ฟิสิกส์ราชมงคล

index 112

เรื่อง   ผลทางมอเตอร์
                                           

      เกิดขึ้นกรณีที่เส้นลวดมีกระแสไฟฟ้าวางอยู่ในสนามแม่เหล็ก จะมีแรงกระทำกับเส้นลวดมีผลให้เกิดการเคลื่อนที่ผลเช่นนี้นำมาสร้างมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล ผลที่เกิดขึ้นนี้สามารถนำไปวัดกระแสไฟฟ้า  เพราะว่าแรงขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟฟ้า   ฏมือซ้ายของเฟลมมิ่ง หรือ กฏของมอเตอร์  ทิศของแรงที่กระทำกับเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าในสนามแม่เหล็ก  สามารถหาได้จากกฏมือซ้าย

กฏมือซ้ายของเฟลมมิ่ง


                                                        
                                         

          มอเตอร์ไฟฟ้า(Electric  motor)  เป็นอุปกรณ์ที่ใช้หลักการของผลทางมอเตอร์ในการเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล  มอเตอร์อย่างง่ายประกอบด้วยขดลวดแบน  ซึ่งมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน  สามารถเคลื่อนที่ได้ในสนามแม่เหล็ก  มอเตอร์จะสร้าง แรงเคลื่อนไฟฟ้าย้อนกลับ ต้านแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่ต่อเข้าไป  ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อมอเตอร์เริ่มหมุน  มันทำหน้าที่เสมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า(เมื่อขดลวดเคลื่อนที่จะสร้างกระแสในทิศตรงกันข้าม)

แสดงส่วนประกอบของมอเตอร์ไฟฟ้า
                                                             
                                           

 

      วงล้อบาร์โลว์  เป็นวงล้อทองเหลืองมีปลายแหลมวางอยู่ในสนามแม่เหล็ก  กระแสไฟฟ้าเข้าทางจุดศูนย์กลางวงล้อแล้วออกทางปลายแหลมซึ่งจุมอยู่ในอ่างปรอท
      

        ขดลวดสร้างสนามแม่เหล็ก(Field  windings)  เป็นขดลวดหลายชุดรอบๆ ภายนอกมอเตอร์ไฟฟ้า  ใช้แทนแม่เหล็กถาวร  เพื่อสร้างสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูง  ช่วยเพิ่มพลังของมอเตอร์
                                            

        ลำโพง(Loudspeaker)เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานโดยหลักของผลทางมอเตอร์ในการเปลี่ยสัญญาณไฟฟ้าเป็นคลื่นเสียง  ประกอบด้วยขดลวดอยู่ในสนามแม่เหล็กแนวรัศมี ( สนามแม่เหล็กที่ทุกจุดมีทิศเข้าหาจุดศูนย์กลาง )เมื่อกระแสไฟฟ้าแปลี่ยนแปลงจะทำให้ขดลวดซึ่งติดอยู่กับแผ่นกระดาษรูปกรวยเคลื่อนที่เข้าและออก แผ่นกระดาษรูปกรวยทำให้อากาศสั่นเกิดคลื่นเสียงซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้มและความถี่ของกระแสไฟฟ้า

แสดงส่วนประกอบของลำโพง

Create by  sudarat   Keawmaneewan  Classroom 5/2
Thaplaprachauthis  School   Province Uttradit


เรื่อง   มิเตอร์ไฟฟ้า

       เราสามารถตรวจสอบกระแสไฟฟ้าในเส้นลวดได้โดยแขวนแท่งแม่เหล็กใกล้ๆเส้นลว แล้วสังเกตการเบนของแท่งแม่เหล็ก  แนวความคิดนี้นำไปสู่การสร้างเครื่องวัด(มิเตอร์) การเบนของเข็มนสเกลจะบอกจะบอกปริมาณของกระแสไฟฟ้า  เป็นเครื่องวัด ความต่างศักย์ไฟฟ้าได้

       แกลแวนอมิเตอร์  (Galvanometer)   เป็นเครื่องมือที่ใช้ตรวจหากระแสตรงใช้หลัก การของผลทางแม่เหล็กเครื่องมือที่ง่ายที่สุดคือเข็มทิศวางไว้ใกล้เส้นลวดเพื่อตรวจดูว่ามีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเส้นลวดหรือไม่ แกลแวนอมิเตอร์แบบขดลวดเคลื่อนที่ใช้หลักการผลทางมอเตอร์ในการแสดงการเบนของเข็ม
                                                     


                                              

แอมมิเตอร์ (Ammeter)  เป็นเครื่องมือใช้วัดกระแสไฟฟ้า  ทำด้วยแกลแวนอมิเตอร์ชนิดขดลวดเคลื่อนที่   ออกแบบให้กระแสขนาดหนึ่งทำให้เข็มเบนไปตามสเกล   ในการวัดกระแสไฟฟ้าค่าสูงๆ  ต้องเพิ่มชันต์์เข้าไปเพื่อให้กระแสไฟฟ้าสูงทำให้เข็มเบนเต็มสเกลใหม่
 

                                                       

