ฟิสิกส์ราชมงคล

index 162

 

อะไรเอ่ยในอะตอม

                                                      โดย สุริยากานต์ วงศ์ตระกูล

            อะตอม (atom) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสสาร ยกตัวอย่างง่ายๆแบบที่ใครๆก็รู้จักนายดำนายแดง ต่างก็รู้จักเช่น ทอง (gold ซึ่งมาจากภาษา อังกฤษโบราณว่า geolo ที่แปลว่าสีเหลืองหรือ yellow ในปัจจุบันที่ออกเสียงคล้ายกันนั่นเอง) ทองไม่ว่าจะเป็นทองแท่งทองรูปพรรณที่เห็นๆกันเหลืองอร่าม งามงดกันอย่างนั้นจริงๆแล้ว เจ้าก้อนสีเหลืองนี้ประกอบ ด้วยหน่วยเล็กเล็กที่เรียกกันว่าอะตอมของทอง (อักษรย่อทางเคมีของทองคือ Au มาจากภาษาละตินว่า Aurum)

 

รูปแสดงโครงสร้างของอะตอมทอง บริเวณสีเหลืองคือนิวเคลียสและวงกลมสีดำที่มีประจุเป็นเครื่องหมายลบที่อยู่ด้านนอกคืออิเล็คตรอน

 

            ภายในอะตอมประกอบด้วยสามสิ่งหลักคือ หนึ่งคืออิเล็คตรอน (electron) ซึ่งเป็นอนุภาคมีมวล 9.11 x10-31 กิโลกรัมและมีประจุเป็นลบ (-1) เจ้าอิเล็คตรอนนี้จะโคจรอยู่รอบๆใจกลางของอะตอมหรือที่เรียกกันว่า นิวเคลียส (nucleus - พหูพจน์คือ nuclei)  สองโปรตอน(proton)เป็นอนุภาคที่มีประจุเป็นบวก(+1)และมี มวล 1.67x10-27 กิโลกรัมและสามนิวตรอน(neutron)ซึ่งเป็นอนุภาคไม่มีประจุแต่มีมวลใกล้เคียงกับโปรตอน สำหรับโปรตรอนและนิวตรอนจะถูกเรียกรวมกันว่านิวคลีออน (nucleon)

เรามาเปรียบเทียบขนาดของอะตอมกับอนุภาคเหล่านี้กันเถอะ

อะตอม      มีขนาด   1x10-10 เมตร

นิวเคลียส   มีขนาด   1x10-15 เมตร

นิวตรอน หรือ โปรตรอน มีขนาด 1x10-15 ถึง 1x10-14 เมตร

อิเล็คตรอนเป็นอนุภาคที่ไม่ทราบขนาดแน่นอนแต่ประมาณได้ว่า 1x10-18 เมตร

            โอ้โหเล็กขนาดนี้แล้วนายดำนายแดงอย่างเราจะไปเห็นอะตอมได้อย่างไร นักฟิสิกส์ก็มีอาวุธ ตัวหนึ่งเรียกว่า STM (scanning tunneling microscope) ที่เอาไว้ศึกษาตำแหน่งของอะตอมบนพื้นผิวโดย ใช้หลักการคือเจ้า STM จะมีหัววัด (probe) ที่มีปลายแหลมเล็กมากซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปบนพื้นผิวของสสาร เจ้าหัววัดนี้เองจะปล่อยกระแสที่เรียกว่า tunneling currents ทำหน้าที่เป็นตัวตรวจหาตำแหน่งของอะตอม ต่างๆนั่นเอง

รูปถ่ายจาก STM ขนาด 7nm x 7nm แสดงอะตอมของ Cesium (บริเวณสีแดง) ที่อยู่บนผิวของ Gallium-Arsenide (บริเวณสีน้ำเงิน)

เจ้าอนุภาคสามตัว (โปรตอน นิวตรอน และอิเล็คตรอน) ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังไม่ใช่หน่วยที่เล็ก ที่สุดของสสาร นักฟิสิกส์ได้ค้นพบว่าหน่วยที่เล็กไปกว่านั้นเรียกว่า ควาร์ก (quark) และ เล็ปตอน (lepton) ย้อนไปในปี 1963 นาย Murray Gell-Mann (Nobel Prize 1969) เป็นคนแรกที่ใช้คำว่าควาร์กนี้ เขาเล่าว่า ตอนแรกเขาคิดอยู่ในใจว่าเจ้าอนุภาคที่เล็กที่สุดเนี่ยมันเหมาะกับเสียงเรียกว่า kwork แต่เขาเผอิญไปอ่าน หนังสือเล่มหนึ่งของ Jame Joyce ที่ชื่อว่า Finnegans Wake ที่มีอยู่บทหนึ่งกล่าวขึ้นต้นว่า “ Three quarks for Muster Mark! Sure he hasn’t got much of a bark. “  สังเกตว่าคำว่า quark จะออกเสียงคล้าย kwork แล้วบังเอิญที่ว่าในธรรมชาติควาร์กจะอยู่ด้วยกันสามตัว (ในตอนนั้นพบควาร์กประเภทที่อยู่ด้วยกัน สามตัวเท่านั้น) มันก็ไปพ้องกับกลอนบทนี้ สุดท้ายเลยตัดสินใจสะกดแบบ quark แทน

 

 

ควาร์กมีหกชนิดแต่ที่ประกอบเป็นนิวตรอนและโปรตรอนคือ upquark (u) และ downquark (d) โดยที่ u จะมีประจุเป็น +2/3 ส่วน d มีประจุเป็น -1/3 โปรตรอนจะประกอบด้วย u สองตัวและ d หนึ่งตัว (ลองเอาสองส่วนสามคูณสองลบหนึ่งส่วนสามดูจะเท่ากับบวกหนึ่งซึ่งเป็นค่าประจุของโปรตรอนนั่นเอง) สำหรับนิวตรอนจะมี u หนึ่งตัวแต่มี d สองตัว บวกลบคูณหารกันแล้วก็ได้ค่าประจุของนิวตรอนเป็นศูนย์ สำหรับประวัติของเจ้า u และ d นั้นถูกค้นพบโดยการทดลองของ Friedman, Kendall และ Taylor ในปี 1968 ซึ่งต่อมาทั้งสามก็ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี 1990

ควาร์กเป็นอนุภาคที่ต้องอยู่ด้วยกันสองหรือสามตัวเสมอเรียกว่าฮาดรอน (hadrons) เราจะไม่พบ ควาร์กอยู่เดี่ยวๆ เจ้าควาร์กเหล่านี้อยู่รวมกันได้โดยมีอนุภาคอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่ากลูออน (gluon) ซึ่งเป็น กาวสมชื่อทำหน้าที่เป็น force carrier เชื่อมอยู่ระหว่างควาร์กแต่ละตัว

สำหรับอิเล็คตรอนไม่ได้ประกอบจากควาร์กเช่นเดียวกับโปรตอนและนิวตรอนแต่อิเล็คตรอนเป็น อนุภาคที่ถูกจัดให้เป็นประเภทเล็ปตอน (lepton) ซึ่งปัจจุบันพบอยู่หกชนิด เล็ปตอนเป็นอนุภาคที่ไม่จำเป็น ต้องอยู่รวมกันแบบควาร์ก

           ศาสตร์แห่งอนุภาคที่เรียกกันว่า Particle Physic นั้นเป็นสาขาที่น่าสนใจได้มีการศึกษากันมานับจาก สมัยที่นายทอมสันค้นพบอิเล็คตรอนเป็นคนแรกในปี 1897 จากนั้นก็ศึกษาวิจัยกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึง ปัจจุบันได้มีการค้นพบควาร์กถึงหกชนิด เล็ปตอนอีกหกชนิด และ force carrier อีกสี่ชนิด ทำให้สาขาอนุภาค ฟิสิกส์นี้กวาดรางวัลโนเบลมามากต่อมาก ถึงแม้ว่าการทำการวิจัยในสาขานี้ต้นทุนการทดลองจะมโหฬาร แต่เนื่องจากลึกๆแล้วมันเป็นการสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษยชาติหรือแม้แต่นายดำนายแดงที่ว่า จักรวาลเกิดจากอะไรนั่นเอง

 

References

1)      http://www.sciencemaster.com/

2)      www.hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/particles

3)      www.members.ozemail.com.au/~Joyce/quark.htm

4)      www.nobel.se/physics

5)      http://www.jlab.org/

6)      www.thebigview.com/spacetime

7)      www.housestuffworks.com/atom9.htm


ยังมีที่ว่างอีกมากที่ด้านล่าง:

คำเชิญชวนสู่สนามใหม่ของฟิสิกส์

                                                                                                  สดชื่น วิบูลยเสข :  เขียนและเรียบเรียง

 ในการประชุมประจำปีของ American Physical Society ที่ California Institute of Technology(Caltech) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1959 (หรือ 45 ปีมาแล้ว) Richard P. Feynman ได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายในหัวข้อ There’s Plenty of Room at the Bottom: An Invitation to a New Field of Physics ปาฐกถานี้ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร Engineering and Science ของ Caltech ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 1960 เนื้อหาของคำบรรยายกล่าวถึงศักยภาพของสิ่งที่เล็กลงไปอีกในฟิสิกส์ และมีความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ในงานอุตสาหกรรมวัสดุสิ่งที่ Feynman กล่าวถึงในวันนั้นเมื่อสี่สิบห้าปีที่แล้ว กลายมาเป็นสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเรียกขานว่าเทคโนโลยีนาโนปัจจุบัน ใช่หรือไม่?

 เมื่อมองย้อนกลับไป คงพอกล่าวได้กระมังว่า  Richard Feynman คือผู้ไล่ล่าอนาคตของเทคโนโลยีนาโนมาไว้ที่ประตูที่เปิดกว้างสู่การประยุกต์หลากหลายรูปแบบด้วยเนื้อที่จำกัด ไม่สามารถนำบทความสมบูรณ์ทั้งชุดมาลงได้ จึงตัดตอนแต่ส่วนใจความสำคัญเท่านั้น

 Feynman เริ่มต้นการบรรยายของเขาด้วยการกล่าวย้อนถึงนักฟิสิกส์สองคนที่ “เปิดแดน”งานวิจัยแบบ “ที่สุด”

“นักวิทยาศาสตร์ทดลองคงจะเคยนึกอิจฉาคนอย่าง Kamerlingh Onnes ผู้ค้นพบโลกของฟิสิกส์อุณหภูมิต่ำ ซึ่งดูเหมือนจะปราศจากขอบเขต และเราสามารถลงต่ำอีก.....ต่ำอีก......อย่างไม่มีที่สิ้นสุด หรือคนอย่าง Percy Bridgman  ผู้สามารถทำความดันให้สูงขึ้น สูงขึ้นได้  คนทั้งสองเปิดโลกใหม่ของฟิสิกส์  โลกที่เขาเป็นผู้นำ และพาเราท่องต่อไป”

แล้วต่อด้วย เรื่องที่เขาต้องการเรียกร้องให้นักฟิสิกส์หันมาสนใจ “เปิดแดน” ต่อไป

“ผมอยากจะนำเสนออีกเรื่องหนึ่งของฟิสิกส์ ที่ดูเหมือนว่า ยังไม่มีคนสนใจจะค้นคว้าสักเท่าใด แม้ว่าโดยหลักการแล้วจะมีอะไรอีกมากมายที่สามารถค้นพบได้ในสายนี้ก็ตาม มุมนี้ของฟิสิกส์อาจจะไม่บอกอะไรเรามากนักเกี่ยวกับธรรมชาติ (ในแง่ของ “อนุภาคแปลก(strange particles) คืออะไร?) แต่จะทำให้เราเรียนรู้ถึงปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้นในสถานการณ์ซับซ้อนที่เราไม่คุ้นเคย ยิ่งกว่านั้น จุดสำคัญก็คือ ฟิสิกส์มุมใหม่นี้มีการประยุกต์ใช้ได้หลากหลาย”

 สมญา”นักไล่ล่าอนาคต” จึงเป็นสมญาที่เหมาะสมกับ Feynman   การประยุกต์ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายหลังการทำงานพื้นฐาน แต่ Feynman คาดการณ์ล่วงหน้าถึงอนาคตของสิ่งนี้ไว้แล้วว่าเป็นการประยุกต์เชิงเทคนิค

 Feynman  ใช้ลูกแบ๊คแฮนด์ตบลูกตามมาทันที

“สิ่งที่ผมต้องการจะพูดในวันนี้คือปัญหาของการทำและควบคุมสิ่งที่อยู่ในมาตราขนาดเล็ก”

 แล้วย้ำให้ผู้ฟังเห็นว่าขนาดเล็กที่เขากล่าวถึงนั้น..........ขนาดไหน

“พอผมเริ่มพูดเรื่องนี้ สองหูของผมก็อื้ออึงไปด้วยข่าวสารที่ผู้คนพยายามกรอกหูผมเกี่ยวกับการย่อระบบให้เล็กลง และผลงานด้านนี้ก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว พวกเขาบอกผมเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งมีขนาดเท่ากับเล็บบนนิ้วก้อยของคุณ หรืออุปกรณ์ที่มีขายในท้องตลาดซึ่งคุณสามารถใช้เขียนบทสวดมนต์ลงบนหัวเข็มหมุดได้ แต่ขอให้ผมบอกคุณว่า เมื่อเทียบกับระดับความเล็กที่ผมคิด สิ่งที่พวกเขาพูดมานั้น ไม่มีความหมายเลย มันเป็นเพียงขั้นต้นของสิ่งที่ผมกำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ คือโลกขนาดเล็กที่อยู่เบื้องล่างต่อไปอีก ในปี คศ. 2000 เมื่อหวนกลับมาดูวันนี้  พวกเขาก็อาจสงสัยว่าทำไมจึงไม่มีใครลงมือคิดหรือทำอะไรอย่างจริงจังเลยในเรื่องนี้ จนถึงปี คศ. 1960”

 

Feynman ตั้งคำถามไว้สามข้อด้วยกัน

 1. “ทำไมเราจึงไม่สามารถเขียนเอนไซโคลปีเดียทั้ง 24 ชุดลงบนหัวเข็มหมุดได้?”

คำถามที่สะกดผู้ฟังในยุคนั้นให้เงียบสนิท  เมื่อ คศ. 1959 คงมีไม่กี่คนหรือแทบจะไม่มีใครเลยที่จะนึกถึงเรื่องเช่นนี้มาก่อน

คำตอบของ Feynman คือ

“เรารู้ว่าหัวเข็มหมุดมีขนาดประมาณ 1/16 นิ้ว ถ้าขยายขึ้น25,000 เท่า พื้นที่ของหัวเข็มก็จะเท่ากับพื้นที่ของหน้ากระดาษทั้งหมดของเอนไซโคลปีเดีย บริแทนนิกา เพราะฉนั้น สิ่งที่ต้องทำก็คือย่อขนาดของตัวอักษรทั้งหมดของเอนไซโคลปีเดียลง 25,000 เท่า

แล้วจะเขียนอย่างไร?

ง่ายมาก วิธีหนึ่งที่เป็นไปได้คือใช้กล้องจุลทรรศน์แสงทำงานถอยหลัง โฟกัสแสงลงบนฉากโฟโตอิเล็กตริกที่เล็กมากๆ อิเล็กตรอนจะหลุดจากฉาก ถ้าเราให้ลำอิเล็กตรอนนี้ไปชนพื้นผิวโลหะ ก็เหมือนกับการทำแม่พิมพ์ในการทำหนังสือ กระบวนการนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องความเข้ม แสงจากหน้าหนังสือถูกจำกัดลงบนพื้นที่เล็กๆ เพราะฉนั้น ความเข้มก็มากเป็นธรรมดา ส่วนอิเล็กตรอนจำนวนน้อยที่มาจากฉากโฟโตอิเล็กตริกก็ถูกบังคับให้อยู่ในพื้นที่เล็กเช่นกัน ดังนั้นก็ความเข้มก็เพิ่มขึ้นด้วย เห็นไหมว่ามันง่ายมาก ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงยังไม่มีใครคิดทำอะไรเสียที!

ลองคิดดูซิว่าบรรณารักษ์ของเราที่ Caltech นี่จะว่าอย่างไร ถ้าตอนที่เธอกำลังเหนื่อยแฮกวิ่งจากตึกนี้ไปตึกโน้น แล้วเราบอกเธอว่า อีกสิบปีนับจากนี้ หนังสือ 120,000 เล่มที่ซ้อนกันอยู่จากพื้นสูงไปถึงเพดานห้องสมุดที่เธอต้องเหนื่อยยากดูแลรักษาอยู่นี้ จะถูกบรรจุรวมกันอยู่ในบัตรห้องสมุดเพียงใบเดียว! หรือถ้าเกิดไฟไหม้ห้องสมุดที่บราซิลเราก็อาจส่งสำเนาหนังสือทั้งหมดในห้องสมุดของเราไปให้ได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมงโดยการกดสำเนาจากแผ่นแม่พิมพ์ของเราใส่ซองส่งไปให้ทางไปรษณีย์ โดยที่น้ำหนักก็ไม่ได้มากไปกว่าจดหมายแอร์เมล์ธรรมดาเลย”

“คราวนี้ลองคิดเล่นๆเร็วๆ สมมติว่าในโลกนี้มีหนังสืออยู่ทั้งหมด 24 ล้านเล่ม ถ้าเราพิมพ์หนังสือเหล่านี้ตามวิธีที่ผมพุดมาข้างต้น จะต้องใช้พื้นที่เท่าใด คำตอบคือประมาณหนึ่งล้านหัวเข็มหมุด คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 3 ตารางหลา นัยยะสำคัญของสิ่งที่ผมพูดคือ เราสามารถเก็บข้อสนเทศซึ่งมนุษยชาติได้จดจารไว้ในหนังสือจำนวนมากได้ในหนังสือรูปเล่มกะทัดรัดที่หอบหิ้วไปมาได้ และไม่ใช่ในรูปของรหัสที่ต้องยุ่งยากถอดข้อความ แต่เป็นแบบสำเนาของฉบับตัวจริงบนมาตราเล็ก โดยไม่สูญเสียอำนาจการจำแนกแต่อย่างใด”

“ผมอยากจะเน้นว่า สิ่งที่ผมกล่าวนี้เป็นไปได้อย่างแน่นอนตามกฎของฟิสิกส์ ผมไม่ได้หมายความถึงเรื่องราวแบบ ปฏิโน้มถ่วง(anti-gravity) ซึ่งวันหนึ่งคงจะเป็นไปได้ถ้าและเพียงแต่ถ้ากฏบางข้อไม่เป็นไปตามที่เราคิด แต่ผมกำลังบอกคุณถึงสิ่งที่สามารถทำได้และเป็นไปได้ ถ้ากฎเป็นไปตามที่เราคิด และที่ยังไม่มีใครทำมันก็เพียงเพราะ เรายังไม่ได้เล่นกับมันเท่านั้น”

ข้อเท็จจริงที่ว่าเราสามารถเขียนข้อสนเทศจำนวนมากมายมหาศาลในพื้นที่ขนาดเล็กมาๆได้นี้ เป็นสิ่งที่นักชีววิทยาประจักษ์มานานแล้ว และไขปัญหาที่เคยเป็นสิ่งลี้ลับสำหรับมนุษย์ว่า เซลล์เล็กจิ๋วที่สุดเซลล์หนึ่งบรรจุข้อสนเทศเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนที่สุด เช่น มนุษย์ไว้ได้อย่างไร  - คนคนนี้จะมีตาสีฟ้า หรือสีดำ กระดูกกรามควรจะพัฒนาอย่างไร -  ข้อสนเทศเหล่านี้ถูกบรรจุไว้ในสัดส่วนเล็กจิ๋วของเซลล์ในรูปแบบของโซ่โมเลกุล DNA ซึ่งใช้อะตอม 50 อะตอมสำหรับ หนึ่งบิทของข้อสนเทศ

  2 . กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

นี่คือคำถามยอดฮิตที่นักฟิสิกส์ชอบถามนักชีววิทยา “รู้ไหม ทำไมความรู้สายชีววิทยาจึงก้าวหน้าช้ามาก” แล้วตอบเองเสร็จสรรพว่า “คุณต้องหัดใช้คณิตศาสตร์ให้มากขึ้นกว่าเดิม”

แต่คำตอบของผมคือ”ถ้าอยากให้สายชีววิทยาก้าวหน้าเร็วขึ้น นักฟิสิกส์ต้องสร้างกล้องจุลทรรศน์ที่ดีกว่านี้อย่างน้อย 100 เท่า”

ปัญหาพื้นฐานหลักของชีววิทยาทุกวันนี้ คือ คำถามเช่น อะไรคือลำดับของฐานใน DNA? จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีการแปลงพันธ์ของสิ่งมีชีวิต? ลำดับของฐานใน DNA เกี่ยวข้องกับอันดับของกรดอะมิโนในโปรตีนอย่างไร? โครงสร้างของ RNA เป็นอย่างไร? เป็นสายเดี่ยว หรือสายคู่ และสัมพันธ์กับลำดับของ DNA อย่างไร? โปรตีนถูกสร้างในร่างกายอย่างไร? ฯลฯ

การจะได้คำตอบของคำถามเบื้องต้นนั้นง่ายมาก: อยากรู้อะไร คุณก็ต้องดูสิ่งนั้น คุณจะเห็นอันดับชองฐานในสาย DNA ต่อเมื่อคุณดูมัน คุณจะเห็นโครงสร้างของโปรตีนเมื่อคุณดูมัน ซึ่งจะทำได้ต่อเมื่อกล้องจุลทัศน์ที่คุณใช้ดูมีกำลังขยายเพิ่มขึ้นอีกร้อยเท่าพันเท่า

เหตุผลที่กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนมีกำลังขยายต่ำก็เพราะค่า f ของเลนส์ที่มีค่าเพียง 1/1,000 ท่านั้น คุณไม่มีรูเปิดที่ใหญ่พอ และผมก็รู้ว่ามีทฤษฏีที่พิสูจน์ว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับเลนส์ที่มีสนามสมมาตรเชิงแกนที่จะมีค่า f เกินกว่าค่าใดซักค่าหนึ่ง และดังนั้น กำลังขยายของกล้องจุลทัศน์อิเล็กตรอนในปัจจุบันจึงมากที่สุดแล้วเท่าที่จะเป็นไปได้ในเชิงทฤษฏี  แต่ ทำไม สนามจึงต้องเป็นสนามสมมาตร?ละนี่คือข้อท้าทายของผม: ไม่มีวิธีการใดเลยหรือที่จะทำให้กล้องจุลทัศน์อิเล็กตรอนมีกำลังขยายมากกว่านี้?

ตัวอย่างของระบบชีววิทยเกี่ยวกับการเขียนข้อสนเทศในมาตราเล็กทำให้ผมคิดถึงบางสิ่งบางอย่างที่เป็นไปได้ ชีววิทยาไม่ใช่เป็นเพียงการบันทึกข้อสนเทศเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับกลไกการทำบางสิ่งบางอย่างอีกด้วย ระบบชีววิทยานั้นอาจเล็กมากๆ เซลล์ก็อาจเล็กกระจ้อยร่อย แต่ มันก็มีชีวิตและทำงานตลอดเวลา เซลล์เหล่านี้สร้างสารเคมีหลายชนิดที่จำเป็นต่อการมีชีวิต เซลล์มีการเคลื่อนย้าย ม้วนตัว ยืดตัว และทำสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ต่างๆได้--- ในมาตราระดับเล็กมากๆ ระบบชีววิทยายังเก็บข้อสนเทศไว้ได้มากมาย ทำไม นักวิทยาศาสตร์จึงไม่คิดผลิตสิ่งซึ่งสามารถทำทุกอย่างในมาตราระดับเล็กจิ๋วมากๆอย่างนี้บ้าง?”

หรือใครจะเถียงว่าความคิดของนักฟิสิกส์รางวัลโนเบลจากผลงานวิทยาศาสตร์ทฤษฏีพื้นฐานท่านนี้มิได้เป็นคำถามชี้นำเปิดประตูสู่อนาคตของเทคโนโลยีนาโนในปัจจุบัน?

 3. การทำคอมพิวเตอร์ให้เล็กลง

อันที่จริงการทำสิ่งต่างๆให้อยู่ในมาตราเล็กนี้ยังอาจมีผลเชิงเศรษฐกิจด้วย ที่เห็นได้ชัดคือเรื่องของสมองกลที่เรียกว่าคอมพิวเตอร์ ผมยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไรในทางปฏิบัติ แต่ผมก็เห็นว่า คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใหญ่กินเนื้อที่มากมาย ทำไมเราไม่คิดสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กที่ ทำจากลวดเล็กจิ๋ว และส่วนประกอบอื่นที่ล้วนแต่ขนาดจิ๋วมากๆ และโดยคำว่าจิ๋ว ผมหมายความถึง จิ๋วริงๆ เช่นลวดควรจะมีขนาดเส้นผ่าศุนย์กลางประมาณ 10 หรือ 100 อะตอม และวงจรทั้งหมดควรมีขนากสองสามพันแองสตรอมเท่านั้น ถ้าเราต้องการคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถเหนือชั้นจริงๆ(เช่นมีความสามารถตัดสินใจได้) ปัจจุบัน เราคงต้องสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเท่ากับตึกเพนตากอน ซึ่งเป็นความอ่อนด้อยอย่างยิ่ง ข้อแรกคือต้องสิ้นเปลืองวัสดุมากมาย และอาจมีเจอร์มาเนียมไม่มากพอ แม้จะกว้านหาทั้งโลกแล้วก็ตามที่จะใช้สร้างทรานซิสเตอร์สำหรับเจ้าสมองกลมหึมานี้ ปัญหาเรื่องความร้อน และการปริโภคพลังงานมากเกินไปก็เป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ที่เป็นปัญหาเชิงเทคนิคอย่างยิ่งคือเรื่องของความเร็วคอมพิวเตอร์ขนาดยักษ์จะถูกจำกัดความเร็ว และเนื่องจากขนาดที่ใหญ่มาก ก็ต้องใช้เวลาพอควรในการส่งข้อสนเทศจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง แน่นอนข้อสนเทศย่อมไม่สามารถเคลื่อนไปได้เร็วกว่าแสงอยู่แล้ว ดังนั้น ในที่สุด เมื่อคอมพิวเตอร์ของเราส่งสัญญาณได้เร็วขึ้น และเร็วขึ้น  เราก็ต้องทำให้มันเล็กลงและเล็กลง

“ยังมีที่ว่างอีกมากที่จะทำให้มันเล็กลง ผมมองไม่เห็นว่าการทำให้เล็กลงๆสู้มาตราที่เล็กกว่านั้นขัดกับกฏข้อไหนของฟิสิกส์ ไม่มีกฏใดในฟิสิกส์ห้ามว่าดราไม่สามารถทำส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ให้เล็กลงๆๆๆๆกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันนี้ ผมมองเห็นแต่ข้อดีเท่านั้น”

“เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงปัญหาว่าการสร้างเครื่องกลเล็กๆขนาดอะตอมมีปัญหาอะไรบ้าง? ข้อแรกคือ ความรู้ทางวัสดุศาสตร์บอกเราว่า โลหะที่ใช้ในการผลิต มีโครงสร้างเป็นเม็ด (grain structure) และที่มาตราเล็กสมบัตินี้เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงต์ เพราะนั่นหมายความว่าวัสดุไม่เป็นเอกพันธ์ ในทางตรงกันข้าม พลาสติกและ แก้ว หรือวัสดุอื่นที่มีโครงสร้างแบบอมอร์ฟัสมีความเป็นเอกพันธ์มากกว่า และเราก็อาจใช้วัสดุนี้แทนก็ได้เป็นการแก้ปัญหา

ปัญหาประการที่สองเกี่ยวข้องกับส่วนไฟฟ้าของระบบ สมบัติความเป็นแม่เหล็กในมาตราเล็กนั้นแตกต่างจากในมาตราใหญ่มาก เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับ อาณาเขตหรือ domain เราจึงไม่อาจลดขนาดของอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้าลงได้ง่ายๆตามที่คิด กล่าวตือ ต้องมีการออกแบบใหม่ แต่ผมก็มองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมจึงจะออกแบบใหม่ให้ทำงานอีกไม่ได้

ขณะที่ขนาดของระบบลดลง  อาจมีปัญหาที่น่าสนใจเกิดขึ้นหลายอย่าง เราต้องไม่ลืมว่าไม่อาจลดขนาดสิ่งต่างๆได้อย่างมีสัดส่วนเสมอไป วัสดุต่างๆยึดติดกันอยู่ด้วยแรงดึงดูด Van der Walls และอย่าลืมว่า แรงโน้มถ่วงไม่มีความหมายในมาตราเล็กมาก นักวิทยาศาสตร์อาจต้องเผชิญกับปัญหาแยกชิ้นส่วนออกจากกันไม่ได้ ก็เป็นได้ แน่นอน ยังจะมีปัญหาในลักศณะนี้เกิดขึ้นอีกหลายปัญหาซึ่งเราต้องพร้อมที่จะแก้เมื่อลงไปสู่มาตราเล็กจิ๋วจนาดนั้น แต่มขอยืนยันว่าไม่มีกฏฟิสิกส์ข้อใดที่ห้ามการก้าวเข้าสู่โลกเล็กจิ๋ว และนักวิทยาศาสตร์ควรจะเตรียมตัวเพื่อการเดินทางและพร้อมที่จะเปิดกว้างเพื่อรับความรู้ใหม่ๆที่จะได้รับจากการยอมรับคำท้าทายของผม

และผมก็ไม่หวาดหวั่นที่จะตอบคำถามสุดท้ายสำหรับการบรรยายนี้ว่าท้ายที่สุด –ในอนาคตอันโอฬารของวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์- เราจะสามารถจัดเรียงอะตอมดังที่เราต้องการได้หรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถจัดเรียงอะตอมทีละอะตอมในลักศณะที่เราต้องการ (แน่นอน- ภายใต้กฏเกณฑ์และเหตุผลที่กำกับโดยวิทยาศาสตร์  เช่น เราคงไม่อาจจัดเรียงอะตอมให้อยู่ในสถานะที่ไม่เสถียรเชิงเคมีได้ เป็นต้น)

เราจะทำอะไรได้บ้างกับโครงสร้างที่เป็นชั้นๆ สมบัติของวัสดุจะเป็นเช่นไรหากเราสามารถจัดเรียงอะตอมได้ตามที่ต้องการ? คงน่าสนใจและน่าตื่นเต้นที่จะค้นหาคำตอบในเชิงทฤษฎี ผมคงยังบอกไม่ได้แน่นอนว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ผมไม่มีข้อกังขาใดๆเลยว่า เมื่อเราสามารถมีส่วนควบคุมการจัดรียงสิ่งต่างๆในมาตราเล็กได้บ้างแม้จะบางส่วน เราก็จะปรับเปลี่ยนสมบัติสมบัติที่เป็นไปได้อีกมากมาย และทำสิ่งต่างๆได้อีกหลากหลาย.............

