มรดกวิทยาศาสตร์สมัยเก่า



มรดกช่วยหาข้ออนุมาน

                มูฮิดดิน ปิริ ไรส์ หรือนายพลปิริ ไรส์ (ค.ศ.1470-1554) ได้ตีพิมพ์สมุดแผนที่เดินเรือ ชื่อบาหริย์เย ในตุรกี เมื่อ ค.ศ.1520 แผนที่นี้มีบันทึกที่ขอบ เขียนบนหนังกวาง มีการค้นพบที่พระราชวังท็อปกาปิ ในเมืองอิสตันบูล เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ค.ศ.1929 โดยฮาลิล เอ็ดเฮ็ม ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ

                ในบันทึกนี้ นายพลปิริแสดงถึงเรื่องราวของแผนที่ของเขา ในสงครามทางเรือกับสเปน เมื่อ ค.ศ.1501 เสมียนชาวเตอร์กีส ชื่อเกมัล จับนักโทษสเปนที่ไปกับโคลัมบัส ในการเดินทางสามครั้งในประวัติศาสตร์ เชลยผู้นี้ให้แผนที่อันน่าแปลกชุดหนึ่ง


คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส


                คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส อาจจะรู้ว่าตนกำลังเป็นหนี้บุญคุณของแผนที่เหล่านี้ หากการยืนยันนี้ถูกต้องแล้ว เราจะเข้าใจได้ถึงคำพูดของเฟอร์ดินานผู้เป็นบุตร ที่เขียนไว้ในเรื่อง ชีวิตของพลเรือเอกคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (The Life of the admiral Christopher Columbus) ว่า ''เขาบันทึกร่องรอยที่มีประโยชน์ทุกอย่าง จากที่กะลาสีหรือคนอื่น ๆ ให้ เขาใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี และเอาชนะจากเงาแห่งความสงสัย ที่ว่าทางตะวันตกของหมู่เกาะคานารี และเคปเวอร์ด มีดินแดนมากมายที่จะไปให้ถึงและให้ค้นพบ''

                ในบรรดาทรัพย์สินที่ชาวเติร์กยึกจากเชลยสเปนคนนี้ มีแผนที่วาดโดยโคลัมบัสเมื่อปี ค.ศ.1498 หรือหกปีหลังจากการค้นพบหมู่เกาะอินดิสตะวันตกและอเมริกาใต้ แม่น้ำ กรีนแลนด์ และแอนตาร์กติกา ซึ่งสมัยปี ค.ศ.1498 สิ่งทั้งหมดนี้ยังไม่มีใครรู้จัก และระยะทางระหว่างอเมริกาใต้และแอฟริกาก็มีความถูกต้องแม่นยำอย่างน่าแปลกใจ

                ศาสตราจารย์ด็อกเตอร์อะเฟตินาน แห่งตุรกีได้เขียนไว้ในหนังสือ แผนที่เก่าแก่ที่สุดของอเมริกา (The Oldest Map of America) ว่า ''ในบทที่ว่าด้วยทะเลตะวันตก เราอ่านเรื่องทั้งหมดที่รู้จักเกี่ยวกับการค้นพบอเมริกาในสมัยนั้น ในเรื่องนี้ เขา (ปิริ ไรส์ - เอ.ที.) ได้เล่าเรื่องตามที่ได้ยินมาอีกครั้งว่า มีหนังสือบางเล่มที่แปลสู่ยุโรป ในสมัยพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช และหลังจากอ่านแล้ว คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ก็ออกเดินทาง และค้นพบอันทิลเลส ด้วยเรือที่ได้รับจากรัฐบาลสเปน เป็นที่เด่นชัดถึงทุกวันนี้ว่า ปิริ ไรส์ ได้ครอบครองแผนที่ที่นักค้นพบผู้ยิ่งใหญ่เคยใช้''

