ฟิสิกส์ราชมงคล

index 108

 

บูมเมอแรง

บูมเมอแรง
ชนพื้นเมืองอะบอริจีนี (Aborigine) ในทวีปออสเตรเลียรู้จักใช้บูมเมอแรง (Boomerang) ล่าสัตว์และจับนกเป็นอาหารมานานนับพันๆ ปีแล้ว บูมเมอแรงที่ใช้ล่าสัตว์มีน้ำหนักมากและออกแบบให้สามารถขว้างตรงเข้าใส่เหยื่อเต็มแรงจนถึงตายหรือสลบได้ แล้วจึงตกสู่พื้น แต่บูมเมอแรงที่ชาวพื้นเมืองใช้ขว้างเล่นกันเป็นเกมกีฬาสนุกๆ นั้น มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา บูมเมอแรงแบบนี้จะขว้างไป แล้ววกกลับมาหาผู้ขว้างได้ สถิติการขว้างบูมเมอแรงได้ไกลที่สุดอย่างเป็นทางการนั้นเคยเป็นของออสเตรเลียเมื่อปี ค.ศ. 1981 แต่นักขว้างชาวอเมริกันชื่อ จิม ยังบลัด แห่งเมืองเกเธอร์เบิร์ก รัฐแมรีแลนด์ สหรัฐฯ ได้ทำลายสถิตินี้ในปี ค.ศ. 1989 เขาขว้างบูมเมอแรงเป็นระยะทางทั้งไปและวกกลับรวมทั้งสิ้น 134 ม. บูมเมอแรงรูปกล้วยแบบดั้งเดิมนั้น ไม่ได้ทำขึ้นมาให้วกกลับได้ บูมเมอแรงที่สามารถขว้างให้วกกลับมาหาผู้ขว้างได้ต้องทำเป็นรูปตัว "T" "V" หรือ "X" "Y" 


 


 

เราอาจทำบูมเมอแรงอย่างง่ายๆ เพียงนำไม้บรรทัด 2 อันมาไขว้เป็นมุมฉาก แล้วใช้ยางรัดไว้ไห้แน่น ก็เป็นบูมเมอแรงได้แล้ว ส่วนสำคัญที่สุดของบูมเมอแรงอยู่ที่แขนแต่ละข้างซึ่งถ้ามองด้านตัดจะดูเหมือนปีกเครื่องบิน คือด้านบนโค้งและด้านล่างแบน บูมเมอแรงที่ขว้างออกไปจะวิ่งในอัตราความเร็วราว 100 กม./ชม. และหมุนในอัตรา 10 รอบ/วินาทีขณะที่หมุนอยู่นั้น แขนหรือปีกทั้ง 2 ข้างของบูมเมอแรงจะทำให้เกิดแรงยกและมีเสียงหวือเบาๆ เมื่อชูบูมเมอแรงขึ้นในแนวเกือบจะตั้งฉากแล้วขว้างไปแรงๆ ด้วยมือขวา บูมเมอแรงจะเหินขึ้นโค้งไปทางซ้าย แล้วโฉบลงทางขวา และเหินสูงขึ้นอีกเป็นวงกว้างก่อนจะค่อยๆ ลดลงกลับมาหาผู้ขว้าง ซึ่งถ้าฝึกจนชำนาญก็จะสามารถใช้มือคว้าบูมเมอแรงไว้ได้ หรืออาจทำให้บูมเมอแรงวิ่งเป็นวง 2 หนเหมือนเลข 8 ก็ได้ บูมเมอแรงวกกลับมาหาผู้ขว้างได้ด้วยสาเหตุที่ซับซ้อนทางฟิสิกส์และอากาศพลศาสตร์ (aerodynamics) 
 

บูมเมอแรงที่หมุนอยู่นั้นเป็นของ 2 สิ่งในเวลาเดียวกันคือเป็นทั้งเครื่องร่อนและลูกข่าง บูมเมอแรงที่หมุนอยู่ ก็มีฐานะไม่ต่างจากเครื่องร่อน ตัวบูมเมอแรงจะกวัดแกว่งไม่ทรงตัวอยู่นิ่งคือขณะที่มันพุ่งไปข้างหน้า ปีกขวาที่พุ่งไปข้างหน้าจะหมุนตัวกลับ กลายเป็นปีกซ้ายที่พุ่งไปข้างหน้าโดย "หันหลัง" ให้ แต่เพราะบูมเมอแรงพุ่งไปข้างหน้า ปีกขวาจึงพุ่งไปเร็วกว่าปีกซ้ายเมื่อเทียบกับกระแสลมและมีแรงยกมากกว่า ดังนั้น แรงอากาศกลศาสตร์จะพยายามเอียงบูมเมอแรงไปทางซ้าย ขณะเดียวกัน สภาพแกว่งนี้จะมีแรงหมุนแบบเดียวกับที่ทำให้ลูกข่างหมุนติ้วทรงตัวอยู่ได้ แรงนี้จะคอยถ่วงบูมเมอแรงไว้โดยจะบังคับให้ลงสู่แนวราบ 


เมื่อบูมเมอแรงถูกผลักออกจากวิถีที่ "แท้จริง" โดยแรงทางอากาศพลศาสตร์ ก็จะเกิดปฏิกิริยาคือบูมเมอแรงจะแผ่ตัวออกในแนวราบ และค่อยๆ เอียงตัวไปทางขวาและทำวงกว้าง ถ้าเส้นทางวิ่งยาวพอ บูมเมอแรงก็จะวกกลับไปอีกทางหนึ่งและเริ่มทำวงเป็นเลข 8 ได้ บูมเมอแรงที่ใช้ในการล่าสัตว์จะมีลักษณะโค้งเล็กน้อย ส่วนปีกด้านบนไม่โค้งมาก เพื่อให้เกิดแรงยก บูมเมอแรงแบบนี้จะวิ่งในแนวราบและไปได้ไกลถึง 90 ม. จึงล่วงลงสู่พื้น

 

 

"ดาบไม้" ไม่ธรรมดา 
เซอร์ โจเซฟ แว็งส์ นักธรรมชาตินิยมชาวอังกฤษ เป็นชนผิวขาวคนแรกที่เขียนพรรณาถึงบูมเมอแรงของคนพื้นเมืองเผ่าอะบอริจินีในออสเตรเลีย เขาร่วมเดินทางไปกับคณะสำรวจของกัปตันคุก ซึ่งขึ้นบกที่ออสเตรเลียทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1770 ในฝูงคนพื้นเมืองซึ่งแห่กันมา "ต้อนรับ" ที่อ่าวโบทานี มีอยู่ 2 คนที่มองมาทางชาวคณะนักสำรวจอย่างไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ เซอร์โจเซฟเขียนเล่าไว้ว่า"ทั้งสองมีอาวุธทำด้วยไม้อยู่ในมือ คล้ายดาบโค้ง ยาวสัก 2 ฟุตครึ่งด้านคมทาสีขาวอย่างเดียวกับสีที่ใช้ทาเนื้อตัว" 

พวกนักสำรวจเห็นบูมเมอแรงเป็นเพียงอาวุธพื้นๆ ไม่แตกต่างจาก "ดาบไม้" ตามที่ กัปตันคุกเรียก ในตอนต้นทศวรรษ 1830 เรือโท ดับบลิว เอช เบรตัน เป็นบุคคลแรกที่บันทึกเกี่ยวกับการขว้างบูมเมอแรงของชนเผ่าอะบอริจินี เขาบรรยายว่าเป็นวัตถุชนิดหนึ่งที่มีรูปคล้ายกล้วย "มันเคลื่อนมาเป็นแนวโค้งกว้างมาก แล้งตกลงที่เท้าของเขาในที่สุด" บูมเมอแรงทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น วอตเทิลดำและไม้จันทน์ บางครั้งทาด้วยผงดินสีแดงแต่บูมเมอแรงทีใช้ในพิธีกรรมจะตกแต่งด้วยสีแดง เหลือง ขาว

นอกจากใช้เป็นอาวุธล่าสัตว์ ขาวพื้นเมืองยังใช้บูมเมอแรงชำแหละซากสัตว์ ถางพื้นที่หรือขุดหลุมก่อกองไฟ ขุดหารังมด จุดไฟโดยเอาบูมเมอแรงถูเสียดสีกับขอนไม้ หรือกระทั่งใช้ตีเคาะจังหวะเต้นระบำ

หลากหลายรูปทรง
บูมเมอแรงมีรูปร่างต่างๆ กันไป แล้วแต่ชนิดของไม้ที่ใช้ทำ แบบที่วกกลับมาหาผู้ขว้างอาจยาวถึง 76 ซม. และหนักถึง 240 กรัม แบบที่ใช้ล่าสัตว์นั้นมักยาวและหนักกว่านั้นบางครั้งมีลวดลายเขียนด้วยผงสี เช่น แดง ขาว และเหลือง

เที่ยวบินกลางคืน  แสงไฟที่ติดไว้กับมูมเมอแรงทำให้เห็นวิถีโค้งการเคลื่อนที่ตามแบบฉบับของมูมเมอแรง


โลกร้อน คืออะไร ?

ผู้เขียน: whyworldhot.com

สาเหตุหลักของปัญหานี้

   ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เป็นปัญหาใหญ่ของโลกเราในปัจจุบัน สังเกตได้จากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุหลักของปัญหานี้ มาจาก ก๊าซเรือนกระจก ครับ (Greenhouse gases) ปรากฏการณ์เรือนกระจก มีความสำคัญกับโลก เพราะก๊าซจำพวก คาร์บอนไดออกไซด์ หรือ มีเทน จะกักเก็บความร้อนบางส่วนไว้ในในโลก ไม่ให้สะท้อนกลับสู่บรรยากาศทั้งหมด มิฉะนั้น โลกจะกลายเป็นแบบดวงจันทร์ ที่ตอนกลางคืนหนาวจัด (และตอนกลางวันร้อนจัด เพราะไม่มีบรรยากาศกรองพลังงานจากดวงอาทิตย์) ซึ่งการทำให้โลกอุ่นขึ้นเช่นนี้ คล้ายกับหลักการของเรือนกระจก (ที่ใช้ปลูกพืช) จึงเรียกว่า ปรากฏการณ์เรือนกระจก (Greenhouse Effect) ครับ

8170

ภาพจาก Global Warming Exhibition of National Academy of Science (US)

แต่การเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของ CO2 ที่ออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรม รถยนตร์ หรือการกระทำใดๆที่เผาเชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่นถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ) ส่งผลให้ระดับปริมาณ CO2 ในปัจจุบันสูงเกิน 300 ppm (300 ส่วน ใน ล้านส่วน) เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 6 แสนปี

ซึ่งคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากขึ้นนี้ ได้เพิ่มการกักเก็บความร้อนไว้ในโลกของเรามากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็น ภาวะโลกร้อน ดังเช่นปัจจุบัน

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ เป็นตัวการกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ
ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะทำให้โลกของเรามีอุนหภูมิอบอุ่น สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แต่ปัจจุบัน การเผาผลาญเชื้อเพลงฟอสซิลต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง และการตัดไม้ทำลายป่า
ซึ่งการกระทำเหล่านี้ส่งผลให้ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล อันส่งผลกระทบต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยขึ้น และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นครับ

8171

- จำนวนพายุ Hurricane Category 4 และ 5 เพิ่มขึ้นสองเท่า ในสามสิบปีที่ผ่านมา
- เชื้อมาลาเรียได้แพร่กระจายไปในที่สูงขึ้น แม้แต่ใน Columbian, Andes ที่สูง 7000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล
- น้ำแข็ง ใน ธารน้ำแข็ง เขตกรีนแลนด์ ละลายเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
- สัตว์ต่างๆ อย่างน้อย 279 สปีชี่ส์กำลังตอบสนองต่อ ภาวะโลกร้อน โดยพยายามย้ายถิ่นที่อยู่

 

8172



หากเรายังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รับรองได้เลยว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้แน่

- อัตรา ผู้เสียชีวิต จาก โลกร้อน จะพุ่งไปอยู่ที่ 300000 คนต่อปี ใน 25 ปีต่อจากนี้
- ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 20 ฟุต
- คลื่นความร้อน จะมาบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น
- ภาวะฝนแล้ง และไฟป่าจะเกิดบ่อยขึ้น
- มหาสมุทรอาร์กติกจะไม่เหลือน้ำแข็ง ภายในฤดูร้อน 2050
- สิ่งมีชีวิตกว่าล้านสปีชี่ส์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์

Ten Things To Do จาก An Inconvenient Truth

คู่มือช่วยลด ภาวะโลกร้อน Ten Things To Do จาก An Inconvenient Truth ครับ

 

8174



1. เปลี่ยนหลอดไฟ
การเปลี่ยนหลอดไปจากหลอดไส้เป็นฟลูออเรสเซนต์หนึ่งดวง จะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 150 ปอนด์ต่อปี

2. ขับรถให้น้อยลง
หากเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารถเดินหรือขี่จักรยานแทนได้ การขับรถยนตร์เป็นระยะทาง 1 ไมล์จะปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ 1 ปอนด์

3. รีไซเคิลให้มากขึ้น
ลดขยะของบ้านคุณให้ได้ครึ่งนึงจะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 2400 ปอนด์ต่อปี

4. เช็คลมยาง
การขับรถโดยที่ยางมีลมน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% จากปกติ
น้ำมันๆทุกๆแกลลอนที่ประหยัดได้ จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 20 ปอนด์

5. ใช้น้ำร้อนให้น้อยลง
ในการทำน้ำร้อน ใช้พลังงานในการต้มสูงมาก การปรับเครื่องทำน้ำอุ่น ให้มีอุณหภูมิและแรงน้ำให้น้อยลง จะลด คาร์บอนไดออกไซด ์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี หรือการซักผ้าในน้ำเย็น จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ปีละ 500 ปอนด์

6. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์เยอะ
เพียงแค่ลดขยะของคุณเอง 10 % จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 1200 ปอนด์ต่อปี

7. ปรับอุณหภูมิห้องของคุณ(สำหรับเมืองนอก)
ในฤดูหนาว ปรับอุณหภูมิของ heater ให้ต่ำลง 2 องศา และในฤดูร้อน ปรับให้สูงขึ้น 2 องศา จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 2000 ปอนด์ต่อปี

8. ปลูกต้นไม้
การ ปลูกต้นไม้ หนึ่งต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมัน

9. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่
ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ใช้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับพันปอนด์ต่อปี

และอย่างสุดท้าย

10. บอกเพื่อนๆของคุณเกี่ยวกับวิธีเหล่านี้ครับ


ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global Warming)

          บรรยากาศของโลกประกอบด้วย ก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 21% ก๊าซอาร์กอน 0.9% นอกจากนั้นเป็น ไอน้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนเล็กน้อย แม้ว่าไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอน จะเป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ แต่ก็มิได้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของโลก ในทางตรงกันข้ามก๊าซโมเลกุลใหญ่ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และโอโซน แม้จะมีอยู่ในบรรยากาศเพียงเล็กน้อยแต่มีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรด ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกอบอุ่น เหมาะแก่การดำรงชีวิต เราเรียกก๊าซจำพวกนี้ว่า “ก๊าซเรือนกระจก” (Greenhouse gas) เนื่องจากคุณสมบัติในการเก็บกักความร้อน หากปราศจากก๊าซเรือนกระจกแล้ว พื้นผิวโลกจะมีอุณหภูมิเพียง -18?C ซึ่งนั่นก็หมายความว่า น้ำทั้งหมดบนโลกนี้จะกลายเป็นน้ำแข็ง (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่อง สมดุลพลังงาน)


ภาพที่ 1 ประโยชน์ของภาวะเรือนกระจก

ไอน้ำ (H2O)
          ไอน้ำ เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีมากที่สุดบนโลก มีอยู่ในอากาศประมาณ 0 – 4% ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และอุณหภูมิ ในบริเวณเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรและชายทะเล จะมีไอน้ำอยู่มาก ส่วนในบริเวณเขตหนาวแถบขั้วโลก อุณหภูมิต่ำ จะมีไอน้ำในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย ไอน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต ไอน้ำเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรน้ำในธรรมชาติ น้ำสามารถเปลี่ยนสถานะไปมาทั้ง 3 สถานะ จึงเป็นตัวพาและกระจายความร้อนแก่บรรยากาศและพื้นผิว
ไอน้ำเกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ 2 วิธี คือ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงหรือก๊าซธรรมชาติ และจากการหายใจและคายน้ำของสัตว์และพืชในการทำเกษตรกรรม


ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
          ในยุคเริ่มแรกของโลกและระบบสุริยะ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศถึง 98% เนื่องจากดวงอาทิตย์ยังมีขนาดเล็กและแสงอาทิตย์ยังไม่สว่างเท่าทุกวันนี้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยทำให้โลกอบอุ่นเหมาะสำหรับเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ครั้นกาลเวลาผ่านไปดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ลงมายังพื้นผิว แพลงตอนบางชนิดและพืชตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ มาสร้างเป็นอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้ภาวะเรือนกระจกลดลง โดยธรรมชาติก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นจากการหลอมละลายของหินปูน ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟ และการหายใจของสิ่งมีชีวิต
          ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม การเผาป่าเพื่อใช้พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและการทำปศุสัตว์ การเผาป่าเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ก่อนที่จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นเมื่อพื้นที่ป่าลดน้อยลง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในบรรยากาศได้มากยิ่งขึ้น และทำให้พลังงานความร้อนสะสมบนผิวโลกและในบรรยากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 1.56 วัตต์/ตารางเมตร (ปริมาณนี้ยังไม่คิดรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นทางอ้อม)


ภาพที่ 2 กราฟแสดงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี

          ภาพที่ 2 แสดงปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 เป็นต้นมา เส้นกราฟเป็นลักษณะฟันปลา สูงต่ำสลับกันในแต่ละรอบปี มีค่าต่างกันประมาณ 5 - 6 ppm ((part per million - ส่วนต่ออากาศหนึ่งล้านส่วน) ในฤดูร้อนมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง เนื่องจากพืชตรึงก๊าซเอาไว้สร้างอาหารมากกว่าใช้หายใจ ส่วนในฤดูหนาวมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น เนื่องจากพืชคายก๊าซออกมาจากการหายใจมากกว่าการตรึ่งเพื่อสร้างอาหาร อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาโดยภาพรวมแล้ว อุณหภูมิมีแนวโน้มสูงขึ้นในแต่ละปี

ก๊าซมีเทน (CH4)
          ก๊าซมีเทนเกิดขึ้นจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต แม้ว่ามีก๊าซมีเทนอยู่ในอากาศเพียง 1.7 ppm แต่ก๊าซมีเทนมีคุณสมบัติของก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล่าวคือ ด้วยปริมาตรที่เท่ากัน ก๊าซมีเทนสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
ก๊าซมีเทนมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากการทำนาข้าว ปศุสัตว์ และการเผาไหม้มวลชีวภาพ การเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ การเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเทนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเรือนกระจกมากเป็นอันดับสอง รองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พลังงานรวมที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 0.47 วัตต์/ตารางเมตร

ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)
          ก๊าซไนตรัสออกไซด์ในธรรมชาติ เกิดจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชิวิตโดยแบคทีเรีย ก๊าซไนตรัสมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกบางชนิด ก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มพลังงานความร้อน สะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.14 วัตต์/ตารางเมตร นอกจากนั้นเมื่อก๊าซไนตรัสออกไซด์ลอยขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ มันจะทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้เกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ตของโลกลดน้อยลง

สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC)
          มีแหล่งกำเนิดจากโรงงานอุตสาหกรรม และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ แม้ว่าจะมีการจำกัดการใช้ก๊าซประเภทนี้ให้น้อยลง 40% เมื่อเทียบกับสิบกว่าปีก่อน แต่ปริมาณสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนที่ยังคงสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.28 วัตต์ต่อตารางเมตร นอกจากนี้สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนยังทำลายชั้นโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์

โอโซน (O3)
          โอโซนเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติความเป็นก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 2.85 วัตต์/ตารางเมตร ก๊าซโอโซนเกิดขึ้นจากการเผาไหม้มวลชีวภาพและการสันดาปของเครื่องยนต์ มีอยู่ในหมอกควันซึ่งเกิดจากการจราจรและโรงงาน ก๊าซโอโซนที่อยู่ในบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ (บนพื้นผิวโลก) เป็นพิษต่อร่างกาย แต่ก๊าซโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ดูดกลืนรังสีอัลตราไวโอเล็ต ไม่ให้ส่องลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่บนพื้นโลก


ภาพที่ 3 กราฟแสดงอัตราการเพิ่มพลังงานของก๊าซเรือนกระจก

         กราฟในภาพที่ 3 แสดงอัตราการเพิ่มปริมาณของก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิด นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2400 เป็นต้นมา จะเห็นได้ว่าก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศมีปริมาณเพิ่มขึ้น นับตั้งแต่การเติบโตทางอุตสาหกรรมในปี พ.ศ.2443 เป็นต้นมา และได้หยุดใช้สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) ตั้งแต่ พ.ศ.2530 เนื่องจากการประชุมนานาชาติที่เมืองมอนทรีล ประเทศแคนนาดา (Montreal Protocol) อย่างไรก็ตามยังมีสารนี้ตกค้างในบรรยากาศอีกนับร้อยปี (รายละเอียดในตารางที่ 2)


ตารางที่ 2 เปรียบเทียบปริมาณก๊าซเรือนกระจก (ไม่รวมไอน้ำ)

-
คาร์บอนไดออกไซด์
(CO2)
มีเทน
(CH4)
ไนตรัสออกไซด์
(N2O)
คลอโรฟลูออคาร์บอน
(CFC)
โอโซน
(O3)
แหล่งกำเนิดตามธรรมชาติ
วัฏจักรธรรมชาติ
การหายใจ
พื้นที่ชุ่มน้ำ
ดิน ป่าเขตร้อน
-

สารไฮโดรคาร์บอน
แหล่งกำเนิดโดยมนุษย์
การเผาป่า ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซเชื้อเพลิง
นาข้าว ปศุสัตว์ การเผาไหม้เชื้อเพลิง มวลชีวภาพ
ปุ๋ย การใช้ประโยชน์ที่ดิน
เครื่องทำความเย็น
ละอองอากาศ
โรงงานอุตสาหกรรม
การเผาไหม้เชื้อเพลิง
มวลชีวภาพ
อายุ
50 – 200 ปี
8 – 10 ปี
120 ปี
60 – 100 ปี
30 – 40 สัปดาห์
ปริมาณก่อนยุคอุตสาหกรรม (ตรวจวัดที่ระดับพื้นผิว)
280,000 ppm
(ppm = ส่วน ต่ออากาศล้านส่วน)
790 ppm
288 ppm
0 ppm
10 ppm
ปริมาณในปัจจุบัน
370,000 ppm
1,752 ppm
317 ppm
0.1 ppm
20 – 40 ppm
อัตราการเพิ่ม
0.4%
0.4%
0.3%
1%
0.5 – 2.0%
สะสมความร้อน (วัตต์/ตารางเมตร)
1.56
0.47
0.14
0.28
2.85
อิทธิพลต่อภาวะเรือนกระจก
55%
16%
5%
10%
14%

          นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาอุณหภูมิของโลกย้อนกลับไปในอดีตสี่แสนปี โดยการวิเคราะห์ฟองอากาศในแท่งน้ำแข็ง ซึ่งทำการขุดเจาะที่สถานีวิจัยวอสต็อก ทวีปแอนตาร์คติก พบว่าอุณหภูมิของโลกแปรผันตามปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังกราฟในภาพที่ 4 นั่นก็หมายความว่า การเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศของโลกยุคปัจจุบัน ย่อมทำให้อุณหภูมิของพื้นผิวโลกสูงขึ้นตามไปด้วย


ภาพที่ 4 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำในมหาสมุทร
          อุณหภูมิของบรรยากาศมีความสัมพันธ์ต่อการเปลี่ยนสถานะของน้ำบนโลก อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะทำให้อัตราการระเหยของน้ำมากขึ้น รวมถึงอัตราการหลอมละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ถ้าหากอุณหภูมิของบรรยากาศลดต่ำลง อัตราการควบแน่นของไอน้ำในบรรยากาศก็จะมากขึ้น รวมถึงอัตราการเยือกแข็งของน้ำในมหาสมุทรก็จะมากขึ้นเช่นกัน กราฟในภาพที่ 5 แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของอุณหภูมิของบรรยากาศและระดับน้ำทะเลในมหาสมุทรในช่วงศตวรรษที่แล้ว จะเห็นได้ว่าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2450 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิของบรรยากาศที่สูงขึ้น เนื่องจากการเพิ่มปริมาณของก๊าซเรือนกระจก


ภาพที่ 5 กราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิและระดับน้ำทะเล

          เมื่อประมาณ 2 หมื่นปีมาแล้วโลกเป็นยุคน้ำแข็ง ร้อยละ 30 ของพื้นทวีปทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็ง นับตั้งแต่ขั้วโลกเหนือลงมาจรดตอนกลางของทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย ระดับน้ำทะเลในยุคนั้น ต่ำกว่าปัจจุบันประมาณ 110 – 140 เมตร ในเอเชียอาคเนย์ บริเวณทะเลอันดามันและทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด เคยแห้งกลายเป็นแผ่นดิน ทั้งนี้เนื่องจากน้ำทะเลที่ระเหยขึ้นไปเป็นไอน้ำในบรรยากาศ ไปควบแน่นเป็นหิมะและตกลงมา สะสมตัวกันบนยอดเขาและพื้นที่ตอนเหนือกลายเป็นแผ่นน้ำแข็ง ต่อมาเมื่อโลกอุ่นขึ้นเนื่องจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปรับตัวเองตามธรรมชาติ ระดับน้ำทะเลจึงสูงขึ้นจนมีระดับใกล้เคียงกับทุกวันนี้ แต่ทว่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ได้มีการตัดไม้ทำลายป่าและทำอุตสาหกรรมหนัก ทำให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกิด ปรากฏการณ์โลกร้อน (Global warming) และหากอัตราการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกยังคงเป็นเช่นนี้ แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
การละลายของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกนอกจากจะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้อัลบีโดของโลกลดลงอีกด้วย กล่าวคือ พื้นที่สีขาวซึ่งทำหน้าที่สะท้อนรังสีจากดวงอาทิตย์คืนสู่อวกาศลดน้อยลง (น้ำทะเลมีอัลบีโดยน้อยกว่าก้อนน้ำแข็ง) พื้นที่สีเข้มเช่นน้ำทะเล จะดูดความร้อนได้ดีขึ้น และส่งผลซ้ำเติมทำให้อุณหภูมิของโลกและระดับน้ำทะเลสูงขึ้นไปอีกอย่างรวดเร็ว บริเวณพื้นที่เกาะและที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเล เช่น ตอนใต้ของประทศเวียดนามและประเทศกัมพูชาจะถูกน้ำท่วม ดังภาพที่ 6 ความเค็มของน้ำทะเลซึ่งเจือจางลงเนื่องจากการละลายของน้ำแข็ง จะส่งผลให้การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนทิศทาง และความจุความร้อนเปลี่ยนไป ส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่างรุนแรง


ภาพที่ 6 ระดับน้ำทะเลในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต


ถึงวิกฤตโลกร้อนแล้ว

แปล/เรียบเรียงจาก www.climatecrisis.net
แปล/เรียบเรียงโดย ช่อผกา จิตรกุล
 

ตามธรรมชาติแล้วชั้นบรรยากาศเอทโมสเฟียร์ที่ปกคลุมโลกของเราอยู่นั้น จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซอื่น ๆ ทำหน้าที่กักเก็บพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนขึ้นมาจากผิวโลกไว้ส่วนหนึ่ง ทั้งนี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะจะช่วยรักษาอุณหภูมิให้โลกของเรามีความอบอุ่นและเหมาะแก่การอยู่อาศัย อย่างไรก็ดี การเผาผลาญพลังงานฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ตลอดจนการทำลายป่า (อย่างรวดเร็ว) สิ่งเหล่านี้เองที่มีส่วนทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก (ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ และไม่สมดุล) ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศโลกของเราเต็มไปด้วยก๊าซชนิดนี้ที่กั้นไม่ให้ความร้อนผ่านออกไปได้ ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้นนั่นเอง

ปรากฏการณ์ภาวะโลกร้อนนี้ นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเห็นด้วยอย่างยิ่งว่า เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและเกิดขึ้นแล้วด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ อีกทั้งด้วยหลักฐานที่พิสูจน์ให้เราเห็น “ภาวะโลกร้อน” กำลังเกิดขึ้นอยู่ และจะยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น... “เราปฏิเสธมันไม่ได้อีกแล้ว”

เรากำลังมองเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นบ้างแล้ว...

  • ธารน้ำแข็งกำลังละลาย สัตว์จำนวนมากกำลังถูกบังคับให้อพยพย้ายถิ่นที่เคยอาศัยอยู่

  • พายุที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง และภัยแล้งเกิดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ในหลายพื้นที่ทั่วโลก

  • ลำดับรายชื่อ (เพื่อกำหนดชื่อ) ของพายุเฮอร์ริเคนถูกนำมาใช้ซ้ำเป็นครั้งที่สองแล้วในรอบ 30 ปี

  • เชื้อมาลาเรียแพร่กระจายขึ้นสู่ระดับพื้นที่ที่สูงขึ้น อย่างเช่น Columbian Andes ที่ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 7,000 ฟุต

  • น้ำแข็งที่ลอยอยู่ในธารน้ำแข็งที่กรีนแลนด์ มีจำนวนมากขึ้นถึง 2 เท่าจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

  • พืชและสัตว์อย่างน้อย 279 ชนิดกำลังได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์โลกร้อน และกำลังอพยพย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยเข้าใกล้ขั้วโลกมากขึ้น (สัตว์ที่ต้องอาศัยอยู่ภูมิอากาศที่หนาวเย็น)

 

หากภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ เราสามารถคาดการณ์ได้ว่าความหายนะจะมาเยือนโลกแน่ ๆ

  • อัตราการตายจากภาวะโลกร้อนจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในช่วง 25 ปี ถึงขั้น 300,000 คนต่อปี

  • ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นมากกว่า 20 ฟุต รวมถึงก้อนน้ำแข็งในกรีนแลนด์ และแอนตาร์กติกจะพัดเข้าทำลายพื้นที่ชายฝั่งต่าง ๆ ทั่วโลก

  • คลื่นความร้อนจะเกิดบ่อยขึ้น และรุนแรงขึ้นมาก

  • ภัยแล้ง และไฟป่าจะเกิดบ่อยครั้งมากขึ้น

  • มหาสมุทรอาร์คติกอาจจะไม่เหลือน้ำแข็งอีกต่อไปในฤดูร้อน ภายในปี 2050 (2593)

  • พืชและสัตว์มากกว่าหนึ่งล้านชนิดอาจต้องสูญพันธุ์ไป ภายในปี 2050 (2593) เช่นกัน

 

คงไม่ต้องสงสัยปัญหานี้กันอีกต่อไปแล้ว แต่เราช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ ทั้งที่จริงมันก็เป็นพันธกิจที่เราต้องร่วมช่วยกันอยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตประจำวันของพวกเราแต่ละคน คนละเล็กละน้อย สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกันในระดับที่ใหญ่ได้ “ถึงเวลาแล้ว ที่เราจะช่วยกันหยุดภาวะโลกร้อน- Stop Global Warming Now

ก้มหน้ารับผลกรรมที่ไม่ได้ก่อขึ้น

ขณะที่ประชากรในเมืองใหญ่ของโลก ตัวการของภาวะโลกร้อน กำลังนั่งเย็นใจอยู่ในห้องปรับอากาศ และทำกิจกรรมที่มีส่วนเพิ่มอุณหภูมิของโลกอยู่ตลอดเวลา อีกมุมหนึ่งของโลกยังมีสิ่งมีชีวิตอีกเผ่าพันธุ์หนึ่งกำลังก้มหน้ารับผลกรรมที่พวกมันไม่ได้ก่อขึ้น

ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ชัดเจนที่สุดอย่างหนึ่งในขณะนี้คือ น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหาสมุทรอาร์กติกบริเวณขั้วโลกเหนือ... บ้านของหมีขั้วโลก

มีรายงายการวิจัยระบุว่า ฤดูร้อนซึ่งคืบคลานมาเร็วผิดปรกติ ทำให้หมีขั้วโลกล่าแมวน้ำซึ่งเป็นอาหารของพวกมันได้น้อยลง และจะต้องว่ายน้ำไกลขึ้นเพื่อกลับขึ้นสู่ฝั่ง ด้วยสภาพร่างกายอันอ่อนล้า ทั้งที่ยังได้อาหารไม่มากพอ น้ำหนักเฉลี่ยของหมีขั้วโลกลดลง รวมถึงแม่หมีให้กำเนิดลูกหมีน้อยลงถึง 10% เมื่อเทียบกับ 20 ปีก่อน และหากอัตราการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดว่าหมีขั้วโลกอาจสูญพันธุ์ภายในสิ้นศตวรรษนี้ สภาพอันเลวร้ายที่หมีขั้วโลกเผชิญอยู่ เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าวิกฤตภาวะโลกร้อนไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้ว ยังมีปรากฏการณ์อีกมากมายในโลก...

และในประเทศไทย มีสัญญาณเตือนว่า หายนะจากภาวะโลกร้อนจะมาเยือนเร็วกว่าที่คิด

โดยเฉลี่ยแล้วคนอเมริกันก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 15,000 ปอนด์ (ประมาณ 6,750 กิโลกรัม) ในทุก ๆ ปี จากรถยนต์ส่วนตัว การใช้พลังงานในครัวเรือน และจากกระบวนการผลิตสิ่งอุปโภคบริโภคทั้งหลาย ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน แล้วถ้าคนทั่วโลกหลายพันล้านคนรวมกันแล้วจะก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สักเท่าไรกันหนอ...

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความแปรปรวนของภูมิอากาศเฉพาะประเทศไทยเองในปีที่ผ่านมา ก็มีพายุคลื่นลมแรง เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ รวมถึงโรคระบาดที่มากับน้ำซึ่งมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนก็ประสบภาวะแล้งจัด ส่งผลให้พืชผลการเกษตรเสียหาย ทั้งเกิดไฟป่าลุกลามในหลายพื้นที่

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ได้ฟันธงแล้วว่าสาเหตุของโลกร้อนนั้น 90% มาจากการที่มนุษย์เผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล อันเป็นการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไป ฉะนั้นในการใช้ชีวิตของเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

เราคงต้องร่วมกันเปลี่ยนแปลง เราทุกคนมีพลังมากพอที่จะสร้างความแตกต่างให้โลกใบนี้ได้ การเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิตในแต่ละวันเพียงน้อยนิดของทุก ๆ คนจะนำไปสู่การช่วยบรรเทาภาวะโลกร้อนที่กำลังคุกคามเราได้ เริ่มจากที่บ้าน ในที่ทำงาน ขณะกำลังเดินทาง – ช่วยผลักดันประเด็นนี้ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศและระดับนานาชาติ

นอกจากนี้ ขอให้ทุกคนหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ซึ่งเป็นการช่วยลดการกระจายของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ด้วยตัวคุณเอง หรือการลด ละ เลิกพฤติกรรมบางอย่าง เพราะภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องไกลตัวคนไทยอีกต่อไป มันได้มาเคาะประตูบ้านของเราแล้ว

ลงมือร่วมกัน หยุดภาวะโลกร้อนได้ที่ www.stopglobalwarming.org


ทฤษฎีเพี้ยนๆ ของเข็มทิศเบี้ยวๆ ไม่ไขปริศนา “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา”

     ความลึกลับของ “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” ยังคงเป็นที่กล่าวถึงในความ “อาถรรพ์” จากการหายไปอย่างลึกลับของเรือเดินสมุทร เครื่องบินหรือแม้แต่เรือพายขนาดเล็ก ที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน ข้อสงสัยเกี่ยวกับ “สามเหลี่ยมปีศาจ” นี้เป็นโจทย์ที่ท้าทายให้วิทยาศาสตร์หา “คำตอบ” เช่นเดียวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติอื่นๆ ที่ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้
       
       สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมในทะเลซึ่งมีเนื้อที่ 1.5 ล้านตารางไมล์ กินพื้นที่เบอร์มิวดาซึ่งเป็นหมู่เกาะในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือไล่ไปยังฟลอริดาถึงเปอร์โตริโก พื้นที่แห่งปริศนานี้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกใน พ.ศ.2493 โดย อี วี ดับเบิลยู โจนส์ (E.V.W.Jones) ที่เล่าถึงการหายไปอย่างลึกลับของเรือและเครื่องบินหลายลำ ผ่านการเผยแพร่ในข่าวล้อมกรอบของเอพี พร้อมกับขนานนามพื้นที่สามเหลี่ยมลึกลับนี้ให้เป็น “ทะเลของปีศาจ”

ปริศนาของสามเหลี่ยมลึกลับถูกกระพือด้วยแรงหนังสือ
       
       
หลังจากนั้นก็มีการรายงานถึงปริศนาของการหายไปในพื้นที่สามเหลี่ยมนี้อีกหลายครั้ง จนกระทั่ง พ.ศ.2517 ชารลส์ เบอร์ลิตซ์ (Charles Berlitz) ได้เขียนหนังสือเรื่อง “สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา” (the Bermuda Triangle) ซึ่งเป็นหนังสือขายดีติดอันดับ “เบสต์เซลเลอร์” (Best-seller) ทำให้สามเหลี่ยมปีศาจนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และ “เที่ยวบินที่ 19” (Flight 19) อันเป็นเที่ยวบินฝึกหัดทิ้งระเบิดของทหารอากาศสหรัฐ (U.S. Navy aircraft) ก็ได้กลายเป็นการหายไปที่โด่งดังที่สุด
       

       ภายในเที่ยวบินที่ 19 มีลูกเรือ 5 คน ซึ่งมีเพียงผู้บังคับการเพียงคนเดียวที่ไม่ใช่นักบินฝึกหัด พวกเขาเริ่มบินจากเมืองฟอร์ท ลอเดอร์เดล (Ft. Lauderdale) ของฟลอริดาในเวลาประมาณบ่าย 2 ของวันที่ 5 ธ.ค.2488 ซึ่งจากการสื่อสารทางวิทยุผู้บังคับการแจ้งว่าเข็มทิศไม่ทำงานและเชื่อว่าฝูงบินกำลังอยู่เหนือหมู่เกาะเล็กๆ ที่น่าจะเป็นฟลอริดา คีย์ (Florida Keys) นั่นหมายความว่าฝูงบินได้ห่างจุดหมายออกไปทางทิศตะวันตก โดยเขาคิดว่ากำลังนำฝูงบินไปยังฟลอริดามุ่งสู่ทิศเหนือ บัดนั้นสภาพอากาศก็ยิ่งเลวร้ายและการติดต่อก็ขาดหายไปเป็นช่วงๆ จากนั้นลูกเรือทั้ง 5 คนก็สาบสูญไป
       
       ทั้งนี้เบอร์ลิตซ์ได้ตั้งข้อสังเกตว่าฝูงบินของเที่ยวบินทิ้งระเบิดเหล่านั้นถูกออกแบบให้ลอยน้ำได้เป็นเวลานาน ดังนั้นน่าจะพบพวกเขาในวันถัดมาซึ่งมีรายงานว่าเป็นวันที่ทะเลสงบ แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าเรือบินทิ้งระเบิดไม่อาจทนต่อสภาพทารุณของทะเลได้ ขณะเดียวกันเรือบินของหน่วยกู้ภัยและค้นหาที่พยายามตามหาพวกเขาโดยได้พยายามหาทั้งคืนของวันนั้นแต่ก็คว้าน้ำเหลว โดยทีมเรือบินค้นหาที่ชื่อ “มาร์ติน มารินเนอร์” (Martin Mariner) ซึ่งมีอยู่ 2 ลำ ก็มีลำหนึ่งหายไปอีก ส่วนอีกลำสามารถไปถึงยังเป้าหมายตามกำหนด
 

เส้นแดงคือเส้นอะกอนิกที่มีจุดปลายอยู่ที่ทิศเหนือแม่เหล็กและใต้แม่เหล็ก ซึ่งอำนาจของสนามแม่เหล็กจะเบนให้เข็มทิศชี้ไปยังเกาะปรินซ์ออฟเวลส์ของแคนาดา