ที่ระดับอะตอมหรือเล็กกว่านั้น เรามีแรงชนิดใหม่ มีความเป็นไปได้ใหม่ๆ และผลหรือปรากฏการณ์ใหม่ๆมากมาย ปัญหาของการผลิตหรือการสร้างวัสดุจะแตกต่างไปจากปัจจุบัน ผมรู้สึกประทับใจและได้รับปรงบันดาลใจจากปรากฏการณ์เชิงชีววิทยาซึ่งแรงเคมีมีบทบาทที่สำคัญในหลายๆปรากฏการณ์ และทำให้เกิดผลที่ประหลาดต่างๆมากมาย

เท่าที่ผมมีความรู้ขณะนี้ หลักการต่างๆของฟิสิกส์ไม่ขัดกับความเป็นไปได้ของโอกาสที่เราจะ”จับ” อะตอม”มาเรียงกันในลักษณะต่างๆทีละอะตอม สิ่งที่ผมพูดไม่ใช่ความพยายามที่จะฝ่าฝืนหรือคัดค้านกฏพื้นฐานใดๆ มันเป็นสิ่งที่สามารถทำได้โดยหลักการ แต่ในทางปฏิบัติ ยังไม่มีใครทำ เพราะเรา”ใหญ่” เกินไป

ท้ายที่สุด เรา นักฟิสิกส์ก็จะสามารทำการสังเคราะห์เชิงเคมีได้ ด้วยวิธีการจัดเรียงอะตอมในมาตราเล็ก ปัจจุบันนักเคมีทำสิ่งลึกลับเมื่อเขาต้องการสร้างโมเลกุล เขาผสมนั่นนิดนี่หน่อย แล้วเขย่าๆๆ หลังพิธีกรรมอันยุ่งยากนี้  นักเคมีก็ประสบผลสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ ในอนาคตกว่าที่นักฟิสิกส์จะประสบความสำเร็จเรื่องการเรียงอะตอมในมาตราเล็ก นักเคมีก็อาจจะสร้างสูตรสำเร็จในการสังเคราะห็ทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามต้องการแล้ว เพราะฉนั้นสิ่งที่เราค้นคว้าได้ก็กลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ไป

แต่ถึงอย่างไรก็ยังน่าสนใจที่นักฟิสิกสะสามารถสังเคราะห์สารที่นักเคมีต้องการได้ อย่างน้อยก็ในหลักการ ต้องการอะไร จงบอกมาแล้วนักฟิสิกส์จะสังเคราะห์ให้ได้เสมอ ทำอย่างไรน่ะหรือ?  ก็โดยการเรียวอะตอมลงในที่ที่นักเคมีต้องการเท่านั้น ก็จะได้สารตามสั่ง ปัญหาใหญ่หลายๆปัญหาของเคมีและชีววิทยาจะแก้ได้หากเราสามารถพัฒนาความสามารถในการเห็นสิ่งที่เราทำ และทำทุกอย่างได้ในระดับอะตอม หรือเล็กกว่านั้น – การพัฒนาที่ผมคิดว่าเราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

คุณอาจจะถามผมว่า ‘ใครควรจะเป็นผู้ทำงานนี้ และทำไมจึงควรทำ? ใช่ ผมกล่าวถึงการประยุกต์ที่มีผลเชิงเศรษฐกิจหลายครั้งในบทความนี้ แต่ผมก็รู้ว่าเหตุผลที่คุณ- นักฟิสิกส์- ทั้งหลายจะทำงานนี้ก็อาจเป็นเพียงเพื่อความสนุก เพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็น และเพื่อทดสอบวิญญาณของความเป็นนักวิทยาศาสตร์ของคุณนั่นเอง การบรรยายนี้คือคำเชิญของผม แก่พวกคุณทุกคน ---ยังมีที่ว่างอีกเหลือเพือที่ข้างล่าง มาร่วมกันลงมือค้นหาโลกในมาตราเล็ก เล็กกว่า เล็กกว่า และเล็กกว่ากันเถิด นี่คือสนามสนุกแห่งใหม่ของฟิสิกส์

***************************************

 คนยุคนี้อาจคุ้นเคยกับเทคโนโลยีจนไม่รู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ Feynman กล่าว แต่หาก เราจะหมุนนาฬิกาแห่งชีวิตให้ย้อนกลับไปสู่ปี คศ. 1959 ปีที่ เพอร์ซันแนลคอมพิวเตอร์ หรือ PC ยังไม่เกิด แล้วลองสมมติตนเป็นหนึ่งในผู้ฟังที่ California Institute of Technologyในวันนั้น บางทีจินตนาการอาจพาเราสู่โลกแห่งการไล่ล่าอนาคตที่ Feynman เป็นมัคคุเทศก์พาเข้าสู่ความตื่นตะลึงได้บ้างไม่มากก็น้อย.


เมื่อมนุษย์จะสร้างหลุมดำขึ้นมาเอง !

  
    

                                                                                                โดย: ณฤทธิ์ ปิฎกรัชต์ 
                                                                                           pnarre@hotmail.com
                                                                             www.geocities.com/goodnarit

พูดถึงหลุมดำ (Black holes) ใคร ๆ ก็ต้องเคยได้ยินแต่ความเข้าใจเกี่ยวกับหลุมดำนั้น มีอยู่หลายระดับ  ในภาพยนตร์เรื่อง Stratrek มีการกล่าวถึงคำว่า หลุมดำ อยู่บ่อย ๆ แต่ concept อย่างเป็นทางการ (หมายถึงทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับ) นิยามหลุมดำว่า  “ เป็นอาณาบริเวณในกาลอวกาศ (spacetime) ที่มี สนามโน้มถ่วงสูงมาก ๆ แม้กระทั่งแสง (อนุภาคโฟตอนซึ่งเป็นสิ่งที่เดินทาง ได้เร็วที่สุดในเอกภพ เท่าที่เรารู้จักกัน) ก็ไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้ ทำให้อาณาบริเวณนั้นดูเหมือนเป็นสีดำ ” แน่นอนว่าเราไม่สามารถเห็นหลุมดำ ได้โดยตรง นักฟิสิกส์แบ่งหลุมดำออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  1. หลุมดำมวลยิ่งยวด (Supermassive black holes)

 เชื่อกันว่าหลุมดำมวลยิ่งยวดอยู่ใจกลางของควอซ่าร์ (Quasars) ซึ่งเป็นใจกลางของgalaxy ที่มีการระเบิดเกิดขึ้น และมันดูดดาวจำนวนนับพันล้านดวง รวมถึงก๊าซและฝุ่น ในอวกาศ หรือแม้กระทั่งดาวเคราะห์เข้าไป ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่าหลุมดำมวลยิ่งยวด ในปี 1994 กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ได้ถ่ายภาพที่ถือว่าเป็นหลักฐานแห่งการค้นพบหลุมดำมวลยิ่งยวด ณ ใจกลางของ galaxy M87

(อ่านเพิ่มเติมเรื่องหลุมดำมวลยิ่งยวดได้จากบทความในฟิสิกส์สารฉบับแรกที่

http://physics.science.cmu.ac.th/ps/ps1/ps1a4.htm  )

 

  1. หลุมดำที่เกิดจากดาวที่ตายแล้ว (Stellar black holes)

 หลุมดำประเภทนี้เกิดจากดาวยักษ์แดง (Red giant stars) ที่มีมวลมากกว่า 3 เท่าของ มวลของดวงอาทิตย์ตามวิวัฒนาการของดวงดาว (Stellar evolution) ส่วนดาวที่มีมวล น้อยกว่านี้ก็จะวิวัฒนาการไปสู่ ดาวแคระขาว (white dwarfs) หรือ ดาวนิวตรอน (neutron stars) หลุมดำประเภทนี้เกิดจากการที่ดาวฤกษ์เผาผลาญพลังงานทุกอย่าง จนหมดสิ้นทำให้เกิดการยุบตัวเป็น singularity ( หมายถึงบริเวณที่เป็นอนันต์และ กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ต่าง ๆไม่สามารถใช้ทำนายอะไรได้ถูกต้อง) ซึ่งถือว่าเป็นจุดตรงกลางของหลุมดำ ในทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ singularity จะเกิดขึ้นได้เมื่อดวงดาวได้ยุบตัวจนถึง รัศมีชว๊าซชิลด์ (Schwarzschild radius)  หรือ เรียกว่า ขอบเขตแห่งเหตุการณ์ (Event horizon) ซึ่งเป็นขอบเขตที่ไม่มีอะไรสามารถ หลุดพ้นออกมาได้ (ยกเว้นแต่ว่าใครจะทำความเร็วได้มากกว่าความเร็วแสง แต่ความเป็นไปได้ก็ถูกจำกัดโดยทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษของไอสไตน์ที่กล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่สามารถเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วแสง คุณจะมีมวลเป็นอนันต์ถ้าคุณเดินทาง ด้วยความเร็วเท่าแสง)  หลุมดำประเภทนี้เชื่อกันว่าอยู่ที่กระจุกดาว Cygnus X-1

 

  1. หลุมดำจิ๋ว (Mini black holes)

เชื่อกันว่าหลุมดำพวกนี้ (ขนาดราว 10-15 เมตร) เกิดขึ้นระหว่างการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (The Big Bang)  Stephen Hawking เป็นผู้นำในการเสนอทฤษฎีเกียวกับหลุมดำจิ๋ว ราวต้นทศวรรษ 70  อีกชื่อหนึ่งของหลุมดำจิ๋วคือ หลุมดำแรกเริ่ม (Primordial black holes)  ในทฤษฎีนี้ โปรตอนและปฏิโปรตอนอาจเกิดขึ้นได้ รอบ ๆ หลุมดำจิ๋ว ตามหลัก ของการสร้างและการทำลายล้างอนุภาค (Pair production and annihilation) โดยที่ถ้าตัวตัวหนึ่งตกลงไปในหลุมดำอีกตัวก็จะออกมา จากปรากฎการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่า หลุมดำระเหยสาบสูญไป (Evaporate) และหลุมดำก็แผ่รังสีออกมา Stephen Hawking ได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับการแผ่รังสีของหลุมดำที่รู้จักกันในนาม Hawking Radiation

โดยยึดหลักความไม่แน่นอนของไฮน์เซนเบอร์ก การที่หลุมดำแผ่รังสีทำให้มันมี อายุขัยที่จำกัด (หรือกล่าวว่าหลุมดำก็ตายได้) การสร้างอนุภาคในสูญญากาศต้องใช้ พลังงาน DE = 2mc ทำให้อายุขัยของหลุมดำ Dt ~  hbar /2mc นอกจากนี้ Hawking ได้พบด้วยว่าการแผ่รังสีของหลุมดำนั้นเป็นแบบ สเปกตรัมเชิงความร้อน (Thermal spectrum) โดยที่ T µ 1/M   ( M คือมวลของหลุมดำ T คือ อุณหภูมิของ หลุมดำ ) และอายุขัย (τ) ของหลุมดำมีความสัมพันธ์ τ µ M3   นั่นคือว่าหลุมดำจิ๋วที่มีมวล 1015 กรัม ซึ่งมีอายุขัยน้อยกว่าเอกภพได้ระเหยสาบสูญไปแล้ว สำหรับหลุมดำ ชนิดอื่นเราสามารถละทิ้งความสำคัญของการระเหยสาบสูญได้ (การระเหยสาบสูญ คือการที่ขนาดของหลุมดำลดลงจนถึงระดับขั้นของแพล๊งค์ (Planck ‘s scale) ซึ่งมีขนาดประมาณ 10-35 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่มนุษย์ไม่มีทางสัมผัสได้ และเป็นขั้นที่ ศึกษากันในวิชาแรงโน้มถ่วงควอนตัม หรือ Quantum gravity)

 จากที่กล่าวมาข้างต้นเป็นหลุมดำทั้ง 3 ชนิดที่นักฟิสิกส์เป็นผู้แบ่งกลุ่ม แต่ชนิดไหนละที่ มนุษย์จะสร้างขึ้น ถ้าให้เดากันผู้อ่านก็คงจะเลือกหลุมดำจิ๋ว ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว เพราะถ้า เราสร้างหลุมดำชนิดที่ 1 และ 2 ได้จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ เพราะเราและ ทุกอย่าง บนโลกจะถูกดูดหายไป และเราก็คงไม่ได้เรียนรู้อะไรอีก  หลุมดำจิ๋วที่นักฟิสิกส์จะสร้างขึ้นมาอยู่ที่ CERN (ห้องทดลองทางฟิสิกส์อนุภาคที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)โดยเครื่องมือที่จะสร้างมีชื่อว่า LHC (Large Hadron Collider) ซึ่งเป็นที่ที่นักฟิสิกส์ จะจับ เอา Hadron มาชนกันที่พลังงานสูงยิ่งยวด Hadron คืออนุภาคที่มีอันตรกิริยา อย่างแรง  นั่นคือ Meson (ประกอบด้วยควาก และปฏิควาก (quark - antiquark) ) และ Baryon (ประกอบด้วย ควาก 3 ตัว เช่น โปรตอน นิวตรอน  เป็นต้น)  LHC ได้รับการ คาดหมายว่าจะสร้างเสร็จในปี 2005 และเดินเครื่องได้ในปี 2006  นักฟิสิกส์เชื่อว่า มันจะสร้างหลุมดำจิ๋วทุก ๆ วินาที  และเมื่อ LHC สร้างเสร็จจะเป็น เครื่องเร่งอนุภาค ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา การที่อนุภาควิ่งมาชนกันที่ LHC นั้น จะเกิดพลังงาน ในระดับเดียวที่เกิดขึ้น 1 ในล้านล้านของวินาทีหลังจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ ซึ่งอุณภูมิของเอกภพ ตอนนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านล้านองศาเซลเซียส (1016 ) ที่พลังงานสูงมาก ๆ ระดับนี้ เราคาดหวังว่าสสารจะเปิดเผยความลับอันลึกซึ้งออกมา เช่น มวลสารนั้น มาจากไหนกัน นักฟิสิกส์คาดว่าจะเกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นเป็นจำนวนมาก ในการชนที่พลังงานระดับนั้นแต่ขนาดของ หลุมดำจิ๋วจะไม่ใหญ่ไปกว่า  1 ในล้าน ของขนาดของนิวเคลียสของอะตอมและจะมีช่วงอายุขัยเพียงเศษเสี้ยวของวินาที ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่านักฟิสิกส์ที่ทดลองจะถูกดูดเข้าไปในหลุมดำจิ๋ว เรารู้ได้อย่างไรว่าได้เกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นจริง ๆ  เรารู้เพราะว่านักฟิสิกส์มีเครื่องมือวัด

ถ้าเกิดหลุมดำจิ๋วขึ้นจริงที่ LHC ตามทฤษฎีการแผ่รังสีของ Hawking ซึ่งบอกเราว่า หลุมดำจะแผ่รังสีออกมา  ซึ่งจะทำให้นักฟิสิกส์สามารถวัดการแผ่รังสีในรูปแบบของสัญญาณได้ พูดอีกแง่หนึ่งคือ การทดลองสร้างหลุมดำจิ๋วเป็นการทดสอบทฤษฎีของ Hawking ว่าถูกต้องหรือไม่ ที่น่าสนใจเช่นกันคือ การทดลองครั้งนี้จะทำให้นักฟิสิกส์เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ เกี่ยวกับมิติในเอกภพนี้ นักฟิสิกส์ได้เรียนรู้ว่าในช่วงเริ่มแรกของ เอกภพ มีมิติมากกว่า 3+1 มิติที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ (+1 หมายถึงรวมเวลาเข้าไปด้วย)

นั่นคือมีมิติเสริม (Extra dimensions) อยู่ที่มนุษย์ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยประสาท สัมผัสทั้ง 5 เชื่อกันว่ามิติเสริมนี้จะเกิดขึ้นในกระบวนการที่มีพลังงานสูงมาก ๆ เช่น การเกิดหลุมดำจิ๋ว  จำนวนของมิติเสริมจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของหลุมดำจิ๋วและ ความเข้มของการแผ่รังสี Hawking  องค์ความรู้เกี่ยวกับมิติเสริมจะเป็นกุญแจที่สำคัญ ไปสู่ความเข้าใจที่ดีขึ้นในวิชาความโน้มถ่วงควอนตัม เพราะนักฟิสิกส์เชื่อกันว่า แรงโน้มถ่วงนั้นมีความแรงเท่ากับแรงอื่น ๆ ทั้ง 3 ชนิด (แรงไฟฟ้าแม่เหล็ก แรงนิวเคลียร์อย่างแรง และ แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน) เพียงแต่ซ่อนเร้นอยู่ในมิติเสริม

ความฝันของนักฟิสิกส์คือการนำแรงทั้ง 4 มารวมกันโดยการสร้างทฤษฎีเพียงหนึ่งเดียว ที่ใช้อธิบายปรากฎการณ์ต่าง ๆ ได้ แต่ก็ไม่เคยมีใครสามารถยืนยันได้ว่าความฝันอันนี้จะเป็นจริง การสร้าง LHC ขึ้นมาเป็นหนึ่งในความพยายามของนักฟิสิกส์ที่จะทำความฝัน นั้นให้เป็นจริงได้  จากที่กล่าวมาทั้งหมดสามารถสรุปได้ดังนี้

 1. การสร้าง LHC เพื่อเป็นห้องทดลองสร้างหลุมดำจิ๋วเป็นความหวังที่จะทดสอบ ทฤษฎีการแผ่รังสีของ Hawking เพื่อที่จะนำ ความรู้อันนั้นไปขยายความเข้าใจ เกี่ยวกับมิติเสริม ซึ่งเป็นกุญแจไปสู่วิชาความโน้มถ่วงควอนตัม เป็นไปได้ว่าถ้าเรามีความรู้ ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในวิชานี้ ก็อาจทำให้ทฤษฎีการรวมแรงทั้ง 4 เป็นไปได้

 2. ไม่เป็นที่แน่นอนและไม่มีสามารถยืนยันได้ 100 % ว่าหลุมดำจิ๋วจะเกิดขึ้นได้จากฝีมือของมนุษย์จริง ๆ ภายในปี 2006 การสร้าง LHC นั้นต้องใช้เงินทุนมหาศาล ดังนั้นจะเห็น  ได้ว่า ความรู้ความอยากเห็นของมนุษย์ต้องแลกมาด้วยการท่มเทอย่างมากและเป็นไปไม่ได้ที่ทุกประเทศในโลกจะทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ เพื่อให้ผู้อ่านเห็นจำนวนเงินที่ต้องลงทุน เพื่อสร้างหลุมดำจิ๋วที่มีขนาดเล็ก (10-15 เมตร) ในเวลาเศษเสี้ยวของวินาที ในปี 2001  CERN ได้วางจำนวนเงินไว้ประมาณ 3,400 ล้านฟรังค์สวิส คิดเป็นเงินไทยก็ 86,000 ล้านบาทไม่มากไม่น้อยไปกว่านี้   สำหรับประเทศไทยคงไม่จำเป็นต้องริเริ่มโครงการ เช่นนี้ เพียงแค่ส่งบุคุคลากรไปเรียนรู้และทำความเข้าใจปรากฎการณ์เหล่านี้ก็คงจะเพียงพอแล้ว

 Links ที่น่าสนใจ

เครื่องเร่งอนุภาค LHC:

http://lhc-new-homepage.web.cern.ch/lhc-new-homepage/

มิติเสริม ( Extra Dimensions )

http://d0server1.fnal.gov/users/gll/public/edpublic.htm

หลุมดำ

http://www.damtp.cam.ac.uk/user/gr/public/bh_home.html

อ้างอิง

  1. Bergström and Goobar., COSMOLOGY AND PARTICLE ASTROPHYSICS, John Wiley and Sons, 1999.

  2. http://www.nature.com/nsu/011004/011004-8.html

  3. http://www.brown.edu/Administration/George_Street_Journal/vol26/26GSJ10a.html


Do It Yourself : ที่ครอบต้นไม้

คุณผู้ปกครองลองชวนน้องๆ มาประดิษฐ์ที่ครอบต้นไม้แฟนซี เพื่อมอบหน้าที่ในการดูแลต้นไม้ที่เขาเป็นเจ้าของ เหมือนเป็นการปลูกฝังให้เขามีความรักในธรรมชาติไปในตัว

เตรียมให้พร้อม ... ไม้อัดบางหรือกระดาษแข็งหนา, กาวชนิดติดทนแห้งเร็ว, สีน้ำ-พู่กัน, ไม้ไอศกรีม, แผ่นใส และรูปถ่าย

ลงมือ

1.หากใช้ไม้อัด ให้คุณพ่อช่วยเลื่อยเพื่อตัดให้เป็นแผ่น 4 ชิ้น หรือถ้าเลือกใช้กระดาษก็ให้ตัด 4 ชิ้นเช่นกัน โดยขนาดของที่ครอบควรใหญ่กว่าตัวกระถางต้นไม้ สามารถครอบได้

2.ทากาว เพื่อติดทั้ง 4 ด้านเข้าด้วยกัน

3.ลงมือระบายสี ควรลงสีพื้นก่อนวาดลวดลายตามความชอบของเด็กๆ

4.ส่วนของกรอบใส่รูป ให้ใช้ไม้ไอศกรีม ทำให้คล้ายกับกรอบรูป ควรเว้นจุดที่ไม่ใส่กาว เพื่อเอาไว้สอดรูปของคุณหนูสอด

 

5.ส่วนของฐาน นำไม้ไอศกรีม มาต่อเรียงแล้วติดกาว ทาสีให้สวยงาม

6.เมื่อได้ส่วนประกอบต่างๆ ครบ รอจนสีแห้ง ให้นำส่วนของกรอบรูปติดกับที่ครอบด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นนำกระถางพร้อมต้นไม้วางลงที่ส่วนฐาน และครอบที่ครอบลงไป เท่านี้เป็นอันเสร็จ

หลังจากนี้ คุณพ่อ-คุณแม่ ควรมอบหมายให้คุณลูกทำหน้าที่ดูแลต้นไม้ของตนเอง โดยการลดน้ำต้นไม้ และนำไปตากแดด ดูการเจริญเติบโตของต้นไม้ต่อไป

ได้ทำกิจกรรมกันพร้อมหน้า แถมยังได้ดูแลต้นไม้ช่วยลดโลกร้อนอีกด้วย.


ชีวประวัติบุคคลสำคัญ : อิศรา อมันตกุล

ด้วยวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี ถือเป็น วันนักข่าว ของไทย คอลัมน์นิสต์ จึงขอพาคุณผู้อ่านร่วมย้อนรำลึกถึง ‘อิศรา อมันตกุล’ นักหนังสือพิมพ์คนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นดั่ง ครู ตัวอย่างที่ประเสริฐที่สุด หรือกระทั่งเป็น เพชรเม็ดงาม แห่งวงกระดาษและหมึกพิมพ์...

อิศรา อมันตกุล (ชื่อเดิม อิบรอฮีม อะมัน) หรือที่ใครๆ มักเรียก ‘พี่อิศร์’ เกิดเมื่อ 17 พฤษภาคม 2464 ภูมิลำเนาย่านถนนข้าวสาร บางลำพู บุตรของ นาย ม.ชาเลย์ และนางวัน อะมัน เป็นบุตรคนที่ 4 ในจำนานพี่น้อง 10 คน (พี่น้องคนอื่นๆ เปลี่ยนนามสกุลเป็น อมรทัต ยกเว้น อิศรา ที่ใช้ อมันตกุล)

เริ่มเข้าเรียนในระดับประถมที่โรงเรียนบำรุงวิทยา ถนนจักรพงษ์ ต่อมัธยมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จนจบม.ศ.8 มีคะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษสูงที่สุดของประเทศ และสอบได้คะแนนรวมเป็นอันดับที่ 1 ของนักเรียนทั่วประเทศรุ่นเดียวกัน ด้านชีวิตครอบครัว สมรสกับ นางสเริงรมณ์ อมันตกุล (นามสกุลเดิม บุนนาค) บุตรีของพลโท พระยาสีหราชเดโช

อิศรา เริ่มทำงานในห้างสรรพสินค้าของต่างชาติ ย้ายไปจังหวัดทางใต้ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ไม่นานก็กลับกรุงเทพฯ ว่างงานอยู่พักหนึ่ง จึงลองเขียนเรื่องอ่านเล่น ไปส่งให้กับ อบ ไชยเวสุ (นามปากกา ฮิว เมอริสต์) แห่งน.ส.พ.สุภาพบุรุษ ประชามิตร ผู้ที่อิศรานับถือเป็นครู หลังจากครูอบ อ่านเรื่องของเขา ก็ได้ชักชวนเข้าสู่โลกแห่งหนังสือพิมพ์ โดยผ่านการทดสอบของ คุณกุหลาบ สายประเสริฐ (นามปากกา ศรีบูรพา) ผู้บริหารน.ส.พ.สุภาพบุรุษ ประชามิตร ให้อิศราแปลข่าวต่างประเทศ อนุญาตให้เปิดดิกชันนารี...แต่ด้วยดีกรีคะแนนภาษาอังกฤษอันดับ 1 ของประเทศ เขาแปลพรวดๆ แบบไม่ต้องใช้ตัวช่วย จึงได้เข้าทำงาน

ช่วงเวลาแห่งการทำงานในวงการหนังสือพิมพ์ อิศรา มีความสามารถที่หลากหลาย ทั้งการทำข่าวต่างประเทศ คอลัมน์นิสต์ประจำคอลัมน์ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ การเมือง เขียนเรื่องสั้น เรื่องยาว สามารถทำงานหนังสือพิมพ์ได้หลายขั้นตอน ทั้งพาดหัว จัดหน้า แปลข่าว เขียนปก ซึ่งทำให้มีนามปากกาอยู่มาก อาทิ แฟรงค์ ฟรีแมน, อโศก, มะงุมมะงาหรา, ทรงกลด....และได้ร่วมงานกับหลายสำนัก เพราะในอดีตปัญหาที่น.ส.พ.บางเล่มต้องถูกปิด มักมีสาเหตุจาก เรื่องกำไร-ขาดทุน หรือไม่ก็ถูกสั่งปิดจากผู้มีอิทธิพลทางการเมือง

ยิ่งในสมัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นักหนังสือพิมพ์หลายคนต้องถูกจับ รวมทั้ง อิศรา ที่ถูกขังอยู่ 5 ปี 10 เดือน หลังจากพ้นโทษ เขาได้เข้ารับตำแหน่ง ผู้ช่วยหัวหน้ากองบรรณาธิการ น.ส.พ.เดลินิวส์ ทำงานอยู่เรื่อยมาจนเสียชีวิตลงเมื่อ 14 มีนาคม 2512 ด้วยโรคมะเร็งลิ้น รวมอายุ 48 ปี

บทบาทที่สำคัญของอิศรา คือ ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทยคนแรก ดำรงตำแหน่งถึง 3 ปีติดต่อกัน และเป็นผู้ริเริ่มเปลี่ยนแปลงการจัดหน้าน.ส.พ.จากเดิมที่มี 7 คอลัมน์ เป็น 8 คอลัมน์ ถือเป็นการเพิ่มรายได้ค่าโฆษณาให้กับน.ส.พ.

จากการล่วงลับของอิศรา หลายฝ่ายร่วมกันก่อตั้ง ‘มูลนิธิอิศรา อมันตกุล’ อย่างเป็นทางการในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2512 เพื่อเป็นการรำลึกถึงการทำงาน ความสามารถของอิศรา ที่คุณเฉลิม วุฒโฆษิต กล่าวว่า “เขาเป็นตัวอย่างของนักหนังสือพิมพ์ที่ดี มีจรรยามารยาท ไม่เคยหมิ่นใครเลย เขาเป็นแบบฉบับแห่งจริยธรรมของนักหนังสือพิมพ์ที่แท้จริง”

มูลนิธิดังกล่าว ยังมีภารกิจร่วมกับสมาคมนักข่าวหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดให้มีการประกาศและมอบรางวัล ‘อิศรา อมันตกุล’ ในผลงานข่าวหนังสือพิมพ์ และภาพข่าวหนังสือพิมพ์ดีเด่นทุกปี.


ชีวประวัติบุคคลสำคัญ : เอื้อ สุนทรสนาน

“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง เราทั้งหลาย ชายหญิง สนุกกันจริงวันลอยกระทง...” นี่คือคำร้องส่วนหนึ่งในเพลง รำวงวันลอยกระทง ผลงานการประพันธ์ชิ้นหนึ่งในจำนวนมากกว่า 2,000 เพลง ของครูเอื้อ สุนทรสนาน ผู้ที่กระทรวงวัฒนธรรมจะเสนอไปยังองค์การยูเนสโก้ เพื่อยกย่องให้เป็นบุคลสำคัญของโลก ในด้านวัฒนธรรมดนตรีไทยสากล

เอื้อ สุนทรสนาน เกิดเมื่อวันที่ 21 มกราคม พ.ศ.2453 (ตรงกับรัชสมัยของรัชการที่ 6) ที่ต.โรงหวี อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นบุตรของ นายดี และนางแส สุนทรสนาน มีพี่น้องรวม 3 คน

วัยเด็กเริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดใหม่ราษฎร์บูรณะ ในจังหวัดบ้านเกิด ใช้เวลาเพียงปีกว่า สามารถอ่านออกเขียนได้ บิดาจึงพาเข้ากรุงเทพฯ เรียนหนังสือจนจบระดับประถมในโรงเรียนวัดระฆังโฆสิตาราม

ช่วงเวลานี่เอง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งโรงเรียนพรานหลวง ที่สวนมิสกวัน ให้เป็นโรงเรียนสอนดนตรีทุกประเภท ครูเอื้อจึงเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนแห่งนี้  โดยช่วงเช้าเรียนวิชาสามัญ ช่วงบ่ายเรียนวิชาดนตรี ที่มีทั้งดนตรีไทย ดนตรีฝรั่ง ซึ่งครูเอื้อมีความถนัดดนตรีฝรั่ง โดยเฉพาะไวโอลิน และแซ๊กโซโฟน...

ด้วยความสามารถพิเศษที่โดดเด่นกว่าใครๆ เมื่อเรียนชั้นมัธยม 2  บรรดาอาจารย์จึงให้ครูเอื้อ เรียนวิชาดนตรีแบบเต็มวัน งดเรียนวิชาสามัญ

พ.ศ.2467 หรือ 2 ปีถัดมา ครูเอื้อ อายุ 14 ปี ได้เข้ารับราชการประจำกองเครื่องสายฝรั่งหลวง ในกรมมหรสพ กระทรวงวัง ได้รับพระราชทานพระยศเป็น ‘เด็กชา’ เงินเดือน 5 บาท ด้วยความชำนาญที่เพิ่มมากขึ้น เขาจึงได้เลื่อนขึ้นไปเล่นกับวงใหญ่ มีเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็น 20 บาท

ต่อมาได้รับพระราชทานเป็น ‘พันเด็กชาตรี’ และ ‘พันเด็กชาโท’ ตามลำดับ จนเมื่อปี พ.ศ.2475 ได้โอนย้ายไปรับราชการที่กรมศิลปากร สังกัดกองมหรสพ มีเงินเดือนสูงถึง 50 บาท

ผลงานสร้างชื่อเสียง คือ การบรรเลงดนตรีประกอบเพลงและขับร้องเพลง ‘ในฝัน’ ของภาพยนตร์เรื่อง ‘ถ่านไฟเก่า’ สร้างโดยบริษัทไทยฟิล์ม ทำให้ครูเอื้อตั้งวงดนตรีของตนเอง ใช้ชื่อว่า ‘ไทยฟิล์ม’ ได้เพียงปีเศษก็ยุบวง

จากนั้น ทางราชการได้ปรับปรุงสำนักโฆษณาการ ให้เป็นกรมโฆษณาการ และเป็นกรมประชาสัมพันธ์ในที่สุด ซึ่งครูเอื้อ พร้อมวงดนตรี ได้รับการโอนย้ายจากกรมศิลปากร ให้มาเป็นวงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ โดยมีครูเอื้อเป็นหัวหน้าวง และยังเป็นหัวหน้าแผนกบันเทิงต่างประเทศ ในปี พ.ศ.2482 (รัชการที่ 8) จนเกษียณอายุราชการ ในปี พ.ศ.2514 แต่กรมประชาสัมพันธ์ยังจ้างพิเศษต่ออีก 2 ปี จนถึงปี พ.ศ.2516 ซึ่งเป็นปีที่ครูเอื้อได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ

ชีวิตครอบครัว ครูเอื้อ พบรักกับ อาภรณ์ กรรณสูต ธิดาของพระยาสุนทรบุรี และคุณหญิงสะอิ้ง กรรณสูต จนได้สมรสกันเมื่อปี พ.ศ.2489 มีธิดาคนเดียว คือ อดิพร สุนทรสาน (ภายหลังสมรสกับ ร.ต.อ.สันติ เสนะวงศ์) แต่ก็ยังมีบุตรชายสืบสกุลที่เกิดกับ โฉมฉาย อรุณฉาน คือ สุรินทร สุนทรสนาน

ครูเอื้อ ยังเคยได้รับพระราชทานเหรียญรูปเสมาทองคำที่มีพระปรมาภิไธยย่อ ภ.ป.ร. จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันครบรอบ 30 ปี วงดนตรีสุนทราภรณ์ ได้รับพระราชทานดอกไม้เยี่ยมไข้ถึง 2 ครั้ง และได้รับพระราชทานโล่เกียรติยศในฐานะศิลปินตัวอย่างผู้ประพันธ์เพลง ประจำปี พ.ศ. 2523-2524 แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ครั้งที่ 4 อีกด้วย

ระหว่างที่ป่วย ครูเอื้อยังเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อขับร้องเพลง ‘พรานทะเล’ ถวายเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต

จนเมื่อ 1 เมษายน พ.ศ.2524 ครูเอื้อเสียชีวิต หลังจากตรวจพบเนื้อร้ายขนาดเท่าลูกเทนนิสที่ปอดด้านขวา และรักษาตัวราว 3 ปี รวมอายุได้ 71 ปี 2 เดือน 11 วัน.


เกาะประเด็นข่าว : อดีตนายกฯ ทักษิณ เป็นข่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนที่ 23 ของไทย เดินทางกลับบ้านเกิดเป็นครั้งแรกหลังถูกคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. (สมัยนั้น) ทำการ “รัฐประหาร” ยึดอำนาจ

อดีตนายกฯ ทักษิณ โดยสารเครื่องบินของการบินไทย เที่ยวบินที่ ทีจี 603 จากฮ่องกง-สนานบินสุวรรณภูมิ ในเวลา 09.45 น. มีผู้คนไปรอรับการกลับมาครั้งนี้เป็นจำนวนมาก สื่อมวลชนทุกแขนงต่างปักหลักตามจุดสำคัญหลายแห่งตามกำหนดการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อรายงานความเคลื่อนไหว ชนิดลำดับเหตุการณ์ 

ด้านผู้รับสาร อย่างประชาชนทั่วๆ ไป เขารู้สึกอย่างไร? กับการทำงานของสื่อมวลชน ในการรายงานข่าวของ อดีตนายกฯ ทักษิณ...

เริ่มด้วย คุณเรวดี วัย 59 ปี พนักงานบริษัทเอกชน เผย “ส่วนตัวคิดว่า สื่อรายงานข่าวของอดีตนายกฯ ทักษิณได้อย่างดี ไม่ได้คิดว่าสื่อเน้นหนักเกินไป เพราะดิฉันมองว่า อดีตนายกฯ เป็นบุคคลที่ถูกกล่าวหาในเรื่องการทุจริต ประพฤติมิชอบในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงเหมาะแล้วที่สื่อควรรายงานความเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เหมือนกับสื่อได้รายงานการตรวจสอบตัวท่านเป็นระยะ ให้ประชาชนได้รับรู้อย่างละเอียด และหากพ.ต.ท.ทักษิณ พูดจริงตามที่กล่าวว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองอีก พวกเราก็คงจะไม่เห็นข่าวการพบปะทั้งแบบส่วนตัว ทางการระหว่างนักการเมืองกับท่านอีก”

ต่อมา น้องเก๋ นักศึกษาสาวปี 4 จากมหาวิทยาลัยเอกชน เห็นว่า “สื่อเน้นหนักมากเกินไป ในวันที่อดีตนายกฯ เดินทางกลับมานั้นก็ดูเหมาะสมดี แต่หลังจากวันนั้น คิดว่าสื่อเกาะติดมากไป หากต้องการายงานข่าวความเคลื่อนไหวเรื่องคดีความนั้นเหมาะ แต่หากจะรายงานข่าวเรื่องส่วนตัว และครอบครัวมองว่าไม่เหมาะ เพราะตอนนี้ท่านไม่มีตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ควรรายงานข่าวเรื่องอื่นๆ ที่มีความสำคัญ หรือให้น้ำหนักเรื่องอื่นๆ บ้าง”

ปิดท้าย คุณอังคณา ประชาสัมพันธ์สาวฟรีแลนซ์ มองว่า “การรายงานข่าวของสื่อนั้นละเอียด และรวดเร็วมาก ดิฉันคิดว่าเหมาะสมดี เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอดีตนายกฯ คนหนึ่ง ถือเป็นบุคคลสาธารณะ มีทั้งคนชอบ-ไม่ชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีคดีความเรื่องการทุจริตที่สำคัญ และอยู่ในความสนใจของประชาชน จึงไม่แปลกที่จะถูกจับตามอง ส่วนกลุ่มคนที่ชอบหรือสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ดูพอใจกับการายงานข่าว ภาพที่ชัดเจนสมการรอคอย”

แม้ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ จะล่องหน หายตัวหลบไปที่ใด ผู้ที่รู้ก็ไม่ยอมตอบ แต่เชื่อว่าการปรากฏตัวครั้งต่อไปของท่านอดีตนายกฯ ก็ยังจะถูกสื่อมวลชนรายงานข่าวอย่างเคย พร้อมกับเกาะติดไปอีกนาน หรือจนกว่าคดีความต่างๆ จะถึงที่สุด


Do It Yourself : CD Book

ใครชอบสะสมซีดี ดีวีดี ซีรี่ส์ หนัง เพลง เกมส์ และโปรแกรมต่างๆ แล้วเบื่อกับการต้องควานหายามต้องการ ลองมาทำ ‘CD Book’ หนังสือเก็บแผ่นซีดี ทำง่าย ไม่ยาก

โปรดเตรียม...กระดาษแข็ง สติ๊กเกอร์กำมะหยี่ ห่วงคล้อง ซองใส่ซีดี และสติ๊กเกอร์ลายโปรด...ให้พร้อม

จากนั้น เริ่มตัดกระดาษแข็งให้มีขนาดใหญ่กว่าซองใส่ซีดีเล็กน้อย เพื่อทำเป็นปกหนังสือทั้งด้านหน้า-หลัง

และตัดสติ๊กเกอร์กำมะหยี่สำหรับติดปกหน้า-หลังด้านนอก ให้มีขนาดใหญ่กว่าปก เมื่อทาบติดควรตัดปลายทั้ง 4 เพื่อการพับเก็บมุมให้มีความเรียบร้อย

สำหรับปกด้านใน ตัดสติ๊กเกอร์กำมะหยี่ แต่ให้มีขนาดเล็กกว่าปก เพื่อใช้ปิดทับปลายขอบสติ๊กเกอร์ด้านหน้า

ถัดมา วัดระยะรูสอดซองซีดีให้ดี แล้วเจาะ 2 รู แล้วจึงตกแต่งปกทั้งใน-นอก รวมทั้งซองซีดีด้วยสติ๊กเกอร์

สุดท้าย นำปกและซองจัดเรียงให้เรียบร้อย แล้วคล้องห่วง บีบให้แน่น...เท่านี้คุณจะได้หนังสือไว้เก็บรักษาแผ่นซีดีสุดโปรดให้อยู่กับคุณไปนานๆ.






 



ประวัติศาสตร์ ฟิสิกส์ รางวัล nobel บุคคล

รางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ โนเบล ฟิสิกส์

physics

[]

Masatoshi Koshiba

Research Associate in the Enrico Fermi Institute, 1956-58.

The Nobel Prize in Physics 2002
with Raymond Davis Jr. and Riccardo Giacconi
“for pioneering contributions to astrophysics, in particular for the detection of cosmic neutrinos.”

[]

Daniel C. Tsui

S.M., 1963; Ph.D., 1967.

The Nobel Prize in Physics 1998
with Robert B. Laughlin and Horst L. Störmer
“for their discovery of a new form of quantum fluid with fractionally charged excitations.”

[]

Jerome I. Friedman

[]

Jack Steinberger

S.B., 1942; Ph.D., 1949.

The Nobel Prize in Physics 1988
with Leon Lederman and Dr. Melvin Schwartz
“for the neutrino beam method and the demonstration of the doublet structure of the leptons through the discovery of the muon neutrino.”

[]

Leon M. Lederman

Frank L. Sulzberger Professor in the College, 1989-1992.

The Nobel Prize in Physics 1988
with Dr. Jack Steinberger and Dr. Melvin Schwartz
“for the neutrino beam method and the demonstration of the doublet structure of the leptons through the discovery of the muon neutrino.”

[]

Subramanyan Chandrasekhar

Research Associate in the Department of Astronomy & Astrophysics, 1937-1938; Assistant Professor, 1938-1942; Associate Professor, 1942-1943; Professor, 1943-1952; Morton D. Hull Distinguished Service Professor in the Department of Astronomy & Astrophysics, Physics, and the Enrico Fermi Institute, 1952-1995.

The Nobel Prize in Physics 1983
with William Fowler
“for his theoretical studies of the physical processes of importance to the structure and evolution of the stars.”

[]

S.M., 1953; Ph.D., 1955; University Professor in the Department of Physics, the Enrico Fermi Institute, and the College, 1971-present.

The Nobel Prize in Physics 1980
with Val L. Fitch
“for the discovery of violations of fundamental symmetry principles in the decay of neutral K-mesons.”

[]

J. Robert Schrieffer

Assistant Professor in the Department of Physics and the Institute for the Study of Metals, 1957-60.

The Nobel Prize in Physics 1972
with John Bardeen and Leon N. Cooper
“for their jointly developed theory of superconductivity, usually called the BCS-theory.”

[]

Murray Gell-Mann

Instructor in the Department of Physics and the Institute for Nuclear Studies, 1951-53; Assistant Professor, 1953-54; Associate Professor, 1955.

The Nobel Prize in Physics 1969
“for his contributions and discoveries concerning the classification of elementary particles and their interactions.”

[]

Luis W. Alvarez

[]

Hans Albrecht Bethe

Research Associate in the Metallurgical Laboratory, Manhattan Project, 1942-43.

The Nobel Prize in Physics 1967
“for his contributions to the theory of nuclear reactions, especially his discoveries concerning the energy production in stars.”

[]

Julian Schwinger

Research Associate in the Metallurgical Laboratory, Manhattan Project, 1943.

The Nobel Prize in Physics 1965
with Richard P. Feynman and Sin-Itiro Tomonaga
“for their fundamental work in quantum electrodynamics, with deep-ploughing consequences for the physics of elementary particles.”

[]

Eugene P. Wigner

Research Associate in the Metallurgical Laboratory, Manhattan Project, 1942 to 1945; Visiting Professor of Physics in the Enrico Fermi Institute, 1957.

The Nobel Prize in Physics 1963
with Maria Goeppert-Mayer and J. Hans D. Jensen
“for his contributions to the theory of the atomic nucleus and the elementary particles, particularly through the discovery and application of fundamental symmetry principles.”

[]

Maria Goeppert-Mayer

Consultant, Metallurgical Laboratory, Manhattan Project, 1944-46; Volunteer Research Associate in the Department of Physics and the Institute for Nuclear Studies, 1945-48; Senior Physicist, Argonne National Laboratory, 1946-59; Volunteer Research Associate and Professor, 1949-53; Volunteer Professor in the Department of Physics, Enrico Fermi Institute, and the Institute for Nuclear Studies, 1959-60.

The Nobel Prize in Physics 1963
with J. Hans D. Jensen and Eugene P. Wigner
“for their discoveries concerning nuclear shell structure.”

[]

Owen Chamberlain

Ph.D., 1949.

The Nobel Prize in Physics 1959
with Emilio Gino Segre
“for their discovery of the antiproton.”

[]

Chen Ning Yang

[]

Tsung-Dao Lee

[]

Ernest Orlando Lawrence

(X ’24); Predoctoral candidate in Physics, 1923-24; D.Sc. (honorary), 1941.

The Nobel Prize in Physics 1939
“for the invention and development of the cyclotron and for results obtained with it, especially with regard to artificial radioactive elements.”

[]

Enrico Fermi

Research Coordinator, Metallurgical Laboratory, Manhattan Project, 1941-43; Director of Argonne Laboratory, 1943-45; Charles H. Swift Distinguished Service Professor in the Department of Physics and the Institute for Nuclear Studies, 1945-54.

The Nobel Prize in Physics 1938
“for his demonstrations of the existence of new radioactive elements produced by neutron irradiation, and for his related discovery of nuclear reactions brought about by slow neutrons.”

[]

Clinton Joseph Davisson

S.B., 1909.

The Nobel Prize in Physics 1937
with Sir George Paget Thomson
“for their experimental discovery of the diffraction of electrons by crystals.”

[]

Werner Heisenberg

[]

Arthur Holly Compton

Professor in the Department of Physics, 1923-29; Charles H. Swift Distinguished Service Professor, 1930-45; Dean in the Division of Physical Sciences, 1940-41, 1942-43, 1945; Chairman of the Department of Physics, 1940-43.

The Nobel Prize in Physics 1927
with Charles Thomson Rees Wilson
“for his discovery of the effect named after him.”

[]

James Franck

Professor of Physical Chemistry in the Department of Chemistry and the Institute of Radiobiology and Biophysics, 1938-49; Emeritus, 1949-63.

The Nobel Prize in Physics 1925
with Gustav Hertz
“for their discovery of the laws governing the impact of an electron upon an atom.”

[]

Robert Andrews Millikan

(X ’94); Assistant in the Department of Physics, 1896-97; Associate, 1897-99; Instructor, 1899-1902; Assistant Professor, 1902-07; Associate Professor, 1907-10; Professor, 1910-21.

The Nobel Prize in Physics 1923
“for his work on the elementary charge of electricity and on the photoelectric effect.”

[]

Albert Abraham Michelson

Professor in the Department of Physics, 1892-1925; Chairman, 1892-1927; Martin A. Ryerson Distinguished Service Professor, 1925-30.

The Nobel Prize in Physics 1907
“for his optical precision instruments and the spectroscopic and metrological investigations carried out with their aid.”


ทำไมจึงไม่มี รางวัลโนเบล (Nobel Prize) สาขา คณิตศาสตร์

 

มิสเตอร์อัลเฟรด โนเบล

มีคำถามที่คาใจนักคณิตศาสตร์หลาย ๆ คนว่า เหตุไฉนไยเล่า มิสเตอร์อัลเฟรด โนเบล (Alfred Nobel) ที่ได้สู้อุตส่าห์ตั้งรางวัลโนเบลเพื่อเป็นกำลังใจกับคนในหลากหลายสาขา จึงมองข้ามที่จะให้รางวัลกับคนในสาขาคณิตศาสตร์ไปเสียเล่า?


เหรียญรางวัล พร้อมเงินสดประมาณสี่สิบล้านบาท

มีเรื่องเล่าขานปากต่อปากไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ในสถาบันการศึกษาชื่อดังทั้งในยุโรปและอเมริกา เช่นว่า คุณโนเบลนั้น ไม่ถูกกับนักคณิตศาสตร์ท่านหนึ่ง และกลัวว่านายคนนี้จะได้รางวัลโนเบลของเขาไป ก็เลยไม่ตั้งรางวัลในสาขาคณิตศาสตร์ดื้อ ๆ ใครจะทำไม? (ก็เขาเป็นคนตั้งรางวัลเองนี่)

บางแหล่งก็ว่าว่าโนเบลถูกนักคณิตศาสตร์แย่งแฟนหรือภรรยาไป ทำให้โนเบลเกลียดนักคณิตศาสตร์ไปตลอดชีวิต ?!?

ในเรื่องเล่าทั้งสองเรื่องนี้ บางครั้งไม่ได้ระบุว่านักคณิตศาสตร์ตัวต้นเหตุนั้นเป็นใคร แต่บางครั้งคุณ แมกนัส มิตแทก-เลฟเฟลอร์ (Magnus Mittag-Leffler) นักคณิตศาสตร์ชื่อดังชาวสวีเดน (คนชาติเดียวกับคุณโนเบล) ได้รับเกียรติ(?) ให้เป็นตัวร้ายในสองเรื่องนี้
เราจะตรวจสอบเรื่องเล่าทั้งสองเรื่องนี้ว่ามีมูลความจริงเพียงใด

เรื่องเล่า(myth) ที่หนึ่ง : โนเบลถูกแย่งภรรยา?

เมื่อตรวจสอบดูแล้ว ปรากฏว่าคุณโนเบลท่านไม่เคยแต่งงานเลยต่างหาก ดังนั้นท่านจึงไม่มีภรรยาจะให้ใครมาแย่ง !
แล้วเป็นไปได้ไหมว่า คุณโนเบลจะถูกคุณมิตแทก-เลฟเฟลอร์แย่งแฟนไปตั้งแต่ตอนยังหนุ่ม ๆ ก็เลยไม่แต่งงานไปตลอดชีวิตเสียเลย?
แต่ช้าก่อน โนเบลได้อพยพจากประเทศสวีเดนเมื่อ พ.ศ.2408 แล้วกลับมาเยี่ยมเยือนประเทศบ้านเกิดเมืองนอนน้อยครั้งมาก ตอนนั้นท่านอายุได้ 32 ปี แต่มิตแทก-เลฟเฟลอร์ เพิ่งจะอายุได้ 19 ปี ความแตกต่างทางอายุตอนนั้น ไม่น่าที่จะทำให้ท่านทั้งสองแย่งผู้หญิงคนเดียวกันได้

ยิ่งกว่านั้น ยังไม่เคยมีหลักฐานใดว่าคุณโนเบลถูกนักคณิตศาสตร์แย่งแฟน ถ้าศาลตัดสิน ก็คงพิจารณาว่าเรื่องเล่านี้ว่าไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

เรื่องที่น่าจะเป็นจริง

ไม่มีใครบอกได้ว่า เหตุผลแท้จริงที่โนเบลไม่ได้สร้างรางวัลสำหรับคณิตศาสตร์คืออะไร ความลับนี้ได้หายไปพร้อมกับการเสียชีวิตของท่านเสียแล้ว

โนเบลเป็นนักวิทยาศาสตร์และกลายเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่ยังหนุ่มด้วยสิ่งประดิษฐ์คือระเบิดไดนาไมท์ และได้สร้างบริษัทและห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ไปในประเทศมากกว่ายี่สิบประเทศ

สิ่งที่รบกวนจิตใจท่านตลอดมาคือการที่ไดนาไมท์ได้กลายมาเป็นเครื่องมือประหัตประหารมนุษย์ด้วยกันเอง แทนที่จะเป็นเครื่องมือใช้ระเบิดอุโมงค์ หรือช่วยในการค้นหาแร่ธาตุดังที่ท่านตั้งใจไว้แต่แรก


มิสเตอร์อัลเฟรด โนเบล



ท่านได้ประกาศจัดตั้งรางวัลโนเบลด้วยทุนส่วนตัวของท่านเมื่ออายุ 63 ปี ก่อนที่จะเสียชิวิตในปีต่อมา รางวัลนี้จัดตั้งเพื่อเป็นเกียรติกับผู้เกี่ยวข้องกับ ‘สิ่งประดิษฐ์หรือการค้นพบที่เป็นประโยชน์กับมวลมนุษยชาติ’ แรกเริ่มเดิมทีรางวัลนี้มีห้าสาขา คือในสาขาฟิสิกส์, เคมี, การแพทย์, วรรณกรรม, และสันติภาพ ต่อมามีการเพิ่มเศรษฐศาสตร์เป็นสาขาที่หกโดยธนาคารแห่งสวีเดน (Bank of Sweden) เป็นผู้ออกทุน

ถ้าจะเดากันว่าโนเบลซึ่งมีใจเป็นกุศลที่จะอุทิศเงินของท่านเพื่อเป็นประโยชน์กับมนุษย์ทั้งโลก จะมีอคติกับคณิตศาสตร์ด้วยเหตุส่วนตัวเช่นนี้ เราอาจจะดูถูกคุณโนเบลเกินไป

เหตุผลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือ โนเบลไม่เคยมีความคิดอยู่ในสมองเลยว่าท่านจะให้รางวัลในสาขาคณิตศาสตร์ โนเบลเป็นนักเคมีและนักฟิสิกส์จึงเป็นธรรมชาติของท่านที่จะมองเห็นความสำคัญของศาสตร์ทั้งสองนี้ ในขณะเดียวกันโนเบลเป็นนักอ่านตัวยงและเป็นผู้รณรงค์เพื่อสันติภาพคนหนึ่งจึงตั้งรางวัลในสาขาวรรณกรรมและสาขาสันติภาพ สำหรับรางวัลทางการแพทย์นั้น เป็นเรื่องง่ายที่เราจะเห็นว่าสาขานี้เป็นประโยชน์กับมนุษย์เพียงใด

สำหรับคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นศาสตร์พื้นฐานของศาสตร์ทั้งหลายนั้น ท่านอาจจะเห็นความสำคัญอยู่ แต่ไม่เห็นว่าการค้นพบใหม่ ๆ ทางคณิตศาสตร์จะมีผลกระทบโดยตรงอย่างฉับพลันต่อมนุษย์ได้อย่างไร จึงได้ละเว้นรางวัลในสาขานี้เสีย (จริงหรือไม่จริงอย่างไร นักคณิตศาสตร์คงจะต้องช่วยออกแรงกันทำให้คนเห็นความสำคัญของสาขาของเราให้ได้นะครับ)

อีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือในขณะนั้น สวีเดนก็มีรางวัลสาขาคณิตศาสตร์จากพระมหากษัตริย์ของสวีเดนเป็นผู้ทรงพระราชทานอยู่แล้ว โนเบลอาจคิดว่าเป็นเรื่องไม่สมควรที่จะมีรางวัลใหญ่ทางคณิตศาสตร์ซ้อนทับกับรางวัลของพระองค์

อย่างไรก็ตามยังมีนักคณิตศาสตร์หลายคนที่ได้รับรางวัลโนเบล เพราะผลงานได้รับการประยุกต์ในสาขาอื่นได้ เช่น จอห์น แนช เป็นต้น


อ้างอิง และแหล่งขุมทรัพย์ความรู้ต่อยอด

  • รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Fields Medal บนวิชาการ.คอม http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=271
  • รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Fields Medal (รางวัลเทียบเท่ากับรางวัลโนเบล สำหรับชาวคณิตศาสตร์) หาอ่านได้ที่นี่ครับ http://mathworld.wolfram.com/FieldsMedal.html


    เกี่ยวกับผู้เขียน
    ดร. กิตติกร นาคประสิทธิ์ เคยเป็นนักเรียนในโครงการพสวท จบ ม.ปลาย ที่โรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์(ด้านคณิตศาสตร์) มหาวิทยาลัยขอนแก่น, และได้ฝ่าฟันความยากลำบากจนจบเอก ด้านคณิตศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยอิลินอยส์ (University of Illinois, at Urbana-Champaign, USA) มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านคณิตศาสตร์ของโลก

    ปัจจุบัน ดร. กิตติกร เป็นอาจารย์ ประจำภาควิชาคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และช่วยเผยแพร่เรื่องราวคณิตศาสตร์ดีๆ ถึงผู้อ่าน และ คนรักคณิตศาสตร์ ทั่วประเทศ ผ่าน วิชาการ.คอม โดยขอร่วมเป็นอีกแรงที่ช่วยผลักดันเมืองไทยให้ไปในทางที่ดีขึ้น

  • ขอขอบคุณวิชาการ.คอม
    เรื่องเล่า(myth) ที่สอง : โนเบลไม่ถูกกันกับนักคณิตศาสตร์คนหนึ่ง

    กรณีโนเบลกินเกาเหลา(ไม่กินเส้น)กับนักคณิตศาสตร์นั้น ไม่เคยออกจากปากของคุณโนเบลเอง และตัวร้ายตามท้องเรื่องคือคุณมิตแทก-เลฟเฟลอร์นั้น ก็เคยได้รับการมอบหมายให้เจรจาธุรกิจกับคุณโนเบล ถ้าหากทั้งสองคนมีเรื่องกันก่อนหน้านั้น ก็คงจะไม่ได้รับมอบหมายให้ทำการเจรจา หรือถ้ามีเรื่องหลังจากนั้น คนที่น่าจะเจ็บใจก็คงจะเป็นคุณมิตแทก-เลฟเฟลอร์มากกว่า เพราะว่าโนเบลอยู่ในฐานะผู้ให้คุณให้โทษในการเจรจาธุรกิจนี้


    มิตแทก-เลฟเฟลอร์


     หนึ่งศตวรรษของการมอบรางวัลโนเบล

        เดือนตุลาคมของทุกปี เป็นเดือนที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งโลกตั้งตาคอย เพราะในเดือนนี้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังเฉพาะ ในวงการวิจัยเล็กๆ และในประเด็นน้อยๆ ที่ตนเชี่ยวชาญและช่ำชองจะได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัลโนเบลในฐานะอัจฉริยบุคคล ผู้บุกเบิกขอบฟ้าของวิทยาการให้ประจักษ์แก่มนุษย์ และรางวัลโนเบลนี้ก็จะทำให้ชื่อเสียงของนักวิทยาศาสตร์ผู้นั้น รวมทั้งสถาบัน ที่เขาสังกัดและประเทศชาติของเขาเป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก เพราะในสายตาของทุกคน รางวัลโนเบลคือรางวัลแห่งศักดิ์ศรีและ บารมีสูงสุดที่โลกมอบให้แก่อัจฉริยชนแห่งสติปัญญา ผู้ที่ได้อุทิศตัวทำงานเพื่อสร้างความก้าวหน้า และความรู้ทางวิชาการ รวมทั้ง ความสุขสวัสดิ์ให้แก่มวลมนุษย์

        ถึงแม้ปัจเจกชนผู้พิชิตรางวัลโนเบลจะเป็นที่รู้จักทั่วโลกก็ตาม แต่กระบวนการได้มาซึ่งชื่อของคนที่จะรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ก็ยังคงเป็นเรื่องลึกลับที่ไม่โปร่งใสในสายตาของคนทั่วไป ทั้งนี้เพราะคณะกรรมการรางวัลโบเนลได้มีกฏห้ามการเปิดเผย รายละเอียดของการตัดสิน จนกระทั่งเวลาได้ผ่านไปแล้วนาน 50 ปี


     


    Alfred Nobel เป็นนักธุรกิจชาวสวีเดน ที่มีฐานะร่ำรวยจากการทำธุรกิจผลิตดินระเบิด เขาได้ทำให้สมาชิกในครอบครัวเขาตกตะลึงในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2483 เมื่อเขาตัดสินใจมอบเงินมรดก 9 ล้านเหรียญสหรัฐ จัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลขึ้น เพื่อเก็บดอกผลเป็นรางวัล ให้แก่บุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้มนุษย์มากที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา โดยได้กำหนดรางวัลที่จะมอบให้ว่ามี 5 สาขา คือ เคมี ฟิสิกส์ แพทย์ วรรณกรรม และสันติภาพ และให้ Royal Swedish Academy of Sciences เป็นสถาบันที่รับผิดชอบในการ คัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และเคมี

     ภาพจาก : http://www.invent.org/book/book-text/nobel.html

       ให้สถาบัน Swedish Academy เป็นผู้ตัดสินผู้พิชิตรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม

       และให้สถาบัน Karolinska Institute ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์ที่มีชื่อเสียงมากของสวีเดน เลือกผู้พิชิตรางวัลโนเบล สาขาการแพทย์

       ส่วนรางวัลสาขาสันติภาพนั้น Nobel ได้กำหนดให้รัฐสภาของนอร์เวย์แต่งตั้งคณะกรรมการรางวัลฯ ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่คัดเลือก บุคคลที่เหมาะสมที่สุด

       ต่อมาในปี พ.ศ.2512 ธนาคารชาติของสวีเดนก็ได้จัดตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อมอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์เพิ่มอีกหนึ่งรางวัลด้วย

       นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2444 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีการมอบรางวัลแต่ละรางวัลโนเบลมีมูลค่าประมาณ 30 เท่าของเงินเดือนศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัยในสมัยนั้น มาบัดนี้ เงินรางวัลได้เพิ่มสูงถึง 940,000 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 43 ล้านบาท) หลายคนคงคิดว่า เงินรางวัลมูลค่ามหาศาลนี้คงเป็นปัจจัยที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนกระหายที่จะพิชิต แต่ความคิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง 100% เต็ม เพราะถึงแม้โลกจะมีรางวัล Crafoord, รางวัล Japan Prize, Wolf Prize, King Faisal Prize, รางวัล Balzam, รางวัล Fields, รางวัล Lasker ฯลฯ ซึ่งให้เงินรางวัลมูลค่ามหาศาลที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ารางวัลโนเบล แต่คนทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า ไม่มีรางวัลอะไรจะยิ่งใหญ่เทียบเท่ารางวัลโนเบลเลย

       ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์หลายคนได้ให้เหตุผลสำหรับความรู้สึกนี้ว่า คงเป็นเพราะความสามารถและ คุณภาพของผู้พิชิตรางวัลนี้ รุ่นแรกๆ ที่สูงมาก เช่น Wilhelm Cenrad R?ntgen นักฟิสิกส์ผู้พบเอกซเรย์ Pierre และ Marie Curie ผู้ศึกษากัมมันตรังสี เป็นต้น

       นอกจากเงินรางวัลที่ตนได้รับจะมีมูลค่ามากแล้ว ผู้พิชิตรางวัลบางคนยังได้รับการสนับสนุนด้านการวิจัยเพิ่มเติมทั้งจากองค์กร ของรัฐและเอกชน และอาจได้รับการเชิญให้ปรากฏในโทรทัศน์ เขียนหนังสือหรือเป็นที่ปรึกษาของประมุขประเทศ และเมื่อถึง วาระสุดท้ายของชีวิต ข่าวมรณภาพก็จะปรากฏในหนังสือพิมพ์ทั่วโลก เมื่อเกียรติยศ เกียรติศักดิ์และความเป็นอมตะจะบังเกิดแก่ ผู้พิชิตรางวัลเช่นนี้ คนทั้งโลกจึงมีความกระหายที่จะรู้วิธีการคัดเลือกและตัดสิน ผู้ที่จะพิชิตรางวัลโนเบลมาก

       การเปิดเผยหลักฐานของสถาบันโนเบล ในระยะเวลา 50 ปีแรก ได้ทำให้โลกรู้ว่าเกณฑ์ต่างๆ ที่ Nobel ได้วางไว้ มีการปรับเปลี่ยน เช่น เงื่อนไขที่จะมอบรางวัลให้แก่ผลงานที่ทำสำเร็จภายในเวลาหนึ่งปี ก่อนจะตัดสิน เพราะได้มีการพบว่า เวลาหนึ่งปี มิได้เป็นเวลาที่ นานพอที่จะประเมินความยิ่งใหญ่ของการค้นพบใดๆ ได้ ดังนั้น เกณฑ์เวลาจึงถูกปรับเปลี่ยน

       นอกจากนี้ Nobel ยังได้กำหนดให้คณะกรรมการซึ่งมีตั้งแต่ 3-5 คน จากสถาบันต่างๆ เป็นผู้รับผิดชอบการตัดสินรางวัลแต่ละ ประเภทและให้เป็นผู้ตัดสินผลขั้นสุดท้ายโดยไม่มีการอุทธรณ์ใดๆ

       แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้บันทึกว่า ในปี พ.ศ. 2449 เมื่อคณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาเคมี ตัดสินมอบรางวัลโนเบลสาขาเคมี แก่ Dmitri Mendeleev ชาวรัสเซีย ในฐานะผู้พบตารางธาตุ (periodic table) แต่คณะกรรมการของสถาบัน Royal Swedish Academy of Sciences ภายใต้การนำของ Svante Arrhenius นักเคมีชาวสวีเดน ผู้พิชิตรางวัลโนเบลในปี พ.ศ. 2446 ไม่เห็นด้วย เพราะ Arrhenius ไม่พอใจที่ Mendeleev มักกล่าววิพากษ์วิจารณ์ผลงานของตนอย่างรุนแรง การยับยั้งในครั้งนั้น ได้ทำให้ Mendeleev พลาดรางวัลโนเบลตลอดชีวิต เพราะในปีต่อมาเขาได้เสียชีวิตลง