                สิ่งต่าง ๆ มากมายยังเป็นที่น่าพิศวง เกี่ยวกับแผนที่ของนายพลปิริ ไรส์ ใครเป็นผู้วาดแผนที่ในสมัยพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช หรือสมัยโคลัมบัส โดยให้ทวีปแอนตาร์กติกาไม่มีน้ำแข็ง และเขาทำได้อย่างไร อย่างไรก็ตามในเวลาไม่นานมานี้ มีการวัดทวีปดังกล่าวในส่วนแผ่นน้ำแข็ง และทำเป็นแผนที่กรีนแลนด์นั้นปรากฏภาพเป็นเกาะสองสามเกาะ ตัวแผ่นดินของกรีนแลนด์จมอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง 5,000 ฟุต และเมื่อไม่นานมานี้เอง จากการสำรวจขั้วโลกของฝรั่งเศสได้เผยความจริงที่ว่า กรีนแลนด์ประกอบด้วยเกาะใหญ่สองเกาะ

                อาร์ลิงตัน เอช. มัลเลรี ชาวอเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงเรื่องการทำแผนที่ได้ขอให้สำนักงานอุทกศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาช่วยตรวจสอบแผนที่มหัศจรรย์นี้ จากนั้นนายพลลาร์เซน แห่งราชนาวีอเมริกาก็ตอบว่า สำนักงานอุทกศาสตร์แห่งราชนาวี ได้ตรวจสอบแผนที่โบราณที่เรียกว่าแผนที่ปิริ ไรส์ ที่มีอายุย้อนกลับไปมากกว่า 5,000 ปี แผนที่นั้นมีความถูกต้องแม่นยำมาก มีคำอธิบายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นคือเป็นการสำรวจโลกโดยรอบ ในตอนแรกสำนักงานอุทกศาสตร์ไม่เชื่อ แต่ภายหลังไม่เพียงแต่จะพิสูจน์ว่าเป็นแผนที่ที่ตรงความจริงเท่านั้น แต่ยังนำไปใช้เพื่อแก้ไขความผิดพลาดในแผนที่ทุกวันนี้บางฉบับด้วย


แผนที่อเมริกาที่เก่าที่สุด (ค.ศ.1520) แสดงแอนตาร์กติกา
ไม่มีแผ่นน้ำแข็ง และส่วนต่าง ๆ เราเพิ่งจะรู้จักเมื่อ ค.ศ. 1957 นี้เอง


                มัลเลรีกล่าวว่า แผนที่โบราณนั้น มีการบันทึกเทือเขาไว้ทุกแนว ในแคนาดาตอนเหนือและอลาสกา รวมถึงบางเทือกเขาที่ส่วนบริการแผนที่ของกองทัพบกอเมริกาไม่มี แต่กองทัพบกอเมริกาเพิ่งจะได้พบ

                เส้นแวงในแผนที่นี้ ที่มีความแม่นยำมาก นี่เป็นเรื่องน่าพิศวง เพราะเราเรียนรู้เรื่องการคำนวณแผนที่เมื่อสองร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้นเอง มัลเลรียังตั้งข้อสังเกตว่า เราไม่ทราบว่าเขาทำแผนที่อย่างแม่นยำได้อย่างไร โดยไม่มีเครื่องบิน

                แผนที่นี้แสดงถึงการมีอยู่ของศาสตร์ในยุคอันไกลโพ้น ซึ่งเราคิดกันว่าไม่มีศาสตร์ใด ๆ การเดินทัพของพระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช ได้ยึดครองปาปิรัสจากอารามไซส์ในอียิปต์อย่างนั้นหรือ นักบวชอียิปต์นั้นทราบดีเกี่ยวกับอเมริกา เพราะจากที่เพลโตเขียนไว้ ระบุว่า โซลอนได้รับคำบอกว่า แอตแลนติก คือทะเลจริง และดินแดนโดยรอบนั้นอาจจะเรียกให้ถูกต้องที่สุดว่าทวีป


