ฟิสิกส์ราชมงคล

index 128

ศัพท์เคมี

ของ ดนัย ทัดแก้ว

คลิกค่ะ


 

Cold Fusion

อะตอมของไฮโดรเจนประกอบด้วย 1 โปรตอน กับ 1 อิเล็กตรอน ซึ่ง99.9% ของอะตอม ของไฮโดรเจน ในธรรมชาติ เป็นแบบนี้ ส่วนอีก 2 ไอโซโทป ของไฮโดรเจน คือ ดิวทีเรียม (Deuterium) กับตริเตียม (Tritium) ดิวทีเรียมมีคุณสมบัติเหมือนไฮโดรเจน แต่ต่างกันที่ ในนิวเคลียสมี 1 นิวตรอนกับ 1 โปรตอน นิวตรอนที่มีเพิ่มขึ้นมา ทำให้ดิวทีเรียม มีมวลมากกว่าไฮโดรเจนปกติ 2 เท่า น้ำที่ทำจากดิวทีเรียม จึงเรียกว่า น้ำมวลหนัก (heavy water : D2O) โดยในธรรมชาติมีดิวทีเรียม 0.01% ตริเตียมมี 1 โปรตอนกับ 2 นิวตรอนในนิวเคลียส และมีกัมมันตภาพรังสี

Hydrogen (H-1)

Deuterium (H-2)

Tritium (H-3)

 

นิวเคลียสมีประจุไฟฟ้าบวก ทำให้มีแรงผลักกับนิวเคลียสอื่น แบบเดียวกับแรงผลักของแม่เหล็ก ถ้าเอาขั้วเดียวกัน มาอยู่ใกล้กัน การเกิดปฏิกิริยาฟิวชันปกติ (High temperature fusion) ใช้อุณหภูมิ ในระดับล้านองศา และความดันที่สูงมาก เพื่อให้อยู่ในสภาวะ ที่เหนือกว่าแรงผลัก ระหว่างนิวเคลียส ทำให้รวมไฮโดรเจนเข้าด้วยกันเป็นฮีเลียม อะตอมของฮีเลียมปกติจะมี 2 โปรตอนกับ 2 นิวตรอน จึงสามารถหลอมรวมไฮโดรเจน ให้เป็นฮีเลียม ได้หลายแบบ และอาจจะทำเป็นฮีเลียมปกติ หรือทำเป็นไอโซโทปอื่น เช่น ฮีเลียมที่มี 1 นิวตรอน เรียกว่าฮีเลียม-3 (3He)

He-4

He-3

ตัวอย่างปฏิกิริยาฟิวชัน เช่น ให้นิวเคลียสของ 4 ไฮโดรเจน (โปรตอน) รวมกันเป็นฮีเลียม 2 อะตอม (ในกระบวนการนี้ 2 โปรตอนจะเปลี่ยนไปเป็น 2 นิวตรอน)

 

แต่ถ้าใช้ดิวทีเรียมหรือตริเตียม จะต้องการ 2 นิวเคลียสเท่านั้น เนื่องจาก มีนิวตรอนอยู่แล้ว การหลอมรวม ดิวทีเรียม หรือตริเตียม จึงต้องการพลังงาน น้อยกว่าไฮโดรเจนปกติมาก และมักจะใช้ ในการวิจัยโดยทั่วไป แต่ถึงกระนั้น แรงผลักระหว่างนิวเคลียสก็ยังสูง และยังต้องใช้อุณหูมิที่สูงมาก

การใช้มิวออนกระตุ้นให้เกิด cold fusion (Muon catalyzed cold fusion)
ในปี 1950 นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า สามารถรวมอะตอมของไฮโดรเจนเข้าด้วยกัน โดยไม่ต้องใช้อุณหภูมิสูงมาก โดยใช้อนุภาคเรียกว่า มิวออน (muon) โดยปกติ ไฮโดรเจน 2 อะตอม จะรวมกันเป็นโมเลกุลของแก็สไฮโดรเจน โดยเกาะกันด้วยอิเล็กตรอน แต่นิวเคลียสของอะตอม ไม่ได้เข้าใกล้กันพอที่จะรวมกัน เนื่องจากแรงผลักของนิวเคลียส ทำให้มันอยู่แยกห่างจากกัน

มิวออนเป็นอนุภาคในตระกูลเดียวกับอิเล็กตรอน แต่มีมวลหนักกว่าประมาณ 207 เท่า และมักจะเกิดขึ้นได้โดยใช้เครื่องเร่งอนุภาค nuclear accelerator มิวออนลบ มีคุณสมบัติ คล้ายกับอิเล็กตรอน และสามารถอยู่ในวงโคจรของอะตอมได้ มิวออนสามารถอยู่ได้ประมาณ 2.2 ไมโครวินาที ก่อนจะสลายตัวไปเป็นอิเล็กตรอน เมื่อยิงมิวออนใส่อะตอมของไฮโดรเจน (ทั้งแบบปกติและแบบมวลหนัก) มิวออนจะกระแทกอิเล็กตรอน ให้หลุดจากอะตอม ของไฮโดรเจน แล้วเข้าไปแทนที่ แต่มิวออนมีมวลมากกว่า จึงมีวงโคจรที่อยู่ใกล้นิวเคลียสมากกว่าอิเล็กตรอน และทำให้ไปลดประจุบวกของนิวเคลียสลงบางส่วน

อะตอมไฮโดรเจนที่มีมิวออน สามารถรวมกับ

ไฮโดรเจนอะตอมอื่น ทำให้ได้โมเลกุล ที่อะตอม อยู่ใกล้กันมากขึ้น โดยมิวออนไปลดแรงผลักของนิวเคลียส และทำให้มารวมกันได้ การหลอมรวม หรือฟิวชัน สามารถทำให้เกิดได้หลายวิธี อาจทำจากอะตอมของ ดิวทีเรียม ตริเตียม ฮีเลียม-3 และฮีเลียมปกติ วิธีที่ดีวิธีหนึ่ง คือ การใช้โมเลกุล ที่มีอะตอมของดิวทีเรียมกับตริเตียม เกาะกันด้วยมิวออน ทำให้นิวเคลียสอยู่ใกล้กันมากพอ จะหลอมรวมกัน เป็นอะตอมของฮีเลียม โดยมี 1 นิวตรอนปลดปล่อยออกมา มิวออนจะหลุดออกจากอะตอมของฮีเลียม และจะไปทำให้ไฮโดรเจน อะตอมอื่น รวมกันต่อไป

เนื่องจากปฏิกิริยาฟิวชัน ไม่ได้ทำให้สูญเสียมิวออน เพียงแต่ทำหน้าที่กระตุ้นเท่านั้น ในบางการทดลอง มิวออนสามารถกระตุ้นทำให้เกิดฟิวชันได้ 150 ปฏิกิริยาก่อนจะสลายตัว ปัญหาหลักที่พบ คือ มิวออนอาจจะติดอยู่กับฮีเลียมอะตอมใหม่ ทำให้สูญเสียเวลาในการทำให้เกิดฟิวชันปฏิกิริยาต่อ ๆ ไป ในการจะใช้เป็นต้นกำเนิดพลังงานได้ พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากปฏิกิริยาฟิวชัน จะต้องมากกว่าพลังงานที่ให้กับเครื่องเร่งอนุภาค เพื่อสร้างมิวออนลบ และยิงเข้าใส่ไฮโดรเจน ข้อสำคัญคือ การทำให้มิวออนกระตุ้นให้เกิดได้หลายปฏิกิริยา การวิจัยเพื่อลดพลังงาน ที่ต้องใช้ในการทำให้เกิดมิวออน ในปี 1980 นักวิทยาศาสตร์ทำให้มีพลังงานออกมาได้ และกำลังพยายามพัฒนา วิธีการควบคุมปฏิกิริยาฟิวชันอยู่อย่างต่อเนื่อง

Electrolytic cold fusion

การทำให้อะตอมของไฮโดรเจนเข้ามาอยู่ใกล้กันที่อุณหภูมิต่ำ ที่นักวิทยาศาสตร์พยายามทำกันอยู่อีกวิธี คือการทำให้มารวมกันอยู่ ภายในโลหะ โดยใช้กระแสไฟฟ้า ในปี 1866 โทมัส เกรแฮม พบว่าโลหะพาราเดียม สามารถดูดกลืนไฮโดรเจนได้ วิธีการคือ การใช้พาราเดียม เป็นขั้วอิเล็กโทรด ในเซลล์แบตเตอรี่ ซึ่งเซลล์แบตเตอรี่โดยทั่วไป น้ำจะแตกตัวออก เป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจน แล้วกลายเป็นฟอง ของแก็สไฮโดรเจน กับออกซิเจน ถ้าใช้พาราเดียมเป็นขั้วไฟฟ้า ไฮโดรเจน จะถูกดูดซึม เข้าไปในอยู่ในโครงสร้างโมเลกุล ที่อยู่ชิดกันของพาราเดียม ไม่เพียงแต่พาราเดียมเท่านั้น ที่เป็นโลหะที่มีคุณสมบัตินี้ ตามทฤษฎีแล้ว ถ้าถูกดูดซึมเข้าไปในโครงสร้างผลึก ของโลหะมากขึ้น ไฮโดรเจนบางส่วนจะหลอมรวมกันเป็นฮีเลียมได้

ในปี 1926 นักเคมีชาวเยอรมัน 2 ท่าน คือ Panet and Peters ได้ประกาศว่า ได้ตรวจพบการเกิดฟิวชัน ของไฮโดรเจน โดยใช้พาราเดียม แต่ภายหลังการตรวจสอบพบว่า การค้นพบดังกล่าว เกิดขึ้นจากการปนเปื้อน

ในปี 1989 นักวิทยาศาสตร์ 2 ท่าน Fleischmann and Pons ประกาศว่า สามารถทำให้เกิด นิวเคลียร์ฟิวชันของไฮโดรเจน ไปเป็นฮีเลียมที่อุณหภูมิห้อง ด้วยเซลล์ไฟฟ้า ทำให้ได้ความร้อน โดยไม่มีนิวตรอนออกมา เซลล์ของเขาทำขึ้นมาพิเศษ จากพาราเดียมและ heavy water (deuterium and oxygen) หลังจากปล่อยทิ้งไว้ 100 ชั่วโมง มันจะละลายและให้ความร้อนออกมา การรายงานครั้งนี้ ทำให้เกิดเสียงโต้แย้งอย่างมาก เพราะไม่มีรังสีนิวตรอนออกมา Fleischmann and Pons อธิบายว่า ที่เป็นอย่างนี้ เพราะการเกิดปฏิกิริยาฟิวชัน เนื่องจากนิวเคลียสของดิวทีเรียม 2 อะตอม รวมเข้าด้วยกัน กลายเป็นฮีเลียมธรรมดา กับรังสีแกมมา (เขารายงานว่ารังสีแกมมาอาจถูกโลหะดูดกลืนไว้) แทนที่จะเป็น ฮีเลียม-3 กับนิวตรอน มีนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่น ไม่เชื่อถือและได้ทำการทดลองซ้ำ บางการทดลอง มีรังสีนิวตรอนออกมา แต่ไม่มีความร้อนออกมา

มีการทดลองอื่น ที่ใช้โลหะไตตาเนียมแทนพาราเดียม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ทำให้เกิดการฟิวชันเป็นฮีเลียมได้ แต่ด้วยอัตราการปฏิกิริยาที่ต่ำ และให้ความร้อนออกมาน้อยมาก มีการทดลองที่ใช้ลิเทียมดิวเทอออกไซด์ (lithium deuteroxide, LiOD) กับ heavy water สามารถให้ความร้อนออกมาได้ (แต่ไม่มีรังสีออกมา) ซึ่งตามทฤษฎี การเกิดฟิวชันของอะตอมลิเทียม กับดิวทีเรียมจะได้ฮีเลียม 2 อะตอมออกมา มีบางการทดลองที่ใช้ เกลือของโปแตสเซียมละลายในน้ำธรรมดา และใช้นิเกิลเป็นขั้วแคโทด สามารถให้ความร้อนออกมาเช่นกันตั้งแต่ปี 1989 มีนักวิทยาศาสตร์หลายท่าน ทำการทดลอง Cold fusion ด้วยเซลล์ไฟฟ้า (electrolytic cold fusion cells) หลายวิธี และมีรายงานถึง การค้นพบธาตุหลายชนิด ที่เกิดจากฟิวชัน ความร้อนและรังสี ที่ให้ออกมา แต่ไม่มีการการทดลองชิ้นใด ที่น่าเชื่อถือ หรือทำการทดลองซ้ำแล้วได้ผล การทดลองทั้งหมดนี้ ต้องมีเตรียมการพิเศษ ต้องควบคุมไม่ให้มีการปนเปื้อนของธาตุที่ต้องการตรวจสอบ แม้ว่าจะมีทฤษฎี อธิบายถึงการเกิดฟิวชัน แต่ไม่สามารถอธิบาย สภาวะแวดล้อม และเงื่อนไขที่แน่นอน ที่ใช้ในการทดลอง แล้วทำให้เกิดฟิวชันได้ในเซลล์ไฟฟ้า

นักวิทยาศาสตร์หลายท่าน มีความเห็นตรงกันว่า มีหลายการทดลอง ที่แสดงให้เห็นว่า อาจจะมีสิ่งที่สำคัญบางอย่างเกิดขึ้น จำเป็นต้องมีการวิจัยมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจกระบวนการที่เกิดขึ้น ถ้า electrolytic cold fusion มีบทสรุปว่าทำได้ โลกก็จะได้แหล่งพลังงานที่ปลอดภัยและราคาถูก

เมื่อเปรียบเทียบกับนิวเคลียร์ฟิชชันแล้ว นิวเคลียร์ฟิวชันทำให้เกิดกากกัมมันตรังสีน้อยกว่า ให้พลังงานจำนวนมากออกมา โดยใช้วัตถุดิบปริมาณน้อยมาก cold fusion จึงน่าสนใจที่จะนำใช้มากขึ้น ถ้าไม่ต้องลงทุนมหาศาล และการทำระบบที่ซับซ้อนในเรื่อง high temperature fusion reactor

Muon catalyzed fusion จึงเป็นการส่งสัญญาณที่ดี ในการแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของ fusion reactor นอกจากนั้น Electrolytic cold fusion ยังมีความน่าสนใจ ในส่วนที่ใช้พลังงานในการเดินเครื่องน้อยกว่ากันมาก ทำให้ประหยัดและมีความยุ่งยากน้อยกว่า จากการมีข้อโต้แย้งกันในเรื่องการยอมรับของ คำว่า "cold fusion" นักวิจัยจึงหันมาหาคำว่า ปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดทางเคมี (chemically assisted nuclear reactions CANR) หรือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์พลังงานต่ำ (low energy nuclear reactions, LENR) จากการที่เป็นกระบวนการ ให้พลังงานที่ปลอดภัย และไม่ซับซ้อน cold fusion จึงยังคงได้รับความสนใจ มีหลายพันผลงานได้รับการตีพิมพ์ ตั้งแต่ปี 1980

ถอดความจาก Cold Fusion Power Frontiers เวบไซต์ http://powerfrontiers.com/coldfusion.html

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดการทดลองเพิ่มเติมได้จาก
http://jlnlabs.imars.com/cfr/index.htm ซึ่งแสดงผลการทดลองตามรูปด้านล่าง


นอสตราดามุส-พุทธทำนาย สงครามล้างโลก??
ยักษ์นอกศาสนาจะฆ่ากัน

สงคราม
ชั่วโมงนี้ทั่วโลกต่างก็จับจ้องอยู่กับเรื่องสงครามระหว่างมะริกัน-อัฟกัน มิใช่เพียงเพราะนี่เป็นสงครามระหว่างประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช กับประเทศอัฟกานิสถาน ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ตาลีบัน ที่ปกป้องและให้ผืนแผ่นดินพักพิงกับ โอซามา บิน ลาเดน ผู้ก่อการร้ายที่สหรัฐเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ในสหรัฐ

และมิใช่เพียงเพราะนี่เป็น "สงครามแรกของศตวรรษที่ 21" แต่เพราะมีการระบุว่าศึกล้างแค้นของสหรัฐในครั้งนี้ ดีไม่ดีอาจเป็นชนวนนำไปสู่การเกิด "สงครามโลกครั้งที่ 3" หรือปะเหมาะเคราะห์ร้ายอาจถึงขั้นบานปลายเป็น "สงครามล้างโลก"

อะไรทำให้เกิดความหวาดวิตกเช่นนี้ ??

ประการแรก... สงครามครั้งนี้สหรัฐประกาศกร้าวว่าจะกระทำอย่างไม่ไว้หน้าใคร เว้นแต่จะได้ตัวบิน ลาเดน มาลงโทษแต่โดยดี ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก สหรัฐจึงต้องทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ เพื่อกู้หน้า-กู้ศักดิ์ศรี เพื่อชำระแค้นการก่อการร้ายที่ส่งผลให้มีชาวอเมริกันและชาติอื่นเสียชีวิตและสูญหายหลายพันคน

จุดนี้เองที่ก่อให้ความกังวลว่าขอบเขตของสงครามอาจจะมิได้จำกัดอยู่เพียงอัฟกานิสถาน แต่อาจบานปลายลุกลามไปถึงประเทศอาหรับอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการนำเรื่อง "ศาสนา" เข้ามามัดโยง จนกลายเป็น "สงครามศาสนา" ซึ่งถ้าถึงวันนั้นผลกระทบการขัดแย้งจะผุดขึ้นทุกหัวระแหงทั่วโลก !! ยิ่งถ้ามีประเทศมหาอำนาจหรือมหาอำนาจเก่าซีกอื่น เช่น จีน, รัสเซีย มองว่าสิ่งที่สหรัฐกำลังทำอาจกระทบเสถียรภาพของประเทศตน แล้วโดดลงมาขวาง หรือลงมาช่วยฝ่ายตรงข้ามสหรัฐ นี่ย่อมมิใช่เรื่องเล็ก ๆ

สงครามใหญ่หยุดโลกย่อมมีสิทธิบังเกิด !!

อีกประการหนึ่ง... ได้มีความกังวลกันว่ากลุ่มก่อการร้ายที่กล้าทำขนาดนี้ บางทีอาจเพราะมีไพ่เด็ดอยู่ในมือก็เป็นได้ ซึ่งหากถูกสหรัฐกดดันรุงแรงมากเข้าที่สุดก็อาจหงายไพ่มาสู้ ไพ่เด็ดที่ว่านี้ก็คือ "อาวุธนิวเคลียร์-อาวุธเคมี-อาวุธเชื้อโรค" อาวุธที่มีอานุภาพล้างโลกได้ง่าย ๆ และอีกสิ่งซึ่งมาเสริมความหวาดกลัว "สงครามโลกครั้งที่ 3 - สงครามล้างโลก" ก็คือ...คำทำนายโบราณในทางศาสนาต่าง ๆ และคำทำนายของ "นอสตราดามุส" นักพยากรณ์ชื่อก้องโลกชาวฝรั่งเศส
จากเอกสารที่กล่าวอ้างถึง "พุทธทำนาย" มีการระบุถึงคำพยากรณ์อนาคตมนุษย์โลกไว้ตอนหนึ่งในทำนองที่ว่า...หลังกึ่งพุทธกาลหรือหลัง พ.ศ. 2500 แล้ว สงครามที่ร้ายแรงยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จะบังเกิดขึ้น "ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างจะล้มตายกันฝ่ายละ มาก ๆ สมณะ ชี พราหมณ์จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่ง จึงจะเลิกรากัน"

ใน "พระคัมภีร์ไบเบิล" ของศาสนาคริสต์ ได้มีการทำนายการแตกดับของโลกไว้หลายบท เช่น... "วันที่พระเจ้ามาถึง วันนั้นท้องฟ้าจะถูกไฟผลาญสลายไป และโลกธาตุก็จะถูกไฟเผาให้สลายไป..."

ขณะที่ "นอสตราดามุส" ก็เขียนโคลงทำนายเกี่ยวกับการเกิดกลียุคของโลก-วันโลกาวินาศไว้ในบันทึกชื่อ "เดอะ เซ็นจูรี่" เมื่อกว่า 400 ปีก่อนไว้หลายบท อาทิ... "ดวงอาทิตย์ขึ้นจะเห็นดวงไฟใหญ่ แสงวูบวาบกับเสียงกึกก้องจะแผ่ไปทางเหนือ เสียงร้องครวญครางโหยหวนของความตายได้ยินไปทั่วทั้งโลกด้วยสรรพาวุธ ไฟ ความอดอยาก กับความตายจะคอยรับพวกเขา" (ซ.2 ค.91)

"บรรยากาศท้องฟ้าและแผ่นดินโลกจะมืดลง และถูกบดบังจนมืดครึ้ม แม้แต่คนไม่เชื่อศาสนายังพร่ำเรียกหาพระผู้เป็นเจ้ากับนักบุญ" (ซ.9 ค.83)

นอกจากนี้ นอสตราดามุสยังได้เขียนจดหมายถึงซีซาร์บุตรชาย มีข้อความตอนหนึ่งว่า... "ก่อนที่ดวงจันทร์จะโคจรจนครบรอบใหญ่ (ค.ศ. 1889-2250) ดวงอาทิตย์และดาวเสาร์จะมาถึงตามลักษณะของดวงดาว ยุคของดาวเสาร์จะเกิดขึ้นอีกเป็นหนที่ 2 คำนวณจากเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว โลกจะพาตัวเองใกล้เข้าสู่วัฏจักรแห่งการแตกดับขั้นสุดท้าย"

ล้วนเป็นคำทำนายเรื่องหายนะของโลก !!


อย่างไรก็ตาม พระราชกวี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) กล่าวเตือนสติว่า... คนมักไปฟังการทำนายของนอสตราดามุส มากเกินไป มีการตีความกันไปต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะที่มีการตีความเมื่อ 2-3 ปีก่อนว่าจะเกิดน้ำท่วมโลก ซึ่งในอดีตกาลพระพุทธเจ้าไม่เคยทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า ท่านมีแต่ยกเหตุผลมาเป็นตัวอย่าง เช่น เรื่องประมาท หรือการสร้างเวร เวรจะระงับได้ด้วยการไม่จองเวร
การจองเวรเป็นการจุดไฟให้ลุก..เกิดการล้างผลาญ

"สหรัฐมีไฟที่จุดอยู่ในใจ จึงเกิดความเคียดแค้น หากยังไม่เลิกจองเวร หรือทำลายล้าง ความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย เพียงเพราะต้องการทำลายคนแค่ 1-2 คนเท่านั้น"

ด้าน พระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ฝ่ายการต่างประเทศ กล่าวว่า... ทางศาสนาพุทธไม่เคยมีใครทำนายอย่างนอสตราดามุส ส่วนของเราจะพูดในหลักการ หมายความว่าโลกเราเป็นไปตามกฎอนิจจัง ไม่ว่าคนหรือสิ่งของอะไรที่ใหญ่โตมโหฬาร มีอำนาจบารมีมากมายมหาศาลแค่ไหน ก็ต้องถูกทำลายล้าง คือทุกอย่างมันไม่เที่ยง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอ

"ถ้าโลกจะพินาศย่อยยับดับสูญไป เกิดสงครามล้างโลก สาเหตุก็มาจากกิเลสในใจมนุษย์ ที่มีทั้งความโลภ โมหะ และความหลง ความอยากได้ เหล่านี้เป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดสงคราม โดยมนุษย์เป็นผู้ทำลายในแง่ของการปฏิบัติ เพราะสงครามที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งก็เนื่องมาจากการแย่งชิงทรัพยากร ความโกรธเกลียด พยาบาทอาฆาตแค้น และแบ่งแยกสีผิว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน"

คำทำนายใดที่ว่าน่ากลัว..ที่สุดแล้วก็คงไม่น่ากลัวเท่าจิตใจอันเคียดแค้นของมนุษย์เอง !!

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ อัจฉริยะผู้คิดค้นระเบิดปรมาณู เคยกล่าวไว้ว่า... สงครามโลกครั้งที่ 3 มนุษยชาติจะรบราฆ่ากันยังไง...ไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือ "สงครามโลกครั้งที่ 4" มนุษย์จะรบกันด้วย "ไม้"

นั่นหมายถึงยุคที่โลกสูญสิ้นแล้วซึ่งอารยธรรม
เป็นยุคเดียวกับที่เราคงเคยเห็นกันในหนัง
ยุคหลัง "สงครามล้างโลก" นั่นเอง !?!.

เครดิต เดลินิวส์ 20 กันยายน 2544

 

 


 

Fusion : แหล่งพลังงานในอนาคต

ดวงอาทิตย์มีความสำคัญต่อชีวิตทุกชีวิตบนโลก เพราะมันให้ทั้งพลังงาน แสงสว่างและความอบอุ่นแก่มนุษย์ พืชและสัตว์มาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ แต่มนุษย์เราเพิ่งรู้ว่าดวงอาทิตย์ปลดปล่อยพลังงานอย่างไร เมื่อประมาณ 70 ปีมานี้เอง จากการพบว่าอนุภาคต่างๆ เช่น โปรตอน นิวตรอน และอนุภาคอัลฟา ฯลฯ สามารถทำปฏิกิริยานิวเคลียร์กันได้ และปฏิกิริยานิวเคลียร์นี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของพลังงานในดวงอาทิตย์ เพราะปฏิกิริยานิวเคลียร์ให้พลังงานมากกว่าปฏิกิริยาเคมีราวล้านเท่า ทั้งนี้ เพราะเวลาอนุภาคโปรตอนในดวงอาทิตย์รวมกัน จะทำให้เกิดอนุภาค deuteron 2H, อนุภาค positron และอนุภาค neutrino และมีพลังงานปลดปล่อยออกมาด้วย แล้วอนุภาค deuteron ที่ได้ก็จะหลอมรวมกับอนุภาคโปรตอน หรือ deuteron ตัวอื่น เป็นนิวเคลียสของธาตุ helium ส่วนอนุภาค neutrino เมื่ออุบัติแล้ว ก็แทบไม่ทำปฏิกิริยานิวเคลียร์กับอะตอมอื่นใดอีกเลย ดังนั้น มันจึงทะลุพุ่งออกมาจากแกนของดวงอาทิตย์มาสู่โลก ด้วยเหตุนี้การศึกษาอนุภาค neutrino ที่โลกได้รับ จึงทำให้นักฟิสิกส์ล่วงรู้เหตุการณ์ที่เกิดบริเวณแกนกลางของดวงอาทิตย์ได้

และถึงแม้นักฟิสิกส์จะรู้ว่า บนดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบ fusion ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่ได้จากการหลอมรวมอะตอมของธาตุเบาเช่น ไฮโดรเจน เป็นอะตอมของธาตุหนักเช่น helium ก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่สามารถสร้างปฏิกิริยานี้ให้เกิดอย่างยั่งยืนในห้องทดลองบนโลกได้ เพราะในการที่จะให้อนุภาคโปรตอนที่มีประจุบวกเหมือนกัน หลอมรวมกันได้ เขาต้องเร่งอนุภาคดังกล่าวให้มีความเร็วเกือบเท่าแสง ต้องใช้ความดันที่มากมหาศาลประดุจความดันที่ใจกลางดวงอาทิตย์ ต้องใช้แสงเลเซอร์ความเข้มสูง และต้องใช้สนามแม่เหล็กที่มีความเข้มมหาศาลเพื่อเก็บกักอะตอมเหล่านี้ไม่ให้แตกกระจัดกระจาย ทั้งนี้ก็เพื่อให้มันสามารถทำปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้อย่างต่อเนื่อง

การจำเป็นต้องใช้ปัจจัยซูเปอร์ไฮเทคหลายรูปแบบเช่นนี้ ทำให้เทคโนโลยีการผลิตพลังงานลักษณะนี้ จึงยังไม่มีในปัจจุบัน

ดังนั้น ในอดีตเมื่อ Stanley Pons และ Martin Fleischman แห่งมหาวิทยาลัย Utah และ Southampton ได้ออกมาประกาศทางสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2532 ว่า เขาทั้งสองพบวิธีสร้างปฏิกิริยา fusion ซึ่งจะให้พลังงานไม่รู้หมด โดยใช้อุปกรณ์ง่ายๆ ในห้องปฏิบัติการทดลองระดับมัธยม คนทั้งโลกจึงตกตะลึงเปรียบเสมือนกับการมีคนอ้างว่า ได้พบวิธีรักษามะเร็งโดยให้คนไข้กินเกลือ 3 ช้อนชา ยังไงยังงั้น

เพราะ Pons และ Fleischman ได้อ้างว่า เวลาเขาใช้โลหะ palladium จุ่มในน้ำหนัก (heavy water) ซึ่งเป็นน้ำที่ประกอบด้วยออกซิเจนกับ deuterium อันเป็นธาตุอีกรูปแบบหนึ่งของไฮโดรเจน ที่มีโปรตอนและนิวตรอนอย่างละตัวในนิวเคลียส เขาเห็นโลหะ palladium ดึงดูดอะตอมของ deuterium เข้าไปหลอมรวมกัน และปลดปล่อยพลังงานออกมา เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นขณะที่ในห้องทดลองมีอุณหภูมิเพียง 30 องศาเซลเซียส เท่านั้นเอง

แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เร่งรัดทำการทดลองตรวจสอบความถูกต้องของการทดลองนี้ โดยใช้อุปกรณ์ลักษณะเดียวและขนาดเดียวกับที่ Pons และ Fleischman ใช้ กลับไม่มีใครเห็นเหตุการณ์ปลดปล่อยพลังงานเลย

เมื่อความจริงปรากฏออกมาว่า Pons และ Fleischman ลวงโลก ชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสอง จึงไม่มีอะไรเหลือ และ ณ วันนี้ก็ไม่มีใครสนใจว่าคนทั้งสองกำลังทำการทดลองเรื่องอะไร และ ณ ที่ใด

เหตุการณ์ fusion ที่อุณหภูมิต่ำหรือที่เรียกว่า cold fusion นี้ ได้ทำให้นักฟิสิกส์ปักใจเชื่อว่า กว่ามนุษย์จะมีพลังงานรูปแบบนี้ใช้ คงต้องใช้เวลาจากวันนี้อีก 50 ปี

แต่เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2545 วารสาร Science ซึ่งเป็นวารสารชั้นนำของโลกก็ได้เสนอรายงานการวิจัยว่า มีผู้พบวิธีทำ cold fusion อีก โดยใช้เทคนิคใหม่ที่ Rusi Taleyarkhan แห่ง Oak Ridge National Laboratory ในรัฐ Tennessee สหรัฐอเมริกาเรียกว่า acoustic cavitation โดย Taleyarkhan ได้สร้างฟองอากาศขึ้นในของเหลว acetone แล้วใช้คลื่นเสียงพลังงานสูงอัดฟองอากาศให้ยุบตัวอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้อากาศภายในฟองมีความดันสูง และฟองมีอุณหภูมิสูงมาก จนพลังงานเสียงที่ฟองได้รับถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานแสงจึงทำให้เขาสามารถเห็นแสงได้ นี่คือปรากฏการณ์ sonoluminescence ที่นักฟิสิกส์ได้รู้จักมานาน แต่สำหรับเหตุการณ์นี้ Taleyarkhan อ้างว่าเขาสามารถเห็นอนุภาคนิวตรอน และอนุภาค tritium (3H) หลุดออกมาด้วย

ความแตกต่างของ acetone ธรรมดา (CH3 COCH3) กับ acetone ที่ Taleyarkhan ใช้คือ (CD3 COCD3) ซึ่งมี deuterium แทน hydrogen อยู่ 6 อะตอม อนุภาคโปรตอนและนิวตรอนที่เขาอ้างว่าเห็นนั้น เกิดจากปฏิกิริยา 2D+2D-3T+proton หรือ 2D+2D+3He+neutron และในการทำฟองอากาศ Taleyarkhan ได้ใช้อนุภาคนิวตรอนพลังงานสูง ระดมยิง acetone เมื่อโมเลกุลของ acetone ได้รับพลังงาน มันจะมีอุณหภูมิสูงและระเหยเป็นไอรวมกันเป็นฟองอากาศที่มีขนาดตั้งแต่ 1 มิลลิเมตรขึ้นไป จึงอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เมื่อถูกคลื่นเสียงอัด มันจะหดตัวกลับจากการมีขนาดใหญ่ระดับมิลลิเมตร เป็นระดับนาโนเมตรที่เล็กกว่าราว 1 ล้านเท่า พลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นจะอัดอะตอมของ deuterium (2D) ให้หลอมรวมกัน แล้วมีอนุภาคนิวตรอนและโปรตอนหลุดออกมา แต่โปรตอนจะถูก acetone ดึงดูด ส่วนนิวตรอนจะสามารถเล็ดลอดออกมา ซึ่ง Taleyarkhan อ้างว่าเขาตรวจพบนิวตรอนจริงๆ ซึ่งนั่นคือ ผลพวงที่ได้จากการหลอมรวมอะตอมที่เบาของ deuterium เป็นอะตอมของธาตุที่หนักกว่าเช่น tritium หรือ helium ซึ่งนี่ก็คือ cold fusion อีกรูปแบบหนึ่ง

แต่เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.2545 K.S. Suslick และ K.J. Kolbeck แห่งมหาวิทยาลัย Illinois ในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการทดลองเรื่องนี้ซ้ำ และพบว่าปฏิกิริยาเปลี่ยนพลังงานเสียงเป็นพลังงานแสง (sonoluminescence) ที่ใช้เวลานั้นนาน 0.000000000000001 วินาทีนี้เกิดจากปฏิกิริยาเคมี มิได้เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ ดังที่ Taleyarkhan คิด และพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นก็ไม่มากพอที่จะทำให้เราได้พลังงานรูปแบบ fusion

ข้อสรุป ณ วันนี้ จึงมีว่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสร้างปฏิกิริยา fusion ที่มีอุณหภูมิต่ำได้ และ fusion นั้น ก็ยังคงเป็นพลังงานในฝันของมนุษยชาติในอนาคต ทั้งๆ ที่สหรัฐอเมริกาได้ทุ่มเงิน 765,000 ล้านบาท ไปเพื่อศึกษาเรื่องนี้แล้ว แต่เราก็ยังไม่สามารถได้พลังงานจาก fusion มากและต่อเนื่อง

ในอนาคต เราจึงมีโครงการ International Thermonuclear Experimental Reactor (ITER) และ Fusion Ignition Research Experiment (FIRE) ที่มุ่งหาพลังงานจาก hot fusion โดยอาศัยความร่วมมือจากนักวิทยาศาสตร์หลายชาติเช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา และสเปน เพื่อสร้างแก๊สที่ร้อน 100 ล้านองศา ให้หลอมรวมในสนามแม่เหล็กความเข้มสูง ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานของมา 4x109 วัตต์ ในอีก 30 ปี


มารู้จักกล้องดิจิตัลกันเถอะครับ

กล้อง Digital คืออะไร

กล้องถ่ายภาพดิจิทัล มีส่วนประกอบและหลักการทำงานคล้ายกับกล้องแบบใช้ฟิล์มคือ สามารถนำไปถ่ายภาพและบันทึกภาพที่ต้องการได้ แต่บันทึกในรูปแบบไฟล์ข้อมูลแทนการบันทึกลงบนฟิล์มเรียกง่าย ๆ ว่ากล้องถ่ายภาพแบบไม่ใช้ฟิล์ม แต่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เรียกว่า “เซนเซอร์” ในการบันทึกภาพแทน โดยแปลงข้อมูลของแสงมาเป็นรูปแบบไฟล์ดิจิทัลซึ่งคอมพิวเตอร์สามารถอ่านเข้าใจได้ แล้วบันทึกเก็บไว้ในอุปกรณ์เก็บข้อมูล สามารถนำไปใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพิมพ์ออกมาเป็นภาพ ตกแต่งแก้ไขภาพ ส่งภาพทาง e-mail หรือนำภาพไปจัดเก็บ