วลต์มิเตอร์ (Voltmeter)เป็นเครื่องมือที่ใช้วัดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด ทำจากแกลแวนอมิเตอร์ที่ต่ออนุกรมกับความต้านทานสูงความต่างศักย์ขนาดหนึ่งให้กระแสไฟฟ้าที่ทำให้ เข็มเบนไปเต็มสเกล  ในการวัดความต่างศักย์สูงมากๆ  ต้องใช้มัลติไพลเออร์
                                                       

 

 


มัลติมิเตอร์ (Multimeter) เป้นแกลแวนอมิเตอร์ที่ต่อกับชันต์ (ดูแอมมิเตอร์)และมัลติไพลเออร์ (ดูโวลต์มิเตอร์) ใช้วัดกระแสไฟฟ้า และความต่างศักย์ไฟฟ้า
                                              

มิเตอร์ชนิดแท่งเหล็กเคลื่อนที่(Moving  iron  meter)เป็นมิเตอร์ที่ใช้วัดกระแสไฟฟ้า  ซึ่งทำให้เกิดการเหนี่ยวนำแม่เหล็กในแท่งเหล็ก 2 อัน ดูดหรือผลักกัน  ทำให้เกิดการเบนของแท่งเหล็กนั้น       

แหล่งข้อมูลหรือแหล่งอ้างอิง  : เว็บไซต์นี้ได้ใช้ข้อมูลจากหนังสือเรียนวิชา ฟิสิกส์   และวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป

Create by  sudarat   Keawmaneewan  Classroom 5/2
Thaplaprachauthis  School   Province Uttradit


ไฟฟ้าสถิต (Static   electricity)    
                         

        ไฟฟ้า  เป็นปรากฏการณ์อันเนื่องมาจากการมีอยู่  หรือการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า  (อิเล็กตรอนหรือไอออน)   อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าเหล่านี้มีแรงกระทำต่อการเรียกว่า  แรงไฟฟ้า  วัสดุที่มีอิเล็กตรอนเกินจะมีประจุไฟฟ้าลบ   วัสดุที่ขาดอิเล็กตรอนจะมีประจุไฟฟ้าบวก   กระแสไฟฟ้า  เิกิดขึ้นเนื่องจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในวัสดุ    ส่วนไฟฟ้าสถิต  นั้นเกี่ยวข้องกับประจุไฟฟ้า  เมื่ออยู่กับที่
                                                     

กฏข้อที่ 1 ของไฟฟ้าสถิต   (First   Law  of  electrostatics)    
                                        

        ประจุไฟฟ้าชนิดเดียวกันผลักกัน  ส่วนประจุไฟฟ้าต่างชนิดกันดูดกัน  อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจะดูดอนุภาคที่ไม่มีประจุไฟฟ้าโดย การเหนี่ยวนำ
                                                     

ตัวนำ (Conductor)    วัตถุที่มีอิเล็กตรอนจำนวนมาก  ซึ่งเคลื่อนที่อย่างอิสระดังนั้นตัวนำจึงให้กระแสไฟฟ้า  โลหะเป็นตัวนำที่ดี  เช่น  ทองแดง  อลูมิเนียม  และทองคำ
                                                     

ฉนวน(Insulator)  วัตถุที่มีอิเล็กตรอนอิสระในการเคลื่อนที่น้อยมากหรือไม่มีเลย (เป็นตัวนำที่ไม่ดี)  ฉนวนบางชนิดมีประจุไฟฟ้าเกิดขึ้นเมื่อถูกถู  เนื่องจากอิเล็กตรอนในอะตอมที่ผิวของวัตถุเคลื่อนที่จากวัตถุหนึ่งไปยังอีกวัตถุหนึ่งแต่ประจุไฟฟ้าจะยังคงอยู่ที่ผิววัตถุนั้น
                                                      

อิเล็กโทรสโคป (Electroscope)  เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบประจุไฟฟ้าจำนวนน้อยๆ    อิเล็กโทรสโคปที่มีใช้ทั่วไปเป็นแบบแผ่นทองคำ   เมื่อแผ่นทองคำและแท่งโลหะมีประจุไฟฟ้าจะผลักกัน แผ่นทองคำจะกางออก    เมื่อมีประจุไฟฟ้ามากแผ่นทองคำก็จะกางออกมาก   อิเล็กโทรสโคปที่มี ตัวเก็บประจุระหว่างแป้นกับกล่องจะช่วยให้มความไวมากขึ้น
                                                        

การเหนี่ยวนำ  หรือการเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิต  (Induction)   เป็นวิธีการทำให้ตัวนำมีประจุไฟฟ้าโดยใช้ประจุไฟฟ้าจากวัตถุอื่น  ซึ่งไม่แตะกัน  ปกติแล้วประจุไฟฟ้าจะถูกเหนี่ยวนำตามส่วนต่างๆของวัตถุเนื่องจากการดึงดูดและผลักกัน   ถ้าเคลื่อนประจุชนิดหนึ่งออกไป  วัตถุนั้นจะมีประจุไฟฟ้าชนิดตรงข้ามคงอยู่อย่างถาวร
                                                        

แผ่นประจุ(Proof  plane)   เป็นแผ่นตัวนำเล็กๆมีด้ามถือทำด้วยฉนวน  ใช้สำหรับถ่ายโอนประจุไฟฟ้าระหว่างวัตถุต่างๆ

แสดงแรงผลักและแรงดูดของประจุ
                                           
                                                        

ความหนาแน่นประจุ(Surface  density)  หมายถึงประจุไฟฟ้าต่อหนึ่งหน่วยพื้นที่บนผิววัตถุความหนาแน่นประจุจะมากถ้าผิวโค้งมาก   และที่ส่วนแหลมของผิวจะมีประจุไฟฟ้าหนาแน่นมาก   วัตถุทรงกลมมีความหนาแน่นประจุคงที่
                                                

แสดงความหนาแน่นที่ปลายแหลม


                                                        

ปกิริยาที่ปลายแหลม(Point  action)  เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆ  ปลายแหลม   ที่ผิวของวัตถซึ่งมีประจุไฟฟ้าบวก   ไอออนบวกในอากาศจะถูกผลักโดยประจุไฟฟ้าบวกที่ปลายแหลม ให้เคลื่อนที่ไปชนโมเลกุลของอากาศและทำให้มีอิเล็กตรอนกระเด็นออกไปเป็นการเพื่มประจุขึ้นอีกและถูกผลักออกไป  มีผลให้เกิดลมไฟฟ้าของโมเลกุลอากาศ
                                                         

ฟ้าแลบ(Lightning)   เป็นปรากฏการที่เกิดขึ้นเนื่องจากการไหลอย่ารวดเร็วของไฟฟ้้าจากก้อนเมฆซึ่งมีประจุไฟฟ้า    เกิดขึ้นเนื่องจากการเสียดสีกันระหว่างนำ้้้้็้้้้้้้้และโมเลกุลของอากาศ   สายล่อฟ้า  ใช้สำหรับลบล้างประจุไฟฟ้าบนก้อนเมฆโดย   กิริยาที่ปลายแหลม ซึ่งนำประจุไฟฟ้าลงดินป้องกันไม่ให้ผ่านสิ่งก่อสร้าง   ฟ้าแลบมีลักษณะเช่นเดียวกับ หลอดปล่อยประจุ
                                                          

เครื่องกำเนิดประจุไฟฟ้า  แวนเดอ  กราฟ (Van  de  Graaff  generator)  เป็นเครื่องมือที่ผลิตประจไฟฟ้าจาก พลังงานกล  สายพานที่เคลื่อนที่จะรวบรวมประจุทั้งการเสียดสี  และจากแหล่งประจุไฟฟ้าคืน  และเก็บสะสมไว้บนตัวนำ
                                                           

อิเล็กโทรฟอรัส(Electrophorus)  เป็นอุปกรณ์ที่ประกอบด้วย ฉนวน ที่มีประจุลบและแผ่นทองเหลืองที่มีด้ามเป็นฉนวน  ใช้สำหรับสร้างประจุไฟฟ้าบวกจำนวนมากจากประจุไฟฟ้าลบเพียงประจุเดียว

Create by  sudarat   Keawmaneewan  Classroom 5/2
Thaplaprachauthis  School   Province Uttradit
 


เรื่อง   ศักย์ไฟฟ้าและความจุไฟฟ้า

    ความแตกต่างของประจุไฟฟ้าใดๆ   เป็นเหตุให้เกิดสนามไฟฟ้า  เช่น  สนามของแรง  ซึ่งเกิดจากอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าออกแรงไฟฟ้ากระทำกัน   ความเข้มของสนามไฟฟ้าที่จุดหนึ่งคือ  แรงที่กระทำกับประจุไฟฟ้าบวกหนึ่งหน่วยที่จุดนั้น   และมีทิศตามที่ประจุจะเคลื่อนที่  ถ้าวัตถุที่มีประจุไฟฟ้าอยู่ในสนามไฟฟ้าจะมีพลังงานศักย์ไฟฟ้า  หรือเรียกว่า ศักย์ไฟฟ้า เพราะขึ้นอยู่กับตำแหน่ง

แสดงเส้นแรงของประจุไฟฟ้าบวก และ ประจุไฟฟ้าลบ

วิธีคำนวณหาแรงไฟฟ้าของประจุทั้งสอง
                

 

ศักย์ไฟฟ้า(Potential) เป็นพลังงานที่เกี่ยวข้องกับประจุไฟฟ้าที่จุดหนึ่งในสนามไฟฟ้า เนื่องจาก
แรงที่กระทำกับประจุไฟฟ้านั้น   พลังงานของประจุไฟฟ้าขึ้นอยู่กับขนาดของประจุและศักย์ไฟฟ้าที่จุดนั้น    ประจุไฟฟ้าบวกจะมีแนวโน้มเคลื่อนที่เข้าสู่จุดที่มีศักย์ไฟฟ้าตำ่กว่านั้นคือ    เคลื่อนลงตาม    เกรเดียนร์ของศักย์ไฟฟ้า   เราไม่สามารถวัดศักย์ไฟฟ้าได้  แต่สามารถวัดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุดสองจุดได้
                                                            

ศักย์ไฟฟ้า


                                      

ความต่างศักย์ไฟฟ้า( Potential  difference)  ความต่างศักย์ของศักย์ไฟฟ้าระหว่างจุด 2 จุด มีค่าเท่ากับการเปลี่ยนแปลงพลังงานเมื่อประจุไฟฟ้าบวกหนึ่งหน่วยเคลื่อนที่จากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งในสนามไฟฟ้าหน่วยของความต่างศักย์ไฟฟ้าคือ  โวลต์  บางทีเรียกความต่างศักย์ไฟฟ้าว่า โวลเตจ พลังงานไฟฟ้าจะเปลี่ยนไป 1 จูล เมื่อประจุไฟฟ้า 1 คูลอมบ์ เคลื่อนที่ระหว่างจุดสองจุดที่มีความต่างศักย์ 1 โวลต์ มีการกำหนดจุดอ้างอิงจุดหนึ่ง(ต่อลงดิน) ให้มีศักย์ไฟฟ้าศุนย์

แสดงความต่างศักย์ไฟฟ้า

จุดสมศักย์( Equipotential)  หมายถึงผิวที่มีศักย์ไฟฟ้าคงที่ 

ความจุไฟฟ้า(Capacitance)
                                     

         เมื่อให้ประจุไฟฟ้ากับตัวนำจะทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ศักย์ไฟฟ้า   ความจุไฟฟ้าเป็นอัตราส่วนระหว่างประจุไฟฟ้าที่วัตถุได้รับกับศักย์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น วัตถุที่มีความจุไฟฟ้ามาก   ต้องการประจุไฟฟ้ามากกว่าวัตถุที่มีความจุไฟฟ้าน้อยในการทำให้ศักย์ไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงเท่ากัน

แสดงวิธีคำนวณหาประจุไฟฟ้า


                                                         
 

ฟารัด( Farad)  เป็นหน่วยของความจุไฟฟ้าวัตถุที่มีความจุไฟฟ้า 1 ฟารัด  จะมีศักย์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น  1 โวลต์ เมื่อให้ประจุไฟฟ้ากับวัตถุนั้น  1 คูลอมบ์
                                      

ตัวเก็บประจุ ( Capacitor)  เป็นอุปกรณ์ที่ใชเก็บประจุไฟฟ้าประกอบด้วยแผ่นโลหะขนานกัน และกั้นด้วยวัสดุที่เป็นฉนวนเรียกว่า ไดอิเล็กทริก  ความจุของตัวเก็บประจุขึ้นอยู่กับไดอิเล็กทริกที่ใช้  ๙ึ่งจะถูกเลือก ให้เหมาะกับความจุที่ต้องการและลักษะณะของตัวเก็บประจุ
                                      

ตัวเก็บประจุชนิดกระดาษ(Paper  capacitor) เป็นตัวเก็บประจุที่ใช้แผ่นโลหะบาง 2  แผ่น  ขั้น
ด้วยกระดาษอาบไขบางๆ  ทำหน้าที่เป็น  ไดอิเล็กทริกตัวเก็บประจุชนิดพอลิเอสเตอร์  สร้างได้วิธีเดียวกัน

ตัวอย่างตัวเก็บประจุชนิดกระดาษ


                                                           
                                       

ตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กโทรไลต์  (Electrolytic  capacitor)ตัวเก็บประจุที่ใช้ ไดอิเล็กทริก ที่มี
ลักษณะคล้ายเยลลี่หรือแป้งเปียกมีความจุสูงในปริมาตรเล็ก  เนื่องจากสมบัติของไดอิเล็กทริกจะต้องต่อขั้วตัวเก็บประจุชนิดนี้กับแบตเตอรี่ให้ถูกต้อง
 

ค่าคงตัวของไดอิเล็กทริก (Dielectric  constant)  เป็นสัดส่วนระหว่างความจุของตัวเก็บประจุ  เมื่อใช้ไดอิเล็กทริก ที่กำหนดให้กับความจุเมื่อเป็นสุญญากาศ   ค่าที่ได้เป็นตัวเลขที่แสดงว่าเมื่อใช้ตัวเก็บประจุที่มีไดอิเล็กทริกที่กำหนดให้  จะเพิ่มความจุจากกรณีที่เป็นสุญญากาศ  (มีผลใกล้เคียงกับอากาศ)

ตัวอย่างตัวเก็บประจุของไดอิเล็กทริก

ตัวเก็บประจุเปลื่ยนค่าได้ (Variable  capacitor)   เป็นตัวเก็บประจุที่ประกอบด้วยแผ่นโลหะติดอยู่บนแกนหมุน  ใช้ไดอิเล็กทริกเป็นอากาศ  เมื่อหมุนแกนพื้นที่ระหว่างแผ่นที่ซ้อนกันจะเปลี่ยนมีผลให้ความจุเลี่ยนไป
                                        

ขวดเลย์เด็น (Leyden  jar)  เป็นตัวเก็บประจุชนิดหนึ่งทำด้วยขดลวดแก้วซึ่งใช้แผ่นโลหะบางๆ   ติดอยู่ทั้งภายในและภายนอก  เป็นตัวเก็บประจุชนิดหนึ่งที่ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรก 
 

Create by  sudarat   Keawmaneewan  Classroom 5/2
Thaplaprachauthis  School   Province Uttradit


 เรื่อง   กระแสไฟฟ้า

          กระแสไฟฟ้า  (I)  เกิดขึ้นจากการไหลของอิเล็กตรอน   ผ่านวัสดุชนิดหนึ่งนั่นคือการถ่ายโอนประจุไฟฟ้า  อิเล็กตรอนจะเคลื่อนที่ถ้าอยู่ในสนามไฟฟ้า   ซึ่งสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้า ระหว่างสองบริเวณ    เพราะฉะนั้น  ความต่างศักย์ไฟฟ้า  จึงจำเป็นในการทำให้เกิดกระแสไฟฟวงจรไฟฟ้า  เป็นวงจรปิดประกอบ   ด้วยแหล่งกำเนิดกระแสไฟฟ้า และอุปกรณ์อื่นๆ  ที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน
                                     

แรงเคลื่อนไฟฟ้า  (Electromotive force(e.m.f.))   หมายถึงความ ต่างศักย์ไฟฟ้าที่สร้างขึ้โดยเซลล์ไฟฟ้าแบตเตอรี่  หรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ซึ่งเป็นสาเหตูให้เกิดกระแสไฟฟ้า  ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิด   กระแสไฟฟ้าในวงจร แหล่งกำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้ามี 2 ขั้วซึ่งใช้สำหรับต่อกับสายไฟ  แรงเคลื่อนไฟฟ้าย้อนกลับ  เป้นแรงเคลื่อนไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจากอุปกรณ์ที่เป็นส่วนของวงจรนั้น  โดยให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าตรงกันข้ามกับแหล่งกำเนิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าหนักของวงจร
                                                      

แผงวงจรแรงเคลื่อนไฟฟ้า


                                       

คูลอมบ์  (Coulomb)  เป็นหน่วยของประจุไฟฟ้าในระบบ  เอสไอ  มีค่าเท่ากับกับประจุไฟฟ้่า
ซึ่งผ่านจุดใดในตัวนำ  ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์  ไหลผ่านตัวนำนั้นใน 1 วินาที

 

กฏของคูลอมบ์

                                                            
                                        

กระแสตรง  (Direct current(d.c.))  เป็นกระแสไฟฟ้าที่ไหลทิศทางเดียว  โดยปกติแล้ว กระแสไฟฟ้าจะไหลจากจุดที่มี ศักย์ไฟฟ้า สูงกว่าไปยังจุดที่มีศักย์ไฟฟ้าตำ่๋๋๋๋่่่่่่่่่กว่า   แต่อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปในทิศทางตรงข้ามกับกระแสไฟฟ้า
                                        

แอมแปร์  (Ampere) (A) ในหน่วย เอสไอ  นิยามกระแสไฟฟ้า 1 แอมแปร์คือ  กระแสที่ไหล  ผ่านสายไฟ 2 เส้นยาวมากห่างกัน 1 เมตร  และมีแรงกระทำกับสายไฟนี้ในสุญญากาศ สองคูนสิบยกกำลังลบเจ็ดนิวตัน ต่อความยาว 1 เมตร  เราสามารถวัดกระแสไฟฟ้าอย่างละเอียดได้โดยใช้ เครื่องชั่งกระแส ซึ่งเป็นการวัดแรงระหว่างขดลวด 2 ขด  ที่มีกระแสไหลผ่าน เครื่องชั่งกระแสใช้สำหรับเทียบมาตรฐานแอมมิเตอร์

 

แรงกระทำไฟฟ้าระหว่างสายไฟ 1 เมตร

                                                     
                                        

กระแสสลับ  (Alternating  current(a.c.))  หมายถึงกระแสไฟฟ้าที่ไหลกลับไปกลับมา เกิดจากแรงเคลื่อนไฟฟ้าสลับ  เมื่อเขียนกราฟของกระแสไฟฟ้ากับเวลาจะได้รูปคลื่นของกระแสไฟฟ้่า  โดยทั่วไปค่ากระแสสลับและแรงเคลื่อนไฟฟ้าสลับเป็นค่ารากที่สองของค่าเฉลี่ยกำลังสอง

ภาพแสดงไฟฟ้ากระแสสลับ

                                         

การส่งไฟฟ้า(Electricity  supply)  ไฟฟ้าสำหรับใช้ตามบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมผลิตที่โรงไฟฟ้าโดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า  ขนาดใหญ่ซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าสลับ  ความถี่ 50 หรือ 60 เฮิรตซ์(Hz)ไฟฟ้ากระแสสลับ (ไม่เหมือนกับไฟฟ้ากระแสตรง)สามารถแปลงได้ง่าย เพื่อให้ได้ขึ้นหรือน้อยลง  แสดงว่าเมื่อโวลเตจสูงกระแสไฟฟ้าจะต่ำ  เมื่อส่งออกไปจะลดการสูญเสียพลังงานในสายส่งได้มาก  ไฟฟ้าถูกส่งไปยังบ้่านเรือนโดยสายไฟอย่างน้อย 2 เส้น จากสถานีจ่ายไฟย่อย  ในบางกรณีสายไฟสายหนึ่งจะถูกเชื่อมต่อลงดินที่สถานีจ่ายไฟย่อยดังนั้นจะมีเพียงสายเดียวที่มี ศักย์ไฟฟ้า สูงกว่าดิน  ในบางประเทศจะมีสายไฟเพิ่มอีก 1 สายต่อกับดินเพื่อความปลอดภัย

แสดงลักษณะการส่งกระแสไฟฟ้าโดยเครื่องกำเนิดไฟฟ้า


เรื่อง   การควบคุมกระแสไฟฟ้า(Controlling  current)
                                   

               ขนาดของกระแสไฟฟ้าที่ไหลในวงจรขึ้นอยู่กับลักษณะของอุปกรณ์ในวงจร  และแรงเคลื่อนไฟฟ้า    ความต้านทานของอุปกรณ์ต่างๆ  สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้าที่เกิดขึ้นล้วนแต่มีผลต่อกระแสไฟฟ้าในวงจร
                                     

กฏของโอห์ม    กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าในวัตถุ  ณ อุณหภูมิคงที่  เป็นสัดส่วนกับความต่างศักย์ไฟ
ฟ้าคล่อมวัตถุนั้น อัตราส่วนระหว่าง ความต่างศักย์ไฟฟ้า กับกระแสไฟฟ้าคือความต้านทานของวัตถุ  ทั้งนี้วัตถุนั้นจะต้องมีอุณหภูมิคงที่เมื่อใช้กฏของโอห์ม เพราะว่ากระแสไฟฟ้าจะทำให้วัตถุร้อน  ซึ่งจะทำให้ความต้านทานเปลี่ยนไป  กฏของโอห์มใช้ไม่ได้กับวัตถุบางชนิด  เช่น  สารกึ่งตัวนำ

ภาพแสดงกฏของโอห์ม


                                                               
ความต้านทาน (Resisance(R))    เป็นความสามารถของวัตถุในการต้านทานการไหลของ
กระแสไฟฟ้าค่าของความต้านทาน ขึ้นอยู่กับ สภาพต้านทาน ของสารที่เป็นส่านประกอบของของวัตถุและรูปร่าง ของวัตถุ  หน่วยของความต้านทานคือ โอห์ม   เมื่ออิเล็กตรอนเคลื่อนที่ในวัตถุจะชนอะตอมและมอบพลังงานให้ทำให้วัตถุร้อน  เป็นการใช้พลังงานจากแหล่งแรงเคลื่อนไฟฟ้า

ภาพแสดงการหาสภาพต้านทานของวัตถุ
                                      

สภาพต้านทาน (Resistivity)  เป็นความสามารถของสารในการต้านกระแสไฟฟ้า  ตัวนำที่ดีมีค่าสภาพต้านทานต่ำ  ฉนวนมีสภาพต้านทานสูง  สภาพต้านทานแปรผกผันกับสภาพนำของสาร  และมีค่าเพิ่มตามอุณหภูมิ
                                      

ตัวต้านทาน (Resistor)  เป็นอุปกรณ์ที่มีค่า ความต้านทาน ตามต้องการ ใช้สำหรับสร้าง ควาต่างศักย์ไฟฟ้าที่ต้องการ ตัวต้านทานมีค่าตั้งแต่น้อยกว่า 1 โอห์มไปจนถึงหลายๆล้านโอห์ม ตัวต้านทานที่พบเห็นมากที่สุดคือ  ตัวต้านทานคาร์บอน  ทำด้วยผงคาร์บอนอัดซึ่งรู้ค่าสภาพต้านทาน
                                       

สภาพนำไฟฟ้า (Conductivity)  เป็นความสามารถของสารที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่าน สภาพนำไฟฟ้าแปรผกผันกับสภาพต้านทาน  

ภาพตัวอย่างของตัวต้านทานคาร์บอน

 


                                                             
ความต้านทานภายใน  (Internal  resistance)  คือความต้านทานของเซลล์ไฟฟ้า หรือ  แบตเตอรี่ ต่อกระแสไฟฟ้าที่ผ่าน  เป็นความต้านทานภายในเซลล์เนื่องจากข้อต่อภายในและผลของสารเคมี   (เช่น  การเกิดโพราไรเซชั่น) ทำให้กระแสไฟฟ้าในวงจรมีค่าน้อยกว่าที่คาดหวัง

ภาพแสดงการคำนวณหาความต้านทานภายในของเซลล์ไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่

 

ตัวแบ่งศักย์ไฟฟ้า  หรือ  ตัวแบ่งโวลเตจ  (Potential  divider sinv Voltage divider) เป็นอุปกรณ์สำหรับสร้างความต่างศักย์ไฟฟ้าจากแหล่งกำเนิดที่มีความต่างศักย์สูง
                                       

กฏของเคอร์ชอฟฟ์   ประกอบด้วย 2 กฏ ซึ่งสรุปสภาพการไหลของกระแสไฟฟ้าขณะใดขณะหนึ่งกฏข้อแรกกล่าวว่า กระแสรวมที่ไหลเข้าไปยังข้อต่อหนึ่งมีค่าเท่ากับกระแสรวมที่ไหลออกจากข้อต่อนั้น
                

กฏข้อที่ 2 กล่าวว่าผลรวมของผลคูณระหว่างกระแสไฟฟ้า และความต้านทาน ของแต่ละส่วนในวงจรมีค่าเท่ากับแรงเคลื่อนไฟฟ้า  ในวงจรนั้น
                                        

ตัวต้านทานแปลี่ยนค่าได้ (Variable  resistor) เป็นอุปกรณ์ที่ความต้่านทานเปลี่ยนได้โดย การเลื่อนจุดสัมผัส  มีลักษณะเป็นขดลวดรอบแกนหรือแผ่นโค้ง  ซึ่งมีจุดสัมผัสแตะอยู่ตัวต้านทานเปลี่ยนค่าได้สามารถใช้เป็นตัวแบ่งศักย์ไฟฟ้า  เรียกว่า  โพเทนชิออมิเตอร์

แสดงชนิดของตัวต้านทานที่เปลี่ยนค่าได้

                                                             
วีตสโตนบริดจ์  (Wheatstone  bridge)  เป็นวงจรที่ใช้วัด ความต้านทาน เมื่อเข็ม  แกนแวนอมิเตอร์ชี้เลข 0 จะสามารถคำนวนความต้านทานที่ไม่รู้ค่าได้  จากตัวต้านทานที่รู้ค่าอีก 3 ตัว
มิเตอร์บริดจ์  เป็นวงจรวีตสโตนบริดจ์ ชนิดหนึ่งซึ่งแทนตัวต้านทานที่รู้ค่า 2 ตัวด้วยเส้นลวดความต้านทานสูงยาว 1 เมตร จุดแตะที่เส้นลวดนี้ต่อกับแกลแวนอมิเตอร์  
 


Create by  sudarat   Keawmaneewan  Classroom 5/2
Thaplaprachauthis  School   Province Uttradit


เรื่อง  การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า
                                     

       ไมเคิล  ฟาราเดย์   พบว่า  เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านสนามแม่เหล็กจะมีผลให้เกิดการเคลื่อนที่  การเคลื่อนที่ของตัวนำในสนาม แม่เหล็กจะก็ให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าในตัวนำนั้น เรียกว่าการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งจะเกิดขึ้นเสมอในตัวนำที่วางอยู่ในสนามแม่เหล็กที่เปลี่ยนแปลง

แรงเคลื่อนไฟฟ้าถูกเหนี่ยวนำโดยเส้นลวดที่เคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็กมีผลให้เกิดกระแสไฟฟ้า ผ่านแกลแวนอมิเตอร์

                             
                                    
 กฏการเหนี่ยวนำของฟาราเดย์  

        กล่าวว่าขนาดของแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในตัวนำเป็นสัดส่วนกับอัตราการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็ก
                                     

กฏของเลนซ์  กล่าวว่าแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำจะเกิดขึ้นเพื่อขัดขวางสาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น  ในมอเตอร์ไฟฟ้า จะมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าเกิดขึ้นเสมือนเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า สร้างแรงเคลื่อนไฟฟ้าเพื่อขัดขวางแรงเคลื่อนไฟฟ้า (e.m.f)  ที่ต่อไว้สำหรับขับเคลื่อนมอเตอร์นั้น
                                     

กฏมือขวาของเฟรมมิง  หรือกฏไดนาโม  กล่าวว่าทิศของกระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำหาได้จากทิศของสนามแม่เหล็ก และทิศการเคลื่อนที่โดยใช้มือขวา

กฏมือขวาของเฟลมมิ่ง

                                              

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าหรือไดนาโม (Generator  or  dynamo) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า จากพลังงานกล ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอย่างง่าย  จะมีแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำแบบสลับเกิดขึ้นในขดลวด  เมื่อหมุนในสนามแม่เหล็ก  เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสตรงมีคอมมิวเตเตอร์  เช่น เดียวกับมอเตอร์ไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าจะไหลในทิศทางเดียว

เครื่องกำเนิดไฟฟ้าอย่างง่าย

 

การเหนี่ยวนำร่วม (Mutual  induction)  เป็นการเหนี่ยวนำแรงเคลื่อนไฟฟ้าในขดลวดเนื่องจาก  การเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟ้าในขดลวดอื่น  การเปลี่ยนแปลงกระแสไฟฟ้าจะก็ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสนามแม่เหล็กซึ่งเหนียวนำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในขดลวดที่อยู่ในสนามแม่เหล็กนั้น ปรากฏการณ์เช่นนี้แสดงให้เห็น ได้ด้วยวงแหวนเหล็กของฟาราเดย์

วงแหวนเหล็กของฟาราเดย์

การเหนี่ยวนำตัวเอง (Self-induction)  เป็นการเหนี่ยวนำแรงเคลื่อนไฟฟ้าในขดลวด
                  

           เนื่องจากกระแสไฟฟ้าในขดลวดนั้นเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างเช่น เมื่อเปิดสวิตซ์กระแสในขดลวดหยุดไหลมีผลให้สนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงก่อให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในขดลวด  ในบางกรณีแรงเคลื่อนไฟฟ้าแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำนี้มีค่าสูงกว่าเดิมมาก
                                               

