ฟิสิกส์ราชมงคล

index 118

จุดสังเกตเพศและสีสันที่เปลี่ยนไปของแมลงปอ

 


แมลงปอพบเห็นได้ง่ายตามแหล่งน้ำทั่วไป แมลงปอบ้านผู้ปีกเปื้อนส้ม (Brachythemis contaminata) ก็พบได้ตามบึงทั่วไป ว่าแต่...แมลงปอตัวนี้มันตัวผู้หรือตัวเมียเอ่ย!?



หลักจากได้คลุกคลีกับแมลงปอมาหลายเดือน ผมเองได้ความรู้มากมายและรู้สึกทึ่งกับแมลงเล็กๆ กลุ่มนี้มากครับ

สีสันและพฤติกรรมต่างๆ ล้วนทำให้ผมหลงเสน่ห์แมลงชนิดนี้เข้าอย่างจัง ในช่วงแรกลองสำรวจแมลงปอดู ผมกลับไม่ทราบอะไรเกี่ยวกับมันเลยนอกจาก dragonfly คือแมลงปอ และ damselfly คือ แมลงปอเข็ม น่าแปลกทีเดียวครับ เท่าที่สำรวจมา แมลงปอที่เห้นเยอะๆ ตอนเด็กกลับแทบไม่มีในตอนนี้เลย เป็นเรื่องที่น่าเศร้าทีเดียว...

เมื่อเห็นมากเข้า ความสงสัยเริ่มมีมากขึ้นโดยเฉพาะคำถามที่ว่า ตัวไหนมันตัวผู้ตัวเมีย!? ผมเชื่อว่าหลายคนคงเป็นเหมือนผมในตอนนั้นเช่นกัน วันนี้ผมจะมาเล่าถึงวิธีการสังเกตเพศผู้เพศเมียในแมลงปอครับ

จุดสังเกตว่าแมลงปอตัวที่คุณจ้องมองอยู่นั้นเป็นเพศใดมีอยู่ด้วยกัน 2 ตำแหน่งครับคือ

 

1. ปล้องท้องปล้องที่ 2
 

ทางด้านใต้ปล้องท้องปล้องที่สองของเพศผู้จะมีรูปเปิดถ่ายน้ำเชื้อ (ภาพบน) ในส่วนตัวเมียจะไม่มีท่อนี้ครับ ทำให้ส่วนด้านใต้ของปล้องท้องดูเรียบเนียนครับ



 


ภาพที่ 1. ภาพแสดงตำแหน่งปล้องที่ 2 ของปล้องท้องของแมลงปอบ้านผู้ปีกเปื้อนส้ม (Brachythemis contaminata)



 

2. ระยางค์ปลายส่วนท้อง
 

ในเพศผู้ ระยางค์นี้จะอยู่ใกล้กันจนดูเหมือนเป็นรูปสามเหลี่ยมครับ (ภาพบน) ระยางค์นี้มีไว้ล็อกคอแมลงปอสาวไม่ให้หนีไปไหนเวลาผสมพันธุ์ครับ เรียกได้ว่าห้ามไม่ให้สาวเปลี่ยนใจกันเลยทีเดียว และระยางค์นี้จะอยู่ห่างกันในเพศเมีย (ภาพล่าง) ระยางค์นี้จะพบเพียงหนึ่งคู่ด้านบนในแมลงปอ (dragonfly) และพบสองคู่ (ด้านบนและด้านล่าง) ในแมลงปอเข็ม (damselfly) ครับ



 


ภาพที่ 2. ส่วนท้องของแมลงปอบ้านผู้ปีกเปื้อนส้ม (Brachythemis contaminata) ที่แสดงถึงตำแหน่งของระยางค์ปลายท้อง



ต่อไปพวกคุณคงจะรู้แล้ว แมลงปอที่คุณเห็นนั้นเป็นเพศอะไร ผมเองรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาครับ มันช่างเหมาะเจาะและเหมาะสมกับพวกมันจริงๆ แต่ความน่าสนใจยังไม่หมดครับ ธรรมชาติยังรังสรรค์ให้แมลงปอในวัยต่างๆ มีสีที่แตกต่างกันอีกด้วยครับ

ช่วงอายุของแมลงปอนั้น ส่วนใหญ่เราดูที่สีของลำตัวและส่วนท้องครับ ตัวที่มีอายุอ่อนนั้นมักจะมีสีสดใส ส่วนในตัวที่อายุมากสีจะเข้มขึ้นครับ (เช่น เหลือง --> ส้ม ---> แดง, เหลือง --> น้ำตาล) อย่างที่เราทราบกันว่าแมลงปอหลายชนิดนั้นมีความแตกต่างกันของเพศ ตัวผู้มักจะมีสีสันที่สวยงาม เพราะฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงสีเราจะเห็นได้ชัดเจนในตัวผู้ครับ แต่สำหรับตัวเมียนั้นมักจะมีสีเหลือง และเมื่ออายุมาก มันมักจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลครับ

 


 

ภาพที่ 3. แสดงถึงสีที่เปลี่ยนไปตามอายุต่างๆ ของแมลงปอบ้านใหม่เฉียง (Neurothemis fluctuans) เมื่อยังอายุน้อย สีของแมลงปอชนิดนี้จะเป็นสีเหลืองเช่นเดียวกับสีปีก (ภาพบนสุด) และเมื่อแก่มากแล้ว สีลำตัวและท้องรวมถึงสีปีกจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม (ภาพล่างสุด) ครับ



เห็นไหมครับว่า ธรรมชาติมักจะแฝงความสวยงามและความมหัศจรรย์ไว้ให้ได้เราได้สังเกตเสมอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะมีประโยชน์ครับ


ไขความลับเนินบนถนนลูกรัง



ถ้าคุณเคยนั่งรถที่ขับบนถนนลูกรัง คุณคงรู้ว่าถนนเช่นนี้มีเนินมากแค่ไหน ถนนลูกรังมักจะเกิดเนินขึ้นมาเองโดยที่ไม่มีใครทราบว่าทำไม เนินเหล่านี้มักจะสูงหลายนิ้วและมักจะเกิดทุกๆ หนึ่งฟุตหรือมากกว่านี้ คนงานจึงต้องใช้รถบดถนนในการทำให้มันราบเรียบเหมือนเดิม แต่เนินนี้ก็ปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากรถขับผ่านบ่อยๆ อยู่ดี

นักวิทย์พยายามจะอธิบายว่าทำไมเนินนี้จึงเกิดขึ้น แต่ทฤษฎีต่างๆ กลับมีความสลับซับซ้อนมาก ผมก็คือวิศวกรไม่สามารถที่ใช้ทฤษฎีเหล่านั้นในการทดสอบหรือออกแบบถนนลูกรังที่ไม่ทำให้เกิดเนินขึ้นได้

ตอนนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตและผู้ร่วมงานแห่งมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์พยายามค้นหาคำอธิบายง่ายๆ เกี่ยวกับการเกิดเนินนี้ พวกเขาเริ่มด้วยการสร้างโต๊ะกลมที่หมุนได้ขึ้นแล้วจึงเอาก้อนกรวดและทรายใส่ลงไปเพื่อทำเป็นถนนลูกรัง จากนั้นพวกเขาวางยางรถยนต์เพื่อให้มันกลิ้งไปรอบโต๊ะกลมนี้

ในการทดสอบซ้ำ นักวิทย์ใช้สภาวะต่างๆ ที่พวกเขานึกออกในการทดสอบ พวกเขาใช้กรวดขนาดต่างๆ และกรวด(ขนาดต่างกัน)ที่ผสมกัน บางครั้งเขาก็อัดกรวดให้แน่น บางครั้งพวกเขาก็กระจายเม็ดกรวดออกไปบนโต๊ะ นักวิจัยยังทดสอบด้วยยางรถยนต์ขนาดและน้ำหนักต่างๆ และพวกเขายังหมุนโต๊ะด้วยความเร็วที่แตกต่างกันอีกด้วย

ระยะห่างของเนินขึ้นอยู่สภาวะหนึ่งๆ แต่เนินจะเกิดขึ้นเกือบทุกกรณี เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น นักวิทย์จึงสร้างแบบจำลองคอมพิวเตอร์ขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นว่าเม็ดทรายแต่ละเม็ดเคลื่อนที่ไปอย่างไรเมื่อรถยนต์ขับผ่านไป โปรแกรมคอมพิวเตอร์แสดงให้เห็นว่าในพื้นผิวที่ขรุขระหรือแม้แต่พื้นผิวที่ดูเหมือนเรียบนั้นมักจะมีเนินเล็กๆ อยู่ เมื่อล้อรถยนต์ทับผ่านเนินเล็กๆ นี้ไป มันจะไปผลักเศษกรวดดินปริมาณน้อยเคลื่อนที่ไปข้างหน้า สิ่งนี้เองทำให้เนินมีขนาดใหญ่มากขึ้น เมื่อล้อรถยนต์ทับลงไปเนินหนึ่ง เศษกรวดดินจะปลิวไปตกอีกเนินหนึ่ง หลังจากถูกกระทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เนินก็จะใหญ่และลึกขึ้น

แล้วทางแก้ล่ะ? นักวิจัยพบว่ามีทางเดียวที่จะป้องกันการเกิดเนินเหล่านี้คือ คุณต้องขับรถด้วยความเร็ว 5 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นครับ


การทดลองเสมือน
 

Kinematics of 1 D uniformly accelerated motion


Click me to run applet

Projectile motion

 

 


Click me to run applet

Motion under different kinds of force

 


Click me to run applet

Inclined plane


Click me to run applet

Drop an object on a moving trolley


Click me to run applet

SHM and uniform circular motion


Click me to run applet

An oscillator


Click me to run applet

Torque


Click me to run applet

Rotational inertia


Click me to run applet

Translation and Rotation


 

Real lens effect


Applet L2: Lens effect due to ripples

Click me to run applet

Refraction through a prism


Click me to run applet

Transverse travelling wave


Click me to run applet

Longitudinal travelling wave


Click me to run applet

Transverse stationary wave


Click me to run applet

Resonance in a string


Formation of beats


Interference of water waves I


Interference of water waves II


Multiple sources interference


Diffraction of water waves

Click me to run applet


 

 

Click me to run applet

Simple electric circuit


 

Click me to run applet

Shunt and multiplier


Magnetic force


Click me to run applet

Motional emf


Transformer


Click me to run applet

Inductor


Click me to run applet

RC dc charging circuit


Click me to run applet

Not gate


Click me to run applet

NPN common emitter amplifier


องค์พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย

พระราชประวัติ

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  ประสูติแต่สมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์  ณ พระราชวังเดิม ธนบุรี  เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม  พ.ศ. 2347

               เมื่อพระชนมายุได้ 9 พรรษา  ทรงได้รับสถาปนาเฉลิมพระยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอมงกุฎสมมุติเทววงศ์พระอิศวรกษัตริย์ขัตติยราชกุมาร  ทรงได้รับการศึกษาเยี่ยงขัตติยราชกุมาร  ตั้งแต่เสด็จประทับ  ณ พระราชวังเดิม  ทรงศึกษาวิชาสำคัญต่าง ๆ เช่น การฝึกหัดอาวุธ  วิชาคชกรรม  และทรงสนพระทัยในการศึกษาต่างประเทศเป็นอย่างมาก

เมื่อพระชนมายุครบอุปสมบทก็ทรงผนวช  และผนวชอยู่นานตลอดรัชกาลที่ 3 ระหว่างจำพรรษา  ณ วัดราชาธิวาส  ได้ทรงศึกษา วิชาการทางพุทธศาสนา  ทรงแตกฉานในพระไตรปิฎก  เพราะทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นอย่างยิ่ง

ในด้านวิชาการทั่วไป  ทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์  ภาษาละติน  ภาษาอังกฤษ  และความรู้ทั่วไปที่ถือว่าทันสมัย  รวมทั้งสนพระทัยเหตุการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นรอบบ้านเมืองของเราตลอดเวลา

พระราชกรณียกิจต่าง ๆ นอกจากด้านการต่างประเทศ  การพระศาสนา  การทำนุบำรุงบ้านเมือง  บำรุงศิลปวัฒนธรรมแล้ว ยังทรงสนพระทัยด้านวิทยาการแผนใหม่อย่างยิ่ง

ในสมัยของพระองค์    นับเป็นอรุณรุ่งแห่งการรับอารยธรรมตะวันตก  ด้านทรงปรับปรุงบ้านเมืองในทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกทรงสนับสนุนให้มีการศึกษาศิลปวิทยาแผนใหม่ทั้งหลายที่มีประโยชน์ต่อการสร้างความเจริญให้กับประเทศ  ดังปรากฏว่ามีสิ่งริเริ่มใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย  เช่น วิชาการต่อเรือใบ    เรือกลไฟ  เรือรบ   การสั่งซื้อเครื่องจักรเข้ามาผลิตเหรียญกษาปณ์

หนังสือดาราศาสตร์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงใช้ศึกษาวิชาดาราศาสตร์ด้วยพระองค์เอง (จากสำนักราชเลขาธิการ ในพระบรมมหาราชวัง)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงได้รับการยกย่องในพระราชสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” เพราะทรงพระปรีชาสามารถและอัจฉริยะทางดาราศาสตร์ ทรงศึกษาโดยพระองค์เอง จากตำราไทยและมอญ ซึ่งแปลจากตำราโบราณของฮินดู

และทรงศึกษาตำราดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์จากยุโรป  จนสามารถคำนวณได้ล่วงหน้าถึง 2 ปี ว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในวันที่ 18 สิงหาคม  พ.ศ. 2411  และเห็นได้อย่างชัดเจนในประเทศไทยที่บ้านคลองลึก  ตำบลหว้ากอ  จังหวัดประจวบคีรีขันธ์  เป็นเหตุให้ทรงได้รับการยกย่องจากวงการวิทยาศาสตร์ของชาติมหาอำนาจในยุคนั้นเป็นอย่างสูง

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ทรงได้รับทูลเกล้าฯ ถวายพระเกียรติให้ทรงเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสัตววิทยาสมาคม  แห่งสหราชอาณาจักร  บรรดาประมุขของต่างประเทศในยุโรป  อเมริกา ต่างพากันตระหนักดีว่า ทรงสนพระทัยวิทยาศาสตร์ยิ่งนัก

ในจำนวนเครื่องราชบรรณาการ  จึงมักมีเครื่องมือและหนังสือวิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วยเสมอ  เช่น พระนางเจ้าวิกตอเรีย  แห่งสหราชอาณาจักร (อังกฤษ)  ได้ถวายกล้องโทรทรรศน์

ซึ่งเซอร์จอห์น  เบาว์ริง  ได้บันทึกไว้ว่า กล้องที่นำมาถวายมีคุณภาพต่ำกว่ากล้องโทรทรรศน์ที่ทรงมีอยู่แล้วเสียอีก  กล่าวกันว่าในห้องส่วนพระองค์จะมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์เหมือนห้องนักปราชญ์ราชบัณฑิตที่มีชื่อเสียงและมั่งคั่งของโลกในสมัยนั้นทีเดียว

ทรงเป็นนักปฏิบัติทดลองรวบรวมข้อมูล  ทรงวัดเส้นรุ้งเส้นแวงด้วยพระองค์เอง  ทรงสร้างหอดูดาวขึ้นที่เขาหลวง  จังหวัดเพชรบุรี  ทรงตั้งเวลามาตรฐานของไทย  ได้โปรดให้สร้างหอนาฬิกาขึ้นในพระบรมมหาราชวัง  และตั้งเวลามาตรฐานเพื่อให้ชาวต่างประเทศในเมืองไทยด้วย

ทรงแก้ปัญหาบ้านเมืองบางประการโดยอาศัยหลักวิทยาศาสตร์  คือ  มีเหตุผลรายละเอียดถี่ถ้วน  ไม่เชื่อโชคลาง  อาทิ  ประกาศเรื่องโรค ป่วงใหญ่  และประกาศดาวหาง  มีความว่า

“….ที่คิดว่าโรคป่วงใหญ่เป็นกองทัพภูตผีปีศาจนั้นไม่ถูกต้องและคนทั้งปวงคิดจะคุ้มครองตนเองโดยการบ่นคาถา ภาวนาพิธีต่าง ๆและอ้อนวอนต่อเทวดา เทพบุตร เทพธิดา และผีปีศาจต่าง ๆนั้น ของให้ช่วยคุ้มครองการบวงสรวงบูชายัญเสียกบาลด้วยวิธีต่าง ๆ เป็นที่น่าเกลียดนาชัง  น่าหัวร่อ”

เรื่องของดาวหางที่เกิดขึ้นทรงปลอดใจว่าอย่างได้วิตก  ทรงชี้ให้เห็นว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ธรรมชาติ  ทรงแนะวิธีแก้ความเชื่อไว้ว่า ถ้ากลัวฝนแล้งก็ให้รีบทำนาเสียขณะที่มีฝนอยู่  ถ้าครอบครัวใดไม่ได้ทำนาก็ให้จัดซื้อข้าวไว้ให้พอกิจ  ถ้ากลัวฝีดาษก็ให้มาปลูกฝีเสียที่โรงงาน

“….ถ้าดาวหางมาบนฟ้าโกรธขึ้งหึงสาพยาบาทอาฆาตแค้นอะไรอยู่กับเจ้านายมาแล้วจะไม่มาตรงไล่เอาเจ้านายทีเดียวไม่เห็นจริงด้วย”

เป็นที่ยอมรับว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงศึกษาวิชาวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดาราศาสตร์  พระองค์ได้ทรงวางรากฐานที่จะนำวิทยาการสมัยใหม่ของยุโปเข้ามาพัฒนาประเทศ

วิทยาศาสตร์แผนใหม่ตลอดจนเทคโนโลยีเริ่มมีบทบาทมาตั้งแต่สมัยพระองค์ท่าน  สิ่งใดแปลกใหม่  แม้ไม่ทรงได้เคยรู้มาก่อน  ก็ทรงตั้งพระทัยติดตามศึกษาหาความรู้ด้วยน้ำพระทัยของวิทยาศาสตร์

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีการพบปะกันเพื่อพิจารณาหาวันนักวิทยาศาสตร์แห่งชาติ  ได้ตกลงมีมติเลือกเอาวันที่ 18 สิงหาคม  เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

ทางด้านรัฐบาลหลังจากได้รับความเห็นแล้ว  ได้มีมติเมื่อวันที่ 14 เมษายน  อนุมัติให้วันที่ 18 สิงหาคม  เป็นวันวิทยาศาสตร์แห่งชาติโดยเริ่มตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2525 เป็นต้นไป  และได้ประกาศยกย่องว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทยด้วย

 

พระอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ของ  ร.4

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้   คือข้อสรุปที่แสดงให้เห็นพระอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลในการพิจารณาถวายพระราชสมัญญาแต่พระองค์ท่านว่า  พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย

เราอาจแบ่งผลงานทางวิทยาศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ออกเป็นสองประเภทคือ

1. การวางพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย

ในการดำเนินการทางด้านวิทยาศาสตร์นั้นนักวิทยาศาสตร์จะต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยพื้นฐาน 3 อย่าง คือ ระยะทาง (L) มวลสาร (M) และเวลา (T) ในสองหน่วยแรกนั้นทุกชาติจะสามารถให้คำจำกัดความได้ตามที่ตนต้องการ ไม่ว่าจะพิจารณาจากประเพณีนิยมหรือจากหลักการทางวิทยาการแผนใหม่

แต่สำหรับหน่วยที่สาม  คือเวลานั้น  ทุกชาติเห็นพ้องต้องกันว่าควรใช้หน่วยของวินาที  โดยถืออัตราเฉลี่ยของการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในรอบปีเป็นหลัก

พระองค์ท่านได้ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย  คือในปี พ.ศ. 2395  ได้ทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศนัยขึ้นในพระบรมมหาราชวัง  เพื่อใช้เป็นหอนาฬิการักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทย

ในปัจจุบันนี้ประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง  ทำการรักษาเวลามาตรฐานโดยการใช้นาฬิกาปรมาณูจาก (Caecsium – 133) แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงต้องเทียบเวลาของตนจากสัญญาณวิทยุของหอดูดาวหลักของโลก เช่น หอดูดาวกรีนิช แห่งประเทศอังกฤษ เป็นต้น

หอดูดาวหลักนี้นอกจากจะต้องมีนาฬิกาปรมาณูแล้วยังต้องเทียบเวลาจากตำแหน่งดาวบนท้องฟ้าทุกวันอยู่ตลอดเวลา  เพื่อรักษาเวลาให้ระบบของนาฬิกาปรมาณูตรงกับเวลาในระบบทางดาราศาสตร์ตามเดิมด้วย

ในสมัยพระองค์ท่าน โลกยังไม่มีการสื่อสารทางวิทยุ  ดังนั้น  การเทียบเวลาของหอนาฬิกาภูวดลทัศนัยจึงต้องเทียบกับระบบทางดาราศาสตร์โดยตรง  ซึ่งปรากฎว่าพระองค์ท่านทรงสามารถรักษาเวลามาตรฐานของประเทศไทยก่อนที่ประเทศไทยจะมีหน่วยงานนี้เกิดขึ้นมาตรฐานของประเทศไทยก่อนที่ประเทศไทยจะมีหน่วยงานนี้เกิดขึ้นในสมัยต่อมา

พระราชกรณียกิจนี้  นอกเหนือจะแสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถทางวิทยาศาสตร์ในส่วนของพระองค์ท่านแล้ว  พระองค์ท่านยังได้สถาปนาระบบเวลามาตรฐานซึ่งเป็นหน่วยหลักพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ประเทศไทย  จึงถือได้ว่าพระองค์ท่านได้ทรงวางรากฐานแก่วิทยาศาสตร์ของประเทศ

และในการนี้มีข้อที่น่ายินดีอีกข้อหนึ่งคือ  การสถาปนาระบบเวลามาตรฐานของประเทศไทยนั้นมิได้กระทำภายหลังประทศมหาอำนาจของโลกในสมัยนั้น  กล่าวคือ  รัฐสภาพอังกฤษผ่านพระราชบัญญัติเวลามาตรฐานของอังกฤษ  ในปี  ค.ศ. 1880

และในปี  ค.ศ. 1884  ที่ประชุมนักดาราศาสตร์ในกรุงวอชิงตัน  ได้ตกลงให้เส้นเมอริเดียนที่ผ่านเมืองกรีนิช  ประเทศอังกฤษ  เป็นเมอริเดียนหลัก  เพื่อการเทียบเวลาของโลก

แต่พระองค์ท่านได้ทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานของประเทศไทยก่อนหน้านี้  และได้ทรงใช้เวลามาตรฐานนี้เป็นหลักในการทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ  ซึ่งเกิดขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม  ค.ศ. 1868 (พ.ศ. 2411) ปรากฏว่าได้ผลถูกต้อง

2. ผลงานทางด้านการวิจัย

สุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411

ในยุคร่วมสมัยของพระองค์ท่านนั้น  นักดาราศาสตร์กำลังสนใจ “ปัญหาของสามวัตถุ” (Three Body Problem) และ “ปัญหาของนานาวัตถุ” (N-Body Problem)

นักคิดที่เด่นในสมัยนั้นหรือก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้น  จะทุ่มเทสติปัญญาเพื่อการหาวิธีคำนวณตำแหน่งดวงจันทร์ซึ่งโคจรรอบโลกภายใต้แรงรบกวนจากดวงอาทิตย์  และทั้งโลกและดวงจันทร์ขณะเมื่อโคจรรอบดวงอาทิตย์นั้น  ก็ยังได้รับแรงรบกวนจากดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย

ดังนั้น  จึงถือได้ว่ายุคของพระองค์ท่านนั้น  โลกของวิทยาศาสตร์ถือการแก้ปัญหาทั้งสองนี้เป็นงานวิจัยหลักในสาขาดาราศาสตร์  ฟิสิกส์และคณิตศาสตร์  ปรากฎว่าพระองค์ท่านได้ทรงเข้าร่วมในงานวิจัยนี้ด้วยโดยได้ทรงทำการคำนวณการเกิดสุริยุปราคา  ซึ่งการคำนวณเช่นนี้จะต้องแบ่งขั้นตอนออกเป็น 3ขั้นคือ

ก.  การคำนวณตำแหน่งของดวงจันทร์และดวงอาทิตย์  โดยใช้ทฤษฎีการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ (Theory of Lunar Motion) ซึ่งในสมัยนั้นยังดำเนินการศึกษาวิจัยกันอยู่ในต่างประเทศ

นักวิจัยร่วมสมัยของพระองค์ท่านที่ถือว่าเด่นมากคือ De Launay ได้ผลิตผลงานออกมาเป็นช่วงๆ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1860 ถึงปี ค.ศ. 1867 ซึ่งในช่วงเวลานี้ สันนิษฐานว่าพระองค์ท่านได้ทรงเริ่มต้นศึกษา Lunar  Theory ประมาณปี ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) ในสมัยเดียวกันกับที่นักดาราศาสตร์ที่เด่นที่สุดของยุคนั้นกำลังทำการศึกษาวิจัยอยู่เช่นกัน  ซึ่งปรากฎว่าพระองค์ท่านทรงสามารถทำการคำนวณตำแหน่งเทหวัตถุหลักของการเกิดสุริยุปราคานี้ได้อย่างถูกต้อง

ข.  หลังจากทำการคำนวณตำแหน่งดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์ได้แล้วจะต้องทำการคำนวณเพื่อตรวจสอบว่า จะมีโอกาสเกิดอุปราคาได้หรือไม่ถ้าไม่ได้ก็ผ่านไป  ถ้าสามารถเกิดได้ถึงจะเข้าสู่การคำนวณขั้นต่อไป  คือ 

ค.  ทำการคำนวณว่าการเกิดอุปราคาครั้งนั้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีนี้คือ  การเกิดสุริยุปราคาจะมีลักษณะอย่างไร  เช่น เป็นชนิดมืดหมดดวงหรือชนิดวงแหวน  หรือชนิดมีดบางส่วน  และจะเห็นได้ที่ไหนเวลาเท่าไรถึงเท่าไร  ตามระบบเวลามาตรฐานซึ่งจะต้องนำมาใช้ในการคำนวณด้วยตลอดตั้งแต่ต้น

ปรากฎว่าพระองค์ท่านได้ทรงกระทำการคำนวณได้อย่างถูกต้องทั้งในลักษณะของการเกิด  เวลาที่เกิด  และตำบลที่จะสังเกต  ซึ่งจากการทำการเปรียบเทียบจากหลักฐานการคำนวณของหอดูดาวกรีนิชแล้วปรากฎว่าระบบคำนวณของพระองค์ท่านถูกต้อง  แต่ตัวเลขของพระองค์ไม่มีในระบบของกรีนิช

 แสดงว่าพระองค์ท่านได้ทรงคำนวณขึ้นมาด้วยพระองค์เอง  มิได้นำผลการคำนวณของฝรั่งมาดัดแปลงประยุกต์สำหรับประเทศไทยแต่อย่างใด  ซึ่งรายละเอียดในเรื่องนี้  ได้แสดงในที่ประชุมนักวิทยาศาสตร์ของไทย  ณ ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพฯ  เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม  2525  ซึ่งสรุปสาระสำคัญว่า

1.  พระองค์ท่านทรงคำนวณด้วยวิธีการทางดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ชั้นสูง  จะใช้การคำนวณด้วยวิธีของโหราศาสตร์มิได้

2.  ต้องคำนวณด้วยพระองค์เองทั้งสามขั้นตอน

3.  หลักฐานทางฝ่ายกรีนิชนั้นแสดงให้เห็นว่า  ไม่เปิดโอกาสให้สามารถนำเอาตัวเลขในนั้นมาทำการคำนวณเพิ่มเติมต่อ เพื่อหาว่าการเกิดคราสครั้งนั้นจะเห็นในเมืองไทยในลักษณะใด  เวลาเท่าใด

4.  พระองค์ท่านทรงคำนวณการเกิดสุริยุปราคาครั้งนั้นล่วงหน้าถึงสองปี  ในสมัยนั้นเป็นไปไม่ได้ที่หลักฐานการคำนวณของกรีนิชจะทำสำเร็จ  และส่งมาถึงพระองค์ท่านก่อนเวลาได้นานถึงเพียงนั้น

5.  การคำนวณของทางฝ่ายกรินิชแสดงแต่เฉพาะแนวศูนย์กลางของการเดินทางของเงามืดผ่านบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยเป็นเส้น Locus เพียง 1 เส้นเท่านั้น แต่ผลการคำนวณของพระองค์ท่านได้พยากรณ์ว่าการเกิดคราสครั้งนั้นจะเห็นมืดหมดทุกดวงตั้งแต่ชุมพรขึ้นมาถึงปราณบุรีแต่ที่กรุงเทพฯ จะเห็นดวงอาทิตย์ถูกดวงจันทร์บังไม่หมดดวง โดยจะเห็นดวงอาทิตย์ขณะเกิดคราสเต็มที่ที่กรุงเทพฯ โผล่พ้นดวงจันทร์ออกมาทางด้านทิศเหนือประมาณหนึ่งในสิบส่วน

ซึ่งได้แสดงพิสูจน์ให้ที่ประชุมดังกล่าวเห็นเป็นประจักษ์แล้วว่าพระองค์ท่านทรงคำนวณได้อย่างถูกต้องเพียงไร  นอกจากมิได้ทรงอาศัยข้อมูลจากการคำนวณของฝ่ายต่างประเทศแล้ว  พระองค์ท่านยังทรงสามารถคำนวณได้โดยละเอียดพิสดารนอกเหนือจากที่ต่างประเทศกระทำด้วย

นอกจากการที่พระองค์ท่านจะทรงมีพระปรีชาสามารถทางวิทยาศาสตร์ดังกล่าวแล้ว พระองค์ท่านยังทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านดาราศาสตร์เดินเรือ (Coastal Navigation) ด้วย คือ ทรงสามารถหาตำแหน่งเส้นรุ้งเส้นแวงของเรือพระที่นั่งกลไฟกลางทะเลด้วยพระองค์เอง

โดยทรงวัดมุมสูงดวงอาทิตย์ด้วยกล้องเซกสแตนต์ (Sextant)  เทียบกับเส้นแวงที่ผ่านเมอริเดียนของพระที่นั่งภูวดลทัศนัย ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นแห่งการนำเอาวิทยาการแผนใหม่มาใช้ในประเทศ โดยที่พระองค์ท่านทรงเป็นผู้ดำเนินการด้วยพระองค์เอง ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและอัจฉริยภาพอันสูงเกินกว่าจะหาคำมาพรรณนาได้

ในยุคเริ่มต้นของการแสวงหาความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์ของโลกเราจะพบว่ามีนักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่ต้องได้รับเคราะห์กรรมอันเกิดจากการศึกษาวิจัยของตน  เช่น นักดาราศาสตร์ตาบอด  เพราะการศึกษาจุดดำในดวงอาทิตย์  นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์ในสมัยเริ่มต้นต้องได้รับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยอันเกิดจากสารกัมมันตรังสรีจนถึงแก่กรรมในที่สุด

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงรับเชื้อไข้มาลาเรียจากการที่พระองค์ท่านได้เสด็จพรระราชดำเนินทอดพระเนตรการเกิดสุริยุปราคาที่หว้ากอ  ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ท่านได้ทรงคำนวณไว้นั้นและทำให้พระองค์ท่านต้องสูญเสียพระชนม์ชีพเพราะการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์โดยแท้

โดยเหตุนี้  จึงเป็นการสมควรที่นักวิทยาศาสตร์ไทยจะได้ระลึกถึงพระเกียติคุณอันสูงส่งของพระองค์ท่าน  และสมควรที่จะน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” เพื่อทรงเป็นมิ่งขวัญของนักวิทยาศาสตร์ของชาติสืบไป

พระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องวิทยาศาสตร์  เป็นที่ยอมรับและปรากฎเด่นชัดแก่บรรดานักปราชญ์นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก  ในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง  ทรงสามารถคำนวณสถานที่และเวลาที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่างถูกต้องชัดเจนโดยไม่คลาดเคลื่อนเลย

นับว่าพระองค์ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ไทยคนแรกที่มีชื่อเสียงโด่งดังปรากฎไปทั่วโลก  ในนาม “คิงมกุฏ”  ซึ่ง  เซอร์แฮรี่  ออด  ผู้สำเร็จราชการมลายู  ณ เมืองสิงคโปร์มีความเห็นว่า  พระองค์ทรงเชี่ยวชาญในวิทยาศาสตร์  ที่ทรงสามารถคำนวณกำหนดวันที่จะเกิดสุริยุปราคาไว้ล่วงหน้าถึง 2 ปี ว่าจะเกิดในวันที่  18 สิงหาคม 2411

โดยที่เส้นของอุปราคาจะผ่านใกล้ที่สุด ณ ตำบลหว้ากอ  ในพระราชอาณาจักรสยาม  ทางฝั่งทะเลตะวันออกของแหลมมลายูตรงเส้นวิตถันดร (ละติจูด)  11 องศา  38 ลิปดา  ทิศเหนือ  และเส้นทีรฆันดร (ลองติจูด)  29 องศา  39 ลิปดา  ทิศตะวันออก  อยู่เกือบชิดเชิงเขาหลวงสูง 1,236 ฟุต ซึ่งอุปราคาจะปรากฏหมดดวงนานที่สุดด้วย

การที่พระองค์ทรงเชิญนักวิทยาศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจที่รุ่งเรืองที่สุดในโลกขณะนั้น  คือ อังกฤษ  และฝรั่งเศส  โดยเฉพาะเซอร์แฮรี่  ออด  ผู้สำเร็จราชการมลายู  ณ  เมืองสิงคโปร์  และภริยา  มาร่วมดูสุริยุปราคา  ณ ตำบลหว้ากอ  ประจวบคีรีขันธ์

พร้อมทั้งโปรดเกล้าฯ  ให้เชิญฝรั่งทุกคนที่ทำงานหรือรับราชการอยู่ในกรุงเทพมหานคร  มาร่วมด้วยเป็นพิเศษนั้น  เป็นการผสมผสานงานมหกรรมทางวิทยาศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่กับการเมือง  ควบคู่กันไปอย่างแนบเนียนที่สุด

กล่าวคือมีเรือรบที่สำคัญของอังกฤษ  3 ลำ  ชื่อ  เรือรบหลวงกราสฮอปเปอร์  เรือรบหลวงซาแคลไลท์  เรือราชการต่างประเทศไปให้ของฝรั่งเศส  2 ลำ คือ เรือรบหลวงเฟรลอง  เรือรบหลวงซาร์ท  ของไทยมี 5 ลำ  คือ  เรือพระที่นั่งอรรคราชวรเดช  เรืออรรคเรศรัตนาสน์  เรือสยามูปสดัมภ์  เรือยงยศอโยชฌิยา  เรือขจรชลคดี  รวมเรือรบและเรือราชการต่างประเทศสำคัญ ๆทั้งสิ้น 10 ลำ  นับเป็นการชุมนุมกองเรือรบพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น

พระราชกรณียกิจ 10 วัน  ที่ตำบลหว้ากอของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ครั้งนั้นนับเป็นประวัติศาสตร์ของโลกได้เป็นอย่างดีที่สุด  ตามที่ได้พรรณนามาจากหลักฐานต่าง ๆ และจากมโนภาพที่ได้มีโอกาสออกไปสำรวจพื้นที่ร่วมกับคณะกรรมการสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย  2 ครั้ง  กับที่ได้ไปราชการในท้องที่ตำบลหว้าโทนในปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านหว้ากอ

พระองค์ทรงเห็นการณ์ไกลที่สามารถผสมผสานปัญหาและประโยชน์ต่าง ๆ ให้แก้ไขและเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีเยี่ยมสมควรแล้วที่เราชาวไทยจะได้พร้อมกันเฉลิมพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่และถวายสมัญญาแต่พระองค์ว่า  พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย

พระองค์ทรงทำให้โลกสั่นสะเทือนและอัศจรรย์ในพระราชกรณียกิจอันเป็นประวัติศาสตร์โลกที่หว้ากอ  ซึ่งนำเกียรติยศเกียรติประวัติมาสู่ประเทศไทย  ให้ประชาชนคนไทยมีความภาคภูมิใจชั่วกาลนาน

พวกเราชาวไทยพร้อมใจกันสืบทอดเจตนารมณ์อันสูงส่ง  ด้วยเกียรติคุณทางวิทยาศาสตร์ของพระองค์ท่านให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงเป็นพื้นฐานในการพัฒนาชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักของเราสือบต่อไป

เป็นการเพิ่มพูนกำลังใจแก่บรรดานักวิทยาศาสตร์ไทยและประชาชนชาวไทยจักได้เห็นคุณค่าความสำคัญและเกียรติของนักวิทยาศาสตร์ไทยมากยิ่งขึ้น  และต่อไปพวกเราชาวไทยจะได้มีโอกาสแสดงความกตัญญูกตเวทีคุณแต่องค์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย  ให้ปรากฏต่อพระบรมราชุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในวันที่ 18 สิงหาคม เป็นประจำทุกปี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉายร่วมกับคณะชาวต่างประเทศ หน้าพลับพลาที่ประทับค่ายหลวง ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวง 18 สิงหาคม 2411

 


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

                 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามหามงกุฎพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชสมภพเมื่อ วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๓๔๗ ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ฉศกจุลศักราช ๑๑๖๖ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๒ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี ณ พระราชวังเดิม พระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อพระชนมายุย่างเข้า ๙ พรรษา (พ.ศ. ๒๓๕๖) สมเด็จพระบรมชนกนาถ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดให้มีพระราชพิธีลงสรงเป็นครั้งแรก ในกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ดำรงพระราชเกียรติยศรับพระราชทานพระนามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า "สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามงกุฎสมมติเทววงศ์พงศ์อิศวร กษัตริย์วรขัตติยราชกุมาร" ปรากฏตามอเนกนิกรชนสมมติ เรียกพระนามว่า "ทูลกระหม่อมฟ้าพระองค์ใหญ่"
ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ (พระชนมายุได้ ๔๗ พรรษา ทรงผนวชมาได้ ๒๗ พรรษา)

         พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ได้เข้ากราบถวายบังคมทูลอัญเชิญเสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ สืบพระราช สันติวงศ์ รัชกาลที่ ๔ โดยมีพระราชปรมาภิไธยโดยย่อว่า "พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรามหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเริ่มสร้างความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่าง พระมหากษัตริย์กับ อาณาประชาราษฎร ให้เข้ากับกาลสมัยในรูปใหม่ อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่พระองค์ ทรงอยู่ในสมณเพศนานถึง ๒๗ พรรษา ได้เสด็จธุดงค์ไปยังหัวเมืองต่างๆ เป็นโอกาสให้ทรงได้รับรู้สภาพความเป็นอยู่ โดยแท้จริงของ ราษฎรส่วนใหญ่ด้วยพระองค์เอง

        นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่ายิ่ง และเป็นการเตรียมพระองค์เพื่อปกครองบ้านเมืองในอนาคต เป็นอย่างดี ประกอบกับลัทธิจักรวรรดินิยม ที่แผ่ขยายมายังประเทศใกล้เคียงในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และในทวีปเอเซีย ทำให้พระองค์ทรง ตระหนักว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศสยาม จะต้องยอมรับอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตก และเร่งปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย โดยทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจในหลายๆ ด้านไปพร้อมๆ กันด้วยพระบรมราโชบายที่มีทรรศนะไกล และด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ คือ
๑. ด้านการต่างประเทศ
๒. ด้านการเสริมสร้างความมั่นคง และการป้องกันพระราชอาณาจักร
๓. ด้านการปฏิรูปการปกครอง
๔. ด้านการทำนุบำรุงอาชีพของราษฎร และการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ และการคลัง
๕. ด้านบำบัดทุกข์บำรุงสุขของราษฎร
๖. ด้านบำรุงศึกษาศาสตร์
๗. ด้านพระราชพิธี ประเพณี ธรรมเนียม
๘. ด้านพระศาสนา
๙. ด้านการก่อสร้าง
       

           พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า การศึกษาสมัยใหม่ เป็นสิ่งจำเป็นในการปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย เป็นที่ยอมรับของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ทรงสนับสนุนงานริเริ่มจัดการศึกษาสมัยใหม่ โดยคณะมิชชั่นนารี อย่างดียิ่ง ทรง เป็น "องค์วิชาการ" ทรงใฝ่พระทัยศึกษาด้วยพระองค์เอง ทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญาศาสนาต่างๆ ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ และดาราศาสตร์ ใน พ.ศ.๒๔๑๑ ปรากฎว่า พระองค์ทรงสามารถคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ที่ตำบล หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้อย่างแม่นยำ เป็นที่เลื่องลือในวงการดาราศาสตร์ทั่วโลก
 

 

สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี

          สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชชนนี พระพันปีหลวงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ทรงเป็นพระธิดาใน สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอกรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ (พระองค์เจ้าศิริวงศ์) และ พระชนนีน้อย ประสูติ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน๘ อุตราษฒ ขึ้น๑๒ ค่ำ ปีมะเมียจุลศักราช ๑๑๙๖ ตรงกับวันที่ ๑๗ กรกฏาคม พ.ศ .๒๓๗๗ ทรงกำพร้าทั้งพระชนก และ พระชนนี ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ สมเด็จพระบรมอัยยิกาธิราชเจ้า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อยู่ในพระอภิบาลของสมเด็จพระปิตุจฉา สมเด็จพระเจ้าบรมมไหยิกาเธอ กรมพระสุดารัตน์ราชประยูร ณ พระตำหนักตึก ในพระบรมมหาราชวัง
เมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง เสด็จอาผู้ทรงอภิบาลบำรุงได้จัดให้เสด็จขึ้นเฝ้าสมเด็จพระบรมอัยยิกา อยู่เนืองนิจ เมื่อทรงมีอายุพอถวายงานพัดได้ ทรงได้รับการสอนจากเสด็จอา ให้รู้จักวิธีการถวายงานพัด แม้ขณะนั้นจะทรงพระเยาว์ (๕ พระชันษา) แต่ก็ถวายอยู่งานพัดถวายสมเด็จพระอัยยิกา ได้อย่างดีและถูกแบบแผน เป็นโปรดปรานพอพระราชหฤทัยของสมเด็จ พระอัยยิกาธิราชเป็นยิ่งนัก สมเด็จพระอัยยิกาธิราชจึงทรงพระราชทานพระนามว่า "หม่อมเจ้าหญิงรำเพย" ซึ่งหมายถึงการพัดอย่างโชยๆ ถูกแบบแผนราชประเพณี

          มีเรื่องเล่ากันว่าพระภิกษุพระศรีสุทธิวงศ์ ได้ไปประเทศลังกาในขากลับได้นำเอาต้นไม้ชนิดหนึ่งเข้าถวายสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ทรงโปรดไม้นั้นมาก และ ได้พระราชทานชื่อไม้นั้นว่า"รำเพย"ตาม พระนามของพระเจ้าหลานเธอ ครั้นล่วงเข้ารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรมหามงกุฏฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ เมื่อถึงปี พ.ศ.๒๓๙๕ สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระมเหสีของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานสมมตยาภิเษก "หม่อมเจ้าหญิงรำเพย" ขึ้นเป็นพระราชเทวี ทรงพระนามว่า "พระนางเธอพระองค์เจ้ารำเพยภมราภิรมย์" ทรงดำรงตำแหน่งพระอัครมเหสี และต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระอิสริยยศเป็นที่ "สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์"
ข้อสังเกตุในพระนามของพระองค์ที่สมเด็จพระอัยยิกาธิราช(ร.๓) ทรงพระราชทานให้นั้นแปลว่า
ลมเย็นที่พัดค่อยๆอ่อนๆ แต่ พระนามที่พระราชสวามี(ร.๔)ทรงพระราชทานนั้นแปลว่าทรงเป็น
บุปผชาติที่เป็นที่ยินดีและเป็นที่พักพิงของมวลหมู่ภมร
สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ ทรงมีพระราชโอรส และพระราชธิดารวม ๔ พระองค์คือ


๑. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์ ต่อมาเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
๒. สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงจันทรมณฑลโสภณภควดี
ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯเฉลิมพระนามอัฐิ เป็น สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์
๓. สมเด็จเจ้าฟ้าชายจาตุรนต์รัศมี
ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้น เป็น สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์
๔. สมเด็จเจ้าฟ้าชายภาณุรังษีสว่างวงศ์
ต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้น เป็น สมเด็จพระราชปิตุลา
บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุ์วงศ์วรเดช

       สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ ทรงเป็นขัตติยนารีที่มีพระจริยวัตร อ่อนโยน เรียบร้อย เป็นที่ สนิทเสน่หา ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยิ่งนัก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดเรียกพระนามของพระองค์ว่า "รำเพย" บ้าง "แม่รำเพย" บ้าง "แม่เพย"บ้าง ดังปรากฏในลายพระราชหัตถเลขาถึงเจ้าจอมมารดาพึ่ง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไป พระราชทานผ้าพระกฐิน ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๒๓๙๘ ดังนี้ ".....ลูกเมียและคนทั้งปวงที่มาด้วย ก็สบายอยู่หมดทุกคน ทูลพระองค์ลม่อมให้ทราบด้วยว่า ฟ้าชายฟ้าหญิงกับรำเพยสบายดี แม่พาลูกทั้งเล็กทั้งใหญ่ไปเที่ยวหลายแห่ง ก็ไม่เจ็บไข้อะไรดอก ...... "
สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ ทรงมีพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรง ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๓๙๙ และ ยิ่งหลังจากการประสูติสมเด็จเจ้าฟ้าชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ พระราชโอรสองค์ที่๔ ในปี พ.ศ.๒๔๐๒ ก็ทรงประชวรเรื่อยมา

        ดังปรากฎใน พระราชหัตถเลขาใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานถึง พระองค์เจ้าปัทมราช ฉบับลงวันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๐๓ ความว่า "... กระหม่อมฉันกับทั้งญาติพี่น้อง บุตร ภรรยา อยู่ดีเป็นสุขสบายอยู่หมด แต่แม่รำเพยตั้งแต่ คลอดบุตรชายภาณุรังษีสว่างวงศ์ มาแล้ว ป่วยให้ไอ แลซูบผอมมากไป....."
และอีกฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๐๔ มีข้อความว่า
"....แม่เพย ไออาเจียนเป็นโลหิต ออกมา แต่หมอ ยังแก้ไข ก็ค่อยคลายมา โลหิตออกบ้างเล็กน้อย จางไปแล้ว
ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น สี่ค่ำ เดือนสิบ เวลากลางคืนเธอว่าค่อยสบายไอห่างไป นอนหลับได้มาก ตั้งแต่สามยามไปจนถึงสามโมงเช้า ครั้น ณ วันจันทร์ ขึ้นห้าค่ำ เดือนสิบ ตื่นขึ้นมาอีกที เวลาสามโมงเช้า รับประทาน อาหารได้ถ้วยฝาขนาดใหญ่ แล้วนั่งเล่นอยู่กับ บุตรคนเล็ก ไอเป็นโลหิตออกมา แล้วเกิดโลหิต พลุ่งพล่าน มากที่สุด ออกทั้งทางจมูกทางปาก หลายถ้วยแก้วกระบอก ไม่มีขณะหายใจพอโลหิตมากแล้ว ชีพจรทั้งตัวก็หยุดทีเดียว ไม่ฟื้นเลย ได้รับประทานจัดการไว้ศพในโกดังที่ตึกต้นสน..."
สมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ ทรงประชวรด้วยโรควัณโรค จนเสด็จสู่สวรรคต ณ วันจันทร์ เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีระกา ตรีศก จุลศักราช๑๒๒๓ ตรงกับวันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๔ พระชนมายุ ๒๘ พรรษา

