ฟิสิกส์ราชมงคล

index 101

 

เพียงพอนเล็กสีน้ำตาล 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Malaysian Weasel 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Mustela nudipes

ลักษณะทั่วไป
    
ลักษณะและขนาดคล้ายพังพอนธรรมดา แต่มีขนสีแตกต่างกัน มีตั้งแต่สีขาวปนเทาจนถึงน้ำตาลแดง หัวและจมูกสีซีดกว่าลำตัว ปลายหางขาว ตัวเมียมีนม 4 เต้า ฝ่าเท้าไม่มีขน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เพียงพอนเล็กสีน้ำตาลมีถิ่นอาศัยในทางตอนใต้ของประเทศไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว
     กินพวกสัตว์เล็กๆ เช่น กบ หนู เขียด แมลง และเป็ด ไก่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินตามพื้นดินเวลากลางคืน และตามปกติแล้วไม่ขึ้นต้นไม้
     เพียงพอนเล็กสีน้ำตาลออกลูกครั้งละ 1 – 4 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์สงขลา
 

มารา 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Mara(Patagonian Cavy)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Dolichotis patagonum

ลักษณะทั่วไป
    
มีใบหน้าและหูคล้ายกระต่าย แต่มีลำตัวคล้ายสุนัขหรือกวางขนาดเล็ก ลำตัวยาวประมาณ 70 - 75 เซนติเมตร มีหางสั้นประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร ลำตัวมีขนสีน้ำตาล ด้านท้องมีสีขาวปนน้ำตาลแดง มีขนบริเวณ ก้นสีขาว ขาคู่หลังเรียวยาวกว่าขาคู่หน้า เท้าหน้ามี4 นิ้ว เท้าหลังมี 3 นิ้ว และมีใบหูใหญ่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบแพร่กระจายบริเวณทุ่งหญ้าแพมพัสในตอนกลางและตอนใต้ของประเทศอาเจนตินา
     อาหารได้แก่หญ้า พืช เปลือกไม้ รากไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
     มาราตั้งท้องนาน 90 - 93 วัน น้ำหนักแรกเกิด 400 - 450 กรัม หย่านมเมื่ออายุ 2-3 เดือน วัยเจริญพันธุ์อายุ 1 - 5 ปี มีอายุยืน 10 - 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่

ม้าลาย 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Common Zebra(Burchell's Zebra)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Equus burchellii

ลักษณะทั่วไป
    
พบทั่วไปในทวีปแอฟริกาแถบที่ราบโล่งทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทั่วไปในทวีปแอฟริกาแถบที่ราบโล่งทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า
     กินหญ้าและเมล็ดพืช

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามที่ราบโล่งที่เป็นหญ้า ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีหลายร้อยตัวจนถึงเป็นพันก็มี โดยจะเล็มหญ้าหากินร่วมกับสัตว์อื่นในทุ่งกว้าง เช่น นกกระจอกเทศ ยีราฟ แอนตีโลป และสัตว์กีบชนิดอื่นๆ ม้าลายมักจะมีนกกินแมลงจับเกาะอยู่บนหลัง เพื่อช่วยระวังภัยและกินพวกแมลงที่มารบกวน และมีนกกระจอกเทศและยีราฟคอยช่วยเป็นป้อมยามคอยเตือนภัยและระวังภัยให้ เพราะม้าลายสายตาไม่ค่อยดี แต่จมูกและหูไวมาก ฟันคม
     ม้าลายเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 345-390 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว มีอายุยืนประมาณ 25-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

เม่นหางพวง 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Brush-tailed Porcupine 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Atherurus macrourus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์ฟันแทะเช่นเดียวกับเม่นชนิดอื่น แต่ตัวเล็กกว่า ขนบริเวณหลังยาวมากและจะค่อย ๆ สั้นลง ส่วนท้ายของลำตัวขนมีลักษณะแบน และเป็นร่องยาวอยู่ทางด้านบน เม่นหางพวงไม่มีขนตลอดทั่วทั้งหาง แต่ที่โคนหางจะมีขนสั้น ช่วงกลางหางมีเป็นเกล็ดๆ และที่ปลายหางมีขนขึ้นหนาเป็นกระจุกดูคล้ายเป็นพวง ขนดังที่กล่าวมานี้จะแบนคล้ายกระดาษและแหลมแข็ง แต่ขนที่หัว ขาทั้งสี่และบริเวณใต้ท้องเป็นขนแหลมแต่ไม่แข็ง ขาสั้น หูกลมเล็ก เท้ามีเล็บตรงทู่แข็งแรง เหมาะสำหรับขุดคุ้ยดิน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เม่นหางพวง พบในประเทศจีนทางตอนใต้ เกาะไหหลำ อัสสัม พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซียและสุมาตรา สำหรับประเทศไทยพบทั่วไป แต่มีมากที่จังหวัดตรัง
     กินผัก หญ้า เผือก มัน หน่อไม้ ผลไม้ รากไม้บางชนิด กระดูกสัตว์ แมลง และเขาสัตว์

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เม่นหางพวงพบตามป่าทั่วไป ชอบอาศัยอยู่ตามป่าใกล้น้ำ ลำธาร ลำห้วย ชอบ ขุดดินเป็นรูและเป็นโพรงชอนไปใต้ดินลึก ๆเป็นโพรงกว้าง 3–4 ฟุต ซึ่งพอสำหรับครอบครัว คือ พ่อ แม่ ลูก อยู่ได้อย่างสบาย บางครั้งขุดรูอยู่ใกล้ริมตลิ่ง ชอบออกหากินในเวลากลางคืนและไปด้วยกันหลายตัว ส่วนกลางวันมักนอนหลบซ่อนตัวในโพรงดิน หรือหลบซ่อนตัวตามรากโคนต้นไม้ใหญ่ หรือซอกหิน เม่นหางพวงวิ่งได้เร็วพอใช้ ขณะวิ่งชอบสบัดหางให้สั่นเพื่อให้เกิดเสียงขณะวิ่ง เพราะขนกระทบกันเอง เป็นการทำให้สัตว์อื่นตกใจกลัว
     เมื่อมีอายุ 2 ปีเม่นหางพวงจึงผสมพันธุ์ได้ ฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอน ตั้งท้องนาน 4 เดือน ออกลูกครั้งละ 1–4 ตัว อายุยืนนาน 10 ปีเศษ

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

เม่นใหญ่แผงคอยาว 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Malayan Porcupine 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hystrix brachyura

ลักษณะทั่วไป
    
มีลำตัวค่อนข้างใหญ่กว่าเม่นชนิดอื่น มีขนบนสันคอเป็นเส้นอ่อน ๆ ตั้งขึ้นดูคล้ายกับแผงคอ ขนตามลำตัวท่อนหน้ามีสีน้ำตาลไหม้เป็นขนค่อนข้างสั้น ส่วนขนตามลำตัวท่อนหลังเป็นขนยาวมีสีขาวและมีวงรอบขนสีดำอยู่กลางขน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบใน ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ สุมาตรา บอร์เนียว พบในป่าทุกชนิด อาศัยตามโพรงดิน ซอกหินตามป่า
     เม่นใหญ่แผงคอยาวกินผัก หญ้า เผือก มัน หน่อไม้ เปลือกไม้บางชนิด ผลไม้ กระดูกสัตว์ และเขาสัตว์

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     สามารถปรับตัวให้อาศัยในหลากหลายสภาพแวดล้อม หากินเวลากลางคืน ในเวลากลางวันจะหลบอยู่ในโพรงดิน เมื่อพบศัตรูจะแสดงอาการขู่ โดยกระทืบเท้า ตั้งขนขึ้นและสั่นหางทำให้เกิดเสียงดัง เม่นไม่สามารถสลัดขนไล่ศัตรูได้ แต่ขนเม่นหลุดง่าย เมื่อศัตรูถูกขนเม่นตำ ขนจึงหลุดติดไปกับศัตรู
     เม่นใหญ่แผงคอยาวเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 4 เดือน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 
 

เมียร์แคท 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Slender-tailed Meerkat(Suricate)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Suricata suricata

ลักษณะทั่วไป
    
เมียร์แคทหนึ่งในสมาชิกสัตว์ป่าของทวีปแอฟริกา มีลักษณะ หัวสั้น หน้ากว้าง จะมีจมูกยื่นยาวเพื่อประโยชน์ในการดมกลิ่น รอบขอบตาเป็นวงแหวนสีดำ มีนิ้วเท้าสี่นิ้ว มีขนสีน้ำตาลทองสลับดำขวางลำตัว หางยาวและส่วนปลายมีสีดำ เป็นสัตว์ในตระกูลเดียวกับพังพอน และชะมด
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในประเทศแอฟริกาใต้
     เมียร์แคทกินแมลงปีกแข็งและ หนอนผีเสื้อ รวมทั้งสัตว์มีกระดูกสันหลังเล็กๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ไม่ชอบอยู่กับที่ ชอบยืนชะเง้อคอ เพื่อตรวจดูและดมกลิ่นในบริเวณรอบๆ จะออกมารับแสงอาทิตย์ในช่วงเวลาเช้าเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น จะอาศัยรวมอยู่กันเป็นกลุ่ม บางกลุ่มอาจมีถึง 30 ตัว บางครั้งอาจพบอาศัยอยู่กับพวกกระรอกและเมียร์แคทแดง สัตว์ชนิดนี้จะมีประสาทสัมผัส ที่ดี โดยเฉพาะเรื่องการรับฟังเสียงจะสามารถได้ยินเสียงในรัศมีถึง 160 ฟุต (50เมตร) และจะอพยพย้ายที่อยู่เมื่อมีภัย นอกจากนี้เมียร์แคทจะขุดรูหรือโพรงถ้ำลึกลงไปในดิน โพรงดินที่สร้างขึ้นสามารถเชื่อมต่อกัน ทำให้มีช่องทางเข้าออกมากขึ้นและช่วยให้มันมีทางหลบหนีเมื่อมีภัยอีกด้วย
     เมียร์แคทจะขยายพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี จะออกลูกตามโพรง, ถ้ำ ช่วงฤดูผสมพันธุ์คือเดือน ตุลาคม-มีนาคม ระยะเวลาตั้งท้องประมาณ 11 สัปดาห์ ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

แมวดาว 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Leopard Cat 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Prionailurus bengalensis

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างคล้ายแมวขนาดใหญ่ มีสีน้ำตาลแกมเหลือง หูค่อนข้างยาว หลังหูสีดำมีจุดขาวตรงกลาง ตามตัวมีจุดสีน้ำตาลแกมดำเป็นจุดใหญ่อยู่ทั่วไป
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในสหภาพโซเวียต จีน ไต้หวัน อินโดจีน อินเดีย บังคลาเทศ พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเกาะพาลาวัน ในประเทศไทยพบอยู่ตามป่าทั่วทุกภาค
     แมวดาวกินนก หนู กระรอก กระแต จิ้งเหลน กิ้งก่า เป็ด ไก่ รวมทั้งงูด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หากินเวลากลางคืนทั้งบนดินและต้นไม้ ชอบนอนในโพรง บางครั้งกระโจนจากต้นไม้เพื่อจับสัตว์กิน เป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำเก่ง
     แมวดาวเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 70 วัน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

 


แมวน้ำเคปเฟอร์ซีล(แมวน้ำแอฟริกาใต้) 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Cape Fur Seal(South African Fur Seal)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Arctocephalus pusillus pusillu

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวผู้ใหญ่กว่าตัวเมีย โดยมีคอเป็นสันใหญ่ สีขนลำตัวของตัวผู้เป็นสีเทา-ดำ และมีสีน้ำตาลแซม น้ำหนักราว 247 กิโลกรัม ความยาว 2.15 เมตร ตัวเมียมีสีลำตัวเป็นสีน้ำตาล-เทา น้ำหนักราว 57 กิโลกรัม และมีความยาว 1.56 เมตร
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ออกจับปลาในทะเลใกล้เกาะเล็ก ๆ และขึ้นฝั่งบนเกาะบริเวณชายหาดที่เป็นโขดหินที่มีการขึ้นลงของน้ำทะเลในเขตแอฟริกาใต้
     กินปลาเป็นอาหารหลักรวมทั้งปลาหมึกและหอย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     แมวน้ำเคปเฟอร์ซีลเป็นสัตว์สังคม อยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ชอบล่าเหยื่อและหากินตามผิวน้ำหรือน้ำตื้นๆ หากินปลาตามเรือของชาวประมง
     ในช่วงกลางเดือนตุลาคม ตัวผู้จะไปยังพื้นที่ผสมพันธุ์ซึ่งเป็นชายหาดที่เป็นโขดหินและประกาศอาณาเขต อีกหลายสัปดาห์ต่อมาตัวเมียจะตามเข้ามาเพื่อออกลูกจำนวน 1 ตัว ซึ่งจะมีตัวเมียหลายตัวเข้ามาในอาณาเขต ตัวผู้ที่ครองอาณาเขตจะไล่ตัวผู้ตัวอื่นออกนอกอาณาเขตหากล้ำเข้ามา จนกว่ามันจะได้ผสมพันธุ์กับตัวเมียทุกตัว ตัวเมียจะเป็นสัดหลังการออกลูก 5 - 6 วัน และมีระยะการตั้งท้องนานประมาณ 1 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

แมวป่า(เสือกระต่าย)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Jungle Cat 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Felis chaus

ลักษณะทั่วไป
    
แมวป่ามีรูปร่างคล้ายแมวบ้าน แต่มีขนาดใหญ่กว่าและขายาวกว่าเล็กน้อย หูตั้งยาว มีขนสีดำที่ปลายหูเป็นพู่ ด้านล่างของโคนหูสีส้มแกมเหลือง ขนใต้ท้องมีสีอ่อนเกือบขาว ตามตัวไม่มีลาย แต่ที่ขามีลายบ้าง หางมีลายเป็นปล้องดำและหางค่อนข้างสั้น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบได้ตลอดทั่วทั้งเอเชีย ตั้งแต่ดินแดนสามเหลี่ยมของแม่น้ำโวก้าในรัสเซียลงมาถึงปาเลสไตน์ อินเดีย เนปาล ศรีลังกา พม่า ไทย อินโดจีน สำหรับประเทศไทยมีทั่วไปเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคกลาง มีตามป่าซึ่งไม่ค่อยรกทึบนัก
     แมวป่ากินสัตว์เล็กต่างๆ เป็นอาหาร เช่น หนู กระต่าย กิ้งก่า กบ เขียด นก ซากสัตว์ที่เสือใหญ่เหลือทิ้งไว้ก็กิน ชอบกินกระต่ายเป็นอาหาร ดังนั้นแมวป่าชนิดนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า“ เสือกระต่าย” เสียงร้องของมันคล้ายแมวบ้านมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     แมวป่าหรือเสือกระต่ายชอบอยู่ตามป่าโปร่งที่มีต้นหญ้าสูงๆ หรือป่าละเมาะ ชอบอยู่ใต้พุ่มไม้ใบหนา ไม่ชอบขึ้นต้นไม้ และชอบอยู่ริมตลิ่งหรือใต้พุ่มไม้ริมน้ำ เป็นสัตว์หากินกลางวันมากกว่ากลางคืน
     แมวป่าผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 2 ปี ฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอน ตั้งท้องนานประมาณ 66 วัน ตกลูกครั้งละ 2-4 ตัว สามารถมีลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ออกลูกตามโพรงดินใกล้ ๆโคนไม้ใหญ่ หรือตามพุ่มไม้รกๆ มีอายุยืนประมาณ 10 ปีเศษ

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 

แมวลายหินอ่อน  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Marbled Cat 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pardo felis marmorata

ลักษณะทั่วไป
    
แมวลายหินอ่อน จัดอยู่ในจำพวกเสือเล็ก วงศ์ย่อย Felidae เนื่องจากกระดูกกล่องเสียงไม่มีเส้นเสียงจึงคำรามดังกังวานอย่างเสือโคร่งหรือเสือดาว เสือดำไม่ได้ ขนาดตัวโตกว่าแมวบ้านไม่มากนัก และมีลวดลายตามตัวดูคล้ายลายหินอ่อนขัด จึงมีชื่อว่า “แมวลายหินอ่อน” ขนาดของแมวลายหินอ่อนพันธุ์ไทย ขนาดตัว 45-53 เซนติเมตร หางยาว 47.5-55.0 เซนติเมตร ช่วงขาหลัง 11.5-12.0 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 2-5 กิโลกรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เขตการกระจายพันธุ์ของแมวลายหินอ่อนมีอยู่เฉพาะในทวีปเอเชีย บริเวณตั้งแต่แถบเทือกเขาหิมาลัยในประเทศเนปาล สิกขิม แคว้นอัสสัมของอินเดีย เมียนมาร์ ไทย กลุ่มประเทศอินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา และบอร์เนียว ปัจจุบันมีเหลืออยู่น้อยหาได้ยาก ถิ่นอาศัยที่ยังมีแมวลายหินอ่อนอาศัยอยู่คือ ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี
     แมวลายหินอ่อนกินสัตว์เล็กๆที่มันสามารถจับได้ ตั้งแต่แมลง จิ้งจก กิ้งก่า งู นก หนู กระรอก กระต่าย เป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     แมวลายหินอ่อนมีความสามารถในการหลบซ่อนพรางตัวตามป่ารกทึบได้เก่ง ทำให้พบเห็นตัวในธรรมชาติได้ยาก ปีนต้นไม้เก่ง แต่ปกติแล้วชอบอาศัยหากินอยู่ตามพื้นป่าดิบทึบใกล้แหล่งน้ำ ไม่ค่อยอยู่บนต้นไม้สูงเป็นประจำอย่างเสือลายเมฆ ออกหากินตอนกลางคืน นิสัยค่อนข้างดุร้ายกว่าแมวป่าชนิดอื่นๆ การล่าเหยื่อมักใช้วิธีการวิ่งไล่จับเหยื่อตามพื้นป่าอย่างเงียบๆ ไม่ใช้วิธีการดักซุ่มอยู่ตามคาคบไม้อย่างเสือลายเมฆ
     พฤติกรรมการสืบพันธุ์ส่วนใหญ่ได้จากการศึกษาแมวลายหินอ่อนในสวนสัตว์ พบว่าค่อนข้างคล้ายกับแมวบ้าน แมวลายหินอ่อนผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ระยะตั้งท้อง 66-82 วัน ลูกแรกเกิดยังไม่ลืมตา จนอายุประมาณ 12 วันจึงจะลืมตาได้และเริ่มหัดเดินเมื่ออายุประมาณ 15 วัน หย่านมอายุประมาณ 121 วัน และมีอายุยืนราว 12 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เนื่องจากเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอยู่ใกล้คน ชอบซุกซ่อนพรางตัวอยู่ตามป่าทึบที่ห่างไกลคน เมื่อพบคนจึงแสดงอาการดุร้าย ทำให้ถูกฆ่าตายไป ประกอบกับเป็นเสือที่มีลักษณะสวยงามหาได้ยากมาก เป็นที่ต้องการของสวนสัตว์ต่างๆ และพวกชอบเลี้ยงสัตว์ป่าที่หายาก จึงเป็นสัตว์ป่าที่มี

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ยีราฟ  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Giraffe 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Giraffa camelopardalis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์บกที่สูงที่สุด มีคอยาวมาก ตัวผู้มีส่วนสูงประมาณ 18 ฟุต น้ำหนักประมาณ 1,100 - 1,932 กิโลกรัม ตัวเมียมีส่วนสูงประมาณ 17 ฟุต น้ำหนักประมาณ 700 - 1,182 กิโลกรัม มีเขาทั้งในตัวผู้และตัวเมีย ไม่ผลัดเขา เขามีขนปกคลุมอยู่ หนังมีขนสั้นสีน้ำตาล มีลายขาวแปลกตา ปากและลิ้นยาว ใช้ริมฝีปาก และลิ้นม้วนวนจับใบไม้ได้ มีเต้านม 4 เต้า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบเฉพาะในทวีปแอฟริกา แถบทุ่งหญ้าสะวันนา ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาร่า ตั้งแต่ไนจีเรียไปจนจรดแม่น้ำออเรนจ์
     ยีราฟไม่ชอบกินหญ้ามากนัก ชอบกินใบไม้มากกว่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างรวมกันเป็นฝูง และหากินร่วมกับสัตว์อื่นพวกม้าลาย นกกระจอกเทศ และพวกแอนติโลป โดยยีราฟจะคอยระวังภัยให้ ตัวผู้มีการต่อสู้กันในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ศัตรูสำคัญของยีราฟคือเสือดาวและสิงโต ซึ่งยีราฟป้องกันตัวโดยใช้หัวเหวี่ยงและใช้เท้าเตะ
     ยีราฟเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 3 ปีครึ่ง ตั้งท้องนาน 420 - 468 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ 10 เดือน เป็นสัดทุก 14 วัน แต่ละครั้งเป็นอยู่นาน 24 ชั่วโมง และมีอายุยืนประมาณ 20-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 
 

แรดขาว  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

White Rhinoceros 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ceratotherium simum

ลักษณะทั่วไป
    
ถ้าไม่รวมช้างแล้ว แรดขาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมบนบกที่ใหญ่ที่สุด ความยาวตั้งแต่หัวถึงโคนหาง 3.6-5 เมตร ไหล่สูง 1.6-2 เมตร น้ำหนักปกติ 2.3-3.6 ตัน ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองหรือสีเทา ผิวหนังทั่วตัวไม่มีขน ยกเว้นขนที่ปลายหูและขนหาง นอหน้ายาว 0.6 เมตร แต่บางตัวอาจยาวกว่า 1.50 เมตร แรดขาวริมฝีปากบนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ไม่มีติ่งคล้ายงวง หูยาวกว่าแรดดำ และปลายหูแหลม หน้าผากลาดและมนกว่าแรดดำ หัวไหล่นูนเป็นก้อน ผิวหนังเป็นตุ่มนูนน้อยกว่าแรดดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทางใต้ของแอฟริกา ตั้งแต่ซูลูแลนด์ ถึงอุทยานแห่งชาติตรูเกอร์ซึ่งแรดขาวถูกนำไปเลี้ยงไว้ และยังพบได้ใน ซูดานภาคใต้ ยูกันดา และแถบใกล้ ๆ คองโก ประชากรแรดขาวลดจำนวนลงไปอย่างมากเช่นเดียวกับแรดพันธุ์อื่น แม้ว่าจะได้รับการคุ้มครองดีขึ้นก็ตาม
     กินหญ้าเป็นส่วนใหญ่ และกินพุ่มไม้เตี้ย ๆ มากกว่าใบไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง และดุร้ายน้อยกว่าแรดดำ อยู่เป็นคู่หรือครอบครัวเล็ก ๆ 3-4 ตัว บางครั้งพบอยู่หลายครอบครัวหากินอยู่ด้วยกัน บางทีพบถึง ๑๘ ตัว มีตัวผู้คุมฝูงตัวเดียว นอกนั้นเป็นตัวเมียและลูก แรดขาวมีการกระจายถิ่นหากินกว้างขวางกว่าแรดดำ โดยใช้กองอุจจาระและปัสสาวะเป็นการบอกอาณาเขตของมัน ตัวเมียที่มีลูกจะยอมให้ตัวผู้เข้าใกล้เฉพาะตอนที่เป็นสัดเท่านั้น หลังจากผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะต่อสู้ไล่ตัวผู้ไปทันที บางครั้งตัวผู้อาจถึงตายได้หรือ บางครั้งลูกที่ติดแม่อาจตาย ในฤดูร้อนชอบหลบร้อนตามร่มไม้หรือแช่ปลัก บางทีแช่ปลักทั้งคืนเพื่อบรรเทาความร้อนและกำจัดเห็บ หน้าหนาวชอบนอนอาบทรายแทนการแช่ปลัก จมูกดีมาก แต่ตาและหูไม่ดี ปกติวิ่งด้วยความเร็วถึง 29กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าตกใจอาจวิ่งได้เร็วถึง 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
     แรดขาวเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 7-10 ปี ตั้งท้องนาน 18 เดือน (547 วัน) ปกติออกลูกตัวเดียว ซึ่งพออายุ 1 วันก็เดินตามแม่ได้แล้ว พออายุ 1 สัปดาห์เริ่มกินหญ้า ลูกจะอยู่กับแม่จนอายุ 1 ปี ลูกจะมีน้ำหนักประมาณ 400 กิโลกรัม ในเวลา 18 เดือน และมีอายุยืน 30-40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

แรดอินเดีย 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Greater One-horned Rhinoceros(Indian Rhinoceros)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Indian Rhinoceros

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นแรดขนาดใหญ่ มีนอเดียว สูงประมาณ 2 เมตร น้ำหนัก 2-4 ตัน ตามตัวมีหนังหนาคล้ายเป็นโล่ที่ไหล่ ที่สะโพก หนังเป็นปุ่มนูนกลมเห็นได้ชัด มีขนมากบริเวณที่ขอบหู และปลายหาง มีหนังพับข้ามหลัง 2 แห่ง คือ ที่ด้านหลังของไหล่ และด้านหน้าของสะโพก แต่ไม่มีพับหนังข้ามคอ มีหางสั้น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในประเทศเนปาล และอินเดีย อาศัยในป่าริมแม่น้ำ
     กินหญ้า พืชน้ำ และเปลือกต้นไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ในที่ราบลุ่มแม่น้ำ บริเวณที่มีพืชและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ชอบหากินอยู่ตามลำพังตัวเดียว อาจพบแม่อยู่กับลูก มีสายตาสั้น จมูกดมกลิ่นได้ดี หูสามารถฟังเสียงได้ดีมาก มีความว่องไว ปราดเปรียวในตอนกลางคืน ชอบลงแช่ในสระน้ำ
     ตัวผู้พร้อมผสมพันธุ์เมื่อมีอายุ 9 ปี ส่วนตัวเมียพร้อมเมื่อมีอายุ 4 ปี ตั้งท้องนาน 474-488 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัวลูกกินนมแม่นาน 18 เดือน อายุยืน 30-40 ปี เป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ของโลก

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

ละอง,ละมั่งพันธุ์พม่า 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Burmese Brow-Antlered Deer(Eld's Deer)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cervus eldi thamin

ลักษณะทั่วไป
    
ในภาษาพม่าเรียกสัตว์ชนิดนี้ว่า “ทมิน” มีสีขนตามตัวเข้มกว่าพันธุ์ไทย ปลายลำเขาค่อนข้างมีแขนงเขาน้อยกว่า และส่วนใหญ่จะไม่มีแขนงเขายื่นขึ้นมาบริเวณตัวลำเขา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เขตการกระจายพันธุ์ของละมั่ง มีพบในแถบตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเกาะไหหลำของประเทศจีน ไม่พบแพร่กระจายลงทางใต้ แถบภาคใต้ของไทย ตลอดจนแหลมมลายู
     นิสัยการกินอาหารของละมั่งคล้ายกับพวกวัว ควาย ปกติชอบกินหญ้าและลูกไม้ต่าง ๆ ตามพื้นทุ่งโล่งหรือป่าโปร่ง ไม่ค่อยชอบกินใบไม้นัก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของละมั่ง ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ ในอดีตครั้งยังมีละมั่งชุกชุมทั่วไป มีรายงานพบฝูงละมั่งขนาดใหญ่มีจำนวนถึงประมาณ 50 ตัว แต่ปัจจุบันเนื่องจากสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป และจำนวนประชากรละมั่งลดน้อยลงมาก จึงพบแต่ละมั่งอยู่ตัวเดียวหรือฝูงเล็ก ๆ โดยทั่วไปชอบอาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าโปร่งหรือป่าทุ่งใกล้ ๆ หนองน้ำ ตอนกลางวันที่อากาศร้อนละมั่งจะหลบร้อนไปอยู่ตามใต้ร่มไม้ชายป่า ถ้าเป็นตัวผู้ขนาดใหญ่ซึ่งขี้ร้อนกว่า มักจะลงนอนแช่ปลักโคลนตามหนองน้ำอย่างพวกควาย ปกติไม่ชอบอาศัยอยู่ตามป่ารกทึบ โดยเฉพาะตัวผู้ เนื่องจากเขาบนหัวมีกิ่งปลายแหลมยื่นมาข้างหน้า อีกทั้งปลายลำเขาที่โค้งงอมาด้านหน้า และแตกปลายออกเป็นแขนงกิ่งเล็ก ๆ ทำให้เวลาเข้าป่ารกทึบ กิ่งและแขนงเขาจะไปขัดเกี่ยวกิ่งไม้และเถาวัลย์ต่าง ๆ คาดว่าด้วยสาเหตุนี้ จึงไม่พบละมั่งตามป่าทางภาคใต้และมาเลเซีย ซึ่งสภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าดิบทึบไม่เหมาะสมเป็นที่อยู่อาศัยของละมั่ง
     ฤดูผสมพันธุ์ของละมั่งในธรรมชาติ พบอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ส่วนละมั่งที่เพาะเลี้ยงอยู่ตามสวนสัตว์ต่าง ๆ มักจะไม่มีฤดูผสมพันธุ์แน่นอน แต่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มิถุนายน ระยะตั้งท้องนาน 240-244 วัน ออกลูกท้องละ 1 ตัว ลูกแรกเกิดจะมีลายจุดสีขาว ๆ ตามตัว โตขึ้นจะค่อย ๆ จางหายไป แต่ตัวเมียบางตัวจะยังคงมีจุดจาง ๆ นี้ให้เห็นจนโต วัยเจริญพันธุ์ของละมั่งตัวผู้อายุประมาณ 1 ปีขึ้นไป ส่วนตัวเมียประมาณ 2 ปี ขึ้นไป

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลาแคระ  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

African Wild Ass 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Equus africanus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม มีกีบคี่โดยมีกีบเดียวในแต่ละเท้า มีลักษณะเหมือนลา แต่ตัวเล็กกว่า น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ 50 - 60 กิโลกรัม รูปร่างกระโหลกค่อนข้างยาว ลำตัวด้านบนสีเทา ด้านล่างสีขาว ตาสีดำ ใบหูยาว ด้านบนมีสีเทา ตรงโคนใบหูมีแถบสีน้ำตาลพาดอยู่ ขอบใบหูสีดำ มีขนสีขาวภายในหูเป็นจำนวนมาก ปลายหูสีดำ บริเวณไหล่ตรงกลางหลังมีเส้นสีดำพาดจากบริเวณฐานคอไปจนถึงปลายหางบริเวณคอด้านบนจะมีขนเป็นแผงสีน้ำตาลเห็นได้ชัด ในลาแคระที่มีอายุมากบริเวณกล้ามเนื้อฐานขนแผงคอจะมีลักษณะขยายใหญ่เป็นลำ คล้ายหนอกเห็นได้ชัด จมูกสีดำ บริเวณเหนือปากและจมูกมีสีขาวตัดกันเห็นได้ชัด ด้านในของขาหน้าจะมีวงเนื้อไม่มีขนอยู่ข้างละ 1 วง วงดังกล่าวมีสีดำ หางสั้นสีเทา ปลายหางเป็นขนฟูสีน้ำตาล ก้นสีดำ กีบสีดำ มีเต้านม 2 เต้า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในซูดาน เอธิโอเปีย โซมาเลีย
     อาหารได้แก่หญ้าและยอดไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     มีนิสัยรักสงบ ไม่ดุ ส่วนใหญ่จะอยู่กันเงียบ ๆ คอยวิ่งหนีศัตรู ถ้าเจอศัตรูและจวนตัวจะหันหลังแล้วใช้ขาหลังดีด ชอบหากินตามทุ่งหญ้าและพืชที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน
     ลาแคระโตเต็มที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-5 ปี ตั้งท้องนาน 11 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุยืนประมาณ 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