กระแสเอ็ดดี้ (Eddy  current)เป็นกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นในชิ้นโลหะเมื่อสนามแม่เหล็รอบๆมีการเปลี่ยนแปลง  แม้ว่าชิ้นโลหะนั้นไม่ใช่ส่วนของวงจรไฟฟ้า  กระแสเอ็ดดี้ก่อให้เกิดพลังงานความร้อนที่ไม่ต้องการ เช่น ความร้อนในแกนเหล็กของหม้อแปลงไฟฟ้า
                                               

หม้อแปลงไฟฟ้า (Transformers)  ประกอบด้วยขดลวด 2 ขดพันรอบแกนเดียวกันแกนนี้ทำด้วยสารแม่เหล็กชั่วคราว  ใช้สำหรับเปลี่ยนแรงเคลื่อนไฟฟ้าสลับในขดลวดหนึ่งเป็นแรงเคลื่อนไฟฟ้าค่าต่างๆในขดลวดอื่น เช่น แหล่งจ่ายไฟฟ้า การออกแบบหม้อแปลงไฟฟ้าที่ดีจะต้องไม่มีการสูญเสียพลังงานในขดลวดทั้งสองหรือมีการสูญเสียน้อยมาก
                                               

ขดลวดปฐมภูมิ (Primary  coil) ขดลวดในหม้อแปลงไฟฟ้า  ซึ่งป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าสลับเข้าไปให้เกิดแรงเคลื่อนไฟฟ้าในขดลวดทุติยภูมิ
                                               

ขดลวดทุติยภูมิ (Secondary  coil) ขดลวดในหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งมีแรงเคลื่อนไฟฟ้า
สลับเหนี่ยวนำเกิดขึ้น  เมื่อป้อนแรงเคลื่อนไฟฟ้าเข้าไปในขดลวดปฐมภูมิ  หม้อแปลงบางตัวมีขดลวดทุติยภูมิ   มากกว่า 2 ชุด
                                                

อัตราส่วนขดลวด   (Turns  ratio)  เป็นอัตราส่วนระหว่างขดลวดปฐมภูมิกับขดลวดทุติยภูมิ  มีค่าเท่ากับอัตราส่วนระหว่างแรงเคลื่อนไฟฟ้าในขดลวดปฐมภูมิกับขดลวดทุติยภูมิ
                                               

หม้อแปลงขึ้น (Step-up transformer)  เป็นหม้อแปลงที่ให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าในขดลวดทุติยภูมิสูงกว่าในขดลวดปฐมภูมิ  มีอัตราส่วนขดลวดน้อยกว่า 1
                                                

หม้อแปลงลง (Step-down  transformer)  เป็นหม้อแปลงที่ให้แรงเคลื่อนไฟฟ้าใน  ขดลวดทุติยภูมิน้อยกว่าในขดลวดปฐมภูมิ  มีอัตราส่วนขดลวดมากกว่า 1  
 


Create by  sudarat   Keawmaneewan  Classroom 5/2
Thaplaprachauthis  School   Province Uttradit
 



อะไรอยู่ในอะตอม  ของ มหาวิทยาลัยมหิดล

1. เตรียมตัวก่อนเรียน   2. บทนำ   3.  ควาร์ก

4. เลปตอน  5. แรงและแบบจำลองมาตรฐาน  6. เครื่องตรวจจับอนุภาค

7. เครื่องเร่งอนุภาค  8. ประลองปัญญา  9. แหล่งข้อมูล

10. ทิ้งท้ายก่อนลา

เดโมเครตุส (370-400 ก่อนคริสต์ศักราช)

ลิวซิปปุส (440   ปี   ก่อนคริสต์ศักราช)

 


นาโนเทคโนโลยี

  1. ประวัติของวิทยาศาสตร์ระดับนาโน

  2. ทำความรู้จัก

  3. จากธรรมชาติสู่การสังเคราะห์

  4. เทคโนโลยีระดับนาโน

  5. นวัตกรรม

  6. ยุคอนาคต

ตัวอย่างแนวคิดเกี่ยวกับตัวรับสัมผัสระดับนาโนที่จะะนำมาใช้ในการประกอบเป็นวัสดุอัจฉริยะ

ของสถาบันวัตกรรมและพัฒนาการกระบวนการเรียนรู้


เซรามิกส์

วัสดุมหัศจรรย์

ของศูนย์เทคโนโลหะและวัสดุแห่งชาติ

  1. เซรามิกส์วัสดุมหัศจรรย์

  2. คำนำ

  3. ประวัติผู้เขียน

  4. ศูนย์เทคโนโลยีโลหะ

  5. เกริ่นนำ

  6. รอบๆตัวเรา

  7. กว่าจะตื่นนอนในตอนเช้า

  8. เพียโซอิเล็กทริกส์

  9. เมื่อคิดถึง...อาหาร

  10. ตามหน้าที่รับผิดชอบ

  11. ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง

  12. ยามผักผ่อน

  13. สิ่งที่ยังเหลืออยู่

  14. คุณรู้หรือไม่

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์