ฟิสิกส์ราชมงคล

index 122

รางวัลโนเบล 50 บทพิสูจน์คุณค่ามนุษยชาติ

คนเก่งคนดี ควรได้รับการยกย่อง...เมื่อถึงช่วงเดือน ต.ค.ของทุกปี ผู้คนทั่วโลกจะได้รับทราบข่าวการประกาศ “รางวัลโนเบล” นับเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่คณะกรรมการของสถาบันประสาทรางวัลโนเบล ในสวีเดนพิจารณามอบให้กับผู้สร้างประโยชน์แก่โลกในสาขาต่างๆมากว่าร้อยปี

ประเดิมการประกาศรางวัลแรกของปี 2550 นี้ ด้วย “รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์” เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ต.ค. ที่นักวิทยาศาสตร์ 3 คน จาก 2 ประเทศคว้ารางวัลดังกล่าวจากการร่วมวิจัยเรื่องตัวอ่อนสเต็มเซลล์ ประกอบด้วย นายมาริโอ อาร์. คาเปคชี และ นายโอลิเวอร์ สมิธีส์ ชาวอเมริกัน กับ นายมาร์ติน เจ. อีแวนส์ ชาวอังกฤษ ทั้ง 3 ร่วมคิดค้นจนนำไปสู่ กระบวนการทางการแพทย์แขนงใหม่ที่เรียกว่า “การสร้างยีนเป้าหมาย” ทดลองสำเร็จในหนูทดลอง กระบวนการดังกล่าวช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ เข้าใจบทบาทของยีนยิ่งขึ้นและยังช่วยขยายองค์ความรู้ทางการแพทย์ในหลายด้าน ทั้งเรื่องโรคภัยต่างๆและพัฒนาการของยีน เป็นต้น

ด้าน “รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์” ตกเป็นของ นายอัลแบร์ แฟร์ นักวิจัยชาวฝรั่งเศส และ นายปีเตอร์ กรุนแบร์ก นักวิจัยชาวเยอรมัน จากผลงาน “การค้นพบแรงต้านทานของสนามแม่เหล็ก” ที่ช่วยพัฒนาวงการคอมพิวเตอร์ในการย่อฮาร์ดดิสก์ให้มีขนาดเล็กลง แต่บรรจุข้อมูลได้ง่ายและมากขึ้น หรือที่เรียกว่า “จีเอ็มอาร์” (ไจแอนต์ แมกเนโตรซิสแทนต์) ซึ่งนำไปใช้ในงานด้านนาโนเทคโนโลยีอีกด้วย

ขณะที่การประกาศรางวัลโนเบลสาขาเคมี ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ นายแกร์ฮาร์ด เอิร์ตล์ นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน จากผลงานกระบวนการทางเคมีบนพื้นผิวของแข็ง นายเอิร์ตล์เริ่มค้นคว้าตั้งแต่ปี 1960 จนประสบความสำเร็จในการอธิบายปฏิกิริยา เมื่อโมเลกุลและอะตอมกระทบกับพื้นผิวของแข็ง นอกจากเป็นการเพิ่มความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังสามารถนำไปพัฒนาวงการอุตสาหกรรม อาทิ การอธิบายว่าทำไมจึงเกิดสนิม การอธิบายว่าเซลล์ เชื้อเพลิงในรถยนต์ผลิตพลังงานได้อย่างไร ไปจนถึงการอธิบายว่าทำไมโอโซนจึงถูกทำลายในชั้นบรรยากาศ นายเอิร์ตล์ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ฉลองวันเกิดปีที่ 71 เมื่อ 10 ต.ค. ปัจจุบันเขายังคงทำงานที่สถาบันฟริตส์ ฮาร์เบอร์ ในกรุงเบอร์ลิน

ส่วนสาขาวรรณกรรม ที่แม้ไม่ใช่ตัวเก็งแต่ ท้ายสุด นางดอริ เลสซิง นักเขียนชาวอังกฤษ วัย 87 ปี ก็ได้รับการประกาศให้เป็นผู้ได้รับ “รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม” ในปีนี้ ซึ่งคณะกรรมการผู้พิจารณารางวัลยกย่องนักเขียนสตรีผู้นี้ว่า เป็นผู้กล้าหาญ และผลงานของเธอแสดงออกถึงพลังการต่อสู้แห่งสตรี ดอริส เลสซิง หรือชื่อเดิมว่าดอริส เมย์ เทย์เลอร์ เกิดเมื่อ 22 ต.ค. 2462 ในดินแดนเปอร์เซียหรืออิหร่านในปัจจุบัน ก่อนจะย้ายไปใช้ ชีวิตในดินแดนโรดิเซียหรือประเทศซิมบับเวปัจจุบันอยู่หลายปี และได้อพยพมาอยู่ในอังกฤษเมื่อปี 2470 โดยมีงานเขียนชิ้นแรกเกี่ยวกับการเหยียดผิวยุคล่าอาณานิคมที่มีตัวละครเอกคือ ภรรยาเกษตรกรผิวขาวกับคนรับใช้ผิวดำ ในเรื่อง “เดอะกราสส์ อีส ซิงกิ้ง” ที่โด่งดังอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีผลงานที่สร้างชื่อและได้รับการยกย่องมากที่สุดในเรื่อง “เดอะ โกลเด้น โน้ตบุ๊ก” เมื่อปี 2506 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของชายหญิง ทำให้เธอได้รับการยกย่องให้เป็นนักเขียนเฟมินิสต์คนสำคัญ

ด้านการประกาศ “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” ถือว่าเป็นสาขาที่ถูกจับตามากที่สุดทุกปี เพราะบุคคลสำคัญคุ้นหน้าคุ้นตาได้รับรางวัลในสาขานี้บ่อยครั้ง อาทิ ดาไล ลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งทิเบต ได้รับรางวัลในปี 2532 นางอองซาน ซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยพม่าในปี 2534 นายเนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ ในปี 2536 ซึ่งรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี 2550 ตกเป็นของนายอัลเบิร์ต อาร์โนลด์ (อัล) กอร์ จูเนียร์ หรือ อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยประธานาธิบดี บิลล์ คลินตัน ผู้ผันตัวมาเป็น “หัวหอก” รณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกตระหนักถึงภัยจากภาวะโลกร้อน และ คณะกรรมการระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ หรือ IPCC พร้อมกับนายราเชนดรา ปาเชารี ประธาน IPCC ชาวอินเดีย ซึ่งคณะกรรมการพิจารณารางวัลระบุว่าบุคคล และองค์กรดังกล่าวร่วมกันรณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจ เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์และวางรากฐาน สำหรับมาตรการต่างๆเพื่อต่อสู้และรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

การปลุกกระแสชาวโลกให้ตระหนักถึงภาวะ โลกร้อนของนายกอร์ เป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวางเมื่อเขาร่วมสร้างภาพยนตร์ “An Inconvenient Truth” จนได้รับรางวัลออสการ์ประเภทหนังสารคดีเมื่อปี 2549 ด้าน IPCC ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 นับเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์ระดับสูงสุดของโลก ที่มีนักวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆจากทั่วโลกเป็นสมาชิกราว 3,000 คน ทำหน้าที่ศึกษาและติดตามเกี่ยวกับภาวะการเปลี่ยนแปลงอากาศและผลกระทบ

ส่วนรางวัลที่เหลือคือ “รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์” จะประกาศผลในวันจันทร์ที่ 15 ต.ค.นี้ ยังคงต้องลุ้นว่าใครจะได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้ ซึ่งปีที่แล้วนายเอ็ดมุนด์ เอส. เฟลป์ส นักเศรษฐศาสตร์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชาวอเมริกัน วัย 73 ปี คว้ารางวัลนี้จากผลงานการวิเคราะห์ที่ช่วยขยายความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างผลระยะสั้นและระยะยาวของนโยบายเศรษฐกิจ

การมอบ “รางวัลโนเบล” มีขึ้นครั้งแรกในปี 2444 เบื้องต้นมีทั้งหมด 5 สาขา ประกอบด้วยฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ และต่อมาในปี 2512 ได้เพิ่มการแจกรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์เพิ่มอีก 1 สาขา จนมี 6 สาขาในปัจจุบัน ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเหรียญเชิดชู ใบประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินสด 10 ล้านโครเนอร์ หรือราว 52 ล้านบาท ซึ่งกษัตริย์คาร์ล กุสตาฟ ที่ 16 แห่งสวีเดน จะเป็นผู้พระราชทานรางวัลทุกสาขา โดยปีนี้พิธีมอบรางวัลจะมีขึ้นในกรุงสตอกโฮล์ม วันที่ 10 ธ.ค.

“รางวัลโนเบล” ก่อตั้งโดยนายอัลเฟรด เบอร์นาร์ด โนเบล นักวิทยาศาสตร์และนักธุรกิจชาวสวีเดน ผู้คิดค้นระเบิดไดนาไมต์ ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งทางด้านการค้นพบสิ่งประดิษฐ์ สร้างชื่อ แต่ในทางกลับกันก็กลายเป็น “สิ่งทำลายล้าง” เมื่อระเบิดไดนาไมต์ถูกนำมาใช้ในสงคราม โลกครั้งที่ 1 นายโนเบลตระหนักว่า “ชื่อเสียงและความร่ำรวยของตนต้องแลกกับความความสูญเสียของมวลมนุษยชาติ” จึงได้ตั้งมูลนิธิอัลเฟรด บี. โนเบล และมอบรางวัลโนเบลให้กับ “ผู้สร้างสรรค์ คุณประโยชน์ให้บังเกิดขึ้นในโลก”

ที่ผ่านมาผลงานของผู้ได้รับรางวัลบางคนต้องทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตกว่าผู้คน จะยอมรับในสิ่งที่พวกเขาคิดค้นหรือต่อสู้มาจนวันนี้ ซึ่งอาจไกลเกินเอื้อมที่คนทั่วไปจะหวังถึงรางวัลขั้นสูง แต่หาก “รางวัลโนเบล” จะเป็นตัวอย่างที่ดี สร้างกำลังใจแก่ปุถุชนว่า “การตั้งใจ และเพียรพยายามทำสิ่งดี แม้จะนานเท่าไหร่ ในท้ายที่สุดย่อมมีผู้มองเห็นคุณค่า อย่างน้อยก็ตัวเราเอง”.

สุภลัคน์ วุฒิกรีธาชัย



   

     เห็นแต่งตัวเพี้ยนๆ อย่างนี้ ทั้ง 3 คือนักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล เริ่มจากซ้ายไปขวา เคร็ก เมลโล (โนเบลแพทย์ ปี 2549), รอย เกลาเบอร์ (โนเบลฟิสิกส์ 2548) และ ดัดลีย์ เฮอร์ชบาช (โนเบลเคมี ปี 2529) ทั้ง 3 กำลังกินไอติมวนิลลา (วนิลลาที่ได้จากอึวัว) หนึ่งในผลงานที่ได้รับรางวัลอิกโนเบลประจำปี

    เป็นธรรมเนียมทุกครั้งก่อนหน้าการประกาศผลรางวัลโนเบลในแต่ละปี จะต้องมีการประกาศผลรางวัล “อิกโนเบล” (IgNobel Prizes) งานวิจัยที่ไม่สามารถทำกันได้ง่ายๆ โดยคณะกรรมการงานวิจัยที่ไม่น่าจะลอกเลียนแบบได้ประจำปี (Annals of Improbable Research) ออกมาให้แฟนๆ วิทยาศาสตร์ได้ฮากันก่อน

    พิธีมอบรางวัล “อิกโนเบล 2007” ครั้งที่ 17 มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2550  ณ ที่แห่งเดิมคือ โรงละครแซนเดอร์ ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา โดยมีเจ้าของรางวัลโนเบล (ของจริง) ได้ออกมาประกาศรางวัลในสาขาต่างๆ ท่ามกลางผู้ให้ความสนใจเข้าร่วมพิธีนับพันคน

      7 ใน 10 ของผู้ชนะรางอิกโนเบลประจำปีนี้ ต่างมีวิถีทางในการรับรางวัลที่ต่างกันออกไป โดยมีนักวิทยาศาตร์ผู้ได้รับรางวัลโนเบลตัวจริง ให้เกียรติมาเป็นผู้มอบ ท่ามกลางการขว้างปาเครื่องบินกระดาษว่อนทั่วงาน ซึ่งเป็นประเพณีอันสำคัญของการประกาศรางวัล        

      อย่างนักวิจัยคู่ชาวอังกฤษและสหรัฐฯ ก็มาแสดงการกลืนดาบ ซึ่งเป็นส่วหนึ่งของผลงานที่ได้รับรางวัล เพราะพวกเขาศึกษาว่าผลข้างเคียงของการกระทำนั้นจะเป็นอย่างไร และได้อิกในสาขาการแพทย์ไปครอง
 

     ผู้ชนะทั้ง 10 สาขาจะมีโอกาสกล่าวแสดงความรู้สึก พร้อมทั้งรับถ้วยรางวัลน้อยๆ ที่ประดับด้วยไก่และไข่                

      เมื่อมีโอกาสได้ขึ้นเวที ผู้ชนะหลายรายพยายามอธิยบายถึงผลงานของเขา ทว่ามีเวลาให้แค่คนละ 60 วินาที โดยผู้คุมเวลาคือเด็กหญิงวัย 8 ขวบที่ตะโกนว่า “กรุณาหยุดซะที ฉันเบื่อเต็มที” นั่นแหละหมดเวลาพูดได้แล้ว                

      ผลงานอิกโนเบลที่โดดเด่นประจำปีนี้ คือ การศึกษารูปแบบการยับของกระดาษ และคำว่า “เดอะ” นั้นสร้างความปวดหัวให้ได้มากแค่ไหน รวมถึง ทำไมมนุษย์ถึงยังไม่ยอมหยุดกิน เมื่อยังมีอาหารอยู่ในชาม (ก้นรั่ว)

    @ นักกลืนดาบรู้ไว้ ต้องใช้....ทีละอัน

     แดน เมเยอร์ (Dan Meyer) ผู้อำนวยการสมาคมการกลืนดาบสากล (Sword Swallowing Association International) และ ดร.ไบรอัน วิตคอมบ์ (Brian Witcombe) ได้ร่วมกันเขียนรายงานผลการศึกษา “การกลืนดาบและผลข้างเคียง” (Sword Swallowing and its Side Effects) ลงในวารสารการแพทย์ จนได้รับรางวัลอิกโนเบลในสาขาการแพทย์                

      การศึกษาของพวกเขา ชี้ให้เห็นว่า เมื่อนักกลืนดาบมืออาชีพ นำดาบเล่มเดียวเข้าไปในคออย่างระมัดระวัง จะไม่เป็นอันตรายแก่ช่องคอของพวกเขามากนัก อาจจะแค่ถลอก แต่ถ้ากลืนดาบครั้งละหลายๆ เล่มเข้าไป ใบมีดที่คมจะเบียดกัน และทำอันตรายแก่เส้นเลือดที่บริเวณช่องคอได้มากกว่า                

     งานวิจัยชิ้นนี้ นับเป็นการศึกษาอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการกลืนดาบเป็นครั้งแรกในโลก ซึ่งอาการบาดเจ็บส่วนใหญ่เกิดขึ้น หลังจากมีการกลืนดาบครั้งต่อๆ ไป หรืออาจจะกลืนดาบด้วยวิธีไม่ธรรมดา อย่างการกลืนทีละหลายๆ เล่ม                

     ดังนั้น จากข้อค้นพบของงานวิจัยชิ้นนี้ชี้ว่า ผู้แสดงกลืนดาบไม่ควรกลืนทีละหลายๆ เล่ม อีกทั้งถ้าเกิดอาการเจ็บคอก็ไม่ควรจะกลืนดาบ

    ทั้งคู่ เผยว่า รู้สึกประหลาดใจและเป็นเกียรติมาก ที่ไม่ได้เพียงแค่เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อ แต่ยังชนะรางวัลเสียด้วย ... “ไม่อยากจะเชื่อเลย” เมเยอร์กล่าวอย่างเริงร่า กับผลงานวิจัยที่เขาลงทุนทดสอบด้วยตัวเองในปี 2548 และจากนั้นก็ไม่สามารถกินอาหารแข็งได้เป็นเดือน (แถมยังมาโชว์ในที่รับรางวัลอีก)                

     @ “เกย์บอม์” เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามรัก                

      สาขาสันติภาพ ปีนี้ยกให้แก่ห้องปฏิบัติการไรท์ ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (U.S. Air Force's Wright Laboratory) ในมลรัฐโอไฮโอ ที่ผุดไอเดีย “เกย์บอมบ์” (gay bomb) ตั้งแต่ปี 2537 (แต่เพิ่งถูกนำมาแฉเมื่อเร็วๆ นี้)                

     แนวคิดระเบิดดังกล่าว จะผสมสารเคมีที่ทำให้ทหารฝ่ายตรงข้ามกลายเป็นพวกรักร่วมเพศ รวมทั้งผสมยาโป๊ (กระตุ้นอารมณ์เพศ) เข้มข้น เมื่อทิ้งระเบิดไปเมื่อไหร่ รับรองว่าเหล่าทหารโผเข้าหากัน สนามรบกลายเป็นสนามรักไปบัดดล                 

     แต่น่าเสียดายที่ไม่มีเจ้าหน้าที่จากกองทัพมาร่วมรับรางวัลในครั้งนี้                

     @ ไอติมวานิลลาอึวัวช่างยั่วยวนใจ

    มาอิ ยามาโมโตะ (Mayi Yamamoto) นักวิจัยชาวญี่ปุ่น ได้รับรางวัลในสาขาเคมี เพราะเธอพัฒนาวิธีทำน้ำหอมและเครื่องปรุงกลิ่นวานิลลา โดยสกัดสารวานิลลินได้จากอึวัว                

    ทั้งนี้ เธอยังตั้งชื่อกลิ่นใหม่ที่สกัดได้ว่า “ยัม-อะ-โมโต วานิลลา ทวิสต์” (Yum-a-Moto Vanilla Twist) ซึ่งนำใส่ในไอศรีม และวางขายที่ร้านไอศรีมแห่งหนึ่งนับเป็นโลคอลเทสต์ (local taste) อย่างแท้จริง                

     ยามาโมโตะ บอกว่า ตอนแรกที่ได้รับแจ้งว่าเธอได้รับอิกโนเบล ก็นึกว่าเป็นแค่เรื่องขำๆ แต่ที่เดินทางมาร่วมเวทีในครั้งนี้ ก็เพราะต้องการให้ทุกคนรู้จักผลงานวิจัยของเธอ                

     @ ของง่ายๆ “ตาข่ายจับโจร” ทำแบงก์ไม่โดนปล้น                 

      กัวเจินเสีย (Kuo Cheng Hsieh) นักประดิษฐ์ชาวไต้หวัน เจ้าของสิทธิบัตรอุปกรณ์ที่ช่วยปล่อยตาข่ายคลุมโจรขณะปล้นธนาคาร (A Net Trapping System to Catch a Bank Robber) ได้รับรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์                

      สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าว คณะกรรมการเผอิญไปเซิร์ทพบในกูเกิล ซึ่งมีหลักการง่ายๆ เพียงแค่ทำให้ตาข่ายที่ติดอยู่บนเพดานของห้องโถงในธนาคาร สามารถหลุดลงมาคลุมด้านล่างได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ด้วยระบบที่ติดกล้องอินฟาเรดจับการเคลื่อนไหวของโจรปล้นธนาคาร

       เมื่อผลงานที่เรียบง่ายแต่ได้ใจ (ชาวแบงก์) ของเขา เข้าตากรรมการ แต่ว่าไม่มีใครรู้ว่าชายชาวไต้หวันผู้นี้อยู่หนใด คณะกรรมการจึงได้ประกาศชื่อเขาเพื่อเป็นเกียรติในงาน (และแอบสงสัยว่า...เขาอาจจะติดอยู่ในอุปกรณ์นั่นเสียเอง)        

       @ กระดาษยับก็มีรูปแบบ                

        ศ.แอล มหาดีวาน (L. Mahadevan) แห่งสาขาคณิตศาสตร์ประยุกต์ ฮาร์วาร์ด และเอนริเก เซร์ดา วิลลาบลางกา (Enrique Cerda Villablanca) มหาวิทยาลัยซานติเอโก ในชิลี (Universidad de Santiago in Chile) ทั้งคู่ได้รับรางวัลในสาขาฟิสิกส์ที่ร่วมกันศึกษารูปแบบการยับของกระดาษ                

         พวกเขาเห็นปัญหาว่าเตียงที่ยับย่น สร้างความหงุดหงิดให้ผู้มีหน้าที่จัดเตียงไม่น้อย ดังนั้นจึงศึกษารูปแบบการยับบนกระดาษ                

         รูปแบบการยับที่จำลองมาจากรอยยับตามธรรมชาติ ที่มีบนผิวหนังมนุษย์และสัตว์ โดยศึกษาทั้งในแง่เทคนิคและศาสตร์ต่างๆ                

         “พวกเราแสดงให้เห็นว่า คุณจะเข้าใจรูปแบบทั้งหมดได้ เพียงแค่ใช้สูตรง่ายๆ” มหาดีวานเล่า ซึ่งเขายังบอกอีกว่า งานวิจัยของเขานั้นทำให้เห็นว่า “ไม่มีเหตุผลเลยที่จะบอกว่าวิทยาศาสตร์ (ดีๆ ) น่าเบื่อ”

       @ อิ่มไม่อิ่มตัดสินกันที่ตา                

         สาขาโภชนการยกให้ ศ.ไบรอัน วานซิงค์ (Brian Wansink) จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell University) เจ้าของการทดลองที่ชี้ว่า มนุษย์จะกินมากขึ้น เมื่อมีอาหารเพิ่มมากกว่าเดิม โดยทดสอบกับชามซุปที่ไม่มีก้น                

         เขาใช้ชามไร้ก้นขนาดปกติ ต่อเข้ากับท่อ และค่อยๆ เติมซุปครีมมะเขือเทศเพิ่มไปอย่างช้าๆ เพื่อจะดูว่าเหยื่อ (ผู้บริโภค) กินซุปไปเรื่อยๆ มากกว่าปกติหรือไม่                

         “เราพบว่า คนที่กินซุปจากถ้วยไม่มีก้นดังกล่าว กินซุปมากขึ้นถึง 73% แต่พวกเขาก็ไม่เคยบอกว่า “อิ่มมาก” แต่อย่างใด” ศาสตราจารย์ดานพฤติกรรมผู้บริโภคและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์อธิบาย ซึ่งเขาเชื่อว่าเหล่าผู้กินทั้งหลายไม่รู้สึกอิ่มหากอาหารยังเหลืออยู่                

         ดังนั้นเขาจึงได้ข้อสรุปว่า “พวกเรา (ชาวอเมริกัน) ตัดสินความอิ่มแปล้ด้วยสายตา หาใช่สัญญาณจากท้องของตัวเอง                

         @ ไวอะกร้าแก้อาการเจ็ทแลก    

       อิกโนเบลสาขาอากาศยาน เป็นของทีมจากมหาวิทยาลัยคิลเมส (Quilmes National University) ในบัวนอส ไอเรส อาร์เจนตินา ประกอบด้วย แพทริเซีย อะกอสทิโน (Patricia Agostino), ซานดิเอโก พลาโน (Santiago Plano) และดีเอโก โกลอมเบค (Diego Golombek) ศึกษาเรื่องเจ็ทแลก (ปัญหาการอันเป็นผลจากการเดินทางไกลผ่านโซนเวลาที่แตกต่างกันมากโดยเครื่องบิน)                

       พวกเขาค้นพบว่าหนูแฮมสเตอร์สามารถฟื้นตัวจากอาการเจ็ทแลกได้เร็วกว่าปกติ เมื่อได้รับยาต้านกามตายด้าน (หรือไวอะกร้า) โดยยากระตุ้นสมรรถภาพทางเพศทำให้น้องหนู (แฮมสเตอร์) หลังพบกับช่วงเวลาที่แตกต่างกันถึง 6 ชั่วโมง พบว่าพวกหนูที่ได้ยาฟื้นตัวเร็วกว่า 50% เมื่อเทียบกับหนูที่ไม่ได้ยา                

       ทว่า การศึกษาครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้ลงทุนถึงขนาดพาหนูทดลองบินข้ามน้ำทะเลไปมา (เพราะว่าคงเปลืองน่าดู) ก็แค่เปิดปิดไฟหลอกเวลาหนูๆ แค่นี้ก็พอแล้ว                

      @ “เดอะ” สร้างปัญหาน่าดู                

       สาขาวรรณกรรมยกให้ เกลนดา โบรวเน (Glenda Browne) หญิงสาวจากบลูเมาเทนส์ ออสเตรเลีย ผู้เคยทำงานด้านเทคโนโลยีชีวภาพ แต่กลับเพียรพยายามศึกษาคำว่า “เดอะ” (the) เมื่อนำไปเรียงในหน้าดัชนีตามลำดับอักษรแล้ว กลายเป็นปัญหาอย่างไม่น่าเชื่อ                

       ตลอดเวลา 18 ปีที่เธอทำงานเป็นเจ้าหน้าจัดลำดับดัชนีหนังสือ ทำให้เห็นอยู่บ่อยว่า “เดอะ” ปรากฏอยู่หน้าชื่อหนังสือต่างๆ ทำไมถึงอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น                

      อาทิในบางดัชนี เขียนว่า The American Journal of Psychiatry, หรือ The Journal of Molecular Diagnostics  ทั้งคู่ใช้เดอะนำหน้า แต่ทำไม British Journal of Pharmacology และ Journal of Microscopy กลับไม่มีเดอะนำหน้า        

       งานของผู้ทำดัชนีอย่างเธอคิอการทำรายชื่อหนังสือต่างๆ ตามลำดับอักษร ทว่า “เดอะ” นี่แหละเป็นปัญหาสำคัญ (ของทั้งเธอ และคนทำดัชนีทั่วไป)        

       “ในการทำดัชนี เราก็มีกฎเกณฑ์ แต่บางครั้งกฎเหล่านั้นก็ไร้สาระ และกวนใจพวกเรา” โบรวเนเล่า และบอกว่ามันเหมือนการเล่นปริศนาคำทาย ว่าจะต้องใช้เดอะขึ้นต้น หรือห้อยท้าย                

         อย่าง “The Who” เธอก็ไม่แน่ใจว่า ที่จริงแล้วควรทำดัชนีว่า “Who, The” หรือ “The Who” ตามตัวไปเลย                

         ในที่สุดเธอก็คิดวิธีแก้ปัญหานี้ออก โดยเขียนรายงาลงตีพิมพ์ในวารสาร “ดิ อินเด็กเซอร์” (The Indexer) ปี 2544 ว่า ผู้คนที่ใช้ดัชนีต่างก็มีวิธีค้นหาของตัวเอง ทั้งประเภทที่คุ้นเคยกับ “เดอะ” นำหน้า และห้อยท้าย                

        ดังนั้น...ก็ใส่ลงไปเลยทั้ง 2 แบบ (จะคิดมากให้ปวดหัวทำไม-ใครหาแบบไหนก็เจอแน่)                

        ทั้งนี้ ในหลักการเดียวกัน สามารถใช้ได้กับ อะ (A) และ แอน (An)

      นอกจากนี้ ยังมีอิกโนเบลในสาขาชีววิทยา ที่มอบให้ ดร.โจฮันนา ฟอน บรอนสวิจค์ (Dr. Johanna E.M.H. von Bronswijk) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเอนด์โฮเวน (Eindhoven University of Technology) จากเนเธอร์แลนด์ ผู้ทำสำมะโนประชากรตัวไร, แมลง, แมงมุม, เพลี๊ยะ, แบคทีเรีย, สาหร่ายและเฟิร์น ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อยู่บนเตียงของพวกเรา (ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ได้ข้อสรุปว่า “เราไม่ได้นอนคนเดียว แต่แชร์เตียงกับสิ่งมีชีวิตต่างๆ มากมาย)                

     และสาขาภาษาศาสตร์ โดยฮวน มานูเอล โตโร (Juan Manuel Toro), โจเซฟ ทรอบาลอน (Josep Trobalon) และ นูเรีย เซบาสเตียน กลาสส์ (Nuria Sebastian-Galles) มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ที่สามารถแสดงให้เห็นว่า หนูแรทไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างคนที่พูดภาษาอังกฤษ และภาษาดัชท์แบบย้อนหลังได้                

     รางวัลอิกโนเบลตั้งขึ้นเมื่อปี 2534 โดยมาร์ก อับราฮัมส์ (Marc Abrahams) บรรณาธิการนิตยสารทางวิทยาศาสตร์ เขาต้องการมอบรางวัลอิก โนเบลในแต่ละปีให้แก่ผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่ “ไม่สามารถหรือไม่น่าจะลอกเลียนแบบได้”                

     ”งานบางชิ้นช่างดูเพี้ยนๆ แปลกๆ นั่นแหละจะทำให้พวกคุณหัวเราะโปกฮา และจากนั้นมันก็จะทำให้คุณได้คิด ซึ่งนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะได้คิดอะไรแปลกๆ ต่อไป”                 

     อีกทั้งอับราฮัมส์ตั้งรางวัลนี้ขึ้นมา เพื่อฉายแสงให้กับโครงการวิทยาศาสตร์แปลกๆ ประหลาดที่ถูกโยนทิ้งจากกองบรรณาธิการนิตยสารวิทยาศาสตร์ และงานวิจัยแปลกๆ เหล่านี้อาจสูญหายไปในอนาคต                

     ขณะเดียวกันนักวิทยาศาสตร์บางคนก็บ่นว่า การล้อเลียนการประกาศรางวัลโนเบลนั้นทำให้วงการวิจัยเหมือนเป็นของเล่น ทว่าอีกหลายๆ คนก็มองว่า นี่เป็นความสนุกสนานแห่งวงการวิทยาศาสตร์ (ขำๆ กันบ้างจะเป็นไร)


100 คำถามสิ่งแวดล้อม

1. สิ่งแวดล้อมคืออะไร ?

      สิ่งแวดล้อมคือทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่อยู่ล้อมรอบตัวเรา และส่งผลต่อเราทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น แสดแดดจากดวงอาทิตย์ อากาศที่เราหายใจ ทะเล ป่าไม้ สัตว์และพืช และที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น อาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ

2. คุณภาพสิ่งแวดล้อมหมายความว่าอย่างไร ?

     คุณภาพสิ่งแวดล้อมหมายถึงดุลยภาพของธรรมชาติ อันได้แก่ สัตว์ พืช และทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ และสิ่งที่มนุษย์ได้ทำขึ้น ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีพของประชาชน และความสมบูรณ์สืบไปของมนุษยชาติ

3. เขตอนุรักษ์คืออะไร ?

      เขตอนุรักษ์ หมายความถึงเขตอุทยานแห่งชาติ เขตสงวนเพื่อการท่องเที่ยวและเขตพื้นที่คุ้มครองอย่างอื่นเพื่อสงวนและรักษาสภาพธรรมชาติ ตามที่กฎหมายกำหนด

4. พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหมายความว่าอะไร ?

       พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหมายถึง พื้นที่ใดก็ตามที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร หรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นโดยทั่วไป หรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ ที่อาจถูกทำลายหรืออาจได้รับความกระทบกระเทือน จากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้โดยง่าย หรือเป็นพื้นที่ ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติ หรือสมบัติอันควรแก่การอนุรักษ์

5. นิเวศวิทยาคืออะไร ?

      นิเวศวิทยาคือ การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการที่พืชและสัตว์พึ่งพาสิ่งแวดล้อมของมันและพึ่งพาซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด ตัวอย่างเช่น ต้นไม้ต้องการแสงอาทิตย์ อากาศ น้ำและดิน เพื่อการเติบโต เมื่อต้นไม้ทิ้งใบลงสู่ดิน ใบไม้ทั้งหลายก็จะถูกย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์ ให้กลับกลายไปเป็นธาตุอาหารให้กับดินต่อไป

6. ระบบนิเวศคืออะไร ?

      ระบบนิเวศคือ ระบบความผูกพันของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดล้อม ในระบบนิเวศหนึ่ง ๆ จะประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต ในพื้นที่เฉพาะแห่งที่ต้องพึ่งพากันและกัน ตั้งแต่ห่วงโซ่ อาหารการค้ำจุนชีวิต เช่น ระบบนิเวศป่าของป่าไม้ ระบบนิเวศของทะเล เป็นต้น

7. ห่วงโซ่อาหารคืออะไร ?

      ห่วงโซ่อาหารคือ ระบบของการเป็นอาหารให้กันและกันของสิ่งมีชีวิตซึ่งในกระบวนการดังกล่าว พลังงานจะผ่านจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปอีกชีวิตหนึ่ง เช่น พืชสีเขียวผลิตอาหารโดยการสังเคราะห์แสงจากดวงอาทิตย์ จากนั้น พืชสีเขียวก็จะเป็นอาหารให้แก่สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารและสัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารก็จะเป็นอาหารให้กับสัตว์ที่กินสัตว์เป็นอาหารต่อไป

8. มลพิษหมายความถึงอะไร ?

      มลพิษหมายถึง ของเสีย วัตถุอันตราย และมลสารอื่น ๆ รวมทั้งกากตะกอนหรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้น ที่ถูกปล่อยทิ้งจากแหล่งกำเนิดมลพิษหรือที่มีอยู่ในสิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติ ซึ่งก่อให้เกิด หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือภาวะที่เป็นภัย อันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน และหมายความรวมถึงรังสีความร้อน แสง เสียง กลิ่น ความสั่นสะเทือนหรือเหตุรำคาญอื่น ๆ ที่เกิดหรือถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิดมลพิษ ด้วย

9. ภาวะมลพิษคืออะไร ?

      ภาวะมลพิษคือ สภาวะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงหรือปนเปื้อนโดยมลพิษ ซึ่งทำให้ คุณภาพของสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลง เช่น มลพิษทางน้ำ มลพิษทางอากาศ มลพิษในดิน

10. แหล่งกำเนิดมลพิษหมายความว่าอย่างไร ?

    แหล่งกำเนิดมลพิษหมายความถึงชุมชนโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสิ่งก่อสร้าง ยานพาหนะ สถานที่ประกอบกิจการใด ๆ หรือสิ่งอื่นใดซึ่งเป็นแหล่งที่มาของมลพิษ

11. สารพิษที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมเกิดจากอะไร ?

     สารพิษที่ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม เป็นสารพิษที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม จากการ เกษตรกรรม จากสารปรุงแต่งอาหาร ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกาย

12. อันตรายของสารพิษเกิดจากอะไร ?

     อันตรายจากสารพิษเกิดจาก โมเลกุลของสารพิษซึ่งมีขนาดเล็กมากและสามารถละลายน้ำได้ง่าย จึงสามารถดูดซึมผ่านลำไส้ข้าสู่กระแสเลือด และถูกนำพาไปยังเนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกายให้ไปสะสมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของเซลในร่างกาย

13. ภาวะอันตรายของสารพิษในร่างกายเกิดขึ้นเมื่อใด ?

      ภาวะอันตรายของสารพิษในร่างกายเกิดขึ้นเมื่อโมเลกุล ของสารพิษเกิดการรวมตัวกับโครโมโซมในร่างกายของมนุษย์ ทำให้การขับออกจากร่างกายเป็นไปได้ยากทำให้เกิดความเป็น พิษขึ้นกับกับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย

14. ของเสียคืออะไร ?

     ของเสียคือ ขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย อากาศเสีย มลสารหรือวัตถุอันตรายอื่นใด ซึ่งถูกปล่อยทิ้งหรือมีที่มาจากแหล่งกำเนิดมลพิษรวมทั้งกาก ตะกอน หรือสิ่งตกค้างจากสิ่งเหล่านั้นมีทั้งที่อยู่ในสภาพของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ

15. เราช่วยลดภาวะของเสียได้หรือไม่ ?

     เราสามารถช่วยลดภาวะของเสียได้ โดยปฏิบัติตาม 3R ซึ่งเป็นแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้ ดังนี้ R1 คือ การลดการใช้ (Reducing) R2 คือ การใช้อีก (Reusing) R3 คือ การนำของเสียกลับมาผลิตใช้ใหม่ (Recycling)

16. R1 การลดการใช้คืออะไร ?

    R1 (Reducing) หมายถึง การใช้ให้น้อยลง หากเราพยายามใช้ของที่ทำให้เกิดขยะน้อยลง ก็เท่ากับเราได้เริ่มต้นช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม

17. R2 การใช้อีก คืออะไร ?

     การใช้อีก (Reusing) คือการนำของที่ใช้แล้วและจะทิ้ง มาดูว่าจะดัดแปลงใช้ประโยชน์ทำอะไรได้บ้าง เช่น กล่อง กระดาษแข็ง ขวดกาแฟ ถุงใส่ของ ซองใส่เอกสาร

18. R3 การนำของเสียกลับมาผลิตใช้ใหม่คืออะไร ?

     การนำของเสียกลับมาผลิตใช้ใหม่ (Recycling) คือกระบวนการผลิตของเสีย เพื่อนำ กลับมาใช้อีก เช่น กระเบื้อง อลูมิเนียม กระจก กระดาษ พลาสติก ซึ่งเป็นวิธีลดขยะ ลดการใช้พลังงาน และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมหาศาลให้กับโลก

19. เครื่องหมาย   หมายถึงอะไร ?

     เครื่องหมาย เป็นเครื่องหมายที่แสดงว่า ผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เคยใช้แล้วนำกลับมาผลิตใช้ใหม่หรือเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เมื่อใช้แล้วสามารถนำกลับมาผลิตใช้ได้ใหม่อีก

20. อะไรบ้างที่นำกลับมาผลิตใช้ใหม่ได้ ?