ลามา  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Llama 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Lama glama

ลักษณะทั่วไป
    
ความยาวจากปลายจมูกถึงฐานหาง 1.53 - 2.0 เมตร ความยาวหาง 22 - 25 เซนติเมตร ความสูงถึงหัวไหล่ 1.0 - 1.25 เมตร น้ำหนัก 130 - 155 กิโลกรัม ลักษณะสีมีหลายรูปแบบ เช่น ขาว, น้ำตาล, เหลือง, ดำ ที่ปรากฏเห็นเป็นแต้มหรือจุด ขนจะยาวกว่า Guanaco รวมทั้งรูปร่างก็แตกต่างกันไปหลากหลาย เป็นสัตว์ที่มีขาเล็กสวยงาม มีส่วนหัวกลม และมีคอยาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ พบส่วนมากทางตอนใต้ของประเทศเปรู, โบลิเวีย และทางตอนเหนือของอาร์เจนตินา
     กินหญ้าและใบไม้เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
     ลามามีระยะตั้งท้องนาน 348 - 368 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว (บางครั้ง 2 ตัว แต่พบได้ยาก) น้ำหนักแรกเกิด 8 - 16 กิโลกรัม ระยะเวลาหย่านม 5 - 8 เดือน วัยเจริญพันธุ์ 12-24 เดือน มีอายุยืนราว15-20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

ลิงกระรอก(ลิงกระรอกปากดำ) 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Squirrel Monkey(Common Squirrel Monkey)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Saimiri sciurea

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงขนาดเล็กขนาดพอ ๆ กับตัวทามาริน (TAMARINS) ขนาดของลำตัววัดจากหัวจรดโคนหางยาวประมาณ 12 นิ้ว หรือ 1 ฟุต หางมีความยาวมากกว่าลำตัว หางยาวประมาณ 16 นิ้ว หนังบริเวณรอบจมูกและปากเป็นวงสีดำ ใบหน้าเป็นสีชมพูหรือสีเนื้อ มองเผิน ๆ เหมือนกับสวมหน้ากากอยู่ ดวงตาสีน้ำตาลดำ ขนตามลำตัวยาวไม่มากนัก มีสีน้ำตาลแซมด้วยสีเทาเหมือนสีของกระรอก บริเวณศีรษะจะมีขนสีดำขึ้นแซมอยู่ทั่วไป ขนบริเวณใต้อกลงไปถึงใต้หางจะมีสีเหลืองนวล ส่วนขนบริเวณแขนและขามีสีเหลืองส้ม แลดูเด่นสะดุดตามาก ปลายหางมีขนสีดำ ลักษณะหางคล้ายหางของกระรอก มีนิ้วมือ นิ้วเท้าข้างละ 5 นิ้ว ลักษณะคล้ายกับนิ้วมือคน แต่จะยาวกว่า เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม นับว่าเป็นลิงที่ตัวเล็กและน้ำหนักเบามาก ความแตกต่างระหว่างตัวผู้และตัวเมียนอกเหนือจากการสังเกตที่อวัยวะเพศแล้ว ยังสามารถสังเกตได้จากขนาดของมัน คือตัวผู้จะโตกว่า และมีหัวที่ใหญ่กว่าของตัวเมีย และเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ตัวผู้จะมีสีสันที่สดใสกว่าตัวเมีย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอเมริกาใต้
     กินผลไม้ ดอกไม้บางชนิด ลูกนก จิ้งจก ไข่นก กบ และแมลงต่าง ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง โดยฝูงหนึ่ง ๆ จะอยู่รวมกันประมาณ 20 - 30 ตัว ชอบกระโดดโลดเต้นไปมา เวลากระโดดมันจะกระโดดไปพร้อม ๆกันทั้ง 4 ขา เหมือนกับการกระโดดลอยตัวของกระรอก ดังนั้นเวลามองจากที่ไกล ๆ จะเหมือนกับกระรอกมาก การเคลื่อนที่โดยมากจะใช้วิธีกระโดดจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกยอดหนึ่ง ไม่ค่อยชอบเดินบนพื้นดิน เวลานอน ชอบนอนบนต้นไม้สูง ๆ นอนบนคาคบไม้ จะไม่ลงมานอนบนพื้นดินหรือในซอกโพรง มีนิสัยไม่ดุร้าย รักความสงบไม่ก้าวร้าว จึงไม่ค่อยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกัน ทั้งกับฝูงของตน หรือกับฝูงอื่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ค่อนข้างดี จึงมักไม่ค่อยมีปัญหาในการย้ายถิ่นที่อยู่อาศัย
     ลิงกระรอกผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว อายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงกัง  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Pig-tailed Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca nemestrina

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีรูปร่างอ้วนสั้น ขนสั้นสีเทาหรือสีน้ำตาล หน้าค่อนข้างยาว ขนบนหัวสั้นมีสีเทาหรือ สีน้ำตาล และขึ้นวนเป็นก้นหอย ขนตรงส่วนใต้ท้องมีสีจางจนเกือบขาว หางค่อนข้างสั้น ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า และมีขนปรกหน้าผากน้อยกว่าลิงตัวผู้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ลิงกังพบในอัสสัม พม่า ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบทั่วไปแทบทุกภาค พบมากตั้งแต่ราชบุรี เพชรบุรี จนถึงภาคใต้
     ลิงกังชอบกินผลไม้ เมล็ดพืช และแมลงเป็นอาหาร เวลากินอาหารมักชอบเก็บไว้ข้างแก้มแล้วค่อยๆ เอามือดันอาหารที่เก็บไว้ออกมากินทีละน้อย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าทึบบริเวณเชิงเขา ชอบท่องเที่ยวไปเรื่อย ไม่ค่อยอยู่เป็นที่ บางตัวออกหากินตัวเดียว ไม่รวมฝูง ชอบลงมาอยู่ตามพื้นดินมากกว่าอยู่บนต้นไม้ แต่เวลานอนขึ้นไปนอนบนต้นไม้ ชอบส่งเสียงร้องและมักร้องรับกันทั้งฝูง
     ลิงกังเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ผสมพันธุ์ทุกฤดู ระยะตั้งท้องประมาณ 5-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว และมีอายุยืนราว 25 ปี ตัวผู้หรือแต่ละตัวอาจผสมพันธุ์กับตัวอื่นได้หลายตัว และไม่อยู่เป็นคู่แน่นอน

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงชิมแปนซี  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Chimpanzee 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pan troglodytes

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่ไม่มีหาง คล้ายคนมาก แขนและขามีความยาวพอ ๆ กัน สมองเจริญมากทำให้เฉลียวฉลาดกว่าอุรังอุตังและกอริลล่า มีเชาว์ปัญญาเกือบเท่ามนุษย์ สามารถเดินตรงได้แต่นิ้วเท้าจะหันไปข้างนอก เวลาเดินตัวจะเอนไปข้างหน้า แขนตรง และวางข้อมือลงบนพื้น นานๆ ครั้งจะเดิน 2 เท้าแบบมนุษย์ ซึ่งในการเดินแบบนี้ ลิงชิมแปนซีจะเอามือไว้ข้างหลังเพื่อช่วยในการทรงตัว หรือชูมือทั้ง 2 ข้างขึ้นสูง ตัวผู้สูงราว 5 ฟุต ส่วนตัวเมียสูงราว 4 ฟุต เวลากินน้ำจะใช้ปากก้มลงดื่มโดยตรง ไม่ใช้มือจุ่มน้ำขึ้นมาเหมือนชะนี ว่ายน้ำไม่เป็น มีความจำดีมาก มีอารมณ์ความรู้สึกเช่นเดียวกับคน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปแอฟริกา มีอยู่ 3 พันธุ์ คือชนิดหน้าขาวหรือน้ำตาลจาง ชนิดหน้าดำหรือน้ำตาลไหม้และชนิดแคระซึ่งเป็นชนิดที่หายากกว่าชนิดอื่น ลิงชิมแปนซีอยู่กระจายกันตั้งแต่เซราเลโอนไปตามแนวชายฝั่งตะวันตกของทวีปข้ามไปถึงทะเลสาบเกรท (Great Lake) ทางตะวันออกของคองโก
     กินผลไม้ ใบไม้ ผัก เป็นอาหาร กินเนื้อได้บ้างเล็กน้อย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง พักอาศัยอยู่บนต้นไม้ เคลื่อนไหวไปมาได้อย่างคล่องแคล่วว่องไวเวลาอยู่บนต้นไม้ ในฝูง ๆ หนึ่งจะมีตัวผู้เป็นพ่อตัวหนึ่ง ตัวเมียอาจมีตัวเดียวหรือหลายตัวรวมทั้งพวกลูก ๆ มันสร้าง "รังนอน" ของมันไว้บนต้นไม้ โดยเฉพาะบนคาคบไม้ซึ่งมันจะทำพื้นของรังให้เรียบ ด้านบนมีกิ่งไม้ใบไม้ปกคลุมบังอยู่ มันจะใช้ "รัง" นี้เป็นที่อาศัยพักผ่อนหลับนอนในตอนกลางคืน ชอบตื่นแต่เช้าตรู่ ฉลาดมาก สามารถเรียนรู้และเลียนแบบพฤติกรรมของคนได้เกือบทุกอย่าง เช่นสวมเสื้อเองได้ กินอาหารและดื่มน้ำบนโต๊ะได้ เป็นต้น
     ชิมแปนซีเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 7-9 ปี เป็นสัดทุก ๆ 33-38 วัน ระยะเวลาสำหรับการผสมพันธุ์นาน 3 วัน ตั้งท้องนานประมาณ 230 วัน ลูกจะอยู่กับแม่นาน 1-2 ปี และมีอายุยืนประมาณ 40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงบาบูน  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Chacma Baboon 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Papio ursinus

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างค่อนข้างใหญ่ ขนตามตัวสีน้ำตาล ขนค่อนข้างหยาบ หน้าดำ หูมีขนน้อย แต่ตัวผู้ขนตรงรอบคอและไหล่ยาว และมีขนปรกที่ปาก ร้องเสียงดัง วิ่งเหมือนม้าควบ ว่ายน้ำเก่ง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกาใต้
     กินสัตว์เล็ก ๆ ซากสัตว์และแมลงต่าง ๆ อีกทั้งผักและ ผลไม้ทุกชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีจำนวนเป็นร้อยอาจถึง 200-300 ตัว มีหัวหน้าเป็นตัวผู้ ซึ่งเป็นผู้ควบคุมสังคมของมันให้เป็นระเบียบ ในเวลากลางคืนชอบนอนในถ้ำ ซอกหิน หรือ บนกิ่งไม้ใหญ่ ลิงบาบูนไม่ค่อยพบในป่าทึบ ชอบอยู่ตามเขาที่เป็นหินมีต้นไม้น้อย เนื่องจากว่าลิงบาบูนขึ้นต้นไม้ไม่เก่ง
     ลิงบาบูนผสมพันธุ์เป็นคู่ ไม่ปะปนกัน ตั้งท้องประมาณ 6-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะอยู่กับแม่ตลอดเวลา บางครั้งพ่อจะช่วยดูแลลูก เมื่อลูกยังเล็กจะอยู่ที่อกแม่และดูดนมแม่ เมื่อโตขึ้นมาหน่อยจะเปลี่ยนขึ้นมาเกาะหลังแม่ ลิงบาบูนมีอายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ลิงมัวร์  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Moor Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca maura

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีรูปร่างใหญ่ แข็งแรง ขนตามลำตัวมีสีเทาอมดำ บริเวณแขนและขา และด้านท้ายของตะโพกขนจะมีสีอ่อนกว่า โดยทั่วไปจะเป็นสีเทา เมื่อยืนอยู่กับพื้นจะยืนทั้งสี่ขา มีความสูงถึงช่วงไหล่ประมาณ 40 เซนติเมตร ความยาวของลำตัวตั้งแต่หัวถึงโคนหางประมาณ 65 เซนติเมตร น้ำหนักตัว 18 - 32 กิโลกรัม หัวมีขนาดใหญ่ คิ้วจะเป็นสันยื่นออกมาเห็นได้ชัด มือและเท้าแบน เวลาใช้มือยันพื้นนิ้วหัวแม่มือจะยื่นเข้าหาลำตัว เล็บมือและเล็บเท้าแบน ตรงก้นมีแผ่นหนังซึ่งปราศจากขน ซึ่งเรียกว่า “แผ่นรองก้น” มี 2แผ่นและเป็นสีชมพู เป็นลิงหางสั้น ยาวแค่ประมาณ 1.5 นิ้ว ส่วนใหญ่หางจะพับ ถ้าไม่สังเกตจะมองไม่เห็น
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เกาะซีลีบีส ประเทศอินโดนีเซีย
     อาหารของลิงมัวร์ได้แก่ ใบไม้ ผลไม้ หน่ออ่อนของต้นไม้ หมูป่า กวาง แมลง รวมทั้งสัตว์เล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง มีนิสัยดุร้าย ชอบเดินหากินบนพื้นดินมากกว่าขึ้นต้นไม้ จะหลบขึ้นต้นไม้ก็ต่อเมื่อหลบหนีศัตรู หรือนอนพักผ่อน บางครั้งฝูงลิงมัวร์จะช่วยกันล่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร เช่น หมูป่า กวาง เป็นต้น
     ลิงมัวร์พร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 5 ปี ตัวเมียตั้งท้องนานประมาณ 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะเกาะอยู่ที่อกของแม่เพื่อดูดนม อายุประมาณ 10 เดือนจึงหย่านม และมีอายุยืนราว 30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต
 

ลิงมาร์โมเส็ทธรรมดา  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Common Marmoset 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Collithrix jacchus

ลักษณะทั่วไป
    
มีสีขาวบริเวณด้านข้างของหัว ลำตัวจะมีขนสั้นสีเทาและลายสีเทาเข้ม หางมีสีเทาจางสลับเทาเข้ม ความยาวลำตัวประมาณ 20–25 เซนติเมตร หางยาว 29–35 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 400 กรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ป่าเขตร้อนทางภาคตะวันออกของบราซิล
     กินผลไม้ แมลง ไข่นก รวมทั้งนกขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ละประมาณ 3–8 ตัว จะวิ่งและกระโดดไปมาบนต้นไม้ สามารถกระโดดจากกิ่งไม้กิ่งหนึ่งไปยังอีกกิ่งหนึ่งซึ่งไม่ไกลมากนัก ตอนกลางคืนจะซ่อนตัวในโพรงไม้หรือพุ่มไม้
     ลิงมาโมเส็ทธรรมดามีระยะตั้งท้องนาน 142-150 วัน ออกลูกครั้งละ 1-3 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ลิงมาร์โมเส็ทจีโอฟรอย  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Geoffoy’s Marmoset 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Collithrix geoffroyi