 

ภาพ Digital

ภาพดิจิทัลเกิดจากจุดสีสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า พิกเซล (Pixel) ประกอบขึ้นหลาย ๆ จุด จนกลายเป็นภาพที่สามารถมองเห็นได้ว่าเป็นภาพอะไร พิกเซลเหล่านี้มีขนาดเล็กมาก เรียงตัวกันจนอัดแน่นอยู่ในพื้นที่ของภาพจนแทบจะมองไม่เห็นนอกจากจะขยายภาพขึ้นมามาก ๆ จึงจะสังเกตเห็นได้ ภาพดิจิทัลสามารถนำไปใช้งานกับคอมพิวเตอร์ได้ดีไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งแก้ไขภาพ สร้างเทคนิคพิเศษ และบันทึกลงในสื่อบันทึกข้อมูลแบบดิจิทัล เก็บไว้ได้นานโดยที่สีของภาพไม่ซีดหรือเสื่อมคุณภาพ

 

ภาพดิจิทัลสร้างได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และอุปกรณ์ที่ใช้งาน ได้แก่

 

1. จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Computer Software) ได้แก่ โปรแกรมการวาดภาพต่าง ๆ เช่นIllustrator, CorelDRAW, Photoshop จะช่วยให้สร้าง ภาพขึ้นมาจากความว่างเปล่าและบันทึกเก็บเป็นไฟล์ได้
 

2. จากเครื่องสแกนเนอร์ (Scanner) เป็นวิธีที่ง่ายและนิยมใช้มานานในการนำรูปภาพจากภายนอก เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด มาแปลงให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลเพื่อ นำไปใช้งาน วิธีการทำไม่ยุ่งยากเพียงนำรูปภาพหรือฟิล์มที่ต้องการใช้งานมาวางบนเครื่องสแกนเนอร์ แล้วสั่งสแกนภาพ ภาพนั้นก็จะถูกสแกนและส่งเข้าคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปใช้งานได้ทันที
 

3. จากกล้องถ่ายภาพดิจิทัล (Digital Camera) ซึ่งจะให้ภาพที่มีคุณภาพดี สามารถดูภาพที่ถ่ายได้ทันทีสามารถลบภาพที่ไม่ต้องการได้โดยไม่สิ้นเปลืองฟิล์ม นำไปใช้กับคอมพิวเตอร์ได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการล้างอัดหรือส่งสแกนภาพ
 

ส่วนประกอบของกล้อง Digital
ส่วนประกอบหลัก ๆ ของกล้องดิจิทัล มีดังนี้
 

1. ตัวกล้อง มีลักษณะเป็นกล่องทึบแสงซึ่งมีหน้าที่ไม่ให้แสงสว่างผ่านเข้าไปยังตัวกล้องได้ ตัวกล้องมีขนาดแตกต่างกันไปตามคุณภาพและราคาของกล้อง
 

2. เลนส์ กล้องดิจิทัลส่วนใหญ่จะไม่สามารถถอดหรือเปลี่ยนเลนส์ได้ แต่หากกล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้จะมีราคาแพงและมักใช้งานในระดับมืออาชีพ เลนส์จะทำหน้าที่ถ่ายทอดแสงสะท้อนจากวัตถุเข้ามายังตัวรับแสงของกล้อง วัสดุที่ใช้ในการทำเลนส์มี 2 ชนิดคือ พลาสติกและแก้ว ซึ่งมีความแตกต่างกันทั้งคุณภาพและราคา
 

2.1 เลนส์พลาสติก ซึ่งมีราคาถูก ทำให้ได้ภาพที่มีคุณภาพต่ำ มักจะใช้ในกล้องรุ่นเก่า

 

 

2.2 เลนส์ที่ทำจากแก้ว มีความใสมากกว่าเลนส์พลาสติก สามารถซูมได้ทั้งแบบ Digital Zoom และ Optical Zoom จะได้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

3. ช่องมองภาพ เพื่อใช้มองภาพและจัดองค์ประกอบของภาพแล้วถ่ายภาพได้ทันที นอกจากนี้ยังมีช่องมองภาพที่เป็นจอ LCD ติดอยู่กับตัวกล้อง ทำงานเช่นเดียวกับช่องมองภาพธรรมดา ภาพที่ปรากฎจะเหมือนกับภาพที่ถ่ายออกมาได้ทุกประการ ช่องมองภาพมี 2 ชนิดคือ

 

 

3.1 ช่องมองภาพแบบเล็งแล้วถ่าย (Optical Viewfinder) เป็นช่องมองภาพแบบที่ใช้ในกล้องราคาถูกให้ภาพที่ละเอียดไม่มากนัก การใช้งานสามารถเล็งได้โดยตรงจากช่องมองภาพแล้วออกไปได้ทันทีกล้องดิจิทัลที่มีช่องมองภาพแบบนี้จะเป็นกล้องดิจิทัลอัตโนมัติ ไม่ต้องปรับแต่งค่ามากนักก็สามารถเล็งผ่านช่องแล้วกดชัตเตอร์เพื่อถ่ายภาพได้ทันที

 

 

3.2 ช่องมองภาพแบบจอ LCD (Liquid Crystal Display) เป็นช่องมองภาพที่สะดวกต่อการใช้งานเป็นอย่างยิ่งสำหรับกล้องดิจิทัล เพราะสามารถมองผ่านทางจอ LCD แล้วจัดองค์ประกอบของภาพได้ และยังสามารถเลือกภาพที่ได้ถ่ายไปแล้วขึ้นมาดูได้ทันที หากไม่พอใจก็สามารถลบภาพออกได้ ทำให้ไม่เสียเวลาในการถ่ายและเลือกภาพที่ต้องการ จอ LCD จะมีขนาดและคุณภาพแตกต่างกันตามราคาและยี่ห้อของกล้อง หากเป็นจอคุณภาพต่ำจะไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อมองจากด้านข้างหรือมองจากพื้นที่ ๆ มีแสงสว่างมาก ๆ ข้อจำกัดของจอ LCD คือสิ้นเปลืองพลังงาน ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่ในกล้องดิจิทัลเสื่อมเร็วเมื่อเปิดจอ LCD ไว้ตลอดเวลา ดังนั้น ควรปิดหน้าจอ LCD ไว้ขณะที่ไม่ได้ใช้งาน

 

4. แบตเตอรี่ การทำงานของกล้องดิจิทัลต้องอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่หรือพลังงานจากหม้อแปลงไฟฟ้าแบตเตอรี่ที่ใช้กับกล้องดิจิทัลมีหลายประเภท ดังนี้
 

 

4.1 แบตเตอรี่แบบอัลคาไลน์ AA มีอายุการใช้งานไม่นานนัก เนื่องจากกล้องดิจิทัลส่วนใหญ่มีจอภาพLCD ซึ่งใช้พลังงานสูง
 

 

4.2 แบตเตอรี่แบบ NiCD เป็นแบตเตอรี่ที่เก็บไฟได้น้อยและใช้งานได้ไม่นานนัก จึงไม่นิยมใช้แม้ว่าจะมีราคาถูก แต่สามารถชาร์จไฟและนำมากลับมาใช้ได้อีก แต่การชาร์จไฟนั้นจะต้องรอให้ใช้งานจนหมดก่อนจึงทำการชาร์จได้
 

 

4.3 แบตเตอรี่แบบ NiMH เป็นแบตเตอรี่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เนื่องจากน้ำหนักเบา เก็บไฟได้นาน สามารถชาร์จได้ทันทีและบ่อยครั้งโดยไม่ต้องรอให้แบตเตอรี่ หมดก่อน คุณภาพดี ราคาไม่แพง และหาซื้อได้ง่าย
 

 

4.4 แบตเตอรี่แบบ Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดและราคาแพง เนื่องจากมีน้ำหนักเบา เก็บกระแสไฟได้นานและมากกว่าแบตเตอรี่แบบ NiMH สามารถชาร์จไฟได้ทันทีที่ต้องการ นิยมใช้ กับกล้องที่มีราคาแพงและคุณภาพสูงนอกจากแบตเตอรี่แล้ว ที่ชาร์จแบตเตอรี่นับเป็นอุปกรณ์เสริมสำคัญต่อการใช้งานกล้องดิจิทัล ที่ชาร์จแบตเตอรี่มี 2 ชนิดคือ การชาร์จแบบเร็ว คือใช้เวลาชาร์จเพียง2-3 ชั่วโมง แต่ประจุไฟฟ้าที่ชาร์จเข้าไปจะไม่เต็มที่นัก การชาร์จแบบช้า ใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยถนอมแบตเตอรี่มากกว่าและเกิดความร้อนน้อยกว่าแบบเร็ว

 

5. หน่วยความจำ เปรียบเทียบได้กับฟิล์มของกล้องถ่ายภาพธรรมดา หน่วยความจำทำหน้าที่ในการบันทึกภาพถ่ายที่ได้จากกล้องดิจิทัลลงบนหน่วยความจำของตัวกล้องซึ่งมี 2 ประเภท ดังนี้
 

 

5.1 หน่วยความจำภายใน มีหน้าที่เก็บข้อมูลของภาพลงในตัวกล้อง เมื่อต้องการโอนถ่ายข้อมูลรูปภาพออกมาใช้งานต้องทำการต่อสายออกจากตัวกล้องผ่านทางพอร์ตต่าง ๆ ที่ตัวกล้องใช้งานอยู่แล้ว ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์หรือพริ้นเตอร์ก่อนจึงจะสามารถใช้งานได้
 

 

5.2 หน่วยความจำภายนอก ส่วนใหญ่กล้องดิจิทัลจะใช้หน่วยความจำประเภท Flash Memory ซึ่งเป็นตัวเก็บข้อมูลขนาดเล็ก หน่วยเก็บข้อมูลที่นิยมใช้อยู่ในกล้องนั้นจะมี Compact Flash และ Smart Card ซึ่งมีความจุในการเก็บข้อมูลต่างกันออกไปตามราคา โดยส่วนมากจะเก็บข้อมูลได้ต่ำที่สุด 16 เมกะไบต์

 

 

5.3 หน่วยความจำแบบอื่น ๆ จะใช้งานแตกต่างกันไปตามยี่ห้อของกล้อง ได้แก่

 

 

5.3.1 CompactFlash เป็นหน่วยความจำขนาดเล็กที่พัฒนามาจากมาตรฐานของ PC Card (PCMCIA) พัฒนาขึ้นโดยบริษัท SanDisk มีขนาด ประมาณกล่องไม้ขีดขนาดเล็ก และใช้ เทคโนโลยี Flash ในการเก็บข้อมูล
 

 

5.3.2 Ultra CompactFloash พัฒนาโดยบริษัท SanDisk เป็นหน่วยความจำ Flash ความเร็วสูงถึง 2.8 เมกะไบต์ต่อวินาที ทำให้สามารถนำไปใช้ งานกับกล้องดิจิทัลประสิทธิภาพสูงได้เป็นอย่างดี สามารถส่งผ่านข้อมูลได้มากกว่า CompactFlash ธรรมดาถึง 2 เท่า
 

 

5.3.3 Memmory Stick พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Sony ปัจจุบันมี 2 แบบคือ Memmory Stick ขนาด 21.5x50x2.8 มิลลิเมตร น้ำหนัก 4 กรัม และขนาด 20x31x1.6 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม ความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลจะอยู่ที่ 2MB/s สำหรับการบันทึกและ 2.45 MB/s สำหรับการอ่านข้อมูล
 

 

5.3.4 SmartMedia พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Tochiba เป็นหน่วยความจำแฟลช SSFDC (Solid State Floppy Disk Card) ขนาด 37x45x0.76 มิลลิเมตร น้ำหนักเพียง 1.8 กรัม แต่มีข้อเสียคือหน้าสัมผัสการอ่านข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการเสียหายของข้อมูลได้ง่ายกว่า Flash Memory ชนิดอื่น ๆ
 

 

5.3.5 Secure Digital (SD) ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยบริษัท Matsushita Electronic Industrial มีขนาด 24x32x2.1 มิลลิเมตร น้ำหนัก 2 กรัม มีความเร็วแสงในการส่งผ่านข้อมูล 10 MB/s
 

 

5.3.6 Multimedia Card (MMC) ได้รับการพัฒนาร่วมกันระหว่าง SanDisk Corporation และ Siemens มีขนาดเล็กที่สุดเพียง 24x31x1.4 มิลลิเมตร น้ำหนักน้อยกว่า 2 กรัม นิยมใช้ในกล้องดิจิทัลและอุปกรณ์เล่นเพลง MP3 หรืออุปกรณ์พกพาอีกหลายชนิด

 

6. ปุ่มควบคุมการทำงาน มีหน้าที่จัดการกับลักษณะของภาพถ่าย จะทำงานคู่กับเมนูการทำงานที่จะแสดงผลออกทางจอ LCD กับตัวกล้อง ซึ่งกล้องแต่ละตัวก็จะมีการทำงานของปุ่มควบคุมการทำงานและเมนูควบคุม การทำงานที่ต่างกันออกไป กล้องราคาถูกแบบอัตโนมัติจะมีปุ่มควบคุมการทำงานไม่มากนัก แต่หากเป็นกล้องราคาแพงและประสิทธิภาพสูงจะมีปุ่มการทำงานมากและมีการทำงานที่ซับซ้อนมากยึ่งขึ้น

 

7. ชัตเตอร์ ทำหน้าที่เป็นตัวเปิดและปิดหน้ากล้องในการรับแสงว่าจะเปิดให้แสงที่สะท้อนจากวัตถุผ่านได้นานเท่าใด โดยส่วนมากชัตเตอร์ของกล้องดิจิทัลจะสามารถ กดได้ 2 ระดับคือ การกดชัตเตอร์แล้วยกขึ้นทันที ซึ่งเป็นการหาตำแหน่งโฟกัสของภาพ และการกดชัตเตอร์ค้างไว้ประมาณ 1-2 วินาทีเป็นการเปิดหน้ากล้องเพื่อทำการถ่ายภาพจริง ๆ
 

หลักการทำงานของกล้องดิจิตอล

   หลักการทำงานของกล้องดิจิทัลมีความคล้ายคลึงกับกล้อง 35 มม. ที่ใช้ฟิล์มธรรมดาทั่วไป คือมีเลนส์สำหรับรับแสงที่สะท้อนจากวัตถุ และมีรูปรับแสง (Aperture) ซึ่งสามารถปรับขนาดได้ มีชัตเตอร์สำหรับ
เปิดรับแสงในปริมาณและนานเท่าใด ส่วนความแตกต่างจะอยู่ที่ตัวรับแสงของกล้อง กล้องดิจิทัลใช้ตัวรับแสงที่เรียกว่า CCD (Charge-Couply Device) ทำหน้าที่เป็นตัวรับแสงแทนฟิล์ม และ CCD นี้จะมีทางยาวโฟกัสที่สั้น ทำให้ได้มุมมองของภาพ (Angle of View) แคบ เนื่องจากตัวรับภาพมีขนาดที่เล็กกว่าฟิล์มกล้องดิจิทัลมีการทำงานในขั้นตอนต่าง ๆ ของกล้อง 35 มม. คือ การล้าง อัด ขยาย เอาไว้ในขั้นตอนเดียวกันแบตเตอรี่ที่ใช้ในกล้องดิจิทัลมี 2 แบบคือ แบตเตอรี่ที่ใช้ได้ครั้งเดียว ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้อีก และแบตเตอรรี่ที่นำกลับมาใช้งานได้อีกโดยการชาร์จ กล้องดิจิทัลจึงมีความสิ้นเปลืองพลังงานมากกว่ากล้อง 35 มม. เนื่องจากกล้องดิจิทัลมีส่วนประกอบของการแสดงผลออกมาทางช่องมองภาพแบบ LCD ซึ่งเปรียบได้กับช่องมองภาพของ กล้องแบบธรรมดา และหากเป็นกล้องดิจิทัลรุ่นใหม่ที่มีความละเอียดสูงจะมีช่องมองภาพอยู่ทั้ง 2 แบบ คือ ช่องมองภาพแบบออปติคอลและแบบดิจิทัล การทำงานของกล้องดิจิทัลประกอบด้วยระบบต่าง ๆ ดังนี้
 

1. ระบบซูมภาพในกล้องดิจิทัล
ระบบการซูมภาพในกล้องดิจิทัลมี 2 ชนิดคือ
1.1 Digital Zoom เป็นการซูมที่มีอยู่ในกล้องทั่ว ๆ ไป ได้ภาพที่มีคุณภาพพอใช้ได้ แต่หากซูมภาพเข้ามามากเกินไปจะทำให้ความคมชัดของภาพลดลง เนื่องจากไม่ได้เป็นการซูมภาพอย่างแท้จริง แต่เป็น เพียงการขยายภาพให้ใหญ่ขึ้นเท่านั้น และการซูมภาพชนิดนี้จะมีระยะโฟกัสที่มีสามารถปรับแต่งได้

1.2 Optical Zoom เป็นการซูมด้วยเลนส์ของกล้อง จะได้ภาพที่คมชัด และภาพไม่เบลอเมื่อซูมภาพเข้ามาในระยะใกล้ การซูมแบบ Opitcal นิยมใช้ในการถ่ายภาพระยะใกล้เพราะจะได้ภาพที่ออกมาชัดเจน มีความคมชัดทุกจุด

2. ตัวรับภาพ CCD และความละเอียดของภาพตัวรับภาพบนกล้องดิจิทัลมี 2 ชนิดคือ CCD (Charge-Couply Device) และ CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor) กล้องดิจิทัลในปัจจุบันจะใช้ CCD เป็นส่วนใหญ่ ทำหน้าที่เป็นตัวรับแสงของกล้องและรับรู้ระดับของความสว่างหรือเข้มของแสงเท่านั้น แต่ไม่สามารถรับรู้หรือแยกสีได้ CCD ที่รับรู้สีต่าง ๆ ได้จะต้องวางฟิลเตอร์ลงบนชิป กล้องระดับกลางหรือกล้องที่ใช้ทั่วไปนิยมใช้ฟิลเตอร์ RGB (Red Green Blue) ซึ่งจะวางสลับกันเป็นตารางอย่างเป็นระเบียบ ตัวรับภาพ CCD ที่บันทึกได้นั้นเรียกว่า Bit Depth หรือค่าความชัดลึก กล้องดิจิทัลทั่วไปสามารถบันทึกค่าความลึกได้ที 24 บิต เช่น กล้องที่ใช้ฟิลเตอร์ RGB จะมีค่าความลึกอย่างละ 8 บิต ได้แก่ R=8 บิต G=8 บิต B=8 บิต ก็จะได้ค่าความลึกที่ 24 บิต โดยจะเรียกค่าความละเอียด เช่น 5 ล้านพิกเซล, 4.1 ล้านพิกเซล และ 3.34 ล้านพิกเซล จำนวนพิกเซลที่มากจะหมายถึงความคมชัดของภาพที่จะมีความคมชัดมากขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากสามารถบันทึกรายละเอียดของภาพได้มากขึ้น ซึ่งความละเอียดของภาพจะระบุในคู่มือการใช้งานกล้องดิจิทัล หรือตรวจสอบได้จากขนาดของภาพสูงสุดที่กล้องสามารถถ่ายได้ เช่น ภาพที่มีขนาด 2,048 x 1,536 เมื่อคูณขนาดทั้งแนวตั้งและแนวนอนทั้ง 2 เข้าด้วยกันจะได้ความละเอียดเท่ากับ 3,145,728 ซึ่งจะเป็นค่าพิกเซลโดยประมาณ คือมีความละเอียดประมาณ 3 ล้านพิกเซลความละเอียดของภาพจากกล้องดิจิทัลหมายถึงจำนวนพิกเซล (Pixel) ที่อยู่บนตัวรับภาพทั้งหมด ความละเอียดของภาพหรือพิกเซล เป็นการนำจุดที่เป็นสีหลายสีหลาย ๆ จุดมาต่อกันให้ได้เป็นภาพออกมา หากมองโดยทั่วไปจะไม่เห็นความแตกต่างว่าภาพเหล่านั้นมีจุดจำนวนมากต่อกันอยู่ ในทางทฤษฎีเรียกภาพนี้ว่า ภาพแบบ Raster หมายถึงภาพที่นำเอาเม็ดสีจำนวนนับหมื่นนับแสนมาเรียงต่อกันแล้วเกิดเป็นรูป และเมื่อขยายภาพเหล่านั้นออกมาจะพบว่ามีเม็ดสีจำนวนมาก เรียงกันอยู่ ส่วนภาพอีกลักษณะหนึ่งจะเป็นภาพที่เรียกว่า ภาพแบบ Vector ซึ่งจะไม่มีอยู่ภายในกล้องดิจิทัล เพราะเป็นภาพที่เกิดจากการใช้ซอฟต์แวร์และคอมพิวเตอร์สร้างขึ้นมา เมื่อขยายภาพเข้ามาในระยะใกล้ ๆ จะไม่พบอาการแตกของภาพเลย เนื่องจากภาพแบบ Vector เกิดจากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ไม่ได้เกิดจากพิกเซลเหมือนกับภาพแบบ Raster

ความละเอียดของภาพจะเป็นตัวกำหนดประเภทของกล้องดิจิทัลได้ 4 ระดับคือ

1. กล้องความละเอียดต่ำมาก มักจะเป็นกล้องรุ่นเก่า หรือ กล้องประเภท WebCam ซึ่งมีความละเอียดไม่เกิน 3 แสนพิกเซล
2. กล้องความละเอียดต่ำ มีความละเอียดอยู่ที่ประมาณ 3 แสน – 1.5 ล้านพิกเซล
3. กล้องความละเอียดปานกลาง เป็นกล้องที่มีราคาอยู่ในระดับปานกลาง ภาพถ่ายมีคุณภาพพอใช้ได้ มีความละเอียดอยู่ที่ 2.1 – 4 ล้านพิกเซล
4. กล้องความละเอียดสูง มีความละเอียดมากกว่า 4 ล้านพิกเซล ตัวกล้องมีราคาค่อนข้างสูงและมีคุณภาพดี
3. ค่าความไวแสงและความเร็วชัตเตอร์ค่าความไวแสงของกล้องหรือ ISO นั้นจะเป็นความไวในการเปิดรับ แสง โดยที่ตัวเลขของ ISO มากก็จะมีค่าความไวแสงที่มากตามไปด้วย ถึงแม้ว่าค่า ISO ที่มีค่ามาก ๆ นั้นจะช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพในที่ที่มีแสงสว่างน้อย ๆ ได้ แต่มีข้อจำกัดคือ เมื่อนำภาพที่ได้มาขยายดูก็จะเห็นเป็นจุดเล็ก ๆ จำนวนมาก ทำให้ภาพที่มีความหยาบพอสมควรความเร็วชัตเตอร์ ชัตเตอร์มีหน้าที่เป็นตัวกำหนดการเปิด-ปิดของรูรับแสงว่าจะให้มีการเปิด-ปิดนานมากน้อยเพียงใดเพื่อให้แสงผ่าน การเปิด-ปิดชัตเตอร์นี้เรียกว่า ความเร็วชัตเตอร์ ซึ่งจะวัดเป็นเศษส่วนของวินาที เช่น 1/50 วินาที หรือ 1/500 วินาทีความเร็วของชัตเตอร์ที่มีจำนวนส่วนมากจะเป็นตัวช่วยให้จับการเคลื่อนไหวของภาพที่ถ่ายให้หยุดนิ่งได้ เช่น การถ่ายภาพรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน ส่วนความเร็วชัตเตอร์ที่มีส่วนต่ำ เช่น การถ่ายภาพการไหลของน้ำ การถ่ายภาพที่มีความเร็วชัตเตอร์ต่ำควรใช้ขาตั้งกล้องในขณะถ่าย เพราะช่วงเวลาในการเปิดรับแสงจะนาน หากมือไม่นิ่งพอจะทำให้เกิดการเบลอของภาพได้

4. การนำภาพออกจากกล้องดิจิทัลการนำรูปภาพที่ถ่ายมาใช้งานมีวิธีการทำหลายวิธีขึ้นอยู่กับประเภทของกล้อง กล้องที่ใช้หน่วยความจำแบบภายในที่ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้ จะต้องเชื่อมต่อโดยตรงจากกล้องสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งมีหลายรูปแบบ ดังนี้
1. Docking Station เป็นพอร์ตที่มีการถ่ายโอนข้อมูลสมัยแรกที่มีการเริ่มใช้กล้องดิจิทัล มีลักษณะ เป็นฐานสำหรับเสียบตัวกล้องเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ เนื่องจากในยุคนั้นยังไม่มีการเก็บข้อมูลประเภท Flash Memory ซึ่งในปัจจุบันเลิกใช้การถ่ายโอนข้อมูลแบบนี้แล้ว

2. FireWire Port (IEEE1394) เป็นพอร์ตที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Apple แต่ผู้ผลิตรายอื่น ๆ จะเรียกชื่อต่างกันไป เช่น บริษัท Sony ตั้งชื่อว่า iLink ส่วนชื่อเรียกมาตรฐานสากลคือ IEEE1394 แต่ถ้าใช้กับกล้องดิจิทัลวีดีโอจะเรียกว่าพอร์ต DV ทั้งนี้พอร์ตดังกล่าวสามารถใช้งานร่วมกันได้ภายใต้มาตรฐานที่ได้ กำหนดขึ้นมาพอร์ต FireWire เป็นพอร์ตความเร็วสูง นิยมใช้ในกล้องวีดิโอดิจิทัล DV และกล้องถ่ายภาพดิจิทัลระดับสูง เนื่องจากมีความเร็วสูงถึง 400 ล้านบิตต่อวินาที (400Mbits/s) มีคุณสมบัติ Plug & Play สามารถต่ออุปกรณ์ได้ 63 ชิ้นต่อ 1 พอร์ต แต่ไม่เป็นที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัลเนื่องจากราคาแพงและคอมพิวเตอร์ทั่วไปมักจะไม่มีพอร์ตFireWire หากต้องการใช้ต้องติดตั้งการ์ด FireWire เพิ่มอีก

3. USB port (Universal Serial Port) เป็นพอร์ตที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัลมากที่สุดในปัจจุบันเนื่องจากมีความเร็วสูง สามารถถ่ายโอนข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุดที่ 12 ล้านบิตต่อวินาที(12Mbits/s) และมีคุณสมบัติ Hotplug คือสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ผ่านทางพอร์ต USB ได้ทันทีโดยไม่ต้องปิดเครื่องก่อน

4. Parallel Port เป็นการเชื่อมต่อสำหรับกล้องดิจิทัลรุ่นเก่า ๆ เพราะมีความเร็วต่ำในการส่งผ่านข้อมูล ทำให้เสียเวลาในการ Upload และ Download ข้อมูลในแต่ละครั้งเป็นอย่างมาก จึงไม่เป็นที่นิยมใช้มากนัก

5. Serial port เป็นพอร์ตแบบเก่า มีความเร็วในการเชื่อมต่อต่ำ นิยมใช้ต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่ต้องการความเร็วมากนัก เช่น โมเด็ม และเมาส์ ความเร็วสูงสุดที่ทำได้อยู่ที่ 115,200 บิตต่อวินาที Serial port จะอยู่บริเวณด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นช่องสี่เหลี่ยมคางหมู มีขา 9 ขา (9 pin) อุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับพอร์ตแบบนี้จะต้องรีสตาร์ตเครื่องก่อนคอมพิวเตอร์จึงจะสามารถมองเห็นอุปกรณ์ที่ต่ออยู่ได้ ทำให้ยุ่งยากในการใช้งาน จึงไม่เป็นที่นิยมใช้

6. SCSI Port เป็นการเชื่อมต่อโดยใช้การ์ด SCSI เป็นตัวกลางการเชื่อมต่อ มีความเร็วและเสถียรภาพในการทำงานสูง แต่มีค่าใช้จ่ายสูง

7. Card Adapter เป็นการเชื่อมต่อที่ต้องใช้การบันทึกแบบ Flash Memory สามารถถอดเปลี่ยนได้ ถ่ายโอนข้อมูลผ่านทางเครื่องอ่าน Flash Memory หรือที่เรียกว่า Card Adapter ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย การบำรุงรักษาไม่ยุ่งยาก และราคาไม่สูงนักกล้องดิจิทัลที่มีการบันทึกข้อมูลลงบนตัวเก็บข้อมูลประเภท Flash Memory สามารถโอนถ่ายข้อมูลได้ 2 แบบคือ การส่งข้อมูลโดยตรงจากกล้องเข้าคอมพิวเตอร์โดยตรง และการนำ Flash Memory มาอ่านข้อมูลผ่านทางเครื่องอ่าน Flash Memory ชนิดนั้น ๆ วิธีการรับ-ส่งข้อมูลจากกล้องดิจิทัลไปยังคอมพิวเตอร์นั้นเรียกว่า Download และ Upload การ Download เป็นการส่งข้อมูล เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์กำลังดึงข้อมูลมาจากกล้องดิจิทัล ส่วนการ Upload เป็นการส่งข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ไปยังกล้องดิจิทัล
 

การจัดการถ่ายภาพของกล้องดิจิตอล

หลังจากการถ่ายภาพได้ตามต้องการแล้ว ภาพทั้งหมดจะถูกเก็บในการ์ดหน่วยความจำ เมื่อต้องการใช้งานจะต้องถ่ายโอนภาพลงเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนที่จะตกแต่งภาพหรือนำไปพิมพ์ภาพ วิธีการจัดการกับภาพถ่ายบนเครื่องคอมพิวเตอร์ มีวิธีการดังนี้

1. การเชื่อมต่อกล้องดิจิทัลเข้ากับคอมพิวเตอร์การนำภาพที่ถ่ายไว้ออกมาจากตัวกล้องมีวิธีต่าง ๆ กัน สามารถเลือกบันทึกชนิดของไฟล์รูปภาพ เพื่อนำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสม เกิดประโยชน์ และรวดเร็วมากที่สุดการเชื่อมต่อกล้องดิจิทัลเข้ากับคอมพิวเตอร์ทำได้หลายวิธี วิธีที่นิยมใช้และสะดวกในปัจจุบันมี 2 วิธีคือ

1.1 การส่งภาพผ่านทางพอร์ต USB เป็นการเชื่อมต่อกล้องเข้ากับคอมพิวเตอร์โดยตรงด้วยการเสียบสายUSB จากตัวกล้องเข้าไปยังด้านหลังของเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วทำการติดตั้งไดรเวอร์ซึ่งจะมีซอฟ์แวร์จัดการภาพถ่ายติดตั้งให้มาด้วยแล้ว จะมองเห็นไดรว์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ไดรว์ที่มีการใช้งานเช่นเดียวกับไดรว์ทั่วไปคือสามารถลบและจัดการไฟล์ต่าง ๆ ที่อยู่ภายในไดรว์ได้ และการอ่านหน่วยความจำโดยตรงจากตัวกล้องซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องอ่าน Flash Memoryอยู่ภายในกล้องเอง การเชื่อมต่อประเภทนี้จะพบในกล้องที่มีราคาไม่สูงนัก หากเป็นกล้องที่มีความละเอียดสูง ไฟล์จะมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเก็บลงในตัวกล้องได้เพียงพอ ต้องอาศัยหน่วยความจำจากภายนอกเข้ามาเป็นตัวจัดเก็บข้อมูลแทน จึงจะสามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

1.2 การส่งภาพผ่านทาง Adapter Card เป็นการส่งข้อมูลสำหรับกล้องดิจิทัลที่ใช้หน่วยความจำภายนอกประเภท Flash Memory ซึ่งใช้หน่วยความจำที่แตกต่างกันออกไป ส่วนมากจะใช้หน่วยความจำที่เรียกว่า Compact Flash และ Smart Media เครื่องอ่าน Flash Memory จะใช้งานเชื่อมต่อ กับคอมพิวเตอร์โดยผ่านทางพอร์ต USB และสามารถใช้งานได้ทันทีที่ติดตั้งไดรเวอร์ โดยจะมองเห็นไดรเวอร์เพิ่มขึ้นมาอีก 1 ไดรว์เช่นเดียวกับการส่งภาพโดยตรงจากกล้องดิจิทัลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การเชื่อมต่อผ่านทางพอร์ต USB จะส่งข้อมูลภาพได้รวดเร็ว จึงทำให้การส่งข้อมูลภาพผ่านทางพอร์ตUSB ของ Adapter Card ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

2. การอ่านรูปภาพจากกล้องดิจิทัลผ่านโปรแกรม ACDSee และ Photoshopซอฟ์ตแวร์ที่ให้มาพร้อมกับตัวกล้องจะสามารถดึงภาพจากกล้องดิจิทัลมาไว้ในคอมพิวเตอร์ได้ แต่จะไม่สามารถตกแต่งภาพและจัดการภาพถ่ายนั้นได้ หรือได้แต่ไม่มีประสิทธิภาพดีเทียบเท่าโปรแกรมที่ทำงานเกี่ยวกับการตกแต่งภาพโดยตรงเช่น โปรแกรม ACDSee และ Photoshop ทั้ง 2 โปรแกรมนี้สามารถดึงภาพจากกล้องดิจิทัลและปรับแต่งได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งภาพ การเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์ภาพให้เป็นไปตามต้องการอย่างง่ายดาย

2.1 การ Import ผ่านโปรแกรม ACDSee

2.1.1 การ Import ผ่านโปรแกรม ACDSee ชื่อของเมนูในการ download ภาพจากตัวกล้องเข้าสู่คอมพิวเตอร์จะแตกต่างกันออกไปตามไดรเวอร์ยี่ห้อกล้องซึ่งมีชื่อเรียกต่างกัน แต่จะอยู่ตำแหน่งเดียวกัน โดยเข้าไปที่เมนู File แล้วเลือก Acquire หรือกด Ctrl+A

2.1.2 หลังจากนั้นจะได้ซอฟ์ตแวร์การจัดการภาพถ่าย มีลักษณะและการใช้งานที่ต่างกันตามยี่ห้อและรุ่น

2.1.3 ทำการเลือกรูปภาพที่ต้องการและ download ภาพจากตัวกล้องลงเครื่องคอมพิวเตอร์

2.2 การ Import ผ่านโปรแกรม Photoshop

2.2.1 เข้าไปที่เมนู File และเลือก Import หลังจากนั้นทำการเลือกอุปกรณ์ที่ต้องการถ่ายโอนข้อมูลภาพมาไว้ยังเครื่องคอมพิวเตอร์ เช่น Digimax35 MP3

2.2.2 เมื่อเลือกแล้วจะได้ซอฟ์ตแวร์จัดการภาพถ่ายเช่นเดียวกับการใช้โปรแกรม ACDSee หรือPhotoshop จะทำการเรียกซอฟ์ตแวร์ที่ได้ทำการติดตั้งพร้อมกับไดรเวอวร์ขึ้นมาทำงาน

2.2.3 ทำการเลือกรูปภาพที่ต้องการและ download ภาพจากตัวกล้องลงเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อนำภาพที่ได้นั้นมาทำการตกแต่งในขั้นตอนต่อไป

