เรื่องน่าเศร้าของแอตแลนติส


แอตแลนติสและวิทยาศาสตร์

                การคะเนถึงทวีปในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งเป็นที่อยู่ของอารยธรรมขั้นสูง ก็อยู่ในขอบเขตของวิทยาศาสตร์เช่นกัน ราชบันฑิต วี.เอ. โอบรุตเชฟ แห่งรัสเซีย มีความเห็นว่า ตำนานเรื่องแอตแลนติสนั้นมิใช่ “เรื่องเป็นไปไม่ได้ หรือยอมรับไม่ได้ จากทรรศนะทางธรณีวิทยา” ความจริงแล้วเขากล้าพอที่จะกล่าวในเวลาต่อมาว่า ข้อพิสูจน์เรื่องส่วนทางเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก “อาจจะเผยให้เห็นซากปรักหักพังของอาคาร และซากอื่น ๆ ของวัฒนธรรมโบราณได้”

                ศาสตราจารย์ เอ็น.เลดเนฟ นักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์ชาวมอสโก หลังจากทำงานวิจัยมายี่สิบปี ก็ได้ข้อสรุปว่า แอตแลนติสในตำนานนั้นมิใช่เรื่องเล่าปรัมปรา เลดเนฟกล่าวว่า เอกสารทางประวัติศาสตร์สมัยโบราณและอนุสรณ์ทางวัฒนธรรมได้แสดงถึงแอตแลนติสว่าเป็น “เกาะขนาดมหึมา กว้างนับร้อย ๆ กิโลเมตร ตั้งอยู่ทางตะวันตกของช่องแคบยิบรอลตาร์” นักวิทยาศาสตร์รัสเซียอีกท่านหนึ่งคือ เอคาเทรินา ฮาเกไมสเตอร์ ได้เขียนไว้เมื่อปี 1955 ว่า เมื่อน้ำในกระแสน้ำอ่นไหลไปถึงมหาสมุทรอาร์กติก เมื่อระหว่าง 10,000 ถึง 12,000 ปีก่อน แอตแลนติสจะต้องเป็นแนวกั้นที่เบี่ยงเบนกระแสน้ำไปทางใต้ “แอตแลนติสเป็นสาเหตุของการเกิดยุคน้ำแข็ง แอตแลนติสเป็นสาเหตุของจุดจบนั้น”

                กรีนแลนด์มีน้ำแข็งส่วนบนสูง 5,000 ฟุต และไม่เคยละลายลงเลย นอร์เวย์อยู่ในละติจูดเดียวกัน กลับมีพืชพันธุ์สมบูรณ์ในหน้าร้อน ทั้งนี้กระแสน้ำอุ่นนั่นเองที่ทำให้ความอบอุ่นแก่ภูมิภาคสแกนดิเนเวีย และส่วนอื่น ๆ ทั่วยุโรป กระแสน้ำอุ่นนี้เรียกให้เหมาะก็คือ แหล่งความร้อนกลางของยุโรป เมื่อเรืออัลบาทรอสส์ของสวีเดนวัดท้องมหาสมุทรแอตแลนติก ณ เส้นอิควอเตอร์ ก็ค้นพบร่องรอยพืชน้ำจืด ที่ระดับความลึกกว่า 2 ไมล์ ศาสตราจารย์ฮานส์ แพตเตอร์สสัน ผู้สำรวจครั้งนี้ คิดว่าในจุดนี้นั้นมีเกาะหนึ่งจมลง

                ฟอรามินิเฟรา เป็นสัตว์ทะเลขนาดเล็กจิ๋ว มีเปลือกหรือกระดอง มีอยู่ด้วยกันสองชนิด กล่าวคือ โกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี และโกลบอโรทาเลีย ทรันคาทูลินอยเดส ชนิดที่สองเป็นลายก้นหอนวนขวา และสามารถอาศัยอยู่ในน้ำเย็นได้ด้วย สัตว์ทะเลทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้เป็นตัวบ่งบอกสภาพอากาศว่าร้อนหรือเย็นได้ ชนิดชอบน้ำอุ่นจะไม่ปรากฏที่ใดเหนือแนงตรงจากหมู่เกาะอะโซเรสถึงหมู่เกาะคานารี ส่วนฟอรามินิเฟราน้ำเย็นนั้น มีอยู่ในส่วนตะวันออกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ในเขตแอตแลนติกตอนกลาง สำหรับบริเวณแอฟริกาตะวันตกถึงอเมริกากลาง พวกที่อาศัยอยู่ก็คือพวกชอบน้ำอุ่น หรือโกลบอโรทาเลีย เมนาร์ดิอี แต่ในมหาสมุทรแอตแลนติกบริเวณเส้นอิควอเตอร์ กลับพบชนิดน้ำเย็นอีก ดูราวกับฟอรามินิเฟราชนิดน้ำอุ่นแหวกเขตกั้นมาทางตะวันออก แล้วเขตกั้นนั้นคือแอตแลนติสใช่หรือไม่?

                นักวิทยาศาสตร์ที่กำลังทำงานในหอสังเกตการณ์ทางธรณีวิทยาลามองท์ในสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบครั้งสำคัญเกี่ยวกับหลักการกระจายตัวของฟอรามินิเฟรา นั่นคือผิวน้ำในมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นในทันที ได้ปรากฏขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณ 10,000 ปีก่อน ที่มากกว่านั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงของฟอรามินิเฟราชนิดน้ำเย็นกลายเป็นพวกน้ำอุ่น ปรากฏต่อเนื่องมาไม่เกินร้อยปี ดูเหมือนจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ที่จะสรุปว่ามีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศอย่างรุนแรง ในมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล

                การสำรวจใต้น้ำ จากสมาคมธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ.1949 เกี่ยวกับจานหินปูนนับตัน ถูกยกจากท้องมหาสมุทรแอตแลนติกทางใต้ของหมู่เกาะอะโซเรส จานเหล่านี้มีขนาดโดยเฉลี่ยประมาณ 6 นิ้ว หนาประมาณ 1.5 นิ้ว ที่ตรงกลางมีรูเจาะไว้อย่างน่าแปลก ที่ขอบนอกนั้นเรียบ แต่รูดังกล่าวเจาะไว้อย่างหยาบ ๆ บิสกิตทะเลเหล่านี้ดูเหมือนมิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และไม่อาจเปรียบกับสิ่งใดได้เลย จากหอสังเกตการณ์ทางธรณีวิทยาลามองท์ (มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย) “สภาพของการโค้งงอได้ขอหินปูนนี้ บ่งชี้ว่าอาจจะเกิดขึ้นในสภาพใต้ดิน และภูเขาใต้น้ำนั้นอาจเคยเป็นเกาะในอดีต เมื่อหนึ่งหมื่นสองพันปีก่อน”

                ความพยายามที่จะบืนยันถึงวันเวลาที่เมื่อแอตแลนติสจมลง เราไม่ควรจะมองข้ามอายุของหุบเขาในแองการา (จากปากน้ำไปยังน้ำตกปัจจุบันที่เก่าถึง 12,500 ปี นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า การยกตัวของเทือกเขาคอร์ดิลเลราขึ้นถึง 19,000 ฟุต เกิดขึ้นเมื่อ 10,0000 ปีก่อน

                การวัดอายุวัตถุต่าง ๆ ด้วยคาร์บอน ได้ให้ผลที่สำคัญยิ่งบางประการ กล่าวคือ ป่าสนซีดาร์กว้างใหญ่ ที่ครั้งหนึ่งปรากฏอยู่บริเวณเบอร์มิวดาส์อันไพศาล และบัดนี้จมอยู่ใต้น้ำ เมื่อทดสอบด้วยคาร์บอน -14 พบว่าป่านั้นถูกทำลายลงเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน โคลนจากทะเลสาบคน็อกคาครันในไอร์แลนด์ เป็นร่องรอยของแผ่นน้ำแข็งสมัยสุดท้าย พบว่ามีอายุถึง 11,787 ปี ป่าสปรูสในทุกคริกส์ ที่วิสคอนซิน ก็พินาศไปด้วยธารน้ำแข็งที่เคลื่อนเข้ามาเมื่อประมาณ 11,000 ปีก่อน ป่าเบิร์ชในเยอรมนีตอนเหนือถูกโค่นลงอย่างถอนรากถอนโคน เนื่องจากมวลน้ำแข็งเคลื่อนลงมาเมื่อประมาณ 10,800 ปีมาแล้ว การพิจารณากัมมันตภาพรังสีจากคาร์บอน เพื่อวัดอายุของวัฒนธรรมเจริโค แสดงอายุถึง 6,800 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อพบกะโหลกปั้นปูนขาวอย่างวิจิตรที่เจริโคคล้ายกับชาวอียิปต์ มีอายุ 8,000 ปีมาแล้ว

