไหวสมัยก่อนอินคา


                แม้จะมีรูปแบบอารยธรรมที่สูง แต่ชาวอินคาก็กลับไม่มีการเขียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพราะการเขียนและวรรณกรรมนั้นเป็นเครื่องหมายของความงอกเงยทางวัฒธรรม แทนที่พวกเขาจะมีตัวอักษรก็กลับมีควิปู ซึ่งเป็นระบบที่ซับซ้อน เป็นอุปกรณ์ที่มีสายและมีสีสันต่าง ๆ และผูกเป็นเงื่อน ช่วยเลียนเสียง และเป็นอุปกรณ์บันทึก ระบบที่น่าแปลกของผู้คนสมัยก่อนอินคานี้ มีใช้ในการคำนวณ สถิติ และวรรณกรรม สายและเงื่อนนั้นทำให้ผู้เล่าเรื่องนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นต่อมาได้ เครื่องเลียนเสียงนี้ อาจมองได้ว่าเป็นการสะท้อนจากเทคโนโลยีทีสูญไป ซึ่งอาจเป็นการใช้คอมพิวเตอร์อิเล็คทรอนิกส์ หลังจากศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์นี้หายไป ผู้เหลือรอดจากน้ำท่วมแอตแลนติสในอเมริกาใต้ก็นำวิธีการง่าย ๆ ของการบันทึกโดยใช้ควิปู อันเป็นเพียงการจำลองแบบเครื่องคำนวณ และเครื่องบันทึกในกาลก่อนของตน


ควิปู เครื่องมือบันทึกของชาวอินคา



ควิปู ที่มีอายุเก่าแก่


                ปริศนาทางวิทยาศาสตร์เช่นควิปูนั้น ไม่ได้ตรึงอยู่กับทวีปหรือชาติใดชาติหนึ่งเท่านั้น คราวนี้ขอเราข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปสำรวจยังประเทศจีน

                นักประวัติศาสตร์ชาวจีนนั้น ไม่เคยเลยที่จะพยายามเอาใจผู้ปกครองด้วยการกล่าวเกินจริง หากแต่ชอบจะแก้ไขบันทึกทางประวัติศาสตร์ ดังที่เกิดขึ้นกับนักเขียนประวัติศาสตร์แห่งชี เมื่อ 547 ปี ก่อนคริสตกาล นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใดพงศาวดารของจีนจึงเป็นไปอย่างละเอียดจริงจังนัก แม้จะพรรณนาเรื่องที่ดูเหมือนเกินจริงมากก็ตาม

                ชาวจีนโบราณมีเครื่องฉายรังสีเอกซ์หรือ ? คำถามนี้ดูเหมือนจะโง่เง่าที่สุด แต่จักรพรรดิจิ๋นซี (259 - 210 ปี ก่อนคริสตกาล) มีกระจกเงา ที่ส่องทะลุกระดูกในร่างกายได้ กระจกเงาดังกล่าวอยู่ในพระราชวังเฮี่ยนหยาง ในเมืองส่านซี เมื่อ 206 ปีก่อนคริสตกาล และมีการเขียนตั้งแต่สมัยนั้นว่า เป็นกระจกสี่เหลี่ยมกว้าง 4 ฟุต สูง 5 ฟุต 9 นิ้ว แวววาวสดใสทั้งด้านนอกและด้านใน เมื่อคนยืนข้างหน้าจะเห็นภาพสะท้อน ภาพนั้นจะกลับซ้ายขวา เมื่อคนนั้นวางมือบนหัวใจ เขาจะเห็นอวัยวะภายในห้าชิ้น และไม่มีอะไรขวางอยู่เลย เมื่อใครมีโรคภัยอยู่ภายในอวัยวะ เขาจะรู้ได้ด้วยการมองเข้าไปในกระจก และวางมือลงบนหัวใจ

                ประมาณ 250 ปีก่อนสมัยจักพรรดิ์จิ๋นซี แพทย์อินเดียผู้สามารถท่านหนึ่งชื่อ ชีวะกะ มีแก้ววิเศษ ซึ่งมีอำนาจให้รังสีเรินต์แกน (เอกซ์เรย์) ผ่านเข้าไปในร่างกายมนุษย์ บันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า เมื่อวางไว้เบื้องหน้าคนไข้ จะทำให้ร่างกายสว่างเหมือนกับตะเกียงที่ส่องสว่างไปทั่วทั้งบ้าน จักรพรรดิ์จิ๋นซี และหมอชีวะกะนั้น ได้ความรู้นี้มาจากที่ใด ในเมื่ออีก 2,200 ถึง 2,500 ปีต่อมา จึงมีเครื่องมือดังกล่าวใช้กันทั่วไป

                ใน สักตยครันธัม ซึ่งอยู่ในพระเวทของอินเดีย มีเรื่องการทำวัคซีนและบรรยายถึงผลของวัคซีนนั้น คำถามก็คือ พราหมณ์ได้ค้นพบเรื่องราวในทางชีววิทยานี้ในเวลา 4,000 ปีก่อนสมัยของเจนเนอร์ได้อย่างไร ?

                นับเป็นเรื่องแปลก ที่อ่านพบเรื่องรังสีเอกซเรย์ในสมัยพุทธกาล และวัคซีนเมื่อ 2,000 ปีก่อนสมัยพระเยซูคริสต์ และยิ่งแปลกมากขึ้นเมื่อพบข้อเท็จจริงทางดาราศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น ในคัมภีร์ของบาบิโลนโบราณ


เซอร์ออสเตน เฮนรี ลายาร์ด (ค.ศ.1817 - 1894)
นักโบราณคดีผู้ขุดค้นอารยธรรมโบราณแห่งเมโสโปเตเมีย


                ชาวบาบิโลนทราบเรื่อง แตรของวีสัส (พระศุกร์) พวกเขาเขียนถึงส่วนเสี้ยวของดาวเคราะห์นี้ เนื่องจากดาวศุกร์อยู่ใกล้พระอาทิตย์มากกว่าโลก จึงแสดงส่วนเสี้ยวคล้ายกับพระจันทร์ แต่ แตรของวีนัส นี้ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คำถามที่น่าสนใจก็คือ นักบวชบาบิโลนโบราณเฝ้าดูเสี้ยวดาวพระศุกร์ได้อย่างไรโดยไม่ใช้กล้องโทรทรรศน์ นอกจากนี้พวกเขายังรู้จักพระจันทร์ขนาดใหญ่ของดาวพฤหัสบดี (จูปีเตอร์) นั่นคือดวงจันทร์ไอโอ ยูโรปา แกนีมีด และคาลลิสโต ขณะที่เมื่อกาลิเลโอประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ มนุษยชาติก็ยังไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับวัตถุเหล่านี้ หรือจะกล่าวให้ชัดเจนก็คือ ชาวบาบิโลนไม่ควรจะมีความรู้เหล่านี้

                มีข้ออธิบายสองประการถึงการสังเกตทางดาราศาสตร์เหล่านี้ อันเกี่ยวกับเสี้ยวดาวพระศุกร์และดวงจันทร์ใหญ่สี่ดวงของดาวพฤหัสบดีที่เห็นในสมัยโบราณ ทฤษฎีแรกคือ นักบวชชาวบาบิโลนมีกล้องโทรทรรศน์ ทฤษฎีนี้ออกจะข้าง ๆ คู ๆ อย่างไรก็ตาม ในบริติชมิวเซียมก็มีผลึกหินที่น่าสนใจรูปไข่ และพื้นผิวรูปนูนด้านหนึ่ง เรียบด้านหนึ่ง เซอร์เอ. เฮนรี ลายาร์ด เป็นผู้ค้นพบผลึกหินนี้ ในช่วงการขุดค้นพระราชวังซาร์กอนที่นิเนเวห์ ท่านเซอร์เดวิด บริวสเตอร์เสนอว่า จานผลึกนี้เป็นเลนส์ แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่คัดค้านทฤษฎีนี้

                สมมติฐานที่สองก็คือ ในหลายชั่วอายุคน นักบวชแห่งคาลเดียและซูเมอร์ได้เก็บรักษาองค์ประกอบทางดาราศาสตร์สมัยก่อนน้ำท่วมไว้ เราคงต้องมีความคิดอยู่ในใจว่า นักพรตแห่งบาบิโลนมิได้เป็นเพียงนักบวชเท่านั้น หากแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้วย ดาราศาสตร์ของพวกบาบิโลนนั้นมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศาสนา และใช้เป็นการพิจารณาเลือกให้เป็นนักบวช


หอสังเกตดวงดาวในเม็กซิโก


                ชาวอียิปต์โบราณมีอักษรพิเศษบอกจำนวนล้าน กระทั่งสมัยของเดการ์ตและไลบ์นิตซ์ในศตวรรษที่สิบเจ็ด โลกสมัยใหม่เพิ่งจะรับแนวคิดจำนวนล้านในคณิตศาสตร์ ส่วนนักคณิตศาสตร์ชาวบาบิโลนโบราณใช้ตัวเลขจำนวนมาก ๆ โดยใช้ตารางคำนวณ เมื่อนับพัน ๆ ปีก่อนนี้ ในห้องสมุดของบาบิโลนจะมีแผ่นตำราที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จากยุคอดีต หากการคะเนนี้ถูกต้องแล้ว ก็เป็นอันชัดเวจนว่า เหตุใดพวกเขาทราบเรื่องเสี้ยวดาวพระศุกร์และพระจันทร์ของดาวพฤหัสบดี

                ชาวแอซเต็กรู้เรื่องเกี่ยวกับทรงกลมของดาวเคราะห์ และเล่นลูกบอลเลียนการเหวี่ยงดาวไปทั่วฟ้าของพระเจ้า

                โดกอน ในแอฟริกา ผู้มีระบบการเมืองโดยพระเจ้า และมีธรรมเนียมโบราณ พวกเขารู้จักดาวคู่ของดาวซิริอุส ที่อยู่ไกลออกไปจากโลกเกือบเก้าปีแสง และเห็นได้จากกล้องโทรทรรศน์เท่านั้น นอกจากนี้ชาวเมดิเตอร์เรเนียนยังรู้จักกลุ่มดาวเพลียดเดสมากเกินกว่าเจ็ดดวงที่เห็นด้วยตาเปล่า ความทรงจำของคนเหล่านี้ ได้จากศาสตร์ที่สาบสูญไป ใช่หรือไม่ ?

                ในการศึกษาดาราศาสตร์ในสมัยแรก ๆ ความแม่นยำในการคำนวณการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ของคนโบราณนั้น เป็นที่น่าสงสัยแก่นักดาราศาสตร์อยู่เสมอ เพราะสมัยนั้นไม่อาจคำนวณด้วยเครื่องได้

                หนังสือฮวยหนานซือ (120 ปีก่อนคริสตกาล) และลุนเหิงของหว่างจุง (ค.ศ.82) กล่าวถึงการกำเนิดจักรวาลศูนย์กลาง โลกที่แข็งตัวได้หลุดออกมาจากระลอกคลื่นหมุนวนนั้น เป็นสสารอย่างแรก งานเขียนของชาวจีนโบราณเหล่านี้ให้แนวคิดแก่คนสมัยใหม่ถึงการก่อกำเนิดของกาแลกซี

                เราจึงเผชิญหน้ากับทางเลือกสองประการ นั่นคือการยอมรับว่ามีเครื่องมือทางดาราศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ในโลกโบราณ หรือตั้งสมมติฐานว่านักบวชแห่งบาบิโลน อียิปต์ หรืออินเดีย ต่างเป็นผู้พิทักษ์ศาสตร์ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่อย่างน้อยหมื่นปี

แอนดรูว์ โทมัส เขียน

ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล




หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31


กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล