การล่าถอย

ด้วยเรืออาร์คและอากาศยาน



                เรื่องปรัมปราและงานเขียนสมัยโบราณได้แสดงว่า สันสุดท้ายของแอตแลนติสนั้น เป็นวันที่น่าเศร้าสลดอย่างแท้จริง คลื่นในมหาสมุทรขนาดภูเขา พายุและภูเขาไฟระเบิดได้พลุ่งพล่านไปทั่วโลก อารยธรรมมาถึงจุดหยุดนิ่งและมนุษยชาติที่คงเหลืออยู่ก็ลดสภาพสู่ความป่าเถื่อน

                จารึกสุเมเรียนเรื่อง กิลกาเมช กล่าวถึงอุตนาปิชทิม บรรพบุรุษแรกเริ่มของมนุษยชาติ อุนาปิชทิมและครอบครัวเป็นผู้รอดจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นเพียงลำพัง เขาได้ช่วยชีวิตของคน สัตว์ และนก โดยพามาไว้ในเรืออาร์ค เรื่องโนอาห์ในไบเบิลปรากฏว่าเป็นเรื่องที่เขียนขึ้นภายหลังจากเรื่องเดียวกันนั้น

                ในคัมภีร์ เซนต์อะเวสตะ ของอิหร่าน เราพบตำนานน้ำท่วมอีกเรื่องหนึ่ง กล่าวคือ ท่านยิม่าผู้อาวุโสเปอร์เซีย ได้รับคำสั่งจากเทพอหุระมัซดา ให้เตรียมพร้อมจากน้ำท่วมโลก ด้วยเหตุนี้ยิม่าจึงสร้างอุโมงค์ใหญ่ บรรจุสัตว์และพืชอันเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์ และปิดไว้ในช่วงภัยพิบัติ ด้วยเหตุนี้ อารยธรรมจึงหลงเหลือหลังจากการทำลายล้างจากน้ำท่วมใหญ่ผ่านไป


แผ่นหินฝาโลงเมืองเชียปาส สลักภาพที่น่าพิศวง



เรืออาร์คของโนอาห์ เมื่อเกิดน้ำท่วมโลก


                เรื่องมหาภารตะของอินเดีย ได้เล่าถึงพระพรหมแปลงกายเป็นปลาเตือน มนุ ผู้เป็นบิดาแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ ให้เรื่องน้ำท่วมที่กำลังจะเกิดขึ้น มนุ ได้รับแนะนำให้สร้างเรือ และ “พาฤๅษีทั้งเจ็ด และเมล็ดพันธุ์นานาชนิดที่พราหมณ์นับไว้แต่กาลก่อน (ลงเรือ) และเก็บรักษาไว้อย่างดี” มนุ ทำตามคำสั่งของพระพรหม และลงเรือใหญ่ พาฤๅษีทั้งเจ็ดและเมล็ดพันธุ์ไป เพื่อฟื้นฟูผู้รอดชีวิต การเดินทางเป็นปี ๆ บนคลื่นใหญ่ กระทั่งจอดลงบนเทือกเขาหิมาลัย เรื่องพื้นบ้านของอินเดียระบุถึงมะละนีในหุบเขากุลุ ว่าเป็นเมืองของ มนุ เป็นจุดที่มนุจะขึ้นฝั่ง ปกติแล้วตำบลนั้นเรียกกันว่า อารยวรรตดินแดนแห่งอารยัน และในมะนะลีในเทือกเขาหิมาลัยนั้นเอง เป็นสถานที่ที่ผู้เขียนได้เขียนหนังสือบทนี้

                ความคล้ายคลึงกันของการกู้ชีวิตของโนอาห์กับของมนุนั้น ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นับเป็นเรื่องจริงที่ชัดเจน ที่ในบันทึกทั้งหลายเกี่ยวกับน้ำท่วมใหญ่มีคนได้รับเลือกให้รู้ล่วงหน้าถึงมหันตภัยในโลก


โนอาห์ของเมโสโปเตเมียและเรือ ภาพสลักนี้อายุราว 3,000 ปี ก่อนคริสตกาล


                การหนีจากดินแดนแอตแลนติสอันน่าเศร้า ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยอากาศยาน และเรือเดินทะเล มีเรื่องในประวัติศาสตร์มากมายที่สนับสนุนทฤษฎีที่ออกจะเพ้อฝันนี้ ชาวเอสกิโมมีตำนานประหลาด กล่าวว่าพวกตนถูกนกเหล็กขนาดยักษ์พาไปทางเหนือ ที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง นี่มิได้หมายถึงการมีอยู่ของอากาศยานในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ของมนุษย์หรอกหรือ?