        เมื่อถึงเดือนกันยายนของทุกปี คณะกรรมการรางวัลโนเบลจะส่งจดหมายลับไปยังบุคคลที่ได้รับการพิจารณาเห็นว่า เหมาะสม ที่จะเสนอชื่อผู้สมควรรับรางวัลโนเบล ซึ่งบุคคลดังกล่าวได้แก่ ผู้ที่เคยรับรางวัลโนเบลแล้ว กรรมการสถาบันที่รับผิดชอบรางวัล โนเบลนั้นๆ ศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์เคมีและแพทย์ในมหาวิทยาลัยดังๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา เอเซียและออสเตรเลีย และเมื่อถึงเดือน กุมภาพันธ์ของปีต่อมา คณะกรรมการก็เริ่มดำเนินการคัดเลือก

       และสำหรับเงื่อนไขที่กำหนดว่า การค้นพบที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบล ต้องเป็นการค้นพบที่ให้คุณแก่มนุษย์มากที่สุดนั้นก็เป็น ประเด็นที่ไม่ชัดเจนในการตัดสิน เพราะคำว่าประโยชน์เป็นการมองที่ขึ้นกับบุคคล หรือแม้แต่ประเด็นความแตกต่างระหว่างฟิสิกส์ กับเคมี ในระยะแรกๆ คณะกรรมการรางวัลโนเบลได้คิดว่า ปรากฏการณ์กัมมันตรังสีเป็นเรื่องของวิชาเคมีจึงได้ให้รางวัลโนเบล สาขาเคมีแก่ Ernest Rutherford นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ เชื้อชาตินิวซีแลนด์ ซึ่งได้ทำให้ Rutherford ประหลาดใจมาก หรือใน กรณีของฟิสิกส์ทฤษฎีว่าสมควรได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์หรือไม่ เพราะเมื่อ 100 ปีก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์คิดว่า ฟิสิกส์ทฤษฎี เป็นเพียงวิทยาการที่ใช้จินตนาการเท่านั้นเอง หาใช่ฟิสิกส์ของแท้ไม่ และนั่นก็คือเหตุผลที่ทำให้ทั้ง A. Einstein และ M.Planck ผู้พบทฤษฎีควอนตัมรับรางวัลโนเบลช้าไป 15 ปี และ 18 ปีตามลำดับ แต่ก็ยังนับว่าดีที่ Einstein และ Planck ไม่ด่วนเสียชีวิต ไปก่อนที่จะรับรางวัลในปี พ.ศ. 2464 และ พ.ศ. 2461 เพราะในกรณีของนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น F.Peyton Rous ผู้พบ ไวรัสที่ทำให้ไก่เป็นมะเร็งเขาต้องคอยนานถึง 55 ปี จึงได้รับรางวัลโนเบล การมีอายุยืนจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญอีกประการหนึ่งที่ ผู้พิชิตรางวัลโนเบลจะต้องมี

       แต่ก็มีปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่ง ที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรมคือ กฎที่กำหนดว่าจำนวนผู้รับรางวัลจะต้อง ไม่เกิน 3 คนต่อหนึ่งรางวัล ดังเช่นกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน เมื่อนักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลหลายคนคิดว่า การที่ Savendor Moncada ไม่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์นั้น ไม่ยุติธรรม เพราะ Moncada มีบทบาทไม่น้อยกว่า Ferid Murad, Robert, Furchgott และ Louis lgnario ในการพบบทบาทของก๊าซ nitric oxide ในการส่งและควบคุมสัญญาณระหว่างเซลล์ในร่างกาย และเราก็ต้องยอมรับว่า ปัญหาจำนวนบุคคลที่สมควรจะได้รับรางวัลโนเบลคงมีมากขึ้นในอนาคต เพราะงานวิจัยฟิสิกส์พลังงานสูงและงานวิจัย genome ต้องใช้นักวิชาการนับพัน

       ดังนั้น การคัดเลือกบุคคลที่เก่งที่สุดเพียงสามคนจากคนที่เก่งนับพันคน ปัญหาวางแผนการตัดสินผล รวมทั้งสรุปผลการคัดเลือกผู้ที่ สมควรได้รับรางวัลโนเบล จึงเป็นการตัดสินใจที่ไม่ง่าย แต่ครั้นจะให้รางวัลโนเบลแต่ละรางวัลแก่คนมากกว่าสามคน คำถามก็มีว่า จำนวนเท่าใดจึงจะดี 4,6 หรือ 20 และรางวัลโนเบลสาขาวิทยาศาสตร์นั้นก็ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ว่า เคยให้แก่หน่วยวิจัยใด หรือสถาบันใด ดังกรณีรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2001 นี้ ที่มอบให้แก่องค์การสหประชาชาติ

       ดังนั้น เราจึงเห็นได้ว่า ปัญหาในการตัดสินผู้สมควรรับรางวัลโนเบลมี "มาก" พอสมควร จนทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนคิดว่า ถ้าไม่มีก็คงดี เพราะในแต่ละปีจะมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนเสียความรู้สึก และผู้ที่ไม่เห็นความจำเป็นที่จะมีรางวัลโนเบลก็ยกตัวอย่างว่า Einstein ไม่เห็นต้องการรางวัลโนเบล ผู้คนก็รู้จักและยกย่อง แต่การคิดเช่นนั้นก็จริงสำหรับกรณี Einstein เท่านั้น มีใครที่ไหน จะรู้บ้างว่า J. Chadwick และ C.J.Davidson ก็เคยพิชิตรางวัลโนเบลแล้วเหมือนกัน

       ด้วยเหตุผลทั้งหลายทั้งปวงตามที่กล่าวนี้ คงทำให้เราเข้าใจซึ้งว่า เหตุใดนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงจึงคอยรับโทรศัพท์ทางไกล จาก Stockholm เมื่อถึงเดือนต้นตุลาคมของทุกปี


    นายมั่น พัธโนทัย (รมต.ไอซีที)

    ประวัติย่อ นายมั่น พัธโนทัย

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

    (ครม.ชุด นายสมัคร สุนทรเวช)

    • วันเข้ารับตำแหน่ง 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
    • วันที่เกิด/สถานที่ 27 เมษายน 2494
    • การศึกษา
      • ปริญญาตรี สาขานิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ สำเร็จการศึกษา 2507
      • ปริญญาโท สาขาสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ สถานที่ศึกษา AMERICAN U,WASH D.C.USA.สำเร็จการศึกษา 2512
      • ปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ สถานที่ศึกษา KENSINGFON U,CALIFANIA USA.สำเร็จการศึกษา 2522
    • ประวัติการทำงาน
      • สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรปราการ ปี 2549
      • รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรปราการ
      • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ 4 สมัยติดต่อกัน
      • เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
      • ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย


    ที่มา: http://www.thaigov.go.th
    -----------------------

    ดร.มั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงนโยบายการทำงานว่า ได้กำหนดกรอบการบริหารจัดการไว้ 4 ด้านด้วยกันที่ต้องเร่งปฏิบัติ ประกอบด้วย

    • ด้านที่หนึ่ง ในส่วนของปัญหาโครงสร้างระบบอุตสาหกรรมโทรคมนาคมนั้น จะให้ความสำคัญกรณีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกิดขึ้นนั้น จะพยายามหาข้อยุติให้ทั้งสองฝ่ายมีการจบลงด้วยดี
    • ด้านที่สอง ในส่วนของกฎหมายโทรคมนาคม ที่ยังคาราคาซัง เช่น ร่างแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 2 (2550-2556 ) จะตั้งคณะทำงานเข้ามาชุดหนึ่ง ทำการศึกษาในรายละเอียดของร่างแผนแม่บทฯ ฉบับนี้ว่า ใน 5 ปีข้างหน้าทิศทางการพัฒนาไอซีทีของประเทศไทยจะไปทางใด เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดในแผนแม่บทฯ ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะประกอบไปด้วยบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิจากทุกภาคส่วนเช่นตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นต้น
    • ด้านที่สาม คือในส่วนของกรมอุตนิยมวิทยา ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพการรายงานผลการพยากรณ์อากาศให้ดีขึ้นกว่าเดิม เช่น การรายงานพยาการณ์ทางอากาศจะต้องใช้ภาษาที่ง่าย แม่นยำ เพื่อให้ประชาชนตื่นตัวรับมือกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น กรณี ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เช่นในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน เกิดน้ำท่วม หรือ กรณีหิมะตก รวมไปถึงปัญหาเรื่องโลกร้อน
    • ด้านที่4. การขยายอุตสาหกรรมซอฟแวร์ ในส่วนที่ ซิป้า (สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ) โดยมุ่งพัฒนาให้เป็นฮับ ของการพัฒนาคอนเทนต์ ออนไลน์ และ แอนิเมชั่น ส่งเสริมและรักษาด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ที่เป็นผู้ผลิต ผู้พัฒนา แก่ผู้ประกอบการไทยและมีให้มีแบรนด์ไทยออกมาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับให้มีการส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดย่อม (SME) ให้ใช้งานไอซีทีอย่างแพร่หลายด้วยการนำไอซีทีมาเป็นเครื่องมือพัฒนาประสิทธิภาพทางธุรกิจ


    "เร็วๆนี้ผมจะติดต่อขอพบท่าน สิทธิชัย (ศ.ดร.สิทธิชัย โภไคยอุดม อดีตรัฐมนตรีไอซีที) เพื่อขอเรียนรู้ในเรื่องไอซีทีอีกด้วย"


    นอกจากนี้ ดร.มั่น ยังกล่าวอีกว่า สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ไทยโมบาย 1900 (ผู้ให้บริการคือ บริษัท เอซีทีโมบาย จำกัด มีผู้ร่วมทุนคือ บมจ.กสท.โทรคมนาคม ถือหุ้น 42% และ บมจ.ทีโอที ถือหุ้น 58%) ต้องขยายเครือข่ายมากกว่านี้โดยอาจจะให้ต่างชาติหรือนักลงทุนเข้ามาบริหารจัดการเพื่อจะแข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้ เนื่องจากไทยโมบาย 1900 ประสบปัญหาขาดทุน


    "ทุกอย่างต้องทำให้โปร่งใสเพราะมีทั้งสื่อและสหภาพรัฐวิสาหกิจทำหน้าที่ในการตรวจสอบ"

    ----------------------------

    http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=M4022941&issue=2294


    นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง

    ประวัติย่อ

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี
    (ครม.ชุด นายสมัคร สุนทรเวช)


    วันเข้ารับตำแหน่ง : 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551

    เกิดเมื่อ วันที่ 13 สิงหาคม 2502

    การศึกษา
    -ประถมศึกษา : โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
    -มัธยมต้น : โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา
    -มัธยมปลาย : โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
    -ปริญญาตรี : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ประสบการณ์การทำงาน
    -พ.ศ.2528 เลขานุการส่วนตัวรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
    -พ.ศ.2529 ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์
    -พ.ศ.2535 ประกอบธุรกิจด้านเกษตร
    -พ.ศ.2535 - 2539 ผู้ช่วยดำเนินงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา
    -พ.ศ.2539 ลงสมัครสมาชิกสสภาผู้แทน จังหวัดฉะเชิงเทรา เขตหนึ่ง สองครั้ง ครั้งล่าสุด ปี 2539 ได้รับคะแนน 67,583 คะแนน
    -พ.ศ.2539 - พ.ศ.2540 สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดฉะเชิงเทรา
    -เป็นผู้บรรยายพิเศษเรื่องรัฐธรรมนูญให้แก่นักเรียน, นักศึกษา, ประชาชน ในจังหวัดฉะเชิงเทรากว่าร้อยครั้ง
    -พ.ศ.2542 คณะทำงาน โครงการแผนกลยุทธ์การวิจัย ด้านเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร ตามวาระการวิจัยแห่งชาติในภาวะวิกฤติเพื่อฟื้นฟูชาติ
    กลุ่มทรัพยากรจากป่า เพื่อรายงานผลต่อ สำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ปี 2542
    -กรรมาธิการการตำรวจ

    ----------------------------------------------------------
    ที่มา: http://www.thaigov.go.th


    ศ.เกียรติคุณ น.พ.ประเสริฐ ทองเจริญ

    "หมอประเสริฐ" ผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัยโลก คว้ารางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล-บี บราวน์ เพื่อการแพทย์และสาธารณสุขไทย ประจำปี 2549 จากผลงานวิจัยป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสให้วงการสาธารณสุขของไทย
    กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศาสตราจารย์เกียรติคุณ น.พ.ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ดีใจและภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ สาเหตุที่ตนมาทำงานด้านไวรัส เนื่องจากสมัยนั้นแพทย์ที่ทำงานด้านไวรัสมีน้อยมาก ตนจึงไปทำงานที่คนอื่นไม่ทำ จะได้ทำให้ตนมีโอกาสทำงานมากขึ้น อย่างไรก็ตามการทำงานไม่ได้ทำคนเดียว แต่ต้องทำเป็นกลุ่ม งานจึงจะประสบความสำเร็จและโชคดีที่มีเพื่อนร่วมงานดี ไม่มีใครขัดคอกัน ทุกคนช่วยกันทำงานคนละไม้คนละมือ ผลงานจึงออกมาดี


    “ที่ผมภูมิใจมากที่สุด คือการทำฐานข้อมูลโรคที่เกิดจากไวรัส เพราะเมื่อมีข้อมูลพร้อม จะนำข้อมูลไปให้ฝ่ายบริการพิจารณาและตัดสินใจ เช่น การฉีดวัคซีนหัดเยอรมัน การทำวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า การฉีดวัคซีนโปลิโอ และโรคไข้สมองอักเสบ ไม่ใช่ผมเก่งแต่ผมไม่กลัวความล้มเหลว และในระหว่างทำงานก็จะบอกตนเองเสมอว่า สามารถล้มเหลวได้ เพราะหากเรากลัวก็จะไม่ทำอะไรเลยทุกอย่างก็จม และเราต้องไม่ย่อท้อด้วย” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ น.พ.ประเสริฐ

    นายแพทย์ประเสริฐ กล่าวต่อว่า งานที่อยากทำต่อไป คือการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือการไม่ไปแสวงหาเชื้อ แต่การไม่แสวงหาเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ในการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นจึงอยากให้การศึกษาโดยเฉพาะกับเยาวชน เพื่อเป็นวัคซีนตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตามยอมรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนั้นยาก ดังนั้น วัคซีนและยายังมีความสำคัญอยู่ ซึ่งขณะนี้ยามีแล้วแต่ยังไม่สามารถรักษา เป็นเพียงแค่การชะลอเท่านั้น ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนอยากพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้

    ด้านศาสตราจารย์เกียรติคุณ พรชัย มาตังคสมบัติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ศาสตราจารย์เกียรติคุณ น.พ.ประเสริฐ เป็นผู้ซึ่งทำงานด้านเชื้อไวรัสมานานกว่า 40 ปี มีความเชี่ยวชาญ แต่เวลาจะบอกสาธารณชนถึงอันตรายของเชื้อไวรัสเหล่านั้น จะต้องระมัดระวังอย่างมาก เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม ซึ่งการชี้แนะแต่ละครั้งทำให้เกิดผลดี เพราะทำให้มีการระมัดระวังไม่ให้มีการแพร่กระจายของโรคมากขึ้น

    ทั้งนี้รางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล-บี บราวน์ เพื่อการแพทย์และสาธารณสุขไทยเป็นรางวัลที่มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท บี บราวน์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดให้มีขึ้นเป็นปีที่ 14 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ที่มีผลงานดีเด่นเป็นที่ยอมรับเพื่อสุขภาวะที่ดีของประชาชนไทย ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับเงิน จำนวน 700,000 บาท (เจ็ดแสนบาทถ้วน) และได้เข้ารับพระราชทานโล่พร้อมประกาศนียบัตรเกียรติคุณ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยมหิดล วันพฤหัสบดีที่ 6 กรกฎาคม 2549 ณ อาคารใหม่สวนอัมพร

    สำหรับผลงานของนายแพทย์ ประเสริฐ ทองเจริญ ด้านโรคติดเชื้อไวรัสที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทย ได้แก่ การศึกษาวิจัยโรคเอดส์ หัดเยอรมัน ไข้เลือดออก โรคไข้สมองอักเสบแจแปนีสเอ็นเซฟาไลติส (Japanese encephalitis viral disease) โรคตาแดงชนิดใหม่ โรคพิษสุนัขบ้า ไข้หวัดใหญ่ และซาร์ส


    นายสมัคร สุนทรเวช

            นายสมัคร สุนทรเวช (13 มิถุนายน 2478 - ) หัวหน้าพรรคพลังประชาชน อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ก่อตั้งพรรคประชากรไทย เกิดที่กรุงเทพมหานคร เป็นนักการเมืองเก่าแก่ ที่มีเสียงพูด และลีลาการพูดเป็นเอกลักษณ์ เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมามากมาย เช่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (2 สมัย) มีชื่อเรียกจากสื่อมวลชนทั่วไปว่า "น้าหมัก" " ออหมัก " หรือ "ชมพู่ " (มาจากลักษณะจมูกของนายสมัคร) เป็นต้น

            นายสมัครเริ่มทำงานหลังจบนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เป็นสื่อมวลชนสายการเมือง โดยเขียนบทความ และความคิดเห็น ทางการเมืองแบบไม่ประจำใน หนังสือพิมพ์สยามรัฐ, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 จนถึง 2516 เขียนบทความ การเมืองในหนังสือพิมพ์ประชาไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2517 จนถึง 2520 และเขียนบทความในคอลัมน์ประจำ "มุมน้ำเงิน" หนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จนถึง 2537

            นายสมัครข้ามจากการเป็นสื่ออย่างเดียว มาเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยเข้าเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่ปี 2511 ลงสมัครตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนขึ้นถึงระดับชาติ จนมามีบทบาทโดดเด่นช่วงปี 2519 จากการจัดรายการสถานีวิทยุยานเกราะ ที่มีเนื้อหาโจมตีบทบาทของ ขบวนการนักศึกษาในสมัยนั้น พร้อมทั้งปลุกระดมมวลชนให้เกลียดชังขบวนการนักศึกษา และ เป็นศูนย์กลางประสานงาน ถ่ายทอดกำหนดการ และคำสั่งเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านนักศึกษาใน เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

            เมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2519 นายสมัครได้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่ออายุเพียง 41 ปี พร้อมๆ กับการลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ และในปี พ.ศ. 2522 ได้ก่อตั้ง พรรคประชากรไทย และดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรค มีฐานคะแนนเสียงหลักในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะในเขตที่มีหน่วยทหารตั้งอยู่หนาแน่น

            ความคิดและบทบาทของนายสมัคร มักสร้างกระแสมวลชน ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน ได้อย่าง กว้างขวางร้อนแรง ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์ 6 ตุลา, พฤษภาทมิฬ, ไอเดียหนุนกระทงโฟม, ไล่มาจนถึง การกล่าวโจมตี ประธานองคมนตรี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทางรายการโทรทัศน์ เมื่อต้นปี พ.ศ. 2549

    ประวัติการศึกษา

    • ก่อนประถม โรงเรียนสตรีบางขุนพรหม
    • ประถม โรงเรียนเทเวศน์ศึกษา
    • มัธยม โรงเรียนเซนต์คาเบรียล
    • อาชีวะ โรงเรียนอัสสัมชัญพาณิชย์
    • อุดมศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
    • ศึกษาเพิ่มเติม
      • ประกาศนียบัตรวิชามัคคุเทศก์ (คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
      • Dip. in Accounting and Business Administration จาก Bryant & Stratton College สหรัฐอเมริกา

    ประวัติการทำงาน

    • พ.ศ. 2496 : เจ้าหน้าที่สอนเครื่องลงบัญชีไฟฟ้า National Cash Registered Co.,Ltd. (พ.ศ. 2496-2497)
    • พ.ศ. 2497 : เสมียนแผนกรถยนต์ และภายหลังดำรงตำแหน่งผู้ช่วยหัวหน้าแผนกเครื่องอะไหล่ Barrow Brown Co.,Ltd. (พ.ศ. 2497-2502)
    • พ.ศ. 2502 : ผู้ช่วยหัวหน้าแผนกเครื่องอะไหล่ Loxley Bangkok Co.,Ltd. (พ.ศ. 2502-2504)
    • พ.ศ. 2504 : Free Lance Guide, World Travel Service Co.,Ltd. (พ.ศ. 2504-2506)
    • พ.ศ. 2507 : ผู้จัดการแผนกเครื่องอะไหล่ บริษัทเอื้อวิทยาพาณิชย์ จำกัด (พ.ศ. 2507-2509)
    • พ.ศ. 2510 : Dietary Aid, Fox Rever Rehabilitation Hospital, Chicago U.S.A. (พ.ศ. 2510-2511)
    • พ.ศ. 2512 : ผู้จัดการแผนกเครื่องอะไหล่ บริษัท เอื้อวิทยาพาณิชย์ จำกัด (พ.ศ. 2512-2513)
    • พ.ศ. 2513 : ผู้บริหารฝ่ายขาย John Deere Thailand Co.,Ltd. (พ.ศ. 2513-2514)
    • พ.ศ. 2514 : เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย (พ.ศ. 2514-2516)
    • พ.ศ. 2516 : ลาออกจากงานประจำและทำงานการเมืองอย่างเดียวเรื่อยมา เนื่องจากภรรยามีรายได้มั่นคงพอที่จะดูแลครอบครัวแล้ว

    ประวัติทางการเมือง
    นายสมัครเริ่มต้นชีวิตการเมืองโดยสมัครเข้าเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี พ.ศ. 2511 เริ่มลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาเทศบาลกรุงเทพมหานคร ในปี พ.ศ. 2514 และลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2518 ในชีวิตการเมืองเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง

    ตลอดเวลาที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายสมัครได้รับการแต่งตั้งเป็น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในหลายกระทรวง ได้แก่

    • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 2 (15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 – 13 มีนาคม พ.ศ. 2518)
    • รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช 3 (20 เมษายน พ.ศ.2519 - 23 กันยายน พ.ศ. 2519)
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาล นายธานินทร์ กรัยวิเชียร (8 ตุลาคม พ.ศ. 2519 - 19 ตุลาคม พ.ศ. 2520)
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ 2 (30 เมษายน พ.ศ. 2526 - 5 สิงหาคม พ.ศ. 2529)
    • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (9 ธันวาคม พ.ศ. 2533 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534)
    • รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร (7 เมษายน พ.ศ. 2535 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2535)
    • รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล นายบรรหาร ศิลปอาชา (13 กรกฎาคม พ.ศ. 2538 - 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539)
    • รองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2539 - 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540)

    สรุปประวัติทางการเมืองได้ดังนี้

    • พ.ศ. 2511 : เข้าเป็นสมาชิก พรรคประชาธิปัตย์ (พ.ศ. 2511 - 2519)
    • พ.ศ. 2514 : สมาชิกสภาเทศบาลนครกรุงเทพมหานคร (ได้รับเลือกตั้ง เมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2514)
    • พ.ศ. 2516 : สมาชิกสมัชชาแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 10 ธ.ค.16) และ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (ได้รับแต่งตั้งเมื่อ 23 ธ.ค.16)
    • พ.ศ. 2518 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ม.ค. 2518)
      • พ.ศ. 2518 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • พ.ศ. 2519 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2519)
      • พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
      • พ.ศ. 2519 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ. 2519 - 2520)
    • พ.ศ. 2522 : ก่อตั้งพรรคประชากรไทย และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
      • สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2522)
      • ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง และสถาบันการเงิน (พ.ศ. 2523 - 2526)
    • พ.ศ. 2526 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (เม.ย. 2526)
      • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2526 - 2529)
    • พ.ศ. 2529 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2529)
      • ประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง (พ.ศ. 2529 - 2531)
    • พ.ศ. 2531 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2531)
      • ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจ (พ.ศ. 2531 - 2533)
    • พ.ศ. 2533 : รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (พ.ศ. 2533 - 2534)
    • พ.ศ. 2535 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (มี.ค. 2535)(ก.ย. 2535)
      • ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม (พ.ศ. 2535 - 2538)
    • พ.ศ. 2538 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (ก.ค. 2538)
    • พ.ศ. 2539 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร (พ.ย. 2539)
    • พ.ศ. 2543 : ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (พ.ศ. 2543 - 2547)
    • พ.ศ. 2550 : รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชน
    • พ.ศ. 2551 : นายกรัฐมนตรี

    การดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2543 ด้วยคะแนนเสียง 1,016,096 คะแนน ซึ่งเป็นคะแนนเสียงมากที่สุด นับตั้งแต่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยผู้ได้คะแนนอันดับ 2 คือ นางสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ไดัรับคะแนนเสียงเพียง 521,184 คะแนน

    นายสมัคร ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระหว่างปี พ.ศ. 2543-2547 นับเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนที่ 13 และเป็นคนที่ 5 ที่มาจากการเลือกตั้ง ในระหว่างการดำรงตำแหน่ง นายสมัคร ไม่มีผลงานเข้าตาชาวกรุงเทพมหานครมากนัก ผลงานที่พออ้างอิงได้ มีเพียงเรื่องเล็กน้อย เช่นเรื่องการปรับปรุงและสร้างที่จอดรถใต้ดินบริเวณหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น อีกเรื่องที่อาจมีผู้จดจำได้คือ การจัดรายการ "ชิมไปบ่นไป" รายการอาหารที่ออกอากาศทางโทรทัศน์ทุกสัปดาห์

    ขณะที่มีสิ่งที่นายสมัครประกาศจะทำแล้วไม่สามารถทำได้หลายประการ เช่น โครงการแฟลตข้าวโพดที่ประสบปัญหาต้องล้มเลิกไป หรือโครงการสร้างที่จอดรถใต้ดินใต้สนามหลวงที่นายสมัครไม่สามารถทำให้คณะกรรมการเกาะรัตนโกสินทร์เห็นชอบได้ หรือแม้แต่การปรับภูมิทัศน์บริเวณท่าเตียน ที่นายสมัครต้องการให้วัดแจ้งและวัดโพธิ์สามารถมองเห็นกันได้ก็ทำไม่สำเร็จ และที่สำคัญที่สุดคือโครงการส่วนต่อขยายเส้นทางรถไฟฟ้าบีทีเอสไปยังลำลูกกา สมุทรสาครและสมุทรปราการ ก็ติดปัญหาจนไม่สามารถดำเนินการได้

    ในส่วนของงานป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพมหานครก็ไม่มีความคืบหน้า เขื่อนป้องกันน้ำท่วมริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาความยาวโครงการ 80 กิโลเมตร ที่เริ่มการก่อสร้างมาตั้งแต่สมัย ดร.พิจิตต รัตตกุล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนก่อนจนแล้วเสร็จไปกว่าครึ่งความยาวโครงการ กลับไม่มีความคืบหน้าเพิ่มเติมใดๆ ในสมัยที่นายสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

    นอกจากนี้เมื่อนายสมัครพ้นตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว ยังถูกขุดคุ้ยเรื่องราวการทุจริต กรณีจัดซื้อรถดับเพลิง และเรือดับเพลิง ที่ยังถูกดำเนินการตรวจสอบอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย


    การเลือกตั้งวุฒิสภา 2549

    หลังพ้นตำแหน่ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อครบวาระ 4 ปี นายสมัครตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สมัยที่ 2 แต่เบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี พ.ศ. 2549

    ผลการนับคะแนน นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ด้วยคะแนนเสียง เป็นอันดับสองของประเทศ รองจาก ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ได้คะแนนเสียงเป็นอันดับที่ 1 แต่ ร.ต.อ.นิติภูมิ ยังไม่ทันได้รับการรับรองตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา จาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง เนื่องจากมีผู้ร้องเรียน เรื่องการไปขึ้นเวทีปราศัยของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่อาจถือได้ว่าเป็นการ "หาเสียง" และขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง ก่อนที่จะมีการชี้ขาดเรื่องดังกล่าว การเลือกตั้งวุฒิสภา พ.ศ. 2549 ก็ได้ถูกยกเลิก เนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ทำให้นายสมัครต้องพ้นจากตำแหน่ง โดยไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา


    รายการสนทนาปัญหาบ้านเมือง

    นายสมัคร ร่วมจัดรายการ สนทนาปัญหาบ้านเมือง ทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV1 ([1]) ซึ่งถูกโจมตีโดยฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นสื่อที่เข้าข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและหลังจากที่มีการปฏิวัติโดยคณะปฏิรูปฯ นายสมัคร สุนทรเวช ได้ยกเลิกการกล่าวโจมตีฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ และสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม MV1 ก็ได้ปิดตัวไป

    ก่อนหน้านั้น นายสมัครได้จัดรายการร่วมกับนายดุสิต ศิริวรรณ ที่ช่อง 9 เวลา 11.00 เป็นประจำทุกวันจันทร์ - ศุกร์ ระยะเวลา 30 นาที ซึ่งนายสมัครได้กล่าวว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ "เลือกข้างใช่ไหม" จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และไม่พอใจของหลายฝ่าย น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ กล่าวว่า พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพของหลายฝ่าย และเป็นถึงประธานองคมนตรี ทำให้นายสมัครต้องยุติรายการดังกล่าวทางช่อง 9 ไป


    ต้องคำพิพากษาให้จำคุก คดีหมิ่นประมาท

    นายสมัคร สุนทรเวช และนายดุสิต ศิริวรรณ ซึ่งร่วมกันจัดรายการโทรทัศน์ "เช้าวันนี้ที่ช่อง 5" ทางช่อง 5 และ "สมัคร-ดุสิต คิดตามวัน" ทางช่อง 9 ถูกนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น เป็นโจทก์ยื่นฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาท โดยการโฆษณา โดยทั้งสองกล่าวหาว่านายสามารถทุจริตในโครงการจัดซื้อจัดจ้างของกรุงเทพมหานครในรายการโทรทัศน์

    ศาลมีคำวินิจฉัยว่า การกระทำของทั้งคู่เป็นการหมิ่นประมาทใส่ความโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชังจริง ทั้งนี้นายสมัครได้เคยกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทมาแล้วหลายครั้ง โดยศาลปรานีให้รอการลงโทษไว้เพื่อให้ปรับตัวเป็นคนดี แต่นายสมัครกลับกระทำผิดซ้ำในความผิดเดิมอีก ศาลมีคำสั่งจำคุกนายสมัคร สุนทรเวช และนายดุสิต ศิริวรรณ รวม 4 กระทง ๆ ละ 6 เดือน รวมจำคุกคนละ 24 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์


    การวิวาทะกับสื่อ

    นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนักการเมืองที่รู้กันเป็นอย่างดีว่า มีวาจาที่เผ็ดร้อน และมักชอบมีวิวาทะกับสื่อมวลชนเสมอ ๆ เช่น ให้นักข่าวหุบปาก เป็นต้น ในการเลือกตั้งในปลายปี พ.ศ. 2550 นายสมัครได้มีวิวาทะกับสื่ออีกหลายครั้ง เช่น เมื่อนักข่าวถามถึงปัญหาภายในพรรคของนายสมัคร นายสมัครตอบว่าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่สามารถบอกได้ แต่นักข่าวกลับถามซ้ำหลายครั้ง นายสมัครจึงถามย้อนว่า "เมื่อคืนไปเสพเมถุนกับใครมาหรือเปล่า" เพื่อแสดงให้เห็นว่าการถามคำถามเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัว, กล่าวว่า"สื่อดัดจริต รวมทั้งกล่าวว่ารัฐธรรมมนูญฉบับปี พ.ศ. 2550 "เฮงซวย"


    เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับ

    • พ.ศ. 2517 ตริตาภรณ์มงกุฏไทย
    • พ.ศ. 2518 ตริตาภรณ์ช้างเผือก
    • พ.ศ. 2519 ทวีติยาภรณ์มงกุฏไทย
    • พ.ศ. 2520 รัตนาภรณ์ (ชั้นที่ ๒ )
    • พ.ศ. 2522 ประถมาภรณ์มงกุฏไทย
    • พ.ศ. 2524 ประถมาภรณ์ช้างเผือก
    • พ.ศ. 2526 มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
    • พ.ศ. 2527 ทุติยจุลจอมเกล้า
    • พ.ศ. 2527 มหาวชิรมงกุฏ
    • พ.ศ. 2539 ปฐมดิเรกคุณาภรณ์
    • พ.ศ. 2545 ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ

    งานอื่นๆ

    • สมัคร สุนทรเวชเขียนบทความ และความคิดเห็นทางการบ้านการเมืองแบบไม่ประจำใน สยามรัฐ, สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ และชาวกรุง ตั้งแต่ พ.ศ. 2500 ถึง 2516
    • เขียนบทความการเมืองในหนังสือพิมพ์ประชาไทย (พ.ศ. 2517 - พ.ศ. 2520)
    • เขียนบทความในคอลัมน์ประจำ (มุมน้ำเงิน) หนังสือพิมพ์เดลิมิเร่อร์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2521 จนถึง พ.ศ. 2537
    • ผู้ดำเนินรายการ ชิมไปบ่นไป
    • ผู้ดำเนินรายการ เช้าวันนี้..ที่เมืองไทย ทางสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง5

    อ้างอิง http://th.wikipedia.org/


    รูดอล์ฟ ดีเซล

    รูดอล์ฟ ดีเซล : Rudolph Diesel
    เกิด: วันที่ 18 มีนาคม ค.ศ.1858 ที่กรุงปารีส (Paris) ประเทศฝรั่งเศส (France)
    เสียชีวิต: ค.ศ.1913 ที่ลอนดอน (London) ประเทศอังกฤษ (England)
    ผลงาน : ประดิษฐ์เครื่องยนต์แบบดีเซล

               ปัจจุบันเครื่องยนต์ประเภทอัดอากาศ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่าเครื่องยนต์ดีเซล เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในรถยนต์
    ที่ใช้น้ำมันดีเซล เพราะทั้งประหยัดและมีประสิทธิภาพในการใช้งานดีมากชนิดหนึ่ง และผลงานชิ้นนี้ก็ได้เกิดจากความทุ่มเทของ
    นักวิศวกรผู้หนึ่งที่ชื่อว่า รูดอล์ฟ ดีเซล

               ดีเซล เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ.1858 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส แต่อันที่จริงแล้ว เขาเป็นชาวเยอรมัน แต่บิดามารดา ได้อพยพมาอยู่ที่ฝรั่งเศส ดีเซลเกิดมาในตระกูลที่มีฐานะดีพอสมควร ทำให้เขาได้รับการศึกษาทีดีมาก อีกทั้งเขาเป็นคนที่มีความ เฉลียวฉลาด สำหรับการศึกษาขึ้นต้นดีเซลได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นเขาได้เดินทางไปศึกษาที่โรงเรียน อาชีวศึกษาที่อ็อกซเบิร์ก ประเทศเยอรมนี ดีเซลสามารถเรียนได้ดีมาก โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเครื่องกลต่าง ๆ หลังจากจบการศึกษาจากโรงเรียนอาชีวศึกษาด้วยผลการเรียนทีดีเยี่ยม ทำให้เขาได้รับทุนสำหรับศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี และในระหว่างนี้เองที่ทำให้เขารู้จักเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ มากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งเป็น เครื่องยนต์ที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น แต่ก็ไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งานเท่าที่ควร โดยเครื่องจักรไอน้ำนี้ประกอบไปด้วยเตาเผา หม้อน้ำ และปล่องไฟ ซึ่งเมื่อนำมาประกอบกันแล้วดูรุ่มร่ามและใช้การได้ยาก อีกทั้งยังต้องใช้พลังงานจำนวนมากสำหรับให้เครื่อง
    ทำงาน

               จากนั้นดีเซลก็ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องเครื่องจักรไอน้ำเป็นอย่างมาก อีกทั้งเขายังต้องการที่จะพัฒนาปรับปรุงให้เครื่องกล ชนิดนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ดีเซลเริ่มต้นการศึกษาเครื่องจักรไอน้ำอย่างละเอียดตั้งแต่ประวัติความเป็นมา วิธีการ จุดเด่น และ ข้อด้อยของเครื่องจักรไอน้ำ ดีเซลได้รับคำแนะนำความรู้เหล่านี้จาก ศาสตราจารย์คาร์ฟอน ลินเด อาจารย์ของเขานั่นเอง ซึ่งท่านได้ ศึกษาเรื่องนี้มาเป็นเวลานานแล้ว หลังจากที่ได้ทำการศึกษามาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ทำให้เขารู้ความจริงเกี่ยวกับสิ่งนี้ในข้อที่ว่า เมื่อลด ความร้อนลงมาเรื่อย ๆ จะทำให้เกิดพลังงานขึ้นมาได้ ซึ่งเป็นผลจากความร้อนนั่นเอง ทำให้ดีเซลเกิดความคิดที่จะนำพลังงาน ดังกล่าวมาใช้ในการเดินเครื่องจักรไอน้ำ และนี้คือแนวทางสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์ของเขาในเวลาต่อมา

               หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี กรุงมิวนิค ประเทศเยอรมนี ดีเซลได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่กรุงปารีส และได้เข้าทำงานในโรงงานประกอบเครื่องทำน้ำแข็งของลินเดในหลายตำแหน่งหน้าที่ ได้แก่ ตัวแทนซื้อขาย คนคุมงาน ประดิษฐ์ ซ่อมเครื่องกล ผู้อำนวยการและที่ปรึกษา แม้ว่าเขาต้องทำงานอย่างหนัก และรับหน้าที่ในหลายตำแหน่ง แต่เขาก็ทำงานด้วยความ ตั้งใจ และแน่วแน่ว่าจะต้องทำงานเหล่านี้ให้ดีในทุกหน้าที่ที่เขารับผิดชอบ ทั้งด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรกลินเดซึ่งเป็น ทั้งอาจารย์และนายจ้างของเขา ได้ชี้แจงแก่เขาว่าการทำงานภายในโรงงานแห่งนี้ ถือว่าเหมือนได้เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก ทางวิศวกรรมศาสตร์เลยก็ว่าได้เพราะไม่ได้ฝึกทักษะทางด้านวิชาการเท่านั้น ยังได้ประสบการณ์ชีวิตจากด้านอื่นอีกด้วย อีกประการ หนึ่งเขาต้องการสร้างเนื้อ สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด เพราะเขาได้แต่งงานกับหญิงชาวเยอรมันผู้หนึ่ง แต่ต้องแยกกันอยู่เพราะดีเซลไม่มี เงิน เพียงพอที่จะเลี้ยงดู ต่อมาเมื่อลินเดเปิดโรงงานประกอบเครื่องทำน้ำแข็งขึ้นในเมืองมิวนิค ดีเซลได้ขอลินเดให้เขาได้ย้ายไป ทำงานที่นั่นทันที แต่ลินเดมีข้อแม้ว่า ห้ามไม่ให้ดีเซลยุ่งเกี่ยวกับเครื่องประกอบน้ำแข็งของลินเดอย่างเด็ดขาด แม้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ ดีเซลต้องการแต่เขาก้รับปากลินเด และไม่ยุ่งเกี่ยวกับเครื่องประกอบน้ำแข็งเลยแม้แต่น้อย

               แม้ว่าดีเซลจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับเครื่องทำน้ำแข็งของลินเดเลย แต่เขาก็มีความคิดที่จะสร้างเครื่องกลชนิดอื่น ๆ และในระหว่างนี้ เขาได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเครื่องจักร ดีเซลสามารถประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซแอมโมเนียแทนการใช้พลังงานไอน้ำได้ และเครื่อง ยนต์ที่อาศัยหลักการสันดาป ซึ่งเครื่องยนต์ของดีเซลก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับดีเซลมากที่สุด ก็คือ เครื่องยนต์แบบใช้อากาศอัด โดยดีเซลเกิดความคิดมาจากขณะที่เขากำลังนั่งสังเกตการณ์เครื่องเปลี่ยนความร้อนเป็นพลังงาน
    ซึ่งใช้ในการเดินเครื่องยนต์ผลิตน้ำแข็ง เขาได้นำหลักการเดียวกันนี้มาปรับปรุง และใช้ในเครื่องยนต์ชนิดใหม่ที่เขาเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามลำดับ ต่อมาเขาได้นำเครื่องยนต์แบบอัดอากาศนี้ไปทำการทดลอง แต่ในครั้งแรกนั้นยังไม่ประสบความ สำเร็จ อีกทั้งยังเกิดระเบิดขึ้นอีกด้วยซึ่งเกือบทำให้เขาเสียชีวิต แม้ว่าการทดลองในครั้งแรกจะล้มเหลว แต่สิ่งที่เขาได้จากการทดลอง
    ในครั้งนี้ก็คือ ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงดันอากาศที่ว่า "ความร้อนสามารถทำให้อากาศมีแรงดันเพียงพอสำหรับการจุดไฟให้ติดได้" ดีเซลยังคงพยายามประดิษฐ์เครื่องยนต์ของเขาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการค้นหาสาเหตุระเบิดและหาทางแก้ไขปัญหานั้นได้ และในที่สุดเครื่องยนต์เขาสามารถใช้ประโยชน์ได้

               แต่เครื่องยนต์ชนิดใหม่ที่ดีเซลได้ประดิษฐ์ขึ้น ก็ยังมีข้อเสียอยู่ที่ผนังกระบอกสูบไม่แข็งแรงพอที่จะต่อความดันอากาศสูง ๆ ได้ ดังนั้นดีเซลจึงหันมาปรับปรุงการประดิษฐ์กระบอกสูบ โดยดีเซลได้ทดลองนำกระบอกสูบขนาดต่าง ๆ กันมาทำการทดลอง เพื่อทดสอบแรงดัน และปริมาณที่ว่างระหว่างหัวสูบกับปลายกระบอกสูบ เครื่องยนต์ของดีเซลประสบความสำเร็จในปี ค.ศ.1897 โดยเขาได้ใช้เวลาในการค้นคว้านานถึง 5 ปี ดีเซลได้ตั้งชื่อเครื่องยนต์ตามชื่อของเขาว่า ดีเซล ตามคำแนะนำของภรรยา

               เครื่องยนต์ที่ดีเซลเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นได้ใช้หลักการส่งเชื้อเพบิงจำนวนเพียงเล็กน้อยส่งเข้าไปในกระบอกสูบ จนกระทั่ง น้ำมันที่ฉีดเข้าไปในกระบอกสูบ ระเหยเป็นไอออกมาจากรูกระบอก เพื่อใช้เป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ ซึ่งลักษณะ ของเครื่องยนต์ดีเซลนี้เป็นการเปลี่ยนพลังงานความร้อนให้เป็นพลังงานกล และด้วยวิธีการเช่นนี้ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง
    ถ้าเปรียบเทียบกับเครื่องยนต์ชนิดอื่น

               ต่อมาในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นเอง ดีเซลได้ตั้งบริษัทขึ้นเพื่อผลิตเครื่องยนต์ดีเซลออกจำหน่าย โดยตั้งชื่อบริษัทแห่งนี้ว่า ไรซิงเกอร์ไมเยอร์ และดีเซล บริษัทของเขาได้ดำเนินกิจการไปได้ด้วยดี นอกจากนี้เขายังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จาก มหาวิทยาลัยอีกหลายแห่ง แต่ในไม่ช้าดีเซลก็ต้องพบกับความเดือดร้อนแสนสาหัส เนื่องจากในขณะนั้นกฎหมายเรื่องสิทธิบัตรยังมีความละหลวมอยู่มาก ทำให้ดีเซลต้องเสียเงินทองเป็นจำนวนมากสำหรับการฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องในสิทธิบัตรของเขาอีกทั้งสุขภาพของเขายังเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ เพราะความเหน็ดเหนื่อยทั้งทางกายและทางใจจากการต่อสู้ในเรื่องของสิทธิบัตรเครื่องยนต์ของเขาและต่อมาบริษัทของเขาก็ต้องประสบกับภาวะการขาดทุนอย่างรุนแรง

    (th.wikipedia.org/wiki/รูดอล์ฟ_ดีเซล)

               ในช่วงบั้นปลายชีวิตของดีเซลเขาต้องท้อแท้ใจอย่างมากเพราะสิ่งที่เขาทุ่มเทอย่างหนักมาตลอดระยะเวลาต้องล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่าดังนั้นในปี ค.ศ.1913 เขาได้เดินทางไปยังประเทศอังกฤษ และไม่ได้เดินทางกลับมาอีกเลย ซึ่งภายหลังมีข่าวว่าเขาได้หายไปในช่องแคบอังกฤษ แม้ว่าดีเซลจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่สิ่งที่เขาได้ทิ้งไว้สร้างคุณประโยชน์ให้กับนักประดิษฐ์รุ่นหลังเป็นอย่างมากก็คือ เครื่องยนต์ดีเซลที่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน

    อ้างอิง
    http://msw1017334.212cafe.com/archive/2006-08-07/rudolph-diesel


    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ

    สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นพระราชธิดาองค์เดียวใน สมเด็จ พระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก(สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์) และ สมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๔๖๖ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มี พระนามใน สูติบัตรว่า "เมย์"

    ปี พ.ศ ๒๔๖๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานนามใหม่ว่าหม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา
    ปี พ.ศ ๒๔๗๐ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา
    ปี พ.ศ ๒๔๗๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเฉลิมพระเกียรติยศเป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิ วัฒนา เมื่อทรงเจริญพระชนมายุครบ ๖ รอบ
    ในปี พ.ศ ๒๕๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดกล้าโปรดกระหม่อมสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ จ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

    หลังจากที่ประสูติได้ไม่นานนัก สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงย้ายไปประทับที่เมื่อเซาท์บอลและบอสตัน ในปลายปีที่ประสูติได้เสด็จกลับประเทศไทยพร้อมสมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนี เมื่อถึงพระนครสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีทรงพระราชทานตำหนักใหญ่ วังสระปทุม ให้เป็นที่ประทับ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนกปละพระชนนีไป ประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศส

    เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่ หัวทรงสละราชสมบัติรัฐบาลในสมัยนั้นเห็นพ้องต้องกันกราบบังคมทูลเชิญพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอานันทมหิดลซึ่ง มีพระมายุเพียง ๘ พรรษา และทรงอยู่ลำดับที่ ๑ ในการสืบราชสมบัติตามกฏมณเฑียรว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ.๒๔๗๖ สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับ ที่บ้านซึ่งพระราชทานนามว่า "วิลลาวัฒนา" เมืองปุยยี ซึ่งระหว่างนั้นสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาทรงเข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษา ซึ่งต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๑ทรงย้ายไปศึกษาต่อไป เจนีวา ในลักษณะของนักเรียนประจำที่ International School of Geneva ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดได้เป็นที่ ๑ ของโรงเรียน และที่ ๓ ของประเทศ ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ ทรงเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ คณะวิทยาศาสตร์สาขาเคมีทรงสำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๑ ใน ระหว่างนั้นทรงเข้าศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ ครุศาสตร์ ในสาขาวิชาการศึกษาวรรณคดีปรัชญาและจิต วิทยา จึงทำให้ทรงมีความสนพระทัยทางด้านนี้

    ในวันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอนันทมหิดล จึงอัญเชิญสมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชเสวยราชย์ เป็นอันดับที่ ๙ แห่งราชจักรีวงศ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้า กัลยาณิวัฒนาเสด็จนิวัติประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๓ ทรงเข้าสอนประจำในคณะอักษรศาสตร์ และคณะมนุษย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั้งยังทรงเป็นองค์บรรยายพิเศษด้วย ได้ทรงจัดตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศษแห่ง ประเทศไทย ทรงได้รับเลือกตั้งเป็นนายกสมารมพระองค์แรก นอกจากนี้ยังทรงสนับสนุนโครงการสอนการอ่าน แก่เด็กเล็กและโครงการจัดส่งเยาวชนไทยไปแข่งขันโอลิมปิควิชาการด้วย



    ทางด้านการสาธารณสุข ทรงเยี่ยมราษฏรพระราชทาน สิ่งของช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ป่วย และผู้ยากไร้ทรงอุปถัมภ์ช่วย เหลืองานของมูลนิธิต่าง ๆเช่น มูลนิธิไตแห่งประเทศไทย มูลนิธิขา เทียมในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิเด็กโรคหัวใจ ทุนการกุศลสมเด็จย่า เป็นต้น นอกจากนี้ใน เวลาว่างจะเสด็จเยือนต่างประเทศ ทอดพระเนตรโบราณสถาน โบราณวัตถุทรงพระนิพนธ์หนังสือถึง ๒๕ เรื่อง เกี่ยวกับพระราช- วงศ์ ๑๑ เรื่อง พระนิพนธ์แปล ๓ เรื่อง สารคดีท่องเที่ยว ๑๐ เรื่อง บทความวิชาการ ๑ เรื่อง

    ด้วยพระเกียรติคุณของพระองค์ จึงทรงได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าต่างกรม มีพระนามตามพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส ราชนครินทร์ เมื่อ พ.ศ ๒๕๓๘

    อ้างอิง
    สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
    http://www.galaya-int.com/institute.html


    สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

    สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

             สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีพระนามเดิมว่า “สิน” พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๒๗๗เป็นบุตรของ “นายไหฮอง” และ “นางนกเอี้ยง” ซึ่งพระยาจักรีได้ขอไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ตั้งแต่ยังเยาว์เมื่ออายุได้ ๕ ปี พระยาจักรีได้นำไปฝากเรียนกับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส( วัดคลัง )โดยเรียนหนังสือขอมและหนังสือไทยจนจบบริบูรณ์ แล้วจึงเรียนพระไตรปิฎกจนแตกฉาน เมื่ออายุได้ ๕ ปี พระยาจักรีได้นำไปฝากเรียนกับพระอาจารย์ทองดี วัดโกษาวาส( วัดคลัง )โดยเรียนหนังสือขอมและหนังสือไทยจนจบบริบูรณ์ แล้วจึงเรียนพระไตรปิฎกจนแตกฉาน เมื่ออายุครบ ๑๓ ปี เจ้าพระยาจักรีได้นำตัวเด็กชายสิน ไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระธรรมราชาธิราชที่ ๓ ( สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ )พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำราชการกับหลวงศักดิ์นายเวรซึ่งเป็นบุตรของพระยาจักรี เมื่อมีเวลาว่างจะไปเรียนวิชากับอาจารย์จีน อาจารย์ญวนและอาจารย์แขก จนสามารถพูดภาษาทั้งสามได้อย่างคล่องแคล่วเมื่ออายุครบ ๒๑ ปี ได้อุปสมบท ณ วัดโกษาวาสพระภิกษุสิน อยู่ในสมณเพศได้ ๓ พรรษา ก็ลาสิกขาและกลับเข้ารับราชการตามเดิม ด้วยความฉลาดรอบรู้ขนบธรรมเนียมภารกิจต่างๆเป็นอย่างดีจนสามารถทำงานต่างพระเนตรพระกรรณได้จึงได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นมหาดเล็กรายงานราชการทั้งหลายในกรมมหาดไทย และกรมวังศาลหลวงครั้น พ.ศ. ๒๓๐๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคตสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทุมพรเสด็จเสวยราชสมบัติได้ ๓ เดือนเศษก็ถวายราชสมบัติให้พระเชษฐาสมเด็จพระบรมราชาที่ ๓ ( สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์โปรดเกล้าฯ ให้นายสินมหาดเล็กรายงานเป็นข้าหลวงเชิญท้องตราราชสีห์ขึ้นไปชำระความหัวเมืองฝ่ายเหนือซึ่งนายสินปฏิบัติราชการได้สำเร็จเรียบร้อย จนมีความชอบมากจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นหลวงยกบัตรเมืองตาก ช่วยราชการพระยาตากเมื่อพระยาตากถึงแก่กรรม ก็โปรดให้เลื่อนเป็นพระยาตากเพื่อปกครองเมืองตาก

            ในปี พ.ศ. ๒๓๐๗ พม่ายกกองทัพมาตีหัวเมืองปักษ์ใต้ของไทยโดยมีมังมหานรธาเป็นแม่ทัพ ปรากฎว่าพม่าตีเมืองทางใต้ได้อย่างง่ายดายจึงตีเรื่อยตลอดหัวเมืองทางใต้จนถึงเมืองเพชรบุรีทางกรุงศรีอยุธยาได้ส่งกองทัพไทยซึ่งมีพระยาโกษาธิบดีกับพระยาตากไปรักษาเมืองเพชรบุรีไว้ จนตีพม่าแตกถอยไปทางด่านสิงขรต่อมาปี พ.ศ. ๒๓๐๘ พม่ายกกองทัพมาตีไทยอีกพระยาตากได้มาช่วยรักษาพระนครไว้ได้จึงได้บำเน็จความดีความชอบในสงครามจึงโปรดให้เลื่อนเป็น พระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชรแต่ยังไม่ทันได้ปกครองเมืองกำแพงเพชร ก็เกิดศึกกับพม่าครั้งสำคัญขึ้นจึงถูกเรียกตัวให้เข้ารับราชการในกรุง เพื่อป้องกันพระนครจนถึงปี พ.ศ. ๒๓๐๙ ขณะที่ไทยกับพม่ากำลังรบกันอย่างดุเดือดพระยาวชิรปราการ เกิดท้อแท้ใจหลายประการคือ
    ๑. พระยาวชิรปราการ คุมทหารออกไปรบนอกเมืองจนได้ชัยชนะยึดค่ายพม่าได้แต่ทางผู้รักษาพระนครไม่ส่งกำลังไปหนุน ทำให้พม่าสามารถยึดค่ายกลับคืนได้
    ๒. ขณะที่ยกทัพเรือออกรบร่วมกับพระยาเพชรบุรีนั้นพระยาวชิรปราการ เห็นว่าพม่ามีกำลังมากกว่าจึงห้ามมิให้พระยาเพชรบุรีออกรบแต่พระยาเพชรบุรีไม่เชื่อฟัง ขืนออกรบ และพ่ายแพ้แกพม่าจนตัวตายในที่รบ พระยาวชิรปราการ ถูกกล่าวหาว่าทอดทิ้งให้พระยาเพชรบุรีเป็นอันตราย
    ๓. ก่อนเสียกรุง ๓ เดือน พม่ายกทัพเข้าปล้นพระนครทางด้านที่พระยาวชิรปราการรักษาอยู่ เมื่อเห็นจวนตัวพระยาวชิรปราการจึงยิงปืนใหญ่ขัดขวางโดยมิได้ขออนุญาตจากศาลาลูกขุน จึงถูกฟ้องชำระโทษให้ภาคทัณฑ์


            ด้วยสาเหตุดังกล่าว พระยาวชิรปราการเห็นว่าขืนอยู่ช่วยป้องกันพระนครต่อไปก็ไม่มีประโยชน์อันใด และเชื่อว่ากรุงศรีอยุธยาต้องเสียแก่พม่าในครั้งนี้เป็นแนด้วยผู้นำอ่อนแอ และไม่นำพาต่อราชการบ้านเมืองจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกได้ประมาณ ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมออกจากค่ายพิชัย มุ่งออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ จึงนับว่าเป็นพระมหากษัตริย์องค์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยาหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว บ้านเมืองเกิดแตกแยก หัวเมืองต่างๆตั้งตัวเป็นใหญต่างคนต่างรวมสมัครพรรคพวก ตั้งเป็นก๊กต่างๆ ได้แก่ก๊กสุกี้พระนายกอง ก๊กพระยาพิษณุโลก ก๊กเจ้าพระฝางก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราช และก๊กเจ้าพิมาย

            พระยาวชิรปราการได้จัดเตรียมกองทัพ สะสมเสบียงอาหารศาสตราวุธ และกองทัพเรืออยู่เป็นเวลา ๓ เดือนก็ยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยาตีเมืองธนบุรีแตกจับนายทองอินประหารแล้วเลยไปตีค่ายโพธิ์สามต้นจนแตกยับเยินสุกี้พระนายกองตายในที่รบ ขับไล่พม่าออกไปพ้นแผ่นดินไทยสำเร็จในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ซึ่งใช้เวลากู้อิสรภาพกลับคืนจากพม่า ภายในเวลา ๗ เดือนเท่านั้น จากนั้น พระยาวชิรปราการจึงยกทัพกลับมากรุงธนบุรีและปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาที่๔”แต่ประชาชนนิยมเรียกพระนามว่า “พระเจ้าตากสิน” เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคมพ.ศ. ๒๓๑๑และสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีด้วยและต่อจากนั้นพระเจ้าตากสินก็ยกกองทัพไปปราบปรามก๊กต่างๆ จนราบคาบทรงใช้เวลารวบรวมอณาเขตอยู่ ๓ ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๑ - พ.ศ. ๒๓๑๓ จึงได้อณาเขตกลับคืนมา รวมเป็นพระราชอณาจักรเดียวกันดังเดิมสมเด็จพระเจ้าตากสิน ทรงสวรรคตเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ สิริพระชนมายุได้ ๔๘ พรรษาทรงครองราชย์เป็นเวลา ๑๕ ปี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถกอบกู้ประเทศชาติให้เป็นเอกราชอิสรภาพตราบเท่าทุกวันนี้ประชาราษฎร์ผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงยกย่องถวายพระเกียรติพระองค์ท่านว่า“มหาราช” คณะรัฐบาล ข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนทุกหมู่เหล่า ได้พร้อมใจกันสร้างอนุเสาวรีย์เพื่อน้อมรำลึกในพระเกียรติประวัติ เกียรติยศ เกียรติคุณ ให้ปรากฎกับอนุชนตราบเท่าทุกวันนี้



    อนุเสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระบรมราชกฤดาภินิหารแห่ง
    สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
    พระองค์ผู้เป็นมหาวีรบุรุษของชาติไทย ประสูติ พ.ศ. ๒๒๗๗ สวรรคต พ.ศ. ๒๓๒๕
    รัฐบาลไทยพร้อมด้วยประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันสร้างขึ้นประดิษฐานไว้
    เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๗
    เพื่อเตือนใจให้ประชาชนไทย รำลึกถึง พระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทรงเพียรพยายามปราบปรามอริราชศัตรู
    กอบกู้เอกราชของชาติไทย ให้กลับคืนดำรง อิสรภาพสืบมา


    ดร.สุจินดา โชติพานิช ปลัด ก.วิทยาศาสตร์ฯ

    ประวัติของปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


    น.ส.สุจินดา โชติพานิช เกิดเมื่อวันที่ 18 ก.พ.2493 จบการศึกษา

    • ปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต ภาควิชาเคมีเทคนิค สาขาเทคโนโลยีเซรามิกจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปี 2515
    • จบการศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกสาขาวิศวกรรมเซรามิก (Ceramic Engineering) จากมหาวิทยาลัยมิสซูรี–โรลลา (University of Missouri -Rolla) สหรัฐอเมริกา ในปี 2522 และ 2525 ตามลำดับ

    ประวัติการทำงาน

    • นักวิทยาศาสตร์ระดับ 4 -7 ในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ตั้งแต่ปี 2515 -2535
    • ปี 2536 รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยพัฒนาในหน่วยงานต้นสังกัดเดิม
    • ดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการในปี 2543
    • อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการในปี 2546
    • รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ในปี 2548- 2550

    ส่วนประสบการณ์การทำงาน น.ส.สุจินดา ได้มีส่วนในการวางแผนและการบริหารงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีประสบการณ์และผลงานในการวิจัย พัฒนา และวิเคราะห์ทดสอบเกี่ยวกับวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เซรามิกที่กรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นเวลา 25 ปี มีผลงานวิจัย 16 เรื่อง และบทความวิชาการ 10 เรื่อง อีกทั้งเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาพฤติกรรมเชิงกลของวัสดุ ภาควิชาวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นเวลา 20 ปี ระหว่างปี 2526 -2546

    พร้อมกันนั้น น.ส.สุจินดา ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาเคมีวิเคราะห์ขั้นสูง เรื่องการวิเคราะห์ด้วยเทคนิครังสีเอ็กซ์ ของสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นเวลา 16 ปี ระหว่างปี 2530 -2546 เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติในปี 2547 – ปัจจุบัน และเป็นกรรมการบริการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ตั้งแต่ปี 2543- ปัจจุบัน

    สำหรับรายชื่อปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่ผ่านมาได้แก่

    - นายสมพร บุญยคุปต์ ดำรงตำแหน่งรักษาการแทนปลัดฯ ระหว่าง 24 มี.ค.2522-3 มิ.ย.2522
    - ศ.ดร.สง่า สรรพศรี ดำรงตำแหน่งระหว่าง 4 มิ.ย.2522-5 มิ.ย.2522 และรักษาการแทนปลัดฯ ระหว่าง 1 ต.ค.2524-20 มี.ค.2535
    - ดร.ประพฤทธิ์ ณ นคร ดำรงตำแหน่งระหว่าง 6 เม.ย.2522-30 ก.ย.2524
    - นายเกษม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ดำรงตำแหน่งระหว่าง 20 มี.ค.2535-5 ต.ค.2541
    - นายสันทัด สมชีวิตา ดำรงตำแหน่งระหว่าง 5 ต.ค.2541-30 ก.ย.2547
    - ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ ดำรงตำแหน่งระหว่าง 1 ต.ค.2547-30 ก.ย.2548
    - ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ดำรงตำแหน่งระหว่าง 1 ต.ค.2548-30 ก.ย.2550


    หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

    ประวัติและปฏิปทา
    พระพรหมังคลาจารย์




    วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี



    ๏ อัตโนประวัติ

    "พระพรหมังคลาจารย์" หรือที่รู้จักกันดีทั่วไปคือ "หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ" มีนามเดิมว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๕๔ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ปีกุน ที่ ต.คูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง มีชื่อเล่นว่า ขาว แต่คุณแม่เรียกว่า หมา เป็นบุตรของนายวัน - นางคล้าย เสน่ห์เจริญ (จุลบุษรา) มีพี่สาว ๒ คนชื่อ ขำ อนุวงศ์ และดำ บุญวิสูตร (เสียชีวิตทั้งคู่) พี่ชาย ๑ คนชื่อ พ่วง (เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก) น้องสาว ๑ คนชื่อ หนูกลิ่น กฤตรัชตนันท์ (ยังมีชีวิตอยู่)

    วัยเด็ก พ.ศ.๒๔๖๒ เข้าศึกษาชั้น ป.๑ เมื่ออายุย่างเข้า ๘ ขวบ ที่โรงเรียนประจำอำเภอเมือง จ.พัทลุง โรงเรียนนี้มีครูใหญ่ชื่อเลี่ยง เวชรังษี และมีครูดำ ม่องกี้, ครูเปลื้อง กาญจโนภาส, ครูฉัตร โสภณ เป็นครูสอน เรียนจบชั้น ป.๓ ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดในการศึกษาสมัยนั้นแล้วย้ายไปศึกษาต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนประจำจังหวัดพัทลุง ซึ่งนักเรียนเป็นชายล้วน (สมัยนั้นไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือ) เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๓ หลังโรงเรียนเปิดภาคเรียน ตั้งแต่วันที่ ๑๗ พฤษภาคม มีครูโชติ เหมรักษ์ ต่อมาเป็นขุนวิจารณ์จรรยา เป็นครูใหญ่

    เนื่องจากโรงเรียนอยู่ไกลบ้าน จึงอาศัยวัดยางซึ่งอยู่ใกล้โรงเรียนเป็นที่พักจนจบ ม.๓ ขณะเรียน ม.๔ ต่อได้ครึ่งปี บิดาป่วยจึงต้องลาออกมาช่วยเหลือครอบครัว

    พ.ศ.๒๔๗๐ ขณะอายุ ๑๖ ปี ติดตามหลวงลุงพุ่ม ธมฺมทินฺโน วัดคูหาสวรรค์ จ.พัทลุง ไปปีนัง มาเลเซีย แล้วกลับมาทำงานเหมืองแร่และสวนยางที่ภูเก็ตได้ค่าจ้างวันละ ๙๐ สตางค์


    ๏ การศึกษาหาหลักธรรม

    พ.ศ.๒๔๗๒ อายุ ๑๘ ปี บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดอุปนันทาราม ต.เขานิเวศน์ อ.เมือง จ.ระนอง เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๒ มีพระครูพิพัฒน์สมาจารย์ ต่อมาเป็นพระรนังควินัยมุนีวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้เป็นครูใหญ่ในโรงเรียนประชาบาล เงินเดือนๆ ละ ๒๕ บาท และเรียนนักธรรมไปพร้อมกันโดยสอบนักธรรมตรีได้ที่ ๑ ทั้งมณฑลภูเก็ต จนพระยาอมรศักดิ์ประสิทธิ์ (ทนง บุนนาค) เจ้าเมืองภูเก็ตขณะนั้น ถวายรางวัลผ้าไตร ๑ ไตร นาฬิกา ๑ เรือน หัวข้อกระทู้ธรรมในการสอบครั้งนั้นว่า น สิยา โลกวฑฺฒโน ไม่พึงเป็นคนรกโลก

    พ.ศ.๒๔๗๔ อายุ ๒๐ ปี อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดนางลาด ต.เขาเจียก อ.เมือง จ.พัทลุง เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๔ มีพระครูจรูญกรณีย์ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระมหาพลัด วัดคูหาสวรรค์ จ.พัทลุง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระครูเคว็จ วัดคูหาสวรรค์ จ.พัทลุง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ปญฺญานนฺโท

    พ.ศ.๒๔๗๕ เทศน์ครั้งแรก ที่วัดปากนคร จ.นครศรีธรรมราช

    พ.ศ.๒๔๘๔ - ๒๔๘๖ ศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา กรุงเทพฯ จนสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค แล้วเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา (สงครามโลกครั้งที่ ๒) จึงไม่ได้เรียนต่อ

    ๏ สหายธรรมของท่านพุทธทาสภิกขุ

    พ.ศ.๒๔๘๐ ไปจำพรรษาที่สวนโมกขพลาราม ต.พุมเรียง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมกับท่านพุทธทาส และท่าน บ.ช.เขมาภิรัต (พระราชญาณกวี อดีตเจ้าคณะจังหวัดชุมพร วัดขันเงิน) เป็นสามสหายธรรมร่วมงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา และหลักธรรมที่แท้จริงตามหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

    ๏ ประกาศธรรมแก่ชาวบ้านที่เชียงใหม่

    พ.ศ.๒๔๙๒ ไป จ. เชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ.๒๔๙๒ เริ่มเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยการปาฐกถาธรรม โดยสร้างโรงมุงใบตองขึ้นในที่ของชาวบ้าน (พุทธสถานเชียงใหม่ในปัจจุบัน) เทศน์ทุกวันอาทิตย์วันพระ ออกเทศน์ตามหมู่บ้านโดยรถยนต์ติดเครื่องขยายเสียง และเขียนเรื่องลงหนังสือพิมพ์ชาวเหนือจนมีชื่อเสียงขึ้นที่เชียงใหม่ ในนาม "ภิกขุปัญญานันทะ" ผู้สนับสนุนคนสำคัญคือเจ้าชื่นสิโรรส โดยอยู่จำพรรษาที่วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นานถึง ๑๑ ปี (พ.ศ.๒๔๙๒ - ๒๕๐๒)

    พ.ศ.๒๕๐๐ เป็นประธานก่อตั้งพุทธนิคม จ.เชียงใหม่ และประธานมูลนิธิ "ชาวพุทธมูลนิธิ" วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    - ในยุคนี้เองที่หลวงพ่อได้ก่อตั้งมูลนิธิ "เมตตาศึกษา" ที่วัดเจดีย์หลวง ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ และบำเพ็ญศีล กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกมากมาย

    ๏ สร้างวัดชลประทานรังสฤษฎ์

    ในปี พ.ศ.๒๕๐๒ ม.ล.ชูชาติ กำภู อธิบดีกรมชลประทาน ในสมัยนั้น ระหว่างที่ไปเยือนเชียงใหม่มีความประทับใจ ในลีลาการสอนธรรมะแนวใหม่ของหลวงพ่อ จึงเกิดความศรัทธาปสาทะในหลวงพ่อ และในขณะนั้นกรมชลประทานได้สร้างวัดใหม่ขึ้น ชื่อ "วัดชลประทานรังสฤษฎ์" ที่ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี จึงได้อาราธนาหลวงพ่อไปเป็นเจ้าอาวาส ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๓ จนถึงปัจจุบัน

    - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานอ่านพระราชกฤษฎีกายุบวัดโบสถ์ และวัดเชิงท่า แล้วย้ายมารวมกันที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ พระธรรมวิสุทธาจารย์ (เสงี่ยม) ต่อมาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสุทัศน์เทพวราราม กรุงเทพ ฯ เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี ประกาศแต่งตั้งพระปัญญานันทมุนี จากวัดอุโมงค์ จ.เชียงใหม่ เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๓ เป็นเจ้าสำนักศาสนศึกษาวัดชลประทานรังสฤษฏ์

    - เริ่มปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ให้เป็นไปเพื่อส่งเสริมสติปัญญา ตามหลักการ เป็นระเบียบ เรียบง่าย ประหยัด ได้ประโยชน์

    - เป็นผู้ริเริ่มการแสดงปาฐกถาธรรมวันอาทิตย์ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์

    - ได้ดำเนินการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยวิธีที่ท่านได้เริ่มปฏิวัติรูปแบบการเทศนาแบบดั้งเดิมที่นั่งเทศนาบนธรรมาสน์ถือใบลาน มาเป็นการยืนพูดปาฐกถาธรรมแบบพูดปากเปล่าต่อสาธารณชน พร้อมทั้งยกตัวอย่างเหตุผลร่วมสมัย ทันต่อเหตุการณ์ เป็นการดึงดูดประชาชนให้หันเข้าหาธรรมะได้เป็นเป็นอย่างมาก ซึ่งในช่วงแรกๆ ได้รับการต่อต้านอยู่บ้าง แต่ต่อมาภายหลังการปาฐกถาธรรมแบบนี้กลับเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปจนถึงบัดนี้ เมื่อพุทธศาสนิกชนทราบข่าวว่า หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุจะไปปาฐกถาธรรมที่ใดก็จะติดตามไปฟังกันเป็นจำนวนมาก จนในที่สุดหลวงพ่อได้รับอาราธนาให้เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมในสถานที่ต่างๆ และเทศนาออกอากาศทั้งทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์ต่างๆ จนถึงปัจจุบัน

    - นอกจากนี้ หลวงพ่อยังได้รับอาราธนาไปแสดงธรรมในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น และยังได้รับเชิญเข้าร่วมประชุมและกล่าวคำปราศรัยในการประชุมองค์กรศาสนาของโลกเป็นประจำอีกด้วย

    - โดยที่หลวงพ่อท่านเป็นพระมหาเถระผู้มีชื่อเสียงของประเทศไทย ได้สร้างงานไว้มากมายทั้งด้านศาสนาสังคมสงเคราะห์ตลอดจนงานด้านวิชาการ ดังนั้นหลวงพ่อจึงได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ได้รับรางวัลเกียรติคุณมากมาย และเป็นประธานในการดำเนินกิจกรรมทั้งที่เป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาและสังคม เช่น สนับสนุนโครงการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดน เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกโรงพยาบาล กรมชลประทาน ๘๐ ปี (ปัญญานันทะ) และเป็นประธานในการดำเนินการจัดหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่

    แม้ว่าคำสอนของหลวงพ่อจะเป็นคำสอนที่ฟังง่ายต่อการเข้าใจ แต่ลึกซึ้งด้วยหลักธรรมและอุดมการณ์อันหนักแน่นในพระรัตนตรัย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เป็นหนึ่งในบรรดาภิกษุผู้มีชื่อเสียง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมเมตตาธรรม ผู้นำคำสอนในพระพุทธศาสนา ซึ่งเหมาะสมสำหรับชนทุกชั้นที่จะเข้าถึง หลวงพ่อเป็นพระสงฆ์รูปแรกที่กล้าในการปฏิรูปพิธีกรรมทางศาสนา ของชาวไทยที่ประกอบพิธีกรรมหรูหรา ฟุ่มเฟือย โดยเปลี่ยนเป็นประหยัด มีประโยชน์และเรียบง่าย ดังนั้น หลวงพ่อจึงได้รับการขนานนามว่า "ผู้ปฏิรูปพิธีกรรมของชาวพุทธไทย" ในปัจจุบัน

    ๏ งานด้านการปกครอง

    พ.ศ.๒๕๐๓ - ปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

    พ.ศ.๒๕๐๖ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ กรุงเทพ ฯ ทรงแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ประเภทวิสามัญ และได้บวชหม่อมหลวงชอบ อิศรศักดิ์ เป็นคนแรก เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๖

    - เป็นหัวหน้าพระธรรมทูตสายที่ ๙ (ตรัง กระปี่ พังงา ภูเก็ต ระนอง สงขลา พัทลุง นราธิวาส สตูล ปัตตานี ยะลา)

    พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

    พ.ศ.๒๕๑๗ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพ ฯ ทรงแต่งตั้งให้เป็นรองเจ้าคณะภาค ๑๘ (สงขลา พัทลุง นราธิวาส สตูล ปัตตานี ยะลา) เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๑๗ โดยพระธรรมปัญญาบดี วัดคูหาสวรรค์ จ.พัทลุง เป็นเจ้าคณะภาค ๑๘

    พ.ศ.๒๕๑๘ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพฯ ทรงแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ ประเภทสามัญ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๘

    พ.ศ.๒๕๓๔ เป็นประธานอำนวยการก่อตั้งศูนย์สืบอายุพระพุทธศาสนา วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๔

    - เป็นประธานมูลนิธิภิกขุปัญญานันทะ

    - เป็นประธานมูลนิธิวัดชลประทานรังสฤษฏ์ (ที่ระลึก ๘๐ ปี ปัญญานันทะ)

    พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นประธานมูลนิธิท่านพุทธทาส

    ๏ งานด้านการศึกษา

    พ.ศ.๒๕๐๓ เป็นเจ้าสำนักศาสนาศึกษา แผนกธรรมและบาลีวัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

    พ.ศ.๒๕๑๒ เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนพุทธศาสนาวัดอาทิตย์ ระดับอนุบาล ประถม มัธยมศึกษา

    พ.ศ.๒๕๒๔ เป็นผู้อำนวยการจัดการการอบรมพระธรรมทายาทของวัดชลประทานรังสฤษฏ์

    - เป็นผู้อำนวยการจัดการอบรมพระนวกะที่บวชในวัดชลประทานรังสฤษฏ์

    ๏ งานด้านการเผยแผ่

    พ.ศ.๒๔๙๒ - ๒๕๐๒ เป็นองค์แสดงปาฐกถาธรรมประจำวันพระและวันอาทิตย์ ณ พุทธนิคม สวนพุทธธรรม วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    พ.ศ.๒๕๐๓ เป็นองค์แสดงธรรมทางสถานีวิทยุกระจายเสียง และสถานีวิทยุโทรทัศน์

    - เป็นผู้ริเริ่มการทำบุญ ฟังธรรมในวันอาทิตย์ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์

    - เป็นผู้ก่อตั้งทุนพิมพ์หนังสือเพื่อเผยแผ่ธรรมะแก่ประชาชน

    พ.ศ.๒๕๑๘ เป็นผู้อบรมผู้ช่วยผู้พิพากษา รุ่นที่ ๑๖/๒๕๑๘, รุ่นที่ ๑๗/๒๕๑๙ จากกระทรวงยุติธรรม

    พ.ศ.๒๕๒๑ เริ่มแสดงปาฐกถาธรรมทุกวันอาทิตย์ต้นเดือน เวลา ๘.๐๐ น.- ๘.๓๐ น.ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดเสียงทั่วประเทศ ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๑

    พ.ศ.๒๕๒๔ ริเริ่มบวชพระนวกะประจำเดือนในวัดชลประทานรังสฤษฏ์

    - ริเริ่มโครงการพระธรรมทายาท อบรมพระภิกษุให้เป็นนักเผยแผ่ธรรมะที่ดี

    พ.ศ.๒๕๒๕ ริเริ่มโครงการส่งหนังสือธรรมะเป็น ส.ค.ส. ปีใหม่

    พ.ศ.๒๕๒๙ ไปร่วมประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์อาเซียนเพื่อสันติภาพ ครั้งที่ ๗ ณ ประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาว

    พ.ศ.๒๕๓๔ เป็นผู้ริเริ่มจัดค่ายคุณธรรมแก่เยาวชนตามโรงเรียนต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ฯลฯ

    ๏ งานด้านการเผยแผ่และศาสนากิจในต่างประเทศ

    พ.ศ.๒๔๗๖ ร่วมคณะพระภิกษุใจสิงห์ รวม ๔๕ รูป ธุดงค์ไปเผยแผ่ธรรมที่พม่ากับ พระโลกนาถ ภิกษุชาวอิตาลี โดยในหลวงรัชกาลที่ ๗ พระราชทานอุปถัมภ์รูปละ ๕๐ บาท พร้อมหนังสือเดินทาง

    พ.ศ.๒๔๙๗ เดินทางไปเผยแผ่ธรรมและช่วยเหลือกิจการพุทธศาสนาในต่างประเทศ อาทิเช่น ในทวีปยุโรป ได้แก่ ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เยอรมัน ฯลฯ และร่วมประชุมกับขบวนการศีลธรรมโลก (M.R.A.) ที่เมืองโคซ์ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ จนหลวงพ่อได้ชื่อว่า เป็นพระสงฆ์รูปแรกของไทยที่ได้เดินทางไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป

    พ.ศ.๒๕๑๕ เป็นเจ้าอาวาสวัดพุทธธรรม นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

    พ.ศ.๒๕๓๖ ไปร่วมประชุมและบรรยายในการประชุมสภาศาสนาโลก ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม - ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๖

    ๏ งานด้านสาธารณูปการ

    พ.ศ.๒๕๑๖ เป็นประธานในการก่อสร้างกุฏิสี่เหลี่ยม เพื่อเป็นที่อยู่แก่พระภิกษุผู้บวชใหม่

    พ.ศ.๒๕๑๘ เป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธธรรม และเป็นประธานในการก่อสร้างโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์

    พ.ศ.๒๕๓๗ เป็นประธานก่อสร้างกุฏิสองหลังเป็นกุฏิทรงไทยประยุกต์

    ๏ งานด้านสาธารณประโยชน์

    พ.ศ.๒๕๓๓ เป็นประธานจัดหาทุนสร้างตึกผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ (ตึก ๘๐ ปี ปัญญานันทะ) โรงพยาบาลชลประทาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี สิ้นทุนทรัพย์ ๒๒๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สองร้อยยี่สิบล้านบาท)

    - เป็นประธานมูลนิธิแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง และหาทุนสร้างศูนย์ฝึกอบรมมูลนิธิแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง ที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา สิ้นทุนทรัพย์ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สามสิบล้านบาท) ซึ่งไม่รวมหาทุนจัดซื้อที่ดิน เพิ่มอีก ๕๐๐ ไร่

    พ.ศ.๒๕๓๔ บริจาคเงินสร้างพระอุโบสถวัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) จ.เชียงใหม่ จำนวน ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท (สามล้านห้าแสนบาท)

    พ.ศ.๒๕๓๗ บริจาคเงินสร้างโรงอาหารแก่โรงเรียนประภัสสรรังสิต อ.เมือง จ.พัทลุง

    - บริจาคเงินซื้อเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้โรงพยาบาลวชิระ จ.ภูเก็ต

    - เป็นประธานหาทุนสร้างวัดปัญญานันทาราม ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี

    - บริจาคเงินเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในโรงเรียนท้องถิ่นที่ขาดแคลนต่างๆ หลายจังหวัด

    พ.ศ.๒๕๓๙ เป็นประธานสร้างวัดพุทธปัญญา ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี

    พ.ศ.๒๕๔๔ เป็นประธานจัดหาทุนสร้างอาคารเรียน ๔ ชั้น อาคาร ๙๐ ปี ปัญญานันทะ โรงเรียนชลประทานสงเคราะห์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี สิ้นทุนทรัพย์ ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สิบล้านบาท)

    พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นประธานจัดหาทุนสร้างอาคารที่พักสงฆ์อาคันตุกะ อาคาร ๙๒ ปี ปัญญานันทะ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สิ้นทุนทรัพย์ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท (ห้าสิบล้านบาท)

    ๏ งานพิเศษ

    พ.ศ.๒๕๐๓ ได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๐๓

    พ.ศ.๒๕๑๘ ได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ ณ วัดชลประทานรังสฤษฏ์ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๑๘

    - ได้แสดงพระธรรมเทศนาถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระราชพิธีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รามาธิบดีอันมีศักดิ์ยิ่ง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๘

    - เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทแก่ช่าวต่างประเทศ ที่อุปสมบทในประเทศไทย เช่น ชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมัน ญี่ปุ่น และศรีลังกา เป็นต้น

    พ.ศ.๒๕๒๙ ได้รับนิมนต์เข้าร่วมประชุมพุทธศาสนิกสัมพันธ์อาเซียนเพื่อสันติภาพ ครั้งที่ ๗ ณ ประเทศประชาธิปไตยประชาชนลาว (12th Asain Buddist Conference for Peace)

    พ.ศ.๒๕๓๖ ได้รับนิมนต์เข้าร่วมประชุมและบรรยายในการประชุมสภาศาสนาโลก ๑๙๙๓ ณ นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ ๒๘ สิงหาคม - ๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๖ (The 1993 Parliament of the world's Religion)

    ๏ งานด้านวิทยานิพนธ์

    ได้เขียนหนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาไว้มากมาย เช่น

    ๑. ทางสายกลาง
    ๒. คำถามคำตอบพุทธศาสนา
    ๓. คำสอนในพุทธศาสนา
    ๔. หน้าที่ของคนฉบับสมบูรณ์
    ๕. รักลูกให้ถูกทาง
    ๖. ทางดับทุกข์
    ๗. อยู่กันด้วยความรัก
    ๘. อุดมการณ์ของท่านปัญญา
    ๙. ปัญญาสาส์น
    ๑๐. ชีวิตและผลงาน
    ๑๑. มรณานุสติ
    ๑๒. ทางธรรมสมบูรณ์แบบ
    ๑๓. 72 ปี ปัญญานันทะ เป็นต้น


    ๏ ผลงานและเกียรติคุณดีเด่น

    พ.ศ.๒๕๒๐ ได้รับรางวัลสังข์เงิน เป็นเกียรติในฐานะพระภิกษุผู้เผยแผ่ธรรมะยอดเยี่ยม ประจำปี ๒๕๒๐ จากสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย

    พ.ศ.๒๕๒๑ ได้รับรางวัลนักพูดดีเด่น ประจำปี ๒๕๒๐ ประเภทเผยแพร่ธรรม จากสมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๑

    พ.ศ.๒๕๒๕ ได้รับการยกย่องและคัดเลือกให้เป็นบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ๒๐๐ ปี โดยได้รับรางวัล ๒ ประเภท คือประเภท ก.บุคคล และประเภท ง.สื่อสารมวลชน (รายการส่งเสริมธรรมะทางสถานีวิทยุโทรทัศน์) เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๕

    พ.ศ.๒๕๒๘ ได้รับโล่เป็นเกียรติในการประชุมวิชาการ ประจำปี พ.ศ.๒๕๒๘/๒๕๒๙ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

    พ.ศ.๒๕๓๑ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์) วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพ ฯ ทรงประทานวุฒิบัตร สัญลักษณ์อนุรักษ์ผู้ประพฤติธรรม เมื่อวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๑

    พ.ศ.๒๕๓๘ ได้รับโล่รางวัลคนดีศรีปักษ์ใต้ จากสมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๘

    - ได้รับรางวัลเหรียญทอง TOBACCO OR HEALTH MEDAL - 1955 จากองค์การอนามัยโลก (ยูเนสโก) เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก เมื่อวันที่ ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๘

    พ.ศ.๒๕๓๙ ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณวิทยากรผู้สัมมนาโครงการปีรณรงค์ประชาร่วมใจกำจัดโรคเรื้อน จากกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๙

    - ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณวิทยากรผู้สัมมนาโครงการเพิ่มพูนความรู้พนักงานสอบสวน จากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (สมัยพลตำรวจโทมนัส ครุฑไชยันต์ เป็นผู้บัญชาการตำรวจนครบาล)

    พ.ศ.๒๕๔๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้า ฯ พระราชทานโล่รางวัลมหิดลวรานุสรณ์

    - สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ทรงแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะภาค ๑๘ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๐

    พ.ศ.๒๕๔๒ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพ ฯ ทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๘ เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๒

    พ.ศ.๒๕๔๖ ได้รับรางวัลศาสตรเมธี สาขาสังคมศาสตร์ ด้านศาสนาและปรัชญา จากมูลนิธิศาสตราจารย์ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๖

    ๏ ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

    พ.ศ.๒๕๒๔ ได้รับปริญญาพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาครุศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๔

    พ.ศ.๒๕๓๒ ได้รับปริญญาปรัชญาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาวิชาศึกษาศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เมื่อวันที่ ๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๓๒

    พ.ศ.๒๕๓๔ ได้รับปริญญาการศึกษาดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๓๔

    พ.ศ.๒๕๓๖ ได้รับปริญญาอักษรศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ.๒๕๓๖

    - ได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (สาขาปรัชญาและศาสนา) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๖

    พ.ศ.๒๕๓๗ ได้รับปริญญาศิลปศาสตรดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๓๗

    ๏ ลำดับสมณศักดิ์

    เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ "พระปัญญานันทมุนี"

    เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๑๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ "พระราชนันทมุนี"

    เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ "พระเทพวิสุทธิเมธี"

    เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ "พระธรรมโกศาจารย์ สุนทรญาณดิลก สาธกธรรมภาณ วิสาลธรรมวิภูษิต มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"

    เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏหรือรองสมเด็จพระราชาคณะที่ "พระพรหมมังคลาจารย์"

    ๏ ลำดับการจำพรรษา

    พ.ศ.๒๔๗๒ - ๒๔๗๓ (๒ พรรษา) ขณะเป็นสามเณรจำพรรษาที่ วัดอุปนันทาราม อ.เมือง จ.ระนอง

    พ.ศ.๒๔๗๔ - ๒๔๗๕ (๒ พรรษา) จำพรรษาที่ วัดหน้าพระบรมธาตุ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

    พ.ศ.๒๔๗๖ - ๒๔๗๙ (๔ พรรษา) จำพรรษาที่ วัดอุทัย อ.เมือง จ.สงขลา

    พ.ศ.๒๔๘๐ (๑ พรรษา) จำพรรษาที่ สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

    พ.ศ.๒๔๘๑ - ๒๔๘๖ (๖ พรรษา) จำพรรษาที่ วัดสามพระยา เขตพระนคร กรุงเทพ ฯ

    พ.ศ.๒๔๘๗ - ๒๔๘๘ (๒ พรรษา) จำพรรษาที่ วัดอุทัย อ.เมือง จ.สงขลา

    พ.ศ.๒๔๘๙ - ๒๔๙๐ (๒ พรรษา) จำพรรษาที่ วัดศรีตะวัน รัฐเปรัค ประเทศมาเลเซีย

    พ.ศ.๒๔๙๑ (๑ พรรษา) จำพรรษาที่ วัดปิ่นบังอร รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย

    พ.ศ.๒๔๙๒ - ๒๕๐๒ (๑๑ พรรษา) จำพรรษาที่ วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

    พ.ศ.๒๕๐๓ - ๒๕๓๕ (๓๓ พรรษา) จำพรรษาที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

    พ.ศ.๒๕๓๖ (๑ พรรษา) จำพรรษาที่วัดพุทธธรรม นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

    พ.ศ.๒๕๓๗ - ปัจจุบัน จำพรรษาที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี



    .............................................................

    คัดลอกมาจาก ::
    1. http://th.wikipedia.org/
    2. http://www.watpanya.org/
    3. http://www.panya.iirt.net/
    4. http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=8148


    อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบล

    (Alfred Bernhard Nobel)



    (21 ตุลาคม พ.ศ. 2376, สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน - 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439, ซานเรโมประเทศอิตาลี) นักเคมีชาวสวีเดน และ วิศวกร

        นักประดิษฐ์ ผู้ผลิตอาวุธและผู้คิดค้นดินระเบิดไดนาไมท์ เขาเป็นเจ้าของบริษัทโบโฟรส์ (Bofors) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของโรงงานจากเดิมที่เป็นโรงงานเหล็กและเหล็กกล้ามาเป็นโรงผลิตปืนใหญ่ และอาวุธต่างๆ

        ในพินัยกรรมของเขา เขาได้ยกทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลได้จากการผลิตอาวุธให้แก่สถาบันรางวัลโนเบล เพื่อมอบรางวัลแก่บุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติ เรียกว่า รางวัลโนเบล และในโอกาสที่มีการสังเคราะห์ธาตุชนิดใหม่ขึ้น นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อธาตุนั้นตามชื่อของเขาเพื่อเป็นการให้เกียรติ ว่า โนเบเลียม (Nobelium)

    1. ประวัติ     โนเบล ผู้สืบเชื้อสายมาจากนักวิทยาศาสตร์ยุคคริสต์ศตวรรษที่ 17 ชื่อโอลาอุส รุทเบค (Olaus Rudbeck - พ.ศ. 2173 - พ.ศ. 2251) และเป็นบุตรชายตนที่ 3 ของ อิมมานูเอล โนเบล (พ.ศ. 2344 - พ.ศ. 2415) เกิดที่กรุงสต็อกโฮล์มและย้ายตามครอบครัวไปอยู่ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อ พ.ศ. 2385 ที่ซึ่งบิดาผู้คิดค้นวิธีทำไม้อัดสมัยใหม่ได้งานสร้าง "ตอร์ปีโด" ที่นั่น แต่ต่อมาอัลเฟร็ด โนเบลได้ย้ายไปอเมริกาพร้อมครอบครัวเนื่องจากประสบปัญหาทางการเงินที่อเมริกาเขาได้ทุ่มเทตัวเองหันมาศึกษาด้านดินระเบิดโดยเฉพาะชนิดที่มีความปลอดภัยในการผลิตโดยใช้ "ไนโตรกลีเซอร์รีน" (nitroglycerine) ซึ่งค้บพบในปี พ.ศ. 2390 โดยแอสคานิโอ โซเบรโนซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกับเขาที่มหาวิทยาลัยโทริโนหรือมหาวิทยาลัยแห่งตูริน อิตาลี มีรายงานว่าได้มีการระเบิดขึ้นบ่อยครั้งในโรงงานของครัวของโนเบลครั้งที่รุนแรงถึงชิวิตในปี พ.ศ. 2407 ได้คร่าชิวิตของน้องชายชองอัลเฟร็ต โนเบลพร้อมคนงานอีกหลายคน

        นับตั้งแต่ พ.ศ. 2444 เป็นต้นมา ได้มีการมอบรางวัลโบเบลเมื่อเป็นเกียรติแก่ชายและหญิงหลายคนจากทุกมุมโลกผู้ซึ่งได้คิดค้นหรือมีผลงานที่ดีเด่นในสาขาต่างๆ ได้แก่สาขาฟิสิกส์ เคมี การแพทย์ วรรณคดีและด้านสันติภาพ การจัดตั้งกองทุนรางวัลโนเบลเกิดขึ้นตามพินัยกรรมฉบับสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2438 ด้วยจำนวนเงินก้อนใหญ่มากที่โนเบลได้มอบให้ก่อนเสียชีวิตไม่นานัก อัลเฟร็ต โนเบลได้เขียนบทละครเสร้าชื่อ "เทวฑัณท์" (Nmesis)เป็นบทร้อยแก้วความยาว 4 ตอนเป็นเรื่องเกี่ยวกับสตรีอิตาลีผู้มีบทบาทสำคัญเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมอันลือลั่นในกรุงโรมในยุคนั้น บทละครได้รับการตีพิมพ์พอดีกับช่วงการตายของโนเบล หนังสือทั้งหมดถูกทำลายทันทีหลังการตายของเขา แต่ก็มีเหลือรอดอยู่ 3 เล่ม ที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ใหม่เมื่อ พ.ศ. 2546 ศพของอัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้รับการฝังไว้ในกรุงสต็อกโฮล์ม

    2. ดินระเบิดไดนาไมท์

        อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ท โนเบลได้ค้นพบว่าเมื่อนำสารไนโตรกลีเซอรินมารวมกับตัวซึมซับเฉื่อย เช่นผงไดอะตอมมาเชียส (diatomaceous earth - ผงที่ทำจากซากไดอะตอมชนิดเดียวกับที่ใช้กรองน้ำในสระว่ายน้ำทั่วไป) จะมีความปลอดภัยมากในการผลิต ซึ่งโนเบลได้จดลิขสิทธิ์ในปี พ.ศ. 2410 โดยใช้ชื่อว่า "ไดนาไมท์" และได้สาธิตดินระเบิดแบบใหม่ของเขาในปีนั้นในเหมืองแห่งหนึ่งในอังกฤษ

        ขั้นต่อมา โนเบลได้ผสมไนโตรกลีเซอรินกับดินระเบิดชนิดอื่น (gunปcotton) ได้สารชนืดใหม่ที่เป็นเยลลี่ใสที่ระเบิดได้รุนแรงกว่าไดนาไมท์ เรียกว่าเจลลิกไนท์ หรือเจลระเบิดซึ่งโนเบลได้จดลิขสิทธิ์เมือ่ปี พ.ศ. 2419 และก็ได้มีดินระเบิดใหม่หลายชนิดตามมาจาการผสมโพแตสเซียมไนเตรทและสารชนิดอื่นๆ

    3. รางวัล

        กล่าวกันว่าการตีพิมพ์คำไว้อาลัยการเสียชีวิตก่อนการตายของโนเบล เมื่อ พ.ศ. 2431 (โนเบลโดยหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสฉบับหนึ่งซึ่งประณามการคิดค้นไดนาไมท์(โนเบลตายปี พ.ศ. 2439) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โนเบลตัดสินใจใช้มรดกของเขาในทางที่กิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ในคำไว้อาลัยของหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นเขียนถากถางไว้ว่า

    "พ่อค้าความตายได้ตายไปแล้ว"
    และเขียนต่ออีกว่า
    "ดร. อัลเฟร็ต โนเบลผู้ซึ่งร่ำรวยมหาศาลด้วยการคิดค้นวิธีฆ่าคนให้ได้จำนวนมากขึ้น เร็วขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนได้ตายเสียแล้วเมื่อวานนี้"

        เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2438 ณ สโมสรสวีเดน-นรเวย์ ในนครปารีส โนเบลได้ลงนามในพินัยกรรมฉบับ สุดท้ายของเขาพร้อมคำสัญญายกที่ดินและทรัพย์สินจำนวนมหาศาลเพื่อใช้จัดตั้งรางวัลโนเบลสำหรับมอบแก่ผู้ทำประโยชน์ดีเด่นแก่โลกโดยไม่เลือกสัญชาติ

        อัลเฟร็ต โนเบล ถึงแก่กรรมด้วยโรคเส้นโลหิตในสมองแตกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2439 ที่เมืองซานรีโม ประเทศอิตาลี จำนวนทรัพย์สินที่มอบให้แก่กองทุนรางวัลโนเบลมีมูลค่าในขณะนั้นเป็นจำนวน 31 ล้านโครนหรือ 4,233,500.00 เหรียญสหรัฐฯ

        3 รางวัลแรกมอบให้แก่วิทยาศาสตร์สาขาฟิสิกส์ เคมีและวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือสรีรวิทยา รางวัลที่ 4 มอบให้แก่งานด้านวรรณคดี รางวัลที่ 5 มอบให้บุคคลหรือสถาบันที่มีบทบาทสำคัญที่สร้างความปรองดองในระดับนานาชาติ ลดการกดขี่หรือลดจำนวนกองกำลังรบ หรือสร้างสันติภาพ

        การมอบรางวัลด้านวรรณคดีมีปัญหาในตอนแรกจากการตีความ โดยตีความว่าให้กับผลงานที่มีความสำคัญมากกว่างานเขียนที่เป็นอุดมคติหรือที่โรแมนติก ทำให้ลีโอ ตอลสตอยไม่ได้รับการพิจารณาการตีความนี้ได้รับการแก้ไขในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังมีปัญหาการตีความเกิดขึ้นอีกหลายกรณี โดยเฉพาะระหว่างงานด้านวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยี ซึ่งตีความกันว่าโนเบลมุ่งให้เฉพาะวิทยาศาตร์สาขาฟิสิกส์ ทำให้วิศวกรไม่ได้รับการพิจารณาต้นเหตุเกิดจากการที่โนเบลไม่ได้ปรึกษาหารือผู้ใดเกี่ยวกัยความเฉพาะของสาขาในการเขียน และการเขียนก็สั้นเพียงหน้าเดียว


    พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน



          พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน (เกิด 2 ตุลาคม พ.ศ. 2489) อดีตผู้บัญชาการทหารบก และอดีตหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในเหตุการณ์ รัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 ตำแหน่งหน้าที่ในปัจจุบัน(1 ต.ค. 2550)คือ รองนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ

          พลเอกสนธิ เป็นบุตรของ พันเอกสนั่น และนางมณี บุญยรัตกลิน เติบโตในครอบครัวมุสลิม ที่นับถือนิกายชีอะห์ ในจังหวัดปทุมธานี (บิดานับถือนิกายชีอะห์) แต่ตัวท่านนับถือศาสนาอิสลาม นิกายซุนนีย์ (มารดานับถือนิกายซุนนีย์) [1] ต้นตระกูล เฉกอะหมัด หรือ เจ้าพระยาบวรราชนายก ขุนนางเชื้อสายเปอร์เซีย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งจุฬาราชมนตรี และ สมุหนายกในสมัยกรุงศรีอยุธยา ลูกหลานบางส่วนของเฉก อาหมัด เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เช่น ตระกูลบุนนาค ตระกูลจุฬารัตน์ โดยนามสกุล บุญยรัตกลิน (อ่านว่า บุน-ยะ-รัด-กะ-ลิน) นั้น เป็นนามสกุลพระราชทานจากรัชกาลที่ 6 มีที่มาจากการที่ปู่เป็นทหารเรือ สังกัดพรรคกลิน

    การศึกษา

          พลเอกสนธิศึกษาในระดับประถมและมัธยมที่ โรงเรียนวัดพระศรีมหาธาตุ และศึกษาต่อโรงเรียนเตรียมทหาร (รุ่นที่ 6) และศึกษาต่อ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เหล่าทหารราบ (รุ่นที่ 17) และได้ศึกษาในระดับอุดมศึกษา สำหรับปริญญาโท สาขาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (การทหาร) โรงเรียนเสนาธิการทหารบก สถาบันวิชาการทหารบกชั้นสูง และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (รุ่นที่ 42)

    นอกจากนี้ได้มีหลักสูตรพิเศษอื่น ได้แก่

    • หลักสูตรส่งทางอากาศและหลักสูตรจู่โจม โรงเรียนศูนย์การทหารราบ
    • หลักสูตรชั้นนายร้อยทหารราบ หลักสูตรสงครามทุ่นระเบิด โรงเรียนศูนย์การทหารช่าง
    • หลักสูตรผู้บังคับหมวดช่างโยธาและกระสุน โรงเรียนศูนย์การทหารราบ
    • หลักสูตรภาษาอังกฤษ โรงเรียนยุทธศึกษาทหารบก
    • หลักสูตรลาดตระเวนระยะไกล โรงเรียนศูนย์การทหารราบ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก
    • หลักสูตรหลักประจำ ชุดที่ 57

    การรับราชการ

    • ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบ ศูนย์การทหารราบ
    • ผู้บังคับหมวดปืนเล็ก กองร้อยอาวุธเบา กองพันทหารราบที่ 2 กองพลอาสาสมัครเสือดำ
    • รองผู้บังคับกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 9 กาญจนบุรี นายทหารคนสนิทแม่ทัพภาคที่ 4 (พล.ท.ปิ่น ธรรมศรี ในขณะนั้น) ผู้บังคับกองพันรบพิเศษที่ 2 กรมรบพิเศษที่ 1
    • รองผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1
    • ผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 1 รองผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1
    • ผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษที่ 1 รองผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ
    • ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ
    • ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารบก
    • พล.อ.สนธิ เป็นนายทหารของหน่วยรบพิเศษ ที่ผ่านการรบด้านการปราบปราม ผกค. ด้าน อ.กุยบุรี และ จ.ปราจีนบุรี รวมถึงการออกไปรบที่ประเทศเวียดนามและกัมพูชา


    รัฐประหาร 2549

          วันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 พล.อ.สนธิ เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครองของ รัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุมสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก

          หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว พล.อ.สนธิ ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไปเป็นประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

    อ้างอิง
    http://th.wikipedia.org/wiki


    สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

    ประวัติสมเด็จพระราชบิดา
    สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร์ อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก


         ทรงเป็นพระโอรสองค์ที่ 69 ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระศรีสวรินทิราพระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
         ทรงพระราชสมภพในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 3 ค่ำ เดือนยี่ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 1 มกราคม 2434 และทรงผนวชเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2447เมื่อทรงพระเยาว์ ทรงศึกษา ณ โรงเรีย นราชกุมารในพระบรมมหาราชวัง และทรงเสด็จไปศึกษาต่างประเทศที่โรงเรียนกินนอนแฮร์โรว์ ประเทศอังกฤษ และวิชาการทหารเรือในประเทศเยอรมัน เมื่อจบการศึกษาได้รับพระราชอิสริยยศเป็นนายเรือตรีแห่งราชนาวี เยอรมัน และนายเรือตรีแห่งราชนาวีสยาม กระทั่ง พ.ศ. 2469 ได้รับพระราชอิสริยยศเป็นนายนาวาเอก และนายพันเอกทหารบก (ราชองครักษ์) แล้วทรงลาออกจากกองทัพเรือเพื่อเสด็จไปศึกษาวิชาการสาธารณสุขและวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา ทรงสอบได้ประกาศนียบัตรการสาธารณสุขและปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต ชั้น Cum Laude และทรงได้รับก ารแต่งตั้งเป็นสมาชิกสมาคมเกียรตินิยมทางการศึกษาแพทย์ อัลฟา โอเมกา อัลฟา ด้วย
         ทรงอภิเษกสมรสกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ (สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2463 ณ วังสระปทุม มีพระราชโอรสและพระราชธิดา 3 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ประสูติ ณ กร ุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 พระราชสมภพ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชสมภพ ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาจูเซตต์ ส หรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470ตำแหน่งราชการทรงเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ ข้าหลวงตรวจ การศึกษาทั่วไป นายกกรรมการคณะแพทยศาสตร์และศิริราชพยาบาล กรรมการสภากาชาดสยาม ประธานกรรมการอำนวยการวชิรพยาบาล พระอาจารย์พิเศษคณะอักษรศาสตร์และว ิทยาศาสตร์ และแพทย์ประจำโรงพยาบาลแมคคอร์มิค
          ในระหว่างยังทรงมีพระชนม์ชีพนั้น ทรงสนพระทัยเกี่ยวกับการศึกษาโดยเฉพาะด้านการศึกษาแพทย์และสาธารณสุขเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกิจการดังกล่าวยังไม่มั่นคงและไม่สามารถทัดเทียมต่างประเทศได้ จึง
    ทรงสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค ์เป็นทุนการศึกษา เช่น ทรงส่งบุคคลไปศึกษาวิชาการแพทย์และพยาบาล ณ ต่างประเทศ โดยทุนส่วนพระองค์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2460 จนเสด็จทิวงคต พระราชทานทุนแก่มหาวิทยาลัยให้เก็บดอกผลเพื่อส่งคนไปศึกษาเพิ่มเติมในต่างประเทศ เป็นจำนวน 200,000 บาท เรียกว่า "ทุนวิทยาศาสตร์แห่งแพท ย์"นอกจากนั้น ยังได้ทรงเริ่ม "ทุนสอนและค้นคว้าของโรงพยาบาลศิริราช" เพื่อให้ผู้รับทุนฝึกฝนในทางปฏิบัติในสาขาใดสาขาหนึ่งเพื่อเตรียมตัวออกไปค้นคว้าด้วยตนเองได้
          เมื่อพระราชทานทุนการศึกษาส่วนพระองค์นั้น ทรงมีพระราชดำรัสว่า
    "เงินที่ฉันได้ใช้ออกมาเรียน หรือให้พวกเธอออกมาเรียนนี้ ไม่ใช่เงินของฉัน แต่เป็นเงินของราษฏรเขาจ้างให้ฉันออกมาเรียน ฉะนั้นเธอต้องตั้งใจเรียนให้ดีให้สำเ ร็จ เพื่อจะได้กลับไปทำประโยขน์แก่ประเทศชาติ และขอให้ประหยัดใช้เงินเพื่อฉันจะได้มีเงินเหลือไว้สำหรับช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป"ข้อความนี้ เหมาะสำหรับนักเรียนทุนทุกคนจะยึดเป็นหลักในการศึกษาเล่าเรียนยิ่งนัก

    ทรงสิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2472 รวมพระชนมายุเพียง 37 ปี 8 เดือน 23 วัน




    อ้างอิง http://medinfo.psu.ac.th/mso/title5.htm#1


    พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
    อ่านรายละเอียด

     เกิดเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2492 ชื่อเล่น ป็อก หนึ่งในทหารผู้ก่อการรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2549 โดยขณะนั้น พล.อ.อนุพงษ์ อยู่ในยศ พล.ท. และเป็นแม่ทัพกองทัพภาคที่ 1 ถูกมองว่าแม้จะเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 10 (ตท.10) เหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคพวก แต่กลับไม่เข้าร่วมหรือเห็นดีเห็นชอบด้วยกับการกระทำของกลุ่ม จึงถูกมองว่าเป็นฝ่ายต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้วย

    ในคืนเกิดเหตุรัฐประหาร พล.ท.อนุพงษ์ เป็นผู้ดำเนินการ

          เพราะกองทัพภาคที่ 1 มีขอบเขตหน้าที่ดูแลกรุงเทพมหานครและจังหวัดอื่น ๆ ในภาคกลางอยู่แล้ว โดยใช้แผน
    " ปฐพี 149 " โดยวางกำลังเป็นจุด วางเป้าหมาย รวมถึงจัดกำลังจากหน่วยทหารต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมาย และมีกองกำลังจากกองทัพภาคที่ 3 ของ พล.ท.สพรั่ง กัลยาณมิตร เป็นฝ่ายประสาน โดยการดำเนินการครั้งนี้กระทำด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะเป็นการเดิมพันด้วยชีวิต หากการไม่สำเร็จก็จะกลายเป็นกบฏในทันที

    หลังจากเหตุการณ์ พล.ท.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้เลื่อนยศเป็น พล.อ. ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หรือที่เรียกว่า 5 เสือ ทบ. และดำรง

    และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ คู่กับ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร และเป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ คมช. สำหรับประวัติรับราชการ อยู่ในเส้นทางเติบโตจาก ทหารเสือราชินี กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) เริ่มจากเป็น พ.ท.ในตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 พัน 1 รอ.) พ.อ.ในตำแหน่งเสนาธิการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (เสธ.ร.21 รอ.) และเป็นรองผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (รอง ผบ.ร.21 รอ.) เป็น พ.อ. (พิเศษ) ในตำแหน่งผู้บังคับ การกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.)

          ก่อนจะขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (รอง ผบ.พล. ร.2 รอ.) และเป็น พล.ต.ในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) และข้ามมาเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ. พล.1 รอ.) เมื่อปี 2547 ถูกขยับเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 1 และปี 2548 เป็นแม่ทัพภาคที่ 1 และ
    ปัจจุบัน ปี 2550 ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.คนที่ 36

    โดยจะเกษียณอายุราชการในปี 2553 พล.อ.อนุพงษ์ จบปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 26


    สืบ นาคะเสถียร
    อ่านรายละเอียด

    สืบ นาคะเสถียร เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 ที่ตำบลท่างาม อำเภอเมืองปราจีนบุรี บิดาคือ นายสลับ นาคะเสถียร อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยคุณสืบ นาคะเสถียรเป็นบุตรชายคนโต ในวัยเด็ก สืบ นาคะเสถียร ได้ช่วยงานในนาของมารดาทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอดองป่าด้านตะวันตกของเมืองไทย

    สืบ นาคะเสถียร หรือชื่อเดิม "สืบยศ" บิดาชื่อ นายสลับ นาคะเสถียร เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี, มารดาชื่อ นางบุญเยี่ยม นาคะเสถียร มีพี่น้องทั้งหมด 3 คน โดยสืบเป็นบุตรชายคนโต น้องชายและน้องสาวอีก 2 คนคือ กอบกิจ นาคะเสถียร และ กัลยา รักษาสิริกุล สืบมีบุตรสาว 1 คน ชื่อชินรัตน์ นาคะเสถียร ในวัยเด็ก สืบ นาคะเสถียร ได้ช่วยงานในนาของมารดา ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวันโดยไม่ปริปากบ่น บุคลิกประจำตัว คือเมื่อเขาสนใจหรือตั้งใจทำอะไรแล้วก็จะมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำอย่างจริงจังจนประสบความสำเร็จ และเป็นผู้ที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด

    โดยที่สายตระกูลของ สืบ นาคะเสถียร เป็นครอบครัวชาวนา ชีวิตในช่วงปฐมวัย จึงต้องช่วยทำงานในนา ของมารดา เมื่อว่างจากภาระดังกล่าว ก็ออกท่องเที่ยวไปกับเพื่อน ๆ โดยมีไม้ง่ามหนังสติ๊กคู่ใจ ได้เข้าเรียนชั้น ประถมตอนต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดปราจีนบุรี ช่วงปิดเทอมว่างจากการเรียน ก็ออกไปช่วยทางบ้าน ยกเสริมแนวคันนาเอง เพื่อไม่ให้มีข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน ทำงานอยู่กลางแจ้งทั้งวัน แม้แดดจะร้อนก็มิเคยปริปากบ่น ครั้นเรียนจบชั้นประถม 4 ต้องจากครอบครัวไปเรียนอยู่ที่ โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จังหวัดฉะเชิงเทรา จนกระทั่งเรียนจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5


    o การศึกษา

    -  สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปริญญาโท
    -  สาขาวนวัฒน์วิทยา คณะวนศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 
    -  ปริญญาโทมหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ สาขาวิชาอนุรักษ์วิทยา 

    o เรียนรู้วิญญาณของป่าที่ ม. เกษตรศาสตร์
     
    พ.ศ. 2511 เข้าศึกษาในคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สืบมีความตั้งใจในการศึกษาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และเข้าร่วมกิจกรรมนิสิต โดยเป็นที่ทราบกันดีระหว่างผู้ใกล้ชิดว่า สืบเป็นผู้มีใจรักศิลปะ และสูงส่งในเชิงมนุษยสัมพันธ์ มีระเบียบในการดำเนินชีวิตในสมัยเรียนอย่างมีแบบแผน. พ.ศ. 2514 ก็จบการศึกษาจากคณะวนศาสตร์ และต่อมาเมื่อ พ.ศ. ก็เข้าทำงานที่ส่วนสาธารณะของการเคหะแห่งชาติ

    พ.ศ. 2517 สืบเข้าศึกษาในระดับปริญญาโท สาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา ที่คณะวนศาสตร์ มหาลัยเกษตรศาสตร์ จนสำเร็จการศึกษา และในปี พ.ศ. 2518 ได้เริ่มชีวิตข้าราชการ โดยบรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ ซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้น เขาตัดสินเลือกกองนี้เพราะต้องการทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่า มากกว่างานที่เกี่ยวพันกับผลประโยชน์ป่าไม้โดยตรง. งานแรกของสืบที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ จังหวัดชลบุรี ได้ผลักดันให้เขา ต้องเข้าไปทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมายอย่างเลี่ยงไม่พ้น ที่นั่นเขาได้จับกุมผู้บุกรุกทำลายป่าโดยไม่เกรงอิทธิพลใด ๆ ผู้ต้องหาล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพนิ่มนวล และที่นี่ สืบเริ่มเรียนรู้ว่า การเป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ซื่อสัตย์นั้น เจ็บปวดเพียงไหน


    o การทำงาน

    สืบ นาคะเสถียรเข้ารับราชการในตำแหน่งเริ่มต้น คือตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี กองอนุรักษ์สัตว์ป่า และปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งอื่น ๆ ต่อมาคือหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำรัชชประภา  (เชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎ์ธานี หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี  


    o ตำแหน่งสุดท้ายคือหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าที่ห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร 

    สืบ นาคะเสถียร ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์และคุ้มครองสัตว์ป่า ทั้งในด้านการวิจัยและด้านการปฏิบัติการช่วยเหลือชีวิตสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บและได้รับความเดือดร้อน เช่น การอพยพสัตว์ป่าที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อน เชี่ยวหลาน เขาทำงานด้วยความเสียสละรับผิดชอบ และมีความตั้งใจสูง คำนึงถึงความปลอดภัยและสวัสดิการของผู้ร่วมงานอย่างเช่นการปฏิบัติงานในหน้าที่หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้าง ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภาหรือเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2529 ซึ่งจากการสร้างเขื่อนเชี่ยวหลาน ทำให้ป่าดงดิบนับแสนไร่ต้องจมอยู่ใต้น้ำส่วนที่เป็นเนินเขาและภูเขาถูกตัดขาดเป็นเกาะน้อยใหญ่จำนวน 162 เกาะ สัตว์ป่านานาชนิดที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ต้องได้รับผลกระทบจากการที่มีน้ำท่วมฉับพลัน สัตว์ป่าจำนวนมากที่หนีน้ำไม่ทันไม่น้อยกว่า 338 ชนิด ซึ่งมีสัตว์หลายชนิดที่ใกล้จะสูญพันธุ์   เช่น เลียงผา เสือลายเมฆ สมเสร็จ ช้าง กระทิง วัวแดง ไก้ฟ้าหน้าเขียว นกหว้า กบทูด เป็นต้น  สัตว์ป่าเหล่านี้ต้องประสบกับการอดอาหาร ขาดร่มเงา ต้นไม้ที่เหลืออยู่บนเกาะก็กำลังจะตาย สัตว์ที่ติดอยู่บนเกาะไม่อาจช่วยเหลือตัวเองได้ ต้องอดอาหารหรือจมน้ำตาย หากไม่ได้รับการช่วยเหลือโดยด่วน             สืบ นาคะเสถียร คือหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าเหล่านี้เป็นครั้งแรกในเมืองไทย

    การสละชีวิตของสืบ นาคะเสถียร ไม่เพียงแต่ช่วยให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้รับความสนใจดูแลจากภาครัฐและผู้เกี่ยวข้อง แต่ความพยายามของเขาที่ทำมาตลอดขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ก็สัมฤทธิ์ผลในปีต่อมา( พ.ศ. 2534) แม้ว่าสืบจะไม่มีโอกาสได้อยู่เห็นผลงานของตนเองก็ตาม. 

    บทกลอน
    ======= 

    หนึ่งเปรี้ยง! ปืนลั่นสะท้านป่า
    หนึ่งวูบไหวผวา .. ทั้งป่าลั่น
    หนึ่งคืน ... นานยาวราวกัปกัลป์
    หนึ่งฝันฟุบแล้วลับแนวไพร
    หนึ่งคน ควรค่าคารวะ
    สืบสร้างสัจจะ ยิ่งใหญ่
    หมื่นคำร่ำหาอาลัย
    รวมใจสืบทอดเจตนา 

    จีรนันท์   พิตรปรีชา 3   กันยายน   2533

    http://webhost.tsu.ac.th/491031405/p3.html
    http://202.129.59.150/water3/sueb2.htm
    http://webhost.tsu.ac.th/491031405/p2.html


    ศ.พลตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช
    อ่านรายละเอียด

              ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  เกิดวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๕๔ บนเรือที่ลอยลำกลางน้ำเจ้าพระยา จังหวัดสิงห์บุรี เป็นโอรสคนสุดท้องของพลโทพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง (บุนนาค) ปราโมช ณ อยุธยา มีพี่ร่วมบิดามารดา คือ ม.ร.ว.หญิงบุญรับ พินิจชนคดี  ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ม.ร.ว. หญิงอุไรวรรณ ปราโมช และ ม.ร.ว.ถ้วนเท่านึก ปราโมช

              สมรสกับ ม.ร.ว.หญิงพักตร์พริ้ง ทองใหญ่ พ.ศ.๒๔๗๙  มีบุตรธิดา ๒ คน คือ ม.ล.รองฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ล.หญิงวิสุมตรา ปราโมช

              การศึกษา   เริ่มต้นเรียนเขียนอ่านที่บ้าน  มี ม.ร.ว.หญิงบุญรับ  พี่สาวเป็นผู้สอนจนอ่านหนังสือไทยออกเมื่อ ๔ ขวบ จึงไปเข้าโรงเรียนวัฒนาวังหลัง และศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่สวนกุหลาบวิทยาลัย ก่อนจบขั้นมัธยมปีที่ ๘ ไปเรียนต่อ ณ ประเทศอังกฤษ  โดยศึกษาชั้นมัธยมที่อ๊อกซ์ฟอร์ด สำเร็จปริญญาตรีเกียรตินิยม สาขาปรัชญาการเมืองและเศรษฐศาสตร์  กลับคืนสู่สยาม   เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๖  ธรรมเนียมผู้สำเร็จปริญญาตรีเกียรตินิยมของอ๊อกซ์ฟอร์ด เมื่อสำเร็จไปแล้ว ๓ ปี จะได้รับปริญญาโทด้วย  แต่ ม.ร.ว.
    คึกฤทธิ์ ได้รับปริญญาโท เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๕ ขณะไปเยี่ยมหลานที่อังกฤษ สำหรับการศึกษา อบรมตามธรรมเนียมลูกผู้ชายไทย คือ การบวชเรียน  ได้อุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่รัชกาลที่ ๘  เมื่อเดือนเมษายน ๒๔๙๓  ณ วัดบวรนิเวศวิหาร  สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ลาสิกขาภายหลังงานถวายพระเพลิงรัชกาลที่ ๘ รวมเวลาอุปสมบท ๕๐ วัน

                   การทำงาน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เคยรับราชการครั้งแรก กองภาษีประเมิน กรมสรรพากร  แล้วลาออกไปเป็นผู้ช่วยสมุหบัญชี สำนักงานกลางของธนาคารสยามกัมมาจล จากนั้นจึงไปเป็นผู้จัดการธนาคารสาขาลำปาง เป็นเวลา ๘ ปี  จนเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๖  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยขอตัว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มาดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย  แล้วลาออกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๙ มีบทบาทก่อตั้งธนาคารพาณิชย์สองแห่งคือ ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ หุ้นส่วนใหญ่เป็นของ ม.ร.ว.บุญรับ พี่สาว  
    กับร่วมก่อตั้งธนาคารแหลมทองของ กลุ่มนันทาภิวัฒน์

                    การรับราชการทหาร ขณะทำธนาคารที่ลำปาง ถูกเกณฑ์ทหารสองครั้งในสงครามอินโดจีนและสงครามมหาเอเชียบูรพา  รับพระราชทานยศสิบตรี ต่อมาเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑  รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตรี นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์

                    งานการเมือง เป็นผูเริ่มก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกของไทย คือ พรรคก้าวหน้า เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๘ สมัคร สส. และรับเลือกตั้งเป็น สส. ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ.๒๔๘๙ ภายหลังริเริ่มก่อตั้งพรรคประชาธิปัตย์ โดยยุบพรรคก้าวหน้าเข้ารวมกันเป็นพรรคใหญ่ เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๐  นายควง อภัยวงศ์  เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก และม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรคคนแรก  และตั้งพรรคกิจสังคมเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๗  เป็นหัวหน้าพรรค ตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญคือ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ๒๕๑๖ - ๒๕๑๗  และเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘ ยุติชีวิตทางการเมืองเมื่อลาออกจากหัวหน้าพรรคกิจสังคมเป็นการถาวร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๔

                    งานวรรณกรรมและหนังสือพิมพ์  เริ่มเขียนหนังสือเผยแพร่ตั้งแต่ยังเรียนที่อังกฤษ  เป็นบรรณาธิการ "สามัคคีสาร"  วารสารของสามัคคีสมาคมนักเรียนไทยในอังกฤษ ภายหลังคืนสู่ไทยเริ่มเขียนบทความภาษาอังกฤษ ลงพิมพ์ใน น.ส.พ. ลิเบอร์ตี้ของค่ายศรีกรุง และแปลเป็นภาษาไทยสำหรับลงหนังสือพิมพ์ ศรีกรุง ต่อมาเขียนบทความภาษาไทยลงที่หนังสือพิมพ์เกียรติศักดิ์ เริ่มชีวิตนักหนังสือพิมพ์จริงจังเมื่อก่อตั้งหนังสือพิมพสยามรัฐ เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๙๓ โดยเป็นเจ้าของผู้อำนวยการและนักเขียนประจำ มีนายสละ ลิขิตกุล เป็นบรรณาธิการคนแรก งานเขียนของม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ในเวทีสยามรัฐ  มีทั้งบทบรรณธิการ บทความ กวีเรื่องสั้น และนวนิยาย  สามารถเขียนติดต่อกันยาวนาน เป็นที่นิยมและทรงพลังในระดับที่แน่นอน

                   ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เริ่มสร้างผลงานเขียนด้านเริงรมย์ครั้งแรก ด้วยเรื่องสั้นชื่อ "จนกว่าเพลิงจะมอด"  พิมพ์ในปิยมิตรรายสัปดาห์ ฉบับที่ ๘๙ วันอาทิตย์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๔๙๒ ปีเดียวกัน  เขียนนวนิยายเบ้งเฮ็ก,  สามก๊ก ฉบับนายทุน ตอนโจโฉ นายกฯ ตลอดกาล,  พ.ศ.๒๔๙๓ เขียนเรื่อง ฮวนนั้ง,  ๒๔๙๔ เขียนสี่แผ่นดิน,  ๒๔๙๖  เขียน หลายชีวิต,  ๒๔๙๗ เขียน ไผ่แดง,  ๒๕๐๐ เขียน ฝรั่งศักดินา, ๒๔๑๔  เขียนเรื่อง โครงกระดูกในตู้,  ๒๕๓๐ เขียนเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลงและ ๒๕๓๒ เขียนเรื่อง ขุนช้างขุนแผนฉบับอ่านใหม่  ทั้งนี้ไม่นับรวมผลงานเขียนสารคดีหรือบทความที่รวมเล่ม  เช่น ฉากญี่ปุ่น, เซ็น หรือ ธรรมะแห่งอาริยะ เป็นต้น เช่นเดียวกับวรรณกรรมที่เป็นรวมเรื่องสั้น,  บทละครโทรทัศน์และอื่นๆ งานเขียนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็มีความน่าอ่าน  ด้วยลีลาภาษาสละสลวย  มีอารมณ์ขัน  ชวนคิดและสามารถทำเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่าย

                บทบาททางการศึกษาและศิลปวัฒนธรรม ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มีลักษณะของครูผู้มีเมตตาต่อศิษย์และเป็นศิลปินใหญ่  ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่า เป็นศิลปินแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งคณะศิลปศาสตร์  ก่อตั้งสถาบันไทยคดีศึกษาธรรมศาสตร์  ริเริ่มและอำนวยการสร้างโขนธรรมศาสตร์ เล่นโขน,  ละครได้อย่างเข้าถึงบท  รวมทั้งเคยแสดงทีวี ทั้งไทยและบีบีซี. อังกฤษ  ทั้งอยู่ระดับดาราสำคัญในการแสดงภาพยนตร์ฮอลิวู้ดกับพระเอก มาลอน แบรนโด  ความสำคัญของศิลปะการแสดงของไทย  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาฯ ครอบครูพระพิราพ นับว่าสำคัญยิ่งใหญ่ของครูโขนละครไทย การยกย่อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชจากประชาคมทางวิชาการ  มหาวิทยาลัยมีชื่อของไทยหลายแห่ง  โดยสภามหาวิทยาลัยมีมติให้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  อาทิ วารสารศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์  มหา
    วิทยาลัยธรรมศาสตร์

                ศาสตราจารย์ พลตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช  ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๘ สิริรวมอายุ ๘๔ ปี ๕ เดือน ๒๐ วัน

    อ้างอิง: http://www.geocities.com/thaibooks_100/a-32.htm  


    เลโอนาร์โด ดา วินซี : Leonardo da Vinci
    อ่านรายละเอียด

    เกิด        วันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452 ที่แคว้นทัสคานี (Tuscany) เมืองวินชี (Vinci) ประเทศอิตาลี (Italy)
    เสียชีวิต  วันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 ที่เมืองอัมบัวส์ (Amboise) ประเทศฝรั่งเศส (France)
    ผลงาน   - ศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของมนุษย์
                 - สร้างประตูน้ำแบบบากมุม 45 องศา (Mitre Lock Gate)
                 - ออกแบบเครื่องมือหลายชนิด เช่น เฮลิคอปเตอร์ เรืองท้องแบน เรือดำน้ำ เครื่องแต่งกายมนุษย์กบและปืนกล เป็นต้น
                 - ประดิษฐ์เครื่องดนตรี 21 ชนิด ได้แก่ พิณ และ วิโอล่า
                 - ประดิษฐ์ไฮโกรมิเตอร์
             เลโอนาร์โดไม่ได้เป็นเพียงจิตรกรเอกของโลกเท่านั้น เขายังมีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์หลายแขนง ได้แก่ ดาราศาสตร์คณิตศาสตร์ และชีววิทยา และการออกแบบประดิษฐกรรมใหม่หลายอย่าง ผลงานทางด้านวิทยาศาสตร์ของเขาส่วนใหญ่มักเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่ และเป็นพื้นฐานของสิ่งประดิษฐ์ในปัจจุบันนี้ด้วย เช่น เฮลิคอปเตอร์ เรือดำน้ำ เป็นต้น ผลงานที่สำคัญที่สุดของเขาน่าจะเป็นการบุกเบิกเรื่องการบินเป็นคนแรก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถขึ้นบินได้สำเร็จก็ตาม แต่ก็มีส่วนพัฒนางานด้านนี้ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ในยุคเดียวกันกับเขาไม่มีผู้ใดเลยที่ให้ความสนใจ

             เลโอนาร์โด เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452 ที่แคว้นทัสคานี เมืองวินชี ประเทศอิตาลี บิดาของเขาเป็นนักกฎหมายชื่อว่า เปียโร เลโอนาร์โด (Piero Leonardo) เลโอนาร์โดมีความสนใจเรื่องวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก เขามักวาดภาพเหมือนสัตว์ต่าง ๆ ที่เขาได้เก็บสะสมไว้ เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก งู หนอน ค้างคาว มอด และตั๊กแตน เป็นต้น เขามีพรสวรรค์ในการวาดภาพ และฉายแววให้เห็นมาตั้งแต่เด็ก ต่อมาในปี ค.ศ. 1466 ครอบครัวของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) เมื่อเลโอนาร์โดอายุได้ 18 ปีบิดาของเขาได้ส่งเขาไปทำงานในห้องปฏิบัติงานศิลปะของศิลปินผู้มีชื่อเสียง อันเดรีย เวอร์รอกคิโอ ซึ่งทำให้เลโอนาร์โดมีความชำนาญในเรื่องการวาดรูป อีกทั้งความสามารถในเรื่องการหล่อสำริดเพิ่มขึ้นอีกด้วย เลโอนาร์โดได้ฝึกฝนศิลปะอยู่ที่นี่เป็นเวลา 6 ปีและในปี ค.ศ. 1472 เขาได้เข้าเป็นสมาชิกของสโมสรช่างแห่งเซนต์ลุก ซึ่งเป็นสมาคมของพวกจิตรกร นอกจากงานศิลปะแล้วเลโอนาร์โดยังให้ความสนใจในเรื่องคณิตศาสตร์และภูมิศาสตร์อีกด้วย

             ด้วยความสามารถทางด้านศิลปะของเลโอนาร์โด ทำให้เขาวาดภาพเหมือนของโครงสร้างต่าง ๆ ของมนุษย์ สัตว์ และพืช ได้อย่างเหมือนจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ในการศึกษามาก เลโอนาร์โดได้ศึกษาโครงสร้างของมนุษย์จากศพมากกว่า 30 ศพ เขาได้ผ่าศพเหล่านี้เพื่อศึกษาระบบการทำงานของร่างกาย กล้ามเนื้อ รวมถึงการไหลเวียนของโลหิตด้วย จากการศึกษาอย่างละเอียด เขาสามารถอธิบายถึงวิธีการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้เขาเข้าใจถึงโครงสร้างต่าง ๆ ของมนุษย์ได้อย่างละเอียด อีกทั้งเขาได้วาดภาพส่วนต่าง ๆ ของร่างกายไว้อย่างละเอียด งานของเลโอนาร์โดชิ้นนี้ถือได้ว่าเป็นรากฐานของวิชากายวิภาคศาสตร์ และสรีรวิทยาเลยก็ว่าได้ ในส่วนของเรื่องพืช เขาได้ทำการทดลองปลูกพืชน้ำและพบว่าวงแหวนที่เป็นชั้น ๆ ในลำต้นพืช เป็นตัวบ่งบอกถึงอายุของพืช หรือที่เรียกว่า วงปี

             ในปี ค.ศ. 1482 เลโอนาร์โดได้เขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงลูโดวิโก อิล โมโร (Ludovico il Moro) ดยุคแห่งมิลาน (Duke of Milan) โดยความช่วยเหลือของลอเรนโซ เดอ เมดิซี เลโอนาร์โด ภายในจดหมายฉบับนี้มีรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถ และอาวุธสงครามที่เขาออกแบบขึ้น ได้แก่
            1. ร่มชูชีพ โดยใช้ผ้าผืนสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 13 หลา ใช้เชือกผูกมุมทั้ง 4 ไว้ ส่วนทางปลายเชือกอีกข้างหนึ่งใช้จับเวลากระโดดลงมาจากที่สูง
            2. เครื่องร่อน เลโอนาร์โด สังเกตจากลักษณะของนก แล้วนำมาปรับปรุงเป็นเครื่องร่อน
            3. เฮลิคอปเตอร์ โดยใช้ใบพัดขนาดใหญ่หมุนด้วยความเร็วสูง ซึ่งเขาไม่ได้สร้างเพียงแต่ออกแบบไว้เท่านั้น
            4. เรือกล ซึ่งใช้ล้อหมุนพาย แทนคนพาย ซึ่งมีความเร็วถึง 50 ไมล์ต่อชั่วโมง
            5. หน้าไม้ยักษ์ อยู่บนรถเข็น 6 ล้อ
            6. ปืนกล มีลำกล้องเรียงเป็น 3 แถว ๆ ละ 11 กระบอก รวมทั้งหมด 33 กระบอก โดยใช้ยิงทีละแถว เมื่อแถวแรกหมดก็นำแถวที่ 2 และ 3 ออกมาใช้  การที่ต้องทำเช่นนี้เพราะปืนในสมัยนั้นบรรจุลูกได้เพียงกระบอกละ 1 นัด เท่านั้น
            7. เรือขุด ใช้หลักการเหมือนกับระหัดเกลียวของอาร์คิมีดีส
            8. รถถัง มีลักษณะเป็นรถหุ้มด้วยทรงกรวยคว่ำ ด้านล่างติดปืนไว้โดยรอบ
            9. เฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นต้นแบบของเฮลิคอปเตอร์ในปัจจุบัน แต่ในสมัยนั้นยังไม่มีเครื่องยนต์ ดังนั้นเลโอนาร์โดจึงออกแบบให้ใช้แรงคนในการหมุนใบพัดขนาดใหญ่
          10. ปั้นจั่น เป็นเครื่องผ่อนแรงใช้สำหรับยกของหนัก
          11. เรือดำน้ำ เขาได้ศึกษาเรื่องนี้มาจากปลา
          12. รถถัง มีลักษณะคล้ายกับหัวลูกปืน และรอบ ๆ รถมีปืนกลซ่อนอยู่โดยรอบด้วย
             อาวุธที่เลโอนาร์โดออกแบบถือว่าเป็นอาวุธที่มีความทันสมัยมาก อีกทั้งเป็นต้นแบบของอาวุธในปัจจุบันด้วย เช่น เฮลิคอปเตอร์และรถถัง เป็นต้น แม้ว่าอาวุธบางชิ้นที่เลโอนาร์โดออกแบบจะไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยนั้น แต่ก็ถือได้ว่าผลงานด้านวิทยาศาสตร์ ของเขาเป็นงานที่สร้างสรรค์อย่างมาก

             นอกจากนี้ยังมีแผนการในการทำสงครามอีกด้วย เมื่อดยุคแห่งมิลานได้อ่านจดหมายฉบับนี้จึงเชิญเลโอนาร์โดมายังเมืองมิลาน โดยจัดการต้อนรับเป็นอย่างดี แต่มิใช่ในฐานะของจิตรกรหรือนักวิทยาศาสตร์ กลับเป็นเพียงนักดนตรี และผู้จัดงานนันทนาการทั้งหลาย ซึ่งเขาได้ริเริ่มการแสดงละครสวมหน้ากาก และละครโรงขึ้น และเลโอนาร์โดต้องการให้ท่านดยุคยอมรับเขาในฐานะอื่นมากกว่า ซึ่งเขาได้ใช้ความพยายามและความสามารถที่มีอยู่เสนอผลงานต่าง ๆ อยู่เสมอ ต่อมาเมืองมิลานได้เกิดโรคระบาดขึ้น และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 1 ใน 3 ของประชาชนในเมือง ดังนั้นเลโอนาร์โดจึงได้เสนอให้ท่านดยุคปรับปรุงระบบผังเมืองใหม่เพื่อป้องกันโรคระบาดแพร่กระจาย เขาได้กระจายบ้านเรือนของประชาชนออกไป ขุดคลองเชื่อมต่อกันเพื่อประโยชน์ในการสุขาภิบาลอีกทั้งยังออกแบบถนน 2 ชั้น ซึ่งท่านดยุคเห็นชอบในข้อเสนอนี้ และสั่งให้เลโอนาร์โดเป็นผู้รับผิดชอบในการออกแบบผังเมืองใหม่ นี้ด้วย

              ต่อมาท่านดยุคมีโครงการจะสร้างอนุสาวรีย์ของบรรพบุรุษของท่าน คือ ดยุคฟรานเชสโก สฟอร์ซา (Francesco Sforza) ในลักษณะขี่ม้าขนาดสูงถึง 29 ฟุต และต้องใช้ทองสำริดหนักถึง 90 ตัน ท่านดยุคได้มอบงานนี้ให้เลโอนาร์โดเป็นผู้รับผิดชอบ แต่เนื่องจากในปี ค.ศ. 1499 อิตาลีได้ทำสงครามกับฝรั่งเศส และทองสำริดที่จะใช้ในการหล่ออนุสาวรีย์ต้องนำไปใช้หล่อปืนใหญ่แทนดังนั้นเลโอนาร์โดจึงนำรูปปั้นดินเหนียวของท่านดยุคฟรานเชสโก ไปประดิษฐานไว้บริเวณหน้าประตูพระราชวังแทน แต่เมื่อทหารฝรั่งเศสได้ยกกองทัพเข้ามาภายในเมืองมิลานได้ทำลายอนุสาวรีย์นี้จนหมดสิ้น

              หลังจากเมืองมิลานได้ถูกฝรั่งเศสยึดครองไว้ เลโอนาร์โดได้เดินทางหลบหนีไปอยู่ที่เมืองเวนิช (Vanice) และเข้าทำงานในโครงการป้องกันภัยทางทะเลให้กับชาวเมืองเวนิช ซึ่งในขณะนั้นกำลังถูกโจมตีจากพวกเติร์ก หรือชาวตุรกี และในการทำงานครั้งนี้เขาได้ออกแบบชุดมนุษย์กบโดยมีเครื่องครอบศีรษะ และรองเท้าที่ช่วยในการว่ายน้ำให้เร็วขึ้น หรือที่เรียกว่า ตีนกบ ซึ่งใช้กันมาจนทุกวันนี้

              นอกจากนี้เขายังทำการค้นคว้าและทดลองเกี่ยวกับการบิน โดยเลโอนาร์โดได้ศึกษาเรื่องนี้จากนกและได้สร้างปีกนกขนาดใหญ่ขึ้น โดยเลียนแบบจากปีกที่ทำหน้าที่ในการบินของนก โครงของปีกทำด้วยไม้และบุด้วยผ้าบาง ๆ และขนสัตว์ เมื่อสร้างสำเร็จเขาได้นำไปทดลองขึ้นบินแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อขึ้นบินโดยลูกศิษย์ของเขา โซโรอาสเต เดอ เปเรโตโล ปรากฏว่าไม่สามารถบินได้และตกลง ทำให้เปเรโตโลได้รับบาดเจ็บขาหัก เลโอนาร์โดอยู่ที่เมืองเวนิชได้ไม่นานก็เดินทางไปเมืองฟลอเรนซ์ ในระหว่างนี้เขาได้รับความลำบากในเรื่องเงินทองอย่างมาก ซึ่งทำให้เขาต้องรับจ้างวาดภาพเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพไปวันหนึ่ง ๆ เท่านั้น

              เขาได้สร้างผลงานทางด้านศิลปะอันทรงคุณค่าของเขาทั้ง 2 ชิ้น ได้แก่ ภาพอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ในระหว่างปี ค.ศ. 1495 - 1497 บนฝาผนังยาว 30 ฟุต สูง 14 ฟุต ของโบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลา เกรซี (Santa Maria Della Grazie) ด้วยสีฝุ่นผสมน้ำมันลงไปขณะที่ปูนยังเปียกอยู่ ซึ่งเขาเพิ่งทดลองเขียนเป็นครั้งแรก ภาพนี้เป็นภาพเกี่ยวกับพระเยซูพร้อมกับสาวก 12 คน ขณะรับประทานอาหารมื้อสุดท้ายอยู่ ต่อมากษัตริย์ ์ฝรั่งเศสได้ทรงทอดพระเนตรภาพนี้และรู้สึกประทับใจมากและมีคำสั่งให้นำภาพนี้กลับฝรั่งเศสด้วย ปัจจุบันภาพนี้แสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ (Louvre) กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อีกภาพ
    หนึ่งเขาวาดในปี ค.ศ. 1500 ชื่อว่า โมนา ลิซ่า (Mona Lisa) หรือลาโจคอนดา ซึ่งเป็นชื่อของหญิงสาวคนหนึ่งที่เป็นแบบในการ วาดรูป ภาพนี้เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน เป็นภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรอยยิ้มอันน่าประทับใจ

               นอกจากงานทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว เลโอนาร์โดได้สร้างผลงานทางวิทยาศาสตร์ขึ้นอีกหลายชิ้น ได้แก่ ผลงานทางด้านดาราศาสตร์ เขาถือได้ว่าเป็นนักดาราศาสตร์คนหนึ่งที่เชื่อถือในทฤษฎีดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาลซึ่งคนในยุคนั้น ยังเชื่อถือในทฤษฎีของอาริสโตเติลที่ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล

              เลโอนาร์โดได้ประดิษฐ์เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เรียกว่า ไฮโกรมิเตอร์ (Hygrometer) ใช้สำหรับวัดความชื้นในอากาศ และตาชั่งอีกทั้งยังเป็นผู้ค้นพบ พลังงานไอน้ำ เขาได้ทำการทดลองโดยการนำภาชนะใส่น้ำแล้วผิดสนิทและนำไปต้ม ผลปรากฏว่าภาชนะนั้นระเบิดออกมาด้วยแรงดันของไอน้ำ

               ในปี ค.ศ. 1506 เลโอนาร์โดได้รับเชิญจากพระราชสำนักพระเจ้าหลุยส์ที่ 12 (King Louis XII) แห่งฝรั่งเศส ให้ดำรงตำแหน่งวิศวกร และจิตรกรประจำราชสำนัก ในช่วงบั้นปลายชีวิตของเลโอนาร์โดได้พำนักในคฤหาสน์แห่งหนึ่งในเมืองอัมบัวส์ ของกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ใหม่ พระเจ้าฟรังซัวส์ที่ 1 (King France I) ในปี ค.ศ. 1518 เขาได้ล้มป่วยด้วยโรคอัมพาตที่แขนขวาและเสียชีวิตในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 ที่เมืองอัมบัวส์ ประเทศฝรั่งเศส


    พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    อ่านรายละเอียด

          พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นพระราชโอรส องค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เมื่อพระชนมมายุได้ 20 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่มหาอำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นการนำทางไปสู่การศึกษาวิทยาการแขนงต่างๆ ต่อไป ทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตกโดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทรงติดต่อกับชาวต่างประเทศเพื่อจะได้ทรงทราบเรื่องราวของต่างประเทศมากขึ้น การศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวางทางวิทยาการและความเป็นไปของโลกภายนอก ทำให้พระองค์ทรงมีความคิดเห็นก้าวหน้า และทรงเล็งเห็นความจำเป็นสองประการ คือ 
             1. วิทยาการความเจริญตามแบบประเทศตะวันตกเป็นสิ่งที่ควรสนใจ มีประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศในอนาคต ชาวไทยจะต้องศึกษาวิทยาการใหม่ ๆ เหล่านี้
             2. สถานการณ์ของประเทศใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับคนต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิเทโศบายของประเทศ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประเทศและเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (วิลาสวงศ์ พงศะบุตร 2525 : 13)
    ครั้นถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่จึงเชิญเสด็จลาผนวชจากวัดบวรนิเวศวิหาร แล้วเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2394 เมื่อพระชนมายุ 47 พรรษา

    ดาวหางโดนาติ
             ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2401 จิโอแวนนิ บาตติสตา โดเนติ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีค้นพบ ดาวหางโดนาติ (Comet Doneti) ซึ่งชาวไทยมองเห็นด้วยตาเปล่าในช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ.2401 ผู้คนสมัยนั้นหวาดกลัวดาวหางยิ่งนัก เพราะมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า ดาวหางเป็นลางบอกเหตุร้าย 

    พระราชประวัติ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

            พระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นพระราชโอรส องค์ที่ 43 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยรัชกาลที่ 2 พระราชสมภพเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2347 เมื่อพระชนมมายุได้ 20 พรรษา ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาที่มหาอำนาจตะวันตกเริ่มขยายอิทธิพลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงตระหนักถึงความจำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อเป็นการนำทางไปสู่การศึกษาวิทยาการแขนงต่างๆ ต่อไป ทรงสนพระทัยในวิทยาการตะวันตกโดยเฉพาะด้านดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ทรงติดต่อกับชาวต่างประเทศเพื่อจะได้ทรงทราบเรื่องราวของต่างประเทศมากขึ้น การศึกษาหาความรู้อย่างกว้างขวางทางวิทยาการและความเป็นไปของโลกภายนอก ทำให้พระองค์ทรงมีความคิดเห็นก้าวหน้า และทรงเล็งเห็นความจำเป็นสองประการ คือ 
             1. วิทยาการความเจริญตามแบบประเทศตะวันตกเป็นสิ่งที่ควรสนใจ มีประโยชน์ และจำเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศในอนาคต ชาวไทยจะต้องศึกษาวิทยาการใหม่ ๆ เหล่านี้
             2. สถานการณ์ของประเทศใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับคนต่างประเทศ ชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิเทโศบายของประเทศ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประเทศและเพื่อปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย (วิลาสวงศ์ พงศะบุตร 2525 : 13)
    ครั้นถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2394 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ขุนนางผู้ใหญ่จึงเชิญเสด็จลาผนวชจากวัดบวรนิเวศวิหาร แล้วเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2394 เมื่อพระชนมายุ 47 พรรษา

    ดาวหางโดนาติ
             ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2401 จิโอแวนนิ บาตติสตา โดเนติ นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีค้นพบ ดาวหางโดนาติ (Comet Doneti) ซึ่งชาวไทยมองเห็นด้วยตาเปล่าในช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ.2401 ผู้คนสมัยนั้นหวาดกลัวดาวหางยิ่งนัก เพราะมีความเชื่อมาแต่โบราณว่า ดาวหางเป็นลางบอกเหตุร้าย 


    ดาวหางโดเนติ

             พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงแก้ปัญหาตามหลักวิทยาศาสตร์ ทรงสั่งสอนประชาชนให้มีเหตุผล ทรงออกประกาศล่วงหน้าตักเตือนผู้คนไม่ให้ตื่นตกใจ ทรงชี้ให้เห็นว่าดาวหางเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เห็นได้ทั่วโลกไม่เพียงแต่ในเมืองไทยเท่านั้น ทรงออกประกาศมีความว่า “มีพระบรมราชโองการมารพระบัณทูลสุระสีหนาท ให้ประกาศให้รู้ทั่วกันว่า วันเสารเดือนสิบ แรมค่ำ นายจบคชศิลทรงบาศขวาได้เห็นดาวหางดวงนี้ ครั้น ณ วันพฤหัศ เดือนสิบ แรมสิบห้าค่ำ เจ้านายแลข้าราชการซึ่งได้เหนด้วยกันมาก ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระเนตรแล้ว ทรงดำรัสว่า ดาวดวงนี้ทรงจำได้ ว่าได้เคยมีมาแต่ในแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อปีมเมียโทศก จุลศุกราช ๑๑๗๒ ได้ ๔๘ ปีมาแล้ว คราวนั้นก็มาในเดือน ๑๑ ในทิศนี้ในราษีแลฤดูกาลเวลาเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุอะไรนัก มีแต่ความไข้ทรพิศแลกระบือล้นมาก แลฝนแล้งแล้วก็ได้พระยาเสวตรกุญชรมา ในปีมแมตรีศกนั้น ถึงคนมีอายุมากได้เหนแล้ว แต่ไม่ได้สังเกต ก็จำไม่ได้ คนอายุน้อยก็ไม่ได้เคยเหน ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยทรงจำได้แน่ แลพระยาโหราธิบดีก็จำได้ แต่ชาวประเทศยุโรป ได้เหนในประเทศยุโรปนานหลายเดือนแล้ว ได้ลงหนังสือพิมพ์ตั้งแต่เดือนหกมา แลดาวอย่างนี้ มีคติแลทางที่ดำเนินยาวไปในท้องฟ้า ไม่เหมือนดาวพระเคราะห์อื่นแลดาวท้องฟ้าทั้งปวง เปนของสัญจรไปนานหลายปีแล้วก็กลับมาได้เหนในประเทศข้างนี้อีก เพราะเหตุนี้อย่าให้ราษฎรทั้งปวงตื่นกัน แลคิดวิตกเลาฤาไปต่างๆ ด้วยว่ามิใช่จะได้เหนแต่ในพระนครนี้ แลเมืองที่ใกล้เคียงเท่านั้นหามิได้ ย่อมได้เหนทุกบ้านทุกเมืองทั่วพิภพอย่างได้เหนนี้แล ประกาศมา ณ วันอาทิตย์เดือนสิบเอด ขึ้นสิบค่ำ ปีมเมีย สัมฤทธิศ็ก เปนวันที่ ๒๗๑๓ ในรัชกาลประจุบันนี้” (ที่มา: ราชกิจจานุเบกษาในรัชกาลที่ 4) 

    การสถาปนาเวลามาตรฐาน
             แต่เดิมมาคนไทยวัดเวลาโมงยามโดยตั้งอ่างน้ำลอยกะลามะพร้าว เรียกว่า นาฬิเก เมื่อน้ำเข้ารูกะลานาฬิเกเต็มและจมลง ถือเป็น 1 ชั่วโมงนาฬิกา คนนั่งยามจะตีฆ้องบอกเวลาในตอนกลางวัน เรียกว่า โมง หากเป็นเวลากลางคืนจะตีกลอง เรียกว่า ทุ่ม การวัดเวลาเช่นนี้ไม่เป็นตามหลักของวิทยาศาสตร์และสากลที่เชื่อถือได้ 

             ในช่วงต้นรัชสมัยพระองค์ท่านยังไม่มีชาติใดตกลงเรื่องการใช้เวลามาตรฐาน หอดูดาวที่กรีนิช ประเทศอังกฤษก็ยังไม่มี รัฐสภาอังกฤษออกพระราชบัญญัติเวลามาตรฐานเมื่อ ค.ศ.1880 และจนถึง ค.ศ.1884 (พ.ศ.2427) นักดาราศาสตร์จึงได้ประชุมตกลงกำหนดเส้นแวงผ่านเมืองกรีนิชเป็นเส้น 0 องศา เพื่อเทียบเวลาโลก แต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศไทย โดยพระองค์ได้ทรงปฏิบัติการค้นคว้าและทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยขึ้นเป็นหอนาฬิกาหลวง ในพระบรมมหาราชวัง และทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นดังนี้ 
             1. ทรงตรวจวัดความสูงของดวงอาทิตย์และทรงคำนวณทางดาราศาสตร์ทุกวัน 
             2. ทรงกำหนดเส้นแวงให้ผ่านจุดหนึ่งในพระบรมมหาราชวังเป็นเส้นแวง 100 องศาตะวันออก (ในเวลาต่อมาระบบพิกัดนานาชาติ ได้กำหนดว่า กรุงเทพ อยู่ที่เส้นลองกิจูด 100 องศาตะวันออก 29 ลิบดา 50 ฟิลิปดา)
             3. ทรงสร้างพระที่นั่งภูวดลทัศไนยเป็นอาคารสูง 5 ชั้นขึ้น ณ จุดที่เส้นแวง 100 องศา ตะวันออก ตรงยอดมีนาฬิกา 4 ด้าน เป็นหอนาฬิกาหลวงบอกเวลามาตรฐาน 
             โปรดเกล้าฯ ตั้งเจ้าหน้าที่รักษาเวลามาตรฐาน ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งงานทางวิทยาศาสตร์ของไทยชุดแรก คือตำแหน่งพันทิวาทิตย์ทำการเทียบเวลาตอนกลางวันจากดวงอาทิตย์ และตำแหน่งพันพินิตจันทรา เทียบเวลาตอนกลางคืนจากดวงจันทร์ พระองค์มีพระราชดำริเกี่ยวกับการสถาปนาระบบเวลามาตรฐานว่า “...จะเป็นเหตุให้เขาหัวเราะเยาะเย้ยได้ว่าเมืองเรา ใช้เครื่องมือนับทุ่มโมง เวลาหยาบคายนักไม่สมควรเลย เพราะเหตุฉะนี้ จึงได้ทรงพินิจพิจารณาตรวจตราคำนวณความดำเนินพระอาทิตย์ ให้ฤดูทั้งปวงสอบกับนาฬิกาที่ดีมาหลายปี ทรงทราบถ้วนถี่ทุกประการ แจ้งในพระราชหฤทัยแล้ว...”

    สุริยุปราคา ณ หว้ากอ
             เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2411 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า “มีพระบรมราชโองการมารพระบัณทูลสุระสีหนาท ให้ประกาศแก่ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย แลพระสงฆ์สามาเณร แลทวยราษฎรทั้งปวงในกรุงเทพ แลหัวเมืองให้ทราบทั่วกันว่า สุริยุปราคาครั้งนี้จะมีในวันอังคารเดือน ๑๐ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมะโรง สัมฤทธิศก (วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411) จะจับในเวลาเช้า ๔ โมงเศษไปจนเวลาบ่ายโมงเศษจึงจะโมกษบริสุทธิ์ ก็สุริยุปราคาครั้งนี้ในกรุงเทพนี้จะไม่ได้เห็นจับหมดดวง จะเห็นดวงพระอาทิตย์อยู่น้อยข้างเหนือ แรกจับจะจับทิศพายัพค่อนอุดร ในเวลาเช้า ๔ โมงกับบาทหนึ่ง แล้วหันคราธไปข้างใต้ จนถึงเวลา ๕ โมง ๘ บาทแล้ว พระอาทิตย์จะออกจากที่บังข้างทิศอาคเณย์ ครั้นเวลา ๕ โมง ๘ บาทแล้ว พระอาทิตย์จะออกจากที่บังข้างทิศพายัพ ครั้นบ่ายโมงกับ ๖ บาทจะโมกษบริสุทธิ์หลุดข้างทิศอาคเณย์ คำทายนี้ว่าที่ตำบลหัววาน” 

             พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าทรงเสด็จดำเนินทางชลมารค ทรงจัดตั้งค่ายหลวงที่ ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธุ์ เพื่อทอดพระเนตรสุริยุปราคาในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ใจความว่า “เพลา ๑๐ นาฬิกา ๑๖ นาที หรือก่อนอุปราคาจะจับหมดดวง ๒๐ นาที สังเกตเห็นได้ชัดมากถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งสีท้องฟ้าในด้านทิศใต้ ซึ่งเดิมเป็นสีน้ำเงินใส ได้เปลี่ยนเป็นสีม่วงแก่ แล้วเปรเป็นสีตะกั่วแก่ และมีเมฆชนิดมีสัณฐานเป็นก้อนใหญ่ ซึ่งแตกออกจากกันหลายก้อนในทางนั้น ลอยเด่นอยู่ข้างบน ต่อมาสักครู่ขณะเงามืดของดวงจันทร์ค่อยบดบังดวงอาทิตย์ หรือในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๐ นาที ท้องฟ้าทั้งหมดดำคล้ำลง และวัตถุต่างๆ ซึ่งอยู่ไกลก็ปรากฏรูปมัวลง ทะเลก็เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีม่วงแก่ และเรือกำปั่นซึ่งทอดอยู่ห่างจากฝั่งในระยะ ๓ ไมล์ ก็เห็นไม่ได้ชัด เครื่องวัดอากาศในบัดนี้ลดลงได้ ๖ องศาจากขนาดความหนาวร้อนของอากาศ รู้สึกอากาศเย็นอย่างประจักษ์ด้วยกันทุกคน เวลา ๑๑ นาฬิกา ๒๕ นาที มีความมืดจัดวัตถุที่อยู่บนบกแต่ไกลแทบสังเกตไม่ได้ ต้นไม้ในที่ใกล้บ้านก็มืดเป็นก้อนดำ ดวงดาวก็ปรากฏขึ้นทางสูงสุดของขอบฟ้าทางโน้นทางนี้ เรือกำปั่นในทะเลก็หายไปมองไม่เห็น ในเวลาดวงอาทิตย์มืดมนซึ่งปรากฏในเวลา ๑๑ นาฬิกา ๓๐ นาที มีความมืดมาจนรูปหน้าคนซึ่งอยู่ในระยะ ๒–๓ ฟิต ก็สังเกตไม่ได้ และการคาดคะเนระยะทางว่าใกล้ไกลเพียงไรก็ดูเหมือนหมดไปด้วย เครื่องวัดอากาศก็ดูไม่เห็น นอกจากมีแสงไฟส่องให้ใกล้ ท้องฟ้ามีดาวพราวเหมือนในเวลาสนธยาอย่างจัดแห่งราตรี” 

             “อุปราคาจับหมดดวงในเวลานี้กินเวลาได้ ๖ นาทีกับ ๔๕ วินาที แล้วทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจัดพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์เหมือนแสงสว่างเรืองอย่างจัด รัศมีที่อยู่รอบดวงและรัศมีที่เป็นลำพุ่งออกมาก็อันตรธานไปทันที.. แต่นี้อุปราคาก็เริ่มคลาย และคลายไปจนโมกษบริสุทธิ์ในเวลา ๑ นาฬิกา ๓๗ นาทีกับ ๔๕ วินาที..พระเจ้าแผ่นดินมีพระราชหฤทัยยินดี ด้วยทรงคำนวณเวลาอุปราคาได้ถูกต้องแน่นอน..”

    เสด็จสวรรคต 
             หลังจากที่เสด็จกลับจากทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ ในวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2411 ก็ทรงพระประชวรเป็นไข้ และเสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2411 ขณะพระชนมายุ 64 พรรษา สิริรวมเวลาเสวยราชย์ 17 ปี 5 เดือน 29 วัน ต่อมาในปี พ.ศ.2525 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบประกาศเป็นทางการให้วันที่ 18 สิงหาคมของทุกปี (วันสุริยุปราคาที่หว้ากอ) เป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” และพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญาให้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” 

    อ้างอิง: http://www.lesaproject.com/mongkut_2006/history.html


     

     

     






    เอพิคิวรัส

    บิดาแห่งสุขนิยม ฉบับยั่งยืน

    สฤนี อาชวานันทกุล เขียน

    หน้า 1

    {mospagebreak}

    หน้า 2

    {mospagebreak}

    หน้า 3

    กลิ่นโลหะมาจากเหงื่อของเราเอง

     

     


    พลังงานนิวเคลียร์กับโครงการอวกาศ

    ชัยคุปต์ เขียน

    {mospagebreak}

    หน้า 2

    {mospagebreak}

    หน้า 3

    {mospagebreak}

    หน้า 4

     

     


    ทุบสถิติทรานซิสเตอร์


    คำคม


     

     

     

     

     

     

    ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

    A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                            ถ                                       อ   

    นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

      A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

    คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

    หมวด :

    | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

        ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

           บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

    พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

    พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

    อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

     

      หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

    ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

     ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

    ฟิสิกส์ 2 

    กลศาสตร์เวกเตอร์

    โลหะวิทยาฟิสิกส์

    เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

    ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

    แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

    ฟิสิกส์พิศวง

    สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

    ทดสอบออนไลน์

    วีดีโอการเรียนการสอน

    หน้าแรกในอดีต

    แผ่นใสการเรียนการสอน

    เอกสารการสอน PDF

    สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

       การทดลองเสมือน 

    บทความพิเศษ 

    ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

    พจนานุกรมฟิสิกส์ 

     ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

    ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

     สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

    การทดลองมหัศจรรย์ 

    ดาราศาสตร์ราชมงคล

      แบบฝึกหัดกลาง 

    แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

     แบบทดสอบ

    ความรู้รอบตัวทั่วไป 

     อะไรเอ่ย ?

    ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

    คดีปริศนา

    ข้อสอบเอนทรานซ์

    เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

    คำศัพท์ประจำสัปดาห์

     

      ความรู้รอบตัว

    การประดิษฐ์แของโลก

    ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

    นักวิทยาศาสตร์เทศ

    นักวิทยาศาสตร์ไทย

    ดาราศาสตร์พิศวง 

    การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

    การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

     

      การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

    1. การวัด

    2. เวกเตอร์

    3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

    4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

    5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

    6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

    7.  งานและพลังงาน 

    8.  การดลและโมเมนตัม

    9.  การหมุน  

    10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

    11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

    12. ความยืดหยุ่น

    13. กลศาสตร์ของไหล  

    14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

    15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

    16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

    17.  คลื่น

    18.การสั่น และคลื่นเสียง

       การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

    1. ไฟฟ้าสถิต

    2.  สนามไฟฟ้า

    3. ความกว้างของสายฟ้า 

    4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

    5. ศักย์ไฟฟ้า

    6. กระแสไฟฟ้า 

    7. สนามแม่เหล็ก

     8.การเหนี่ยวนำ

    9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

    10. ทรานซิสเตอร์ 

    11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

    12. แสงและการมองเห็น

    13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

    14. กลศาสตร์ควอนตัม

    15. โครงสร้างของอะตอม

    16. นิวเคลียร์ 

       การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

    1. จลศาสตร์ ( kinematic)

       2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

    3. งานและโมเมนตัม

    4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

    5.  ของไหลกับความร้อน

    6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

    7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

    8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

    9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

     

     

    กลับเข้าหน้าแรก

    กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

    ครั้งที่

    เซ็นสมุดเยี่ยม

    ภาพประจำสัปดาห์