พระเจ้าอะเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตกาล


                ยังมีการถกเถียงอีกต่อไปเกี่ยวกับจุดกำเนิดสมัยโบราณของแผนที่ปิริ ไรส์ ซึ่งคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เคยครอบครอง และสามารถพิสูจน์ได้จากข้อเท็จจริงที่น่าตื่นตะลึงอีกอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ดาวเทียมในอวกาศ ได้เผยให้เห็นว่าโลกของเรานั้นมีลักษณะคล้ายผลแพร์ แต่จดหมายจากโคลัมบัสก็กล่าวถึงเรื่องนี้ เขากล่าวว่าโลกนั้นมีรูปร่างเหมือนผลแพร์ เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน เราเองยังไม่รู้เกี่ยวกับรูปร่างอันประลาดของโลกเราเอง แล้วโคลัมบัสรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร ?

                นักดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ชาวอาเซอร์ไบยัน แห่งศตวรรษที่สิบสาม ชื่อ นาซีเรดดิน ตูซี ก็ทราบว่ามีอเมริกาอยู่ อันเป็นเวลาก่อนโคลัมบัสถึง 220 ปี สำหรับ จี.ดี. มาเมดไบลี แห่งราชบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ของอาเซอร์ไบยันก็เพิ่งจะทราบว่า เมื่อเจ็ดศตวรรษก่อน นักวิชาการได้กล่าวถึงดินแดนแห่งดเซไซร์ ฮัลดัต (เกาะนิรันดร) โดยพิกัดทางภูมิศาสตร์นั้น ตรงกันโดยสมบูรณ์กับดินแดนทางเหนือของอเมริกาใต้ เช่นเดียวกับแผนที่ปิริ ไรส์ อันน่ามหัศจรรย์ ต้นฉบับของนาซิเรดดิน ตูซี จะต้องมีที่มาจากศาสตร์โบราณอย่างแน่นอน

                นักดาราศาสตร์ชาวอาหรับชื่ออาบูล วาฟา (ค.ศ.939-998) ค้นพบความผิดปกติในการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ ซึ่งทราบว่าเป็นการแปรผัน การเบี่ยงเบนของดวงจันทร์จากเส้นทางปกติ เกิดจากความแตกต่างของแรงดึงจากดวงอาทิตย์ในระยะต่าง ๆ กันจากวงโคจรของดวงจันทร์ นับว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสังเกตปรากฏการณ์นี้โดยปราศจากนาฬิกาที่ดีพอ และเครื่องมือที่ละเอียดแม่ยำ ซึ่งนักดาราศาสตร์แห่งแบกแดดไม่เคยมีเลยในศตวรรษที่สิบ

                นับเป็นเวลาประมาณเจ็ดร้อยปีต่อมา ไทโช เดอ บราห์ ได้ประกาศการค้นพบการแปรผันของดวงจันทร์นี้ และเขาได้รับการยกย่องจากวงการดาราศาสตร์เพราะเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์บางท่านก็อ้างถึงบทความของปราชญ์ชาวอาหรับ ผู้ที่ดูเหมือนจะรู้จักเรื่องนี้ก่อนไทโช เดอ บราห์ ด้วยซ้ำ บางท่านก็ประกาศว่าเป็นไปไม่ได้ที่อาบูล วาฟาจะค้นพบเรื่องนี้

                เป็นไปได้อย่างไร ที่นักพรตสมัยโบราณจะรู้อะไรมากมายเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ มากกว่าที่พวกเขาควรจะรู้ ความลึกลับนี้ควรจะได้รับการอธิบาย เมื่อมีการยอมรับความรู้สมัยเก่าก่อน ศาสตร์ลึกลับแห่งกาลเวลาจากอียิปต์ อินเดีย กรีก และประเทศอื่น ๆ ได้รับเข้าไปยังยุโรป แอบแฝงอยู่ในการใช้สัญลักษณ์ทางการเล่นแร่แปรธาตุ ดาราศาสตร์ และโรซิสครูเชียน (รูปดอกกุหลาบและไม้กางเขน) เพื่อเลี่ยงการรบกวนจากการสืบสวนค้นหาอย่างชาญฉลาดทั้งปวง