                ชาวพื้นเมืองของดินแดนตอนเหนือของออสเตรเลียมีเรื่องน้ำท่วมและคนกึ่งนก คะรันผู้เป็นหัวหน้าได้ให้ปีกแก่วาร์กและไวร์ เมื่อ “น้ำเต็มลำธาร และทะเลเอ่อสูง และท่วมทั้งดินแดน ภูเขา ต้นไม้ และทุกสิ่ง” จากนั้นคะรันก็บินจากไป และนั่งลงข้างพระจันทร์ ขณะที่คนกึ่งนกเฝ้ามองดูเขา มหากาพย์กิลกาเมชได้ให้ภาพอย่างชัดเจน ถึงวันแห่งความพินาศของโลก

                     “จากการสรรค์สร้างสวรรค์ เมฆครึ้มดำจึงบังเกิด
                เมฆทั้งมวลอันสดใสผันแปรไปเป็นคลื่นคล้ำ
                พี่มิได้เห็นน้องอีกต่อไป
                ชาวฟ้ามิอาจจดจำกันได้อีกต่อไป
                เทพเจ้ากลัวน้ำท่วม
                เขารีบหนีไป เขาไต่ถึงสวรรค์แห่งอนุ”


                ใครคือชาวฟ้า ใครคือเทพเจ้ากลัวน้ำท่วม และอพยพหลบภัยในสวรรค์ หากพวกเราคือตัวตนอันอมตะ พวกเขาก็ไม่น่าจะหวาดกลัวภัยร้ายนั้น เรื่องนี้ปรากฏว่าชาวฟ้ามิใช่ใครอื่น นอกจากผู้คนชาวแอตแลนติส ผู้มีอากาศยานหรือกระทั่งยานอวกาศ ในศาสนาของสุเมเรียน สวรรค์แห่งอนุก็คือที่พำนักแห่งอนุ ผู้เป็นบิดาแห่งทวยเทพ ความหมายนั้นเกี่ยวกันกับคำว่า “สูงยิ่งขึ้นไปและลึกต่ำลงมา” ทุกวันนี้เราเรียกสิ่งนี้ว่า อวกาศ ชาวฟ้าหนีไปอยู่ในอวกาศ นั่นคือการตีความข้อความอันน่าพิศวงของมหากาพย์

                คัมภีร์ ไดซัน (Book of Dyzan) ที่ เฮเลนา บลาวาตสกี ได้รับจากอาศรมในเอกเขาหิมาลัยเมื่อประมาณร้อยปีก่อน อาจจะเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่หายไปของมนุษยชาติก็ได้ “น้ำท่วมใหญ่ครั้งแรกได้มาถึง กลืนเอาเกาะใหญ่ทั้งเจ็ด ทวยเทพทั้งปวงรอดพ้น ผู้คนถูกทำลาย”

                การกล่าวอธิบายเพิ่มเติมแต่สมัยโบราณถึงหนังสือเล่มนี้นั้น ปรากฏชัดเจนมาก เกี่ยวกับการอพยพที่เกิดขึ้นในแอตแลนติส กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ผู้มี “ใบหน้าอันท่าพิศวง” ผู้นำของผู้รู้แจ้งในแอตแลนติส ได้เห็นภัยพิบัติอันมิอาจเลี่ยงได้นั้น จึงส่งข่าวสารกับอากาศยานไปยังพี่น้องผู้เป็นหัวหน้า ความว่า “จงเตรียมตัว มนุษย์ในกฎแห่งความดีจงลุกขึ้น และข้ามแผ่นดินไปเมื่อน้ำแล้ง” แผนการนี้จะต้องปรากฏเป็นรูปธรรมอย่างเป็นความลับ จากผู้ปกครองชั่วร้ายที่ทรงอำนาจของจักรวรรดินั้น จากนั้นคืนอันมืดมิดคืนหนึ่ง เมื่อประชาชนในกฎแห่งความดีอยู่ไกลโพ้นจากอันตรายของคลื่นน้ำ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งมนุษย์ก็สั่งชุมนุมขุนนางชั้นผู้ใหญ่ และร่ำไห้อาลัย เมื่อเวลาผ่านไป เจ้านายชั้นสูงลงจากวิมาน (อากาศยาน) และตามเผ่าพงศ์ของตนไปยังดินแดนทางตะวันออกและทางเหนือ หรือแอฟริกาและยุโรป ในเวลาเดียวกัน ห่าอุกกาบตก็ตกลงมายังอาณาจักรแอตแลนติส ที่ปุถุชนคนธรรมดาหลับใหลอยู่