                จากตัวเลขเหล่านี้ เราจะเห็นได้ชัดว่า การเกิดธารน้ำแข็งย่อย ๆ มีขึ้นเมื่อ 11,000 – 12,000 ปีมาแล้ว หลังจากธารน้ำแข็งเคลื่อนลงมาจากขั้วโลกแล้วสภาพอากาศก็อบอุ่นขึ้น เมื่อประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยที่เรียกกันว่ายุคหินกลาง แผ่นน้ำแข็งนั้นเคลื่อนออก และเปิดทางสู่แผ่นดินใหญ่ให้แก่มนุษย์ สัตว์ และพืชพันธุ์ สรุปสั้น ๆ ก็คือ สภาพอากาศนั้นบ่งชี้ถึงคุณลักษณะในสมัยระหว่าง 10,000 ถึง 8,000 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อยุโรปและอเมริกาเหนือมีความอบอุ่นมากขึ้นพอสมควร ทฤษฎีแอตแลนติสซึ่งประกาศว่าทวีปที่จม จะกั้นขวางเส้นทางของกระแสน้ำอุ่นมิให้ไหลไปทางเหนือ ก็อธิบายการแปลงอากาศนี้ได้

                ส่วนต่าง ๆ ของเอเชียนั้นต่างไปจากยุโรป เพราะภูมิภาคในเอเชียใต้ประสบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างเลวร้ายกว่านั้น เมื่อปี 1958 นักโบราณคดีชาวรัสเซีย ชื่อ วี.เอ. รานอฟ พบภาพเขียนบนแผ่นหินในพาเมียร์สที่ระดับความสูง 14,000 ฟุต นับเป็นจุดสูงสุดในโลกที่พบงานศิลปะสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภาพวาดนี้อยู่ในถ้ำชัคตา เขียนด้วยแร่สีแดง เป็นรูปหมี หมูป่า และนกกระจอกเทศ ในปัจจุบัน สัตว์เหล่านั้ไม่มีชนิดใดรอดชีวิตอยู่ในอุณหภูมิแบบขั้วโลกที่พาเมียร์สนั้นเลย

                ร่องรอยที่จนำไปสู่การสืบทราบอายุของภาพเขียนนี้ ค้นพบได้ที่มาร์กันซู อันเป็นถิ่นฐานที่ชาวอาณานิคมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ละทิ้งเถ้าถ่านและงานฝีมือไว้ เถ้าถ่านที่ว่านั้นได้จากการเผากิ่งเบิร์ช และสนซีดาร์ ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีอยู่ในภูมิภาคดังกล่าว จากการวัดอายุด้วยคาร์บอน -14 ทราบว่ามีอายุถึง 9,500 ปี อากาศที่หนาวจัดอย่างฉับพลัน อาจจะทำให้เปลือกโลกยกตัวอย่างเร็ว

                มีกะโหลกกวางเรนเดียร์ที่พบในอาณาเขตเลคเซวาน ในอาร์เมเนียของโซเวียต กวางเรนเดียร์เป็นสัตว์ในที่ราบ และการพบอยู่ในเทือกเขาคอเคซัสตอนใต้ นับเป็นเรื่องประหลาดลึกลับ เป็นเพราะมีภัยร้ายแรงทางธรณีวิทยาเกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนเปลี่ยนแปลงที่ราบให้กลายเป็นบริเวณเทือกเขาใช่หรือไม่? นักวิทยาศาสตร์ส่วนมากไม่ค่อยยอมรับความคิดนี้ แต่อายุของกะโหลกดังกล่าวประมาณว่า 12,000 ปี ซึ่งตรงกับเวลาในเรื่องเล่าเกี่ยวกับการจมของแอตแลนติส