                ไม่ใช่เรื่องที่แปลกนักที่จะทราบว่ามีองค์การลึกลับบางแห่ง ได้เก็บรักษาหนังสือจากหอสมุดอะเล็กซานเดรียไว้ บางทีการค้นพบการแปรผันของดวงจันทร์โดยอาบูล วาฟานั้น จะกระจ่างด้วยเหตุผลนี้

                ในเรื่อง กัลลิเวอร์ผจญภัย (Gulliver's Travels) นั้น โจนาธาน สวิฟต์ ได้พรรณนาไว้เมื่อปี ค.ศ.1726 ถึงพระจันทร์สองดวงของดาวอังคาร เขาเรียกว่า ดาวน้อย หรือดาวบริวาร สวิฟต์เขียนว่า ดวงจันทร์ในสุดโคจรรอบดาวอังคารในเวลาสิบชั่วโมง และดวงจันทร์นอกสุดใช้เวลายี่สิบเอ็ดชั่วโมงครึ่ง


โจนาธาน สวิฟต์ ผู้เขียนเรื่องกัลลิเวอร์ผจญภัย อันเป็นงานชิ้นเดียวที่เขาได้รับค่าเขียน


                นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกาชื่ออะซาฟ ฮอลล์ ค้นพบดาวบริวารสองดวงของดาวอังคาร เมื่อ ค.ศ.1877 หรือประมาณ 150 ปี หลังจากสวิฟต์เขียนหนังสือเล่มนั้น ดวงจันทร์ของดาวอังคารสองดวงชื่อนับแต่นั้นว่า โฟโบส และไดโมส ดวงจันทร์ดวงในโคจรรอบดาวแม่ด้วยเวลา 7 ชั่วโมง 39 นาที และไดโมส บริวารดวงนอกโคจรด้วยเวลา 30 ชั่วโมง 18 นาที แม้ว่าค่าของสวิฟต์จะไม่ตรงกับช่วงการโคจรจริงของดวงจันทร์ทั้งสองของดาวอังคาร แต่ก็ไม่ได้ห่างไกลกันมากนัก

                ในเรื่อง กัลลิเวอร์ผจญภัย เราพบว่าดาวบริวารดวงในสุด ซึ่งบัดนี้เรียกว่า โฟโบส โคจรรอบดาวอังคารด้วยระยะห่างเป็นสามาเท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของดาวอังคาร หรือ 12,600 ไมล์ จากเรื่องของสวิฟต์ ดวงจันทร์ดวงนอกหรือไดโมสโคจรรอบดาวอังคารด้วยระยะห้าเท่าของเส้นผ่าศูนย์กลางของดาวอังคาร เมื่อวัดจากจุดศูนย์กลางหรือ 21,000 ไมล์ ผู้เขียนเรื่องกัลลิเวอร์ผจญภัยให้ค่าไว้ผิดพลาด เพราะระยะทางจริงของดวงจันทร์เหล่านี้ห่างจากจุดศูนย์กลางของดาวอังคาร 5,826 ไมล์ สำหรับโฟโบส และ 14,580 ไมล์สำหรับไดโมส หากไม่พิจารณาถึงความคลาดเคลื่อนนี้ ความคล้ายคลึงระหว่างดาวบริวารในสมมติฐานของโจนาธาน สวิฟต์ และค่าจริงนั้นนับว่าใกล้เคียงกันมากเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ ดังนี้แล้ว สวิฟต์ได้รับรู้เอกสารหายากในสมัยเก่าก่อนหรือไม่ ?