2.3 วิธี Import รูปภาพจากหน่วยความจำโดยตัวอ่านข้อมูลแบบต่าง ๆสำหรับกล้องดิจิทัลที่ไม่มีสายUSB เพื่อการเชื่อมต่อโดยตรงระหว่างคอมพิวเตอร์กับกล้องดิจิทัล จะต้องอาศัยเครื่องอ่านการ์ดหน่วยความจำรูปแบบต่าง ๆ เช่น หน่วยความจำแบบ Compact Flash หรือ SmartMedia หรือ Memory Stick มีการใช้งานที่ง่ายเหมือนกับการใช้ Floppy Disk เมื่อเสียบเครื่องอ่านการ์ดผ่านทางพอร์ต USB เข้ากับคอมพิวเตอร์แล้วติดตั้งไดรเวอร์ก็สามารถใช้งานได้ทันทีด้วยการนำหน่วยความจำที่ถอดออกมาจากกล้องดิจิทัลมาเสียบเข้ากับเครื่องอ่านการ์ด ก็จะสามารถมองเห็นรูปภาพต่าง ๆ ที่ได้ถ่ายโอนมาสามารถคัดลอกหรือลบไฟล์ภาพเหล่านั้นได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยกล้องดิจิทัลในการทำงานในส่วนนี้เลย

3. ไฟล์รูปภาพ
การใช้งานรูปภาพนั้นมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าต้องการใช้งานในด้านใด ไฟล์รูปภาพที่นำมาใช้งานทั่ว ๆ ไปมีหลายนามสกุล ดังนี้

.BMP เป็นไฟล์มาตรฐานที่ระบบปฏิบัติการ Windows สร้างขึ้นมา เป็นไฟล์ที่สามารถรักษาความละเอียดของภาพได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อจำกัดคือ ไฟล์นั้นจะมีขนาดใหญ่นำมาใช้งานไม่สะดวก

.JPG เป็นไฟล์ที่มีการบันทึกข้อมูลแบบสูญเสียข้อมูล ภาพที่ได้นำมาใช้งานทั่ว ๆ ไป ไฟล์ประเภทนี้จะตัดรายละเอียดของภาพบางส่วนออก ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ไม่สามารถมองเห็นสีได้มากนักเหมาะสำหรับเก็บไว้ดูหรือนำไปลงอินเทอร์เน็ต

.GIF เป็นไฟล์ที่มีการบีบอัดข้อมูลสูง แต่จะให้ความละเอียดของภาพมากกว่า ทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กมาก มักนำมาใช้งานบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุด เพราะไฟล์ที่มีขนาดเล็กทำให้ไม่เสียเวลาในการ เปิดหน้าเว็บไซต์ที่มีรูปภาพประกอบได้ในเวลาอันรวดเร็ว

.PSD เป็นไฟล์ที่เกิดจากโปรแกรมตกแต่งรูปภาพคือ Photoshop ไฟล์ประเภทสามารถแก้ไขได้ง่าย เพราะมีการทำงานเป็นเลเยอร์ มีข้อจำกัดคือมีไฟล์ขนาดใหญ่ และสามารถเปิดได้กับโปรแกรม Photoshop อย่างเดียวเท่านั้น ไม่สามารถนำไปเปิดกับโปรแกรมจัดการรูปภาพอื่น ๆ ได้

.TIF เป็นไฟล์ที่ใช้สำหรับงานสิ่งพิมพ์เป็นส่วนใหญ่ สามารถแสดงผลความละเอียดของภาพได้ทุกระดับตั้งแต่ภาพขาวดำไปจนถึงภาพสี ซึ่งจะนำไปใช้กับงานทางด้านการพิมพ์ สามารถใช้ได้กับทั้งเครื่อง MAC และ PC โปรแกรมที่ใช้ ตัวอย่างเช่น PageMaker

.PNG เป็นไฟล์ที่มีความยืดหยุ่นสูง ใช้งานได้กับเครื่องที่มีการเปลี่ยนแพลตฟอร์มการทำงาน และสามารถทำงานอยู่บนคนละระบบปฏิบัติการ เช่น Linux และ Windowsจะเห็นได้ว่าไฟล์แต่ละประเภทนั้นมีลักษณะการทำงานและการบีบอัดไฟล์ที่ต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการนำมาใช้งานและความต้องการของผู้ใช้งานว่าต้องการไฟล์แบบใด

ประเภทของไฟล์ภาพที่ใช้ในกล้องดิจิทัล

กล้องดิจิทัลจะเก็บข้อมูลภาพอยู่ในระบบดิจิทัล โดยส่วนมากจะแบ่งไฟล์ในการบันทึกเป็น 3 ประเภท
(ปรีชา จินดามณีศิริกุล 2545: 51) ดังนี้

1. ไฟล์สกุล TIFF (Tagged Image File) ได้รับการพัฒนามาจากบริษัท Microsoft และ Aldus เป็นไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในการจัดเก็บไฟล์ภาพทั้ง 3 ประเภท เนื่องจากเป็นไฟล์ที่บีบอัดแบบไม่สูญเสียข้อมูล โดยการประมวลผลของโปรแกรมภายในตัวกล้องดิจิทัล สามารถแสดงผลได้ในทุกระดับความละเอียด ตั้งแต่ภาพขาวดำไปจนถึงภาพสี สามารถนำไปใช้งานได้ง่าย นำไปเปิดกับโปรแกรมที่ใช้ในการตกแต่งรูปภาพ หรือโปรแกรมจัดการภาพถ่ายทั่วไปได้ มีข้อจำกัดคือเป็นไฟล์ที่มีขนาดใหญ่มาก นิยมนำไปใช้ในงานการพิมพ์ต่าง ๆ ที่ต้องการนำเสนอภาพที่ไม่สูญเสียรายละเอียดของภาพให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกับภาพต้นฉบับมากที่สุด เช่น แผ่นพับ โปสเตอร์โฆษณา

2. ไฟล์สกุล JPEG (Joint Photographic Experts Group) ภาพที่จัดเก็บในสกุลนี้ใช้เทคโนโลยีการบีบอัดภาพให้ออกมาเป็นบล๊อคของพิกเซล จากนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเพื่อให้เกิดการบีบอัดในอัตราส่วน 10:1 ไปจนถึง 100:1 ยิ่งภาพมีการบีบอัดมากขึ้นเท่าใด ความละเอียดและความคมชัดจะน้อยลงไปด้วย จึงเป็นที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัล เนื่องจากเป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก สามารถจัดเก็บภาพลงในหน่วยความจำได้จำนวนมากและสามารถเลือกรูปแบบความละเอียดในการบันทึกได้ เช่น หากต้องการความละเอียดมากก็จะใช้พื้นที่ในการจัดเก็บมาก ต้องการความละเอียดน้อยก็ใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อย การจัดเก็บไฟล์ภาพแบบ JPEG เป็นการลดคุณภาพของภาพถ่าย โดยการตัดสีที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น สีที่สายตาไม่สามารถมองเห็นได้แล้วอาศัยการคำนวณเพื่อจัดเรียงลำดับของสีใหม่ สำหรับไฟล์ภาพประเภทนี้นิยมใช้สำหรับการถ่ายภาพทั่วไป ที่ไม่ต้องอาศัยความละเอียดของภาพสูง เช่น ภาพที่นำไปใช้สำหรับการเขียนโฮมเพจ

3. ไฟล์สกุล RAW เป็นไฟล์ที่มีการจัดเก็บในกล้องที่มีค่าความละเอียดมาก ๆ หรือค่า Resolution สูง การบันทึกภาพแต่ละครั้งจะบันทึกลงในกล้องโดยไม่ผ่านการปรับแต่งค่าใด ๆ ถือเป็นการบันทึกแบบข้อมูลดิบ การแสดงผลภาพถ่ายจากโปรแกรมที่มากับตัวกล้อง โปรแกรมอื่น ๆ ไม่สามารถใช้งานได้ ไฟล์ชนิดนี้มักจะอยู่ในกล้อง SLR ระดับสูงที่มีราคาแพงมาก

4. การจัดเก็บและการตกแต่งภาพในการจัดเก็บและตกแต่งภาพจากกล้องดิจิทัลมีองค์ประกอบสำคัญคือ เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมจัดการรูปภาพ

4.1 คอมพิวเตอร์ที่ใช้กับกล้องดิจิทัลคอมพิวเตอร์เป็นสื่อกลางให้กล้องดิจิทัลสามารถแสดงรูปภาพและนำภาพเหล่านั้นมาใช้งานตามความต้องการอย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยความสามารถในการตกแต่งรูปภาพผ่านโปรแกรมจัดการรูปภาพต่าง ๆ ตามความเหมาะสม องค์ประกอบของคอมพิวเตอร์มี 2 ส่วนคือ

1) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ได้แก่อุปกรณ์ที่เป็นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ที่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างและจับต้องได้ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิทัล มีดังนี้

หน่วยประมวลผลกลาง (CPU) มีความเร็วในการทำงานเป็น MHz CPU ที่มีความเร็วในการ ทำงานสูงจะสามารถทำให้การทำงานโดยรวมของคอมพิวเตอร์เร็วขึ้น คุณสมบัติที่เหมาะสมกับการใช้งานกับกล้องดิจิทัลควรอยู่ในระดับ 233 MHz ขึ้นไปเมนบอร์ด (Mainboard) เป็นแผงวงจรที่มีหน้าที่สำหรับติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการติดตั้ง CPU และควรมี USB port ติดตั้งมาพร้อมด้วยแรม(Memory) หรือหน่วยความจำหลัก ทำหน้าที่เป็นตัวเก็บคำสั่งในการทำงานต่าง ๆ ถ้าคอมพิวเตอร์มีหน่วยความจำปริมาณมากจะทำงานได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานกับโปรแกรมด้านกราฟิก แรมที่เหมาะกับการใช้งานกับกล้องดิจิทัลไม่ควรต่ำกว่า 64 MB หากต้องการให้ทำงานอย่างราบรื่นควรมีหน่วยความจำตั้งแต่ 128 MB ขึ้นไปฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บข้อมูลโปรแกรมต่าง ๆ แบบถาวร ติดตั้งอยู่ภายในเครื่อง มีหน่วยความจุเป็นกิกะไบต์ ขนาดที่เหมาะกับการใช้งานควรมีขนาด 4-6 กิกะไบต์ขึ้นไปการ์ดจอ (Video card / VGA card) เป็นอุปกรณ์ควบคุมการแสดงผลของภาพออกมาทางจอคอมพิวเตอร์ ความสามารถของการ์ดจอนั้นจะต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับขนาดของหน่วยความจำบนตัวการ์ดจอ ดังนั้นการแสดงผลภาพได้ดีจะต้องมีหน่วยความจำมาก ๆ ไม่ควรต่ำกว่า 8 เมกะไบต์ จอภาพ(Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงภาพ คุณภาพและความคมชัดของการแสดงผลขึ้นอยู่กับขนาดของจอภาพหลอดภาพ และจอแบบแบนหรือจอโค้ง จอภาพที่เหมาะสมควรมีขนาด 15 นิ้วขึ้นไป และแสดงผลได้ไม่ต่ำกว่า 16.7 ล้านสี นอกจากนี้ควรคำนึงถึงความเที่ยงตรงของภาพและสีในการแสดงผลเครื่องเขียนซีดี (CD Writer) เป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่สามารถเก็บข้อมูลได้ถึง 650 MB เป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยเก็บภาพถ่ายให้อยู่อย่างทนถาวร เคลื่อนย้ายหรือพกพาได้สะดวก ใช้ประโยชน์ควบคู่กับฮาร์ดดิสก์ซึ่งอาจจะเต็มหรือมีโอกาสชำรุดหรือข้อมูลสูญหายได้เครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์เสริมช่วยพิมพ์ภาพที่ต้องการได้อย่างอิสระด้วยการตกแต่งแก้ไขและสั่งพิมพ์ตามความต้องการ เครื่องพิมพ์ที่นิยมใช้กับกล้องดิจิทัลคือ เครื่องพิมพ์ประเภทพ่นหมึก (Ing Jet) คุณสมบัติของฮาร์ดแวร์ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงคุณสมบัติที่เหมาะกับการใช้งานได้ในระดับหนึ่งหรือเรียกว่าเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำ แต่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันมีความสามารถและความเร็วในการทำงานสูงเพียงพอที่จะรองรับการทำงานต่าง ๆ ของกล้องดิจิทัลได้เป็นอย่างดี

2) ซอต์ฟแวร์ (Software) มี 2 ประเภทคือ ซอต์ฟแวร์ระบบและซอฟ์ตแวร์สำเร็จรูป ซอต์ฟแวร์ระบบ เป็นโปรแกรมที่เขียนขึ้นมาเพื่อควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์และซอต์ฟแวร์สำเร็จรูป เช่น Windows, Mac OS, Linuxซอต์ฟแวร์สำเร็จรูป หรือ ซอต์ฟแวร์ยูทิลิตี จะทำงานบนซอต์ฟแวร์ระบบอีกทีหนึ่ง เช่นโปรแกรม ACDSee, Photoshop, Winamp

2.1 ซอต์ฟแวร์สำหรับภาพดิจิทัลเมื่อซื้อกล้องดิจิทัลมักจะได้รับซอฟ์ตแวร์จำนวนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นเพียงซอต์ฟแวร์ไดรเวอร์ในการโหลดรูปเท่านั้น หรือสามารถใช้จัดหมวดหมู่ภาพ ใช้ตกแต่งภาพ หรือนำภาพนั้นมาสร้างสรรค์งานแปลก ๆ ใหม่ ๆ ได้ตามต้องการ ซอต์ฟแวร์ที่น่าสนใจ (QuickPC 2546: 14-18) มีดังนี้

Ulead Photo Explorer (บราวเซอร์สำหรับภาพถ่ายแบบฟรี ๆ) เป็นโปรแกรมพรีวิวไฟล์ภาพที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ มีลักษณะและความสามารถคล้ายกับโปรแกรม ACDSee แต่โปรแกรม Ulead Photo Explorer 6.02 นี้มีจุดเด่นคือ เป็นฟรีแวร์ที่สามารถใช้งานได้ฟรี ไม่จำกัดเวลา แต่ความสามารถในการทำงานไม่เทียบเท่าโปรแกรมที่ต้องซื้อ ใช้ดูไฟล์ภาพด้วยคำสั่งการใช้ งานพื้นฐาน เช่น การหมุนภาพ การแปลงฟอร์แมนไฟล์ การพิมพ์ภาพทั้งโฟลเดอร์ออกมาเป็นแบบ Thumbnails การ upload ภาพขึ้นเว็บการสร้าง สกรีนเซิร์ฟเวอร์ ผู้ที่ต้องการใช้สามารถ download โปรแกรมได้ที่เว็บไซต์ www.download.com

ACDSee Power pack (บริหารจัดการภาพถ่ายอย่างเป็นระบบ) ACDSee เป็นโปรแกรมสำหรับการ view ภาพหรือไฟล์ภาพชนิดต่าง ๆ ที่ดีที่สุดโปรแกรมหนึ่ง เนื่องจากสามารถพรีวิวไฟล์กราฟิกได้หลายฟอร์แมต ไม่ว่าจะเป็น TIFF, JPEG, GIF และอื่น ๆ ความสามารถของโปรแกรม ACDSee เวอร์ชั่นล่าสุดได้แก่ การจัดหมวดหมู่ของภาพและบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีรอมได้ทันที การเปลี่ยนชื่อไฟล์ได้หลาย ๆ ไฟล์พร้อมกัน ทำให้สามารถตั้งชื่อไฟล์ออกเป็นหมวดหมู่และใส่ตัวเลขเรียงลำดับแบบอัตโนมัติได้ สามารถแปลงไฟล์ (Convert) จากฟอร์แมตหนึ่งไปยังอีกฟอร์แมตหนึ่ง เช่น เมื่อถ่ายภาพได้ไฟล์ TIFFขนาดใหญ่หลายไฟล์แล้วต้องการส่งไฟล์เหล่านี้ไปทาง e-mail แม้ว่าจะมีการ Zip แล้วก็ยังมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะส่งไปได้ ACDSee สามารถแปลงไฟล์ที่ต้องการส่งให้อยู่ในฟอร์แมตของ JPEG หรือ GIFซึ่งมีขนาดเล็กและส่งไฟล์ทางอินเทอร์เน็ตได้ในชุดของ ACDSee Power Pack ประกอบด้วยโปรแกรมเสริมอีก 2 โปรแกรมคือ

ACD FotoCanvas เป็นโปรแกรมตกแต่งภาพกราฟิกคล้ายกับโปรแกรม Photoshop

ACD FotoSlete เป็นโปรแกรมที่ช่วยนำภาพถ่ายต่าง ๆ มาสร้างเป็นชิ้นงานใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่น ปฏิทินโปสการ์ด แล้วสั่งพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ต

ACDSee Power Pack เป็นโปรแกรมที่มีราคาแพงคือ 79.99 ดอลล่าร์ สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมเพื่อทดลองใช้ได้ที่เว็บไซต์ www.acdsystem.com

PC Calendar 4.1 (การสร้างปฏิทินภาพถ่ายส่วนตัว)เป็นโปรแกรมสร้างปฏิทินที่ปรากฎบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น ไม่สามารถพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ได้ ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่เว็บไซต์http://www.calendars.fsnet.co.uk/

Snico Edit (สร้างไอคอนด้วยรูปของตัวเอง)เป็นโปรแกรมสร้างไอคอนด้วยรูปของตัวเอง ภาพที่นำมาทำไอคอนควรเป็นรูปที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่หากภาพต้นฉบับมีขนาดใหญ่ควรเลือกเฉพาะส่วนที่ต้องการแล้วตัดเฉพาะส่วนนั้น ๆ ออกมาด้วยโปรแกรม Photoshop หรือ Win GIMP ก่อน ภาพที่ใช้ทำไอคอนต้องมีขนาด 255x255 พิกเซล ซึ่งเป็นข้อจำกัดของโปรแกรม แต่จะได้ภาพไอคอนที่สวยงาม นอกจากนี้สามารถสร้างไอคอนแบบแอนิเมชั่นและเคอร์เซอร์ได้ โปรแกรมนี้เป็นฟรีแวร์ สามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ www.snidesoft.com

SaverWiz 1.1 (สร้างสกรีนเซิร์ฟเวอร์จากภาพถ่ายของตัวเอง)เป็นโปรแกรมฟรีแวร์ที่ใช้สร้างกรีนเซอร์เวอร์ได้อย่างง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เริ่มจากการเลือกภาพถ่ายที่ต้องการทีละภาพหรือหลาย ๆ ภาพ แล้วตั้งชื่อสกรีนเซิร์ฟเวอร์ เลือกรูปแบบหรือเอฟเฟ็กต์ เวลาที่ภาพมีการเปลี่ยน และตั้งเวลาในการเปลี่ยนภาพได้ ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ฟรีที่เว็บไซต์ http://www.rjhroftware.com/downloads.html

Red Eye Remover 1.0 (ลบรอยตาแดงจากภาพถ่าย)กล้องดิจิทัลจะมีฟังก์ชั่นป้องกันตาแดงเวลาถ่ายรูปอยู่แล้ว แต่บางครั้งผู้ถ่ายอาจจะลืมเปิดฟังก์ชั่นนี้ขณะใช้งาน โปรแกรม Red Eye Remover สามารถนำภาพถ่ายนั้นมาแก้ไขได้ ดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่เว็บไซต์ http://www.vicman.net

PhotoShow Deluxe 2.1 (โปรแกรมเพื่อการสร้างสรรค์ภาพดิจิทัล)เป็นโปรแกรมที่มีความสามารถในการทำงานเกี่ยวกับภาพถ่ายได้หลากหลาย มีการทำงานหลัก ๆ 3 ส่วนคือ

1. Manage เป็นการจัดการหรือจัดระเบียบภาพถ่ายด้วยการสร้างอัลบั้มแยกไว้เป็นหมวด ๆ แล้วยังสามารถเข้าไปจัดการภาพแต่ละภาพในแต่ละอัลบั้มได้อีก ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งภาพ เพิ่มข้อความในภาพ ส่ง e-mail หรือพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์

2. Make เป็นการสร้างสรรค์งานจากภาพถ่ายของตัวเอง เช่น การสร้างสไลด์โชว์พร้อมเพลงประกอบ การสร้างสกรีนเซิร์ฟเวอร์ การบันทึกภาพลงในแผ่นซีดีรอมในฟอร์แมตของวิดีโอซีดี เป็นต้น

3. Share เป็นการจัดการส่งภาพถ่ายของตนเองไปสู่ผู้อื่น เช่น ส่งทาง e-mail การ upload เข้าเว็บไซต์การบันทึกลงแผ่นซีดี เป็นต้นPhotoShow Deluxe 2.1 เป็นโปรแกรมที่ใช้งานได้ง่าย สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมได้ที่เว็บไซต์ www.download.com 13 MB

 


วันสิ้นโลก


คนโบราณเชื่อว่าทุกครั้งที่ดาวหางปรากฏ สงครามจะเกิด ภูเขาไฟจะระเบิด และโรคร้ายจะระบาด ฯลฯ ปราชญ์ Aristotle ได้เคยกล่าวไว้ว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ ที่ได้ท่วมทำลายมหานคร Helice และ Bura ของกรีกโบราณนั้นเกิดขึ้นเมื่อดาวหางปรากฏ คัมภีร์ไบเบิลก็ได้บันทึกว่า ก่อนที่นคร Sodom และ Gomorah จะถูกพระเจ้าทำลาย ผู้คนในเมืองก็ได้เห็นดาวหางปรากฏบนฟ้าเช่นกัน และเมื่อดาวหางโผล่ในปีที่จักรพรรดิ Attila Valerian และ Caesar เสด็จสวรรคต ชาวบ้านก็ยิ่งปักใจเชื่อว่า ดาวหางกับการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ เป็นของคู่กัน

ส่วนในประเทศญี่ปุ่นนั้น องค์จักรพรรดิ์จะทรงมีพระราชบัญชาให้นักบวชประจำราชสำนักทำพิธีบวงสรวงขอความปรานีจากพระผู้เป็นเจ้าเวลาดาวหางโผล่ และจะทรงห้ามประชาชนมิให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจนกว่าดาวหางจะลับหายไป จักรพรรดิ์ญี่ปุ่นพระองค์หนึ่งได้ทรงหวาดกลัวดาวหางมาก ถึงกับทรงสละราชบัลลังก์ เมื่อมีดาวหางปรากฎในรัชสมัยของพระองค์

เมื่อวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น ผู้คนก็ชักจะเริ่มสงสัยในความเชื่อที่ว่าดาวหางเป็นดาวอัปมงคล จักรพรรดิ์ Nepoleon ซึ่งประสูติในปีที่ดาวหางปรากฏ ได้ทรงประกาศว่า ดาวหางคือสัญญาณจากพระเจ้าที่ทรงกำหนดมาให้พระองค์ได้เป็นกษัตริย์ปกครองประเทศรัสเซีย (พระองค์ไม่ได้เป็น)

ถึงแม้ว่าคนส่วนมาก จะรู้สึกผวากลัว เมื่อเห็นดาวหาง แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกยินดีเป็นที่ยิ่งเมื่อเห็นดาวหาง เขาเหล่านั้นคือบุคคลที่เห็นดาวหางเป็นคนแรก ประเพณีกำหนดไว้ว่า ใครที่เห็นดาวหางดวงที่ยังไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ชื่อของเขาจะเป็นชื่อของดาวหางดวงนั้นทันที ดาวหางจึงมีชื่อต่างๆ นานา เช่น Alcock Asaki, Kohoutek และ Austin เป็นต้น
 

ในปี พ.ศ. 2371 นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ W. Olbers ได้คำนวณว่าดาวหาง Biela จะโคจรผ่านโลกในระยะใกล้มาก ฝุ่นละอองจากดาวจะทำให้อากาศบนโลกเป็นพิษ คนทั่วไปเมื่อได้ยิน ได้ฟังคำพยากรณ์นี้ได้รู้สึกตื่นกลัวว่า Biela จะชนโลก แต่เมื่อ D. Arago นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้คำนวณทางโคจรของ Biela ใหม่ และพบว่าระยะใกล้ที่ว่านั้นคือ 80 ล้านกิโลเมตร ผู้คนที่เคยใจหายก็เริ่มหายใจได้เป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง
 

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2405 นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันสองท่านคือ L. Swift และ H. Tuttle ได้เห็นดาวหางดวงใหม่ และขณะนี้ดาวหาง Swift-Tuttle กำลังผ่านใกล้โลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2541 B. Marsden แห่ง Haward-Smithsonian Center for Astrophysics ได้พยากรณ์ว่า Swift-Tuttle ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 กิโลเมตร อาจจะชนโลก ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2669 ซึ่งเป็นเวลาที่ Swift-Tuttle จะโคจรกลับมาใกล้โลกอีกครั้ง และโอกาสการตูมกันกลางอวกาศจะเป็น 0.01%
 

หาก Swift-Tuttle ชนโลกจริงๆ แรงปะทะจะทำให้เกิดการระเบิดที่รุนแรงเท่ากับการระเบิดพร้อมๆ กันของการระเบิดปรมาณู 1 ล้านลูก ฝุ่นละออง และควันจะฟุ้งกระจายบดบังแสงอาทิตย์จากเบื้องบนนานเป็นปี พืชและสัตว์จะพากันล้มตาย และสูญพันธุ์ไปถึงไม่หมดก็เกือบหมด
 

Marsden ได้เรียกร้อง ให้นักดาราศาสตร์ทั่วโลก จับตาดูดาวหางดวงนี้แบบตาอย่ากระพริบ เพื่อตรวจดูตำแหน่งและทิศทางการโคจรของมัน หากคำพยากรณ์ของเขาถูก เราก็จะต้องยิงจรวดนำปรมาณู ไปถล่มทลายดาวหางดวงนี้ ก่อนที่มันจะถล่มเรา


 


ชื่อของ นอสตราดามุส
โหรผู้ยิ่งใหญ่ที่มีอายุเมื่อหลายร้อยปีก่อนหน้า
นี้ถูกยกขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้
อย่างเช่นการไฮแจ็คเครื่องบินพาณิชย์ที่บรรทุก
ผู้โดยสารร้อยกว่าชีวิตก่อนจะพุ่งเข้าชน
อาคารธุรกิจชื่อดังของโลกอย่าง เวิล์ด เทรดเซนเตอร์
ในกรุงนิวยอร์ก เหตุการณ์หลังจากการชนนั้น
ถูกนำไปผูกกับคำทำนายของเขาอย่างช่วยไม่ได้
นอสตราดามุสเขียนเอาไว้ที่ เซ็นจูรี่เล่ม 6 โคลงบทที่ 97 ว่า
' ท้องฟ้าจะถูกเผาผลาญ ณ องศาที่ 45 เพลิงจะพุ่งเข้าสู่เมืองใหม่
ในบัดดล ดวงไฟใหญ่จะแตกกระจายทะลวงพุ่งขึ้นมา'
' มาบัส (MABUS ) จะตายในไม่ช้า จะมีการฆ่าหมู่คนและ
สัตว์อย่างสยดสยอง ทันใดนั้นการแก้แค้นจะปรากฎขึ้น
จากร้อยแผ่นดิน ความกระหาย อดอยาก จะเกิดชึ้น
เมื่อดาวหางโคจรผ่านมา.....' ' ศาสนาที่มีชื่อเหมือนทะเลจะมีชัย
การต่อต้านนิกายของอะดาลูนกาทิฟผู้บุตร
พวกหัวดื้อ พวกโศกเศร้าตำหนินิกายจะกลัวเกรง
อาลิฟ กับ อาลิฟ ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสอง....'
 

 

นั่นคือโคลงที่ว่ากันว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้
ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะตีความไปในทางเดียวกัน เพราะ
นอสตราดามุสเขียนแบบไม่ค่อยจะติดต่อ
เป็นเรื่องเป็นราวเท่าใดนัก ที่สำคัญเขาไม่ได้พูดถึง
เรื่องของเวลาอย่างแน่ชัด แต่กระนั้นหลายคนตีความว่า
ยามที่นอสตราดามุสมองเห็นเครื่องบินพุ่งเข้าใส่ตึกเวิล์ดเทรด
ไม่แตกต่างไปจากหอกแหลมจากฟากฟ้าจะบินมา
พร้อมกับลูกไฟ เพราะหัวของเครื่องบินที่มีปีกนั้น
ดูเผินๆก็ไม่แตกต่างกับหอกขนาดยักษ์เท่าใดนัก
เช่นเดียวกับการชนก็เกิดการระเบิดทันทีจนเป็นลูกไฟไปทั่วฟ้า
 

ที่สำคัญเขาพูดถึงเมืองที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามว่าเป็น
ดินแดนที่ 45 ตรงกับเส้นรุ้งที่ 45 อันเป็นที่ตั้งของ
มหานครนิวยอร์กเหมือนกัน แต่สิ่งเหล่านั้นยังไม่น่ากลัว
เท่ากับการที่นอสตราดามุสกล่าวต่อว่า จะเกิดสงคราม
ผู้คนจะล้มตายเมื่อมาบัสถูกฆ่าในเวลาไม่นานนับจากนี้
เพราะมีการตีความต่อว่าMabusนั้น มาจากการย้อนชื่อต้น
ของ USaMA Bin laden (อุสมา บิน ลาเดน)
ซึ่งเป็นคนที่สหรัฐมองว่าเป็นตัวการในการก่อวินาศกรรมครั้งนี้
ยิ่งถ้ามองตามคำทำนายต่อ หลายคนเชื่อว่า การตายของบินลาเดน จะเป็นจุดสิ้นสุดของยุคสันติภาพ
และจะเป็นสงคราม ที่ยิ่งใหญ่และยาวนานกว่าทุกครั้ง
โดยการแก้แค้นของพวกร้อยแผ่นดิน (United State)
ซึ่งก็คือ สหรัฐนั่นเอง
 

 

ส่วนอาวุธลับที่สหรัฐจะใช้จัดการกับขบวนการก่อการร้าย
จนกระทั่งเกิดการตายอย่าง มากมายนั้น นอสตราดามุสใช้คำว่า
ดาวหางมาเยือน จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ดาวหางที่
นอสตราดามุสเห็นจะเป็นระบบป้องกันภัยจากอวกาศ
ที่สหรัฐภาคภูมิใจนักหนา เช่นเดียวกับเรื่องของ
ความอดอยาก เพราะ เมื่อสหรัฐทราบว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง
มาตรการแซงชั่น ป้องกันไม่ให้นำอาหารเข้าสู่ประเทศนั้นๆ
จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ก่อนหน้านี้มีคนพยายามตีความว่า
นอสตราดามุส มั่ว ฝันเฟื่อง คำทำนายของเขาดูจะไม่เป็นจริง
ส่วนใหญ่ที่คนเชื่อก็เพราะ เหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว
แลไปทึกทักตามที่นอสตราดามุสเขียนเอาไว้เอง
เชื่อว่า หลายคนก็ยังหวังว่า คำทำนายของโหรบรรลือโลกคนนี้
จะผิดอีกครั้งหนึ่ง เพราะ คงไม่มีใครอยากจะเจอกับ
สงครามโลกที่กินเวลายาวนานกว่า 50 ปีอย่างแน่นอน
เนื่องจากเขากล่าวเอาไว้ในอีกโคลงว่า ยุคของสันติ
จะกลับมาอีกครั้งในปี 2055 ขออย่าให้คำทำนายเป็นจริงเลย!!
 

นอสตราดามุส ผู้ไขปริศนาจักรวาล
หากท่านเป็นผู้หนึ่ง ที่ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ
บนโลกใบนี้ ท่านคงได้รับทราบข้อมูลข้างต้นมาโดยตลอด
นั่นเป็นเพียงตัวอย่างคร่าว ๆ ที่ไม่ได้รวมถึง
สถาพเศรษฐกิจของ หลายประเทศ ที่กำลังทำท่าจะประสบ
กับปัญหากันอยู่ในขณะนี้ แน่นอนว่า ความรู้สึกที่เกิดขึ้น
คงเป็นความน่าเห็นใจ และสลดใจกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น
กับเพื่อนร่วมโลก ของท่าน แต่ในอีกมุมมองหนึ่งนั้น
อาจจะมีคนจำนวนหลายร้อย หลายพันคน
ที่เกิดความรู้สึกหวาดหวั่น กับวิกฤตการณ์
ที่พร้อมใจกันเกิดขึ้น เหมือนนัดกันไว้ หลายคนเริ่มค้นหา
คำทำนายเก่า ๆ ไม่ว่าจะเป็น คำทำนายของ
นอสตราดามุส โหราจารย์โลก คำทำนายในมหาพีระมิด
คำทำนายของนางจีน ดิกสัน คำทำนายของ เอ็ดการ์ เคย์ซี
และคนอื่นๆ ที่มีการบันทึก คำพยากรณ์โลกไว้ ซึ่งเป็นที่
น่าประหลาดใจ ว่าคำทำนาย ล้วนออกมา ใกล้เคียง
กันอย่าง เหลือเชือที่ว่า 'โลกจะเกิดสงครามยื้ดเยื้อ
ทำลายล้างซึ่งกัน และกันอย่างกว้างขวาง เกิดความ
อดอยาก (ทุพภิกขภัย) พร้อมกับ ที่จะเกิดภัยธรรมชาติ
ต่าง ๆ ทำลายล้าง มนุษยชาติ ตายกันเป็นเบือ'

ท่านเป็นอีกคนหนึ่ง ใช่หรือไม่ที่ปักใจ เชื่อคำทำนายเก่าแก่
ที่ได้พูดกันต่อ ๆ ไปว่า 'ปีค.ศ. 2000 จะถึงวันโลกาวินาศ'
มีหลายคำทำนาย ที่กล่าวว่าจะมีอุกกาบาตลูกใหญ่
หลุดจากวงโคจร วิ่งชนโลก และผู้คนจะหนาวตาย
เพราะดวงอาทิตย์ ไม่สามารถให้ความร้อนแก่มวลมนุษย์ได้
เหมือนกับ ไดโนเสาร์ที่ สูญพันธุ์ ไปด้วยวิธีนี้ 'ฤามนุษย์เรา
จะสิ้นเผ่าพันธุ์ กันในคราวนี้เอง'
 

ท่านโหราจารย์ นอสตราดามุส เป็นที่เชือถือกันทั่วโลกว่า
เป็นผู้ที่รู้ถึง ชะตาโลก และได้ทำนายโลก ไว้อย่างแม่นยำ
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานโดยอ้างอีเมล
ซึ่งส่งไปยังผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ในประเทศฟิลิปปินส์ ที่ระบุว่า
มิเชล เดอ นอสตราดามุสด้ทำนายการสิ้นพระชนม์
และมีพีธีพระศพขอเจ้าหญิงไดอาน่าได้อย่างแม่นยำ
โดยในอีเมล อ้างคำทำนาย ของนอสตราดามุส
เป็นศตวรรษที่ 2 บทกวีที่ 28 ทั้งที่เป็น ภาษาฝรั่งเศส
และแปลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งมีใจความว่า
'ลูกชายคนสุดท้ายของชายที่มีชื่อเดียวกับพระผู้เป็นเจ้า
จะนำเจ้าหญิงไดอาน่า เจ้าหญิงแห่งเวลส์
อดีตพระชายาของ เจ้าฟ้าชายชาร์วส์ มงกุฎราชกุมาร
ของราชวงศ์อังกฤษ ไปสู่วันไป สู่วันพักผ่อนชั่วนิรันดร์'
ซึ่งสร้าง ความประหลาดใจ ให้กับประชาชนอย่างยิ่ง
เพราะพ่อของนายโดดี อัลฟาเยด ซึ่งเป็นเจ้าของ
สรรพสินค้า 'แฮร์รอด' ชื่อดังกลาง กรุงดอนลอน มีชื่อว่า
โมฮัมหมัด' ซึ่งเป็นชื่อของพระเจ้าใน ศาสนาอิสลาม ทั้งนี้
นาย โด อัล ฟาเยด เป็นเพือนชาย คนสนิทของ
เจ้าหญิงไดอาน่า ที่เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ
ทางรถยนต์ด้วยกันที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 31
สิงหาคม ที่ผ่านมา หลังจากอีเมลนี้ ได้แพร่หลายออกไปยัง
หมู่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ที่เรียกได้ว่ามี จำนวนหลายล้านคน
ถึงแม้ว่า คนกลุ่ม นี้จะมี ความสามารถ และมีวิทยาการ
ก้าวหน้าสมัยใหม่ แต่ที่น่าจะ เป็นที่เชื่อได้ว่า ความเชื่อใน
สิ่งลึกลับที่พิสูจน์ไม่ได้ ยังคงมีอยู่ในหมู่คนจำนวนมาก
ไม่น้อยเลยทีเดียว และนั่นย่อมจะส่งผล
ให้เกิดข้อกังขาเพิ่มมากขึ้นว่า 'คำทำนายล่วงหน้า
ที่ท่านนอสตราดามุส ได้ทำนายไว้ จะเป็น จริงหรือไม่'
สำหรับเรื่องนี้ คุณอรรณวิโรจน์ ศรีตุลา โหรดัง
ก้องฟ้าเมืองไทย ได้ให้ความเห็น เมื่อวันที่ 3 ต.ค 40 ว่า
'เหตุการณ์ ค.ศ. 2000 สำหรับ ประเทศไทยนั้น ตนเชื่อแน่ว่า
จะไม่เป็นที่น่าวิตก เพราะตนได้ด ูแล้วว่าดวงเมืองของไทย
นั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังดีอยู่ดังนั้น ตนจึงเชื่อแน่ว่า
เมืองไทย จะไม่เกิดภัยพิบัติ อย่างที่ เป็นห่วงกัน
อย่างแน่นอน'

 

หากเราลองมองดูเหตุการณ์ รอบ ๆ ตัวเรา ไม่ว่า
จะเป็นสถานการณ์ใด เราพอจะสรุปได้ อย่างชัดเจนว่า '
ขณะนี้ วัฎจักร แห่งความเลวร้ายของธรรมชาติกำลังถล่มโลก'
อย่างไม่สงสัย และองค์การอวกาศ นาซา ของสหรัฐอเมริกา
เปิดเผยว่า ภาพที่ได้ จากดาวเทียมฝรั่งเศส-สหรัฐฯ
แสดงให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ที่รู้จักกันดีในเอล นิโน
จะส่งผล กระทบต่อ ภูมิอากาศโลก ไปทั่ว อย่างน้อย
ขณะนี้ก็ส่งผล ให้เกิดความแห้งแล้ง อย่างรุนแรงใน
ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ อเมริกากลาง-ใต้ อินโดนีเซีย
ฟิลิปปินส์ และอินเดียแล้ว ปรากฏการณ์ เอล นิโน
หรือความดัน ของ บรรยากาศ และน้ำใน มหาสมุทร
ที่ส่งผลกระทบ ต่อภูมิอากาศ รอบโลกจะ เกิดขึ้น ทุกๆ 2-7 ปี
สำหรับ ครั้งล่าสุด เป็นครั้งที่ 10 ในรอบ 40 ปี ความเสียหาย
ที่เกิดขึ้นแทบจะเรียกได้ว่า ไม่ว่างเว้น แม้แต่ตารางนิ้วเลยทีเดียว
แถวอเมริกากลาง อเมริกาใต้ ต้องเผชิญกับ สถาพความแห้งแล้ง
คล้ายกับสภาวะ ใน อินโดนีเชีย เจ้าของปัญหากลุ่มหมอกควัน
แม้กระทั่ง ออสเตรเลีย ก้อเกิดปัญหา ความแห้งแล้ง
อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนที่เปรู เอกวาดอร์ โมแซมเบิร์ก
แซมเบีย และอีกหลายประเทศ ที่นอกจาก การเกิดปัญหาภัยแล้ง
พืชผลเพาะปลูก ไม่ได้ผลแล้ว ยังจะมีแนวโน้ม
การขาดแคลนอาหาร อันเนื่องมาจาก อากาศอันเลวร้าย
ในไม่ช้านี้ด้วยซ้ำไป ถ้าหาก จะนำวิกฤตการณ์ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้
ขึ้นมาสรุป ถามว่าตรงกัน กับคำทำนาย ของนอสตราดามุส
ที่ทำนายไว้ว่า 'จะเกิดภัยพิบัติที่ รุนแรง และ กระจายไปทั่ว
พื้นจักรวาล จะเกิด มหาสงคราม ที่ทำลายล้างกัน อย่างรวดเร็ว
และรุนแรง' หรือไม่ คำตอบก็คือว่า อาจจะใช่ เพราะ
สถานการณ์ อันเลวร้าย ในขณะนี้กำลัง เกิดขึ้นเรียกว่า
แทบทุกหย่อมหญ้า ของพื้นโลก
 

แต่ในทางกลับกัน ถ้าหากเราทำตัวให้เป็นกลาง และลองถาม
ย้อนกลับไปว่า เพราะเหตุใด สถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้
จึงเกิดขึ้น กับโลกของเรา คำตอบที่ออกมา
ก็คือเพราะมนุษย์เรา เป็นตัวการสำคัญ เป็นปัจจัยสำคัญ
หรือเป็น เฟืองที่คอยดึง ให้สภาพการณ์ของโลก ค่อย ๆ
เปลี่ยนไปตาม วันเวลา จากการที่มนุษย์
มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้น มีเทคโนโลยีก้าวไกล
ทำให้เกิดการแข่งขัน ยื้อแย่ง และทำลายล้างซึ่งกันและกัน
เพื่อที่จะได้ ครองความเป็นใหญ่ เป็นผู้นำ มนุษย์หวังเพียง
ความร่ำรวย และความเป็นมหาอำนาจ ก่อให้เกิด
การล้างทำลายกัน ฟาดฟันกัน ใช้มันสมอง อันชาญฉลาด
ในการคิดค้นสร้างอาวุธ ร้ายแรง หลายจำพวก
ยิ่งทำลายล้างได้มาก และรวดเร็วได้ เท่าไรยิ่งถือว่า
ประสบผลสำเร็จมากขึ้น มนุษย์ พยายามตักตวง ผลประโยชน์
จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มที่
จนถึงขั้นทำลายอย่างล้างผลาญ เพื่อให้ได้มากที่สุด
โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่จะติดตามมา ความต้องการ
ที่เกินขีดจำกัด ทำให้ระบบนิเวศ ที่เคยมีสมบูรณ์
กลับต้องมาแปรเปลี่ยนไป ทำให้ชั้น
บรรยากาศของโลกเปลี่ยนแปลง เกิดความปรวนแปร
ของดินฟ้าอากาศ ส่งผลให้ ปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้น ทวีความรุนแรง เกินกว่า ที่ควรจะเป็น
 

คำทำนาย ของ นอสตราดามุส อาจจะต้องเกิดขึ้นจริง
อย่างแน่นอน ถ้ามนุษย์ ยังไม่หยุด ทำลายล้าง และ ฟุ่มเฟือย
ในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ บทเรียนต่าง ๆ มากมาย ครั้งแล้ว
ครั้งเล่า ที่เกิดขึ้น ในแต่ล่ะประเทศ ยังคงตราตรึง
อยู่ในใจของใครหลายคน และ ถูกลบเลือน ไปจากใจ
ของใครอีกหลายคนเช่นกัน

เราจะใช้ชีวิต ในวันนี้อย่างหวาดกลัว และรอคอย
ผลของการทำนาย ให้เป็นจริง อย่างนั้นหรือ ดังนั้น ในเวลานี้
สิ่งที่ทุกคน ควรกระทำ ถึงแม้ว่า จะได้ชื่อว่า วัวหายล้อมคอก
ก็ตาม ก็คือการ รีเอ็นจิเนี่ยริ่ง การกระทำ ของตนเอง โดยให้
ทุกการกระทำ ก่อผลประโยชน์ ต่อมวลมนุษยชาติ มากที่สุด
ช่วยกันฟื้นฟู สภาพแวดล้อม ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ให้จงได้ ถึงแม้ว่า
คำทำนาย ของนอสตราดามุส จะเป็นจริงหรือไม่ ก็ตามแต่
ถ้าหากเราไม่ประมาทแล้ว เชื่อแน่ว่า อย่างน้อยที่สุด เราทุกคน
จะสามารถซึมซับ และเผชิญหน้า กับเหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้น
นั้นได้ โดยไม่ประมาทอย่างแน่นอน

 


 

คำทำนายนอสตราดามุส
 

พุทธทำนาย สงครามล้างโลก??นอสตราดามุสนอสตราดามุส

นอสตราดามุส เป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายยิว เกิดวันที่ 14 ธ.ค. ค.ศ.1503 ที่เมืองแซงต์ เรมี ในครอบครัวที่มีอันจะกิน พ่อชื่อชาคส์ แม่ชื่อเรอเน่

นอสตราดามุสเป็นเด็กที่เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ เพราะสนิทกับคุณปู่และคุณตาที่เป็นถึงแพทย์หลวง เขาจึงมีความรอบรู้เก่งกล้าในหลักวิชาแขนงต่างๆ มีความรอบรู้มากกว่าเด็กร่วมยุคในวัยเดียวกัน รอบรู้ทั้งวรรณคดีคลาสสิค ประวัติศาสตร์ การแพทย์ สมุนไพร ฯลฯ ปัจจุบันนี้ผู้คนจะรู้จักนอสตราดามุสในฐานะนักพยากรณ์เอกของโลก แต่ความจริงแล้วเขาเป็นถึงแพทย์ปริญญา เภสัชกร นักสมุนไพร นักโภชนาการ นักคิดนักปฏิรูป นักดาราศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ชีวิตของเขาฝ่ามรสุมมาอย่างโชกโชน

นอสตราดามุสจบแพทย์ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยต์ ปี 1525 เขาเป็นผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับวิชาการแพทย์ที่เก่าคร่ำครึ เช่น การไม่ยอมทำความสะอาดแผลของผู้ป่วย เพราะกลัวว่าเป็นการล้างบาป ซึ่งความคิดดังกล่าวทำให้ยุโรปยุคศตวรรษที่ 16 ตกอยู่ในช่วงการระบาดของเชื้อโรคมากมาย

ในปี ค.ศ.1537 โรคระบาดแพร่ระบาดมาถึงเมืองอายีน คนตายกันเป็นเบือ และขณะที่นอสตราดามุสเดินทางไปรักษาคนป่วยอย่างเหน็ดเหนื่อย เขากลับมาบ้านและพบว่าภรรยาและลูกของเขาติดเชื้อกาฬโรคเสียแล้ว เขาพยายามทุกวิถีทางแต่ก็สายเกินแก้

หลังจากที่ลูกเมียตาย นอสตราดามุสก็เข้าสู่ช่วงตกต่ำที่สุด นอกจากจะเสียใจที่สูญเสียคนรักแล้ว ชาวเมืองอายีนก็หมดศรัทธา ไม่ยอมเชื่อถือในวิชาแพทย์และการรักษาของเขาอีกต่อไป และคราวนี้นอสตราดามุสก็ทำอะไรไม่ถูกใจคนไปเสียหมด โดยระหว่างที่เขาเดินผ่านไปเห็นคนงานกำลังหล่อรูปพระแม่มารีอยู่นั้น เขาก็แหย่เล่นว่า “กำลังหล่อรูปปีศาจใช่ไหม” เพียงเท่านั้นนอสตราดามุสก็ถูกตราหน้าว่าไม่เคารพพระแม่มารี ทั้งยังถูกเจ้าหน้าที่ตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วย

ในที่สุดนอสตราดามุสจึงตัดสินใจหนีออกจากเมืองอายีน หลบหนีพวกกรรมการสอบสวน เร่ร่อนไปทั่วยุโรปตอนใต้และตะวันตกอยู่ 6 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้เขาเสาะแสวงหาสัจธรรมของชีวิต และในที่สุดเขาก็ใช้วิธีอ่านเหตุการณ์ล่วงหน้า ให้กลายเป็นมิติภาพในจิตทัศน์ของเขาได้ เขาเสียชีวิตวันที่ 1 ก.ค. 1566 ด้วยโรคเกาต์

คำพยากรณ์ของนอสตราดามุสที่ถูกต้องและเลื่องชื่อมากคือเขาเห็นบาทหลวงฟรานซิส ที่พบกันโดยบังเอิญ และพยากรณ์ว่าบาทหลวงผู้นี้จะเป็นองค์สันตปาปาในอนาคต ซึ่งตอนนั้นคนอื่นหัวเราะกันเอิ๊กอ๊าก เพราะบาทหลวงผู้นี้ไม่โดดเด่นเลย พื้นเพยังเป็นคนต่ำต้อยอีกด้วย นอกจากนี้คำพยากรณ์ว่าพระเจ้าอังรีที่ 2 จะสวรรคตด้วยการประมือกับคนหนุ่ม ก็เป็นจริง ภายหลังพระเจ้าอังรีที่ 2 ภายระหว่างการประลองยุทธ์กับนักรบหนุ่มในกองทหารสกอตรักษาพระองค์ ส่วนเหตุการณ์ยุคหลังๆที่ตรงได้แก่ การลอบสังหารประธานาธิบดีเคเนดี้ และโรเบิร์ต เคเนดี้ การระเบิดของยานอวกาศชาเลนเจอร์ สงครามอ่าวเปอร์เซีย ฯลฯ ซึ่งเขาทำนายไว้ถึงปี 2000

 

ยักษ์นอกศาสนาจะฆ่ากัน

สงคราม
ชั่วโมงนี้ทั่วโลกต่างก็จับจ้องอยู่กับเรื่องสงครามระหว่างมะริกัน-อัฟกัน มิใช่เพียงเพราะนี่เป็นสงครามระหว่างประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช กับประเทศอัฟกานิสถาน ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ตาลีบัน ที่ปกป้องและให้ผืนแผ่นดินพักพิงกับ โอซามา บิน ลาเดน ผู้ก่อการร้ายที่สหรัฐเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ในสหรัฐ

และมิใช่เพียงเพราะนี่เป็น "สงครามแรกของศตวรรษที่ 21" แต่เพราะมีการระบุว่าศึกล้างแค้นของสหรัฐในครั้งนี้ ดีไม่ดีอาจเป็นชนวนนำไปสู่การเกิด "สงครามโลกครั้งที่ 3" หรือปะเหมาะเคราะห์ร้ายอาจถึงขั้นบานปลายเป็น "สงครามล้างโลก"

อะไรทำให้เกิดความหวาดวิตกเช่นนี้ ??

ประการแรก... สงครามครั้งนี้สหรัฐประกาศกร้าวว่าจะกระทำอย่างไม่ไว้หน้าใคร เว้นแต่จะได้ตัวบิน ลาเดน มาลงโทษแต่โดยดี ซึ่งคงเป็นไปได้ยาก สหรัฐจึงต้องทุ่มเททุกวิถีทางเพื่อชัยชนะ เพื่อกู้หน้า-กู้ศักดิ์ศรี เพื่อชำระแค้นการก่อการร้ายที่ส่งผลให้มีชาวอเมริกันและชาติอื่นเสียชีวิตและสูญหายหลายพันคน

จุดนี้เองที่ก่อให้ความกังวลว่าขอบเขตของสงครามอาจจะมิได้จำกัดอยู่เพียงอัฟกานิสถาน แต่อาจบานปลายลุกลามไปถึงประเทศอาหรับอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการนำเรื่อง "ศาสนา" เข้ามามัดโยง จนกลายเป็น "สงครามศาสนา" ซึ่งถ้าถึงวันนั้นผลกระทบการขัดแย้งจะผุดขึ้นทุกหัวระแหงทั่วโลก !! ยิ่งถ้ามีประเทศมหาอำนาจหรือมหาอำนาจเก่าซีกอื่น เช่น จีน, รัสเซีย มองว่าสิ่งที่สหรัฐกำลังทำอาจกระทบเสถียรภาพของประเทศตน แล้วโดดลงมาขวาง หรือลงมาช่วยฝ่ายตรงข้ามสหรัฐ นี่ย่อมมิใช่เรื่องเล็ก ๆ

สงครามใหญ่หยุดโลกย่อมมีสิทธิบังเกิด !!

อีกประการหนึ่ง... ได้มีความกังวลกันว่ากลุ่มก่อการร้ายที่กล้าทำขนาดนี้ บางทีอาจเพราะมีไพ่เด็ดอยู่ในมือก็เป็นได้ ซึ่งหากถูกสหรัฐกดดันรุงแรงมากเข้าที่สุดก็อาจหงายไพ่มาสู้ ไพ่เด็ดที่ว่านี้ก็คือ "อาวุธนิวเคลียร์-อาวุธเคมี-อาวุธเชื้อโรค" อาวุธที่มีอานุภาพล้างโลกได้ง่าย ๆ และอีกสิ่งซึ่งมาเสริมความหวาดกลัว "สงครามโลกครั้งที่ 3 - สงครามล้างโลก" ก็คือ...คำทำนายโบราณในทางศาสนาต่าง ๆ และคำทำนายของ "นอสตราดามุส" นักพยากรณ์ชื่อก้องโลกชาวฝรั่งเศส
จากเอกสารที่กล่าวอ้างถึง "พุทธทำนาย" มีการระบุถึงคำพยากรณ์อนาคตมนุษย์โลกไว้ตอนหนึ่งในทำนองที่ว่า...หลังกึ่งพุทธกาลหรือหลัง พ.ศ. 2500 แล้ว สงครามที่ร้ายแรงยิ่งกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 จะบังเกิดขึ้น "ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ต่างฝ่ายต่างจะล้มตายกันฝ่ายละ มาก ๆ สมณะ ชี พราหมณ์จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่ง จึงจะเลิกรากัน"

ใน "พระคัมภีร์ไบเบิล" ของศาสนาคริสต์ ได้มีการทำนายการแตกดับของโลกไว้หลายบท เช่น... "วันที่พระเจ้ามาถึง วันนั้นท้องฟ้าจะถูกไฟผลาญสลายไป และโลกธาตุก็จะถูกไฟเผาให้สลายไป..."

ขณะที่ "นอสตราดามุส" ก็เขียนโคลงทำนายเกี่ยวกับการเกิดกลียุคของโลก-วันโลกาวินาศไว้ในบันทึกชื่อ "เดอะ เซ็นจูรี่" เมื่อกว่า 400 ปีก่อนไว้หลายบท อาทิ... "ดวงอาทิตย์ขึ้นจะเห็นดวงไฟใหญ่ แสงวูบวาบกับเสียงกึกก้องจะแผ่ไปทางเหนือ เสียงร้องครวญครางโหยหวนของความตายได้ยินไปทั่วทั้งโลกด้วยสรรพาวุธ ไฟ ความอดอยาก กับความตายจะคอยรับพวกเขา" (ซ.2 ค.91) บรรยากาศท้องฟ้าและแผ่นดินโลกจะมืดลง และถูกบดบังจนมืดครึ้ม แม้แต่คนไม่เชื่อศาสนายังพร่ำเรียกหาพระผู้เป็นเจ้ากับนักบุญ" (ซ.9 ค.83)

นอกจากนี้ นอสตราดามุสยังได้เขียนจดหมายถึงซีซาร์บุตรชาย มีข้อความตอนหนึ่งว่า... "ก่อนที่ดวงจันทร์จะโคจรจนครบรอบใหญ่ (ค.ศ. 1889-2250) ดวงอาทิตย์และดาวเสาร์จะมาถึงตามลักษณะของดวงดาว ยุคของดาวเสาร์จะเกิดขึ้นอีกเป็นหนที่ 2 คำนวณจากเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว โลกจะพาตัวเองใกล้เข้าสู่วัฏจักรแห่งการแตกดับขั้นสุดท้าย"

ล้วนเป็นคำทำนายเรื่องหายนะของโลก !!


อย่างไรก็ตาม พระราชกวี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย (มมร.) กล่าวเตือนสติว่า... คนมักไปฟังการทำนายของนอสตราดามุส มากเกินไป มีการตีความกันไปต่าง ๆ นานา โดยเฉพาะที่มีการตีความเมื่อ 2-3 ปีก่อนว่าจะเกิดน้ำท่วมโลก ซึ่งในอดีตกาลพระพุทธเจ้าไม่เคยทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้า ท่านมีแต่ยกเหตุผลมาเป็นตัวอย่าง เช่น เรื่องประมาท หรือการสร้างเวร เวรจะระงับได้ด้วยการไม่จองเวร
การจองเวรเป็นการจุดไฟให้ลุก..เกิดการล้างผลาญ

"สหรัฐมีไฟที่จุดอยู่ในใจ จึงเกิดความเคียดแค้น หากยังไม่เลิกจองเวร หรือทำลายล้าง ความหายนะก็จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย เพียงเพราะต้องการทำลายคนแค่ 1-2 คนเท่านั้น"

ด้าน พระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ฝ่ายการต่างประเทศ กล่าวว่า... ทางศาสนาพุทธไม่เคยมีใครทำนายอย่างนอสตราดามุส ส่วนของเราจะพูดในหลักการ หมายความว่าโลกเราเป็นไปตามกฎอนิจจัง ไม่ว่าคนหรือสิ่งของอะไรที่ใหญ่โตมโหฬาร มีอำนาจบารมีมากมายมหาศาลแค่ไหน ก็ต้องถูกทำลายล้าง คือทุกอย่างมันไม่เที่ยง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปเสมอ

"ถ้าโลกจะพินาศย่อยยับดับสูญไป เกิดสงครามล้างโลก สาเหตุก็มาจากกิเลสในใจมนุษย์ ที่มีทั้งความโลภ โมหะ และความหลง ความอยากได้ เหล่านี้เป็นชนวนเหตุที่ทำให้เกิดสงคราม โดยมนุษย์เป็นผู้ทำลายในแง่ของการปฏิบัติ เพราะสงครามที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งก็เนื่องมาจากการแย่งชิงทรัพยากร ความโกรธเกลียด พยาบาทอาฆาตแค้น และแบ่งแยกสีผิว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกัน"

คำทำนายใดที่ว่าน่ากลัว..ที่สุดแล้วก็คงไม่น่ากลัวเท่าจิตใจอันเคียดแค้นของมนุษย์เอง !!

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ อัจฉริยะผู้คิดค้นระเบิดปรมาณู เคยกล่าวไว้ว่า... สงครามโลกครั้งที่ 3 มนุษยชาติจะรบราฆ่ากันยังไง...ไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือ "สงครามโลกครั้งที่ 4" มนุษย์จะรบกันด้วย "ไม้"


หายนะของโลก ใต้เงาคิดนักวิทยาศาสตร์

ในทศวรรษที่ผ่านมามี เหตุการณ์ร้ายๆ มากมายที่เกิดขึ้นกับโลกทั้ง ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ อย่างเช่น แผ่นดินไหวที่ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิ คร่าชีวิตมนุษย์หลายแสนคนในเอเชีย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยฝีมือของมนุษย์อย่างการก่อการร้ายด้วยการจี้เครื่องบินโดยสารพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดในนิวยอร์ก ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์หลายพันคนเสียชีวิต

วันสิ้นโลก

โลกจะอวสานอย่างไร บ้างเชื่อว่าโลกจะถึงกาลอวสานแบบไม่ทันตั้งตัว บ้างทำนายว่าชีวิตบนโลกจะตายอย่างช้าๆ ขณะที่พวกมองโลกแง่ดีหน่อยเชื่อว่า ถึงอย่างไรก็คงหาทางเอาชนะปัญหาได้โดยวิวัฒนาการไปสู่สายพันธุ์อื่นๆ

เซอร์มาร์ติน รีส์ ศาสตราจารย์ด้านจักรวาลวิทยา นักดาราศาสตร์ประจำราชสำนัก และยังเป็นนักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังเป็นผู้ประพันธ์เรื่อง Our Final Century ด้วย เขาให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกังวลใจของมนุษย์ในเรื่องนี้ว่า มนุษย์มีโอกาส 50-50 ที่จะผ่านศตวรรษที่ 21 ไปโดยไม่มีภยันอัตรายใดๆ มาแผ้วพาน

"หายนะทางธรรมชาติบางอย่าง เช่น แผ่นดินไหว อุกกาบาตพุ่งชนโลก ยังคงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เหมือนที่เป็นมา ขณะที่ภัยคุกคามอื่นๆ อันเป็นผลจากโลกาภิวัตน์เริ่มหนักหน่วงขึ้น แต่ตอนนี้เราจำเป็นต้องพิจารณาภัยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ด้วยเช่นกัน" เซอร์มาร์ตินกล่าว

ถ้าเป็นเช่นนั้น ภัยร้ายแรงที่สุดที่คุกคามมนุษยชาติคืออะไร แล้วเราจะรับมือได้หรือไม่ ต่อไปนี้เป็นการสอบถามความคิดเห็นของ 10 นักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับอันตรายที่น่ากลัวที่สุดเขาคิดว่าจะเกิดขึ้นกับโลก และสังคมจะได้รับผลกระทบอย่างไร ต่อมาจะเป็นการประเมินภัยคุกคามเป็นสองแนวทาง อันดับแรกเป็นโอกาสที่จะเกิดภัยคุกคามในช่วงอายุขัยของเรา (ในช่วง 70 ปีข้างหน้า) และประการที่สอง เป็นระดับอันตรายที่จะมีผลต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์หากเกิดหายนะภัยขึ้นมา (คะแนนเต็ม 10 หมายถึงระดับที่ทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ ลงมาจนถึงระดับ 1 หมายถึงแทบจะไม่มีผลกระทบต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์เลย

1 - การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

นิค บรูค ผู้ช่วยวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิจัยสภาพเปลี่ยนแปลงของอากาศไทนดัล ซึ่งตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยอีสต์แองเจียล สหราชอาณาจักรอังกฤษ ให้ความเห็นว่า

"ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ปัญหาภาวะเรือนกระจกจะทวีความรุนแรงขึ้น และอุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 2 องศาเซลเซียส อากาศร้อนระดับนี้ถือว่าสูงกว่าที่โลกเคยเผชิญเมื่อหนึ่งล้านห้าแสนปีก่อน สิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้นอาจทำให้อากาศในหลายภูมิภาคของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจส่งผลต่อการผลิตอาหารเพื่อเลี้ยงประชากรโลก และทำให้ระบบสังคมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันพังทลายไปทั่ว ตามมาด้วยการอพยพของผู้คนจำนวนมหาศาล และเกิดปัญหาขัดแย้งจากการแย่งชิงทรัพยากร เนื่องจากพื้นที่ที่เหมาะกับการดำรงชีวิตของมนุษย์จะเริ่มเหลือน้อยลง ผมไม่คิดว่า อากาศที่เปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้มนุษย์สูญพันธุ์ไปหรอกนะ แต่แน่นอนว่ามันจะทำให้เกิดการสูญเสียอย่างหนัก"

- โอกาสที่อุณหภูมิจะสูงขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียสในอีก 70 ปี (เป็นระดับที่พิจารณาว่าเป็นอันตรายต่อสหภาพยุโรป) : เป็นไปได้สูง

- ระดับอันตราย : 6

2 - การเสื่อมสภาพของเทโลเมียร์

เรนฮาร์ด สตินด์ล แพทย์จากมหาวิทยาลัยเวียนนา บอกว่าสิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์มี "นาฬิกาแห่งวิวัฒนาการ" อยู่ในตัวเวลาของนาฬิกาชีวภาพนี้จะเดินผ่านจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง เป็นการเดินถอยหลังจนถึงเวลาที่นำไปสู่ยุคสูญพันธุ์อย่างเลี่ยงไม่ได้

"เทโลเมียร์สเป็นส่วนปลายที่ปิดโครโมโซมมีอยู่ในสัตว์ทุกตัว ถ้าไม่มีเทโลเมียร์สแล้ว โครโมโซมอาจไม่มั่นคง แต่ละครั้งที่เซลล์แบ่งตัวมันจะไม่ก๊อบปี้เทโลเมียร์สอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ และตลอดชั่วอายุของเราเทโลเมียร์สจะหดสั้นลง สั้นลง เนื่องจากเซลล์เพิ่มจำนวนตัวเอง ในที่สุดแล้ว เมื่อมันหดสั้นจู๋ เราก็เริ่มมีโรคที่เกี่ยวกับชราภาพมาคุกคาม อย่างเช่น มะเร็ง อัลไซเมอร์ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมองตีบ

"อย่างไรก็ดี การหดสั้นของเทโลเมียร์สไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงที่เรามีชีวิตอยู่จนตายเท่านั้น แต่ทฤษฎีของผมคือ ความยาวของเทโลเมียร์สที่ส่งผ่านจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งก็ยังมีขนาดหดสั้นลงด้วยเช่นกัน สะท้อนถึงกระบวนการชราภาพของแต่ละคน และเมื่อเทโลเมียร์สถูกส่งผ่านมาเป็นพันรุ่นมันจะเริ่มกร่อนจนถึงระดับวิกฤติ เมื่อถึงวันนั้นเราจะพบว่าโรคที่เกี่ยวกับคนชราจะระบาดไปทั่วตั้งแต่อายุยังน้อย จนสุดท้ายจะทำให้เกิดภาวะประชากรขาดแคลน การกร่อนของเทโลเมียร์สอาจใช้อธิบายการสูญพันธุ์ของมนุษย์บางสายพันธุ์ได้ อาทิ นีแอนเดอร์ธัล โดยไม่ต้องเอาปัจจัยภายนอกอย่างการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศมาพิจารณา"

โอกาสที่จะเกิดภาวะประชากรลดลงอย่างรวดเร็วในช่วง 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้น้อย

ระดับอันตราย : 8

3 - การระบาดของเชื้อไวรัส

ศาสตราจารย์มาเรีย แซมบอน นักไวรัสวิทยาและหัวหน้าห้องปฏิบัติการเชื้อไข้หวัดใหญ่ของสำนักงานป้องกันสุขภาพแห่งราชอาณาจักรอังกฤษ มองว่า "เมื่อปลายศตวรรษก่อน เกิดการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง 4 รอบ พร้อมกับการระบาดของเชื้อเอชไอวีและซาร์ส การระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลกจะเกิดขึ้นทุกรอบร้อยปี และคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดอย่างน้อยอีกครั้งในอนาคต ณ ขณะนี้ เชื้อที่สร้างความหวาดวิตกมากที่สุดคือเชื้อไข้หวัดนกสายพันธุ์ เอช 5 ที่ระบาดในไก่อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถ้าไวรัสตัวนี้เรียนรู้วิธีการส่งเชื้อจากคนสู่คนแล้ว การระบาดจะแพร่ลามไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี ค.ศ. 1918 ได้คร่าชีวิตประชากรโลกไปแล้ว 20 ล้านคน ภายในปีเดียว มากกว่าคนที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งด้วยซ้ำไป หากเกิดการระบาดอีกครั้งตอนนี้ก็คงส่งผลกระทบรุนแรงยิ่งกว่า"

"ไวรัสไข้หวัดใหญ่ไม่ใช่ว่าจะฆ่าทุกชีวิตที่มันเข้าไปอาศัยอยู่ ดังนั้น จึงไม่สามารถทำลายมนุษย์จนสูญพันธุ์ แต่มันจะส่งผลกระทบรุนแรงเป็นเวลาหลายปีทีเดียว เราไม่สามารถเตรียมตัวได้อย่างสมบูรณ์เพื่อรับมือกับผลที่เกิดจากน้ำมือธรรมชาติ โดยเนื้อแท้แล้ว ธรรมชาติเป็นผู้ก่อการร้ายด้วยอาวุธชีวภาพตัวจริง"

โอกาสที่จะเกิดการระบาดของไวรัสในอีก 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้สูง

ระดับอันตราย :3

4 - การก่อการร้าย

ศาสตราจารย์พอล วิลคินสัน ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาประจำศูนย์ศึกษาการก่อการร้าย และความรุนแรงด้านการเมือง มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ สหราชอาณาจักร ให้ทัศนะว่า

"สังคมทุกวันนี้มีความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายมากยิ่งขึ้น เพราะกลุ่มที่อาฆาตมาดร้ายสามารถหาวัสดุที่จะนำมาใช้ก่อการได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในการสร้างอาวุธทำลายสูง การก่อการร้ายที่ส่งผลให้เกิดการล้มตายเป็นจำนวนมากในปัจจุบันคืออาวุธชีวภาพ และอาวุธเคมี การปล่อยเชื้อบางอย่างเป็นจำนวนมากๆ อย่างเช่น แอนแทรกซ์ ไวรัสฝีดาษ อาจส่งผลกระทบอย่างมหาศาล และการติดต่อสื่อสารระหว่างพรมแดนในยุคใหม่จะทำให้กลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว

"ในสังคมเปิด ซึ่งเราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ เราไม่สามารถจะหยุดยั้งการจู่โจมได้เลย และมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเกิดการโจมตีขึ้นสักแห่งในโลกในชั่วอายุของเรานี้"

- โอกาสที่จะเกิดการโจมตีด้วยการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในช่วง 70 ปีหน้า : เป็นไปได้สูงมาก

ระดับอันตราย : 2

5 สงครามนิวเคลียร์

พลอากาศเอกลอร์ด การ์เดน โฆษกกระทรวงกลาโหมประจำพรรคเสรีประชาธิปไตยแห่งสหราชอาณาจักร และผู้แต่งหนังสือเรื่อง Can Deterrence Last?

"ในเชิงทฤษฎีแล้ว สงครามนิวเคลียร์อาจทำลายความรุ่งเรืองของมนุษย์ แต่ในทางปฏิบัติ ผมคิดว่าอันตรายดังกล่าวอาจผ่านพ้นไปแล้ว ปัจจุบัน มีจุดที่อาจก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์อยู่ 3 แห่ง ได้แก่ ตะวันออกกลาง อินเดีย-ปากีสถาน และเกาหลีเหนือ แน่นอนว่าเกาหลีเหนือเป็นจุดที่น่าวิตกมากที่สุด เนื่องจากมีกองทัพรูปแบบเก่าพร้อมจะลั่นไกก่อสงครามได้โดยไม่ตั้งใจ แต่ผมอยากที่จะเชื่อว่ายังมีอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์อยู่ เนื่องจากเราได้พัฒนาระบบระหว่างประเทศที่ยับยั้งการใช้อาวุธนิวเคลียร์

"ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ในระดับโลกนั้นต่ำมาก แม้ว่ายังมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีประเทศนอกคอก หรือพวกหัวรุนแรงอยู่ก็ตาม"

- โอกาสที่จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ใน 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้ต่ำ

- ระดับอันตราย : 8

6 อุกกาบาตชนโลก

โดนัลด์ เยาแมนส์ ผู้จัดการสำนักงานโครงการวัตถุใกล้โลกของนาซา จากห้องปฏิบัติการระบบขับเคลื่อนไอพ่นในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ มีความเห็นว่า "ความเสี่ยงที่เราจะตายจากอุกกาบาตพุ่งชนเปรียบคร่าวๆ เหมือนกับโอกาสที่เราจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก อุกกาบาตที่จะทำให้ความรุ่งเรืองของมนุษย์ต้องสูญสิ้นนั้นต้องเป็นอุกกาบาตที่มีขนาดกว้าง หรือยาวประมาณ 1.5 กม. เราคาดกันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกล้านปีโดยเฉลี่ย อันตรายที่เกี่ยวข้องกับอุกกาบาตชนโลกนั้นรวมถึงปริมาณฝุ่นจำนวนมหาศาลที่ลอยขึ้นไปในอวกาศจนปิดกั้นไม่ให้แสงแดดส่องลงมาบนพื้นโลกนานหลายสัปดาห์ ซึ่งจะมีผลต่อต้นไม้และพืชไร่ ที่ค้ำจุนสิ่งมีชีวิต อาจจะเกิดไฟไหม้ทั่วโลกอันเป็นผลมาจากความร้อนพุ่งออกมาจากใต้พื้นโลก และยังเกิดฝนกรดที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก ผลกระทบดังที่เอ่ยมานี้แม้จะเกิดในช่วงระยะเวลาสั้น ดังนั้น สิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวเองได้ดีที่สุดอย่างแมลงสาป และมนุษย์ เป็นต้น ยังมีชีวิตอยู่รอดได้"

- โอกาสที่โลกจะถูกอุกกาบาตพุ่งชนใน 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้ปานกลาง

- ระดับอันตราย : 5

7 หุ่นยนต์ครองโลก

ฮันส์ โมราเวก ศาสตราจารย์จากสถาบันหุ่นยนต์ มหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน ในเมืองพิตต์สเบิร์ก กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า "ระบบการควบคุมด้วยหุ่นยนต์มีความสลับซับซ้อนในการประมวลผลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปี หรือทุกสองปี แต่ความซับซ้อนของมันตอนนี้ยังอยู่ในระดับแค่สัตว์มีกระดูกสันหลังชั้นต่ำ แต่ในอีก 50 ปีข้างหน้าความสามารถในการคิดซับซ้อนของหุ่นยนต์จะไล่ตามทันมนุษย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 ผมทำนายว่า จะมีหุ่นยนต์ที่มีพลังสมองทัดเทียมมนุษย์ โดยจะสามารถคิดในเชิงนามธรรม และแสดงความเห็นได้

"เครื่องจักรที่มีสติปัญญาเหล่านี้เราจะเป็นคนเลี้ยงดู และมันจะเรียนรู้ทักษะของเรา รับรู้เป้าหมายและคุณค่าของเรา และเราอาจรู้สึกว่ามันเป็นเหมือนเด็กเล็กๆ หุ่นยนต์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ดูแลเราในบ้านเท่านั้น แต่ยังสามารถทำงานที่ซับซ้อนที่ปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยความสามารถของมนุษย์ เช่น การวินิจฉัยโรค และการให้คำแนะนำในการรักษา หรือบำบัด หุ่นยนต์จะเป็นทายาทสืบทอดของมนุษย์ และจะเสนอโอกาสที่ดีที่สุดให้เรากลายเป็นอมตะได้โดยการถ่ายโอนข้อมูลของตัวเราเองไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ที่มีความสามารถล้ำหน้า"

- โอกาสที่จะมีหุ่นยนต์ที่มีความสามารถทางปัญญาเป็นเลิศใน 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้สูง

- ระดับอันตราย : 8

8 - แรงระเบิดจากรังสีคอสมิกจากการระเบิดของดาว

เนียร์ ชาวีฟ อาจารย์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฮิบรู ในเยรูซาเล็ม อิสราเอล กล่าวว่า ทุกสองสามทศวรรษ ดาวขนาดใหญ่ที่อยู่ในจักรวาลทางช้างเผือกจะหมดพลังงานและเกิดระเบิดขึ้น ซึ่งเรียกว่า ซูเปอรโนวา รังสีคอสมิก (อนุภาคพลังงานระดับสูงอย่าง รังสีแกมมา) จะแผ่รังสีออกไปทุกทิศทาง และถ้าโลกอยู่ในวิถีของรังสี จะทำให้เกิดยุคน้ำแข็งขึ้น ถ้าโลกมีอากาศที่หนาวเย็นอยู่แล้ว รังสีคอสมิกจากการระเบิดของดาวอาจทำให้โลกกลายเป็นไอติม และอาจทำให้สัตว์สายพันธุ์ต่างๆ สูญพันธุ์ โลกมีความเสี่ยงสูงเมื่อโคจรผ่านเกลียวของดาราจักรทางช้างเผือก ซึ่งเป็นบริเวณที่เกิดซูเปอร์โนวามากที่สุด การระเบิดซูเปอร์โนวาจะเกิดขึ้นทุก 150 ล้านปี

ดัชนีบ่งชี้สภาพอากาศยุคบรรพกาลแสดงให้เห็นว่าโลกเคยผ่านยุคน้ำแข็งมาแล้ว โดยพบน้ำแข็งจำนวนมากที่ขั้วโลก และน้ำแข็งหลายชิ้นมีอายุอยู่ในช่วงดังกล่าว

"เราใกล้จะโคจรออกจากเกลียวแขนซากิตทาริอุส-คารินาของดาราจักรทางช้างเผือก และโลกควรมีสภาพอากาศร้อนขึ้นในสองสามล้านปี แต่ในอีก 60 ล้านปี เราจะเขาไปสู่เกลียวแขนเพอร์ซีอุส ยุคน้ำแข็งก็จะกลับมาอีกครั้ง"

- โอกาสที่โลกจะเผชิญกับซูเปอร์โนวาใน 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้น้อย

- ระดับอันตราย : 4

9 ภูเขาไฟระเบิด

ศาสตราจารย์ บิล แมคกุยรี ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติเบนฟิลด์จากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน และยังเป็นสมาชิกคณะทำงานศึกษาภัยธรรมชาติของโทนี แบลร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ พูดถึงเรื่องนี้ว่า "โดยเฉลี่ยแล้วทุก 50,000 ปี โลกจะเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง ซึ่งจะส่งเถ้าถ่านภูเขาไฟที่ถูกพ่นออกมาจะปกคลุมพื้นที่ราว 1,000 ตารางกิโลเมตร ทวีปที่อยู่ใกล้เคียง จะเต็มไปด้วยเถ้าถ่าน และก๊าซซัลเฟอร์จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เกิดเป็นม่านกรดซัลฟูริกคลุมรอบโลก ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องลงมายังพื้นโลกได้ กลางวันจะดูไม่ต่างไปจากกลางคืนวันเพ็ญ

"ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั่วโลกจากภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่ ขึ้นอยู่ว่าเกิดขึ้นที่ไหน และก๊าซลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศนานแค่ไหน เมื่อประมาณ 26,500 ปีมาแล้ว ภูเขาไฟเตาโปของนิวซีแลนด์เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ทว่า ความเสียหายครั้งสำคัญจากภูเขาไฟระเบิดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์คือภูเขาไฟ โทบา บนเกาะสุมาตรา อินโดนีเซีย เมื่อ 74,000 ปีก่อน เนื่องจากเกิดระเบิดใกล้กับเส้นศูนย์สูตรทำให้ก๊าซกระจายไปยังซีกโลกเหนือและใต้อย่างรวดเร็ว เมื่อศึกษาแกนน้ำแข็งทำให้รู้ว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว 5-6 ปีหลังจากนั้น โดยพื้นที่แถบเส้นทรอปิคมีสภาพเย็นเป็นน้ำแข็ง

"โอกาสที่จะเกิดภูเขาไฟระเบิดครั้งใหญ่เป็นไปได้มากกว่าอุกกาบาตขนาดใหญ่ชนโลก 12 เท่า แต่ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในชั่วอายุคนปัจจุบันนี้มีเพียง 0.15% ส่วนสถานที่ที่ควรจับตาดูคือ บริเวณที่เคยเกิดระเบิดในอดีต เช่น เยลโล่สโตน ในสหรัฐ และโทบา แต่พื้นที่บริเวณอื่นในโลกที่น่ากังวลมากกว่าคือ อาจเกิดภูเขาไฟระเบิดรุนแรงในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อย่างเช่นบริเวณป่าฝนอะเมซอน"

- ความเป็นไปได้ที่จะเกิดภูเขาไฟระเบิดรุนแรงใน 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้สูงมาก

- ระดับอันตราย : 7

10 โลกจะถูกหลุมดำดูด

ริชาร์ด วิลสัน ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์จากศูนย์วิจัยมัลลินก์ครอดต์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า ประมาณ 7 ปีก่อน ห้องปฏิบัติการแห่งชาติบรูคเฮฟเวนในนิวยอร์กได้สร้างเครื่องชนไอออนหนักที่เรียกว่า Relativistic Heavy Ion Collider ขึ้นมาเนื่องจากมีความกังวลว่า สสารที่มีความหนาแน่นอาจก่อรูปขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในสมัยนั้นจัดว่าเป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างขึ้นมา เพื่อให้ไอออนทองคำชนกันด้วยแรงมหาศาล ซึ่งอาจทำให้เกิดความหนาแน่นพอที่จะทำให้เกิดหลุมดำขึ้นมาได้จากพลังที่ดูดสสารข้างนอก ห้องแล็บบรูคทำให้เกิดความหวั่นเกรงว่า เครื่องเร่งปฏิกิริยาตัวใหม่นี้จะทำให้เกิดหลุมดำขึ้นและทำให้โลกอวสานได้หรือไม่

"เมื่อดูจากข้อมูลที่เราได้ศึกษาจากหลุมดำที่อยู่นอกอวกาศ เราได้ทำการคำนวณเพื่อศึกษาว่าเครื่องเร่งอนุภาคของบรูคเฮฟเวนจะสามารถทำให้เกิดหลุมดำได้หรือไม่ ซึ่งเราค่อนข้างแน่ใจว่า การทดลองในห้องแล็บจะไม่ทำให้เกิดหลุมดำ และโลกจะไม่ถูกกลืนหายไปจากการชนของอนุภาคเหล่านี้

- โอกาสที่โลกจะถูกหลุมดำกลืนใน 70 ปีข้างหน้า : เป็นไปได้น้อยอย่างยิ่ง

- ระดับอันตราย : 10

 


นอสตราดามุส 

ภาคชีวประวัติ

 

1. ชาติกำเนิด

            มิเชล เดอ นอสเตรอดัม (Michel de Nostredame) ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามจากชาวโลกว่าเป็น  “ราชาโหรโลก”  นี้โดยทั่วไปผู้คนรู้จักเขาในชื่อที่เป็นภาษาละตินว่า “นอสตราดามุส”  (NOSTRADAMUS) เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ค.. 1503 ตามแบบปฏิทินจูเลียนโบราณ  ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ธันวาคม ค.. 1503  ตามแบบปฏิทินเกรกอเรียน บ้านเกิดอยู่ที่  แซงต์  เรมี  เดอ โปรวองซ์ ประเทศฝรั่งเศส

            แต่เดิมมีผู้เข้าใจว่าตระกูลของนอสตราดามุสสืบเชื้อสายมาจากขุนนางแพทย์ชาวอิตาเลียนเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนักของ พระเจ้าเรอเนแห่งอังจู แต่ความจริงแล้ว ตระกูลของนอสตราดามุสไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากขุนนางแพทย์อย่างที่เคยกล่าวอ้างนั้นแต่อย่างใด ทว่าสืบทอดเชื้อสายมาจากตระกูลสามัญชนชาวเมืองอาวิยอง

            จากหลักฐานที่ได้จากการค้นคว้าและวิจัยพบว่า ปู่ของนอสตราดามุส มีชื่อว่า ปีโรต์หรือปีแอร์ เดอ นอสเตรอดัม  ซึ่งประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายข้าวผู้มีฐานะมั่งคั่ง  และได้แต่งงานกับหญิงสาวนอกศาสนายิวคนหนึ่งชื่อบลังช์  ต่อมานายปีแอร์ เดอ นอสเตรอดัมผู้นี้มีบุตรกับนางบลังช์คนหนึ่งชื่อ จูมหรือจาคส์ ซึ่งก็คือบิดาของนอสตราดามุสนี่เอง นายจาคส์ได้ย้ายที่อยู่จากเมืองอาวิยองไปอยู่ที่เมือง  แซงต์ เรมี เดอ โปรวองซ์ ในปี ค.. 1495     หลังจากย้ายมาอยู่ในที่แห่งใหม่นี้แล้ว นายจ๊าคศ์ได้เลิกประกอบกิจการค้าข้าว โดยเด็ดขาด และได้แต่งงานอยู่กินกับ   นางเรนีร์ เดอ แซงต์ เรมี  หลานสาว ของนายแพทย์ผู้หนึ่งซึ่งเปลี่ยนอาชีพจากแพทย์มาเป็นนายอากร

            เมื่อวันที่ 26 กันยายน ค.. 1501 พระเจ้าหลุยส์ที่ 12 แห่งฝรั่งเศส  ทรงมีพระบรมราชโองการป่าวประกาศ บังคับชาวยิวทุกคนให้เปลี่ยนศาสนาเดิมมานับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก  ซึ่งถ้าหากชาวยิวผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม พระบรมราชโองการนี้ ก็จะต้องอพยพโยกย้ายออกจากมณฑลโปรวองซ์ภายในสามเดือน ก่อนหน้านี้ คือในปี ค.. 1458 หลังจากพระเจ้าหลุยส์แห่งอารากองสิ้นพระชนม์ ทั้งมณฑลโปรวองซ์และมณฑลแม็ง ได้ตกอยู่ในอำนาจ การปกครองของกษัตริย์ฝรั่งเศส

            เมื่อพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศสทรงมีพระบรมราชโองการประกาศออกมาเช่นนี้   ครอบครัวของนอสตราดามุสจึงจำใจต้องเปลี่ยนศาสนาจากยูดายเป็นคาทอลิกอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงใด ๆ ได้ มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า เมื่อปี ค.. 1512 ซึ่งเป็นตอนที่นอสตราดามุสยังอยู่ในเยาว์วัย มีอายุเพียง  9 ขวบ บิดามารดาของเขามีชื่ออยู่ในบัญชีของผู้เปลี่ยนศาสนาอื่นมานับถือคริสต์นิกายคาทอลิก

            ผู้ที่ต้องการจะถอดข้อความในคำทำนายของนอสตราดามุสอย่างน้อยจะต้องตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า นอสตราดามุสมีพื้นเพสืบเชื้อสายมาจากยิว เพราะเป็นที่แน่นอนว่าเขาได้รับอิทธิพลจากการที่ได้เคยอ่านตำรับตำราไสยศาสตร์ของพวกยิว

            ยิ่งไปกว่านั้น นักเขียนชีวประวัติหลายต่อหลายคนยังอ้างด้วยว่า             ตระกูลของนอสตราดามุสสืบเชื้อสายมาจากยิวโบราณเผ่าอิสซาการ์   ซึ่งเป็นพวกที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านดาราศาสตร์มาก  สามารถตีความปรากฏการณ์ ธรรมชาติต่าง ๆ ที่ปรากฏบนท้องฟ้าได้ โจเซฟุสนักประวัติศาสตร์ชาวยิวเคยกล่าวถึงยิวเผ่าอิสซาการ์นี้ว่า เป็นพวก “ที่สามารถหยั่งรู้สิ่งทั้งหลายซึ่งจะอุบัติขึ้นในอนาคตได้”

            นอสตราดามุสเป็นบุตรคนโตของครอบครัว มีน้องเกิดร่วมท้องอีก                   4 คน  คือ เบอร์ทรันต์, เฮ็กโตร์, อังตวง และ ฌอง เราไม่สามารถค้นหาประวัติละเอียดของ เบอร์ทรันต์,เฮ็กโตร์ และอังตวงได้ แต่สำหรับคนที่ชื่อ ฌอง   พอค้นหาประวัติได้ว่าเป็นนักประพันธ์และนักวิจารณ์เพลงพื้นเมืองของมณฑลโปรวองซ์ ต่อมาได้เล่นการเมืองและได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทน  ราษฎรของมณฑลโปรวองซ์

2. การศึกษาในปฐมวัย

            แววอัจฉริยะของนอสตราดามุส  ได้ฉายออกมาให้เห็นอย่างเด่นชัดตั้งแต่เยาว์วัยเลยทีเดียว การศึกษาในปฐมวัยของเขาเริ่มต้นที่บ้านก่อน โดยมีปู่เป็นผู้สอนความรู้เบื้องต้นของวิชาภาษาละติน ภาษากรีก ภาษาฮิบรู คณิตศาสตร์และโหราศาสตร์ให้ ในสมัยนั้น นอสตราดามุสเรียกวิชาโหราศาสตร์  นี้ว่า “นภศาสตร์” (Celestial Science)

            เมื่อปู่ถึงแก่กรรมแล้ว   นอสตราดามุสได้ย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านกับบิดา มารดา  แต่การศึกษาก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป   โดยคราวนี้มีตาเป็นผู้สอนให้   ต่อมาถูกส่งให้ไปเรียนต่อที่เมืองอาวิยอง โดยได้ไปพักอยู่กับญาติ ๆ ซึ่งยังมีอยู่ในเมืองนั้น

            นอสตราดามุสให้ความสนใจในวิชาโหราศาสตร์มากเป็นพิเศษ จนเป็นที่กล่าวขวัญในหมู่เพื่อนฝูงที่เรียนอยู่ด้วยกัน พวกเพื่อน ๆ ถึงกับขนานนามให้เขากว่า “โหรน้อย”  นอกจากนั้นนอสตราดามุส ยังสนับสนุนทฤษฎีของ โคเปอร์นิคัส ที่กล่าวว่าโลกกลม และหมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วย ซึ่งความเชื่อนี้ยังผลให้กาลิเลโอถูกฝ่ายศาสนจักรคาทอลิกนำตัวไปประหารชีวิต ในอีกร้อยปีต่อมา

 

3. ศึกษาแพทยศาสตร์

ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            การเป็น “โหรน้อย” ของนอสตราดามุส  ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงให้แก่บิดามารดาของเขา  ด้วยว่าในยุคนั้นฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก ได้ทำการปราบปรามผู้ที่ประพฤตินอกรีตนอกรอยคำสั่งสอนของศาสนาคริสต์ โดยได้จัดตั้งคณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรเพื่อทำหน้าที่สอบสวน  และทำการลงโทษผู้กระทำความผิดในเรื่องนี้ขึ้น

            ด้วยเหตุที่ครอบครัวของนอสตราดามุสมีภูมิหลังเป็นยิว  คณะกรรมการฝ่ายศาสนจักรจึงน่าที่จะจับตามอง  เพื่อจับผิดมากเป็นพิเศษกว่าคนเผ่าอื่น  ดังนั้น   เพื่อป้องกันอันตรายให้แก่บุตร ซึ่งอาจถูกกล่าวหาจากฝ่ายศาสนจักรได้  บิดามารดาจึงตัดสินใจส่งนอสตราดามุสไปศึกษาวิชาการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย เมื่อ ค.. 1522 มหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีชื่อเสียงโด่งดังทางด้านวิชาการแพทย์รองลงมาจากมหาวิทยาลัยปารีส ซึ่งนับตั้งแต่ปี ค.. 1376 เป็นต้นมา มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 1 แห่งอังจู ให้นำศพนักโทษประหารมาชำแหละเพื่อวิจัยทางการแพทย์ได้เป็นกรณีพิเศษ                       

            ขณะเริ่มเข้ามาศึกษาวิชาการแพทย์นี้   นอสตราดามุสมีอายุ  19 ปี  เขาใช้เวลาศึกษาอยู่เพียง 3 ปี ก็สามารถสำเร็จปริญญาตรีทางด้านการแพทย์อย่างง่ายดายเป็นประวัติการณ์  ซึ่งแสดงว่าเขาเป็นอัจฉริยะมีความเฉลียวฉลาดมากเป็นพิเศษกว่าบุคคลอื่น

            จากบันทึกต่าง ๆ ที่รวบรวมมาได้จากหลาย ๆ แหล่ง  มีรายละเอียดเกี่ยวกับระบบการสอบไล่ปีสุดท้ายในระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย   ซึ่งสำแดงว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มีระบบการสอบที่ยากมาก โดยเริ่มสอบกันตั้งแต่แปดโมงเช้าเรื่อยไปจนถึงเที่ยงวัน

            นักศึกษาผู้เข้าสอบจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยซักไซ้ไล่เลียงเพื่อตะล่อมให้จนมุม ซึ่งนักศึกษาจะต้องตอบข้อซักถามนั้น ๆ  ตามหลักวิชาการที่ตนได้ร่ำเรียนมา จนเป็นที่พอใจของบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการสอบ และจะต้องสามารถพิสูจน์ให้กรรมการเห็นว่า ความรู้ที่ตนร่ำเรียนมานั้นแข็งแกร่งพอ ๆ กับความรู้ของกรรมการสอบเลยทีเดียว          นักศึกษาที่สามารถผ่านการสอบปากเปล่านี้ได้ ทางมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย จะจัดพิธีมอบครุยปริญญาสีแดงให้ใช้สวมใส่แทนครุยนักศึกษาซึ่งเป็นสีดำ

            ที่มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยในสมัยนั้น เพียงแต่ได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ไม่ได้มีผลให้นักศึกษาได้ใบประกอบโรคศิลป์โดยอัตโนมัติเหมือนอย่างสมัยนี้ นักศึกษาแพทย์จะต้องผ่านการทดสอบความสามารถในด้านการบรรยายทางวิชาการในหัวข้อต่าง ๆ ถึง 5 หัวข้อ โดยกำหนดเวลาไว้ 3 เดือน ซึ่งแต่ละหัวข้อที่นักศึกษาจะนำมาบรรยายให้กรรมการสอบฟังนั้น ทางคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยเป็นผู้ทำการคัดเลือกให้ด้วยตนเอง

            หลังจากสอบผ่านในขั้นตอนการบรรยายได้แล้ว ก็จะเป็นการสอบที่เรียกกันในภาษาฝรั่งเศสสมัยนั้นว่า  “แปร์ แอ็งตังซิออแน็ม” (Per intentionem)ซึ่งนักศึกษาแพทย์จะถูกกรรมการสอบตั้งปัญหาถามจำนวน 4 ข้อด้วยกัน แต่ละหัวข้อทางกรรมการจะบอกนักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบไว้ก่อนวันสอบหนึ่งวัน

            นักศึกษาจะถูกบรรดาศาสตราจารย์ที่เป็นกรรมการ สอบซักไซ้ปัญหาแต่ละข้อ   เป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง และภาษาที่ใช้ในการสอบขั้นนี้คือภาษาละติน การสอบขั้นแปร์ แอ็งตังซิออแน็มนี้กว่าจะครบทุกขั้นตอนใช้เวลา 1-2 วัน

            อีก 8 วันต่อมาหลังจากสอบผ่านขั้นแปร์แอ็งตังซิออแน็มนี้ได้           นักศึกษาแพทย์จะต้องเข้าสอบเพื่อตอบปัญหาข้อที่ 5 ซึ่งเป็นปัญหาที่คณะกรรมการสอบไม่ได้บอกให้นักศึกษาไปเตรียมค้นคว้าหาคำตอบเป็นการล่วงหน้า ผู้ที่ทำหน้าที่คัดเลือกปัญหาข้อนี้มาถามนักศึกษาแพทย์ ได้แก่ตัวอธิการบดีมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            หากสอบผ่านขั้นนี้ไปด้วยดี ขั้นต่อไปนักศึกษาแพทย์จะต้องเขียนวิทยานิพนธ์อธิบายวาทะของท่าน   ฮิปโปเครติส  (Hippocrates) นักปรัชญากรีก  ซึ่งถือกันว่าเป็นบิดาแห่งวิชาการแพทย์ของโลก กับจะต้องเขียนวิทยานิพนธ์นี้ให้แล้วเสร็จ เพื่อส่งให้กรรมการสอบทำการตรวจในวันรุ่งขึ้น

            การสอบในขั้นตอบปัญหาข้อที่ 5 และการเขียนวิทยานิพนธ์ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งคืนนี้ ถือว่าเป็นการสอบที่ยากเย็นเข็ญใจที่สุด ทั้งยังสร้างความเครียดและความกระวนกระวายใจให้นักศึกษาแพทย์มากที่สุดอีกด้วย  ในสมัยนั้นจึงเรียกการสอบทั้งสองแบบนี้ว่า “การสอบขั้นกระดูกขัดมัน”

            หากเราลองเปรียบเทียบการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ของ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแห่งนี้ กับการสอบปีสุดท้ายของนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในสมัยปัจจุบัน ก็พอจะเห็นความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดคือ กว่าที่จะมีคุณสมบัติครบถ้วนเป็นบัณฑิตแพทย์ของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยได้นั้นนักศึกษาจะต้องผ่านการทดสอบหลายขั้นตอนและใช้เวลายาวนานมาก ทั้งนี้ก็เพื่อให้ได้มาตรฐานตามที่มหาวิทยาลัยได้ตั้งเอาไว้

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสสามารถสอบได้ปริญญาตรีทางการแพทย์ ที่ใครต่อใครในสมัยนั้นเห็นว่าแสนยากนี้อย่างง่ายดาย และในที่สุดเขาก็ได้เข้าพิธีรับใบประกอบโรคศิลป์จากมือของบิช็อบแห่งเมืองมองต์เปลิเย เมื่อ ค.. 1525

 

4. เป็นแพทย์ผู้ชำนาญในการรักษากาฬโรค

            ในระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้เกิดกาฬโรคระบาดขึ้นทางภาคใต้ของฝรั่งเศส ในสมัยนั้นคนฝรั่งเศสเรียกโรคนี้ว่า “โรคถ่าน” ทั้งนี้เพราะเหตุที่ว่าใครเป็นโรคนี้  จะเกิดจุดดำใต้หนังกำพร้าทั่วร่างกาย ตลอดชีวิตของนอสตราดามุส เขาจะถูกใครต่อใครให้ร้ายป้ายสีอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ความจริงเขาเป็นคนดีคนหนึ่งที่สมควรได้รับการยกย่องเทิดทูน  เป็นแพทย์ที่กล้าหาญ  ไม่หวาดหวั่นต่ออันตรายจากการติดเชื้อกาฬโรคจากผู้ป่วย เป็นผู้มีมนุษยธรรม และเมตตาธรรมต่อคนไข้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นผู้มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เห็นอกเห็นใจคนยากจนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

            ทั้งนี้ดังจะเห็นได้ว่า หลังจากสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแล้ว นอสตราดามุสมีชื่อเสียงโด่งดังและได้รับการยกย่องทั่วฝรั่งเศส      ในฐานะที่เป็นแพทย์ผู้อุทิศตนเพื่อคนไข้อย่างแท้จริง เขาชอบสงเคราะห์คนไข้ผู้ยากไร้ในชนบทมากกว่าคนไข้ผู้ร่ำรวยในเมืองใหญ่ ๆ

            ในระยะแรกของการเป็นแพทย์  เขาได้เดินทางไปอยู่ที่เมืองนาร์บอง  ซึ่งที่เมืองนี้นอกจากจะได้ทุ่มเทชีวิตเพื่อรักษาเยียวยาคนไข้ที่เป็นกาฬโรคแล้ว  เขายังใช้เวลาว่างเข้าไปศึกษาอยู่ในสำนักของพวกนักเล่นแร่แปรธาตุชาวยิว ที่เปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียน ซึ่งสมัยนั้นเป็นสำนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก

            จากนั้นนอสตราดามุสได้เดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ ที่มีกาฬโรคระบาดอีกหลายต่อหลายเมืองและได้ให้การรักษาเยียวยาแก่คนไข้โดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยของตนเองเลยแม้แต่น้อย

            นอสตราดามุสเป็นแพทย์ผู้มีโลกทรรศน์ที่ทันสมัย เขาไม่เห็นด้วยกับวิธีป้องกันกาฬโรคที่บรรดาแพทย์ร่วมสมัยกับเขานิยมแนะนำประชาชนฝรั่งเศสให้ทำกัน คือการใช้ผ้ายันตร์ศักดิ์สิทธิ์ 7 สี ซึ่งปรากฏว่าอีกร้อยปีต่อมา พวกแพทย์อังกฤษก็เคยใช้ผ้ายันตร์ชนิดนี้เหมือนกัน เมื่อกาฬโรคระบาดครั้งใหญ่ที่ลอนดอนประเทศอังกฤษ

            นอสตราดามุสเป็นคนมีนิสัยไม่ชอบอยู่ที่ใดเป็นหลักแห่ง จากเมืองนาร์บองเขาเดินทางไปอยู่ที่เมืองคาร์คาสซอน โดยได้ไปพำนักอยู่ในบ้านของบิช็อบ อาเมเนียง เดอ ฟาอีส์   และได้ปรุงสูตรยาอายุวัฒนะให้แก่บิช็อบรูปนี้ด้วย

            ต่อมานอสตราดามุสได้เดินทางไปพำนักอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งแถวๆย่านถนนตริเปอรี  ในเมืองตูลูส จากตูลูสได้ไปอยู่ที่เมืองบอร์โดว์ ซึ่งขณะนั้นมีกาฬโรคระบาดอยู่อย่างหนักเช่นกัน จากบอร์โดว์นอสตราดามุสได้กลับไปอยู่ที่เมืองอาวิยอง และได้ทำการศึกษาค้นคว้าอยู่ที่เมืองนี้เป็นเวลาหลายเดือน         เขาคงจะเริ่มสนใจไสยศาสตร์และศาสตร์ลี้ลับต่าง ๆ ในช่วงที่ไปอยู่ที่เมืองอาวิยองในครั้งนี้ เพราะจากหลักฐานทางเอกสารปรากฏว่า ในสมัยนั้นเมืองนี้มีห้องสมุด ซึ่งมีหนังสือประเภทลึกลับมหัศจรรย์อยู่มากมายก่ายกอง

            ขณะเดียวกัน  ในช่วงนี้นอสตราดามุสได้ประสพความสำเร็จ            สามารถคิดค้นสูตรทำเยลยี่ผลควินซ์ ให้แก่ท่านสมณทูตของพระสันตะปาปา และจอมอัศวินแห่งมอลตา  ซึ่งทั้งสองท่านในขณะนั้นได้พำนักอยู่ที่เมืองอาวิยองด้วย ปรากฏว่าสูตรทำเยลลี่ของนอสตราดามุสนี้เป็นที่ขึ้นชื่อลือชามาก    แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเยลลี่ในสมัยปัจจุบันแล้ว เยลลี่ทำจากสูตรของนอสตราดามุสคิดค้นได้นี้ออกจะหวานไปสักหน่อย

            ที่ประชาชนฝรั่งเศสในยุคนั้นนิยมใช้เยลลี่ทำขนมแทนน้ำตาล ก็เพราะสมัยนั้นน้ำตาลมีราคาแพงมาก คนที่สามารถซื้อหาน้ำตาลมาทำขนมหรือปรุงอาหารรับประทานได้ ต้องเป็นคนที่ร่ำรวย  หรือไม่ก็คนที่อยู่ในวงสังคมชั้นสูงเท่านั้น

5. สำเร็จปริญญาเอกสาขาแพทยศาสตร์

            หลังจากที่ได้ออกตระเวนไปอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ในประเทศฝรั่งเศส นานถึง 4 ปีแล้ว นอสตราดามุสได้หวนกลับไปที่เมืองมองต์เปลิเยอีกครั้งหนึ่ง    เขากลับไปคราวนี้ก็เพื่อที่จะศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยเดิมที่เขาสำเร็จปริญญาตรีมานั่นเอง

            ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมนอสตราดามุสถึงไม่เรียนปริญญาโทก่อนแล้วจึงค่อยเรียนปริญญาเอกในภายหลัง การที่นอสตราดามุสก้าวกระโดดไปเรียนปริญญาเอกได้เลยนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าหลักสูตรการศึกษาในมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยกำหนดให้ผู้จบปริญญาตรีสามารถเรียนต่อปริญญาเอกได้เลย ไม่ต้องผ่านปริญญาโท ในกรณีที่นักศึกษาผู้นั้นมีผลการเรียนดีเยี่ยมในระดับปริญญาตรีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันบางมหาวิทยาลัยทั้งในยุโรปและอเมริกา หรือแม้แต่ในเมืองไทยของเราก็ถือแนวปฏิบัติเช่นเดียวกันนี้ นอสตราดามุสเริ่มลงทะเบียนเป็นนักศึกษาปริญญาเอก เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ค.. 1529 การสอบในระดับปริญญาเอกของมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย ในสมัยนั้น  ใครที่สามารถผ่านได้ก็ถือว่า ต้องยอดเยี่ยมจริง ๆ นักศึกษาต้องเตรียมศึกษาค้นคว้าวิชาต่าง ๆ  เพื่อให้กรรมการทำการสอบจำนวน 12 วิชา แต่ในเวลาสอบจริง ๆ จะเลือกสอบเพียง 6 วิชา ใน 6 วิชานี้  3 วิชาเลือกโดยวิธีจับสลาก  ส่วนอีก 3 วิชา คณบดีคณะแพทยศาสตร์เป็นผู้เลือกให้ด้วยตนเอง

            เมื่อได้ทำการเลือกข้อสอบตามกรรมวิธีดังกล่าวแล้ว นักศึกษาผู้เข้าสอบต้องอภิปรายถกแถลง และตอบข้อซักถามกับบรรดากรรมการสอบจนเป็นที่พอใจของทุกคน

            กล่าวกันว่า เมื่อนอสตราดามุสสอบเพื่อรับปริญญาเอกในครั้งนี้ ได้ถูก กรรมการรุมกินโต๊ะถามอย่างหนัก ทั้งนี้ก็เพราะเหตุที่เขามีแนวการวินิจฉัยและแนวการรักษาโรคผิดแผกแตกต่างไปจากแพทย์คนอื่น ๆ

            นอกจากนั้นที่กรรมการซักนอสตราดามุสหนักกว่านักศึกษาระดับปริญญาเอกคนอื่น ๆ เพราะพวกกรรมการสอบเองไม่ค่อยจะชอบขี้หน้านัก เพราะเขามีชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่เคารพยกย่องในหมู่ของประชาชน จนเกินหน้าเกินตาแพทย์คนอื่น ๆ ในสมัยนั้น

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสได้แสดงความสามารถออกมาอย่างเด่นชัดว่ามีความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในด้านการแพทย์เป็นยอดเยี่ยม  จนกระทั่งกรรมการสอบผู้มีอคติไม่สามารถจะหาข้อติใดๆ ได้ ในที่สุด นอสตราดามุสก็ได้รับปริญญาเอก  ซึ่งทำให้เขามีศักดิ์และสิทธิ์ที่จะสวมหมวก ทรงสี่เหลี่ยมอย่างที่เราเห็นอยู่ในรูปของเขาที่โบสถ์เมืองซาลอง นอกจากนั้นเขายังได้รับแหวนทองประจำตัวแพทย์อีกวงหนึ่ง กับตำราแพทย์ของฮิปโปเคติสอีกหนึ่งเล่ม ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย

 

6. เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย

            หลังจากสำเร็จการศึกษาขั้นปริญญาเอกแล้ว ทางคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย เชื่อในความสามารถจึงได้เสนอตำแหน่งอาจารย์สอนประจำคณะให้แก่นอสตราดามุส  ซึ่งเขาก็รับคำเชิญเป็นอาจารย์อยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปี แต่ทว่าในช่วงที่เป็นอาจารย์อยู่นี้เกิดขัดแย้งกับคณาจารย์อื่น ๆ  เกี่ยวกับความเห็นด้านทฤษฎีการแพทย์ คือที่สำคัญนอสตราดามุสไม่เห็นด้วยกับการที่จะรักษาคนไข้  ซึ่งเป็นกาฬโรคด้วยวิธีถ่ายเลือดให้  ซึ่งแพทย์ร่วมสมัยนิยมทำกันในสมัยนั้น ประจวบกับนอสตราดามุสมีนิสัยไม่ชอบอยู่เป็นที่อย่างถาวร ดังนั้นเขาจึงลาออกจากการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแล้ว เดินทางร่อนเร่พเนจรไปอยู่ยังที่ต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ค.. 1532

            ในช่วงที่ท่องเที่ยวไปในครั้งหลังนี้ นอสตราดามุสมักประสพกับปัญหาความยุ่งยาก อยู่เสมอ ๆ เพราะเขาชอบสวมเสื้อคลุมและหมวกสีดำ ซึ่งทำให้ผู้ที่พบเห็นเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นยิว จึงช่วยกันแจ้งให้ฝ่ายศาสนจักรจับตาดูพฤติกรรมของเขาอยู่ทุกระยะ ไม่ว่าเขาจะไปอยู่ ณ ที่ใด

            มีข้อที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือ นักเขียนฝรั่งเศสชื่อ ราบิเลส์  (Rabelais)  ซึ่งชอบเขียนหนังสือแนวขบขันหยาบโลน  ก็สำเร็จปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยเมื่อปี ค.. 1530 ด้วยเหมือนกัน แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่านอสตราดามุสและราบิเลส์เคยพบกันมาก่อน

 

7. แต่งงานครั้งแรก

            ในช่วงสองปีหลังจากลาออกจากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเยแล้ว   นอสตราดามุสได้ท่องเที่ยวผ่านไปยังเมืองบอร์โด เมืองลาโรเชล และเมืองตูลูส ขณะที่ทำการรักษาคนไข้อยู่ในสามเมืองนี้  เขาได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากจูเลียส  ซีซาร์ ชาลิแจร์ นักปรัชญาคนสำคัญของยุโรปในยุคกลาง  ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้นักปรัชญายุคเดียวกันที่ชื่อ อีราสมุส

            ชาลิแจร์เป็นนักปรัชญาที่สนใจหลายด้าน  เป็นต้นว่าด้านการแพทย์  คำประพันธ์  ปรัชญา พฤกษศาสตร์และคณิตศาสตร์ ที่ชาลิแจร์เขียน      จดหมายไปนี้ก็เพื่อเชิญนอสตราดามุสให้ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านของเขาที่เมืองอากัง

            นอสตราดามุสได้รับจดหมายฉบับนี้แล้วก็ตอบไปว่า ตนยินดีที่จะไปอยู่ที่บ้านของชาลิแจร์ด้วย นอสตราดามุสชอบชีวิตความเป็นอยู่ในเมืองอากังนี้มาก ราวปี ค.. 1545 เขาได้ยุติการใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรชั่วคราว โดยได้ตัดสินใจแต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งว่ากันว่า เธอผู้นั้นนอกจากจะสะสวยน่ารักแล้วแถมยังร่ำรวยเสียอีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถค้นหาชื่อภรรยาคนแรกของนอสตราดามุสนี้ได้

            นอสตราดามุสมีลูกกับภรรยาคนนี้ 2 คน เป็นชาย 1 หญิง ชีวิตในครอบครัวของเขาเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนในด้านอาชีพการแพทย์ของเขานั้นเล่า  ก็ประสพความเจริญก้าวหน้า  และสร้างชื่อเสียงให้แก่เขามากยิ่งขึ้น

            นอกจากนั้น เขายังได้ประโยชน์มากมายจากการที่ได้มาอยู่กับจูเลียส ซีซาร์ ชาลิแจร์ เพราะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับนักปรัชญาผู้นี้เป็นประจำ  กับทั้งได้มีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนทรรศนะกับผู้คนที่ไปมาหาสู่ชาลิแจร์อีกมากมาย ซึ่งทำให้นอสตราดามุสได้ความรู้มีโลกทรรศน์กว้างไกล และฉลาดเฉียบแหลมมากยิ่งขึ้น

 

8. ประสพเคราะห์กรรม

            แต่ครั้นถึงปี ค.. 1537 โศกนาฏกรรมหลายต่อหลายอย่างได้ซัด      กระหน่ำชีวิตและครอบครัวของนอสตราดามุส คือปีนั้นกาฬโรคระบาดเข้ามาในเมืองอากัง และในที่สุด ได้คร่าเอาชีวิตภรรยาและลูกทั้งสองคนของนอสตราดามุสไปด้วย ทั้งๆ ที่เขาได้พยายามอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่อาจช่วยชีวิตภรรยาและลูกทั้งสองคนของเขาได้

            เมื่อการณ์กลับปรากฏเป็นเช่นนี้  เกียรติภูมิของนอสตราดามุสในฐานะที่เป็นแพทย์ผู้สามารถในการรักษากาฬโรคได้ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง   เมื่อประชาชนทราบว่าเขาไม่สามารถช่วยชีวิตแม้แต่คนในครอบครัวของตัวเองได้

            ยิ่งไปกว่านั้น ในระยะต่อมาเขาเกิดแตกคอกับนายชาลิแจร์ จนถึงขั้นตัดความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างกันในที่สุด  ซึ่งที่จริงผู้ที่ก่อเรื่องไม่ใช่ฝ่ายนอสตราดามุส  แต่เรื่องเกิดขึ้นเพราะชาลิแจร์เป็นผู้ก่อ ชาลิแจร์ไม่เพียงแต่ก่อเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับนอสตราดามุสเท่านั้น   แต่ยังเที่ยวหาเรื่องกับเพื่อนฝูงทุกคนของเขาด้วย

            อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าความเป็นเพื่อนระหว่างนอสตราดามุสกับชาลิแจร์จะสิ้นสุดลงไปแล้ว แต่นอสตราดามุสไม่เคยกล่าวให้ร้ายป้ายสีชาลิแจร์เลย ในหนังสือ Traite des fardemens นอสตราดามุสยังคงเขียนสรรเสริญ เยินยอเกียรติคุณของชาลิแจร์  ไว้ว่า “เป็นผู้สืบทอดวิญญาณของ ซิเซโรทางด้านวาทศิลป์  เป็นผู้สืบทอดวิญญาณของเวอร์จิลทางด้านการประพันธ์ และเป็นผู้สืบทอดวิญญาณของกาลังทางด้านการแพทย์ ข้าพเจ้าเป็นหนี้บุญคุณชาลิแจร์ ยิ่งกว่าบุคคลอื่นใดในโลก”

            จะเห็นได้ว่า ข้อความที่ยกมานี้เป็นการยกย่องสดุดีความสามารถทางด้านต่างๆของชาลิแจร์ นอสตราดามุสไม่ได้เอ่ยถึงความเลวของเพื่อน นักปรัชญาผู้นี้แม้แต่น้อยนิด

            เคราะห์กรรมของนอสตราดามุสยังไม่หมดแต่เพียงเท่านี้ เพราะปรากฏว่าเขาถูกพ่อตาแม่ยายฟ้องร้องทางศาลเพื่อเรียกสินสอดทองหมั้น   ที่ฝ่ายพ่อตาแม่ยายจ่ายให้เขาตอนแต่งงานกับลูกสาวคืน  ซึ่งนี่ก็แสดงว่าในประเทศฝรั่งเศสสมัยนั้นเมื่อชายหญิงแต่งงานกัน  ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้จ่ายสินสอดให้แก่ฝ่ายชายเหมือนอย่างที่ประเทศอินเดีย

            นอกจากนั้นในปี ค.. 1538 นอสตราดามุสถูกกล่าวหาว่าทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนจักรคาทอลิก  โดยระบุว่าครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อนหน้านี้เขาเคยกล่าวลบหลู่ดูหมิ่นศาสนจักรนิกายคาทอลิกอะไรบางอย่างเอาไว้ คนที่ได้ยินคำพูดของเขาจึงได้รายงานถึงเจ้าหน้าที่ของฝ่ายศาสนจักร

            แต่เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งนอสตราดามุสเดินไปพบช่างคนหนึ่งกำลังหล่อรูปของพระแม่มารีอยู่  เขาเกิดคะนองปากพูดวิจารณ์ไปว่ารูปพระแม่มารีที่ช่างกำลังหล่ออยู่นั้นมีลักษณะเหมือนกับรูปของปีศาจ

            เมื่อเกิดเรื่องราวขึ้นมาเช่นนี้ ทางฝ่ายนอสตราดามุสได้อุทธรณ์ไปว่า                 ที่เขาพูดเช่นนั้นไม่ได้จงใจที่จะลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งเคารพของชาวคริสเตียน          เป็นเพียงแต่กล่าววิจารณ์ว่า  พระรูปของแม่พระมารีไม่งดงามในเชิงสุนทรียศาสตร์เท่านั้นเอง อย่างไรก็ตาม ทางคณะกรรมการสอบสวนของฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก ไม่เชื่อในคำอุทธรณ์นี้ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปที่เมืองอากัง เพื่อทำการจับกุมนอสตราดามุสนำมาลงโทษที่เมืองตูลูส

            นอสตราดามุสตระหนักเป็นอย่างดีว่า หากเขายอมให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายศาสนจักรจับกุม  ก็มีหวังจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาลพระ หรือดีไม่ดีอาจจะถูกนำตัวไปเข้าหลักประหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงได้หลบหนีออกจากเมืองอากัง ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของฝ่ายศาสนจักรจะเดินทางไปถึง เที่ยวหลบ ๆ ซ่อน ๆ เพื่อให้พ้นภัยจากฝ่ายศาสนจักรอยู่เป็นเวลานานถึง 6 ปีเต็ม

            นอสตราดามุสไม่ยอมแต่งงานใหม่ และครองตนเป็นพ่อหม้ายอยู่จนกระทั่งปี ค.. 1547 จึงได้ตกลงปลงใจแต่งงานกับแม่หม้ายทรงเครื่องคนหนึ่งที่เมืองซาลอง อัง โปรวองซ์

            นอสตราดามุสมีลูกกับแม่หม้ายคนนี้ถึง 6 คน มีคนหนึ่งฉลาดเฉียบแหลมได้พ่อชื่อ  ซีซาร์ เดอ นอสเตรอดัม เมื่อผู้พ่อเสียชีวิต ซีซาร์ผู้นี้อายุได้ 9 ปี ที่เรื่องราวของนอสตราดามุสไม่สูญหายไปจากโลก ส่วนหนึ่งก็เพราะซีซาร์นำมาบันทึกไว้ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นชื่อ  Histoire de Provence

            ในช่วงที่นอสตราดามุสยังเป็นพ่อหม้ายหลบหนีการจับกุมของฝ่ายศาสนจักรอยู่นั้น เราไม่ค่อยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับเส้นทางการเดินทางของเขามากนัก ที่เห็นมีอยู่บ้างก็แต่ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นในเวลาต่อมาชื่อ Moultes Opuscules  ซึ่งระบุว่าได้ไปที่เมืองลอร์เร็น เมืองเวนิช  และเมืองซิซิลี เขาไปในประเทศอิตาลีเพื่อรวบรวมข้อมูลที่จะนำมาใช้เขียนหนังสือเกี่ยวกับทฤษฎีทางการแพทย์ และสูตรยารักษาโรคต่าง ๆ รวมทั้งเพื่อไปพบปะกับนักโหราศาสตร์ นักเล่นแร่แปรธาตุ และเกจิอาจารย์ทางไสยศาสตร์คนสำคัญ ๆ ที่อยู่ในเมืองต่าง ๆ เหล่านั้น

            ในช่วงเดียวกันนี้ นอสตราดามุสได้แปลหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ        Horus Apollo   ของ ฟิลิปปุส  จากภาษากรีกเป็นภาษาฝรั่งเศส  เป็นหนังสือประมวล   ความรู้ทางด้าน

จริยศาสตร์และปรัชญาธรรมดาๆ ซึ่งไม่ดีเด่นเป็นที่น่าสนใจของบรรดานักอักษรศาสตร์ในยุคหลังมากนัก

 

9. ทำนายดวงชะตาของผู้ที่จะเป็นพระสันตะปาปา

            มีตำนานเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า ในช่วงนี้นอสตราดามุสมีความสามารถในการทำนายทายทักดวงชะตาราศีของใครต่อใครได้แล้ว ว่ากันว่า ในระหว่างที่เขาเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศอิตาลีนั้น วันหนึ่ง เขาเดินสวนทางกับนักบวชคริสต์รูปหนึ่งซึ่งขณะนั้นมีหน้าที่เป็นเพียงคนเลี้ยงสุกรในวัด  เพียงมองเห็นครั้งแรกเท่านั้น นอสตราดามุสก็สามารถทราบในทันทีว่า นักบวชรูปนี้ต่อไปในอนาคตจะได้เป็นพระสันตะปาปา   เขาจึงคุกเข่าลงที่โคลนเฉอะแฉะกลางถนนเป็นการคารวะ   พลางกล่าวด้วยคำขึ้นต้นว่า  “ข้าแต่องค์พระสันตะปาปาผู้ศักดิ์สิทธิ์”

            นักบวชรูปนี้คือ เฟริช เปเรตตี ซึ่งต่อมาได้เป็นองค์ประมุขของศาสนจักรโรมันคาทอลิก เมื่อปี ค.. 1585 ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่นอสตราดามุสเสียชีวิตไปนานแล้ว

 

10. ล่วงรู้ชะตากรรมของหมู

            อีกเรื่องหนึ่งเล่ากันสนุก ๆ ว่า  นอสตราดามุสได้พบกับขุนนางคนหนึ่งที่เมืองฟอลแร็งวิลล์ หลังจากที่ได้สนทนากันแล้ว พอทราบว่านอสตราดามุสเป็นหมอดู  จึงอยากจะทดลองความสามารถให้เห็นดำเห็นแดงกันไปเลย

            ขุนนางเมืองฟลอแร็งวิลล์  ได้ทำการทดสอบ โดยขอให้นอสตราดามุสลองทำนายอนาคตของลูกสุกรทั้งสองตัวของเขา ที่กำลังนอนดูดนมแม่อยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน นอสตราดามุสทำนายว่าท่านขุนนางจะได้รับประทานเนื้อลูกสุกรตัวสีดำ ส่วนลูกสุกรตัวสีขาวจะถูกสุนัขคาบไปกิน

            ทันทีที่ได้ฟังคำทำนาย  ขุนนางผู้นี้ต้องการลบล้าง  จึงได้เชิญนอสตราดามุสให้อยู่รับประทานอาหารเย็นด้วยที่บ้าน  และแอบไปกระซิบบอกคนครัวให้จับลูกสุกรตัวสีขาวมาฆ่า  เพื่อทำอาหารเย็นเลี้ยงนอสตราดามุส คนครัวได้จัดการตามที่ท่านขุนนางสั่ง  คือ นำลูกสุกรตัวสีขาวมาฆ่า แต่ในขณะที่พ่อครัวกำลังเตรียมชำแหละเนื้อลูกสุกรขาวเพื่อปรุงเป็นอาหารเย็นอยู่นั้น มีสุนัขของเพื่อนบ้านตัวหนึ่งมาแอบคาบสุกรตัวนั้นวิ่งหนีเข้าป่าไป คนครัวตกใจมาก เกรงว่าจะถูกขุนนางผู้เป็นนายดุด่าจึงไปจัดการฆ่าลูกสุกรตัวสีดำ มาทำอาหาร เย็นแทน

            ในขณะที่นอสตราดามุสกับขุนนางกำลังนั่งรับประทานอาหารเย็นมื้อนี้อยู่นั้น ทางฝ่ายขุนนางเจ้าของบ้านก็ได้ทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่อง กล่าวกับ นอสตราดามุสว่า เนื้อที่เขากับนอสตราดามุสกำลังรับประทานอยู่นี้คือเนื้อของลูกสุกรตัวสีขาวที่ทำนายว่าจะถูกสุนัขคาบไปกิน นอสตราดามุสยิ้มอย่างผู้ชนะ และยืนยันกับเจ้าของบ้านว่า เนื้อที่คนทั้งสองรับประทานอยู่นั้น     เป็นเนื้อของลูกสุกรตัวสีดำ

            เพื่อพิสูจน์ความจริงกัน ท่านขุนนางจึงได้เรียกคนครัวมาสอบถาม    คนครัวก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ผู้เป็นนายฟัง  จึงเป็นอันว่าคำทำนาย ของนอสตราดามุสในครั้งนี้ถูกต้องแม่นยำเหมือนมองเห็นอนาคตได้ด้วยตาทิพย์

 

11. ทำนายอนาคตของนโปเลียน

            อีกตำนานหนึ่งก็ว่า นอสตราดามุสเคยเข้าไปพักอยู่ที่โบสถ์เตซีอัง ในเมืองออร์วัล ซึ่งเป็นย่านที่อยู่ของชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเบลเยี่ยม ทั้งนี้เพราะในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีผู้พบหนังสือคำโคลงพยากรณ์ของนอสตราดามุสอยู่ในโบสถ์แห่งนี้สองเล่ม   เป็นหนังสือที่เขียนทำนายไว้ว่า   จอมจักรพรรดินโปเลียน จะเรืองอำนาจในฝรั่งเศส

            เล่มหนึ่งมีชื่อว่า   Prophecy of Philip Olivarius  ซึ่งระบุไว้ว่าพิมพ์เมื่อ ค.. 1542 แต่เมื่อพิจารณาดูแล้ว หนังสือเล่มนี้น่าจะตีพิมพ์ในระยะหลังคือราวปี  ค.. 1810 นายนอร์มังค์ซึ่งเป็นทั้งพระอาจารย์ที่ปรึกษา และพระสหายของพระเจ้านโปเลียนแห่งฝรั่งเศส อ้างว่า พระเจ้านโปเลียน ทรงนำหนังสือคำทำนายเล่มนี้พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา ส่วนหนังสือคำทำนายเล่มที่สองชื่อ  The Prophecy of Orval ระบุว่าตีพิมพ์เมื่อ ค.. 1544 แต่ความจริงหนังสือเล่มนี้น่าจะตีพิมพ์เมื่อราวปี ค.. 1839

            นักวิเคราะห์ผลงานของนอสตราดามุสหลายคน  รวมทั้งบาร์แรสต์  และ  อาเบ ตอร์เน ชาวิญญี ได้ยืนยันว่า หนังสือทั้งสองเล่มนี้นอสตราดามุสเป็นผู้เขียนเอง  แต่เมื่อพิจารณาดูรูปแบบการเขียนที่ปรากฏในหนังสือคำทำนายทั้งสองเล่มแล้ว   ไม่น่าจะใช่หนังสือที่นอสตราดามุสเขียน   ส่วนที่กล่าวว่า นอสตราดามุสเคยไปพักอยู่ที่เมืองออร์วัลนั้น ก็เป็นเพียงตำนานเล่าขานต่อ ๆ กันมา  ปราศจากหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรสนับสนุน

            จึงมีทางเป็นไปได้ว่า หนังสือทั้งสองเล่มนี้ผู้อื่นเป็นผู้เขียนขึ้น แต่แอบอ้างเอาชื่อของนอสตราดามุส  เพื่อให้คำทำนายในหนังสือน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องแบบนี้มักเกิดขึ้นตลอดเวลาทุกยุคทุกสมัย

 

12. ปราบโรคระบาด

            เมื่อถึงปี ค.. 1554  นอสตราดามุสได้ไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองมาร์แซย์ โดยพักอยู่กับหลุยซ์ แซร์เรอ ในเดือนพฤศจิกายนของปีนั้น   มณฑลโปรวองซ์ได้ประสพกับอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์  ซึ่งซีซาร์บุตรชายของนอสตราดามุสได้เล่ารายละเอียดเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ Histoire de Provence  ว่า  ผลของอุทกภัยครั้งนี้ทำให้กาฬโรคระบาดหนักยิ่งกว่าเดิมอีกเท่าตัว  เพราะเชื้อโรคแพร่ระบาดไปกับศพเน่าที่ลอยไปตามน้ำ

            นอสตราดามุสต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อนเพื่อรักษาคนไข้ที่เป็นโรคนี้ ซึ่งแตกต่างจากแพทย์คนอื่น ๆ  ที่พากันกลัวตายและได้หลบหนีออกไปจากเมืองมาร์แซย์ พร้อมกับคนไข้ที่พอมีกำลังวังชาเดินเหินได้ ซึ่งการกระทำของแพทย์ดังกล่าวกลับยิ่งทำให้กาฬโรคระบาดไปถึงเมืองอื่น ๆ  ที่พวกเขาอพยพคนเข้าไปอยู่

            ในสมุดบันทึกความจำที่บันทึกไว้ในสมัยนั้นกล่าวว่า  กาฬโรคระบาดหนักที่สุดในเมืองเอ็กซ์  ซึ่งเป็นเมืองเอกของมณฑลโปรวองซ์  เจ้าหน้าที่ในเมืองนี้จึงได้ส่งคนไปตาม  เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.. 1455 นอสตราดามุสได้เดินทางไปอยู่ที่เมืองเอ็กซ์ตามคำเรียกร้องของเจ้าหน้าที่  และเป็นแพทย์เพียงผู้เดียวที่ไม่ยอมอพยพหนีไปอยู่ที่เมืองอื่น    ตลอดระยะเวลาที่โรคยังระบาด

            นอสตราดามุสทำงานอยู่ท่ามกลางคนป่วย โดยไม่ประหวั่นพรั่นพรึงอันตรายจากการติดเชื้อและให้การรักษาเยียวยาแก่พวกเขาโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก เขาแนะนำให้ประชาชนในเมืองเอ็กซ์พยายามอยู่ในที่ซึ่งมีอากาศบริสุทธิ์และดื่มแต่น้ำสะอาดเท่านั้น

            เมื่อนอสตราดามุสเดินทางไปถึงเมืองเอ็กซ์ใหม่ ๆ นั้น ประชาชนในเมืองนี้ต่างแสดงออกถึงความรู้สึกว่าหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เช่น ในกรณีของคนไข้หญิงรายหนึ่ง เธอจัดการเย็บถุงเตรียมเอาไว้ห่อศพของตัวเอง     ด้วยเกรงว่าเมื่อเธอตายลงแล้วจะไม่มีใครเย็บให้

            นอสตราดามุสได้บันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของเขาที่เมืองเอ็กซ์นี้ไว้ในหนังสือชื่อว่า  Moultes Opuscules  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทที่ เป็นบทที่เขียนบรรยายถึงเหตุการณ์ในเมืองนี้เฉพาะ

 

13. คิดค้นสูตรยาป้องกันกาฬโรค 

            นอสตราดามุสได้คิดค้นสูตรยาเม็ดป้องกันกาฬโรคขึ้นมาขนานหนึ่ง เรียกกันในสมัยนั้นว่า  “ยาเม็ดดอกกุหลาบ” ยาขนานนี้มีเครื่องปรุงประกอบ ด้วยสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

            -           ขี้เลื่อยต้นสนเขียว                       1                      ออนซ์

            -           ดอกไอริสเมืองฟลอเรนซ์             1                     ออนซ์

            -           กานพลู                                     3                      ออนซ์

            -           ว่านหางจระเข้                            6                      แดร็ม

            -           ว่านน้ำ                                     3                      แดร็ม

            -           ดอกกุหลาบ                                           300/400           ดอก

            ในการปรุงยาขนานนี้ มีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อนอยู่บ้างเหมือนกัน  คือดอกกุหลาบที่จะนำมาใช้ปรุงยาจะต้องไปเก็บก่อนรุ่งอรุณ และเมื่อได้ดอกกุหลาบครบตามจำนวนแล้วก็นำไปโขลกให้ละเอียดเสร็จแล้วนำไปคลุกเคล้ากับผงเครื่องปรุงสมุนไพรอีก 5 อย่างที่ได้บดไว้แล้ว  ในตอนนี้ต้องระวังไม่ให้เครื่องปรุงยาถูกอากาศ  จากนั้นก็นำเครื่องยาที่เคล้ากันดีแล้วไปปั้นเป็นเม็ดเล็ก ๆ  แล้วนำไปให้คนป่วยเป็นกาฬโรคอมไว้ตลอดเวลา

            นอสตราดามุสบรรยายสรรพคุณยาเม็ดดอกกุหลาบนี้ว่า นอกจากจะใช้ป้องกันกาฬโรคได้แล้วยังมีสรรพคุณใช้ระงับกลิ่นปากและกลิ่นเหม็นที่ออกมา พร้อมกับลมหายใจ และยานี้ยังช่วยป้องกันโรคฟันผุไม่ให้ลุกลามได้อีกด้วย

            ที่นอสตราดามุสเข้าใจว่าคนเป็นกาฬโรคเพราะอยู่ในที่ซึ่งมีอากาศไม่บริสุทธิ์นั้น เป็นความเข้าใจที่ไม่ตรงกับการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งค้นพบว่า      กาฬโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิดที่ระบาดอยู่ในภาคใต้ของฝรั่งเศสในสมัยของนอสตราดามุสนั้น เป็นโรคที่ติดเชื้อมาจากหมัดหนู

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ที่มีความสามารถเป็นเยี่ยมเหนือแพทย์คนอื่นๆที่สามารถพิชิตกาฬโรคลงได้อย่างราบคาบ เมื่อกาฬโรคระบาดยุติลงแล้ว  ทางรัฐสภาเมืองเอ็กซ์สำนึกในคุณความดีของนอสตราดามุส จึงประชุมลงมติให้บำนาญตลอดชีวิตแก่เขา

 

14. แต่งงานครั้งที่สอง

            หลังจากเมืองเอ็กซ์ปลอดจากกาฬโรคแล้ว นอสตราดามุสได้ออกเดินทางต่อไปที่เมืองซาลอง  เมื่อไปถึงก็พบว่าเป็นเมืองที่ร่มรื่นน่าอยู่ เขาจึงตัดสินใจ ที่จะใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในเมืองนี้  แต่อยู่ได้ไม่ทันไร ทางเมืองลีอองส์ได้ส่งคนมาตามให้ไปช่วยรักษาโรคไอกรน  ซึ่งระบาดอย่างหนัก หลังจากปราบโรคไอกรนในเมืองนี้เสร็จ ก็กลับไปอยู่ที่เมืองซาลองอีกครั้งหนึ่ง                                 

            การกลับไปเมืองซาลองครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับไปตัวเปล่า แต่ทว่ามีทรัพย์สินเงินทองมากมายติดตัวไปด้วย  ซึ่งเป็นทรัพย์สินเงินทองที่ประชาชนในเมืองลีอองส์มอบให้เขาด้วยเสน่หาและสำนึกในพระคุณที่รักษาโรคให้ ที่จริงแล้วทรัพย์สินเงินทองที่เขานำติดตัวไปเมืองซาลองนั้น  เป็นส่วนที่เหลือจากที่ได้บริจาคให้แก่คนยากคนจนในเมืองลีอองส์ก่อนที่จะจากมา

            เรื่องราวเกี่ยวกับความโอบอ้อมอารีของนอสตราดามุสที่มีต่อคนยากคนจนเช่นนี้  แม้ว่าจะได้ข้อมูลมาจากตำนานที่เล่าขานสืบ ๆ กันมาก็ตาม แต่ก็มีเค้าประเด็นว่าเป็นความจริงอยู่มากทีเดียว

            หลังจากกลับคืนสู่เมืองซาลองในครั้งหลังนี้แล้ว นอสตราดามุสได้แต่งงานกับ นางแอนน์  ป็องสาร์ท  เกอเมลล์  เศรษฐินีหม้ายเมืองซาลองนั่นเอง ปัจจุบันทะเบียนสมรสของคนทั้งสองยังถูกเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุเมืองซาลอง

            ในทะเบียนนี้ระบุว่า คนทั้งสองแต่งงานกันเมื่อ ค.. 1547 นายทะเบียนที่รับจดทะเบียนชื่อว่า  นายเอเดียน โฮซีเอ ส่วนบ้านที่นอสตราดามุสเคยพำนักอยู่กับครอบครับในช่วงบั้นปลายของชีวิต ปัจจุบันยังอยู่ที่ย่านปัวส์ซองเนอรี เมืองซาลอง

            ในระยะหลัง ๆ นี้  นอสตราดามุสใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบ  ส่วนใหญ่เขาจะขลุกอยู่กับการผลิตเครื่องสำอางสูตรพิเศษให้ภรรยาแม่หม้ายของเขาใช้  ซึ่งก็เป็นที่ติดอกติดใจของเธอมาก  ดูเหมือนว่าในระยะนี้ เขาจะไม่ได้ใช้ความรู้ทางด้านการแพทย์เพื่อรักษาเยียวยาคนไข้เหมือนช่วงก่อน ๆ

            ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงนี้เขาเกิดไม่ถูกกับ พวกคาบัง (Cabans) ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองของซาลองที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก พวกคาบังนี้เกิดขัดแย้งทางด้านศาสนากับพวก ฮอกือนอต์  (Huguenot) ซึ่งเป็นพวกนับถือคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์

            ในระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายเกิดขัดแย้งกันทางศาสนาอยู่นี้ ทางฝ่ายคาบังโจมตีว่าเขาให้การสนับสนุนแก่พวกฮอกือนอต์ ซึ่งก็สร้างความลำบากใจให้แก่นอสตราดามุสเป็นอย่างยิ่ง

 

15. เริ่มเขียนคำทำนายบันลือโลก

            ในช่วงเดียวกันนี้  นอสตราดามุสได้สนอกสนใจในวิชาโหราศาสตร์มากเป็นพิเศษ และพลังความสามารถในการล่วงรู้เหตุการณ์ในอนาคตของเขาก็คงจะมีอยู่ต่อไป เพราะว่าในปี  ค.. 1550 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มแรกในชีวิต มีชื่อว่า “ออลมาแน็ค (Almanac)”  เป็นหนังสือเขียนเป็นคำโคลงง่าย ๆ ทำนายเกี่ยวกับสภาพดินฟ้าอากาศ พืชพันธุ์ธัญญาหารและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในเมืองซาลอง

            หนังสือออลมาแน็คนี้ได้รับความนิยมในหมู่ของนักอ่านมาก และมีการตีพิมพ์ออกมาทุก ๆ ปี ในช่วงที่นอสตราดามุสยังมีชีวิตอยู่  เมอซิเอ ลา     กรัว ดือ เมน  เขียนถึงหนังสือออลมาแน็คของนอสตราดามุสไว้เมื่อ ค.. 1594 ว่า  “ออลมาแน็คเป็นหนังสือที่ประชาชนให้ความเชื่อถือมากเหลือเกินและเป็นหนังสือที่ขายดีมากอีกด้วย ถึงกับพวกมิจฉาชีพผู้ไม่มียางอาย ลอกเลียนแบบ  แล้วอ้างว่าเป็นฉบับของนอสตราดามุส”

            น่าจะเป็นเพราะผลแห่งความสำเร็จอย่างงดงามของการทำหนังสือออลมาแน็คนี่เอง ที่เป็นแรงผลักดันให้นอสตราดามุสหันไปจับงานเขียน       หนังสือคำทำนายที่ยากขึ้นไปอีกเล่มหนึ่งชื่อ  Prophecies

            นอกจากจะมุ่งมั่นบากบั่นอยู่กับงานเขียนหนังสือ   Prophecies   แล้ว  ในช่วงเดียวกันนี้นอสตราดามุสยังสนใจในงานสร้างสรรค์เพื่อสาธารณ            ประโยชน์อื่น ๆ  ด้วย เช่น  ได้สนับสนุน นายอาดัม เดอ ลา คราปอนน์  สถาปนิกและวิศวกรชาวซาลอง  ให้ขุดคลองชลประทานเชื่อมแม่น้ำโรนกับแม่น้ำรังซ์ เพื่อนำน้ำจากคลองแห่งนี้ไปแก้ปัญหาความแห้งแล้งในพื้นที่เพาะปลูกในอาณาบริเวณรอบ ๆ เมืองซาลอง

            นอสตราดามุสไม่เพียงแต่บริจาคเงินก้อนมหึมาเพื่อช่วยเหลือโครงการนี้เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ให้กำลังใจและให้คำแนะนำบางประการแก่นายคราปอนน์ตลอดเวลาอีกด้วย  ปัจจุบันคลองส่งน้ำแห่งนี้ยังคงใช้ทำประโยชน์ทางด้านการชลประทานอยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้

            นอสตราดามุสกล่าวไว้ในหนังสือ  Prophecies ว่า  เขาได้ทำการดัดแปลงห้อง ๆ หนึ่งที่ชั้นบนสุดในบ้านของเขาที่เมืองซาลอง  ให้เป็นห้องศึกษาค้นคว้าตำราทางไสยศาสตร์ เขาจะเข้าไปนั่งอยู่ในห้องนี้ตามลำพังในตอนกลางคืน

            นอสตราดามุสเปิดเผยในหนังสืออีกเล่มหนึ่งว่า เขาได้เผาตำราทางไสยศาสตร์หลายต่อหลายเล่มทิ้งในทันทีที่ได้ศึกษาค้นคว้าเสร็จ จึงทำให้เกิดความสงสัยกันว่าเพราะเหตุใดคนที่เป็นนักปราชญ์อย่างนอสตราดามุส จึงไม่รักและเสียดายหนังสือดี ๆ เหล่านี้  เหตุผลสำคัญที่เขาต้องเผาตำรับตำราทางไสยศาสตร์เหล่านี้ทิ้ง ก็ด้วยความเกรงกลัวว่า  เจ้าหน้าที่ของฝ่ายศาสนจักรคาทอลิกอาจจะเข้ามาตรวจค้นในบ้าน  และพบตำราต้องห้ามเหล่านั้นเข้า

            ตำราสำคัญเล่มหนึ่งที่นอสตราดามุสนำมาใช้ศึกษาค้นคว้าทางไสยศาสตร์   คือ De Mysteriis Egyptorum พิมพ์ที่เมืองลีอองส์ เมื่อ ค.. 1547

 

16. ได้ศิษย์เอก

            ในปี ค.. 1554 นอสตราดามุสได้คนสำคัญคนหนึ่งมาเป็นศิษย์เอก ชื่อ  ดร.ฌอง-เอเมอส์ เดอ ชาวิญญี  ดร.ชาวิญญีผู้นี้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ คือ เป็นถึงนายกเทศมนตรีเมืองโบน แต่ยอมสละตำแหน่งอันทรงเกียรตินี้ออกมาเป็นศิษย์ของนอสตราดามุสเพียงเพื่อต้องการศึกษาวิชาโหราศาสตร์และดาราศาสตร์

            เมื่อ ดร.ชาวิญญี มาสมัครเป็นศิษย์ของนอสตราดามุสนั้น เขามีอายุเพียง 30 ปี  แต่เป็นผู้มีคุณวุฒิทางการศึกษาสูงเด่นมาก   คือสำเร็จปริญญาเอกถึงสองสาขา ได้แก่สาขาเทววิทยาและสาขานิติศาสตร์ ซึ่งคนที่ยังหนุ่มแน่นและมีความรู้สูงอย่าง ดร.ชาวิญญี  หากให้ทำงานอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ  ก็เป็นที่หวังได้ว่าอนาคตจะต้องรุ่งโรจน์ก้าวไปได้ไกลมาก    แต่เขากลับยอมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อความประสงค์เพียงต้องการสนองความอยากรู้อยากเห็นของตนเท่านั้นเอง

            สาเหตุที่ ดร.ชาวิญญี ตัดสินใจมอบตัวเป็นศิษย์ของนอสตราดามุส  ก็เพราะได้แรงกระตุ้นมาจากคำพูดของกวีประจำราชสำนักผู้หนึ่ง ชื่อ ฌอง เดอร่าต์  ซึ่งเป็นบุคคลที่เลื่อมใสศรัทธาในผลงานของนอสตราดามุสเป็นอย่างมาก กวีฌอง เดอร่าต์เป็นระดับปัญญาชนคนหนึ่งในสมัยนั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นกวีประจำราชสำนักแล้ว เขายังดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์สาขาวิชาภาษากรีกประจำอยู่ที่วิทยาลัยกอลแลช เดอ ฟรังซ์ อีกด้วย

            ดร.ฌอง-เอเมอส์ เดอ ชาวิญญี เป็นตัวอย่างของศิษย์ที่มีความ กตัญญูกตเวทีต่ออาจารย์ หลังจากที่นอสตราดามุสเสียชีวิตไปแล้ว   ดร. ชาวิญญีก็ไม่เคยลืมบุญคุณ เขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับนอสตราดามุสไว้หลายเล่ม นอกจากนั้น  เขายังทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการเรียบเรียงหนังสือคำทำนายของนอสตราดามุสชื่อ  Prophecies  ซึ่งตีพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เป็นครั้งแรกเมื่อ ค..1568

            นับตั้งแต่นอสตราดามุสประสพผลสำเร็จอย่างงดงามจากการเขียนหนังสือ “ออลมาแน็ค” ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วนั้น เขาได้เริ่มจับงานเขียนด้านอื่น ๆ ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นต้นว่า  งานเขียนสูตรยารักษาคนไข้และสูตรเครื่องสำอางต่าง ๆ รวมทั้งได้ตีพิมพ์หนังสือ  Horus Apollo  ซึ่งแปลจากภาษากรีกเป็นภาษาฝรั่งเศส จนในที่สุดเมื่อปี ค.. 1552 เขาได้ตีพิมพ์หนังสือ อีกเล่มหนึ่งชื่อ  Traite des Pardemens

            เมื่อถึงปี  ค.. 1554   นอสตราดามุสได้ญาณพิเศษสามารถล่วงรู้ว่าจะเกิดยุคเข็ญในทวีปยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝรั่งเศส มิหนำซ้ำยังเกิดอาเพศหลายอย่างซึ่งเป็นลางบอกเหตุ ว่าสิ่งที่นอสตราดามุสรู้เห็นด้วยญาณพิเศษนี้จะต้องเกิดขึ้นจริง ดังที่  ซีซาร์บุตรชายของนอสตราดามุสเขียนไว้ตอนหนึ่งในหนังสือชื่อ Histoire de Provence ว่า

            “ในปี ค.. 1554 มีเหตุอาเพศหลายอย่างอุบัติขึ้นเป็นลางร้ายในประเทศฝรั่งเศส ที่สำคัญก็คือ บรรดาทารกที่เกิดใหม่มักมีร่างกายพิกลพิการ เช่น ในปลายเดือนมกราคมของปีนี้  ที่เมืองเซนาส์มีทารกคนหนึ่งเกิดมามีร่างกายประหลาด เป็นเด็กสองหัว หน้าตาน่าเกลียวน่ากลัว ราวกับเป็นลูกปีศาจมาเกิด  บรรดาโหรซึ่งเชี่ยวชาญในการทำนายทายทักเหตุการณ์ในอนาคต เมื่อเห็นทารกร่างกายประหลาดคนนี้แล้วต่างก็ทำนายตรงกันว่า        จะมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นกับประเทศฝรั่งเศส นอกจากมีเด็กประหลาดเกิดที่เมืองเซนาส์แล้ว  อีก 6 สัปดาห์ต่อมาที่บริเวณใกล้ ๆ  เมืองซาลองก็ยังมีแม่ม้าตัวหนึ่งตกลูกออกมาเป็นสัตว์ประหลาดมีหัวสองหัว จากการที่มีมนุษย์และสัตว์ประหลาดเกิดมาเช่นนี้ นอสตราดามุสได้ประมวลเหตุการณ์แล้วทำนายว่า จะเกิดปัญหาการแตกแยกครั้งร้ายแรงในประเทศฝรั่งเศสในอนาคต”

            ในกาลต่อมา ปรากฏว่าคำทำนายของนอสตราดามุสเป็นจริง คือ ประชาชนฝรั่งเศสเกิดแตกแยกกันเพราะปัญหาความขัดแย้งทางด้านศาสนา   จนกระทั่งเกิดสงครามกลางเมืองถึงสามครั้ง  ก่อนที่พระเจ้าอังรี เดอ นาวาร์เรอ จะเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสต่อจากราชวงศ์วารัวส์ ซึ่งได้ถูกทำลายลง และเป็นการสถาปนาราชวงศ์ใหม่เข้าปกครองประเทศฝรั่งเศส

            ในช่วงที่เกิดอาเพศมีมนุษย์และสัตว์ประหลาดมาเกิดนั้น นอสตราดามุสอยู่ในระหว่างเขียนหนังสือคำทำนาย ชื่อ  Prophecies  อยู่ ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีคำทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ  ที่จะอุบัติขึ้นในโลกในแต่ละยุคสมัย จวบจนกระทั่งถึงวันอวสานของโลก

            ดร.ชาวิญญี ได้เขียนถึงหนังสือคำทำนายเล่มนี้ว่า “นอสตราดามุสเขียนคำทำนายเหตุการณ์ของโลกเสร็จแล้วก็เก็บเอาไว้ ยังไม่ยอมตีพิมพ์ออกเผยแพร่  เพราะเห็นว่าเนื้อหาสาระในคำทำนายเหล่านั้นจะกระทบกระเทือนต่อผู้อื่น แต่ในที่สุดนอสตราดามุสมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสงเคราะห์ต่อชาวโลก จึงได้ตีพิมพ์คำทำนายของเขาออกสู่สายตาของสาธารณชน  ผลที่ออกมาก็คือ คำทำนายเหล่านี้เกิดโด่งดังขึ้นมา จนเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาโจษขานและพูดกันติดปากในหมู่ประชาชนฝรั่งเศสและชาวต่างประเทศต่าง ๆ “

            หนังสือคำทำนาย   Prophecies   ของนอสตราดามุส เริ่มตีพิมพ์เป็นครั้งแรกเมื่อ ค..1555  ที่เมืองลีอองส์ ประเทศฝรั่งเศส  เป็นฉบับที่พิมพ์ยังไม่สมบูรณ์ แบ่งคำทำนายออกเป็นหมวด ๆ เรียกว่า เซ็นจูรี  (Century) ที่มีคำทำนายครบหนึ่งร้อยบท คือ เซ็นจูรีที่ 1 เซ็นจูรีที่ 2 และ    เซ็นจูรีที่ 3 ส่วนในเซ็นจูรีที่ 4 มีคำทำนายเพียง 53 บท ในคำทำนายในฉบับที่พิมพ์ครั้งแรกนี้ นอสตราดามุสเขียนคำอุทิศความดีของหนังสือให้แก่ซีซาร์  บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา

            ต่อมาเมื่อปี ค.. 1557 ได้มีการจัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยเพิ่มคำทำนายลงไปในเซ็นจูรีที่ 4 จนครบบริบูรณ์ และในเล่มใหม่นี้มีการเพิ่ม เซ็นจูรีที่ เซ็นจูรีที่  7 พิมพ์ลงในเล่มด้วย เฉพาะเซ็นจูรีที่ 7 เท่านั้นที่มีคำทำนายยังไม่ครบบริบูรณ์

            ที่ใช้คำว่า “เซ็นจูรี” นี้ ไม่ได้หมายความว่า “ร้อยปีหรือศตวรรษ”  อย่างที่เราท่านเข้าใจในภาษาปัจจุบัน แต่ทว่าเป็นการเรียกคำโคลงคำทำนายที่แยกออกเป็นกลุ่ม ๆ ละร้อยคำโคลง และร้อยคำโคลงคำทำนายจัดเป็นหนึ่งเซ็นจูรี

            นอสตราดามุสตั้งใจไว้ว่าจะเขียนให้ครบ  10  เซ็นจูรี   ซึ่งจะทำให้มีคำทำนายรวมทั้งสิ้น1,000 บท แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ จึงไม่ยอมเขียนเซ็นจูรีที่ 7 ให้จบสมบูรณ์  ปล่อยให้คาราคาซังอยู่เช่นนั้น และมีหลักฐานจากที่ต่าง ๆ   ระบุว่านอสตราดามุสตั้งใจที่จะเริ่มเขียนเซ็นจูรีที่  11 และเซ็นจูรีที่ 12 ต่อไป แต่มาเสียชีวิตลงไปเสียก่อน

            คำโคลงต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในคำทำนายของนอสตราดามุสนี้ เขียนโดยวิธีวางตัวอักษรสลับที่ผสมผเสปนเปกันไปจนยุ่งเหยิง ภาษาที่ใช้เขียนคำโคลงก็มีหลายภาษา คือ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาพื้นเมืองของมณฑลโปรวองซ์     และภาษาอิตาเลียน นอสตราดามุสได้หาทางป้องกันอันตรายจากการถูกกล่าวหาว่าเป็นนักไสยศาสตร์จากฝ่ายศาสนจักรคาทอลิก โดยการเขียนคำทำนายให้สับสน จนยากที่จะจับต้นชนปลายได้

            เพราะคำทำนายเหล่านี้นี่เอง ทำให้ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของนอสตราดามุสขจรขจายไปทั่วฝรั่งเศสและทั่วยุโรปอย่างรวดเร็ว จนแทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ทั้ง ๆ ที่ในสมัยนั้นคนส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออก และทั้งหนังสือก็มีราคาค่อนข้างแพง ซึ่งผู้ที่พอจะหาซื้อมาอ่านได้ก็มีเฉพาะแต่คนร่ำรวยเท่านั้น

            หนังสือคำทำนายของนอสตราดามุส  นอกจากจะเป็นที่นิยมอ่านกันในหมู่ประชาชนธรรมดาแล้วยังได้ระบาดเข้าไปในแวดวงของนักอ่านในราชสำนักฝรั่งเศสอีกด้วย  อย่างไรก็ตามแม้ว่าประชาชนจากทุกสารทิศจะนิยม ยกย่องคำทำนายของนอสตราดามุส  แต่ก็มีบุคคลบางพวกซึ่งมีจำนวนมิใช่น้อย มีปฏิกิริยาต่อต้านคำทำนายของเขา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ  พวกแพทย์และนักโหราศาสตร์ ซึ่งพากันกล่าวโจมตีนอสตราดามุสว่า ไม่รักศักดิ์ศรีในความเป็นแพทย์ลดตัวลงมาทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับหลักการทางวิทยาศาสตร์

 

17. เข้าเฝ้าพระราชินีแห่งฝรั่งเศส

            ผลปรากฏว่า คำทำนายบางตอนในหนังสือ Prophecies มีข้อความที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลในหมู่ข้าราชบริพารในราชสำนักฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้แก่คำทำนายที่ว่า พระเจ้าอังรีที่ 2 แห่งฝรั่งเศสจะสิ้นพระชนม์ ในสนามประลองฝีมือ เพราะคำทำนายนี้เองที่ทำให้ พระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี พระราชินีแห่งฝรั่งเศส  ทรงหวั่นพระทัยถึงกับทรงรับสั่งให้คนเดินทางไปตามตัวนอสตราดามุสมาเข้าเฝ้า

            นอสตราดามุสเริ่มออกเดินทางมากรุงปารีส  เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ค.. 1556 การเดินทางมาครั้งนี้ใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนแทนที่จะเป็นสองเดือนอย่างปกติ ทั้งนี้เพราะ พระนางแคทรีนทรงร้อนพระทัยมาก ถึงกับทรงมีรับสั่งให้จัดม้าเร็วไปรับถึงเมืองซาลอง และเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม นอสตราดามุสได้เข้าพักอยู่ในโรงแรมแซงต์  มิเชล ซึ่งอยู่ใกล้ย่านตำบลนอเทรอดัม

            สมเด็จพระราชินีคงจะร้อนพระทัยอยากพบมาก เพราะว่าในวันรุ่งขึ้นพระนางได้ทรงส่งหัวหน้าสมุหราชองครักษ์ไปพานอสตราดามุสมาเฝ้าที่พระราชวัง  แซงต์  เยอแม็ง อังเลอี ในทันที

 

18. ทำนายชะตากรรมพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส

            ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์ในวันที่นอสตราดามุสเข้าเฝ้า ได้บันทึกไว้ว่า   พระนางเมอดีซี  ทรงสนทนาอยู่กับนอสตราดามุส นานประมาณ  2 ชั่วโมง  สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่พระนางทรงโปรดเกล้าฯ ให้ส่งคนไปตามนอสตราดามุสมาเข้าเฝ้า  ก็เพราะคำทำนายบทที่ 35  ในเซ็นจูรี  ที่ 1 ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับคำทำนายของ ลุค กอลิค โหรผู้โด่งดังชาวอิตาเลียน   ซึ่งทำนายไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.. 1556

            โหรลุค กอลิค เขียนคำทำนายส่งมาถวาย พระเจ้าอังรีที่ เพื่อกราบทูลเตือนพระองค์มิให้ทรงทำการประลองฝีมือกับผู้ใดอย่างเด็ดขาด  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง   ห้ามประลองฝีมือในปีที่พระองค์มีพระชนมายุ 41 พรรษา มิฉะนั้นพระองค์จะได้รับอันตราย คือจะได้รับบาดเจ็บที่พระเศียร หรือถึงขั้นพระเนตรบอด หรือสิ้นพระชนม์ อย่างใดอย่างหนึ่ง คำทำนายของโหร ลุค  กอลิคนี้เป็นที่รู้กันอย่างกว้างขวางในหมู่ข้าราชบริพารในราชสำนักเพราะมีรายงาน ว่าพระเจ้าอังรีที่ 2 ทรงปรึกษาหารือเรื่องนี้กับ นายอังเนอ เดอ มองต์โมรังซี หัวหน้าตำรวจหลวง และข้าราชการในพระราชสำนักอื่น ๆ อีก 2 คนคือ โคลด แดโอเบอส์ปีน  และ  บรังโตเมอ ซึ่งเรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในบันทึกความทรงจำของบุคคลทั้งสาม คำทำนายของนอสตราดามุสในเรื่องดังกล่าวนี้ที่เป็นภาษาฝรั่งเศสมีดังนี้

            Le lion jeune le lvieux surmontera,

            En champ bellique par singulier duelle :

            Dons caige d’or les yeux lue creverg,

            Deux classes une, plus mouriir, mort cruelle.

            แปลความว่า “สิงห์หนุ่มจะชนะสิงห์เฒ่าในการประลองยุทธ์ สิงห์หนุ่มจะตะปบถูกตาสิงห์เฒ่าแตก สิงห์หนุ่มจะถูกล้อมจับไปขังในกรงทอง สิงห์ เฒ่าจะได้รับบาดเจ็บเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานยิ่ง”

            ว่ากันว่า  พระนางแคทรีน เมอดีซี  ได้ทรงตรัสถามนอสตราดามุสเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอังรีที่ 2 ผู้พระสวามี และพระนางก็ได้รับคำตอบจนเป็นที่พอพระทัย  ทรงมีศรัทธาเลื่อมใสในคำทำนายของนอสตราดามุส จวบจนกระทั่งสิ้นประชนม์

            ส่วนพระเจ้าอังรีที่ 2 นั้น ทรงโปรดเกล้าฯ  ให้นอสตราดามุสเข้าเฝ้าเป็นระยะเวลาเพียงสั้น ๆ พระองค์มิได้สนพระทัยในคำทำนายมากนัก อย่างไรก็ตาม พระองค์ได้พระราชทานเงินแก่นอสตราดามุส  จำนวน 100 เหรียญ ส่วนพระนางแคทรีน เมอดีซี ทรงพระราชทานเพิ่มให้อีก 30 เหรียญ

            ว่าที่จริงเงินที่ได้รับพระราชทานในครั้งนี้ หากจะว่าไปแล้วยังไม่คุ้มกับค่าใช้จ่ายที่นอสตราดามุสใช้ในการเดินทางเข้ามาเฝ้าในครั้งนี้ด้วยซ้ำไป  เฉพาะเที่ยวมากรุงปารีสเที่ยวเดียวได้ใช้จ่ายไปถึง 100 เหรียญ เมื่อเดินทางถึงกรุงปารีสแล้ว นอสตราดามุสไม่มีเงินเหลือติดตัวอยู่เลยจึงได้ยืมเงินจากชายผู้หนึ่งชื่อ มองซิเออ โมเรล

            หลักฐานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้จากจดหมายที่เขียนโต้ตอบกัน  ระหว่างนอสตราดามุสกับมองซีเออ โมเรล โดยนอสตราดามุสเขียนจดหมายถึง บอกว่า เขาได้รับจดหมายลงวันที่ 12 ตุลาคม ค.. 1561 ของมองซีเออ โมเรลแล้วเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.. 1561

            จดหมายฉบับนี้ได้ท้าวความว่า เมื่อนอสตราดามุสเดินทางไปตกระกำลำบากในปารีส  คราวไปเข้าเฝ้าพระนางแคทรีนเมื่อปี ค.. 1556 นั้น ได้ยืมเงินจากโมเรล  เป็นจำนวน 12 เหรียญ 2 เซนต์ ตอนเข้าเฝ้าพระนางแคทรีน นอสตราดามุสได้กราบทูลเพื่อให้พระนางเมตตาชดใช้หนี้จำนวนนี้แก่นายโมเรลแทนตน แต่พระนางไม่ทรงยินยอม

            จดหมายที่นอสตราดามุสเขียนถึงครั้งนี้  เป็นการตอบจดหมายฉบับที่สอง  ซึ่งนอสตราดามุสอ้างว่า  ตนไม่ได้รับจดหมายทวงหนี้ฉบับแรก           นอสตราดามุสบอกนายโมเรลให้นำกระดาษบันทึกที่เขาแนบมาด้วยกับจดหมายไปมอบให้กับเพื่อน ๆ ของนอสตราดามุส  ที่ทำงานอยู่ในราชสำนักของพระเจ้าอังรีที่ 2 ซึ่งเพื่อน ๆ  จะเป็นผู้ใช้หนี้ให้นายโมเรลแทน

            ในจดหมาย นอสตราดามุสบอกกับนายโมเรลด้วยว่า เขาจะเดินทางไปปารีสอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้านี้  เมื่อเหตุการณ์วุ่นวายทางด้านศาสนาได้เงียบสงบลงแล้ว ทั้งนี้เพื่อหาที่เรียนในปารีสให้ซีซาร์ลูกชายของเขา และเขาจะไปเยี่ยมนายโมเรลในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย     จดหมายมีลายเซ็นของเลขานุการ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นลายเซ็นของ ดร.ชาวิญญี   ติดตามด้วยลายเซ็นของนอสตราดามุส

 

19. ผูกดวงให้พระราชโอรสและพระราชธิดา

            หลังจากที่นอสตราดามุสเข้าเฝ้า พระเจ้าอังรีที่ 2 และพระนางแคทรีน        ในครั้งแรกแล้วนั้น เขายังไม่ได้เดินทางกลับบ้านที่เมืองซาลองในทันที ยังวนเวียนอยู่แถวปารีสต่อไปอีก แต่ทว่าได้ย้ายที่พักจากโรงแรมแซงต์ มิเชล ไปพักอยู่ที่บ้านอันหรูหราของ อาร์คบิช็อบแห่งเมืองซังส์  และได้พักอยู่ที่นี่เป็นเวลาสองสัปดาห์

            ต่อมาพระนางแคทรีนทรงส่งคนไปตามตัวนอสตราดามุสมาเข้าเฝ้าอีกเป็นครั้งที่สอง คราวนี้ได้รับมอบหมายจากพระนางให้ ผูกดวงชะตาของ พระราชโอรสและพระราชธิดาทั้ง 7   พระองค์ของพระนาง นอสตราดามุสทำการผูกดวงตามหลักโหราศาสตร์แล้วทำนายว่า พระราชโอรสทุกพระองค์ของพระนางแคทรีนจะได้เป็นกษัตริย์ แต่ในกาลต่อมาปรากฏว่า  คำทำนายไม่ถูกต้องไปเสียทั้งหมด ทั้งนี้เพราะในพระราชโอรส 4 พระองค์นั้น มีองค์หนึ่งพระนามว่า ฟรังซัวส์  ทรงสิ้นพระชนม์ก่อนเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ เป็นไปได้ไหมว่าที่ทำนายไว้เช่นนั้น ที่จริงแล้วเขาหมายถึงว่าพระนางแคทรีนจะทรงเห็นพระราชโอรสเป็นกษัตริย์  4 พระองค์  ไม่ได้หมายความถึงว่า        พระราชโอรสทั้ง พระองค์จะได้เป็นกษัตริย์  หากตีความใหม่เป็นเช่นนี้  ก็แสดงว่านอสตราดามุสทำนายไม่ผิดแม้แต่นิดเดียว  เพราะว่าพระราชโอรสของพระนางที่พระนามว่า  อังรีที่ ทรงเป็นกษัตริย์ถึง 2 ประเทศ คือ เป็นกษัตริย์โปแลนด์ก่อนแล้วจึงเสด็จกลับมาเป็นกษัตริย์ฝรั่งเศส

 

20. ติดตามสุนัขหาย

            มีเรื่องเล่ากันว่า ในระหว่างพักอยู่ในปารีสนั้น  นอสตราดามุสได้ดูดวงชะตาและทำนายทายทักโชคชะตาราศีให้ใครต่อใครอีกมากมาย ทั้ง ๆ  ที่ในตอนนั้นเขาเองได้เริ่มป่วยเป็นโรคปวดในข้อ(โรคเก๊าท์) เดินไปไหนไม่ค่อยสะดวกนัก ได้แต่นั่ง ๆ นอน ๆ อยู่แต่ในที่พัก  แต่ตลอดเวลาจะมีขุนนาง และพวกที่ร่ำรวยในกรุงปารีสแห่กันมายังที่พัก เพื่อให้เขาผูกดวงและทำนายทายทักเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้

            วันหนึ่ง เป็นช่วงที่ปลอดแขก ขณะที่นอสตราดามุสกำลังพักผ่อนอิริยาบถอยู่ในห้องพลันก็มีเสียงคนมาเคาะประตูร้องเรียกเขาอยู่นอกห้อง  พอได้ยินเสียงเคาะประตูเท่านั้น  ผู้หยั่งรู้ฟ้าดินก็สามารถรู้ด้วยทิพยญาณว่า สุนัขตัวโปรดตัวหนึ่งของขุนนางตระกูลโบแวส์ได้หายออกไปจากบ้าน  ขุนนางได้พยายามส่งคนออกเที่ยวตามหาหลายแห่งแล้ว แต่ไม่พบร่องรอย จึงได้ส่งคนใช้คนสนิทมาเพื่อสอบถามว่าสุนัขตัวนี้หายไปไหน

            นอสตราดามุสรู้เรื่องตลอด ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เปิดประตูออกไปถามเด็กรับใช้ของขุนนางซึ่งกำลังเคาะประตูอยู่ข้างนอกห้อง จึงได้ตะโกนบอกเด็กคนนั้นให้เดินไปทางถนนสายที่จะไปเมืองออร์เลอังส์ ซึ่งที่นั่นจะเห็นมีคนเดินจูงสุนัขตัวนั้นอยู่

            เมื่อเด็กรับใช้ของขุนนางไปที่ถนนสายนั้น ก็ได้เห็นคนใช้ของขุนนางอีกคนหนึ่งกำลังจูงสุนัขตัวที่หายไปนั้นเดินมุ่งหน้ากลับบ้านของท่านขุนนางผู้เป็นนาย เรื่องราวความเป็นผู้มีตาทิพย์ของนอสตราดามุสจึงดังระเบิด  ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ป่า ผู้คนทั่วทั้งในเมืองและในราชสำนักต่างกล่าวขวัญถึงชื่อของนอสตราดามุสด้วยกันทั้งนั้น

 

21. ถูกฝ่ายศาสนจักรคุกคาม

            หลังจากข่าวนี้แพร่สะพัดไปได้ไม่นาน ก็มีหลายคนมาเตือนนอสตรา            ดามุสให้ระวังตัว  เพราะว่าศาลพระของฝ่ายศาสนจักรคาทอลิกที่กรุงปารีส กำลังเตรียมการสอบสวนเพื่อเล่นงานเขาอยู่ ในข้อหาที่ประพฤติตนเป็นเยี่ยงนักไสยศาสตร์

            เมื่อรู้ว่าอันตรายกำลังจะมาเยือน  นอสตราดามุสจึงได้รีบเก็บข้าวของ  เดินทางกลับเมืองซาลองบ้านของเขาในทันที เขาได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากชาวเมืองซาลอง  ในฐานะเป็นบุคคลสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เมืองซาลอง เมื่อกลับมาอยู่ที่บ้านกับครอบครัวแล้ว   นอสตราดามุสก็ยังไม่หายจากโรคปวดข้อ (โรคเก๊าท์) ดูเหมือนอาการของโรคจะหนักยิ่งกว่าที่อยู่ในปารีสเสียอีก  วันหนึ่ง ๆ ผ่านไปโดยที่เขาทำงานหนักอะไรไม่ได้เลย แต่งานที่เขายังพอทำได้ต่อไปก็คือการผูกดวงให้กับบุคคลสำคัญ ๆ ที่ไปมาหาสู่ที่บ้าน

            นอกจากนั้นเขายังคงมุมานะเขียนหนังสือคำทำนาย Prophecies  บทที่เหลือ ๆ  อยู่ต่อไปจนจบสมบูรณ์ เมื่อเขียนต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้จบแล้ว นอสตราดามุสไม่ได้ตีพิมพ์เป็นเล่มในทันที  ได้แต่แจกจ่ายคำทำนายบางตอนในต้นฉบับให้แก่ผู้สนใจนำไปอ่านกัน จวบจนกระทั่งปี ค.. 1568 หลังจากนอสตราดามุสเสียชีวิตได้ 2 ปี หนังสือเล่มนี้จึงได้รับการตีพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์เป็นครั้งแรก

 

22. คำทำนายดวงชะตาของกษัตริย์ฝรั่งเศส

            เหตุที่นอสตราดามุสไม่ยอมพิมพ์หนังสือคำทำนายเล่มนี้ทันทีที่เขียน ต้นฉบับเสร็จนั้น  น่าจะเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากการ สิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอังรีที่ พระสวามีในพระนางแคทรีน เมอดีซี  และที่สำคัญที่สุดก็อย่างที่กล่าวมาแล้วคือ  นอสตราดามุสได้เขียนคำทำนายเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ไว้ ในคำโคลงที่ 35 ในหมวดเซ็นจูรีที่ 1

            เมื่อคำทำนายของเขาปรากฏเป็นจริงขึ้นมาเช่นนั้น  เขาจึงคิดว่าหากพิมพ์มันออกไปเป็นเล่มน่าจะเป็นการไม่ดีเป็นแน่   ควรที่จะรอไปอีกสักระยะหนึ่ง จนกว่าข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอังรีที่ 2 จะเลือนหายไปจากความทรงจำของประชาชน

            เรื่องราวเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าอังรีที่ มีอยู่ว่า ในฤดูร้อนปี ค.. 1559 ทางราชสำนักฝรั่งเศสได้จัดพระราชพิธีอภิเษกสมรสครั้งยิ่งใหญ่มโหฬารแก่เจ้านายในราชสำนัก พร้อมกันสองคู่ โดยมีจุดมุ่งหมาย ทางการเมืองเป็นสำคัญ คือสร้างความมั่นคงทางการเมืองให้แก่ราชวงศ์วารัวส์ คู่แรก  เจ้าฟ้าหญิงอลิซาเบธ พระราชธิดาในพระเจ้าอังรีที่ และพระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี  ทรงอภิเษกสมรสกับ  พระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งประเทศ สเปน ส่วนคู่ที่สอง เจ้าฟ้าหญิงมาร์กูรีต์ พระกนิษฐภคินีในพระเจ้าอังรีที่ ทรงอภิเษกสมรสกับ ดยุคแห่งเมืองซาวอย

            หลังจากเสร็จพิธีอภิเษกสมรสครั้งนี้แล้ว ได้มีการจัดงานมหกรรม      สมโภชต่อไปอีกสามวัน  ซึ่งในงานนี้มีการจัดประลองฝีมือกันที่ถนนแซงต์  อังตวน    ในกรุงปารีสอีกด้วย

            ในการประลองฝีมือในสองวันแรก พระเจ้าอังรีที่ ทรงเข้าประลองฝีมือด้วย  ปรากฏว่าพระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือคู่แข่งขันทุกคน ในวันที่สาม  พระองค์ทรงลงแข่งประลองฝีมือกับ กาเบรียล ลอร์จ คอมต์ เดอ มองต์โก     เมอรี่  สมุหราชองครักษ์ชาว

สก็อต ในยกแรก ๆ  ของการแข่งขันวันนี้ ทางฝ่าย  มองต์โกเมอรี่ ได้แสดงความสามารถออกมาว่ามีฝีมือเท่าเทียมกับพระเจ้าอังรี ที่ แต่พระเจ้าอังรีที่ 2 ทรงมีทิฐิมานะอย่างแรงกล้า จึงได้ทรงท้ามองต์โกเมอรี่  ให้ประลองฝีมือจนถึงขั้นให้รู้แพ้รู้ชนะกันในยกที่สาม

            แม้ว่า พระเจ้าอังรีที่ 2 จะฉลองพระองค์ด้วยเสื้อเกราะแน่นหนา  แต่ทว่าในการสู้กันในยกที่สามนี้ มองต์โกเมอรี่บังเอิญแทงอาวุธประลองซึ่งเป็นไม้ธรรมดาลอดช่องมองของพระมาลา (หมวก) ถูกพระเจ้าอังรีที่ 2 ได้รับบาดเจ็บที่พระเนตรและพระศอ อีก 10  วันต่อมาพระองค์ก็สิ้นพระชนม์เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว ซึ่งก็ตรงกับคำทำนายของนอสตราดามุสที่ว่า พระเจ้าอังรีที่ ซึ่งนอสตราดามุสเปรียบเปรยว่าเป็นสิงห์เฒ่าต่อสู้กับสิงห์หนุ่ม   สิงห์หนุ่มจะชนะ  สิงห์เฒ่าจะตาแตกและเสียชีวิต  เพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว

            ว่ากันว่า ในช่วงก่อนที่พระเจ้าอังรีที่ 2 และมองต์โกเมอรี่จะลงสนามแข่งขันกันในรอบสุดท้ายนั้น พระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี ทรงหวั่นพระทัยเหมือนกับเป็นลางสังหรณ์ว่า  เหตุการณ์จะเหมือนในคำทำนายของ ลุค กอลิค โหรชาวอิตาเลียน และใน คำทำนายของนอสตราดามุส  พระนางจึงทรงมีลายพระหัตถ์กราบทูลพระสวามีให้ทรงล้มเลิกการประลองยุทธ์ในรอบสุดท้ายนี้

            นอกจากนั้น ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น  เด็กชายคนหนึ่งที่ได้เข้าไปรอชมการประลองฝีมือในครั้งนี้ ได้ร้องตะโกนกราบทูลมิให้พระเจ้าอังรีที่ 2 ทรงทำการประลองฝีมือต่อไป แต่ทว่า พระเจ้าอังรีที่ 2 มิได้สนพระทัยในคำกราบทูลของพระราชินีและเสียงตะโกนเตือนของเด็กคนนั้น ผลก็คือพระองค์ต้องสูญเสียพระชนม์ชีพในที่สุด

            หลังจากนั้นต่อมา ทางเจ้าหน้าที่ของพระราชสำนัก  ได้นำตัวหนูน้อยที่ร้องตะโกนในวันนั้นมาทำการสอบสวน เด็กคนนั้นได้ให้การว่า ตนไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใดจึงทำให้ใจกล้าตะโกนไปในวันนั้น ตนรู้แต่เพียงว่า หากพระเจ้าอังรีที่ 2 ทำการสู้รบต่อไป พระองค์จะทรงได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต

            มองต์โกเมอรี่   เกรงกลัวความผิดฐานทำให้พระเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์   เขาจึงได้หลบหนีออกจากพระราชวังไป แม้ว่าพระเจ้าอังรีที่ 2 จะทรงมี    กระแสรับสั่งก่อนสิ้นพระชนม์ว่าพระองค์ทรงพระราชทานอภัยโทษให้มองต์ โกเมอรี่  แต่พระนางแคทรีนไม่ทรงยอมพระราชทานอภัยโทษให้  พระนางได้ทรงส่งเจ้าพนักงานออกติดตามจับกุมมองต์โกเมอรี่มาขังคุกไว้ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ตรงกับตอนหนึ่งในคำทำนายที่ว่า “สิงห์หนุ่มจะถูกจับมาคุมขังในกรงทอง”

 

23. ถูกชาวปารีสประท้วงขับไล่

            กล่าวกันว่า  มองต์โมรังซี  หัวหน้าตำรวจหลวงประจำราชสำนักฝรั่งเศส   ได้พลั้งปากพูดวิจารณ์ในที่ชุมนุมชนแห่งหนึ่งว่า “ที่พระเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์คราวนี้ เพราะไอ้โหรระยำมันทำนายกันเอาไว้”

            แม้ว่ามองต์โมรังซี ไม่ได้บอกอย่างแน่ชัดว่า “โหรระยำ” ที่ว่านั้นเป็นนอสตราดามุส  หรือว่าลุค กอลิค โหรชาวอิตาเลียนที่ส่งคำทำนายมาถวายพระเจ้าอังรีที่ 2 กันแน่  แต่พวกประชาชนที่ได้ยินคำนี้ต่างเข้าใจว่าเป็นนอสตราดามุส จึงโกรธแค้นมากพากันเดินขบวนประท้วง โห่ร้องสาปแช่งและแห่หุ่นนอสตราดามุสไปเผาที่จัตุรัสแห่งหนึ่งในกรุงปารีส นอกจากนั้น   ฝูงชนในกรุงปารีสยังได้เรียกร้องให้ฝ่ายศาสนจักรจัดการขั้นเด็ดขาดกับเขาอีกด้วย

            เงามหาภัยจากศาสนจักรได้ทาบลงสู่ชีวิตของนอสตราดามุสอีกครั้งหนึ่ง   หลังจากที่เขาเคยโดนคณะกรรมการสอบสวนที่เมืองตูลูสเล่นงานแบบนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อน

            อย่างไรก็ตาม นอสตราดามุสยังคงมีชีวิตปลอดภัยอยู่ที่เมืองซาลอง               โดยได้รับบารมีปกป้องคุ้มครองจากพระนางแคทรีน เดอ เมอดีซี ซึ่งขณะนี้     ทรงดำรงตำแหน่งเป็นผู้สำเร็จราชการในพระเจ้าฟรังซีส์ที่ 2 พระราชโอรสผู้ยังทรงพระเยาว์ ซึ่งเสด็จขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา

 

24. ทำนายชะตากรรมของราชวงศ์ฝรั่งเศส

            ราชวงศ์วารัวส์  ประสพกับชะตากรรมอันเลวร้ายอีกครั้งหนึ่ง ในเดือน พฤศจิกายน ค..1560 คราวนี้  พระเจ้าฟรังซีส์ที่ 2 ยุวกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสทรงประชวรหนัก  ยุวกษัตริย์พระองค์นี้ทรงอภิเษกกับ เจ้าหญิงแมรี่  แห่งสก็อตแลนด์ ซึ่งพระนางเสด็จมาประทับอยู่กับพระมารดา คือ  พระนางมารี เดอ กุยส์ ในราชสำนักฝรั่งเศส ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ภายหลังจากพระราชบิดาคือ พระเจ้าเจมส์ที่ 5 แห่งสก็อตแลนด์ สวรรคตแล้ว

            เมื่อกลางเดือนพฤศจิกายน ค.. 1560 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ยุวกษัตริย์  ฟรังซีส์ที่ 2 ทรงประชวรหนักอยู่นั้น มิเชล สุรีอาโน เอกอัครราชทูตเวนิช ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ที่เมืองออร์เลอังส์  ประเทศฝรั่งเศส ได้ส่งรายงานถึงเจ้าเมืองเวนิช (สำเนารายงานฉบับนี้ ปัจจุบันอยู่ที่ห้องสมุดบีบลีโอแต็ก นาซี-โอนัล ประเทศฝรั่งเศส) แจ้งว่า

            “ปัจจุบัน ข้าราชสำนักของกษัตริย์ฝรั่งเศสแต่ละคน กำลังหวนรำลึกถึงคำทำนายบทที่ 35 ในหมวดเซ็นจูรีที่ 10 ของนอสตราดามุสกันอยู่ และโจษขานกันในเรื่องนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”

            คำทำนายที่เอกอัครราชทูตเวนิชอ้างถึงนี้ เป็นคำโคลงภาษาฝรั่งเศสว่า

            Premier fils veufve malheureux mariage,

            Sans muls enfans deux Isles en discorde,

            Avant dixhuict incompetant eage,

            De l’autre pres plus bas sera l’accord.

            แปลได้ความว่า “ลูกชายคนโตของแม่หม้ายจะโชคร้าย แต่งงานแล้วไม่มีลูกสืบสกุล  และจะสิ้นชีวิตก่อนอายุ 18 ปี เกาะสองเกาะจะเกิดการขัดแย้งรบพุ่งกัน  ลูกคนเล็กของแม่หม้ายจะแต่งงาน  อายุน้อยกว่าพี่ชายเสียอีก”

            คำทำนายนี้เป็นที่แน่ชัดว่ากล่าวถึง พระเจ้าฟรังซีส์ ที่ 2 ที่ทรงอภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงแมรี่สจ๊วต แห่งสก็อตแลนด์ แต่ทั้งสองพระองค์ไม่สามารถที่จะมีพระราชโอรสและพระราชธิดาได้ ต่อมาเจ้าหญิงแมรี่ สจ๊วต ทรงเสด็จกลับประเทศสก็อตแลนด์ พระนางเป็นผู้ก่อเหตุการณ์อันนำไปสู่การขัดแย้งระหว่างประเทศสก็อตแลนด์กับประเทศฝรั่งเศส พระเจ้าฟรังซีส์ที่ 2 สวรรคตก่อนพระชนมายุครบ 18 พรรษา (คือตอนอายุ 17 ปี 10 เดือน 15 วัน) พระอนุชาของพระองค์คือ เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ที่ 9 ทรงอภิเษกสมรสกับ เจ้าหญิงอลิซาเบธแห่งออสเตรีย เมื่อพระชนมายุเพียง 11 พรรษาเท่านั้น

 

25. มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วยุโรป

            เมื่อต้นเดือนธันวาคม ค.. 1560 นิคโคโล โทร์มาบูนี่ เอกอัครราชทูตทัสคานี ประจำราชสำนักฝรั่งเศส ส่งรายงานถึง ดยุคโคสิโม แห่งฟลอเรนซ์ เพื่อแจ้งสถานการณ์ในราชสำนักฝรั่งเศส ว่า

            “พระอาการประชวรของพระเจ้าฟรังซีส์ ที่ 2 ไม่เป็นที่น่าไว้วางใจนัก  และนอสตราดามุสได้ทำนายไว้ว่า   ในเดือนนี้   ราชสำนักฝรั่งเศสจะสูญเสียพระบรมวงศานุวงศ์ที่เยาว์พระชันษาถึงสองพระองค์ ด้วยโรคร้ายที่วงการแพทย์ยังไม่เคยพบมาก่อน”

            คำทำนายของนอสตราดามุสก็ได้เป็นจริงอีกเช่นเคย  คือ  พระเจ้า ฟรังซีส์ ที่ ได้เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.. 1560 และในเดือนเดียวกันนี้ มีเชื้อพระวงศ์ผู้เยาว์ของ  ราชวงศ์วารัวส์  อีกพระองค์หนึ่งได้สิ้นพระชนม์ลงที่เมือง  รอเชอ-ซีร์-ยอง    เชื้อพระวงศ์พระองค์นี้เป็นองค์รัชทายาท ลำดับสุดท้ายของ ราชวงศ์วารัวส์

            ในช่วงนี้ ชื่อเสียงของนอสตราดามุสโด่งดังออกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วยุโรป ดังเช่นมีหลักฐานว่าในเดือนมกราคม  ค.. 1561 ชางตองยี  เอกอัครราชทูตสเปนประจำราชสำนักฝรั่งเศส ได้ถวายรายงานกราบทูลพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปนว่า

            “ประชาชนชาวฝรั่งเศสต่างตกตะลึง ที่ราชสำนักได้สูญเสียองค์รัชทายาท ลำดับที่ 1   และลำดับสุดท้าย ในเดือนเดียวกันถึง 2 พระองค์ ความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้ ได้สร้างความงงงันให้แก่ราชสำนักแห่งฝรั่งเศส เพราะมันตรงกับที่นอสตราดามุสได้ทำนายไว้ ที่จริงโหรผู้นี้น่าที่ทางการ   ฝรั่งเศสจะเนรเทศออกไปนอกประเทศเสียให้รู้แล้วรู้รอด ดีกว่าที่จะปล่อยให้เขาขายคำทำนายอันจะมอมเมาประชาชนให้เชื่อในสิ่งที่เหลวไหลไร้ประโยชน์”

            ในเดือนพฤษภาคม ค.. 1561 มิเชล สุรีอาโน เอกอัครราชทูตเวนิช  ก็ได้เขียนรายงานถึงเมืองเวนิชอีกครั้งหนึ่งว่า

            “มีคำทำนายอีกอย่างหนึ่งที่เล่าลือกันไปทั่วประเทศฝรั่งเศส เป็นคำทำนายที่เขียนขึ้นโดยโหรเทวดาตาทิพย์ชื่อนอสตราดามุส ซึ่งทำนายว่า      พระราชชนนีจะมีวโรกาสได้ทอดพระเนตรเห็นโอรสทั้งสามพระองค์ของพระนางได้ครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์”

 

26. ทำนายของหาย

            ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ นอสตราดามุสได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากบิช็อบแห่งเมืองโอรางจ์  เป็นจดหมายที่ขอความช่วยเหลือให้ติดตามถ้วยเงินที่ใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาใบหนึ่ง ซึ่งถูกคนร้ายโจรกรรมไปโดยปราศจากร่องรอย

            จดหมายที่นอสตราดามุสเขียนโต้ตอบ บิช็อบแห่งเมืองโอรางจ์   นี้เก็บอยู่ที่หอจดหมายเหตุเมืองอาลีร์ มีใจความว่า นอสตราดามุสได้จับยามดูแล้วทราบว่หากบิช็อบยังไม่ได้ถ้วยเงินใบนั้นคืนมาในทันที เมืองโอรางจ์จะเกิดโรคระบาดอย่างหนัก และผู้ที่ขโมยถ้วยนั้นไปก็จะเสียชีวิตด้วยความทุกข์ทรมานยิ่ง นอสตราดามุสแนะนำให้บิช็อบปิดประกาศจดหมายของเขาไว้ในที่สาธารณะ

            แต่เป็นที่น่าเสียดายที่เราไม่พบหลักฐานว่า   วิธีการที่นอสตราดามุสแนะนำสามารถทำให้โจรเกรงกลัวแล้วนำถ้วยเงินมาคืนให้บิช็อบหรือไม่

 

27. ความลับไม่มีในโลก

            อีกเรื่องเป็นทำนองตำนาน “เขาเล่าว่า”  ซึ่งแสดงให้เห็นขีดความสามารถในการล่วงรู้เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างของนอสตราดามุส เล่ากันว่า เย็นวันหนึ่ง  ขณะที่นอสตราดามุสกำลังนั่งอยู่ที่หน้าประตูบ้านของเขานั้น มีหญิงสาวที่เป็นลูกสาวของเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงคนหนึ่ง เดินผ่านหน้าบ้านเพื่อที่จะเข้าไปในป่า

            นอสตราดามุสและหญิงสาวคนนั้นได้ทักทายกันดังนี้

            “สวัสดีค่ะ คุณลุง มิเชล เดอ นอสเตรอดัม”

            “สวัสดีจ้ะ แม่หนูน้อย”

            แต่เมื่อหญิงสาวคนเดียวกันนี้เดินกลับออกมาจากป่า  คำสนทนาทักทาย ของบุคคลทั้งสองกลับมีความบางตอนแตกต่างไปจากที่พบกันครั้งแรกดังนี้

            “สวัสดีค่ะ คุณลุง มิเชล เดอ นอสเตรอดัม”

            “สวัสดีจ้ะ คุณผู้หญิง”

            เหตุที่นอสตราดามุสใช้สรรพนามเรียกหญิงสาวในครั้งที่สองว่า “คุณผู้หญิง”  แทนที่จะใช้ว่า “แม่หนูน้อย” เหมือนอย่างในครั้งแรกนั้น ก็เพราะนอสตราดามุสเห็นด้วยตาทิพย์ว่า เมื่อหญิงสาวกลับออกมาจากป่าในเย็นวันนั้น เธอไม่ได้เป็นสาวบริสุทธิ์อีกต่อไป  แต่ทว่าได้สูญเสียพรหมจารีให้กับชายผู้หนึ่งในป่าเรียบร้อยไปแล้ว

 

28. มีความสัมพันธ์กับกษัตริย์ต่างเมือง

            นอกจากจะมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับราชสำนักฝรั่งเศสโดยตรงแล้ว นอสตราดามุสก็ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ ดยุคแห่งซาวอย และ พระนางมาร์กูรีต์ อีกด้วเหมือนกัน

            คงจำกันได้ว่า พระนางมาร์กูรีต์พระองค์นี้เป็นพระกนิษฐภคินีใน พระเจ้าอังรีที่ 2   ซึ่งในงานสมโภชพระราชพิธีอภิเษกสมรสของพระนาง กับ ดยุคแห่งซาวอย  ในครั้งนั้น  ได้เกิดเหตุการณ็ร้ายขึ้น ทำให้พระเจ้าอังรีที่ 2 สิ้นพระชนม์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

            หลังจากงานพิธีอภิเษกสมรสเสร็จสิ้นลงแล้ว ดยุคแห่งซาวอยยังไม่        เสด็จกลับในทันที  เพราะว่าในตอนนั้นเมืองซาวอยเกิดกาฬโรคระบาดอย่างหนัก   พระองค์จึงตัดสินพระทัยที่จะประทับอยู่ที่เมือง ๆหนึ่งในมณฑลโปรวองซ์ ต่อมาในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.. 1559 ดยุคแห่งซาวอยมีพระราชประสงค์จะเสด็จ พระราชดำเนินไปเมืองนิช ผ่านทางเมืองซาลอง โดยมีพระนางมาร์กูรีต์ทรงร่วมไปในขบวนเสด็จของพระสวามีด้วย ดังนั้นประชาชนในเมืองซาลองจึงได้ไปรอรับเสด็จ ในครั้งนี้ซีซาร์บุตรชายของนอสตราดามุส เขียนเล่าเหตุการณ์ ในช่วงนั้นไว้ว่า

            “พระนางมาร์กูรีต์ทรงพระราชทานวโรกาสให้คุณพ่อได้เข้าเฝ้าอยู่เป็นเวลานาน  นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่คุณพ่อเป็นอย่างยิ่ง”

            หลังจากนั้น ดยุคแห่งซาวอยและพระนางมาร์กูรีต์  ได้ทรงติดต่อกับนอสตราดามุสอยู่เสมอ ๆ เช่น เมื่อปี ค.. 1561  ทั้งสองพระองค์ทรงรับสั่งให้ผูกดวงชะตาราศีของทารกที่อยู่ในพระครรภ์ของพระนางมาร์กูรีต์ นอสตราดามุสผูกดวงคราวนี้โดยไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิดและเวลาตกฟากแล้วทำนายว่าทารกที่อยู่ในพระครรภ์ของพระนางจะเป็นเพศชาย และต่อไปในภายภาคหน้าจะได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน

            ปรากฏว่าคำทำนายของนอสตราดามุสมีความแม่นยำอีกตามเคย ทารกที่เขาผูกดวงทำนายไว้นี้ ต่อมาก็คือ เจ้าชายชาร์ลส์ เอ็มมานุเอล เจ้าชายพระองค์นี้ทรงมีอิทธิพลมาก  และทรงใช้อิทธิพลนี้คุกคาม พระเจ้าอังรีที่ 4 ผู้ทรงสถาปนาราชวงศ์ใหม่ในฝรั่งเศส

 

29. พระราชชนนีฝรั่งเศสเสด็จเยี่ยม

            เมื่อปี ค.. 1564 พระราชชนนี แคทรีน เดอ เมอดีซี และ พระเจ้า ชาร์ลส์ที่ 9 พระราชโอรสองค์ที่สองของพระนางพร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์อื่น ๆ ได้เสด็จพระพาสทั่วพระราชอาณาจักรฝรั่งเศส โดยมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่สำคัญคือ เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งเกิดการแตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่าตามนิกายศาสนาของตน ๆ

            การเสด็จประพาสในครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้นรวม 2 ปี  และขบวนเสด็จประพาสจะหยุดอยู่ที่พรมแดนฝรั่งเศส-สเปนเป็นแห่งสุดท้าย ซึ่งพระนางเอลิซาเบธ  พระราชธิดาของพระนางแคทรีน  และพระเจ้าฟิลลิปที่ 2 แห่งสเปน พระราชบุตรเขย จะทรงรอรับเสด็จอยู่ที่จุดนี้

            พระราชชนนีทรงรับสั่งให้ลดจำนวนข้าราชบริพารที่ตามขบวนเสด็จในครั้งนี้ ให้มีจำนวนน้อยที่สุด คือให้เหลือเพียง 800 คนเท่านั้น เมื่อขบวน  เสด็จผ่านไปถึงมณฑลโปรวองซ์  พระราชชนนีทรงรำลึกถึงนอสตราดามุส จึงมีพระราชดำริที่จะเสด็จไปทรงเยี่ยมเขาที่เมืองซาลองด้วย

            แต่ว่าก่อนหน้าที่ขบวนเสด็จจะไปถึงเมืองซาลองเพียงไม่กี่วัน ทางเมืองนี้เกิดกาฬโรคระบาดอย่างร้ายแรง ราษฎรเป็นจำนวนมากพากันอพยพหลบหนีไปอยู่ที่อื่น จึงไม่มีราษฎรที่จะมาถวายการต้อนรับตามเส้นทางที่ขบวนเสด็จจะต้องผ่าน พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 ทรงพิโรธมาก ถึงกับมีพระบรมราชโองการป่าวประกาศให้ราษฎรทุกคนกลับคืนสู่เมืองซาลอง  หากราษฎรผู้ใดไม่กลับมาจะถูกลงพระราชอาญาอย่างหนัก

            ขบวนเสด็จของพระราชชนนีและพระเจ้าชาร์ลส์ที่ ได้มาถึงเมืองซาลองในเวลาบ่ายสามโมงของวันที่ 17 ตุลาคม ค.. 1564 ในตัวเมืองมีการประดับตกแต่งอย่างสวยสดงดงาม มีการติดธงทิวและแผ่นป้ายถวายพระพรไว้เป็นระยะ ๆ ถนนสายต่าง ๆ ที่ขบวนเสด็จจะผ่านนั้น ก็ถูกปรับพื้นให้เรียบถมด้วยทราย โรยด้วยกิ่งโรสแมรี่

            พระเจ้าชาร์ลส์ที่ ประทับบนหลังม้าทรงพันธุ์แอฟริกาสีเทา          พระหัตถ์กุมบังเหียนกำมะหยี่สีดำขลิบทอง   อยู่ในชุดฉลองพระองค์คลุมสีม่วง ชายสีเงินยวงผูกด้วยริบบิ้นสีเงิน พระกรรณยุคลสวมกุณฑลเขี้ยวหนุมานคู่ใหญ่โตมโหฬาร

            พสกนิกรในเมืองซาลองได้ไปรอรับเสด็จกันอย่างล้นหลาม แต่นอสตราดามุสไม่ได้ไปร่วมพิธีรับเสด็จในครั้งนี้ด้วย พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9  จึงมีกระแสรับสั่งให้ไปพามาเข้าเฝ้าในภายหลัง

            ซีซาร์ บุตรชายของนอสตราดามุส  เขียนบรรยายเหตุการณ์ในตอนที่บิดาของเขามาเข้าเฝ้าพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 และพระราชชนนีว่า ขณะนั้น  นอสตราดามุสป่วยเป็นโรคเก๊าท์  เดินไปไหนมาไหนไม่ค่อยสะดวก

            ในวันเข้าเฝ้า มือหนึ่งของนอสตราดามุสถือหมวกกำมะหยี่ อีกมือหนึ่งถือไม้เท้า พระราชชนนีแคทรีนจงรับสั่งให้นำลูกทั้ง 6 คนของนอสตราดามุส รวมทั้งคนที่เป็นหญิงที่ชื่อ ไดอานา  ซึ่งนอนแบเบาะอยู่มาเข้าเฝ้าด้วย

            จากนั้น พระนางรับสั่งให้ดูดวงชะตาให้พระราชโอรส  เอ็ดเวิร์ดแห่งอังจู  พระนางทรงพอพระทัยที่นอสตราดามุสทำนายว่า เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดจะได้เป็นกษัตริย์  ซึ่งปรากฏต่อมาว่า  คำทำนายมีความแม่นยำอีก  เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งอังจู  ต่อมาได้เป็น  พระเจ้าอังรีที่ พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์วารัวส์พระองค์สุดท้าย

 

30. ทำนายการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในฝรั่งเศส

            ในการเข้าเฝ้าครั้งนี้ นอสตราดามุสสังเกตเห็นเด็กชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกของข้าราชบริพารที่ตามมาในขบวนเสด็จ พอเห็นเด็กคนนั้นเพียงแวบเดียวเท่านั้น นอสตราดามุสก็หยั่งรู้เหตุการณ์ได้ล่วงหน้าว่า ในอนาคตเด็กคนนี้จะเป็นผู้ที่สถาปนาราชวงศ์ใหม่  ปกครองประเทศฝรั่งเศสสืบต่อจากราชวงศ์วารัวส์

            แต่เพื่อความแน่ใจยิ่งขึ้น  นอสตราดามุสได้เดินเข้าไปหาเด็กน้อยคนนั้นเพื่อขอดูไฝที่ร่างกายของแก แต่เด็กตกใจวิ่งหนีไป ต่อมาในเช้าวันรุ่งขึ้น นอสตราดามุสได้ไปแอบดูเด็กคนนี้แก้ผ้าอาบน้ำ ก็ได้เห็นไฝเม็ดสำคัญอยู่ที่ร่างกาย   จึงได้ทำนายอนาคตของเด็กว่า    จะมีบุญวาสนาสูงได้เป็นถึงกษัตริย์ฝรั่งเศส

            กาลต่อมาก็เป็นจริงตามคำทำนาย  เด็กน้อยอังรีคนนั้นก็คือ พระเจ้าอังรี ที่ แห่งนาวาร์เรอ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ใหม่ของประเทศฝรั่งเศส

 

31. เป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนัก

            ก่อนที่ขบวนเสด็จประพาสจะเริ่มออกเดินทางจากเมืองซาลองไปยังเมืองต่าง ๆ   ในมณฑลอาร์ลีส์ต่อไป พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 ทรงพระราชทาน รางวัลแก่นอสตราดามุส เป็นเงิน 200 เหรียญ ส่วนพระราชชนนี แคทรีน เดอ เมอดีซี ทรงพระราชทานเพิ่มให้อีก 100 เหรียญ  นอกจากนั้น พระนางก็ยังทรงมีพระเมตตาแต่งตั้งนอสตราดามุสเป็นแพทย์หลวงประจำราชสำนัก อีกด้วย ซึ่งยังความปลาบปลื้มยินดีแก่นอสตราดามุสเป็นอย่างยิ่ง เพราะตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติ แถมมีเงินเดือนให้ทุกเดือนอีกด้วย

 

32. พลังดูหมอเสื่อมได้เหมือนกัน

            นอสตราดามุสใช่ว่าจะทำนายเหตุการณ์ถูกทุกครั้งเสมอไป บางครั้งก็เคยทำนายผิดพลาดไว้เหมือนกัน เช่นที่ได้ทำนายว่า พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 จะได้อภิเษกสมรสกับ พระราชินีเอลิซาเบธที่ 1 แห่งประเทศอังกฤษ

            แต่เมื่อทางราชสำนักฝรั่งเศสส่งคณะทูตไปสู่ขอยังราชสำนักอังกฤษ พระนางกลับปฏิเสธว่า

            “พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9 แม้ว่าจะทรงมีบุญญาธิการสูงส่ง แต่พระองค์ก็ยังทรงพระเยาว์เกินไปที่จะเป็นสามีของฉัน”

            เมื่อเห็นว่าคำทำนายของตนผิดพลาด  นอสตราดามุสได้กลับคำทำนาย อีกครั้งหนี่งว่าพระอนุชาของพระชาร์ลส์ที่ 9 คือ เจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งอังจู       (ต่อมาคือพระเจ้าอังรีที่ 3) จะได้อภิเษกสมรสกับ พระราชินีอลิซาเบธที่ 1 เมื่อตอนที่พระนางมีพระชนมายุมากขึ้น

            แต่คำทำนายไม่ถูกต้องอีกเช่นเดิม เมื่อทางราชสำนักฝรั่งเศสส่งทูตไปติดต่อทาบทาม พระนางเอลิซาเบธได้ทรงปฏิเสธทำนองเดียวกับที่เคยทรง ปฏิเสธในคราวของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 9

            เหตุที่นอสตราดามุสทำนายผิดพลาดในระยะหลัง ๆ นี้  เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะความชราภาพ เพราะเกิดเจ็บป่วย หรือเพราะเขาต้องการประจบสอพลอราชสำนักฝรั่งเศส  เพื่อผลประโยชน์แก่ตนอย่างใดอย่างหนึ่ง

            มีอีกคำทำนายหนึ่งที่ผิดพลาด แต่ตอนนั้น พระนางแคทรีน เดอ       เมอดีซี ทรงเชื่อว่าจะเป็นความจริง ในพระราชหัตถเลขาฉบับหนึ่งของพระราชชนนีที่มีไปถึง   นายมองต์โมรังซี   หัวหน้าตำรวจหลวงประจำราชสำนักฝรั่งเศส มีข้อความว่า

            “นอสตราดามุสทำนายว่า พระเจ้าอยู่หัวลูกชายฉัน (พระเจ้าชาร์ลส์  ที่ 9)  ทรงมีดวงชะตาราศีดีมาก พระองค์จะมีพระชนมายุยืนยาว    พอ ๆ กับเธอ  ซึ่งนอสตราดามุสบอกว่า  เธอจะตายเมื่ออายุ 90 ปี”

            แต่ความจริงกลับไม่เป็นไปตามคำทำนายดังกล่าว เพราะว่า นายมองต์ โมรังซีผู้นี้เสียชีวิตในปี   ค..  1567   เมื่ออายุเพียง  74  ปี   ส่วนพระเจ้าชาร์ลส์    ที่ ทรงสิ้นพระชนม์ในปี  ค.. 1574 เมื่อพระชนมายุแค่ 24 พรรษา

            ในช่วงสองปีสุดท้ายแห่งบั้นปลายชีวิต นอสตราดามุสมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น มีเกียรติยศเป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคมยิ่งขึ้น ก็เพราะได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากราชสำนักฝรั่งเศส แต่สังขารร่างกายของเขาก็ยังถูกโรคเก๊าท์คุกคามอยู่ต่อไปจนกระทั่งเสียชีวิตลงในที่สุด

            ในบรรดาโหรด้วยกัน นับว่านอสตราดามุสเป็นหนึ่งในโหรเพียงไม่กี่คนที่อาศัยพรสวรรค์ในการทำนายทายทักทำมาหากินเลี้ยงตนเองและครอบครัว อย่างมีความสุขตามอัตภาพ ส่วนโหรคนอื่นๆ ส่วนมากเป็นโหรกันเพราะใจรัก  ไม่หวังที่จะใช้วิชาโหราศาสตร์เพื่อประโยชน์ในทางสะสมทรัพย์สินเงินทองใดๆ ทั้งสิ้น   ดังนั้น ชีวิตและครอบครัวของโหรหลายต่อหลายคนจึงเป็นชีวิตที่แร้นแค้น ต้องตกระกำลำบากอยู่ชั่วชีวิต

            สาเหตุที่โหรไม่ยอมฉวยโอกาสใช้พรสวรรค์ของตน เพื่อกอบโกยเงินทองและสร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้แก่ตนเองนั้น ก็เพราะเชื่อว่า หากทำเช่นนั้นจะทำให้พลังความสามารถในการทำนายทายทักที่ตนมีอยู่เสื่อมสลายไป

            ในข้อนี้จะเห็นได้จากตัวอย่างของนอสตราดามุส ซึ่งทำนายทายทักผิดพลาดไปในช่วงบั้นปลายแห่งชีวิต ก็น่าจะเป็นเพราะ “ราชาโหรโลก” ผู้นี้มีจิตเป็นอกุศลต้องการประจบสอพลอราชสำนักฝรั่งเศส จึงทำให้พรสวรรค์ในการทำนายทายทักของเขาเสื่อมประสิทธิภาพลงไป

 

33. อวสานแห่งชีวิต

            เมื่อปลายเดือนมิถุนายน ค.. 1566  โรคเกาต์ได้แสดงอาการกำเริบหนักขึ้น  ในฐานะที่เป็นแพทย์ นอสตราดามุสตระหนักแก่ใจเป็นอย่างดีว่า ความตายกำลังคืบคลานใกล้เขาเข้ามาทุกขณะ  เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม  ปีเดียวกัน   เขาจึงได้ส่งคนไปนิมนต์พระในศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกมาที่บ้านเพื่อฟังคำสารภาพบาปและประกอบพิธีศาสนาเป็นครั้งสุดท้ายให้แก่เขา

            เมื่อ ดร.ชาวิญญี ผู้ศิษย์เข้ามากล่าวคำ “ราตรีสวัสดิ์” ในคืนนั้น   นอสตราดามุสได้กล่าวกับศิษย์ว่า เขาคงจะไม่มีชีวิตอยู่เพื่อรับอรุณรุ่งของวันใหม่ได้อีกต่อไป และแล้วในเช้าวันรุ่งขึ้นคือเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม  มีผู้พบนอสตราดามุสนอนฟุบตายอยู่บนตั่งที่เขาเคยใช้รองเหยียบขึ้นนอนเป็นประจำหลังจากโรคเก๊าท์ได้แสดงอาการกำเริบอย่างหนัก

            ลักษณะและอาการตายของนอสตราดามุสนี้  เป็นไปตามที่เขาเขียนทำนายไว้ในหนังสือ Prophecies ที่ว่า “trouve tout mort intre le lit et le banc.”(จะนอนตายที่ตั่งขึ้นเตียงนอน”

 

 

 

34. อนุสรณ์สถานของราชาโหรโลก

            ศพของนอสตราดามุส ราชาโหรโลกนามกระเดื่อง ถูกนำไปฝังไว้ที่         กำแพงโบสถ์คอร์เดอลิเย เมืองซาลอง ที่หลุมศพ นางแอนน์ ผู้ภรรยาได้สร้างแผ่นหินอ่อนขนาดใหญ่ จารึกนามและวันเกิดวันตาย เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่สามีด้วย

            ต่อมาในช่วงที่เกิดการปฏิวัติใหญ่ในประเทศฝรั่งเศส พวกทหารได้ไปเปิดหลุมฝังศพของนอสตราดามุสแห่งนี้ แล้วนำศพของเขาไปฝังไว้ที่โบสถ์อีกแห่งหนึ่งในเมืองซาลอง โบสถ์แห่งใหม่นี้คือ  โบสถ์แซงต์ โลรังต์

            ปัจจุบัน หลุมฝังศพของนอสตราดามุสก็ยังอยู่ที่นั่น ที่หลุมมีภาพวาดของเขาติดอยู่ด้วย เป็นภาพสวมหมวกทรงสี่เหลี่ยม  ซึ่งเป็นหมวกแห่งความสำเร็จในชีวิตที่เขาได้ปริญญาเอกสาขาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยมองต์เปลิเย.

 

 

บรรณานุกรม

 

Allen,                Hugh; Window in Provence; Boston:Bruce Humphrines, lnc, 1943.

Boswell,           Rolfe; Nostradamus Speaks; New York; Thomas Y. Cromell Co,1941.

Brown,             Florence V.; Nostradamus; The Truth About Tomorrow; New York; Tower Pb,lnc,1970.

Carter,             Mary Ellen; Edgar Cayce On Prophecy; New York: Paperback lnc, 1968.

Criswell;           Criswell Predicts From Now to the year 2000; Anderson, S.C. Droke House , 1968.

Criswell:           Your Next Ten Years; Anderson, S.C.;Droke House, 1969.

Forman, H.J.;   The Story of Prophecy; New York; Tudor Publishing Co, 1940.

Glass, Justine;They Foresaw the Future; New York; G.P. Putnamžs Sons, 1969.

Kahn, Herman and Weiner, Anthony J.; The Year 2000; New York: The Macmilan Company, 1967.

Lamont, Andri; Nostradamus Sees All; Philadelphia: W.Foulsham Co, 1944.

Laver. James;  Nostradamus; London: Penguin Books, 1952.

Leoni, Edgar;   Nostradamus: Life and Literature; New York: Exposition Press, 1961.

McCann, Lee;  Nostradamus: The Man Who Could See Through        Time; New York; Creative Age Press, 1941.

Montgomery, Ruth; A Gift of Prophecy; New York; Bantam Books, lnc, 1966.

Noorbergen, Rene; Jeane Dixon: My Life and Prophecies; New York; William Morrow & Co, 1970.

Robb, Stewart; Nostradamus on Napoleon, Hitler and the Present Crisis; New York ; Charles Scribneržs Sons, 1941.

Robb, Stewart; Prophecies on World Events by Nostradamus; New York; Liverright Publishing Corp, 1961.

Robb, Stewart; Strange Prophecies That Came True; New York; Ace Books,lnc,1967.

Roberts, Henry C.; The Complete Prophecies of Nostradamus; New York; Nostradamus, lnc, 1949.

Timbs, John; Predictions Realized in Modern Times; London; Lockwood and Co, 1880.

Ward, Charles A.; Oracles of Nostradamus; New York; Charles Scribneržs Sons, 1940.

 


 

 

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2546 หยางลี่เหว่ย นักบินอวกาศ คนแรกของจีน พายาน "เสินโจว" ขึ้นสู่อวกาศได้สำเร็จ นับได้ว่าเป็นการก้าวขึ้นสู่ ความเป็นจ้าวแห่งจักรวาลได้สำเร็จ เป็นชาติที่ 3

หลังจากที่รัสเซีย เมื่อครั้งยังเป็น สหภาพโซเวียต ได้ส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ ได้สำเร็จครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2504 ด้วยยานอวกาศวอสต็อก 1 (Vostok 1) สามารถทะยานขึ้นสูง 203.2 ไมล์ และโคจรรอบโลกได้นาน 108 นาที โดยนักบินอวกาศคนแรก คือ ยูริ กาการิน และที่ตบเท้าตามมาติด ๆ ได้แก่ ประเทศอเมริกา ซึ่งประสบความสำเร็จ ในการส่งมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2504 ด้วยยานอวกาศฟรีดอม 7 (Freedom 7) ในโครงการ เมอร์คิวรี่-เรดสโตน 3 (Mecury-Redstone 3) ทะยานขึ้นในระดับ 115 ไมล์ ซึ่งมีนายอลัน เซพเพิร์ด เป็นนักบินอวกาศ

 

 

เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ส่งมนุษย์สู่อวกาศ ด้วยยานอวกาศ "เสินโจว" หรือ "เรือเทวดา" ได้กล่าวไว้ว่า จีนมีแผนที่จะส่งยานอวกาศ พร้อมมนุษย์ขึ้นท่องอวกาศ ครั้งแรกเช่นกัน โดยจะทำการขึ้นโคจร ในอวกาศเป็นเวลาประมาณ 1 วัน หลังจากที่จีนเคยมีการส่งยานอวกาศ ที่ไม่มีนักบินอวกาศ ขึ้นสู่วงโคจร

 

ยานเสินโจว 5 นั้นเป็นทรงกระบอก มีเพียงพื้นที่โล่ง สำหรับห้องพักนักบิน 3 คน ขนาดประมาณ 2.2x2.5 เมตรเท่านั้น ซึ่งรวมแล้วไม่ถึง 6 ตารางเมตร

ยานอวกาศเสินโจว 5 ซึ่งจะเกาะติดจรวด ขนส่งฉางเจิง 2 เอฟ ขึ้นอวกาศ จากฐานส่ง ดาวเทียมจิ่วเฉวียน มณฑลกันซู่ โดยยาน จะโคจรรอบโลก โดยวงโคจรเป็นลักษณะวงรี ทำมุม 42.4 องศา รักษาระยะห่างจากพื้นโลก 200 – 350 กิโลเมตร หลังจากนั้นจะเปลี่ยนวงโคจร เป็นวงกลมที่ระยะห่าง 343 กิโลเมตร และโคจรรอบโลก 14 รอบ

ทางด้านนักบินอวกาศนั้น ปัจจุบัน จีนมีนักบินอวกาศอยู่ทั้งสิ้น 14 คน แต่ละคน ได้ผ่านการฝึกฝนมากกว่า 5 ปี และจีนก็ได้ทำการคัดเลือกแล้ว ว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้เข้าไปประจำที่นั่งบนยาน

เสินโจว 5 ถูกปล่อยเมื่อเวลา 9 นาฬิกาตรง (ตามเวลาท้องถิ่นจีน) วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2546 พร้อมกับ พันโทหยางลี่เหว่ยอายุ 38 ปี ผู้ที่ได้กลางเป็น "ฮีโร่" แห่งแดนมังกร

และด้านนักบินอวกาศ หยางลี่เหว่ย ผู้ที่ผ่านการบินมา 1,350 ชั่วโมง รายงานกลับมาหลังจากทะยานสู่เวหา 34 นาที ว่ารู้สึกดีมาก และสภาพแวดล้อมไม่มีปัญหาอะไร หลังจากนั้น เมื่อเวลา 9.42 น. นายหลี่จี้ไน่ ผู้บัญชาการใหญ่ แห่งโครงการส่งมนุษย์อวกาศโคจรรอบโลก ได้รายงานต่อสถานีภาคพื้นดินว่า การส่งเสินโจว 5 ปฏิบัติการสำเร็จแล้ว

หลังจากนั้นยานอวกาศเสินโจว พร้อมด้วยนักบินหยางลี่เหว่ย ก็กลับลงสู่พื้นดินอย่างปลอดภัย ในวันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม เวลา 6.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ที่มองโกเลียใน หลังจากทำการโคจรรอบโลก เป็นเวลา 21 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม การส่งยานอวกาศเสินโจว 5 ในครั้งนี้ของจีน นับได้ว่าเป็นการสร้างเกียรติภูมิ แก่ประเทศจีนในฐานะเป็นชาติที่ 3 ของโลก ตามรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา

แหล่งข้อมูล
http://www.tuchinese.com/
http://www.manager.co.th/


 

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์