การล่าถอย

ระเบิดปรมาณู และยานอวกาศก่อนสมัยน้ำท่วม



                แอตแลนติสเป็นอย่างไรก่อนสมัยน้ำท่วม เพลโตได้กล่าวอย่างชัดเจนถึงชัยชนะ และลัทธิจักรวรรดินิยมของชาวแอตแลนติสในยุคสุดท้าย

                จารึก สัมสัปตะกะพธะ ของอินเดียกล่าวถึงอากาศยานที่ได้แรงขับจาก “พลังสวรรค์” จารึกนี้ยังกล่าวถึงจรวดขีปนาวุธ ซึ่งมีพลังแห่งจักรวาล แสงเจิดจ้าจากการระเบิดเปรียบได้กับพระอาทิตย์พันดวง คัมภีร์ดังกล่าว กล่าวว่า “เทพเจ้าทรงตกใจและร้องว่า อย่าระเบิดโลกเป็นเถ้าถ่านเลย”

                เมาโสละปุราวะ ในภาษาสันสกฤตยังอ้างถึงอาวุธที่เราไม่รู้จัก สายฟ้าเหล็ก ทูตมรณะ ยักษ์ซึ่งทำลายเผ่าพันธุ์ทั้งปวงของ วฤศนิส และ อังหกะ เป็นเถ้าถ่าน ศพนั้นถูกเผาเพื่อมิให้จดจำได้ ผมและเล็บของคนเหล่านั้นโผล่ออก เครื่องถ้วยแตกโดยไม่ปรากฏชัดเจน และฝูงนกก็กลายเป็นสีขาว หลังจากนั้นไม่กี่ชั่วยาม เสบียงอาหารทั้งปวงก็ติดเชื้อโรค

                อะเล็กซานเดอร์ กอร์ปโบฟสกี้ ได้เขียนไว้ในหนังสือ ปริศนาแห่งยุคโบราณ ว่า โครงกระดูกมนุษย์พบในอินเดียนั้น เป็นกัมมันตภาพรังสี กัมมันตภาพรังสีดังกล่าวมีค่าเป็นห้าสิบเท่าจากปกติ ทำให้เราเริ่มสงสัยว่า เมาโสละปุราวะ คงจะเป็นเรื่องจริงมากกว่าจะเป็นแค่ตำนาน

                อี.เซห์เรน เขียนไว้ในเรื่อง เนินเขาใหญ่ (Die Biblischen Hugel) โดยกล่าวถึงเบอร์ชิปปาที่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน และมักจะเปรียบกับหอคอยบาเบล เซห์เรนยังตั้งคำถามว่า อำนาจใดที่หลอมอิฐแห่งซิกกูแร็ตได้ คำตอบก็คือ ไม่มีสิ่งใด เว้นแต่สายฟ้าขนาดยักษ์ หรือระเบิดปรมาณูเท่านั้น

                ศาสตราจารย์ เฟรเดริก โซดดี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลไพรซ์ และผู้ค้นพบไอโซโทป ได้กล่าวถึงเรื่องเล่าที่สืบทอดมาถึงเรา จากยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเขียนไว้เมื่อปี ค.ศ.1909 ว่า “เราไม่อาจจะหาข้อพิสูจน์จากพวกเขาได้ เพราะความเชื่อที่ว่า เผ่าพงศ์ที่ถูกลืมในกาลก่อนไม่ได้รับความรู้ที่เราเพิ่งได้รับเท่านั้น แต่ยังมีอำนาจที่เราไม่มีอีกด้วย”

                เมื่อ ค.ศ.1909 อำนาจดังกล่าวหรืออำนาจของปรมาณูยังไม่เป็นของเรา เห็นได้ชัดว่า ศาสตราจารย์โซดดี ได้คิดถึงอารยธรรมในอดีตที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องพลังงานปรมาณู ในการถกเรื่องเผ่าพงศ์สมัยก่อนประวัติศาสตร์นี้ นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ผู้บุกเบิกท่านนี้ยังคิดว่า “มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาจะสำรวจขอบเขตของอวกาศชั้นนอกได้”

                คัมภีร์โบราณของอินเดียกล่าวถึงเครื่องบิน ระเบิดปรมาณู และการท่องอวกาศ เทพปูชานในพระเวทได้แล่นเรือทองคำผ่านมหาสมุทรแห่งท้องฟ้า ครุฑอันเป็นนกสวรรค์ได้พาพระวิษณุท่องไปในจักรวาล คัมภีร์สัมสัปตะกะพธะได้พรรณนาถึงการบินในอวกาศว่า “ผ่านดินแดนแห่งห้วงอวกาศเหนือดินแดนแห่งสายลม” นี่เป็นการกล่าวชี้อย่างชัดเจนถึงการเดินทางในอวกาศ คัมภีร์ สุรยสิทธันตะ อันเป็นงานทางดาราศาสตร์ภาษาสันสกฤตที่เก่าแก่ที่สุด ได้กล่าวถึงสิทธะหรือมนุษย์วิเศษ และวิทยาธร หรือผู้ครอบครองความรู้ ผู้เดินทางไปรอบโลก“ใต้พระจันทร์ เหนือเมฆ” นี่ไม่ใช่ข้อเสนอที่ชัดเจนของนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์ในเรื่องการโคจรของโลกเราหรอกหรือ?

                หากมหากาพย์กิลกาเมชมีความเชื่อมโยงกับจารึกอินเดีย ก็อาจจะเป็นการเติมช่องว่างในประวัติศาสตร์ของมนุษย์สมัยต้น ๆ เมื่อน้ำท่วมโลก ชาวฟ้าของกิลกาเมชได้แยกตัวเดินทางไปสวรรค์ อาจจะเข้าสู่วงโคจรรอบโลก หรือกระทั่งเดินทางไปยังดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ สมรณคณะ สูตรหระ กล่าวว่า เพราะอากาศยานมนุษย์จึงเหาะไปในอากาศได้ และตัวตนในสวรรค์ยังมาสู่โลกได้ เราคงอดคิดไม่ได้ถึงการจราจรสองทาง ระหว่างโลกของเราและโลกอื่น ๆ เมื่ออ่านข้อความนี้


แผ่นจารึกของบาบิโลน เล่าเรื่องกิลกาเมซและน้ำท่วมใหญ่


                นับว่ามีเหตุผลมากขึ้น ที่สนับสนุนว่าการอพยพล่าถอยจากแอตแลนติส ดำเนินการไปด้วยเรือมากกว่าใช้อากาศยาน หรือยานอวกาศ ซึ่งถูกสงวนไว้สำหรับผู้มีสิทธิพิเศษ ผู้อพยพเหล่านั้นได้ตั้งถิ่นฐานในอียิปต์และไพเรนีส อันเป็นบริเวณใกล้เคียง โดยให้แรงผลักดันแก่อารยธรรมของลุ่มน้ำเมดิเตอร์เรเนียน

แอนดรูว์ โทมัส เขียน

ธวัชชัย ดุลยสุจริต แปล




หน้า   1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  

17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31


กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล