ฟิสิกส์ราชมงคล

index 141

เด็ดข่าวเด่น รอบโลก 2550

ข่าว ข่าวต่างประเทศ รายงาน ข่าวเด่น รอบโลกปี 2550 ทั้งนี้ จะมีการรวมยอด ข่าวเด่น ที่เป็นที่สุดในรอบปี ติดตามอ่าน ข่าว ข่าวต่างประเทศ รายงาน ข่าวเด่น รอบโลก 2550 ได้ที่นี่ค่ะ


พม่า



          ...เผลอแผล็บเดียวเวลาจวนผ่านพ้นอีก 1 ปี ถึงคราชาวเรา "ทีมข่าวต่างประเทศ" ขอรับ หน้าที่อาสา "เด็ดข่าวเด่น" คัดเลือกความเคลื่อนไหวน่าสนใจที่เกิดขึ้นรอบโลกตลอดปี 2550 มากำนัลท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่านเหมือนเคย...

 การเมืองร้อนฉ่า...

          เรื่องใกล้ตัวขอยกให้สถานการณ์ ประเทศเพื่อน บ้าน "พม่า"-"เบอร์มา" หรือ "เมียนมาร์" รัฐบาลเผด็จการทหารเกิดอาการ "ฟิวส์ขาด" ใช้กำลังอาวุธสลายกลุ่มพระสงฆ์และประชาชน ผู้ร่วมเรียกร้อง ประชาธิปไตยมากกว่า 1 แสนคน กลางนครย่างกุ้งเมื่อช่วงปลายเดือน ก.ย.... ผู้คนล้มตายว่ากันว่าถึงหลักร้อย แต่รัฐบาลทหารนั่งยันนอนยันคนตายแค่ 15 รวมนักข่าวญี่ปุ่น ถูกทหารหน้ามืดยิงดิ้นดับกลางถนน 1 ราย ก่อกระแสเสียงประท้วงดังขรมก้องโลก แต่รัฐบาล เผด็จการทหารพม่าหาสนใจไม่...



วิปลาส


สังคมวิปลาส...

          คดีดังสะท้านโลกจากอเมริกา หนุ่มนักศึกษาเชื้อสายเกาหลีใต้ควงปืนไล่กราดยิงผู้คนไม่เลือก หน้าภายในมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อเดือน เม.ย. ...ผู้บริสุทธิ์ถูกคมกระสุน สังเวยชีวิตจากความคลั่งเครียด 32 ราย ก่อนมือปืนยิงตัวตายหนีความผิด ถือเป็นเหตุกราดยิง ผู้คนร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของสหรัฐฯ...สังคมอเมริกัน ดินแดนแห่งเสรีภาพ ต้องหันมาตระหนักเพิ่มการดูแลสภาพจิตใจผู้คน และควบคุมกฎหมายอาวุธปืนให้เข้มงวด รัดกุมมากยิ่งขึ้น...


เครื่องบินตก
  อุบัติเหตุซ้ำซาก...

          เคยมีคนพูด "นั่งรถไปสนามบินเสี่ยงกว่านั่งเครื่องบินสู่ที่หมาย" แต่อุบัติเหตุเครื่องบิน โดยสารเกิดขึ้นแทบไม่เว้นปี...เริ่มเดือน ม.ค. เครื่องบินอินโดนีเซียตกทะเลสังเวยชีวิตผู้โดยสาร และลูกเรือยกลำ 102 ศพ...เดือน มี.ค. เครื่องบินการูดาของอินโดนีเซียแล่นไถลเลยรันเวย์ ปาฏิหาริย์ผู้โดยสารรอดตาย 115 คน เสียชีวิต 21 ศพ...เดือน พ.ค. เครื่องบินตกในเคนยา เดือน มิ.ย. เครื่องบินตกในเขมร 22 ศพ เดือน ก.ค. เครื่องบินบราซิลร่อนลงจอดไถลชนตึก คนตายเกือบ 200 ศพ ล่วงมาเดือน พ.ย. เครื่องบินตุรกีตกอีก 57 ศพ ไม่รวมเหตุเครื่องบิน ไชน่า แอร์ไลน์ ของไต้หวัน ระเบิดไฟลุกไหม้กลางสนามบินญี่ปุ่น ผู้โดยสารและลูกเรือ หนีกระเจิง เดชะบุญไม่มีใครบาดเจ็บ แต่เครื่องบินวอดเสียหายทั้งลำ...


7 สิ่งมหัศจรรย์
7 สิ่งมหัศจรรย์...คาใจชาวโลก

          วันที่ 7 เดือน 7 องค์กรเอกชน "นิว โอเพ่น เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น" ประกาศผล "7 สิ่งมหัศจรรย์ ์ของโลกยุคใหม่" ได้แก่ กำแพงเมืองจีน ทัชมาฮาล (อินเดีย) เมืองโบราณเปตรา (จอร์แดน) สนามกีฬาโคลอสเซียม (อิตาลี) รูปปั้นพระเยซูคริสต์ (บราซิล) มาชู ปิกชู (เมืองภูเขาโบราณในเปรู) และเมืองชิเชน อิตซา (วิหารเผ่ามายาในเม็กซิโก) ผลโหวตโดนวิพากษ์วิจารณ์เละเทะ เพราะใช้วิธีลงคะแนนผ่านอินเตอร์เน็ต ถือว่าไม่ยุติธรรม เพราะชาติพลเมืองมากกระหน่ำโหวตจนคะแนนสูงลิบชนะการคัดเลือกได้ในที่สุด...


สะพานข้ามแม่น้ำ
งานก่อสร้างชุ่ยๆ

          ช็อกความรู้สึกคนทั้งโลก กลายเป็นภาพแห่งประวัติศาสตร์ สะพานขนาด 8 เลน ข้ามแม่น้ำ มิสซิสซิปปี ในรัฐมินเนโซตา ถล่มครืนลงมาในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน เมื่อ 4 ส.ค. ยวดยานนานา ชนิดร่วงลงแม่น้ำกว่า 50 คัน...เดือนเดียวกันนั้น สะพานข้ามแม่น้ำตั้ว ในมณฑลหูหนานของจีน ยาว 268 เมตร สูง 42 เมตร อยู่ระหว่างก่อสร้าง และเตรียมเปิดใช้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่กลับพังถล่มลงมาก่อน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 28 ศพ บาดเจ็บ 22 คน สูญหายอีกเกือบ 50 คน...โด่งดังไม่แพ้กันคือ เวียดนาม สะพานข้ามแม่น้ำฮัวพังถล่ม มีผู้เสียชีวิต 54 ศพ.... สาเหตุโศกนาฏกรรมทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง...


ก่อการร้าย
  ก่อการร้ายเขย่าโลก...

          ภัยก่อการร้ายคุกคามชาวโลกอย่างต่อเนื่อง...เดือน ก.พ. เหตุระเบิดถล่มขบวนรถไฟสาย มิตรภาพอินเดีย-ปากีสถาน คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ 68 ศพ...สุดสยองเหตุคนร้ายระเบิดถล่ม ชาวบ้านที่พากันต้อนรับอดีตนายกรัฐมนตรี เบนาซีร์ ภุตโต แห่งปากีสถาน เพิ่งเดินทางกลับ จากลี้ภัยต่างประเทศเมื่อ 19 ต.ค. คร่าชีวิตผู้คนมากเกือบ 200 ศพ บาดเจ็บมากกว่า 400 คน ไม่นับรวมถึงเหตุระเบิดก่อการร้ายในปากีสถานเกิดขึ้นถี่ยิบ

          ...แม้แต่องค์การสหประชาชาติยังไม่พ้นโดนถล่ม ...คนร้ายระเบิดถล่มเป้าหมายหน่วยงานด้าน ผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติในแอลจีเรีย และระเบิดถล่มศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 12 ธ.ค. คร่าชีวิต ผู้คนรวมราว 72 ศพ บาดเจ็บมากกว่า 100 คน...


ภัยธรรมชาติ
  ภัยธรรมชาติกระหน่ำ...

          เหมือนทุกปีที่โลกไม่เคยรอดพ้นภัยธรรมชาติ อุทกภัยทั่วเอเชียใต้ช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ย. คร่าชีวิต ผู้คนรวมกว่า 3,200 ศพ ไร้ที่อยู่อาศัยอีกมากกว่า 25 ล้านคน เฉพาะเหตุไซโคลนพัดถล่ม บังกลาเทศเดือน พ.ย. ดับเกือบ 3,300 ศพ...เปรูเจอภัยแผ่นดินไหวดับ 540 ศพ ไร้ที่อยู่อาศัย กว่า 1.7 แสนคน ไม่นับรวมแผ่นดินไหวรุนแรงเกือบทั้งปีที่อินโดนีเซีย แผ่นดินไหวประปราย แถบโซโลมอน ญี่ปุ่น และไต้หวัน...เม็กซิโกโดนเฮอริเคนดีนถล่ม มีผู้เสียชีวิต 30 ศพ นิการากัว และฮอนดูรัสสาหัสกว่า ถูกเฮอริเคนเฟลิกส์พัดกระหน่ำคนตายนัร้อยศพ...อังกฤษเผชิญภัย น้ำท่วมรุนแรงที่สุดใน รอบหลายสิบปีเมื่อช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค. มูลค่าความเสียหายมากกว่า 4,600 ล้านยูโร...สหรัฐฯเจอไฟไหม้ป่าหลายระลอก เผาผลาญพื้นที่ป่าวอดหลายแสนไร่...


โลกร้อน


โลกร้อนมาเยือน...

          สภาพอากาศทั่วโลกยุคนี้วิปริตสุดกู่ คลื่นความร้อนแผ่ทั่วยุโรปช่วงเดือน ก.ค. เฉพาะฮังการี ผู้คนล้มตายกว่า 500 ศพ ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลายลอยมาอวดโฉมใกล้แผ่นดินใหญ่มากและ ถี่ขึ้น ความแห้งแล้งและทะเลทรายขยายอาณาเขต รัฐบาลทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญต่อ ปัญหาโลกร้อนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ การประชุมระหว่างประเทศเรื่องนี้เกิดขึ้นถี่ยิบ แต่เพิ่งคลอด "บาหลีโรดแม็ป" หรือกรอบเจรจากำหนดยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาโลกร้อน อย่างจริงจังออกมาได้สำเร็จเมื่อไม ่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา...กว่าจะเริ่มหารือกันจริงจังได้ก็อีก 2 ปีข้างหน้าโน่น...

          ต้องขออภัยอย่างยิ่งสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกปีนี้ดูเหมือนมีแต่เรื่องแย่...แต่ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เราต่าง ต้องเผชิญ และต้องเผชิญอย่างมีสติ หนักแน่น แก้ปัญหาอย่างรอบคอบ คิดพิจารณาแยกแยะ ให้ดี อันไหนควร "น้ำขึ้นให้รีบตัก" หรือเลือก "ช้าๆได้พร้าเล่มงาม"...

ข้อมูลและภาพประกอบจาก

ทีมข่าวต่างประเทศ


วารสารชื่อดังเลือกข่าวการถอดรหัสพันธุกรรมเป็นข่าวเด่นวิทยาศาสตร์ปี ๒๐๐๐
 

บีบีซี ออนไลน์ส ๒๖ ธ.ค.- วารสารวิทยาศาสตร์ “ไซเอินซ” ( Science) จัดอันดับข่าวเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีประจำปี ๒๕๔๓ ปรากฎว่า ข่าวที่ได้รับการยกย่องว่าโดดเด่นและมีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดในรอบปีนี้ คือ โครงการถอดรหัสพันธุกรรมสิ่งมีชีวิต ( โครงการฮิวเมิน จีโนม โพรเจคท์) โครงการที่ว่านี้ นักวิทยาศาสตร์ใช้ความพยายามในการสังเคราะห์ทั้งทางชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อพยายามอ่านรหัสทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่มนุษย์ไปจนถึงแมลงวันผลไม้ เมื่อปี ๒๕๔๒ นักวิทยาศาสตร์สามารถอ่านรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตหลายเซลได้เพียงประเภทเดียวคือ รหัสพันธุกรรมของตัวหนอนในพื้นดิน แต่เมื่อปีที่แล้วนักวิทยาศาสตร์คืบหน้าไปอีกหลายขั้นด้วยการอ่านรหัสพันธุกรรมของแมลงวันผลไม้ และหลังจากนั้นไม่นาน นักวิทยาศาสตร์ก็นำต้นร่างรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ที่อ่านได้แล้วอย่างคร่าว ๆ ออกมาเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฎาคมท่ามกลางความยินดีปรีดาประธานาธิบดีบิล คลินตัน ผู้นำสหรัฐ ถึงกับแถลง ว่า “วันนี้ มนุษย์เรากำลังเรียนรู้รหัสที่พระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ขึ้น” ความพยายามที่จะเรียนรู้รหัสพันธุกรรมยังขยายไปถึงสิ่งมีชีวิตที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างเช่น อหิวาตกโรค และโรคที่ทำให้เยื่อหุ้มสมองและไขสันหลังอักเสบ

         นอกจากนี้ มีข่าวว่า ความพยายามถอดรหัสพันธุกรรมของหนู ปลาม้าลาย และปลาอีกสองชนิด ใกล้สำเร็จแล้ว ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับจากการอ่านรหัสพันธุกรรม คือ ความรู้เกี่ยวกับมะเร็ง สาเหตุของการแก่เฒ่า และความซับซ้อนของระบบภูมิคุ้มกัน

           ผลการค้นพบที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่งในปีที่ผ่านมา คือ นักวิทยาศาสตร์สามารถเขียนรหัสพันธุกรรมของสิ่งหนึ่งในร่างกายที่เปรียบเสมือนโรงงานผลิตโปรตีนของเซล ซึ่งเป็นการให้รายละเอียดใหม่เกี่ยวกับโครงสร้างของสิ่งที่ว่านี้ และอาจจะช่วยสนับสนุนความเข้าใจเกี่ยวกับ อาร์เอ็นเอ ซึ่งเชื่อว่าเป็นโมเลกุลแรกของสิ่งมีชีวิตแรกที่เกิดขึ้นบนโลก มนุษย์ยุคแรกอพยพจากแอฟริกา

           นอกจากเรื่องของการพยายามถอดรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเป็นข่าวเด่นที่สุดแล้ว เรื่องการค้นพบทางโบราณคดีต้นกำเนิดของมนุษยชาติเป็นผลงานที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ในปีนี้ได้มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ หรือ ฟอสซิล กระโหลกมนุษย์โบราณที่ประเทศจอร์เจีย คาดว่ามีอายุย้อนหลังไปประมาณ ๑ ล้าน ๗ แสนปี เชื่อว่า เป็นของมนุษย์ยุคแรกที่เดินทางออกมาจากทวีปแอฟริกา ฟอสซิลที่ว่านี้นักโบราณคดี เรียกว่า ดีแมนิซี ฟอสซิล เป็นกะโหลกของมนุษย์ที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นแรกที่พบนอกทวีปแอฟริกา เป็นสิ่งที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เป็นมนุษย์ที่มีบรรพบุรุษมาจากแอฟริกา และอาจจะเกี่ยวข้องกับมนุษย์ยุคแรก คือ มนุษย์โฮโม อิเรคตัส ความก้าวหน้าของโคลนนิ่ง

           ความคิดที่ว่า เซลที่โตเต็มวัยแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเซลชนิดอื่นได้ กลายเป็นความเชื่อที่ผิด ๆ ไปแล้วในปีนี้ เพราะจากผลการศึกษาหนูและมนุษย์ พบว่า เซลโตเต็มวัย

ที่นำมาจากอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย สามารถเปลี่ยนโปรแกรมตัวเองเป็นเซลประเภทอื่นได้ ความเข้าใจนี้มีประโยชน์ เพราะ ถ้าสามารถควบคุมไม่ให้เซลเปลี่ยนตัวเองเป็นเซลประเภท

อื่นได้ เราสามารถนำเซลโตเต็มวัยที่แข็งแรงไปใช้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายจากโรคร้ายและการได้รับบาดเจ็บได้

ความพยายามเคลื่อนย้ายเซลเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากทีเดียวตลอดปี ๒๐๐๐ ความพยายามนี้ได้นำไปสู่การโคลนนิ่งหมู เพื่อนำอวัยวะของพวกมันไปใช้ปลูกถ่ายให้กับมนุษย์ที่ต้องการอวัยวะ และเทคนิคการโคลนนิ่งได้ช่วยจุดประกายการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์

การสำรวจดาวอังคาร

ดาวอังคารยังคงเป็นประเด็นที่เมื่อมีการค้นพบสิ่งใดใหม่ ๆ ก็มักจะเป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอยู่เสมอ สิ่งที่สร้างความฮือฮามากที่สุด คือ การค้นพบความเป็นไปได้ว่าอาจยังคงมีน้ำไหลอยู่บนดาวอังคาร เพราะจากภาพถ่ายล่าสุดพื้นผิวดาวอังคารพบสิ่งที่บ่งบอกว่ามีการไหลซึมของน้ำจากใต้ดินเมื่อประมาณ ๑ ล้านปีก่อน ภาพถ่ายหินตะกอนบนดาวอังคาร ระบุว่า ดาวดวงนี้อาจจะเป็นดินแดนแห่งทะเลสาบในประวัติศาสตร์ยุคเริ่มแรก

     นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับจากยานอวกาศกาลิเลโอที่โคจรอยู่รอบดวงจันทร์ยูโรปา หนึ่งในบริวารของดาวพฤหัสบดี พบหลักฐานที่หนักแน่นขึ้นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะมีทะเลอยู่ใต้

พื้นผิวของดาวดวงนี้ และน่าจะเป็นแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

           ข้อมูลที่มนุษย์ได้จากยานกาลิเลโอยังได้สร้างความฉงนให้กับมนุษย์ถึงรูปทรงที่แท้จริงของจักรวาล และจากภาพถ่ายทำให้เชื่อว่ารูปทรงของจักรวาลแบนราบแทนที่จะเป็นทรงกลมหรือวงรีตามความเชื่อเดิม

           ยานอวกาศที่เดินทางไปโคจรรอบ ๆ ดาวเคราะห์น้อย ชื่อ เอรอส เป็นเวลาหลายปี

ยานลำนี้ได้ส่งข้อมูลว่า ดาวเคราะห์น้อยเหล่านี้ประกอบด้วยสสารบางชนิดที่เป็นสสารที่เก่าแก่ที่สุด

ในระบบสุริยจักรวาล การค้นพบครั้งนี้เท่ากับบอกว่า เอรอสและดาวเคราะห์น้อยดวงอื่น ๆ น่าจะเป็นแหล่งที่มาของสสารต่าง ๆ ที่มายังโลก

ความมหัศจรรย์ของควอนตัม

           ในปีนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบความแปลกประหลาดของสสาร สิ่งที่สร้างความ

ฉงนให้กับพวกเขา คือ ความเชื่อที่ว่า อิเลคตรอน อนุภาคขนาดเล็กในสสาร เป็นเพียงสสารชนิดเดียวที่สามารถมี ๒ สถานะในเวลาเดียวกัน ไม่เป็นความจริงอีกต่อไปแล้ว เพราะจากการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ พบว่า สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นในสสารที่มีขนาดใหญ่กว่าอิเลคตรอนได้เช่นกัน

การสูญพันธุ์ของสัตว์ป่า

           หน่วยงานอนุรักษ์สัตว์ป่าโลกเสนอรายงานวิกฤตการณ์สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ว่ากำลังมีความรุนแรงขึ้น สัตว์หลายชนิดลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วมากเป็นประวัติการณ์ ในจำนวนนี้ประกอบด้วยสัตว์ประเภทวานร รายงานของ WORLD CONSERVATION UNION ระบุว่า สิ่งมีชีวิตจำนวนกว่า ๑๑,๐๐๐ ชนิดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ ประกอบด้วย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกือบ ๒๔ % นก ๑๒ % สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ๒๐ % และปลา ๓๐ % ในปีที่ผ่านมายังเป็นปีที่อุณหภูมิโลกที่อุ่นขึ้นส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพอากาศทั่วโลก เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศอย่างรุนแรง เกิดพายุและความแห้งแล้งและฝนตกหนัก

สำนักข่าวไทย


เรือกระป๋อง

      เราจะหยิบรถกระป๋องที่เคยฮิตติดตลาดมาแล้ว มาดัดแปลงให้เป็นเรือกระป๋องที่สามารถบังคับได้ เดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตามคำสั่งผู้บังคับ เพื่อนำมาดัดแปลงให้เกิดความแปลกใหม่ไม่ซ้ำซากจำเจ

แถมยังทำให้ท่านผได้เรือบังคับ ราคาประหยัดจากฝีมือเราเอง ซึ่งสร้างความสนุกสนาน ในการบังคับ ไม่แพ้ที่เคยเล่นรถกระป๋องเลยทีเดียว พร้อมแล้วเตรียมลงมือทำกันเลยดีกว่าครับ

โครงสร้างชิ้นส่วนเรือ

ในส่วนการทำเรือนั้น เราสามารถหาซื้อเรือสวยๆ ได้ตามร้านขายของเล่น ซึ่งมีแบบให้เราเลือกมากมาย เมื่อเราได้เรือมาแล้ว ก็จะต้องนำมาดัดแปลงโครงสร้าง โดยเริ่มจากส่วนด้านบนของเรือก่อน เราจะต้องดูตำแหน่งว่าจะให้สายไฟผ่านดาดฟ้าเรือตรงจุดใด จากนั้นเราจะทำการเจาะรู ที่ส่วนบนของเรือ เพื่อให้สามารถร้อยสายไฟไปยังมอเตอร์ และตัวบังคับเลี้ยวซ้ายขวาได้

รูปที่ 1 สภาพบอดี้ของเรือกระป๋องเดิมๆ ก่อนที่จะมาดัดแปลงใส่วิทยุบังคับ จะมีแค่มอเตอร์ขับใบพัด และหางเสือที่ปรับตำแหน่งได้แบบคงที่เท่านั้น

จากนั้น เมื่อเราได้ดัดแปลงโครงสร้างส่วนบนของเรือกระป๋องแล้ว เรามาดูในส่วนของตัวเรือ จากการที่เราได้ดูโครงสร้างภายในของเรือด้านล่างแล้ว เราจะต้องกำหนดตำแหน่ง ที่จะทำการวางชิ้นส่วนของกลไก เพื่อให้เรือกระป๋องสามารถเคลื่อนที่ และแล่นได้ตามที่เราต้องการจะให้เป็น

ซึ่งชิ้นส่วนที่จะต้องใส่เพิ่ม เพื่อให้เรือของเราสารมารถที่จะบังคับให้เดินหน้าถอยหลัง และเลี้ยวซ้ายขวาได้นั้น ก็จะประกอบไปด้วย

* แผงวงจรเครื่องรับ (แกะมาจากรถกระป๋องเดิม)
* ชุดบังคับเลี้ยวซ้ายขวา (Actuator) ซึ่งต้องแกะออกมาจากส่วนกลไกของรถเดิม ตัดเอาเฉพาะตัวบังคับ เลี้ยวซ้ายขวา
* ชุดเฟืองขับหางเสือ

เมื่อเราได้วางโครงสร้าง และตำแหน่งของชิ้นส่วนเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราก็จะมาลงมือ ดัดแปลงชิ้นส่วนต่างๆ ในรูปที่ 2 เราจะเห็นว่ามีชิ้นส่วน ที่จะดัดแปลงอยู่สามส่วน คือ ตำแหน่งชิ้นส่วน A (บังคับเลี้ยวซ้ายขวา), ส่วน B (คันส่งบังคับหางเสือ) และส่วน C (ชุดหางเสือ) เพื่อนๆ วางโครงสร้างไว้เรียบร้อยหรือยังครับ หากเตรียมไว้พร้อมแล้วเรามาเริ่มดัดแปลง โครงสร้างของชิ้นส่วนต่างๆ กันเลย

รูปที่ 2 ตำแหน่งที่ต้องดัดแปลง เพื่อให้เป็นเรือกระป๋อง ทำงานเดินหน้าถอยหลัง และเลี้ยวซ้ายขวาได้


ในส่วนของชิ้นส่วนตำแหน่งชิ้นส่วน A ซึ่งจะใช้ทำหน้าที่เป็นกลไกบังคับหางเสือเรือ ให้เลี้ยวซ้ายขวา เพื่อนๆ ที่ชอบแกะชิ้นส่วนรถกระป๋องมาดูเล่น คงจะรู้สึกว่าคุ้นๆ กับอุปกรณ์ส่วนนี้ ว่าคล้ายกับส่วนบังคับ การเลี้ยวล้อหน้าของรถกระป๋อง

ถูกต้องแล้วครับ! เราจะนำชิ้นส่วนนี้มาดัดแปลง เป็นส่วนที่จะใช้ในการบังคับหางเสือ ให้เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาได้ตามที่เราต้องการ เห็นมั้ยละครับว่าชิ้นส่วนของรถกระป๋อง นอกจากจะใช้บังคับ ให้รถวิ่งได้แล้ว ยังสามารถนำมาดัดแปลงให้เรือแล่นได้อีกด้วย

รูปที่ 3 ชุดบังคับเลี้ยวซ้ายขวา (Actuator) ได้มาจากส่วนบังคับการเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาจากรถกระป๋อง

หลังจากเพื่อนๆ ดัดแปลงโครงสร้างชิ้นส่วน A เสร็จแล้ว มาดูในส่วนของชิ้นส่วน B ต่อกันเลยครับ ดังรูปที่ 4 เพื่อนๆ คงจะสงสัยว่า แล้วชิ้นส่วนนี้ทำเพื่ออะไร และใช้วัสดุอะไรเป็นตัวทำ ง่ายๆ เลยครับ เพียงแค่เพื่อนๆ หาเศษลวดที่เหลือใช้จากงานประดิษฐ์ โดยใช้ลวดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-1.5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 15 เซนติเมตร มาดัดให้มีลักษณะเป็นคันส่งเหมือนดังรูป สาเหตุที่เราต้อง ทำชิ้นส่วนนี้ขึ้นมา ก็เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมโยง ระหว่างส่วนบังคับการเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวากับเฟือง ที่ใช้บังคับหางเสือเลี้ยวนั่นเอง

รูปที่ 4 ชิ้นส่วน B คันส่งบังคับหางเสือส่วนที่ทำให้ชุดควบคุมเลี้ยวซ้ายขวา ส่งการควบคุมไปยังหางเสือเรือได้

ส่วนที่ 3 (ส่วน C) คือ ชุดเฟืองขับหางเสือ ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก เพราะถือได้ว่าเป็นส่วนที่ ต้องอาศัยฝีมือของแต่ละคน ในการที่จะดัดแปลงหาชิ้นส่วน มาทำให้เกิดการขับเคลื่อน ในส่วนของหางเสือเพื่อให้เรือแล่นเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ดังใจเรา ในรูปที่ 5 เพื่อนๆ จะเห็นว่า เราจะใช้เฟืองธรรมดา ที่ใช้ในการดัดแปลงรถกระป๋องมาทำให้เกิดประโยชน์ โดยเราจะผ่าเฟือง ออกเป็นสองส่วน โดยใช้เลื่อยฉลุตัดแบ่ง ให้สังเกตส่วนที่เราจะใช้ คือส่วนที่มีช่อง สำหรับเสียบแท่งเหล็ก จากนั้นเจาะรูเพื่อใช้เป็นที่เกี่ยวลวดคันส่งกับชุดบังคับเลี้ยว เมื่อเราได้ในส่วนของเฟืองแล้ว เรามาดูส่วนอื่นๆ ที่จะต้องใช้เป็นองค์ประกอบเพิ่มเติม เพื่อที่จะทำให้หางเสือ ขยับได้อย่างคล่องแคล่ว มีประสิทธิภาพ อันได้แก่ ปลอกฉนวนหุ้มสายไฟ (ตัดจากสายไฟทั่วๆ ไปใช้เฉพาะส่วนที่เป็นปลอกเท่านั้นสายไฟด้านในดึงออก) ชิ้นส่วนนี้เราจะนำมา เป็นตัวปิดล็อกส่วนบนที่เสียบลงบนแท่งเหล็ก สำหรับกันไม่ให้เฟืองหลุด

รูปที่ 5 ชิ้นส่วนชุดเฟืองขับหางเสือ

ส่วนต่อมาคือ ลูกยางเทป (ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั่วๆ ไป) แต่จุดสำคัญอยู่ที่เราต้องหาไส้ไก่ (หาซื้อได้ตามร้านซ่อมจักรยานทั่วไป) โดยจะสวมไส้ไก่ ลงไปที่ลูกยางเทป เพื่อป้องกันน้ำเข้าเครื่อง และช่วยในการบังคับหางเสือได้ง่ายขึ้น

ส่วนที่ใช้เชื่อมระหว่างเฟืองกับหางเสือ เราจะใช้แท่งเหล็กที่ใช้ในการดัดแปลงรถกระป๋อง มาเป็นตัวเชื่อม โดยมีการใช้ไส้ไก่สวมไปที่ช่วงต่อระหว่างแท่งเหล็ก กับหางเสือเพื่อป้องกัน น้ำเข้าตัวเครื่อง

หลักการทำงาน

สำหรับหลักการทำงานของเรือกระป๋อง จะมีส่วนเหมือนกับการทำงานของรถกระป๋อง เพราะเราได้นำส่วนของวงจรรถกระป๋อง มาทำให้เกิดความแปลกใหม่ โดยนำวงจรมาใส่ลงในเรือแทน เพื่อให้สามารถบังคับการแล่นของเรือได้ ลักษณะการบังคับ ก็จะมีลักษณะเช่นเดียวกับรถกระป๋อง คือ กดที่รีโมตวิทยุบังคับ เพื่อให้เรือเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา, เดินหน้าถอยหลัง ตามต้องการ

รูปที่ 6 ไดอะแกรมการเดินสายภายในเรือกระป๋อง จากแผงวงจรไปยังมอเตอร์, ตัวบังคับเลี้ยว (Actuator) และแบตเตอรี่

ขั้นตอนการประกอบ

หากเราเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ตามแบบครบแล้ว ก็ถึงเวลาสร้างเรือด้วยฝีมือของเราได้เลยครับ

ขั้นตอนที่ 1 สำรวจดูจุดที่จะเจาะรู เพื่อเป็นช่องที่ให้สายไฟผ่าน ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับ บอดี้เรือเดิมที่เราซื้อมา

ขั้นตอนที่ 2 ตัดส่วนของตัวที่ใช้บังคับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวาออกจากโครงรถกระป๋อง แล้วนำติดบริเวณ ที่ว่างตรงส่วนหัวเรือ โดยใช้กาวพลาสติกเป็นตัวเชื่อมติด

ขั้นตอนที่ 3 นำลวดมาดัดตามแบบเตรียมไว้ สำหรับเป็นตัวเชื่อมการทำงาน ของส่วนบังคับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวากับหางเสือ

ขั้นตอนที่ 4 เตรียมในส่วนเฟือง, ปลอกสายไฟ, ลูกยางเทป, ไส้ไก่, เพลารถกระป๋อง (ตัดมาไว้สวมเฟือง)

ขั้นตอนที่ 5 นำชิ้นส่วนที่เตรียมไว้ในขั้นตอนที่ 4 มาประกอบติดกับหางเสือ แล้วนำลวดที่ดัดไว้มาเชื่อม โดยเกี่ยวไว้ตัวบังคับเลี้ยว และเฟืองบริเวณที่เจาะรูไว้

ขั้นตอนที่ 6 นำส่วนของแผงวงจรรถกระป๋องมาติดตั้ง ไว้บริเวณส่วนบนของเรือ แล้วนำสายไฟดึงผ่าน ช่องที่ได้เจาะรูไว้ เพื่อนำไปเชื่อมติดกับส่วนของมอเตอร์ และตัวบังคับการเลี้ยว

ขั้นตอนที่ 7 ทำการประกอบปิดในส่วนฝาเรือ และตัวลำเรือ และขันนอตให้เรียบร้อย จากนั้นให้สังเกตดูว่า มีช่องว่างตรงจุดใดหรือเปล่า ที่อาจจะทำให้น้ำสามารถผ่านเข้าตัวเครื่องได้ หากมีต้องแก้ไขให้ให้ปิดสนิท

รูปที่ 7 เรือกระป๋องที่ประกอบ (ดัดแปลง) เสร็จแล้ว
(ก) มองจากด้านบน
(ข) ด้านหน้า

ทดลองการแล่นของเรือ และข้อเสนอแนะ

เมื่อส่วนของตัวเรือเรียบร้อยแล้ว เพื่อนๆ คงอยากจะนำเรือกระป๋องลำนี้แล่นในน้ำแล้ว ใช่มั้ยละครับ! แต่ก่อนที่เราจะนำเรือไปแล่นบนน้ำ เราลองทดสอบการทำงานของเรือดูก่อนว่า มีประสิทธิภาพ ในการทำงานมากน้อยแค่ไหน

โดยลองกดสวิตช์ที่ใช้บังคับดูว่า เรือสามารถวิ่งได้หรือเปล่าทั้งการแล่นไปข้าง การถอยหลัง และตรวจเช็คในส่วนของหางเสือ หากกดสวิตช์บังคับเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา แล้วดูว่าหางเสือ ขยับตามที่เราบังคับหรือเปล่า ถ้าขยับตาม แสดงว่าไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนเทคนิคและข้อเสนอแนะคือ ให้สังเกตดูเวลานำเรือวางบนน้ำ ลักษณะตัวเรือมีน้ำหนักสมดุล เท่ากันทั้งสองด้านหรือไม่ หากไม่สมดุลผมขอแนะนำว่า เราควรจะหาวัตถุ ที่มีอยู่ใกล้ตัว มาเป็นตัวถ่วงน้ำหนัก โดยใส่ลงไปในตัวเรือเพื่อให้เรือเกิดการสมดุลทั้งสองด้าน (อาจจะใช้ดินน้ำมันที่เหลือจากการทำงานอื่นๆ มาเป็นตัวถ่วงน้ำหนักเอาไว้ ก็ได้ครับ)

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในส่วนของหางเสือ และใบพัด ต้องมีระยะห่างที่พอดี ไม่ห่างกัน หรือชิดกันมากเกินไป แล้วเรือจะแล่นได้ดีครับ และตรงบริเวณส่วนของวงจร เราอาจจะหาแผ่นพลาสติก มาปิดไว้เพื่อป้องกันน้ำครับ

เมื่อได้เรือกระป๋องที่เสร็จสำเร็จ เป็นเรือที่สามารถบังคับแล้ว เล่นคนเดียวอาจจะไม่สนุก ผมขอแนะนำว่า น่าจะชวนเพื่อนๆ คนอื่นๆ มาทำแข่งกันดูนะครับแล้วดูซิว่า! เรือของใครจะแล่นได้ดีกว่ากัน

รายการอุปกรณ์

ส่วนบอดี้เรือ ...1 ลำ
แผงวงจรรถกระป๋องพร้อมตัวรีโมตบังคับ ...1ชุด
ชิ้นส่วนบังคับการเลี้ยวล้อหน้าของรถกระป๋อง ...1 ชุด
เฟือง ...1 อัน
ลูกยางเทป ...1 อัน
เพลารถกระป๋อง ...1 แท่ง
ไส้ไก่ ...1 เส้น
ลวดคันส่ง ...1 เส้น
ชุดเลื่อยฉลุ, สายไฟ, ตะกั่ว, ชุดกาวปืน

จาก นิตยสาร HOBBY ELECTRONICS


10 ข่าวเด่นแห่งปี


ปี 2550 ที่กำลังจะผ่านพ้นไป ถือเป็นปีที่มีเหตุการณ์ต่างๆที่น่าจดจำเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะดีและร้าย ลองมาเตือนความทรงจำกันหน่อยดีกว่า ว่าในรอบปีนี้มีอะไรสำคัญๆกันบ้าง

ปีมหามงคล 80 พรรษามหาราชา

ปีนี้คงไม่มีข่าวอะไรที่น่าภาคภูมิใจไปมากกว่านี้อีกแล้ว สำหรับชาวไทยทุกคน
ในโอกาสนี้ได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆมากมาย
ทั้งการพร้อมใจกันใส่เสื่อสีเหลืองในวันจันทร์ตลอดทั้งปี โดยในปีนี้เพิ่มมาอีกหนึ่ง สีคือสีชมพู ซึ่งแสดงถึงความสามัคคีและความจงรักภัคดีของปวงชนชาวไทย
การแสดงกระบวนพยุหยาตราฯ ที่เมื่อดูครั้งใดก็สวยงาม ติดตราตรึงใจ
การจัดแสดงพลุเฉลิมพระเกียรติ ที่งดงามและยิ่งใหญ่กว่าครั้งไหนๆ
การเผยแพร่รายการสารคดีเกี่ยวกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามสื่อต่างๆ
ฯลฯ
ทั้งนี้ จากผลสำรวจของโพลล์ต่างๆ พบว่า ความสุขมวลรวมของคนไทยนั้น เพิ่มขึ้นสูงสุดในทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติต่างๆ และคนไทยมีความสุขที่สุดในช่วงปีมหามงคล
ดังนั้น ข่าวนี้จึงเป็นข่าวดีที่สุดของคนไทย ไม่ใช่เฉพาะในปี้นี้ แต่จะต่อเนื่องตลอดไป
ทรงพระเจริญ