ลักษณะทั่วไป
    
ลิงมาร์โมเส็ทแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะของเครา แผงคอ และหนวด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้ลิงมาร์โมเส็ทมีความหลากหลายมากที่สุดและมีสีสันมากที่สุด มีความแตกต่างของขนาด น้ำหนักและความยาวของลำตัว ส่วนใบหน้าของลิงมาร์โมเส็ทคล้ายใส่หน้ากากสี ซึ่งมีรูปแบบที่แตกต่างกันเพื่อบ่งบอกชนิดของมัน โดยแต่ละชนิดจะมีขนปกคลุมที่อ่อนนุ่ม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบอยู่ทางชายผั่งตะวันออกของทวีปอเมริกาใต้
     อาหารส่วนใหญ่จะเป็นผลไม้ เกสรดอกไม้ และแมลงเล็ก ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันในกลุ่มครอบครัวราว 4–15 ตัว สังคมของลิงมาร์โมเส็ทจะปกป้องอาณาเขตจากกลุ่มอื่นด้วยการร้อง การแสดงตัว และท่าทาง ไม่ใช่สัตว์ที่ใช้ความรุนแรง และพบน้อยมากที่จะใช้กำลังรุนแรงบุกรุก
     ลิงมาร์โมเส็ทโตเต็มที่เมื่อมีอายุราว 2 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

ลิงแมนดริล  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Mandrill 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Mandrillus sphinx

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ตัวผู้มีลักษณะแตกต่างจากตัวเมีย โดยตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่า จมูกมีสีแดง แก้มสีน้ำเงิน บริเวณก้นมีสีแดงและน้ำเงินเช่นเดียวกับใบหน้า ส่วนตัวเมียบริเวณใบหน้าไม่มีสีแดง สีของลิงชนิดนี้จะปรากฏชัดและเข้ม เมื่อลิงแสดงพฤติกรรมการเกี้ยวพาราสี เวลาโกรธ และขณะต่อสู้กัน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     อาศัยอยู่ในป่าแถบตะวันตกของทวีปแอฟริกา แถบไนจีเรีย และคาเมรูน
     กินพืชและสัตว์เป็นอาหาร ได้แก่ รากไม้ ผลไม้ แมลง งู และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมขนาดเล็ก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงซึ่งอาจมีจำนวนมากถึง 50 ตัว โดยมีจ่าฝูงและตัวนำรองๆลงมา
      

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

ลิงลม(นางอาย)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Slow Loris 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Nycticebus coucang

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างเล็กขนนุ่มสั้นหนาเป็นปุย มีเส้นสีน้ำตาลเข้มจากหัวไปตลอดแนวสันหลัง หน้าสั้น ตาโตกลม ใบหูเล็กจมอยู่ในขน ไม่มีหาง ไม่มีนิ้วหัวแม่มือ นิ้วเท้าอันที่สองมีเล็บเป็นตะของอโค้ง ทั้งนี้เพื่อจับกิ่งไม้ได้แน่นในขณะมันลุกขึ้นยืนเพื่อจับแมลงกินเป็นอาหาร ป็นสัตว์ที่เคลื่อนไหวช้า แต่แว้งกัดได้รวดเร็ว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และมินดาเนา
     กินแมลง สัตว์เล็ก ๆ ไข่นก และผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หากินบนต้นไม้เฉพาะในเวลากลางคืน และออกหากินตัวเดียว เว้นแต่ตัวที่มีลูกอ่อนจะเอาลูกเกาะติดอกไปด้วย กลางวันจะซ่อนหน้าเพื่อหลบแสงสว่าง โดยใช้ใบไม้บังหรืออยู่ในโพรงไม้
     เมื่อมีอายุ 2 ปีจึงผสมพันธุ์ได้ เป็นสัดนาน 5–6 เดือน และมีทุกระยะ 37–45 วัน ตั้งท้องประมาณ 193 วัน ออกลูกปีละ 2 ครั้ง ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกอ่อนจะอยู่กับแม่จนตัวเกือบเท่าแม่จึงจะแยกออกไปหากินเอง ซึ่งกินเวลานานราว 6–9 เดือน และมีอายุยืนประมาณ 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ลิงวอก  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Rhesus Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca mulatta

ลักษณะทั่วไป
    
ลำตัวส่วนหลังสีน้ำตาล ส่วนอื่นเป็นสีน้ำตาลเทา หางสั้นประมาณครึ่งหนึ่งของลำตัว โคนหางค่อนข้างใหญ่และเรียวเล็กลงไปทางปลายหาง แต่หางสั้นกว่าลิงแสม ขนบริเวณสองข้างแก้มม้วนวนเป็นก้นหอย
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พนในประเทศไทย พม่า อินเดีย อัสสัม เนปาล อัฟกานิสถาน จีน และอินโดจีน ในประเทศไทยพบทางภาคเหนือ
     ลิงวอกกินผัก ผลไม้ ใบไม้อ่อน แมลงต่างๆ รวมทั้งสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นลิงที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ มีตัวผู้แก่เป็นจ่าฝูง ชอบอยู่ตามป่าที่มีโขดหิน หรือหน้าผาและเป็นป่าที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ออกหากินบริเวณใกล้เคียงกับที่อาศัย ชอบลงมาเดินบนพื้นดิน เป็นลิงที่เชื่องและไม่ค่อยกลัวคน
     ลิงวอกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ระยะตั้งท้องนาน 5-7 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา

ลิงไอ้เงี้ยะ(ลิงวอกภูเขา หรือลิงสวาสดิ์)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Assamese Macaque(Swarti Macaque)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca assamensis

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงรูปร่างอ้วนสั้น ขนปุย มีเคราสีออกขาว ขนตามตัวมีสีน้ำตาลเทา แต่บริเวณหน้าอก ท้องแขนและขาด้านในมีสีออกขาว หางค่อนข้างสั้นมีขนขึ้นเต็ม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเนปาล สิกขิม ภูฐาน อัสสัม ยูนาน พม่า และอินโดจีนตอนเหนือ สำหรับในประเทศไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบมากที่จังหวัดลำปาง
     อาหารได้แก่ ผัก ผลไม้ ใบไม้อ่อน และสัตว์เล็กๆเช่น กิ้งก่า

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นลิงที่มีนิสัยดุร้าย กระดิกหางได้เหมือนสุนัข ชอบอาศัยอยู่บนภูเขา
     ลิงวอกภูเขาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ระยะตั้งท้องนาน 5-6 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงเสน  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Stump-tailed Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca arctoides

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงรูปร่างอ้วนสั้น หางสั้นมากจนดูเหมือนกับไม่มีหาง เมื่อมีอายุมากหน้าจะเป็นสีแดง ก้นแดง หน้าท้องมีขนน้อย ขนตามตัวมีสีเทาออกแดง ขนบนหัวจะขึ้นวนเป็นก้นหอย ขนที่แก้มชี้ไปทางหลังและคลุมหูไว้
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ลิงชนิดนี้พบใน อัสสัม ธิเบต อินโดจีน จีน และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยพบทุกภาค
     กินผัก ใบไม้อ่อน ผลไม้ เมล็ดพืช สัตว์เล็กๆ รวมถึงแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ หากินตอนกลางวัน เป็นลิงที่หากินตามพื้นดินมากกว่าบนต้นไม้ ชอบอยู่ป่าทึบมากกว่าป่าโปร่ง และพบทั้งป่าสูงและป่าต่ำ เวลาตกใจวิ่งจะขึ้นต้นไม้อย่างรวดเร็ว
     ลิงเสนเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 3-4 ปี ระยะตั้งท้องนาน 146 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว และมีอายุยืนกว่า 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงแสม  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Crab-eating Macaque 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Macaca fascicularis

ลักษณะทั่วไป
    
ลิงแสมมีขนตามลำตัวสีน้ำตาล หางยาวกว่าความยาวของลำตัว ขนตรงกลางหัวมีลักษณะตั้งแหลมชี้ขึ้น ในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด ชนิดที่พบทางอ่าวไทยมีขนยาวเป็นจุกอยู่บนหัวขนมีสีเหลืองคล้ายลิงวอก ส่วนชนิดที่พบทางฝั่งทะเลอันดามันมีขนาดเล็กกว่าและหน้าดำ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปเอเชียแถบอินโดจีน พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ชวา ฟิลิปปินส์ บอร์เนียว และในประเทศไทยพบอยู่ทั่วไป โดยมีชุกชุมตามป่าชายเลนและริมฝั่งทะเล
     ลิงแสม ชอบกินปู ปลา หอย แมลง และพืช ผักผลไม้ต่างๆ เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ลิงแสมชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง สามารถว่ายน้ำและดำน้ำเก่ง ขณะดำน้ำจะลืมตาจับเหยื่อ ออกหากินตอนกลางวัน ลิงแสมเป็นลิงที่นำมาฝึกเล่นละครลิงได้
     เมื่อมีอายุได้ราว 3-4 ปี จึงสามารถผสมพันธุ์ได้ ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกที่มีอายุน้อยจะเกาะติดแม่เสมอ

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

ลิงอุรังอุตัง  

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Orang-utan 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pongo pygmaeus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นลิงที่มีรูปร่างคล้ายคน ไม่มีหาง มีขนาดใหญ่ตัวผู้หนัก 75–100 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 45–68 กิโลกรัม แขนยาวแต่ขาสั้นและค่อนข้างเล็ก มีขนยาวหยาบรุงรังสีน้ำตาลแดง หูเล็กมากเมื่อเทียบกับของชิมแปนซีและกอริลล่า ตัวผู้จะมีถุงลมใต้คอหอยขนาดใหญ่ เมื่อมันโตเป็นหนุ่มเต็มตัว กระพุ้งแก้มจะเจริญห้อยย้อยเป็นถุงขนาดใหญ่เห็นได้ชัด คำว่า “อุรังอุตัง” เป็นภาษามลายู มีความหมายว่า “คนป่า” ลิงอุรังอุตังมี 2 พันธุ์ คือ พันธุ์สุมาตราและพันธุ์บอร์เนียว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบตามป่าร้อนชื้นของเกาะบอร์เนียว และเกาะสุมาตรา
     อาหารหลักในธรรมชาติของมันได้แก่ผลไม้ป่าชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะพวกที่มีรสขมและเปรี้ยวจะชอบมาก ตาอ่อนของพืช ใบไม้กิ่งไม้สด ๆ และยังกินพวกแมลง ไข่นก จิ้งจก สัตว์เล็กอื่น ๆ ได้อีกด้วย ทุเรียนเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งที่ลิงอุรังอุตังชอบมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้ และเคลื่อนที่ไปโดยการห้อยโหนโยนตัวจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่ง กินน้ำโดยใช้ปากก้มลงดื่มโดยตรง ไม่ใช้หลังมือจุ่มน้ำขึ้นมากินอย่างชะนี เวลาลงมาบนพื้นดินส่วนใหญ่จะใช้ทั้ง 4 ขาในการเคลื่อนไหว แต่บางทีก็ใช้ 2 ขา ปกติเราจะพบมันชอบอยู่กันเป็นฝูง ๆ มีการสร้าง “รังนอน” บนคบคาไม้ได้เช่นเดียวกับชิมแปนซี มีนิสัยเชื่อง ไม่ดุ แต่เมื่ออายุมากมักดุอาจมีอันตรายจึงไม่ควรไว้ใจ ปกติลิงอุรังอุตังตัวผู้จะอยู่ตัวเดียว ไม่ยุ่งเกี่ยวกับตัวเมีย นอกจากระยะผสมพันธุ์ และไม่สนใจเกี่ยวกับครอบครัวของตน
     ลิงอุรังอุตังจะโตเป็นหนุ่มสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 10 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 250–275 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะหย่านมแม่เมื่ออายุประมาณปีครึ่ง เป็นสัดทุก ๆ 23–39 วัน แต่ละครั้งเป็นนาน 3–4 วัน ลูกจะแยกจากแม่เด็ดขาดเมื่ออายุราว 4 ปี อายุยืนถึง 40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

เลียงผา(เยือง หรือ กูรำ หรือ โครำ) 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Serow 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Capricornis sumatraensis

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างคล้ายแพะ แต่ไม่มีเครา ขนหยาบและยาวกว่า มีสีดำเกือบทั้งตัว หูยาวเหมือนลา มีเขาทั้งตัวผู้และตัวเมีย เขายาวประมาณ 4 - 8 นิ้ว โคนเขามีหยักเป็นวงรอบ ๆ ปลายเขากลมเรียวโค้งไปข้างหลังเล็กน้อย เท้าของมันแข็งแรงมาก กีบเท้าแข็งแกร่งและสั้น เหมาะที่จะกระโดดไปตามหน้าผา มีต่อมขนาดใหญ่อยู่ใต้ตา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     อาศัยอยู่ในปัญจาบ แคชเมียร์ ทางใต้ของเทือกเขาหิมาลัยไปจนจรดอัสสัม จีนตอนใต้ พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ไต้หวัน ญี่ปุ่น ในประเทศไทยพบอยู่ตามป่าภูเขา และเกาะต่าง ๆหลายแห่ง
     อาหารของเลียงผาได้แก่ ใบไม้อ่อน หน่อพืชบางชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีกลิ่นหอม รวมทั้งกินหญ้า เปลือกไม้ และกิ่งไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าสูงที่มีหน้าผาหรือโขดหินสูงชัน มีชะง่อนผากำบังเพียงพอ หรือเข้าไปอยู่ ในถ้ำที่คนเข้าไปไม่ถึง นิสัยปกติขี้อาย ปกติชอบออกหากิน แต่จะดุเมื่อบาดเจ็บหรือจนตรอก ปกติชอบออกหากินตามลำพังตัวเดียว ออกหากินตอนเย็นและเช้าตรู่ ส่วนตอนกลางวันนอนหลบพักตามป่าละเมาะหรือป่าลึก ๆ สามารถอดน้ำได้นานเป็นสัปดาห์
     เลียงผามีฤดูผสมพันธุ์ประมาณช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน ตั้งท้องนาน 7-8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกเลียงผาพอมีอายุได้สองสามวัน ก็สามารถเดินตามแม่ได้ มันจะอยู่กับแม่นานราว 1 ปี มีอายุยืนราว 10 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เลียงผามีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากถูกล่าอย่างหนัก เพื่อเอาเขา กระดูก และน้ำมันมาใช้ทำยาสมานกระดูก นอกจากนี้พื้นที่หากินของเลียงผาลดลงอย่างรวดเร็วจากการทำการเกษตรตามลาดเขา และบนพื้นที่ที่ไม่ชันจนเกินไป เลียงผาจัดเป็นสัตว์ป่าสงวน 1 ใน 15 ชนิด ตามพระรา

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา

สัตว์สงวน
 

 

วัวแดง(วัวเพาะ หรือ วัวดำ)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Banteng 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Bos javanicus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นวัวป่าชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายวัวบ้าน แต่มีลักษณะสำคัญที่ต่างไปจากวัวบ้านและกระทิงคือ มีวงก้นขาวทั้งในตัวผู้และตัวเมีย มีเส้นขาวรอบจมูก ขาทั้ง 4 ข้างมีสีขาวตั้งแต่หัวเข่าจนถึงกีบเท้า ระหว่างโคนขาของตัวผู้ไม่มีขน แต่เป็นหนังตกกระแข็ง ๆ เรียกว่า "กระบังหน้า" ความยาวลำตัวและหัวประมาณ 190 - 255 เซนติเมตร หางยาว 65 - 70 เซนติเมตร สูงประมาณ 155 - 165 เซนติเมตร และมีน้ำหนักราว 600 - 800 กิโลกรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในพม่า ไทย อินโดจีน ชวา บอร์เนียว เกาะบาหลี ซาราวัค เซลีเบส สำหรับประเทศไทยเคยพบได้ทุกภาค
     วัวแดงกินหญ้าอ่อน ๆ ใบไผ่อ่อน หน่อไม้อ่อน ลูกไม้ป่าบางชนิด ใบไม้ ยอดอ่อนของพืช และดอกไม้ป่าบางชนิด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบหากินอยู่เป็นฝูง ไม่ใหญ่นัก ราว 10-15 ตัว ปกติจะเริ่มออกหากินตั้งแต่ตอนพลบค่ำไปจนถึงเช้าตรู่ กลางวันนอนหลบตามพุ่มไม้ทึบ ชอบอยู่ตามป่าโปร่งหรือป่าทุ่ง ชอบกินดินโป่งไม่ชอบนอนแช่ปลัก รักสงบ ปกติไม่ดุร้าย หากินโดยมีตัวเมียเป็นจ่าฝูง
     วัวแดงเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปีเศษ ระยะตั้งท้องนาน 8-10 เดือน ปกติออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกหย่านมเมื่อมีอายุราว 9 เดือน หลังคลอดลูกราว 6-9 เดือน แม่วัวแดงจะเป็นสัดและรับการผสมพันธุ์อีก มีอายุยืนประมาณ 30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 
 

สมเสร็จ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Malayan Tapir 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Tapirus indicus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์กีบเดี่ยว มีลักษณะของสัตว์หลายชนิดอยู่รวมกันในตัว กล่าวคือ รูปร่างคล้ายหมู กีบเท้าคล้ายแรด จมูกและริมฝีปากมนยาวยื่นออกมาคล้ายงวงช้าง หางสั้นคล้ายหางหมี หูเล็กสั้นกลม ตาเล็ก สำหรับลูกสมเสร็จที่เกิดใหม่ตัวจะลายคล้ายแตงไทย แต่มีสีน้ำตาลสลับขาว ลายนี้จะเลือนหายไปเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน โดยจะเริ่มมีสีเป็นขาวเทาในช่วงกลางลำตัว ส่วนอื่นจะเป็นสีดำเช่นเดียวกับพ่อแม่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอเมริกา และเอเชีย ในทวีปอเมริกาพบตั้งแต่เม็กซิโกลงมาจนถึงอเมริกาใต้ ในเอเชียพบตั้งแต่แถบเทือกเขาตะนาวศรีของไทย ลงไปจนถึงคาบสมุทรมลายา สุมาตรา
     สมเสร็จกินใบไม้ ต้นอ่อนของพืช ผลไม้ พืชน้ำ และหญ้า เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ปกติชอบอยู่ลำพังตัวเดียว รักสงบ อาศัยตามป่าดงดิบหรือป่าทึบ ใกล้แหล่งน้ำลำธาร ชอบนอนแช่น้ำปลักโคลน ดำน้ำเก่งมาก จมูกไว ส่งเสียงร้องเหมือนนกหวีดเมื่อภัยมา
     สมเสร็จเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 3-5 ปี ตั้งท้องนานปรมาณ 390-395 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกจะอยู่กับแม่นานราว 6-8 เดือนจึงจะแยกตัวออกไป มีอายุยืนประมาณ 20-30 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     สมเสร็จถูกล่าเพื่อเอาหนังและเนื้อ เพราะมีขนาดใหญ่ เนื้อสมเสร็จคล้ายเนื้อหมู และเนื่องจากมีนิสัยไม่ดุร้าย จึงล่าได้ง่าย นอกจากนี้การบุกรุกทำลายป่าดิบชื้นของภาคใต้ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยสำคัญของสมเสร็จรวมทั้งการตัดไม้ การสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ และถนน ทำให้จำนวน

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

สิงโต 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Lion 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera leo

ลักษณะทั่วไป
    
สิงโตแอฟริกา และสิงโตอินเดียไม่มีลักษณะที่แตกต่างกัน สิงโตไม่มีลายบนตัวอย่างเสือ ตัวผู้ที่โตเต็มที่จะมีขนยาวขึ้นรอบคอ ดูสง่าน่าเกรงขาม ตัวเมียไม่มีขนรอบคอ ตรงปลายหางมีขนขึ้นเป็นพู่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปแอฟริกา ในทวีปเอเชียยังคงพบได้บ้างเช่นในประเทศอินเดียทางแถบตะวันตก
     สิงโตกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร กินสัตว์ได้แทบทุกชนิด เช่น กระต่ายป่า ไก่ป่า ลิง จระเข้ เม่น กวางต่างๆ และม้าลาย เป็นต้น แม้แต่ซากสิงโตด้วยกันเองก็กิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เป็นฝูงตามทุ่งโล่ง ขนาดของฝูงขึ้นอยู่กับปริมาณของเหยื่อ ถ้ามีเหยื่อมากและเหยื่อมีขนาดใหญ่ สิงโตก็จะอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ เวลาส่วนใหญ่ของสิงโตหมดไปกับการนอนพักผ่อน จะล่าเหยื่อก็ต่อเมื่อหิว หน้าที่ล่าเหยื่อจะเป็นของตัวเมียเป็นส่วนใหญ่ ตัวผู้ล่าเหยื่อไม่เก่ง แต่จะเป็นผู้คอยกันตัวเมียออกจากซากเหยื่อ เพื่อให้ลูกสิงโตได้มีโอกาสกินด้วย นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ป้องกันฝูงและรักษาอาณาเขตของฝูงจากตัวผู้ตัวอื่น สิงโตออกหากินกลางคืน ตั้งแต่เริ่มมืดจนถึงเที่ยงคืน เมื่อกินเหยื่อเสร็จแล้วต้องกินน้ำ และนอนพัก ตอนเช้าจึงจะกลับที่อยู่ การล่าเหยื่อของสิงโตมีทั้งแบบออกล่าตัวเดียวและเป็นกลุ่ม วิธีการล่าเหยื่อของสิงโตคือจะพยายามเข้าไปใกล้เหยื่อให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะตะครุบเหยื่อหรือออกวิ่งไล่เหยื่อ เพื่อให้เหยื่อมีเวลาหนีน้อยที่สุดเนื่องจากว่าสิงโตสามารถวิ่งได้เร็วในระยะสั้นๆเท่านั้น นอกจากนี้สิงโตยังมีความอดทนอย่างมากในการรอคอยเหยื่อ
     สิงโตมีฤดูผสมพันธุ์ไม่แน่นอนสามารถมีได้ทุกเวลาตลอดปี ตัวเมียเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 ปี ส่วนตัวผู้ประมาณ 4-6 ปี ระยะของการเป็นสัดนาน 4-16 วัน ตั้งท้องนานราว 100 วัน ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว ลูกอดนมเมื่ออายุ 3-6 เดือน และมีอายุยืนประมาณ 30-40 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

สุนัขจิ้งจอก 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Asiatic Jackal(Golden Jackal)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Canis aureus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสุนัขขนาดกลางคล้ายกับสุนัขไทยพื้นเมือง ขนสีน้ำตาลแกมเหลือง มีลายเป็นเป็นริ้วสีจางคล้ายรูปอานบนหัวไหล่ หูใหญ่ หางสั้นเป็นพวงสีน้ำตาล สุนัขจิ้งจอกมีกลิ่นเหม็นมาก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเนปาล อัสสัม พม่า สำหรับประเทศไทยพบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
     สุนัขจิ้งจอกกินสัตว์เล็ก ๆ กินซากสัตว์ รวมทั้งผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนเวลากลางวันมักจะนอนในโพรงดิน หากมีหลายตัวอาจจะไล่จับกินสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น กวาง โดยมากหากินตัวเดียวหรือเป็นคู่ ไม่ค่อยอยู่เป็นฝูง บางครั้งขโมยไก่ชาวบ้านกิน จะดุเมื่อจวนตัว
     สุนัขจิ้งจอกเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 2 เดือน ออกลูกครั้งละ 4 - 5 ตัว มีอายุยืนถึง 12 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

เสือโคร่ง 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Tiger 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera tigris

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นเสือชนิดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขนสีเหลืองปนเทาหรือเหลืองปนน้ำตาล มีลายดำยาวพาดขวางทั้งตัว หางก็มีลายดำพาดขวางเช่นกัน ดูคล้ายเป็นปล้อง ๆ ปลายหางดำ หลังหูดำและมีจุดสีขาวนวลใหญ่เห็นได้ชัด
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบตั้งแต่ไซบีเรียจนถึงทะเลแคสเปียน อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบอยู่ทุกภาค และมีชุกชุมในป่าแถบแนวเทือกเขาตะนาวศรี และที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
     เสือโคร่งกินสัตว์ป่าทุกชนิด โดยเฉพาะหมูป่าและกวางเป็นเหยื่อที่ชอบกินมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ว่ายน้ำและขึ้นต้นไม้ได้ แต่ปกติไม่ชอบขึ้นต้นไม้ ชอบน้ำมากกว่าเสือชนิดอื่น วันที่อากาศร้อนแช่อยู่ในน้ำได้นานเป็นชั่วโมง
     เสือโคร่งโดยปกติไม่อยู่เป็นคู่ นอกจากใจช่วงผสมพันธุ์ ปกติตัวเมียจะเป็นสัตว์ทุก 50 วัน และเป็นสัดอยู่นาน 5 วัน ซึ่งในระยะนี้ตัวผู้จะเข้ามาอยู่ด้วย มีระยะตั้งท้องนาน 105-110 วัน ออกลูกครั้งละ 2-4 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

เสือโคร่งเบงกอล 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Bengal Tiger(Indian Tiger)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Pantheras tigris

ลักษณะทั่วไป
    
ลำตัวมีสีเหลืองปนเทา หรือสีเหลืองปนน้ำตาล มีลายแถบปรากฏบนหลังและด้านข้างลำตัวต่างกัน ขนใต้ท้อง คางและคอเป็นสีขาว ขนเหนือตามีสีขาว และมีแถบสีดำ หางมีแถบสีดำเป็นบั้งตั้งแต่โคนหางถึงปลายหาง ปลายหางมีสีดำ หลังหูดำ และมีจุดสีขาวนวลใหญ่เห็นได้ชัด
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย เนปาล บังคลาเทศ และพม่า
     เสือโคร่งเบงกอลกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะ หมูป่า และกวาง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เสือโคร่งจะทำการกำหนดอาณาเขตโดยการข่วนรอยไว้ตามต้นไม้ การปัสสาวะก็เป็นอีกวิธีหนึ่งเพื่อบอกอาณาเขต โดยปกติแล้วเสือโคร่งเป็นสัตว์ที่จะออกล่าเหยื่อก็ต่อเมื่อมันหิว และจะไม่ล่าเหยื่อที่ใหญ่กว่าตัวมันเอง เนื่องจากมีความเสี่ยง และอาจไม่ประสบความสำเร็จในการล่า สำหรับช่วงฤดูการผสมพันธุ์เสือโคร่งจะอาศัยอยู่เป็นคู่
     เสือโคร่งไม่อยู่เป็นคู่ นอกจากฤดูผสมพันธุ์ เป็นสัดนานประมาณ 3-6 วัน ผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 30-36 เดือนขึ้นไป ผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนาน 95-105 วัน ออกลูกครั้งละ 2-5 ตัว และแม่เสือจะเลี้ยงลูกเสือจนโตอายุประมาณ 2 ปี จึงจะแยกจากกัน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

เสือจากัวร์ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Jaguar 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera onca

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นเสือขนาดใหญ่รองลงมาจากเสือโคร่ง ขนสีน้ำตาลอ่อนแกมเหลือง มีจุดดำทั้งตัว บริเวณกลางลำตัวมีจุดดำเป็นหมู่ๆ หลังหูดำและมีจุดสีนวลที่หลังหู
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปอเมริกาใต้
     เสือจากัวร์กินสัตว์ป่าทุกชนิดที่จับได้ เช่น กวาง หมู ลิง นกยูง สุนัข รวมทั้งแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อยู่ในป่าได้ทุกชนิด ทั้งป่าทึบ ป่าโปร่ง และป่าที่มีโขดหิน ทนร้อนได้ดี ไม่ชอบลงเล่นน้ำ ชอบอยู่โดดเดี่ยว จะอยู่เป็นคู่ในฤดูผสมพันธุ์
     เสือจากัวร์มีระยะตั้งท้อง 90-105 วัน ให้ลูก 1-4 ตัว เป็นวัยเจริญพันธุ์ เมื่อมีอายุ 2-3 ปี และมีอายุยืนประมาณ 22 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
 

เสือชีต้า 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Cheetah 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Acinonyx jubatus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นเสือรูปร่างเพรียว มีขนาดเล็กกว่าเสือดาวเล็กน้อย ขายาว มีขนหยาบสีเหลืองอ่อนจนถึงเหลืองอมแดง ตามลำตัวมีลายเป็นจุดสีดำ ปลายหางหนึ่งในสามมีวงแหวนสีดำ ปลายสุดเป็นสีขาว มีเส้นสีดำจากใต้หัวตามามุมปากทั้งสองข้าง หูเล็กกลม ขนท้ายทอยยาวตั้งขึ้นเป็นแผง คอสั้น เป็นเสือที่วิ่งเร็วที่สุด สามารถวิ่งได้เร็วถึง 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในแอฟริกา ในทะเลทรายซาฮารา แทนซาเนีย นามีเบีย ในเอเชีย พบในเอเชียไมเนอร์ เตอร์กีสถาน และอินเดีย แต่ในอินเดียปัจจุบันสูญพันธุ์ไปแล้ว
     ปกติเสือชีต้าล่าเหยื่อขนาดปานกลางเช่น แอนติโลป กาเซลล์ อิมพาล่า วอเตอร์บัค สำหรับเหยื่อขนาดใหญ่อย่างม้าลาย ก็ล่าได้เช่นกัน นอกจากนี้ก็ล่ากระต่ายป่า นก รวมทั้งแพะแกะด้วย

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าแห้งแล้ง ปีนต้นไม้ไม่เก่ง ใช้การถ่ายปัสสาวะเป็นเครื่องกำหนดอาณาเขต ชอบล่าเหยื่อเป็นกลุ่มเล็กๆ
     เสือชีต้าเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนาน 90-95 วัน ออกลูกครั้งละ1-8 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา
 

เสือดาว,เสือดำ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Leopard(Panter)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Panthera pardus

ลักษณะทั่วไป
    
เสือดาวและเสือดำเป็นเสือมีขนาดใหญ่รองลงมาจากเสือโคร่ง เสือดาวมีขนสีน้ำตาลอ่อนแกมเหลือง มีจุดดำทั้งตัว แต่บริเวณกลางตัวมีจุดดำเป็นกลุ่มๆ ที่เรียกกันว่า "รอยขยุ้มตีนหมา" หลังหูดำ มีจุดสีขาวนวลที่หลังหูเหมือนเสือโคร่ง ส่วนเสือดำนั้นมีขนาดและรูปร่างเหมือนเสือดาวทุกประการ แต่มีสีดำตลอดตัว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแอฟริกาและเอเชีย ตั้งแต่แมนจูเรียลงมาถึงอินโดจีน ไทย มาเลเซีย และชวา สำหรับประเทศไทยพบตามป่าทั่วไปแต่พบมากทางภาคใต้
     กินสัตว์ป่าทุกชนิดที่จับได้ เช่น หมู กวาง ลิง นกยูง สุนัข และแมลง บางครั้งปู ปลาก็กิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อยู่ในป่าได้ทุกชนิด ทั้งป่าทึบ ป่าโปร่งและป่าที่มีโขดหิน ทนร้อนได้ดีกว่าเสือโคร่งไม่ชอบอาบน้ำอย่างเสือโคร่ง ขึ้นต้นไม้เก่งกว่าเสือโคร่ง เป็นสัตว์ที่ว่องไวและดุ ปกติแล้วอยู่ตามลำพังตัวเดียว จะอยู่เป็นคู่ในระยะผสมพันธุ์เท่านั้น ชอบกระโดดจากต้นไม้เพื่อจับเหยื่อบนพื้นดิน และลากเหยื่อขึ้นต้นไม้เพื่อกันไม่ให้สัตว์อื่นมาแย่ง
     เสือดาวและเสือดำผสมพันธุ์ได้ตลอดปี และไม่มีฤดูผสมพันธุ์ที่แน่นอน ระยะเป็นสัดนาน 3-14 วัน ระยะตั้งท้องนาน 98-105 วัน ออกลูกครั้งละ 1-5 ตัว ลูกหย่านมเมื่อมีอายุ 6 สัปดาห์ และมีอายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
 

เสือปลา 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Fishing Cat 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Prionailurus viverrinus

ลักษณะทั่วไป
    
รูปร่างคล้ายแมวบ้านแต่ตัวโตกว่า หน้าสั้น ขาสั้น หางสั้นกว่าครึ่งของลำตัว ใบหูกลม มีขนสีเทาแกมน้ำตาล มีลายสีน้ำตาลแกมดำสั้นๆเรียงเป็นแนวตามตัว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเนปาล อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย อินโดจีน เกาะสุมาตรา และชวา สำหรับประเทศไทยพบตามป่าต่ำทั่วไปซึ่งอยู่ใกล้หนองน้ำลำธาร
     กินแมลงและสัตว์เล็กต่างๆเป็นอาหาร เช่น ปู กบ เขียด นก หนู และหอย แต่ปลาเป็นเหยื่อที่เสือปลาชอบมากที่สุด

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามพุ่มไม้ใกล้น้ำ หากินริมน้ำ หาปลากินโดยดักปลาที่เข้ามาหากินตามแหล่งน้ำตื้น สามารถว่ายน้ำและดำน้ำได้ เสือปลาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนานประมาณ 63 วัน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว ลูกเสือปลาหย่านมเมื่อมีอายุเกินกว่า 6 เดือน และมีอายุยืนราว 20 ปี
     เสือปลาเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2 ปี ระยะตั้งท้องนานประมาณ 63 วัน ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว ลูกเสือปลาหย่านมเมื่อมีอายุเกินกว่า 6 เดือน และมีอายุยืนราว 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

เสือลายเมฆ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Clouded Leopard 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Neofelis nebulosa

ลักษณะทั่วไป
    
ตัวมีสีน้ำตาลแกมเขียวและมีลายเป็นวงใหญ่คล้ายก้อนเมฆ หูด้านในมีสีอ่อน ด้านนอกเป็นสีเข้มและมีจุดขาวที่หลังหู หน้าผากมีจุดสีเข้มหลายจุด หางยาวใหญ่มากและมีจุดตลอดหาง ขาค่อนข้างสั้นและเท้าใหญ่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเนปาล สิกขิมไปทางตะวันออกจนถึงตอนใต้ของประเทศจีนและไต้หวัน ลงมาถึงพม่า ไทย มาเลเซีย บอร์เนียว และสุมาตรา ในประเทศไทยพบได้ทุกภาค
     เสือลายเมฆกินสัตว์เล็กเช่น นก งู ลิง ค่าง จนถึงลูกสัตว์ใหญ่

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่และหากินบนต้นไม้มากกว่าบนพื้นดิน มักนอนบนกิ่งไม้เพื่อกระโดดลงมาจับสัตว์กิน หากินเวลากลางคืน มักอยู่เป็นคู่ช่วยกันล่าเหยื่อ
     เสือลายเมฆเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 2-3 ปี ระยะตั้งท้องนาน 90-95 วัน ออกลูกครั้งละ 2-4 ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ 5 เดือน มีอายุยืนราว 17 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

หมาใน 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Asian Wild Dog 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Cuon alpinus

ลักษณะทั่วไป
    
หมาไนเป็นสุนัขที่มีลำตัวค่อนข้างยาว มีสีน้ำตาลแกมแดง แก้มขาว คาง คอ และอกเป็นสีขาวเหลือง หูเล็ก หางเป็นพวงสวยงาม และกลิ่นไม่แรงเหมือนพวก Jackal หมาไนตัวเมียมีเต้านม 12–14 เต้า จัดเป็นสัตว์ที่หายาก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     หมาไนพบในเอเชียใต้ลงไปจนถึงอินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบทุกภาค มีมากทางภาคใต้และตะวันตก
     หมาไนกินสัตว์เล็ก ๆ และผลไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     หมาไนชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงและช่วยกันล่าเหยื่อ เช่น อีเก้ง กวาง และสัตว์เล็ก ๆ ถ้าหาสัตว์อื่นกินไม่ได้ แม้แต่เสือ หมี กระทิงก็ล่ากิน เห่าหอนเหมือนสุนัขบ้าน
     อายุประมาณ 2 ปีจึงผสมพันธุ์ได้ ตั้งท้องนานประมาณ 2 เดือน ออกลูกครั้งละ 4–6 ตัว บางครั้งถึง 11 ตัว อายุยืนประมาณ 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

หมาไม้ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Yellow-throated Marten 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Martes flavigula

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์กินเนื้อรูปร่างขนาดคล้ายอีเห็น ความยาวลำตัวประมาณ 45 - 60 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 38 - 43 เซนติเมตร น้ำหนักประมาร 2 - 3 กิโลกรัม ช่วงขาสั้นแต่มีลำตัวยาวมาก ขนยาวหยาบลู่ไปตามลำตัวจนจรดหาง ขนมีสีน้ำตาลแกมเหลืองทั่วตัว แต่ที่หัว หน้า สันหลัง ปลายขา และหางมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ใต้คอมีสีเหลืองสดพาดไปจนถึงหน้าอก เล็บยาวและแหลมคมมาก ขาหน้าแข็งแรงมาก มีต่อมกลิ่นอยู่ใต้หางใกล้กับอวัยวะเพศ ต่อมนี้จะปล่อยสารที่มีกลิ่นเหม็นมากออกมาเวลาตื่นเต้นตกใจ
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบทั่วไปทางเอเชียตะวันออก จากไซบีเรียลงด้านทิศใต้ไปจนถึงชวา และเกาะบอร์เนียว และจากเกาะไต้หวันไปทางด้านทิศตะวันตกจนถึงปากีสถาน สำหรับประเทศไทยพบทุกภาค
     หมาไม้เป็นสัตว์กินเนื้อ อาหารของมันบนต้นไม้ได้แก่ กระรอก นก ลูกนก ไข่นก กระแต กิ้งก่า ส่วนอาหารบนพื้นดินได้แก่สัตว์เล็กๆ เช่น หนูป่า กระต่ายป่า งู จิ้งจก ตุ๊กแก เป็นต้น

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบที่รกทึบและมักเป็นป่าสูง ชอบอาศัยอยู่ในรู โพรงไม้หรือ ในโขดหิน ปกติจะออกหากินกลางวัน ชอบหากินบนต้นไม้มากกว่าที่จะลงมาพื้นดิน และมักอยู่ลำพังตัวเดียว นอกจากในฤดูผสมพันธุ์จะหากินเป็นคู่ บางครั้งเราจะพบมันออกหากินเป็นฝูงเล็ก ๆ ฝูงละ 4-5 ตัว โดยจะช่วยกันไล่ล่าเหยื่อคล้ายกับฝูงหมาไน เป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ปีนป่ายบนต้นไม้ได้คล่องแคล่วว่องไวมากพอ ๆ กับกระรอก สามารถกระโดดจากยอดไม้หนึ่งไปยังอีกที่ได้อย่างปราดเปรียว ขาหน้าที่แข็งแรงช่วยให้มันปีนหรือขึ้นลงต้นไม้ที่มีลำต้นตรง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
     หมาไม้ผสมพันธุ์กันในฤดูร้อน เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 2 ปี ตั้งท้องนาน 222 - 290 วัน ออกลูกครั้งละ 1 - 5 ตัว มีอายุยืนถึง 14 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

หมีขอ(บินตุรง)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Binturong(Bear Cat)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Arctictis binturong

ลักษณะทั่วไป
    
มีลักษณะคล้ายหมี คือมีขนยาวหนา เส้นขนหยาบมีสีดำ หน้าก็คล้ายหมี แต่ความจริงไม่ใช่สัตว์จำพวกหมี เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกับชะมดหรืออีเห็น แต่ตัวโตกว่า รูปร่างอุ้ยอ้ายมีหางยาวสามารถใช้หางจับเกาะต้นไม้แทนมือได้เป็นอย่างดี
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอินเดีย พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบทางภาคใต้
     เป็นสัตว์กินผลไม้ และสัตว์เล็กๆ เช่น หนู กระรอก นก รวมทั้งหนอนและแมลง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นสัตว์หากินกลางคืนมากกว่ากลางวัน กลางวันมักนอนตามโพรงไม้สูง ส่วนมากออกหากินตัวเดียว ชอบหากินอยู่ตามต้นไม้มากกว่าพื้นดิน
     หมีขอผสมพันธุ์ได้ตลอดปี ตั้งท้องนานประมาณ 92 วัน ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว และอาจมีอายุยืนถึง 18 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

หมีควาย 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Asiatic Black Bear 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Selenarctos thibetanus

ลักษณะทั่วไป
    
จัดเป็นหมีที่มีขนาดใหญ่ ความยาวลำตัวประมาณ 120 - 150 เซนติเมตร หางยาว 6.5 - 10 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 100 - 160 กิโลกรัม ขนยาวหยาบสีดำทั้งตัว ใต้คอเป็นรูปตัววี หูใหญ่ ปลายจมูกค่อนข้างดำ เล็บเท้าโค้งยาวแหลม มักเดินด้วยส้นเท้า ปากยาว มีหางสั้น ปลายเท้ามีสีขาวหรือเหลือง ประสาทตาและหูไม่ค่อยไว แต่ประสาทรับกลิ่นดีมาก
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเอเชียตะวันออกและใต้ จากญี่ปุ่น ไต้หวัน ไฮนาน ธิเบต เนปาล พม่า และไทย สำหรับประเทศไทยมีตามป่าดงดิบทั่วไป
     หมีควายเป็นสัตว์กินไม่เลือก เช่น ลูกไม้ ใบไม้อ่อน สัตว์เล็ก ๆ และแมลง ที่ชอบมากคือน้ำผึ้ง และตัวอ่อนของผึ้ง

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ป่าสูงและภูเขา ปกติออกหากินกลางคืน กลางวันนอนตามโพรงไม้หรือถ้ำ ขึ้นต้นไม้เก่งอีกทั้งว่ายน้ำเก่งด้วย มีนิสัยดุ ชอบอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่ด้วยกัน 2-3 ตัว ชอบการต่อสู้ ถ้าเห็นคนมักหลบหนีไปก่อน เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือจวนตัวจะสู้จนถึงที่สุด
     หมีควายตั้งท้องนานประมาณ 7 - 8 เดือน ออกลูกครั้งละ 1-2 ตัว ชอบออกลูกตามโพรงไม้หรือในถ้ำ แม่จะเลี้ยงลูกจนโตพอสมควรจนกระทั่งใกล้จะออกลูกตัวใหม่จึงปล่อยลูกหากินตามลำพัง

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

หมีหมา 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Malayan Sun Bear 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Helarctos malayanus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นหมีขนาดเล็ก ความยาวลำตัวประมาณ 100 - 140 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 3 - 7 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 27 - 65 กิโลกรัม หูเล็กกลม ขนสั้นและบาง สีดำทั้งตัวใต้คอเป็นรูปตัวยูสีเหลือง แต่เลี้ยงไปนาน ๆ สีเหลืองของตัวยู จะเปลี่ยนเป็นสีขาว บริเวณหน้าตั้งแต่ตาไปจนถึงปลายจมูกมีสีค่อนข้างขาว หรือน้ำตาลอ่อน
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในพม่า อินโดจีน ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว ภาคใต้ของจีน ในประเทศไทยพบมากทางภาคใต้
     หมีหมาเป็นสัตว์กินไม่เลือก เช่น ลูกไม้ ใบไม้อ่อน สัตว์เล็ก ๆ แมลงรวมทั้งไส้เดือน และที่ชอบมากคือน้ำผึ้ง นอกจากนี้ยังชอบกินเนื้ออ่อนของมะพร้าว ซึ่งทำความเสียหายให้กับสวนมะพร้าวได้มาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ปกติหมีหมาหากินกลางคืน บางครั้งก็ออกหากินกลางวัน มักชอบหากินเป็นคู่อยู่ในป่าทึบ ไม่ชอบอยู่ตามเขา ดุร้ายกว่าหมีควาย โมโหง่าย ขึ้นต้นไม้เก่งกว่าหมีควาย ชอบนอนบนต้นไม้หรือตามโพรงไม้สูงๆ ไม่ชอบนอนพื้นดินบางครั้งร้องคล้ายเสียงสุนัขเห่ากระโชก จึงเรียกมันว่า “หมีหมา”
     หมีหมาตั้งท้องประมาณ 95-96 วัน ปกติออกลูกครั้งละ 1 - 2 ตัว และมีอายุยืนถึง 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 
 

หมูป่า 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Common Wild Pig(Wild Boar)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Sus scrofa

ลักษณะทั่วไป
    
ความยาวลำตัวประมาณ 135 - 150 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 20 - 30 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 75 - 200 กิโลกรัม รูปร่างเพรียว ขาเล็กเรียว กีบเล็ก หน้าแหลมเล็ก หูเล็ก ตาโตสีดำ จมูกอ่อนแต่แข็งแรงมากใช้ขุดค้นหาอาหาร ขนยาวหยาบแข็งสีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำปนเทา มีขนยาวเป็นแผงบนสันคอและหลัง เป็นหมูขนาดกลางมีเขี้ยวยาวแหลมโง้งงอนขึ้นไปนอกปาก ลูกหมูป่าที่เกิดใหม่มีจุดและลายตามลำตัวคล้ายผลแตงไทย แต่เมื่อโตขึ้นลายนี้จะจางหายไป
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในยุโรป เอเชีย แอฟริกาเหนือ อเมริกาเหนือ ประเทศไทยพบทุกภาคและมีมากในภาคใต้
     หมูป่าเป็นสัตว์ที่กินได้ทั้งพืชและเนื้อสัตว์ อาหารของมันได้แก่ พืชผักต่าง ๆ หน่อไม้ หญ้า ข้าวโพด ข้าวฟ่าง หัวเผือกมัน รากพืช แมลง ลูกไม้ป่า งู หนู ไส้เดือน ซากสัตว์เน่า ไข่และลูกนกที่ทำรังบนดิน จิ้งจก กบ เขียด ปลา ปู หอย เรียกว่ากินเกือบทุกชนิดที่กินได้ นอกจากนี้ยังจับหนูเก่งมาก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยอยู่ตามป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง ที่ราบตามไหล่เขา ตามหนองน้ำ ชอบอยู่เป็นฝูง ออกหากินตอนเช้าหรือเย็น และตอนกลางคืน กลางวันมักหลบซ่อนพักผ่อนอยู่ตามพุ่มไม้ ปลักตม หรือลำธาร ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ตัวผู้จะต่อสู้กันอย่างดุร้าย
     หมูป่าผสมพันธุ์ได้ตลอดปี แต่จะผสมพันธุ์กันสูงสุดในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคม เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว 8 - 10 เดือน ตั้งท้องนานประมาณ 101 - 130 วัน เฉลี่ยราว 115 วัน ปกติออกลูกครั้งละ 3 - 12 ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ 3 - 4 เดือน มี อายุยืนประมาณ 10 - 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