      สิ่งของเครื่องใช้ที่ใช้แล้วนำกลับมาผลิตใช้ใหม่ได้ ได้แก่ แก้ว พลาสติก อลูมิเนียม กระดาษ

21. ในร่างกายของมนุษย์มีน้ำอยู่เท่าใด ?

     ในร่างกายของมนุษย์มีน้ำอยู่ประมาณ 65% ในแอปเปิ้ลมีน้ำอยู่ถึง 80% และในมะเขือเทศและแตงโมมีน้ำอยู่เป็นปริมาณมากถึง 90%

22. น้ำมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันกี่สถานะ ?

     น้ำมีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน 3 สถานะ คือ n น้ำในสถานะที่เป็นของเหลวได้แก่น้ำในแม่น้ำลำธาร ห้วย หนอง คลองบึง ทะเล n น้ำในสถานะที่เป็นของแข็งได้แก่ น้ำแข็ง หิมะ และลูกเหน็บ n น้ำในสถานะที่เป็นก๊าซได้แก่ไอน้ำ ที่ลอยอยู่ในอากาศ

23. วัฏจักรของน้ำคืออะไร ?

      วัฏจักรของน้ำคือกระบวนการหมุนเวียนของน้ำตามระบบธรรมชาติ ที่เกิดต่อเนื่องกันโดยไม่มีจุดจบตั้งแต่การระเหยเป็นไอน้ำ การกลั่นตัวของไอน้ำ การรวมตัวเป็นก้อนเมฆ และตกลงมาสู่พื้นโลกของฝนหิมะ และลูกเห็บ

24. คุณสมบัติที่สำคัญของน้ำคืออะไร ?

       คุณสมบัติที่สำคัญของน้ำคือการเป็นตัวทำละลายสารอื่น ๆ คือน้ำสามารถละลายสิ่งต่าง ๆ ให้กลายเป็นองค์ประกอบในตัวมันเองได้ น้ำจึงเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ที่สะสมธาตุอาหารต่าง ๆ ไว้ในตัวมากที่สุด

25. น้ำ สูญหายไปจากโลกหรือไม่ ?

        น้ำไม่เคยสูญหายไปจากโลก นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่ในโลก ในปัจจุบันมีเท่ากับปริมาณน้ำที่มีอยู่ในโลกเมื่อ 6000 ปีที่แล้ว อันเป็นช่วงเวลาของการเกิดอารยธรรมลุ่มน้ำไทกริส-ยูเฟรติส เพียงแต่ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นกับปริมาณน้ำ ณ ที่ต่าง ๆ ขึ้น เช่น ที่หนึ่งปริมาณน้ำอาจเพิ่มขึ้น ขณะที่อีกที่หนึ่งปริมาณน้ำอาจลดลง

26. อะไรเป็นสาเหตุให้ปริมาณน้ำแต่ละที่ไม่คงที่ ?

       ความเปลี่ยนแปลงผันแปรของภูมิอากาศ ทำให้การคืนกลับของน้ำ ณ บริเวณหนึ่ง ๆ ไม่คงที่และไม่สม่ำเสมอ คือ ทำให้อัตราส่วนการคืนกลับไม่เท่ากับอัตราส่วน ที่ได้ระเหยไปจากบริเวณผิวโลก ณ ที่นั้น

27. ความผันแปรของภูมิอากาศทำให้เกิดอะไรขึ้นกับโลก ?

      ความผันแปรของภูมิอากาศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล การเกิดอุทกภัย และสภาวะความแห้งแล้งในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก

28. เขื่อนสร้างขึ้นเพื่ออะไร ?

      เขื่อนสร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำ ณ บริเวณพื้นที่ต้นน้ำเพื่อไม่ให้น้ำไหลบ่าไปจนหมดในหน้าฝน และเพื่อปล่อยน้ำลงมาใช้ประโยชน์ในฤดูแล้ง นอกจากนี้ยังช่วยเปลี่ยนแปลงทิศทางการ ไหลของน้ำให้ไหลเข้าสู่พื้นที่ที่ต้องการใช้ประโยชน์ได้ตามที่ต้องการ

29. น้ำทิ้งคืออะไร ?

       น้ำทิ้งคือน้ำโสโครกที่ผ่านการใช้ประโยชน์แล้วจากกิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์ เช่น น้ำทิ้งจากบ้านเรือน ภัตตาคาร ร้านอาหาร โรงแรม และโรงงานอุตสาหกรรม

30. น้ำทิ้งจากโรงงานมีอันตรายหรือไม่ ?

      น้ำทิ้งจากโรงงานเป็นน้ำโสโครกที่มีอันตรายเพราะมีกากสารพิษได้แก่ โลหะหนัก น้ำมัน และสารละลายเจือปนอยู่

31. สารอินทรีย์คืออะไร ?

      สารอินทรีย์คือ สารที่ประกอบด้วยไขมัน น้ำมัน และโปรตีน

32. สารอินทรีย์ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับน้ำ ?

       สารอินทรีย์เป็นสิ่งปฏิกูลตัวสำคัญที่ทำให้เกิดความเน่าเสีย ขึ้นกับแหล่งน้ำทำให้น้ำเน่า มีกลิ่น หรือมีสีดำคล้ำ

33. จุลินทรีย์คืออะไร ?

       จุลินทรีย์ คือ ชีวิตเล็ก ๆ ที่อยู่ในน้ำ หน้าที่ของจุลินทรีย์ก็คือการย่อยสลายสารอินทรีย์ โดยการใช้ออกซิเจนเข้ามาช่วย ดังนั้น ปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำยิ่งเพิ่มขึ้นเท่าใด จุลินทรีย์ก็ จะดึงออกซิเจนมาช่วยในการย่อยสลายมากขึ้นเท่านั้น และการนำเอาออกซิเจนมาใช้มากเกินไป ทำให้แหล่งน้ำนั้น ๆ ขาดแคลนออกซิเจน กลายเป็นแหล่งน้ำเสีย

34. บีโอดีคืออะไร ?

       บีโอดี เป็นคำศัพท์ที่ย่อมาจากคำว่า Biochemical Oxyen Demand เป็นค่าที่ใช้ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ โดยใช้ปริมาณของความสกปรกของน้ำทิ้งเป็นตัววัด

35. ค่าบีโอดีได้จากอะไร ?

       ค่าของบีโอดีจะแสดงถึงปริมาณของออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำ ถ้าน้ำทิ้งมีสารอินทรีย์สูง มีปริมาณของออกซิเจนที่ถูกจุลินทรีย์ดึงไปใช้ ในการย่อยสลายก็สูงค่าบีโอดีน้ำนั้นก็จะสูงด้วย

36. ค่าบีโอดีบอกถึงอะไร ?

        ค่าบีโอดีบอกถึงความเน่าเสียของน้ำ นั่นคือค่าบีโอดียิ่งสูงก็หมายถึงความเน่าเสียของน้ำในแหล่งน้ำนั้นยิ่งมากขึ้นด้วย

37. การรั่วไหลของน้ำมันในทะเลเกิดจากสาเหตุอะไร ?

        การรั่วไหลของน้ำมันในทะเล บางครั้งเกิดจากการรั่วไหลซึมของบ่อน้ำมันหรือท่อน้ำมัน หรือจากเรือบรรทุกน้ำมัน เมื่อรั่วไหลลงสู่ทะเลแล้ว น้ำมันก็จะกระจายแผ่เป็นแผ่นบางๆ ปกคลุมพื้นผิวน้ำ

38. อันตรายที่เกิดจากคราบน้ำมันคืออะไร ?

       คราบน้ำมันจะเกาะจับบนปีกนก ที่บินโฉบลงมาหากินในทะเล ทำให้ปีกของนกเหนียวหนืด แผ่กางปีกออกบินไม่ได้ นอกจากนี้บางครั้งคราบน้ำมันก็เข้าไปอุดตันในเหงือกปลาทำให้ปลาหายใจไม่ได้ และบางส่วนของน้ำมันก็จะซึมลงไปในฟองไข่ของสัตว์น้ำที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ทำให้ตัวอ่อนในไข่ตาย

39. การบำบัดน้ำเสียคืออะไร ?

      การบำบัดน้ำเสียคือกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพความสะอาด ให้กับน้ำที่ผ่านการใช้มาแล้ว

40. การบำบัดน้ำเสียมีกี่ประเภท?

      มี 4 ประเภทคือ 1. การบำบัดน้ำเสียโดยกระบวนการทางกายภาพ 2. การบำบัดน้ำเสียโดยกระบวนการทางเคมี 3. การบำบัดน้ำเสียโดยกระบวนการทางชีววิทยา 4. การบำบัดน้ำเสียโดยกระบวนการทางฟิสิกส์เคมี

41. ในอากาศบริสุทธิ์มีส่วนผสมของก๊าซไนโตรเจนอยู่เท่าใด ?

       ในอากาศบริสุทธิ์นั้นมีส่วนผสมของก๊าซไนโตรเจนอยู่ร้อยละ 78

42. ก๊าซไนโตรเจนสำคัญต่อโลกอย่างไร ?

        ก๊าซไนโตรเจนเป็นตัวช่วยเจือจางก๊าซออกซิเจน ให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมต่อการหายใจของสิ่งมีชีวิตและช่วยให้เกิดชั้นโอโซน เพื่อช่วยปกป้องโลกจากรังสีอุลตร้าไวโอเลต

43. เมฆหมอก ไอน้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สำคัญต่อโลกอย่างไร ?

       เมฆหมอก ไอน้ำ และก๊าซคาร์ไดออกไซด์ ช่วยทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิบริเวณพื้นผิวโลก ให้อยู่ในภาวะที่สมดุลย์ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน

44. อะไรเป็นสาเหตุให้โลกร้อนขึ้น ?

       โลกร้อนขึ้นเพราะการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นจำนวนมากในชั้นบรรยากาศ

45. อะไรเป็นสาเหตุให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ?

       ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากกิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์ อาทิ การเผาไหม้เชื้อเพลิงและถ่านหิน การเผายังทำให้เกิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จำนวนมากลอยขึ้นไปสะสม เพิ่มขึ้นในชั้นบรรยากาศ และกลายเป็นตัวสกัดกั้น ความร้อนจากโลกไม่ให้กระจายออกไปทำให้โลกร้อนขึ้น

46. โอโซนคืออะไร?

      ก๊าซที่พบอยู่ในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ ซึ่งอยู่สูงจากผิวโลกประมาณ 20-60 กิโลเมตร

47. โอโซนเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

     โอโซนเป็นก๊าซที่เกิดจากการที่รังสีอุลตร้าไวโอเลตจากดวงอาทิตย์ ส่องมากระทบกับโมเลกุลของออกซิเจนในบรรยากาศชั้นสตราโทสเฟียร์ ทำให้อะตอมของออกซิเจนแตกตัวเป็นอะตอมอิสระเมื่ออะตอมอิสระนี้รวมตัวเข้ากับโมเลกุล ของออกซิเจนที่ยังไม่แตกตัว ก็เกิดกลายเป็นโมเลกุลใหม่เกิดเป็นก๊าซโอโซนขึ้น

48. ก๊าซโอโซนมีความสำคัญต่อโลกอย่างไร ?

      ก๊าซโอโซนมีคุณสมบัติพิเศษในการสามารถดูดซึมซับ รังสีอุลตร้าไวโอเลต ไม่ให้ส่องกระทบโดยตรงยังพื้นผิวโลก หน้าที่ของโอโซนจึงคล้ายเป็นหลังคาให้กับโลก

49. มีโอโซนอยู่มากน้อยเท่าใดในบรรยากาศ ?

     ในความสมดุลย์ของธรรมชาตินั้น โอโซนเป็นก๊าซที่มีปริมาณน้อยมาก + ในชั้น บรรยากาศโลกประมาณกันว่า มีความหนาเพียง 3 มิลลิเมตรเท่านั้น

50. โอโซนมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตอย่างไร ?

     โอโซนเป็นก๊าซที่ช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ให้รอดพ้นจากการถูกเผาทำลายจากความร้อนแรงของรังสีอุลตร้าไวโอเลต

51. สารซีเอฟซีคืออะไร ?

     สารซีเอฟซี คือ ชื่อย่อของสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน ซึ่งเป็นสารเคมีที่มนุษย์คิดค้นและผลิตขึ้นใช้เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1930

52. สารซีเอฟซี ใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง ?

      คุณประโยชน์ของสารซีเอฟซี ก็คือใช้เป็นสารทำความเย็นในตู้เย็นและในระบบความ เย็นต่าง ๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ น้ำยาดับเพลิง น้ำยาซักแห้งและใช้เป็นก๊าซขับดันใน กระป๋องสเปรย์

53. ทำไมสารซีเอฟซีจึงเป็นก๊าซอันตราย ?

      ซีเอฟซี เป็นสารที่มีความคงตัวสูงมาก ดังนั้นมันจึงสลายตัวได้ช้าที่สุดและจึงทำให้สารซีเอฟซีกลายเป็นสารมหาภัยของโลก

54. สารซีเอฟซี ก่อให้เกิดอันตรายได้อย่างไร ?

      เมื่อสารซีเอฟซี ถูกปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ มันก็จะลอยขึ้นไปถึงชั้นสตร้าโทสเฟียร์ ณ ที่นั้นรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ทำให้ซีเอฟซีแตกตัวออก และปล่อยอะตอมของคลอรีนออกมา อะตอมของคลอรีนนี้ก็ไปดึงอะตอมของออกซิเจน จากโมเลกุลของโอโซนออกมาเพื่อสร้างสารชนิดใหม่ชื่อคลอรีนมอนอกไซด์ ดังนั้น ยิ่งสารซีเอฟซีเพิ่มมากขึ้นเท่าใดอะตอมของโอโซนก็จะถูกทำลายลงมากขึ้นด้วย

55. รังสีอุลตร้าไวโอเลตคืออะไร ?

     รังสีอุลตร้าไวโอเลต เป็นรังสีที่เกิดมาจากดวงอาทิตย์เป็นรังสีที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ในปริมาณที่พอเหมาะ รังสีอุลตร้าไวโอเลตจะมีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินดี แต่ หากมีปริมาณมากเกินไปจะทำให้เป็นอันตรายต่อผิวหนัง เช่น ทำให้ผิวหนังอักเสบเป็นมะเร็ง ที่ผิวหนังและเป็นอันตรายกับดวงตา

56. เชื้อเพลิงฟอสซิสคืออะไร ?

      เชื้อเพลิงฟอสซิล คือ เชื้อเพลิงที่เกิดจากซากของสิ่งมีชีวิตภายใต้กระบวนการตามธรรมชาติ ณ ใต้พื้นพิภพเป็นเวลาหลายล้านปีมาแล้ว

57. กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในโลกส่วนใหญ่ได้มาจากไหน ?

       กระแสไฟฟ้าที่ใช้ในโลกส่วนใหญ่ผลิตมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งส่วนใหญ่ คือ ถ่านหิน

58. การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิล ทำให้เกิดอะไรขึ้นกับโลก ?

       การเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และกิจการอุตสาหกรรมทั้งหลายนั้น ได้ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กระทบออกสู่บรรยากาศเป็นปริมาณมากในทุก ๆ ปี

59. เพราะเหตุใด การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลจึงมีผลทำให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจกขึ้น ?

      เพราะน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติที่เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล เมื่อถูกเผาผลาญก็จะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้น และการเพิ่มของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ทำให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจกขึ้นกับโลก

60. คาร์บอนคืออะไร ?

      คาร์บอนเป็นธาตุที่สำคัญมากที่สุดธาตุหนึ่ง ในองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะในร่างกายของมนุษย์นั้น องค์ประกอบครึ่งหนึ่งของสสารที่เป็นของแข็งคือส่วนที่เป็นคาร์บอน

61. ในต้นไม้มีส่วนประกอบของธาตุคาร์บอนอยู่เท่าใด ?

      ในต้นไม้ต้นหนึ่งๆ จะมีส่วนประกอบที่เป็นธาตุคาร์บอนอยู่ถึง 90 ส่วน

62. การหมุนเวียนของธาตุคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างไร ?

      เมื่อใดก็ตามที่สิ่งมีชีวิตตายลง ต้นไม้ถูกโค่นและเผา ธาตุคาร์บอนที่สะสมอยู่ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตและในเนื้อไม้ ก็จะกลับคืนสู่อากาศในรูปของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

63. สารมลพิษในอากาศที่สำคัญมีอะไรบ้าง ?

      สารมลพิษ ในอากาศที่สำคัญที่มีอันตรายต่อมนุษย์โดยตรง ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรคาร์บอนและตะกั่ว

64. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

     ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน การผลิตน้ำมันปิโตรเลียม กิจกรรมที่ปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ขึ้นสู่อากาศมากที่สุด คือการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล

65. ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

      ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ จากกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากโรงงานอุตสาหกรรมและจากรถยนต์

66. ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีอันตรายต่อร่างกายอย่างไร ?

      ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์และก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อปอด และเป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินหายใจ

67. ฝนกรดเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

      เมื่อใดก็ตามที่ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้สัมผัสกับความชื้นในบรรยากาศก็จะเกิดปฏิกิริยากลายเป็นกรดซัลฟูริคและกรดไนตริค ถ้าความชื้นไม่มากนักก็จะเป็นกรดที่แห้งและมีขนาดเล็ก แต่ในความชื้นสูงจะทำให้เกิดเป็นฝนกรดตกลงสู่พื้นโลก เป็นอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม

68. มลพิษทางอากาศในอาคารบ้านเรือนเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

      มลพิษทางอากาศในอาคารบ้านเรือนเกิดขึ้น เนื่องจากการขาดการระบายถ่ายเทของอากาศ อากาศจะบริสุทธิ์และสมดุลย์ได้ก็ด้วยการถ่ายเทและการเคลื่อนที่ การปิดกั้นอากาศจะ ทำให้อากาศสะสมมลพิษไว้และส่งผลถึง ผู้ที่อาศัยอยู่ในอาคารบ้านเรือนนั้น ๆ

69. ความสมดุลย์ของความร้อนในร่างกายมนุษย์คืออะไร ?

       ความสมดุลย์ของความร้อนในร่างกายมนุษย์ คือการถ่ายเทความร้อนระหว่างร่างกายกับสิ่งแวดล้อม และความสมดุลย์ของความร้อนในร่างกายมนุษย์ เกิดขึ้นเมื่อความร้อนที่ร่างกายได้รับมีค่าเท่ากับความร้อนที่ถูกปล่อยออกจากร่างกาย

70. ความสมดุลย์ของความร้อนในร่างกายอยู่ในระดับกี่องศา ?

       โดยปกติร่างกายของมนุษย์จะรักษาความสมดุลย์ของความร้อนในร่างกาย ไว้ในระดับเฉลี่ยประมาณ 37 องศาเซลเซียส เมื่อใดที่ความสมดุลย์นี้สูญเสียไป ร่างกายจะไม่เป็นสุข

71. อาคารบ้านเรือนที่ถูกสุขลักษณะ ควรเป็นอย่างไร ?