นํ้ามันแพง คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ

ข่าวการขึ้นราคานํ้ามันอยากต่อเนื่องแบบทำสถิติรายวัน ถือเป็นข่าวใหญ่มากของปี้นี้ เพราะได้สร้างผลกระทบที่ขยายเป็นวงกว้างมากมาย
เริ่มตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคมที่ นํ้ามันทำลายสถิติเกิน 30 บาทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย
หลังจากนั้นในช่วงเดือนกว่าๆ นํ้ามันก็ยังคงเดินหน้าขึ้นราคาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด
จนมีคำกล่าวขานว่า ยุคนํ้ามัน 3 ลิตร 100
ผลกระทบจากราคานํ้ามัน นอกจากผู้ที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวแล้ว แม้แต่ผู้ที่นั่งรถเมล์ นั่งเรือ นั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้าง นั่งรถตู้ นั่งแท็กซี่ ก็ได้รับผลกระทบ เพราะที่กล่าวมาทั้งหมดได้ปรับขึ้นค่าโดยสารกันถ้วนหน้า
นอกจากนี้ ยังมีสินค้าปัจจัยพื้นฐานต่างๆที่เตรียมปรับขึ้นราคาในปีใหม่ที่จะถึงนี้ ทั้งมาม่า นม ปลากระป๋อง นํ้ามันพืช ฯ

ข่าวนํ้ามันแพง จึงเป็นอีกข่าวหนึ่ง ที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจในปีนี้ได้อย่างดี

จตุคามรามเทพ กระแสที่มาแรงและไปเร็วที่สุดแห่งยุค

เรียกว่าเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของสังคมไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับวัตถุมงคลที่ได้รับความนิยมเพียงข้ามคืน
จุดเริ่มต้นกระแสนี้มาจาก การเสียชีวิตของพล.ต.ต. ขุนพันธ์รักษ์ราชเดช ที่เป็นผู้สร้างจัดสร้างจตุคามรามเทพ
ตั้งแต่ปี 2529 โดยครั้งนั้น เพื่อนำรายได้มาจัดสร้างศาลหลักเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช

ในพิธีศพของ ขุนพัน มีการแจกจตุคามรามเทพ โดยมีผู้ที่มาร่วมงานหลายหมื่นคนเบียดเสียดกันเข้าไปแย่งกันจนมีทั้งเหตุเป็นลม เหยียบกัน

หลังจากนั้นจากการโหมรายงานตามสื่อต่างๆ ผู้คนต่างแห่แหนกันมาจับจอง และหาจตุคามรามเทพมาไว้บูชา
ชื่อของจตุคามรามเทพรุ่นต่างๆติดหูเราๆท่านๆ แม้จะไม่ได้ตั้งใจศึกษาหรือสนใจก็ตาม
ถนนทุกสายมุ่งสู่จังหวัดนครศรีะรรมราช
เกิดเหตุการณ์ต่างๆเกี่ยวกับพระและวัดที่จัดสร้างจตุคามรามเทพ วงการศาสนาพุทธสั่นสะเทือน
ท้องถนนทั่วไป ประชาชนทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ไม่ว่าชายหรือหญิง ต่างพากันแขวนจตุคามรามเทพ
เม็ดเงินที่เกี่ยวข้องกับวัตถุมงคลชนิดนี้ ในขณะนั้น ว่ากันว่าสูงถึงหมื่นล้านบาท ซึ่งสวนกระแสกับสภาพเศรษฐกิจในตอนนั้น
บางคนกล่าวว่า เป็น จตุคาม ช่วยชาติ
กระนั้น ไม่นานนัก กระแสจตุคามฟีเวอร์ ก็ลดลงไป รวดเร็วอย่างหน้าใจหาย คงเหลือไว้แต่วัตถุทรงจำในบ้านเรือนของผู้คน

จตุคามรามเทพถือเป็นข่าวเด่นในปีนี้ เพราะเป็นข่าวที่มีสะท้อนสภาพสังคม ความเชื่อของผู้คน และพิสูจน์ศรัทธาของชาวพุทธได้อย่างดี

หลวงพ่อปัญญา มรณภาพ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พุทธศาสนิกชนต้องสูญเสียพระผู้ใหญ่ไปอีกรูป เมื่อพระธรรมโกศาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี มรณภาพ จากอาการปอดอักเสบ ไตวายเฉียบพลัน
รวมอายุของหลวงพ่อ 97 ปี 77 พรรษา

หลวงพ่อปัญญาเป็น "สามสหายธรรม" ร่วมกับท่านพุทธทาส แห่งสวนโมกขพลาราม จ.สุราษฎร์ธานี และท่านบ.ช.เขมาภิรัต(พระราชญาณกวี อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร)
ท่านเป็นพระที่เด่นในด้านการสอนให้เข้าถึงธรรมโดยใช้ปัญญาพิจารณา และเทศนาต่อต้านมารร้ายที่หากินกับศาสนาโดยใช้พิธี กรรมต่างๆ เพื่อดึงดูดคนเข้าวัด เซึ่งเป็นสิ่งที่ให้ชาวพุทธส่วนใหญ่งมงาย หลงทาง จนคิดว่าสิ่งนั้นเป็นของพุทธศาสนา

ท่านเป็นพระที่ทำงานหนักมาก แม้ว่าสังขารจะไม่เอื้ออำนวย แต่ท่านก็สู้มาโดยตลอด โดยที่ไม่ยอมพัก เพราะท่านมีความสุขกับการได้ทำงาน
“งานคือชีวิต ชีวิตคืองานบันดาลสุข ทำงานให้สนุก มีความสุขกับการทำงาน” นั้นคือคำสอนของท่าน ที่ต้องการชี้ให้เห็นว่า ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน
ความหวังสูงสุดของหลวงพ่อคือการสร้างอุโบสถกลางนํ้าให้สำเร็จ โดยหลังให้เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ธรรมมะ
น่าเสียดายที่หลวงพ่อด่วนจากไปพร้อมกับภารกิจสุดท้าย กระนั้นการจากไปของท่านก็ได้สร้างจิตศรัทธาให้เกิดขึ้น ทำให้ปัจจัยต่างๆไหลเข้ามาช่วยเหลือในการดำเนินการสร้างอุโบสถกลางนํ้าให้สำเร็จ ไม่นานเกินรอ ความหวังสุดท้ายของหลวงพ่อปัญญาจะบรรลุผล
แม้หลวงพ่อปัญญาจะละสังขารไปแล้ว แต่ที่ยังคงอยู่ตลอดไป คืองานและคำสอนที่ท่านได้ฝากไว้ให้กับชาวพุทธทุกคน

ระเบิดดัง คดีเงียบ

รอยต่อช่วงปลายปี 2549 ถึงวันแรกของปีปี 2550 เกิดเหตุการณ์รุนแรงตั้งแต่วันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ เวลาประมาณ 6 โมงเย็น วันที่ 31 ธ.ค. 2549 เกิดระเบิดหลายจุดไล่เลี่ยกันในกทม. จุดแรกป้ายรถเมล์อนุสาวรีย์ชัย สมรภูมิ ฝั่งวิคตอรี่พอยต์ มีผู้เสียชีวิต 1 คน จุดที่ 2 หน้าร้านจุ่นซีดี ติดศาลเจ้าพ่อเสือ ตลาดคลองเตย มีผู้เสียชีวิต 1 คน จุดที่ 3 ป้อมตำรวจ แยกสะพานควาย จุดที่ 4 ป้อมตำรวจปากซอยสุขุมวิท 62 พระโขนง จุดที่ 5 พบระเบิดตั้งเวลาซุกถังขยะลานจอดรถศูนย์การค้าซีคอน สแควร์ นอกจากนี้ยังมีที่จ.นนทบุรี คนร้ายลอบวางบึ้มข้างป้อมตำรวจจราจรแยกแคราย ทำให้ ตำรวจจราจรบาดเจ็บ

ต่อมา หลังเกิดเหตุผู้เกี่ยวข้องสั่งยกเลิกจัดงาน "เคานต์ดาวน์" นับถอยหลังขึ้นปีใหม่ 2007 ที่ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ถนนราชดำริ และสนามหลวงทันที

หลังเที่ยงคืน เกิดเหตุระเบิดอีกลูกที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะหน้าห้างเกษรพลาซ่า ใกล้แยกราชประสงค์ และลานเบียร์สดร้านเบสต์ซีฟู้ด ริมคลองแสนแสบใกล้ท่าเรือประตูน้ำ ทั้ง 2 จุด อยู่ตรงข้ามกับศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ที่กทม.สั่งยกเลิกจัดงานเคานต์ดาวน์ไปหมาดๆ มีคนเจ็บ 5 ราย เป็นชาวต่างชาติ 3 ราย

นอกจากนี้ ยังมีระเบิดที่ทั้งระเบิดจริง ไม่ระเบิดอีกมากมายในปีนี้ ทั้งระเบิดที่ตู้โทรศัพท์ ใกล้ที่ทำการกองทัพบก ระเบิดที่ทำการพรรคพลังประชาชน ระเบิดบ้านผู้สมัครสส. วัตถุต้องสงสัยหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย ฯ

ไม่น่าเชื่อว่าคดีระเบิดทั้งหมดนี้ ยังไม่มีคดีไหนสังคดีที่หาสาเหตุ ที่มาหรือจับตัวคนร้ายมาลงโทษได้เลย

ข่าวการระเบิดจึงเป็นข่าวดัง แล้วเงียบที่สุดในปีนี้
อย่างไรก็ตาม หวังว่าปีหน้าคงจะไม่มีข่าวเสียงดังๆแบบนี้ให้คนไทยได้ยินอีก

โศกนาฏกรรมวันทูโก กับความปลอดภัยของโลวคอสต์แอร์ไลน์

ถือเป็นเหตุการณ์ที่ช็อคทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ เมื่อในวันที่ 16 กันยายน สายการบินวัน ทู โก เที่ยวบิน 269 นำผู้โดยสารชาวไทย 67 คน และชาวต่างชาติ 56 คน จากท่าอากาศยานดอนเมือง ขณะร่อนลงจอดท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ประสบอุบัติเหตุไถลออกนอกรันเวย์ เครื่องระเบิดเกิดไฟไหม้

มีผู้เสียชีวิตเกือบ 90 ราย เป็นชาวต่างชาติ 55 ราย คนไทย 34 ราย รวมทั้งกัปตันและนักบินทั้ง 2 คน และยังมีผู้บาดเจ็บ 41 ราย เป็นชาวต่างชาติ 24 ราย คนไทย 17 ราย ลูกเรือรอดชีวิต 2 ราย จากทั้งหมด 5 ราย

จะด้วยความผิดพลาดประการใดก็ตาม แต่เหตุการณ์นี้ได้ส่งผลกระทบต่อการคมนาคมทางอากาศของไทย และลดความน่าเชื่อถือของสานการบินโลว์คอสต์แอร์ไลน์ไปพักหนึ่ง
ขณะที่ก็มีสื่อต่างๆออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับสายการบินต้นทุนตํ่าออกมา รวมถึงวิเคราะห์ถึงความปลอดภัยในการใช้บริการ
ดังนั้น กว่าจะเรียกความเชื่อมั่นของผู้โดยสารกลับมา สายการบินหลายแห่งคงต้องทำงานหนัก และใช้เวลาพอสมควร

ที่แน่ๆข่าวนี้อาจทำให้หลายคนกลัวการใช้บริการเครื่องบินไปอีกนาน

ยุทรการปล้นแหลก

จากสภาพเศรษฐกิจที่ตกตํ่า ทำให้ปีนี้เป็นอีกปีหนึ่งที่เกิดคดีอาชญากรรมมากที่สุด โดยเฉพาะคดีปล้น ที่สร้างความปวดหัวให้กับเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก
สี่สถานที่ที่ถูกปล้นบ่อยที่สุดในปีนี้ได้แก่
ธนาคาร ใครจะไปคิดว่าในยุดนี้แล้ว ยังมีโจรอุกอาจ บุกเดี่ยวเข้าไปปล้นธนาคารเหมือนในหนัง แม้ว่าจะมีเบาะแสมากมาย แต่บางคดีคนร้ายกลับหอบเงินหนีลอยนวล
รถขนเงิน เป็นอีกแหล่งเป้าหมายของโจรหัวใส ที่ต้องการปล้นครั้งเดียวแต่ได้เงินมากๆ ส่วนใหญ่จะเป็นคนในด้วยกันเอง ดีหน่อยที่เงินจำนวนมากทำให้หลายคดีสามารถตามจับกุมผู้ร้ายได้
ร้านทอง กับความถี่และความเสียหาย ถือว่าการปล้นร้านทองในปีนี้เกิดขึ้นบ่อย และท้าทายกฏหมายอย่างมาก แม้ว่าแทบทุกร้านจะติดกล้องวงจรปิด แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มากนัก น้อยคดีที่จับกุมผู้กระทำผิดได้ เจ้าของร้านต้องหันมาหัดใช้ปืนหรือติดลูกกรงในร้านแทน
ร้านสะดวกซื้อ กลายเป็นร้านสะดวกปล้นไปแล้ว กับสโลแกนเปิด 24 ชม. ทำให้โจรสามารถเลือกเวลาที่ปลอดคน ปลอดตำรวจ ทำการปล้นได้ตลอด ระยะหลังนี้เกิดขึ้นบ่อยจนผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ ต้องจัดอบรมให้พนักงานรับมือเมื่อถูกปล้นกันแล้ว

นอกจากนี้ยังมีรายยิบย่อยปล้นรายทาง ปล้นบ้านอีกมากมาย
ข่าวนี้สะท้อนอะไรหลายอย่างในสังคม ฝากถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้อง ช่วยจัดการด้วย

หมูแฮม ชนดะ กับสองมาตรฐานในสังคม

ต้นเดือนกรกฏาคม นายกัณฑ์พิทักษ์ หรือหมูแฮม ปัจฉิมสวัสดิ์ อายุ 20 ปี บุตรชายนายกัณฑ์เอนก ปัจฉิมสวัสดิ์ และนาง สาวิณี ปะการะนัง อดีตนางสาวไทยปี 2527 ขับรถเบนซ์ สีดำ ทะเบียน ศศ 6699 กทม. ปาดให้รถปรับอากาศร่วมบริการ สาย ปอ.513 ทะเบียน 12-0939 กทม. ขับโดยนายสถาพร อรุณศิริ หยุดรถบริเวณหน้าป้อมตำรวจจราจร ปากซอยสุขุม วิท 26 แยกอารีย์ เขตวัฒนา กทม. ก่อนจะมีปากเสียงกัน
หมูแฮมใช้ก้อนหินทุบหน้าคนขับรถเมล์ ก่อนกลับเข้าไปนั่งในรถเบนซ์แล้วขับพุ่งชนผู้โดยสารบนทางเท้าจนบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน นายกัณฑ์พิทักษ์อยู่ในอาการตัวเกร็ง มือหงิก ระหว่างถูกไทยมุงล้อมพังรถ

นายกัณฑ์เอนก บิดา ออกมาบอกว่า บุตรชายมีอาการทางประสาท ชักเกร็ง และเคยเข้ารักษาที่สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ จนเกิดข้อสงสัยของหลายคนว่าทำไมผู้ที่มีอาการทางประสาทจึงมีใบขับขี่
นอกจากนี้ ยังมีกระแสโจมตีของสังคมเนื่องจากบิดาหมูแฮมให้สัมภาษณ์ถึงฝ่ายผู้เสียหายทำนองแบ่งชนชั้นในสังคม ว่าเป็นชนชั้นล่าง
รวมทั้งการดำเนินคดีเอาผิดที่ล่าช้า ซับซ้อน ทั้งๆที่เป็นคดีใหญ่ สะเทือนขวัญ มีผู้เสียชีวิต แต่เหมือนเรื่องกลับเงียบหายไป

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พ.ย. พนักงานสอบสวน สน. ทองหล่อ นำตัวหมูแฮม อายุ 20 ปี พร้อมความเห็นสั่งฟ้อง 3 ข้อหา ประกอบด้วย ฆ่าคนตายโดยเจตนา พยายามฆ่าผู้อื่น และทำร้ายร่างกายผู้อื่นทำให้ได้รับบาดเจ็บ ส่งมอบอัยการ จากนั้นญาติยื่นหลักทรัพย์มูลค่า 1 ล้านบาท ประกันตัวหมูแฮมออกไป

ข่าวนี้ชี้ให้เห็นถึงอะไรหลายอย่าง ทั้งด้านสังคมและกฏหมาย ลองมาคิดดูว่าถ้าคดีนี้ผู้ต้องหาเป็นคนธรรมดา ไม่ได้เป็นลูกคนดัง ไม่ได้เป็นลูกอดีตตำรวจ รูปคดีจะเป็นแบบนี้หรือไม่

กระแสโลกร้อน

ในรอบปีที่ผ่านมา กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมถูกปลุกให้ตื่นอีกครั้งในทั่วโลก ประเทศไทยเองก็เช่นกัน
ที่เป็นเช่นนั้น อาจเพราะหลายคนเริ่มรู้สึกได้ถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆที่เริ่มรุนแรงขึ้น ทั้งพายุ นํ้าท่วม ดินถล่ม ภัยแล้ง ฝนตกหนัก อากาศร้อนจัด ฯ
เราจึงได้เห็นการรณรงค์จากหลายองค์กรตลอดทั้งปี จนโลกร้อนกลายเป็นกระแสไป
มีหลายอย่างเกิดขึ้นในวงการธุรกิจ อาทิ หนังสือเกี่ยวกับโลกร้อนที่ออกมาเยอะและขายดิบขายดี เสื่อที่สกีนข้อความเพื่อสิ่งแวดล้อมก็ได้รับความนิยม ถุงผ้าที่รณรงค์ให้นำมาใช้แทนถุงพลาสติกที่เห็นหลายคนใช้อย่างจริงจัง เป็นต้น

ทว่า ก็ยังมีบางองค์กรกลับถือโอกาสนำเรื่องโลกร้อนมาใช้แสวงหาผลประโยชน์ โดยการนำกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาแฝงการโฆษณาต่างๆ
หลายองค์กรพยายามทำกิจกรรมเอาหน้าว่ารักษาสิ่งแวดล้อม ปลูกป่า ขณะที่โรงงานในเครือปล่อยควันและนํ้าเสียลงสู่ชุมชน
ข่าวโลกร้อน เป็นข่าวใหญ่ที่มีผลการทบต่อคนทุกคน เราอยู่บนโลกใบเดียวกัน ถ้าเราไม่ช่วยกันรักษา แล้วจะให้ใครมารักษา

การเมืองไทย วุ่นไม่จบ

ในปีนี้ แม้ว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ และผ่านพ้นการเลือกตั้งมาแล้ว แต่ความวุ่นวายทางการเมืองก็ยังคงไม่จบไม่สิ้นเสียที

ผลการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้ง ได้ 233 ส.ส. ประชาธิปัตย์ ได้ 165 ส.ส. ทว่าเมื่อพลังประชาชนไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง การจัดตั้งรัฐบาลจึงไม่สะดวกราบรื่น

ยังต้องมีการจับขั้ว รวมขั้ว ต่อรองผลประโยชน์กันให้เห็นกันอยู่ และการเมืองไทยคงจะไม่พัฒนาไปจากเดิมเท่าไหร่
 


สรุป 10 ข่าวเด่นปี 2007

โดย มติชน

ประท้วงพม่า

1.ประท้วงพม่า

การประกาศขึ้นราคาเชื้อเพลิง 500 เท่าของรัฐบาลพม่ากลายเป็นชนวนทำให้เกิดการประท้วงใหญ่โตขึ้นมาในเดือนกันยายน พระสงฆ์จำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วประเทศอยู่นานเป็นสัปดาห์ ก่อนที่รัฐบาลพม่าจะตัดสินใจใช้กำลังในการปราบปรามพระสงฆ์ตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 25 กันยายน แต่เหตุการณ์บานปลายไปเพราะประชาชนออกมาประท้วงมากขึ้น นำไปสู่การใช้กำลังสลายม็อบและเป็นที่มาของการสังหารนักข่าวญี่ปุ่นที่กำลังทำข่าวการประท้วงอยู่ โดยจากการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าสิบคน

2.วิกฤตปากีสถาน

สถานการณ์บ้านเมืองในปากีสถาน เริ่มคุกรุ่นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม หลังจากที่ทหารปากีสถานบุกเข้าไปในมัสยิดแดงในกรุงอิสลามาบัด เพื่อปราบปรามกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงที่ใช้มัสยิดแห่งนี้เป็นฐานที่มั่น เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบร้อยคน สถานการณ์ในปากีสถานตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งวันที่ 18 ตุลาคม นางเบนาซีร์ บุตโต อดีตนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เดินทางกลับประเทศบ้านเกิดหลังลี้ภัยอยู่ในต่างแดนนานถึง 8 ปี แต่ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเหยียบแผ่นดินเกิด ก็เกิดระเบิดขึ้น 2 ครั้ง รับขบวนรถที่นางบุตโตกำลังนั่งอยู่ซึ่งรายล้อมด้วยผู้คนจำนวนมาก บุตโตรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่มีผู้ต้องสังเวยชีวิตจากเหตุระเบิดดังกล่าวถึง 139 คน

เดือนพฤศจิกายน มูชาร์ราฟประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้นและประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นในวันที่ 8 มกราคม 2008 โดยมีบุตโตร่วมชิงชัยครั้งนี้ด้วย แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ในวันที่ 27 ธันวาคม บุตโตถูกลอบสังหารระหว่างการหาเสียงอยู่ที่เมืองราวัลพินดี ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 20 คน

อัล กอร์, โช ซึง ฮุย, เพกกา-เอริค ออวิเนน

3.ราคาน้ำมันพุ่ง

ปี 2007 นับเป็นปีของการทำสถิติราคาน้ำมันสูงสุดอยู่ตลอดเวลา โดยราคาน้ำมันดิบที่ทำสถิติสูงสุดแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 99.62 ดอลลาร์ ผลกระทบเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นมีไปทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยที่ทำให้ข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจไม่ได้กระเตื้องขึ้นเท่าไหร่ คาดกันว่า ปีหน้าเราอาจจะได้เห็นราคาน้ำมันโลกทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลแน่นอน

4.ไซโคลนบังกลาเทศ

ภัยธรรมชาติที่ดูจะรุนแรงมากที่สุดในรอบปี คงจะหนีพ้นพายุไซโคลนที่ถล่มบังกลาเทศเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตราว 3,300 คน และประชาชนอีกนับแสนต้องไร้ที่อยู่อาศัย ขณะที่การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบากเพราะถนนหลายสายถูกพัดหายไปเนื่องจากคลื่นยักษ์ที่พัดถล่มเข้ามา ถนนบางเส้นก็เต็มไปด้วยต้นไม้ที่หักโค่นล้มระเนระนาด

5.สงครามอิรัก

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอิรักปีนี้ ก็ยังคงมีให้เห็นอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงเหตุระเบิดพลีชีพที่มีให้เห็นตลอดทั้งปี เริ่มตั้นแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่มีการวางระเบิดหนัก 1 ตัน บนรถบรรทุกในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของอิรัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 130 คน บาดเจ็บอีกกว่า 300 คน เดือนสิงหาคมมีการวางระเบิดรถบรรทุก 4 ครั้ง ทางตอนเหนือของอิรัก ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 คน ในขณะที่จำนวนทหารอเมริกันที่จบชีวิตลงในอิรักก็เข้าใกล้ 4,000 นาย เข้าไปทุกที

6.โลกร้อนๆ

ภาวะโลกร้อนนับเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีการพูดถึงอย่างมากในปี 2007 ปีที่สภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนอย่างน่าใจหาย รายงานผลกระทบเกี่ยวกับโลกร้อนออกมาให้เห็นอยู่ตลอด แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้นกับมวลมนุษยชาติ หากยังไม่หันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ หนึ่งในผู้ที่ออกมาประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงอันตรายจากภาวะโลกร้อน ก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพไปครองจากการทุ่มเทกำลังใจกำลังกายให้ชาวโลกได้ตระหนักถึงภัยโลกร้อน

7.นักเรียนปืนโหด

โช ซึง ฮุย นักศึกษาเกาหลีใต้ แห่งมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย เทค ก่อเหตุกราดยิงเพื่อนนักเรียนด้วยกันเมื่อวันที่ 16 เมษายน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 32 คน และบาดเจ็บอีกว่า 20 คน โดยนายโชได้ปลิดชีพตัวเองหลังจนมุมเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนสาเหตุมาจากสภาพจิตใจของนายโชที่มีความเก็บกดและสะสมนานเข้าจนกลายเป็นที่มาของโศกนาฏกรรมครั้งประวัติศาสตร์ของสหรัฐ

เดือนพฤศจิกายน เกิดเหตุการณ์คล้ายกันขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์ โดยนายเพกกา-เอริค ออวิเนน นักเรียนมัธยมวัย 18 ปี ของโรงเรียนโจเคลา ตอนใต้ของฟินแลนด์ ก่อเหตุกราดยิงเพื่อนในโรงเรียนจนเสียชีวิต 8 คน ก่อนจะยิงตัวตายตามไป

8.แผ่นดินไหวญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเจอแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในรอบปี ที่เมืองคาชิวาซากิ จังหวัดนิอิงาตะ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.8 ริคเตอร์ โชคดีที่เหตุเกิดเมื่อตอนที่ประชาชนทยอยออกไปทำงานกันแล้ว จึงมีแต่รายงานผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 190 คน บ้านเรือนจำนวนมากได้รับความเสียหาย โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์เกิดไฟไหม้ขึ้น จนต้องสั่งปิดชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย

9.ตัวประกันเกาหลีใต้

อาสาสมัคร 23 คน จากโบสถ์คริสต์ในเกาหลีใต้ ถูกกลุ่มทาลิบันจับไปเป็นตัวประกัน เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยทาลิบันยื่นคำขาดให้เกาหลีใต้ถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถานและห้ามส่งพวกคริสต์เข้าไปในอัฟกานิสถาน ดินแดนของชาวมุสลิมอีก ที่สุดแล้ว มีตัวประกันถูกสังหารไป 1 คน ส่วนที่เหลืออีก 22 คน ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระในเวลาต่อมา

10.ล้มราชวงศ์เนปาล

และแล้วระบอบการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเนปาลก็ถึงกาลอวสาน หลังจากเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา รัฐบาลชั่วคราวของเนปาลได้ประกาศเปลี่ยนประเทศเป็น สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตย และเลิกล้มการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่มีมายาวนานหลายร้อยปี โดยจะมีผลในทางปฏิบัติหลังการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในเดือนเมษายน 2008

ทั้งนี้ การปกครองของเนปาลเข้าสู่สภาวะวิกฤตเมื่อกษัตริย์คยาเนนทราคว่ำรัฐบาล ประกาศยุบสภา และยึดครองอำนาจในการปกครองประเทศแบบเบ็ดเสร็จเมื่อปี 2548 ทำให้มีการเดินขบวนประท้วงทั่วประเทศ นำไปสู่ความรุนแรงจนพระองค์ต้องสละอำนาจและฟื้นระบบรัฐสภาขึ้นใหม่ ทำให้มีการจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวที่ประกาศจะยกเลิกระบอบกษัตริย์ในที่สุด


ไทม์ยกย่อง"ปูติน"บุคคลแห่งปี2007


ไทม์ยกย่อง"ปูติน"บุคคลแห่งปี2007


นิตยสารไทม์ ประกาศให้ "วลาดิเมียร์ ปูติน " เป็นบุคคลแห่งปี สมัยที่ 2 สามารถนำพาประเทศให้เป็นประเทศมหาอำนาจ และ พลิกฟื้นเศรษฐกิจของรัสเซียให้มั่นคง

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ผู้ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่ง ได้รับการประกาศให้เป็นบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทมส์ ประจำปี 2007 เนื่องจากสามารถนำพาประเทศชาติให้กลับไปเป็นประเทศมหาอำนาจได้ สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจของรัสเซียให้มั่นคงด้วยรายได้จากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ประธานาธิบดีปูตินได้ขึ้นปกนิตยสารไทมส์ ในฐานะบุคคลที่บรรณาธิการนิตยสารไทมส์ เชื่อว่า เป็นบุคคลที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีขึ้นหรือเลวลง

ด้านริชาร์ด เตนเกล บรรณาธิการผู้บริหารของนิตยสารไทมส์ ชี้แจงสาเหตุที่เลือกให้ประธานาธิบดีปูตินเป็นบุคคลแห่งปีว่าไม่ใช่เพราะการเป็นนักพูด แต่เป็นเพราะการที่เขา “ยืนอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างอย่างมั่นคงทั้งเสรีภาพ และ การคัดเลือก ในประเทศที่แทบจะไม่เคยรู้จักสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลานับร้อยปี” เป็นผู้ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในการเป็นผู้นำที่พาประเทศไปสู่ความมั่นคง และนำรัสเซียกลับมาสู่เวทีของประเทศหาอำนาจ และนี่คือคุณสมบัติที่ทำให้ไทมส์นิตยสารไทมส์ประกาศให้ประธานาธิบดีปูตินเป็นบุคคลแห่งปี เป็นครั้งที่ 2 แล้ว
มีรายงานว่า นิตยสารไทมส์ ได้คัดเลือกประธานาธิบดีปูตินจากคู่แข่งหลายคน รวมทั้งอดีตรองประธานาธิบดีอัล กอร์ของสหรัฐฯ เจ.เค. โรว์ลิ่ง นักเขียนชื่อดังของสหรัฐฯ และประธานาธิบดี หู จิ่นเทา ผู้นำจีน


ทั้งนี้ นายปูติน ส่งทายาททางการเมืองเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีรัสเซียแทน หลังจากที่เขาไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ 3 สมัยติดต่อกันตามข้อบังคับของรัฐธรรมนูญ ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่า นายปูติอาจแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีอำนาจเหนือประธานาธิบดีแทน
 

ที่มาจากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์


ไทมส์ทำเท่ยก“คุณ” ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบุคคลแห่งปี ::

./ boonpong

..ไทมส์ทำเท่ยก“คุณ” ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตบุคคลแห่งปี ::.."

 

สร้างความฮือฮาอีกครั้งเมื่อการประกาศชื่อ “บุคคลแห่งปี” ของนิตยสารไทมส์ ประจำปี 2549 วางแผงเมื่อ 18 ธ.ค. ประกาศชื่อให้ “ยู” หรือพวกคุณ ซึ่งอาจเป็นตัวท่านผู้อ่านเอง คว้ารางวัลนี้ไปครอง ระบุคือใครก็ตามที่สร้างสรรค์และใช้เว็บไซต์บนอินเตอร์เน็ตจนทำให้เกิดเนื้อหาข่าวสารมากมาย อาทิ เว็บไซต์เครือข่ายบนอินเตอร์เน็ตอย่าง “มายสเปซ” และเว็บไซต์แลกเปลี่ยนไฟล์วีดิโออย่าง “ยูทิวบ์” เป็นต้น ในฐานะที่คนในยุคปัจจุบันเป็นผู้ครอบครองสื่อทั่วโลก และ เป็นผู้กำหนดทิศทางประชาธิปไตยในยุคดิจิตอลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

เลฟ กรอสแมน นักเขียนด้านเทคโนโลยี ระบุ ในนิตยสารว่า บรรดาผู้สร้างสรรค์รวมทั้งผู้ใช้เว็บไซต์ ทางอินเตอร์เน็ตได้สร้างแหล่งชุมชนและการร่วมมือกันซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นพลังจากการช่วยเหลือจุดเล็กๆที่ส่งถึงผู้อื่นโดยไม่ได้ผลตอบแทนใด อีกทั้งยังมิใช่เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงโลก แต่เป็นการเปลี่ยน แปลงวิธีที่โลกเปลี่ยนแปลงไป

หน้าปกของไทมส์ฉบับ “บุคคลแห่งปี” ดังกล่าว เป็นภาพกระจกบนหน้าจอคอมพิวเตอร์สะท้อนเงาผู้หยิบอ่าน ซึ่งริชาร์ด สเตงเจล ระบุในบทบรรณาธิการของหนังสือว่า บุคคลผู้สะท้อนในกระจกนั่นก็คือผู้มีส่วนในการเปลี่ยนผ่านยุคสารสนเทศในปัจจุบัน ซึ่งสื่อทางอินเตอร์เน็ตเหล่านี้นำเสนอข่าวสารฉับไวกว่าเที่ยงตรงกว่าสื่อในแบบเก่า เอาชนะตัวเก็งสำคัญอย่างมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้นำอิหร่าน ประธานาธิบดี หู จิ่น เทา แห่งจีน นายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ เป็นต้น

นิตยสารไทมส์เริ่มประกาศรายชื่อบุคคลแห่งปี ตั้งแต่ปี 2470 กลายเป็นกระแสขัดแย้งหลายคราว เช่นเมื่อครั้งที่อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้รับการคัดเลือกในปี 2481 เป้าหมายการประกาศบุคคลแห่งปีของนิตยสารไทมส์ ก็เพื่อคัดเลือกบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีผลกระทบต่อข่าวสารและวิถีชีวิตของคนทั่วไป ทั้งด้านดีและลบ และผู้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในปีนั้นๆ ก่อนหน้านี้ ไทมส์เคยประกาศ “บุคคลแห่งปี” ให้แก่บุคคลที่ไม่มีตัวตนจริงมาแล้ว เช่น ประชากรอายุต่ำกว่า 25 ปีทั่วโลก ในปี 2509, สตรีอเมริกันในปี 2518 และคอมพิวเตอร์ ในปี 2525 และเมื่อปีที่ผ่านมา ผู้ได้รับคัดเลือก ได้แก่ มหาเศรษฐีบิล เกตส์ และเมลินดา เกตส์ ภริยา รวมทั้งโบโน นักร้องนำชาวไอริชแห่งวงยูทู

ด้านเว็บไซต์ “มายสเปซ” มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆกว่าวันละ 300,000 คน จนยอดผู้ใช้มีมากกว่า 130 ล้านคนทั่วโลก ปัจจุบันถูกซื้อโดยสถานีโทรทัศน์ ชื่อดังมูลค่ากว่า 580 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 20,300 ล้านบาท ขณะที่เจ้าของเว็บไซต์ “กูเกิ้ล” เพิ่งซื้อเว็บไซต์แลกเปลี่ยนข้อมูล “ยูทิวบ์” ซึ่งมีผู้เข้าชมกว่า 100 ล้านครั้งต่อวัน ด้วยมูลค่ากว่า 1,650 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 58,000 ล้านบาท.
 


นักบินอวกาศจัดอันดับ 10 ของกินน่าหม่ำที่สุด


   การเดินทางไปอวกาศครั้งหนึ่งๆ มักไปเป็นเวลาหลายวัน ดังนั้นเรื่องหนึ่งที่สำคัญสำหรับการเดินทางคือเรื่องการกิน ดังประโยคที่ว่า "กองทัพเดินด้วยท้อง"

   นักบินอวกาศรุ่นเก่ามักบ่นถึงอาหารอวกาศว่า "ไม่น่ากิน" อย่าง จอห์น เกลน เห็นว่า การกินอาหารบนอวกาศนั้นน่ะง่าย แต่อาหารที่ให้เลือกนี่สิเป็นปัญหา เพราะมีให้เลือกไม่กี่อย่างเลย

   หลังจากที่นักบินอวกาศรุ่นแรกๆ บ่น ถึงอาหาร เช่น "นัก บินรุ่นยานเมอร์คิว รี่" ที่ต้องกินอาหารเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆ ที่แห้งและแห้ง ดูดน้ำกึ่งเหลวในหลอดอะลูมิเนียม มีความเห็นพ้องว่า อาหารไม่อร่อยเลยและไม่ชอบดูดน้ำจากหลอดอะลูมิเนียม องค์การนาซ่าจำเป็นปรับปรุงอาหารให้กินง่ายขึ้น ถูกปากมากขึ้นและมีอาหารให้เลือกหลากหลาย

   นักบินอวกาศรุ่นถัดมา คือ "รุ่นยานเจมินี่" จึงมีอาหารเพิ่มขึ้นหลายอย่าง เช่น กุ้งค็อกเทล ไก่ ผัก บัตเตอร์สกอตพุดดิ้ง แอปเปิ้ลซอส อาหารรุ่นนี้ยังเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กและเคลือบด้วยเจลาตินเพื่อป้องกันการแตกป่น และจัดอยู่ในแพ็กเกจที่ดีขึ้น ทำให้คุณภาพอาหารดีขึ้นไปด้วย

   นักบินอวกาศรุ่น "ยานอพอลโล" เป็นรุ่นแรกที่มีน้ำร้อนให้ มีการนำเทคโนโลยีสกัดน้ำออกจากอาหาร ทำให้รสชาติอาหารดีขึ้น และยังมีเมนู "สพูนโบล" เป็นรุ่นแรก คือเมื่อเปิดถ้วยพลาสติกออกมาจะมีอาหารและใช้ช้อนตักกิน

   นักบินอวกาศรุ่น "สกายแล็ป" มีพื้นที่สำหรับกินอาหารและมีโต๊ะไว้ให้นั่งกิน มีช้อน ส้อม มีด ตู้เย็น และมีอาหารให้เลือก 72 ชนิด

   ส่วนนักบินรุ่น"กระสวยอวกาศ" มีอาหารพื้นฐานให้เลือก โดยหลังจากกินมาแล้ว 7 วัน อาหารถึงจะซ้ำ และยังเลือกรายการอาหารที่ชอบได้ด้วย แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากนักโภชนาการเสียก่อน เพื่อจะควบคุมอาหารให้เพียงพอต่อความจำเป็นของร่างกายได้


   น้ำหนักของอาหารนั้นจะคำนวณไว้ว่าให้มีน้ำหนัก 3.8 ปอนด์ต�อคนต�อวัน โดย 1 ปอนด์ก็เป็นน้ำหนักของแพ็กเกจอาหารไปแล้ว จึงเหลืออาหารเต็มๆ แค่ 2.8 ปอนด์ ส่วนผักอย่างเช่น แครอตและขึ้นฉ่ายนั้น มีให้กินสดๆ 2 วันแรก ถ้าไม่กินจะเน่าเสีย

   ปัจจุบัน อาหารอวกาศมีให้เลือกค่อนข้างมาก โดยเป็น "อาหารที่สกัดเอาน้ำออกแล้ว" เช่น ซุปไก่ ครีมเห็ด มะกะโรนีชีส ข้าวกับไก่ ไข่คน "อาหารที่ผ่านความร้อนเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์และเอนไซม์" เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่าในกระป๋อง พุดดิ้งในถ้วยพลาสติก ชิกเก้นอลาคิงที่อยู่ในห่อและต้องใช้กรรไกรตัดก่อนที่จะนำออกมากิน "อาหารที่มีความชื้นพอประ มาณ" คือสกัดเอาความชื้นออกเพื่อป้อง กันจุลินทรีย์ แต่ขณะเดียวกันก็ยังคงความชื้นอยู่ 15-30% เพื่อให้อาหารมีความนุ่ม เช่น ลูกพีชแห้ง ลูกแพร์แห้ง ลูกแอปปริคอตแห้ง เนื้อแห้ง "อาหารตามธรรมชาติ" คืออาหารที่มีรูปแบบตามธรรมชาติ แค่ตัดซองด้วยกรรไกรก็นำมากินได้เลย เช่น ถั่ว กราโนล่าบาร์ และคุกกี้ "อาหารที่ผ่านการฉายรังสี" สำหรับอาหารประเภทนี้ ตอนนี้มีเมนูเดียวเท่านั้น คือสเต๊กเนื้อ

   เมื่อมีรายการอาหารรวมทั้งเครื่องดื่มให้เลือกมากขึ้น จึงมีอาหารและเครื่องดื่มซึ่งเป็นเมนูในดวงใจของเหล่านักบินอวกาศ

   10 อันดับอาหารและเครื่องดื่มโปรดที่ได้รับการโหวตจากเหล่านักบินให้เป็น "อาหารอวกาศ" มีดังนี้


    อันดับแรกนั้นคือ "ช็อกโกแลตเอ็มแอนด์เอ็ม" เจ้าของสโลแกน "ละลายในปาก แต่ไม่ละลายในมือ" ที่จริงแล้ว องค์การนาซ่าไม่ได้ระบุว่าเป็นช็อกโกแลตยี่ห้อนี้ เพราะเกรงว่าจะเป็นการโฆษณา จึงระบุแต่เพียงว่าเป็นช็อกโกแลตเคลือบเท่านั้น แต่เมื่อปี 1996 แชนนอน ลูซิด นักบินอวกาศหญิงเป็นผู้เปิดเผยยี่ห้อ โดยกล่าวว่า "บนสถานีอวกาศเมียร์น่าจะมีช็อกโกแลตเอ็มแอนด์เอ็มมากกว่านี้"

    อันดับ 2 เป็นของหวานอีกเช่นกัน คือ "ไอศกรีม" ไอศกรีมแท่งนี้แห้งเหมือนกับชอล์กและไม่เย็น แต่เมื่อเอาเข้าปากไปแล้ว มันละลายและมีรสชาติเหมือนกับกินไอศกรีมจริงๆ การนำไอศกรีมขึ้นไปบนอวกาศนั้น ต้องสกัดน้ำออกให้หมดและไม่จำเป็นต้องแช่ในตู้เย็นเพื่อให้มันแข็ง

    ต่อมาคือ "น้ำส้ม" มาในรูปผงน้ำส้ม ยี่ห้อดังที่นาซ่าใช้คือ "แท็ง"

    อันดับ 4 "โค้กและเป๊ปซี่"

     ปี 1985 นาซ่าให้ทั้งโค้กและเป๊ปซี่ขึ้นไปบนอวกาศ โดยนาซ่าให้เอาขึ้นไปทั้งกระป๋องแต่ประดิษฐ์ฝาเปิดให้ เพื่อนักบินอวกาศจะได้รับรสชาติเต็มๆ ของเครื่องดื่มรสที่ว่า แต่การทดลองนี้ประสบความล้มเหลวเพราะแรงโน้มถ่วงที่เท่ากับศูนย์รวมทั้งไม่มีตู้เย็น ต่อมานาซ่าจึงให้ทดลองขึ้นไปอวกาศอีกครั้ง โดยให้มีอยู่ในรูปถ้วยอัดด้วยความดันและมีที่เปิดถ้วย นักบินอวกาศจึงดื่มได้ตามใจปรารถนา

    อันดับ 5 "สไปซี่กรีนบีน" หรือ "ถั่วเขียวรสเผ็ด" เมนูเด็ดของเชฟ "เอมเมอริล ลากาส" หนึ่งในเชฟหลายคนที่ได้รับเชิญจากองค์การนาซ่าให้มาทดลองกับลิ้นนักบินอวกาศ

    อันดับ 6 "แคนาสแน็ก" คือคุกกี้ของแคนาดา เป็นคุกกี้โอ๊ตมีขนาดพอคำและเอามาประกบกัน ตรงกลางจะเป็นครีมเมเปิ้ล ครีมราสเบอร์รี่ ครีมบลูเบอร์รี่ ครีมน้ำผึ้ง ครั้งแรกที่นำขึ้นมาบนอวกาศคือ เมื่อนายเดฟ วิลเลียมส์ นักบินอวกาศชาวแคนาดาขึ้นมากับยาน STS-118 การที่ทำให้คุกกี้อยู่ในขนาดพอดีคำนั้นก็เพื่อจะได้ให้เข้าปากง่ายๆ ไม่มีเศษคุกกี้หล่นลงมา "แคนาสแน็ก" บรรจุอยู่ในซองสุญญากาศและบนคุกกี้มีสัญลักษณ์ใบเมเปิ้ลอยู่ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของแคนาดา

    อันดับ 7 "สเปซ แรม ซุป" หรือ "สเปซ ราเม็ง ซุป" คือ บะหมี่ถ้วย นักบินอวกาศที่นำมากินคนแรกแน่นอนว่าต้องเป็นสัญชาติญี่ปุ่น คือ นายโซอิจิ โนกูจิ ที่เดินทางมากับยาน STS-114 เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ราเม็งของยี่ห้อนิชชินดัดแปลงให้เป็นก้อนกลม ส่วนน้ำซุปนั้นให้แช่อยู่ในน้ำร้อนขนาด 70 องศาเซลเซียส เพราะบนอวกาศไม่มีน้ำเดือดให้ โดยมีให้เลือก 4 รส คือ รสซอสถั่วเหลือง รสเต้าเจี้ยวญี่ปุ่น หรือ มิโสะ รสกะหรี่และรสหมู

    อันดับ 8 "แอนไทแมตเทอร์" เป็นเครื่องดื่มให้พลังงานประเภทเดียวกับกระทิงแดง ผสมด้วยไวตามินและเกลือแร่ ผลิตโดยบริษัทไมโครกราวิตี้เอนเตอร์ไพรซ์

   อันดับ 9 "เมล็ดมะเขือเทศและเมล็ดเบซิล" เป็นเมล็ดพืชที่ยานอวกาศขนไปมากที่สุด นางบาบร่า มอร์แกน นักบินอวกาศของแคนาดาที่ขึ้นไปกับยาน STS-118 หวังว่าเมื่อลงกลับพื้นโลกแล้ว จะให้เด็กๆ นำมาทดลองปลูก เพื่อเทียบเคียงดูว่า เมล็ดพืชที่ขึ้นไปบนอวกาศกับเมล็ดพืชที่อยู่บนโลก อย่างไหนเมื่อปลูกแล้วจะมีความเอร็ดอร่อยมากกว่ากัน

    อันดับ 10 "ค็อกเทลกุ้ง" เป็นอาหารว่าง ถูกปากนักบินอวกาศเกือบทุกคน

ข้อมูล : สเปซด็อตคอม


schrödinger's Cat

วันที่ 7 เดือนมิถุนายน ปี 1935 แอร์วิน ชเรอดิงเง่อร์ (Erwin Schroedinger) เขียนจดหมายแสดงความยินดีถึงอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เกี่ยวกับการตีความปัญหาสำคัญประการหนึ่งในกลศาสตร์ควอนตัม (ต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนาม EPR) หลังจากนั้นไม่นาน (พฤศจิกายน 1935) เขาก็ตีพิมพ์บทความปัญหาขัดแย้งที่สำคัญอีกอันของทฤษฎีควอนตัม




ใส่แมว อะตอมกัมมันตรังสี (radioactive atom) เครื่องตรวจกัมมันตรังสี (ตรวจจับอนุภาคเอลฟ่า-alpha particle) ขวดยาพิษ และกลไกอีกเล็กน้อยลงในกล่องเดียวกัน ถ้านิวเคลียสอะตอมกัมมันตรังสีสลายตัว จะปล่อยอนุภาคเอลฟ่าออกมา ถ้าเครื่องตรวจกัมมันตรังสี ตรวจพบอนุภาคเอลฟ่า จะเปิดกลไกทุบขวดยาพิษให้แตก ถ้าขวดยาพิษแตก แมวตาย (100%) ถ้านิวเคลียสของอะตอมกัมมันตรังสีไม่สลายตัว แมวยังมีชีวิตรอด (100%)

การวางเงื่อนไขปัญหา paradox อันนี้ของชเรอดิงเง่อร์นับว่าหลักแหลมทีเดียว เพราะเชื่อมโยงกันทั้งโลกของควอนตัมและโลกของฟิสิกส์ยุคเก่า ก่อนที่ผู้สังเกตจะเปิดกล่อง ชะตากรรมของเจ้าแมวน้อยขึ้นอยู่กับฟังก์ชั่นคลื่น (wave function) ของอะตอม ซึ่งมีทั้ง 2 สถานะ ณ เวลาหนึ่ง ๆ คือสถานะสลายตัว และไม่สลายตัว ดังนั้นชเราดิงเง่อร์จึงบอกกับเราว่า เจ้าแมวน้อยนี้ก็จะมี 2 สถานะเช่นเดียวกัน (superposition) มันทั้งเป็นแมวตายและไม่ตายในเวลาเดียวกัน จนกระทั่งผู้สังเกตการณ์เปิดกล่อง เพื่อสังเกตแมวตัวนั้น ขณะเดียวกันก็เข้าไปแทรกแซงฟังก์ชั่นคลื่นของมัน เขาจึงสังเกตเห็นสถานะใดสถานะหนึ่ง ระหว่างศพแมวกับแมวหงุดหงิด (เพราะจับมันมาขัง) Curiosity may have killed a whole cat, but Schroedinger only killed half...
 


Singularity คืออะไร


Singularity Ambigram

เอกภาวะทางเทคโนโลยี (technological singularity) คือสมมุติภาพในอนาคต ที่อัตราของความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเข้าไกล้อนันต์. เราอาจใช้กฎของมอร์ในการทำนายว่าเมื่อใดเราไปถึงจุดนี้. นักทฤษฎีมีความเห็นไปในทางเดียวกันมากขึ้นว่า เอกภาวะจะเกิดขึ้นโดยการสร้างสรรของปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ การเชื่อมต่อของสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ (brain-computer interfaces) ของเอกมันต์ที่ฉลาดเหนือมนุษย์ เอกมันต์จะทำให้ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เกินกว่าศักยภาพของมนุษย์ที่จะไปเกี่ยวข้องหรือเข้าใจถึงกระบวนการดังกล่าวได้. นักอนาคตวิทยามีความเห็นหลากหลายในเรื่องว่าเอกภาวะจะเกิดขึ้นเมื่อใดและผลกระทบที่ตามมาของการเกิดขึ้นนี้ และในตอนนี้เอกภาวะปรากฎอยู่ในงานเขียนนิยายวิทยาศาสตร์หลายๆ เรื่องแล้ว.

เวอร์เนอร์ วินจ์ (Vernor Vinge) ตั้งคำ "singularity" ขึ้นมาเป็นคนแรก โดยเห็นว่า ถ้ารูปแบบกายภาพของเราสลายเป็นเอกภาวะที่ศูนย์กลางของหลุมดำ ดังนั้นรูปแบบของโลกในปัจจุบันต้องสลายเช่นกันเมื่อโลกสร้างเอกมันต์ที่ฉลาดกว่ามนุษย์ขึ้นมา.




เมื่อพล็อตการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่สำคัญของมนุษยชาติที่ผ่านมา 15 ครั้งบนกราฟล็อก-ล็อก พบว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นแบบเอ็กซ์โปเน็นเชียล หมายถึงเร็วมากในอัตราทศทวี (สิบเท่าของที่ผ่านมา) รายการของการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จัดเตรียมโดยหลายบุคคลและองค์กร อาทิ คาร์ล ซาแกน (Carl Sagan), พอล บอยเยอร์ (Paul D. Boyer), สารานุกรมบริเตน (Encyclopædia Britannica), พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งอเมริกา (American Museum of Natural History) และ มหาวิทยาลัยอาริโซนา (University of Arizona) รวบรวมโดย เรย์ เคิรซเวลล์ ( Ray Kurzweil).


นักสถิติ อัย. เจ. กู้ด (I. J. Good) เป็นคนแรกที่สำรวจแนวคิดของ "การระเบิดทางปัญญา" โดยกล่าวว่า จักรกลที่มีความฉลาดพ้นผ่านมนุษย์ไป จะมีความสามารถเพิ่มทวี (recursively augmenting) ความฉลาดของตัวเองได้ จนกระทั่งมันมีความฉลาดเหนือกว่าผู้สร้างลิบลิ่ว. ต่อมาในทศวรรษ 1980, วินจ์ได้กระจายแนวคิดนี้ในการบรรยาย บทความ และ นิยายวิทยาศาสตร์. เมื่อเร๊วๆ นี้ นักวิจัยทางปัญญาประดิษฐ์หลายคนได้แสดงความเป็นห่วงถึงศักยันตราย (ศักย + อันตราย) ของเอกภาวะ.



ทำผ้ากันน้ำด้วยพลาสมา

ผู้เขียน: ดร.สตรีรัตน์ โฮดัค (กำแพงแก้ว)

Lotus Effect ด้วยพลาสมา

    หลายคนคงเคยสงสัยว่า ทำไมหยดน้ำจึงกลิ้งบนใบบัวได้ พื้นผิวของใบบัวมีลักษณะพิเศษ ตรงที่มีความขรุขระเกิดจากการมีปุ่มขนาดประมาณ 10 ไมครอนกระจายอยู่ตามผิวใบบัว โดยที่แต่ละปุ่มก็จะมีปุ่มเล็ก ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ไมครอนกระจายอยู่รอบ ๆ ปุ่มใหญ่ ดังแสดงในรูปที่ 1 ด้วยเหตุผลนี้เอง จึงทำให้การสัมผัสของหยดน้ำกับพื้นผิวใบบัวน้อยกว่าที่จะเป็น เป็นสาเหตุให้เกิดปรากฏการณ์การไม่ชอบน้ำของใบบัวเกิดขึ้น (Lotus Effect)

62197

รูปที่ 1 แสดงลักษณะของพื้นผิวใบบัวที่เป็นปุ่ม

     ปรากฏการณ์ Lotus Effect นี้เป็นแรงบันดาลใจให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นวิธีการที่จะทำให้พื้นผิวใด ๆ มีความสามารถในการกันน้ำ เป็นที่รู้กันว่าวิธีการทางเคมีที่มีส่วนประกอบของฟลูออรีนเป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันมา วิธีการที่ผู้เขียนจะนำเสนอเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับการปรับปรุงสมบัติการไม่ซึมน้ำหรือสมบัติการเปียกน้ำยากของผ้า โดยผ่านกระบวนการอาบพลาสมาของแก๊สซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ (SF6) พลาสมานี้จะเกิดขึ้นในภาชนะสุญญากาศโดยใช้หลักการเหนี่ยวนำกำลังไฟฟ้าด้วยคลื่นความถี่วิทยุ (Radio Frequency: RF) เพื่อให้เกิดการส่งผ่านพลังงานแก่แก๊สในการเปลี่ยนสถานะจากแก๊สเป็นพลาสมา ผ้าที่ใช้ศึกษาซึ่งประกอบด้วย โพลีเอทธีลีนเทเรฟธอลเลต (polyethylene terephthalate :PET) ผ้าฝ้าย (cotton) ผ้าไหมแท้ (silk) และผ้าไหมผสมผ้าฝ้าย (mixed silk cotton) จะถูกปรับปรุงสมบัติการไม่ซึมน้ำภายใต้สภาวะพลาสมาที่แตกต่างกัน เช่น ความดันของพลาสมา SF6 กำลังวัตต์คลื่นความถี่วิทยุ รวมถึงเวลาที่ใช้ในการอาบพลาสมา ผ้าที่ผ่านการอาบพลาสมาแล้วจะถูกนำมาวิเคราะห์ทางกายภาพ โดยใช้เทคนิคกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกวาด (Scanning Electron Microscopy: SEM) เพื่อศึกษาถึงลักษณะพื้นผิวที่เปลี่ยนไป และใช้เทคนิค Atomic Force Microscope: AFM เพื่อวัดความขรุขระที่เกิดจากอันตรกิริยาของพลาสมากับผ้า พร้อมกับวิเคราะห์สมบัติการไม่ซึมน้ำ เช่น การวัดค่ามุมสัมผัสของน้ำ การจับเวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำหนึ่งหยดจดหมด ตลอดจนความเสถียรของสมบัติการไม่ซึมน้ำของผ้าเมื่อเวลาผ่านไป เพื่อมุ่งเน้นการทำความเข้าใจของผลจากพลาสมา ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ทางเคมีเชิงลึกเช่นกัน โดยศึกษาว่ามีพันธะเคมีใหม่ใดบ้างเกิดขึ้นบนพื้นผิวผ้า และพันธะเคมีนี้มีผลต่อสมบัติการไม่ซึมน้ำหรือไม่ อย่างไร และสามารถควบคุมปริมาณพันธะเคมีได้ด้วยเงื่อนไขสภาวะพลาสมาหรือไม่