                ต้นฉบับลายมือที่เรียกว่าวอยนิช (Voynish) ประมาณว่ามีความเก่าถึง 450 ปี ถือกันว่าเป็นเอกสารลี้ลับที่สุดในโลก และเคยขายในนิวยอร์ก ด้วยราคาประมาณ 160,000 ดอลลาร์ เมื่อ ค.ศ.1962


ดวงจันทร์ของดาวอังคาร ซ้ายคือโฟโบส ขวาคือไดโมส


                สมบัติที่ตกทอดมานี้ นายวิลฟอร์ด ดับเบิลยู วอยนิช นักเล่นของเก่าในนิวยอร์ก พบได้จากปราสาทแห่งหนึ่งใกล้กรุงโรม เมื่อ ค.ศ.1912 เป็นการเขียนด้วยลายมือ ชนิดของกระดาษต้นฉบับและหมึก บ่งชี้ว่าต้นฉบั้บนี้เขียนขึ้นเมื่อประมาณ ค.ศ.1500

                เอกสารดังกล่าวเขียนด้วยอักษรรหัส และประกอบด้วยภาพวาดดาวพระเคราะห์ สัญลักษณ์และค่าที่ให้ไว้ในรูปแบบของแผนภูมิที่ดีเยี่ยม แบบนักเล่นแร่แปรธาตุโบราณแต่เดิมนั้นมีด้วยกัน 272 หน้า แต่ขาดหายไป 26 หน้า ในแผ่นสุดท้ายมีอักษรเขียนภาษาละตินความว่า เจ้ากำลังเปิดประตูหลายชั้น มาหาข้า

                ในแผ่นภาพปริศนานี้ มีภาพวาดของใบไม้และรากไม้ไขว้กัน ใบไม้จำนวนสิบหกชนิดนั้น เป็นชนิดที่มีในยุโรปจริง แต่ภาพสเก็ตช์นั้นจะทำไม่ได้เลยหากปราศจากกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งเราคิดว่ายังไม่มีใช้ในสมัยปี ค.ศ.1500 นอกจากนี้หนังสือโบราณดังกล่าวยังมีภาพของสิ่งที่อาจจะเรียกได้ว่า กาแลกซี อันโดรมีดา ซึ่งเห็นเป็นก้นหอยเมื่อมองจากกล้องโทรทรรศน์เท่านั้น


กาแลกซี อันโดรมีดา


                ผู้เชี่ยวชาญเรื่องรหัสสมัยสงครามในวอชิงตัน ได้เคยแก้รหัสซับซ้อนของเยอรมนีและญี่ปุ่นได้ แต่ไม่อาจแก้รหัสของเอกสารวอยนิชนี้ได้เลย ปริศนาทางวิทยาศาสตร์นี้อาจจะอยู่ในระดับเดียวกับแผนที่ปิริ ไรส์ การค้นพบของอาบูล วาฟาในเรื่องการแปรผันของดวงจันทร์ ดวงจันทร์ของดาวอังคารของสวิฟต์ เรื่องเหล่านี้ต่างมาจากสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ทั้งสิ้น

                แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมที่เหนือกว่า ที่อารยธรรมหลังน้ำท่วมของเราได้มานั้น ล้วนปรากฏอยู่ในขอบเขตของการใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์

                ศาสตราจารย์เฟรเดริก โซดดี หนึ่งในผู้ก่อตั้งวิชานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ได้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องเล่าสมัยโบราณ โดยตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องเหล่านั้น คงจะชี้บอกการมีอยู่ของอารยธรรมโบราณ ที่ไม่มีใครเคยคาดคิด และไม่เคยล่วงรู้เลย โดยที่ร่องรอยอื่น ๆ ทั้งปวงนั้นหายไปก็ได้

                วิทยาศาสตร์ของเรานั้นไม่ใช่น้ำพุที่ผุดขึ้นมาจากหินแห้งแล้ง แต่เป็นสายธารยาวที่มาจากสายธารเล็ก ๆ มากมาย ส่วนที่ยิ่งใหญ่ของความรู้เราก็มาจากอดีตที่ทุกคนลืมไปแล้ว

แอนดรูว์ โทมัส เขียน

ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล




หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31


 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล