ฟิสิกส์ราชมงคล

index 143

รัฐบุรุษที่โลกไม่เคยลืม


รัฐบุรุษที่โลกไม่เคยลืม
       เป็นเรื่องราวชีวประวัติและผลงานของบุคคลสำคัญของโลกที่ได้สร้างคุณงามความดี
อันเป็นประโยชน์ต่อโลกของเราผลงานของท่านแต่ละคนล้วนแล้วแต่นำความเจริญ
เทคโนโลยีใหม่ๆซึ่งพวกเราอนุชนรุ่นหลังได้สำนึกในบุญคุณของท่านเหล่านี้ไม่มีวันลืม

1.โธมัส แอลวา เอดิสัน
2.กาลิเลโอ
3.ยอร์ช สตีเฟนสัน
4.เซอร์ ฟรานซิล เดรต
5.จูเลียส ซีซาร์
6.เจ.บี.เอส.ฮาลเดน
7.จูลส์ เวิร์น
8.เบนจามิน แฟรงคลิน
9.อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
10.ลีโอ ตอลสตอย


รัฐบุรุษของประเทศไทย


       เป็นเรื่องราวชีวประวัติและผลงานของบุคคลสำคัญของประเทศไทยที่ได้สร้างคุณงามความดี
อันเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยของเราผลงานของท่านแต่ละคนล้วนแล้วแต่นำความเจริญ เทคโนโลยี
ใหม่ๆซึ่งพวกเราอนุชนรุ่นหลังได้สำนึกในบุญคุณของท่านเหล่านี้ไม่มีวันลืม

1.พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ
2.พระยาอนุมานราชธน
3.ป๋วย อึ้งภากรณ์
4.ศาสตราจารย์ศิลป พีระศรี
5.ครูประทีป อึ้งทรงธรรม


กาลิเลโอ
มนุษย์นอกศาสนา ผู้ค้นพบความลับของพระเจ้า

       ครั้งหนึ่ง ในประเทศอิตาลีได้เกิดข่าวใหญ่ เป็นที่สั่นสะเทือนทั้งในวงการวิทยาศาสตร์ และศาสนาอย่างมาก เพราะได้มีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง จะแสดงการทดลองให้เห็นว่า คำสอนของอริสโตเติล ซึ่งทางศาสนาได้ยึดถือ เป็นคำสอนสืบมานั้นผิดโดยสิ้นเชิง ในวันนั้น ประชาชนมารวมกัน อยู่ที่ลานหน้าหอเอนแห่งเมืองปิซา อย่างมืดฟ้ามัวดิน เพื่อคอยดูว่า ผู้ใดที่บังอาจจะท้าทาย กับความตายอย่างน่ากลัวเช่นนั้น เพราะในสมัยนั้นไม่ว่าใครก็ตาม ถ้าแสดงความเห็นขัดแย้ง กับคำสอนของศาสนาแล้ว จะต้องถูกจับเผาไฟทั้งเป็น ผู้ที่กล้าท้าทายความตาย อันน่าหวาดเสียวนี้ ก็ได้แก่ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของอิตาลี เขาคือ กาลิเลโอ (Galileo)
 

       กาลิเลโอ กาลิเลอี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญาเมธีชาวอิตาเลียนผู้นี้ เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1564 ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับ วิลเลียม เช็คสเปียร์ (William Shakespeare) จินตกวีของอังกฤษ บิดาของเขาชื่อ วินเซนซิโอ กาลิเลอี (Vincenzio Galilei) ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวผู้ดีสมัยเก่า แต่ไม่ค่อยจะมีเงินทองมากนัก บิดาของกาลิเลโอเป็นนักคณิตศาสตร์ นักดนตรี และนักเขียนที่มีชื่อเสียงเหมือนกัน ทั้งยังเป็นพ่อค้าขนสัตว์อีกด้วย บิดาของเขาเกิดที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) แต่ตัวกาลิเลโอเกิดที่เมืองปิซา ขณะที่อยู่ในวัยเด็กได้รับการศึกษาเบื้องต้นที่บ้าน ต่อมาจึงได้ไปศึกษาอยู่กับวัด สมัยที่ยังเยาว์วัย กาลิเลโอมีความสามารถเป็นพิเศษในทางดนตรี สนใจในด้านศิลปะภาพเขียน และคณิตศาสตร์ แต่บิดาของเขาไม่สนับสนุนในเรื่องนี้ บิดาของเขาตั้งใจจะให้เขาศึกษาแพทย์ เพราะการเป็นแพทย์ในสมัยนั้นหาเงินได้ง่าย และเป็นที่ยกย่องของคนทั่วๆ ไป ด้วยเหตุนี้เองบิดาจึงได้ส่งเขา ไปเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเมืองปิซา พยายามให้ศึกษาในวิชาการด้านนี้ และให้หลีกห่างจากวิชาคณิตศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้ผล เพราะต่อมาไม่นาน เมื่อกาลิเลโอได้ไปฟังการสอนเรขาคณิต ในมหาวิทยาลัยก็เกิดติดใจ จึงหันไปเรียนคณิตศาสตร์ ควบคู่ไปกับวิชาวิทยาศาสตร์


        เมื่อ ค.ศ.1584 กาลิเลโออายุได้ 20 ปี และเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเมืองปิซา วันหนึ่ง เมื่อเขานั่งสวดมนต์อยู่ในโบสถ์ เขาได้สังเกตเห็นว่า โคมไฟที่แขวนไว้บนเพดานโบสถ์แกว่งไปมา เขารู้สึกว่าการแกว่งไปมาของโคมไฟนั้น กินเวลาเท่ากัน แต่เนื่องจากเขาเป็นคนที่ชอบทดลองค้นคว้า ไม่ค่อยเชื่ออะไรง่ายๆ ดังนั้น เขาจึงหาทางทดลองให้ทราบว่า ระยะเวลาของการแกว่งไปมาของโคมไฟนั้น ไม่ว่าจะมีช่วงสั้นหรือยาวก็ตาม จะต้องกินเวลาเท่ากัน ขณะนั้นเขาไม่ทราบว่า จะไปเอานาฬิกาที่ไหนมาจับเวลาได้ แต่เขาทราบความจริงว่า ชีพจรของคนเรานั้น เต้นแต่ละครั้งกินเวลาเท่ากัน ดังนั้น เขาจึงทดลองจับชีพจรดู ในขณะที่โคมไฟแกว่งไปมา หลังจากทำการทดลองอยู่หลายครั้ง เขาจึงแน่ใจว่า การแกว่งของโคมไฟ เป็นไปตามความคิดของเขา ต่อมาเขาได้กลับไปทดลองเกี่ยวกับเรื่อง การแกว่งของลูกตุ้มนี้ที่บ้านอีก ก็ได้พบความจริงเช่นเดียวกัน และได้อาศัยหลักอันนี้เอง กาลิเลโอได้สร้างเครื่องมือวัดการเต้นของชีพจร โดยอาศัยตุ้มน้ำหนักแขวนกับเชือก เป็นเครื่องมือจับเวลา ต่อมาคริสเตียน เฮอย์เกนส์ (Christian Huygens) ได้คิดสร้างนาฬิกาขึ้น โดยอาศัยหลักตุ้มแกว่งเป็นผู้ควบคุมเวลา จึงนับได้ว่ากาลิเลโอ เป็นต้นคิดและผู้ออกแบบตุ้มของนาฬิกา เป็นคนแรก


       ในปี ค.ศ.1585 กาลิเลโอ เกิดขัดสนในเรื่องเงินทอง ไม่สามารถจะศึกษาต่อไปได้ จึงได้เดินทางกลับไปอยู่ที่ฟลอเรนทีน อาคาเดมี (Florentine Academy) ในเมืองฟลอเรนซ์ และศึกษาด้วยตนเอง ณ ที่นี้เอง กาลิเลโอได้วิจารณ์ Law of Motion ของ Aristotle เป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ.1586 กาลิเลโอก็ได้พิมพ์ผลงานของเขา เกี่ยวกับเรื่องตาชั่ง ที่เรียกว่า Hydrostatic Balance ทำให้ประชาชนรู้จักเขามากขึ้น ต่อมา Marchese Guidubaldo Del Monte แห่ง Pesaro ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณแก่เขา ได้ขอร้องให้เขาเขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับจุดศูนย์ถ่วงของของแข็ง (Centre of Gravity of Solid) หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ที่ทำให้ชื่อเสียงของกาลิเลโอโด่งดังยิ่งขึ้น และในปี ค.ศ.1588 กาลิเลโอได้รับเชิญ ให้ดำรงต่ำแหน่งศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยเมืองปิซา ซึ่งขณะนั้น กาลิเลโอเพิ่งจะมีอายุได้ 24 ปี ยังไม่มีปริญญา และชื่อเสียงก็ยังไม่ได้โด่งดัง เท่ากับศาสตราจารย์อื่นๆ และออกจะหนุ่มเกินไป ยังไม่ค่อยได้รับความเชื่อถือเท่าไรนัก


        ในขณะที่เขาอยู่ในมหาวิทยาลัยปิซา ในระหว่าง ค.ศ.1589 ถึง 1591 เขาได้นำเอาทฤษฎีของอริสโตเติล ที่กล่าวว่า ของเบาจะตกถึงพื้นดินช้ากว่าของหนัก เช่น ใบไม้จะตกถึงพื้นดินช้ากว่าก้อนหิน กาลิเลโอไม่ยอมเชื่อในความคิดอันนี้ เขาให้เหตุผลว่า ความคิดของอริสโตเติล ไม่ถูกต้อง การที่ก้อนหินกับใบไม้ตกถึงพื้นไม่พร้อมกัน และใบไม้ตกช้ากว่า ก็เพราะว่าอากาศช่วยต้านทานไว้ ถ้าไม่มีอากาศแล้ว ก้อนหินและใบไม้ก็ย่อมจะตกถึงพื้นดินพร้อมกัน เมื่อเขาได้นำเอาความคิดของเขา ไปแถลงในมหาวิทยาลัย ก็มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และพวกที่ไม่เห็นด้วย พวกที่ไม่เห็นด้วย ได้แก่ พวกหัวเก่า ซึ่งเชื่อในคำสอนของศาสนา เพื่อที่จะพิสูจน์ให้เห็นว่า ความคิดของพวกเขาเป็นความจริง กาลิเลโอจึงได้ประกาศว่า จะทำการทดลองให้ดูที่หอเอน แห่งเมืองปิซา


         รั้นเมื่อถึงเวลาทดลอง กาลิเลโอก็ขึ้นไปบนหอเอนแห่งเมืองปิซา นำเอาก้อนตะกั่วกลมหนัก 20 ปอนด์ และ 10 ปอนด์ สองก้อนติดตัวขึ้นไปด้วย เมื่อถึงยอดหอเอน เขาก็โยนก้อนตะกั่วทั้งสองก้อนลงมาข้างล่าง ปรากฏว่าตะกั่วทั้งสองก้อนตกลงถึงพื้นดินพร้อมกัน ท่ามกลางสายตาของนักศึกษา ศาสตราจารย์ และประชาชนอีกมากมาย ฝ่ายที่เป็นพวกกาลิเลโอ ก็พากันโห่ร้องด้วยความยินดี แต่ฝ่ายตรงกันข้ามมองด้วยความแค้นเคือง การทดลองครั้งนี้ แม้ว่ากาลิเลโอจะประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นการก่อศัรูขึ้นอีกหลายคน ด้วยเหตุผลนี้เองในที่สุด กาลิเลโอก็ทนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้ เขาจึงลาออกเมื่อปี ค.ศ.1591


        ต่อมากาลิเลโอ ไปได้งานใหม่เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่มหาวิทยาลัยปาดัว (University of Padua) และอยู่ที่นี้เป็นเวลา 18 ปี ในระหว่างนี้เขาได้ทำการทดลอง หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ อีกหลายอย่าง โดยไม่เกรงกลัวต่ออิทธิพล ของศาสนาคริสต์ในขณะนั้น ในเรื่องของตกจากที่สูง เขาไม่ได้ทดลองแต่เพียงว่าของสองสิ่ง ซึ่งเบาและหนักตกจากที่สูง ถึงพื้นดินพร้อมกันเท่านั้น แต่เขายังได้ทดลองต่อไปอีก จนในที่สุดก็พบความจริงว่า วัตถุตกลงถึงพื้นดินนั้น จะมีความเร็วเพิ่มขึ้นทุกๆ วินาที และความจริงอันนี้เองได้เป็นแนวทาง ให้แก่นิวตัน (Newton) ค้นพบเรื่องความเร่งและได้บันทึกไว้ในหนังสือ Principia ของเขา


        ต่อมากาลิเลโอ ได้ทดลองและค้นพบความจริง เกี่ยวกับเรื่องของระยะการยิงปืนใหญ่ เขาทดลองพบว่าลูกปืนใหญ่ ที่ยิงออกจากปากกระบอกไปแล้ว ความเร็วจะค่อยๆ เปลี่ยนไป แล้วจะค่อยๆ ตกลงสู่พื้นดิน และพบความจริงอีกว่า วิถีกระสุนของปืนใหญ่จะเป็นวิถีโค้ง ด้วยความจริงอันนี้เอง ทางทหารได้นำไปใช้ในการคำนวณ กะระยะที่ลูกปืนใหญ่ตก


        ดังนั้น จึงนับได้ว่ากาลิเลโอ เป็นผู้ที่ทำการทดลองทำให้เกิดหลักเกณฑ์ ในทางวิชาพลศาสตร์ (Dynamic) ซึ่งเป็นวิชากลศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่ว่าด้วยวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่


       ในเรื่องเกี่ยวกับจักรวาลนั้น กาลิเลโอเชื่อตามทฤษฎีของคอเพอร์นิคัส (Copernicus) แต่ก็ไม่สามารถจะทดลองให้เห็นจริงได้ เพราะขาดเครื่องมือ ต่อมาในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1609 ขณะที่กาลิเลโออยู่ที่เมื่องเวนิช ก็ได้ยินข่าวเลื่องลือกันว่า ที่ประเทศฮอลแลนด์ ได้มีผู้สร้างกล้องโทรทรรศน์ (Telescope) ขึ้นได้แล้ว เขาเองก็กำลังมีความสนใจเรื่องนี้เช่นกัน ดังนั้นในเดือนมกราคม ค.ศ.1610 เขาจึงสร้างกล้องโทรทรรศน์ขึ้นเป็นครั้งแรก มีกำลังขยายเพียง 3 เท่า ต่อมาเขาพยายามปรับปรุงทำจนกระทั่ง มีกำลังขยายได้ถึง 32 เท่า ใช้ส่องดูดาวบนท้องฟ้า เขาได้พบความจริงหลายอย่าง เช่น ผิวของดวงจันทร์ไม่เรียบอย่างที่เห็นด้วยตาเปล่า ผิวของดวงจันทร์ขรุขระ เช่นเดียวกับผิวของโลก มีภูเขาและหุบเขา เขาได้ค้นพบว่าดาวเคราะห์ ต่างกับดาวฤกษ์ พวกดาวเคราะห์มีลักษณะเหมือนดวงจันทร์ ส่วนดาวฤกษ์นั้น มีแสงสว่างพุ่งออกมา


        เกี่ยวกับทางช้างเผือก Milky Way กาลิเลโอก็พบว่าประกอบด้วยดาวเล็กๆ เป็นจำนวนมากมาย เมื่อ ค.ศ.1610 กาลิเลโอก็ได้พบว่าดาวพฤหัสบดี (Jupiter) มีดวงจันทร์เป็นบริวารถึง 4 ดวง ต่อมาเขาได้พบว่าดาวเสาร์ (Saturn) มีวงแหวน มีสีต่างกันถึง 3 แถบ และดาวศุกร์ (Venus) เว้าแหว่งคล้ายกับดวงจันทร์ และได้พบจุดดำ (Sun Spot) ในดวงอาทิตย์


         การค้นพบปรากฏการณ์ต่างๆ บนท้องฟ้าด้วยกล้องดูดาว ของกาลิเลโอนี้เอง ทำให้ชื่อเสียงของเขาโด่งดัง มาจนกระทั่งทางเมืองเวนิส ได้ส่งคนมาเชิญเขาไปบรรยาย เกี่ยวกับการค้นพบ และการสร้างกล้องโทรทรรศน์ของเขาด้วย กาลิเลโอจึงได้เดินทางไปยังเมืองเวนิส และนำเอากล้องโทรทรรศน์ของเขาไปด้วย เขาได้ทำการทดลองให้เจ้าเมือง และบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ดู โดยเอากล้องไปตั้งไว้บนหอคอยของโบสถ์ กลางเมืองเวนิส แล้วส่องให้ดูเรือต่างๆ ที่แล่นเข้ามาในปากอ่าว ปรากฏว่าเห็นได้ชัดเจนดี ยังความตื่นเต้นให้แก่เจ้าเมือง และขุนนางเหล่านั้นอย่างใหญ่หลวง แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็ถูกพวกที่เชื่อถือในทฤษฎี ของอริสโตเติลต่อต้านอย่างมาก พวกนี้พยายามยุแหย่ และทำให้เขวไปในทางต่างๆ แต่พวกนี้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้


        ต่อมาใน ค.ศ.1610 กาลิเลโอได้ออกจากเมืองปาดัว (Padua) ไปอยู่ยังเมืองฟลอเรนซ์ โดยเป็นนักปราชญ์ประจำราชสำนักของ Grand Duke


       ณ ที่นี้เองเขาจึงได้มีเวลา ที่จะทำการค้นคว้าทดลอง และวิจัยเกี่ยวกับทางดาราศาสตร์ และกล้องโทรทัศน์ของเขา นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสแสดงปาฐกถาในที่ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องความรู้ใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ แต่เมืองนี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของกรุงโรม และศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นพวกที่เชื่อถือ ตามความคิดของคริสโตเติลด้วย เหตุนี้เองบรรดาพวกศาสตราจารย์ต่างๆ และพวกที่ยังเชื่อถือ ในความคิดของคริสโตเติล ได้ทำตัวเป็นศัตรูกับกาลิเลโอ ได้พยายามยุยงและปลุกปั่นต่างๆ นานา ไปยังกรุงโรม โดยหาว่ากาลิเลโอดูหมิ่นศาสนา ในที่สุดกาลิเลโอก็ถูกควบคุมตัว ไปแถลงความมุ่งหมายในการสอนคนทั่วไป เกี่ยวกับจักรวาลต่อหน้าโป๊บ กาลิเลโอได้แถลงความจริงใจของเขาต่อหน้าโป๊บ แสดงถึงเจตนาที่แท้จริงของเขาว่า ต้องการให้ประชาชนเข้าใจความจริง ไม่ได้มุ่งหมายจะขัดขวาง หรือยุยงให้ผู้คนไม่เชื่อถือในศาสนา ในครั้งแรกโป๊บก็เห็นใจเขา และเข้าใจเขาทุกอย่าง แต่เมื่อถูกยุยงมากๆ เข้า โป๊บก็คล้อยตามไปในฝ่ายตรงกันข้ามกับกาลิเลโอ จึงได้สั่งห้ามไม่ให้กาลิเลโอ ทำการสอนวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ แก่ประชาชนอีก ถ้าไม่เชื่อก็จะถูกลงโทษทรมาน โดยการเผาไฟทั้งเป็น ในที่สุดเมื่อไม่มีทางใดจะหลีกเลี่ยงได้ กาลิเลโอจึงต้องยอมสัญญาว่าเขาจะไม่สอนใครๆ อีก เขาจึงถูกปล่อยตัวกลับเมืองฟลอเรนซ์


       ใน ค.ศ.1661 เมื่อเขาถูกเรียกตัว ไปแก้ข้อหาเรื่องหมิ่นศาสนานั้น เขาได้นำเอากล้องโทรทัศน์ของเขาติดตัวไปด้วย และได้นำไปแสดงให้แก่ประชาชน ในกรุงโรมดูด้วย นอกจากนั้นเขายังได้เขียนหนังสือ เกี่ยวกับจุดดำในดวงอาทิตย์ ในหนังสือ Letters on The Solar Spots ซึ่งอธิบายทัศนะเก่า และทัศนะใหม่เกี่ยวกับระบบสุริยะ และเขาเชื่อในระบบสุริยะ ของโคเปอร์นิคัสซึ่งเชื่อว่า โลกและดาวเคราะห์ หมุนรอบดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลาง ของระบบสุริยะ ความจริงเรื่องนี้ กาลิเลโอไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นศาสนาคริสต์เลย


        การกลับมายังเมืองฟลอเรนซ์คราวนี้ กาลิเลโอต้องระมัดระวังตัว ทั้งด้านการพูดจา การสอน และการเขียนหนังสือ เพื่อที่จะไม่ให้ขัดกับคำสอนของศาสนา เขาได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบเป็นเวลา 7 ปี ในระหว่างนี้เขาได้ทำการศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับดาวหาง และได้แสดงให้เห็น ว่าความเข้าใจที่ว่า ดาวหางเกิดจากแสงอาทิตย์ เช่นเดียวกับรุ้งกินน้ำนั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด ต่อมาในปี ค.ศ.1632 เขาได้เขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Dialogo Dei Due massimi Sistemi Del Mondo การที่เขากล้าเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น ก็เพราะว่าโป๊ปองค์เก่าได้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว เขาจึงคิดว่าจะหาทางที่จะทำความเข้าใจ กับโป๊ปองค์ใหม่ได้ หนังสือเล่มนี้ได้เขียนขึ้นตามทฤษฎีของโคเปอร์นิคัส และได้พิสูจน์ทฤษฎีต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน แต่ว่าข้อความส่วนมาก ตรงกันข้ามกับคำสอนของศาสนา หนังสือเล่มนี้ ประชาชนกระหายจะอ่านมาก แต่ฝ่ายศัตรูของกาลิเลโอ ก็พยายามยุยงโป๊ปองค์ใหม่ต่างๆ นานา จนในที่สุดหนังสือเล่มนี้ ก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้นำเขาไปขายในอิตาลีอย่างเด็ดขาด นอกจากนั้น เขายังถูกเรียกตัวไปแก้คดีต่อหน้าโป๊ป ที่กรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง และถูกขู่ว่าถ้ายังขืนทำอย่างที่แล้วๆ มาอีก จะต้องถูกทรมานอย่างแน่นอน เขาถูกปล่อยให้เป็นอิสระอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้สาบานว่า จะไม่ทำอะไรเป็นที่ขัดกับคำสอนของพระเจ้า ถึงแม้เขาจะได้รับอิสระภาพแล้วก็ตาม แต่เขายังต้องตกอยู่ในความควบคุม ดูแลของบาทหลวงแอสคานิโอ พิคโคโลมินิ (Ascanio Piccolomini)


        ต่อมาในปี ค.ศ.1636 เขาได้เขียนหนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่ง เกี่ยวกับการค้นคว้าและทดลองต่างๆ ในวิชากลศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ได้พิมพ์ขึ้นจำหน่าย ในปี ค.ศ.1638 ที่เมืองเบย์เดน (Beyden) หนังสือเล่มนี้ เป็นที่สนใจกันมากกว่า หนังสือเล่มเก่าของเขาเสียอีก ในเรื่องเกี่ยวกับกลศาสตร์นี้ กาลิเลโอเป็นคนแรกที่ได้แถลงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับแรงงาน และเรื่องของการเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นหลักที่จะนำทางให้กับนิวตัน เขายังได้นำวิชาคณิตศาสตร์ ไปใช้ในวิชากลศาสตร์ เช่น ในเรื่องเกี่ยวกับของตกจากที่สูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นผู้แถลงเกี่ยวกับกฎการสมดุล การเคลื่อนที่บนพื้นระนาบ เรื่องราวของ Momentum เรื่องของ Hydrostatic เช่นเดียวกับกาลักน้ำ เป็นต้น


       ในด้านดาราศาสตร์ เขาได้พบการโคจรของดวงจันทร์ และดาวพฤหัสบดี และใช้ความรู้ ทางดาราศาสตร์ วัดเส้นแวงบนพื้นดินและทะเล และพบจุดดำบนดวงอาทิตย์ และยังได้พบอีกว่า ดวงจันทร์หมุนรอบโลกในเวลา 1 เดือน เมื่อ ค.ศ.1639 และต่อจากนั้นอีกราว 2 - 3 เดือน กาลิเลโอก็ตาบอดหลังจากนั้นกาลิเลโอ ก็ใช้เวลาในบั้บปลายของชีวิต ถ่ายทอดวิชาความรู้ ให้แก่ศิษย์คนโปรดของเขาคือ ทอริเซลลิ (Torricelli) และวิเวียนนิ (Viviani) ในระยะนี้กาลิเลโอก็ล้มป่วยออดๆ แอดๆ เรื่อยมา และถึงแก่กรรมเมื่อปี ค.ศ.1642 ทิ้งความคิดอ่านใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ไว้ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังๆ ค้นคว้ากันต่อไป ศพของเขาได้นำไปฝังไว้ที่สุสาน ณ โบสถ์ Church of Santa Croce ในกรุงฟลอเรนซ์ และหลังจากนั้นอีก 50 ปีต่อมา ได้มีการสร้างอนุสาวรีย์ของเขาขึ้น ไว้เป็นเกียรติยศแก่เขาที่โบสถ์แห่งนั้น    


อาร์คิเมดีส
ผู้ขับเคลื่อนโลก เจ้าของเสียงร้องตะโกน " ยูเรก้า " บิดาแห่งวิชากลศาสตร์

       ชายชราผู้หนึ่ง ลุกพรวดพราดขึ้นจากอ่างอาบน้ำสาธารณะอย่างลุกลี้ลุกลน ลืมแม้กระทั่งใส่เสื่อผ้า ปากก็ร้องตะโกนไปตามถนนว่า ยูเรก้า (Eureka) ยูเรก้า ไปตลอดทาง จนทำให้ประชาชนพากันแตกตื่น มายืนดูกันด้วยความแปลกใจ ชายชราที่กล่าวถึงนี้ก็คือ อาร์คิเมดีส ปรัชญาเมธีแห่งเมืองอเล็กซานเดรีย (Alexandria) นั่นเอง และท่านผู้นี้ได้สมญานามว่า " บิดาแห่งวิชากลศาสตร์ " (The Father of Mechanics)


       อาร์คิเมดีส เกิดเมื่อประมาณ 287 ปี ก่อนคริสต์กาล ณ เมืองไซราคิวส์ (Syracuse) เกาะซิซิลี (Sicily) บิดาเป็นนักดาราศาสตร์ชาวกรีก ชื่อ Pheidias เมื่ออยู่ในวัยเด็กเขาได้ไปศึกษา วิชาคณิตศาสตร์อยู่ที่เมืองอเล็กซานเดรีย โดยศึกษาอยู่กันอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ทางคณิตศาสตร์คนหนึ่ง ชื่อ Cenon of Samos และท่านผู้นี้ก็เป็นลูกศิษย์ของยูลิค (Euclid) ปรัชญาเมธีทางคณิตศาสตร์คนหนึ่งของกรีก เมืองอเล็กซานเดรียในสมัยนั้น เป็นศูนย์กลางการศึกษาของกรีก ที่รู้จักกันทั่วโลก


        าร์คิเมดีส สนใจในการศึกษาเกี่ยวกับหลักปรัชญาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์หลายสาขา เขาพยายามศึกษาค้นคว้า ทดลองอย่างจริงจัง อุทิศเวลาทั้งหมด ในชีวิตของเขาให้แก่งานด้านนี้ โดยไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด เขาทำงานอยู่กับสิ่งเหล่านี้ด้วยความเพลิดเพลิน จนมิได้เอาใจใส่ในสิ่งอื่นๆ ที่อยู่รอบตัวเลย แต่พอเขาเสร็จงานแล้ว จึงจะหันมาสนใจกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อที่จะหากฎเกณฑ์และค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ จากธรรมชาติอีกต่อไป จาการสังเกตค้นคว้า ทดลองอย่างเอาจริงเอาจังนี้เอง ทำให้เขาพบกฎเกณฑ์ และทฤษฎีต่างๆ มากมาย ซึ่งโดยมากเขา มักจะไม่ค่อยได้อธิบายอะไรไว้มากนัก เพียงแต่ได้บันทึกทฤษฎีเหล่านั้นเอาไว้
กฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เขาค้นพบ เช่น " กฎของคานดีด " (The law of Lever)   ซึ่งนำไปใช้ในการประดิษฐ์เครื่องผ่อนแรงต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ค้นพบเกี่ยวกับ

 

         " การหาความถ่วงจำเพาะ " (Specific gravity)   ของวัตถุที่มีรูปร่างขรุขระไม่เป็นไปตามรูปแบบ รูปทรงทางเรขาคณิต ต่อมากฎอันนี้เรียกกันว่า " หลักของอาร์คิเมดีส " (Archimedes's Principle) กฎนี้ว่า " น้ำหนักของวัตถุที่หายไปในน้ำ ย่อมเท่ากับน้ำหนักของน้ำ ที่ถูกวัตถุนั้นแทนที่ "   จากหลักฐานและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เขาบันทึกเอาไว้เหล่านี้เอง ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่า " เป็นบิดาแห่งกลศาสตร์ " (The father of mechanics)


         สาเหตุที่อาร์คิเมดีส จะพบหลักในการหาความถ่วงจำเพาะของวัตถุ ที่มีรูปทรงไม่เป็นไปตามแบบเรขาคณิต ก็มีอยู่ว่า เมื่ออาร์คิเมดีสจบการศึกษา มาจากเมืองอาเล็กซานเดรียแล้ว ก็เข้ารับราชการอยู่ในสำนักของพระเจ้าเฮียโร (Hiero) ที่ 2 กษัตริย์แห่งเกาะซิซิลี ซึ่งเป็นเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก เมืองหนึ่งในขณะนั้น ด้วยความสามารถและความเฉลียวฉลาดของเขา ทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักปราชญ์ ประจำราชสำนักนี้ และเป็นที่ปรึกษาข้อราชการของกษัตริย์อยู่เสมอ ต่อมาพระเจ้าเฮียโรรับสั่งให้ช่างทอง ประจำราชสำนักไปทำมงกุฎสำหรับพระองค์ เมื่อช่างทองทำมงกุฎเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็นำมาถวายให้ทอดพระเนตร เมื่อพระองค์ทรงรับมงกุฎ มาพิจารณาดูแล้วก็มีความสงสัยว่า ช่างทองอาจจะไม่ซื่อสัตย์นัก เพราะมีพิรุธชองกล แต่ครั้นจะด่วนตัดสินพระทัยขณะนั้น ก็เกรงว่าถ้าไม่เป็นความจริงช่างทองก็จะเสียน้ำใจ ดังนั้น เมื่อช่างทองลากลับไปแล้ว พระองค์ก็เรียกอาร์คิเมดีสเข้ามาปรึกษา และได้มอบให้อาร์คิเมดีส หาทางพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ โดยไม่ทำลายมงกุฎให้เสียรูป พร้อมกับมอบมงกุฎนั้นให้เขาไปด้วย


         เมื่ออาร์คิเมดีสรับมงกุฎมาแล้วก็รู้สึกหนักใจมาก เพราะถ้าให้ยุบมงกุฎได้ เรื่องก็จะง่ายเข้า เพราะจะหาปริมาตรของมงกุฎได้ว่ามีปริมาตรเท่าไร เท่ากับปริมาตรของทองคำแท้หรือเปล่า ในสมัยนั้นเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าวัตถุต่างๆ แม้จะมีน้ำหนักเท่ากัน แต่ปริมาตรก็ไม่เท่ากัน ก็จะหาปริมาตรของวัตถุนั้นได้ แต่ก็หาได้เฉพาะ วัตถุที่มีรูปทรงเรขาคณิตเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง อาร์คิเมดีสจึงรู้สึกหนักใจมาก เมื่อกลับไปถึงบ้านก็ครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องนี้ จนไม่เป็นอันกินอันนอน แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่า จะหาปริมาตรของมงกุฎได้อย่างไร เพราะมงกุฎนั้นรูปร่างไม่เป็นรูปทรงทางเรขาคณิต อาร์คิเมดีสทราบดีว่าทองคำแท้ กับเงินนั้น ถ้ามีน้ำหนักเท่ากันแล้ว เงินจะมีปริมาตรมากกว่าทองคำ และถ้าหากทองคำแท้กันเงิน มีปริมาตรเท่ากัน ทองคำก็จะมีน้ำหนักมากกว่า เขาได้ทดลองเอามงกุฎ ที่พระเจ้าเฮียโรให้มาทดลองชั่งน้ำหนักดู ก็ตรงกับทองคำที่พระราชาให้ช่างทองไป ยังเหลืออยู่แต่ว่า ปริมาตรของมงกุฎจะเท่ากับทองคำแท้ ที่พระเจ้าเฮียโรให้ไปหรือเปล่า เขาเองสงสัยว่าช่างทองอาจจะยักยอก เอาทองคำแท้บางส่วนไว้ แล้วเอาเงินปนลงไปในมงกุฎอันนั้น แต่เขาก็ไม่อาจจะหาทางพิสูจน์ได้

 