 
          เมื่อสมเด็จพระนางรำเพยภมราภิรมย์ สิ้นพระชนม์นั้น บรรดาฝรั่งพากันลดถึงครึ่งเสาให้สามวัน ซึ่งเห็นจะเป็นครั้งแรกที่ปรากฏขึ้นในเมืองไทย ดังปรากฏในพระราชหัตถเลขาซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานถึงพระยาศรีพิพัฒราชทูตฉบับหนึ่งมีข้อความว่า "...แม่เพยนี้ถึงในกรุงเทพฯ ท่านทั้งปวงว่าเป็นเจ้าเล็กเจ้าน้อยก็ดีแต่ ในเมืองที่มาทำสัญญาไมตรี แลลูกค้าพาณิชต่างประเทศเป็นอันมาก เขานับถือว่า เป็นคนโตคนใหญ่ ตั้งแต่วันสิ้นชีวิตลงแล้ว กงสุลต่างประเทศบรรดาที่มีธง เขาก็ลดธงครึ่งเสาให้สามวัน เรือกำปั่นที่จอดทอดอยู่ในแม่น้ำทุกลำ กงสุลก็ป่าวร้องให้ลดธงแลไขว้เชือกแดงสำแดงความให้รู้ว่าเศร้าโศกสามวัน.... "
ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๑๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเถลิงถวัลย์ขึ้นครองสิริราชสมบัติจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เฉลิมพระนามพระอัฐิ เพื่อเป็นการสนองพระเดชพระคุณแด่องค์พระราชชนนีพันปีหลวงเป็น"กรมสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์" และ ต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ เฉลิมพระนามาภิไธยเป็น "สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี"
 

           ในปี พ.ศ.๒๕๑๙ ซึ่งเป็นปีที่ องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระชนมายุอยู่ในช่วงวัยเบญจเพศ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา วัดเทพศิรินทราวาส ขึ้น ตามพระนามของสมเด็จพระราชชนนี เพื่อทรงเฉลิมพระเกียรติ และ ทรงอุทิศพระราชกุศลถวาย สนองพระเดชพระคุณแห่ง องค์สมเด็จพระบรมราชชนนี และ สร้างพระพุทธรูปฉลองพระองค์ สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ประดิษฐานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปยืนทรงเครื่องปางห้ามสมุทร สูง ๑.๗๓ เมตร ฐานสูง ๔๕ เซนติเมตร
เมื่อพระอารามแห่งนี้ได้มีสถานศึกษาขึ้น องค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานนาม สถานศึกษาแห่งนี้ว่า โรงเรียนเทพศิรินทร์ ให้เป็นเกียรติยศ มั่นคง ถาวรสืบต่อไป
 

 


พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
 


 

        พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นพระราชโอรส องค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เมื่อพระชนมมายุได้ 20 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่มหาอำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นการนำทางไปสู่การศึกษาวิทยาการแขนงต่างๆ ต่อไป ทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตกโดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทรงติดต่อกับชาวต่างประเทศเพื่อจะได้ทรงทราบเรื่องราวของต่างประเทศมากขึ้น การศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวางทางวิทยาการและความเป็นไปของโลกภายนอก ทำให้พระองค์ทรงมีความคิดเห็นก้าวหน้า และทรงเล็งเห็นความจำเป็นสองประการ คือ
         1. วิทยาการความเจริญตามแบบประเทศตะวันตกเป็นสิ่งที่ควรสนใจ มีประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศในอนาคต ชาวไทยจะต้องศึกษาวิทยาการใหม่ ๆ เหล่านี้
         2. สถานการณ์ของประเทศใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับคนต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิเทโศบายของประเทศ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประเทศและเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (วิลาสวงศ์ พงศะบุตร 2525 : 13)
ครั้นถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่จึงเชิญเสด็จลาผนวชจากวัดบวรนิเวศวิหาร แล้วเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2394 เมื่อพระชนมายุ 47 พรรษา

ดาวหางโดนาติ
         ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2401 จิโอแวนนิ บาตติสตา โดเนติ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีค้นพบ ดาวหางโดนาติ (Comet Doneti) ซึ่งชาวไทยมองเห็นด้วยตาเปล่าในช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ.2401 ผู้คนสมัยนั้นหวาดกลัวดาวหางยิ่งนัก เพราะมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า ดาวหางเป็นลางบอกเหตุร้าย


ดาวหางโดเนติ

         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ ทรงสั่งสอนประชาชนให้มีเหตุผล ทรงออกประกาศล่วงหน้าตักเตือนผู้คนไม่ให้ตื่นตกใจ ทรงชี้ให้เห็นว่าดาวหางเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เห็นได้ทั่วโลกไม่เพียงแต่ในเมืองไทยเท่านั้น ทรงออกประกาศมีความว่า “มีพระบรมราชโองการมารพระบัณทูลสุระสีหนาท ให้ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า วันเสารเดือนสิบ แรมค่ำ นายจบคชศิลทรงบาศขวาได้เห็นดาวหางดวงนี้ ครั้น ณ วันพฤหัศ เดือนสิบ แรมสิบห้าค่ำ เจ้านายแลข้าราชการซึ่งได้เหนด้วยกันมาก ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระเนตรแล้ว ทรงดำรัสว่า ดาวดวงนี้ทรงจำได้ ว่าได้เคยมีมาแต่ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อปีมเมียโทศก จุลศุกราช ๑๑๗๒ ได้ ๔๘ ปีมาแล้ว คราวนั้นก็มาในเดือน ๑๑ ในทิศนี้ในราษีแลฤดูกาลเวลาเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุอะไรนัก มีแต่ความไข้ทรพิศแลกระบือล้นมาก แลฝนแล้งแล้วก็ได้พระยาเสวตรกุญชรมา ในปีมแมตรีศกนั้น ถึงคนมีอายุมากได้เหนแล้ว แต่ไม่ได้สังเกต ก็จำไม่ได้ คนอายุน้อยก็ไม่ได้เคยเหน ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยทรงจำได้แน่ แลพระยาโหราธิบดีก็จำได้ แต่ชาวประเทศยุโรป ได้เหนในประเทศยุโรปนานหลายเดือนแล้ว ได้ลงหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เดือนหกมา แลดาวอย่างนี้ มีคติแลทางที่ดำเนินยาวไปในท้องฟ้า ไม่เหมือนดาวพระเคราะห์อื่นแลดาวท้องฟ้าทั้งปวง เปนของสัญจรไปนานหลายปีแล้วก็กลับมาได้เหนในประเทศข้างนี้อีก เพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกัน แลคิดวิตกเลาฤาไปต่างๆ ด้วยว่ามิใช่จะได้เหนแต่ในพระนครนี้ แลเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิได้ ย่อมได้เหนทุกบ้านทุกเมืองทั่วพิภพอย่างได้เหนนี้แล ประกาศมา ณ วันอาทิตย์เดือนสิบเอด ขึ้นสิบค่ำ ปีมเมีย สัมฤทธิศ็ก เปนวันที่ ๒๗๑๓ ในรัชกาลประจุบันนี้” (ที่มา: ราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลที่ 4)

การสถาปนาเวลามาตรฐาน
         แต่เดิมมาคนไทยวัดเวลาโมงยามโดยตั้งอ่างน้ำลอยกะลามะพร้าว เรียกว่า นาฬิเก เมื่อน้ำเข้ารูกะลานาฬิเกเต็มและจมลง ถือเป็น 1 ชั่วโมงนาฬิกา คนนั่งยามจะตีฆ้องบอกเวลาในตอนกลางวัน เรียกว่า โมง หากเป็นเวลากลางคืนจะตีกลอง เรียกว่า ทุ่ม การวัดเวลาเช่นนี้ไม่เป็นตามหลักของวิทยาศาสตร์และสากลที่เชื่อถือได้


หอนาฬิกาพระที่นั่งทัศภูวดลทัศไนย

         ในช่วงต้นรัชสมัยพระองค์ท่านยังไม่มีชาติใดตกลงเรื่องการใช้เวลามาตรฐาน หอดูดาวที่กรีนิช ประเทศอังกฤษก็ยังไม่มี รัฐสภาอังกฤษออกพระราชบัญญัติเวลามาตรฐานเมื่อ ค.ศ.1880 และจนถึง ค.ศ.1884 (พ.ศ.2427) นักดาราศาสตร์จึงได้ประชุมตกลงกำหนดเส้นแวงผ่านเมืองกรีนิชเป็นเส้น 0 องศา เพื่อเทียบเวลาโลก แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย โดยพระองค์ได้ทรงปฏิบัติการค้นคว้าและทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นเป็นหอนาฬิกาหลวง ในพระบรมมหาราชวัง และทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นดังนี้
         1. ทรงตรวจวัดความสูงของดวงอาทิตย์และทรงคำนวณทางดาราศาสตร์ทุกวัน
         2. ทรงกำหนดเส้นแวงให้ผ่านจุดหนึ่งในพระบรมมหาราชวังเป็นเส้นแวง 100 องศาตะวันออก (ในเวลาต่อมาระบบพิกัดนานาชาติ ได้กำหนดว่า กรุงเทพ อยู่ที่เส้นลองกิจูด 100 องศาตะวันออก 29 ลิบดา 50 ฟิลิปดา)
         3. ทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยเป็นอาคารสูง 5 ชั้นขึ้น ณ จุดที่เส้นแวง 100 องศา ตะวันออก ตรงยอดมีนาฬิกา 4 ด้าน เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐาน
         โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าหน้าที่รักษาเวลามาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งงานทางวิทยาศาสตร์ของไทยชุดแรก คือตำแหน่งพันทิวาทิตย์ทำการเทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และตำแหน่งพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์ พระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับการสถาปนาระบบเวลามาตรฐานว่า “...จะเป็นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ว่าเมืองเรา ใช้เครื่องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคายนักไม่สมควรเลย เพราะเหตุฉะนี้ จึงได้ทรงพินิจพิจารณาตรวจตราคำนวณความดำเนินพระอาทิตย์ ให้ฤดูทั้งปวงสอบกับนาฬิกาที่ดีมาหลายปี ทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการ แจ้งในพระราชหฤทัยแล้ว...”


สุริยุปราคา ณ หว้ากอ


         เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า “มีพระบรมราชโองการมารพระบัณทูลสุระสีหนาท ให้ประกาศแก่ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย แลพระสงฆ์สามาเณร แลทวยราษฎรทั้งปวงในกรุงเทพ แลหัวเมืองให้ทราบทั่วกันว่า สุริยุปราคาครั้งนี้จะมีในวันอังคารเดือน ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะโรง สัมฤทธิศก (วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411) จะจับในเวลาเช้า ๔ โมงเศษไปจนเวลาบ่ายโมงเศษจึงจะโมกษบริสุทธิ์ ก็สุริยุปราคาครั้งนี้ในกรุงเทพนี้จะไม่ได้เห็นจับหมดดวง จะเห็นดวงพระอาทิตย์อยู่น้อยข้างเหนือ แรกจับจะจับทิศพายัพค่อนอุดร ในเวลาเช้า ๔ โมงกับบาทหนึ่ง แล้วหันคราธไปข้างใต้ จนถึงเวลา ๕ โมง ๘ บาทแล้ว พระอาทิตย์จะออกจากที่บังข้างทิศอาคเณย์ ครั้นเวลา ๕ โมง ๘ บาทแล้ว พระอาทิตย์จะออกจากที่บังข้างทิศพายัพ ครั้นบ่ายโมงกับ ๖ บาทจะโมกษบริสุทธิ์หลุดข้างทิศอาคเณย์ คำทายนี้ว่าที่ตำบลหัววาน”


ค่ายหลวง ณ หว้ากอ

         พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงเสด็จดำเนินทางชลมารค ทรงจัดตั้งค่ายหลวงที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ใจความว่า “เพลา ๑๐ นาฬิกา ๑๖ นาที หรือก่อนอุปราคาจะจับหมดดวง ๒๐ นาที สังเกตเห็นได้ชัดมากถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งสีท้องฟ้าในด้านทิศใต้ ซึ่งเดิมเป็นสีน้ำเงินใส ได้เปลี่ยนเป็นสีม่วงแก่ แล้วเปรเป็นสีตะกั่วแก่ และมีเมฆชนิดมีสัณฐานเป็นก้อนใหญ่ ซึ่งแตกออกจากกันหลายก้อนในทางนั้น ลอยเด่นอยู่ข้างบน ต่อมาสักครู่ขณะเงามืดของดวงจันทร์ค่อยบดบังดวงอาทิตย์ หรือในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๐ นาที ท้องฟ้าทั้งหมดดำคล้ำลง และวัตถุต่างๆ ซึ่งอยู่ไกลก็ปรากฏรูปมัวลง ทะเลก็เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงแก่ และเรือกำปั่นซึ่งทอดอยู่ห่างจากฝั่งในระยะ ๓ ไมล์ ก็เห็นไม่ได้ชัด เครื่องวัดอากาศในบัดนี้ลดลงได้ ๖ องศาจากขนาดความหนาวร้อนของอากาศ รู้สึกอากาศเย็นอย่างประจักษ์ด้วยกันทุกคน เวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๕ นาที มีความมืดจัดวัตถุที่อยู่บนบกแต่ไกลแทบสังเกตไม่ได้ ต้นไม้ในที่ใกล้บ้านก็มืดเป็นก้อนดำ ดวงดาวก็ปรากฏขึ้นทางสูงสุดของขอบฟ้าทางโน้นทางนี้ เรือกำปั่นในทะเลก็หายไปมองไม่เห็น ในเวลาดวงอาทิตย์มืดมนซึ่งปรากฏในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๐ นาที มีความมืดมาจนรูปหน้าคนซึ่งอยู่ในระยะ ๒–๓ ฟิต ก็สังเกตไม่ได้ และการคาดคะเนระยะทางว่าใกล้ไกลเพียงไรก็ดูเหมือนหมดไปด้วย เครื่องวัดอากาศก็ดูไม่เห็น นอกจากมีแสงไฟส่องให้ใกล้ ท้องฟ้ามีดาวพราวเหมือนในเวลาสนธยาอย่างจัดแห่งราตรี”


สุริยุปราคา พ.ศ.2411 ภาถ่ายโดย ขุนสาทิศลักษณ์

         “อุปราคาจับหมดดวงในเวลานี้กินเวลาได้ ๖ นาทีกับ ๔๕ วินาที แล้วทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจัดพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์เหมือนแสงสว่างเรืองอย่างจัด รัศมีที่อยู่รอบดวงและรัศมีที่เป็นลำพุ่งออกมาก็อันตรธานไปทันที.. แต่นี้อุปราคาก็เริ่มคลาย และคลายไปจนโมกษบริสุทธิ์ในเวลา ๑ นาฬิกา ๓๗ นาทีกับ ๔๕ วินาที..พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชหฤทัยยินดี ด้วยทรงคำนวณเวลาอุปราคาได้ถูกต้องแน่นอน..”

เสด็จสวรรคต
         หลังจากที่เสด็จกลับจากทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2411 ก็ทรงพระประชวรเป็นไข้ และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411 ขณะพระชนมายุ 64 พรรษา สิริรวมเวลาเสวยราชย์ 17 ปี 5 เดือน 29 วัน ต่อมาในปี พ.ศ.2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบประกาศเป็นทางการให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี (วันสุริยุปราคาที่หว้ากอ) เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” และพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”


รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.kingmongkut.com/


คลิกครับ


ภาพผลงานของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็น powerpoint  จำนวน 18  แผ่น

คลิกครับ


 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์