        อาคารบ้านเรือนที่ถูกสุขลักษณะจะต้องมีประตูหน้าต่าง และช่องลมเพียงพอต่อการระบายอากาศ

72. อากาศร้อนมีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร ?

        อากาศที่ร้อนเกินไป จะทำให้ร่างกาย รู้สึกอบอ้าวอ่อนเพลียเหงื่อออกมากและเกิดสิ่งสกปรกในอากาศด้วย

73. อากาศหนาว มีผลกระทบต่อร่างกายอย่างไร ?

       อากาศที่หนาวเกินไป จะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนและมีผลต่อการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย

74. ห้องที่พักอาศัย ที่ถูกสุขลักษณะ จะต้องเป็นอย่างไร ?

       ห้องที่พักอาศัย ที่ถูกสุขลักษณะ จะต้องมีความสูงจากพื้นห้องถึงเพดานไม่ต่ำกว่า 240 เซนติเมตร มีพื้นที่อยู่อาศัยไม่ต่ำกว่า 10 ลูกบาศก์เมตรต่อคน และมีพื้นที่ประตู หน้าต่าง และช่องระบายลม รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของพื้นที่ห้อง

75. การระบายอากาศในอาคารบ้านเรือนควรทำอย่างไร ?

       การระบายอากาศในอาคารบ้านเรือนนอกจากจะมีระบบการระบายอากาศที่เหมาะสม แล้ว อีกวิธีหนึ่งก็คือการใช้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ ช่วยปรับระดับอุณหภูมิและการถ่ายเท ของอากาศในบ้านได้

76. แสงสว่างในอาคารที่พักอาศัย ควรเป็นอย่างไร ?

      ในอาคารที่พักอาศัยจะต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอ เพราะแสงสว่างมีผลโดยตรงต่อสายตาแสงสว่างที่จ้าเกินไป หรือสลัวเกินไปจะทำให้กล้ามเนื้อที่ยึดเลนส์นัยน์ตาต้องทำงานหนัก จะทำให้ประสาทตาเสื่อมก่อนถึงวัยอันควร

77. กาแสงไฟประเภทใดที่มีอันตราย ?

      แสงไฟที่มีอันตรายควรหลีกเลี่ยง คือ แสงไฟกระพริบ เพราะแสงไฟกระพริบจะทำให้เกิดการกระตุ้นประสาทตาตามจังหวะการกระพริบของแสง มีผลทำให้ประสาทตาเสียเร็วกว่าปกติ

78. เหตุรำคาญคืออะไร ?

      เหตุรำคาญ หมายถึง สภาวะที่ทำให้เกิดการรบกวนต่อประสาทสัมผัสที่เกิดต่อเนื่องเป็น เวลานานหรือบ่อยๆ จนทำลายความสงบสุขให้หมดไป

79. เหตุรำคาญที่เกิดอยู่บ่อย ๆ มีอะไรบ้าง ?

     ได้แก่ เสียงดังรบกวนการสั่นสะเทือน แสงสว่างรบกวน กลิ่นเหม็น ฝุ่นและควัน

80. เหตุรำคาญ มีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายอย่างไร ?

     เหตุรำคาญทำให้เกิดความหงุดหงิด รำคาญและมีผลไปถึงประสิทธิภาพการทำงาน โดยทำให้สมาธิการทำงานน้อยลงต้องใช้เวลาในการทำงานนานกว่าปกติ หรือทำให้นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่ได้

81. ความสั่นสะเทือนมีผลต่อร่างกายอย่างไร ?

     อันตรายจากความสั่นสะเทือน จะมีผลทำให้ร่างกายต้องการออกซิเจนมากขึ้นกว่าปกติ และทำให้ปอดและหัวใจทำงานหนักขึ้น

82. อลูมิเนียมคืออะไร ?

     อลูมิเนียม เป็นโลหะที่มีน้ำหนักเบาและมีสีเงิน ตัวของมันเองไม่แข็งแรงเมื่อเราใช้อลูมิเนียมเรามักผสมกับทองแดงหรือสังกะสีเพื่อทำให้แข็งแรงขึ้น

83. ทำไมจึงใช้อลูมิเนียมในการผลิตกระป๋องเครื่องดื่มแคน ?

      เพราะอลูมิเนียมเป็นโลหะที่เย็นตัวเร็ว และรักษาความเย็นได้ กระป๋องเครื่องดื่มแคนจึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย

84. การผลิตกระป๋องเครื่องดื่มแคนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ?

      กระป๋องเครื่องดื่มแคนผลิตจากอลูมิเนียม ซึ่งในการผลิตอลูมิเนียมให้ได้ 1 ตันนั้นจะต้องใช้แร่อลูมิเนียมบริสุทธิ์จากธรรมชาติ มาเป็นวัตถุดิบถึง 5 ตัน ใช้พลังความร้อนจากไฟฟ้า ถึง 18,000 กิโลวัตต์ และยังก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แพร่กระจายออกสู่อากาศอีกถึง 18 ตัน

85. วิธีการประหยัด การใช้ประโยชน์จากกระป๋องเครื่องดื่มทำได้อย่างไร?

     ประหยัดได้โดยการรีไซเคิล กระป๋องแคนเมื่อใช้แล้วสามารถหมุนเวียนส่งกลับโรงงาน เพื่อผลิตใหม่ได้อีก ซึ่งในการรีไซเคิลกระป๋องแคนนั้นจะใช้ความร้อนเพียงร้อยละ 5 ของการ ผลิตครั้งแรกเท่านั้น

86. เรานำกระป๋องอลูมิเนียมที่ใช้แล้วมาผลิตใช้ใหม่อย่างไร ?

      ขั้นตอนที่หนึ่งคือ การเก็บรวบรวมกระป๋องอลูมิเนียม จากนั้นก็ส่งเข้าโรงงาน เพื่อบด ให้เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาทำให้เป็นแท่ง และนำมารีดให้เป็นแผ่น แล้วส่งเข้าโรงงานทำ กระป๋องใบใหม่ที่ไม่มีขีดจำกัดว่าจะนำอลูมิเนียมมาผลิตใช้ได้ใหม่อีกกี่ครั้ง

87. การเปิดตู้เย็นบ่อย ๆ ทำให้เกิดอะไรขึ้น ?

      ทุกครั้งที่ตู้เย็นถูกเปิดออกอากาศเย็นภายในตู้จะถ่ายเทออกนอกตู้ และภายในตู้ก็จะถูกแทนที่ด้วยอากาศร้อนทำให้ตู้เย็นต้องใช้กระแสไฟเพิ่มขึ้น เพื่อปรับอุณหภูมิของตู้เย็นให้เย็นลง

88. มดมีอันตรายต่อคนหรือไม่ ?

     มดเป็นพาหนะนำเชื้อโรคมาสู่ร่างกายคน เพราะมดกินอาหารทุกชนิดไม่เลือก และมี นิสัยเดินไปเรื่อยๆ ไม่ว่าพื้นจะสะอาดหรือสกปรก สิ่งสกปรกทั้งหลายจึงติดมากับตัวมดเมื่อ มันสัมผัสกับอาหารสิ่งสกปรกนั้นก็จะลงไปปนเปื้อนอยู่ในอาหาร อาหารที่มดกินแล้วจึงไม่ ควรนำมารับประทานอีก

89. การเติมน้ำมันล้นถัง จำทำให้เกิดอะไรขึ้น ?

      การเติมน้ำมันล้นถัง หรือหกล้นออกมาน้ำมันส่วนนั้นจะเกิดปฏิกิริยากับแสงแดด ระเหยเป็นไอกลายเป็นหมอกพิษขึ้นได้

90. ผู้ปราบแมลงในระบบของธรรมชาติมีสัตว์อะไรบ้าง ?

      ผู้ปราบแมลงในระบบธรรมชาติได้แก่ กบ คางคก เม่น ตะกวด หนูหริ่ง นก แมลงเต่าทอง และแมลงปอ

91. การปราบแมลงโดยระบบธรรมชาติทำอย่างไร ?

      เป็นการปราบแมลงโดยระบบห่วงโซ่อาหาร เช่น นกนางนวลตัวหนึ่ง ๆ กินแมลงได้ อย่างน้อยถึง 200 ตัวต่อวัน เช่นเดียวกับนกดุเหว่าที่สามารถกินหนอนได้นับร้อยตัวต่อวัน หรือ แมลงเต่าทองที่มีหน้าที่กินเพลี้ยต้นไม้เป็นอาหาร

92. พันธุ์พืชที่เกิดอยู่ในโลกทั้งหมดมีเท่าใด ?

     พันธุ์พืชที่เกิดอยู่ในโลกมีอยู่ประมาณ 350,000 ชนิด ในจำนวนนี้เป็นพืชชั้นสูงประมาณ 250,000 ชนิด และเป็นพืชชั้นต่ำอีกประมาณ 100,000 ชนิด

93. การสูญพันธุ์ของพืชเกิดขึ้นอย่างไร ?

     การสูญพันธุ์ของพืชเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ส่วนหนึ่งนั้นการสูญพันธุ์เกิดจากการวิวัฒนาการของธรรมชาติ แต่อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์

94. การสูญพันธุ์เป็นไปอย่างไร ?

     นักวิทยาศาสตร์ได้ประมาณว่า การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ในปัจจุบันนั้นได้สูญพันธุ์ ไปวันละ 1 ชนิด และสิ้นศตวรรษนี้จะมีพืชและสัตว์สูญพันธุ์ไปจากโลกถึง 1 ล้านชนิด

95. โลกมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์อยู่เป็นจำนวนเท่าใด ?

     โลกมีสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังประมาณ 45,000 ชนิด และมีสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลังประมาณ 5-10,000,000 ชนิด ในจำนวนนี้ร้อยละ 80 เป็นชีวิตของแมลงชนิดต่าง ๆ

96. การสูญพันธุ์ของพืชมีผลกระทบต่อการมีชีวิตของสัตว์หรือไม่ ?

     การสูญพันธุ์ของพืชเพียง 1 พันธุ์จะมีผลกระทบทำให้พันธุ์สัตว์ต้องตายลงถึง 20-40 พันธุ์

97. ต้นไม้มีส่วนสำคัญต่อวงจรการหมุนเวียนเวียนของน้ำบนโลกอย่างไร

    ต้นไม้เก็บน้ำไว้ที่ราก และหายใจเอาไอน้ำออกทางใบไปสร้างความชุ่มชื้นให้กับอากาศที่ อยู่รอบๆ ทำให้อากาศบริเวณเหนือป่ามีความชุ่มชื้น

98. ป่าฝนคืออะไร ?

      ป่าฝนคือป่าที่มีฝนตกอย่างน้อยปีละ 100 นิ้ว ป่าฝนจะเกิดอยู่ในเขตร้อนชื้นของโลก ณ บริเวณที่เป็นเส้นศูนย์สูตร ได้แก่ แถบอเมริกาใต้ อัฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

99. ป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดของโลกอยู่ที่ใด ?

     ป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดของโลก คือป่าอเมซอนซึ่งตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้

100. ป่าฝนสำคัญต่อโลกอย่างไร ?

      ป่าฝนเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนให้กับโลก และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศ ปริมาณของออกซิเจนมากกว่า 40% ในโลกที่ป่าฝนสร้างขึ้นให้กับอากาศ และประมาณว่ามาก กว่าครึ่งหนึ่งของพืชและสัตว์ในโลกที่อาศัยอยู่ในป่าฝน


14 กลเม็ดง่ายๆ กู้วิกฤติโลกร้อน!!

 

ขณะที่ผู้คนทั่วโลก กำลังตื่นตัวอย่างหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อน และเหล่าผู้นำโลกตั้งหน้าตั้งตาถกกันเครียดเพื่อหาทางรับมือกับวิกฤตการณ์ใหญ่จากโกลบอล วอร์มมิ่ง คุณเชื่อหรือไม่คะว่า ด้วยกลเม็ดง่ายๆ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ประชากรโลกธรรมดาๆอย่างพวกเรา ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ เรือนกระจก หรือกรีนเฮาส์ เอฟเฟกต์ ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง!!

ในนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด วันที่ 9 เมษายน 2007 มีการนำเสนอ แนวทางการชะลอวิกฤตการณ์โลกร้อนฉบับประชาชน ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายไปทั่วโลก โดยแต่ละไอเดียเป็นเรื่องจับต้องได้ใกล้ๆตัว และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงไม่ยากจนเกินไป!!

ไอเดียแคนดูแรก ในการพิทักษ์โลกให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อน คือ เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง ในระยะหลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทเวลาอย่างจริงจังให้กับการคิดค้น หาวิธีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำมันหุงต้ม ไปจนถึงเศษขยะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ!! เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มงบประมาณเป็นสองเท่า สำหรับการทำวิจัยคิดค้นเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะ และดูเหมือนว่าเชื้อเพลิงที่ผลิตจากข้าวโพดเป็นก๊าซอีธานอลจะมาแรงแซงทางโค้ง กว่าใครเพื่อน เพราะ ทั้งเซฟเงินในกระเป๋า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด คือวิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุดของที่สุด แม้รูปร่างหน้าตาของหลอดไฟซีเอฟแอล ที่เรียกกันติดปากในบ้านเราว่า หลอดไฟตะเกียบ ออกจะแปลกตาสักหน่อย แต่ประสิทธิภาพไฮโซมาก!! เพราะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟธรรมดาๆถึง 3-5 เท่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลายเท่าตัว ปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาด ทั้งหลอดไฟขนาด 26 วัตต์, 40 วัตต์ ไปจนถึง 100 วัตต์

จัดระเบียบการซักผ้าใหม่ ผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันอุตสาหกรรมการผลิต มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ค้นพบว่าขั้นตอนการซักผ้าและอบผ้าให้แห้ง กินพลังงานถึง 60% ของการผลิตเสื้อผ้าทั้งหมด และเสื้อยืดธรรมดาๆ ตัวหนึ่ง ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 4 กิโลกรัม!! คงไม่ถึงกับขอร้องคุณๆ ให้หยุดการซักผ้ารีดผ้าหรอกนะคะ!!  แต่ถ้าอยากช่วยพิทักษ์โลกสีเขียวก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการจัดระเบียบการซักผ้ารีดผ้าใหม่ เช่น เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำเย็น หรือไม่ก็รวบรวมเสื้อผ้าให้ได้กองโตพอสมควรก่อน ค่อยนำไปซักทีเดียว อย่างบ้านเรา แดดเปรี้ยงแรงดีอยู่แล้ว แค่นำเสื้อผ้าตากแดดตากลมให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อม

จัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ เชื่อหรือ ไม่คะว่า 16% ของพลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เป็นตัวการก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮาส์ในอเมริกา ฉะนั้น ลองหาเวลาว่างจัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ และทิศทางลม แทนที่จะพึ่งเทคโนโลยีไฮเทคตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโลว์เทคๆช่วยเซฟพลังงานในบ้านได้ถึง 40%

ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก ในนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด ระบุไว้ว่า เสื้อผ้ามือสองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มากกว่าเสื้อผ้าใหม่ เพราะการซื้อเสื้อผ้ามือสองช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จากการผลิต และขนส่ง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งยุคนี้วินเทจ ลุคเป็นที่นิยมอยู่ด้วย ช่วยกันคนละนิดนะคะ ทั้งอินเทรนด์ แถมยังลดวิกฤติโลกร้อน!!

อีกหนึ่งวิธีเซฟ เดอะ เวิลด์ที่เวิร์กมากๆ เห็นจะเป็น การจัด สรรให้พนักงานทำงานใกล้บ้านที่สุด ฟาสต์ฟู้ดใหญ่ๆ ทั่ว อเมริกานำวิธีนี้มาใช้อย่างได้ผล!! เพราะแทนที่หนุ่มสาวคนทำงานจะสูญเสียพลังงานจากการขับรถไกลๆมาทำงานในแต่ละวัน ทำไมเราไม่หาสาขาที่ทำงานใกล้บ้านให้แมตช์กับพนักงานละคะ!! หรือถ้าฟังดูยุ่งยากเกินไปก็อาจตั้งเป้าหมายไปเลยว่า ต่อไปนี้ฉันจะหางานทำเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้บ้านเท่านั้น!!

ถ้าคุณเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวจริงละก็ ทิ้งบ้านหลังใหญ่ แถบชานเมือง ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงด่วนจี๋!! เพราะเมืองใหญ่ๆ อย่างแมนฮัตตัน, โตเกียว หรือลอนดอน ถือเป็นโซนของพลเมืองโลกหัวใจสีเขียวขนานแท้!! ชาวกรุงน้อยคนนักจะขับรถไปทำงาน ส่วนใหญ่นิยมเดิน, ขี่จักรยาน หรือไม่ก็ใช้บริการขนส่งมวลชน ซึ่งรวดเร็วและเปี่ยมประสิทธิภาพมากกว่า!!

จ่ายบิลค่าใช้จ่ายทางอินเตอร์เน็ต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ หันมาจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต จะช่วยกู้วิกฤติโลกร้อนได้ อย่างมโหฬาร!! อย่างน้อยๆก็ช่วยลดการใช้กระดาษ ซึ่งนำไปสู่การตัดไม้ ทำลายป่า แถมยังช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานจากการขนส่งกระดาษทั้งทางเครื่องบิน และรถบรรทุก รู้ไหมคะว่าวิธีนี้นอกจากจะประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าของคุณเห็นๆแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะลงถึงปีละ 1,450 ล้านตัน และจำกัดการแพร่กระจายของก๊าซกรีนเฮาส์ ปีละ 1.9 ล้านตัน

เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์ วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดี ผลการศึกษาของอเมริกาบ่งชี้ว่า 22.7 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ลองลดการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดหน้าต่างภายในบ้านเพื่อรับลม แทนที่จะเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะลมธรรมชาติจากภายนอกจะทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบายขึ้นในช่วงฤดูร้อน และอุ่นขึ้นในช่วงฤดูหนาว

ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้ เรื่องนี้ควรรณรงค์ อย่างจริงจังในทุกออฟฟิศ เพราะการเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ไม่เพียงแต่จะเปลืองไฟ แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากจะปิดทิ้งหลังใช้ เสร็จทุกครั้งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงานยังแนะนำว่า การปิดคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยใช้ปุ่มสแตนด์บาย พาวเวอร์ กินไฟในบ้านแบบไม่รู้ตัวถึง 75%...ปุ่ม off เท่านั้นที่เราต้องการ!!

ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน ไม่เฉพาะแต่ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานที่ควรรณรงค์เรื่องการปิดไฟในออฟฟิศ แต่บางออฟฟิศในเมืองใหญ่ๆยังขอความร่วมมือจากพนักงานให้ปิดไฟทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ แม้บรรยากาศในออฟฟิศอาจดูมืดๆทึมๆไปบ้าง แต่ก็ช่วยเซฟพลังงานได้อีกหลายเท่าตัว เรื่องประหยัดไฟต้องยกให้ “สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษ” ทรงเป็นต้นแบบของโลก!!

ทายสิคะว่า ระหว่างการขับรถ BMW กับการกิน เบอร์เกอร์บิ๊กแมค อะไรก่อให้ เกิดภาวะโลกร้อนหนักกว่ากัน!! คำตอบก็คือ บิ๊กแมคค่ะ!! จากรายงานของนิตยสารไทม์ ระบุว่า อุตสาหกรรมผลิตเนื้อทั่วโลกก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮาส์ ในชั้นบรรยากาศมากถึง 18% เลิกบริโภคเนื้อสเต็ก เถอะนะคะ เพื่อให้ลูกหลานมีอากาศดีๆ ไว้หายใจในอนาคต!!

ปฏิเสธถุงพลาสติกลูกเดียว!! ใน แต่ละปีมีถุงพลาสติกถูกผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 50,000 ล้านถุง และมีเพียง 3% ของถุงพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายหมดไปจากโลก!! ทางที่ดีช่วยกันรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกจะดีกว่า แล้วหันมาพกถุงผ้าส่วนตัวไปช็อปปิ้งตามซุปเปอร์มาร์เกตแทน!!

ปลดเนกไท-ถอดสูททิ้ง บริษัทใหญ่ๆในญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการประหยัดพลังงานแนวใหม่ ด้วยการไฟเขียวอนุญาตให้พนักงานใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดาๆ โดยไม่ต้องสวมสูทและผูกเนกไทมาทำงานในช่วงฤดูร้อนตับแตก เพื่อประหยัดค่าแอร์!! ปรากฏว่าได้ผลมาก เพราะฤดูร้อนที่ผ่านมา พี่ยุ่นสามารถลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 71,700 ตัน.


ภาวะโลกร้อน

     ภาวะโลกร้อนภายในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการบันทึกปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปีคือ ปี พ.ศ. 2533 พ.ศ.2538 และ พ.ศ. 2540 แม้ว่าพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังมีความไม่แน่นอนหลายประการ แต่การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ได้เปลี่ยนหัวข้อจากคำถามที่ว่า "โลกกำลังร้อนขึ้นจริงหรือ" เป็น "ผลกระทบจากการที่โลกร้อนขึ้นจะส่งผลร้ายแรงและต่อเนื่องต่อสิ่งที่มีชีวิตในโลกอย่างไร" ดังนั้น ยิ่งเราประวิงเวลาลงมือกระทำการแก้ไขออกไปเพียงใด ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็จะยิ่งร้ายแรงมากขึ้นเท่านั้น และผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ลูกหลานของพวกเราเอง

     คณะกรรมการของรัฐบาลนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่มีองค์การด้านวิทยาศาสตร์ ได้ร่วมมือกับองค์การสหประชาชาติ เฝ้าสังเกตผลกระทบต่างๆ และได้พบหลักฐานใหม่ที่แจ่มชัดว่า ภาวะโลกร้อนขึ้นในช่วง 50 กว่าปีมานี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นในทุกหนทุกแห่ง ประมาณ 1.4-5.8 องศาเซลเซียส

     สภาพภูมิอากาศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทีละเล็กทีละน้อย แต่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและบ่อยครั้ง และรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดไ ด้แก่ ความแห้งแล้งอย่างรุนแรง วาตภัย อุทกภัย พายุฝนฟ้าคะนอง พายุทอร์นาโด แผ่นดินถล่ม และการเกิดพายุรุนแรงฉับพลัน จากภาวะอันตรายเหล่านี้พบว่า ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ที่เสี่ยงกับการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งได้รับผลกระทบมากกว่าพื้นที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้รับการเอาใจใส่และช่วยเหลือเท่าที่ควร นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเป็นเหตุให้ปริมาณผลผลิตเพื่อการบริโภคโดยรวมลดลง ซึ่งทำให้จำนวนผู้อดอยากหิวโหยเพิ่มขึ้นอีก 60-350 ล้านคน

     ในประเทศไทยและฟิลิปปินส์ มีการจัดตั้งโครงการพลังงานต่างๆ  และการดำเนินงานของโครงการเหล่านี้ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์อย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล และปริมาณน้ำฝนที่ตกในแต่ละช่วงได้เปลี่ยนแปลงไป การบุกรุกและทำลายป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ระดับน้ำทะเลและอุณหภูมิของน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อระบบนิเวศน์ตามแนวชายฝั่ง และการที่อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้น ได้ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนสี ดังนั้น แนวปะการังต่างๆ จึงได้รับผลกระทบและถูกทำลายเช่นกัน

    ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,490 กิโลเมตร และเป็นแหล่งที่สำคัญมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประมง การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และมีฤดูกาลที่ไม่แน่นอนที่ส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรกรรม มีผู้คาดการณ์ว่า หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 1 เมตรภายในทศวรรษหน้า หาดทรายและพื้นที่ชายฝั่งในประเทศไทยจะลดน้อยลง สถานที่ตากอากาศชายทะเล รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เช่น พัทยา และ ระยองจะได้รับผลกระทบโดยตรง แม้แต่กรุงเทพมหานครก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงจากผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นนี้เช่นกัน

    ปัญหาด้านสุขภาพก็เป็นปัญหาร้ายแรงเรื่องหนึ่งที่เกิดจากจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้ด้วย เนื่องจากอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้นส่งผลให้จำนวนยุงเพิ่มขึ้น นำไปสู่การแพร่ระบาดของไข้มาเลเรียและไข้ส่า นอกจากนี้โรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เช่น อหิวาห์ตกโรค ซึ่งจัดว่าเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็วโรคหนึ่งในภูมิภาคนี้ คาดว่าจะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพราะอุณหภูมิและความชื้นที่สูงขึ้น คนยากจนเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบของโรค แต่การให้ความรู้ในด้านการดูแลรักษาสุขภาพที่ดียังมีไม่เพียงพอ

     ปัจจุบันนี้สัญญาณเบื้องต้นของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปได้ปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัด ดังนั้น สมควรหรือไม่ที่จะรอจนกว่าจะค้นพบข้อมูลมากขึ้น หรือ มีความรู้ในวิธีแก้ไขมากขึ้น เพราะ ณ เวลานั้นก็อาจสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไขได้


โลกร้อน...ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง


 





          An Inconvenient Truth : โลกร้อน...ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง
จริงหรือ?

          ถึงเวลาแล้วหรือยัง?เหล่ามวลมนุษย์ชาติจะตระหนักและตระหนกกับเสียงแผ่วเตือนจากนักวิทยาศาสตร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมจากทั่วทุกมุมโลกเกี่ยวกับวิกฤตสภาวะอากาศที่ผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง รวดเร็ว จนส่งผลให้อุณหภูมิโลกร้อนขึ้นอย่างฉุดไม่อยู่!!

         

          เกิดคลื่นความร้อนแผ่กระจายในหลายพื้นที่ส่งผลให้ปริมาณหิมะในบางพื้นที่ค่อยๆ มลายหายไป เกิดภัยแล้ง พายุถล่มเมือง อุทกภัย และภัยธรรมชาติต่างๆ นานาสารพัด

          หากแต่ต้นเหตุแห่งสภาวะโลกร้อนล้วนมาจากฝีมือ มนุษย์....แล้วมนุษย์จะรับมือกับวัฏจักรความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาตินี้อย่างไร?

          อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นผู้หนึ่งที่ลุกขึ้นมาประกาศตัวแบบดังลั่นว่าถึงเวลาแล้วที่ประชากรโลกต้องตระหนักในเรื่องวิกฤตสภาวะอากาศ และร่วมกันรับมือกับภาวะโลกร้อนอย่างจริงจังจนเป็นประเด็นต่อสู้ทางการเมืองที่จบลงด้วยการถูกเขี่ยตกเวทีการเมืองในการช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเมื่อ ค.ศ.2000

          จากนั้นอัล กอร์จึงตัดสินใจออกเดินสายทั่วโลก เพื่อปราศรัยเรื่องสภาวะความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากมนุษย์ที่มีต่อธรรมชาติ จนเป็นที่มาของผลงานหนังสือเรื่อง An Inconvenient Truthที่เปิดโปงวิกฤตภาวะโลกร้อน มหันตภัยร้ายที่กำลังคุกคามโลกอยู่ขณะนี้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ ปริมาณมหาศาลที่มนุษย์เป็นผู้ก่อถูกปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศโลกหนาขึ้นเท่าไร ก็จะส่งผลให้อุณหภูมิของบรรยากาศโลก มหาสมุทร สูงขึ้นจนถึงระดับอันตรายผืนน้ำแข็งบริเวณขั้วโลกเหนือและธารน้ำแข็งบนภูเขาทั้งหมดทั่วโลกค่อยๆ ละลายลงเรื่อยๆ และอาจจะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 20 ฟุต

          วิกฤตโลกร้อนจึงเป็นหายนะ!ที่มวลมนุษย์ต้องร่วมมือกันแก้ไข คุณก็เป็นคนหนึ่งที่จะหมุนโลกไปในทิศทางถูกต้องได้!


ไปดูไกลๆตัวก่อนที่ต่างประเทศ ดูนะว่าภาวะโลกร้อนทำให้ภูมิประเทศเปลี่ยนไปขนาดไหน

(( ภาพเก่า เปรียบเทียบ ภาพใหม่ ))
 












 

ส่วนรูปนี้น่าจะใกล้ตัวขึ้นนะ
( เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร )

รูปที่แนบมา

เสาหลักบอกจุดสิ้นสุดเขตกรุงเทพมหานคร ( มันไปอยู่ในทะเลเรียบร้อยแล้ว )



เสาไฟฟ้าริมน้ำ ? ที่บางขุนเทียน บ่งบอกถึงปริมาณน้ำในทะเลที่สูงขึ้น
 

ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  เป็นตัวการสำคัญกักเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ไว้ไม่ให้คายออกไปสู่บรรยากาศ

การเผาผลาญเชื้อเพลงฟอสซิลต่างๆ เช่น ถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง และการตัดไม้ทำลายป่าเหล่านี้ส่งผลให้ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

อันส่งผลกระทบต่างๆมากมายไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิของโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยขึ้น และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้คือ...

1. จำนวนพายุ Hurricane Category 4 และ 5 เพิ่มขึ้นสองเท่า ในสามสิบปีที่ผ่านมา

2. เชื้อมาลาเรียได้แพร่กระจายไปในที่สูงขึ้น แม้แต่ใน Columbian, Andes ที่สูง 7000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล

3. น้ำแข็ง ใน ธารน้ำแข็ง เขตกรีนแลนด์ ละลายเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

4. สัตว์ต่างๆ อย่างน้อย 279 สปีชี่ส์กำลังตอบสนองต่อ ภาวะโลกร้อน โดยพยายามย้ายถิ่นที่อยู่ หากเรายังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รับรองได้เลยว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้แน่

5. อัตรา ผู้เสียชีวิต จาก โลกร้อน จะพุ่งไปอยู่ที่ 300000 คนต่อปี ใน 25 ปีต่อจากนี้

6. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 20 ฟุต

7. คลื่นความร้อน จะมาบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น

8. ภาวะฝนแล้ง และไฟป่าจะเกิดบ่อยขึ้น

9. มหาสมุทรอาร์กติกจะไม่เหลือน้ำแข็ง ภายในฤดูร้อน 2050

10.สิ่งมีชีวิตกว่าล้านสปีชี่ส์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์

เอาล่ะ...แล้วเราจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนได้อย่างไร ?

คู่มือช่วยลด ภาวะโลกร้อน Ten Things To Do จาก An Inconvenient Truth

1. เปลี่ยนหลอดไฟ
ารเปลี่ยนหลอดไปจากหลอดไส้เป็นฟลูออเรสเซนต์หนึ่งดวง จะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 150 ปอนด์ต่อปี

2. ขับรถให้น้อยลง
หากเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารถเดินหรือขี่จักรยานแทนได้ การขับรถยนตร์เป็นระยะทาง 1 ไมล์จะปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ 1 ปอนด์

3. รีไซเคิลให้มากขึ้น
ลดขยะของบ้านคุณให้ได้ครึ่งนึงจะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 2400 ปอนด์ต่อปี

4. เช็คลมยาง
การขับรถโดยที่ยางมีลมน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% จากปกติ
น้ำมันๆทุกๆแกลลอนที่ประหยัดได้ จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 20 ปอนด์

5. ใช้น้ำร้อนให้น้อยลง
ในการทำน้ำร้อน ใช้พลังงานในการต้มสูงมาก การปรับเครื่องทำน้ำอุ่น ให้มีอุณหภูมิและแรงน้ำให้น้อยลง จะลด คาร์บอนไดออกไซด ์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี หรือการซักผ้าในน้ำเย็น จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ปีละ 500 ปอนด์

6. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์เยอะ
เพียงแค่ลดขยะของคุณเอง 10 % จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 1200 ปอนด์ต่อปี

7. ปรับอุณหภูมิห้องของคุณ(สำหรับเมืองนอก)
ในฤดูหนาว ปรับอุณหภูมิของ heater ให้ต่ำลง 2 องศา และในฤดูร้อน ปรับให้สูงขึ้น 2 องศา จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 2000 ปอนด์ต่อปี

8. ปลูกต้นไม้
การ ปลูกต้นไม้ หนึ่งต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมัน

9. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่
ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ใช้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับพันปอนด์ต่อปี

และอย่างสุดท้าย

10. บอกเพื่อนๆของคุณเกี่ยวกับวิธีเหล่านี้
 


สภาวะโลกร้อน.....
 

ภาวะโลกร้อน คือ การที่ อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากภาวะเรือน กระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ ว่า Green house effect ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จาก การเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ การขนส่ง และ การผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนั้น มนุษย์เรายังได้เพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน ( CFC) เข้าไปอีก ด้วย พร้อมๆกับการที่เราตัดและทำลาย ป่าไม้จำนวนมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งอำนวย ความสะดวกให้แก่มนุษย์ ทำให้กลไกใน การดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไป จากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิ ภาพลง และในที่สุดสิ่งต่างๆที่เราได้กระทำ ต่อโลกได้หวนกลับมาสู่เราในลักษณะของ ภาวะโลกร้อน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน

ซี่งปรากฏการณ์ทั้งหลายเกิดจากภาวะโลกร้อนขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการปล่อยก๊าซพิษต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก

ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ 6 ชนิด ที่จะต้องลดการปล่อยได้แก่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2) ก๊าซมีเทน ( CH4) ก๊าซไนตรัสออกไซด์ ( N2O) ก๊าซไฮโดรฟลูโรคาร์บอน ( HFCS) ก๊าซเปอร์ฟลูโรคาร์บอน ( CFCS) และก๊าซซัลเฟอร์เฮกซ่าฟลูโอโรด์ ( SF6 )

คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นก๊าซที่ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศโลกมากที่สุด ซึ่งประเทศไทยเองก็มีการปล่อยก๊าซชนิดนี้ออกมาในบรรยากาศไม่น้อยหน้าประเทศอื่น โดยมีที่มาจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมันเชื้อเพลิง หรือ ก๊าซธรรมชาติ เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า !! ??

ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ( co2) มาจากมนุษย์ประเทศไหนมากที่สุด จากตัวเลขที่ได้สำรวจล่าสุดนั้นเรียงตามลำดับประเทศที่ปล่อยควันพิษของโลกมีปริมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 1950 ดังนี้ :-

1. สหรัฐอเมริกา 186,100 ล้านตัน
2. สหภาพยุโรป 127,800 ล้านตัน
3. รัสเซีย 68,400 ล้านตัน
4. จีน 57,600 ล้านตัน
5. ญี่ปุ่น 31,200 ล้านตัน
6. ยูเครน 21,700 ล้านตัน
7. อินเดีย 15,500 ล้านตัน
8. แคนาดา 14,900 ล้านตัน
9. โปแลนด์ 14,400 ล้านตัน
10. คาซัคสถาน 10,100 ล้านตัน
11. แอฟริกาใต้ 8,500 ล้านตัน
12. เม็กซิโก 7,800 ล้านตัน
13. ออสเตรเลีย 7,600 ล้านตัน
 

รวมถึงการปล่อยสารซีเอฟซีที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่อง ทำความเย็นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นตู้เย็น เครื่องปรับอากาศทั้งบ้านและรถยนต์

ในต่างประเทศเองส่วนใหญ่เลิกใช้สารซีเอฟซีกันหมดแล้ว แต่ประเทศไทยยังใช้อยู่ในปริมาณร้อยละ 1 ของสารซีเอฟซีที่ใช้ทั่ว โลก ทราบว่าปีหน้าไทยเองจะยกเลิกเช่นกัน

สารซีเอฟซีนั้นประมาณร้อยละ 33 ของปริมาณทั้งหมด ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องทำความเย็นเพื่อใช้ในตู้เย็น ตู้แช่เย็น และเครื่องปรับอากาศทั้งในอาคารและในรถยนต์ ร้อยละ 25 ใช้ทำความสะอาดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และร้อยละ 42 ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ มองแค่ ตู้เย็นผลิตประมาณปีละ 1.3 ล้านเครื่อง ใช้สารซีเอฟซีประมาณ 260 ตันต่อปี

ยังมีอุตสาหกรรมที่ใช้สารไฮ-โดรคลอโรฟลูออโรคาร์บอน เอชซีเอฟ และไฮโดรฟลูออโรคาร์บอนหรือ เอชเอฟซี สามารถทำลายบรรยากาศชั้นโอโซนได้เช่นกัน เอชซีเอฟ ทำลายโอโซนได้นาน 5 ปี ส่วนซีเอฟซี ทำลายโอโซนได้นานถึง 25 ปี ส่วนเอชเอฟซี ไม่ทำลายชั้นของโอโซนเพียงแต่ปิดกั้นพลังงานความร้อนเท่านั้น

ประการต่อมาสารคาร์บอนไดออกไซด์ มีการพบว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณครึ่งหนึ่ง เกิดจากการตัดไม้ ทำลายป่าบนพื้นที่ประมาณ 6 แสนไร่ ตรงนี้น่าจะรับฟังได้ เพราะป่าไม้ของไทยถูกทำลายปีละ 1 ล้านไร่ จนจะหมดอยู่แล้ว ผลที่เกิดก็คือเนื่อง จากต้นไม้จะดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป ตอนมีการสังเคราะห์แสงในเวลากลางวัน และปล่อยก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในเวลากลางคืน

แต่ที่แนวโน้มน่ากลัวกว่าเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมและท่อไอเสียจากรถยนต์ เพราะการพัฒนาประเทศนั้นมีแต่เพิ่มมากขึ้น ในการขับขี่ยานพาหนะ ขณะนี้ประเมินว่ามี 1.88 ล้านคันทั่วประเทศ จะมีก๊าซออกมา 10 กิโลกรัม ต่อเชื้อเพลิง 4 ลิตร หากมีการขับขี่ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง 4 ลิตรต่อคัน ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออก ไซด์ออกมา 18,800 ตัน สำหรับในการผลิต กระแสไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ เป็นเวลา 10 ชั่วโมง ต้องใช้ถ่านหินหนัก ครึ่งกิโลกรัม ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือ 1.4 กิโลกรัม อีกทั้งการเผาไหม้ถ่านหิน และเชื้อเพลิงยังปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศและ เป็นหมอกควันที่ป้องกันแสงอาทิตย์ทั้งยังปิดบังเรือนกระจก ซึ่งจะทำให้บรรยากาศเกิดการเย็นลงได้

 

ไนตรัสออกไซด์
ไนตรัสออกไซด์จะดูดความร้อน ไว้ได้นับร้อยๆ ปี เพราะโมเลกุลของก๊าซนี้สามารถดูดความร้อนไว้ได้นาน กว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 100 เท่า แต่ไนตรัสออกไซด์ ทำลายโมเลกุลของโอโซนได้น้อยกว่าซีเอฟซีร้อยละ 25 ซึ่งไนตรสออกไซค์พบได้มากที่ปุ๋ยเคมี และถ่านหิน

ก๊าซมีเทน
สาเหตุหลักมาจาก การตัดไม้และการเผาป่า นอกจากนี้การทำนาข้าว การเลี้ยงวัวควาย การถมขยะ การทำเหมืองแร่ และการผลิตถ่านหิน อย่างการปลูกข้าว เกิดก๊าซมีเทน เนื่องจากแบคทีเรียที่อยู่ในดินเป็นตัวปล่อยมีเทน การเลี้ยงวัวควายก่อให้เกิดมี-เทน เนื่องจากแบคทีเรียใน กระเพาะอาหารของสัตว์กินหญ้าประเภทวัว ควาย แพะ แกะ อูฐ จะย่อยอาหารและปล่อยมีเทนออกมาด้วย

มีการศึกษาพบในแต่ละวันวัว 1 ตัว เรอมีเทนออกมาถึง 0.5 ปอนด์ ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาไทยมีวัว ควายประมาณ 11 ล้านตัว แต่ละตัว จะเรอนาทีละหลายครั้ง หากวัวควายเรอเพียงนาทีละครั้ง จะมีปริมาณ ก๊าซมีเทนออกมา 5.5 ล้านปอนด์ มีเทนที่เก็บพลังงานความร้อนเอาไว้ ขณะนี้จะเก็บความร้อนไว้ได้นานกว่า 10 ปี และเก็บความร้อน ไว้นานกว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนสามารถ เก็บพลังงานความร้อนเอา ไว้ขณะนี้ไปจนถึงระยะเวลานาน 10 ปี และเก็บความร้อนไว้นานกว่าโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 20 เท่า

 

ตัวทำลายโอโซนดังกล่าวนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมาก นอกจากอากาศบนโลกจะร้อนขึ้นและสุขภาพอนามัย โรคภัยไข้เจ็บ จะตามมาอีกมาก การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองเพื่อมีชีวิตรอด ก็ต้องแสวงหากันอีก นอกจากนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพืชและสัตว์ก็มากด้วย ระบบชีวิตของมันต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลง ถึงขั้นสูญพันธุ์ไปเลยก็เป็นได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ผลที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เพราะก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาจากขั้วโลกกำลังละลายลงมา สู่ทวีปยุโรป และดินแดนที่มนุษย์ อาศัยอยู่ วิเคราะห์กันว่าบริเวณของโลกที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ อาจจะ สูญหายไปจากแผนที่โลกเพราะน้ำท่วมหมดสิ้น

 

หากว่ากันแล้วมนุษย์นี่เองที่เป็นตัวทำลายโอโซน แต่จะบอกว่าใคร ปล่อยมากปล่อยน้อย ไม่ใช่สาระสำคัญ แต่ประเด็นอยู่ที่ทุกคนต้องช่วยกันดูแลบ้านของตัวเองว่า จุดไหนที่ปล่อยสารพิษทำลายโอโซนต้องช่วยกันทำให้ลดลง เพื่อจะได้อยู่ในโลกนี้ได้ยาวนาน

 

แต่สำหรับพวกเราแล้ว สิ่งที่น่าจะทำกันได้ อย่างเช่น การลดการใช้ สารซีเอฟซีที่มีอยู่ในตู้เย็น ตู้แช่เย็น เครื่องปรับอากาศคือ การใช้แปรงทาสีแทนที่จะใช้กระป๋องฉีดสเปรย์ ใช้เครื่องปรับอากาศ เท่าที่จำเป็นแล้วหันมาใช้พัดลม เปิดหน้าต่างและสวม เสื้อผ้าบางๆ นอกจากนี้เครื่องปรับอากาศที่ไม่ใช้แล้ว ก็จะต้องมีวิธีการทำลายที่ดี เพื่อป้องกันการรั่วไหลของสารซีเอฟซี สู่ชั้นบรรยากาศ

 

สำหรับการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียรถยนต์ ทำได้โดยใช้รถรวมกันเมื่อเดินทางไปในที่เดียวกันหรือใกล้เคียงกันครั้งละหลายๆ คนหรือที่รัฐบาลโดยสพช. กำลังรณรงค์กันอยู่ ขณะนี้คือ CAR POOL การขับขี่ยานพาหนะที่ประหยัด น้ำมันเชื้อเพลิง การสัญจรโดยการเดิน หรือเดินทางโดยรถจักรยาน หรือโดยสารรถประจำทาง

 

การเพิ่มปริมาณขยะทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น เนื่องจากการทับถมของขยะมากขึ้น ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ถูกกำจัด โดยธรรมชาติน้อยลง การใช้เครื่องใช้ที่ประหยัดพลังงาน ทำบ้านให้ปลอดโปร่ง ใช้พลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และลม ทำให้ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา การใช้ก๊าซธรรมชาติแทนถ่านหิน และน้ำมันเชื้อเพลิงในโรงงาน และการผลิตกระแสไฟฟ้าทำให้ปล่อยคาร์บอน-ไดออกไซด์ออกมาน้อยลง

 

นอกจากนี้ การป้องกันการปล่อยมีเทนออกสู่บรรยากาศทำได้โดย ลดปริมาณขยะและนำขยะมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และลดการเผาต้นไม้ในป่า และตามทุ่ง นอกจากนี้ยังควรพยายามที่จะนำมีเทนที่ เกิดจากการถมขยะ และการทำเหมืองแร่ถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิง คาร์บอนไดออกไซด์และมีเทนเป็นก๊าซที่เก็บความร้อนบนโลก ยิ่งมีก๊าซมากก็จะเก็บความร้อนไว้มาก

 

ผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน
งานวิจัยเนื้อหากว่า 1,000 หน้าจากนักวิทยาศาสตร์กว่า 700 คน ว่ากรณีภาวะโลกร้อนจะ แตกต่างกันในแต่ละประเทศแต่ละส่วนของโลก

1. ผลกระทบด้านนิเวศวิทยา
แถบขั้วโลกได้รับผลกระทบมากสุดและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูเขาน้ำแข็ง ก้อนน้ำแข็งจะละลายอย่างรวดเร็ว ทำให้ระดับน้ำทะเลทางขั้วโลกเพิ่มขึ้น และไหลลงสู่ทั่วโลกทำให้เกิดน้ำท่วมได้ทุก ทวีป นอกจากนี้จะพลอยทำให้สัตว์ทางทะเลเสียชีวิตเพราะระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง

ส่วนทวีปยุโรป ยุโรปใต้ภูมิประเทศจะกลายเป็นพื้นที่ลาดเอียงเกิดความแห้งแล้ง ในหลายพื้นที่ปัญหาอุทกภัยจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากธารน้ำแข็งบนบริเวณยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหิมะจะละลายจนหมด

ขณะที่เอเชียอุณหภูมิจะสูงขึ้นเกิดฤดูกาลที่แห้งแล้ง มีน้ำท่วม ผลิตผลทางอาหารลดลง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นสภาวะอากาศ แปร ปรวนอาจทำให้เกิดพายุต่าง ๆ มากมายเข้าไปทำลายบ้านเรือนที่อยู่อาศัยของประชาชน ซึ่งปัจจุบันก็เห็นผลกระทบได้ชัดไม่ว่าจะเป็นใต้ฝุ่นกก

แต่แถบทวีปอเมริกาเหนืออุตสาหกรรมการผลิตอาหารจะได้รับผลประโยชน์เนื่องจากอากาศที่อุ่นขึ้น พร้อม ๆ กับทุ่งหญ้าใหญ่ของแคนาดาและทุ่งราบใหญ่สหรัฐอเมริกาจะล้มตายเพราะความแปรปรวนของอากาศส่งผลต่อสัตว์

นักวิจัยได้มีการคาดประมาณอุณหภูมิผิวโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2643 ว่า อุณหภูมิจะสูงขึ้นจากปัจจุบันราว 4.5 องศาเซลเซียส เนื่องจากคาดการณ์ว่า จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงร้อยละ 63 และก๊าซมีเทนร้อยละ 27 ของก๊าซเรือนกระจก

สำหรับประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ในช่วง 40 ปี อย่างไรก็ตาม
หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 2- 4 องศาเซลเซียส จะทำให้พายุไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศทาง เกิดความรุนแรง
และมีจำนวนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10-20 ในอนาคต นอกจากนี้ ฤดูร้อนจะขยายเวลายาวนานขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวจะสั้นลง


2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
รัฐที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ของทวีปอเมริกาจะได้รับผลจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นกัดกร่อนชายฝั่ง จะสร้างความเสียหายแก่ระบบนิเวศ แนวปะการังจะถูกทำลาย ปลาทะเลประสบปัญหา เนื่องจากระบบนิเวศที่แปรเปลี่ยนไป ธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญจะสูญเสียรายได้มหาศาล

นอกจากนี้ ในเอเชียยังมีโอกาสร้อยละ 66-90 ที่อาจเกิดฝนกระหน่ำและมรสุมอย่างรุนแรง รวมถึงเกิดความแห้งแล้งในฤดูร้อนที่ยาวนาน ทั้งนี้ ในปี 2532-2545 ประเทศไทยเกิดความเสียหาย จากอุทกภัย พายุ และภัยแล้ง คิดเป็นมูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจมากกว่า 70,000 ล้านบาท

รายงาน " Global Deserts Outlook" ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ
เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ชี้ว่า ภายใน 50 ปีข้างหน้า ระบบนิเวศวิทยาทะเลทราย จะเปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านชีววิทยา เศรษฐกิจและวัฒนธรรม


ปัจจุบันพืชและสัตว์ทะเลทราย คือแหล่งทรัพยากรมีคุณค่าสำหรับผลิตยาและธัญญาหารใหม่ๆ
ที่ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำและยังมีช่องทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น การทำฟาร์มกุ้งและบ่อปลาในทะเลทรายรัฐอาริโซนาและทะเลทรายเน เจฟในอิสราเอล

            อย่างไรก็ตาม ทะเลทรายที่มีอยู่ 12 แห่งทั่วโลก กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องการขยายตัว แต่เป็นความแห้งแล้งเนื่องจากโลกร้อน ธารน้ำแข็งซึ่งส่งน้ำมาหล่อเลี้ยงทะเลทรายในอเมริกาใต้กำลังละลาย น้ำใต้ดินเค็มขึ้น รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งหากไม่มีการลงมือป้องกันอย่างทันท่วงที ระบบนิเวศวิทยาและสัตว์ป่าในทะเลทรายจะสูญหายไปภายใน 50 ปีข้างหน้า

            ในอนาคตประชากร 500 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตทะเลทรายทั่วโลกจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไป เพราะอุณหภูมิสูงขึ้นและน้ำถูกใช้จนหมดหรือเค็มจนดื่มไม่ได้

3. ผลกระทบด้านสุขภาพ
ภาวะโลกร้อนไม่เพียง ทำให้ระบบนิเวศเปลี่ยนแปลงไปแต่มีสิ่งซ่อนเร้นที่แอบแฝงมาพร้อม รากฏการณ์นี้ด้วยว่าโลกร้อนขึ้นจะสร้างสภาวะที่พอเหมาะพอควรให้เชื้อโรคเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว

เดวิท พิเมนเทล นักนิเวศวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยคอร์ แนลในอเมริกา ระบุว่าโลกร้อนขึ้นจะก่อให้เกิด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การฟักตัวของเชื้อโรคและศัตรูพืช ที่เป็นอาหารของมนุษย์บางชนิด โรคที่ฟักตัวได้ดีในสภาพร้อนชื้นของโลก จะสามารถเพิ่มขึ้นมากในอีก 20 ปีข้างหน้า ทั้งจะมีการติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นในโรคมาลาเรีย ไข้ส่า อหิวาตกโรค และอาหารเป็นพิษนักวิทยาศาสตร์ในที่ประชุมองค์การอนามัยโลก และ London School of Hygiene and Tropical Medicine วิทยาลัยศึกษาด้านสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนของอังกฤษ แถลงว่า ในแต่ละปีประชาชนราว 160,000 คนเสียชีวิตเพราะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ตั้งแต่โรคมาลาเรีย ไปจนถึงการขาดแคลนสุขอนามัยที่ดี และตัวเลขผู้เสียชีวิตนี้อาจเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัวในอีก 17 ปีข้างหน้า แถลงการณ์ของคณะแพทย์ระดับโลกระบุว่า เด็กในประเทศกำลังพัฒนาจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงมากที่สุด เช่นในประเทศแถบแอฟริกา ละตินอเมริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ขยายของการขาดแคลนสุขอนามัยโรคท้องร่วง และโรคมาเลเรีย ท่ามกลางอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น น้ำท่วม และภัยแล้ง

จะป้องกันได้อย่างไร

ได้มีผู้แนะนำวิธีการช่วยป้องกันสภาวะโลกร้อนไว้ดังนี้
1.  ลดระยะทางที่ใช้สำหรับการขน ส่งอาหาร เนื่องจากมลพิษจากการขนส่งนั้น
เป็นตัวการสำคัญมากที่สุดในการเพิ่มปริมาณ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ
ให้ เราพยายามบริโภคอาหารที่ผลิตและปลูก ในท้องถิ่น จะช่วยลดพลังงานที่ใช้สำหรับ การขนส่งลงได้

2. ปิดเครื่องปรับอากาศในโรงแรม ที่เราได้เข้าพักพร้อมทั้งอย่าให้พนักงานนำ
ผ้าขนหนูที่ยังไม่สกปรกมากไปซัก โดยพึง ระลึกว่าเราไม่ได้ช่วยให้โรงแรมประหยัดค่า ไฟฟ้า
แต่เรากำลังช่วยโลกที่เราอาศัยอยู่

3.  ลดระดับการใช้งานเครื่องใช้ ไฟฟ้าลงแม้เพียงน้อยนิด เช่น เพิ่มความร้อน
ของเครื่องปรับอากาศในสำนักงานหรือที่พัก อาศัยลงสักหนึ่งองศา หรือ ปิดไฟขณะไม่ใช้ งาน
ปิดฝาหม้อที่มีอาหารร้อนอยู่   หรือลด จำนวนชั่วโมงการดูโทรทัศน์หรือฟังวิทยุลง
อาจลดค่าใช้จ่ายของเราไม่มากนักแต่จะส่ง ผลมหาศาลต่อโลก

4.  นำกระดาษหรือภาชนะบรรจุอื่นๆ กลับไปใช้ใหม่ พยายามซื้อสิ่งของที่มีอายุ การใช้งานนานๆ
จะช่วยลดการใช้พลังงานของโลกอย่างมากมาย

5.  รักษาป่าไม้ให้ได้มากที่สุด และลดหรืองดการจัดซื้อสิ่งของหรือเฟอร์นิเจอร์      ต่างๆ
ที่ทำจากไม้ที่ตัดเอามาจากป่า เพื่อปล่อยให้ต้นไม้และป่าไม้เหล่านี้ได้ทำหน้าที่การ เป็นปอดของโลกสืบไป

6.  ลดการใช้น้ำมัน จากการขับขี่ยวดยานพาหนะ โดยปรับเปลี่ยนนิสัยการขับรถ
เช่น ลดความเร็วในการขับรถลง ตรวจสอบสภาพลมในล้อรถให้เหมาะสม และค่อยๆ เหยียบคันเร่ง
รถยนต์เมื่อต้องการเร่งความเร็ว และ

7. ทดลองเดินให้มากที่สุด


10 ปรากฎการณ์ประหลาด ผลกระทบวิกฤต "โลกร้อน!"


ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากภัย "โลกร้อน" ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน อาทิ อากาศร้อนขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือระดับน้ำทะเลโลกสูงขึ้นเท่านั้น แต่ปัจจุบันยังเป็นต้นเหตุของปรากฎการณ์แปลกๆ มากมาย ซึ่งเกี่ยวพันกับการหายสาบสูญของทะเลสาบ โรคภูมิแพ้โดยไม่ทราบสาเหตุ วิถีโคจรของดาวเทียมในอวกาศ ฯลฯ!

สารภูมิแพ้แพร่ระบาด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เกิดปรากฎการณ์ประหลาดขึ้นทุกๆ ช่วงฤดูใบไม้ผลิ

นั่นคือ ประชาชนไอ จาม ป็นภูมิแพ้ และหอบหืดกันง่ายขึ้นและบ่อยขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ

จากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า วิถีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปกับสภาพมลพิษในอากาศ เป็นสาเหตุสำคัญของอาการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยใหม่ๆ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นและมีระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากขึ้น คือต้นเหตุทำให้พืชพรรณต่างๆ ผลิใบเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันปริมาณละอองเกสรที่ฟุ้งกระจายไปตามอากาศก็มากขึ้นเช่นกัน

คนที่เป็นภูมิแพ้หรือหอบหืดเมื่อสูดละอองเหล่านี้เข้าไปมากๆ อาการจึงกำเริบง่าย

สัตว์อพยพไร้ที่อยู่
ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน ทำให้สัตว์บางชนิด เช่น กระรอก ตัวชิปมังก์ หรือแม้กระทั่งหนู ต้องอพยพหนีขึ้นไปอยู่บนที่สูงขึ้น

สัตว์ที่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ ได้แก่ "หมีขั้วโลก" ที่ในอนาคตอาจมีชีวิตอยู่ในถิ่นฐานเดิมแถบอาร์กติก ขั้วโลกเหนือไม่ได้ เนื่องจากธารน้ำแข็งละลายอย่างรวดเร็ว

"พืช"ขั้วโลกคืนชีพ
ช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ผลจากภาวะน้ำแข็งขั้วโลกละลายเพราะโลกร้อน ส่งผลต่อการดำรงอยู่ของพืชและสัตว์จำนวนมาก  ตามปกติ พืชแถบอาร์กติกจะถูกปกคลุมอยู่ในน้ำแข็งตลอดทั้งปี

แต่ปัจจุบัน เมื่อน้ำแข็งละลายมากขึ้นเรื่อย โดยเฉพาะในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิต จึงทำให้พืชที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยน้ำแข็งกลายเป็นอิสระ สามารถเริ่มกระบวนการสังเคราะห์แสงและกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง

กลายเป็นอีก 1 ปรากฎการณ์ใหม่ของพื้นที่ขั้วโลกเหนือ

ทะเลสาบหายสาบสูญ

เรื่องประหลาดๆ ที่เกิดขึ้นในเขตอาร์กติก หรือ ขั้วโลกเหนือยังไม่หมดแค่นั้น

มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่า ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา "ทะเลสาบ" ประมาณ 125 แห่งได้หายสาบสูญไปจากเขตอาร์กติก เป็นสัญญาณหนึ่งที่ช่วยให้เห็นว่า ภัยโลกร้อนส่งผลกระทบเร็วมากต่อสภาพแวดล้อมแถบขั้วโลก

สาเหตุที่ทะเลสาบหายไปก็เพราะ "เพอร์มาฟรอส" ที่เป็นน้ำแข็งแข็งตัวอยู่ใต้พื้นทะเลสาบนั้นละลายหมดสิ้นไป ดังนั้น น้ำในทะเลสาบจึงซึมเข้าสู่พื้นดินข้างใต้ได้ เหมือนกับเวลาเราดึงจุกปิดน้ำออกจากอ่างอาบน้ำแล้วน้ำจึงไหลหมดไปจากอ่างนั่นเอง

นอกจากนี้ การที่ทะเลสาบขั้วโลกหายวับไป ยังส่งผลลูกโซ่ปั่นป่วนไปถึงระบบนิเวศในพื้นที่ที่พึ่งพิงน้ำจากทะเลสาบอีกด้วย

 น้ำแข็งใต้พื้นโลกละลาย

ภาวะโลกร้อนไม่ได้เพียงแค่ทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

แต่ยังส่งผลให้ชั้นน้ำแข็งถาวรที่มีอยู่ใต้พื้นผิวโลกค่อยๆ ละลายลดปริมาณลงไปเช่นกัน

ผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นตามมาในอนาคตก็คือ จุดใต้พื้นโลก ซึ่งเคยเป็นน้ำแข็งหายไปจนเกิดเป็น "รูรั่ว" ใต้ดินขึ้นมา

เมื่อเป็นเช่นนี้สภาพทางภูมิศาสตร์ในพื้นที่ย่อมเปลี่ยนไป

สิ่งปลูกสร้าง หรือ สิ่งก่อสร้างของมนุษย์ เช่น ทางรถไฟ ถนน บ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งตั้งอยู่เหนือจุดดังกล่าวมีโอกาสได้รับความเสียหายตามไปด้วย

ถ้าปรากฎการณ์น้ำแข็งละลายเกิดขึ้นบนที่สูง เช่น ภูเขา จะก่อให้เกิดภัยธรรมชาติตามมา อาทิ หินถล่มและโคลนถล่ม เป็นต้น

 ชนวนเกิดไฟป่า
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันตรงกันทั่วโลก ว่า ภัยโลกร้อนเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งละลายและพายุก่อตัวบ่อยและรุนแรงขึ้นกว่าในอดีต

ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะโลกร้อนยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิด "ไฟป่า" ได้ง่ายขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

และชาติเมืองหนาวในซีกโลกตะวันตก ซึ่งตามปกติไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องไฟป่า ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้กันแล้ว

เหตุเพราะสภาพป่าแห้งกว่าเดิม จึงเป็นเชื้อไฟอย่างดี

 ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นถึงอยู่รอด

โลกร้อนส่งผลให้หน้าหนาวหดสั้นลง และหน้าร้อนมาถึงเร็วขึ้น

บรรดา "นกอพยพ" หลายสายพันธุ์ต่างมึนงง ปรับ "นาฬิกาชีวภาพ" ในตัวของมันให้เข้ากับสภาพความผันแปรของฤดูกาลที่บิดเบี้ยวไปไม่ทัน

สัตว์ที่จะเอาชีวิตรอดจากสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในทุกวันนี้ได้ต้องเป็นสายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น

ในที่สุดสัตว์ที่อยู่รอดจะต้อง "กลายพันธุ์" หรือปรับพันธุกรรมในตัวมันเสียใหม่ เพื่อรับมือภัยโลกร้อนให้ได้ และมีสัตว์หลายชนิดกำลังวิวัฒนาการตัวเองเช่นนั้นอยู่

ดาวเทียมโคจรเร็วกว่าเดิม
การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าถ่านหิน ยวดยานพาหนะ ฯลฯ คือ ตัวการสำคัญของวิกฤตโลกร้อน

ล่าสุดพบว่า เจ้าก๊าซตัวเดียวกันนี้เองที่ขึ้นไปสะสมมากขึ้นในชั้นบรรยากาศโลก ได้กลายเป็นต้นเหตุทำให้ "ดาวเทียม" ที่อยู่ในวงโคจรโลกเคลื่อนที่เร็วกว่าเดิม

ตามปกติ อากาศในบรรยากาศชั้นนอกสุดของโลกจะเบาบาง แต่โมเลกุลของอากาศจะยังคงมีแรงดึงดูดมากพอในการทำให้ดาวเทียมโคจรช้าๆ ดังนั้น เราอาจเคยได้ยินข่าวกันมาบ้างว่า ผู้ควบคุมต้องจึดระเบิดดาวเทียมเป็นระยะๆ เพื่อให้ดาวเทียมโคจรต่อไปอย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์ลอยไปสะสมในบรรยากาศชั้นล่างมากไป จะทำแรงดึงดูดของบรรยากาศชั้นนอกสุดลดกำลังลง ดาวเทียมจึงโคจรเร็วกว่าปกติ

ภูเขากระเด้งตัวเหนือพื้นโลก
ภูเขาและเทือกเขาสูงหลายแห่งทั่วโลกกำลังขยายตัว "สูง" ขึ้น เพราะผลจากโลกร้อน!

นั่นเป็นเพราะ ตามธรรมชาติที่ผ่านๆ มานับพันปี ยอดภูเขาในเขตหนาวเย็นโดยทั่วไปจะมี "น้ำแข็ง" ปกคลุมอยู่ ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตุ้มน้ำหนักที่คอยกดทับให้ฐานล่างของภูเขาทรุดต่ำลงไปใต้พื้นผิว

เมื่อน้ำแข็งบนยอดเขามลายสูญสิ้นไป ส่วนฐานล่างที่เคยถูกกดจมดินลงไปจะค่อยๆ กระเด้งคืนตัวกลับมาเหนือผิวโลกอีกครั้ง

โบราณสถานเสียหาย
โบราณสถาน เมืองเก่าแก่ ซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ อันเป็นสิ่งแสดงถึงวัฒนธรรมอันรุ่งเรื่องของมนุษย์ในอดีตได้รับผลกระทบจากโลกร้อน

เหตุเพราะโลกร้อนทำให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน ทั้งเกิดพายุ น้ำท่วม ภัยแล้ง ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง และล้วนแต่ยิ่งสร้างความเสียหายให้กับมรดกตกทอดทางประวัติศาสตร์ดังกล่าว ซึ่งมีสภาพทรุดโทรมอยู่แล้ว

โบราณสถานอายุ 600 ปีในจังหวัดสุโขทัยของประเทศไทยเรา ก็เคยเสียหายอย่างหนักเพราะภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นผลจากภัยโลกร้อน มาแล้วเช่นกัน


.: 80 วิธีหยุดโลกร้อน :.

รายงานของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (Intergovernment Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งเป็นรายงานที่รวบรวมงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ 2,500 คน จากกว่า 30 ประเทศ และใช้เวลาในการวิจัยถึง 6 ปี ระบุไว้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างน้อย 90% ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และมนุษย์ถือได้ว่าเป็นตัวการสำคัญของปัญหาโลกร้อนในครั้งนี้

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำคู่มือ 80 วิธีหยุดโลกร้อนขึ้นมา เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไป เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2550

ไม่ว่าใครก็สามารถช่วยลดความร้อนให้กับโลกได้ตั้ง 80 ช่องทาง...

 ประชาชนทั่วไป

1.ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี

2.ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง

3.เปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงานแบบขดที่เรียกว่า Compact Fluorescent Lightbulb (CFL) เพราะจะกินไฟเพียง 1 ใน 4 ของหลอดไฟเดิม และมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลายปีมาก

4.เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% สามารถหาซื้อหลอดไฟ LED ที่ใช้สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้นได้ด้วย จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการให้มีแสงสว่างส่องทาง เช่น ริมถนนหน้าบ้าน การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี

5.ช่วยกันออกความเห็นหรือรณรงค์ให้รัฐบาลพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนกับภาคการผลิต ตามอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรูปแบบต่างๆ หรือการใช้ก๊าซโซลีน เป็นรูปแบบการใช้ภาษีทางตรงที่เชื่อว่า หากโรงงานต้องจ่ายค่าภาษีแพงขึ้นก็จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตลง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงได้ประมาณ 5%

6.ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆ บ้าน เพราะการขับรถยนต์น้อยลง หมายถึงการใช้น้ำมันลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะน้ำมันทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์

7.ไปร่วมกันประหยัดน้ำมันแบบ Car Pool นัดเพื่อนร่วมงานที่มีบ้านอาศัยใกล้ๆ นั่งรถยนต์ไปทำงานด้วยกัน ช่วยประหยัดน้ำมัน และยังเป็นการลดจำนวนรถติดบนถนน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมด้วย

8.จัดเส้นทางรถรับส่งพนักงาน ถ้าในหน่วยงานมีพนักงานจำนวนมากอาศัยอยู่ในเส้นทางใกล้ๆ กัน ควรมีสวัสดิการจัดหารถรับส่งพนักงานตามเส้นทางสำคัญๆ เป็น Car Pool ระดับองค์กร

9.เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ

10.มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ป้ายฉลากเขียว ประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพราะการจะได้ใบรับรองนั้น จะต้องมีการประเมินสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นหาวัตถุดิบ

11.ไปตลาดสดแทนซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ซื้อผัก ผลไม้ หมู ไก่ ปลา ในตลาดสดใกล้บ้าน แทนการช็อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ที่อาหารสดทุกอย่างมีการ***บห่อด้วยพลาสติกและโฟม ทำให้เกิดขยะจำนวนมาก

12.เลือกซื้อเลือกใช้ เมื่อต้องซื้อรถยนต์ใช้ในบ้าน หรือรถยนต์ประจำสำนักงานก็หันมาเลือกซื้อรถประหยัดพลังงาน รวมทั้งเลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน

13.เลือกซื้อรถยนต์ที่มีขนาดตามความจำเป็น โดยพิจารณาจากขนาดครอบครัวและประโยชน์การใช้งาน รวมทั้งพิจารณารุ่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพื่อเปรียบเทียบราคา

14.ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเลือกรถโฟว์วีลขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ เพราะกินน้ำมันมาก และตะแกรงขนสัมภาระบนหลังคารถก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะเป็นการเพิ่มน้ำหนักรถให้เปลืองน้ำมัน

15.ขับรถอย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะทางไกลการขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% หรือคิดเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ 1 ตันต่อรถยนต์แต่ละคันที่ใช้งานราว 3 หมื่นกิโลเมตรต่อปี

16.ขับรถเที่ยวไปลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปพร้อมกัน เพราะมีบริษัทเช่ารถใหญ่ๆ 2-3 รายมีรถรุ่นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้เอทานอล หรือน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ ด้วย ลองสอบถามบริษัทรถเช่าเมื่อเดินทางไปถึง

17.เลือกใช้บริการโรงแรมที่มีสัญลักษณ์สิ่งแวดล้อม เช่น มีมาตรการประหยัดน้ำ ประหยัดพลังงาน และมีระบบจัดการของเสีย มองหาป้ายสัญลักษณ์ เช่น โรงแรมใบไม้สีเขียว มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพ

18 เช็กลมยาง การขับรถที่ยางลมมีน้อยอาจทำให้เปลืองน้ำมันได้ถึง 3% จากภาวะปกติ

19.เปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล ให้มากขึ้น

20 โละทิ้งตู้เย็นรุ่นเก่า ตู้เย็นที่ผลิตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เพราะใช้ไฟฟ้ามากเป็น 2 เท่าของตู้เย็นสมัยใหม่ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟลงได้มาก และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 100 กิโลกรัมต่อปี

21.ยืดอายุตู้เย็นด้วยการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานให้ตู้เย็นด้วยการใช้อย่างฉลาด ไม่นำอาหารร้อนเข้าตู้เย็น หลีกเลี่ยงการนำถุงพลาสติกใส่ของในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นจ่ายความเย็นได้ไม่ทั่วถึงอาหาร ควรย้ายตู้เย็นออกจากห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ละลายน้ำแข็งที่เกาะในตู้เย็นเป็นประจำ เพราะตู้เย็นจะกินไฟมากขึ้นเมื่อมีน้ำแข็งเกาะ และทำความสะอาดตู้เย็นทุกสัปดาห์

22.ริเริ่มใช้พลังงานทางเลือกในอาคารสำนักงาน เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเฉพาะจุด

23.ใช้แสงแดดให้เป็นประโยชน์ ในการตากเสื้อผ้าที่ซักแล้วให้แห้ง ไม่ควรใช้เครื่องปั่นผ้าแห้งหากไม่จำเป็น เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้า

24.ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด เพราะระบบการผลิตน้ำประปาของเทศบาลต่างๆ ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำให้น้ำสะอาด และดำเนินการจัดส่งไปยังอาคารบ้านเรือน

25.ติดตั้งฝักบัวอาบน้ำที่ปรับความแรงน้ำต่ำๆ ได้ เพื่อจะได้เปลืองน้ำอุ่นน้อยๆ (เหมาะทั้งในบ้านและโรงแรม)

26.ติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากโรงผลิตกระแสไฟฟ้า

27.สร้างนโยบาย 3Rs- Reduce, Reuse, Recycle ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างเต็มที่ เป็นการลดพลังงานในการกำจัดขยะ ลดมลพิษและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการกำจัด

28.ป้องกันการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ ด้วยการแยกขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษอาหาร ออกจากขยะอื่นๆ ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

29.ทาหลังคาบ้านด้วยสีอ่อน เพื่อช่วยลดการดูดซับความร้อน

30.นำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคารบ้านเรือน โดยใช้การออกแบบบ้าน และตำแหน่งของช่องแสงเป็นปัจจัย ซึ่งจะช่วยลดจำนวนหลอดไฟและพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้

31.ปลูกต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน ต้นไม้ 1 ต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมัน

32.ปลูกไผ่แทนรั้ว ต้นไผ่เติบโตเร็ว เป็นรั้วธรรมชาติที่สวยงาม และยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี

33.ใช้ร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดความร้อนในตัวอาคารสำนักงานหรือบ้านพักอาศัย ทำให้สามารถลดความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศ เป็นการลดการใช้ไฟฟ้า

34.ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในสวนไม้ประดับที่บ้าน แต่ขอให้เลือกใช้ปุ๋ยหมักจากธรรมชาติแทน

35.ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติก เพราะถุงพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และการเผากำจัดในเตาเผาขยะอย่างถูกวิธีต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกเพิ่มในบรรยากาศ

36.เลือกซื้อสินค้าที่มี***บห่อน้อยๆ ***บห่อหลายชั้นหมายถึงการเพิ่มขยะอีกหลายชิ้นที่จะต้องนำไปกำจัด เป็นการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโดยไม่จำเป็น

37.เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเติมใหม่ได้ เพื่อเป็นการลดขยะจาก***บห่อของบรรจุภัณฑ์

38.ใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า เพราะกระบวนการผลิตกระดาษแทบทุกขั้นตอนใช้พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้าจำนวนมาก

39.เลือกใช้กระดาษรีไซเคิล กระดาษรีไซเคิลช่วยลดขั้นตอนหลายขั้นตอนในกระบวนการผลิตกระดาษ

40.ตั้งเป้าลดการผลิตขยะของตัวเองให้ได้ 1 ใน 4 ส่วน หรือมากกว่า เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรและลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกจำนวนมาก เมื่อลองคูณ 365 วัน กับจำนวนปีที่เหลือก่อนเกษียณ

41.สนับสนุนสินค้าและผลิตผลจากเกษตรกรในท้องถิ่นใกล้บ้าน ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่ต้องขนส่งผลิตผลให้พ่อค้าคนกลางนำไปขายในพื้นที่ไกลๆ

42.บริโภคเนื้อวัวให้น้อยลง ทานผัก (ปลอดสารพิษ) ให้มากขึ้น ฟาร์มเลี้ยงวัว คือ แหล่งหลักในการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ หันมารับประทานผักให้มากขึ้น ทานเนื้อวัวให้น้อยลง

43.ทานสเต๊กและแฮมเบอร์เกอร์ในร้านใหญ่ๆ ให้น้อยลง เพราะอุตสาหกรรมเนื้อระดับนานาชาติ ผลิตก๊าซเรือนกระจกถึง 18% สาเหตุหลักก็คือไนตรัสออกไซด์จากมูลวัวและมีเทน ซึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากลักษณะทางธรรมชาติของวัวที่ย่อยอาหารได้ช้า (มีกระเพาะอาหาร 4 ตอน) มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า ในขณะที่ไนตรัสออกไซด์ก่อผลได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 296 เท่า

44.ชักชวนคนอื่นๆ รอบข้างให้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาภาวะโลกร้อน ให้ความรู้ความเข้าใจและชักชวนคนใกล้ตัว รวมทั้งเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวคุณ เพื่อขยายเครือข่ายผู้ร่วมหยุดโลกร้อนให้กว้างขวางขึ้น

45.ร่วมกิจกรรมรณรงค์สิ่งแวดล้อมในชุมชน แล้วลองเสนอกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้และกระตุ้นให้เกิดการร่วมมือ เพื่อลงมือทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่ต่อเนื่อง และส่งผลให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

46.เลือกโหวตแต่พรรคการเมืองที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน จริงใจ และตั้งใจทำจริง เพราะนักการเมืองคือคนที่เราส่งไปเป็นตัวแทนทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โปรดใช้ประโยชน์จากพวกเขาตามสิทธิที่คุณมี ด้วยการเลือกนักการเมืองจากพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องสิ่งแวดล้อมและการลดปัญหาโลกร้อน

47.ซื้อให้น้อยลง แบ่งปันให้มากขึ้น อยู่อย่างพอเพียง

 

เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา

ก็สามารถช่วยได้ด้วยการ

48.ลดการเผาป่าหญ้า ไม้ริมทุ่ง และต้นไม้ชายป่า เพื่อกำจัดวัชพืชและเปิดพื้นที่ทำการเกษตร เพราะเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศจำนวนมาก นอกจากนั้นการตัดและเผาทำลายป่ายังเป็นการทำลายแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ

49.ปลูกพืชผักให้หลากหลายและปลูกตามฤดูกาลในท้องถิ่น เป็นการลดการปลูกพืชผักนอกฤดูกาลที่ต้องใช้พลังงานเพื่อถนอมอาหาร และผ่านกระบวนการบรรจุเป็นอาหารกระป๋อง

50.รวมกลุ่มสร้างตลาดผู้บริโภค-ผู้ผลิตโดยตรงในท้องถิ่น เพื่อลดกระบวนการขนส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่ต้องใช้พลังงานและน้ำมันในการคมนาคมขนส่งพืชผักผลไม้ไปยังตลาด

51.ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร นอกจากจะเป็นการลดปัญหาการปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่บรรยากาศโลกแล้ว ในระยะยาวยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต และทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น โปรดปรึกษาและเรียนรู้จากกลุ่มเกษตรกรทางเลือกที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย

 

สถาปนิกและนักออกแบบ

52.ออกแบบพิมพ์เขียวบ้านพักอาศัยที่สามารถช่วย “หยุดโลกร้อน” การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยคิดถึงการติดตั้งระบบการใช้พลังงานที่ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสูงๆ แต่ใช้งานได้จริง ลองคิดถึงวิธีการที่คนรุ่นปู่ย่าใช้ในการสร้างบ้านสมัยก่อน ซึ่งมีการพึ่งพาทิศทางลม การดูทิศทางการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานในบ้านได้ถึง 40%

53.ช่วยออกแบบสร้างบ้านหลังเล็ก บ้านหลังเล็กใช้พลังงานน้อยกว่าบ้านหลังใหญ่ และใช้วัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างน้อยกว่า

 

สื่อมวลชน นักสื่อสารและโฆษณา

54.ใช้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเพื่อให้ความรู้ และสร้างความตระหนักกับสาธารณชนเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน และทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นของท้องถิ่น

55.สร้างความสนใจกับสาธารณชน เพื่อทำให้ประเด็นโลกร้อนอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

56.ช่วยกันเล่าความจริงเรื่องโลกร้อน โปรดช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนและรัฐบาลเข้าใจสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น

57.เป็นผู้นำกระแสของสังคมเรื่องชีวิตที่พอเพียง ต้นตอหนึ่งของปัญหาโลกร้อนก็คือกระแสการบริโภคของผู้คน ทำให้เกิดการบริโภคทรัพยากรจำนวนมหาศาล ชีวิตที่ยึดหลักของความพอเพียง โดยมีฐานของความรู้และคุณธรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงน่าจะเป็นหนทางป้องกันและลดปัญหาโลกร้อนที่สังคมโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่

58.ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อร่วมรับผิดชอบสังคม ออกแบบงานโฆษณาที่สอดแทรกประเด็นปัญหาของภาวะโลกร้อนอย่างมีรสนิยม เรื่องที่เป็นจริงและไม่โกหก

ครู อาจารย์

59.สอนเด็กๆ ในขั้นเรียน เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน

60.ใช้เทคนิคการเรียนรู้หลากหลายจากกิจกรรม ดีกว่าสอนโดยให้เด็กฟังครูพูดและท่องจำอย่างเดียว

 

นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร

61ค้นคว้าวิจัยหาแนวทางและเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

62.ศึกษาและทำวิจัยในระดับพื้นที่ เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อพื้นที่เสี่ยงของประเทศไทย

63.ประสานและทำงานร่วมกับนักสื่อสารและโฆษณา เพื่อแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การรับรู้และเข้าใจของประชาชนในสังคมวงกว้าง

 

นักธุรกิจ อุตสาหกรรมและบริการ

64.นำก๊าซมีเทนจากกองขยะมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการลงทุนพัฒนาให้เป็นพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพ แต่มีต้นทุนต่ำ

65.สนับสนุนนักวิจัยในองค์กร ค้นคว้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพในการลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

66.เป็นผู้นำของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม หากยังไม่มีใครเริ่มต้นโครงการที่ช่วยหยุดปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง ก็จงเป็นผู้นำเสียเอง

67.สร้างแบรนด์องค์กรที่เน้นการดูแลและใส่ใจโลก ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความรับผิดชอบที่มาจากภายในองค์กร

 

นักการเมือง ผู้ว่าราชการฯ และรัฐบาล

68.วางแผนการจัดหาพลังงานในอนาคต รัฐจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ทางเลือกเพื่อมุ่งจัดการแก้ไขปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่มองไปข้างหน้าอย่างน้อยที่สุด 50 ปี

69.สนับสนุนให้มีการพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัย และการพัฒนาระบบให้มีต้นทุนต่ำและคุ้มค่าในการใช้งาน

70.สนับสนุนกลไกต่างๆ สำหรับพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงเทคโนโลยีและการลดต้นทุน

71.สนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลควรหามาตรการที่ชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อให้สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมพลังงานอื่นๆ ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เป็นสาเหตุหลักของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ

72.มีนโยบายทางการเมืองที่ชัดเจนในการสนับสนุนการ “หยุดภาวะโลกร้อน” เสนอต่อประชาชน

73.สนับสนุนโครงสร้างทางกายภาพ เมื่อประชาชนตระหนักและต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น จัดการให้มีโครงข่ายทางจักรยานที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในเมืองสามารถขับขี่จักรยาน ลดการใช้รถยนต์

74.ลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนถนนในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง ด้วยการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ

75.ส่งเสริมเครือข่ายการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรทางเลือก เกษตรกรจำนวนมากเป็นตัวอย่างที่ดีของการลดปัญหาโลกร้อน ด้วยการลดและเลิกการใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดการปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่บรรยากาศโลก ซึ่งการส่งเสริมการตลาดสีเขียวด้วยการสร้างเครือข่ายการตลาดที่กระจายศูนย์ไปสู่กลุ่มจังหวัดหรือภูมิภาค จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการขนส่งผลผลิตไปยังตลาดไกลๆ อีกด้วย

76.ริเริ่มอย่างกล้าหาญกับระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ เพื่อลงทุนกับทางเลือกและทางรอดในระยะยาว

77.พิจารณาใช้กฎหมายการเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) สำหรับภาคอุตสาหกรรม

78.เปลี่ยนแปลงระบบการจัดเก็บภาษี นั่นคือการสร้างระบบการจัดเก็บภาษีที่สามารถสะท้อนให้เห็นต้นทุนทางอ้อมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้สังคมต้องแบกรับภาระนั้นอย่างชัดเจน เช่น ภาษีที่เรียกเก็บจากถ่านหิน ก็จะต้องรวมถึงต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพที่จะต้องเพิ่มขึ้นจากปัญหามลพิษ และต้นทุนความเสียหายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

79.ปฏิรูปภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นก้าวต่อไปที่ท้าทายของนักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างใหญ่หลวงในการปรับเปลี่ยนและสร้างจิตสำนึกใหม่ให้สังคม การเพิ่มการจัดเก็บภาษีสำหรับกิจกรรมที่มีผลทำลายสภาพแวดล้อมให้สูงขึ้นเป็นการชดเชย เช่น กิจกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอน ภาษีจากกองขยะ ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปตะวันตกนำแนวคิดนี้ไปใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ปัจจุบันนี้ประเทศใหญ่ๆ ในสหภาพยุโรปก็ร่วมดำเนินการด้วย และพบว่าการปรับเปลี่ยนระบบการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ไม่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนระดับการจัดเก็บภาษี หากแต่มีผลกับโครงสร้างของระบบภาษีเท่านั้น

80.กำหนดทิศทางประเทศให้มุ่งสู่แนวทางของการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ที่สามารถยืนหยัดอยู่รอดอย่างเข้มแข็งในสังคมโลก เริ่มต้นด้วยการใส่ประโยคที่ว่า ประเทศไทยจะต้องยึดหลักเศรษฐกิจตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแกนหลักของการพัฒนาประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่

อย่ามัวแต่ให้คนดังๆ รณรงค์โดยที่เราไม่ยอมทำอะไร เพราะทุกคนมีส่วนและมีสิทธิในการช่วยเหลือโลกนี้ได้เท่าๆ กัน


โลกร้อน...สัญญาณหายนะมนุษยชาติ



ร้อนๆๆ....

ย่างเข้าเดือนเมษายน ทุกผู้คนย่อมหลีกหนีไม่พ้น "อากาศร้อน" ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่านับวันสภาพอากาศจะยิ่งร้อนจน "ปรอทแทบแตก" โดยในช่วง 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2533 มานี้ ได้มีการบันทึกถึงปีที่มีอากาศร้อนที่สุดถึง 3 ปี คือ ปี 2533 2538 และ 2540 ซึ่งหลายฝ่ายบอกว่านี่คือสภาวะที่เรียกว่า "วิกฤติโลกร้อน"!!! ที่นับวันจะส่ง "สัญญาณหายนะ" ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะรายงานล่าสุดของผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงของ "องค์การสหประชาชาติ" ที่ออกมาเตือนถึงภยันตรายจาก"วิบัติภัยโลกร้อน"ที่กำลังคุกคามชาวโลกอย่างรุนแรงขึ้นจนน่าวิตก.....



โลกร้อน : มหันตภัยแห่งอนาคต


"ระดับคาร์บอนไดออกไซด์สูงขึ้น อุณหภูมิสูงขึ้น ธารน้ำแข็งละลาย มหาสมุทรร้อนขึ้นระ ดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำแข็งทะเลบางลง ชั้นดินเย็นแข็งคงตัวละลาย เกิดไฟป่าบ่อยขึ้น ทะเลสาบเล็กลง หิ้งน้ำแข็งพังทลาย ทะเลสาบจับตัวเป็นน้ำแข็งช้าลง แห้งแล้งยาวนาน ธารน้ำในเขตภูเขาเหือดแห้ง ปริมาณหยาดน้ำฟ้าเพิ่มขึ้น ฤดูหนาวไม่หนาวจัด ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วขึ้น ฤดูใบไม้ร่วงมาถึงช้าลง ต้น ไม้ออกดอกเร็วขึ้น.....

ช่วงเวลาอพยพเปลี่ยนแปลง ถิ่นอาศัยเปลี่ยนไป นกทำรังเร็วขึ้น โรคภัยไข้เจ็บลุกลาม ปะกา รังฟอกขาว การทับถมของหิมะลดลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกหายไป พืชและสัตว์ต่างถิ่นรุกราน แนวชายฝั่งสึกกร่อน ป่าในเขตภูเขาสูงแห้งแล้ง อุณหภูมิในเขตละติจูดสูงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว.....ฯลฯ"


นี่คือภาวะที่ชี้ให้เห็นว่า "มหันตภัยแห่งอนาคต : สัญญาณเตือนภัยจากปรากฏการณ์โลกร้อน" มีมนุษย์เป็นสาเหตุสำคัญ และในขณะนี้ปรากฏการณ์ต่างๆที่เคยเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปใน "ธรณีกาล" กลับใช้เวลาเพียงชั่วอายุคนเท่านั้นเอง.....

จากรายงานเรื่อง "CARBON CREDIT โลกสีดำจากพิธีสารเกียวโต" ที่เขียนโดย "กรรณิการ์ กิจติเวชกุล" และเรียบเรียงโดย "สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์" ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมจำนวนมากพยายามชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ต่างๆที่ผิดปกติ เพื่อกระตุ้นเตือนให้ทุกคนตระหนักในปัญหาที่ตัวเองมีส่วนร่วมก่อ โดยเฉพาะการบริโภคแบบ "สุดๆ" ที่ทำให้ต้องขุด "พลังงานฟอสซิล" ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินขึ้นมาใช้ อันเป็นสาเหตุสำคัญของ "ภาวะเรือนกระจก" และเพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยด่วน ก่อนที่จะสายเกินแก้

ขณะที่ "องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก"(WMO) ของสหประชาชาติ ซึ่งถ้าไม่ถึงขั้นวิกฤติคงไม่ออกมาเตือนว่าสภาพอากาศของปี 2546 ทั้งในยุโรป อเมริกาและเอเชีย "เลวร้าย" อย่างน่าตระหนก มีทั้งอุณหภูมิสูงสุดและต่ำสุด ปริมาณฝนมากที่สุดและเกิดพายุมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ในหลายส่วนของโลก ซึ่งสอดคล้องกับการพยากรณ์เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน

"เช่นเดียวกับรายงานลับที่เพนตากอนส่งถึงประธานาธิบดีบุช เมื่อต้นปี 2547 ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศของโลกในอีก 20 ปีนับจากนี้จะเป็นหายนะครั้งใหญ่ของโลกยิ่งกว่าภัยจากการก่อการร้าย จะคร่าชีวิตผู้คนหลายล้าน ทั้งจากภัยธรรมชาติและสงครามเพื่อความอยู่รอด เมืองใหญ่ในยุโรปจะตกอยู่ในสภาวะอากาศแบบไซบีเรีย หลายเมืองสำคัญที่อยู่ริมฝั่งน้ำจะจมน้ำ เกิดความแห้งแล้งและอดอยาก จนนำไปสู่การจลาจลและสงครามในที่สุด.....กระนั้นคำเตือนของผู้เชี่ยวชาญระดับโลกทั้ง 2 ชิ้น ก็ไม่ได้ทำให้ผู้นำประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย 2 ประเทศมหาอำนาจที่ใช้พลัง งานมากที่สุดในโลก คือรวมกันมากกว่า 1 ใน 4 ของโลกเปลี่ยนท่าที"

พิธีสารเกียวโต : ความหวังครั้งใหม่?

ภายหลังการลงนามในอนุสัญญาให้มีผลบังคับใช้ของ "พิธีสารเกียวโต"(Kyoto Protocol) ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายที่ใช้ดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายในการรับมือกับภาวะโลกร้อน โดยประ กาศในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก ขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Framework Convention on Climate Change-UNFCCC) ซึ่ง "พิธีสาร" ที่ผ่านความเห็นชอบในปี 2540 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นนี้ คือ อนุสัญญาเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศนานาชาติฉบับเดียวที่มีจุดประสงค์เพื่อหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เป็นต้นตอปัญหา แต่ในความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ โดย "ศรีสุวรรณ ควรขจร" เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) ระบุว่า.....



"ชาวโลกยังคาดหวังมันเกินฐานะที่เป็นจริง"!!!

จากความมุ่งหวังอย่างยิ่งยวดที่จะให้ทุกประเทศร่วมรับผิดชอบลดปริมาณการปล่อย "ก๊าซเรือนกระจก" โดยเฉพาะ "คาร์บอนไดออกไซด์" ให้ได้ แต่เป้าหมายกลับต่ำเตี้ยเพียงว่าในช่วงที่หนึ่ง คือ ภายในปี 2555 "กลุ่มประเทศอุตสาหกรรม" จะต้องเป็นผู้นำการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ลงเพียง 5.2% ของปริมาณที่ปล่อยในปี 2533 ส่วนประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเริ่มปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไม่กี่ทศวรรษ ค่อยไปร่วมรับผิดชอบลดการปล่อยในช่วงที่สอง ซึ่งยังไม่รู้ว่าเมื่อ ไร ทั้งๆที่นักวิทยาศาสตร์มีข้อสรุปกันมาหลายปี ว่า.....

ถ้ามนุษยชาติจะหลีกเลี่ยง "หายนะภัย" ทางสิ่ง แวดล้อมอันเป็นผลมาจาก "ปรากฏการณ์เรือนกระจก" ให้ได้นั้น ปริมาณการปล่อยต้องลดลงถึง 70-80% ไม่ใช่แค่ 5-6% และต้องดำเนินการโดยเร็ว คือ ภายใน 1-2 ปีนี้ ไม่ใช่ค่อยๆลดในอีกหลายสิบปีข้างหน้า!!!

แต่หลายปีที่ผ่านมาในการเจรจาต่อรองที่กลุ่มประเทศต่างๆต้องชิงไหวชิงพริบ เพื่อรักษาผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของตน โดยประเทศอุตสาหกรรมเป็นฝ่ายได้เปรียบด้วยความเหนือกว่าประ เทศกำลังพัฒนา ในกระบวนการเจรจาต่อรอง บวกกับอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่ทำลายสิ่ง แวดล้อมสูง เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ที่เริ่มเข้าครอบงำกระบวนการของการประ ชุม.....

"ผลที่ได้ คือ เนื้อหาในพิธีสารที่อ่อนปวกเปียก และมองประเด็นการสร้างภาระต่อบรรยากาศที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ว่าเป็นเรื่องชอบธรรม เพราะเขารวยจึงมีสิทธิทำได้ นั่นคืออนุญาตให้ใครจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไรก็ได้ ตราบเท่าที่เขาสามารถไปซื้อคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากการดูดกลับคาร์ บอนด้วยวิธีการบางอย่าง หรือที่ในพิธีสารเรียกว่ากลไกการพัฒนาที่สะอาด (Clean Development Mechanism : CDM) เช่น การปลูกต้นไม้ซึ่งอ้างว่าจะดูดคาร์บอนไดออกไซด์กลับไปเป็นเนื้อไม้หรือใบไม้ ดังนั้นโรงไฟฟ้าถ่านหินอยากจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตันต่อปีก็ปล่อยไป ตราบเท่า ที่โรงไฟฟ้านั้นปลูกต้นไม้หลายพันต้น"

วิธีการที่ว่านี้ไม่เพียง "ไม่แก้ปัญหา" แต่ยังเพิ่ม "ความอยุติธรรม" ด้วยการปล่อยให้ประเทศและคนที่ใช้พลังงานอย่างบ้าคลั่งลอยนวล โดยไม่ได้สร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคว่าเขาต้องลดการใช้พลังงานถ้าต้องการเห็นโลกดีขึ้น เพื่อลูกหลานในวันข้างหน้า แต่การปลูกต้นไม้นี้กลับนำไปสู่ปัญหาเรื่องการยื้อแย่งที่ดินและน้ำ โดยเฉพาะในประเทศซีกโลกใต้

ในเมื่อประเทศรวยอยาก "ผลาญ" ต่อ.....ประเทศยากจนก็อยากได้เงินจากการขาย "คาร์บอนเครดิต" สิ่งที่เราจะเห็นในไม่ช้า คือ รัฐบาลประเทศที่จ้องจะขายคาร์บอนเครดิตจะไล่คนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นออกจากแผ่นดินของตัวเอง ตัดป่าธรรมชาติเพื่อสร้างสวนป่าด้วยไม้ตัดต่อพันธุกรรม ระบบนิเวศถูกตัดตอนลดความซับซ้อน ความหลากหลายทางชีวภาพถูกทำลาย ฯลฯ


เอาชีวิตรอดจากภูเขาไฟ

ชุตินันท์ เอกอุกฤษฎ์กุล แปล

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

 

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

 

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์