         อยู่มาวันหนึ่ง อาร์คิเมดีสนั่งขบคิดปัญหาอยู่ แต่ก็คิดไม่ตกว่า จะหาปริมาตรของมงกุฎได้อย่างไร ยิ่งคิดมากก็ยิ่งปวดหัวมาก จึงคิดจะไปอาบน้ำอุ่นให้ใจสบายเสียก่อน แล้วค่อยมาคิดใหม่ จึงออกไปอาบน้ำ ที่สาธารณสถานแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ บ้าน เมื่อไปถึงก็เห็นมีน้ำในอ่างเต็มปรี่อยู่ เขาจึงถอดเสื้อผ้าออกพาดไว้ แล้วลงไปในอ่างน้ำนั้น พลันสายตาของเขาก็เหลือบไปเห็น น้ำในอ่างล้นซู่ออกมา ทันใดนั้น อาร์คิเมดีสก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ เขารีบพรวดพราดออกจากอ่างอาบน้ำ แล้วก็วิ่งไปตามถนน ลืมแม้กระทั่งใส่เสื้อผ้าที่ถอดพาดไว้ ปากก็ร้องออกมาว่า ยูเรก้า ยูเรก้า ไปตลอดทาง จนประชาชนแตกตื่นมาดูกันใหญ่ แต่เขาก็มิได้สนใจ เขารีบวิ่งตรงไปยังบ้าน เมื่อไปถึงบ้านจึงรู้ว่าตนเองยังไม่สวมเสื้อผ้า จึงคว้าผ้ามานุ่งอย่างไม่พิถีพิถันนัก แล้วตรงไปหยิบเอามงกุฎมาผูกเชือกเส้นเล็กๆ แล้วเอาน้ำใส่อ่างให้เต็มพอดีกับขอบ เอามงกุฎหย่อนลงไปในอ่างน้ำ รองน้ำที่ล้นออกมาตวงหามริมาตร ครั้นแล้วก็นำเอาเงิน และทองคำแท้ แต่ละก้อนที่มีน้ำหนักเท่ากับมงกุฎอันนั้น มาทดลองหาปริมาตรบ้าง ก็พบว่า ทองคำแท้มีปริมาตรน้อยกว่ามงกุฎ และเงินมีปริมาตรมากกว่ามงกุฎ เมื่อทดลองได้ผลออกมาเช่นนี้ อาร์คิเมดีสก็รู้ทันทีว่า ช่างทองยักยอกเอาทองของพระราชาแน่ และเอาเงินปนมาในมงกุฎ แทนทองที่ยักยอกเอาไป


         เมื่ออาร์คิเมดีส ทดลองกับสิ่งต่างๆ จนแน่ใจว่าไม่ผิดพลาดแน่แล้ว จึงได้นำผลการทดลองนี้ไปกราบทูลพระราชา พระราชาจึงตรัสสั่งให้นำตัวช่างทอง มาดูการทดลองครั้งนี้ด้วย เมื่อช่างทองเห็นการทดลอง ของอาร์คิเมดีสโดยตลอดแล้วก็ตกใจมาก และยอมรับสารภาพแต่โดยดี ว่าตนโกงเอาทองไปจริง แล้วเอาเงินผสมเข้าไปในมงกุฎนั้น พระราชาจึงสั่งลงโทษช่างทองคนนั้น และกล่าวคำชมเชยในความสามารถของอาร์คิเมดีส ทั้งยังให้รางวัลอีกมากมาย


        ต่อมานักวิทยาศาสตร์ ได้นำเอาหลักของอาร์คิเมดีส มาใช้ในการหาปริมาตร และนำไปใช้ในการหาความถ่วงจำเพาะ ของวัตถุต่างๆ เรียกว่า Specific gravity เช่น ทองคำที่มีความถ่วงจำเพาะ 19.3 หมายความว่า ทองคำจะหนักเป็น 19.3 เท่าของน้ำที่มีปริมาตรเท่ากัน หรือเงินมีความถ่วงจำเพาะ 10.5 หมายความว่า เงินจะหนักเป็น 10.5 เท่าของน้ำที่มีปริมาตรเท่ากัน เป็นต้น


         ต่อมาเมื่อเขาได้ไปอาบน้ำ ที่อ่างสาธารณะอีกครั้งหนึ่ง เขาก็พบว่า น้ำในอ่างได้พยุงตัวเขาไว้ ทำให้ตัวของเขาโอนเอนเหมือนกับทุ่น และเบาลอยขึ้น เขาได้นำปัญหานี้กลับมาทดลอง และพบความจริงว่า ถ้าวัตถุจมอยู่ในของเหลว ของเหลวจะออกแรงไว้เท่ากับ น้ำหนักของเหลวที่วัตถุนั้นแทนที่ อันนี้หมายความว่า ถ้าเราเอาเหล็กก้อนหนึ่ง หนัก 8 ปอนด์ ไปใส่ลงในอ่างน้ำ ซึ่งมีน้ำเต็มอยู่ น้ำก็จะล้นออกมามีปริมาตร เท่ากับเหล็กก้อนนั้น เพราะเหล็กเข้าไปแทนที่น้ำในอ่างนั้น ถ้าเราเอาน้ำที่ล้นออกมาจากอ่างนั้นมาชั่งดู จะหนัก 1 ปอนด์ ถ้าเราชั่งน้ำหนักของเหล็กก้อนนั้นในน้ำบ้าง ก็จะเห็นว่าเหลือน้ำหนักเพียง 7 ปอนด์ แสดงว่าน้ำหนักหายไป 1 ปอนด์ น้ำหนักของเหล็กที่หายไปในน้ำ 1 ปอนด์นี้ จะเท่ากับน้ำหนักของน้ำ ที่ถูกเหล็กแทนที่ หรือน้ำหนักของน้ำที่ล้นออกมา แสดงว่าน้ำออกแรงพยุงเหล็กเท่ากับ น้ำหนักของน้ำที่ถูกเหล็กแทนที่


         นอกจากนี้ เขายังทดลองและค้นพบว่า ถ้าวัตถุลอยน้ำปริ่มๆ แล้ว น้ำหนักของวัตถุก้อนนั้น จะเท่ากับน้ำหนักของน้ำ ที่วัตถุนั้นแทนที่


         ถ้าหากว่าวัตถุนั้นบางส่วนจมอยู่ในน้ำ และบางส่วนลอยอยู่เหนือน้ำแล้ว น้ำหนักของวัตถุก้อนนั้น จะเท่ากับน้ำหนักของน้ำที่มีปริมาตร เท่ากับส่วนจมของวัตถุนั้น ซึ่งเรียกว่า แรงลอยตัว (Bouyancy)


         ด้วยเหตุผลอันนี้เอง ทำให้คนเราสามารถลอยตัว และว่ายน้ำได้ เพราะว่าร่างกายของเรา มีน้ำหนักใกล้เคียง กับน้ำหนักของน้ำ ที่ตัวเราเข้าไปแทนที่
 

          การที่เป็นคนไม่อยู่นิ่ง มักจะคิดค้นหาความรู้อยู่เสมอ พร้อมกันนั้นก็มักจะสร้างทฤษฎี และกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นมากมาย เขาสังเกตเห็นว่าชาวเมืองได้รับความลำบากมาก ในการที่จะนำเอาน้ำจากบ่อขึ้นมาใช้ได้ เพราะจะต้องค่อยๆ ตักทีละถัง กว่าจะได้น้ำมาพอใช้ ก็กินเวลาและเหน็ดเหนื่อมาก เขาจึงคิดเครื่องผ่อนแรงขึ้น เพื่อจะนำเอาน้ำขึ้นจากบ่อมาใช้ โดยไม่ต้องออกแรงมาก และไม่เสียเวลาด้วย สิ่งนี้ก็เรียกกันว่า สกรูวิดน้ำของอาร์คิเมดีส (Archimedean screw) ซึ่งประกอบด้วยตัวสกรู คล้ายกับสว่านอยู่ในทรงกระบอกกลวง ขนาดพอดีกัน เมื่อหมุนสกรูเข้า น้ำก็จะไหลขึ้นมาตามกระบอกนั้น ทำให้ทุ่นทั้งแรงงานและเวลาด้วย ต่อมาได้มีผู้ดัดแปลงเครื่องสกรูนี้ ไปใช้ในการนำถ่านหินเข้าสู่เตาไฟ และนำเอาเถ้าออกมาจากเตาไฟด้วย และอาจจะเป็นเครื่องมือสำหรับบดเนื้อ ฯลฯ ได้ด้วย
 

         ในขณะนั้นบ้านเมืองกำลังปรกติสุข ประชาชนทำมาหากินด้วยความสบายใจ อาร์คิเมดีสได้ออกไปดูแล และควบคุมการทำงานของพวกกะลาสีเรือหลวง และได้เห็นพวกกะลาสีเหล่านี้ ทำงานกันหนักมาก เพราะไม่รู้จักหลักของเครื่องผ่อนแรง เขาจึงนำเอาข้อสังเกตนี้ไปขบคิด ในที่สุดเขาก็พบความจริงว่า ถ้าทำให้คานของคานดีดยาวๆ ก็จะสามารถยกของหนักๆ ได้ด้วยแรงน้อยๆ กฎอันนี้เป็นที่รู้จักในนามกฎของคานดีด (The Law of Lever) และเขาได้ทำการทดลอง ให้พระราชาทอดพระเนตร และกราบทูลว่า ถ้าหาที่ให้เขายืนอยู่ภายนอกโลกได้ เขาจะสามารถงัดโลกให้เขยื้อน (Move) ได้ด้วยกำลังของเขา ตามหลักของคานดีด พระราชาตรัสชมเชย ในความหลักแหลมของเขามาก
 

       จากหลักคานดีดนี้เอง เขาได้สอนให้พวกกะลาสีเรือ รู้จักใช้คานงัดของหนักๆ โดยไม่ต้องออกแรงมากนัก และสอนให้รู้จักสร้างรอกขึ้นใช้ ในการยกของหนักๆ เป็นต้น
 

        ต่อมาประมาณ B.C.212 ชาวโรมันมีอำนาจขึ้น เห็นว่าเมืองไซราคิวส์อุดมสมบรูณ์ จึงยกกองทัพเรือมาโจมตี เพื่อจะเอาเป็นเมืองขึ้น เมื่อชาวโรมันยกกองทัพเรือมาล้อมเกาะซิซิลีนั้น อาร์คิเมดีสได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็นผู้รักษาบ้านเมือง เขาจึงนำความรู้เรื่องคานดีดของเขามาสร้าง เครื่องยิงก้อนหินไปยังฝ่ายข้าศึก ทำให้เรือของข้าศึกเสียหายมากมาย แม้แต่ Marcellus แม่ทัพชาวโรมันก็ยังชมเชย ในความสามารถของอาร์คิเมดีส แต่น้ำน้อยก็ย่อมแพ้ไฟ ในที่สุดชาวโรมันก็ได้ชัยชนะ ตีเมืองแตก และยกทหารเข้าเมืองไซราคิวส์ได้ Marcellus แม่ทัพใหญ่ของโรมัน เห็นความสามารถของอาร์คิเมดีส คิดจะชุบเลี้ยงอาร์คิเมดีสต่อไป จึงได้สั่งทหารไม่ให้ทำร้ายอาร์คิเมดีส แต่มีทหารผู้หนึ่งไปพบชายชรา กำลังถือไม้ขีดเขียนอยู่บนพื้นทราย เป็นรูปวงกลมบ้าง ทรงกระบอกบ้าง จึงเข้าไปถามว่า " รู้จักอาร์คิเมดีสไหม "   ชายชราก็ตอบว่า " อย่าพึ่งมายุ่ง ข้ากำลังคิดแก้ปัญหาอยู่ ให้รอสักประเดี๋ยวจะบอกให้ "   ทหารผู้นั้นเกิดบันดาลโทสะขึ้นมาทันที หาว่าตาแก่คนนี้อวดดี จึงชักดาบแทงอาร์คิเมดีสตายทันที โดยไม่ทราบว่าชายชราผู้นี้เป็นใคร ครั้นต่อมามีผู้มาพบอาร์คิเมดีสเข้า ก็ต่อเมื่อเขาได้ตายไปแล้ว จึงนำข่าวไปบอกกับ Marcellus  Marcellus รู้สึกเสียใจมาก ที่ศูนย์เสียนักปราชญ์ ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกไป จากความสามารถของปราชญ์ผู้นี้ ทำให้ Marcellus รับอุปการะครอบครัวของเขาไปจนตลอดชีวิต และสร้างอนุสาวรีย์เป็นรูปวงกลม รูปทรงกระบอก และรูปอื่นๆ ตลอดจนจารึกรูป และสูตรต่างๆ
ทางคณิตศาสตร์ ที่เขาคิดขึ้นเหนือหลุมฝังศพ ของอาร์คิเมดีส เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาสืบต่อไป ชีวิตของนักปราชญ์เมธีคนนี้ ได้จากโลกไปนานแล้ว แต่ชื่อเสียงและผลงานของเขา คงอยู่มาจนปัจจุบันนี้


ไมเคลอันเจโล
จิตรกร สถาปนิก กวี ประติมากรผู้ยิ่งใหญ่ และโดดเดี่ยว

 

        ไมเคลอันเจโล นั่งอยู่บนส่วนสูงที่สุดของนั่งร้านไม้ ศีรษะและไหล่แหงนคอตั้งบ่า คอปวดตุบๆ หน้าเปรอะเปื้อนสีที่ไหลเลอะเข้าตาจนแสบ เขาทำงานทุกวันแต่เช้ายันค่ำ วาดภาพด้วยสีน้ำบนเพดานโบสถ์ซีสทีน ณ นครวาติกัน กรุงโรม
         บางครั้งเขาทำงานยาว 30 วันรวดแล้วค่อยพัก เขารู้สึกปวดล้า วิงเวียนศีรษะ และหวั่นๆ ว่าตาจะบอดได้ ใน ค.ศ.1510 เมื่อเขาทำงานได้มาครึ่งทาง เขาก็เขียนกลอนชิ้นหนึ่งมีใจความว่า   " ตัวข้าฯ อยู่ผิดที่เสียแล้ว และข้าฯ ก็ไม่ใช่นักวาดภาพ ? "
         โดยส่วนลึกแล้ว ไมเคลอันเจโล บัวนาร์โรติ เชื่อว่าตนเองเป็นช่างแกะสลักหินอ่อน ที่ฝีมือจัดได้ว่าชั้นหนึ่ง แต่คงไม่ค่อยมีฝีมือวาดภาพนัก เขาเกิดเมื่อปี ค.ศ.1475 เป็นลูกชายของนายกเทศมนตรี เมืองคาปรีส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟลอเรนซ์ เขาอายุเพียง 33 ปี เมื่อสันตะปาปาจูเลียสที่ 2 ทรงเรียกตัวเข้าไปยังโรม และว่าจ้างให้วาดภาพ บนเพดานโบสถ์ซิสทีนเสียใหม่
          โบสถ์เพื่อประกอบพิธีศาสนาแห่งนี้ สร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ.1473 - 1481 และได้รับการขนานนามตามชื่อผู้สร้าง คือ สันตะปาปาซิกซ์ตุสที่ 4 ซึ่งเป็นลุงของสันตะปาปาจูเลียส ตามผนังมีภาพวาดชั้นเยี่ยม ของเหล่าศิลปินเอก เช่น บอตติเชลลี และเปรูจิโน แขวนอยู่ แต่ทว่าบนเพดานกลับมี เพียงภาพฟ้าประดับดาว ที่วาดโดยเปียร์มัตเตโอ ดามาเลีย ซึ่งดูธรรมชาติเมื่อเทียบกับภาพบนผนัง
 

         ตอนแรก สันตะปาปาจูเลียส ทรงประสงค์ให้ไมเคลอันเจโล ตกแต่งเพดานด้วยภาพสาวกทั้ง 12 ของพระเยซู แต่เขาเห็นว่าเป็นภาพที่  " ด้อยเกิน "   จึงตัดสินใจปิดทับภาพเดิม โดยวาดภาพตำนานการสร้างโลกขึ้น จากจินตนาการของเขาเอง
         ใ นการวาดภาพบนเพดานสูงลิบนั้น ไมเคลอันเจโลอาศัยนั่งร้านไม้ ที่เขาออกแบบเอง นั่งร้านนี้สามารถเคลื่อนย้ายได้ ใช้ยืนวาดได้ และมีที่ให้เดินไปรอบๆ ได้ แม้กระนั้น เขาก็ยังรู้สึกว่าต้องตรากตรำ ทำงานบนนั่งร้านนี้ตลอดเวลา 4 ปีครึ่ง และยิ่งตอนเก็บงาน ในส่วนที่เป็นรายละเอียด เขาต้องพาดบันไดจากชั้นบนสุด ของนั่งร้านนี้ ไปทำงานโดยที่หน้า เกือบจะชนเพดานอยู่แล้ว
          ไมเคลอันเจโลเริ่มงานในฤดูร้อนปี ค.ศ.1508 โดยมีผู้ช่วย 6 คน คอยผสมสี บดปูนปาสเตอร์ และช่วยเขียนภาพเป็นบางครั้ง เขาวางแผนไว้ว่า ตลอดหลังคาโค้งตั้งแต่หน้าต่างขึ้นไป จะวาดเป็นภาพสีปูนเปียก (fresco เป็นคำจากภาษาอิตาเลียน แปลว่า แบบสดๆ) ซึ่งหมายถึง การวาดภาพให้เสร็จอย่างรวดเร็ว ขณะที่ปูนปาสเตอร์ยังหมาดอยู่ ซึ่งหากผิดพลาดก็ต้องกระเทาะปาสเตอร์ออก แล้ววาดใหม่ แต่ในงานนี้ ไมเคลอันเจโล เคยทำพลาดเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

           ก่อนอื่น เขาต้องร่างแบบบนแผ่นกระดาษ แล้วปุตามลายเส้นนั้นด้วยเข็มมุด ขั้นต่อไปก็ทาบกระดาษเข้ากับเพดาน และโรยผงถ่านผ่านรอยปุ แล้วจึงลงมือวาดตามรอยร่าง แต่บางครั้งก็วาดสดๆ ลงไปเลยหากรู้สึกมั่นใจ
         ในภาพวาดมีฉากทั้ง 9 เรียงรายอยู่เหนือศีรษะ ตั้งแต่ฉาก " จากความมืดสู่ความสว่าง " (หมายถึง การสร้างโลก) ซึ่งอยู่เหนือแท่นบูชา จนถึงฉาก " การเมามายของโนอาห์ " (แสดงว่ามนุษย์อยู่ห่างไกล จากพระเจ้ามากที่สุด) ซึ่งอยู่เหนือทางเข้าภาพหลักทั้ง 9 นี้ยังแวดล้อมและแทรกไว้ด้วย ภาพน้อยใหญ่ของบรรดาศาสดาพยากรณ์ชาย หญิง บรรพบุรุษของพระเยซู ภาพชายเปลือยที่แสดงถึงความสมบรูณ์แบบ ของสรีระมนุษย์ ตลอดจนภาพแสดงการไถ่บาปให้แก่มนุษยชาติ
         ไมเคลอันเจโล วาดภาพบุคคลจากพระคัมภีร์ไบเบิลทั้งเก่า และใหม่ทั้งสิ้นประมาณ 300 ราย แต่ละรายมีลักษณะ สีหน้า และท่าทางเฉพาะตัว รวมพื้นที่ซึ่งใช้วาดกว่า 1,022 ตร.ม.
         ขณะงานค่อยๆ คืบหน้า มิเคลอันเจโลกลับปลดผู้ช่วยของเขาออกเกือบหมด เขาให้เหตุผลว่า คนพวกนี้ไม่มี   "ใจ "  ในการทำงาน มิเคลอันเจโลหนุ่มฉกรรจ์ ผู้มีไหล่กว้าง และสูงปานกลาง ยังคงมุ่งมั่นทำงานต่อไป โดยไม่ระย่อต่อสายลมหนาว อันทารุณที่พัดกรูเข้ามาในโบสถ์ ระหว่างฤดูหนาว อีกทั้งฝนที่ยังรั่วซึมเพดาน ทำให้ภาพวาดบางส่วนขึ้นรา
         ไมเคลอันเจโลกินแต่ขนมปังเปล่าเป็นอาหาร ส่วนใหญ่ระหว่างทำงาน ยามนอนก็อาศัยหลับเป็นพักๆ ในห้องทำงานคับแคบซึ่งอยู่ใกล้กันนั้น ในสภาพยังสวมชุดทำงาน และรองเท้าบู๊ต เขาต้องทนทุกข์ทั้งกายทั้งใจ ในเดือนมกราคม ค.ศ.1509 ไมเคลอันเจโลเขียนจดหมายถึงพ่อว่า ข้าคงไม่กล้าขออะไรจากองค์สันตะปาปา เพราะผลงานของข้า ดูท่าจะไม่คืบหน้าสักเท่าใด มันเป็นงานที่ยากมาก และอีกอย่างก็ไม่ใช่งานที่ข้าชำนาญเสียด้วย ผลที่ตามมาคือ ข้าเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ ขอให้พระเจ้าช่วยข้าด้วยเถิด                    สันตะปาปาก็ทรงหวั่นวิตก ไม่แพ้ไมเคลอันเจโล ท่านมาเยี่ยมดูโบสถ์เป็นระยะๆ ปีนป่ายบันไดพาดขึ้น ไปจนถึงนั่งร้านชั้นบนสุด เพื่อตรวจสอบภาพวาด ซึ่งมักทำให้ทั้งสอง มีเรื่องถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน เป็นต้นว่าระหว่างฤดูร้อนในปี ค.ศ.1510 เมื่องานเสร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง สันตะปาปาจูเลียสทรงประสงค์จะรู้ว่า ส่วนที่เหลือจะเสร็จเมื่อใด คำตอบจากไมเคลอันเจโลคือ  " เมื่อเป็นที่พอใจของข้าพระองค์ในฐานะศิลปิน "  สันตะปาปาขมวดคิ้วนิ่วหน้า และพูดด้วยเสียงเฝื่อนๆ ว่า  " เราต้องการให้เจ้าทำให้เราพอใจ และเสร็จโดยเร็วด้วย? "
         อีกคราวหนึ่ง สันตะปาปาพระชนม์ 60 ทรงขู่ว่าจะให้จับตัวท่านศิลปิน โยนลงมาจากนั่งร้าน ถ้าไม่ทำงานให้เร็วขึ้น " เมื่อไรจะเสร็จเสียที่ล่ะ? "   สันตะปาปาจูเลียสทรงบ่น " ก็เมื่อมันเสร็จน่ะซี "   ไมเคลอันเจโลทูลตอบสั้นๆ สันตะปาปาพระพักต์แดงด้วยความขัดเคืองพระทัย และเลียนคำพูดว่า " ก็เมื่อมันเสร็จน่ะซี? ก็เมื่อมันเสร็จน่ะซี "   แล้วท่านยกไม้เท้าตีที่บ่า ของไมเคลอันเจโลด้วยความพิโรธ
         สุดท้ายทั้งสองก็ยอมสงบศึก และไมเคลอันเจโลกลับมาทำงานต่อ จนถึงฤดูใบไม้ร่วง แล้วเงินก็ขาดมืออีก จนถึงเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ.1511 ไมเคลอันเจโลจึงมีเงินทำงานต่อ ถึงตอนนี้ ผู้คนที่ทำงานในวาติกัน ต่างคุ้นเคยกับการปรากฏตัวแบบประหลาดๆ ของไมเคลอันเจโล ขณะเดินเข้าออกโบสถ์ ผมเผ้าและหนวดเคราเปื้อนสีเป็นทาง เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง และเปื้อนปาสเตอร์แห้งกรัง ต้องเดินก้มหน้าด้วยตาสู้แสงข้างนอกไม่ได้ หลายคนคิดว่าเขาเป็น " คนบ้า "   และโห่ไล่เมื่อเขาเดินผ่านไปตามถนน
        ไมเคลอันเจโล คงตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปโดยลำพัง จนงานชิ้นมโหฬารนี้ เสร็จสมบรูณ์ในที่สุดในฤดูใบไม้ร่วง ค.ศ.1512 เกือบ 4 ปีครึ่งหลัง จากที่เขาลงนามทำสัญญา กับสันตะปาปา นั่งร้านและผ้าคลุมถูกรื้อออกไป สันตะปาปาจูเลียสและข้าราชสำนัก ได้ชมภาพวาดบนเพดานในคืนวันนักบุญ (วันที่ 31 ตุลาคม) วันถัดมามีพิธีฉลองการเปิดโบสถ์ แด่องค์สันตะปาปา ไมเคลอันเจโลไม่ได้เข้าร่วมพิธี เขาร้อนใจใคร่กลับไปทำงานปั้นของเขา และเขียนเล่าให้พ่อฟังว่า " ข้าเสร็จงานภาพวาดที่โบสถ์แล้ว.....สันตะปาปาทรงพอพระทัยมาก....."


“ธิดากาลิเลโอ”..บันทึกประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ ศรัทธา และความรัก (Galileo's Daughter)

ธิดากาลิเลโอ ..บันทึกประวัติศาสตร์แห่งวิทยาศาสตร์ ศรัทธา และความรัก
เดวา โซเบิล เขียน นพดล เวชสวัสดิ์ และ ดุษฎี เฮย์มอน แปล
410 หน้า, ราคา 295 บาท


หนังสือเล่มนี้คุณนพดล เวชสวัสดิ์ และ ดุษฎี เฮย์มอน แปลจากหนังสือดังของเดวา โซเบิล “Galileo's Daughter: A Historical Memoir of Science, Faith, and Love”

เดวา โซเบิล สนใจประวัติของกาลิเลโอ และด้วยแรงบันดาลใจจากจดหมายที่ยังหลงเหลือของลูกสาวกาลิเลโอที่ส่งถึงพ่อ ทำให้โซเบิลผูกร้อยเรื่องราวชีวิตอันน่าสนใจของกาลิเลโอ (1564-1642) ขึ้นมาอีกครั้ง

หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงเป็นประวัติชีวิตของกาลิเลโอ แต่ยังกล่าวถึงลูกสาวของเขา เราจึงรับรู้เรื่องราวชีวิตของกาลิเลโอทั้งในด้านวิทยาศาตร์และด้านครอบครัว ในบรรดาลูกของกาลิเลโอ ลูกสาวที่ชื่อว่า ‘Maria Celeste’ ซึ่งเป็นลูกนอกสมรสของเขากับ Marina Gamba โดยในสมัยนั้นมีกฎข้อห้าม ไม่ให้ลูกนอกสมรสที่โตขึ้นมาแต่งงานได้ ดังนั้นกาลิเลโอจึงนำลูกสาวเข้าไปฝากฝังที่สำนักนางชีใกล้เมืองฟลอเรนซ์

แม้ Maria Celeste ใช้ชีวิตในสำนักนางชีมาตั้งแต่เด็ก แต่เธอก็ติดต่อกับกาลิเลโอผ่านจดหมายโดยตลอด เธอถ่ายทอดสภาพความเป็นอยู่ในสำนักนางชี เธอให้การสนับสนุน ส่งกำลังใจให้ผู้เป็นพ่อผ่านตัวอักษร เพราะในขณะนั้นกาลิเลโอถือเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของศาสนจักร จากการประกาศว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของเอกภพ โลกของเราโคจรรอบดวงอาทิตย์

กาลิเลโอเป็นคาทอลิกที่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า เปี่ยมด้วยศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง เขาคิดว่าความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบไม่ได้ขัดแย้งกับหลักคำสอนในพระคัมภีร์แต่อย่างใด ในที่สุดเขาต้องขึ้นศาลศาสนาในกรุงโรม การไต่สวนความผิดกาลิเลโอในครั้งนั้นเป็นที่โจษขานในประวัติศาสตร์ กาลิเลโอต้องยืนอยู่หน้าพระคาร์ดินัลจำนวนมากท่ามกลางวินาทีแห่งความเป็นความตาย ศาลศาสนาได้บีบให้กาลิเลโอปฏิเสธความเชื่อที่เขียนไว้ในหนังสือ “บทสนทนาฯ” กาลิเลโอจำต้องยอม ในที่สุดเขาได้รับโทษถูกกักบริเวณในเวลาต่อมา (ในสมัยนั้นศาสนจักรมีอำนาจสูงมาก จอร์ดาโน บรูโน ถูกลงทัณฑ์เสียชีวิตจากการมัดเผาหลัก) หนังสือของกาลิเลโอถูกกรมบรรณสารศาสนาสั่งห้ามตีพิมพ์ยาวนานถึง 200 ปี

ในปี 1992 หลังจากการไต่สวนครั้งนั้น 359 ปี พระสันตะปาปาจอห์น ปอล ที่ 2 ได้ออกมาประกาศยอมรับว่า “กาลิเลโอถูกต้อง” พร้อมทั้งกล่าวยกย่องว่าเป็นผู้มีพลังสมองปราดเปรื่อง .. การค้นพบของกาลิเลโอในทางดาราศาสตร์ คณิตศาสตร์ และฟิสิกส์ เป็นสิ่งที่ล้ำค่าสำหรับมนุษยชาติ ไอน์สไตน์เคยบอกไว้ว่าเขาคือบิดาแห่งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่

คงไม่เกินเลยไป ถ้าผมจะบอกว่า ประวัติศาสตร์ของกาลิเลโอคือประวัติศาสตร์ของพวกเราเช่นกัน..
 


วาติกันและกาลิเลโอ

       เมื่อกาลิเลโอมีอายุได้ 69 ปี คณะตุลาการศาสนาของประเทศอิตาลีได้มีมติบังคับให้กาลิเลโอถอนคำพูดของเขาที่ว่า "โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์" เขาถูกผู้คนประณามหยามเหยียดว่าเป็นพวกนอกรีต และถูกทรมานจองจำ จนในบั้นปลายของชีวิต ตาทั้งสองข้างของเขาบอดสนิท และเขาได้ตายจากโลก โดยมีคำสาปแช่งของศาสนาติดตัวตามไป

           แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2534 นี้เอง สันตะปาปา John Paul ที่ 2 แห่งสำนักวาติกันได้ทรงทำพิธีถ่ายบาปให้กาลิเลโอ โดยองค์สันตะปาปาแถลงว่าคำวินิจฉัยของคณะตุลาการศาสนาที่ได้ตัดสินไปเมื่อ 359 ปี ก่อนโน้นนั้น ผิด เพราะยุโรปในสมัยนั้นยึดถือในปรัชญาคำสั่งสอนของ Aristotle มากและเชื่อคำสอนด้านดาราศาสตร์ของ Ptolemy ซึ่งวิชาทั้งสองนี้อิงอาศัยความรู้สึกและสามัญสำนึกเป็นสำคัญ Ptolemy ได้สอนคนในสมัยนั้นว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล โดยดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวต่างๆ โคจรรอบโลก ส่วนAristotle นั้นได้แบ่งจักรวาลออกเป็นสองภาค คือ ภาคสวรรค์ และภาคพื้นดิน โดยสรรพสิ่งทั้งหลายที่ลอยอยู่บนสวรรค์นั้นสวย สมบูรณ์และอมตะถาวร ส่วนสรรพสิ่งทั้งปวงที่กองอยู่บนดินนั้นมีสภาพอปกติ และจะเปลี่ยนแปลงชั่วนิจนิรันดร์
เมื่อกาลิเลโอมีอายุได้ 25 ปี ความเป็นอัจฉริยะ ก็เริ่มฉายแสง โดยเขาได้ล้มล้างทฤษฎี Aristotle ที่ผู้คนยึดถือกันมานานร่วม 2,000 ปีที่ว่า วัตถุหนักจะตกถึงพื้นเร็วกว่าวัตถุเบา โดยเขาได้ขึ้นไปบนหอคอยเอียงแห่งเมือง Pisa แล้วปล่อยวัตถุที่หนักไม่เท่ากันลงมาพร้อมกัน ผลการทดลองแสดงให้เห็นชัดเจนว่าวัตถุทั้งสองตกถึงพื้นพร้อมกัน
 

        ในปี พ.ศ. 2152 เขาได้ประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ขึ้นใช้ โดยนำเอาเลนส์นูนและเลนส์เว้ามาติดที่ปลายทั้งสองของท่อกลวง และเขาก็ได้ปฏิวัติ ปฏิรูปวิชาดาราศาสตร์ทันที เพราะเขาได้เห็นภูเขาสูงต่ำบนดวงจันทร์ ซึ่งใครๆ ในยุคนั้นงมงายเชื่อว่า ผิวดวงจันทร์นั้นราบเรียบ กาลิเลโอจึงเป็นบุคคลแรกของโลกที่เห็นความไม่สมบูรณ์ของสวรรค์ และเมื่อเขาได้เห็นจุดดับบนดวงอาทิตย์ เห็นดวงจันทร์ 4 ดวงโคจรรอบดาวพฤหัสบดี และหาได้โคจรไปรอบโลกดังที่ใครๆ เชื่อไม่ เขาจึงตัดใจตีพิมพ์ผลงานของเขาในปี พ.ศ. 2153 ในหนังสือ Siderius Nuncius หนังสือนี้ถูกห้ามพิมพ์จำหน่ายอย่างเด็ดขาด และเขาถูกห้ามมิให้ตำหนิสวรรค์อีกไม่ว่าจะในกรณีใดๆ


       เมื่อ Maffeo Barberini บาทหลวงผู้สนิทชิดชอบกับกาลิเลโอได้รับการสถาปนาเป็นสันตะปาปา Urban ที่ 8 กาลิเลโอได้หลงคิดว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้มาถึงแล้ว งานค้นคว้าของเขาที่ตีพิมพ์ในหนังสือ Dialogo sopra due massini Sistemi del Mondo ในปี พ.ศ. 2175 ได้นำมาซึ่งปฏิกิริยาต่อต้านจากทุกสารทิศ เขาถูกสถาบันศาสนาประณาม และถูกทรมาน ถึงแม้จะตัวถูกขัง แต่ก็ไม่มีใครกักขังใจเขาได้ เขายังคงยึดมั่นในความคิดและความรู้ของเขา เขาได้พยายามทำให้คนทั้งหลายยอมรับว่า วิทยาศาสตร์มิได้เป็นวิชาที่ใช้ความรู้สึกเป็นตัวสร้างวิชา การทดลองเท่านั้นที่จะเป็นตัวตัดสินความถูก หรือความผิดของความคิดวิทยาศาสตร์
คดีกาลิเลโอมิได้เป็นคดีต่อสู้ประจันหน้ากันระหว่างสถาบันศาสนากับสถาบันวิทยาศาสตร์ เพราะในการพิพากษาครั้งนั้น คณะตุลาการศาสนามิได้รับฟังมุมมองของกาลิเลโอเลย คณะบาทหลวงเป็นฝ่ายว่าฝ่ายเดียว
 


 

 

 

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3


{mospagebreak}

หน้า 2

 


{mospagebreak}

หน้า 2


{mospagebreak}

หน้า 2


{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 

 


 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์