     พร้อมกันนี้ความลึกลับของทีมค้นหาที่สาบสูญไปก็สร้างความสงสัยให้กับคนทั่วไปอีกไม่น้อย และเจ้าเรือบินดังกล่าวที่ถูกขนานนามว่า “ระเบิดบินได้” หรือ “ถังแก๊สบินได้” ก็ดูเหมือนจะระเบิดไประหว่างปฏิบัติภารกิจ โดยมีพยานรู้เห็นที่เป็นลูกเรือของเรือพาณิชย์ที่อ้างว่าพวกเขาเห็นการระเบิดกลางอากาศและได้ล่องผ่านซากที่พวกเขาคิดว่าน่าจะเป็นถังน้ำมันและเศษเครื่องบิน ความน่าสงสัยยิ่งเพิ่มเข้าไปอีกเมื่อรายงานของราชการทหารได้บันทึกถึงอุบัติเหตุครั้งนั้นว่าเป็น “สาเหตุหรือเหตุผลที่ไม่ทราบ”

จุดแดงในรูปคือจุดที่แสดงทิศเหนือจริง และทิศเหนือแม่เหล็กอยู่ห่างออกมาทางทิศใต้ของทิศเหนือจริง 1,500 ไมล์ และเส้นสีแดงคือเส้นอะกอนิกที่พุ่งไปทิศใต้แม่เหล็กยังทวีปแอนตาร์กติกา ขณะที่ชายฝั่งของฟลอริดาขั้วโลกเหนือและขั้วแม่เหล็กเหนือจะอยู่ในเส้นเดียวกัน เพราะทิศเหนือแม่เหล็กจะชี้จากขั้วเหนือและใต้จริงๆ ที่นี่


สรรหาคำตอบมาไขความเร้นลับ
       
       คนอ่านซึ่งเป็นแฟนๆ ของเบอร์ลิตซ์ต่างสรรหาคำอธิบายมากมายเพื่อจะให้คำตอบว่าทำไมเรือหรือยานบินต่างๆ จึงได้หายไปอย่างลึกลับ บ้างก็ว่าพายุได้พัดพาให้วัตถุใดๆ ที่เข้าใกล้จมหายไป บ้างก็ว่ามีการลำเลียงวัตถุที่เฉียดเข้าพื้นที่สามเหลี่ยมนี้ด้วยเทคโนโลยีจากนอกโลก บ้างก็สันนิษฐานว่าการคมนาคมที่หนาแน่นเกินไปทำให้เกิดอุบัติเหตุได้มาก หรือบางคนก็คิดไปไกลว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นช่องทางที่ไปถึงอาณาจักรแอตแลนติสที่สูญหายไป และอีกหลายๆ เหตุผลทั้งปรากฏการณ์ธรรมชาติและเหนือธรรมชาติอีกมากมาย
       
       ท่ามกลางการสรรหาทฤษฎีมาแก้ปมปริศนานี้ ดูเหมือนว่าการใช้ทฤษฎีการผันแปรแม่เหล็กโลก (Magnetic Variation Theory) อธิบายความเร้นลับจะเป็นของ “เก๊” มากที่สุด โดยทฤษฎีดังกล่าวไม่มีใครรู้จักมาก่อน จนกระทั่งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมายามชายฝั่งได้เขียนเป็นจดหมายน้อยๆ ที่ด่วนสรุปโดยไม่ได้ไตร่ตรองถึงความถูกต้อง และทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อีกทั้งการที่พวกเขาใส่ชื่อตัวเองลงไปยิ่งทำให้ความน่าเชื่อของทฤษฎีลดลงไปอีก ดูกันว่าพวกเขาอธิบายไว้ว่าอย่างไร

ทฤษฎีเข็มทิศผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวไปจากความจริง
       “ทฤษฎีอันนับไม่ถ้วนที่พยายามอธิบายการหายไปนั้นถูกประเคนให้กับพื้นที่ตลอดประวัติศาสตร์ แต่ที่ถูกต้องมากที่สุดดูจะเป็นความผิดปกติของสิ่งแวดล้อมและความผิดพลาดของมนุษย์ การหายไปส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะเป็นเพราะลักษณะทางสิ่งแวดล้อมที่ผิดไปจากพื้นที่อื่นในโลก อย่างแรก “สามเหลี่ยมปีศาจ” เป็น 1 ใน 2 ของสถานที่ซึ่งเข็มทิศไม่ได้ชี้ไปทางทิศเหนือจริงๆ ทั้งที่ปกติมันต้องชี้ไปทางทิศแม่เหล็กเหนือ”
       

       “ความแตกต่างระหว่าง 2 จุดนี้รู้จักกันดีคือการผันแปรของเข็มทิศ (Compass Variation) ซึ่งจะทำให้คลาดเคลื่อนไปไกลถึง 20 องศาเมื่อเดินทางรอบโลกทุกๆ 1 องศา และถ้าการเปลี่ยนแปลงของเข็มทิศหรือความคลาดเคลื่อนนี้ไม่ได้รับการแก้ไข ผู้เดินเรือจะพบตัวเองห่างจากเส้นทางไปไกลโข

เข็มทิศไม่ว่าอยู่ที่ใดบนโลก็จะเบนเข็มไปยังแคนาดาไม่ใช่ทิศเหนือจริงที่พิจารณาจะเส้นลองติจูด

        คำกล่าวข้างต้นนี้อ้างเหตุผลโดยผิดหลักอย่างมาก เราคงต้องมาทำความเข้าใจถึงการผันแปรของแม่เหล็ก หรือเข็มทิศกันใหม่เพราะหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ การเปลี่ยนแปลงของเข็มทิศไม่ได้หมายความว่าเข็มทิศจะชี้ไปผิดทิศผิดทางเพราะอย่างไรเสียเข็มทิศก็ชี้ไปยังทิศเหนือแม่เหล็กวันยังค่ำ ปัญหาของเรื่องนี้คือทิศเหนือแม่เหล็กไม่ได้อยู่ที่ขั้วโลกเหนือแต่อยู่ห่างออกไป 1,500 ไมล์
 

หากมุ่งตามเข็มทิศ จุดหมายก็จะอยู่ที่แคนาดาหาใช่กรีนแลนด์

เปรียบเทียบเข็มทิศในด้านขวาคือภาพเข็มทิศในจินตนาการของเรา แต่เอาเข้าจริงๆ ทิศเหนือจากเข็มทิศจะเบนไป 20 องศาหากพิจารณาที่เกาะอะซอร์ในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ดังรูปเข็มทิศด้านซ้าย
       
       

       ถ้าตราบใดที่เรายังใช้เข็มทิศเป็นตัวบอกทิศตราบนั้นเข็มทิศก็จะเบนเข็มไปยังทิศเหนือของโลกที่เกาะปรินซ์ออฟเวลส์ (Prince of Wales) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา โดยสนามแม่เหล็กของโลกสามารถเปรียบเทียบได้กับเส้นแม่เหล็กที่วิ่งผ่านโลกจากเหนือไปใต้ ซึ่งจุดปลายของเส้นแม่เหล็กทั้งสองด้านคือทิศเหนือแม่เหล็กเหนือและทิศใต้แม่เหล็ก ทั้งนี้ตัวเส้นแม่เหล็กเองเป็นแกนซึ่งทางธรณีฟิสิกส์เรียกว่า “เส้นอะกอนิก” (Agonic Line)
       

       ดังนั้นขั้วโลกเหนือในทางภูมิศาสตร์ที่เราหลงเข้าใจกันว่าเป็นขั้วเหนือจริงๆ จึงมิได้เป็นจุดที่เข็มทิศชี้ไปแต่อย่างใด และจุด N ที่เข็มทิศชี้ไปก็ไม่ได้หมายความว่าจะนำทางเราไปยังขั้วโลกเหนือ แต่จะนำเราไปยังเกาะปรินซ์ออฟเวลส์ของแคนาดาต่างหาก และถ้าความจริงว่าทิศแม่เหล็กเหนือนั้นไม่ได้อยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือไปไกล 1,500 ไมล์ ก็จะไม่สร้างปัญหาทำให้นักเดินทางต้องสับสนเลย

การหายไปของเรือบิน "มาร์ติน มารินเนอร์" ที่ตามหาฝูงบินที่ 19 ก็ยังคงเป็นปริศนาอีกเช่นกัน

ต้องรู้องศาที่แตกต่าง จึงจะเดินทางถึงขั้วโลกเหนือ
       
       การจะแก้ความคลาดเคลื่อนนี้นักเดินทางจะต้องรู้ความแตกต่างขององศาระหว่างทิศเหนือแม่เหล็กที่แม่เหล็กชี้ไปกับและทิศเหนือจริงที่พิจารณาจากจุดปลายของเส้นลองติจูด ยกตัวอย่างเช่นที่เกาะอะซอร์ส (Azores Island) มีความแตกต่างกัน 20 องศาระหว่างทิศเหนือแม่เหล็กและทิศเหนือจริง ซึ่งเราจะไม่สามารถเดินตาม N ในเข็มทิศได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นปลายทางของเราจะไปจบที่แคนาดาแทนที่จะเป็นกรีนแลนด์ โดยเราจะมุ่งหน้าไปยังทิศที่ต่างออกไป 20 องศาสู่ทิศเหนือจริง
       
       นั่นคือความหมายของการผันแปรของเข็มทิศหรืออธิบายได้ว่าความแตกต่างระหว่างขั้วโลกเหนือกับขั้วเหนือแม่เหล็กนั้นขึ้นอยู่ที่ตั้งของแต่ละสถานที่ และเป็นเหตุผลว่าสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ไม่มีทิศที่ผิดที่ผิดทางแตกต่างไปจากส่วนอื่นๆ ของโลก เพราะเข็มทิศก็ชี้ไปยังทิศแม่เหล็กเหนือไม่ใช่ขั้วโลกเหนือเหมือนกันหมดทั่วโลก
       ส่วนสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาจะมีอาถรรพ์จริงหรือไม่ ก็คงต้องรอการพิสูจน์และหลักฐานที่เชื่อถือได้ต่อไป


ถังหูหลู

จันเขา


 


ปริศนา หีบแห่งพันธะสัญญา


หีบพันธะสัญญา The Ark of Covenant เป็น หีบที่สร้างขึ้นตามพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อเป็นที่บรรจุแผ่นหินจารึกบัญญัติ 10 ประการของพรองค์ ที่ประทานแก่ โมเสส ในระหว่างที่เขาพาพวกฮีบรูเร่ร่อนอยู่กลางทะเลทราย อันกันดาร หีบแห่งพันธะสัญญานั้นเป็นวัตถุมงคลที่ถูกแบบนำหน้าขบวนชนชาวฮีบรูตลอดการ เดินทาง ถูกนำไปประดิษฐานในวิหารโซโลมอน ถูกนำแบกรอบเมือง เจริโค เมื่อครั้งโจชัว ทำลายเมืองนั้น เรื่องราวในพระคัมภีร์ไบเบิลเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิฤทธิ์ของหีบ ที่จะทำลายล้างผู้บังอาจเข้าไปแตะต้อง ก็จะถูกเพลิงเผาพลาญตาย

เรื่องราวของหีบแห่งพันธะสัญญามีปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์เก่า เล่ม Exodus ที่บอกไว้ว่า พระเจ้ามีพระบัญชาให้โมเสสสร้างหีบแห่งพันธะสัญญาและทาเบอร์เนเคิล (Tabernacle) หรือ ศาลที่ประดิษฐานหีบนี้ขึ้น พระองค์ตรัสว่า “เจ้า จะสร้างทาเบอร์เนเคิลเป็นที่สถิตของเรา ณ ที่นั่น เราจะติดต่อกับเจ้าจากการุณอาสน์ จากระหว่างเทพยดา 2 องค์บนหีบ แห่งพันธะสัญญา” (Exodus XXV:22) ตามโองการของพระเจ้า ลักษณะและสัดส่วนของหีบพันธะสัญญา เป็นหีบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ทำด้วยไม้ชิดติม (Shittim) ยาว 2.5 คิวบิท กว้าง และสูงเท่ากัน คือ 1.5 คิวบิท (เทียบหน่วยคิวบิทของอียิปต์ ซึ่ง 1 คิวบิทเท่ากับ 525 ซ.ม. หีบก็จะยาว 1.3 เมตร กว้างและสูง 76 ซ.ม.)

ลักษณะคร่าว ๆ

บุด้านนอกและด้านในด้วยแผ่นทองคำ โดยรอบหีบด้านบนยกเป็นขอบสูงขึ้นเล็กน้อย ที่มุมสี่ด้านมีห่วงทองคำสำหรับสอดไม้คาน เพื่อแบกหามเวลาเดินทาง และไม้คานดังกล่าวก็ทำจากไม้ชนิดเดียวกันหุ้มด้วยแผ่นทอง และมีคำสั่งห้ามถอดไม้คานออกด้วยครับ

ส่วนฝาหีบ มีชื่อเรียกว่า Mercy Seat หรือ “การุณอาสน์” มีขนาดรับกับตัวหีบ และบุแผ่นทองเช่นเดียวกัน ด้านบนมีเทวดาสององค์สยายปีก หันหน้าเข้าหากัน ปีกทั้งสองโอบคล้ายซุ้มโค้งเหนือหีบ

นอก จากส่วนต่าง ๆ ของหีบแล้ว เรื่องราวบางตอนที่เล่าขานที่ผู้ใดแตะต้องต้องถึงแก่ความตายนั้น ก็ไม่มีร่องรอย ไม่มีเศษซาก ใด ๆ หลงเหลืออยู่ จากหีบที่กลายเป็นตำนานก็ยังเลื่อนลอย ในหลาย ๆ ด้าน นอกจากในพระคัมภีร์ ก็ไม่อาจยืนยันได้ว่ามีจริงหรือไม่ ครับ

 

ปีเตอร์ แวน มุสเซนโบรค

อย่าง ไรก็ตาม ก็มีผู้ช่างคิดช่างสงสัย วิเคราะห์แล้วบอกว่า หีบนั้นหุ้มด้วยแผ่นโลหะต่างหาก ทั้งด้านในและด้านนอกครับ อีกทั้ง รูปเทวดาสยายปีกอีกด้วย

ทำให้ชวนนึกถึงอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ ที่ประดิษฐ์ขึ้นใน ศตวรรษที่ 16 นั่นก็คือ ขวดแก้วไลเดน (Leyden Jar) ซึ่ง ปีเตอร์ แวน มุสเซนโบรค ได้คิดค้นขึ้น เมื่อปี ค.ศ. 1745

ขวดแก้วไลเดน เป็น อุปกรณ์เก็บสะสมประจุไฟฟ้า แบบง่าย ประกอบด้วยขวดแก้วที่มีแผ่นตะกั่วบาง ๆ ปิดทับผิวขวด ทั้งด้านในและด้านนอก สูงห่างจากปากขวดสัก 1 ใน 3 ของความสูงขวด ปากขวดปิดด้วยฝาไม้ซึ่งมีแผ่นทองเหลืองสอดทะลุผ่านลงมา ปลายของแท่งทองเหลืองเป็นปุ่มกลม ๆ ส่วนปลายล่างที่หย่อนลงมาในขวดต่อกับโซ่โลหะสั้น ๆ ที่ยาวลึกลงมาถึงส่วนที่มีแผ่นตะกั่วปิดทับ


แผ่น ตะกั่วทั้งสองด้านก็จะกลายเป็นเพลท หรือขั้วไฟฟ้าลบ (ด้านนอก) ไฟฟ้าขั้วบวก (ด้านใน) ครับ โดยมีเนื้อแก้เป็นฉนวน เมื่อผิวด้านนอกขั้วลบ ต่อกับสายดินหรือ่านตัวนำใด ๆ ลงดิน ก็จะเกิดประจุไฟฟ้าขึ้น และสะสมอยู่ภายในขวด หากปุ่มกลม ที่ปลายบนของแท่งทองเหลืองสัมผัส กับตัวนำประจุไฟฟ้าก็จะปล่อยออกมานั่นเองครับ และถ้าสิ่งที่เป็นตัวนำอย่างคนไปแตะเข้า เขาคนนั้นก็จะถูกไฟฟ้าช๊อตสะดุ้งเลยทีเดียว

เป็น ไปได้หรือไม่ว่า หีบแห่งพันธะสัญญา นั้นเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีหลักการคล้ายคลังกับขวดแก้วไลเดนนี้ โดยมีแผ่นทองที่บุด้านในและด้านนอกเป็นเพลท ไม้ตัวหีบเป็นฉนวน ส่วนฝาหีบนั้นอาจจะแตกต่างจากหลักการของขวดแก้วไลเดน อยู่บ้างเพราะฝาขวดไลเดนจะไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เพียงแต่มีแท่งโลหะที่เป็นสื่อไฟฟ้าสอดผ่าน ส่วนฝาหีบแห่งพันธะสัญญานั้นทั้งบุแผ่นทองทั้งมีรูปเทวดาทองคำอยู่สององค์ ซึ่งล้วนแต่เป็นสื่อไฟฟ้าทั้งนั้น จึงสันนิษฐานว่า เทวดาสององค์นั้นรูปหนึ่ง น่าจะเชื่อมกับแผ่นทอง ที่บุด้านนอกหีบและทำหน้าที่เป็นขั้วลบที่ต่อลงดิน ส่วนเทวดาอีก รูปก็น่าจะต่อเชื่อมกับแผ่นทองที่บุด้านในหีบและทำหน้าที่เป็นขั้วบวก หีบจึงเป็นตัวเก็บประจุไฟฟ้านั่นเองครับ

ความแรงของประจุไฟฟ้า

ทาง ด้านขวดแก้วไลเดนนั้นมีขนาดเท่ากับขวดกาแฟความจุ 500 กรัม สามารถเก็บประจุไฟฟ้าได้ประมาณ 200 โวลต์ นับว่าไม่น้อยเลยนะครับ ส่วนหีบพันธะสัญญานั้นใหญ่กว่ามาก ถึง 125 เท่า จึงเก็บประจุไฟฟ้าได้มหาศาลเลยทีเดียว แถมยังปล่อยประจุไฟฟ้าออกมาได้นานกว่าด้วย ดังนั้น ศักยภาพในการเก็บและปล่อยประจุไฟฟ้า นั้น ก็สามารถแรงพอสำหรับคนที่แตะต้อง ถูกช๊อตถึงตายได้เลย

ใน Leviticus X: 1-2 มี เรื่องเล่าวถึงนาดับกับอบิลลู บุตรชายของอารอน ว่า ทั้งสองนำกระถางเครื่องหอมเข้าไปใน ทาเบอร์เนเคิล (ศาลที่ประดิษฐานหิบ) และจุดไฟขึ้น สักการะพระเจ้าด้วยไฟ แต่พระองค์ทรงห้าม และพระองค์ก็บันดาลให้มีไฟบังเกิดขึ้นและกลืนกินเขาทั้งสอง จึงตายลงเบื้องหน้าพระองค์ และใน II Samuel VI:6-7 เขียน ไว้ว่า ขณะกษัตริย์เดวิดนำหีบแห่งพันธะสัญญาไปยังเยรูซาเลม นั้น อุซซาคนขับเกวียนก็ ยื่นมือของเขาไปยังหีบ และจับหีบไว้เนื่องจากวัวที่จูงนั้นทำให้หีบโยกคลอน การกระทำของอุซซาก่อความกริ้วโกรธของพระเจ้าขึ้นพระเจ้าจึงลงโทษ ให้เขาล้มตายลงข้างหีบทันที

พลังอำนาจใดเล่าที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้? ปาฏิหาริย์แห่งพระเจ้าหรือ? หรือจะเป็นเพียงไฟฟ้าลัดวงจรธรรมดา

ฝา หีบ แห่งพันธะสัญญาเรียกกว่า การุณอาสน์นี้ดูจะเป็นส่วนสำคัญที่สุดของหีบ โดยทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมหรือสวิทช์ ที่จะต่อวงจรให้ครบ หากปราศจากฝาเสียแล้ว หีบแห่งพันธะสัญญาก็คงจะเป็นหีบทองธรรมดา ๆ ที่ไม่มีอิทธิฤทธิ์อันใด นอกจากนั้น ฝาหีบกับตัวหีบยังต่อเชื่อมกันได้สนิทด้วยขอบที่ยกสูงโดยรอบ นับเป็นการออกแบบอย่างรอบคอบเพื่อแก้จุดอ่อนระหว่างรอยต่อได้เป็นอย่างดี อีกด้วยครับ

นอก จากนั้นแล้ว ไม้คานสำหรับหามหีบซึ่งเป็นไม้ยาวหุ้มแผ่นทอง นั้นเข้าใจว่า ห่วงทองทั้งสี่ติดกับไม้ตัวหีบและผ่านทองด้านนอกโดยไม่ต้องสัมผัสกับแผ่น ทองด้านใน คนหามจึงสามารถหามหีบไปได้อย่างปลอดภัย เพราะประจุไม่ครบวงจรนั่นเอง และนั่นจึงมีคำสั่งว่าห้ามถอดไม้คานออกจากห่วงนั้นอีกด้วยครับ

ใน ทัศนะนี้ หีบแห่งพันธะสัญญาจึงเป็นเครื่องมือที่ได้รับการออกแบบมาอย่างชาญฉลาดซับ ซ้อน แสดงว่าผู้ออกแบบต้องมีความรู้และภูมิปัญญาเป็นเลิศในเรื่องการทำงานของไฟ ฟ้า คงจะมีข้อสงสัยที่ว่า เป็นไปได้หรือที่คนในยุคโบราณเช่นนั้นจะมีความรู้ก้าวหน้าในเรื่องไฟฟ้าถึง เพียงนี้ ในขณะที่โลกยุคปัจจุบันก็เพิ่งมาพบและเข้าใจ กับนักประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่กี่ร้อยมานี้เอง

แต่ อันที่จริงแล้ว คนเราก็รู้จักไฟฟ้าสถิตที่เกิดจากการถูแท่งอำพันกับขนสัตว์มานานแล้วครับ เรื่องนี้ปรากฏในบันทึกของธาลีสชาวกรีก เขียนไว้เมื่อ 600 ปีก่อนคริสตกาล จากคำวาElectricity นั้นก็มาจากคำว่าอำพันนั่นเอง

แบกแดดแบตตารี่
 


นอก จากนั้น ในปี 1938 ดร.วิลเลม โคนิก นักโบราณคดีชาวเยอรมันที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ ชาติของอิรักได้พบขวดดินเหนียว ขนาดเล็ก ขวดเหล่านี้จุกปากด้วยน้ำมันดิน มีแท่งเหล็กแทงทะลุจุกลงไปภายใน และโดยรอบแท่งเหล็กมีกระบอกทองแดงล้อมรอบ หลายคนคงจะเคยได้ยินกันในนาม แบกแดดแบตตารี่ นั่นเองครับ

หาก อุปกรณ์เหล่านี้ เช่นแจกัน ทองแดง อุปกรณ์ชุบโลหะ หรือเครื่องเคลือบ และการชุบเงินด้วยอุปกรณ์บางอย่างแล้ว นั้นสิ่งของเหล่านี้นั้นล้วนมาจากอาณาจักรสุเมเรียน 2500 ปีก่อน คริสตกาล ในขณะที่ แบกแดดแบตตารี่พบเมื่อ 250 ปีก่อน คริสตกาล

จาก หลักฐานคาดว่าคนโบราณรู้จักกฎพื้นฐานของการเหนี่ยวนำไฟฟ้า และสารเคมี ทั้งนำมาใช้แยกและชุบโลหะแล้ว ก่อนหน้ายุคของโมเสส เมื่อประมาณ พันปีก่อน แล้วครับ

ทาเบอร์เนเคิล ศาลหรือวิหารที่ประดิษฐานหีบแห่งพันธะสัญญา


ทาเบอร์เนเคิล มาจากภาษาลาติน Tabernaculum แปลว่า กระโจม, กระท่อม, หรือเพิง ส่วนภาษาอิสราเอล เรียกว่า Mishkan แปล ว่า ที่สถิตของพระเจ้า เป็นอาคารแบบน๊อคดาวน์ สามารถถอดรื้อ เคลื่อนย้ายและประกอบได้ง่ายครับ เพื่อเหมาะแก่การอพยพของชาวฮีบรูนั่นเอง มันมีแค่โครงไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ภายในคลุมด้วยหนังสัตว์ ส่วนในไบเบิล บอกว่า ทาเบอร์เนเคิล ประกอบด้วย แผ่นไม้ชิตติม ปักลงไปลงไปในดินผูกเรียงชิดติดกัน เป็นด้านข้างทั้งสองด้านละ 20 แผ่น ด้านหลังอีก 20 แผ่น แล้วปล่อยให้ด้านหน้าเปิดเป็นทางเข้า

โดย ไม้แต่ละแผ่นยาว 10 คิวบิท (5.2 เมตร) กว้าง 1.5 คิวบิท (76 ซ.ม.) และเมื่อประกอบเสร็จมันจะกว้าง 6.4 เมตร ยาว 15.8 เมตร และสูง 4.3 เมตร และส่วนที่จมลงไปในดินอีก 91 ซ.ม.

ใน ไบเบิลพรรณาว่า ทาเบอร์เนเคิล ได้รับการตกแต่ง ประดับประดาอย่างซับซ้อนหรูหรางดงามด้วยสีสันของแพรพรรณหลายชั้นหลายทบที่ ใช้คลุม ผนังข้างคลุมทับสามถึงสี่ชั้นด้วยผ้าลินินปัก ม่านขนแพะ หลังคาทำด้วยหนังแพะ ส่วน แท่นบูชา โต๊ะ และเสาค้ำยันต่าง ๆ ล้วนทำด้วยทองคำ

สำแดงอิทธิฤทธิ์

ความ ลึกลับของหีบแห่งพันธะสัญญานั้น ก็คือ การปล่อยประจุไฟฟ้า เพราะถ้าหากนำหีบไปตั้งที่ที่เป็นฉนวน ไม่มีสื่อไฟฟ้าอื่นใด แล้ว อิทธิฤทธิ์ของหีบนั้น ก็มีเพียงแค่ประกายเรืองแสงเท่านั้นเอง

 แต่ การตกแต่งของทาเบอร์เนเคิล นั้น ต้องมีการสร้างความตื่นเต้นแก่ผู้พบเห็นได้มากทีเดียว นั่นก็คือ ภายในทาเบอร์เนเคิลน่าจะเรืองแสงสะท้อนเมื่อหีบปล่อยประจุออกมา แต่เนื่องจากหีบพันธะสัญญาเป็นวัตถุชนิดเดียวในกระโจมที่ครบวงจร ประจุไฟฟ้าก็จะกระโดดอยู่ระหว่างรูปเทวดาสององค์บนฝาหินเท่านั้น แต่ ทว่าแสงที่ทำให้มันสว่างเรืองออกมาทั้งทาเบอร์เนเคิลได้นั้น ก็มาจากไฟฟ้าสถิต จากผ้าลินิน ขนแพง และหนังสัตว์นั่นไงล่ะครับ การขัดสีระหว่างวัสดุเหล่านี้ ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตจำนวนมหาศาลทีเดียว แถมยังแผ่ไปยังทุกพื้นผิวที่เป็นสื่อ แม้ประจุแรกเริ่มนั้นจะอ่อนก็ตามที แต่มันก็สามารถสะสมพลังงานขึ้นเรื่อง ๆ จากชั้นบรรยากาศที่แห้งสนิทของทะเลทราย ก็อาจทำให้ประจุไฟฟ้าเพิ่มขึ้นได้อีกเช่นกันนะครับ

แล้ว ทีนี้ ก็จะเกิดแสงเรืองไปทั่ว ทาเบอร์เนเคิลได้อย่างแน่นอนชัว เลย จากปรากฏการณ์นี้อยู่ที่ความต้านทานของอากาศ กับช่องว่างระหว่างปีกของเทวดาสององค์ ต้องสร้างความสัมพันธ์กันนั้นแล้ว ประจุภายในหีบก็จะก่อตัวขึ้นมีกำลังแรงเหนือความต้านทานของอากาศก็ใช้เวลา นานพอสมควร และเมื่อถึงเวลาที่รอคอย ทั่วทั้ง ทาเบอร์เนเคิลก็มีไฟฟ้าสถิตอยู่เต็มไปหมด


พัฒนาการของนาฬิกา

1. นาฬิกาเงาของอียิปต์ เมื่อประมาณ 1,500 ปีก่อนคริสตกาล มี ความคลาดเคลื่อน 15 นาที ต่อวันเป็นนาฬิกาที่แบ่งเวลากลางวันเป็น 10 ส่วน กับยามสนธยาอีก 2 ส่วน


2. นาฬิกาน้ำของอียิปต์ เมื่อประมาณ 1,400 ปี ก่อนคริสตกาล คลาดเคลื่อนไม่เกิน 15 นาที ต่อวัน โดยอาศัยน้ำหยดออกจากรูข้างใต้ภาชนะ
The image “http://www.fasote.org/travels/eg/clock.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.
3. นาฬิกาลูกตุ้มแฮร์ริสัน พ.ศ. 2269 คลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 วินาที ต่อเดือน มีก้านไม้ที่เคลื่อนไหวได้ติดแผ่นจานและล้อหมุนทีทำมาจากจานไม้โอ๊ค
The image “http://grandfatherclocksplus.com/shop/images/items/610-889.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.
4. นาฬิกาพก ต้นศตวรรษ 1900 คลาดเคลื่อนไม่เกิน 30 วินาทีต่อสัปดาห์ ใช้กำหนดตารางเวลาของรถไฟ
The image “http://people.cornellcollege.edu/aault/books/H-4.JPG” cannot be displayed, because it contains errors.
5. นาฬิกาควอร์ตซ์เครื่องแรก พ.ศ. 2470 เครื่องต้นแบบมีความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 วินาทีใน 1 ปี นาฬิการุ่นหลัง ๆ คลาดเครื่อนไม่เกิน 1 วินาทีใน 3 ปี ทำงานโดยวัดการสั่นของผลึกแร่ควอร์ตซ์ที่เกิดจากการกระตุ้นของกระแสไฟฟ้า

6. นาฬิกาอะตอมแอมโมเนีย เครื่องแรก พ.ศ. 2492 คลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 วินาทีใน 5 ปี ทำงานโดยการวัดรีโซแนนซ์ของโมเลกุลแอมโมเนียเมื่อมีปฏิกิริยากับคลื่นไมโครเวฟ
The image “http://www.qsl.net/la5ki/big/atcl5.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.
7. นาฬิกาซีเซียมเครื่องแรก พ.ศ. 2498 คลาดเคลื่อนไม่เกิน 1 วินาทีใน 100 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2510 มีการกำหนดเวลา 1 วินาทีเท่ากับ ความถี่รีโซแนนซ์ของอะตอมธาตุซีเซียม 9,192,631,770 รอบ
The image “http://tf.nist.gov/general/museum/nbs-2.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.
8. นาฬิกาข้อมือบูโลวา แอคคิวตรอน พ.ศ. 2503 คลาดเคลื่อน 1 นาที ต่อเดือน มีส้อมปรับการสั่นสะเทือนแทนที่จะใช้สปริงจิ๋วและล้อถ่วง กลไกนี้ยังมีใช้ในดาวเทียมเพื่อเป็นเครื่องบอกเวลาตัดสัญญาณด้วย
The image “http://www.gemday.com/pic/96C21-closeup.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.
9. นาฬิกาเมเซอร์ที่ จำหน่ายเป็นครั้งแรก พ.ศ. 2508 คลาดเคลื่อน 1/6,000,000,000 วินาทีต่อวันความถี่ ของอะตอมไฮโดรเจน และเสถียรกว่านาฬิกาซีเซ๊ยม
The image “http://tycho.usno.navy.mil/gif/maser_small.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.
10. ไซโก แอสตรอน พ.ศ. 2512 คลาดเคลื่อน 5 วินาทีต่อเดือน นาฬิกาข้อมือควอร์ตซ์เรือนแรกที่ผลิตมีหน้าปัดแบบเข็มครั้งแรกเรือนละ 1,250 ดอลลาร์
The image “http://www.seiko.ie/IMAGES/history3.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

10 สิ่งประดิษฐ์ที่ขาดไม่ได้

(10) แถบยึดติด นอกเหนือไปจากเทปยึดติด ( Adhesive Tape ) แล้ว สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้งานในลักษณะคล้ายกับเทปยึดติด แต่ใช้งานในลักษณะต่างกันตรงที่ประกอบด้วยส่วนเป็นแถบสองหน้า โดยที่อาจเป็นสองหน้าของวัตถุชิ้นเดียวกัน หรือเป็นสองหน้าของแถบสองชิ้น ที่ต้องใช้ประกบกัน หน้าหนึ่งมีส่วนคล้ายเป็นตะขอเล็กๆ เต็มหน้า อีกหน้าหนึ่งมีลักษณะหยาบคล้ายเต็มไปด้วยขน แต่จริงๆ แล้วประกอบด้วยส่วนเป็นห่วงหรือบ่วงเล็กๆ เมื่อจัดแถบสองแถบนี้ประกบกัน ก็จะยึดติดกันคล้ายถูกยึดด้วยกาว นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันกับชุดเสื้อผ้าบางแบบที่ไม่ต้องการใช้กระดุมเสื้อหรือซิป และสิ่งของเครื่องใช้อื่นๆ ดังเช่น กระเป๋า ถุงบรรจุสิ่งของ ฯลฯ

(9) คลิปหนีบกระดาษ
งานเอกสารหลากหลายประเภท จะยุ่งยากแค่ไหน ในการเก็บให้เป็นระเบียบ ให้ใช้ และค้นหาได้ง่าย ถ้าไม่มีคลิปหนีบกระดาษ ( Paperclip ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คลิปหนีบกระดาษโลหะขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นเส้นสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว มีส่วนเป็นปลายมนสองด้าน ประกบกันอยู่ คลิปหนีบกระดาษ เป็นผลงานการประดิษฐ์คิดค้นของชาวนอร์เวย์ชื่อ โจฮาน วาเลอร์ ( Johan Vaaler ) แต่เนื่องจากประเทศนอร์เวย์ไม่มีระบบการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์ โจฮาน วาเลอร์ จึงขอจดสิทธิบัตรในประเทศเยอรมนี เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวนอร์เวย์ภูมิใจในสิ่งประดิษฐ์ของคนนอร์เวย์นี้มาก จนกระทั่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวนอร์เวย์จะติดคลิปหนีบกระดาษเป็นสัญลักษณ์แสดงความรักชาติ

(8) ทัปเปอร์แวร์
มีบ้านเรือนใดบ้างในโลก ที่ไม่มีภาชนะพลาสติกบรรจุ หรือเก็บวัสดุนานาชนิด รูปร่างทั้งธรรมดา และแปลก มีสีสันและสวยงาม ที่รู้จักเรียกกันว่า " ทัปเปอร์แวร์ " ( Tupperware ) ทัปเปอร์แวร์เป็นสิ่งประดิษฐ์คิดค้นค่อนข้างใหม่ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1942 จากนักเคมีของบริษัทดูปองต์ ชื่อ เอิร์ล ทัปเปอร์ ( Earl Tupper ) ผู้นำเอาพลาสติกชนิดใหม่ของบริษัท คือ โพลีเอทีลีน แล้วนำมาผลิตเป็นภาชนะบรรจุหลากสีมีรูปร่างลักษณะแล้วแต่จะออกแบบให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ และความสวยงามชื่อของทัปเปอร์แวร์ก็มาจากชื่อของทัปเปอร์เองมีผู้ผลิตอื่นๆ ผลิตภาชนะบรรจุแบบเดียวกับทัปเปอร์แวร์ขึ้นมา และใช้ชื่ออื่น แต่ปรากฏว่าชื่อ ทัปเปอร์แวร์ เป็นชื่อที่ติดตลาด สำหรับภาชนะพลาสติกชนิดนี้เสียแล้ว ถึงทุกวันนี้

(7) ปากกาลูกลื่น
"จะเขียนหนังสือให้สวย ต้องใช้ปากกาหมึกซึม แต่ถ้าจะเขียนหนังสือให้ได้เร็ว ก็ต้องใช้ปากกาลูกลื่น " ข้อความนี้เป็นจริงเมื่อปากกาลูกลื่นเริ่มจะถูกนำออกเผยแพร่ให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่มายุคสมัยนี้ยกเว้นคนที่ต้องใช้ปากกาพิเศษ สำหรับวาระพิเศษ เช่น ใช้ลงนามในสัญญา หรือ สนธิสัญญาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษเท่านั้น คนทั่วๆ ไปก็แทบจะไม่รู้จักปากกาหมึกซึมกันแล้ว เพราะได้รู้จัก และใช้ปากกาลูกลื่นมาเกือบตลอดชั่วชีวิตปากกาลูกลื่นเป็นผลงานการประดิษฐ์ของ จอห์น เลาด์ ( John Loud ) ชาวอเมริกัน ในปี ค.ศ. 1888 แต่มิใช่เพื่อการเขียนหนังสือ หากเพื่อใช้ทำเครื่องหมายบนแผ่นหนังเพื่อลงสี

ปากกาลูกลื่นได้รับการพัฒนาเรื่อยมา แต่ก็ไม่เป็นที่นิยมใช้ ปัญหาคือ ปากกาลูกลื่นเหล่านั้น ยังเขียนได้ไม่สม่ำเสมอ หมึกรั่วซึม และติดขัดเป็นประจำ ปากกาลูกลื่นที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ คือ หมึกแห้งเร็ว และไหลสะดวก เป็นผลงานการพัฒนา และจดสิทธิบัตรเอาไว้ในปี ค.ศ. 1938 ของสองพี่น้องชาวฮังการี ชื่อ ลาซโล บิโร ( Lazlo Riro ) และ จอร์ช บิโร ( Georer Biro ) ปากกาลูกลื่นเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ในชื่อของปากกาบิก ( Bic ) ซึ่งเป็นผลงานการปรับปรุงโดย ชาวฝรั่งเศส มาร์เซล บิช ( Marcel Bich ) ข้อเด่นที่สุดของปากกาบิก คือ ราคาถูก

(6) ซิป
ซิป ( Zipper ) เป็นสิ่งประดิษฐ์อีกชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์อย่างอเนกประสงค์ และใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลกในปัจจุบัน นักประดิษฐ์ชาวชิคาโกชื่อ วิทคอมบ์ จัดสัน ( Whitcom Judson ) เป็นผู้ประดิษฐ์ซิปชนิดแรกขึ้นมา และนำออกเผยแพร่เป็นครั้งแรกที่ Chicago Worlds Fair ปี ค.ศ. 1893 แต่ไม่ได้รับการต้อนรับจากผู้คนนัก คือ ขายได้น้อย เพราะซิปติดง่าย ทำงานไม่คล่องตัว สองทศวรรษต่อมา กิเดียน ซุนด์แบกด์ ( Gideon Sundback ) วิศวกรชาวสวีเดน - อเมริกัน ได้ปรับปรุงซิปให้ใช้งานได้ดีขึ้น ทำให้ซิปได้รับความนิยมกว้างขวางขึ้น สำหรับชื่อ " Zipper " เป็นชื่อที่ตั้งโดย บี.เอฟ. กูดริช ( B.F. Goodrich ) ในปี ค.ศ. 1923 เป็นชื่อตั้งเลียนเสียงการเคลื่อนไหวขณะที่ซิปถูกรูดให้ทำงานเปิดหรือปิดซิป

(5) หลอดไฟฟ้า
โลกปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่มีหลอดไฟฟ้า โทมัส แอลวา เอดิสัน ( Thomas Alva Edison ) มิใช่คนแรกที่ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า แต่เขาเป็นคนสร้างหลอดไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริงๆขึ้นมาสำเร็จ หลังการทดลองหาวัสดุที่จะใช้ทำไส้หลอดไฟฟ้าให้คงทนอยู่นานประมาณ 1,600 ชนิด เขาก็ประสบความสำเร็จในปี ค.ศ. 1879 เมื่อเขาทดลองใช้เส้นด้ายเย็บผ้าที่เผาอย่างระมัดระวังในเตาอบ จนกระทั่งมีสภาพเป็นเส้นคาร์บอน และหลอดไฟฟ้าใช้เส้นด้ายเผาของเขาก็ให้แสงสว่างอยู่ได้นานถึงสี่สิบชั่วโมง ในวันที่ 21 เดือนตุลาคม ค.ศ. 1879 หลอดไฟฟ้าปัจจุบันใช้ไส้ทังสเตน

(4) เทปยึดติด
เทปยึดติด ( Adhesive Tape ) หรือเทปเหนียว หรือที่มักเรียกกันเป็น สก๊อตเทป เป็นวัสดุที่เสมือนหนึ่ง ยึดอะไรต่ออะไรให้เข้าที่เข้าทางทั่วทุกหนแห่ง ทั้งสิ่งของเครื่องใช้และเรื่องของสุขภาพ เทปยึดติดเป็นผลงานการประดิษฐ์คิดค้นเมื่อต้นทศวรรษปี 1920 โดย ดิกค์ ดรูว์ ( Dick Drew ) แห่งบริษัท 3 M

(3) นาฬิกาควอร์ตซ
ควอร์ตซ เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่หาง่ายในธรรมชาติ มีสภาพเป็นผลึกสารประกอบของซิลิกอน และออกซิเจน เรียกผลึกซิลิกา หรือซิลิกอนออกไซด์ เมื่อต้นทศวรรษ ปี 1920 ดับบลิว จี. แคดี ( W. G. Cady ) พบว่า ผลึกควอร์ตซ จะสั่นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน วอร์เรน มาร์ริสัน ( Warren Marison ) แห่งเบลล์เทเลโฟน เป็นคนนำผลึกควอร์ตซ มาสร้างเป็นนาฬิกาข้อมือควอร์ตซเรือนแรกที่รักษาเวลาได้อย่างแม่นยำ ในปี ค.ศ. 1967 หลังจากนั้น นาฬิกาควอร์ตซก็เข้าแทนที่นาฬิกาใช้ลานเป็นกลไกการรักษาเวลามาถึงทุกวันนี้

(2) แบตเตอรี่แอลคาไลน์
แบตเตอรี่ชนิดก้อนที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน เป็นชนิดแบตเตอรี่แอลคาไลน์ (Alkaline Battery) เพราtใช้งานได้นานที่สุด และสะดวก อีกทั้งราคาไม่แพงนัก ใช้ได้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ให้แสงสว่าง และเสียง ดังเช่น เครื่องรับวิทยุขนาดเล็ก และอุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆ ที่ใช้ไฟฟ้าไม่มาก เฉพาในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว ทุกวันนี้ คนอเมริกันใช้เงินปีละ 1.3 พันล้านดอลลาร์ ซื้อแบตเตอรี่ชนิดแอลคาไลน์แบตเตอรี่ชนิดแห้งที่ใช้สำหรับงานทั่วไปชนิดแรก เริ่มปรากฏมีขึ้นในปลายศตวรรษที่ 19 ต่อมาอีกไม่กี่ทศวรรษ แบตเตอรี่ชนิดคาร์บอน - สังกะสี ก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาใช้ และเป็นที่นิยมแพร่หลาย จนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1959 ลูว์ เออร์รี ( Lew Urry ) แห่งบริษัทยักษ์ใหญ่ของวงการแบตเตอรี่เป็นก้อน ก็พัฒนาแบตเตอรี่แบบแอลคาไลน์ขึ้นมาสำเร็จ และทำให้ชีวิตของคนทั่วโลก สะดวก สบาย และมีความสุขกันมากขึ้น

(1) เลนส์แว่นตา
แว่นสายตาช่วยคนสายตาสั้น - สายตายาว - สายตาเอียง สำคัญแค่ไหน ก็ลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่า ถ้าเกิดแว่นสายตาที่มีอยู่ในโลกปัจจุบันทั้งหมด สลายตัวหายไปหมดพร้อมๆ กัน ด้วยอำนาจพลังพิเศษใดๆ ก็ตาม แล้วคนทั้งโลกจะเป็นอย่างไรใครเป็นผู้ประดิษฐ์แว่นสายตาขึ้นมา ? มีหลักฐานบันทึกไว้ว่า โรเจอร์ เบคอน ( Roger Bacon ) นักวิทยาศาสตร์ และพระชาวอังกฤษ ได้กล่าวในปี ค.ศ. 1268 ถึงประโยชน์ของการใช้เลนส์สร้างจากแก้วใสเป็นแว่นขยายส่องตัวหนังสือเล็กๆ บนหน้ากระดาษให้คนมีปัญหาทางสายตาอ่านได้ แต่การประดิษฐ์แว่นสายตาน่าจะได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในประเทศจีน เพราะมาร์โค โปโล ( Marco Polo ) ได้รายงานในปี ค.ศ. 1275 ว่า ได้เห็นคนจีนในประเทศจีนใช้แว่นขยายทำด้วยเลนส์ช่วยการอ่านหนังสือ โดยที่แว่นขยายนั้น มีสายห้อยแขวนติดกับหูแว่นสายตาประเภทไบโฟคอล ( Bifocal ) สำหรับการมองไกล และใกล้ ถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1784 สำหรับเบนจามิน แฟรงคลิน และคอนแทคเลนส์ถูกประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1887


10 สุดยอดการค้นพบในปี 2547

10 : ไปไหนก็เจอแต่ยีน

ฟังแล้วอาจดูเกินเลยไปหน่อย ถ้าไม่เชื่อลองตักน้ำจากก้นมหาสมุทรมาส่องดูก็พบดีเอ็นเอ อยู่ในนั้น ลองจับมาถอดรหัสพันธุกรรมดูก็จะพบสิ่งมีชีวิตในรูปแบบของอินทรีพย์อยู่้ข้างใน

นักชีววิทยาทีมหนึ่งได้ท่องเรือไปทั่วทะเลซาร์กาลโซ เก็บตัวอย่างน้ำออกมาส่องตรวจพบยีนใหม่ถึง 1 ล้านยีนในตัวอย่างน้ำ 1,500 ลิตร ส่วนทีมวิจัยด้านจีโนมอีกชุดหนึ่งได้ลงไปศึกษาสังคมของจุลชีพแปลก ๆ ที่ห่างออกไปจากจุดของทีมแรกราว 1 กิโลเมตร เหมือนที่ทิ้งร้าง พวกเขาพบสิ่งมีชีวิตดำรงชีวิตอยู่ในที่มืด และสร้างพลังงานขึ้นจากการย่อยธาตุเหล็กบนแอ่งน้ำบนพื้นเหมืองพบดีเอ็นเอใหม่ 5 ชนิด และในเอนไซม์ยังพบจุลชีพ 5 ชนิดที่อาศัยซึ่งกันและกันเพื่อดำรงอยุ่ในสภาพแวดล้อมที่ยากจะใช้ชีวิตอยู่ได้

The image “http://www.cnn.com/HEALTH/9602/cancer_gene/gene.large.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

9 : พันธมิตรเสริมสร้างสุขภาพ

ช่วงที่ผ่านมามีความร่วมมือกันหลายฝ่ายระหว่างประเทศร่ำรวย สหประชาชาติ นักวิชาการ บริษัทผลิตยา และองค์การกุศล เพื่อร่วมกันพัฒนายาให้กับประเทศยากจน

และปีนี้ ได้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพัฒนายา อาทิ โครงการพัฒนาวัคซีนมาลาเรีย ในโมซัมบิก และความพยายามที่จะพัฒนายาต้านเอชไอวีให้กับประเทศยากจน

The image “http://umr7034.u-strasbg.fr/Congres/Ncp7andhiv1/Images/HIV-1NCR7R10K11SSSbis.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

 

8 : โครงสร้างใหม่ของน้ำ

แม้จะได้ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของน้ำมาเป็นศตวรรษ แต่พอหันมาศึกษาเกี่ยวกับน้ำทีไร นักวิทยาศาสตร์มีอันต้องปวดเศียรทุกทีไป ในปีนี้มีงานศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างและพฤติกรรมทางเคมีของสสารที่คุ้นหน้าคุ้นตาเราท่านดีอยู่แล้ว และหากงานวิจัยชิ้นนี้ได้รับการยอมรับกันทั่วไป รับรองได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์ ตั้งแต่เคมีไปจนถึงบรรยากาศทีมนักวิจัยสหรัฐ เยอรมนี สวีเดน และเนเธอร์แลนด์ รายงานว่า โครงสร้างของน้ำที่เขียนไว้ตั้งแต่ร้อยปีที่แล้วอาจเขียนผิด นักทฤษฎีเชื่อว่าน้ำประกอบขึ้นจากธาตุออกซิเจนและไฮโดรเจนต่อกันเป็นเครือข่าย โดยที่โมเลกุลของน้ำแต่ละตัวจะต่อเข้ากับโมเลกุลของน้ำอีก 4 ตัวในโครงสร้างแบบสายโซ่

ทีมงานชุดใหม่นี้ได้ใช้รังสีเอกซเรย์ซินโครตรอนทำการวัดพบว่า โมเลกุลของน้ำหลายตัวต่อกับโมเลกุลน้ำที่อยู่ใกล้ๆ เพียงสองตัวเท่านั้น ฟังแล้วไม่ต้องรีบเร่งเขียนตำราเคมีใหม่ในตอนนี้ เพราะจากการวิเคราะห์ด้วยข้อมูลเอกซเรย์จากทีมวิจัยชุดอื่นยังคงสนับสนุนทฤษฎีเดิมอยู่ ในปีหน้าที่จะถึงนี้ ประเด็นโครงสร้างน้ำคงได้ถกเถียงกันสนุก

7 : ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง

จากการประเมินจำนวนของสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั่วโลกของ Conservation International และ World Conservation Union ผลออกมาไม่สู้ดีนัก นักวิจัยพบว่าสัตว์เลื้อยคลานที่พบแล้วทั้งสิ้น 5,700 สายพันธุ์ โดยร้อยละ 30 อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ขณะที่บางส่วนใกล้สูญพันธุ์มากที่สุด

ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ ราวร้อยละ 50 ของพันธุ์สัตว์เหล่านี้จะสูญพันธุ์ไปจากโลกในศตวรรษหน้า อันเป็นผลจากการขยายพื้นที่ทำกิน ทำให้สัตว์หลายชนิดไร้ที่อยู่อาศัย และยังมีอีกบางสาเหตุที่ยังหาคำตอบไม่ได้

นักธรรมชาติวิทยาได้ติดตามพันธุ์ผีเสื้อ พืช และนกในอังกฤษเป็นเวลา 40 ปี แต่สถิติที่ออกมาทำให้หลายฝ่ายไม่สบายใจ ในการสำรวจประจำปีพบว่า ประชากรของผีสื้อในพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตร ลดลงร้อยละ 13 ขณะที่นกพันธุ์ต่างๆ ในอังกฤษมีจำนวนลดลงร้อยละ 50 พืชพื้นเมืองร้อยละ 28 หายไปจากพื้นที่ทุก 1 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เนื่องจากเกิดการสะสมของธาตุไนโตรเจนที่เป็นอนินทรีย์ อันเป็นผลพวงจากกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

6 : พัลซาร์คู่

ปีนี้ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์เป็นปลื้มกันเป็นสองเท่าเมื่อค้นพบระบบพัลซาร์คู่ ซึ่งเป็นการหมุนตัวของดาวนิวตรอนที่ปล่อยคลื่นรังสีเข้มข้นเป็นลำยาวทะลุออกมาในอวกาศ คุณสมบัติของพัลซาร์คู่นี้ถึงกับทำให้นักทฤษฎี และนักสังเกตดาราศาสตร์อุทานออกมาดังๆ ว่า เป็นการค้นพบที่สำคัญในประวัติศาสตร์การศึกษาดาวนิวตรอนในรอบ 36 ปีที่ผ่านมา

นักวิจัยคาดว่า พัลซาร์ดาวคู่นี้จะนำมาใช้ตรวจสอบทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของไอนสไตน์ได้ดีที่สุด และถ้าพบอะไรบางอย่างที่ต่างไปจากทฤษฎีที่ไอนสไตน์ว่าไว้ ก็น่าจะเป็นสภาพแรงดึงดูดมหาศาลของดาวนิวตรอน หรือหลุมดำ นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์อยู่ระหว่างการเคลื่อนตัวของพัลซาร์ ซึ่งกำลังม้วนตัวเข้าหากัน และจะชนกันในอีก 85 ล้านปีข้างหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

The image “http://www.netzeitung.de/img/0067/072767.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

5 : ขุมทรัพย์ดีเอ็นเอ

ผลจากโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจกระบวนการทำงานของยีนมากขึ้น และยังพบว่ามียีนเพียง 10% เท่านั้นที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตโปรตีน ที่เหลือเป็นแค่ยีนขยะที่ไม่เป็นประโยชน์ แต่การศึกษาที่พบในปีนี้ทำให้มุมมองเกี่ยวกับยีนขยะต้องเปลี่ยนไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบบทบาทพระรองของยีนขยะที่คอยเกื้อกูลให้ยีนพระเอกทั้งหลายทำงาน ได้ถูกต้องตามบทบาทของตัวเอง

ในบริเวณที่เต็มไปด้วยยีนขยะเหล่านี้ ประกอบด้วยลำดับเบสที่มีความยาวเพียง 500 เท่านั้น ซึ่งถูกขนานนามว่า นักกระตุ้น(activators)มีหน้าที่เร่งการแสดงออกของยีน โดยไปรวมตัวเข้ากับโปรตีนที่เรียกว่า transcription factor ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยในการจัดเรียงตัวของ trancription factor อาจทำให้ยีนมีการแสดงออกต่างกัน และรายงานที่ศึกษาในปีนี้ได้ชี้ให้เห็นว่า ตัวกระตุ้นเหล่านี้เป็นต้นตอของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับยีน และนำไปสู่การปรากฏตัวของสายพันธุ์ใหม่

The image “http://www.nanooze.org/image/dna.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

4 : การควบแน่นควอนตัม

นับเป็นอีกปีแห่งความสำเร็จของกลศาสตร์ฟิสิกส์อีกปีหนึ่ง เมื่อนักฟิสิกส์สหรัฐและออสเตรียสามารถเหนียวนำอะตอมของธาตุเฟอร์มิออนให้รวมตัวกันเป็นอะตอมเดียว หรือซูเปอร์อะตอม

เมื่อปี 2538 นักวิจัยจากสหรัฐเช่นกัน สามารถทำให้อะตอมของโบสันเย็นตัวลงถึงจุดที่ทำให้อะตอมมีภาวะควอนตัมเดี่ยว ซึ่งมีพฤติกรรมเหมือนกับซูเปอร์อะตอม ส่วนความสำเร็จของทีมนักวิทยาศาสตร์เมื่อเดือนธันวาคมที่แล้ว เป็นการเหนี่ยวนำให้ธาตุเฟอร์มิออนมีพฤติกรรมเหมือนกับโบสัน ซึ่งการหมุนตัวของอะตอมทำให้มันสามารถรวมตัวกันเป็นอะตอมเดี่ยวได้ แต่การหมุนตัวของอะตอมเฟอร์มิออนจะต่างไปตรงจุดนี้ ทำให้อะตอมของเฟอร์มิออนไม่สามารถควบแน่นได้ เนื่องจากอิเล็กตรอนที่มีประจุลบสองตัวจะคอยกันและกันไม่ให้เข้ามาใกล้กันเกินไป นักวิจัยจึงล่อหลอกโดยดึงให้อะตอมของเฟอร์มิออนจับคู่กันเป็นโมเลกุล และมีพฤติกรรมการหมุนเหมือนกับโบสัน และทำให้เกิดการควบแน่นได้ในลักษณะเดียวกัน

การค้นพบดังกล่าวช่วยไขปริศนาที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งของฟิสิกส์ คือ พฤติกรรมของอิเล็กตรอนในวัสดุที่มีความซับซ้อน ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการเข้าใจตัวนำยิ่งยวดในอุณหภูมิสูง การทดลองดังกล่าวช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของอะตอมมากขึ้น

The image “http://static.howstuffworks.com/gif/laser1.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

3 : สงครามโคลนนิง

ผู้ที่ติดตามอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ประเภทเล่นข่าวหวือหวาคงรู้สึกเป็นแค่ข่าวเก่า แต่ความสำเร็จของทีมวิจัยเกาหลีใต้ในการใช้เทคโนโลยีเคลื่อนย้ายนิวเคลียสเพื่อสร้างมนุษย์ขึ้นมาใหม่ หรือเรียกว่าโคลนนิง ถือเป็นหลักฐานครั้งแรกที่เทคนิคดังกล่าวสามารถใช้ได้ผลจริงกับเซลล์มนุษย์ ขัดแย้งกับงานศึกษาก่อนหน้านี้ที่ระบุว่า ตำแหน่งของโปรตีนที่ทำให้เซลล์แบ่งตัวในไข่ของสัตว์ประเภทไพรเมตอาจขัดขวาง กระบวนการก่อตัวของตัวอ่อนจากการใช้เทคนิค โคลนนิง ความสำเร็จของทีมนักวิทยาศาสตร์เกาหลีใต้ครั้งนี้มาจากปัจจัย 2 ตัว ได้แก่ กรรมวิธีในการย้ายนิวเคลียสจากไข่อย่างละมุนละม่อม และการได้รับบริจาคไข่มากขึ้น 242 ฟองจากสตรีสาว 16 รายในการดำเนินโครงการนี้

นักวิจัยไม่ได้พยายามสร้างตัวจำลองของมนุษย์ แต่มีเป้าหมายที่จะผลิตเซลล์ไลน์ของสเต็มเซลล์ หรือ เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อนเพื่อนำมาใช้ศึกษาแนวทางใหม่ๆ ในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน หรืออาจใช้ทดแทนเซลล์ที่เสียหายโดยที่ไม่ถูกเซลล์ร่างกายปฏิเสธ

นับตั้งแต่ แกะดอลลี่ถูกโคลนนิงเมื่อปี 2540 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมนับร้อยชนิดได้ถูกโคลนนิงออกมาเรื่อยๆ และได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตลอดจนผลกระทบทางการเมืองและจิตวิทยาในวงกว้าง

คณะกรรมการจริยธรรมในอังกฤษและสหรัฐ ห้ามไม่ให้ใช้ไข่สตรีมาทำการทดลอง ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ไข่สำหรับทำเด็กหลอดแก้วที่ผสมเชื้อแล้วแต่ไม่ติดมาใช้แทน ทว่าไข่ประเภทนี้นอกจากหายากกว่า แล้วยังแข็งแรงสู้ไข่ใหม่ๆ ที่ได้จากรังไข่โดยตรงไม่ได้

ความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนด้วยเทคนิคโคลนนิงของเกาหลีใต้เป็นตัวกระตุ้น ให้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงในรัฐแคลิฟอร์เนียโหวตรับรองการก่อตั้งเงินทุน 3,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์และเทคนิคการย้ายนิวเคลียสมนุษย์ แต่สำหรับในรัฐอื่น หรือประเทศอื่น โอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้แทบจะไม่มีความเป็นไปได้เลย

The image “http://www.globalchange.com/images/cloningtech.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

2 : ฮอบบิต มนุษย์แคระนอกจอ

บางครั้งการค้นพบที่สำคัญกลับมาจากหลักฐานชิ้นเล็ก ๆ และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานี่เอง ทีมนักวิจัยร่วมอินโดนีเซียและออสเตรเลีย ได้ประกาศการค้นพบกะโหลกมนุษย์ตัวเล็กพันธุ์ใหม่ในถ้ำบนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย นักวิจัยบางรายถึงกับประกาศว่าการค้นพบครั้งนี้เป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่สุดแห่งกึ่งศตวรรษ ของการวิจัยทางด้านมานุษยวิทยา

ถ้าเป็นจริงอย่างที่ทีมวิจัยกล่าวอ้าง มนุษย์ โฮโมฟลอเรไซเอนซิส จะเป็นตัวพิสูจน์ที่ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ยุคใหม่ใช้ชีวิตร่วมโลกเดียวกับมนุษย์โฮมินิดอย่างน้อยเมื่อประมาณ 18,000 ปีมาแล้ว หัวกะโหลกที่พบบนเกาะนี้มีขนาดเล็ก โดยมีพื้นที่สมองเพียง 380 เซนติลิตร หรือประมาณน้ำอัดลมขนาดกลาง (cc.) เทียบกับมนุษย์ โฮโมซาเปียน ที่มีสมองขนาด 1,400 ซีซี ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงตั้งสันนิษฐานว่า มนุษย์ฟลอเรสนี้วิวัฒนาการมาจาก โฮโมอีเร็ก ตุส ที่ติดอยู่บนเกาะที่โดดเดี่ยวแห่งนี้และมีวิวัฒนาการของขนาดตัวเล็กลงเนื่องจากทรัพยากรที่จำกัดบนเกาะ

สภาพอัตคัดบนเกาะที่ส่งผลให้เกิดสภาพแคระแกร็น มีหลักฐานพบกันก่อนหน้านี้แล้วกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ ด้วย อาทิ ช้างแคระ ซึ่งพบในถ้ำแห่งเดียวกันนี้ ซึ่งคาดว่ามนุษย์ได้พัฒนาเครื่องมือหินทันสมัยมาใช้ล่า แต่การค้นพบมนุษย์ โฮโมฟลอเรไซเอนซิส เป็นหลักฐานชิ้นแรกที่แสดงว่ามนุษย์ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมที่กดดันเช่นกัน

อย่างไรก็ดี นักวิจัยบางรายยากที่จะทำใจเกี่ยวกับการค้นพบมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ที่มีวิวัฒนาการตัวเล็กลง และแย้งว่าการที่มนุษย์ฟลอเรสมีขนาดตัวที่ย่อลงนี้แท้จริงเป็นแค่มนุษย์ ยุคใหม่ที่ป่วยเป็นโรคผิดปกติทำให้สมองขนาดเล็กลง ประเด็นโต้แย้งดังกล่าวยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ และยังต้องรอการวิเคราะห์ชิ้นส่วนอื่นๆ ของมนุษย์แคระชิ้นอื่นที่พบในถ้ำแห่งนี้ด้วย แต่อย่างน้อยการค้นพบกระดูกมนุษย์แคระนี้แปลว่าคงต้องมีมนุษย์แคระอื่นอีก ที่รอคอยการค้นพบ

The image “http://images.sci-tech-today.com/images/id/5690/human-dwarf-hobbit.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.The image “http://www.theage.com.au/ffximage/2004/12/17/hobbit_narrowweb__200x257.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

1 : ดาวแดงเดือดจนน้ำแห้ง

ไม่แปลกใจเลยที่อันดับหนึ่งจะเป็นความสำเร็จของหุ่นสำรวจภาคพื้นดินที่ชื่อ "ออพพอทูนิตี้ และสปิริต" หุ่นยนต์สองตัวที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐ (นาซา) ส่งไปสำรวจดาวอังคารเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า บนดาวอังคารมีหรือเคยมีสิ่งมีชีวิตและน้ำอยู่หรือไม่

ออพพอทูนิตี้ และสปิริต ได้ลงจอดบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อต้นปี 2547 หุ่นยนต์สองตัวนี้ค้นพบว่า นอกจากโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ดาวอังคารเป็นสถานที่อีกแห่งหนึ่งในจักรวาลที่เคยมีสิ่งมีชิวิตอาศัยอยู่ หุ่นทั้งสองตัว ได้พบร่องรอยของทางน้ำในอดีต แต่เหือดแห้งไปแล้วในวันนี้

นักวิทยาศาสตร์สงสัยกันมานานแล้วว่า ในอดีตนานมาแล้ว ดาวอังคารน่าจะมีแหล่งน้ำอยู่บนพื้นผิวดาวที่เกื้อหนุนให้สิ่งมีชีวิตดำรงอยู่ได้ ย้อนไปเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน นาซาเคยส่งยานไวกิ้งไปหาคำตอบเดียวกันนี้ และได้เบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับน้ำบนดาวอังคาร แต่นักวิทยาศาสตร์เองก็ยังไม่แน่ใจนักว่าภาพที่ดูเหมือนเป็นทางน้ำที่เซาะไปตามร่องเขา หรือสายธารที่เห็นจากกล้องที่โคจรอยู่นอกดาวแดง เป็นร่องรอยของน้ำที่เคยมีอยู่บนดาวอังคาร จริงหรือไม่ และการลงไปสำรวจดาวอังคารของออพพอทูนิตี้ และสปริต ซึ่งแยกย้ายกันไปสำรวจคนละซีกดาว ได้ช่วยทำให้เกิดความกระจ่างชัดขึ้นว่า ครั้งหนึ่งดาวอังคารเคยมีน้ำอยู่จริง

นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า เมื่อหลายพันล้านปีมาแล้ว ดาวอังคารมีอุณหภูมิที่ร้อนและมีน้ำอยู่นานพอที่ทำให้เกิดเป็นทะเลตื้นๆ ขึ้นมา แต่บางครั้งก็กลับแห้งขอดเป็นพื้นเค็มที่มีขนาดประมาณรัฐโอคลาโฮมา น้ำจำนวนมากพอดูซึมผ่านพื้นเค็มที่หนาประมาณ 300 เมตร ใต้พื้นที่เต็มไปด้วยเกลือนี้มีชั้นของตะกอนเกลือสกปรก ซึ่งยังคงชุ่มน้ำ เป็นเวลานานอยู่พักหนึ่งจนสามารถก่อตัวเป็นแร่เหล็กที่มีขนาดเท่าลูกแก้วขึ้นมา

อีกฟากหนึ่งของดาว จากการสำรวจของหุ่นยนต์พบร่องรอยของน้ำบาดาลตื้นๆ ที่ขังอยู่นานพอที่จะแปรสภาพสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเถ้าภูเขาไฟที่หนานับร้อยเมตร ให้กลายเป็นหินที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และจากการวัดด้วยคลื่นสเปกตรัมที่อยู่บนยานมาร์เอ็กซ์เพรสที่โคจรอยู่รอบดาวแดง แสดงให้เห็นว่าใต้ผิวดาวอังคารมีตะกอนเกลือจากหินที่ครั้งหนึ่งเคยมีน้ำไหลผ่าน และถูกซัดตกเป็นชั้นตะกอนรองอยู่ใต้แอ่งกระทะที่ไหนสักแห่ง

อย่างน้อย ในวันนี้เราได้รู้ชัดแล้วว่า ในอดีต นอกจากดาวอังคารจะมีแหล่งน้ำ ยังเป็นดาวที่สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้ด้ว

The image “http://images.sci-tech-today.com/images/id/5805/mars-rovers-spirit-opportunity.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.

13 การค้นพบเด่นในวงการดาราศาสตร์

 

การค้นพบบนท้องฟ้าใดบ้าง อันเป็นฐานนำไปสู่พัฒนาการอันยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางออกไปนอกโลกของมนุษย์ หรือความพยายามหาพื้นที่ใหม่ๆ ที่ใกล้เคียงกับสภาวะการดำรงชีวิตของมนุษย์ได้

1. ดาวเคราะห์เคลื่อนตัว (2000 – 500 ก่อนคริสตกาล)
The Planets Move
กว่าพันปีแห่งการสังเกตการณ์ก็ทำให้เหล่านักดาราศาสตร์ พบว่าดวงดาวที่เคลื่อนที่ไปบนท้องฟ้านั้นมีรูปแบบที่ชัดเจน และทำให้รู้ว่าโลกเป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยจักรวาล และดาวเคราะห์ทั้งหลายก็แยกออกจากระบบดาว



 2. โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ (ปี 1543) (The Earth Moves)
ก่อนหน้านี้ นักปรัชญาชาวกรีกเชื่อว่าโลกกลมและลอยอยู่นิ่งๆ และมีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ต่างๆ โคจรรอบโลก ครั้นแล้วในปี ค.ศ.1543 นิโคลาส โคเปอร์นิคัส (Nicholas Copernicus) นักบวชโปลิช ได้เสนอแนวคิดว่าดวงอาทิตย์อยู่นิ่งและเป็นศูนย์กลาง โดยมีดาวเคราะห์ต่างๆ โคจรรอบ



3. ดาวเคราะห์โคจรเป็นวงรี (ปี 1605 – 1609)
(Planetary Orbits Are Elliptical)
โยฮันเนส เคพเลอร์ (Johannes Kepler) นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันใช้กฎทางคณิตศาสตร์ค้นพบว่า การโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ไม่ได้เป็นวงกลม
(ก่อนหน้านี้โคเปอร์นิคัส เข้าใจพบว่าการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์เป็น ไปในลักษณะวงรีเช่นกัน) ซึ่งสูตรการคำนวณของเขาทำนายการเคลื่อนของโลก และดาวเคราะห์อื่นๆ ได้อย่างเที่ยงตรง นับเป็นผลงานที่สร้างชื่อเสียงแก่เขามากที่สุด และส่งผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน




4. ดาวพฤหัสมีดวงจันทร์บริวาร ( ปี 1609 – 1612)
(Jupiter Has Moons)
กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) นักดาราศาสตร์ นักฟิสิกส์ และนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาเลียนพบว่าดาวพฤหัสมี ดวงจันทร์บริวารเหมือนกับดาวโลก โดยเขาได้สร้างกล้องส่องทางไกลที่มีอำนาจมากที่สุดในขณะนั้น จนสามารถมองเห็นดาวพฤหัสซึ่งมีดวงจันทร์หมุนรอบ “สรรพสิ่งบนอวกาศไม่ได้หมุนรอบโลก” นั้นถูกต้อง และดาวเคราะห์ต่างๆ หมุนรอบดวงอาทิตย์ต่างหาก



5. ดาวหางฮัลเลย์มีวงโคจรที่ทำนายได้ (ปี 1705 – 1758)
(Halley's Comet Has a Predictable Orbit)
เอ็ดมัน ฮัลเลย์ (Edmund Halley) พิสูจน์ว่าดาวหางโคจรรอบดวงอาทิตย์เหมือนกับดาวเคราะห์ และทำนายได้ว่าดาวหางที่พบในปี 1531 และปี 1607 เป็นดวงเดียวกันดาวหางดวงนี้จะกลับมาทุกๆ 76 ปี
ซึ่งคำทำนายของเขาได้รับการพิสูจน์ว่าจริงในปี 1758 เมื่อดาวหางดวงดังกล่าวกลับมาพบโลกอีกครั้ง
แต่น่าเสียดายที่ฮัลเลย์สิ้นชีวิตไปก่อนเมื่อปี 1742 หมดโอกาสยินดีกับตัวเองที่การคำนวณสัมฤทธิ์ผล



6. ทางช้างเผือกเป็นวงล้อดาวขนาดใหญ่ (ปี 1780 – 1834)
(The Milky Way Is a Gigantic Disk of Stars)
วิลเลียม เฮอร์เชล (William Herschel) ผู้ผลิตกล้องโทรทรรศน์ และน้องสาวของเขา แคโรลีน (Carolyn Herschel)
ด้ทำแผนที่ท้องฟ้าและพิสูจน์ว่าระบบสุริยจักรวาลอยู่ ในวงล้อดวงดาวขนาดใหญ่ และมีลักษณ์โป่งพองตรงกลางเรียกว่า “ทางช้างเผือก” หรือ “มิลกี้ เวย์” (Milky Way)

นอกจากนี้เฮอร์เชลยังได้ใช้เทคนิกในการนับดวงดาวบนท้องฟ้า โดยกำหนดพื้นที่ที่มองเห็นในกล้องโทรทรรศน์และนับพื้นที่ ตัวอย่างมาคำณวนหาจำนวนดาวบนฟ้า ซึ่งท้ายที่สุดเขานับดาวได้มากกว่า 90,000 ดวงบนพื้นที่ตัวอย่าง 2,400 ผืน

และการศึกษาต่อๆ มายืนยันว่ากาแล็กซีที่เราอยู่มีลักษณะเป็นรูปจานหรือดิส แต่ดวงอาทิตย์ไม่ได้อยู่ตรงกลางจาน และระบบสุริยะก็ใหญ่กว่าที่เฮอร์เชลประมาณการณ์ไว้มากนัก




7. ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (ปี 1915 – 1919)
(General Relativity)
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เปิดเผยทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity Theory : GRT) ซึ่งอธิบายว่า มวลนั้นห่อทั้งเวลา (กาล) และอวกาศ (time-space) เอาไว้ และมวลขนาดใหญ่สามารถหักเหแสง ทฤษฎีนี้ได้รับการพิสูจน์ในปี 1919 นักดาราศาตร์ที่ใช้ปรากฎการณ์เกิดสุริยคราส ในการทดสอบ
 
ทั้งนี้ การถือกำเนิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ได้ทำให้ความคิดเกี่ยวกับเอกภพเปลี่ยนไป

จากเดิมที่เคยเข้าใจกันว่าเอกภพหยุดนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลงและดำรงอยู่ตลอดกาล กลายเป็นเอกภพที่มีการเปลี่ยนแปลงมีการขยายตัว อยู่ตลอดเวลา
และกาล-อวกาศยังมีความสัมพัทธ์กับดวงดาวในเอกภพ กล่าวคือ เมื่อดวงดาวเคลื่อนที่หรือส่งแรงใดๆ ออกมา จะส่งผลกระทบต่อการโค้งของเวลาและอวกาศ และในขณะเดียวกันความโค้งของเวลา และอวกาศก็ส่งผลกระทบ ต่อวิถีการเคลื่อนที่ของดวงดาวอีกเช่นกัน


8.เอกภพกำลังขยายตัว (ปี 1924 – 1929)
(The Universe Is Expanding)
เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) ได้วัดระยะทางกาแล็กซีรอบๆ ระบบสุริยะ และพบว่าช่างไกลและหนีห่างออกกันออกไป โดยสิ่งที่ฮับเบิลคำณวนพิสูจน์ว่าเอกภพหรือ จักรวาลกำลังขยายตัว

 

9.ใจกลางของทางช้างเผือกแผ่คลื่นวิทยุ (ปี 1932)
(The Center of the Milky Way Emits Radio Waves)

 
คาร์ล แจนสกี (Karl Jansky) วิศวกรด้านวิทยุชาวอเมริกัน ได้สร้าง "ดาราศาสตร์วิทยุ" (radio astronomy) โดยค้นพบคลื่นวิทยุประหลาดแผ่ออกมาจากใจกลางทางช้างเผือก
แจนสกีได้ทดลองแทรกแซงความถี่คลื่นวิทยุในที่ทำงานของเขา ณ ห้องทดลองเบล เทเลโฟน (Bell Telephone Laboratories) และได้พบค่าสถิติ 3 กลุ่ม คือ พายุฝนฟ้าคะนองบริเวณท้องถิ่น (local thunderstorms) พายุฝนฟ้าคะนองระยะไกล (distant thunderstorms) และคลื่นที่ 3 มาจากแหล่งที่ไม่สามารถระบุได้ในใจกลางของทางช้างเผือก


เมื่อคาร์ลตีพิมพ์ผลการค้นพบของเขา ในเดือนธันวาคม ปี 1932 และบริษัทเบลล์ เทเลโฟน ประกาศเป็นเอกสารเผยแพร่จากผลงานของวิศวกรของบริษัท ก็กลายเป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วโลก และดาราศาสตร์วิทยุก็เริ่มต้นขึ้น โดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าช่วงต่างๆ ศึกษาความเป็นไปนอกโลก


10. รังสีจักรวาลพื้นหลังในรูปความร้อน (ปี 1964)
 (Cosmic Microwave Background Radiation)
อาร์โน เพนเซียส (Arno Penzias) และโรเบิร์ต วิลสัน (Ro bert Wilson) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ค้นพบ “รังสีจักรวาลพื้นหลัง” (Cosmic Background Radiation) ในรูปของคลื่นรังสีความร้อนหรือไมโครเวฟ มีอุณหภูมิประมาณ 3 เคลวิน กระจายอย่างสม่ำเสมอทั่วไปในจักรวาล เป็นเสมือนกับ 'เสียงระเบิด' ของการระเบิดบิกแบง (Big Bang) กำเนิดจักรวาลในอดีตที่ยังหลงเหลือมาถึงปัจจุบัน
 
การค้นพบคลื่นรังสีความร้อนเป็นฉากหลัง กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาล เป็นการค้นพบอย่างโดยบังเอิญ และคลื่นรังสีความร้อนที่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลนี้ เป็นหลักฐานสำคัญสนับสนุนทฤษฎีกำเนิดจักรวาล แบบบิกแบง ว่ามีความเป็นไปได้มากกว่าทฤษฎีกำเนิดจักรวาลแบบสภาวะคงที่ (Steady State Theory) เนื่องจากทฤษฎีกำเนิดจักรวาล แบบสภาวะคงที่ ไม่สามารถอธิบายกำเนิดที่มาของคลื่นรังสี ความร้อนที่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลนี้ได้
 
(รังสีพื้นหลัง หรือ background radiation คือรังสีจากสิ่งแวดล้อมซึ่งมีที่มาจากหลายแหล่ง เช่น รังสีคอสมิกจากอวกาศ และรังสีจากสารกัมมันตรังสีตามธรรมชาติที่มีอยู่ในดิน น้ำ อากาศ อาหาร รวมทั้งที่มีอยู่ในร่างกายมนุษย์)

11. การปะทุรังสีแกมมา (ปี 1969 – 1997)
(Gamma-Ray Bursts)
 
กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาความมหัศจรรย์จาก “การปะทุรังสีแกมมา” (gamma-ray bursts) ได้รับการไขโดยกล้องโทรทรรศน์ทั้งที่ ประจำการอยู่บนภาคพื้นและโคจรอยู่บนอวกาศ การปะทุรังสีแกมมานี้เป็นการแตกระเบิดออกมาระยะเวลาสั้นๆ ของโฟตอนในรังสีแกมมา ซี่งแสงสว่างนี้ทรงพลังมากที่สุดในจักรวาล และยังเกี่ยวกับการระเบิดนิวเคลียร์
 
อย่างน้อยที่สุดการปะทุบางอย่างทำให้เราเห็น ความเชื่อมโยงกับการระเบิดของซูเปอร์โนวาที่ห่างออกไปไกลมาก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งจุดจบของดวงดาว ทุกๆ วันจะมีการปะทุรังสีแกมมาเกิดขึ้นในบางส่วน ของอวกาศห้วงลึก มันจะสว่างด้วยความเข้มสูงมากกว่าดวงอาทิตย์ 1 ล้านล้านล้านดวงจากนั้นก็จางหายไปในเวลาไม่กี่วินาที


12. พบดาวเคราะห์ใกล้ๆ กับดวงดาวต่างๆ (ปี 1995 – 2004)
(Planets Around Other Stars)
นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยจักรวาล หลายดวงมากขึ้น
อันเนื่องมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีกล้องโทรทรรศน์ และพิสูจน์ได้ว่ายังมีระบบสุริยจักรวาลอื่นๆ อยู่ แม้ว่ายังไม่สามารถระบุตำแหน่งได้ในตอนนี้ ที่สำคัญนักดาราศาสตร์เชื่อว่าจะสามารถค้นหาดาวเคราะห์ นอกระบบสุริยะได้ด้วยการวัดค่าแรงดึงดูดที่มีอิทธิพล ต่อดวงดาว


13. เอกภพขยายตัวในอัตราเร่ง ( ปี 1998 – 2000)
(The Universe Is Accelerating)
ทฤษฏีใหม่เกี่ยวกับจุดจบของเอกภพให้ภาพพลังงานปีศาจที่ จะฉีกกาแลกซี ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์และแม้แต่สสารออกจากกันเมื่อถึงจุดสิ้นสุด เนื่องจากพบว่าเอกภพกำลังขยายตัวด้วยอัตราเร่ง และมีบางสิ่งที่ไม่รู้จักจะดึงทุกๆ อย่างออกจากกัน ทั้งนี้ ถ้าอัตราเร่งเพิ่มขึ้น แม้แต่แรงนิวเคลียร์ที่ยึดทุกสิ่งในโลกระดับเล็กกว่า อะตอมก็ยังถูกกระทบได้ การขยายตัวจะเร็วมากจนมันสามารถฉีกวัตถุทุกอย่าง ออกจากกัน แม้แต่สสารซึ่งเรียกว่า “การฉีกครั้งใหญ่” (Big Rip)
 
ทั้งนี้ความเร่งจะทำงานด้วยอัตราคงที่ เมื่อไม่มีสิ่งใดหยุดความเร่ง กาแลกซีทุกแห่งจะแยกออกจากกันด้วยความเร็วแสง ทิ้งแต่ละกาแลคซีไว้โดดเดี่ยว 

ซึ่งจุดจบที่ว่าอยู่ห่างออกไป 20 พันล้านปี แต่พันล้านปีก่อนจุดจบกาแลคซีทุกแห่งจะหนีไกลกันมากและเร็วมาก จากกาแลคซีของเรา เหมือนมันถูกลบออกจากท้องฟ้า

The image “http://www.prodiversitas.bioetica.org/prensa73_archivos/image006.jpg” cannot be displayed, because it contains errors.


การค้นคว้าทางดาราศาสตร์ก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อมๆ กับเทคโนโลยีที่ทำให้เรามองเห็นสิ่งที่อยู่แสนไกลหลายร้อยปีแสง และทำให้มนุษย์ได้เดินทางไปสู่พื้นที่ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

เรือเดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

     เรือเดินทะเลที่หายสาบสูญไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดานั้น ส่วนมากจะเกิดขึ้นในบริเวณที่เรียกว่า "ทะเลซากัสโซ" และสาเหตุที่ท้องมหาสมุทรแห่งนี้มีนามว่าทะเลซากัสโซ ก็เพราะอาณาเขตบริเวณแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ไปด้วย สาหร่ายทะเลชนิดหนึ่งซึ่งมีชื่อว่าสาหร่ายซากัสซั่ม สาหร่ายชนิดนี้เป็นอุปสรรคต่อการ เดินเรืออย่างยิ่ง และ เหตุการณ์ประหลาดลึกลับทางทะเลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่โบราณกาล มักจะมีต้นตอมาจาก ทะเลซากัสโซเสียเป็นส่วนมาก ชาวฟีนีเชียนโบราณซึ่งเคยใช้เรือเดินทางผ่านท้องทะเลมหาภัยแห่งนี้มา ตั้งแต่หลายพันปีก่อน ได้บันทึกปรากฏการณ์ประหลาดต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก

พลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา

      ท้องทะลซากัสโซ่ มีอาณาเขตบริเวณกว้างใหญ่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแอ๊ตแลนติค บริเวณแห่งนี้จะเต็มไปด้วย สาหร่ายทะเลลอยฟ่องเต็มไปหมด เมื่อตอนที่โคลัมบัสแล่นเรือผ่านท้องทะเลแห่งนี้เป็น ครั้งแรก กลาสีเรือต่างตื่นเต้นที่คิดว่าเรือคงแล่นเข้าใกล้ฝั่งแห่งใดแห่งหนึ่งเข้าไปแล้ว แต่แม้จะแล่นเรือ ต่อไปอีกนาน อาณาเขตของ สาหร่ายแห่งนี้ก็หาหมดลงไปไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์ประจำของทะเลซากัสโซ คือ ภูเขาทะเล

         ภูเขาทะเลคือภูเขาที่อยู่ใต้พื้นน้ำ แต่มีส่วนยอดแบนราบโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นน้ำ เล็กน้อย มองดูคล้ายเกาะ แต่ไม่มีพืชพันธ ์ใด ๆ นอกจากตระใคร่น้ำเกาะอยู่เท่านั้นทะเลซากัสโซไม่เพียงแต่เป็นท้องทะเลที่เต็มไปด้วยสาหร่ายยากแก่การเดินเรือ เท่านั้น แต่กิตติศัพย์ในความน่าสะพรึงกลัวของมันได้ถูกกล่าวขานกันอยู่เสมอ บ้างก็ให้เชื่อว่าเป็นทะเลแห่งความหายนะ หรือสุสานของเรือเดินสมุทรบ้าง ก็ว่าเป็นที่สิงสถิตของภูติผีปีศาจทะเล หรือสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ เรื่องราวต่าง ๆ ที่พวกชาวเรือชอบนำมาเล่า สู่กันฟังเกี่ยวกับท้องทะเลจำนวนนับไม่ถ้วน ถูกยึดนิ่งสงบรวมอยู่ในใจกลางของทะเลซากัสโซ่

        ตั้งแต่สมัยการการเดินทางโดยทะเลของพวกฟินีเชียน ไวกิ้ง โรมัน หรือแม้แต่เรือต่าง ๆ ในสมัยกลางของยุโรป พวก เหล่านี้เชื่อว่าเรือเหล่านี้ลอยกองรวมกันพร้อมด้วยสมบัติมหาศาลที่บรรทุกอยู่เหตุที่ไม่จมเพราะมีสาหร่าย จำนวนหนาแน่นรองรับอยู่ข้างใต้ มนุษย์ผู้พบท้องทะเลแห่งนี้เป็นพวกแรกเข้าใจว่าจะต้องเป็นพวกฟินี เชียนและพวกคาร์ธายิเนียนโบราณ เพราะเป็นเวลา หลายพันปีแล้วที่พวกนี้เดินทางข้ามมหาสมุทรแอ๊ต แลนติคสู่อเมริกาหลักฐานที่ปรากฏคือรอยแกะสลักบนแผ่นหินของ พวกฟินีเชียน ที่พบอยู่ในประเทศบราซิลขณะนี้ และศิลาจารึกในสุสานฝังศพของ พวกคาร์ธายิเนียน

       เมื่อราว 500 ปี ก่อนคริศศักราชระบุว่าเรือกูดนิว ซึ่งเป็นเรือลากจูงเครื่องดีเซล ซึ่งได้ทำสงครามชักคะเยอ กับพลังลึกลับในสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา และสามารถรอดพ้นอันตราย มาได้ เหนือท้องทะเลแห่งนี้มีแต่ความอ้างว้างเงียบเหงา คล้ายกับสุสานใหญ่ที่มองจรดขอบฟ้าไปทุกด้าน ไม่มี แรงลม พอที่จะพัดพาเรือให้แล่นไปได้ ใต้พื้นน้ำเต็มไปด้วยสาหร่ายทะเลอย่างหนาทึบ ซึ่งยึดเรือ ทั้งหลาย ให้หยุดนิ่งอย่างกับกำลังมหาศาลของหนวดปลาหมึกยักษ์ ท้องทะเลบางแห่งตื้นเขินซึ่งเป็นที่อาศัยของสัตว์ประหลาดมหึมาหลายสิบชนิด และบางครั้งมันก็ว่ายน้ำเข้ามาทำลายเรือทั้งลำให้กลายเป็นผุยผงไปในพริบตา

บริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์

      สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นอาณาบริเวณส่วนหนึ่งของมหาสมุทรแอ็ตแลนติคภาคตะวันตก พื้นที่ทั้งหมดเริ่มจาก ตอนหนือของเบอร์มิวดาไปถึงตอนใต้ของรัฐฟลอริดาและจากฟลอริดามุ่งตรงไปทางตะวันออกทำมุมสี่สิบองศากับเส้นรุ้ง ผ่านบาฮามัสและเปอร์โตริโก จากนั้นก็ย้อนเฉียงกลับไปสู่ทางใต้ตอนเหนือของเบอร์มิวดาอีกซึ่งทำให้อาณาบริเวณแห่งนี้ กลายเป็นรูปสามเหลี่ยมและอาณาบริเวณรูปสามเหลี่ยมแห่งนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิด ปรากฏการณ์ อันลี้ลับ มหัศจรรย์ขึ้น ในยุคอวกาศของชาวเราในปัจจุบัน เป็นสิ่งลึกลับและเหลือเชื่อหากจะบอก ท่านว่า เริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลก ครั้งที่สองในปี ค.ศ. 1945 มาจนถึงปัจจุบัน

      เครื่องบินจำนวนกว่า 100 เครื่องและเรือ เดินสมุทร จำนวนอีกมากหลายได้ หายไปในบรรยากาศ และพื้นทะเลของสาม เหลี่ยมเบอร์มิวดาแห่งนี้ โดยไม่มีร่องรอย ชีวิตมนุษย์จำนวนพัน ในระยะเวลา กว่า 20 ปีที่ผ่านมา ได้หายไปพร้อมกับ พาหนะโดยไม่มีซากศพ แม้แต่รายเดียว หรือเศษชิ้นส่วนใด ๆ ของเรือ หรือ เครื่องบินที่หายไปเหลือให้เห็น การหายสาบสูญของเรือ เครื่องบิน และชีวิตมนุษย์ ในบริเวณดินแดนสามเหลี่ยม- เบอร์มิว ดา ยังคงปรากฏอยู่ต่อไป และมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ชาติต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสูญเสียเหล่านี้
ต่างก็พยายามดำเนินการค้นคว้า หาสาเหตุ แห่งปรากฏการณ์อันประหลาดและลึกลับนี้อย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่มีใคร สามารถบอกสาเหตุ และหาทางป้องกัน จากภัยที่เกิดขึ้นในบริเวณท้องทะเลแห่งนี้ได้ไม่

       เครื่องบินที่หายไปเหนือพื้นทะเลแห่งนี้ส่วนมากก่อนที่จะหายการติดต่อกับฐานปฏิบัติการณ์ หรือสถานีปลายทา ง เป็นไปอย่างปกติ และสภาพของบรรยากาศ และทัศนะวิสัย ก็สงบและ แจ่มใสดี ไม่มีวี่แววของพายุร้ายใด ๆ แต่แล้ว เมื่อถึงบทจะหายเครื่องบินเหล่านั้นก็จะหายไป อย่างฉับพลันโดยไม่มีร่องรอย ซึ่งนักบินก็ไม่มีโอกาสที่ จะแจ้งข่าวทาง วิทยุให้หน่วยควบคุม การบินทราบได้

ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ

     ก่อนที่เครื่องบินจะหายสาบสูญ นักบิน มีเวลา พอที่จะแจ้งข่าวผิดปกติ มายังฐานปฏิบัติการได้ ซึ่งทุกรายต่างก็แจ้งตรงกันทั้งหมดว่า ไม่สามารถควบคุมกลไกต่าง ๆ ให้ดำเนินไปตามปกติได้ เข็มทิศประจำเครื่องจะหมุน ปั่น จะไม่สามารถบอกทิศทางได้ ท้องฟ้าจะกลายเป็นสีเหลือง และมองดูคล้ายหมอกหนาทีบ ทั้ง ๆ ที่เป็นวันที่บรรยากาศแจ่มใส และแดดส่องจ้ามาก่อน และท้องทะเลซึ่งเงียบสงบ กลับปั่นป่วน ขึ้นมาโดยไม่อาจจะทราบสาเหตุได

 

     อุบัติการณ์ ลึกลับที่ไม่อาจให้คำอธิบายได้ เกี่ยวกับการสาบสูญของเรือเดินสมุทร และ เครื่องบินเป็นจำนวนมาก ในดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดายังคงเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ขาด จนกระทั่งในปัจจุบัน ทุกครั้งที่ได้ รับรายงานการ สูญหาย หน่วยยามฝั่งที่เจ็ดของกองทัพเรือสหรัฐ จะทำการค้นหาร่องรอยอย่างละเอียดละออแต่ก็ประสบความ ล้มเหลว ที่จะพบพยานหลักฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การไขปัญหาลึกลับนี้ได้ทุกครั้ง

 

      และในที่สุด กองทัพเรือสหรัฐ ก็ได้เก็บเรื่องเหล่านี ้ไว้เป็นความลับ ไม่ยอมเปิดเผยหรือให้คำวิจารณ์ใด ๆ แก่ประชาชน ที่อยากรู้อยากเห็นว่า อุบัติการณ์ ลึกลับเหล่านั้น เกี่ยวข้องกับความอาถรรพ์ของดินแดนแห่งสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาหรือไม่ แต่ทั้ง ๆ ที่กองทัพเรือสหรัฐพยายามจะปกปิด เรื่อราวเหล่านี้ไว้ ประชาชนทั่วไปก็เริ่มรู้ระแคะระคาย ต่าง ๆ และเชื่อว่า จะต้องมี แรงอาถรรพ์ หรือพลังอำนาจอันลึกลับ อย่างหนึ่งอย่างใด ภายใน บริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดาอย่างแน่นอน

        และยิ่งปรากฏว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีข่าวรายงานว่า มี นักบิน และนักเดินเรือบางคนได้รอดชีวิตมาจากปรากฏการณ์สยองขวัญ ในดินแดนของ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จึงทำให้ เกิดการฮือ ฮากันใหญ่ในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ดี จวบจน กระทั่งบัดนี้หาได้มีผู้ใด ที่สามารถให้คำอธิบายแจ่มชัด เกี่ยวแก่ความลึกลับและ ความอาถรรพ์ของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาได้ไม่ และการสาบสูญ ก็ยังคงปรากฏ อยู่ต่อไป โดยไม่มีทางป้องกันหรือขัดขวางได้มีผู้ให้ความคิดเห็นและคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเนื่องมา จากความปั่นป่วน ของท้องน้ำ ที่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด จากแผ่นดินไหว ใต้มหาสมุทร หรือเกิดจากอุกาบาตเป็นจำนวน
มากในบริเวณนั้น ได้พุงเข้าชนเครื่องบิน และทำให้เกิดระเบิดขึ้นมา

มนุษย์จากจานบิน

      สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ให้คำอธิบาย ที่อาจ เป็นไปได้ว่า เครื่องบินและเรือเหล่านั้น ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปยังอีกมิติหนึ่งด้วยการกระทำของสิ่งมีชีวิตที่มีปัญญาสูง เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง อีก ทฤษฏีหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์ได้ให้เหตุผล
ว่า เครื่องบินอาจพุ่งดิ่งลงสู่ทะเล เพราะแรงดึงดูด ของ สนามแม่เหล็ก ไฟฟ้าหรือแรงโน้มถ่วงของโลก ที่เกิดจากฝีมือการกระทำของสิ่งมีชีวิต ที่มีปัญญาสูง เมื่อเครืองบิน นั้นร่อนลงสู่พื้นน้ำนักบินและลูกเรือก็จะถูกจับตัวโดย มนุษย์จากจานบิน (UFO) ที่ถูกควบคุมโดยมนุษย์อีกพวกหนึ่ง ที่ไม่คุ้นเคยกับชาวโลก ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ที่เหลือรอดมีชีวิต สืบต่อกันมาจากสงครามนิวเคลียร์มหาประลัย ที่เกิดขึ้น ในกาลก่อน หรือเป็นมนุษย์ จากอวกาศนอกโลก หรือมนุษย์ในอนาคต ที่ต้องการ รวบรวมตัวอย่างการดำรงชีวิตของ ชาวโลก เพื่อการศึกษาค้นคว้า หรือป้องกันภัย ที่จะเกิด จากอาวุธนิวเคลียร์ ในอนาคตอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

      มีอยู่หลายกรณีเกี่ยวกับการสืบสวนความลึกลับของเรื่องนี้ ที่เจ้าหน้าที่มุ่งตรงใน ประเด็นซึ่งเกี่ยวกับท้องทะเลโดยเฉพาะเพราะแม้ว่า เราจะอยู่ในสมัยที่กำลังก้าวเข้าสู่ อวกาศก็ตาม แต่ความลึกลับของท้องทะเล ยังคงเป็นสิ่งมืดมน สำหรับพวกชาวโลกอยู่ ก่อน อื่นเราจะต้องรับความจริงที่ว่า 3 ใน 5 ส่วนของพื้นใต้มหาสมุทร เรา ยังรู้จักกันน้อยกว่า ปล่องภูเขาไฟในดวงจันทร์ หรือพื้นราบบนดาวอังคารเสียอีก เรามีแต่แผนที่ทางทะเล ที่เขียนขึ้นอย่างหยาบ ๆ จากการ สำรวจโดยใช้เสียงสะท้อนของโซน่า ใช้เครื่องดำน้ำลึก หรือเรือดำน้ำที่มีเขต
จำกัดสำรวจได้เฉพาะพื้นน้ำที่ไม่ลึกนัก เท่านั้น และความประสงค์ ส่วนใหญ่ จะมุ่งเฉพาะการค้นหาแหล่งน้ำ มัน และทรัพยากรธรรมชาติเท่านั้นเอง

ชาวเมืองแอตแลนติส

      เรายัง ไม่อาจจะทราบได้ว่า ในส่วนก้นบึ้งที่ลึกที่สุด มีอะไรที่จะสร้างความประหลาดใจ อย่างใหญ่หลวงให้แก่พวกเราบ้าง พื้นทะเลลึกและหุบเหวใต้ท้องทะเล อาจจะเป็นที่อาศัย
ของสิ่งมีชีวิตที่มีมันสมองและฉลาดเกินกว่าเราจะคาดคิด ก็เป็นได้ ความลึกลับมหัศจรรย์ ใต้ท้องทะเล หาได้หยุดยั้งเพียงเท่าที่กล่าวมาแล้วไม่ นิยายปรัมปรา เล่าลือสืบต่อเนื่องกันมา เกี่ยวกับพิภพ และสัตว์ประหลาดใต้ท้องทะเล โดย ไม่มีวันจบสิ้น และยิ่งการค้นพบหลักฐานซากเมืองโบราณ ใต้พื้นน้ำ ลึกเป็นพัน ๆ ฟุต ในหลายส่วนของพื้นมหาสมุทรทั่วโลก ยิ่งทำให้เรื่องพิลึกกึกกือได้รับความสนใจจาก ความอยากรู้ อยากเห็นของชาวโลกยิ่งขึ้น

      เราเคยทราบวัฒนธรรม และความรุ่งโรจน์ ของ ชาวเมืองแอตแลนติส โบราณจากบันทึกของ มหาปราชญ์เพลโตเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันนักโบราณคดีและภูมิศาสตร์ ต่างเชื่อมั่นว่าอาณาจักรแอตแลนติก อันเคยรุ่งเรือง ด้วยอารยธรรมมาก่อนนั้นมีจริงขณะนี้เมืองทั้งเมืองได้จมหายอยู่ใต้พื้นมหาสมุทร แอตแลนติคที่ใดที่หนึ่ง

      อีกสิ่งหนึ่งที่สร้างความประหลาดใจให้แก่โคลัมบัสเมื่อห้าร้อยปีก่อน คือส่วนหนึ่งของ กระแสน้ำอุ่น กัลฟ์ตรีมที่เรียกกันว่าสายน้ำขาว พื้นน้ำบริเวณนี้จะมองเห็นสุกใส ด้วย แสงเรืองเป็นทางยาว ระยะทางเป็นไมล์ๆ ใกล้ๆกับ บาฮามัส ซึ่งในปัจจุบันแสงเรือง บนพื้นน้ำเหล่านี้ก็ยังคงปรากฏอยู่การตรวจสอบของนักวิทยาศา
สตร์ ก็ยังไม่ทราบแน่ชัด ว่าเกิดการเรืองแสงของจุลินทรีย์ในน้ำที่ถูกฝูงปลารบกวนหรือเป็นแสงเรืองที่เกิด จากกัมมันตภาพรังสี หรืออาจเป็น การเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดขนาดมหึมาใต้ท้องทะเลกันแน่ และยิ่งกว่านั้น มีเหตุผลพอจะทำให้เชื่อได้ว่า พื้นที่ใต้มหาสมุทรแถวนั้นอาจเป็นที่ตั้งฐาน ใต้น้ำ ของชาวนอกโลก ที่ มาศึกษาชีวิตความเป็นไปในโลกของเราก็ได้ และแสงเรือง ที่เกิดขึ้น อาจเป็นสัญญาณให้ยานอวกาศของพวก เขาทราบตำแหน่งที่ตั้งและมองเห็นได้ ชัดเจน ก่อนที่ยานอวกาศจะเข้าสู่บรรยากาศโลก

      เหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ท่านอย่าเพิ่ง เชื่อปักใจ ไปกับอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตราบใดที่เรายังไม่อาจพิสูจน์ได้แน่ชัด ปรากฏการณ์ประหลาดของสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาก็ยังเป็นเรื่องลึกลับ ที่มืดมนสำหรับเราอยู่ ในบางกรณี หากวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการหายสาบสูญของเรือเดินสมุทรและเครื่องบินในบริเวณ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา จะพบว่าหาเป็นเรื่องประหลาดลึกลับแต่อย่างใดไม่เพราะเครื่องบินแต่ละลำ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับความกว้างใหญ่สุดคณานับของพื้นมหาสมุทรโลกแล้ว ก็เปรียบเสมือนฝุ่นละอองที่ล่องลอย อยู่ในห้องโถงใหญ่ น้ำในมหาสมุทรก็ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเคลื่อนไหว กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมมีอัตราความเร็วกว่าสี่ไมล์ต่อชั่วโมง ในท้องทะเลนอกฝั่งบาฮามัสมีสิ่งแปลกประหลาดอยู่สิ่งหนึ่งที่นักประดาน้ำ มักจะพบเห็นอยู่บ่อย ๆซึ่งพวกเขาเรียกว่า "ปล่องน้ำเงิน" จะปรากฏอยู่ตามหุบผาใต้น้ำและแล่งหินประการังมีลักษณะเป็นอุโมงค์หรือปล่องใต้ทะเล โดยทั่วไปเป็นที่อยู่ของปลาที่ไม่ค่อยได้พบกันที่ผิวน้ำ ปล่องเหล่านี้เชื่อว่า เกิดจากถ้ำหินประการังถูกกัดกร่อนด้วยกระแสน้ำใต้ทะเลมาเป็นเวลานับหมื่นปี

 

        เคยมีนักประดาน้ำดำลงไป สำรวจปล่องต่าง ๆ นี้พบว่าปล่องจำนวนมากต่างมีทางแยกออกไปในหลายทิศทางทำให้ปลาที่ว่ายวน อยู่ในนั้นเกิดสับสนถึงกับว่ายเอาครีบท้องขึ้นสู่เบื้องบน ยิ่งกว่านั้นยังพบว่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวแรงเข้าสู่ส่วนลึกคล้ายถูกดูดด้วยกำลังอันมหาศาลซึ่งเป็นอันตรายต่อนักประดาน้ำมาก และลักษณะการณ์เช่นนี้ทำให้น้ำบริเวณปากปล่องไหลวนเข้าไปภายในอย่างรวดเร็ว
ก่อให้เกิดการหมุนเป็นกรวยเหนือพื้นน้ำในลักษณะของวังน้ำวน ซึ่งสามารถจะดึงดูดเรือเล็กพร้อมด้วย คนบนเรือ ลงสู่ก้นอย่างรวดเร็ว

การผันแปรวิปริต

          อีกทฤษฏีหนึ่ง เป็นทฤษฏีเกี่ยวกับลมพายุทอนาโดซึ่งเกิดเป็นครั้งคราว จะกวาดเรือและเครื่องบินให้จมลง สู่ก้นมหาสมุทรได้ไม่ยากพายุทอร์นาโดเป็นพายุหมุนปั่นเอาน้ำทะเลหมุนเป็นเกลียวสูงนับร้อยๆฟุตกลาง อากาศและหากมันเกิดตอนกลางคืน เครื่องบินที่บินอยู่ระดับต่ำอาจถูกกระแทกตกลงสู่ทะเลได้ เพราะนักบินไม่สามารถจะมองเห็นได้ในระยะไกล ส่วนเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่จมหายนั้น เชื่อว่าอาจจะเกิดจากกระแสคลื่นมหึมาที่เป็นผลมาจากแผ่นดินไหวใต้ทะเลก็ได้ เพราะคลื่นที่เกิดจากปรากฏการณ์เช่นนี้จะมีปรากฏารณอย่างหนึ่งที่อาจเป็นอันตรายต่อเครื่องบินได้ คือการผันแปรของอากาศอย่างทันทีทันใดที่เรียกกันว่า "แค๊ท" (Cat - clear air turbulenec) โดยทั่วไปแล้ว "แค๊ท" จะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะคาดคะเนหรือทำการพยากรณ์ได้เช่นเดียวกับลักษณะภูมิกาศโดยทั่วไปมันจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลาและทุกสภาวะอากาศสาเหตุของปรากฏการณ์นี้ยังไม่ทราบกันแน่ชัด แต่เชื่อกันว่าหากมันเกิดขึ้นขณะที่กระแสลมพัดแรงและรวดเร็วจะทำให้เกิดสูญญากาศบริเวณนั้นทันที ซึ่งหากเครื่องบินได้บินเข้าสู่บริเวณของมันก็อาจจะตกดิ่งสู่ทะเลได้ง่าย

   แต่อย่างไรก็ดี การผันแปรวิปริตของบรรยากาศทันทีทันใดในลักษณะเช่นนี้นั้นจะต้องไม่ใช่สาเหตุการหายสาบสูญของเครื่องบินทุกลำในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวดาเป็นแน่ เพราะปรากฏการณ์ "แค๊ท" จะไม่เป็นผลต่อการทำงานของเครื่องวัดต่าง ๆ และระบบการติดต่อทางวิทยุบนเครื่องบอน แต่ทุกครั้งที่เกิดเหตุ จะปรากฏว่าการติดต่อทางวิทยุได้เงียบหายไปการแปรผันของสนามแม่เหล็กโลก ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินตกได้เช่นเดียวกัน เพราะมันจะทำให้เกิดการผิดพลาดในการทำงานของเครื่องวัดระดับและเข็มทิศประจำเครื่อง ในกรณีเช่นนี้นักบินไม่มีความสามารถพอก็อาจจะนำเครื่องบินดิ่งลงสู่มหาสมุทรได้ ยิ่งกว่านั้นปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางธรรมชาติอีกมากมายที่เราไม่อาจจะอธิบายหรือทราบสาเหตุของมันได้


ฝูงบินที่ 19

     ....นี่ คือข้อมูลที่ได้รับจากวิทยุติดต่อกันระหว่างฝูงบินที่ 19...เสียงจ่าฝูงดังมาแล้วได้ยินชัดว่า "สงสัยว่าเราหลงทางทำไมแถวนี้มีแต่หมอกสีขาวเรืองแสงไปหมด...เฮ้ พื้นน้ำเป็นสีขาว ไปหมด..มองไม่เห็นท้องฟ้า ..มันขาวโพลนไปหมด..." นี่เราอยู่ที่ไหนกัน..เข็มทิศผมมันหมุนติ้วไปหมดแล้ว "แล้วทุกอย่างก็เงียบหายไป..ฝูงบินที่ 19 หายสาบสูญไปจากโลกของเรา


       อีกตัวอย่างหนึ่ง ได้แก่รายงานการหายตัวอย่างลึกลับของเครื่อง 727 หายวับจากจอเรดาร์ของสนามบินไมอามี่ ขณะเรื่อง 727ลำนั้น  กำลังปักหัวลงสู่สนามบิน ....727 ของสายการบิน "National airline บินดำดิงลงมา ผ่านเข้าหมูเมฆขาวก้อนเล็กๆ จู่ ๆ ก็หายวับไปจากจอ เรดาร์ พนักงานหอบังคับการต่างวิ่งกันวุ่นกรดปุ่มสัญญาณเตรียมลงฉุกเฉิน บางคนกล้องส่องทางไกล เผ่นออกไปนอกบังคับการ เพื่อมองหาเครื่อง 727 เพราะว่าว่าตกโหม่งโลกไปแล้ว แต่ไม่มีใครเห็นอะไร

           นอกจากก้อนเมฆก้อนนั้น ภาพปรากฏใหม่บนจอเรด้าร์ แล้ว 727 ก็บินลงสนามทางปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ..ทั้งนักบินและผู้โดยสาเครื่องบิน 727 ต่างงงไปตามๆ กันเมื่อเห็นว่ามีรถดับเพลิง รถพยาบาล รถกู้ภัย ของสนามบินต่างวิ่งตามกันมาห้อมล้อมกันเต็มไปหมด..ภายหลังจึงทราบว่าอะไรเกิดขึ้น ..เวลาของนักบินและของผู้โดยสา เที่ยวบินนั้นได้ขาดหายไป 10 นาที   ทั้งๆ ที่ไม่มีใคร รวมทั้งนักบินรู้เลยว่าเวลา 10 นาทีนั้นขาดหายไปไหน ..และหายไปได้อย่างไร..

       การสอบสวนไม่ได้ให้ความกระจ่างอะไรเพิ่มเติม นอกจากจะเพิ่มความงุนงงมากขึ้นเท่านั้น..เวลามันหายไป 10 นาที ตอนที่เครื่อง 727 บินเข้าไปในเมฆก้อนเล็กๆ "มันแปลกอยู่หน่อยที่เมฆก้อนนั้นมันมีความสว่างผิดปรกติธรรมดา คล้ายกับว่ามันมีแสงเรืองในตัวเอง..แต่ผมก็ไม่คิดว่ามันจะมีปัญหาอะไรเลย..ผมไม่เข้าใจว่าเวลามันหายไปตอนไหน..

       เจ้าหน้าที่หอบังคับการเขาว่าผมบินหายเข้าไปในเมฆนานถึง 10 นาที แต่มันเป็นไปไม่ได้แน่ๆ ..เพราะเมฆมันก้อนเล็กนิดเดียว ผมบินทะลุเมฆลงมาในเวลาไม่ถึง 3 วินาทีก็ออกมาเป็นทางวิ่งลงแล้วนี่ครับ.."
 

คำตอบคืออะไร

      ความประหลาด ความลึกลับ ของสิ่งที่เกิดขึ้นในย่านทะเลเบอร์มิวด้ามีผู้ที่พยายามจะค้นคว้าหาคำตอบกันมากมาย มันเป็นดินแดนอาถรรพณ์จริงๆ  หรือมันเป็นเพียงเหตุบังเอิญหรือปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ... คำตอบต่างๆ มีมากมายแต่ข้อไหนล่ะที่ถูกต้องหรือใกล้เคียงกับความจริงที่สุด
ขอให้เรามาดูกันเป็นข้อๆ ดีกว่านะครับ..

1)การหายสาบสูญสูญของเรือในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อาจเกิดจากสาเหตุที่ว่าเรือเหล่านั้นแล่นไปชนเอาทุ่นระเบิดเข้าก็ได้ ทุ่นระเบิดที่หลงเหลือจากสมัยสงครามโลกครั้งที่สองยังคงมีหลงเหลืออยู่อย่างไม่ต้องสงสัย..แนวคิดข้อนี้ดูจะเป็นไปได้น้อยมากนะครับ
 

      เพราะมันไม่สามารถอธิบายเหตุการณ์ประหลาดอย่างอื่นๆ อีกหลายๆ กรณีได้เลย เช่นในกรณีที่เรือเดินทะเลบางลำลอยเท้งเต้งเข้าหาฝั่ง โดยที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่บนเรือนั้นเลยแม้แต่คนเดียว ข้าวของและของมีค่าอื่นๆ ยังอยู่ครบบริบูรณ์บนเรือ   กะลาสีเรือและกัปตันเรือหายตัวไปหมดโดยไม่ทราบสาเหตุอย่างนี้จะอธิบายได้อย่างไรละครับ..

2)   การหายสาบสูญของเรือ อาจเกิดจากพายุในทะเลที่ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลันทันที.. นี่ก็เป็นข้อเสนออีกแนวหนึ่งที่มีทางเป็นไปได้ แต่น้อยมาก เพราะโดยหลักการแล้ว แถบทะเลในย่านนี้ ถ้าจะมีพายุขนาดใหญ่  ชนิดที่จะสามารถทำให้เรือเดินทะเลอับปางทันทีทันใดนั้น จะต้องเป็นพายุใหญ่ที่ต้องรู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ ไม่มีวันที่พายุใหญ่ๆ ขนาดนั้นจะรอดสายตาของนักอุตุนิยมวิทยาไปได้ และอย่างน้อยเรือเดินทะเลขนาดใหญ่ๆ ก็มีเครื่องมือตรวจพายุอยู่ด้วย อย่างน้อยก็ต้องมีการส่งขาว รายงานเข้าสู่ฝั่ง หรือวิทยุขอความช่วยเหลือมาบ้างถ้าเจอเข้ากับพายุใหญ่ขนาดที่จะจมเรือเดินสมุทรได้

3.  ทฤษฎีกาบ่ายเบนของสภาพเวลาอวกาศ ...ดร.แซนเดอร์สัน ไอแว (Dr" Sanderson Ivan)
เป็นผู้เสนอแนวความคิดนี้ขึ้นเป็นทฤษฎีทางเวลาอวกาศ
เขียนไว้ในหนังสือชื่อ "Invisible Residents" ทฤษฎีนี้กล่าวสรุปว่า
บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อาจเป็นบริเวณที่มี "สาเหตุไม่ปกติ"
 ทางธรรมชาติเกิดขึ้นเนื่องมาจากเป็นบริเวณที่มีการเปลี่ยนแปลง
ของสนามแม่เหล็กโลก และสนามไฟฟ้าของโลกมากที่สุด ...
เมื่อมีกระแสน้ำอุ่นจากตอนเส้นศูนย์สูตรไหลขึ้นไปสู่ทางเหนือของมหาสมุทรแอสแลนติค
ปะทะกับกระแสน้ำเย็นที่ไหลลงสู่ทางใต้จากขั้วโลกเหนือ
การปะทะกันของกระแสน้ำทั้งสองชนิดทำให้เกิดการแบ่งตัวกัน
ของระดับน้ำเป็นชั้นๆ ชั้นบนจากผิวน้ำลงไปสู่ความลึกประมาณ
 500 ถึง 1,000 ฟุต จะเป็นชั้นของกระแสน้ำอุ่น ลึกลงไป
จากนี้ก็จะเป็นชั้นของกระแสน้ำเย็น

ทั้งสองชั้นนี้มีทิศทางการไหลของน้ำสวนทางกัน ซึ่งอยู่ในระดับความลึก
 500 ถึง 1,000 ฟุต จะเกิดการอันแน่นของกระแสน้ำ มีการขัดถูกัน
และมีการถ่ายเทอุณหภูมิกันอย่างมกมาย เกิดการถ่ายถ่ายเทขัดสีกัน
ของประจุไฟฟ้าสถิตขึ้นอย่างมากมาย เป็นจำนวนมหาศาล
หลายพันล้านโวลต์เกิดการเหนี่ยวนำของสนามไฟฟ้าเป็นผลกระทบตามมา
ประกอบกับการผันแปรของสนามแม่เหล็กโลกซึ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้งในบริเวณนี้

การผันแปรของสนามแม่เหล็กโลก และสนามไฟฟ้าอาจมีการแปรผันสัมพันธ์กัน
 นำไปสู่ภาวะการณ์พิเศษที่เกิดขึ้นชั่วคราว กระทบกระเทือน
กับสนามแรงโน้มถ่วงของโลกในบริเวณนั้น..

และนี่คือผลกระทบทีทำให้เกิดการบ่ายเบนของสภาพเวลา-อวกาศ
เมื่อสาเหตุไม่ปกตินี้เกิดขึ้น ก็จะทำให้เรือหรือเครื่องบินที่บังเอิญอยู่ตรงบริเวณนั้น
ในขณะนั้น แล่นหรือบินออกจากจุดแห่งความแตกต่างของห้วงกาลเวลา
 หรืออีกนัยหนึ่งอาจกล่าได้ว่าบริเวณนั้น มีการเปลี่ยนแปลงของมิติที่ 4
เกิดขึ้น เรือหรือเครื่องบินก็ตาม อาจหลุดหรือผ่านเข้าไปสู่อีกมิติหนึ่ง หรืออีกกาลเวลาหนึ่งก็ได้

และนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เรือ ปรือเครื่องบินหายวับไปโดยปราศจาร่อง..
นอกจากนี้ ทฤษฎีของ ดร.แซน เดอร์สัน ยังสามารถใช้อธิบายในกรณี
ที่มีเครื่องบินหายไปจากจอเรดาร์ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
แล้วก็กลับปรากฏขึ้นมาอีกได้นั้นหรือในกรณีที่เครื่องบินหายไป
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วกลับมาโดยไม่ทราบว่าหายไปไหนมา ..
ทั้งนี้เพราะเหตุที่ว่าเครื่องบินเหล่านั้น ได้บังเอิญบินหลุดเข้าไปในความแปรผัน
ของสนามเวลา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางมิติขึ้นในทันทีทันใด
จุดแปรผันของกาลเวลานาอาจเป็นเพียงบริเวณเล็กๆ ที่เกิดขึ้นเพียงชั่วครู่
ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้นดังนั้นจึงมิได้ทำให้เครื่องบินนั้น
เคลื่อนย้ายออกไปจากมิติ หรือกาลเวลาปัจจุบันไม่มากนัก
ระยะเวลาที่เกิดขึ้นกับเครื่องบินอาจจะเป็นชั่วระยะสั้นๆ
แค่ 1 ในพันของวินาที หรืออาจจะไม่ถึงพริบตา แต่จะทำให้เกิดความแตกต่างกัน
กับเวลาบนโลกนับได้เป็นนาที หรือชั่วโมงก็เป็นได้

และก็ด้วยการแปรผันอย่างรุนแรงของสภาพมิติ ในบางครั้ง
มันก็อาจทำให้เรือเดินทะเลขนาดใหญ่ หรือเครื่องบินทั้งฝูง
หลุดเข้าไปสู่อีกห้วงหนึ่งของกาบเวลาที่ไม่ใช้ปัจจุบัน และผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น
ก็จะติดอยู่ในห้วยแห่งกาลเวลานั้นโดยไม่มีทางได้กลับออกมาสู่มิติเดิมของเขาได้อีกเลย..

เป็นไงครับทฤษฎีของ ดร.แซนเดอร์สัน ฟังเข้าท่าพอเป็นไปได้นะครับ..
แต่ใครละจะกล้าพิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้เป็นจริงความเป็นไปได้
ของการบ่ายเบนของมิตินั้นก็เป็นทฤษฎีที่มีตัวเลขยืนยันคำนวณกันแต่บนกระดาษ
แต่ในความเป็นจริงแล้วทฤษฎีนี้ก็ยังไม่มีใครกล้าทดลองเพื่อยืนยัน
ให้เป็นจริงกันสักที จึงเป็นอันว่าเราต้องคอยดูกันต่อไปดีกว่า

4 )บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า อาจเป็นที่ตั้งฐานทัพลับใต้สมุทร
ของชนชาติลึกลับ หรือของพวกมนุษย์ต่างดาวก็ได้การหายไปของเรือและเครื่องบิน
 อาจเกิดจากการจงใจ "ขโมย" เรือหรือเครื่องบินรวมทั้งการลักพาคนไปเพื่อการศึกษา
 หรือเพื่อการทดลอง หรือเพื่อการเก็บไปเป็นตัวอย่างดูเล่นก็เป็นได้..แนวความนึกคิดทำนองนี้

อาจมีทางเป็นไปได้อย่างเหมือนกันผู้ที่ค้นคว้าศึกษาตามแนวทางนี้
โดยเฉพาะจะพบว่า ย่านท้องทะเลแอตแลนติก แถบหมู่เกาะเบอร์มิวด้านี้
มีรายงานการปรากฏตัวของ ยูเอฟโอ (UFO) หนาแน่นพอๆ กับที่เห็นบนบก
ตามจุดสำคัญๆ เหมือนกัน..แต่ปัญหาสำคัญคือ

ทฤษฎียังไม่มีหลักฐานอย่างอื่นที่พอจะอ้างได้หรือนำมาชี้ทางสนับสนุนได้ว่า
ยูเอฟโอ มีอะไรเกี่ยวข้อกับการศูนย์หายไปของเรือและเครื่องบิน
การปรากฏตัวอย่างหนาแน่นของยูเอฟโอในย่านนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า
จะมีฐานทัพเร้นลับซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทร หรือบนเกาะร้างลี้ลับ
แห่งใดแห่งหนึ่ง และก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่มนุษย์ต่างดาว
จะต้องมาตั้งป้อมคอยขโมยเรือ และเครื่องบิน ของชาวโลกไปมากมายเพื่อประโยชน์อันใดกัน ..

ในกรณีนี้แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้านั้น
เป้นบริเวณที่มีสภาวะผิดปกติทางสภาพเวลา - อวกาศตามทฤษฎีของ
ดร.แซนเดอต์สันมากกว่าและยูเอฟโอ ที่มาปรากฏตัวในบริเวณนี้มากนั้น
ก็เนื่องมาจากว่า ยูเอฟโอใช้บริเวณนี้มากนั้นก็เนื่องมาจากว่า ยูเอฟโอ
ใช้บริเวณนี้เป็นเส้นทางผ่านเข้าออกระหว่างมิติภพ..

หรือพูดง่ายๆ ก็คือ บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิด้า อาจเป็นบริเวณ
ที่มีการเปิดปิดประตูแห่งกาลเวลา หรือประตูแห่งมิติ โดยธรรมชาติก็ได้..
มันหมายถึงช่องทางที่จะใช้เดินทางผ่านเข้าออกไปสู่ย่าน "ไฮเปอร์สเปซ" นั่นเอง
หรือเป็นการเดินทางผ่านมิติในระบบของแสง
ที่หนังหลายเรื่องเฝ้าฝันว่ามันจะเป็นความจริง

IPB Image

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์