 

62198

รูปที่ 2 แสดงภาพถ่ายของการทดลองการหยดน้ำบนผ้า

     รูปที่ 2(a) แสดงภาพถ่ายของหยดน้ำบนผ้าที่ยังไม่ผ่านการอาบพลาสมา รูปที่ 2(b) แสดงภาพถ่ายของหยดน้ำที่กำลังกลิ้งบนผ้าที่ผ่านการอาบพลาสมาแล้ว เพื่อให้การทำวิจัยเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยได้มีความคิดให้มีการเย็บผ้าสี่ชนิดดังกล่าวข้างต้นให้เป็นชิ้นเดียวดังรูปที่ 2(c) แล้วนำไปใส่สะดึงก่อนจะนำไปปรับปรุงด้วยพลาสมาสภาวะเดียวกัน และเพื่อให้การทดลองเป็นไปอย่างถูกต้องเป็นระบบตลอดงานวิจัย บริเวณผ้าที่จะนำมาวิเคราะห์สมบัติต่าง ๆ จะต้องเป็นบริเวณเดียวกัน นั่นคือ วัดจากจุดศูนย์กลางของสะดึงมา 3 เซนติเมตร ดังรูป 2(d)

ระบบพลาสมา

     เงื่อนไขสภาวะพลาสมาที่ใช้เป็นดังนี้ ช่วงความดัน 0.005-1 ทอรร์ ช่วงกำลังคลื่นความถี่วิทยุ 25-75 วัตต์ และเวลาที่ใช้ในการอาบพลาสมา 15 วินาที 1 นาที และ 5 นาที
โดยที่อุณหภูมิอิเล็กตรอนวัดได้ประมาณ 3 eV เป็นอุณหภูมิที่ไม่สูง จึงไม่ทำลายเนื้อผ้า รูปที่ 3(a) แสดงผ้าที่กำลังอาบด้วยพลาสมาของแก๊สซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์เกิดขึ้นในสุญญากาศ สำหรับผ้าที่ใช้ในการทดลองนั้นจะถูกวางไว้บนฐานรองรับซึ่งอยู่ที่ตำแหน่งกึ่งกลางของภาชนะสุญญากาศ และอยู่ต่ำกว่าแผ่นควอทซ์ลงมาเป็นระยะทาง 4 เซนติเมตร ผลการทดลองพบว่า การอาบด้วยพลาสมาของแก๊สซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ทำให้ผ้าทุกชนิดมีค่ามุมสัมผัส (contact angle) เพิ่มขึ้น 0-20 องศาจาก เป็น 130-140 องศา นั่นคือผ้ามีสมบัติการไม่ซึมน้ำดีขึ้น โดยไม่ขึ้นกับชนิดของผ้าและเงื่อนไขสภาวะพลาสมาแต่อย่างใด สำหรับค่าวัดมุมสัมผัสของน้ำ (\theta) ถูกนิยามไว้ดัง รูปที่ 3(b)
 

62199

รูปที่ 3(a) แสดงผ้าที่กำลังอาบด้วยพลาสมา 3(b) แสดงมุมสัมผัสของน้ำ

    เมื่อหยดน้ำอยู่ในสภาวะสมดุลเนื่องจากแรงตึงผิวระหว่างของแข็งและของเหลว ( ) ของแข็งและแก๊ส ( ) ของเหลว และแก๊ส ( ) ความสัมพันธ์ระหว่างมุมสัมผัสและแรงตึงผิวเป็นไปตามสมการนี้

นอกจากนี้แล้ว งานของการยึดติด( ) ซึ่งนิยามว่าเป็นงานที่ใช้ในการแยกของแข็งออกจากของเหลว สามารถเขียนได้เป็น

ดังนั้นจากสมการ (1) และ (2) สามารถเขียนความสัมพันธ์ระหว่างมุมสัมผัสและงานของการยึดติดได้เป็น
 

     เมื่อแรงตึงผิวของน้ำในอากาศ ( ) มีค่าเท่ากับ 73 dynes/cm จากสมการ (3) จะเห็นว่า ถ้าค่ามุมสัมผัสมีค่าเพิ่มขึ้นงานของการยึดติดจะมีค่าลดลง หรือในอีกทางหนึ่งก็คือ ความสามารถในการผลักน้ำจะมีมากขึ้น ผู้วิจัยพบว่านอกจากการวัดค่ามุมสัมผัสไม่สามารถบ่งบอกแนวโน้มที่เด่นชัดของสมบัติการซึมน้ำกับเงื่อนไขพลาสมาแล้ว ยังมีความผิดพลาดในการวัดเนื่องจากความไม่เรียบของผ้า และความคลาดเคลื่อนในการวัด ผู้วิจัยจึงเลือกใช้การจับเวลาที่หยดน้ำหนึ่งหยด ปริมาตรคงที่ 40 วัดด้วยไมโครปิเปต ใช้ในการซึมผ่านลงไปในผ้าเป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการไม่ซึมน้ำของผ้า อย่างไรก็ตาม เวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำ (absorption time) จะถูกกำหนดไว้สูงสุดที่ 200 นาที เพราะที่เวลามากกว่านี้จะพิจารณาว่าปริมาตรของหยดน้ำหายไปเนื่องจากเกิดการระเหย จากการทดลองพบว่า เวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพลาสมาดังแสดงในรูปที่ 4 จะอธิบายโดยใช้ผลของผ้า PET เป็นตัวอย่าง

62201


รูปที่ 4 เวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของพลาสมา (a) เวลาที่ใช้ในการอาบพลาสมา 15 วินาที (b) 1 นาที และ (c) 5 นาที

สังเกตว่าเมื่อเวลาการปรับปรุงมากขึ้น เวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำหนึ่งหยดก็มากขึ้น และเมื่อความดันของพลาสมา SF6 มากขึ้น เวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำหนึ่งหยดก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน

โดยปกติแล้ว ถ้ากำลังวัตต์คลื่นความถี่วิทยุมากขึ้นจะมีการแตกตัวของแก๊ส SF6 เป็นฟลูออรีนที่พร้อมจะมีพันธะกับอะตอมอื่น ๆ จากข้อมูลเมื่อกำลังวัตต์คลื่นความถี่วิทยุเพิ่มจาก 25 วัตต์ เป็น50 วัตต์ เวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำหนึ่งหยดก็มากขึ้น แต่สำหรับที่ 75 วัตต์ พลาสมาจะมีความหนาแน่นไม่สม่ำเสมอและไม่เสถียร
 

ผลการวิจัย

จากการทบทวนวรรณกรรม (literature review) ทำให้ทราบว่างานตีพิมพ์ของผลงานวิจัยหลายฉบับอ้างว่า การที่ผ้าสามารถเพิ่มสมบัติการไม่ซึมน้ำให้ตัวมันเองหลังจากอาบด้วยพลาสมามีผลเนื่องมาจากลักษณะพื้นผิวมีความขรุขระขึ้นทำให้พื้นที่สัมผัสระหว่างหยดน้ำกับพื้นผิวน้อยลง ดังเช่น ปรากฏการณ์ที่พบหยดน้ำบนใบบัวที่รู้จักในชื่อ Lotus Effect ที่ได้กล่าวมาแล้ว

ดังนั้นในช่วงเริ่มต้น งานวิจัยผู้วิจัยได้วิเคราะห์ทางกายภาพโดยใช้เทคนิคกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกวาด (Scanning Electron Microscopy) เพื่อศึกษาถึงลักษณะพื้นผิวที่เปลี่ยนไป และใช้เทคนิคแรงระหว่างอะตอม Atomic Force Microscope เพื่อวัดความขรุขระ ผลที่ได้แสดงดังรูปที่ 5 และรูปที่ 6 ตามลำดับ
 

62202


รูปที่ 5 แสดงภาพถ่ายด้วย SEM ของผ้าที่ก่อนและหลังถูกปรับปรุงด้วยพลาสมาของแก๊สซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์

62203


รูปที่ 6 แสดงภาพถ่ายด้วย AFM ของผ้าที่ก่อนและหลังถูกปรับปรุงด้วยพลาสมาของแก๊สซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์
 

     เนื่องจากเมื่อทำการทดลองวัดความขรุขระที่เกิดขึ้นบนผ้า เมื่อผ่านการอาบพลาสมาของแก๊สซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ที่เงื่อนไขต่าง ๆ พบว่าความขรุขระมีค่าเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 2 เท่า จาก 10-20 nm เป็น 40-50 nm แต่ไม่พบแนวโน้มที่เด่นชัดว่าขึ้นกันเงื่อนไขของพลาสมาแต่อย่างใดซึ่งตรงกับผลการทดลองในงานตีพิมพ์หลายฉบับ อีกทั้งปริมาตรน้ำที่หยดไปมีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับความสูงระดับนาโนเมตรของพื้นผิวผ้าที่ถูกปรับปรุง ผู้วิจัยยังพบอีกว่าเมื่อลองเปลี่ยนชนิดของแก๊สเป็นออกซิเจน ความขรุขระของพื้นผิวผ้าเพิ่มขึ้น แต่กลับมีสมบัติการซึมน้ำหรือดูดซับน้ำเสียอีก รูปที่ 7(a) และ 7(b) แสดงภาพถ่ายของผ้าก่อนและหลังถูกปรับปรุงด้วยออกซิเจนพลาสมาตามลำดับ สรุปได้ว่าความขรุขระที่เกิดขึ้นบนผิวผ้าหลังจากถูกปรับปรุงโดยพลาสมาเป็นผลข้างเคียงเท่านั้น ดังนั้นจึงเป็นเหตุจูงใจให้ผู้วิจัยศึกษาในเชิงลึกมากขึ้นว่าอะไรเป็นตัวการสำคัญในการช่วยเพิ่มสมบัติการไม่ซึมน้ำของผ้า

62204


รูปที่ 7 แสดงภาพถ่ายด้วย SEM ของ (a) ผ้าก่อนถูกปรับปรุงด้วยออกซิเจนพลาสมาและ (b) ผ้าหลังถูกปรับปรุงด้วยด้วยออกซิเจนพลาสมา
 

ผลการวัดออพติคอลอิมิสชันสเปกโทรสโกปี ทำให้พบว่ามีส่วนประกอบของฟลูออรีนในพลาสมา ดังรูปที่ 8 แสดงผลการเส้นสเปกตรัมของพลาสมา SF6 สามารถตรวจพบเส้นสเปกตรัมของ F I คือ ฟลูออรีนที่ถูกกระตุ้น ในช่วงความยาวคลื่น ตั้งแต่ 600-800 nm ผู้วิจัยเชื่อว่าอนุมูลฟลูออรีนเป็นตัวการสำคัญในการไปสกัดเอาอะตอมบางตัวในโครงสร้างของผ้า และยึดติดกับอะตอมของคาร์บอนซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผ้าทำให้เกิดพันธะระหว่าง C-F ขึ้น ซึ่งจะไปเพิ่มสมบัติการไม่ซึมน้ำของผ้า ผลนี้สามารถยืนยันได้โดยทำการวัดพันธะใหม่ที่เกิดขึ้นบนผ้าด้วยเทคนิค X-ray Photoelectron Spectroscopy (XPS) ดังแสดงในรูปที่ 9
 

62205
รูปที่ 8 แสดงผลการเส้นสเปกตรัมของพลาสมา SF6

62206
รูปที่ 9 แสดงพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมด้วยเทคนิค XPS

จากการวิเคราะห์ทางเคมีด้วยเทคนิค X-ray Photoelectron Spectroscopy (XPS) พบว่า มีองค์ประกอบของอะตอมฟลูออรีนอยู่จริงในตัวอย่างผ้าหลังจากการปรับปรุงสมบัติด้วยพลาสมา SF6 ดังแสดงในรูปที่ 9(a) และ 9(b) ซึ่งแสดงการสำรวจพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมต่าง ๆ สำหรับผ้าก่อนและหลังการปรับปรุงสมบัติด้วยพลาสมา SF6 ตามลำดับ รูปที่ 11 แสดงสัญญาณของ C1S จากการวิเคราะห์ XPS สำหรับผ้า PET ที่ไม่ได้ผ่านการอาบพลาสมา จะมีสามพีคซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างภายในของ PET (รูปที่ 10) ดังนี้ C1 เป็นสัญญาณจากพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็คตรอนชั้นในสุดของอะตอมคาร์บอนที่มีพันธะกับคาร์บอนหรือไฮโดรเจนในวงแหวนเบนซิน C2 เป็นสัญญาณจากพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็คตรอนชั้นในสุดของอะตอมเมทิลีนคาร์บอน (methylene carbon) ที่มีพันธะเดี่ยวกับออกซิเจน C3 เป็นสัญญาณจากพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็คตรอนชั้นในสุดของอะตอมเอสเตอร์คาร์บอน (ester carbon)

เมื่อผ้าผ่านการอาบพลาสมาของแก๊สซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออไรด์ ลักษณะสัญญาณของ C1S จากการวิเคราะห์ XPS ในรูปที่ 12 จะแตกต่างจากเดิม นั่นคือมีจำนวนพีคของพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็คตรอนเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากมีพันธะใหม่เกิดขึ้น ในกรณีนี้สังเกตว่ามีสามพีคเพิ่มขึ้น คือ สัญญาณจากพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็คตรอนชั้นในสุดของอะตอมคาร์บอนในโครงสร้าง CF, CF2 และ CF3
 

62207
รูปที่ 10 แสดงโครงสร้างของผ้า PET



 

62208


รูปที่ 11 แสดงพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมคาร์บอน (C1S) ของตัวอย่างผ้าที่ยังไม่ถูกปรับปรุงสมบัติ
 

62209


รูปที่ 12 แสดงพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมคาร์บอน (C1S) ของตัวอย่างผ้าที่ถูกปรับปรุงสมบัติด้วยเงื่อนไขพลาสมาต่างกัน

นอกจากนี้เมื่อสังเกตรูปร่างของสัญญานจากรูปที่ 12 จะพบว่ามีลักษณะเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขของพลาสมาที่เปลี่ยนไป นั่นคือพื้นที่ใต้กราฟของพันธะใหม่ (CF, CF2 และ CF3) มากขึ้นเมื่อผ้าถูกปรับปรุงด้วยเงื่อนไขความดันพลาสมาที่มากขึ้น กำลังวัตต์คลื่นวิทยุมากขึ้น และเวลาอาบพลาสมามากขึ้น สอดคล้องกับเวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำมากขึ้นเช่นเดียวกัน ผู้วิจัยจึงตั้งประเด็นศึกษาปริมาณสัดส่วนอะตอมฟลูออรีนกับอะตอมคาร์บอนจากอัตราส่วนพื้นที่ใต้กราฟของพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมคาร์บอน (C1S) ต่อพื้นที่ใต้กราฟของพลังงานยึดเหนี่ยวของอิเล็กตรอนชั้นในสุดของอะตอมฟลูออรีน (F1S) พบว่าปริมาณสัดส่วนอะตอมฟลูออรีนกับอะตอมคาร์บอนเป็นตัวการสำคัญในการเพิ่มสมบัติการไม่ซึมน้ำของผ้า สังเกตได้จากในรูปที่ 12 (a) เท่ากับ 0.34 และในรูปที่ 12(b) เท่ากับ 0.49 เมื่อเวลาที่ผ้าใช้ในการดูดซับน้ำเพิ่มจาก 120 นาทีเป็น 180 นาที นอกจากนี้ยังพบว่าปริมาณสัดส่วนอะตอมออกซิเจนต่อคาร์บอนลดลง สังเกตได้จากในรูปที่ 12(a) เท่ากับ 0.25 และในรูปที่ 12(b) เท่ากับ 0.11 ดังนั้นน่าจะมีกลไกการไปสกัดเอาอะตอมของไฮโดรเจนหรืออะตอมออกซิเจน และยึดติดกับอะตอมของคาร์บอนซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของผ้าทำให้เกิดพันธะระหว่าง C-F (ทั้งนี้ สำหรับปริมาณฟลูออรีนที่เกาะบนพื้นผิวผ้าขึ้นอยู่กับ ความดันของแก๊ส กำลังวัตต์คลื่นความถี่วิทยุ และเวลาที่ใช้ในการอาบพลาสมา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมจาก งานตีพิมพ์เรื่องHydrophobicity Improvement of PET Fabrics After SF6 Plasma Treatment ที่กำลังจะตีพิมพ์ในวารสาร International Polymer Processing) จากข้อมูลที่ได้ตรงกับข้อสันนิษฐานที่ว่าถ้ากำลังวัตต์มากขึ้นจะมีการแตกตัวของแก๊ส SF6 เป็นฟลูออรีนที่พร้อมมีพันธะมากขึ้น และถ้าความดันแก๊สและเวลาในการอาบพลาสมามากขึ้นก็จะเพิ่มโอกาสในการเกิดพันธะและเพิ่มจำนวนพันธะระหว่างฟลูออรีนกับอะตอมอื่น
สมการที่สามารถการมีพันธะของฟลูออรีนกับอะตอมในโครงสร้างผ้าเป็นดังนี้
62210

 

สำหรับงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีข้อสรุปหลายประเด็น คือ พันธะฟลูออรีนกับคาร์บอนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผ้ามีสมบัติการไม่ซึมน้ำ เหตุผลนี้ใช้ได้กับผ้าทุกชนิด ดังนั้นในงานทดลองจึงไม่จำกัดว่าจะเป็นผ้าที่มีมูลค่าสูงหรือต่ำ เนื่องด้วยกลไกการสกัดเอาอะตอมของไฮโดรเจนหรือออกซิเจนและยึดติดกับอะตอมของคาร์บอนจะเกิดขึ้นเหมือนกัน สำหรับความขรุขระที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวผ้า ไม่สามารถนำมาอธิบายแนวโน้มการเพิ่มสมบัติไม่ซึมน้ำของผ้าได้ เนื่องจากปริมาตรน้ำที่ใช้หยดมีขนาดใหญ่กว่าความขรุขระที่เกิดขึ้นหลายเท่า และจากการทดสอบความเสถียรของสมบัติไม่ซึมน้ำเมื่อเวลาผ่านไป หยดน้ำสามารถซึมผ่านผ้าได้ดีกว่าเดิม ด้วยลักษณะทางกายภาพของความขรุขระยังคงอยู่ แต่ปริมาณอะตอมฟลูออรีนพันธะกับอะตอมคาร์บอนลดลง นอกจากนี้การปรับปรุงคุณภาพของเส้นใยและผ้าส่วนใหญ่ที่พบเห็น จะอาศัยกระบวนการแช่ หรือ อาบเส้นใยและผ้าด้วย ส่วนผสมทางเคมี หรือสารละลายบางชนิด ซึ่งมักจะมีผลข้างเคียงต่อสิ่งแวดล้อม หรือมิฉะนั้นก็จะเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยเทคนิคที่มีความซับซ้อนสูง ดังนั้นการปรับปรุงสมบัติพิเศษของผ้าด้วยพลาสมาซึ่งเป็นเทคนิคที่สะอาดและไม่ส่งผลข้างเคียงต่อสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นแนวทางใหม่ หรือเทคโนโลยีใหม่ให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้
 

เอกสารอ้างอิง

1. Chi-Ming, “Polymer Surface Modification and Characterization”, Hanser Publishers, Munich, (1994)

2. McCord, M.G., Hwang, Y.J., Qiu, Y., Hughes, L.K., Bourham, M.A., “Surface
Analysis of Cotton Fabrics Fluorinated in Radio Frequency Plasma”, J. Appl. Polym.
Sci., 88, 2038-2047 (2003)

3. B. Paosawatyanyong, T. Supasai, V. Pavarajarn and S.K. Hodak “Hydrophobicity Improvement of PET Fabrics after SF6 Plasma Treatment“, International Polymer Processing, in press 2007

4. T. Supasai, S.K. Hodak and B. Paosawatyanyong “Effect of SF6 plasma treatment on hydrophobicity improvement of fabrics“, J. Fiz. Mal. Vol. 28 Number1&2 pg. 1-6. (2007)

5. Neinhuis, C., Barthlott, W., “Characterization and Distribution of Water-Repellent, Self-Cleaning Plant Surfaces”, Annals of Botany, 79, 667-677 (1997)
 


เพชร... เลอค่าอมตะ

ผู้เขียน: ดร. จงกล จารุภัทรากร

โครงสร้างของอะตอมในเพชร

เพชรเม็ดโต สะท้อนแสงเป็นประกายงดงามยิ่งกว่าอัญมณีใดๆ นอกจากความสวยงามที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดแล้ว เพชรยังเป็นวัตถุที่แข็งที่สุดในโลก และมีมูลค่าอันแพงโขทีเดียว เมื่อปี ค.ศ. 1995 Sotheby's ได้ขาย เพชร 100.1 กะรัตให้แก่ เจ้าอาหรับ ชาวซาอุดิอารเบีย เป็นมูลค่า 16,548,750 เหรียญดอลล่าร์สหรัฐ เป็นเพชรที่ราคาแพงที่สุดในโลกเลย (1 กะรัตนี่ก็แค่ 1/5 กรัมเท่านั้นเอง โอ้ย... ทำไมรวยจัง!)

ที่มาของชื่อ: เพชร มาจากภาษากรีก 'adamas' หมายถึง 'ไม่สามารถจะปราบได้' ซึ่งก็คือ ความแข็งของเพชรนั่นเอง
สี: ใส, เหลือง, น้ำตาล, เขียว, น้ำเงิน, ชมพู, แดง
แหล่งที่มา: แอฟริกาใต้, อินเดีย, อินโอนีเซีย, จีน, รัฐเซีย, ออสเตรเลีย, บราซิล, แคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, แคนาดา (ประเทศไทยเราก็มีอยู่บ้างเล็กน้อย แถบภาคตะวันออกหนะ)
 

2728



จริงๆ แล้ว เพชรนั้น ก็คือ กลุ่มของอะตอมคาร์บอน (carbon, C) อะตอมชนิดเดียวกันกับที่อยู่ใน ถ่าน ไส้ดินสอ แกรไฟต์ หรือ แม้แต่เขม่าควันไฟ และก็เป็นชนิดเดียวกันกับที่เป็นส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตด้วย ร่างกายของเรามีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 18% ไม่รู้ว่าจะแบ่งไปขายได้ซักกี่บาทสิ?

ในศตวรรษที่ 18 นักขุดทองในประเทศบราซิล โยนเพชรที่ยังไม่ได้เจียรไนทิ้ง เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการ คิดว่ามันไม่มีค่าอะไร แหม... เสียดายจัง!
 

2729



ทำไมเพชรจึงแข็งนักล่ะ?

เหตุผลหนึ่ง ก็คือ พันธะเคมีระหว่างอะตอมคาร์บอน แต่ละอะตอมในเพชรนั้นแข็งแรงมาก และ โครงสร้างของอะตอมในเพชรนั้น ก็แข็งแรง กล่าวคือ คาร์บอนแต่ละอะตอมจะมี คาร์บอนอีกสี่อะตอมล้อมรอบ สร้างเป็นเครือข่ายที่แข็งแรง พูดอย่างเดียวอาจจะมองไม่เห็นภาพ ยังไงลองมาดูภาพกันดีกว่า…


 

โครงสร้างเพชร



 

3744



 

โครงสร้างเพชร

3742




แล้วทีนี้ลองมาดู ภาพโครงสร้างของแกรไฟต์ดูบ้าง แกรไฟต์นั้นมีโครงสร้างเป็นชั้นๆ ไม่เป็นเครือข่ายติดกันไปหมดซะทีเดียวเหมือนกับเพชร ภาพโครงสร้างแกรไฟต์ที่เห็นข้างล่างนี้ ก็เป็นเพียงชั้นเดียวเท่านั้น

 

โครงสร้างแกรไฟต์



 

3743



จากภาพจะเห็นว่า การที่จะขยับอะตอมคาร์บอนแต่ละอะตอมในเพชรนั้น จะส่งผลกระทบถึง อะตอมรอบข้างอีกถึงสี่อะตอม ขณะที่ ในโครงสร้างที่เป็นชั้นๆ ของแกรไฟต์นั้น เราสามารถขยับแต่ละชั้นของคาร์บอนได้อย่างไม่ยากเย็นนัก (เหมือนลอกขนมชั้นทานทีละชั้นเลย... อร่อย!) นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ แกรไฟต์นั้นเปราะบางกว่าเพชรอย่างมาก ทั้งๆ ที่ทั้งคู่มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบเหมือนกัน

ทำไมเพชรจึงมีประกายสวยงาม?

 

2730



ฮืมม์... อธิบายอย่างง่ายๆ อันนี้ก็เพราะแสงผ่านเข้าไปในเพชร จะสะท้อนกลับไปมา จนกว่าจะสามารถหาทางออกได้ เพชรนั้นทำหน้าที่เหมือนปริซึม ที่สามารถกระเจิงแสงออกเป็นสีๆ (ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง) เราจึงเห็นเพชรเป็นประกายสวยงาม

โครงสร้างที่หนาแน่นของเพชร ทำให้แสงเดินทางช้าลงอย่างมาก แสงเดินทางในเพชรด้วยความเร็ว น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ของความเร็วแสงในสูญญากาศเสียอีก

 

2731




ข้อมูลและภาพประกอบได้ถูกนำมาจาก NOVA Online
 


เพชรในจักรวาล

ผู้เขียน: ดร. จงกล จารุภัทรากร

เพชรในดาวตก

 

3590

   นักวิทยาศาสตร์สงสัยมานานแล้วว่า เพชรจำนวนหนึ่งบนโลกนั้น ตกลงมาจากฟากฟ้า สรวงสวรรค์ หรือจักรวาล นั่นเอง เมื่อปี ค.ศ.1981 นักวิจัยจากสถาบัน Smithsonian ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พยายามที่จะตัดผ่าน ชิ้นส่วนของดาวตก (metheorite) ที่ตกลงมายัง Allen Hills ในทวีปแอนตาร์กติกา ที่ขั่วโลกใต้ แต่ว่าฟันเลื่อยไม่สามารถตัดผ่านได้ ภายหลังการตรวจสอบ โดยเอ็กซ์เรย์ พบว่า หินดาวตกชิ้นนั้น มี ชิ้นเพชรขนาดเล็ก กระจัดกระจายอยู่ภายใน นักวิทยาศาสตร์จึงได้ตั้งทฤษฎีขึ้นมาว่า เพชรในดาวตกเกิดขึ้น ระหว่าง การชนกันของดาวใน asteroid belt
 

3591



เป็นไปได้หรือไม่ ที่ดาวที่ใกล้จะดับแล้ว ที่เราๆ รู้จักกันในชื่อ Red Giant จะระเบิดออก และให้กำเนิดเพชร?
 

3592

    นักวิทยาศาสตร์หลายท่านคิดว่าเป็นไปได้ ในปี ค.ศ.1987 กลุ่มนักวิจัยจาก University of Chicago ได้รายงานการค้นพบ เพชรขนาดเล็กมากในดาวตก (metheorite) เพชรนั้นมีขนาดเล็กมาก เล็กกว่าหัวเข็มหมุด ถึง ล้านล้านเท่า และเม็ดเพชรเหล่านี้มี ส่วนผสมของก๊าซซีนอน (Xenon) ไอโซโทป ที่ไม่พบบนโลก ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า เม็ดเพชรเหล่านี้มีจุดกำเนิดมาจาก นอกระบบสุริยจักรวาล
 

    นักวิจัยกลุ่มนี้ได้ตั้งสมมุติฐานว่า ผลึกเพชร เกิดขึ้นในบรรยากาศของ Red Giant หรือ ดาวที่ใกล้จะดับแลัว ก่อนที่มันจะพังทลายและระเบิดออก เมื่อกว่าพันล้านปีที่แล้ว Supernova คงส่งเพชรไปอยู่ในอวกาศ และเมื่อเวลาผ่านไป พวกผลึกเพชรเหล่านี้ก็ได้ตกลงมายังพื้นโลก และถ้าสมมุติฐานนี้เป็นจริงละก็ interstellar dust อาจจะเต็มไปด้วยผลึกเพชรเล็กๆ ก็ได้
 

มีเพชรเกิดขึ้นทันทีที่ ดาวตก ชนพื้นโลก ทำให้เกิด Canyon Diablo ที่ รัฐ Arizona ประเทศสหรัฐอเมริกา

 

3593



ยังมีเพชรชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการชนที่รุนแรงของ ดาวตก บนพื้นโลก เมื่อราวๆ ปี 1960 นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบ ผลึกเพชรขนาดเล็ก ที่ Canyon Diablo ผลึกเพชรเหล่านี้มีขนาดเดียวกับเม็ดทราย หรือประมาณ 1/100 นิ้ว

เม็ดเพชรที่ค้นพบจากบริเวณหลุมดาวตกที่ Popigari Crater ในไซบีเรีย ประเทศรัฐเซีย มีลักษณะเช่นเดียวกัน แต่ขนาดใหญ่กว่า คือมีขนาดประมาณ เกือบครึ่งนิ้ว

ถึงแม้ว่ามันจะผ่านมานานกว่า 30 ปี แล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็ยังคงหาข้อสรุป ไม่ได้ว่าเพชรที่ Canyon Diablo เกิดขึ้นอย่างไร บางคนคิดว่า มันเกิดขึ้นในสูญญากาศของอวกาศ โดย vapor deposition ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับขบวนการที่ใช้ในการผลิตเพชรเทียม บางคนก็คิดว่า อะตอมคาร์บอน หรือ แกรไฟต์ ใน ดาวตก เรียงตัวกันเปลี่ยนเป็นเพชรในทันที เพราะ ความร้อนและแรงสะเทือนอย่างรุนแรง ที่เกิดขึ้นระหว่างการชน
 

ข้อมูลและภาพประกอบได้ถูกนำมาจาก NOVA Online


การเล่นแร่แปรธาตุ (alchemy)

ผู้เขียน: ดร. จงกล จารุภัทราภร

เล่นเเร่แปรธาตุ เรื่องเหลวไหล หรือความเป็นไปได้

นักปรัชญากรีกชื่อดังอย่าง อริสโตเติล (Aristotle) มองสสารบนโลก ในรูปของ ดิน (earth) น้ำ (water) ลม (air) และ ไฟ (fire) ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ ถูกสร้างมาจาก การรวมตัวของธาตุทั้งสี่นี้ ตัวอย่างเช่น กระดูก ประกอบด้วย ไฟ 3 ส่วน และ ดิน 4 ส่วน


ความเชื่อนี้เกิดมาจาก นักมายากล ชื่อ เอ็มพิดอเคิลส์ (Empedocles) เมื่อกว่า 2000 ปีที่แล้ว เอ็มพิดอเคิลส์ เชื่อว่า โลกเกิดจาก ธาตุทั้งสี่ชนิดนี้รวมตัวกันด้วยความรัก แต่แล้วก็เกิดทะเลาะวิวาทกัน จึงแบ่งแยกไปเป็น ท้องฟ้า (sky) กับ ดวงอาทิตย์ (sun) และ โลก (earth) กับ มหาสมุทร (oceans) เอ็มพิดอเคิลส์ ยังเชื่ออีกว่า ในที่สุด ความรัก จะสามารถรวบรวมธาตุทั้งหมดเข้าด้วยกัน อีกครั้งหนึ่ง
 

342

ปัจจุบันนี้ ความคิดเกี่ยวกับธาตุทั้งสี่ อาจจะดูเหลวไหล แต่ความคิดของ เอ็มพิดอเคิลส์ ส่งผลสะท้อนให้เห็นอย่างน่าประหลาดใจ ในทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (Big Bang) ต้นกำเนิดของจักรวาล โอกาสที่การขยายตัวของจักรวาล จะเกิดขึ้นในทางตรงกันข้าม และลงเอยด้วย การรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ (Big Crunch)

343

แม้แต่ ความเชื่อในธาตุทั้งสี่ ก็ได้พิสูจน์ไห้โลกเห็นในระดับหนึ่งว่า การค้นพบธาตุชนิดใหม่นั้นมาจากการ จัดตัวที่แตกต่างกันของอนุภาคพื้นฐาน (basic particles) และ หลอมรวมกันด้วยปฏิกิริยา ที่กล่าวถึง การเล่นแร่แปรธาตุนั้นมิใช่ต้องการให้ผู้อ่านงมงาย พยายามเสกตะกั่วให้เป็นทอง หรือ พยายามคิดค้นยาอมตะ น้ำอมฤทธิ์ เหมือนนักเล่นแร่แปรธาตุในอดีต แต่ต้องการ ให้ผู้อ่านเปิดความคิดให้กว้าง คิดบ้าง ฝันบ้าง บางทีเราอาจจะได้ค้นพบสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบ้าง


“เลขฐานสอง” ความลับของระบบดิจิตอล

    ดิจิตอล หรือ ระบบดิจิตอล กลายเป็นคำคุ้นหูของคนยุคนี้เสียเหลือเกิน ในทุกขณะที่โลกกำลังหมุนไป ระบบดิจิตอลก็ได้แทรกซึมและเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีมากมายในปัจจุบันต่างก็ได้พัฒนาและนำระบบดิจิตอลมาใช้ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข กล้องถ่ายรูป โทรทัศน์ โทรศัพท์ นาฬิกา ฯลฯ เราจึงเริ่มคุ้นเคยและพูดถึงระบบการทำงานที่ว่านี้กันอยู่เสมอ แต่เคยนึกย้อนกลับไปหรือไม่ ว่าแท้จริงแล้วระบบดิจิตอลนั้นคืออะไร

ก่อนที่จะไปถึงคำตอบ เรามาเริ่มต้นด้วยการรู้จักคำว่า “ดิจิต” กันก่อนเป็นไง

   

 

           ดิจิต (digit) มาจากภาษาลาตินแปลว่า นิ้ว ตั้งแต่ไหนแต่ไรมามนุษย์เราเรียนรู้ที่จะใช้นิ้วมาช่วยในการนับ แต่เนื่องจากเรามีเพียง 10 นิ้ว เราจึงชินกับการนับเลขฐานสิบคือ นับตั้งแต่ 0 ถึง 9 โดยนับจากซ้ายไปขวา และใช้ 10 เป็นฐาน เช่น ตัวเลข 110 ก็คือ 1 หลักร้อย 1 หลักสิบ และ 0 หลักหน่วย
          คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นแรกก็ได้นำระบบเลขฐานสิบนี้มาใช้ในการทำงาน ซึ่งต้องใช้ส่วนประกอบจำนวนมากเพื่อแทนตัวเลข 1 ตัว เครื่องคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้นจึงมีขนาดใหญ่และทำงานช้า แต่พอถึงปลายทศวรรษ 1940 ก็ได้มีการนำจำนวนตัวเลขและคำมาเข้ารหัสเป็นเลขฐานสองเก็บไว้ในรูปของประจุไฟฟ้า ให้ช่วงกระแสไฟฟ้าหนึ่งพัลส์ (pulse) หรือเปิดสวิตซ์ แทนเลข 1 และให้ช่วงขาดกระแส หรือปิดสวิตซ์ แทนเลข 0 ระบบนี้ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เพราะต้องเลือกระหว่าง “ใช่” กับ “ไม่” ในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน นับแต่นั้น ระบบการทำงานด้วยการนับเลขฐานสอง ที่มีแค่ 0 กับ 1 จึงได้รับการเรียกขานว่า ระบบดิจิตอล ซึ่งหมายถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้สัญลักษณ์ตัวเลขในการบันทึกหรือเก็บข้อมูล
 

  

          ความเป็นดิจิตอลจึงอยู่ที่การกำหนดขึ้นมาของมนุษย์ ว่าให้สองสถานะที่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอยู่ในตำแหน่งปิดหรือเปิด ถูกแทนค่าด้วยสัญลักษณ์ตัวเลข 0 และ 1 และให้เฉพาะสองสถานะนี้เท่านั้นที่มีความหมาย เครื่องคอมพิวเตอร์ดิจิตอลจึงได้รับการออกแบบให้ทำงานโดยรับข้อมูลเข้ามาในรูปแบบของ 0 และ 1 การรวมกันของรหัสเลขฐานสอง 0 และ 1 ในลำดับที่ต่างกัน ได้กลายเป็นข้อมูลข่าวสารที่คอมพิวเตอร์ต้องการ เพื่อประมวลผลตามกฎที่โปรแกรมเมอร์กำหนด แล้วส่งผลออกมาในรูปของจำนวนเลขฐานสิบ ตัวอักษร ภาพสีสันสวยงาม หรือแม้แต่เสียง
          คราวนี้เรามาดูกันว่าระบบการทำงานของเลขฐานสองนั้นเป็นอย่างไร ??
          ระบบเลขฐานสองจะใช้เลขโดด 2 ตัวคือ 0 และ 1 โดยนับจากขวาไปซ้าย ( แต่เวลาอ่านให้อ่านจากซ้ายไปขวา) มาเป็นรหัสเลขแทนค่าของตัวเลขอ้างอิงเหล่านี้ เช่น ……. ,64, 32, 16, 8, 4, 2, 1 (นับจากขวาไปซ้าย) ซึ่งตัวเลขแต่ละตัวที่เลื่อนไปทางซ้ายจะมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของตัวที่อยู่ขวามือ ดังนั้น ในระบบเลขฐานสอง เมื่อเลข 1 (เปิดสวิตซ์) ถูกแทนค่าในตำแหน่งใดของตัวเลขอ้างอิง ตำแหน่งนั้นก็จะมีค่าเท่ากับตัวเลขนั้น ๆ แต่ถ้าตำแหน่งใดถูกแทนค่าด้วยเลข 0 (ปิดสวิตซ์) จะมีหมายความว่าไม่นับค่า เลข 11 (หนึ่งหนึ่ง) ในระบบเลขฐานสองจึงไม่ใช่สิบเอ็ด แต่เป็นตำแหน่งที่หนึ่งบวกตำแหน่งที่สองของเลขอ้างอิง ซึ่งให้เลข 1 ในตำแหน่งที่หนึ่งแทนค่าหนึ่ง เลข 1 ในตำแหน่งสองแทนค่าสอง เมื่อนำมารวมกันแล้วจึงเท่ากับสาม ส่วนเลข 10 ก็ไม่ใช่สิบ เพราะตำแหน่งแรกเป็นเลข 0 แทนค่าหนึ่ง ทำให้ค่าของ 1 ไม่ถูกนำมานับ จึงมีแต่ค่าสองที่ถูกแทนด้วยเลข 1 เท่านั้นที่นับได้ 10 (หนึ่งศูนย์) จึงรวมกันเป็นสองนั่นเอง
          ถึงตรงนี้ ลองหันไปมองรอบตัวเราดูสิ ตัวเลข 0 และ 1 กำลังวนเวียนอยู่เต็มไปหมดใช่ไหม มันเป็นเสมือนตัวเลขพื้นฐานของคนยุคนี้ไปแล้ว ขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เราได้เห็นถึงความก้าวหน้าและความสำเร็จทางเทคโนโลยีของเหล่ามวลมนุษยชาติที่ไร้ขีดจำกัดอีกด้วย
 


เราใช้ลูกตุ้มบอกเวลาได้อย่างไร

วันมี 24 ชั่วโมง 1 ชั่วโมงมี 60 นาที 1 นาทีมี 60 วินาที ปัจจุบันเราสามารถรู้เวลาได้จากนาฬิกา นาฬิกาก็มีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป เช่น นาฬิกาดิจิตอล นาฬิกาที่มีเข็มบอกเวลา นาฬิกาที่มีลูกตุ้ม ใครเคยเห็นบ้างค่ะ แล้วทราบกันไหมค่ะว่านาฬิกาลูกตุ้มใช้บอกเวลาได้อย่างไร

มีกฏอยู่กฏหนึ่งว่าไว้ว่า "ลูกตุ้มที่แขวนเอาไว้ด้วยเชือกตรงที่แขวนใดๆ ก็ตาม การแกว่งของมันในแต่ละรอบจะสามารถบอกเวลาให้เรารับรู้ได้ และการแกว่งของลูกตุ้มที่แขวนด้วยเชือกที่ยาวในการแกว่งแต่ละรอบจะใช้เวลานาน แต่ถ้าหากเราใช้ที่แขวนสั้นการแกว่งจะเร็ว เวลาที่ใช้ก็จะน้อยกว่าด้วย"

กฎเกณฑ์อันนี้แหละค่ะที่เรานำมาใช้ และก็นำลูกตุ้มมาแขวนกับเครื่องนาฬิกา เมื่อลูกตุ้มแกว่ง 1 รอบเข็มนาฬิกา ก็จะกระดิกไปตามเวลาที่กำหนด (แล้วแต่ความยาวของเชือกที่แขวนลูกตุ้ม) ดังนั้นลูกตุ้มจึงสามารถใช้บอกเวลาของเราได้

กฎเกณฑ์เช่นนี้ กาลิเลโอเป็นคนแรกที่ได้สังเกตเห็นว่าเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับนาฬิกา ให้เราได้ใช้กันถึงทุกวันนี้ เป็นไงกันบ้างค่ะ เก่งไหมล่ะ


แรงคืออะไร ??

พวกเรารู้จักแรงกันดีอยู่แล้ว เพราะเราเคยออกแรงทำงานทำงานกันอยู่ทุกวัน แรงคือความสามารถในการทำงานของเรานั้นเอง ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นแรงม้า หนึ่งแรงม้าเป็นจำนวนของมัหรือวัสดุสิ่งของใดๆ ก็ตามที่สามารถยกสิ่งของที่หนัก 550 ปอนดืให้สูงจากพื้น 1 ฟุต ภายในเวลา 1 วินาที ปัจจุบันเรามีหน่วยวัดแรงอีกอย่างหนึ่งเรียกว่าวัตต์ ในทางด้านไฟฟ้า วัตต์เป็นพลังงานที่ใช้กระแสไฟฟ้า 1 แอมป์ ซึ่งวิ่งผ่านตัวนำไฟฟ้าที่มีความแตกต่างทางศักยะ 1 โวลล์ โดยปกติแล้วเขานิยมใช้คำว่ากิโลวัตต์มากกว่าวัตต์ 1 กิโลวัตต์มีค่าเท่ากับ 1000 วัตต์

แรงเป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในฟิสิกส์ แรงทำให้เกิดพลังงาน แรงก็คืออะไรก็ตามที่มีผลกระทำต่อวัตถุ ถ้าคุณคือลูกบอลอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วมีคนมาเตะคุณ คุณก็จะกระเด็นออกไปเพราะมีแรงมากระทำต่อคุณ จำเรื่องของเวกเตอร์ได้ไหม แรงทุก ๆ แรงสามารถถูกทำให้เห็นโดยการเขียนเวกเตอร์แทนได้

คราวนี้เรามาดูสมการกัน "F = m * a" สมการนี้สำคัญมา "F" คือปริมาณของ แรง "m" คือมวล และ "a" ตือความเร่งที่เกิดขึ้น จะได้เป็นประโยคว่า "แรงที่กระทำ เท่ากับ มวล คูณด้วย ค่าของความเร่ง"

แล้วก็เหมือน ๆ กับเวกเตอร์ ถ้ามีแรงหลาย ๆ แรงก็บวกด้วยวิธีการเดียวกับการบวกเวกเตอร์ และค่าที่ใช้ก็คือ "Newton" เป็นปริมาณของแรง






 


M81 กังหันแสนสวยงาม



m81 :

กาแลคซีที่สวยงามแห่งนี้ทำมุมเอียงกับแนวสายตาของเรา ทำให้เห็นโครงสร้างกังหันเหมือนมองจากมุมสูง บางครั้งนักดาราศาสตร์ก็เรียก M81 ว่า Bode’s Galaxy เพื่อเป็นเกียรติกับ Johann Bode นักดาราศาสตร์เยอรมันผู้ค้นพบกาแลคซีแห่งนี้ในปี 1774

M81 เป็นกาแลคซีกังหันประเภท Sb กาแลคซีแห่งนี้มีความคล้ายคลึงกับทางช้างเผือกของเรา ภาพนี้ให้รายละเอียดโครงสร้างทั่วไปของกาแลคซีกังหันได้ดีกว่า แม้ว่ากาแลคซีจะอยู่ไกลออกไป 11.6 ล้านปีแสง แต่ภาพจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลของนาซ่าก็คมมากจนสามารถเห็นดาวฤกษ์ดวงเดี่ยวๆ ได้ Andreas Zezas จากศูนย์ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ฮาร์วาร์ด-สมิธโซเนียน ผู้นำเสนองานในการประชุม กล่าวว่า รายละเอียดที่น่าตื่นตาตื่นใจในภาพนี้ทำให้เราแทบลืมหายใจ เราสามารถเห็นดาวแต่ละดวงเหมือนเม็ดทรายขนาดเล็ก ถ้าขยายภาพมากๆ ก็จะเห็นกาแลคซีพื้นหลังจำนวนมากผ่านแขนกังหันของ M81 และรอบๆ กาแลคซีด้วย Zezas อธิบายรายละเอียดต่างๆ ที่ปรากฏในภาพ ไม่ว่าจะเป็น บริเวณ HII(บริเวณที่ก๊าซไฮโดรเจนแตกตัวเป็นไอออนจากรังสีของดาวอายุน้อย จะเห็นเป็นสีแดง), กลุ่มของดาวประเภท O และ B, กระจุกดาวเปิด, กระจุกดาวทรงกลม และแม้แต่ดาวฤกษ์ดวงเดี่ยวในแขนกังหัน

แขนกังหันซึ่งหมุนวนออกจากนิวเคลียส ประกอบด้วยดาวฤกษ์สีฟ้าร้อนอายุน้อยก่อตัวในช่วงไม่กี่ล้านปีที่ผ่านมา แขนกังหันยังเป็นที่อยู่ของประชากรดาวที่ก่อตัวในช่วงก่อตัวดาวฤกษ์ก่อนหน้านี้ที่เริ่มเมื่อ 6 ร้อยล้านปีก่อน บริเวณสีเขียวเป็นแถบที่มีการก่อตัวดาวฤกษ์สว่างอย่างหนาแน่น แสงอุลตราไวโอเลตจากดาวร้อนอายุน้อยนี้กระตุ้นให้ก๊าซไฮโดรเจนรอบๆ เรืองแสงขึ้น แถบฝุ่นคดเคี้ยวก็หมุนวนออกจากนิวเคลียสของ M81 ด้วยเช่นกัน การมีแถบฝุ่นแสดงว่าการก่อตัวดาวฤกษ์กำลังเกิดขึ้นตามเส้นทางสู่นิวเคลียส Zezas กล่าว

ส่วนป่องที่ใจกลางกาแลคซีประกอบด้วยดาวฤกษ์อายุมากกว่าและแดงกว่า มันมีขนาดใหญ่กว่าส่วนป่องของทางช้างเผือกอย่างมาก มีหลุมดำขนาด 70 ล้านเท่าดวงอาทิตย์อยู่ในใจกลาง M81 เป็นหลุมดำที่ใหญ่กว่าหลุมดำของทางช้างเผือกประมาณ 15 เท่า งานวิจัยของฮับเบิลก่อนหน้านี้แสดงว่าขนาดของหลุมดำที่ใจกลางในกาแลคซีแห่งหนึ่งๆ จะเป็นสัดส่วนกับมวลส่วนป่องของกาแลคซีนั้น

Zezas มีเป้าหมายหลายประการในการวิจัย M81 ประการแรก เขาตั้งเป้าจะทำแผนที่กิจกรรมการก่อตัวดาวภายในกาแลคซี ประการที่สอง เขาต้องการจะเข้าใจว่ากระจุกดาวก่อตัวขึ้นในตำแหน่งไหนและเมื่อไร ประการที่สาม เขาต้องการจะทำแผนที่และศึกษาหลุมดำและดาวนิวตรอนภายในกาแลคซี M81 อาจจะอยู่ในกระบวนการก่อตัวดาวอย่างคึกคักไปตามแขนกังหันอันเนื่องมาจากการผ่านเข้าใกล้ของกาแลคซีกังหันเพื่อนบ้าน NGC 3077 และ M82 ซึ่งเป็นกาแลคซีใกล้เคียงที่มีการก่อตัวดาวฤกษ์อย่างบ้าคลั่ง(starburst galaxy) เมื่อประมาณ 3 ร้อยล้านปีก่อน นักดาราศาสตร์วางแผนจะใช้ภาพฮับเบิลเพื่อศึกษาประวัติการก่อตัวดาวของกาแลคซีและศึกษาว่าประวัตินี้เกี่ยวข้องกับดาวนิวตรอนและหลุมดำที่เห็นในการสำรวจ M81 ด้วยรังสีเอกซ์อย่างไร การสำรวจรังสีเอกซ์ทำโดยหอสังเกตการณ์รังสีเอกซ์จันทราของนาซ่า

M81 เป็นกาแลคซีที่สว่างที่สุดแห่งหนึ่งที่สามารถเห็นได้จากโลก มันจะอยู่สูงบนท้องฟ้าในกลุ่มดาวที่หมุนไปรอบๆ ขั้วโลก กลุ่มดาวหมีใหญ่(Ursa Major) ด้วยแมกนิจูดปรากฏที่ 6.8 มันอยู่ที่ขีดจำกัดการมองเห็นด้วยตาเปล่าพอดี ขนาดเชิงมุมของกาแลคซีแห่งนี้ใกล้เคียงกับขนาดจันทร์เพ็ญ

ข้อมูลจากฮับเบิลได้จากกล้องเพื่อการสำรวจชั้นสูง(ACS) ในปี 2004 จนถึง 2006 ภาพประกอบสีนี้เกิดจากภาพที่ถ่ายในช่วงสีฟ้า, สีที่ตาเห็น และอินฟราเรด 90 ภาพ ภาพนี้ใช้เวลาถ่ายรวมทั้งสิ้น 2.5 วัน


แหล่งที่มา:
hubblesite.org : Hubble photographs grand design spiral galaxy M81
astronomy.com : M81 in all its glory

rook [sararook@hotmail.com] :รายงาน


จีนจะส่งมนุษย์อวกาศหลังโอลิมปิค



การบินเสิ่นโจวในอนาคตของจีนจะประกอบด้วยการย่ำอวกาศ :

การส่งเสิ่นโจว 7(Shenzhou 7) จะมีขึ้นในเดือนตุลาคม 2008 หนังสือพิมพ์ ไชน่า เดลี่ กล่าวในเวบไซท์ อ้างถึง Pang Zhihao นักวิจัยที่สถาบันเทคโนโลยีอวกาศของจีน

การเดินทางจะนำนักบินอวกาศ 3 ลำและจะมีการย่ำอวกาศครั้งแรกของจีนด้วย จีนปฏิเสธความเชื่อมโยงระหว่างปฏิบัติการมนุษย์กับช่วงจัดโอลิมปิค 8-24 สิงหาคม แม้ว่าทั้งสองเรื่องจะเป็นความภาคภูมิใจอย่างใหญ่หลวงของชาติ

ในปี 2003 จีนกลายเป็นชาติที่สามในโลกตามรัสเซียและสหรัฐฯ ในการส่งมนุษย์ขึ้นสู่วงโคจร ตามด้วยปฏิบัติการมนุษย์อวกาศ 2 คนในปี 2005 ยานสู่ดวงจันทร์(ฉางเอ่อ 1) ก็เพิ่งถูกส่งออกไปประมาณหนึ่งเดือนหลังจากญี่ปุ่นได้ส่งยานโคจรรอบดวงจันทร์ออกสู่อวกาศเช่นกัน

จีนได้ประกาศแผนการในระยะยาวสำหรับพื้นที่ถาวรในอวกาศ และ ไชน่า เดลี่ ก็กล่าวในรายงานอื่นว่าจรวดรุ่นใหม่ Long March 5 สามารถส่งระวาง 25 ตันให้กับสถานีอวกาศในวงโคจรรอบโลกได้ ซึ่งจะพร้อมใช้งานในปี 2013 Zhang Yanhe ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมสำหรับอวกาศในเทียนจิน บอกว่า จรวดซึ่งกำลังพัฒนาโดยมีงบประมาณ 529 ล้านดอลลาร์อยู่ที่เทียนจิน ทางใต้ของกรุงปักกิ่ง




แหล่งที่มา:
space.com : China manned mission to follow Olympics


แผนการด้านอวกาศของเกาหลีใต้

รัฐบาลเกาหลีใต้กล่าวว่าจะส่งยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกของประเทศในปี 2020 ร่วมในการแข่งขันสู่อวกาศของชาติในเอเชียตามหลังปฏิบัติการของจีนและญี่ปุ่น



เกาหลีใต้ประกาศว่า Ko San(ซ้าย) ผู้เชี่ยวชาญหุ่นยนต์วัย 30 ปี จะเป็นนักบินอวกาศคนแรกของชาติ Ko และ Yi Soo-yeon วัย 29 จะเป็นนักบินที่ไปที่สถานีอวกาศนานาชาติในปี 2008 :


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าวว่าแผนนี้เป็นส่วนหนึ่งของโรดแมพการพัฒนาด้านอวกาศของรัฐบาลซึ่งก็ตั้งเป้าจะส่งดาวเทียมดวงหนึ่งไปกับจรวดขึ้นสู่วงโคจร ที่ใช้เทคโนโลยีของประเทศในปี 2017 และยานสู่ดวงจันทร์ลำที่สอง ซึ่งจะร่อนลงบนดวงจันทร์ด้วย จะถูกส่งออกในปี 2025

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากญี่ปุ่นและจีนส่งยานสู่ดวงจันทร์ในเดือนกันยายนและตุลาคม ตามลำดับ เพิ่มความเข้มข้นกให้กับการแข่งขันด้านอวกาศในเอเชีย อินเดียกำลังวางแผนจะส่งยานสู่ดวงจันทร์ในเดือนเมษายนปีหน้า

ในเดือนมิถุนายน กระทรวงประกาศว่าจะใช้เงิน 3.6 ล้านล้านวอน(หรือ 3.9 พันล้านดอลลาร์) ในอีก 10 ปีข้างหน้าเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศของประเทศให้เพียงพอที่จะสร้างดาวเทียมและจรวดเป็นของตัวเอง กระทรวงไม่ได้บอกถึงงบสำหรับโครงการยานดวงจันทร์

เกาหลีใต้ยังช้ากว่าจีนและญี่ปุ่นในการสำรวจอวกาศ ตั้งแต่ปี 1992 ประเทศส่งดาวเทียมออก 11 ดวงซึ่งส่วนใหญ่สำหรับการสำรวจอวกาศและมหาสมุทรและการสื่อสาร แต่ดาวเทียมทั้งหมดก็นำส่งไปกับจรวดที่ทำโดยต่างชาติส่งจากฐานในประเทศอื่น

เกาหลีใต้ได้พัฒนาจรวด 2 ท่อนกับรัสเซีย ซึ่งเรียกว่า Korea Space Launch Vehicle เพื่อนำดาวเทียมการบินอวกาศและศึกษาชั้นบรรยากาศขึ้นสู่อวกาศในช่วงสิ้นปี 2008



แหล่งที่มา:
space.com : South Korea plans first Moon probe by 2020


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์