ฟิสิกส์ราชมงคล

index 138

 

ถุงลมนิรภัย

โดย : แอดมิน [ 26 พฤศจิกายน 2550เวลา10:04:20]

ขึ้นชื่อว่า  “ถุงลมนิรภัย” ใครๆ ก็รู้จักเป็นอุปกรณ์หรือระบบเสริมความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รถยนต์ในปัจจุบันจะใช้ถุงลมนิรภัยแบบไฟฟ้าทั้งหมด การออกแบบในแต่ละรุ่นแต่ละแบบมีการติดตั้งจำนวนของถุงลมนิรภัยที่ไม่เท่ากัน หรือ บางรุ่นอาจจะไม่มีเลย อันนี้อาจขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า แต่ก็มีในบางยี่ห้อ หรือ บางรุ่นก็ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานมาจากโรงงานเลย ตรงนี้อาจจะเลือกไม่ได้

ถุงลมนิรภัยในปัจจุบันที่เป็นแบบไฟฟ้านั้น จะมีไฟแสดงสถานะของการทำงานติดขึ้น เมื่อบิดสวิทช์กุญแจไปตำแหน่ง ON (ไฟโชว์บนมาตรวัดติดขึ้น) หรือ ติดเครื่องยนต์ และจะดับลงภายใน 6 วินาที นั้นหมายความว่า ระบบพร้อมที่จะทำงาน และเมื่อมีการทำงานก็จะสมบูรณ์ ถุงลมนิรภัยจะระเบิดหรือพองตัวได้นั้น ต้องได้รับการกระแทกเกินจากค่าที่กำหนดไว้ โดยเปรียบเทียบได้เท่ากับแรงกระแทกจากการชนด้วยความเร็วประมาณ 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพุ่งชนวัตถุที่ไม่ยุบตัวหรือเคลื่อนที่ ถ้าแรงกระแทกต่ำกว่าค่ากำหนดดังกล่าว ถุงลมนิรภัยก็จะไม่ทำงาน

อย่างไรก็ตามค่าระดับดังกล่าวอาจจะสูงขึ้นกว่านี้ ในกรณีที่เป็นการชนเข้ากับวัตถุที่ยุบตัวหรือไม่ยึดอยู่กับที่ เช่น รถที่จอดอยู่ หรือ ชนเข้าไปในใต้ท้องรถที่สูงกว่า (พวกรถบรรทุกใหญ่) เป็นไปได้สูงที่ถุงลมนิรภัยจะไม่ทำงาน เพราะไม่โดนเข้ากับเซ็นเซอร์ตรวจจับการทำงาน การทำงานของถุงลมนิรภัยนั้น จะทำงานเมื่อได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงทางด้านหน้า หรือ ทางด้านข้าง (ในรุ่นที่มี) ในระยะและระดับที่กำหนด ถุงลมนิรภัยก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ และเพื่อความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ขับขี่และผู้โดยสารควรคาดเข็มขัดนิรภัยด้วยทุกครั้ง

การออกแบบถุงลมนิรภัย ไม่ได้ออกแบบให้มีการพองตัวจากการชนทางด้านหลังและทางด้านข้าง (ยกเว้นรุ่นที่มี) และในบางครั้งถุงลมนิรภัยอาจทำงานได้เอง ในกรณีเกิดการกระแทกอย่างรุนแรงบริเวณใต้ท้องรถ ดังภาพข้างล่าง

ด้านการทำงานในกรณีมีการชนปะทะถึงระดับที่ถุงลมนิรภัยทำงาน ระบบจะสั่งการให้ชุดประจุแก๊สมีการทำงาน จะเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้ถุงลมพองตัวออกมา ภายในเสี้ยววินาที เสียงที่เกิดขึ้นมีความดังพอประมาณ พร้อมกับมีควันออกมาและก๊าซซึ่งไม่มีพิษออกมาด้วย เหตุการณ์เช่นนี้มิได้บ่งบอกว่า จะเกิดไฟไหม้ขึ้นแต่อย่างใด สำหรับผู้ที่แพ้ผิวง่ายอาจมีการระคายเคืองเกิดขึ้นได้ ให้รีบทำความสะอาดโดยเร็ว ระดับความรุนแรงที่พองตัวออกมานั้นก็พอสมควร อาจมีการถลอก, ไหม้ หรือ บวมได้ และการทำงานจะมีการทำงานเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

ข้อห้าม ในตำแหน่งที่มีถุงลมนิรภัย ไม่ควรวางสิ่งของใดๆไว้ใกล้ เพราะเมื่อมีการพองตัว จะเป็นอันตรายอย่างมาก บางครั้งอาจถึงขั้นเสียชีวิต อีกกรณีหนึ่ง ไม่ควรนำสติ๊กเกอร์ หรือ วัสดุอื่นใดปิดทับบนแป้นของถุงลม เพราะจะส่งผลถึงการพองตัวเมื่อมีการทำงาน นั่นเอง

รู้ไว้ ใช่ว่า
แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ)

 


     ช่วงเทศกาลคริสตมาส เราได้ฟังบทเพลงคริสตมาส ทั้งเพลงที่อ่อนหวาน เยือกเย็น อย่าง Silent Night และเพลงที่ร่าเริงสนุกสนานอย่าง Jingle Bells เราได้อ่านเรื่องราวเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ ต้นสน (fir) พวงมิสเซิลโทเหนือปากประตู (mistletoe) ท่อนไม้ยูล (Yule) เราได้ชิมขนมปังขิง (ginger bread) แท่งท้อฟฟี่รูปไม้เท้าสีเขียว-แดง ได้ทานไก่งวง พุดดิ้งคริสตมาส ได้ดื่มเอ้กน้อก เรามีความสุขที่ได้แกะของขวัญที่ใส่อยู่ในถุงเท้า หรือวางไว้ใต้ต้นสนข้างปล่องเตาผิง และที่สำคัญที่สุด เราได้ฟังเรื่องราวของคุณตาใจดี เคราขาวจมูกแดง ซานตาคลอส หรือคุณตาโนแอลในภาษาฝรั่งเศส

      แต่น้อยคนนักที่จะรู้ลึกลงไป กว่าสิ่งที่เห็นที่ได้ยิน ว่าแท้ที่จริงแล้วคริสตมาส (Christmas เรียกย่อๆว่า X'mas) หรือที่พี่น้องคริสตชนไทยเรียกว่า เทศกาลคริสตสมภพ นั้น ไม่ใช่วันเกิดซานตาคลอส ไม่ใช่วันโค่นต้นสนแห่งชาติ ไม่ใช่วันแกะกล่องของขวัญ (boxing day) แต่เป็นวันเกิดของพระศาสดาแห่งคริสตศาสนา คือ พระเยซู คริสต์ ที่พี่น้องชาวยิว (ส่วนหนึ่ง) เชื่อว่าเป็นพระแมสซีอาห์ (อังกฤษ-Messiah ฮีบรู-มะซีอา หมายถึงกษัตริย์ผู้กอบกู้อิสรภาพ ให้กับประชาชาติอิสราเอล) ตามที่ทำนายไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล และที่พี่น้องมุสลิมเรียกว่า นะบี อิซา บุตรแห่งมารีย์ (Isa bin Maryam) ผู้เป็นสาส์นแห่งความรักของพระเจ้าที่มีต่อมนุษยชาติ

 

     กำเนิดของพระเยซูคริสต์ เป็นกำเนิดที่มหัศจรรย์ในยุค 2,000 ปีที่ผ่านมา เพราะพระองค์กำเนิดจากหญิงพรหมจารีย์ ตามคำทำนายในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล สามร้อยปีก่อนพระเยซูคริสต์ถือกำเนิด ว่า

 

      คำทำนายนี้ ยังปรากฎในอีกหลายๆที่ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล ซึ่งชาวยิวได้ท่องจำและบอกเล่าสืบต่อกันมา สามสี่ชั่วอายุคน จนสามร้อยปีล่วงแล้ว หนังสือลูกา บทที่ 1 ข้อ 26++ บอกเล่าว่า

     เหตุการณ์นี้ บันทึกอยู่ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานด้วยว่า

     เทศกาลคริสตสมภพ คือ เทศกาลฉลองการบังเกิดของพระเยซูคริสต์ ที่เกิดจากหญิงพรหมจารี

      หญิงพรหมจารีให้กำเนิดบุตรได้อย่างไร เป็นเรื่องมหัศจรรย์เหลือเชื่อสำหรับมนุษย์เมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว และยังคงเป็นเรื่องคาใจให้ถกเถียงกันต่อมาอีกหลายร้อยปี จนกระทั่งหลังปี 2003 เรื่องเหลือเชื่อที่โจษขานต่อกันมาหลายพันปี ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดาที่เกิดขึ้นใกล้บ้านคุณ โดยที่คุณอาจไม่รู้

     เล่าเรื่องเทคโนโลยีฉบับนี้ จึงขอนำเสนอบทความที่เกี่ยวพันอย่างห่างๆ กับเทศกาลคริสตสมภพ เรื่องนี้มิได้อธิบายว่า พระเยซูคริสต์เกิดจากพรหมจารีได้อย่างไร แต่เรื่องนี้นำเสนอเทคโนโลยีที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น นั่นคือ การทำให้พรหมจารีตั้งครรภ์และคลอดบุตร

    เราทราบดีว่า ในธรรมเนียมตะวันออก ความเป็นพรหมจารี มีความหมายลึกลงไป มากกว่าการไม่เคยถูกล่วงล้ำทางช่องเพศ พรหมจารีตะวันออก กินความหมาย ถึงการไม่เคยถูกแตะต้องเนื้อตัวด้วยมือชาย (ที่ไม่ใช่พ่อ พี่น้อง) บางประเพณียังมีความหมายกว้างขวางไปถึง การไม่เคยเปิดเผยใบหน้าแก่ชายใด (อย่าว่าแต่ถูกเนื้อต้องตัว) สำนวนไทยยังมีว่า "แม้แต่ขาอ่อนก็อย่าหวังว่าจะได้เห็น" หรือธรรมเนียมจีน ธรรมเนียมญี่ปุ่นแม้แต่ปลายเท้าก็ยังไม่ได้เห็น

    สาวพรหมจารีตามธรรมเนียมตะวันออกนี้ สามารถให้กำเนิดบุตร ตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ 3 วิธี คือ

วิธีที่ 1 การอุ้มบุญ (Surrogacy) การอุ้มบุญ คือ การเลียนแบบแม่กา ฟักไข่ให้นกกาเหว่า เพราะบุตรในครรภ์ของเธอนั้น ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของเธอ ไม่ใช่ไข่ของเธอ บุตรที่เกิดมาไม่มีดีเอ็นเอของผู้ตั้งครรภ์

    นักวิทยาศาสตร์ (อาจจะเป็นหมอ หรือนักพันธุวิศวกรรม) จะเอาไข่ของมารดามาผสมกับ sperm ของบิดา ในจานทดลองโดยใช้เทคนิควิธี vitro fertilisation (IVF - ผสมพันธุ์นอกร่างกาย) พอไข่เกิดการแบ่งตัวและกลายเป็นตัวอ่อน ก็ย้ายตัวอ่อนเข้าไปฝังในครรภ์ของพรหมจารีผู้ประสงค์จะ "อุ้มบุญ" ซึ่งเรียกการอุ้มครรภ์โดยพรหมจารี แบบนี้ว่า Host Surrogacy หรือ Gestational Surrogacy

    ดินแดนแห่งการอุ้มบุญ หากผู้อ่านปรารถนาจะไปเยือนให้ประจักษ์แก่สายตา คือ บังกะลอร์ ประเทศอินเดีย (หากไม่อยากเสียสตางค์ไปไกลถึงต่างประเทศ ลองเสาะหาบางจังหวัดทางภาคเหนือของไทย )

    การอุ้มบุญ กลายเป็นธุรกิจทำรายได้มากกว่า 450 ล้านเหรียญสหรัฐในอินเดีย การท่องเที่ยวเพื่อฝากให้กำเนิดบุตร (Reproductive tourism) เติบโตขึ้นกว่าเท่าตัวภายในสามปีที่ผ่านมา หญิงสาวที่รับอุ้มบุญส่วนมาก มาจากครอบครัวชนชั้นกลางล่าง การตั้งครรภ์ 9 เดือนจะได้รับเงิน สองพันห้าร้อยเหรียญสหรัฐ (ประมาณหนึ่งแสนบาท) ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเมื่อเปรียบเทียบจากรายได้ต่อหัวปีละ 500 เหรียญสหรัฐ และประชาชนส่วนใหญ่มีรายได้ต่ำกว่า 40 บาทต่อวัน (India's new outsourcing business - wombs โดย Sudha Ramachandran)

วิธีที่สอง การปฏิสนธินิรมล (Somatic Cell Nuclear Transfer)

    วิธีที่สอง เหมาะสำหรับสาวพรหมจารีที่ประสงค์จะมี "บุตรกวนตัวโดยไม่มีผัว (สามี) กวนใจ" ทั้งนี้เพราะบุตรเป็นสายเลือดของมารดาอย่างแท้จริง (มารดาเป็น genetic mother) ดีเอ็นเอของบุตรได้รับถ่ายทอดมาจากมารดา แต่ไม่มีบิดาเพราะไม่ได้อาศัย sperm จากเพศชายมาทำให้ลูกแม่ต้องมีราคี

    Somatic Cell คือ ไข่ที่แบ่งตัวในระยะ Somatic อันเป็นช่วงที่ DNA จะแบ่งตัวออกเป็นสองส่วนที่เหมือนกัน

    Nuclear Transfer คือ การเลาะเอานิวเคลียสของไข่ออก แล้วเอานิวเคลียสของเซลอื่น (donor) มาใส่แทน เช่น นิวเคลียสของผิวหนัง เพื่อให้เกิดการจำลองการเจริญพันธุ์ทางธรรมชาติของไข่และ sperm เซลที่ถูกหลอกจะเจริญพันธุ์เป็นตัวอ่อน จากนั้นก็เคลื่อนย้ายตัวอ่อนเข้าไปฝังในครรภ์ของพรหมจารีผู้เป็นแม่นั้น ด้วยเหตุนี้ บุตรที่เกิดจากจะมี DNA ของแม่แต่ฝ่ายเดียว

    วิธีการแบบที่สองนี้ เรียกกันโดยทั่วไปว่าการโคลนนิ่ง ปัจจุบันนี้ หลายๆประเทศออกกฎหมาย ห้ามการโคลนนิ่งตัวอ่อนมนุษย์ ขณะที่อีกหลายๆประเทศเฉยๆ และหลายประเทศอนุญาตให้ทดลองเฉพาะในสัตว์ อาทิ อังกฤษ สิงคโปร์ และสวีเดน

วิธีที่สาม การปฏิสนธิข้ามสายพันธุ์ (Chimera)

    วิชาวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม สอนต่อๆ กันมาว่า สิ่งมีชีวิตไม่สามารถผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ได้ ดังนั้น คนออกลูกเป็นงู หมาออกลูกเป็นแมว หรือ หมูออกลูกเป็นเป็ดเป็นเรื่องลวงโลก และลิงผสมพันธุ์กับปลาออกลูกเป็นมัจฉานุ คนผสมพันธุ์กับเงือกออกลูกเป็นสุดสาคร พ่อมดผสมพันธุ์กับยักษ์ออกลูกเป็นแฮกริดล้วนมีแต่ในนิยาย จนกระทั่ง นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ร่วมกันกับบริษัทเวชภัณฑ์ขนาดข้ามชาติศึกษารหัสพันธุกรรมมนุษย์ ศึกษา GMO และศึกษาหาความรู้ในระดับนาโน หรือระดับโมเลกุล จากนั้นการกำเนิดสิ่งมีชีวิตข้ามสายพันธุ์ก็กลายเป็นเรื่องธรรมดา นักวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ว่า ไคเมร่า (Chimera) หรือรู้จักกันทั่วไปในนาม ไฮบริด (Hybrid)

     สำหรับพรหมจารีที่มีจินตนาการเป็นพิเศษ และประสงค์จะให้กำเนิดบุตรที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับมนุษย์พื้นๆหมื่นล้าน แสนล้านในพิภพนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถผสมเซลล์ของไข่สายพันธุ์หนึ่ง กับ sperm หรือเซลล์ของอีกสายพันธุ์หนึ่ง โดยอาศัยการผ่าตัดเรียงลำดับรหัสพันธุกรรมให้ DNA ที่ต่างชนิดกันจับคู่กันแล้วเติบโตเป็นตัวอ่อน

 

    คุณแม่พรหมจารีที่ประสงค์จะได้บุตร ที่สามารถสังเคราะห์แสงได้ด้วยตนเอง บุตรที่มีกระเพาะ 4 กระเพาะเหมือนสัตว์เคี้ยวเอื้อง บุตรที่มีแสงเรืองในความมืด บุตรที่มีเหงือกข้างลำคอ เทคโนโลยีสมัยใหม่มีแนวโน้มที่จะตอบสนองความต้องการนี้ได้ แต่กฎหมายยังไม่อนุญาต

    ปัจจุบันนี้ กฎหมายอนุญาตให้ทำการทดลองได้ในระดับ stem cell เท่านั้น ยังไม่อนุญาตให้เลี้ยงจนกลายเป็นตัวอ่อน

    นักวิทยาศาสตร์จากนิวยอร์กใช้เวลาถึง 7 ปี พยายามจดสิทธิบัตรการทดลองให้กำเนิดทางห้องทดลอง ( มิใช่การตั้งครรภ์ทางธรรมชาติ) สิ่งมีชีวิตที่มีบางส่วนของมนุษย์ (part of human) ผสมกับบางส่วนของสัตว์ แต่ประสบความล้มเหลวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ปิดฉากการต่อสู้ทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน ต่อกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐ (รายงานข่าวโดย Rick Weiss, Washington Post, February 13, 2005)

    อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า มีการลักลอบทดลองในคลีนิกอย่างลับๆทั่วโลก อาทิ ที่มหาวิทยาลัย สแตนฟอร์ด รัฐแคลิฟอร์เนีย มีการทดลองให้กำเนิดหนูที่มีสมองมนุษย์ (กรกฎาคม 2005)

    เนชั่นแนล จีโอกราฟิก รายงานว่า ในปี 2003 นักวิทยาศาสตร์จีนจาก มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ที่สอง แห่งเชี่ยงไฮ้ประสบความสำเร็จในการสร้างตัวอ่อนจากเซลล์มนุษย์ผสมกับไข่กระต่าย

 

     มหัศจรรย์แห่งคริสตมาส ของขวัญแห่งความรักและความหวังของมวลมนุษย์ ได้เดินทางมาบรรจบกับ มหัศจรรย์แห่งเทคโนโลยี ในสหัสวรรษที่สาม โดยปราศจากข้อสงสัย โดยเฉพาะในเรื่องของคำทำนายที่ว่า หญิงพรหมจารีจะตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตร

 

    ขอตั้งความหวังให้มหัศจรรย์ทั้งสองสายนี้ เกาะเกี่ยวคู่กันไปเป็นความหวังของมวลมนุษย์ ไปสู่สังคมที่เปี่ยมด้วยความรัก ความไพบูลย์ เปี่ยมด้วยความหวัง ที่จะพิชิตโรคร้ายและความพิกลพิการ

    ขออย่าให้มหัศจรรย์แห่งเทคโนโลยีกลายเป็นฝันร้าย เป็นเหยื่อของธุรกิจข้ามชาติ และเป็นอาวุธในมือคนบ้าที่ไร้สำนึก ไร้จริยธรรม ไร้ความรู้ผิดชอบชั่วดีเลย สาธุ


     25 ธันวาคม วันคริสต์มาส เป็นวันที่ผู้คนทั้งหลาย ต่างพากันทำการเฉลิมฉลอง และจับจ่ายใช้สอย กันอย่างสนุกสนาน รวมทั้งมีชายใส่ชุดสีแดง ท่าทางใจดี ที่เรียกว่า “แซนตาครอส” ที่มียานพาหนะเป็นกวางเรนเดียร์ เดินทางแจกของขวัญ จนทำให้วันคริสต์มาส เป็นวันช้อปปิ้งไปโดยปริยาย แต่จะมีใครรู้หรือไม่ว่าวันที่ 25 ธันวาคม นี้เป็นวันที่มีความหมายอย่างไรกันแน่ ??

      วันที่ 25 ธันวาคม ของทุกปีนั้นถือว่าเป็นวันคริสต์มาส หรือวันพระคริสตสมภพ ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาของศาสนาคริสต์ บิดาชื่อ โยเซฟ มีอาชีพเป็นช่างไม้ ส่วนมารดาชื่อ มาเรีย หรือที่รู้จักกันดีในนามของแม่พระ พระเยซูประสูติในคอกสัตว์ เนื่องจากว่าในวันนั้น บิดาและมารดาของพระองค์ ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านเบธเลเฮม แคว้นยูดา กรุงเยรูซาเลม ในดินแดนปาเลสไตน์ และได้พยายามหาโรงแรม และที่พัก แต่เนื่องจากในวันนั้น มีผู้คนเดินทาง เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ไม่มีที่พัก หรือโรงแรมว่างเลย และขณะนั้นเองมาเรียเกิดปวดท้อง โยเซฟจึงพามาเรียมาพักในคอกสัตว์ และมาเรีย ก็ได้คลอดบุตรชายออกมา

     อาจมีบางท่านตั้งคำถามว่าในเมื่อกล่าวว่า พระเยซูเป็นบุตรของพระเจ้า แต่เหตุใดจึงเกิด ในสภาพที่ต้อยต่ำเช่นนั้น น่าจะเกิดในสภาพที่สูงศักดิ์กว่านี้ แต่ว่าสิ่งนี้หมายความว่า พระเจ้าทรงประธาน ให้พระองค์ถือกำเนิดเช่นนี้ ก็เพราะต้องการให้ทุกคนได้ทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในชนชั้นไหนก็สามารถเข้าถึงพระองค์ได้ ในการใช้ชีวิตช่วงแรกนั้นพระองค์ทรงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ทรงมีอาชีพเป็นช่างไม้ช่วยบิดา จนพระชนมายุได้ 30 พรรษา จึงเสด็จออกประกาศคำสอนและทรงรักษาคนป่วยประเภทต่าง ๆ เช่น คนตาบอด ง่อยเปลี้ย ให้กลับเป็นปกติดังเดิม แต่ก็มีประชาชนบางส่วนที่ไม่ชอบพระองค์ โดยเฉพาะผู้นำศาสนาในเวลานั้นที่อิจฉาพระองค์กลัวว่าพระองค์ จะเป็นที่นิยมของประชาชน มากกว่าพวกตน พวกเขาจึงจับพระเยซู โดยอ้างว่าพระองค์ เป็นภัยต่อบ้านเมือง ดูหมิ่นพระเจ้า จึงทำการพิพากษาพระองค์ โดยวิธีการประหาร ด้วยการตรึงที่ไม้กางเขน หลังจากนั้นก็นำพระศพของพระองค์ ไปฝังไว้ในอุโมงค์ฝังศพ

     หลังจากนั้น 3 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น หลุมศพของพระองค์ถูกเปิดออก พระศพของพระองค์หายไป ต่อมาในขณะที่สาวกของพระองค์ ได้ทำการประชุมกันอยู่นั้น พระองค์ก็ปรากฎตัวขึ้นท่ามกลางความดีใจ ของสาวกเป็นอย่างยิ่ง แต่หลังจากที่พระองค์ทรงปฎิบัติพระราชกิจอีก 40 วัน พระองค์ก็ทรงเสด็จสู่สวรรค์ ประทับกับพระบิดา และพระองค์ทรงสัญญาว่า จะมารับผู้ที่ไว้วางใจพระองค์ ไปอยู่ร่วมกับพระองค์ในสวรรค์ การฉลองคริสต์มาสเริ่มมาจากกรุงโรมในศตวรรษที่ 4 ต่อมาได้แพร่หลายเข้าสู่ยุโรป คำว่า"คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ “Christmas” มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า “Christes Maesse” ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า" Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า “Christmas”

     ในภาษาไทย "คริสต์มาส" ก็มีความหมายเช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า"เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึก ถึงพระเยซูคริสตเจ้าเป็นพิเศษ หรือ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือ พระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืน “Merry X'mas” คำว่า “Merry” ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ" คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว ก็ทำให้อดนึกไม่ได้ว่า จากวันที่กำหนดให้เป็นวันระลึกถึงพระเยซูเจ้านั้น กลับกลายเป็นวันรื่นเริงที่มีการช้อปปิ้ง สังสรรค์ เฉลิมฉลองและแจกของขวัญ กันอย่างอึกทึกครึกโครม จนทำให้บางคนลืมเลือนไปเลยว่า ที่จริงแล้ววันนี้มีความสำคัญที่ลึกซึ้ง มากกว่าการเฉลิมฉลองที่ทุกคนได้ทำอยู่ในขณะนี้.....

แหล่งข้อมูล :www.tungsong.com
www.cct.or.th


 

 

 

สารบัญ 

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

 


 


 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์