หมูหริ่ง 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Hog Badger 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Arctonyx collaris

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์ที่มีกลิ่นสาบฉุนมาก ความยาวลำตัวประมาณ 65 - 104 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 12 - 14 เซนติเมตร รูปร่างคล้ายหมู ขนตามตัวสีเหลืองเทาหรือดำ ขนบริเวณหน้าสีขาว เป็นแถบที่แก้มและหน้าผาก จมูกยื่นยาวคล้ายจมูกหมู หูมีขนาดเล็ก ขนยาว และหางค่อนข้างสั้น เท้าไม่เป็นกีบ แต่เป็นเล็บยาวโค้งแหลมแข็งแรงสีขาวเหมือนเล็บหมี และมีอุ้งเท้าใหญ่
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเนปาล ภูฐาน อินเดีย จีน พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม เกาะสุมาตรา สำหรับประเทศไทยพบทั่วไปทุกภาค
     อาหารของหมูหริ่งได้แก่ ผลไม้ หน่อไม้ หัวพืชต่าง ๆ หนู กิ้งก่า กิ้งกือ แมลง ไส้เดือน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     จมูกไว ค่อนข้างปราดเปรียว ปกติออกหากินเวลากลางคืน กลางวันนอนหลบซ่อนตัวตามโพรงดินซึ่งขุดขึ้นเองและมีทางเข้าออกได้หลายทาง บางทีหมูหริ่งอาจนอนตามซอกหิน เป็นสัตว์ชอบออกหากินและอยู่ตามลำพังตัวเดียว แต่ในฤดูผสมพันธุ์จะอยู่เป็นคู่ และบางครั้งอาจออกหากินเวลากลางวัน ชอบขุดคุ้ยดินหาอาหารกินโดยใช้จมูกและเล็บเท้าที่แข็งแรง หมูหริ่งเป็นสัตว์ค่อนข้างดุร้าย แม้ศัตรูที่มีขนาดใหญ่กว่ามันก็ไม่กลัว
     หมูหริ่งผสมพันธุ์ในช่วงปลายฤดูหนาวจนถึงฤดูร้อน ตั้งท้องนานราว 6 เดือน ออกลูกครั้งละ 2 - 4 ตัว และมีอายุยืนประมาณ 6-7 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

อัลปาคา 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Alpaca 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Lama pocos

ลักษณะทั่วไป
    
ความยาวจากปลายจมูกถึงฐานหางประมาณ 1.28 - 1.51 เมตร ความยาวหางประมาณ 22 - 24 เซนติเมตร ความสูงถึงหัวไหล่ประมาณ 0.8 - 1.0 เมตร น้ำหนักประมาณ 55 - 65 กิโลกรัม เป็นสัตว์เลี้ยงซึ่งมีต้นกำเนิดจาก Guanaco โดยปกติแล้วถูกเลี้ยงไว้เพื่อผลิตภัณฑ์ของขนและเลี้ยงรวมกันเป็นฝูง มีขนที่ละเอียดกว่าลามา และมีลักษณะยาว แต้มหรือจุดบนตัวมีลักษณะของสีหลายรูปแบบ เช่น ขาว, น้ำตาล, เหลือง, ดำ นอกจากนี้รูปร่างลักษณะก็แตกต่างกันไปหลากหลายตามแต่พันธุ์ มีขนาดตัวเล็กกว่าลามา
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     ทางตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้ ส่วนใหญ่พบในที่สูงแอนดีสของประเทศเปรู ส่วนมากถูกเลี้ยงเป็นอิสระในทุ่งหญ้าและบริเวณที่เต็มไปด้วยไม้พุ่ม ที่ระดับความสูง 4,000 - 4,700 เมตร
     อัลปาคาเป็นสัตว์กินพืชเป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
     อัลปาคามีระยะตั้งท้อง 242 - 345 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ (บางครั้ง 2 ตัว แต่พบได้ยาก)น้ำหนักแรกเกิด 8 - 9 กิโลกรัม ระยะเวลาหย่านม 6 - 8 เดือน เป็นวัยเจริญพันธุ์เมื่อมีอายุ 12 - 24 เดือน และมีอายุยืนประมาณ15 - 20 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่
 

อีแลนด์ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Eland 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Traelaphus oryx

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นแอนติโลปชนิดหนึ่ง ลักษณะคล้ายกับโค สีตามลำตัวออกสีน้ำตาลจาง ๆ และจะออกสีเทามากขึ้นตามอายุ บริเวณหัวไหล่จะมีแถบสีขาวจางๆ พาดอยู่ไม่สะดุดตานัก บริเวณกลางหัวมีขนสีดำขึ้นเป็นแนวยาวไปตามตัว มีเขาขนาดใหญ่ซึ่งมีลักษณะบิดเป็นเกลียว ตัวเมียมีเขาขนาดเล็กกว่าแต่ยาว วัดจากหัวจนสุดลำตัวมีความยาว 2-3.5 เมตร มีความสูงถึงไหล่ 1.4-1.8 เมตร น้ำหนัก 591-682 กิโลกรัม แต่มีบางตัวถึง 909 กิโลกรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     มีถิ่นอาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนา พบได้น้อยกว่าในป่าเปิดซึ่งอยู่ทางตะวันออกและทางใต้ของแอฟริกา
     อีแลนด์กินใบไม้และกิ่งไม้อ่อนๆ และอาจขุดดินกินหัวหรือรากของพืชได้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     อาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่ ปกติประมาณ 25-70 ตัว แต่บางฝูงอาจถึง 200 ตัว ซึ่งฝูงอีแลนด์ จะอยู่รวมกันได้กับสัตว์กินพืชอื่น ๆ รวมทั้งม้าลาย และ Oryx
     อีแลนด์ตัวผู้พร้อมผสมพันธุ์เมื่อมีอายุ 5 ปี ส่วนตัวเมียพร้อมเมื่อมีอายุ 4 ปี ตั้งท้องนาน 250-270 วัน และออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว
 

อีเห็นธรรมดา (อีเห็นลายจุด หรือ อีเห็นข้างลาย)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Common Palm Civet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Paradoxurus hermaphroditus

ลักษณะทั่วไป
    
มีความยาวลำตัวประมาณ 43 - 71 เซนติเมตร หางยาวประมาณ 40-66 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 2 - 5 กิโลกรัม ขนตามลำตัวมีสีเทาเข้มเกือบดำ จมูก หาง ปลายเท้าและปลายหางมีสีดำ บริเวณหน้ามีสีขาวเหมือนใส่หน้ากากคาดผ่านหน้าผาก มีแต้มสีขาวใต้ตาและข้างจมูก ระหว่างตาและดั้งจมูกมีสีดำ มีลายจุดดำตามแนวหลัง 3 เส้น ต่อมที่ก้นมีกลิ่นเหม็นฉุน ของเหลวที่ขับออกมาจากต่อมที่ก้นมีลักษณะเป็นน้ำมันสีน้ำตาล สัตว์จะใช้ถูตามต้นไม้เป็นเครื่องหมายแสดงอาณาเขต
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในแคชเมียร์ อินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ อินโดจีน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
     อีเห็นธรรมดากินผลไม้ และสัตว์เล็ก ๆ เช่น หนู กระรอก

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอาศัยตามชายป่าใกล้พื้นที่เกษตรกรรมและชุมชน ไปจนถึงป่าดิบแล้งและป่าเต็งรังที่รกทึบ ส่วนใหญ่อยู่บนต้นไม้ ปีนต้นไม้เก่ง เป็นสัตว์หากินเวลากลางคืน โดยอาศัยและหากินบนต้นไม้มากกว่าตามพื้นดิน
     อีเห็นธรรมดาโตเต็มที่เมื่ออายุ 2 ปี ตั้งท้องนาน 2 เดือน ออกลูกครั้งละ 2-4 ตัว และมีอายุยืนราว 16 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา
 

อีเห็นลายพาด(อีเห็นลายเสือโคร่ง)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Banded Palm Civet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hemigalus derbyanus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นอีเห็นตัวขนาดเล็ก คอยาว หน้าค่อนข้างยาวสีพื้นตามตัวเป็นสีเหลืองซีด มีลายขวางสีดำพาดจากหลังลงมาสุดที่บริเวณท้อง มีลายรูปสามเหลี่ยมโดยฐานอยู่ที่สันหลังและส่วนปลายเรียวเล็กลงมาที่ท้อง ตัวหนึ่งมีลายดังกล่าวประมาณ 7 - 8 ลาย มีลายสีดำวิ่งจากปลายจมูกผ่านหน้าผากไปที่คอ และมีลายดำขนาบ 2 ข้าง ลายดังกล่าวมาจากจมูกผ่านลูกตาไปที่คอ หางยาวสีดำ ยกเว้นตรงโคนหางเป็นสีจางอ่อนมีวงแหวนสีดำ 2-3 วง หูค่อนข้างยาว ลูกตาค่อนข้างโต มีต่อมกลิ่นเล็กๆ ที่โคนหาง มีเล็บคมและยื่นออกมาได้แบบเสือ หรือแมวทั่วไป
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในพม่า ไทย มาเลเซีย สุมาตรา บอร์เนียว สำหรับประเทศไทยพบมากทางภาคใต้
     อีเห็นลายพาดกินสัตว์เล็กเป็นอาหารเช่น ลูกนก หนู กบ เขียด หนอน รวมทั้งผลไม้ก็กิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นสัตว์หากินกลางคืน หากินได้ทั้งบนพื้นดิน และบนต้นไม้
     สำหรับการผสมพันธุ์ของอีเห็นลายพาดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

อีเห็นลายเสือ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Spotted Linsang 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Prionodon pardicolor

ลักษณะทั่วไป
    
อีเห็นลายเสือมีขนาดเล็กกว่าอีเห็นลายเมฆ รูปร่างเปรียว ตัวมีสีพื้นเป็นสีตาลอมเหลือง ข้าง ๆ ตัว บนหลังและที่ขามีจุดขนาดใหญ่สีดำ โดยเฉพาะบนหลังจุดนี้เรียงเป็นแถวยาวตลอดกลางหลัง ข้าง ๆ คอก็มีจุดสีดำเช่นเดียวกัน ขอบใบหูมีสีดำ ส่วนท้องมีน้ำตาลอมเหลืองเป็นสีเรียบ ๆ ไม่มีลายหรือจุด หางเป็นปล้อง ๆ สีดำสลับเหลืองประมาณ 7-9 ปล้อง หางค่อนข้างยาว
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในเนปาล อัสสัม พม่า ไทย
     อีเห็นลายเสือกินนก ไข่นก และสัตว์เล็ก ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นสัตว์ออกหากินในเวลากลางคืน ชอบหากินบนพื้นดินแต่ก็ปีนต้นไม้ได้เก่ง
     อีเห็นลายเสือมีฤดูผสมพันธุ์ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-สิงหาคม ออกลูกครั้งละ 2-3 ตัว ออกลูกตามโพรงไม้ หรือ ตามโพรงดินโคนต้นไม้ใหญ่

สถานภาพปัจจุบัน
     เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พุทธศักราช 2535

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา
 

อีเห็นหูด่าง(อีเห็นหน้าขาว)

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Three-striped Palm Civet 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Arctogalidia trivirgata

ลักษณะทั่วไป
    
มีลายเป็นจุดดำวิ่งตามความยาวของหลัง 3 ลาย และมีลายเป็นเส้นขาวที่จมูก ไม่มีจุดที่สีข้าง
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในอัสสัม พม่า ไทย อินโดจีน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย สำหรับประเทศไทยพบทางภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ เป็นอีเห็นที่ค่อนข้างจะหายาก
     อาหารของอีเห็นหูขาวได้แก่ ผลไม้ แมลง กบ นก และสัตว์เล็ก ๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นสัตว์หากินกลางคืน อาศัยอยู่บนต้นไม้ในป่าดงดิบ
     อีเห็นชนิดนี้ผสมพันธุ์ตลอดปี มีลูกปีละ 2 ครอก ครอกละ 2 - 3 ตัว เมื่อมีอายุปีครึ่งจึงผสมพันธุ์ได้ ตั้งท้องนาน 45 วัน อายุยืนประมาณ 10 -12 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

อูฐโหนกเดียว 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Arabian Camel(Dromedary)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Camelus dromedarius

ลักษณะทั่วไป
    
อูฐโหนกเดียวมีหัวและคอยาว ขนตาหนา ในรูจมูกมีกล้ามเนื้อปิดเปิดเพื่อป้องกันฝุ่นทรายในทะเลทราย ตัวจะเป็นสีเทาแกมแดงหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน จะเห็นโหนกบนหลังซึ่งจะมีไขมันเก็บสะสมไว้ ส่วนไหล่สูง 2 เมตร น้ำหนักอาจมากถึง 600 กิโลกรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในบริเวณพื้นที่ทะเลทรายแถบแอฟริกาตอนเหนือจนเกีอบถึงตอนกลาง
     อูฐโหนกเดียวกินหญ้าและใบไม้เป็นอาหาร

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     เป็นสัตว์ที่สามารถอดน้ำได้เป็นเวลานาน ปัจจุบันเป็นสัตว์ที่ใช้บรรทุกของขนส่งในทะเลทราย
     อูฐโหนกเดียวมีระยะตั้งท้องนาน 13 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว โดยจะออกลูกในท่ายืน

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์นครราชสีมา สวนสัตว์สงขลา
 

โอริกซ์กาเซลล์(เจมส์บอคซ์) 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Gemsbok(Oryx)
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Oryx gazella

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นแอนทีโลปที่ดูมีพลัง สวยงาม บริเวณหน้ามีแถบสีดำ 3 แถบพาดอยู่ บริเวณใต้ท้องกับข้างลำตัวตัวมีเส้นสีดำพาดแบ่งอยู่หางยาวและปลายสีดำ เขามีลักษณะเกือบตรง และเกือบจะขนานกัน เขายาวประมาณ 76 เซนติเมตร เขาตัวเมียมักจะยาวกว่าแต่บางกว่า ความยาวหัวถึงลำตัว 1.9 เมตร สูงถึงไหล่ 1.22 เมตร น้ำหนัก ประมาณ 200 กิโลกรัม
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบตามทุ่งหญ้าสะวันนา (Savannah) จาก Erithrea ในเอธิโอเปียถึงเคนยา และแทนซาเทียในแอฟริกาตะวันออก และทางตะวันตกเฉียงใต้ของแอฟริกา
     โอริกซ์กาเซลล์เป็นสัตว์กินหญ้าและใบไม้

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่เป็นฝูง ประมาณ 10-40 ตัว โดยมักจะอยู่รวมกันกับแอนทีโลปชนิดอื่น ๆ หรือกับม้าลาย สามารถอดน้ำและอาหารได้เป็นเวลานาน ๆ
     โอริกซ์กาเซลล์โตเต็มที่เมื่อมีอายุ 1.5 - 2 ปี ตั้งท้องนานประมาณ 260-300 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์นครราชสีมา
 

ฮิปโปโปเตมัส 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Hippopotamus 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hippopotamus amphibus