เฮเลนา เพทรอฟนา นักเขียนและนักวิชาการชาวรัสเซีย


                ความเป็นไปได้ของการอพยพล่าถอยจากแอตแลนติส โดยอาศัยอากาศยานนั้น มีค่าแก่การคาดคะเนในทางวิทยาสตร์ แม้ไม่จำต้องยอมรับก็ตาม ดังเห็นได้จากข้อสรุป จากภาพวาดในหนังสือ สารานุกรมการเดินทางระหว่างดวงดาว (Interplanetary Travel Encyclopanedia) ที่รวบรวมโดยศาสตราจารย์ เอ็น. เอ. ไรนิน แห่งสหภาพโซเวียต ซึ่งวาดภาพนักบวชชั้นสูงชาวแอตแลนติสโดยสารอากาศยาน มีฉากหลังเป็นแอตแลนติสกำลังจม

                เป็นเรื่องแน่ชัดแล้วว่า มีคนไม่กี่คนเท่านั้นที่มีอากาศยาน หรืออวกาศยานในยุคก่อนน้ำท่วมในสมัยเรานี้ เครื่องบินและจรวดต่างเป็นของรัฐ และบริษัทใหญ่ ๆ สถานการณ์นี้อาจจะคล้ายคลึงกันอย่างมากกับในสมัยแอตแลนติสก็ได้

                ชาวบาบิโลนได้รักษาความทรงจำเรื่องนักบิน หรือนักบินอวกาศสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในภาพของเอทานา ผู้เป็นนักบิน ในพิพิธภัณฑ์เบอร์ลิน มีทรงกระบอกปิดผนึก แสดงภาพเอทานาเหินอยู่ในอากาศ บนหลังนกอินทรีอยู่ระหว่างดวงอาทิตย์และดวงจันทร์

                ในพาเลนเกอร์ ประเทศเม็กซิโก มีแบบลายที่น่าสนใจบนโลงหินในพีระมิดที่นักโบราณคดีชื่อ รุซ-ลิลเลียร์ ได้ค้นพบ ลายดังกล่าวเป็นแบบมายา แสดงภาพคนกำลังนั่งในเครื่องยนต์คล้ายจรวด ท่าทางเหน็ดเหนื่อยมาก เขาก้มไปข้างหน้า และมือวางบนคันบังคับ กรวยจรวดนั้นประกอบด้วยวัตถุน่ามหัศจรรย์จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของกลไกนั้น หลังจากวิเคราะห์รหัสจำนวนมหาศาล ทาเรดและมิลโลแห่งฝรั่งเศสก็สรุปได้ว่า นั่นเป็นแนวคิดของพวกมายา แสดงถึงนักบันอวกาศในอวกาศยาน

                ส่วนอักษรฮีโรกลิฟิกที่ขอบแผ่นหินนั้น หมายถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเหนือ ซึ่งมีส่วนช่วยในการตีความทางอวกาศ นอกจากนี้ยังมีวันที่สองวันบนหลุมศพ นั้นคือ ค.ศ.606 และ ค.ศ.633 ทำให้ดูคลุมเครือ อย่างไรก็ตาม หากนักบวชท่านนี้ฝั่งอยู่ในหลุม ก็ไม่เป็นเพียงนักบวชนักบินอวกาศเท่านั้น หากยังเป็นผู้รักษาเรื่องเล่าของอเมริกากลางเกี่ยวกับเทพเจ้าในอวกาศด้วย ดังนั้นภาพประดับนี้จึงอาจจะเป็นที่ระลึกของการเดินทางในอวกาศก็ได้

                เรื่องเล่าเกี่ยวกับอากาศยานในสมัยโบราณ อาจจะสะท้อนอะไรบางอย่างจากการบินและการบินอวกาศในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เมื่อนักแอตแลนติสวิทยาบางท่านเชื่อมั่นว่ามีอารยธรรมขั้นสูงก่อนยุคน้ำท่วม คำอธิบายนี้ก็อาจไม่ไกลเกินจริงนัก

แอนดรูว์ โทมัส เขียน

ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล




หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  

18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล