ฟิสิกส์ราชมงคล

index 140

อุปกรณ์ทางไฟฟ้า

      ตัวต้านทาน  การอ่านค่าตัวต้านทาน   ตัวเก็บประจุ  ชนิดของตัวเก็บประจุ  การอ่านค่าความจุไฟฟ้า  การต่อตัวเก็บประจุ   ตัวเหนี่ยวนำ   การเหนี่ยวนำข้ามขด  การหาค่าตัวเหนี่ยวนำ  ไดโอด  ไบอัสกลับ  ทรานซิสเตอร์   การทำงานของทรานซิสเตอร์
  PDF     


AC-DC  Converters

  1. แบบครึ่งคลื่น
  2. แบบกึ่ง
  3. แบบเต็มคลื่น
  4. แบบคู่    โดย  แสวง  วุฒิรกุล
      PDF     

แม่เหล็กทำจากวัสดุชนิดใด

         แม่เหล็กถูกนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันของเราอย่างแพร่หลาย เช่น หัวอ่านเทป (Tape Recorder) ลำโพง (Loud Speakers) มอเตอร์ (Motor) Linear Accelerators อุปกรณ์ไมโครเวฟ (Microwave Device) ของเด็กเล่น (Toy) และผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกมากมาย
       แม่เหล็กเป็นวัสดุที่ถูกค้นพบและนำมาใช้เป็นเข็มทิศสำหรับบอกทิศทางในการเดินทางไปในที่ต่างๆ เช่น การเดินเรือในช่วงศตวรรษที่ 15-16 และใช้เป็นเครื่องมือประกอบในศาสตร์ของฮวงจุ้ยเป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว
วัสดุแม่เหล็กซึ่งมีสูตรทางเคมีเป็น Fe3O4 หรือ FeO.Fe2O3 จะสามารถแบ่งออกได้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภท ได้แก่ สินแร่ที่เป็นแม่เหล็กโดยธรรมชาติ เช่น แร่แม็กนีไทต์ (Magnetite) แม่เหล็กที่ทำจากการสังเคราะห์ โดยใช้วัสดุที่เป็นโลหะ เช่น Samarium-Cobolt-Magnet, Rare-Earth Magnet (Nd-B-Fe Magnet) เป็นต้น และแม่เหล็กเฟอร์ไรท์ที่ทำจากการสังเคราะห์โดยใช้วัสดุที่เป็นเซรามิกส์ (ออกไซด์ของโลหะ) เช่น Barium Ferrite, Strontium Ferrite เป็นต้น นอกจากนี้เรายังสามารถแบ่งแม่เหล็กออกตามคุณสมบัติการใช้งานได้อีก 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ แม่เหล็กถาวร (Permanent Magnet หรือ Hard Ferrite) ถูกนำมาใช้ทำมอเตอร์สำหรับมีดและแปรงสีฟันไฟฟ้า อุปกรณ์ในรถยนต์ (power seats and windshield-wiper motors) speakers และแม่เหล็กทั่วๆ ไป เป็นต้น และแม่เหล็กชั่วคราว (Temporary Magnet หรือ Soft Ferrite) ซึ่งสามารถให้สมบัติความเป็นแม่เหล็ก หรือสภาพที่ ไม่เป็นแม่เหล็กได้ โดยการเปลี่ยนทิศทางการให้สนามไฟฟ้า แม่เหล็กชั่วคราวมีบทบาท ในอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ วิทยุ โทรศัพท์ระบบสัมผัส เครื่องไมโครเวฟ อุปกรณ์ให้แสงสว่างหลอดฟลูออเรสเซ็นต์ หัวบันทึกเทปแม่เหล็กความเร็วสูง วงแหวนขนาดเล็กในการบันทึกข้อมูลในคอมพิวเตอร์ และ transfer cores เป็นต้น
 

มา : "แม่เหล็ก Ferrite"เขียนโดย ดร.สมนึก ศิริสุนทร นักวิจัย MTEC ลงพิมพ์ในวารสารเซรามิกส์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 13


ion implantation คืออะไร

          ion implantation คือการฝังไอออนที่ผิวของวัสดุ เป็นหนึ่งในกระบวนการปรับผิวหน้าวัสดุให้มีสมบัติ เชิงกายภาพดีขึ้น เหมาะสำหรับนำไปใช้ในงานพิเศษด้านต่าง ๆ ในกระบวนการนี้ไอออนของธาตุต่าง ๆ เช่น ไนโตรเจน โบรอน ถูกยิงไปฝังบนผิวของวัสดุ พลังงานของไอออนส่วนใหญ่มีค่าอยู่ในเรือน 100 keV ขึ้นไป ไอออนจะฝังลึกลงไปในผิวประมาณ 0.1 ไมครอน กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปในห้องที่มีความดันบรรยากาศต่ำ สมบัติเชิงกายภาพที่ผิวซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังจากการฝังด้วยไอออนจำนวนหนึ่งคือ ความแข็ง การสึกหรอ การเสียดทาน และการเป็นสนิม เป็นต้น
       เครื่องไอออนอิมพลานเตชั่นประกอบด้วย เครื่องกำเนิดไอออนระบบเร่งอนุภาค ระบบกรองอนุภาค(beam analyser), ระบบนำลำอนุภาค(beam transport system) และห้องแขวนเป้า(target chamber) โดยที่ส่วนประกอบ ทั้งหมดนี้อยู่ในระบบสูญญากาศ เครื่องกำเนิดไอออนเป็นแหล่งผลิตไอออนให้แก่ระบบ ไอออนจากเครื่องกำเนิด จะถูกทำให้มีพลังงานตามที่ต้องการด้วยระบบเร่งอนุภาค โดยทั่วไปแล้วไอออนที่ผลิตจากเครื่องกำเนิดไอออน มีหลายชนิด เมื่อไอออนเหล่านี้ผ่านเข้าไปในส่วน beam analyser ไอออนชนิดที่ไม่ต้องการก็จะถูกคัดออก ทำให้ได้ลำไอออนที่บริสุทธิ์ออกมา หลังจากนั้นลำไอออนจะถูกนำส่งไปยังพื้นผิวของวัสดุที่วางอยู่ใน target chamber ในบรรดาส่วนประกอบของเครื่องไออนอิมพลานเตชั่นที่กล่าวมาแล้วนั้น เครื่องกำเนิดไอออนเป็นส่วนที่ซับซ้อนที่สุด ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นหัวใจของเครื่องอิมพลานเตชั่น ในขณะที่ beam analyser และ beam transport system ซึ่งเป็นระบบแม่เหล็กไฟฟ้าก็นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน

       ไอออนอิมพลานเตชั่นเป็นเทคนิคของการเคลือบแข็งแบบใหม่ที่มีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว คือ เคลือบวัสดุ โดยไม่เปลี่ยนแปลงขนาดของวัสดุนั้น, ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการติดแน่นของสารเคลือบกับวัสดุ, ไม่มีปัญหา thermal distortion ผิวชิ้นงานได้รับการขัดไปในตัว การฝังตัวของอะตอมเป็นกระบวนการระดับจุลภาค ดังนั้น การรวมตัว กับธาตุเดิมจึงกลมกลืนที่สุด นอกจากนี้วิธีไอออนอิมพลานเตชั่นยังเป็นการเปลี่ยนแปลงสมบัติผิวของวัสดุ ซึ่งขึ้นกับชนิดของไอออนที่ใช้ด้วย
 

ที่มา : เอกสารเผยแพร่เรื่องการเคลือบแข็งด้วยวิธีไอออนอิมพลานเตชั่น งานวิจัยที่ได้รับทุนจาก MTEC


ครูฟิสิกส์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานกับกระแสการปฏิรูปการศึกษา

ผศ.ศิลปชัย บูรณพาณิช

      ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งเป็นผลมาจากกฎหมายทางการศึกษา ที่เรียกว่า
พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง ในแวดวงการศึกษาของประเทศไทย เป็นสิ่งที่แน่นอนที่สุด ที่คลื่นของการเปลี่ยนแปลง ส่งผลถึงครูฟิสิกส์ที่สอนอยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งทางตรงและทางอ้อม ผลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากเพื่อน ๆ ครูฟิสิกส์จากการประชุมปฏิบัติการหลายครั้ง ที่มีเจ้าภาพหลักคือ สาขาฟิสิกส์ สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ พบว่า ครูฟิสิกส์ทำงานหนักขึ้นมาก ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน นับตั้งแต่การทำความเข้าใจกับมาตรฐานการเรียนรู้ (standard) มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น (benchmark) สาระการเรียนรู้ช่วงชั้น และการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา ในส่วนของสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (แรงและการเคลื่อนที่ พลังงาน) และพบอีกว่าครูต้องทำงานมากยิ่งขึ้น นอกเหนือจากงานหลักที่เป็นงานการจัดการเรียนการสอน คือ งานที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภายในสถานศึกษา การประเมินภายนอก การจัดทำ portfolio เพื่อการประเมินเป็นครูวิทยฐานะต่าง ๆ การทำหน้าที่เป็นกรรมการในฝ่ายต่าง ๆ เป็นต้น จากการ วิเคราะห์ข้อมูลของการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พบว่า ครูใช้พลังงาน เวลา ในการจัดทำเอกสารต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนโดยตรง เป็นสัดส่วนที่สูงมากกว่าตอนที่ยังไม่ปฏิรูปการศึกษา และถ้ายังจำกันได้จะพบว่า มีผู้ตั้งคำถามว่า “ปฏิรูปการศึกษาแล้วได้อะไร” ซึ่งถ้าผู้ตอบเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิรูป ก็อาจมีคำตอบที่ ฟังดูแล้วเข้าที มีวิสัยทัศน์ แต่ถ้าเป็นผู้ตอบทั่ว ๆ ไปก็อาจสงสัยในเหตุที่มาของคำถาม
 

     การที่ครูส่วนใหญ่ต้องสาละวนอยู่กับเอกสารต่าง ๆ มากมายเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่ ที่เวลาที่ใช้ในการเตรียมการสอนทั้งในด้านองค์ความรู้ กระบวนการเรียนรู้ วัสดุอุปกรณ์ การปฏิบัติกิจกรรมการทดลอง การตรวจงาน การบ้าน เป็นต้น ย่อมถูกผลกระทบไปด้วย อย่างไรก็ตาม มีคำถามที่น่าสนใจว่า ก่อนปฏิรูปการศึกษา ครูไม่ต้องทำเอกสารมากมาย ไม่ต้องเป็นกรรมการพัฒนาหลักสูตรของโรงเรียน หรือเป็นกรรมการการประเมินภายใน ฯลฯ ครูใช้เวลาให้กับการพัฒนาวิชาชีพของตนเองอย่างเต็มความสามารถ เต็มเวลาจริงหรือ ซึ่งก็น่าจะคาดเดาคำตอบได้บ้างว่า มีทั้งจริงและค่อนข้างเป็นจริง (ก็ยังจริงอยู่บ้าง แต่อาจไม่ทั้งหมด สำหรับครูฟิสิกส์ในระดับการศึกขั้นพื้นฐาน ที่ได้มีโอกาสมาร่วมประชุมกับสาขาฟิสิกส์หลายครั้ง ซึ่งมีความเป็นกัลยาณมิตร ผมคิดว่าทุกท่านแม้จะทำงานหนัก ในช่วงการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ ท่านได้ให้เวลากับลูกศิษย์ ในการเรียนการสอนอย่างเต็มความสามารถ และเอาชนะเงื่อนไขต่าง ๆ ได้ด้วยวิธีแห่งศาสตร์ของฟิสิกส์ ด้วยการทำเรื่องยาก ๆ ให้ง่ายขึ้น ทั้งในส่วนของชีวิตการสอนและชีวิตส่วนตน

       สำหรับครูฟิสิกส์อาวุโส ที่สอนมาตั้งแต่หลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ.2503 จะพบว่า การสอนฟิสิกส์จะเน้นไปทางด้านเนื้อหาวิชาเป็นหลัก โดยมีวิชาหลักคือ วิชากลศาสตร์ (แยกเป็นภาค Hydrostatic ภาค Static และภาค Dynamic) และให้ตำราที่ค่อนข้าง Classic มาก ที่แต่งหรือเรียบเรียงโดย อาจารย์อาวุโสทางวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น ซึ่งได้รับการอนุมัติเป็นตำราเรียนได้ โดยกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งครูฟิสิกส์ส่วนใหญ่ ก็ใช้ตำราเหล่านั้นในการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังมีวิชาเลือกเพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ โดย มีวิชาแม่เหล็กไฟฟ้าความร้อน แสง เสียง และโรงเรียนใดที่มีความพร้อมทางด้านห้องปฏิบัติการ ก็จะสอนเพิ่มเติมในส่วนของการปฏิบัติการวิชาฟิสิกส์ ที่แยกออกมาจากการเรียนการสอนทางทฤษฎี เมื่อมีการปรับปรุงหลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และเริ่มใช้ในการเรียนการสอนในปี พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นที่มาของวิชาฟิสิกส์ โดยมีการเรียนการสอนครอบคลุมเนื้อหาวิชามากยิ่งขึ้น และได้มีการปรับหลักสูตรฟิสิกส์โดย สสวท. อีกหลายครั้ง จนกระทั่งมาในยุคปฏิรูปการศึกษา และใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ในส่วนของวิชาฟิสิกส์จัดอยู่ในสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ สาระที่ 4 : แรงและการเคลื่อนที่ และสาระที่ 5 : พลังงาน มีข้อที่น่าสังเกตสำคัญ ในการพัฒนาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ของ สสวท. ก็คือการเรียนการสอน ที่บูรณาการการเรียนรู้ ทั้งในภาคทฤษฎีและปฏิบัติเข้าไปด้วยกัน โดยใช้กระบวนการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ด้วยกระบวนการสืบสอบหรือสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry หรือ Enquiry) ไม่ว่าหลักสูตรการศึกษาของชาติ จะเปลี่ยนไปอย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเรียนรู้ฟิสิกส์ หรือวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน ก็ยังเน้นไปยังกระบวนการคิด (brain-on) การปฏิบัติ (hands-on) และทางด้านจิตใจ (minds-on) สำหรับครูฟิสิกส์ในยุคปฏิรูปการศึกษา เราคงมุ่งไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนฟิสิกส์ เพื่อให้นักเรียนเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนให้มากยิ่งขึ้น ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามในโอกาสต่างๆ สิ่งหนึ่งในหลาย ๆ สิ่งที่อยากฝากเป็นข้อเสนอแนะ ก็คือการแก้ปัญหาการเรียนรู้ฟิสิกส์ ของผู้เรียนโดยการใช้การวิจัยในชั้นเรียน น่าจะเป็นแนวทางหนึ่ง ที่ครูฟิสิกส์หลายท่านได้ดำเนินการไปแล้วอย่างได้ผล โดยการหาปัญหา (ที่แท้จริง มีแนวที่จะแก้ได้) การหาสาเหตุของปัญหา และดำเนินการด้วยวิธีการ หรือกระบวนต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา ซึ่งกระบวนการวิจัยในชั้นเรียนดังกล่าว ควรจะดำเนินการไปพร้อมกับการเรียนการสอนตามปกติ เพื่อให้เกิดผลสูงสุด ในการพัฒนาผู้เรียนและผู้สอนไปในคราวเดียวกัน

      สิ่งที่ครูฟิสิกส์ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นพลังในการปฏิรูปการศึกษาของชาติได้ ก็ด้วยความมุ่งมั่นในการปฏิรูปการเรียนรู้ฟิสิกส์ของนักเรียน ด้วยการวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล วางแผนการจัดการเรียนรู้ ให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน สภาพแวดล้อม โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล และครูฟิสิกส์ต้องเป็นผู้พัฒนาตนอยู่เสมอ ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร


“พลังงานปรมาณู”

 โดย   ช่อทิพย์    มงคลมาลย์

กลุ่มงานห้องสมุด

สำนักบริหารจัดการด้านพลังงานปรมาณู

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ   

           พลังงานปรมาณู   คืออะไร มาจากไหน มีความสำคัญอย่างไร ทำไมในพระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ มาตรา 12 จึงกำหนดว่า

              “ห้ามมิให้ผู้ใด ผลิต มีไว้ในครอบครอง เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ”  

               พระราชบัญญัติพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ให้ความหมาย “พลังงานปรมาณู” ว่า “พลังงานไม่ว่าในลักษณะใด ซึ่งเกิดจากการปลดปล่อยออกมาในเมื่อมีการแยก รวม หรือ แปลงนิวเคลียสของปรมาณู”       

             “ปรมาณู” เป็นศัพท์ที่แปลมาจากคำว่า “อะตอม” (Atom) ถอดมาจากภาษากรีกว่า “Atomos” แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “not cut able” แปลเป็นไทยว่า “แบ่งต่อไปไม่ได้อีก” 

             จากคำจำกัดความว่า “แบ่งต่อไปไม่ได้อีก” ทำให้เข้าใจว่า ปรมาณูเป็นเนื้อหรือมวลชิ้นเล็กที่สุด แบ่งแยกต่อไปให้เป็นอะไรอย่างเดิมที่มันเคยเป็นไม่ได้อีกแล้ว

              อะไรในที่นี้ที่มีหน่วยเล็กที่สุด ที่เรียกว่า “ปรมาณู” นั้น ทางวิทยาศาสตร์กำหนดให้เป็น ธาตุ ธาตุ หมายถึง ธาตุแท้ คือเป็นเนื้อของธาตุนั้นธาตุเดียวไม่มีธาตุอื่นปะปนอยู่ด้วย เช่น ธาตุไฮโดรเจน ธาตุฮีเลียม ธาตุออกซิเจน ธาตุทองคำ ธาตุยูเรเนียม

                 ธาตุแท้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เท่าที่สำรวจค้นพบแล้ว มี 92 ธาตุ ที่มากไปกว่า 92ธาตุเป็นธาตุที่ไม่ได้เกิดเองตามธรรมชาติ แต่เป็นธาตุที่คนทำให้เกิดขึ้น ธาตุทั้งหลายมีสภาพเป็นกาซ ของเหลวและของแข็ง

                 ปรมาณูของธาตุชนิดเดียวกัน มีสมบัติเหมือนกันหมด ปรมาณูของธาตุต่างกันมีสมบัติไม่เหมือนกัน เช่น ปรมาณูของไฮโดรเจน ทุกๆ ปรมาณูไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเหมือนกันหมด ปรมาณูของทองคำทุกๆ ปรมาณูไม่ว่าจะเป็นทองคำที่ไหนๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น ธาตุต่างชนิดกันจะมีปรมาณูไม่เหมือนกัน ขนาดของปรมาณูที่ว่าเล็กที่สุดนั้นโตแค่ไหนไม่มีใครเคยเห็นด้วยตา แม้กล้องจุลทรรศน์ที่ขยายได้มากที่สุดก็ยังส่องไม่เห็น แต่ผลของการคำนวณและการวิจัย ปรากฏว่า ปรมาณูของไฮโดรเจน ถ้าจะนำมาวางเรียงชิดติดกันให้เป็นแถวต้องใช้ถึงสองร้อยล้านปรมาณู จึงจะได้ยาวประมาณ 1 นิ้วฟุต

                 โดยปกติ ปรมาณูไม่อยู่นิ่ง ไหวตัวเคลื่อนที่ตลอดเวลาไม่มีวันหยุด ความเร็วในการเคลื่อนไหวของปรมาณูแต่ละธาตุขึ้นอยู่กับมวลและความร้อน ยิ่งร้อนจัดก็ยิ่งไหวตัวเคลื่อนที่เร็วขึ้น อาจมีความเร็วในการเคลื่อนที่ตั้งแต่ 5 พัน ถึง 2 หมื่น 5 พันฟิต ต่อ 1 วินาที ถ้าอุณหภูมิลดลง หมายความว่า เย็นลง เย็นลงจนถึง ลบสองร้อยเจ็ดสิบสามองศาเซสเซียส (-273ºC) ปรมาณูจะหยุดนิ่ง

                 ที่ว่าปรมาณูเป็นชิ้นเล็กที่สุดของธาตุ จะแบ่งต่อไปไม่ได้อีกแล้วนั้น ไม่ได้หมายความว่า ถ้าขืนจะแบ่งกันจริงๆ แล้วแบ่งไม่ได้ ความจริงยังแบ่งต่อไปอีกก็ได้ แต่เมื่อแบ่งแล้วส่วนที่ถูกแบ่งออกมาจะไม่มีสมบัติเหมือนธาตุเดิม มันเป็นอะไรอย่างอื่นไป เช่นชิ้นเนื้อที่เล็กที่สุดของปรมาณูทองคำ ถ้าแบ่งต่อไป ส่วนต่างๆ ที่ถูกแบ่งแยกออกมา ไม่ใช่ปรมาณูทองคำ เช่นเดียวกัน ปรมาณูไฮโดรเจน ถ้าแบ่งต่อไป ส่วนต่างๆ ที่แบ่งแยกออกมาก็ไม่เป็นไฮโดรเจน  ทางวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่า ส่วนต่างๆ ที่ถูกแบ่งแยกออกมาจากปรมาณูแล้วไม่เป็นปรมาณูของธาตุนั้นๆ เป็นองค์ประกอบของปรมาณู มีอยู่ 3 อย่าง ดังนี้

 1.     “โปรตอน” เป็นอนุภาคเล็กจิ๋ว ไม่สามารถเห็นด้วยตา มีประจุไฟฟ้าบวกประจำ มีมวลหรือ น้ำหนัก 1.00758 หน่วย

2.     “อิเล็กตรอน” เป็นอนุภาคเล็กจิ๋ว ไม่สามารถเห็นด้วยตา มีประจุไฟฟ้าลบประจำ มีมวล หรือ น้ำหนัก 0.0055 หน่วย

3.    “นิวตรอน” เป็นอนุภาคเล็กจิ๋ว ไม่สามารถเห็นด้วยตา เป็นกลาง ไม่มีประจุไฟฟ้าบวก หรือ ลบประจำ มีมวล หรือน้ำหนัก 0.00893 หน่วย

                 สภาพความเป็นอยู่ของปรมาณู มีระบบคล้ายระบบสุริยะ ระบบสุริยะนั้นเราทราบกันอยู่แล้วว่า มีดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง รอบๆ ดวงอาทิตย์มีดาวพระเคราะห์หมุนโคจรอยู่เป็นนิรันดร์ ดาวพระเคราะห์แต่ละดวงมีความเร็วในการหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์เป็นประจำ ดาวพระเคราะห์ดวงที่หมุนอยู่ใกล้ชิดดวงอาทิตย์มากที่สุด คือ ดาวพระพุธ (Mercury) ถัดออกมาเป็นดาวพระศุกร์ (Venus) ถัดออกมาเป็นดาวพระราหู คือ โลกเรานี้ (Earth) ถัดออกมาเป็นดาวพระอังคาร (Mars) ถัดออกมาเป็นหมู่ดาวแอสเทอรอยดส์ (Asteroids) ถัดออกมาเป็นพระพฤหัสบดี (Jupiter) ถัดออกมาเป็นดาวพระเสาร์ (Saturn) ถัดออกมาเป็นดาวมฤตยู (Uranus) ถัดออกมาเป็นดาวพระเกตุ (Neptune) ดวงที่อยู่วิถีชั้นนอกสุด คือ ดาวพระยม (Pluto) รวมดวงอาทิตย์กับดาวพระเคราะห์ทั้งหมดในสภาพดังกล่าว เรียกว่า ระบบสุริยะ

               ปรมาณูก็เหมือนกัน มีระบบเหมือนระบบสุริยะ คือมีอะไรหน่วยหนึ่งเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลาง และมีอะไรเปรียบเหมือนดาวพระเคราะห์หมุนรอบหน่วยกลางนี้ 

              จากผลการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์ ปรากฏว่า หน่วยกลางของปรมาณู มีโปรตอนกับนิวตรอน อัดตัวกันแน่น (ยกเว้นหน่วยกลางของไฮโดรเจนธรรมดา ไม่มีนิวตรอน) และรอบๆ หน่วยกลางนี้มีอิเล็กตรอนซึ่งเปรียบเหมือนดาวพระเคราะห์ หมุนตัวโคจรตามวิถีไม่มีเวลาหยุด โปรตอนกับนิวตรอนซึ่งอัดตัวกันแน่นอยู่กลางปรมาณูนี้ เรียกว่า “แก่นของปรมาณู” หรือ “นิวเคลียส” (Nucleus) สมกับเป็นแก่นจริงๆ เพราะมันแน่นมากๆ แน่นเพียงใดนักวิทยาศาสตร์ให้นึกเปรียบเทียบความแน่นของโลหะ เปรียบเทียบกับสตางค์สิบของไทยเรา ถ้าจะให้มีความแน่น (Density) เท่ากับความแน่นของแก่นปรมาณู สตางค์สิบนั้นจะต้องหนักถึง 600 ล้านตันโดยประมาณ 

               ระบบสุริยะมีที่ว่างอยู่ไม่น้อย หมายความว่า จากดวงอาทิตย์ออกมา กว่าจะถึงดาวพระเคราะห์ดวงหนึ่งดวงใด เป็นที่ว่างเสียมากมาย เช่น จากดวงอาทิตย์ถึงดาวพระราหู คือ โลกเรานี้ ห่างกันถึง 93 ล้านไมล์ ระบบปรมาณูก็เช่นเดียวกัน จากแก่นถึงอิเล็กตรอนเป็นที่ว่างเปล่า (ความจริงไม่ว่างเปล่าทีเดียว มีคลื่นแรกเกี่ยวกับการทรงตัวของระบบปรมาณูอยู่เต็มเหมือนกับสนาม) ความว่างระหว่างแก่นกับอิเล็กตรอนของปรมาณูมีเพียงใด นักวิทยาศาสตร์วาดมโนภาพขยายแก่นปรมาณูของไฮโดรเจนให้โตเท่าเมล็ดถั่วลันเตา ซึ่งประมาณว่าทำให้โตขึ้นจากขนาดโตของแก่นจริงราวล้านเท่า อิเล็กตรอนของไฮโดรเจนก็จะโตตามขึ้นมาด้วย และจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 30 ฟุต วิถีโคจรรอบแก่นของอิเล็กตรอนจะอยู่ห่างจากแก่นออกมาประมาณ 300 ไมล์ จากข้อนี้ทำให้เห็นว่า ปรมาณู นั้น มีที่ว่างมากมาย เนื้อแท้ๆ ของปรมาณูไปอออัดกันแน่นที่แก่น และเนื่องด้วยอิเล็กตรอนมีมวล หรือน้ำหนักน้อยมากๆ อิเล็กตรอนตัวหนึ่งหนักเพียง 1/1,840 ของน้ำหนักโปรตอนเท่านั้น ฉะนั้นในการคิดคำนวณทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับน้ำหนักปรมาณู โดยมากจึงคิดเฉพาะมวลของแก่นแต่อย่างเดียว

               ระบบปรมาณูหนึ่งๆ อาจมีอิเล็กตรอนหมุนรอบแก่นอยู่เพียงตัวเดียว ได้แก่ ปรมาณูของไฮโดรเจน บางปรมาณูมีอิเล็กตรอน 2 ตัวหมุนอยู่รอบแก่น ได้แก่ปรมาณูของฮีเลียม บางปรมาณูมีอิเล็กตรอนตั้ง 92 ตัวหมุนโคจรอยู่รอบแก่น ได้แก่ ปรมาณูของยูเรเนียม

               ปกติปรมาณูเป็นกลางเสมอ คือ ไม่มีประจุไฟฟ้าบวกหรือลบเหลือเกินอยู่เลย แสดงว่าจำนวนโปรตอนบวกที่แก่น กับจำนวนอิเล็กตรอนลบที่หมุนเวียนรอบแก่นเท่ากัน ทำให้อำนาจการดึงดูดทางไฟฟ้าสมดุลกัน จึงเป็นกลางอยู่ได้ ปรมาณูธรรมดาสามัญที่สุด ได้แก่ ปรมาณูของไฮโดรเจน คือ มีโปรตอนเป็นแก่นอยู่ตัวเดียว และมีอิเล็กตรอนหมุนวนเวียนอยู่ตัวเดียวเหมือนกัน ปรมาณูธรรมดาสามัญถัดมา ได้แก่ ปรมาณูของฮีเลียม ที่แก่นมีโปรตอนบวก 2 ตัวอัดแน่นอยู่กับนิวตรอน 2 ตัว มีอิเล็กตรอน 2 ตัว หมุนอยู่รอบแก่นนี้ ปรมาณูของธาตุยูเรเนียมมีโปรตอน 92 ตัว นิวตรอน 146 ตัว อัดกันแน่นเป็นแก่นอยู่ตรงกลาง มีอิเล็กตรอน 92 ตัว หมุนโคจรอยู่รอบแก่น

              เป็นที่น่าสงสัยว่า ไฟฟ้าบวกย่อมดูดกับไฟฟ้าลบ แต่ทำไมโปรตอนบวกจึงไม่ดูดเอาอิเล็กตรอนลบเข้าไปรวมอยู่ที่แก่นเหมือนกัน อิเล็กตรอนนั้นไม่ได้อยู่เฉยๆ หมุนรอบตัวเองและรอบแก่นไปด้วย ความเร็วที่อิเล็กตรอนหมุนรอบแก่นนั้นประมาณ 2 หมื่นไมล์ต่อ 1 วินาที ความเร็วในการหมุนรอบตัว และการหมุนเวียนรอบแก่นนี้เป็นแรงเหวี่ยง ต่อสู้กับแรงดึงของโปรตอนไว้ได้ อิเล็กตรอนจึงไม่ถูกดูดเข้าไปรวมเป็นกระจุกอยู่ที่แก่น 

  สิ่งที่น่าสงสัยอีกอย่างหนึ่ง คือ โปรตอนซึ่งมีประจุไฟฟ้าบวก ทำไมจึงรวมตัวอัดกันแน่นเป็นแก่นปรมาณูอยู่ได้ ทำไมจึงไม่ผลักกันให้หลุดกระเด็นออกไป อำนาจการผลักดันของโปรตอนด้วยกันมีมิใช่น้อย

             ศาสตราจารย์ เฟรเดอริค ซอดดี (Frederick Soddy) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ยืนยันว่า ถ้าโปรตอน 2 กรัม วางที่ขั้วโลกเหนือ 1 กรัม อีก 1 กรัมวางที่ขั้วโลกใต้ โปรตอน 2 หน่วยนั้นจะออกแรงผลักถึงกัน และมีแรงผลักกันถึง 26 ตัน นักวิทยาศาสตร์บางคนยืนยันว่า การที่โปรตอนไม่กระเด็นออกมาแต่กลับรวมตัวอัดกันแน่น เป็นเพราะมีนิวตรอนอยู่ด้วย โปรตอนกับนิวตรอนนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทกันยิ่งนัก โปรตอนอาจเปลี่ยนตัวเป็นนิวตรอน และนิวตรอนก็อาจเปลี่ยนตัวเป็นโปรตอนได้ ในขณะเปลี่ยนตัวนี้ มีอนุภาคใหม่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง เรียกว่า “เมซอน” (Meson) เมซอนมีประจุไฟฟ้าบวกก็ได้ ลบก็ได้ ตอนที่นิวตรอนจะเปลี่ยนตัวเป็นโปรตอนนั้น นิวตรอนไปรับเอาเมซอนบวกมาจากโปรตอน เมื่อรับมาเข้าตัวแล้วก็กลายเป็นโปรตอนไป และเมื่อใดนิวตรอนให้เมซอนลบแก่โปรตอน จะทำให้โปรตอนกลายเป็นนิวตรอนไป การเปลี่ยนแปลงตัวระหว่างโปรตอนกับนิวตรอนนี้ เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ความรวดเร็วนี้ทำให้เกิดคลื่นเมคานิกส์ คลื่นซึ่งโปรตอนกับนิวตรอนส่งแลกเปลี่ยนกันนี้เองทำให้เกิดเป็นประดุจสายใยของเส้นแรงยึดรวมตัวโปรตอนกับนิวตรอนให้อัดกันแน่น เป็นแก่นของปรมาณูและแรงนี้มีพลังอย่างมหาศาล มิฉะนั้นจะไม่สามารถบังคับให้โปรตอนบวกซึ่งคอยผลักกันอยู่เสมอให้รวมตัวอัดกันแน่นอยู่ได้ พลังงานนี้แหละที่เรียกกันทั่วไปว่า “พลังงานปรมาณู”

             พลังงานปรมาณูมีปริมาณเท่าใด นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลองโดยการสร้างแก่นปรมาณูของธาตุฮีเลียม โดยมีโปรตอนบวก 2 ตัวแต่ละตัวหนัก 1.00758 มีนิวตรอน 2 ตัว แต่ละตัวหนัก 1.00893 เมื่ออยากจะทราบว่าแก่นปรมาณูนี้หนักเท่าใดก็เอา 2.01516 ซึ่งเป็นน้ำหนักของโปรตอน 2 ตัว บวกเข้ากับ 2.01786 ซึ่งเป็นน้ำหนักของนิวตรอน 2 ตัว ผลบวกจะได้ 4.03302 แต่ความจริง จากผลการวิจัยและการคำนวณปรากฏว่า น้ำหนักของแก่นปรมาณูของฮีเลียมหนักจริงๆ เพียง 4.00389 เท่านั้น ซึ่งน้อยไปกว่าผลบวกของโปรตอน 2 ตัว กับนิวตรอน 2 ตัวประมาณ 0.03 มวล 0.03 ที่หายไปนี้ ไปไหน

             นักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าแล้วยืนยันว่า มวลที่หายไปนี้แหละกลายเป็นพลังงานออกแรงยึดเหนี่ยวโปรตอน กับ นิวตรอนให้อัดตัวกันแน่นเป็นแก่นของปรมาณู มวลเป็นเนื้อของธาตุ เป็นวัตถุ พลังงานไม่เป็นธาตุ ไม่เป็นวัตถุ ดังนั้นมวลของธาตุก็เปลี่ยนแปลงเป็นพลังงานได้ และพลังงานก็อาจควบตัวกันแน่นกลายเป็นมวลของธาตุได้เหมือนกัน

            ความแรงของพลังงานปรมาณูสามารถคำนวณได้จาก สมการของไอน์สไตน์ เรื่องความสัมพันธ์ของมวลธาตุกับพลังงาน ดังนี้

            “พลังงานที่เกิดมาจากมวลธาตุ จะมีปริมาณเท่ากับมวลธาตุที่สลายตัว คูณด้วยจำนวนความเร็วของแสงยกกำลัง 2 (คือความเร็วของแสงคูณตัวเอง)”

            หรือ                        E=mc² 

          E = Energy แปลว่า พลังงาน

             m = mass     แปลว่า มวล 

             c     เป็นตัวคงที่ กำหนดให้เท่ากับอัตราความเร็วของแสง ซึ่งถ้าคิดเป็นเซนติเมตรก็จะเท่ากับ 29,979,300,000 (สองหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเจ็ดสิบเก้าล้านสามแสน) เซนติเมตร ต่อ 1 วินาที

             เอาตัวเลข 0.03 ที่หายไปจากการสร้างแก่นปรมาณูของฮีเลียมมาเข้าสมการนี้ดู คือให้ m = 0.03 กรัม c² (ยกกำลังสอง) = (29,979,300,000 เซนติเมตร)² (ยกกำลัง 2 คือ คูณตัวเองก่อน ว่า ผลลัพท์ เป็น E คือพลังงาน ซึ่งมีหน่วยคิดเป็นเอิร์กส์ (Ergs) เมื่อคูณออกมาจะได้ตัวเลขเรียงกันยาวมาก แสดงว่า เป็นปริมาณอย่างมหาศาลของพลังงาน

            พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากแก่นนั้น สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานความร้อน หรือพลังงานเสียง และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกิจการต่างๆ มากมาย ทั้งในด้านการศึกษาวิจัย ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านอุตสาหกรรม ด้านการการเกษตร

              ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น เอาไปใช้กับเครื่องเอกซ์เรย์ให้เครื่องเอกซ์เรย์สามารถทำงานได้ ตรวจวินิจฉัยโรคและหาแนวทางบำบัดรักษา เช่น รักษาโรคคอพอก ตรวจหาเนื้องอก ตรวจหาและบำบัดมะเร็ง ปลอดเชื้อผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ หยุดยั้งการเติบโตของเม็ดเลือดขาวป้องกันภาวะ Graft Versus Host Disease (GVHD) ตรวจวัดความหนากระดาษของโรงงานผลิตกระดาษ ตรวจหารอยรั่วของท่อส่งน้ำมัน หารอยร้าวของเครื่องบิน ปีกเครื่องบิน ตรวจหาโลหะหรือสิ่งผิดกฎหมายในจุดตรวจต่างๆ เพิ่มมูลค่าอัญมณี วิเคราะห์หาอายุโบราณคดี ถนอมอาหารให้เก็บรักษาได้ยาวนานปราศจากเชื้อโรคและพยาธิ ยับยั้งการงอกของพืช ผัก ผลไม้ ชะลอการเน่าเสีย ทำลายแมลง พยาธิ และจุลินทรีย์ ลดการนำเข้าและเพิ่มรายได้ของประเทศโดยส่งเสริมการส่งออกอาหารและผลิตผลการเกษตร

              ประโยชน์ของพลังงานปรมาณูยังมีอีกมาก ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติและกฎกระทรวงเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ จึงได้กำหนดไว้ว่า ผู้ใด ผลิต มีไว้ในครอบครอง พลังงานปรมาณู จะต้องได้รับใบอนุญาตจากคณะกรรมการ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการนำพลังงานปรมาณูไปใช้ในทางที่ไม่เป็นประโยชน์สุขของผู้ใช้เองและประชาชน

----------------------------------------------------------------------------------- 

เอกสารอ้างอิง: 

 1.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. พระราชบัญญัติและกฎกระทรวง เกี่ยวกับ พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ.  โรงพิมพ์คุรุสภา: กรุงเทพมหานคร, 2546.

2.       พล. ท. ขุนสถิตวิทยาศาสตร์.  “แก่นปรมาณู.” พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ; บทความบรรยายทางวิทยุกระจายเสียงของคณะกรรมการพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ. สำนักพิมพ์บรรณาคาร: พระนคร, 2502.

3.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “อะตอมหรือปรมาณู.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 3. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2547.

4.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “พลังงานจากอะตอม.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 11. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2547.

5.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “รังสีในทางการแพทย์.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 31. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2547.

6.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. “รังสีกับอาหาร.” เจาะลึก...เรื่องปรมาณู. หน้า 33. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. กรุงเทพมหานคร, 2547.

7.       สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ. พลังงานเพื่อการสร้างสรรค์: รายงานประจำปี 2547-2548. หน้า 5, 30-31. สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ: กรุงเทพมหานคร, 2549. 

 


" 10 สุดยอดที่สุดในโลก "

1. สุดยอดแห่งเทคโนโลยี คือ เทคโนโลยี ที่ไม่ทำลาย และ ยังสามารถ กลมกลืน เกื้อหนุน กับธรรมชาติได้
2. สุดยอดแห่งความเก่ง คือ ความเก่ง ที่จะนำไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคม รอบข้าง ไม่ใช่เพื่อตนเอง
3. สุดยอดแห่งคนรวย คือ คนที่รวยแล้ว รู้จักนำเงินของตนมาสร้างประโยชน์ให้กับสังคม โดยไม่ได้หวังจะมีใครรู้หรือไม่ หรือ ต้องประกาศให้
ใครต่อใครได้รับรู้
4. สุดยอดแห่งชัยชนะ คือ การชนะตนเอง เพื่อยืนหยัด อยู่ในศีลธรรมที่ถูก ที่ควร
5. สุดยอดแห่งการแข่งขัน คือ การแข่งขันกับตนเอง เพื่อจะปรับปรุงตน ไปในทางที่ดีข฿น
6. สุดยอดแห่งคนดี คือ คนที่ทำความดี โดยไม่ต้องประกาศให้ใคร
รู้ในสิ่งที่ตนทำ หรือ การทำความดีลักษณะปิดทองหลัง ทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อผู้อื่น โดยไม่ต้องให้ใครรับรู้
7. สุดยอดแห่งความเมตตา คือ เมตตาต่อศัตรู ก็คือ ไร้ศัตรู
8. สุดยอดแห่งการพัฒนาโลก คือ การพัฒนาจิตใจของมนุษย์ ให้สูงขึ้น
9. สุดยอดแห่งการเรียนรู้ของชีวิต คือ การเรียนรู้ พระธรรม ศาสนาใดก็ตาม
10.สุดยอดแห่งการประสบความสำเร็จในอาชีพ คือ การได้ประกอบสัมามาอาชีพ และได้ทำถูกต้องตามศีลธรรม จรรยาบรรณ โดยไม่เห็นแก่เงิน และ มุ่งประโยชน์เพื่อส่วนรวม


10สุดยอดนวัตกรรมไทยปี48

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศผลคัดเลือก 10 สุดยอด นวัตกรรมไทย ปี 2548จากผลงานทั้งหมดเกือบ 500 โครงการ ผลอันดับ

1 เสื้อกีฬานาโน ขจัดปัญหาความเหม็นอับชื้นในชุดกีฬาด้วยซิลเวอร์นาโน ของบริษัท ยูไนเต็ดเท็กซ์ไทล์มิลล์ จำกัด

2 แป้งข้าวเจ้าเพื่อเพิ่มปริมาณในเม็ดยา : สร้างมูลค่าใหม่ ( Value creation ) ให้แก่ข้าวไทย ของบริษัท เอราวัณ ฟามาซูติคอล ริเซิซ แอนด์ แลบอราตอรี่ จำกัด ร่วมกับ รศ.ดร.ซไสยวิชญ์ วรวินิต ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล

3 เครื่องสำอางเกสร บัวหลวง-โลตัสเซีย: ภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่เครื่องสำอางคุณภาพระดับโลก ของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล แลบบอราทอรีส์ จำกัด

4. เทคโนโลยี RFID ในระบบตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมกุ้ง: สร้างกุ้งไทยให้แตกต่างจากกุ้งอื่นทั่วโลกของบริษั ไอ.อี.เทคโนโลยี จำกัด

5. สมุนไพรแห่งชาติ-ไพลทานอยด์ ซุปเปอร์ : สมุนไพรไทย ... ก้าวไกลสู่สากล ของบริษัท โควิก เคทท์ อินเตอร์เนชั่นแนล(ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เอสซีติก คลินิก จำกัด บริษัท ดอกบัวคู่ จำกัด บริษัท อดินพ จำกัด บริษัท เอส.ซี. อาร์ททิสทรี จำกัด และบริษัท โอเรียนทอล สปิริต จำกัด,

6. ระบบการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ : แหล่งธุรกิจใหม่จากโปรตีนจากท้องทะเล ของบริษัท ภูเก็ตเป๋าฮื้อ ฟาร์ม จำกัด

7. เครื่องรูดบัตรเครดิตไร้สาย : ทุกที่ ทุกหน ทุกแห่ง ก็สามารถุใช้บัตรเครดิตได้ ของบริษัท เอ็มเบส เทคโนโลยี(ประเทสไทย ) จำกัด

8. หลอดเก็บตัวอย่างเลือดสุญญากาศ: อุปกรณ์แพทย์ ฝีมือคนไทย คุณภาพระดับโลก ของบริษัท เซนนิเมด(ประเทศไทย ) จำกัด

9. เครื่องแกะสลักผักและผลไม้ : นวัตกรรมจากสิ่งประดิษฐ์ ก้าวสู่การร่วมลงทุน ไทย-ฝรั่งเศสของบริษัท วายาโม จำกัด

10. Y-ZA น้ำผลไม้ที่มีแลคโตบาซิลัส : ใครบอกว่าแลคโตบาซิลลัสมีเฉพาะในน้ำนม ของบริษัท ซีแอนด์ เอ โปรดักส์ จำกัด


15 สิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมในรอบ 50 ปี

1. เอทีเอ็ม
จุดเริ่มต้น : ธนาคารบาเคลยส์ พ.ศ.2510
ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครเป็นคนประดิษฐ์เครื่องทำธุรกรรมการเงินอัตโนมัติ หรือ เอทีเอ็ม เครื่องแรก แต่มีการขอจดสิทธิบัตรสร้างตู้เอทีเอ็มราวๆ 70 ปีก่อนโดยนักประดิษฐ์อเมริกัน
ตู้เอทีเอ็มเครื่องแรกของโลกเปิดให้บริการโดยธนาคารบาเคลย์ส (Barclays) กรุงลอนดอน อังกฤษ ในปี 2510 ถือเป็นก้าวแรกของการทำธุรกรรมการเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่นำไปสู่การคิดค้นเทคโนโลยีรหัสรักษาความปลอดภัย (PIN) รวมทั้งการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต

2. บาร์โค้ด
ผู้ประดิษฐ์ : นอร์แมน โจเฟซ วู้ดแลนด์ พ.ศ.2515
นอร์แมน โจเฟซ วู้ดแลนด์ เริ่มคิดค้นบาร์โค้ดมาตั้งแต่สมัยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฟิลาเดลเฟีย สหรัฐอเมริกา เมื่อมาทำงานที่บริษัท ไอบีเอ็ม จึงเริ่มคิดค้นอย่างจริงจัง วัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบ จำแนกสินค้าอัตโนมัติ และในปี 2515 ก็สามารถนำเอาความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์กับแสงเลเซอร์มาพัฒนาบาร์โค้ดจนสำเร็จ

3. แผ่นซีดี
ผู้ประดิษฐ์ : คลาสส์ คอมพานน์ พ.ศ.2512
ปี 2512 คลาสส์ คอมพานน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตช์ ลูกจ้างบริษัทฟิลิปส์เสนอแนวคิดสร้างแผ่นออพติคัลดิสก์ หรือแผ่นซีดี เพื่อนำมาใช้เก็บข้อมูลเสียงเพลงอย่างคงทนถาวรในรูปแบบไฟล์ดิจิตอลแทนที่การบันทึกลงแผ่นไวนิล
ผู้ผลิตแผ่นซีดีผลิตออกสู่ท้องตลาดจริงๆ ในปี 2525 คือฟิลิปส์กับโซนี่จับมือกันพัฒนาซีดีขึ้นมา จนปัจจุบันได้กลายเป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีคนนิยมใช้มากที่สุดในโลก

4. แกะโคลนนิ่งดอลลี่
ผู้คิดค้น : เอียน วิลมุต พ.ศ.2540
ปี 2540 เอียน วิลมุต นักวิจัยสถาบันโรสลิน เอดินบะระ สกอตแลนด์ สร้างแกะโคลนนิ่ง ตัวแรกของโลกพร้อมกับตั้งชื่อให้มันว่า "ดอลลี่"
"ดอลลี่" เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตัวแรกของโลกที่สร้างโดยกระบวนการคัดลอกแบบทางพันธุกรรม (โคลนนิ่ง) ด้วยการสกัดเอานิวเคลียส ในไข่ของแกะเพศเมียออก และสอดเอาเซลล์ร่างกาย ของแกะที่ต้องการสร้างเข้าไปแทนที่ จุดประกายความหวังในการสร้าง "มนุษย์โคลนนิ่ง" ท่ามกลางเสียงทักท้วงในโลกตะวันตกว่าหน้าที่สร้างสิ่งมีชีวิตเป็นของพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์

5. โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์
โครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิทยาศาสตร์หลายร้อยคนในสหรัฐ อังกฤษ จีน ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่น ซึ่งตั้งใจถอดรหัสการจัดเรียงตัวของ "ดีเอ็นเอ" หรือ หน่วยพันธุกรรม 3 พันล้านตัวอักษร กระทั่งประสบความสำเร็จในเดือนเม.ย. 2546 ช่วยให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์เข้าใจการทำงานของร่างกายคนเราอย่างลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์

6. โทรศัพท์มือถือ
ผู้ประดิษฐ์ : มาร์ติน คูเปอร์ พ.ศ.2516
พื้นฐานการสร้างเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ไร้สาย หรือ มือถือ มีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษ 1940 (พ.ศ.2483) แต่ต้องใช้เวลาต่อมาอีกหลายสิบปี มาร์ติน คูเปอร์ ถึงจะสามารถประดิษฐ์มือถือเครื่องแรกของโลกให้กับบริษัทโมโตโรลา
การใช้งานมือถือขยายตัวไปทั่วโลกเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจีเอสเอ็มที่ใช้กันแพร่หลายมากกว่า 80 ประเทศ ประกอบกับราคามือถือถูกลงเรื่อยๆ ขณะที่การใช้งานหลากหลายขึ้น ทั้งบริการเอสเอ็มเอส วิดีโอโฟน อี-เมล ถ่ายภาพดิจิตอล ฯลฯ

7. คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี)
พลันที่ "ซิลิคอนชิป" ถือกำเนิดขึ้น "เทคโนโลยีสมองกล" ที่เรียกว่า "คอมพิวเตอร์" ก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด เมื่อ 40 ปีก่อน คอมพิวเตอร์ 1 เครื่องมีขนาดพอๆ กับสำนักงาน 1 แห่ง และแล้วปี 2520 พีซีขนาดตั้งโต๊ะเครื่องแรก "แอปเปิล II" ก็เผยโฉมขึ้น ตามด้วยพีซีสมรรถภาพสูง "IBM 5150" ของไอบีเอ็มที่ออกวางตลาดปี 2524 จากนั้นอีก 2 ปีระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ของไมโครซอฟท์จะช่วยให้พีซีระบาดไปทั่วโลกเพราะใช้งานง่ายและสะดวกสบาย

8. ดาวเทียม
เกิดขึ้นครั้งแรก : สหภาพโซเวียต พ.ศ.2500
ทันทีที่ดาวเทียม "สปุตนิก" ของโซเวียตถูกส่งออกไปนอกโลกเมื่อปี 2500 การแข่งขันด้านอวกาศระหว่าง 2 ชาติยักษ์ใหญ่ สหรัฐอเมริกากับโซเวียต ก็เปิดฉากเป็นทางการและบีบบังคับให้สหรัฐต้องส่ง "นีล อาร์มสตรอง" ไปเหยียบดวงจันทร์ในอีกประมาณ 10 กว่าปีต่อมา ดาวเทียมมีประโยชน์มากมาย ทั้งการสื่อสารไร้พรมแดน การสำรวจทรัพยากรโลกและอื่นๆอีกมากมาย

9. เด็กหลอดแก้ว
ผู้ประดิษฐ์ : แพทริก สเต็ปโท-โรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ พ.ศ.2521
แพทริก สเต็ปโท นักสรีรวิทยา และโรเบิร์ต เอ็ดเวิร์ดส์ นรีแพทย์ ร่วมมือกันคิดค้นวิธีการผสมเทียมโดยนำอสุจิกับไข่ของมนุษย์มาผสมเทียมในหลอดแก้วเพื่อให้ปฏิสนธิมนุษย์นอกครรภ์มารดา การทดลองล้มเหลว 80 ครั้ง ในที่สุดปี 2521 วิธีผสมเทียมของทั้ง 2 คนก็ให้กำเนิดเด็กหลอดแก้วคนแรกของโลก หลังจากหนูน้อย "หลุยส์ บราวน์" ร้องอุแว้ในห้องคลอด ณ เมืองโอลด์แฮม ประเทศอังกฤษ

10. ยานวอยเอเจอร์
องค์การที่ประดิษฐ์ : นาซ่า พ.ศ. 2520
การประดิษฐ์ยานอวกาศเพื่อเก็บข้อมูลระยะไกลนั้น เป็นเวลากว่า 30 ปี ยานอวกาศ "วอยเอเจอร์ 1-2" Ž ขององค์การอวกาศสหรัฐอเมริกา (นาซ่า) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลจากปลายสุดของระบบสุริยะจักรวาลส่งตรงกลับมายังฐานนาซ่าบนโลกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลของดาวพฤหัส ดาวเสาร์ ยูเรนัส และเนปจูนสำเร็จ


11. เทคโนโลยี http://www.
ผู้ประดิษฐ์ : ทิม เบอร์เนอร์ส ลี พ.ศ.2534
โครงข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างตั้งแต่ 30 ปีก่อน แต่บุคคลที่ทำให้อินเตอร์เน็ตกลายเป็นเทคโนโลยีประจำบ้านสำหรับประชากรโลก คือ ทิม เบอร์เนอร์ส ลี โปรแกรมเมอร์อังกฤษ ผู้คิดโปรแกรมสืบค้นทางอินเตอร์เน็ตแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (World Wide Web : http://www. ขึ้นมาจนสามารถนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์เชื่อมคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกันได้ในปี 2534

12. นาโนเทคโนโลยี
ผู้ประดิษฐ์ : เอริก เดร็กซ์เลอร์ พ.ศ.2529
เอริก เดร็กซ์เลอร์ นักวิทยาศาสตร์อเมริกันบัญญัติคำว่า "นาโนเทคโนโลยี" ครั้งแรกปี 2529 เพื่ออธิบายวิสัยทัศน์ของ "ศ.ริชาร์ด ฟายน์แมน" เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ซึ่งวาดภาพการใช้วิธีจัดเรียง "อะตอม" ของสิ่งต่างๆ เพื่อนำมาสร้างสิ่งประดิษฐ์ขนาดจิ๋ว ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ คอมพิวเตอร์ เครื่องยนต์ ฯลฯ ปัจจุบันนาโนเทคฯ ค่อยๆ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมนุษย์แล้วในรูปแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆมากมาย

13. พลังงานนิวเคลียร์
จุดกำเนิด : อังกฤษ พ.ศ.2499
นับแต่มีการค้นพบปฏิกิริยา นิวเคลียร์ฟิชชั่น ในยุคคริสต์ศตวรรษ 1930 นักวิทยาศาสตร์ตระหนักถึงความเป็นไปได้ในการผลิต พลังงานนิวเคลียร์และสามารถประดิษฐ์คิดค้นได้สำเร็จ
ในปีค.ศ.1956 หรือ พ.ศ.2499 โรงงานพลังงานนิวเคลียร์แห่งแรกของโลกก็เดินเครื่องที่เมืองคาลเดอร์ ฮอลล์ ประเทศอังกฤษ แต่เหตุการณ์โรงงานนิวเคลียร์ "เชอร์โนบิล" ของโซเวียตระเบิด ทำให้โลกถกเถียงกันอย่างหนักถึงผลดี-ผลเสียของการใช้พลังงานชนิดนี้ และปัจจุบันมีการใช้กันมาก

14. เลเซอร์
ผู้ประดิษฐ์ : ธีโอดอร์ ไมแมน พ.ศ.2503
เลเซอร์ ถือกำเนิดมาจากทฤษฎีทางฟิสิกส์ของ "อัลเบิร์ต ไอนสไตน์" อธิบายหลักการปล่อยโฟตอนโดยการกระตุ้นอะตอม เพราะในการเกิดการปล่อยโฟตอนดังกล่าวจะทำให้เกิดความเข้มแสงเพิ่ม ซึ่งเป็นหลักการของเลเซอร์โดยทั่วไป
เทคโนโลยีเลเซอร์หลุดจากโลกนิยายกลายเป็นความจริง เมื่อ "ธีโอดอร์ ไมแมน" นักวิทยาศาสตร์ประจำห้องปฏิบัติการวิจัยของบริษัทฮิวส์ สหรัฐอเมริกา ลงมือสร้างเลเซอร์เครื่องแรกของโลกสำเร็จ มีความยาวคลื่น 694.3 nm ทุกวันนี้เลเซอร์นำไปใช้กับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การทหาร การแพทย์ หรือแม้แต่ความบันเทิง เช่น การผลิตและการอ่านแผ่นซีดีเพลง เป็นต้น

15. หัวใจเทียม
ผู้ประดิษฐ์ : โรเบิร์ต ยาร์วิก พ.ศ.2525
มนุษย์เกิดมาต้องตายและต้องตายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงถ้า "หัวใจ" หยุดเต้น แต่นักประดิษฐ์เครื่องมือผ่าตัด "โรเบิร์ต ยาร์วิก" ไม่ยอมรับกฎธรรมชาติข้อนี้ และสร้าง "หัวใจเทียม" ให้คณะแพทย์มหาวิทยาลัยยูทาธ์ สหรัฐอเมริกา นำไปผ่าตัดให้กับ "นายบาร์นีย์ คลาร์ก" ซึ่งมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก 112 วันหลังผ่านการผ่าตัด ทุกวันนี้หัวใจเทียมช่วยยืดชีวิตคนไข้ที่รอการเปลี่ยนหัวใจจำนวนนับไม่ถ้วน
 


10 สุดยอด นิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ

อังกฤษเป็นประเทศแหล่งกำเนิดนิยายวิทยาศาสตร์ชั้นดีของโลกมายาวนาน เอช.จี.เวลส์ (H.G. WELLS) ผู้ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์โลก ร่วมกับ จูลส์ เวิร์น (JULES VERNE) ก็เป็นชาวอังกฤษ

ถึงแม้วงการนิยายวิทยาศาสตร์โลก โดยทั่วๆ ไปในศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 มา จะคึกคักกันมากเป็นพิเศษในสหรัฐอเมริกา นักเขียน นักวิทยาศาสตร์ดังๆ ของโลกเป็นจำนวนมาก เป็นคนอเมริกันโดยชาติกำเนิด หรือโดยการถือสัญชาติอเมริกัน เช่น ไอแซก อาซิมอฟ, โรเบิร์ต เอ.ไฮน์ไลน์ (ผู้เขียนเรื่อง STARSHIP TROOPERS) เรย์ แบรดบิวรี (ผู้เขียนเรื่อง FAHRENHEIT 451) กิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์ เช่น การประชุมสัมมนาเกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์ รางวัลนิยายวิทยาศาสตร์ดังๆ ของโลก เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา แต่วงการนิยายวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษ ก็ยังมีนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชั้นดีเป็นจำนวนมาก ยังมีนิยายวิทยาศาสตร์ชั้นดีออกมาให้อ่านกันอย่างสม่ำเสมอ

รางวัลนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ถึงแม้จะไม่มากและไม่โด่งดังเท่ารางวัลนิยายวิทยาศาสตร์ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นรางวัลสำคัญ เป็นรางวัลที่วงการนิยายวิทยาศาสตร์โลกให้ความสนใจ

นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ทั้งโดยเชื้อชาติหรือโดยสัญชาติ หรือโดยการเผยแพร่ผลงานในประเทศอังกฤษ มีอยู่เป็นจำนวนมาก หลายคนเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก จนกระทั่งถูกเข้าใจผิดคิดว่าเป็นนักเขียนอเมริกัน

ตัวอย่างนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ววงการนิยายวิทยาศาสตร์โลกมีเช่น อาเธอร์ ซี.คล้าก, จอห์น บรันเนอร์ (JOHN BRUNNER) จอห์น วีนดัม ( JOHN WYNDHAM) จอร์ช ออร์เวลล์ (GEORGE ORWELL) ไบรอัน อัลดิสส์ (BRIAN ALDISS) เจ.จี. บัลลาร์ด (JIG.BALLARD) ไมเคิล มัวร์คอกค์ (MICHAEL MOORCOCK) ดักลัส อาดัมส์ (DOUGLAS ADAMS) อีริก แฟรงด์ รัสเซลล์ (ERIC FRANK RUSSELL) ฯลฯ

ในบรรดานิยายวิทยาศาสตร์เรื่องยาว (NOVEL) ที่อาจเรียกเป็นนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้าจะให้เลือกออกมาเพียง 10 เรื่อง จะมีเรื่องใดบ้าง และจะเลือกกันอย่างไร จึงจะได้นิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษที่น่าเชื่อถือได้จริงๆ

เพื่อเป็นการนำเสนอนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษชั้นยอดเยี่ยม ที่มีกระบวนการคัดเลือกอย่างค่อนข้างเป็นระบบ ผมขอนำผลการคัดเลือก 10 สุดยอดนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ในรอบ 50 ปี ระหว่างปี ค.ศ.1948 ถึงปี ค.ศ.1998 ดำเนินการโดย แอนดรู เอ็ม. บัตเลอร์ (ANDREW M.BUTLER) ในนามของ BRITISH SCIENCE FICTION ASSOCIATION (สมาคมนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ) มาเล่าสู่ท่านผู้อ่าน

การคัดเลือก 10 สุดยอดนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ใช้วิธีการทำโพลล์ (POLL) เพื่อสรรหา 10 นิยายวิทยาศาสตร์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ในรอบ 50 ปี

สรุปการหยั่งเสียงหา 10 สุดยอดนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ได้ผลดังต่อไปนี้ :ั-

อันดับ 1 เรื่อง NINETEEN EIGHTY - FOUR ของ GEORGE ORWELL ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1949 เป็นนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิกที่นักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ทุกคนต้องอ่าน

อันดับ 2 เรื่อง CHILDHOODS END ของ ARTHUR C. CLARKE ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1953 เป็นนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิกเรื่องหนึ่งของ ARTHUR C. CLARKE ซึ่งยังอ่านได้อย่างวางไม่ลงถึงทุกวันนี้

อันดับ 3 เรื่อง STAND ON ZANZIBAR ของ JOHN BRUNNER ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1968 เป็นเรื่องของโลกอนาคตที่ต้องเผชิญกับปัญหาประชากรล้นโลก

อันดับ 4 เรื่อง THE TIME SHIPS ของ STEPHEN BAXTER เป็นนิยายวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1995 STEPHEN BAXTER เป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษที่กำลังโด่งดังมากแห่งศตวรรษที่ 90

อันดับ 5 เรื่อง THE DAY OF THE TRIFFIDS ของ JOHN WYNDHAM ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.1951 เป็นนิยายวิทยาศาสตร์คลาสสิก เกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างพืชกับมนุษย์ พืชที่กินเนื้อ ที่มีพิษและเคลื่อนที่ได้ กับมนุษย์ที่ตาบอดกันเกือบทั้งโลก ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ชั้นดีเรื่องหนึ่งมาแล้วที่ยังดูสนุก

อันดับ 6 มี 2 เรื่อง คือ THE MIDWICH CUCKOO และ LORD OF THE RINGS

THE MIDWICH CUCKOO เป็นเรื่องที่สองของ JOHN WYNDHAM ติดอันดับ 10 สุดยอดนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ตีพิมพ์ ปี ค.ศ. 1957 ได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว 2 ครั้ง ชื่อ VILLAGE OF THE DAMN ส่วนเรื่อง LORD OF THE RINGS เป็นของ J.R.R. TOLKIEN ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1954-1955 และกำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำเป็นภาพยนตร์วิทยาศาสตร์เรื่องยิ่งใหญ่

อันดับ 8 เรื่อง PAVANE ของ KEITH ROBERTS ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1968 เป็นเรื่องของโลกมิติคู่ขนาน ที่อังกฤษในอดีตอยู่ภายใต้การปกครองของสเปน

อันดับ 9 และอันดับ 10 มี 2 เรื่อง คือ HELLO SUMMER , GOODBYE และ THE SHEEP LOOK UP

HELLO SUMMER, GOODBYE ของ MICHAEL CONEY ตีพิมพ์ปี ค.ศ. 1975 เป็นนิยายวิทยาศาสตร์แนวโรมานซ์ที่ชวนพิศวง ส่วนเรื่อง THE SHEEP LOOK UP เป็นนิยายเรื่องที่สองของ JOHN BRUNNER ติดอันดับ 10 สุดยอดนิยายวิทยาศาสตร์อังกฤษ ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1972

THE SHEEP LOOK UP เป็นนิยายวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวาระสุดท้ายของโลก ที่มลพิษเป็นสาเหตุแห่งความหายนะ

 


10 สุดยอดสิ่งประดิษฐ์ ของ เลโอนาร์โด ดาวินชี

สิ่งประดิษฐ์ที่ทำให้โลกต้องยอมรับในความเป็น "อัจฉริยะ" ของเขาคนนี้ สิ่งประดิษฐ์ที่เค้ายกให้เป็น 10 สุดยอดผลงานของดาวินชี กัน อันได้แก่

อันดับ 10 เทคนิคการเขียนกลับทาง (Mirror Writing)



เทคนิคการเขียนตัวอักษรย้อนกลับทิศทางจากตัวหลังไปตัวหน้าของดาวินชี สร้างข้อถกเถียงให้กับนักวิชาการจนถึงวันนี้ ว่า เป็นวิธีการเข้ารหัสแบบโบราณที่เขาสร้างขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นๆ ลอบอ่านและขโมยข้อมูลในบันทึกส่วนตัว หรือจริงๆแล้วเป็นเพียงเพราะดาวินชี "ถนัดซ้าย" จึงคิดวิธีเขียนกลับหลังแบบนี้เพื่อไม่ให้น้ำหมึกเปื้อนมือกันแน่

อันดับ 9 ชุดดำน้ำ (Scuba Gear)



ผลพวงจากการที่ดาวินชีหลงใหลในท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่มาของการออกแบบอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือสำหรับการดำน้ำขึ้นมาหลาย ชนิดในจำนวนนี้ รวมถึงเรือดำน้ำ และชุดประดาน้ำที่ตัวชุดทำจากหนังและเชื่อมต่อกับท่อและโลหะทรงกลมซึ่งทำ หน้าที่เป็นเหมือนสนอร์เกิ้ล หรือหน้ากากดำน้ำยุคปัจจุบัน นอกจากนั้น ชุดดำน้ำชุดนี้ยังมีถุงเก็บปัสสาวะด้วย แสดงให้เห็นถึงความรอบคอมในการออกแบบ

อันดับ 8 สะพานชักรอก (The Revolving Bridge)



ดาวินชีออกแบบสะพานสำหรับใช้ในการเคลื่อนพลผ่านพื้นที่ในสมรภูมิทุรกันดาร ต่างๆ เช่น การยกพลข้ามแม่น้ำ ตัวสะพานดังกล่าวมีระบบชักรอกและสายพาน ทำให้ทหารกางออกมาใช้งานและชักรอกเก็บได้อย่างรวดเร็ว เป็นหนึ่งในเครื่องจักรทุ่นแรงอีกหลายชนิดจากการคิดค้นของดาวินชี

อันดับ 7 เครื่องร่อน (The Winged Gilder)



ภายในคลังจินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุดของดาวินชีนั้น มี "เครื่องกลบินได้" รวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก รวมถึง "เครื่องร่อน" ซึ่งตรงบริเวณปีกมีแผ่นบังคับเปิด-ปิดควบคุมทิศทางได้หรือที่ปัจจุบันเรียก ว่า "แฟลบ" และในตัวเครื่องร่อนยังมีเกียร์ควบคุมความเร็วที่นั่งติดอยู่ด้วย


อันดับ 6 ปืนใหญ่ 3 ลำกล้อง (The Triple-Barreled Cannon)



แม้ประวัติของดาวินชีจะเกลียดสงคราม มีลักษณะเป็น "นักคิด" มากกว่า "นักรบ" แต่ในใจของเขาก็ยังฝันถึงการคิดค้นงานด้านวิศวกรรม หนทางเดียวที่จะทำเช่นนั้นได้ คือ การออกแบบอาวุธสงครามเพราะได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจมากที่สุด หนึ่งในผลงานการออกแบบอาวุธ ได้แก่ ปืนใหญ่ที่มีอานุภาพที่มีลำกล้องติดกันถึง 3 กระบอก เหมือนกับที่เห็นในภาพ

อันดับ 5 สกรูบิน (The Aerial Screw)



ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะลงความเห็นตรงกันว่ามันไม่มีทางที่เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะบินขึ้นจากพื้นได้ แต่ "เฮลิคอปเตอร์" ใน แบบของดาวินชีก็ยังคงถูกจัดให้เป็นหนึ่งในผลงานที่โด่งดังที่สุดของเขา เครื่องกลที่ชวนให้สงสัยนี้ดูเหมือนว่าจะถูกออกแบบให้ทำงานโดยใช้คนสี่คนมาหมุน มันพร้อมกัน รวมทั้งน่าจะได้รับแรงบันดาลใจมาจากกังหันลมซึ่งเป็นของเล่นที่นิยมกันใน สมัยนั้นด้วย

อันดับ 4 เมืองในอุดมคติ (The Ideal City)



ยุคสมัยหนึ่ง ดาวินชีอาศัยอยู่ในนครมิลานท่ามกลางสภาพการแพร่ระบาดของโรคร้าย เขาจึงคิดออกแบบผังเมืองใหม่ให้มีความสะอาด เป็นระเบียบ ถูกสุขอนามัย อาทิ เขียนแบบให้เมืองในอุดมคติเมื่อหลายร้อยปีก่อนแห่งนี้มี "ระบบระบายอากาศ" เพื่อดึงอากาศบริสุทธิ์เข้าสู่ตัวเมือง และมีระบบระบายน้ำเสีย

อันดับ 3 รถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง (The Self-Propelled Car)



แน่นอนว่ารถที่ดาวินชีพยายามสร้างไม่สามารถวิ่งเร็วหลายร้อยกิโลเมตรต่อ ชั่วโมงเหมือนรถเฟอร์รารี่ แต่ถ้าคิดว่าเป็นรถที่อยู่ในสมัยนั้นก็ต้องจัดว่าไฮเทคล้ำยุคสุดๆ เพราะรถที่มีตัวถึงทำจากไม้คันนี้ สามารถแล่นขับเคลื่อนด้วยตัวมันเองด้วยแรงส่งและการทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ระหว่างสปริงและเกียร์ที่ล้อ เมื่อปี 2547 นักวิทยาศาสตร์ประจำพิพิธภัณฑ์ในเมืองฟลอเรนซ์ทดลองสร้างแบบจำลองรถรุ่นนี้ ตามแบบที่ดาวินชีร่างเอาไว้และพบว่าวิ่งได้จริง

อันดับ 2 แนวคิดเกี่ยวกับธรณีวิทยา (Geologic Time)



นักคิดส่วนมากในสมัยของดาวินชีนั้นมีความเห็นตรงกันเป็นส่วนใหญ่ว่าซาก ฟอสซิลของพวกหอย ปู ปลาหมึกต่างๆที่พบบนยอดเขานั้นเป็นสิ่งที่หลงเหลือจากการเกิดน้ำท่วมครั้ง ใหญ่ แต่ดาวินชีกลับไม่คิดเช่นนั้น เขาตั้งข้อสงสัยไว้ (ซึ่งก็ถูกเสียด้วย) ว่าภูเขาเหล่านั้นจะต้องเคยเป็นชายฝั่งมาก่อน ก่อนที่จะค่อยๆยกตัวสูงขึ้นๆในเวลาต่อมา (wow!!)

อันดับ 1 วิทรูเวียนแมน (The Vitruvian Man)



เชื่อว่าชาวโลกน้อยคนนักที่จะไม่เคยผ่านตากับภาพวาดของบุรุษผู้นี้ นั่นก็คือภาพ "วิทรูเวียน แมน" ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ดาวินชีศึกษาสัดส่วนกายวิภาคมนุษย์อย่างละเอียด จนพิสูจน์ทฤษฎีบทของ "วิทรูเวียน" ผู้เป็นสถาปนิกยุคจักรวรรดิโรมันได้สำเร็จว่า "ร่างคนยืนกางแขนขาจะตกเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่สมบูรณ์เสมอ" และนับเป็นการเปิดประตูสู่ศาสตร์กายวิภาคครั้งสำคัญ
 


10 สุดยอดไซ-ไฟอวกาศ แนะนำโดย “ชัยคุปต์”

หนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ที่กล่าวถึงอวกาศ อันเป็นสุดยอดที่ เจ้าของนามปากกา “ชัยคุปต์” แนะนำ สำหรับมือใหม่และนักอ่านที่น่าเก็บสะสมไว้ คือ
 

อันดับ 1 “จอมจักรวาล” (2001 :A Space Odyssey) ของอาร์เธอร์ ซี.คลาร์ก (Arthur C. Clarke) ในปี พ.ศ.2511 ที่ต้องยอมรับว่าเป็นนิยายวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในระดับสุดยอดในระดับโลกต่างยอมรับให้เป็นอันดับ 1 โดยไม่ต้องสงสัย


 

อันดับ 2 “สถาบันสถาปนา” (Foundation) ของไอแซก อาซิมอฟ (Isaac Asimov) ในปี พ.ศ.2503 ที่กล่าวถึงการตั้งรกรากของมนุษย์บนดาวดวงอื่นที่ไม่ใช่โลก ปัจจุบันยังไม่มีใครนำไปสร้างหนังเพราะเรื่องราวสลับซับซ้อนมาก
 

อันดับ 3 “คอนแทก” (Contact) ของคาร์ล ซาเกน (Carl Sagan) ในปี พ.ศ.2528 เป็นนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องแรกและเรื่องเดียวของซาเกน ซึ่งเขาก็ทำออกมาได้ดีมากๆ
 

อันดับ 4 “เดอะ ฟอร์เอฟเวอร์ วอร์” (The Forever War) ของ โจ ฮาร์เดแมน (Joe Haldeman) ในปี พ.ศ.2519
 

อันดับ 5 “ลอร์ด ออฟ ไลท์” (Lord of Light) โดยโรเจอร์ เซลาซนี (Roger Zelazny) ในปี พ.ศ.2510
 

อันดับ 6 “มังกี แพลนเน็ต” (Monkey Planet) โดยปีแอร์ บูเล (Pierre Boulle) ในปี พ.ศ.2516 ที่ฮอลลีวูดนำมาทำหนังในชื่อ “แพลนเน็ต ออฟ ดิ เอพ” (Planet of the Ape)
 

อันดับ 7 “สตาร์ชิฟ ทรูปเปอร์ส” (Starship Troopers) ของโรเบิร์ต ไฮน์ไลน์ (Robert A.Heinlein) ในปี พ.ศ. 2502 ซึ่งมีการนำไปสร้างหนังในชื่อเดียวกัน แต่นิยายของไฮน์ไลน์ได้รับคำวิจารณ์ว่าค่อนข้างรุนแรงและเข้มงวดในเชิงกฎวินัยทางการทหารมากเกินไป
 

อันดับ 8 “โคลส เอ็นเคาน์เตอร์ส ออฟ ดิ เธิร์ด ไคด์” (Close Encounters of the Third Kind) เขียนและกำกับภาพยนตร์โดยพ่อมดฮอลลีวูด “สตีเฟน สปิลเบิร์ก” (Steven Spielberg) ในปี พ.ศ.2521 ซึ่งจินตนาการไปถึงวิธีการสื่อสารระหว่างคนและมนุษย์ต่างดาว
 

อันดับ 9 “โซลาริส” (Solaris) โดยสแตนนิสลอว์ เล็ม (Stanislaw Lem) ในปี พ.ศ.2504

 

อันดับ 10 “เดอะ แบล็ก คลาวด์” (The Black Cloud) โดยเฟรด ฮอยล์ (Fred Hoyle) ในปี พ.ศ.2500 อันเป็นปีเดียวกับการปล่อยยานสปุตนิกของอดีตสหภาพโซเวียต
 

สำหรับมือใหม่หัดอ่าน หรือที่เคยว่างเว้นจากการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์อวกาศมาพักหนึ่งแล้ว “ชัยคุปต์” แนะว่า ควรอ่านผลงานที่มีรางวัลระดับโลกการันตี เพราะถือได้ว่าเป็นนิยายวิทยาศาสตร์มีคุณภาพเพื่อชิมลางกันก่อน
       
       
แหล่งที่สามารถหาอ่านงานเขียนคุณภาพได้เช่น 2 เวทีการประกวดที่ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา คือ เวทีรางวัลฮิวโก (The Hugo Award, Science Fiction Achievement Award) และรางวัลเนบิวลา (Nebula Award) ซึ่งผู้ที่เพิ่งสนใจอ่านอาจเลือกอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ขนาดสั้นก่อนเลือกอ่านชุดยาวก็ได้ตามอัธยาศัย

       
       *หมายเหตุ ในการจัดอันดับ 10 นิยายวิทยาศาสตร์อวกาศของเจ้าของนามปากกา "ชัยคุปต์" ผู้จัดอันดับได้คัดเลือกตามหลักเกณฑ์คือ นักเขียนนิยาย 1 คนต่อผลงานเพียง 1 เรื่อง โดยเจ้าตัวบอกว่า หากให้คัดเลือกผลงานต่อผู้เขียนมากกว่า 1 ชิ้นต่อ 1 คนแล้ว เชื่อว่า ผลงานของ ไอแซค อาซิมอฟ และอาร์เธอร์ ซี.คลาร์ก คงจับจองอันดับนิยายวิทยาศาสตร์อวกาศที่น่าสนใจตามความคิดของตัวเองไปหลายตำแหน่ง จนอาจไม่เหลือตำแหน่งใดๆ ให้กับผลงานของผู้เขียนอื่นๆ เลยก็เป็นได้


สรุป 10 ข่าวเด่นในรอบปี

เหตุการณ์สังหารหมู่ผู้คน 32 ศพที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค ในสหรัฐ ด้วยฝีมือของมือปืนที่เป็นนักศึกษาซึ่งมีปัญหาทางจิต ได้รับเลือกให้เป็นสุดยอดข่าวเด่นแห่งปี 2007 โดยผู้อำนวยการและบรรณาธิการข่าวหลายร้อยคนของสหรัฐในการโหวตประจำปีของสำนักข่าวเอพี ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ลอบสังหารด้วยระเบิดพลีชีพคร่าชีวิตของนางเบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา
 


 

เริ่มจากอันดับ 1 เหตุการณ์สังหารหมู่ที่เวอร์จิเนีย เทค : นายโช ฮุย ซุง หนุ่มนักศึกษาจากเกาหลีใต้วัย 23 ปี ซึ่งไม่ยอมเข้ารักษาสุขภาพจิตตามคำสั่งของศาล แม้มีประวัติป่วยเป็นโรคจิตก็ตาม ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญชาวอเมริกันทั้งประเทศ เริ่มจากการฆาตกรรมเพื่อนนักศึกษา 2 คนในหอพักรวมเมื่อ 16 เม.ย. และส่งวิดีโอเทปกับจดหมายที่บ่งชี้ถึงความเกลียดชังของเขาไปยังสถานีโทรทัศน์ข่าวเอ็นบีซี จากนั้นไม่นานเขาได้ใช้อาวุธปืนไล่กราดยิงนักศึกษาและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 30 ศพ ก่อนที่เขาปลิดชีพตัวเอง นับเป็นเหตุการณ์ฆ่าคนตายหมู่ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

อันดับ 2 วิกฤติการจำนอง : กรณีการยึดทรัพย์สินที่จำนองไว้เป็นประวัติการณ์ในสหรัฐ ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงิน และตลาดที่อยู่อาศัยอย่างรุนแรง เป็นสาเหตุให้ธนาคารและบริษัทการลงทุนชั้นนำต่าง ๆ ประสบภาวะขาดทุนมหาศาล ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐไปแล้ว

อันดับ 3 สงครามอิรัก : ความรุนแรงที่นับวันทวีความดุเดือดมากขึ้นในอิรัก ทำให้สหรัฐตัดสินใจส่งกำลังทหารเข้าเสริม ซึ่งสามารถช่วยลดความรุนแรงทั้งหมดได้เป็นอย่างดี แต่ถึงกระนั้น ประชาชนชาวอิรักนับพันและทหารอเมริกันหลายร้อยนาย ต้องมาสังเวยชีวิต ขณะที่บรรดาแกนนำทางการเมืองในอิรักพยายามดิ้นรนเพื่อผลักดันไปสู่การปรองดองแห่งชาติ

อันดับ 4 ราคาน้ำมัน : ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เกือบแตะระดับที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยการที่ราคาน้ำมันแพงมหาโหด ซึ่งได้สร้างภาระให้ผู้ขับขี่ยวดยานและเจ้าของบ้านที่ใช้น้ำมันในเครื่องทำความร้อน กระตุ้นให้สภาคองเกรสสหรัฐผ่านร่างกฎหมายพลังงานเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของผู้บริโภค

 

 

อันดับ 5 ส่งออกจีน : ภาคการส่งออกของจีนเผชิญปัญหาทางการค้า เนื่องจากสินค้าเมดอินไชน่าถูกเรียกคืนเป็นจำนวนมากตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงยาสีฟันและอาหารที่ปนเปื้อน ถึงแม้สินค้าจีนประสบปัญหาอย่างรุนแรง แต่อเมริกายังคงขาดดุลการค้าต่อจีนเป็นจำนวนสูงเหมือนเดิม

อันดับ 6 ภาวะโลกร้อน : คำเตือนเกี่ยวกับผลที่จะตามมาจากการที่โลกร้อนขึ้นด้วยรายงานจากคณะกรรมการทางวิทยาศาสตร์และนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีนี้ ที่รณรงค์ต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมทั้งภาพยนตร์เชิงสารคดีของเขาเรื่อง An Inconvenient Truth ที่ฉายไปทั่วโลก ส่งผลให้รัฐบาลต่าง ๆ กำลัง พยายามหาทางควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่เป็นสาเหตุของโลกร้อน



อันดับ 7 สะพานพัง : สะพานเชื่อมระหว่างรัฐหมายเลข 35 ข้ามแม่น้ำมิสซิสซิปปีในรัฐมินเนอาโพลิสของสหรัฐ พังถล่มลงมา ช่วงระหว่างชั่วโมงเร่งด่วนในตอนเย็นเมื่อวันที่ 1 ส.ค. คร่าชีวิตผู้คน 13 ศพ บาดเจ็บประมาณ 100 ราย อุบัติเหตุครั้งนี้ กระตุ้นให้เกิดความวิตกกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างของสะพานข้ามแห่งอื่น ๆ ทั่วประเทศที่อาจมีข้อบกพร่องเช่นกัน

อันดับ 8 การรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ : เริ่มศักราชแห่งการรณรงค์หาเสียงเพื่อเป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ซึ่งจะมีการลงคะแนนในแบบคอคัสและไพรมารี ที่จะตัดสินว่า ผู้ใดจะได้เป็นตัวแทนพรรคชิงเก้าอี้ผู้นำสหรัฐในปี 2008 โดยนางฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 กับนายบารัก โอบามา เป็น 2 ผู้มีคะแนนนิยมนำลิ่วในกลุ่มผู้สมัครจากพรรคเดโมแครต ขณะที่ 5 ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกัน ยังมีคะแนนนิยมสูสีกันอยู่

อันดับ 9 การอภิปรายเรื่องคนเข้าเมือง : กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองไปแล้ว สำหรับแผนการประนีประนอมเกี่ยวกับการอพยพเข้าเมือง ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และบรรดาผู้นำพรรคเดโมแครต แต่ต้องมาจบเห่ในสภาคองเกรส เนื่องจากถูก รีพรรครีพับลิกันคัดค้าน หากแผนการนี้ผ่านการรับรองจากสภา จะทำให้ผู้อพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายหลายล้านคน ฟอกตัวกลายเป็นพลเมืองของสหรัฐอย่างถูกต้อง อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมความมั่นคงตามแนวพรมแดนด้วย ซึ่งประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหาเสียงในการเลือกตั้งสหรัฐอีกเช่นกัน

อันดับ 10 โครงการนิวเคลียร์อิหร่าน : ด้วยความวิตกกังวลต่ออาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน ทำให้สหรัฐและประเทศพันธมิตรเดินหน้ากดดันอิหร่านให้หยุดการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม สาธารณรัฐอิสลามปฏิเสธไม่ได้ซุกซ่อนโครงการอาวุธนิวเคลียร์ สอดคล้องกับรายงานของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐ ที่ได้ข้อสรุปมาว่า อิหร่านเคยพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ แต่โครงการนี้ยุติลงไปแล้วตั้งแต่เมื่อปี 2546

นอกจากนี้ ยังมีข่าวเด่นอื่น ๆ ที่น่าสนใจในรอบปี แต่ไม่ได้ติดอันดับท็อปเทน อาทิ เหตุการณ์ไฟป่าในทางตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนีย รวมทั้งการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐของนายอัลเบอร์โต กอนซาเลซ เช่นเดียวกับการฆ่าตัวตายของแอนนา นิโคล สมิธ ดาราและนางแบบนิตยสารปลุกใจเสือป่าเพลย์บอย ยังได้รับการโหวตให้มีคะแนนเหนือเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ และการพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษของนายโทนี แบลร์ ตลอดจนการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า

นอกจากนั้นในช่วงรอบปี 2007 โลกเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างหนักหน่วงทั้งอุทกภัย, ไฟไหม้และพายุเฮอริเคน แต่เหตุการณ์รุนแรงที่สุด ซึ่งทำให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมากได้แก่ เหตุการณ์เมื่อเดือนพ.ย. พายุไซโคลน ซัดถล่มบังกลาเทศอย่างหนัก คร่าชีวิตผู้คนราว 3,300 ศพ และไร้ที่อยู่อาศัยหลายพัน ทางการต้องระดมกำลังเข้าช่วยเหลือบรรเทาทุกข์อย่างเร่งด่วน แต่ต้องเผชิญอุปสรรค เนื่องจากถนนหนทางมีน้ำท่วมและต้นไม้จำนวนมากหักโค่นกีดขวางเส้นทาง

นอกจากนี้ ฤดูมรสุมที่พัดกระหน่ำเอเชียใต้ระหว่างเดือน มิ.ย. และเดือน ก.ย. ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,200 ศพ และอีก 25 ล้านคนไร้ที่อยู่อาศัย โดยพายุฝนและหิมะที่ตกหนัก เป็นสาเหตุให้เกิดน้ำท่วมในเนปาล, อินเดียและบังกลาเทศ สร้างความสูญเสียคิดเป็นมูลค่าประมาณการได้ว่า เกือบหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ประชาชนเผชิญภาวะอดอยาก และโรคภัยต่าง ๆ ที่มากับน้ำ

แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ริคเตอร์ในเปรู เมื่อเดือน ส.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 540 ศพ ประชาชนบาดเจ็บกว่า 1,000 คน และอีก กว่า 176,000 คน ไร้ที่อยู่อาศัย ขณะที่บ้านเรือน 35,000 หลังถูกทำลาย สิ่งปลูกสร้างส่วนใหญ่ในปิสโก เมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงลิมา พังยับเยินถึงร้อยละ 85

เหตุการณ์น้ำท่วมเหมืองในด้านตะวันออกของจีน คนงานเหมือง 172 คนสังเวยชีวิต ภายหลังฝนตกหนัก เป็นเหตุให้ระดับน้ำในแม่น้ำบริเวณใกล้เคียงเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมเหมืองถ่านหินใกล้เมืองซินไถ่เมื่อ 18 ส.ค. และที่ไซบีเรีย มีแก๊สระเบิดในเหมืองถ่านหินอูลยานอฟสกายา เมื่อ 19 มี.ค. คร่าชีวิตผู้คน 110 ศพ นับเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับเหมืองครั้งเลวร้ายที่สุดของรัสเซีย ตั้งแต่การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียต จากนั้นเมื่อ 18 พ.ย. เกิดเหตุเหมืองถ่านหินระเบิดในยูเครน มีคนงานเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 100 ศพ และวันที่ 5 ธ.ค. มีเหตุระเบิดที่เหมืองใต้ดินของจีน มีผู้เสียชีวิต 100 ศพ

ขณะที่คลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมแผ่นดินยุโรปเมื่อเดือนก.ค. ประชาชนนับร้อยเสียชีวิต โดยเฉพาะที่ฮังการีชาติเดียว มีผู้ตกเป็นเหยื่อคลื่นความร้อน 500 ศพ นอกจากนั้น ผู้เสียชีวิตยังเกิดขึ้นทั่วตอนใต้ของยุโรป รวมทั้งในโรมาเนีย, บัลแกเรีย, กรีซและโครเอเชีย เช่นเดียวกับภาคใต้ของอิตาลี ไฟป่าย่างสด 2 ศพคารถยนต์ และขาดอากาศหายใจอีก 2 ศพ



 

ช่วงปีใหม่ของปีนี้ เกิดอุบัติภัยทางอากาศ เมื่อเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ของสายการบินอดัม แอร์ ในอินโดนีเซียพร้อมผู้โดยสาร 102 คนประสบเหตุตกในทะเล จากนั้นในเดือน ก.ค. เครื่องบินแอร์บัส 320 ของสายการบินแทม แอร์ไลนส์ ประสบเหตุตกในนครเซาเปาโลของบราซิล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 199 ศพ และเดือน ก.ย. เครื่องบินโดยสารแมคดอน เนลล์ ดักลาส เอ็มดี-82 ของสายการบินวันทูโก ลื่นไถลออกนอกรันเวย์ระหว่างร่อนลงจอดที่จังหวัดภูเก็ต มีผู้เสียชีวิต 90 ศพ จากผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 130 คน

เหตุการณ์ไฟป่าที่คาบสมุทรเพโลพอนนีส ทางใต้ของกรีซ ที่กินเวลานานถึง 12 วัน ระหว่างวันที่ 24 ส.ค.-3 ก.ย. คร่าชีวิตประชาชนไม่น้อยกว่า 67 ศพ บ้านเรือน 800 หลังถูกทำลาย และอีก 500 หลังเสียหาย เพลิงยังเผาป่าไม้และพื้นที่เพาะปลูกทางการเกษตร รวมทั้งไร่มะกอก พืชเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นกว่า 1.25 ล้านไร่

พายุเฮอริเคนดีน พัดถล่มเม็กซิโก มีผู้เสียชีวิตประมาณ 30 ศพเมื่อเดือน ส.ค. หลังจากพาดผ่านแคริบเบียน และในช่วงต้นเดือน ก.ย. พายุเฮอริเคนเฟลิกซ์ ซึ่งคร่าชีวิตประชาชนไม่น้อยกว่า 100 ศพในนิการากัวและฮอนดูรัส ยังก่อให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มอีกด้วย

ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำฮัวของเวียดนามที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างพังถล่มลงมาเมื่อเดือน ก.ย. ทำให้มีผู้เสียชีวิต 54 ศพ บาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และในเดือน ก.ค. ขณะที่เดือน ส.ค. คนงานไม่น้อยกว่า 64 รายเสียชีวิต เพราะสะพานข้ามแม่น้ำในตอนกลางของจีนพัง ทั้ง ๆ ที่เพิ่งสร้างเสร็จ

ปิดท้ายที่ชาวแอฟริกัน ซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่มผู้อพยพจำนวน 64 คน รวมทั้งเด็ก 3 คน จมน้ำตายในอ่าวเอเดน ระหว่างการเดินทางที่เสี่ยงอันตรายจากโซมาเลียมายังเยเมนในเดือน พ.ย. นอกจากนั้น ในปลายเดือนก.ค. ผู้อพยพชาวแอฟริกัน 50 คน ต้องมาจบชีวิตหลังจากเรือล่ม ท่ามกลางทะเลที่มีคลื่นและลมรุนแรงในมหาสมุทรแอตแลนติก ขณะพยายามเข้าฝั่งที่หมู่เกาะคานารีของสเปน ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้อพยพ 1,000 ราย ที่ต้องเอาชีวิตมาทิ้งในท้องทะเล จากความพยายามที่จะเข้าสู่แผ่นดินยุโรปในปีนี้.


"Physicist ศตวรรษแห่งการค้นคว้าครั้งยิ่งใหญ่"

 

  อนุภาคมูลฐาน ชีวิตและจักรวาล สัมพันธ์กันอย่างไร อะตอมคือหน่วยที่เล็กที่สุด กลับมีลักษณะคล้ายกับระบบสุริยะจักรวาล ของเรา ซึ่งเป็นหน่วยของจักรวาล ดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่หมุนรอบดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนอิเลกตรอนในชั้นต่าง ๆ ที่หมุนรอบนิวเคลียส หรือแม้กระทั่ง การหมุนของจักรวาลก็ยังมีลักษณะเช่นนี้ ระบบที่เล็กที่สุดกับระบบที่ใหญ่ที่สุด กลับมีความสัมพันธ์กัน อย่างน่าประหลาด ใครจะผู้เฉลยปัญหา ของจักรวาลข้อนี้ …


          หากแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในคืนเดือนมืด จะพบกับดวงดาวต่าง ๆ มากมาย ทำให้เกิดความรู้สึกต่าง ๆ กัน บ้างก็ชื่นชมกับความสวยงาม เพียงเปลือกนอก บ้างก็พลอดรักกับคู่รักที่อยู่แนบอก บ้างก็เพ้อฝันถึงใครคนหนึ่ง ที่อยู่อีกฟากหนึ่ง ของท้องฟ้า จะรู้มั้ยว่าบนโลกใบนี้ ยังมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่พยายามจะซึมซับถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาล ความรู้สึกที่บังเกิดขึ้น ดูเหมือนว่าเราเป็นเพียงมดตัวกระจ้อย ที่กำลังยืนอยู่เบื้องหน้าอำนาจอันยิ่งใหญ่ ที่หาทราบได้ว่า มันคืออะไร

          ย้อนกลับไปซักประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมกำลังเรียนอยู่ชั้น ม.2 ผมได้พบกับความยิ่งใหญ่ อันน่าประหลาด ของท้องฟ้าในยามค่ำคืน จากทางโทรทัศน์ช่อง 11 ในตอนบ่าย ๆ ของวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันที่ผมโดดเรียนอยู่กับบ้าน ด้วยความบังเอิญ ในขณะที่ผมกำลังกดรีโมท เปลี่ยนช่องไปดูช่องอื่น ๆ ที่สามารถให้ความบันเทิงแก่ผมได้ แต่รายการ โทรทัศน์ในวันนั้น ไม่สามารถให้ความบันเทิงแก่ผมได้เลย แล้วผมก็เลือกดูช่อง 11 เขาบอกว่า แสงจากดวงดาวต่าง ๆ ที่เดินทางมายังโลกเรานั้นต้องใช้เวลากว่าร้อยปีแสง นั่นคือ แสงต้องใช้เวลาเดินทางร้อยกว่าปีกว่าจะมาถึงโลกเรา ดังนั้น ถ้าเราแหงนหน้าดูดาวบนท้องฟ้า ดวงดาวที่เราเห็นนั้นหาใช่ปัจจุบันไม่ แต่เป็นภาพของดาวเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบันดวงดาวดวงนั้น อาจจะระเบิด หายไปแล้วก็ได้ ผมเกิดความรู้สึกต่อต้านขึ้นมาทันที นั่นแสดงว่า ถ้าคืนนี้ผมมอง ดูดาวบนท้องฟ้า ผมจะพบแต่ดวงดาวในอดีต หลังจากที่นั่งตรึกตรอง อยู่นาน ผมเริ่มเข้าใจ และรู้สึกดื่มด่ำไปกับอดีตที่ผ่านมาของจักรวาลบนท้องฟ้า ตั้งแต่นั้นมา คำถามที่ยังค้างคาอยู่ในใจผมมาจนถึงบัดนี้คือ เราน่าจะเห็นจุดกำเนิดของจักรวาลได้จากท้องฟ้า ถ้าหากว่ามีอายุมากพอ ?

          ผมได้พบว่าฟิสิกส์เป็นสาขาวิชาที่ใกล้กับคำตอบที่สุด ผมจึงมุ่งมั่นที่จะเรียนฟิสิกส์มาตั้งแต่อยู่ชั้น ม.ต้น พอขึ้นชั้น ม.ปลาย ผมได้สอบเข้า เป็นนักเรียนในโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ทำให้ผมได้สัมผัสกับบรรยากาศ ในการทำ lab มากขึ้น แล้วผมก็รู้สึกว่าการทำ lab มันขัดกับความรู้สึกส่วนตัวของผม ผมพบแต่ข้อผิดพลาดในการทำ lab และมันทำให้ผมได้รู้ว่า 2+2 ได้แค่ประมาณ 4 แต่ไม่เท่ากับ 4 เป็นความโชคดีของผมที่ตอนปิดเทอมภาคฤดูร้อนตอนอยู่ชั้น ม.4 ผมได้มาเข้าค่ายของโครงการพัฒนาอัจฉริยะภาพ ทางวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กและเยาวชน เหมือนกับเป็นสิ่งที่ผมได้ค้นหามานาน นั่นก็คือ การทำ lab กับคอมพิวเตอร์ กระดาษทด ตำราวิชาการ และเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ สิ่งที่ผมได้พบในห้อง lab ของอาจารย์วิรุฬห์ คือ ห้องสมุดขนาดย่อม ๆ ที่มีตำราและวารสารทางวิชาการมากมาย

          ในตอนนั้น อาจารย์ได้พูดถึง History of Physics อาจารย์ได้พูดถึงว่าฟิสิกส์นั้นมีลำดับที่มาอย่างไร นับตั้งแต่ การทดลอง ของกาลิเลโอ ที่หอเอนเมืองปิซ่า มาถึงนิวตัน แฮมิลตัน ไฮเซนเบิร์ก โชว์ดิงเจอร์ และฟายน์แมน ทำให้ผม ได้สัมผัสถึงอุปนิสัยและแนวคิดอันลึกซึ้งของนักฟิสิกส์แต่ละคน มีอยู่ตอนหนึ่งที่ผมประทับใจมาก อาจารย์เล่าให้ฟังว่า มีคนเคยถามนิวตันว่า "ทำไมถึงได้ค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่อย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นกฎการเคลื่อนที่ กฎ-แห่งแรงโน้มถ่วง หรือแคลคูลัส" นิวตันตอบว่า "นั่นก็เพราะผมยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ ทำให้สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้กว้างไกล" การยืนอยู่บนไหล่ ของยักษ์นั้น หมายถึงการที่ได้ศึกษางานวิจัยของคนอื่น แล้วต่อยอดงานวิจัยของคนอื่นให้มีผลดียิ่งขึ้น แล้วผมก็ได้สัมผัสถึงคำพูด ของนิวตัน ในอีกหลายวันต่อมา เมื่อผมต้องการที่จะเขียนโครงงานทางฟิสิกส์ทฤษฎี ทั้งที่ผมยังด้อยความรู้ทางด้านคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ พื้นฐานอยู่มาก นั่นก็คือ ตอนนี้ผมยังอยู่แค่ปลายเท้าของยักษ์ อาจารย์วิรุฬห์จึงให้ผมศึกษาคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์พื้นฐาน ไปก่อน ทำให้ผมได้รู้จักกับการทำ lab ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ในชีวิตเกี่ยวกับเรื่องของตะกอนในทะเลสาบสงขลา แต่มันก็ทำให้ผมสนุก และสามารถผ่านเข้ามาอยู่ในโครงการระยะยาวได้

          ทฤษฎีควอนตัมเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับผมอย่างยิ่ง ตั้งแต่ได้พบกับอาจารย์วิรุฬห์ การมองอนุภาคที่มีขนาดเล็ก ระดับอิเล็กตรอนเป็นคลื่น แล้วใช้สมการคลื่นของโชว์ดิงเจอร์ศึกษาพฤติกรรมของมัน หรือการใช้ทฤษฎีอินทิเกรต ตามเส้นทาง ของฟายน์แมนศึกษาทางเดินของมัน ความท้าทายอยู่ที่แนวคิดที่ขัดแย้งกับสามัญสำนึกอย่างยิ่ง ทำให้เราต้องใช้จินตนาการ อย่างสูงสุด เหมือนกับเราท่องไปในโลกอีกโลกหนึ่งที่แปลก พิสดาร และน่าตื่นเต้น ซึ่งตอนนี้ผมกำลังทำโครงการ "ศึกษาวิวัฒนาการ ของทฤษฎีควอนตัม" ทำให้ผมได้สัมผัสกับแนวคิดทางคณิตศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และรู้สึกถึงความต่อเนื่อง ของแนวคิดของ นักวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้พัฒนาทฤษฎีควอนตัมขึ้นมา เพื่อที่สักวันหนึ่งผมก็จะสร้างแนวคิดของผมขึ้นมาบ้าง

          จินตนาการที่ยิ่งใหญ่ คณิตศาสตร์ที่สวยงาม แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายเรื่องราวที่เป็นพื้นฐานของชีวิตได้ กระบวนการแบ่งเซลล์สืบพันธ์ ที่ทำให้เกิดเป็นเราขึ้นมา ยังไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างกระจ่างว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มีกลไกใดมาผลักดัน เรารู้แต่เพียงว่ากระบวนการ ดำเนินไปอย่างไร การจำลอง DNA ในช่วงระยะอินเตอร์เฟส ก่อนเกิดการ แบ่งตัวไมโอซิส มีกระบวนการอย่างไร ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ยังเป็นคำถาม ที่น่าท้าทายอยู่ในปัจจุบัน ฟิสิกส์สามารถ ศึกษาพฤติกรรมของสิ่งที่เล็กที่สุด จนถึงสิ่งที่ใหญ่ที่สุดระดับจักรวาลได้ แต่นั่นเป็นระบบที่ไม่มีชีวิต สำหรับหน่วย พื้นฐานที่สุดของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเซลล์นั้นกลับมีพฤติกรรมที่น่าประหลาดและน่าสนใจยิ่งกว่า การนำจินตนาการที่ยิ่งใหญ่ และคณิตศาสตร์ที่สวยงาม สำหรับศึกษาระบบที่ไม่มีชีวิตมาศึกษาพฤติกรรมของระบบที่มีชีวิต เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์กับผลลัพธ์ที่ได้ว่าจะเป็นอย่างไร และถ้าหากทำได้ จะทำให้สามารถสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่ของชีวิต วิญญาณและจักรวาลได้หรือไม่ การค้นหาสิ่งที่ลี้ลับที่สุดของชีวิตและจักรวาลนั้น ไม่สามารถทำได้ โดยฟิสิกส์เพียงสาขาเดียว แต่ต้องอาศัยความรู้ทั้งหมดที่มนุษยชาติมีมา ศตวรรษแห่งการค้นคว้าครั้งยิ่งใหญ่กำลังจะมาถึง ผมต้องการที่จะเป็นหนึ่ง ในผู้ที่ค้นหานี้ …

          อีกไม่นานผมจะต้องไปยืนอยู่บนไหล่ยักษ์ให้ได้

โดย : นายธนานุวัติ อกนิษฐ์กุล
ปริญญาตรีปี 2 คณะวิทยาศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์
นักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยง : ศ.ดร.วิรุฬห์ สายคณิต สาขาที่สนใจพิเศษ ฟิสิกส์ทฤษฎี
เข้าร่วมโครงการปี 2541 อนาคตที่วาดหวังไว้ อาจารย์/นักวิจัยสาขาฟิสิกส์


โปรตอน (proton)

สุรศักดิ์ พงศ์พันธุ์สุข
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติิ

อนุภาคมูลฐานที่มีขนาดประจุ +1 หรือคิดเป็น 1.602 ? 10?19 คูลอมบ์ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10-15 เมตร และมีมวล 1.6726 ? 10-27 กิโลกรัม (938.27231 MeV/c2) ซึ่งน้อยกว่ามวลของโปรตอนเล็กน้อย และมากกว่ามวลของอิเล็กตรอน 1,836.15 เท่าตัว โดยนิวตรอนประกอบขึ้นจากอัปควาร์ก (up quark หรือ u) 2 อนุภาค กับดาวน์ควาร์ก (down quark หรือ d) 1 อนุภาค

 

ขนาดประจุ +1 ของโปรตอนมาจากผลรวมขนาดประจุของอัปควาร์ก (+2/3) จำนวน 2 อนุภาคกับดาวน์ควาร์ก (-1/3) จำนวน 1 อนุภาค (+2/3 +2/3 -1/3 = 1)

โปรตอนเป็นองค์ประกอบหนึ่งของนิวเคลียสของอะตอม โดยยึดรวมอยู่กับนิวตรอนเป็นนิวเคลียสอยู่ตรงกลางและมีอิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส เนื่องจากทั้งโปรตอนและนิวตรอนเป็นอนุภาคภายในนิวเคลียส จึงมีคำกลาง ๆ ใช้เรียกโปรตอนหรือนิวตรอนว่า นิวคลีออน (nucleon)

โครงสร้างของอะตอม

จำนวนของโปรตอนภายในนิวเคลียสของอะตอมเป็นตัวกำหนดว่าเป็นอะตอมของธาตุใด รวมทั้งเป็นตัวกำหนดสมบัติทางเคมีด้วย แต่อะตอมของธาตุเดียวกันอาจมีจำนวนนิวตรอนแตกต่างกันได้ที่เรียกว่า ไอโซโทป เช่น อะตอมคาร์บอนมีไอโซโทปที่แตกต่างกันถึง 8 ชนิด แต่ที่มีความอุดมมากและมีความสำคัญมี 3 ชนิด คือ คาร์บอน12 ซึ่งเป็นอะตอมเสถียรและมีมากถึง 98.90 เปอร์เซ็นต์ ในนิวเคลียสมีโปรตอน 6 อนุภาคกับนิวตรอน 6 อนุภาค คาร์บอน13 เป็นอะตอมเสถียรเช่นกัน ซึ่งในธรรมชาติมีอยู่ 1.10 เปอร์เซ็นต์ มีนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอน 6 อนุภาคกับนิวตรอนอีก 7 อนุภาค และคาร์บอน14 ซึ่งเป็นไอโซโทปรังสีที่มีครึ่งชีวิตยาวนานถึง 5,730 ปี ในนิวเคลียสมีโปรตอน 6 อนุภาคกับนิวตรอน 8 อนุภาค

ไอโซโทปสำคัญของคาร์บอน 3 ชนิด

โปรตอนจัดเป็นอนุภาคเสถียร แม้ในการศึกษาล่าสุดเชื่อว่าโปรตอนก็อาจมีการสลายได้เช่นกัน แต่ครึ่งชีวิตที่ประมาณกันไว้ก็ยาวนานถึง 1032 ปี โดยทั่วไปการสลายของโปรตอนจึงไม่สามารถเกิดขึ้นเอง และจะต้องใช้พลังงานทำให้เกิดขึ้น เช่น กระบวนการจับยึดอิเล็กตรอนเกิดได้เมื่อโปรตอนจับยึดอิเล็กตรอนไว้ แล้วแปรไปเป็นนิวตรอนซึ่งจะปล่อยอนุภาคนิวทริโนออกมาด้วย ดังสมการ

โปรตอนที่อยู่ภายในนิวเคลียสสามารถแปรไปเป็นนิวตรอนได้ โดยจะเกิดในกรณีที่นิวเคลียสของอะตอมกัมมันตรังสีที่มีโปรตอนมากเกินไป เช่น โซเดียม-22 ซึ่ง จะเกิดการสลายกัมมันตรังสี (radioactive decay) โดยโปรตอนสลายเป็นนิวตรอน 1 อนุภาคกับโพซิตรอน (อนุภาคบีตาที่มีประจุบวก) อีก 1 อนุภาค นิวตรอนที่เกิดขึ้นยังคงอยู่ภายในนิวเคลียส ส่วนโพซิตรอนถูกปล่อยออกมาภายนอกอะตอม แต่เนื่องจากจำนวนโปรตอนภายในนิวเคลียสนั้นกลับลดลง 1 อนุภาค ทำให้เกิดการแปรธาตุจากโซเดียม-22 กลายเป็นนีออน-22 การสลายเช่นนี้จัดเป็นอีกแบบหนึ่งของการสลายให้อนุภาคบีตา (beta decay)

การสลายให้อนุภาคบีตาบวกหรือโพซิตรอน

 


ควาร์ก หรือ ควอร์ก (quark)

สุรศักดิ์ พงศ์พันธุ์สุข
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติิ

อนุภาคหลักมูล (fundamental particle) ที่เป็นองค์ประกอบของอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าอะตอมหลายชนิด ที่รู้จักกันดีคือเป็นองค์ประกอบของนิวตรอนและโปรตอน ควาร์กมี 6 ชนิด แต่ละชนิดเรียกว่าแต่ละเฟลเวอร์ (flavour) ได้แก่ อัป (up หรือ u) ดาวน์ (down หรือ d) ชาร์ม (charm หรือ c) สเตรนจ์ (strange หรือ s) ท็อป (top หรือ t) และบอตทอม (bottom หรือ b) ซึ่งควาร์กทั้ง 6 เฟลเวอร์นี้แบ่งตามขนาดของประจุได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบน (up type) มีประจุ +2/3 ได้แก่ อัปควาร์ก ชาร์มควาร์ก และท็อปควาร์ก อีกกลุ่มคือกลุ่มล่าง (down type) มีประจุ -1/3 ได้แก่ ดาวน์ควาร์ก สเตรนจ์ควาร์ก และบอตทอมควาร์ก

ลูกศรเส้นทึบแสดงการสลายได้ง่าย

เส้นประแสดงการสลายได้ยาก และมวลลดลงจากขวาไปซ้าย

 

เฟลเวอร์
มวล (GeV/c2)
ประจุไฟฟ้า (e)
u
อัป
0.004
+2/3
d
ดาวน์
0.008
-1/3
c
ชาร์ม
1.5
+2/3
s
สเตรนจ์
0.15
-1/3
t
ท็อป
176
+2/3
b
บอตทอม
4.7
-1/3
หมายเหตุ: c คือ ความเร็วของแสง และ e คือ ขนาดประจุของอิเล็กตรอน

อนุภาคโปรตอนและนิวตรอน มีมวลใกล้เคียงกัน คือ ประมาณ 0.938 GeV/c2 ซึ่งเมื่อมองลึกลงไปในองค์ประกอบแล้ว จะเห็นได้ว่า โปรตอน ประกอบด้วย อัปควาร์ก 2 อนุภาคกับดาวน์ควาร์ก 1 อนุภาค คิดเป็นมวลจากควาร์กเพียง 0.016 GeV/c2 ส่วนนิวตรอน ประกอบขึ้นจากอัปควาร์ก 1 อนุภาค กับดาวน์ควาร์ก 2 อนุภาค คิดเป็นมวลจากควาร์กเพียง 0.020 GeV/c2 หรือประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ของมวลโปรตอนและนิวตรอนเท่านั้น ทั้งนี้มวลที่เหลืออีก 98 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งอยู่ในรูปของพลังงานจลน์ของควาร์ก และส่วนใหญ่เป็นพลังงานศักย์ของการยึดเหนี่ยว ระหว่างกัน ของอนุภาคทั้งหลาย ภายในนิวเคลียสด้วยแรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม (strong nuclear force) ซึ่งเป็นปฏิสัมพันธ์ที่แข็งแรงที่สุด ในบรรดาแรงพื้นฐานทั้ง 4 ชนิดในธรรมชาติ โดยแรงอีก 3 ชนิดคือ แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน (weak nuclear force) เป็นแรงกระทำต่อกันเมื่อมีอนุภาคใด ๆ เข้ามาใกล้นิวเคลียส หรือเมื่อมีอนุภาคใด ๆ จะหลุดออกไปจากนิวเคลียส เช่น เมื่อเกิดการสลายกัมมันตรังสีแล้วปล่อยอนุภาคบีตาออกมา แรงชนิดต่อมาคือแรงแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic force) ซึ่งภายในอะตอมก็คือแรงที่ยึดเหนี่ยวกัน ระหว่างนิวเคลียสกับอิเล็กตรอน ส่วนภายนอกอะตอม ก็คือปฏิกิริยาเคมี ซึ่งมีประจุไฟฟ้าบวกและลบ เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง และแรงชนิดสุดท้าย คือ แรงความโน้มถ่วง (gravity force) ซึ่งเป็นแรงดึงดูดกัน ระหว่างมวลและเป็นแรงที่แข็งแรงน้อยที่สุด เนื่องจากควาร์กเกี่ยวข้องกับแรงที่แข็งแรงที่สุดดังกล่าว ในธรรมชาติจะไม่พบควาร์กอยู่เดี่ยว ๆ อย่างอิสระ แต่จะอยู่เป็นกลุ่ม 2 อนุภาคเรียกว่ามีซอน (meson) หรือกลุ่มที่มี 3 อนุภาคเรียกว่า แบริออน (baryon) ซึ่งทั้งมีซอนและแบริออนมีชื่อเรียกรวมกันว่า แฮดรอน (hadron)

ทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) ศึกษาอนุภาคในแง่ของกลศาสตร์ว่าอนุภาคทุกชนิดมีการหมุนรอบแกนหมุนทำนองเดียวกับที่โลกหมุนรอบตัวเอง อนุภาคทุกชนิดจึงมีสมบัติหนึ่งเรียกว่าโมเมนตัมเชิงมุมซึ่งวัดได้ในห้องปฏิบัติการและวัดออกมาเป็น เลขสปิน (spin number) ซึ่งมีอยู่ 2 กลุ่มคือ กลุ่มที่มีเลขสปินเป็นเลขจำนวนเต็มซึ่งเป็นไปตามค่าสถิติโบส-ไอน์สไตน์ (Bose-Einstein statistics) และเรียกอนุภาคในกลุ่มนี้ว่าโบซอน (boson) ตามชื่อคนคิดค่าสถิตินี้ คือ สัตเยนดรา นาถ โบส (Satyendra Nath Bose) อนุภาคในกลุ่มโบซอนที่รู้จักกันดีก็คือ โฟตอนซึ่งมีเลขสปินเท่ากับ +1 อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่มีเลขสปินเป็นเศษส่วนและเป็นไปตามค่าสถิติเฟร์มี-ดิแรก (Fermi-Dirac statistics) อนุภาคในกลุ่มนี้เรียกว่า เฟร์มิออน (fermion) ตามชื่อของเอนรีโก แฟร์มี (Enrico Fermi) ต้นคิดค่าสถิติชนิดนี้ และควาร์กก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเฟร์มิออนนี้เอง เพราะว่าควาร์กกลุ่มบนมีเลขสปิน +1/2 ส่วนควาร์กกลุ่มล่างมีเลขสปิน -1/2 อนุภาคในกลุ่มเฟร์มิออนที่รู้จักกันดีก็คือ อิเล็กตรอน ซึ่งมีเลขสปิน +1/2

 

เนื่องจากควาร์กเป็นเฟร์มิออนเช่นเดียวกับอิเล็กตรอน จึงต้องเป็นไปตามหลักการกีดกันเพาลี (Pauli exclusion principle) ด้วย (กรณีของอิเล็กตรอน มีการจำกัดจำนวนของอิเล็กตรอนที่จัดเรียงเป็นชั้น ๆ ภายในอะตอม ว่าแต่ละชั้นมีได้จำนวนเท่าใด) โดยกรณีของควาร์กเชื่อว่าควาร์กแต่ละเฟลเวอร์จะมีเลขควอนตัมภายใน (internal quantum number) เรียกว่า สี (color) ซึ่งมีด้วยกัน 3 สีได้แก่ แดง เขียว และน้ำเงิน

 


สารบัญ

อุปกรณ์ทางไฟฟ้า

1. ตัวต้านทาน  หน้า   1

2. ตัวต้านทานแบบฟิล์มโลหะ  2

3. ตัวต้านทานชนิดปรับค่าได้  3

4.  รหัสสี  6

5.  การต่อตัวต้านทาน  8

6.  ตัวเก็บประจุ  9

7.  ชนิดของตัวเก็บประจุ  11

8.  ตัวเก็บประจุปรับค่าได้  15

9.  ตัวเหนี่ยวนำ  19

10.  การเหนี่ยวนำข้ามขด  22

11.  การต่อตัวเหนี่ยวนำ  27

12.  ไดโอด  29

13.  การต่อไดโอด  31

14.  ทรานซิสเตอร์  34

15.  หน้าตาของทรานซิสเตอร์  37

16.  การทำงานของทรานซิสเตอร์  39

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

 


{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์