ลักษณะทั่วไป
    
เป็นสัตว์ที่มีรูปร่างกลมใหญ่เทอะทะและมีปากกว้างมาก เขี้ยวล่างยาวโค้งเป็นอาวุธสำคัญประจำตัว หนังหนามีต่อมเมือก ลำตัวไม่มีขน จะมีขนเฉพาะรอบปาก และใกล้กับปลายหาง ผิวหนังมีเหงื่อเป็นเมือกสีแดงอ่อนคล้ายเลือด
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปแอฟริกา อูกันดา ซูลูแลนด์ตอนเหนือ ทรานสวาลล์ เคนยา เซเนกัล
     ฮิปโปโปเตมัสกินหญ้า พืชน้ำ ใบไม้ ลูกไม้ และพืชผลต่างๆ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ปกติชอบอยู่ในน้ำในตอนกลางวันและขึ้นบกมาหากินตอนกลางคืน ทนต่อความหนาวได้ดี ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือน้ำไหลเอื่อย ๆ ปกติไม่ดุ แต่ในช่วงผสมพันธุ์ตัวผู้จะต่อสู้กันอย่างดุร้าย จะดุเวลาตกใจหรือได้รับบาดเจ็บ และแม่ลูกอ่อนจะดุมาก ดำน้ำเก่ง สามารถเดินท่องอยู่ใต้น้ำได้
     ฮิปโปโปเตมัสมีระยะตั้งท้องนาน 227 - 240 วัน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว ลูกดูดนมในน้ำและจะหย่านมเมื่ออายุประมาณ 4 - 8 เดือน มีอายุยืน 40 - 45 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์เชียงใหม่ สวนสัตว์สงขลา
 

ฮิปโปโปเตมัสแคระ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Pygmy Hippopotamus 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Hexaprotodon liberiensis

ลักษณะทั่วไป
    
มีความสูงเกือบ 1 เมตร น้ำหนักประมาณ 160 - 180 กิโลกรัม หลังโค้งขึ้น ก้นลาดต่ำลง ฮิปโปแคระมีหัวกลมกว่าฮิปโปใหญ่ เบ้าตาอยู่ด้านข้าง ตามลำตัวเกือบไม่มีขน มีขนเพียงไม่กี่เส้นที่ริมฝีปากและที่หาง หนังของมันชาวพื้นเมืองชอบนำไปทำเป็นแส้ เนื้อของมันเหมือนเนื้อหมูป่า
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     พบในทวีปแอฟริกาตะวันตก จากประเทศเซียราเลโอนจนถึงไนจีเรีย
     ฮิปโปโปเตมัสแคระกินหญ้า กล้วย และมันเทศ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     ชอบอยู่ตามลำน้ำและหนองบึงในป่าดงดิบ ไม่ชอบอยู่เป็นฝูง มักอยู่เดี่ยวหรืออยู่คู่ จะขึ้นจากน้ำตอนกลางคืน เดินหากินไปตามที่เคยเดินจนดูคล้ายเดินไปในช่องอุโมงค์ เวลาตกใจมันมักเข้าไปซ่อนในป่ารก แทนที่จะหนีลงในน้ำ
     ฮิปโปโปแคระตั้งท้องนาน 190 - 210 วัน ลูกที่ออกมาใหม่หนัก 3 - 4.5 กิโลกรัม และมีอายุยืนราว 35 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
      

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต สวนสัตว์เปิดเขาเขียว สวนสัตว์นครราชสีมา
 

แพนด้ายักษ์ 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

Giant panda 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ailuropoda melanoleuca

ลักษณะทั่วไป
    
แพนด้ายักษ์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความน่ารักมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลก คนส่วนใหญ่คิดว่าแพนด้ายักษ์เป็นสัตว์อ้วนเตี้ยอุ้ยอ้ายแสนน่ารัก แต่ที่จริงแล้วแพนด้ายักษ์ก็เป็นอันตรายเช่นเดียวกับหมีชนิดอื่น ๆ มีรูปร่างคล้ายหมี มีขนสีดำที่บริเวณหู, รอบดวงตา, รอบปากและจมูก, บ่า และขาทั้งสี่ข้าง ส่วนอื่น ๆ ของร่างกายปกคลุมด้วยขนสีขาว นักวิทยาศาสตร์ไม่ทราบเหตุผลที่แน่นอนว่าทำไมแพนด้ายักษ์จึงมีขนสีขาวดำแปลกประหลาดเช่นนี้ บางคนคิดว่าลักษณะเช่นนี้เป็นประโยชน์ในการพรางตัวบริเวณร่มเงาในสิ่งแวดล้อมที่เป็นหิมะและภูเขา ขนหนาและปุกปุยของมันช่วยเก็บรักษาความอบอุ่นของร่างกายได้ดีแม้อากาศจะหนาวจัด แพนด้ายักษ์มีฟันกรามขนาดใหญ่และกระดูกขากรรไกรแข็งแรงที่สามารถบดลำไม้ไผ่ให้แตกได้ แพนด้ายักษ์มีขนาดใกล้เคียงกับหมีดำของอเมริกา เมื่อมันยืนสี่ขาจะมีความสูงจากพื้นถึงหัวไหล่ประมาณ 2-3 ฟุต มีความยาวประมาณ 4-6 ฟุต ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมีย และอาจมีน้ำหนักมากกว่า 115 กก.สำหรับแพนด้ายักษ์ที่อาศัยในป่า ส่วนตัวเมียส่วนมากจะมีน้ำหนักไม่ถึง 100 กก.
      

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     แพนด้ายักษ์กระจายพันธุ์ในแนวเทือกเขาทางตอนกลางของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในมณฑลเสฉวน, ชานซี และกานสู ในอดีตแพนด้ายักษ์เคยกระจายพันธุ์ลงมาถึงบริเวณที่ราบต่ำ แต่เพราะการตัดไม้ทำลายป่า, การขยายพื้นที่เกษตรกรรม และการพัฒนาพื้นที่ ทำให้ปัจจุบันแพนด้ายักษ์ถูกจำกัดการกระจายพันธุ์ให้เหลือเฉพาะในเทือกเขาเท่านั้น แพนด้ายักษ์อาศัยอยู่ในป่าสนและป่าไม้ใบกว้าง (broadleaf) ที่มีต้นไผ่อยู่หนาแน่นที่ระดับความสูง 5,000-10,000 ฟุต บริเวณนี้มีฝนตกหนัก และหมอกหนาปกคลุมตลอดปี สำหรับประเทศไทยได้มีการค้นพบฟอสซิลของแพนด้าที่จังหวัดลำปาง
     อาหารส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 99) ของแพนด้ายักษ์ที่อาศัยในป่าธรรมชาติคือไผ่ นอกนั้นก็จะเป็นหญ้าชนิดอื่นๆ อาจพบว่ามันกินสัตว์เล็ก เช่น สัตว์ฟันแทะขนาดเล็กหรือลูกของกวางมัสก์ (Musk Deer) บ้างเป็นครั้งคราว ส่วนอาหารของแพนด้ายักษ์ในสวนสัตว์ได้แก่ ไผ่, อ้อย, ธัญพืช, บิสกิตชนิดพิเศษที่มีเส้นใยสูง, ผลไม้และผัก เช่น แครอท, แอปเปิ้ล และมะเขือเทศ

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
     โดยปกติแพนด้ายักษ์ที่โตเต็มวัยแล้วจะอยู่เพียงลำพัง แต่ก็มีการติดต่อสื่อสารกับแพนด้ายักษ์ตัวอื่นบ้างเป็นช่วงๆ โดยใช้การสื่อสารด้วยสารเคมีจากต่อมกลิ่น, เสียงร้อง และการพบปะกันบ้างเป็นครั้งคราว แพนด้ายักษ์ในป่าธรรมชาติใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการหาอาหาร, กินอาหาร และการพักผ่อน มันไม่จำศีล (hybernation) เหมือนหมีชนิดอื่นๆในป่าเขตอบอุ่น ในอดีตนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแพนด้ายักษ์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ตามลำพัง มีการพบปะของตัวเมียและตัวผู้เฉพาะช่วงฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น แต่จากการศึกษาในปัจจุบันค้นพบบางสิ่งที่แตกต่างออกไปคือพบว่า แพนด้ายักษ์จะอาศัยเป็นกลุ่มเล็กๆ ในอาณาเขตกว้างใหญ่ และบางครั้งจะมีการพบปะกันบ้างนอกฤดูผสมพันธุ์ ยังคงมีการศึกษาอยู่ต่อไปเกี่ยวกับความลับในการดำรงชีวิตของสัตว์ที่ยากจะเข้าใจชนิดนี้ การค้นพบใหม่ ๆ จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถอนุรักษ์แพนด้ายักษ์ไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ สำหรับเรื่องอายุขัยมีรายงานว่าแพนด้ายักษ์ในกรงเลี้ยงมีอายุประมาณ 35 ปี และพบว่า “ชิงชิง” (Hsing-Hsing) แพนด้ายักษ์ที่อาศัยในสวนสัตว์แห่งชาติตายเมื่อ ค.ศ. 1999 ขณะมีอายุได้ 28 ปี นักวิทยาศาสตร์ไม่ทราบข้อมูลแน่นอนเกี่ยวกับอายุขัยของแพนด้ายักษ์ที่อาศัยในป่าธรรมชาติ ทราบแต่เพียงว่าสั้นกว่าอายุขัยของแพนด้ายักษ์ในกรงเลี้ยง
     แพนด้ายักษ์มีฤดูผสมพันธุ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น เป็นช่วงเวลาสั้นๆเพียง 2-3 วัน ที่ตัวเมียมีความต้องการจะผสมพันธุ์และสามารถตั้งท้องได้ ในช่วงเวลานั้นจะมีการสื่อสารโดยใช้เสียงร้องและกลิ่นเพื่อดึงดูดให้ตัวเมียและตัวผู้มาพบและผสมพันธุ์กัน แพนด้ายักษ์จะโตเต็มวัยพร้อมจะผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่อายุ 4-8 ปี ตัวเมียจะตั้งท้องประมาณ 95-160 วัน อาจจะตกลูกได้ครั้งละ 2 ตัว แต่โดยปกติจะมีเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่รอดชีวิต ลูกแพนด้ายักษ์จะอยู่กับแม่ไปจนกระทั่งอายุประมาณ 1.5 - 3 ปี แล้วจึงแยกตัวออกไป ซึ่งหมายความว่าโอกาสที่แพนด้ายักษ์ตัวเมียจะสามารถมีลูกได้ก็คือทุก 2-3 ปี ดังนั้นตลอดชีวิตของมันก็อาจประสบความสำเร็จในการตกลูกได้เพียง 5-8 ตัว

สถานภาพปัจจุบัน
     มีประชากรแพนด้ายักษ์หลงเหลือในป่าธรรมชาติประมาณ 1,000 ตัว และมีประชากรในกรงเลี้ยงตามสวนสัตว์และสถานที่เพาะเลี้ยงอื่น ๆ อีกประมาณ 140 ตัว ซึ่งส่วนมากอยู่ในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน แพนด้ายักษ์จัดเป็นสัตว์ที่อยู่ในภาวะวิกฤติเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นอย่างยิ่

สถานที่ชม
      สวนสัตว์เชียงใหม่
 

แพนด้าแดง 

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

LESSER PANDA , RED PANDA 
ชื่อทางวิทยาศาสตร์: Ailurus fulgens

ลักษณะทั่วไป
    
ความยาวลำตัว 50-64 เซนติเมตร ความยาวหาง 28-48 เซนติเมตร น้ำหนัก 3-6 กิโลกรัม จมูกสั้นและแหลม ตาเล็ก หูตั้ง มีลายที่ใบหน้าเหมือนสวมหน้ากาก ขนยาว และหนา สีน้ำตาลแดง ส่วนท้อง และสะโพกมีขนสีดำ มีจุดสีน้ำตาลแดงใต้ตา ที่แก้ม ขอบหู และเหนือดวงตามีขนสีขาว หางยาว มีวงแหวน 12 วงสีน้ำตาลแดง สลับสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมกลิ่นที่เท้า และที่ก้น
     เริ่มออกหากินเมื่อเวลาใกล้ค่ำ เป็นสัตว์ที่ขี้อาย และหากินตัวเดียว ปีนต้นไม้เก่ง แหล่งอาศัยจะอยู่ในป่าไผ่ ป่าสน ที่ระดับความสูง 2,200-4,800 เมตร ใช้เวลาส่วนใหญ่พักผ่อน อาบแดด และแต่งขนบนกิ่งไม้ เมื่ออากาศหนาวมันจะขดตัวซ่อนส่วนหัวและขา เมื่ออากาศอุ่นขึ้น มันจะนอนเหยียดลำตัวพาดกับกิ่งไม้ แพนด้าแดงจะแต่งขนเมื่อ ตื่นนอน หรือกินอาหาร ขั้นตอนการแต่งขนประกอบด้วย การเหยียดตัว เลียขน และล้างหน้าด้วยฝ่ามือและฝ่าเท้า ที่อาศัยเพื่อพักผ่อนหรือออกลูกจะเป็นโพรงไม้ คาคบไม้ หรือถ้ำหิน แพนด้าแดงเป็นสัตว์ที่มีอาณาเขต โดยมันจะทำเครื่องหมายด้วยกลิ่นฉี่ และสารที่หลั่งออกมาจากต่อมที่ก้น โดยมันจะถู หรือป้ายตามกิ่งไม้ ศัตรูในธรรมชาติ คือ เสือดาวหิมะ หมาไม้ สมัยก่อนมนุษย์จะล่าแพนด้าแดงเพื่อเอาขนหางมาทำเป็นพู่หมวก และจับมาขายให้กับสวนสัตว์ต่างประเทศ แต่ปัจจุบันมีการรณรงค์ห้ามล่าแพนด้าแดงแล้ว

ถิ่นอาศัย, อาหาร
     เทือกเขาหิมาลัย และตามภูเขาสูงของประเทศเนปาล อินเดีย ภูฐาน จีน ลาว และพม่า แพนด้าแดง แบ่งเป็น 2 ชนิดย่อย ได้แก่ 1. Ailurus fulgens fulgens ขนาดตัวเล็กกว่า หน้าจะมีขนสีจางกว่า พบในเนปาล ทิเบต อินเดีย ภูฐาน และจีน 2. Ailurus fulgens styani ลายที่หน้าสีเข้ม พบในพม่า และบางพื้นที่ในจีน
     อาหารหลัก คือ ใบไผ่ นอกจากนี้ก็กินลูกสน รากไม้ ลูกไม้ เห็ด บางครั้งกินไข่นก และลูกนก แพนด้าแดง ใช้เวลา 13 ชั่วโมงในหนึ่งวัน เพื่อหาใบไผ่กิน

พฤติกรรม, การสืบพันธุ์
      
     โตเต็มที่เมื่ออายุ 18 เดือนขึ้นไป ฤดูผสมพันธ์อยู่ในเดือนมกราคมถึงมีนาคม ตั้งท้องนาน 112-158 วัน ออกลูกครั้งละ 1-4 ตัว ลูกแรกเกิดมีน้ำหนัก ประมาณ 110-130 กรัม ลูกหย่านมเมื่ออายุ 5 เดือน อายุเฉลี่ย 15 ปี

สถานภาพปัจจุบัน
     ปัจจุบันมีจำนวนน้อยลง เนื่องจากถูกคุกคามจากการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัย เป็นสัตว์ที่ได้รับการคุ้มครองในประเทศจีนและเนปาล IUCN (สหภาพสากลว่าด้วยการอนุกรักษ์) จัดให้เป็นสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ และจัดอยู่ใน CITES (อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์) appendix 2 (ชนิดพันธุ์ที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายหมายเลข 2 ซึ่งหมายถึง ชนิดที่สามารถนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านได้ แต่ต้องมีการควบคุมไม่ให้เกิดความเสียหาย หรือลดจำนวนของชนิดพันธุ์ ฯ นั้นอย่างรวดเร็ว โดยต้องมีใบอนุญาตกำกับ)

สถานที่ชม
      สวนสัตว์ดุสิต
 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์