โครงกระดูกช้างแมมมอธ


                เมื่อทดสอบคาร์บอน -14 กับซากช้างแมมมอธ ที่ค้นพบทางตอนเหนือของไซบีเรีย ผลที่ได้คือ 12,000 ปี การที่ช้างแมมมอธอายุนับหมื่นปีตายลงโดยฉับพลัน นับว่าสอดคล้องกับหลักฐานจากข้อเท็จจริง ที่พบช้างแมมมอธบางตัวมีหญ้าคาอยู่ในปาก และในกระเพาะ ขณะอยู่ในท่ายืน

                เป็นที่น่าสังเกตว่า ช้างแมมมอธนั้นไม่ใช้สัตว์ขั้วโลก อย่างไรก็ตาม หากไม่คำนึงถึงขนที่ยาวแล้ว เมื่อพิจารณาจากโครางสร้างและความหนาของผิวหนัง ทำให้ดูคล้ายคลึงกับช้างอินเดียในเขตร้อน ผิวหนังของสัตว์ที่เย็นแข็งเหล่านี้ คั่งด้วยก้อนเลือดสีแดง เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าความตายนั้นมาถึงในทันที จากน้ำหรือไม่ก็ก๊าซ

                งาช้างแมมมอธอายุหลายศตวรรษเคยเป็นสินค้าสำคัญอย่างหนึ่ง ริชาร์ด ไลเดกเคอร์ ประมาณว่า งาช้างจำนวน 20,000 คู่ที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ถูกขายไปเมื่อไม่กี่ทศวรรษก่อน ค.ศ. 1899 ค่าประมาณนี้ทำให้เรานึกภาพได้ว่า มีช้างแมมมอธแช่แข็งจำนวนมากมายสักเท่าใด ที่ฝังอยู่ใต้น้ำแข็ง นับเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องเน้นไว้ตรงนี้ว่า งาช้างที่แกะสลัก สามารถใช้ได้จากงาช้างที่เพิ่งตายใหม่ ๆ หรือที่เย็นแข็งเท่านั้น งาที่โผล่ออกมาและแห้งไม่มีราคาค่างวดอย่างใดเลย ช้างแมมมอธนับหมื่น ๆ ตัวถูกขุดพบในพื้นที่ทางเหนือของอเมริกาและเอเชีย ศาสตราจารย์แฟรงค์ ซี. ฮิบบอน ประมาณว่า เฉพาะในอเมริกาเหนือ สัตว์ต้องตายลงเมื่อใกล้ถึงยุคน้ำแข็งจำนวน 40 ล้านตัว เขาเขียนไว้ว่า “ความตายนี้คือ ภัยพิบัติ และเป็นภัยพิบัติทั้งหมดที่มีอยู่นั้น”


หุ่นจำลองช้างแมมมอธ


                การทดสอบด้วยคาร์บอน -14 ทำให้ทราบว่า ร่องรอยมนุษย์ในทวีปอเมริกาได้หายไปอย่างไม่มีใครคาดคิด เมื่อประมาณ 10,400 ปีก่อน สิ่งที่กวาดมนุษย์ไปจากทวีปอเมริกาเหนือก็คือ น้ำท่วมโลกในตำนานใช่หรือไม่?

                จากการคาดคะเนพบว่า จำนวนประชากรโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน มีมนุษย์ในอเมริกาเพียง 10 ล้านคนเท่านั้น ในขณะเดียวกัน ก็มีประชากรอยู่ในแอฟริกา 26 ล้านคน ในยุโรป 30 ล้านคน และในเอเชีย 133 ล้านคน ค่าเหล่านี้แสดงว่าลุ่มน้ำแอตแลนติก อันหมายถึงอเมริกา ยุโรป และแอฟริกา ต่างมีประชากรเพียงครึ่งหนึ่งของประชากรในเอเชีย ความห่างไกลจากพื้นที่ ความหายนะทางธรณีวิทยา สามารถเป็นตัวแทนตัวเลขจำนวนมากของประชาการเอเชียในสมัยโบราณได้

แอนดรูว์ โทมัส เขียน

ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล




หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31


กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล