ฟิสิกส์ราชมงคล

index 168

 

นิทานอีสปเคยกล่าวเอาไว้ว่า...

จงพอใจในวาสนาของท่าน เรามิอาจเป็นเลิศในทุกสิ่งได้ คนไม่พอใจในตัวเองจะเป็นทุกข์ตลอดไป...

.....นานมาแล้วมีกบตัวหนึ่งอาศัยใกล้กุฎิพระ

    ตอนเช้าเห็นพระบิณฑบาตได้อาหารมาอย่างสบายทุกวัน เจ้ากบก็ปรารถนาอยากเป็นพระกับเขาบ้าง คงจะดีนะ ต่อมาเมื่อพระฉันเสร็จก็เอาข้าวสุกโปรยให้ไก่กิน เจ้ากบก็คิด เป็นไก่ดีกว่าไม่ต้องออกแรงเลย ไม่อยากเป็นพระอีกแล้ว ขณะนั้นเอง หมาตัวหนึ่งแย่งไก่กินอาหาร ไก่กลัวหมามากจึงหนีเอาตัวรอดอย่างน่าอนาถ เจ้ากบก็คิด เป็นหมาดีกว่าดูเป็นวีรบุรุษดี ไม่อยากเป็นไก่แล้ว มีชายคนหนึ่งเห็นเข้าจึงเอาไม้ไล่ตีหมา จนหมาวิ่งหนีร้องลั่นไป เจ้ากบจึงคิดว่าทำไมเราไม่เกิดเป็นคนหนอ สามารถขับไล่หมาไปได้ จากนั้นเอง ชายผู้นี้ ก็มานั่งริมสระน้ำ แล้วเจ้าแมลงวันก็บินมาตอมจนชายผู้นั้นรำคาญ และลุกหนี พร้อมบ่นว่า "รำคาญแมลงวันจริงโว้ย" เจ้ากบได้ยินเสียงดังนั้น ก็นึกคิดว่าเกิดเป็นแมลงวันดีกว่านะ เพราะเก่งมากจนทำให้คนรำคาญได้ บังเอิญแมลงวันบินมาเกาะที่จมูก มันจึงแลบลิ้นแผลบกินแมลงวัน เจ้ากบจึงค้นพบสัจธรรมอันยิ่งใหญ่ ว่า เป็นอะไรก็ไม่ดีเท่าตัวเราเอง ความทุกข์จึงเกิดจากความไม่รู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ "เราแทบไม่คิดว่า เรามีอะไรบ้าง แต่เราคิดเพียงว่า เราขาดอะไรบ้างเท่านั้น"


ฉันเป็นกบ อบ...อบ ในกะลา
ภูมิใจว่าตัวเองช่างยิ่งใหญ่
มาวันหนึ่งแล้วกะลาก็พลิกไป
ความภูมิใจสลายลงในพลิบตา
จากที่เคยคิดว่าตัวช่างยิ่งใหญ่
หลงภูมิใจอย่างโง่เขลาเบาปัญญา
แท้ที่จริงโลกนี้กว้างยิ่งกว่า
ทั่วโลกาหาใครใหญ่จริงไม่

ขอขอบคุณที่มา : ธรรมะดิลิเวอร์รี่


สุดยอดสิ่งมีชีวิต ตอนที่ 1 สุดยอดจ้าวความเร็ว

สุดยอดสิ่งมีชีวิต (The Most Extreme) เป็นรายการซีรี่ย์หนึ่งของเคเบิลทีวีอเมริกา ในช่องอนิมอล เพลเน็ท (Animal Planet) ออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2545 ในแต่ละตอนจะมุ่งประเด็นไปที่ความสามารถต่าง ๆ ของสัตว์ เช่น ความแข็งแกร่ง ความเร็ว จ้าวเสน่ห์ ยอดนักรบ จอมเขมือบ ฯลฯ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่แสดงความสามารถออกมา แล้วนำเสนอในมุมมองที่แปลก ๆ ของสัตว์ชนิดต่าง ๆ อย่างไรก็ดีการจัดอันดับสัตว์ต่าง ๆ ในรายการไม่ได้อ้างอิงโดยผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์เฉพาะด้าน

สุดยอดสิ่งมีชีวิต จะเริ่มรายการโดนการตั้งประเด็นคำถามก่อน แล้วเป็นการไล่ลำดับของสัตว์ในด้านต่าง ๆ ขึ้นมา ตั้งแต่ลำดับสุดท้ายจนถึงลำดับแรก พร้อมกับมีคำอธิบายและการเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อเป็นการให้ผู้ชมมองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นสุดยอดสิ่งมีชีวิตตอน "สุดยอดฉลาม" มีการเปรียบเทียบฉลามหัวค้อน (Hammerhead shark) ที่มีสัมผัสสุดยอดทางการมองและการดมกลิ่น รวมไปถึงสัมผัสพิเศษในการตรวจจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเปรียบเทียบกับทีมนักเจาะระบบเครือข่ายข้อมูล (Hacker) ที่สามารถแกะรอยการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนเครือข่ายแบบไร้สายได้ ปัจจุบันออกฉายในประเทศไทยทาง Animal Planet ทรูวิชั่นส์ช่อง 50

ตอนที่ 1 สุดยอดจ้าวความเร็ว
สุดยอดสิ่งมีชีวิตตอน "สุดยอดจ้าวความเร็ว" ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2545

รายชื่อสัตว์ สถิติสุดยอดสิ่งมีชีวิต

 

อันดับที่ 1 ด้วงเสือ (Tiger beetle)
 ด้วงเสือ ถือเป็นสุดยอดสิ่งมีชีวิตที่มีความเร็วมากที่สุด ถ้าด้วงเสือมีขนาดร่างกายใหญ่โตเท่ากับมนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ประเมินความเร็วในการเคลื่อนที่ ที่สามารถวิ่งได้เร็วประมาณ 494 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

อันดับที่ 2 เหยี่ยวพีรีกริน (Peregrine Falcon)
 เหยี่ยวพีรีกริน สุดยอดสิ่งมีชีวิตอันดับสอง ที่สามารถเคลื่อนที่และพุ่งทะยานไปในอากาศ ด้วยความเร็วประมาณ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง

 

อันดับที่ 3 เสือชีตาห์ (Cheetah)
เสือชีตาห์ จัดเป็นสัตว์บกที่วิ่งได้เร็วที่สุดในโลก ในการล่าเหยื่อแต่ละครั้ง สามารถวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 115 กิโลเมตร/ชั่วโมง


อันดับที่ 4 หอยสังข์ (Cone snail)
หอยสังข์จัดได้ว่าเป็น นักฆ่าที่รวดเร็วที่สุดในโลก ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถค้นพบยาชนิดใด ที่ช่วยในการรักษาพิษของหอยสังข์ได้ จึงนับได้ว่าพิษของมัน เป็นพิษสังหารที่แท้จริง


อันดับที่ 5 ฉลามมาโก (Shortfin mako shark)
ฉลามมาโก จัดเป็นฉลามที่มีความรวดเร็วที่สุดในการว่ายน้ำล่าเหยื่อ ในบรรดาฉลามด้วยกัน ฉลามมาโกสามารถว่ายน้ำด้วยความเร็ว 48 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในการล่าเหยื่อ


อันดับที่ 6 นกกระจอกเทศ (Ostrich)
 นกกระจอกเทศ เป็นสัตว์ปีกสัตวสองเท้าที่ไม่สามารถบินได้ แต่สามารถวิ่งได้รวดเร็วที่สุดในบรรดาสัตว์สองเท้าด้วยกัน นกกระจอกเทศสามารถวิ่งด้วยความเร็วประมาณ 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง หรือประมาณ 11 ฟุต ต่อก้าว


อันดับที่ 7 กุ้งมือปืน (Snapping Shrimp)
 กุ้งมือปืน สร้างเสียงที่ดังจากก้ามในการล่าเหยื่อ ด้วยการสร้างแรงดันน้ำราวๆ 80 kPa ในรัศมี 4 เซนติเมตรนับมัน ซึ่งมีความรุนแรงพอที่จะทำให้ปลาตัวเล็ก ๆ ช็อคตายได้ เสียงจากก้ามของกุ้งมือปืนมีความถึง 218 dB/μPa/m (เดซิเบล/ไมโครปาสคาล/เมตร) เมื่อเทียบเสียงของน้ำตกไนแองการ่าซึ่งดังเพียง 90 dB เสียงในโรงงานอุตสาหกรรมดัง 80 dB เสียงพูดคุยปกติดัง 30 dB


อันดับที่ 8 กระต่ายป่า (Hare)
 กระต่ายป่า เป็นสัตว์มี่สามารถทำความเร็วได้สูงกว่านักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิกถึง 2 เท่า เป็นสัตว์สันโดษอาศัยเพียงลำพังตัวเดียว ไม่รวมกลุ่ม มีขนาดใหญ่กว่ากระต่ายทั่วไป ลูกกระต่ายป่าแรกเกิด สามารถหัดเดินได้อย่างรวดเร็ว แตกต่างกับกระต่ายทั่วไปที่แรกเกิดตาจะยังมองไม่เห็น และไม่มีขน


อันดับที่ 9 ไส้เดือนดิน (Earthworm)
ไส้เดือนดิน จัดเป็นสุดยอดสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีขา และไม่มีกระดูกสันหลังที่รวดเร็วที่สุด ในการเคลื่อนที่และชอนไชดินให้ร่วมซุย รวมทั้งการหลบหนีอำพรางตัวจากศัตรูด้วยการมุดดินหนีอีกด้วย


อันดับที่ 10 กิ้งก่าบาซิลิกซ์ (Basilisk)
กิ้งก่าบาซิลิกซ์ เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก ด้วยขนาดและร่างกายที่เล็ก ทำให้สามารถวิ่งบนผิวน้ำได้เร็วถึง 11 กิโลเมตร/ชั่วโมง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี


การเรืองแสงของสิ่งมีชีวิต โดย นางพาณี เชี่ยววานิช

   เราจะลองพิจารณาเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตามลำดับขั้นวิวัฒนาการ เริ่มจากพวกที่มีวิวัฒนาการน้อยกว่า จนถึงพวกที่มีวิวัฒนาการขั้นสูงสุด คือ ตั้งแต่สัตว์พวกเซลล์ เดียวขึ้นมาถึงสัตว์ชั้นสูง

   สิ่งที่มีชีวิตเซลล์เดียวสามารถเปล่งแสงสีได้ สีของแสงที่เปล่งออกมานั้นอาจเปลี่ยนได้ตามสภาพแวดล้อม เช่น นอคติลูคา (noctiluca) ชนิดต่างๆ ตามปกติจะเปล่งแสง สีแดงจนทำให้ผิวทะเลที่มีสิ่งที่มีชีวิตนี้อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเป็นสีแดงเต็มไปหมด แต่ในเวลากลางคืน ถ้ามีคลื่นมารบกวนมาก นอคติลูคาจะเปล่งแสงเป็นสีน้ำเงินแทนสีแดง สิ่งที่มีชีวิตพวกเซลล์เดียวอีกชนิดหนึ่ง คือ โกนีออแลกซ์ (gonyaulax) มีความสามารถในการผลิตแสงได้มากที่สุดในเวลากลางคืน และน้อยที่สุดในเวลากลางวันไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติของมันเองคือในทะเล หรือภายในสภาพห้องทดลองที่ห่างไกลจากทะเลหลายพันกิโลเมตร กำหนดเวลาของการเปลี่ยนแสงดังกล่าวนี้จะเที่ยงตรงราวกับมี "นาฬิกา" ตั้งไว้ภายในเซลล์ นอกจากนี้ บัคเตรีซึ่งก็เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวจะผลิตแสงสีน้ำเงินหรือน้ำเงินเขียว และตราบใดที่สภาพแวดล้อมเหมาะสมกับปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ของมัน แสงที่เรืองนั้นจะต่อเนื่องกันโดยไม่หยุด

   ในสัตว์ทะเลพวกหนึ่งซึ่งมีขนาดและลำตัวคล้ายช่อดอกไม้เล็กๆ เช่น แคมพานูลาเรีย เฟลกซูโอสา (Campanularia flexuosa) การเรืองแสงเกิดในเซลล์ที่เป็นแกนในของลำตัว ผ่านผิวชั้นนอกซึ่งใสบาง ส่วนแมงกะพรุนซึ่งเป็นสัตว์กลุ่มใกล้เคียงกันถัดขึ้นมาในลำดับวิวัฒนาการ จะมีการเรืองแสงเกิดขึ้นตามกลุ่มเซลล์ที่กระจายอยู่ตามขอบร่ม เช่น เอควอเรีย เอควอร์ (Aequorea aequore)

   หนอนทะเลชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์กลุ่มที่ใกล้เคียงมากกับไส้เดือนดิน และเป็นที่รู้จักกันดีในบริเวณหมู่เกาะอินเดียตะวันตก คือ โอดอนโตซิลลิส อีโนปลา (Odontosyllisenopla) จะมีการเรืองแสงเป็นหมู่ ประมาณ ๒-๓ วันหลังจากเดือนเพ็ญ พวกตัวเมียซึ่งมีไข่สุกและมีขนาดถึง ๓ ๑/๒ซ.ม. จะว่ายวนตามผิวน้ำเปล่งแสงสีเขียว เริ่มประมาณ ๑ ชั่วโมง หลังจากตะวันตกดิน มีตัวผู้ซึ่งเปล่งแสงวาบๆ ว่ายตามมา และต่อมามีการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองฝ่ายออกผสมพันธุ์ในน้ำ

   ส่วนสัตว์ทะเลอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสัตว์คล้ายกับไรน้ำในน้ำจืด คือ ไรน้ำทะเล ไซปริดิน่า ฮิลเกนดอร์ฟิอิ (Cypridinae hilgendorfii) นี้ เป็นสัตว์ที่รู้จักกันดีในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทหารญี่ปุ่นได้นำมาใช้ประโยชน์ในการอ่านแผนที่ขณะที่มีการพรางไฟ สัตว์ชนิดนี้เมื่อนำมาตากให้แห้งจะเก็บไว้ได้นานในลักษณะเป็นผง เมื่อต้องการใช้ก็นำมาผสมกับน้ำจะได้แสงสีน้ำเงินที่สว่างพอที่จะอ่านแผนที่ได้โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเครื่องบินค้นพบ ได้มีผู้นำไรน้ำทะเลชนิดนี้มาศึกษาปฏิกิริยาชีวเคมีอย่างละเอียด

   ในสัตว์พวกแมลงที่เรืองแสง หิ่งห้อยหลายชนิด เช่น โฟทูริส ไพราลิส (Photurispyralis) และ พี. เพนซิลวานิคัส (P. Pennsylvanicus) เป็นแมลงที่พบทั่วไปทั้งในยุโรป เอเชีย และอเมริกา มีการผลิตแสงสีเขียวเหลืองตรงปลายท้อง และมีการเปล่งแสงเป็นจังหวะ ตัวผู้ในฝูงเดียวกันจะเปล่งแสงเป็นจังหวะพร้อมกัน หิ่งห้อยต่างชนิดจะมีจังหวะแตกต่างกัน ส่วนตัวเมียปกติจะไม่เปล่งแสงก่อน แต่จะเปล่งแสงตอบต่อเมื่อได้รับแสงจากตัวผู้ชนิดเดียวกัน เป็นการบอกทิศทางให้ตัวผู้บินตามมา แมลงปีกแข็งไพโรโฟรัสนอคติลูคัส (Pyrophorus noctilucus) อีกชนิดหนึ่งซึ่งพบในอเมริกาเหนือและมีลักษณะภายนอกคล้ายกับหิ่งห้อย แต่มีการเรืองแสงที่ตำแหน่งต่างกันมาก คือ ที่จุด ๒ จุด ตรงทรวงอกด้านบน ในประเทศบราซิลมีหนอนซึ่งเป็นตัวอ่อนของแมลงชนิดหนึ่ง มีลวดลายการเรืองแสงที่เหมาะสมกับชื่อของมัน คือ มีจุด เรืองแสงสีแดงที่เรืองแสงต่อเนื่องกันตลอดเวลา ๒ จุดตรงหัว ส่วนตามลำตัว มีจุดเรืองแสง ๑๑ คู่ เรียงตามยาวลำตัวปล้องละ ๑ คู่ จุดเหล่านี้ปกติไม่เปล่งแสง แต่หากถูกรบกวน หรือเมื่อเคลื่อนไหวจะเปล่งแสงสีเขียว จึงทำให้ได้สมญาว่า "หนอนรถไฟ"

   สัตว์ทะเลกลุ่มหอย ได้แก่ หอยสองกาบ โฟลาส แดคติลุส (Pholas dactylus) และปลาหมึก เธามาโตแลมพัส ไดอะเดมา (Thaumatolampus diadema) ซึ่งเป็นสัตว์ที่ใกล้เคียงกับหอยมาก สัตว์สองชนิดนี้เป็นตัวอย่างของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่เรืองแสงขณะเคลื่อนไหว ปรากฏเห็นได้ชัดเจน

ในสัตว์ทะเลชั้นสูงจำพวกที่มีกระดูกสันหลังนั้น การเรืองแสงปรากฏเฉพาะในพวกปลา โดยเฉพาะปลาน้ำลึก ซึ่งแต่ละชนิดมีลวดลายบริเวณเรืองแสงบนลำตัวต่างกัน ในทะเลที่แสงแดดส่องไม่ถึง มันจะจำศัตรูหรือเพื่อนชนิดเดียวได้กันในที่มืดโดยทราบจากลวดลายการเรืองแสงบนลำตัว ปลาบางชนิดมีอวัยวะเรืองแสงลักษณะคล้ายคันเบ็ดที่ห้อยจากหัวลงมา เหนือบริเวณปาก ปลายสายเบ็ดนี้มีแสงเรืองล่อปลาขนาดเล็ก หรือสัตว์ทะเลอื่นๆ ให้เข้ามาใกล้ ปลาที่มีการเรืองแสงตามบริเวณต่างๆ เหล่านี้ส่วนมากมิได้มีเซลล์ของตนเองที่ผลิตแสงได้ดังสัตว์อื่นที่กล่าวข้างต้น การเรืองแสงเกิดจากเซลล์ของบัคเตรีที่มาอาศัยอยู่เป็นประจำในบริเวณเหล่านั้นซึ่งประกอบด้วยเนื้อเยื่อที่เจริญเป็นพิเศษ เพื่อการรองรับบัคเตรีเหล่านี้ เช่น โฟโตเบลฟารอน (Photoblepharon)

   ในสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากสัตว์และจุลินทรีย์ที่ได้กล่าวข้างต้นแล้ว พืชจำพวกเห็ดที่เจริญตามพื้นดินในป่า หรือขอนไม้ผุชื้นก็เรืองแสงได้ แสงของมันจะมีสีเขียว-เหลือง


อันซีนเมอร์คิวรี "ดาวพุธ" ในมุมที่ชาวโลกไม่เคยเห็น

นาซา - ยานอวกาศไร้มนุษย์เพื่อสำรวจดาวพุธ "เมสเซนเจอร์" ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ที่ออกเดินทางจากโลกไปเมื่อ 4 ปีก่อน ได้เข้าสู่ดาวพุธในตำแหน่งที่ใกล้ที่สุดคือ 200 ก.ม. เมื่อวันที่ 14 ม.ค.51 และส่งภาพถ่ายของดาวเคราะห์ดวงที่ 1 แห่งระบบสุริยะกลับสู่ชาวโลกให้ได้ชม

 

         สัมผัสแรกกับด้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของดาวพุธ ภาพนี้ส่งมาเมื่อวันที่ 15 ม.ค.51 โดยยานเมสเซนเจอร์อยู่ในระยะห่างจากดาวพุธประมาณ 27,300 ก.ม. เผยให้เห็นในด้านของดาวที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต และลักษณะพิเศษของผิวดาว
       
       ส่วนบนสุดด้านขวาของดาวเห็นแอ่งยักษ์ชื่อ "คาโลริส" (Caloris basin) เส้นผ่านศูนย์กลาง 1,300 ก.ม. แอ่งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะเกิดจากอุกกาบาตขนาดใหญ่ชนอย่างรุนแรง จนทำให้ผิวดาวด้านตรงข้ามแอ่งเกิดปูดขึ้นมาเป็นหน้าผา
       
       ทว่าในด้านซ้ายของภาพซึ่งเป็นแนวด้านตะวันตกของดาวพุธยังไม่มียานอวกาศลำใดได้บันทึกและถ่ายทอดมายังชาวโลก เชื่อกันว่าบริเวณดังกล่าวน่าจะมีแอ่งหลุมอีกเป็นจำนวนมาก อันเกิดจากการปะทะของดาวหางหรือไม่ก็อุกกาบาตต่างๆ
       
       อย่างไรก็ดีคาโรลิสนอกจากจะเป็นหนึ่งแอ่งที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะแล้ว ยังอาจจะเป็นหนึ่งในแอ่งที่อายุน้อยที่สุดในระบบอีกด้วยก็ได้

      ภาพแรกเมื่อใกล้ดาวพุธที่สุดภาพนี้ถูกบันทึก 9 นาทีให้หลังเมื่อเมสเซนเจอร์อยู่ในตำแหน่งใกล้ดาวพุธที่สุดนับจากยานมาริเนอร์ 10 (Mariner 10) ที่นาซาส่งมาสำรวจเมื่อ 2517-2518 โดยกล้องมุมกว้างของยาน (Wide Angle Camera : WAC) ด้วยระบบการบันทึกภาพดาวพุธแบบคู่ (Mercury Dual Imaging System : MDIS)
       
       ที่กล้องของเมสเซนเจอร์เชื่อมต่อกับอุปกรณ์กรองแสง (ฟิลเตอร์) ถึง 11 ชนิด และภาพที่เห็นนี้ใช้ฟิลเตอร์หมายเลข 7 ในการบันทึก เพราะความอ่อนไหวต่อแสงสีแดง อันเป็นแถบแสงสุดท้ายในแถบสเปกตรัมของแสงที่มองเห็นด้วยตา (750 นาโนเมตร) ซึ่งในมุมเดียวกันนี้ยังได้บันทึกภาพในฟิลเตอร์ชนิดต่างๆ อีก 10 ตัวที่เหลือไว้ด้วย เพราะถือเป็นตำแหน่งที่เข้าใกล้ดาวพุธมากที่สุดของเมสเซนเจอร์
       
       ภาพนี้เผยให้เห็นผิวของดาวพุธเมื่อมองจากมุมต่ำ โดยในทางขวาของภาพเป็นภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยหลุม ซึ่งภาพที่บันทึกบริเวณนี้ในมุมต่างๆ และที่ย่านแสงสีต่างกันไป จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ทำความรู้จักกับพรมแดนที่เต็มไปด้วยหลุม ในด้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนของดาวพุธได้มากขึ้น

        ภาพบันทึกที่บริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของดาวพุธ ที่ระยะห่างจากดาว 5,700 ก.ม. ในด้านที่ไม่เคยมีการบันทึกภาพมาก่อน ซูมจนสามารถเห็นหลุมขนาดเล็กเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ก.ม.
       
       ภาพนี้กินความกว้าง 160 ก.ม. รายละเอียดระดับสูงที่ได้จากภาพนี้ เชื่อว่ามากพอจะทำให้นักภูมิศาสตร์ดาวเคราะห์ศึกษาลักษณะการก่อตัวของผิวดาวพุธย้อนหลังไปถึง 4 พันล้านปีก่อน
       
       แนวหน้าผาสูงและยาวบริเวณกลางภาพกินพื้นที่ไปจนถึงมุมล่างขวา เป็นเขตที่โดนอุกกาบาตขนาดใหญ่กระทบ ส่วนหลุมเล็กๆ 2 แอ่งด้านบน น่าจะเกิดจากสะเก็ดที่กระแทกจนเกิดหลุมใหญ่
       

         ดาวพุธในมุมครึ่งเสี้ยวมุมเดียวกันกับที่มาริเนอร์ 10 เคยบันทึกไว้เมื่อ 30 กว่าปีก่อน แต่นั่นดวงอาทิตย์กำลังตั้งฉากกับดาวพุธ ส่วนภาพที่เมสเซนเจอร์บันทึกมานี้เห็นช่วงเทอร์มิเนเตอร์ (terminator) เส้นแบ่งเขตความมืดและความสว่างของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอย่างชัดเจน
       
       ภาพนี้จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ศึกษาสัดส่วนของดาวพุธได้จากแสงเงาที่ตกกระทบ

       อีกมุมที่มองดาวพุธอย่างใกล้ชิด เห็นพื้นผิวที่มีลักษณะหลากหลาย ทั้งที่ราบเรียบในส่วนกลางภาพ และหลุมที่ถูกกระแทกจำนวนมาก รวมทั้งหลุมขนาดใหญ่ที่มุมขวาล่าง ที่เต็มไปด้วยเศษหินขรุขระมากมายที่ขอบปากหลุม เชื่อว่าน่าจะมาจากการพ่นวัตถุออกมาของหลุมยักษ์



        หลุมยักษ์ขนาดใหญ่ที่ใจบริเวณเส้นศูนย์สูตรดาวพุธ เชื่อว่าน่าจะเป็นหลุมที่เกิดใหม่ เพราะพื้นหลุมที่ราบเรียบ และแนวขอบที่ก่อตัวสูงขึ้นมานั้น เป็นร่องรอยของวิวัฒนาการของชั้นหินอายุน้อย
       
       นักวิทยาศาสตร์เห็นแล้วเชื่อว่าหลุมดังกล่าวน่าจะเกิดจากการกระแทกขนาดเบาหลายๆ ครั้ง จนลึกลงไปในพื้นผิวของดาว เกิดหลุมเป็นแนวยาว และมีมวลพวยพุ่งออกมา

       หลุมยักษ์ (ด้านขวาของภาพ) ที่บริเวณตะวันออกเฉียงเหนือของดาวพุธกลายเป็นจุดสนใจ เมื่อเมสเซนเจอร์ก็ได้บันทึกภาพแบบความละเอียดสูง เผยให้เห็นหลุมที่เรืองแสงสีขาวปลดปล่อยวัตถุบางอย่างออกมาจากใจกลางหลุม

         ภาพอีกชิ้นได้ที่ฉายให้เห็นส่วนของดาวพุธที่ได้รับแสงอาทิตย์ เห็นภูมิประเทศของม้าเร็วแห่งระบบสุริยะได้เด่นชัด เมื่อสังเกตภาพนี้ด้วยตาเปล่า
       
       หลุมที่มีวงแหวนล้อม 2 ชั้นด้านบนขวาของภาพ มีลักษณะราบเรียบที่ใจกลาง น่าจะเคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน
       
       ส่วนหลุมเล็กๆ ทางด้านบนซ้ายของภาพ ที่มีแนวหน้าผาพาดผ่าแสดงให้เห็นว่ารอยเลื่อนบริเวณนั้นเคยแอคทีฟก่อนที่หลุมจะก่อตัวขึ้น
       
       (ภาพทั้งหมดจาก NASA / Johns Hopkins University Applied PhysicsLaboratory/Carnegie Institution of Washington)

    ภาพจำลองเมสเซนเจอร์ยานสำรวจดาวพุธ ที่ตอนนี้กำลังถึงที่หมายปลายทางและส่งภาพด้านที่ยานมาริเนอร์ไม่เคยบันทึกมาก่อนกลับสู่โลก

 ** ชื่อยานผู้ส่งสาร "เมสเซนเจอร์" ย่อมาจากชื่อภาษาอังกฤษว่า MErcury Surface, Space ENvironment, GEochemistry and Ranging : MESSENGER. เพื่อสำรวจดาวพุธ โดยมีคำตอบสำคัญให้ค้นหาคือ เหตุใดดาวพุธจึงมีความหนาแน่นมาก, ภูมิหลังทางธรณีวิทยาของดาวพุธ, โครงสร้างของแกนดาวพุธ, สนามแม่เหล็กและขั้วของดาวมีลักษณะอย่างไร รวมถึงสารระเหยต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อดาวดวงนี้
       
       เมสเซนเจอร์มีช่วงเวลาสำคัญของภารกิจดังนี้
       
       3 ส.ค.2547 - เมสเซนเจอร์เดินทางออกจากโลก
       ส.ค. 2548   - โคจรผ่านโลก
       ต.ค.2549    - โคตรผ่านดาวศุกร์
       มิ.ย.2550    - โคจรผ่านดาวศุกร์ (อีกครั้ง)
       ม.ค.2551    - โคจรผ่านดาวพุธ
       ต.ค.2551    - โคจรผ่านดาวพุธ (อีกรอบ)
       ก.ย.2552    - โคจรผ่านดาวพุธ (เป็นครั้งที่ 3)
       มี.ค.2554    - ปีแห่งการส่งข้อมูลดาวพุธสู่โลก
 

       

     ภาพดาวพุธสีเหลืองนวลซ้ายมือที่บันทึกโดยยานมาริเนอร์ 10 เมื่อ 33 ปีก่อน เทียบกับโลกของเราด้านขวามือ ทั้งขนาดและสีสันที่มีความแตกต่างกันสูง

ข้อมูลดาวพุธโดยสังเขป
       

       ดาวพุธ (Mercury) เป็นดาวเคราะห์ดวงที่ 1 แห่งระบบสุริยะ อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด โดยมีระยะห่างเพียงแค่ 57 ล้าน ก.ม. (เทียบกับโลกที่ห่างดวงอาทิตย์ 149 ล้าน ก.ม.) ดาวพุธมีวงโคจรเป็นวงรีมาก มีมวล 0.05 เท่าของโลก มีขนาดเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ดาวพุธมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5,760 ก.ม. ขณะที่โลกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12,640 ก.ม.
       
       หนึ่งวันของดาวพุธเท่ากับ 58 วันของโลก และหนึ่งปีของดาวพุธเท่ากับ 87.9 วันของโลก ที่สั้นกว่าขนาดนั้นเพราะดาวเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 47.9 ก.ม.ต่อวินาที การโคจรที่รอบดวงอาทิตย์ที่เร็วที่สุดนี้ ทำให้ดาวพุธได้รับฉายาว่า "ดาวแห่งการสื่อสาร" เพราะความว่องไว หรืออาจจะเป็น "ม้าเร็วแห่งระบบสุริยะ" ก็ว่าได้
       
       ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์คิดว่า ดาวพุธหันหน้าด้านเดียวเข้าหาดวงอาทิตย์เสมอ ต่อมาภายหลังจึงได้รู้ว่าเมื่อดาวพุธหมุนรอบตัวเองครบ 3 รอบก็จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 2 รอบพอดี
       
       ดาวพุธมีชั้นบรรยากาศที่เบาบาง ที่ผิวดาวพุธจึงจึงถูกทำร้ายด้วยอุกกาบาตมากมายเช่นเดียวกับดวงจันทร์ รวมทั้งทำให้อุณหภูมิระหว่างกลางวันและกลางคืนจึงแตกต่างกันมาก ต่ำสุด -173 องศาขณะที่สูงสุด 427 องศาจึงเปรียบได้ดั่ง "เตาไฟแช่แข็ง"

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 22 มกราคม 2551 17:27 น.


ปรากฏการณ์ในโฟโตสเฟียร์

โครงสร้างของก๊าซในระดับโครโมสเฟียร์ของดวงอาทิตย์ แสดงให้เห็นลักษณะการเรียงตัวเป็นตาข่ายโครโมสเฟียร์ (cromospheric network)ถ่ายภาพด้วยกล้องสำรวจดวงอาทิตย์ของภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

          ก๊าซในโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์ แผ่รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดที่เป็นคลื่นวิทยุ รังสีความร้อน หรืออินฟราเรด แสงสว่างธรรมดา และรังสีอัลตราไวโอเลต แต่รังสีส่วนใหญ่เป็นแสงสว่าง และความร้อน โฟโตสเฟียร์แผ่รังสี ซึ่งเป็น แสงสว่างธรรมดาทุกขนาดคลื่น ซึ่งเมื่อนำแสงจากดวงอาทิตย์มาผ่านอุปกรณ์แยกแสงสีหรือสเปกโทรกราฟ (spectrograph) แล้วจะได้สเปกตรัมชนิดสืบเนื่อง (continuous spectrum) ซึ่งมีแสงเฉพาะบางขนาดคลื่นลดน้อยไปเป็นแห่งๆ ทำให้ปรากฏมีเส้นมืด (dark line หรือ absorption line) อยู่เป็นแห่งๆ บนสเปกตรัมสืบเนื่องนั้น เราเรียกเส้นมืดเหล่านี้อีกชื่อหนึ่งว่า เส้นฟรอนโฮเฟอร์ (fraunhofer line) โดยใช้ชื่อของนักฟิสิกส์ชาวเยอรมนี(Joseph von Fraunhofer) ผู้ได้ทำการสำรวจ เส้นเหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นคนแรก
          การสำรวจโฟโตสเฟียร์ ทำได้โดยการใช้กล้องโทรทรรศน์ธรรมดา โดยควรมีวิธีการซึ่งลดความแรงจ้าของแสงอาทิตย์ โดยไม่ลดขนาดของเลนส์หน้ากล้องที่รับแสงให้เล็กลงเพราะจะทำให้ความละเอียดชัดเจนของภาพลดลงด้วย การนี้อาจใช้กระจกกรองแสงสีดำ (neutral filters) หรือมีวิธีการอื่นๆ อีก อนึ่งในการถ่ายภาพโฟโตสเฟียร์นั้น อาจใช้แก้วกรองแสงสีต่างๆ เช่น แดง เหลืองหรือน้ำเงิน เลือกเอาแต่คลื่นแสง ช่วงที่มีขนาดคลื่นเฉพาะบางส่วน เพื่อความชัดเจนเป็นพิเศษเพราะลักษณะต่างๆ บนดวงอาทิตย์มีความชัดเจนแตกต่างกันเมื่อสำรวจในแสงที่มีขนาดคลื่นแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม แสงอาทิตย์ที่ผ่านแก้วกรองแสงสีเช่นนี้มาแล้วก็ยังประกอบด้วย แสงที่มีความยาวคลื่นต่างๆ จำนวนมากปนกันอยู่ เราเรียกแสงสว่างสีขาว และสีต่างๆ เช่นนี้ว่า แสงทึบต่อรังสี แต่เป็นก้อนก๊าซซึ่งมีความโปร่งต่อรังสีพอประมาณ ก๊าซในโฟโตสเฟียร์มีอุณหภูมิสูงขึ้นในระดับลึกลงไป เมื่อเรามองดูตรงกลางดวงอาทิตย์นั้น ลำแสงจากดวงอาทิตย์ผ่านโฟโตสเฟียร์ขึ้นมาในแนวตั้งฉาก แต่เมื่อเรามองดูตรงขอบดวง ลำแสงจะต้องเดินเฉียงผ่านบรรยากาศ นับว่าต้องเคลื่อนที่ผ่านโฟโตสเฟียร์แต่ละชั้น เป็นระยะทางมากกว่า แสงสว่างที่กลางดวงจึงออกมาจากระดับที่ลึกกว่า และร้อนกว่าแสงสว่างที่มาจากบริเวณใกล้ขอบดวง ดังนั้นกลางดวง จึงปรากฏสว่างกว่าที่ขอบดวง
           ในภาพถ่ายกลุ่มจุด หน้า ๑๕ เมื่อพิจารณาดูบริเวณนอกกลุ่มจุด จะเห็นพื้นผิวโฟโตสเฟียร์มีลักษณะเป็นดอกดวงคล้ายเม็ดสาคู ในปัจจุบัน มีการติดตามศึกษาธรรมชาติของดอกดวง (granules) ในโฟโตสเฟียร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน โดยการถ่ายภาพยนตร์ ทั้งด้วยกล้องโทรทรรศน์ซึ่งตั้งอยู่บนภาคพื้นดินและกล้องโทรทรรศน์ซึ่งส่งขึ้นไปกับบอลลูน เพื่อให้อยู่สูง พ้นจากการรบกวนของบรรยากาศส่วนใหญ่ที่ห่อหุ้มพื้นผิวโลก
           ดอกดวงเหล่านี้ มีขนาดเล็กใหญ่แตกต่างกัน ตั้งแต่ ๓๕๐ กิโลเมตร ถึง ๑,๘๐๐ กิโลเมตรคิดว่าเฉลี่ยประมาณ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร ปรากฏขึ้นในโฟโตสเฟียร์ แล้วก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะไปและสลายตัวเลือนลางหายไปในที่สุด แล้วดอกดวงใหม่ก็ปรากฏขึ้นแทนที่ ผลัดเปลี่ยนเวียนกันไปไม่หยุดนิ่ง วัดอายุเฉลี่ยได้ประมาณ ๖ นาที ถ้านับจำนวนในภาพถ่ายหนึ่งๆ แล้วคำนวณดู จะได้ปริมาณดอกดวงทั้งพื้นผิวดวงอาทิตย์ในขณะใดขณะหนึ่งประมาณสามล้านเม็ดในปีที่มีจุดบนดวงอาทิตย์มากที่สุด และเข้าใจว่าลดลงเป็นราวสองล้านเม็ดในปีที่ดวงอาทิตย์มีจุดน้อยที่สุด

กลุ่มจุดปรากฏใกล้ขอบดวงอาทิตย์จะเห็นแฟคิวเลเป็นเกล็ดสว่าง กระจัดกระจายอยู่ในบริเวณใกล้จุดเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะเห็นชัดเจนที่กลุ่มจุดใกล้ขอบดวง ที่กลุ่มจุดห่างขอบดวงก็ปรากฏว่ามี แต่ไม่สว่างชัดเจนเท่า (ภาพถ่ายที่หอดูดาว ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพมหานคร)


          บริเวณกลางดวงมีความสว่างประมาณ ๑.๓ เท่าของขอบเขตระหว่างดอกดวง จากนี้คำนวณได้ว่า อุณหภูมิสูงกว่ากันประมาณ ๓๐๐ องศาเซลเซียส ที่ตรงกลางดอกดวงปรากฏว่าเนื้อสารพลุ่งขึ้นมาด้วยความเร็วเฉลี่ย ๙๐๐ เมตรต่อวินาที
          ลักษณะดังกล่าวข้างบนทำให้มีผู้สันนิษฐานว่า ดอกดวงเหล่านี้ คือส่วนยอดของลำก๊าซร้อนซึ่งพลุ่งขึ้นมาคายความร้อน โดยการแผ่รังสีออกไปในอวกาศ เมื่อเย็นตัวลงแล้วก็กลับจมลงสู่ภายในดวงอาทิตย์อีกในบริเวณรอบๆ ดอกดวง ซึ่งปรากฏเห็นเป็นขอบเขตที่มืดกว่า ดังนั้นปรากฏการณ์นี้จึงเป็นหลักฐานแสดงว่า ดวงอาทิตย์มีการถ่ายเทพลังงานจากระดับลึกภายในออกมาสู่ระดับสูงกว่าในโฟโตสเฟียร์ โดยการพาความร้อน (convection) นั่นเอง
          ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในการสำรวจโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์นั้น จำเป็นต้องมีวิธีการลดความสว่างลง เป็นต้นว่าโดยการใช้กระจกกรองแสงสีดำ หรือฉายภาพจากกล้องโทรทรรศน์ออกมาติดจอเป็นดวงใหญ่ ในการนี้เราจะได้เห็นว่า ในบางบริเวณบนตัวดวงอาทิตย์นั้นมีความสว่างน้อยกว่าพื้นผิวดวง หรือโฟโตสเฟียร์โดยทั่วไป อาณาบริเวณเหล่านี้ปรากฏเป็นจุดมืดและเขตมัวมักรวมตัวกันอยู่เป็นหย่อมๆ นี่คือ กลุ่มจุดของดวงอาทิตย์ (sunspot groups) ซึ่งตามเหตุผลที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าไม่ใช่บริเวณที่ดวงอาทิตย์มืดดับไป หากแต่สว่างน้อยกว่าโฟโตสเฟียร์ทั่วไป
          จุดของดวงอาทิตย์ (sunspot) ขนาดปานกลาง มีองค์ประกอบสองส่วนกล่าวคือ บริเวณกลางซึ่งปรากฏคล้ายมืดทีเดียว เรียกว่า บริเวณมืด (umbra) มีความสว่างราว ๒๗ เปอร์เซ็นต์ของโฟโตสเฟียร์ รอบๆ บริเวณมืดนี้ มีอาณาเขตที่ไม่มืดทีเดียวล้อมอยู่ เรียกว่า บริเวณมัว (penumbra)มีความสว่าง ๗๘ เปอร์เซ็นต์ของผิวโฟโตสเฟียร์ เมื่อพิจารณาดูโดยละเอียดเห็นได้ว่าบริเวณมัวมีโครงสร้างเป็นเส้นบางๆ เรียงเป็นแถวและแผ่กระจายจากบริเวณมืดซึ่งอยู่ตรงกลางออกมาโดยรอบ จุดขนาดเล็กบางจุด มีแต่บริเวณมืดไม่มีบริเวณมัว กลุ่มจุดซึ่งมีทั้งบริเวณมืดขนาดต่างๆ อยู่ใกล้ชิดรวมกันเป็นกระจุก มักมีบริเวณมัวร่วมกัน
          ความแตกต่างในความสว่างของลักษณะบนดวงอาทิตย์นี้ เกิดขึ้นเพราะความแตกต่างของอุณหภูมิ กล่าวมาแล้วว่าโฟโตสเฟียร์ มีอุณหภูมิเฉลี่ย ๖,๐๐๐ องศาสัมบูรณ์ บริเวณมืดจะมีอุณหภูมิ๔,๔๐๐ องศาสัมบูรณ์ และบริเวณมัวมีอุณหภูมิ ๕,๗๐๐ องศาสัมบูรณ์
          จุดและกลุ่มจุดไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏอยู่คงที่บนดวงอาทิตย์ ดังเช่นที่หลุมบ่อและภูเขาปรากฏอยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ ความจริงจุดและกลุ่มจุดเหล่านี้เปลี่ยนรูปร่าง ขนาด ลักษณะและจำนวนอยู่ทุกขณะ จึงเป็นปรากฏการณ์ซึ่งเกิดขึ้น แล้วมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเสื่อมสลาย มีจุดใหม่กลุ่มใหม่ เกิดขึ้นในตำแหน่งใหม่ วนเวียน เปลี่ยนกันอยู่เสมอ
          ในปัจจุบัน นักดาราศาสตร์ สามารถทำการวัดความเข้มของสนามแม่เหล็ก ของวัตถุซึ่งแผ่รังสีให้แสงสว่าง เช่น ดวงอาทิตย์ ได้โดยการวิเคราะห์ แสงที่มาจากวัตถุนั้น ในการนี้เขาจึงสามารถวัดความเข้มของสนามแม่เหล็กในโฟโตสเฟียร์ของดวงอาทิตย์ได้ และก็ได้พบว่าบริเวณมืดของจุดแต่ละจุด ทำตัวเหมือนขั้วแม่เหล็ก ซึ่งหันออกมาตั้งฉากกับพื้นผิวดวงอาทิตย์ มีความเข้มหรือความแรงมากน้อยตามขนาดคือพื้นที่ของบริเวณมืดนั้น ในกลุ่มจุดหนึ่งๆ จะประกอบด้วยจุดซึ่งมีทั้งขั้วเหนือและขั้วใต้ของแม่เหล็ก และอาจมีความเข้มตั้งแต่ ๑,๓๐๐ เกาส์ถึง ๓,๕๐๐ เกาส์หรือในบางกรณีอาจมากกว่านั้น การค้นพบสนามแม่เหล็กในบริเวณจุดและกลุ่มจุดของดวงอาทิตย์ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานในปัจจุบันว่า เส้นแรงแม่เหล็กซึ่งพุ่งผ่านโฟโตสเฟียร์นี้ มีอำนาจกีดกันการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากภายในขึ้นมายังระดับพื้นผิว จึงทำให้อุณหภูมิและความสว่างในบริเวณนั้นลดลง ปรากฏให้เห็นเป็นจุดและกลุ่มจุดขึ้น
          กลุ่มจุดบนดวงอาทิตย์เป็นแหล่งเกิดปรากฏการณ์น่าสนใจหลายประการ ทั้งในโฟโตสเฟียร โครโมสเฟียร์ และคอโรนาของดวงอาทิตย์ การลุกจ้า หรือการระเบิด (flare) บนดวงอาทิตย์ก็เกิดขึ้นในบริเวณกลุ่มจุด เชื่อว่าสนามแม่เหล็กมีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดปรากฏการณ์ต่างๆ ของกลุ่มจุด และโดยทั่วไปบนดวงอาทิตย์

ระดับละติจูด
บนดวงอาทิตย์

คาบของการหมุนครบรอบคิดเป็นวัน

ค่าปรากฏวัดได้จากโลก

ค่าจริง


10 °
20 °
30 °
40 °

26.87
27.06
27.59
28.45
29.65

25.03
25.19
25.65
26.39
27.37

: ตารางแสดงคาบของการหมุนรอบตัวของดวงอาทิตย์วัดจากการเคลื่อนที่ของจุด

          ในบริเวณกลุ่มจุดซึ่งอยู่ใกล้ขอบดวงอาทิตย์ดังเช่นในภาพบนนี้ เราจะสังเกตเห็นเกล็ดสว่างกระจัดกระจายอยู่รวมกันเป็นหย่อมๆ สิ่งนี้มีชื่อเรียกว่า แฟคิวเล เกล็ดสว่างของแฟคิวเล มีอุณหภูมิสูงกว่าโฟโตสเฟียร์ประมาณ ๙๐๐ องศา และมีขนาดเฉลี่ยใหญ่กว่าขนาดของดอกดวงเล็กน้อย คือ ประมาณ ๑,๒๐๐ กิโลเมตร กลุ่มจุดทุกกลุ่มมีแฟคิวเล เกิดอยู่ด้วยเสมอไป แต่เมื่อกลุ่มจุดอยู่ในบริเวณกลางดวงจะมองเห็นแฟคิวเลไม่ชัดเจน เพราะโฟโตสเฟียร์สว่างขึ้น ลักษณะปรากฏของแฟคิวเลมีขอบดวง ทำให้น่าสันนิษฐานว่ามันลอยอยู่ในระดับสูงกว่าโฟโตสเฟียร์เล็กน้อยได้มีการวัดพื้นที่บนดวงอาทิตย์ที่ปกคลุมด้วยแฟคิวเล พบว่าโดยเฉลี่ยแล้ว แฟคิวเลคลุมพื้นที่ประมาณ ๔ เท่าของกลุ่มจุดซึ่งมันล้อมรอบเกี่ยวข้องอยู่

บรรณานุกรม
• ระวี ภาวิไล


แหล่งกำเนิดพลังงานของดวงอาทิตย์ โดย ระวี ภาวิไล


          ก๊าซไฮโดรเจนเป็นธาตุซึ่งมีปริมาณมากที่สุดในเอกภพ และมีมากที่สุดบนดวงอาทิตย์ด้วยเมื่ออะตอมของไฮโดรเจนรวมตัวกันเข้าเป็นอะตอมของธาตุฮีเลียม ในปฏิกิริยาเรียกว่า ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์นั้น มวลสารของไฮโดรเจน  ๑  กรัมจะสูญหายไป  ๐.๐๐๗  กรัม โดยการแปรรูปเป็นพลังงานและจะได้พลังงาน  =  ๐.๐๐๗  x  (๓  x  ๑๐๑๐)  เอิร์กต่อทุกๆ  ๑  กรัมของไฮโดรเจนที่เข้าทำปฏิกิริยา ถ้าสมมุติว่ามวลของดวงอาทิตย์ทั้งหมดประมาณ ๒  x  ๑๐๓๓ กรัม นั้นเป็นธาตุไฮโดรเจน ดังนั้น พลังงานทั้งหมดที่จะได้จากการแปรธาตุไฮโดรเจนทั้งหมดบนดวงอาทิตย์เป็นธาตุฮีเลียมจะเป็น ๐.๐๐๗  x  (๓  x  ๑๐๑๐)  x  ๒  x  ๑๐๓๓ เอิร์ก  เท่ากับ ๑.๒๖ x ๑๐๕๒ เอิร์ก  เอาปริมาณพลังงานที่อาจเกิดขึ้นได้จากการแปรธาตุไฮโดรเจนทั้งหมดนี้ หารด้วย พลังงานที่ดวงอาทิตย์คายออกในการแผ่รังสี  ๓.๙  x  ๑๐๓๓ เอิร์กต่อวินาที จะได้อายุหรือเวลาที่ดวงอาทิตย์จะแผ่รังสีเช่นนี้ได้  ๓.๒๓  x  ๑๐๑๘  วินาที หรือเท่ากับประมาณ  ๑๐๑๑  ปี (หนึ่งแสนล้านปี)
          อายุของเอกภพ ตามการคำนวณทางดาราศาสตร์ จากอายุของดาวฤกษ์ที่เก่าแก่ที่สุดมีค่าประมาณ ๑ ถึง ๓ หมื่นล้านปี ดังนั้นการคำนวณอย่างหยาบๆ ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าแนวคิดเรื่องแหล่งพลังงานเทอร์โมนิวเคลียร์ของดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ต่างๆ คงจะเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง นักฟิสิกส์ชื่อ เอช เบเธ (H. Bethe) ได้เป็นคนแรกที่ให้ความคิดเห็นว่า ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์อันเป็นแหล่งเกิดพลังงานของดวงอาทิตย์ อาจเป็นปฏิกิริยาสองชนิดดังต่อไปนี้

หัวข้อ

วัฎจักรคาร์บอน

          ๑. วัฎจักรคาร์บอน ปฏิกิริยาชุดนี้มีธาตุคาร์บอนเป็นตัวชักนำ หรือคะตะลิสต์ (catalyst)คาร์บอนเข้าร่วมในปฏิกิริยาในขั้นต้น และกลับคืนออกมาในขั้นสุดท้าย จึงไม่สูญเสียปริมาณไปปฏิกิริยามี ๖ ขั้นด้วยกัน สมการที่แสดงต่อไปนี้ใช้อักษรสัญลักษณ์ของธาตุ โดยมีตัวเลขนำหน้าข้างล่างเป็น อะตอมิกนัมเบอร์ (atomic number) และตัวเลขตามหลังข้างบนเป็นแมสนัมเบอร์(mass number) ของธาตุ สัญลักษณ์ r แทน รังสีแกมมา ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (พลังงาน)และเครื่องหมาย e+ แทนอนุภาคโพสิตรอน ซึ่งมีมวลเท่าอิเล็กตรอน แต่มีประจุบวก
          (๑) 6C12 + 1H1 7N13 + r
(คาร์บอน ๑๒ ทำปฏิกิริยารวมกับใจกลางอะตอม ไฮโดรเจน คือ โปรตอน เกิดเป็น ไนโตรเจน ๑๓และมีพลังงานเกิดขึ้นในรูปรังสีแกมมา)
          (๒) 7N13 6C13 + e+ + neutrino
(ไนโตรเจน ๑๓ สลายตัวให้คาร์บอน ๑๓ กับโพสิตรอน และนิวตริโน ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีมวลสูญไม่มีประจุไฟฟ้า และมีความเร็วสูง)
          (๓) 6C13 + 1H1 7N14 + r
(คาร์บอน ๑๓ เข้ารวมกับโปรตอนอีกหนึ่งตัว เกิดเป็นไนโตรเจน ๑๔ และได้พลังงานอีกในรูปของรังสีแกมมา)
          (๔) 7N14 + 1H1 8 O15 + r
(ไนโตรเจน ๑๔ รวมกับโปรตอนหนึ่งตัว เกิดเป็น ออกซิเจน ๑๕ ได้พลังงานในรูปรังสีแกมมาอีก)
          (๕) 8O15 7N15 + e+
(ออกซิเจน ๑๕ สลายตัวได้ไนโตรเจน ๑๕ กับ โพสิตรอนหนึ่งตัว)
          (๖) 7N15 + 1H1 6C12 + 2He4
(ไนโตรเจน ๑๕ รวมเข้ากับโปรตอน ตัวที่สี่เกิดเป็นคาร์บอน ๑๒ กับ อนุภาคแอลฟา หรือแก่นกลางอะตอมธาตุฮีเลียมหนึ่งตัว)

          จะเห็นได้ว่าในสมการปฏิกิริยาหกขั้นข้างบนนี้ อะตอมคาร์บอน ๑๒ เริ่มเข้าทำปฏิกิริยาในขั้นต้น และกลับคืนออกมาจากปฏิกิริยาในขั้นสุดท้าย โปรตอนหรือแก่นกลางอะตอมไฮโดรเจนเข้าสู่ปฏิกิริยาในขั้นที่หนึ่ง สาม สี่ และ หก ที่ละตัว รวมสี่ตัวด้วยกัน เกิดเป็นแก่นกลางอะตอมของธาตุฮีเลียมขึ้นมาในปฏิกิริยาขั้นที่หก ส่วนไนโตรเจน ๑๓ ไนโตรเจน ๑๔ ไนโตรเจน ๑๕ คาร์บอน ๑๓ และออกซิเจน ๑๕ นั้น เกิดมาชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็สลายตัวหรือเข้าร่วมปฏิกิริยาขั้นต่อไปจนหมด โพสิตรอนนั้น ทันทีที่เกิดขึ้นก็จะเข้าทำปฏิกิริยากับอิเล็กตรอนที่มีอยู่มากมายทั่วไป ทำลายซึ่งกันและกัน แปรมวลของทั้งคู่ให้เป็นพลังงานในรูปรังสี สำหรับนิวตริโนนั้นก็จะเล็ดลอดวิ่งออกไปจากดวงอาทิตย์โดยสะดวกเพราะเป็นของเล็ก เบา ไม่มีประจุไฟฟ้า และมีความเร็วสูง

          พลังงานที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาในรูปรังสีแกมมาจะแผ่กระจายออกจากบริเวณต้นกำเนิดในใจกลางของดวงอาทิตย์ และเนื่องจากเนื้อสารของดวงอาทิตย์ประกอบด้วยอะตอมของธาตุต่างๆมีปริมาณมากมาย ห่อหุ้มส่วนใจกลางอยู่ รังสีแกมมาจึงไม่สามารถไชทะลุผ่านออกมาถึงพื้นผิวได้แต่ก็จะมีการถ่ายทอดและแปรสภาพเป็นรังสีธรรมดา ซึ่งมีขนาดคลื่นและพลังงานน้อย กล่าวคือกลายเป็นแสงสว่างและความร้อนแผ่กระจายจากผิวดวงอาทิตย์ออกไปในอวกาศโดยรอบ
          แต่ก่อนเคยคิดว่าปฏิกิริยาให้พลังงานของดวงอาทิตย์ ส่วนใหญ่เป็นแบบวัฏจักรคาร์บอนในปัจจุบันข้อมูลทางวิชานิวเคลียร์ฟิสิกส์บ่งให้เห็นว่า ในกรณีของดวงอาทิตย์ ปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอน ซึ่งจะกล่าวต่อไปตามข้อ ๒ มีความสำคัญกว่าวัฏจักรคาร์บอนซึ่งเกิดเป็นส่วนใหญ่ในดาวฤกษ์ ที่มีอุณหภูมิที่ใจกลางสูงกว่าดวงอาทิตย์ของเรา
 
ปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอน
          ๒. ปฏิกิริยาโปรตอน-โปรตอน ในปฏิกิริยาแบบนี้มีโปรตอนหกตัว เข้าสู่วงปฏิกิริยาซึ่งทำให้เกิดฮีเลียม ๔ ขึ้นหนึ่งตัว มีโปรตอนสองตัว เหลือและกลับเข้าทำปฏิกิริยาในรอบต่อไป
          (๑) 1H1 + 1H1 1H2 + e+ + neutrino
(โปรตอนสองตัวเข้ารวมกันเป็น ดิวทีรอน ซึ่งเป็นแก่นกลางของอะตอมไอโซโทปของธาตุไฮโดร-เจน เกิดโพสิตรอนและนิวตริโนขึ้นอย่างละตัว)
          (๒) 1H2 + 1H1 2He3 + r
(ดิวทีรอนเข้ารวมกับโปรตอนได้ฮีเลียม ๓ กับพลังงานในรูปรังสีแกมมา)
          (๓) 2He3 + 2He3 2He4 + 21He1
(ฮีเลียม ๓ สองตัวรวมกันเข้าเป็นฮีเลียม ๔ ตัวหนึ่ง และเกิดโปรตอน ขึ้นสองตัว)เราอาจเขียนสมการทั้งสามขั้นรวมกันได้เป็น 41H1 2He4 + 2e+ + 2r +2 neutrino
          ทั้งนี้เพราะสมการ (๑) และ (๒) จะต้องเกิดขึ้นสองครั้งเมื่อมี ฮีเลียม ๓ จำนวนสองตัวมาทำปฏิกิริยาขั้นที่ (๓) ครั้งหนึ่ง
          ปฏิกิริยาทั้งสองชนิดจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อโปรตอนและอนุภาคแก่นกลางปรมาณูอื่นๆ นั้น มีความหนาแน่นสูง (กล่าวคือมีจำนวนมากในปริมาตรจำกัด) และต่างมีความเร็วสูงพอที่จะวิ่งฝ่าแรงผลักระหว่างประจุไฟฟ้าเข้าชนกันได้ สภาพเหมาะสมดังกล่าว คือความหนาแน่นและอุณหภูมิสูงมากนั้น มีอยู่ในบริเวณใจกลางของดวงอาทิตย์ ซึ่งคำนวณกันว่ามีอุณหภูมิ ๑๓.๖ ล้านองศาสัมบูรณ์ และมีความกดดัน ๒  x  ๑๐๑๑ ต่อตารางเซนติเมตร หรือประมาณ ๒ แสนล้านเท่าของความกดดันของบรรยากาศที่พื้นผิวโลกของเรา
บรรณานุกรม
• ระวี ภาวิไล

ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาลที่มีลักษณะเหมือนโลก

      นักดาราศาสตร์ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาลที่มีลักษณะเหมือนโลกเป็นครั้งแรก (จากข่าว http://news.bbc.co.uk/2/hi/science/nature/6589157.stm
     
     ดาวเคราะห์ที่ถูกค้นพบนี้มีลักษณะอุณหภูมิที่ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปเหมือนดาวเคราะห์อื่นๆที่ถูกค้นพบมาก่อน อุณหภูมิของดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ที่ประมาณ 0 ถึง 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่น้ำจะอยู่ในรูปของของเหลว และนั่นก็หมายถึงสิ่งมีชีวิตสามารถที่จะอาศัยอยู่ได้ เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิต จากโครงสร้างจำลองนักวิทยาศาตร์คาดว่าพื้นผิวของดาวเคราะห์ดวงนี้น่าจะเป็นหินเหมือนโลกเรา หรือไม่ก็ปกคลุมไปด้วยทะเล

     ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาลดวงนี้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่เคยพบ มีรัศมีประมาณ 1.5 เท่าของโลก มีมวลสารมากกว่าโลก 5 เท่าและโคจรรอบดาวฤกษ์ ชื่อ Gliese 581 (เปรียบได้กับดวงอาทิตย์ของระบบสุริยะจักรวาลเรา) โดยระยะเวลาในการโคจรใช้เวลาเพียงแค่ 13 วัน ทั้งนี้เพราะว่ามันอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์ Gliese 581 มาก เมื่อเปรียบเทียบระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์แล้ว ดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ใกล้ดาวฤกษ์ Gliese 581 มากกว่าถึง 14 เท่า แต่เนื่องจากดาวฤกษ์ Gliese 581 มีขนาดเล็กกว่า และอุณหภูมิต่ำกว่าดวงอาทิตย์ของเรามาก อุณหภูมิของดาวเคราะห์จึงไม่ร้อนจนเกินไป และตำแหน่งที่อยู่นั้นมีอุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับสิ่งมีชีวิตจะอาศัยอยู่ได้ 

     ดาวฤกษ์ Gliese 581 อยู่ห่างจากโลกเรา 20.5 ปีแสง อาศัยอยู่ในกลุ่มดาว Libra ถูกค้นพบโดยใช้กล้องดูดาว Eso 3.6m ที่หอดูดาว European Southern Observatory ที่เมือง La Silla ในทะเลทราย Atacama ประเทศชิลี การสำรวจพบว่าดาวฤกษ์ Gliese 581 มีดาวเคราะห์โคจรรอบๆอยู่สามดวง เริ่มจากดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกเรา 15 เท่าโคจรอยู่รอบในสุด ถัดมาเป็นดาวเคราะห์ที่กล่าวถึง และถัดมาเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่กว่าโลกเรา 8 เท่าโคจรอยู่รอบนอก

     การตรวจสอบหาดาวเคราะห์ที่อยู่ระยะใกลมากๆนั้นนักดาราศาสตร์ต้องใช้วิธีตรวจสอบทางอ้อม โดยใช้เครื่องมือที่มีความไวต่อแสงสูง ที่สามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของอัตราความเร็วในการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ในขณะที่ถูกแรงดึงดูดจากดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งนี้เนื่องจากนักดาราศาสตร์ไม่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์โดยตรงได้เพราะแสงที่สว่างจ้ามากของดาวฤกษ์ที่มันโคจรอยู่ เทคโนโลยีของกล้องดูดาวปัจจุบันยังไม่สามารถจับภาพวัตถุที่อยู่ใกลๆและจางมากๆได้ โดยเฉพาะเมื่อวัตถุโคจรใกล้กับดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างจ้า

     การค้นพบครั้งนี้สร้างความตื่นเต้นในวงการดาราศาสตร์มาก เพราะในบรรดาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักวาลที่ค้นพบตอนนี้ประมาณ 200 กว่าดวง ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเหมือนดาวจูปีเตอร์ คือเป็นกลุ่มก๊าซที่มีอุณหภูมิร้อนมากๆ เพราะโคจรอยู่ใกล้ดาวฤกษ์ที่ร้อนมาก มีดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาลดวงนี้เป็นดวงแรกที่มีบรรยากาศเหมาะสมต่อสิ่งมีชีวิต จึงจุดประกายความหวังให้กับนักดาราศาสตร์ที่จะใช้จะดาวเคราะห์ดวงนี้เป็นเป้าหมายของโครงการทางอวกาศในอนาคตเพื่อสำรวจหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก อย่างไรก็ตามเนื่องจากดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ห่างจากโลกเราถึง 20 ปีแสง ด้วยเทคโนโลยีที่มีอยู่ตอนนี้เรายังไม่สามารถเดินทางไปสำรวจได้ แต่เราสามารถตรวจสอบค้นหาข้อมูลของมันทางกล้องส่องดูดาวได้ โครงการจะติดตั้งกล้องส่องดวงดาวในอวกาศเพื่อสังเกตการณ์ต่างๆที่อาจบ่งชี้หรือเชื่อมโยงถึงกระบวนการของสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ โดยจะสังเกตหาร่องรอยของก๊าซเช่น ก๊าซมีเทน (methane) และสิ่งที่บ่งชี้ถึงสารครอโรฟีน สารสีเขียวในพืชที่ทำหน้าที่ในการสังเคราะแสง


กำแพงกั้นเสียง โดย นายประธาน อารีพล

          ระดับเสียงจะลดลงได้มากถ้าผู้รับฟังมีเครื่องกำบังเสียง เช่น สภาพภูมิอากาศ หรืออาคารสิ่งก่อสร้าง ส่วนกำแพงกั้นเสียงที่สร้างขึ้นก็เพื่อพยายามลดทอนเสียง โดยเฉพาะจากแหล่งการจราจรทางถนน การทดสอบเครื่องยนต์ของเครื่องบิน และทางด่วน เป็นต้น
 
กำแพงกั้นเสียงที่ขอบทางด่วน


          หากพิจารณาในเชิงเรขาคณิตน่าจะกล่าวได้ว่าพลังงานเสียงตกลงบนกำแพงกั้นเสียงจะสะท้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดเสียง โดยที่ผู้ฟังซึ่งอยู่ภายในเงาของกำแพงกั้นเสียงไม่น่าที่จะได้รับเสียงอย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ ๑๗ ฮอยเกนส์(Huygens) มีความคิดว่าทุกๆ จุดบนหน้าคลื่นจะทำตัวเป็นแหล่งกำเนิด และเผยแผ่คลื่นวงกลมออกไปโดยรอบ นี่จึงเป็นเครื่องอธิบายว่าทำไมจึงมีการกระจายของหน้าคลื่นเข้าไปสู่บริเวณเงาของกำแพงเฟรสเนล (Fresnel) และคนอื่นพัฒนาทฤษฎีต่อมา จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๑๑ มาเอกาวา (Maekawa) ตีพิมพ์แสดงวิธีง่ายๆในการประมาณค่า การลดทอนเสียงโดยกำแพงกั้นเสียง ก่อนอื่นจะต้องหาค่าเลขเฟรสเนล (Fresnel number) N ของกำแพงกั้นเสียงที่มีลักษณะทางเรขาคณิตอย่างใดอย่างหนึ่ง

          จากรูป
          N = (2 / l) d
             คือความยาวคลื่นของเสียง หน่วย เมตร
             คือผลต่างของทางเดินเสียงจากแหล่งกำเนิดถึงผู้ฟัง เมื่อมี และ ไม่มีกำแพงกั้นเสียง
             (a + b) - c หน่วย เมตร

          การลดทอนเสียงสำหรับแถบความถี่ โดยคิดที่ความถี่กลางของแบบนั้นๆ หาได้โดยคำนวณ (d)ออกมาก่อน แล้วจึงหาค่า N และการลดทอนเสียงอาจจะหาได้จากกราฟ

          การหาเลขเฟรสเนล  สำหรับ
          ๑) กำแพงกั้นเสียงธรรมดา  
          ๒) สิ่งก่อสร้าง 
          ๓) เนินผา
          ๔) ขอบคันดิน

 


เลขคณิตคิดไม่ยาก : คุณรู้จัก "29 กุมภา" ดีแค่ไหน

วันที่ 29 กุมภาพันธ์นับเป็นความพิเศษเพราะมีได้แค่ 4 ปีครั้ง และวันที่ 29 ก.พ.แห่งปี 2008 นี้ก็พิเศษเข้าไปอีก เพราะวันที่ 29 ก.พ.นี้ ตรงกับวันศุกร์ นับเป็นครั้งแรกใน 28 ปี
       
       เชื่อว่าถ้าใครมีความสามารถคลิกเข้ามานั่งอ่านบทความชิ้นนี้ คงต้องเคยผ่าน 29 กุมภาพันธ์มาแล้วอย่างน้อย 3-4 รอบ
       
       ว่าแต่...คุณรู้จัก “วันที่ 29 กุมภาพันธ์” ที่มา 4 ปีครั้งดีแค่ไหนลองทดสอบด้วยการตอบคำถามเหล่านี้ดู
       
       1. ลองไล่ดูว่าปีที่จะมีวันที่ 29 ก.พ.ในอีก 5 รอบหลังจาก 2008 นี้มีปีอะไรบ้าง?

       
       2. ถ้าพจมานเกิดปี 1988 ดังนั้นวันที่ 29 กุมภาครั้งแรกของเธอ คือปีอะไร?
       
       3. ปีไหนบ้างที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน : 1900, 1972, 1956, 1946, 1992, 1886, 1420, 1600
       
       4. ปีนี้วันที่ 1 ม.ค.ตรงกับวันอังคาร ส่วนปีที่แล้ว 1 ม.ค.ตรงกับวันจันทร์ และก่อนหน้านั้น (ปี 2006) วันที่ 1 ม.ค.ตรงกับวันอาทิตย์ ลองทายดูแบบไม่เปิดปฏิทินว่า 1 ม.ค.ปีหน้า (2009) และวันที่ 1 ม.ค.2013 ตรงกับวันอะไรบ้าง?
       
       5. ปีปกติมี 365 วัน แต่ทุกๆ 4 ปีจะต้องเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วันเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ นั่นหมายความว่าโลกใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์นานกว่า 365 วัน แท้จริงแล้วโลกใช้เวลานานแค่ไหนโคจรรอบดวงอาทิตย์?
       
       ... ดูเฉลยท้ายบทความ ...
       แต่จะอ่านคำอธิบายในย่อหน้าถัดๆ ไปก่อนก็ไม่เกี่ยง !!

       
       เราจะหาว่าปีไหนบ้างที่มีเดือนกุมภาได้ 29 วัน มีกฎง่ายๆ คือ
       
       
ปีคริสตศักราชที่หารด้วย 4 ลงตัว
       (อย่างปีนี้ 2008)
       
       แต่ 99% ของกฎในสากลโลกต้องมีข้อยกเว้น..
       
นั่นก็คือ ปีที่หารด้วย 100 ลงตัวไม่ต้องเพิ่มวันที่ 29 เข้าไป
       
(อย่างปี 1900 และ 1800 ก็หารด้วย 4 ลงตัวและหารด้วย 100 ลงตัว ดังนั้นจึงไม่ต้องเพิ่มวันที่ 29 ลงไป)
       
       แต่นั่นหาใช่สิ้นสุดไม่...
       เพราะมีข้อยกเว้นของข้อยกเว้นบอกอีกว่า... แม้จะผ่านด่านหารด้วย 4 และ 100 ลงตัวแล้วก็ตาม แต่ถ้าปีนั้นเกิดหารด้วย 400 ลงตัว ให้กลับไปใช้หลักการแรกสุด นั่นคือ เพิ่มวันที่ 29 เข้าไปด้วย
       
(อย่างปี 2000 และ 1600 หาร 4 ลงตัว, หาร 100 ก็ลงตัว ทว่ายังหารด้วย 400 ลงตัว ดังนั้นจึงเพิ่มวันที่ 29 ได้)
       
       เรื่องนี้มีคำอธิบาย...
       
       จากหลักการที่ว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบกินเวลา 365.242199 วัน หรือ 365 กับอีก ¼ วัน ซึ่งปีปกติที่มี 365 วันก็จะทำให้เวลาขาดไป ¼ วัน ดังนั้นจึงต้องทดไว้ เมื่อทดครบ 4 ปีก็จะได้เท่ากับ 1 วันพอดี จึงทำให้ต้องเพิ่ม 1 ปีมี 366 วันในทุกๆ 4 ปี
       
       ปีที่มีวันเพิ่มมานั้นเราเรียกกันว่า “อธิกสุรทิน” ซึ่งแปลว่า “วันเกิน” ขณะที่ฝรั่งใช้คำว่า “ลีป" (leap) ที่หมายถึงการกระโดดหรือข้าม (ซึ่งเรียกกันทั้ง ลีปเดย์-leap day ที่หมายถึงวันที่ 29 ก.พ. หรือ ลีปเยียร์-leap year ที่หมายถึงปีที่มีวันที่ 29 ก.พ.) และสัญญลักษณ์แห่งปีกระโดดที่พวกเขาใช้คือ "กบ"
       
       คราวนี้ถ้าทุกๆ 4 ปีมีวันเกินมา 1 วัน เมื่อถึง 400 ปีหรือครบ 100 รอบจะมีวันเกินไปอีก 3.104 วัน (เพราะ อีก 1 วันในทุกๆ 4 ปีเป็นเวลาโดยประมาณ) ดังนั้นในรอบทุกๆ 400 ปีจะต้องลดวันลงไป 3 วัน ก็เลยกำหนดให้ปีที่ครบร้อยแต่หาร 400 ไม่ลงตัว ไม่ต้องเพิ่มวันตามข้อยกเว้นที่กล่าวมา จึงจะเป็นการนับวันเวลาได้ใกล้เคียงกับวัฎจักรโลกและดวงอาทิตย์มากที่สุด
       
       อย่างไรก็ดี ด้วยหลักการนี้เมื่อครบรอบ 10,000 ปี วันในปฏิทินจะผิดจากความเป็นจริงไปอีก 3 วัน แต่อีกตั้งหมื่นปี...ปัญหานี้เลยค่อยคิด !!
       
       ** ข้อสังเกตที่น่าสนใจ **
       
       ปกติแล้ววันเริ่มปี หรือวันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะตกในวันไล่ติดกันไปในสัปดาห์ แต่ละปี อย่าง 1 ม.ค.ปีที่แล้วตรงกับวันจันทร์ ส่วน 1 ม.ค.ปีนี้ตรงกับวันอังคาร ซึ่งวัฎจักรปกติแล้ว 1 ม.ค.2009 จะต้องตรงกับวันพุธ
       
       ทว่าวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้ากลับตรงกับวันพฤหัสบดี เพราะวันที่ 29 ก.พ.ทำหน้าที่ขโมยซีนไปเสียแล้ว
       
       ดังนั้นการเริ่มต้นปีที่จะเรียงกันไปนั้น หากเป็นปีอธิกสุรทินมาคั่น วันเริ่มต้นของปีถัดไปก็จะเลื่อนไปอีก 1 วัน ตามตัวอย่าง
       
       1 มกราคม 2000 ตรงกับ วันเสาร์ (ปีอธิกสุรทิน)
       1 มกราคม 2001 ตรงกับ วันจันทร์
       1 มกราคม 2002 ตรงกับ วันอังคาร
       1 มกราคม 2003 ตรงกับ วันพุธ
       1 มกราคม 2004 ตรงกับ วันพฤหัสบดี (ปีอธิกสุรทิน)
       1 มกราคม 2005 ตรงกับ วันเสาร์
       1 มกราคม 2006 ตรงกับ วันอาทิตย์
       1 มกราคม 2007 ตรงกับ วันจันทร์
       
       เหล่านี้...คือกติกาและข้อสังเกตของการมีหรือไม่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ในแต่ละครั้ง ส่วนความเป็นมาของการเกิดวันที่ไม่เท่ากันในปฏิทินที่ใช้กันเป็นสากล และเกร็ดอื่นๆ เกี่ยวกับวันพิเศษนี้ สามารถติดตามได้จาก "ข่าวที่เกี่ยวข้อง" ด้านล่าง
       
       



       
       เฉลย : ถ้าอ่านคำอธิบายก็น่าจะรู้คำตอบ ^^
       (แต่เพื่อความมั่นใจ ดรากเมาส์ ปาดแถบแสงไปที่บรรทัดที่มองไม่เห็นด้านล่างกันเลย)
       
       1. 2012, 2016, 2020, 2024, 2028
       2. ถ้าพจมานเกิดก่อน 28 ก.พ. หรือเกิดวันที่ 29 ก.พ.เลย ก็จะพบกับ 29 ก.พ.ครั้งแรกในปี 1988 นั้น แต่ถ้าพจมานเกิดหลังจากนั้นก็จะพบกับ 29 ก.พ.ครั้งแรกในปี 1992
       3. 1972, 1956, 1992, 1420, 1600
       4. วันพฤหัสบดี และ วันอังคาร
       5. 365 วันกับอีก 6 ชั่วโมงโดยประมาณ (หรือ 365.242199 วัน)


คณิตศาสตร์เกิดขึ้นได้อย่างไร โดย หม่อมราชวงศ์ พรรคพงศ์สนิท สนิทวงศ์



           มีหลักฐานปรากฏว่าคนโบราณในสมัยหลายหมื่นปีมาแล้วรู้จักนับสิ่งของ และคาดหมายกันว่าคงจะเริ่มนับนิ้วมือก่อนสิ่งอื่น ในครั้งแรกคงจะนับได้เพียงหนึ่ง สอง สาม  ความจำเป็นอาจจะเกิดขึ้นเมื่อชายคนหนึ่งไปเก็บผลไม้ (สมมุติว่าเป็นส้ม) ในป่า เกิดปัญหาให้คิดว่าจะต้องเก็บส้มกลับบ้านสักกี่ผล จึงจะแบ่งให้ตัวของเขาเอง ภรรยา ลูก ได้คนละหนึ่งผลพอดี   เมื่อมือขวาหยิบส้มผลที่หนึ่งขึ้นใจก็นึกถึงตัวเอง นิ้วหัวแม่มือของมือซ้ายอาจจะงอเข้าโดยไม่ตั้งใจ หยิบมาอีกผลหนึ่ง ใจนึกถึงภรรยา นิ้วชี้ของมือซ้ายงอเข้าหาตัว หยิบส้มใบที่สาม ใจนึกถึงลูก นิ้วกลางของมือซ้ายงอเข้าหาตัว เมื่อกลับมาบ้านเขาอาจจะแปลกใจว่าสามารถแจกส้มให้คนในครอบครัวคนละหนึ่งผลพอดีได้อย่างไร
           เขาเริ่มรู้จักนับสิ่งของที่เขาได้พบเห็น มีจำนวนสิ่งของเพียง 1,2,3 สิ่ง แต่เมื่อพบสิ่งของมากกว่าสามสิ่ง เขาเกิดความรู้สึกว่าช่างมากมายเสียจนเขาบอกจำนวนไม่ได้

           ต่อมาเมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องบอกว่า คนในครอบครัวมีกี่คน เขาจะใช้นิ้วมือหนึ่งนิ้วแทนจำนวนคนหนึ่งคน สองนิ้วแทนจำนวนสองคน และสามนิ้วแทนจำนวนคนสามคน เมื่อมีคนมากเขารู้เพียงว่ามีมากกว่าสามคน แต่ไม่รู้ว่ามีอยู่เป็นจำนวนเท่าใด ในการติดต่อเพื่อแลกเปลี่ยนสิ่งของกัน เช่น ฝ่ายหนึ่งจับสัตว์ป่ามาได้  ต้องการจะได้มีดมาใช้ เขาไปพบคนที่มีมีดก็จะทำเครื่องหมายเพื่อแสดงว่าเขาต้องการอะไร  ดังภาพ

           มนุษย์ในสมัยแรกรู้จักทำเครื่องมือเครื่องใช้ เช่น ขวานหินและมีดหิน แต่ก็ทำขึ้นอย่างหยาบๆ เขาไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง มักจะเร่ร่อนพเนจรติดตามฝูงสัตว์ไปตามที่ต่างๆ เพื่อความสะดวกในการแสวงหาอาหาร เมื่ออาหารขาดแคลนลงก็เคลื่อนย้ายไปยังที่ใหม่ ซึ่งมีอาหารอุดมสมบูรณ์กว่า ใช้ถ้ำเป็นที่พักอาศัยหลบความหนาวเย็นของอากาศ ความจำเป็นที่ต้องเดินทางจากที่แห่งหนึ่งไปยังที่อีกแห่งหนึ่งทำให้รู้จักความหมายของใกล้และไกล จากการสังเกตเวลาที่ใช้ในการเดินทางน้อยหรือมากเพียงใด  คนเริ่มเข้าใจความหมายของระยะทางและเวลา

           ประมาณ 7,000 ปีมาแล้ว ที่มนุษย์เห็นความจำเป็นที่จะรวมกันอยู่เป็นหมู่บ้าน รู้จักทำการเพาะปลูก รู้จักวิธีหว่านพืชและเก็บเกี่ยว รู้จักนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงในครัวเรือน เพื่อใช้กินเป็นอาหารและผ่อนแรงงาน เช่น สุนัข แกะ แพะ หมู วัว ควาย  รู้จักใช้ก้อนดินหรือก้อนหินช่วยในการนับสิ่งของ วิธีนี้เขาสามารถนับได้มากกว่าสาม แต่เขายังไม่มีคำใช้บอกจำนวนหรือสัญลักษณ์ที่เขียนแทนจำนวน

           ในรูป คนเลี้ยงวัวปล่อยวัวออกจากคอกตอนเช้า เพื่อให้วัวไปหากินในทุ่งหญ้า เมื่อวัวออกจากคอกไปหนึ่งตัว คนเลี้ยงวัวก็วางก้อนดินไว้หนึ่งก้อน วัวออกจากคอกไปสี่ตัวจึงมีก้อนดินวางอยู่สี่ก้อน เขาเตรียมก้อนดินไว้ข้างตัวอีกมากและจะวางก้อนดินเพิ่มขึ้นทีละก้อนทุกครั้งที่มีวัวออกจากคอกไปหนึ่งตัว ในตอนเย็นเขาต้อนวัวกลับเข้าคอก เมื่อวัวกลับเข้าคอกหนึ่งตัว  เขาจะหยิบก้อนดินหนึ่งก้อนออกจากกอง เขาทำเช่นนี้เรื่อยไปจนก้อนดินหมดกอง เขาก็จะทราบว่าวัวกลับเข้าคอกครบ แต่ถ้ามีก้อนดินเหลืออยู่ เขาจะรู้ว่าวัวของเขาหายไป
           คนบางพวกจะใช้วิธีขูดขีด หรือแกะสลักบนต้นไม้หรือแผ่นดินแทนจำนวนที่นับได้
           บางพวกใช้วิธีขมวดปมเชือก เมื่อสัตว์เลี้ยงออกจากคอกไปหนึ่งตัวเขาก็สาวเชือกหนึ่งปม

           มนุษย์ก็เริ่มรู้จักสร้างบ้านเรือนเป็นที่พักอาศัยของตนเอง และรู้จักสร้างคอกให้สัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันภัยจากธรรมชาติและสัตว์ร้าย บ้านเรือนสมัยแรกเริ่มมักจะปลูกเป็นกระท่อมแบบง่ายๆ ใช้ดินโคลนที่ตากแห้งเป็นวัสดุในการก่อสร้าง ตัวกระท่อมมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า รู้จักประดิษฐ์เครื่องปั้นดินเผาขึ้นใช้ เขารู้จักรูปเรขาคณิตง่ายๆ เช่น รูปสามเหลี่ยมและรูปสี่เหลี่ยม เขาเริ่มรู้จักสังเกตรูปร่างสิ่งของในธรรมชาติ เช่น รอบวงของดวงอาทิตย์เป็นวงกลม ใยแมงมุมเป็นรูปหลายเหลี่ยม  รวงผึ้งเป็นรูปหกเหลี่ยม ต้นไม้เป็นรูปทรงกระบอก การก่อสร้างทำให้รู้จักแนวตั้งและแนวนอน เส้นตั้งฉากและเส้นขนาน รู้จักใช้ความยาวของฝ่ามือและแขน ตลอดจนความยาวของส่วนอื่นของร่างกายเป็นมาตราวัดระยะ

การวัดความสูง

การวัดความสูง

การวัดความสูง โดย นายสุรวิทย์ กองสาสนะ

          โดยใช้เครื่องมือวัดมุมเงยที่กล่าวมาแล้ว เราสามารถคำนวณหาความสูงของสิ่งต่างๆ ได้ เมื่อทราบระยะทางในแนวราบที่สิ่งนั้นๆ อยู่ ห่างจากตัวเรา เช่น 
           AB เป็นความสูงของสิ่งที่เราต้องการวัด
           BC เป็นระยะทางในแนวราบที่ AB อยู่ห่างจากจุด C สมมุติว่าวัดระยะทางได้ s เมตร
           มุม  BCA  เท่ากับ a เป็นมุมเงยของ  AB  วัดที่จุด  C
จากวิชาตรีโกณมิติเราจะได้ความสูงของ AB = s tan a
          เปิดตารางแสดงค่าฟังก์ชั่นตรีโกณมิติ ก็จะหาความสูง AB ได้ทันที ถ้าเราเลือกจุด C ให้เหมาะสมจนกระทั่งมุมเงย a = 45 องศา ความสูงของ AB ก็จะเท่ากับระยะทาง s เมตรพอดี
          ในการวัดความสูงนี้ บางครั้งเราไม่สามารถหาตำแหน่งของจุด B ได้ เช่น A เป็นยอดเจดีย์ B จะเป็นจุดที่ลากจากจุดA มาตั้งฉากกับพื้นดินซึ่งจะอยู่ภายในองค์เจดีย์นั้น ดังนั้นเราจึงวัดระยะ BC ไม่ได้ ในกรณีนี้ เราต้องหาจุดสังเกตที่สอง เช่น  จุด D ซึ่งอยู่ในเส้นตรง BC วัดมุมเงย BDA ได้มุม b (สามเหลี่ยม ABD และ ABC อยู่ในระนาบดิ่งเดียวกัน) วัดระยะ  CD ได้  s เมตร ก็จะหาความสูง AB ได้จากสูตร AB = s sin a sin b/sin (b-a) เช่น ถ้าวัดมุม b ได้ 75 องศา และวัดมุม a ได้ 15 องศา จะได้ความสูง AB ประมาณ  0.289 s เมตร หรือถ้าวัดมุม a =30  องศาและ b=60 องศา ก็จะได้  AB = 0.866 s เมตร เป็นต้น
          การวัดมุมอย่างละเอียดนี้ จะต้องใช้ตารางแสดงค่าฟังก์ชันตรีโกณมิติช่วยในการคำนวณเสมอ
          การวัดมุมและระยะทางที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนั้น เราจะต้องให้รูปสามเหลี่ยมต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้นอยู่บนระนาบเดียวกันเสมอ แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ เราอาจจะต้องวัดมุมจากรูปสามเหลี่ยมที่อยู่ในระนาบต่างๆ กัน เช่น AB เป็นความสูงเหนือพื้นราบที่เราต้องการทราบ C และ D เป็นจุดสังเกตสองจุดที่วัดระยะทาง CD ได้ a หน่วย วัดมุม ACB มุม ACD และมุม ADC ได้ มุม a,  และ   ตามลำดับ จากหลักในตรีโกณมิติเราได้
                        AC   =     a sin g/sin (b+g)
             และ     AB   =   a sin g sin a/ sin (b+g)

         
ผู้สนใจการวัดความสูงโดยใช้สามเหลี่ยมในหลายระนาบ อาจจะศึกษาต่อไปได้จากวิชาตรีโกณมิติ ซึ่งเป็นวิชาที่ว่าด้วยรูปและมุมของรูปสามเหลี่ยมโดยเฉพาะ

ประวัติย่อของคณิตศาสตร์

 

      ตั้งแต่สมัยโบราณมนุษย์ได้มีความต้องการจะนับและวัดขนาดของสรรพสิ่งต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัว ดังนั้นจึงได้คิดวิธีนับจำนวนขึ้นมา เช่น นำหินมาวางเป็นกองๆ หรือใช้นิ้วนับ และวิธีนี้นี่เองที่ทำให้เรารู้จักระบบเลขฐานสิบ สืบเนื่องจากการที่เรามีนิ้ว 10 นิ้ว

      การขุดพบอักษรลิ่ม (cuneiform) ของชาว Sumerian ในดินแดน Mesopotamia ที่ตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำ Tigris กับ Euphrates ได้แสดงให้เห็นว่า ชาว Sumerian รู้จักนับเลขเป็นนานประมาณ 5,000 ปีแล้ว แต่ระบบเลขที่ใช้เป็นเลขฐานหกสิบ และนี่ก็คือเหตุผลที่เรายึดติดการแบ่ง 1 ชั่วโมงเป็น 60 นาที และ 1 นาทีเป็น 60 วินาที ส่วนชาว Babylonian เมื่อ 4,000 ปีก่อนนั้น ก็ได้พัฒนาวิชาคณิตศาสตร์ขึ้นไปอีก จนสามารถหาค่าของ √2 ได้ถูกต้องพอสมควร นอกจากนี้นักคณิตศาสตร์ชาวบาบิโลน ก็ยังรู้อีกว่าสมการ a2 + b2 = c2 มีคำตอบเป็นเลขจำนวนเต็มหลายชุดเช่น (3, 4, 5) หรือ (5, 12, 13) ทั้งนี้เพราะ 32+42 = 52 และ 52+122 = 132 เป็นต้น นักคณิตศาสตร์ชาวบาบิโลยก็ยังได้พบอีกว่า ถ้า a = 12,709 และ b =13,500 แล้ว c จะเท่ากับ 18,541 ด้วย

      ชาวอียิปต์ก็มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ไม่น้อยเช่นกัน การขุดพบกระดาษ Moscow papyrus ที่มีอายุ 3,850 ปี ในพีระมิดได้แสดงให้เรา ณ วันนี้เห็นว่า ชาวอียิปต์รู้จักเลขเศษส่วน รู้วิธีแบ่งขนมปังในอัตราส่วนต่างๆ รู้วิธีหาพื้นที่ของสามเหลี่ยม รู้วิธีหาปริมาตรของทรงกระบอก เมื่อมีการกำหนดความยาวเส้นผ่าศูนย์กลาง และส่วนสูงของทรงกระบอกมาให้ นอกจากนี้นักคณิตศาสตร์อียิปต์ยังได้พบอีกว่า ¶ ซึ่งเป็นอัตราส่วนระหว่างความยาวของเส้นรอบวง/เส้นผ่าศูนย์กลางของวงกลมใดๆ มีค่า 256/81 หรือ 3.16

        ศูนย์กลางการศึกษาคณิตศาสตร์ได้เคลื่อนจากอียิปต์สู่กรีซในอีก 1,200 ปีต่อมา เมื่อนักคณิตศาสตร์คนหนึ่งชื่อ Thales แห่งเมือง Miletus ได้ถือกำเนิด Thales เป็นปราชญ์ผู้รอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ หลายด้านเช่น ได้พบว่าเวลาเอาแท่งอำพันถูด้วยขนสัตว์ จะเกิดปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิต และในการศึกษาวิชาเรขาคณิต Thales ได้ค้นพบว่า มุมที่ฐานของรูปสามเหลี่ยมคล้ายทุกรูปจะเท่ากัน และเวลาเขาลากเส้นผ่านจุดศูนย์กลางของวงกลมใดๆ Thales สามารถพิสูจน์ได้ว่า วงกลมวงนั้นจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน

      Pythagoras เป็นนักคณิตศาสตร์กรีกอีกท่านหนึ่งที่มีชื่อเสียง เขาถือกำเนิดบนเกาะ Samos ในทะเล Aegean เมื่อ 30 ปีก่อนพุทธกาล ในวัยหนุ่ม Pythagoras ได้ศึกษาคณิตศาสตร์ ปรัชญา ฟิสิกส์ และทุกวันนี้เรารู้จักทฤษฎีของ Pythagoras ดี ซึ่งทฤษฎีนี้แถลงว่า พื้นที่ของสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่อยู่บนด้านตรงข้ามมุมฉากของสามเหลี่ยม มุมฉากใดๆ จะเท่ากับผลบวกของพื้นที่สี่เหลี่ยมจัตุรัสบนอีกสองด้านที่เหลือเสมอ
       ในอดีตเมื่อ 2,500 ปีก่อนนี้ Athens คือศูนย์กลางของวิทยาการทุกแขนง เพราะที่นั่นมีปราชญ์เช่น Plato Aristotle Pythagoras และ Democritus

         ในปี พ.ศ. 56  Plato ได้จัดตั้งวิทยาลัยขึ้นเพื่อสอนคณิตศาสตร์และปรัชญาให้นักศึกษา และที่เหนือประตูทางเข้ามีวิทยาลัยคำจารึกว่า “ไม่ให้คนที่ไม่รู้เรขาคณิตเข้ามาในสถานที่นี้” ทั้งนี้เพราะ Plato มีความเชื่อว่า ใครก็ตามที่จะเป็นผู้บริหารบ้านเมือง ต้องรู้ปรัชญาและคณิตศาสตร์เป็นอย่างดี Aristotle ก็เป็นปราชญ์กรีกอีกท่านหนึ่งที่ได้เข้ามาศึกษาที่ Plato Academy นี้ และได้สอนประจำที่วิทยาลัยเป็นเวลานาน 20 ปี จนกระทั่ง Plato ตาย Aristotle สนใจศึกษาวิชาตรรกวิทยา ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นเหตุผลเช่น การสรุปว่าเมื่อคนทุกคนต้องตาย และ Socrates เป็นคน ดังนั้น Socrates ก็ต้องตาย เป็นต้น

       ในรายปี พ.ศ. 250 องค์ฟาโรห์ Ptolemy 1 เรืองอำนาจในอียิปต์ ศูนย์กลางการศึกษาคณิตศาสตร์ของกรีก จึงได้กลับมาอยู่ที่ Alexandria อีก เพราะ Ptolemy ทรงจัดตั้งมหาวิทยาลัยขึ้นที่นั่น และพระองค์ทรงโปรดให้สร้างห้องสมุดที่ยิ่งใหญ่ เพราะห้องสมุดนี้มีเอกสารและสิ่งพิมพ์ต่างๆ กว่า 500,000 ชิ้น ในครอบครอง

         นักคณิตศาสตร์คนดังคนแรกของสถาบันนี้คือ Euclid ผู้เขียนตำราเรขาคณิตเล่มแรกของโลกชื่อ Elements ในตำราเล่มนี้ Euclid ได้รวบรวมความรู้เรขาคณิตของรูปทรงตันและระนาบต่างๆ ทฤษฎีจำนวนและทฤษฎีอัตราส่วนที่โลกมีขณะนั้น หนังสือเล่มนี้จึงจัดเป็นตำราคณิตศาสตร์ที่สำคัญมากที่สุดเล่มหนึ่งของโลก

         ส่วน Archimedes ซึ่งเกิดที่เมือง Syracuse บนเกาะ Sicily เมื่อปี พ.ศ. 256 ก็เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งที่ได้เคยเดินทางมาศึกษาที่ Alexandria นี้ เขาเป็นผู้พบวิธีคำนวณหาพื้นที่ผิวรวมทั้งปริมาตรของทรงกลม และทรงกระบอก นอกจากนี้ เขาก็ยังพิสูจน์ได้ว่า ¶ มีค่าอยู่ระหว่าง 310/71 กับ 31/7 ด้วย และในส่วนของคณิตศาสตร์ประยุกต์นั้น Archimedes ได้พบกฎของคานอยู่ กฎการลอยและจมของวัตถุด้วย

       ประเทศจีนในสมัยโบราณ ก็มีนักคณิตศาสตร์ที่มีความสามารถสูงเช่นกัน แต่เพราะคนจีนมักบันทึกสิ่งต่างๆ บนกระดาษที่ทำจากเยื่อไม้ไผ่ ดังนั้นหลักฐานต่างๆ จึงได้สูญสลายไปมาก ถึงกระนั้น Zhang Heng ผู้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อ 2,400 ปีก่อน ก็ได้พบว่า รากที่สองของ 10 มีค่าประมาณ 3.16 ส่วน Liu Hui นั้น ก็ได้คำนวณพบว่า มีค่าอยู่ระหว่าง 3.1410 กับ 3.1427 เมื่อถึงประมาณปี พ.ศ. 1000
Zu Changzhi ได้ใช้วิธีคำนวณพื้นที่ของรูป 12,288 เหลี่ยม ด้านเท่ากับรูป 24,576 เหลี่ยมด้านเท่าที่บรรจุอยู่ในวงกลม และได้พบว่า  มีค่าอยู่ระหว่าง 3.1415926 กับ 3.1415927 เขาจึงได้ประมาณค่า  ว่าเท่ากับ 355/113 ซึ่งก็ถูกต้องถึงทศนิยมบนตำแหน่งที่ 6

         ในอินเดียเมื่อ 2,250 ปีก่อน ซึ่งเป็นยุคของอโศกมหาราช ก็เป็นช่วงเวลาที่คณิตศาสตร์รุ่งเรืองมาก ในตำราพระเวทมีตัวอย่างคณิตศาสตร์ที่แสดงการหารากที่สองของจำนวนต่างๆ และทฤษฎีจำนวนด้วย นักคณิตศาสตร์อินเดียชื่อ Aryabhata ผู้ถือกำเนิดเมื่อ พ.ศ. 67 และ Brahmagupta ซึ่งเกิดเมื่อก่อนพุทธศักราช 55 ปี ได้พบว่า  มีค่าประมาณ 3.1416 และ Brahmagupta ได้แก้สมการกำลังสองเช่น 92x2 + 1 = y2 ในกรณีที่ x และ y เป็นเลขจำนวนเต็ม จนพบว่าเมื่อ x = 120 จะได้ y = 1151 นอกจากนี้ เขาก็ยังได้กล่าวถึงวิธีการใช้เลขติดลบ และเลขศูนย์ในการคำนวณด้วย

        ในทวีปอเมริกากลาง ซึ่งเป็นดินแดนของอารยธรรมมายา ก็มีการศึกษาคณิตศาสตร์เช่นกัน แต่คณิตศาสตร์ที่ใช้มักเกี่ยวข้องกับเวลาเช่น ใช้ในการทำปฏิทิน 2 รูปแบบ คือ แบบแรกแบ่ง 1 ปี เป็น 260 วัน และ 1 เดือนมี 20 วัน ส่วนอีกแบบหนึ่งนั้น 1 ปี มี 365 วัน และเท่ากับ 181 เดือน โดย 1 เดือนมี 20 วัน และมีวันพิเศษเพิ่มเติม 5 วัน คนรุ่นหลังล่วงรู้ความสามารถในการนับ และการคำนวณของชาวมายา จากการอ่านลวดลายที่แกะสลักบนเสาหิน หรือกำแพงที่ปรักหักพัง

      ในราวปี พ.ศ. 2000 ชนชาวอินคา ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศเปรูในอเมริกาใต้ รู้จักสร้าง quipu ซึ่งเป็นเชือกที่มีปมมากมายและตำแหน่งของปมบอกจำนวนและตามปกติชาวอินคาใช้ quipu ในการทำบัญชีในโลกอาหรับโบราณ ก็มีการศึกษาคณิตศาสตร์เช่นกัน Muhanumad ibn Musa al Khwarizmi คือนักคณิตศาสตร์ชาวเปอร์เซีย ผู้เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1323-1393 ในกรุงแบกแดด เขาเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ริเริ่มสร้างวิชาพีชคณิต โดยเรียกชื่อวิชาว่า al jabr คำนี้ได้แปลงมาเป็น algebra ในภาษาอังกฤษ ในเวลาต่อมา Al-Birundi ก็เป็นนักคณิตศาสตร์อาหรับอีกท่านหนึ่ง ผู้มีชื่อเสียงในอีก 200 ปีต่อมา จากผลงานสร้างวิชาตรีโกณมิติและ Nasir al-Din al-Tusi ผู้มีชีวิตในระหว่างปี 1744-1817 ก็เป็นนักคณิตศาสตร์อาหรับอีกท่านหนึ่งที่ได้พัฒนาวิชาตรีโกณมิติและตรรกวิทยา โดยได้พบว่า ถ้า a, b และ c คือด้านของสามเหลี่ยมที่อยู่ตรงข้ามกับมุม A, B และ C ตามลำดับ แล้วเราจะได้ว่า
 a/sin A = b/sin B = c/sin C  
         ช่วงปี 1000-1500 เป็นระยะเวลาที่ยุโรปกำลังตกอยู่ในยุคมืด เพราะภูมิปัญญาโบราณต่างๆ ถูกทอดทิ้ง และอารยธรรมตกต่ำ แต่ความสนใจในวิทยาการด้านคณิตศาสตร์ก็ยังบังเกิดขึ้นอีกคำรบหนึ่ง เมื่อ Gilbert แห่ง Aurillac (พ.ศ. 1481-1546) นำเลขอาหรับมาใช้ในวงการวิชาการของยุโรป และ Fibonacci แห่งเมือง Pisa ในอิตาลีได้ใช้วิธีการคำนวณเลขของชาวอาหรับในการเรียบเรียงหนังสือชื่อ Liber a baci ซึ่งแปลว่า ตำราคำนวณในปี พ.ศ. 1745 หนังสือเล่มนี้มีโจทย์คณิตศาสตร์และพีชคณิตมากมาย และมีลำดับ Fibonacci (Fibonacci sequence) ด้วย ซึ่งลำดับนี้คือ ชุดเลข 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34 โดยตั้งแต่จำนวนที่ 3 ไปเป็นเลขที่ได้จากการรวมเลข 2 ตัวหน้าที่อยู่ติดมัน เช่น 2 = 1+1, 5 = 2+3 และ 34 = 13+21 เป็นต้น
        เมื่อถึงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (renaissance) ซึ่งเป็นเวลาที่ยุโรปมีการตื่นตัวทางวิชาการมาก เพราะมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัย มีการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์และมีการแปลตำราอาหรับเป็นภาษาละติน เช่น ในปี 1631 ได้มีการสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมือง Bologna ในอิตาลีให้นักศึกษาเรียนไวยากรณ์ ตรรกวิทยา เลขคณิต เรขาคณิต ดาราศาสตร์ และดนตรี ส่วนตำราที่ใช้คือ Elements ของ Euclid และ Almagest ของ Ptolemy

        ส่วนการประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ในปี พ.ศ. 1983 โดย Johann Gutenbery นั้นก็ได้ทำให้ผลงานวิชาการต่างๆ แพร่สู่สังคมได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วและนักศึกษาคณิตศาสตร์ในสมัยนั้น ต่างก็ได้อ่านตำราชื่อ Summa de arithmetica geometrica, proportioni et proportionalita ของ Luca Pacioli ซึ่งหนา 600 หน้ากันทุกคน

       การรู้จักประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ จึงทำให้วงการคณิตศาสตร์มีมาตรฐานการใช้สัญลักษณ์ เช่น + - เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2032 ตามที่ Johann Widmanna เสนอ และในปี พ.ศ. 2100 Robert Record ก็เป็นนักคณิตศาสตร์คนแรกที่เสนอใช้เครื่องหมาย = แสดงการเท่ากัน ส่วนเครื่องหมาย X และ ÷ นั้น William Oughtred และ John Pell คือผู้ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2174 และ 2211 ตามลำดับ และในหนังสือชื่อ De thiende (ที่สิบ) ของ Simon Stevin ก็ได้มีการใช้ทศนิยมเป็นครั้งแรก ส่วนตำราของ Johan de Witt ชาวเนเธอร์แลนด์ ที่ชื่อ Elementa curvarum linearum ก็มีการแสดงวิธีคำนวณแบบเรขาคณิตวิเคราะห์เป็นครั้งแรก

       ในปี พ.ศ. 2157 นักคณิตศาสตร์ชาวสกอตชื่อ John Napier ได้นำเรื่อง logarithm มาใช้ในการคำนวณเป็นครั้งแรก และเทคนิคนี้ได้ทำให้เกิดอุปกรณ์คำนวณซึ่งเรียกว่า slide rule ในปี พ.ศ. 2173 ทำให้แทบทุกคนในวงการวิชาการสมัยนั้น หันมาใช้อุปกรณ์นี้เป็นเวลานานร่วม 300 ปี จนกระทั่งถึงยุคคอมพิวเตอร์ที่ทุกคนหันมาใช้ pocket calculator (pc) แทน

       ในสมัยศตวรรษที่ 22 ประเทศฝรั่งเศสมีนักคณิตศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากมายเช่น Rene Desceutes, Pierre de Fermat และ Blaise Pascal โดยเฉพาะหนังสือชื่อ Discours de la methode ที่ Reni Descartes เรียบเรียงนั้น ได้มีการนำพีชคณิตมาใช้ในการศึกษาเรขาคณิตเป็นครั้งแรก และมีการวิเคราะห์สมการของพาราโบลา วงรี และไฮเฟอร์โบลาด้วย ส่วน Pierre de Fermat นั้น ก็สนใจ xn+yn ทฤษฎีจำนวนและทฤษฎีบทสุดท้ายของ Fermat ที่ว่า หากมีสมการ xn + yn = zn แล้วเราจะไม่สามารถหาเลข x, y, z ที่เป็นจำนวนเต็มมาแทนในสมการได้ ถ้า n มีค่ามากกว่า 2 ก็ได้รับการพิสูจน์ว่า จริง โดย Andrew Wiles ในปี 2538 Blaise Pascal เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสอีกท่านหนึ่งที่มีผลงานด้านคณิตศาสตร์มากมาย เขาศึกษาโค้ง cycloid ซึ่งเป็นทางเดินของจุดๆ หนึ่งบนเส้นรอบวงของวงกลมที่กลิ้งไปบนพื้นราบโดยไม่ไกล และสร้างทฤษฎีของความเป็นไปได้ (probability)

    ความก้าวหน้าทางคณิตศาสตร์ ในช่วงเวลานี้ได้พุ่งสูงสุดเมื่อ Isaac Newton เรียบเรียง Principia mathematica ในปี พ.ศ. 2230 โดย Newton ได้คิดสร้างวิชาแคลคูลัสขึ้นมาอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ฯลฯ ถึงแม้ Newton จะอ้างว่าเขาสร้างวิชาแคลคูลัสขึ้นมาเป็นคนแรก แต่ gottfred Wilhelm Leibniz ก็เป็นบุคคลแรกที่ได้ตีพิมพ์เรื่องนี้ และสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ Leibniz ใช้เช่น ∫dx นั้น นักคณิตศาสตร์ก็ยังคงใช้กันมาจนทุกวันนี้ แต่ถ้าเราจะนับผลงานกันแล้ว Leonard Euler นักคณิตศาสตร์ชาวสวิสก็ดูจะเป็นคนที่มีผลงานมากที่สุด เพราะเขาคือผู้ใช้สัญลักษณ์ e (= 2.718...) i(=√-1), ∑ (=ผลบวก) และ ƒ (n∞ ) (ฟังก์ชันของ x) เป็นคนแรก นอกจากนี้ Eules ก็ยังมีผลงานด้านสมการอนุพันธ์ ทฤษฎีจำนวนและสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างฟังก์ชันตรีโกณมิติกับฟังก์ชัน ex ponential คือ e iø = cosø + i sinø ด้วย

      การปฏิวัติในฝรั่งเศส และการขึ้นครองอำนาจของ Napoleon Bonaparte (พ.ศ. 2312-2364) ได้ทำให้คณิตศาสตร์รุ่งโรจน์มาก เพราะ Napoleon ทรงสนพระทัยคณิตศาสตร์ การจัดตั้ง Ecole Polytechnique ขึ้นที่ปารีสได้ ทำให้สถาบันมีนักคณิตศาสตร์ระดับเยี่ยมเช่น Laplace, Lagrange และ Cauchy มาฝึกสอนนิสิตและวิจัยหลายคน
 
      Carl Friedrich Gauss (พ.ศ. 2320-2398) เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก เขามีผลงานมากมายจำนวนเชิงซ้อน (a+bi โดยที่ i2 = -1) และยังเป็นผู้ที่สามารถสร้างรูป 17 เหลี่ยมด้านเท่าได้ โดยใช้วงเวียนกับไม้บรรทัดเท่านั้นอีกด้วย

      กษัตริย์ Oscar ที่ 2 แห่งสวีเดน และนอร์เวย์ (พ.ศ. 2372-2450) เป็นประมุขของประเทศที่สนใจคณิตศาสตร์มาก เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ 5 รอบ พระองค์ได้ทรงจัดให้มีการประกวดผลงานทางคณิตศาสตร์ขึ้น และผู้พิชิตรางวัลในครั้งนั้นคือ Henri Poincare ซึ่งได้วิเคราะห์การเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ โลกและดวงจันทร์อย่างถูกต้อง Poincare เป็นนักคณิตศาสตร์ที่เกือบพบทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษก่อน Einstein Bertrand Russell เป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งแห่งศตวรรษที่ 25 เขาคือผู้คิดปัญหา Russell paradox ในปี 2445 ซึ่งกล่าวว่า “ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีช่างตัดผม ผู้ที่ตัดผมให้ทุกคนที่ตัดผมให้ตนเองไม่ได้ ถามว่า ใครตัดผมให้ช่างตัดผมคนนั้น”

         Srinivasa Ramanujan เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวอินเดียที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่ง ซึ่งมีผลงานด้านทฤษฎีจำนวนและการวิเคราะห์ แต่ได้เสียชีวิต ขณะที่มีอายุน้อยเพียง 32 ปี และในระหว่างที่นอนพักในโรงพยาบาลนั้น G.H. Hardy แห่งมหาวิทยาลัย Cambridge ไปเยี่ยมและเอ่ยบอก Ramanujan ว่า รถแท็กซี่ที่เขาเดินทางมานั้น มีเลขทะเบียนรถ 1729 ซึ่งไม่น่าสนใจเลย แต่ Ramanujan กลับตอบว่า 1729 เป็นเลขที่น่าสนใจมาก เพราะ 1729 = 103 + 93 และ = 13 +123

          ปี พ.ศ. 2435 อันเป็นปีครบ 400 แห่งการพบทวีปอเมริกาของ Columbus บรรดานักคณิตศาสตร์ได้มีการประชุมเป็นครั้งแรกที่ Chicago และตั้งชื่อการประชุมว่า World Congress of Mathematics การประชุมคราวนั้น มีผู้เข้าประชุม 45 คน แต่เมื่อถึงวันนี้ ทุกครั้งที่มีการประชุม International Congresses of Mathematics จะมีผู้เข้าร่วมประชุมหลายพันคนจากทั่วโลก และเมื่อ 2 ปีก่อนนี้ วงการคณิตศาสตร์มีการจัดตั้งรางวัล Abel ซึ่งเทียบเท่ารางวัลโนเบลทางคณิตศาสตร์ขึ้น นอกจากนี้ก็มีการมอบเหรียญ Fields ให้แก่นักคณิตศาสตร์ที่มีผลงานโดดเด่น และมีอายุน้อยกว่า 35 ปี ทุก 4 ปีด้วย

     ณ วันนี้คณิตศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทในการอธิบายธรรมชาติ ตั้งแต่รูปทรงของดอกทานตะวัน ผลึก เกล็ดหิมะ เกม คอมพิวเตอร์ ฯลฯ จนกระทั่งรูปทรงต่างๆ ทางศิลปะ และจะมีบทบาทมากขึ้นๆ อีกในอนาคต ทั้งนี้คงเป็นเพราะพระเจ้าเป็นนักคณิตศาสตร์ดังที่ Galileo คิดครับ
 


How ADSL work?

จากชุมสายโทรศัพท์ถึงบ้านผู้ใช้งาน
การทำงานของ ADSL โมเด็มจะเกิดขึ้นระหว่างชุมสายโทรศัพท์ (Central Office) โดยผู้ให้บริการ จะต้องติดต้องอุปกรณ์รวมสัญญาณเรียกว่า DSLAM (DSL Access Multiplexer) ในทุกๆ ชุมสายที่ให้บริการ ซึ่งจะทำหน้าที่รวมสัญญาณจากผู้ใช้งาน ในชุมสายโทรศัพท์นั้นๆ จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งผ่าน เครือข่ายดิจิตอลความเร็วสูง ไปยังศูนย์กลางของผู้ให้บริการ (ดูภาพประกอบ) และจากนั้นผู้ให้บริการ ADSL ก็จะเชื่อมต่อไปยังผู้ให้บริการข้อมูล (Service Provider) เช่น ISPs หรือเครือข่ายขององค์กร

Pots Splitter
อุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ ADSL สามารถส่งข้อมูลไปได้พร้อมๆ กับการใช้งานโทรศัพท์ ก็คือ Pots Splitter โดยมันจะมีหน้าที่ในการกรองสัญญาณที่มีความถี่สูงออกจาก สัญญาณย่านที่มีย่านความถี่ต่ำ โดยถูกติดตั้งอยู่ทั้งที่ผู้ใช้งาน และที่ชุมสายโทรศัพท์ (ดูภาพด้านบนประกอบ) นั่นคือหากมีการใช้งานโทรศัพท์ สัญญาณโทรศัพท์จะถูกส่งผ่านสายทองแดง ไปยังชุมสายโทรศัพท์ (Central Office) และสัญญาณโทรศัพท์ จะถูกส่งผ่านไปยังเครือข่ายโทรศัพท์สาธารณะ (PSTN: Public switch telephone netowok) เพื่อเชื่อมต่อไปยังเลขหมายปลายทางต่อไป ส่วนสัญญาณข้อมูล (DATA) จะถูกส่งผ่านไปยังอุปกรณ์ DSLAM

เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ (Modulation Technique)
การที่ ADSL สามารถส่งข้อมูลพร้อมกับการใช้งานโทรศัพท์ได้นั้น เนื่องจาก ADSL ใช้เทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ (Modulation) บนย่านความถี่ที่สูงกว่าการใช้งานโทรศัพท์ โดยทั่วไป ซึ่งปกติการใช้งานโทรศัพท์จะใช้ย่านความถี่ที่ 0 - 4 KHertz และการใช้งาน 56K Analog โมเด็ม ก็ทำการเข้ารหัสสัญญาณ บนย่านความถี่นี้เช่นกัน ซึ่งเป็นย่านเดียวกับการใช้งานโทรศัท์ ทำให้เมื่อใช้งานโมเด็มจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ ในขณะที่ ADSL จะเข้ารหัสสัญญาณที่ย่านความถี่ที่สูงกว่า 4 KHertz ขึ้นไป คือตั้งแต่ 30 KHertz ไปจนถึง 1.1 MHertz โดย ADSL มีเทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ 2 วิธี คือ CAP และ DMT (ดูภาพประกอบ) ซึ่งด้วยเทคนิคนี้เอง ทำให้ การรับ-ส่งข้อมูลด้วย ADSL จึงสามารถใช้โทรศัพท์ได้เป็นปกติ โดยไม่รบกวนกันแต่อย่างใด โดยมีอุปกรณ์ Pots Splitter ที่ช่วยในการแยกย่านความถี่ของข้อมูลและ ความถี่ในการใช้โทรศัพท์ออกจากกัน

CAP เป็นเทคนิคที่ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงแรกๆ ซึ่งจะแบ่งย่านความถี่ออกเป็น 3 ช่วงกว้างๆ คือ Uplink(ส่งข้อมูล) Downlink(รับข้อมูล) และ Pots(ย่านความถี่โทรศัพท์) ในขณะที่ DMT จะมีการแบ่งแต่ละช่วงความถี่ ออกเป็นช่วงเล็กๆ อีกโดยเรียกว่า Bin ซึ่งแต่ละบินจะถูกแบ่งออกเป็น Bin ละ 4 KHertz ซึ่งเทคนิคนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษคือ มันจะสามารถเลือกย่านความถี่ที่เหมาะสม กับสภาพแวดล้อมและคุณภาพสายในขณะนั้นได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีนี้ ถือเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานในการเข้ารหัสสัญญาณของ ADSL

ที่มา http://www.adslthailand.com/


ADSL Technology

ADSL ย่อมาจาก Asymmetric Digital Subscriber Line คือเทคโนโลยีการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง บนข่ายสายทองแดง หรือคู่สายโทรศัพท์ ADSL เป็นเทคโนโลยีในตระกูล xDSL โดยมีลักษณะสำคัญคืออัตราการเร็วในการรับข้อมูล (Downstream) และอัตราการเร็วในการส่งข้อมูล(Upstream) ไม่เท่ากัน โดยมีอัตรารับข้อมูลสูงสุดที่ 8 Mbps. และอัตราการส่งข้อมูลสูงสุดที่ 1Mbps โดยระดับความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูลจะขึ้นอยู่กับ ระยะทาง และคุณภาพของคู่สายนั้นๆ

เทคโนโลยี ADSL มีเทคนิคการเข้ารหัสสัญญาณ ซึ่งจะแบ่งย่านความที่บนคู่สายทองแดง ออกเป็น 3 ช่วงคือ ช่วงความถี่โทรศัพท์ (POTS) ช่วงความถี่ของการส่งข้อมูล (Upstream) ช่วงความถี่ในการรับข้อมูล(Downstream) จึงทำให้สามารถส่งข้อมูล และใช้โทรศัพท์ได้ในเวลาเดียวกัน

เทคโนโลยี ADSL พัฒนาให้ใช้ TCP/IP Protocol เป็นหลัก ซึ่งเป็น Protocol ที่ใช้บนเครือข่าย Internet และพัฒนาบนพื้นฐานของเทคโนโลยี ATM ทำให้ ADSL สามารถรองรับ Application ในด้าน Multimedia ได้เป็นอย่างดี


เทคโนโลยี หมายถึงอะไร

ความหมายของเทคโนโลยี
 คำว่า เทคโนโลยี ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า "Technology" ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า "Technologia" แปลว่า การกระทำที่มีระบบ อย่างไรก็ตามคำว่า เทคโนโลยี มักนิยมใช้ควบคู่กับคำว่า วิทยาศาสตร์ โดยเรียกรวม ๆ ว่า "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี"

 *** พจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน (2539 : 406) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยี คือ "วิทยาการที่เกี่ยวกับศิลปะในการนำเอาวิทยาศาสตร์ประยุกต์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม"

นอกจากนั้นยังมีผู้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย ดังนี้ คือ

*** ผดุงยศ ดวงมาลา (2523 : 16) ได้ให้ความหมายของเทคโนโลยีว่าปัจจุบันมีความหมายกว้างกว่ารากศัพท์เดิม คือ หมายถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรกล สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทาง อุตสาหกรรม ถ้าในแง่ของความรู้ เทคโนโลยีจะหมายถึง ความรู้หรือศาสตร์ที่เกี่ยวกับเทคนิคการผลิตในอุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ ที่จะเอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หรืออาจสรุปว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้ที่มนุษย์ใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์เอง ทั้งในแง่ความเป็นอยู่และการควบคุมสิ่งแวดล้อม

*** สิปปนนท์ เกตุทัต (ม.ป.ป. 81) อธิบายว่า เทคโนโลยี คือ การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ มาผสมผสานประยุกต์ เพื่อสนองเป้าหมายเฉพาะตามความต้องการของมนุษย์ด้วยการนำทรัพยากรต่าง ๆ มาใช้ในการผลิตและจำหน่ายให้ต่อเนื่องตลอดทั้งกระบวนการ เทคโนโลยีจึงมักจะมีคุณประโยชน์และเหมาะสมเฉพาะเวลาและสถานที่ และหากเทคโนโลยีนั้นสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม เทคโนโลยีนั้นจะเกื้อกูลเป็นประโยชน์ทั้งต่อบุคคลและส่วนรวม หากไม่สอดคล้องเทคโนโลยี นั้น ๆ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมามหาศาล

*** ธรรมนูญ โรจนะบุรานนท์ (2531 : 170) กล่าวว่า เทคโนโลยี คือ ความรู้วิชาการรวมกับความรู้วิธีการ และความชำนาญที่สามารถนำไปปฏิบัติภารกิจให้มีประสิทธิภาพสูง โดยปกติเทคโนโลยีนั้นมีความรู้วิทยาศาสตร์รวมอยู่ด้วย นั้นคือวิทยาศาสตร์เป็นความรู้ เทคโนโลยีเป็นการนำความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติ จึงมักนิยมใช้สองคำด้วยกัน คือ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเน้นให้เข้าใจว่า ทั้งสองอย่างนี้ต้องควบคู่กันไปจึงจะมีประสิทธิภาพสูง

*** ส่วน ชำนาญ เชาวกีรติพงศ์ (2534 : 5) ได้ให้ความหมายสั้น ๆ ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยการประกอบวัตถุเป็นอุตสาหกรรม หรือวิชาช่างอุตสาหกรรม หรือการนำเอาวิทยาศาสตร์มาใช้ในทางปฏิบัติ
จากการที่มีผู้ให้ความหมายของเทคโนโลยีไว้หลากหลาย สรุปได้ว่า เทคโนโลยี หมายถึง วิชาที่นำเอาวิทยาการทางวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ มาประยุกต์ใช้ตามความต้องการของมนุษย์ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

***** พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวถึงความหมายของเทคโนโลยีเป็นภาษาง่าย ๆ ว่า หมายถึง การรู้จักนำมาทำให้เป็นประโยชน์นั่นเอง (เย็นใจ เลาหวณิช. 2530 : 67)

ที่มา : http://arc.rint.ac.th/center/pongsak/e_ ... it4_2.html

----------------------------------------------------------

เทคโนโลยี คือการนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติให้เกิดผลเป็นสิ่งที่วัดได้ หรือจับต้องได้ เทคโนโลยีจะอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเทคโนโลยีจึงถูกกำหนดเป็นสินค้าอย่างหนึ่งที่มีราคาซื้อขายกันในตลาด
ที่มา : หนังสือเอกสารวิชาการ นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี : วิวัฒนาการและการจัดาการ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
 


ระบบโทรทัศน์ในประเทศไทย

ประเทศไทย มีการแพร่สัญญาณภาพและเสียงในรูปแบบโทรทัศน์มาหลายปี และปัจจุบันมีการนำระบบต่างๆ มาใช้หลากหลายระบบ ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

  • ระบบ VHF (Very High Frequency)

    ระบบ VHF เป็นระบบคลื่นความถี่ที่ใช้ในกิจการวิทยุกระจายเสียง แพร่ภาพโทรทัศน์ การสื่อสารระยะใกล้ ด้วยความถี่ 30 - 300 MHz นับเป็นระบบแรกที่นำมาใช้ในประเทศไทย โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหม สัญญาณที่ส่งเป็นสัญญาณ Analog ส่งสัญญาณจากสถานีภาคพื้นดิน (Terestrial Station) ไปได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร รับสัญญาณด้วยเสาอากาศทั่วๆ ไป จัดเป็นระบบเปิดสาธารณะ หรือเรียกว่า ฟรีทีวี (Free TV) เช่น ช่อง 3, 5, 7, 9 และ 11

  • ระบบ UHF (Ultra High Frequency)

    ระบบ UHF เป็นระบบที่พบได้กับช่อง ITV รวมทั้งการสื่อสารการบิน การสื่อสารระยะใกล้อื่นๆ ด้วยสัญญาณ Analog ในย่านความถี่ 300 MHz ถึง 3 GHz เนื่องจากสัญญาณมีย่านความถี่สูงมาก ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณได้ไกล จึงต้องมีสถานีเครือข่าย การรับสัญญาณสามารถใช้เสาอากาศทั่วไปได้เช่นกัน

  • ระบบ MMDS (Multichannel Multipoing Dsitribution System)

    ระบบ MMDS เคยเป็นระบบที่เผยแพร่ในประเทศไทยด้วยสถานี Thai Sky TV แต่เนื่องจากการลักลอบสัญญาณ จึงต้องปิดบริการไป ระบบนี้แพร่ภาพได้พร้อมๆ กีนกว่า 30 ช่อง ด้วยย่านความถี่ 2.1 GHz ถึง 2.7 GHz ปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้ส่งสัญญาณระบบดิจิทัล โดยใช้เครื่องถอดรหัสสัญญาณดิจิทัล (IRD - Integrate Receiver Decoder) และใช้งานร่วมกับ Wireless Internet ในรูปแบบของ Broadband จึงเป็นระบบที่น่าสนใจมากระบบหนึ่ง อย่างไรก็มีจุดด้อยคือ การรับชมสัญญาณที่ชัดเจนจะต้องมีระยะห่างจากเสาอากาศส่งสัญญาณในระยะ 12 - 15 กิโลเมตร

  • ระบบดาวเทียม

    การส่งสัญญาณระบบดาวเทียม นิยมส่งออกอากาศในย่านความถี่ C Band ที่มีความถี่ขาลงระหว่าง 3.4 - 4.8 GHz และย่านความถี่ KU Band ที่มีความถี่ขาลงระหว่าง 10.7 - 12.3 GHz โดยรับสัญญาณจากดาวเทียมประเภทค้างฟ้า (Geostationary Satellite) ที่มีความเร็วในการโคจรเท่ากับการหมุนรอบตัวเองของโลก ที่บริเวณเส้น Equator ทั้งนี้การรับชมจะต้องอาศัยเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม และชุดจานรับสัญญาณดาวเทียม ที่มีคุณสมบัติแตกกต่างกันไปตามแต่รูปแบบการส่งสัญญาณ ของแต่ละสถานี

    โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมในประเทศไทย มีดังนี้

    • ความถี่ย่าน C Band Analog ได้แก่ช่อง CNN, BBC, ESPN, Star TV, CCTV
    • ความถี่ย่าน KU Band Analog ได้แก่ช่อง 7
    • ความถี่ย่าน C Band Digital ได้แก่ช่อง Thai Global Network
    • ความถี่ย่าน KU Band Digital ได้แก่ช่อง UBC, ETV, TGN, และสถานีการศึกษาผ่านดาวเทียมไทยคม

    การรับสัญญาณผ่านดาวเทียม ถ้าเป็นย่านความถี่ KU Band อาจมีปัญหาภาพเสียงขาดหายเมื่อมีฝนตก เมฆครึ้ม เมฆหนา แต่มีความได้เปรียบด้านขนาดของจานรับ ที่มีขนาดเล็ก กะทัดรัด (70 - 90 cm) ติดตั้งง่ายกว่าย่าน C Band (150 - 300 cm)

  • ระบบสายเคเบิล

    ระบบเผยแพร่ภาพผ่านสายเคเบิล หรือเคเบิลทีวี เป็นบริการแบบบอกรับสมาชิก โดยใช้สาย Fiber Optic ร่วมกับ Coaxial และใช้อุปกรณ์ถอดรหัสสัญญาณประกอบการรับชม ปัจจุบันมีการจดทะเบียนบริษัทให้บริการทั่วประเทศกว่า 60 บริษัทในอัตราค่าบริการ 150 - 300 บาทต่อเดือน

 http://www.nectec.or.th/courseware/multimedia/0012.html


นักวิทยาศาสตร์รู้แล้วใช้แรงแค่ไหนทำ 1 อะตอมเคลื่อนที่

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 25 กุมภาพันธ์ 2551 14:43 น.

ภาพจำลองแสดงการผลักอะตอมให้เคลื่อนที่ ทั้งนี้นักวิจัยไอบีเอ็มพบว่าการผลักอะตอมโคบอลต์บนพื้นผิวทองแดงนั้นใช้แรงน้อยกว่าน้ำหนัก "ออนซ์" ถึง 1.6 พันล้านเท่า

 

     นักวิจัย "ไอบีเอ็ม" เผยผลักอะตอมโคบอลต์ให้เคลื่อนที่บนพื้นผิวทองแดงได้ด้วยแรงน้อยกว่าน้ำหนัก "ออนซ์" 1.6 พันล้านเท่า ขณะที่ผลักไปบนผิวแพลทตินัมต้องใช้แรงเท่ากับ 1 ใน 130 ล้านส่วน การค้นพบดังกล่าวช่วยให้เข้าใจถึงแรงที่น้อยที่สุดในการเคลื่อนอะตอม นับเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องหลังสร้างความฮือฮาด้วยการจัดเรียงอะตอมเป็นอักษร IBM เมื่อเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา
       
       นักวิจัยไอบีเอ็ม (IBM) รายงานการค้นพบดังกล่าวผ่านวารสาร "ไซน์" (Science) ทั้งนี้ทีมวิจัยได้วัดค่าแรงที่ใช้ถองอะตอมหนึ่งๆ ให้เคลื่อนที่ โดยในการผลักอะตอมโคบอลต์ให้เคลื่อนที่ไปบนผิวโลหะแพลทตินัมที่เรียบลื่นนั้นใช้แรงน้อยกว่าน้ำหนัก 1 ออนซ์ (ounce) ซึ่งมีค่าประมาณ 28 กรัมอยู่ 130 ล้านเท่า ขณะที่ใช้แรงผลักอะตอมชนิดเดียวกันบนผิวโลหะทองแดงด้วยแรงเพียง 1 ใน 1.6 พันล้านส่วนของน้ำหนักออนซ์

ภาพปลายเข็มของส้อมเสียงในกล้องจุลทรรศน์เอเอฟเอ็ม
       
       

              ทั้งนี้เมื่อปี 2532 โดนัลด์ เอ็ม ไอเกลอร์ (Donald M Eigler) นักวิทยาศาสตร์ของไอบีเอ็มจากศูนย์วิจัยอัลมาเดน (Almaden Reseach Center) ในซานโฮเซ (San Jose) แคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ได้ใช้ซีนอน 25 อะตอมจัดเรียงเป็นอักษร "IBM" และนับแต่นั้นนักวิจัยของไอบีเอ็มก็ได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะค้นหาว่าพวกจะสร้างโครงสร้างและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ด้วยอะตอมเดี่ยวๆ ได้อย่างไร
       
       การได้รู้ถึงแรงที่จำเป็นต้องใช้เคลื่อนอะตอมอย่างแม่นยำนั้น ดร.อันเดรียส เจ ไฮน์ริช (Andreas J Heinrich) นักฟิสิกส์แห่งอัลมาเดนกล่าวว่า ช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าอะไรที่เป็นไปได้และอะไรที่เป็นไปไม่ได้ นับเป็นอีกก้าวของพวกเขาแต่ยังไม่ใช่ปลายทางของงานวิจัย
       
       ในการทดลองนั้น ดร.ไฮน์ริชและคณะที่อัลมาเดนและมหาวิทยาลัยเรเกนสเบิร์ก (University of Regensburg) ในเยอรมนีได้ใช้ปลายเข็มของกล้องจุลทรรศน์แรงอะตอมเอเอฟเอ็ม (AFM: atomic force microscope) เพื่อผลักอะตอมเดี่ยว และในการวัดแรงที่ใช้ในการผลักปลายเข็มต้องเชื่อมต่อกับส้อมเสียงซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พบในนาฬิกาข้อมือที่ใช้แร่ควอตซ์ (Quartz)
       
       อันที่จริงแล้วต้นแบบแรกของเครื่องวัดแรงเคลื่อนอะตอมนั้น ฟรานซ์ เจ กีสซีเบิล (Franz J Giessibl) นักวิทยาศาสตร์จากเรเกนสเบิร์กซึ่งเป็นผู้บุกเบิกในการใช้กล้องจุลทรรศน์แรงอะตอมได้นำควอตซ์ออกมาจากนาฬิการาคาถูกเพื่อใช้สำหรับการทดลอง
       
       เข็มควอตซ์สั่น 20,000 ครั้งใน 1 วินาทีจนกระทั่งสัมผัสกับอะตอม เมื่อเข็มควอตซ์ผลักอะตอมส้อมเสียงก็เลี้ยวเบนเหมือนกระดานโต้คลื่นแล้วความถี่ของการสั่นของเข็มก็ลดลง
       
       ทั้งนี้อะตอมไม่ได้กลิ้งไปบนพื้นที่ดูเหมือนว่าจะเรียบลื่น แต่แท้จริงพื้นผิวดังกล่าวขรุขระ ทำให้อะตอมพักอยู่ตามร่องขรุขระในโครงตาข่าย คล้ายกับไข่ที่อยู่ในลังบรรจุไข่
       
       ส่วนแรงต้านทานในระดับอะตอมเดี่ยวนี้คือแรงที่ใช้จัดเรียงพันธะระหว่างอะตอมของโคบอลต์กับพื้นผิวที่ใช้จัดเรียงอะตอม แต่เมื่อมีอะตอมนับพันล้านก็กลายเป็นแรงเสียดสี และเมื่อปลายเข็มมีแรงผลักมากพออะตอมเดี่ยวจะกระโดดในระยะสั้นๆ ไปยังรอยขรุขระที่อยู่ถัดไปเกือบในทันที
       
       จากการเปลี่ยนแปลงความถี่ในการสั่นของส้อมเสียงทีมวิจัยสามารถคำนวณแรงที่ปลายเข็มส่งให้กับอะตอมของโคบอลต์ได้ ทั้งนี้ทองแดงมีความเหนียวน้อยกว่าแพลทตินัมเนื่องจากความแตกต่างระหว่างพันธะที่อยู่ชั้นล่าง จึงทำให้ง่ายที่จะผลักอะตอมให้เคลื่อนไปบนพื้นผิว


ดูการเคลื่อนไหวของ "อิเล็กตรอน" ที่จับภาพได้ครั้งแรกของโลก

ภาพการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนที่บันทึกได้เป็นครั้งแรกด้วยพลัส์ของเลเซอร์ในระดับอัตโตวินาที

       เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบันทึกภาพอิเล็กตรอนได้อย่างแม่นยำ เพราะความเร็วของอนุภาคที่สูงมากทำให้ได้ภาพที่ไม่ชัด แต่ทีมวิจัยสวีเดนก็เอาชนะอุปสรรคต่างๆ พัฒนาเทคโนโลยีจนสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอน หลังจากถูกดึงออกจากอะตอมได้เป็นครั้งแรกของโลก
       
       การบันทึกภาพอิเล็กตรอนซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงนั้น จำเป็นต้องใช้แสงวาบ (แฟลช) ที่สั้นๆ เพียงพอ ซึ่งก่อนหน้านั้นไม่สามารถทำได้ แต่ล่าสุดทีมนักวิทยาศาสตร์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยลุนด์ (Lund University) ในสวีเดน สามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ให้ "พัลส์" (pulse) หรือการสั่นสะเทือนสั้นๆ จากแสงเลเซอร์ที่มีความเข้มสูง ซึ่งให้พัลส์ที่ให้จังหวะสั้นๆ ในหน่วย "อัตโตวินาที" (Attosecond) ซึ่งเป็นเวลาหนึ่งในพันล้านส่วนของหนึ่งในพันล้านส่วนวินาทีหรือแทนด้วยตัวเลขได้ 10-18 วินาที
       
       อาศัยแสงเลเซอร์ดังกล่าว ทำให้ทีมนักวิทยาศาสตร์สวีเดนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการนำทางการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอน ดังนั้นพวกเขาจึงจับภาพการชนกันระหว่างอิเล็กตรอนและอะตอมบนแผ่นฟิล์มได้ ซึ่งเป็นการบันทึกภาพเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนได้เป็นครั้งแรก
       
       สำหรับระยะของของฟิล์มนั้นสัมพันธ์กับการสั่นของคลื่นแสงแต่ความเร็วถูกทำให้ลดลงจึงทำให้เรามองเห็นการสั่นของแสง ซึ่งความต่อเนื่องของฟิล์มแสดงให้เห็นการกระจายพลังงานของอิเล็กตรอน ดังนั้นภาพที่ได้จึงไม่ใช่ภาพที่เห็นได้ด้วยสัมผัสโดยปกติ
       
       โยฮาน มัวริตสัน (Johan Mauritsson) ผู้ช่วยศาสตร์จารย์ทางด้านฟิสิกส์อะตอมจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยลุนด์ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 นักวิจัยที่อยู่เบื้องหลังการศึกษาครั้งนี้และเป็น 1 ใน 2 ผู้มีบทบาทในการควบคุมการวิจัยร่วมกับ ศ.อันเน ลุยลิเยร์ (Anne L'Huillier) กล่าวว่าอิเล็กตรอนใช้เวลาประมาณ 150 อัตโตวินาทีเพื่อวนรอบนิวเคลียสของอะตอม


       
       โครงสร้างอะตอมอย่างง่ายซึ่งเป็นที่คุ้นเคย จะเห็นได้ว่าอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ไปรอบๆ นิวเคลียสของอะตอม

      "เราได้สร้างความมั่นใจให้กับสังคมวิจัยมานานแล้วว่า เราจะใช้พัลส์ของเลเซอร์ในระดับอัตโตวินาทีบันทึกภาพเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนได้ ตอนนี้เราก็ทำสำเร็จแล้ว เราสามารถศึกษาได้ว่าพฤติกรรมของอิเล็กตรอนเป็นอย่างไรเมื่อชนกับวัตถุต่างๆ นั่นเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่ง อีกทั้งยังภาพนี้ไปยืนยันทฤษฎีของเราได้อีกด้วย สิ่งที่เราทำคืองานวิจัยพื้นฐานซึ่งหากสามารถนำไปประยุกต์ได้ในอนาคตก็ดูจะเป็นโบนัสแล้วล่ะ" มัวริตสันกล่าว
       
       ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนด้วยวิธีโดยอ้อม อย่างเช่นการวัดสเปกตรัมของอิเล็กตรอน เป็นต้น ซึ่งวิธีต่างๆ เหล่านั้นให้เพียงความเป็นไปได้ในการวัดผลการจากเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน แต่ทว่าตอนนี้เรามีโอกาสที่จะติดตามเหตุการณ์ทั้งหมดได้แล้ว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังหวังว่าจะค้นพบเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับอะตอมที่หยุดนิ่งเมื่ออิเล็กตรอนชั้นในหลุดออกมาแล้วอิเล็กตรอนตัวอื่นเข้าไปแทนที่ในช่องว่างที่เกิดขึ้นด้วย
       
       อย่างไรก็ดีพัลส์ในระดับอัตโตวินาทีสร้างสำเร็จได้ 2 ปีแล้วแต่ยังไม่มีใครนำมาใช้บันทึกการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนได้ จนกระทั่งเมื่อทำให้มีความเร็วลดลงอย่างมากก็จะสามารถบันทึกภาพได้คมชัด และเพื่อบันทึกภาพการเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอนที่มีความเร็วสูง ทีมวิจัยได้ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "สโตรโบสโคป" (Stroboscope) ชนิดพิเศษที่บันทึกภาพเชิงควอนตัมได้ในระดับอัตโตวินาที โดยสร้างเงื่อนไขที่สามารถบันทึกได้คมชัดในขณะที่พัลส์มีความเร็วสูงได้ด้วยการบันทึกภาพนิ่งในระยะติดๆ กันคล้ายการบันทึกภาพนิ่งนกฮัมมิงเบิร์ดกำลังกระพือปีกที่นำมาซ้อนกันหลายๆ ภาพแล้วได้เป็นภาพเคลื่อนไหว.

คลิกครับ  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล

  (การเคลื่อนไหวของอิเล็กตรอน บันทึกโดย: โยฮาน มัวริตสัน ในอัตโตเซเคินด์ ฟิสิกส์ แอนด์ ไฮท์-ออร์เดอร์ ฮาร์โมนิก เจเนอเรชัน สวีนเดน)


แสงเหนือสุดสวย


เกิดในสวน

 


เล็กๆไม่


พริกกะเหรี่ยง

 


ข้อแนะนำในการดูแลบ้านให้ปลอดภัยจากการทำลายของปลวก


ปลวก


ความหมายของสถิติ

คำว่าสถิติมีผู้ให้ความหมายไว้อย่างหลากหลายเช่น
(1) สถิติ หมายถึง การบันทึกตัวเลขเพื่อแสดงให้เห็นข้อเท็จจริงในเชิงเปรียบเทียบ
(2) สถิติ หมายถึง คณิตศาสตร์ประยุกต์ (Applied Mathematics) ซึ่งเป็นการนำหลักการทางคณิตศาสตร์ ตรรกวิทยา (Logic) มาประยุกต์ใช้
(3) สถิติ หมายถึง ค่าสถิติ (Statistics) ซึ่งเป็นค่าตัวเลขที่คำนวณได้จากข้อมูลของตัวอย่าง ถ้าเป็นตัวเลขที่คำนวณจากประชากรจะเรียกว่าค่าพารามิเตอร์ (Parameter)
(4) สถิติ หมายถึง ตัวเลขหรือข้อมูลซึ่งแทนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ที่เราสนใจ
(5) สถิติ หมายถึง หลักฐานที่รวบรวมเอาไว้เป็นตัวเลขสำหรับเปรียบเทียบ
(6) สถิติ หมายถึง ศาสตร์หรือวิชาที่ว่าด้วย การเก็บรวบรวมข้อมูล การนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการนำผลการวิเคราะห์ข้อมูลมาสรุป

สรุป สถิติหมายถึง ศาสตร์ที่นำมากระทำกับหลักฐานที่เป็นข้อมูลซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ โดยมีวิธีการกระทำได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูล การนำเสนอข้อมูล การวิเคราะห์โดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ และการนำผลการวิเคราะห์มาสรุป

2.ความหมายของข้อมูล

2.1. เมื่อจำแนกตามลักษณะของข้อมูล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
      2.1.1 ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่ไม่สามารถบอกได้ว่า มีค่ามากหรือน้อย แต่จะสามารถบอกได้ว่าดีหรือไม่ดี หรือบอกลักษณะความเป็นกลุ่มของ ข้อมูล เช่น เพศ ศาสนา สีผม คุณภาพสินค้า ความพึงพอใจฯลฯ
     2.1.2ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) หมายถึง ข้อมูลที่สามารถวัดค่าได้ ว่ามีค่ามากหรือน้อยซึ่งสามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่น คะแนนสอบ อุณหภูมิ ส่วนสูง น้ำหนัก ปริมาณต่างๆ ฯลฯ

นอกจากนี้ข้อมูลเชิงปริมาณยังสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ลักษณะคือ
       2.1.2.1 ข้อมูลเชิงปริมาณแบบต่อเนื่อง (Continues Data) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นจำนวนจริงซึ่งสามารถบอกหรือระบุได้ทุกค่าที่กำหนดเช่น จำนวน 0 – 1 ซึ่งมีค่ามากมายนับไม่ถ้วน และเป็นเส้นจำนวนแบบไม่ขาดตอน
       2.1.2.2 ข้อมูลเชิงปริมาณแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete Data) หมายถึงข้อมูลที่เป็นจำนวนเต็ม หรือจำนวนนับ เช่น 0 , 1 , 2 , … ,…, 100 ฯลฯ หรือ 0.1 , 0.2 , 0.3 , … , … ซึ่งในช่องว่างของแต่ละค่าของข้อมูลจะไม่มีค่าอื่นใดมาแทรก

2.2 เมื่อจำแนกตามแหล่งที่มาของข้อมูล สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
     2.2.1ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ใช้เป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูล ขึ้นเอง เช่น การเก็บแบบสอบถาม การทดลองในห้องทดลอง
     2.2.2ข้อมูลทุติยภูมิ (Second Data) หมายถึง ข้อมูลที่ผู้ใช้นำมาจากหน่วยงานอื่น หรือผู้อื่น ที่ได้ทำการเก็บรวบรวมมาแล้วในอดีต เช่น รายงานประจำปีของหน่วยงานต่างๆ ข้อมูลท้องถิ่นซึ่งแต่ละอบต. เป็นผู้รวบรวมไว้ ฯลฯ

2.3 เมื่อจำแนกตามระดับการวัด สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดคือ
     2.3.1ข้อมูลระดับนามบัญญัติ (Nominal Scale) หมายถึง ข้อมูลที่แบ่งเป็นกลุ่มเป็นพวก เช่น เพศ อาชีพ ศาสนา ผิวสี ฯลฯ ไม่สามารถนำมาจัดลำดับ หรือนำมาคำนวณได้
     2.3.2ข้อมูลระดับอันดับ (Ordinal Scale) หมายถึง ข้อมูลที่สามารถแบ่งเป็นกลุ่มได้ แล้วยังสามารถบอกอันดับที่ของความแตกต่างได้ แต่ไม่สามารถบอกระยะห่างของอันดับที่แน่นนอนได้ หรือไม่สามารถเปรียบเทียบได้ว่าอันดับที่จัดนั้นมีความแตกต่างกันของระยะห่างเท่าใด เช่น อันดับที่ของการสอบของนักศึกษา อันดับที่ของผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ฯลฯ
     2.3.3 ข้อมูลระดับช่วงชั้น,อันตรภาค (Interval Scale) หมายถึง ข้อมูลที่มีช่วงห่าง หรือระยะห่างเท่าๆ กัน สามารถวัดค่าได้แต่เป็นข้อมูลที่ไม่มีศูนย์แท้ เช่น อุณหภูมิ คะแนนสอบ GPA คะแนน I.Q. ฯลฯ
     2.3.4ข้อมูลระดับอัตราส่วน (Ratio Scale) หมายถึง ข้อมูลที่มีมาตราวัดหรือระดับการวัดที่สูงที่สุด คือนอกจากสามารถแบ่งกลุ่มได้ จัดอันดับได้ มีช่วงห่างของข้อมูลเท่าๆกันแล้ว ยังเป็นข้อมูลที่มีศูนย์แท้เช่น น้ำหนัก ส่วนสูง ระยะทาง รายได้ จำนวนต่างๆ ฯลฯ

3. เทคนิคการสุ่มเก็บรวบรวมข้อมูล , เทคนิคการสุ่มตัวอย่าง


     เนื่องจากการเก็บข้อมูลจากประชากรทุกหน่วย สามารถทำได้ยาก(ประชากรมีขนาดใหญ่) จึงจำเป็นต้องเก็บบางส่วนของประชากร ซึ่งเรียกว่าตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่างหรือการสุ่มตัวอย่างมีวิธีการต่างๆ ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้คือ

3.1. การสุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้ความน่าจะเป็น
3.1.1 การสุ่มโดยการกำหนดโควตา (Quota Sampling) เป็นการรวบรวมข้อมูลโดยการกำหนดจำนวนหรือจัดสรรจำนวนที่มีอยู่เช่น การสุ่มนักศึกษาทั้ง 6 คณะ โดยกำหนดโควตาคณะละ 100 คน หรือกำหนดโควตาคณะละ 10% จากนักศึกษาทั้งหมดของแต่ละคณะ เป็นต้น
3.1.2 การสุ่มตัวอย่างตามสะดวก เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ไม่มีกฎเกณฑ์ เมื่อเจอหน่วยตัวอย่างของประชากรที่ต้องการก็เพียงแต่ทำการเลือกมาตามสะดวก

3.2 การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น
3.2.1 การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) หมายถึงการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างโดยที่ให้แต่ละหน่วยของประชากรมีโอกาสถูกเลือกเท่าๆ กัน การสุ่มอย่างง่ายอาจทำได้หลายวิธี เช่น
• การจับฉลาก คือ การให้เบอร์หรือเลข กับทุกหน่วยของประชากรแล้วทำการสุ่มหยิบขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นการสุ่มแบบใส่คืน หรือไม่ใส่คืนก็ได้
• การใช้ตารางเลขสุ่ม (Table of Random Number) ทำได้โดยการกำหนดตัวเลขให้กับประชากรทุกหน่วย เช่น ประชากร 2,500 หน่วย เลขสุ่มก็จะต้องเริ่มตั้งแต่ 0001 ถึง 2500 แล้วทำการเลือกเลข 4 หลัก จากตารางเลขสุ่ม โดยอาจจะใช้เลข 4 ตัวแรก หรือ 4 ตัวท้าย ของแต่ละชุดเลขสุ่มก็ได้ การกำหนดชุดเลขสุ่มที่จะทำการเริ่มสุ่มชุดแรกและวิธีการนับเรียงตามแถวหรือเรียงตามหลักของชุดเลขสุ่มนั้นขึ้นอยู่กับผู้เก็บข้อมูลว่าจะเริ่มนับ ณ จุดใด และเรียงตามแถวและตามหลัก
• การสุ่มตัวอย่างโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การสุ่มโดยใช้คอมพิวเตอร์นั้นก็จะมีวิธีคล้ายๆ กับตารางเลขสุ่ม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้


3.2.2 การสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Simple Systematic Sampling)
         3.2.2.1 ในกรณีที่จำนวนประชากรหารจำนวนตัวอย่าง (N/n) แล้วมีค่าเป็นจำนวนเต็ม
ในกรณีนี้ถ้าให้ k คือช่วงห่างของหน่วยตัวที่ต่อเนื่องกัน และ r คือเลขสุ่มคงที่ ที่อยู่ในช่วง 1 ถึง k (1<r< k) จะได้ว่า
            หน่วยตัวอย่างที่ 1 = r (1< r <k)
            หน่วยตัวอย่างที่ 2 = r + k
            หน่วยตัวอย่างที่ 3 = r + 2k
                           . . .
                           . . .
                           . . .
            หน่วยตัวอย่างที่ n = r + (n-1)k

ตัวอย่างที่ 1.1 จำนวนประชากร 15 หน่วย ต้องการสุ่มตัวอย่าง 3 หน่วย (N=15 , n=3)
จะได้ว่า k = 15/3 = 5
เมื่อ r คือเลขสุ่มของ 1 , 2 , 3 , 4 และ 5 ถ้าสมมุติสุ่ม (อาจจะโดยการจับฉลากหรือใช้ตารางเลขสุ่ม) เลขทั้ง 5 ตัวแล้วได้เลข 4 ดังนั้นหน่วยตัวอย่างที่ได้จะเป็น
หน่วยตัวอย่างที่ 1 = 4
หน่วยตัวอย่างที่ 2 = 4 + 5 = 9
หน่วยตัวอย่างที่ 3 = 4 + 10 = 14
ดังนั้น หน่วยตัวอย่างที่เป็นตัวอย่างของประชากรทั้ง 15 หน่วย คือ หน่วยที่ 4 , 9 และ 14

*** การสุ่มตัวอย่างลักษณะนี้จะเรียกว่าการสุ่มตัวอย่างแบบเส้นตรง***

       3.2.2.2 ในกรณีที่จำนวนประชากรหารจำนวนตัวอย่าง (N/n) แล้วไม่เป็นจำนวนเต็ม
ในกรณีนี้จะถือว่าหน่วยที่ 1 ถึง n ของประชากรจัดเรียงเป็นวงกลม ถ้าให้ k คือจำนวนเต็มที่มีค่าใกล้เคียงกับค่า N/n มากที่สุดและ c คือตัวเลขสุ่มที่มีค่าตั้งแต่ 1 ถึง N (1<c<N) จะได้ว่า
          หน่วยตัวอย่างที่ 1 = c (1<c<N)
          หน่วยตัวอย่างที่ 2 = c + k
          หน่วยตัวอย่างที่ 3 = c + 2k
                         . . .
          หน่วยตัวอย่างที่ n = c + (n-1)k

ตัวอย่างที่ 1.2 มีประชากร 16 หน่วย ต้องการสุ่มตัวอย่าง 5 หน่วย (N=16 , n=5)
จะได้ว่า k = 16/5 = 3.2 ~ 3
เมื่อ c คือเลขสุ่มตั้งแต่ 1ถึง 16 ถ้าสมมุติสุ่ม (อาจจะโดยการจับฉลากหรือใช้ตารางเลขสุ่ม) แล้วได้เลข 9 ดังนั้นหน่วยที่ 9 ดังนั้นหน่วยตัวอย่างที่ได้จะเป็น
          หน่วยตัวอย่างที่ 1 = 9
          หน่วยตัวอย่างที่ 2 = 9 + 3 = 12
          หน่วยตัวอย่างที่ 3 = 12 + 3 = 15
          หน่วยตัวอย่างที่ 4 = 15 + 3 = 18 = 18 – 16 = 2
          หน่วยตัวอย่างที่ 5 = 2 + 3 = 5

จะเห็นได้ว่า จากการสุ่มหน่วยตัวอย่างที่ 3 มาหน่วยตัวอย่างที่ 4 ตัวเลขจะเกินจำนวนประชากร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำเลขที่คำนวณได้ลบกับจำนวนประชากร จึงจะได้ตัวเลขที่เป็นตัวอย่าง
*** การสุ่มตัวอย่างแบบนี้จะเรียกว่าการสุ่มตัวอย่างแบบวงกลม***

3.2.3 การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Sampling)
การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ จะใช้ในกรณีที่ลักษณะของประชากรมีการกระจายตัวกันมาก เช่น รายได้ของคนไทย,อายุของประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ การสุ่มตัวอย่าง จะต้องทำการกำหนดชั้นหรือกลุ่ม ซึ่งเรียกแต่ละชั้นหรือกลุ่มว่าชั้นภูมิ(Stratum) การกำหนดชั้นภูมิจะต้องให้ข้อมูลที่อยู่ในชั้นภูมิเดียวกันมีลักษณะที่เหมือนกันหรือใกล้เคียงกันมากที่สุด แต่จะต้องทำให้ข้อมูลที่อยู่ต่างชั้นภูมิมีความแตกต่างกันมากที่สุดด้วย และการสุ่มตัวอย่างจะต้องสุ่มจากแต่ละชั้นภูมิอย่างเป็นอิสระจากกัน

ตัวอย่าง 1.3 ต้องการหาค่าเฉลี่ยรายได้ของประชาชนในจังหวัดพิษณุโลก วิธีการเก็บข้อมูลจะกำหนดให้เป็นแบบชั้นภูมิ ซึ่งอาจจะจัดได้เป็น
ชั้นภูมิที่ 1 ต่ำกว่า 1,000 บาท
ชั้นภูมิที่ 2 1,000 ถึง 4,999 บาท
ชั้นภูมิที่ 3 5,000 ถึง 9,999 บาท
ชั้นภูมิที่ 4 10,000 ถึง 49,999 บาท
ชั้นภูมิที่ 5 50,000 ถึง 99,999 บาท
ชั้นภูมิที่ 6 ตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป
ในแต่ละชั้นภูมิที่จัด อาจมีจำนวนประชากรไม่เท่ากัน ดังนั้นการสุ่มตัวอย่างในแต่ละชั้นภูมิ จึงสามารถกระทำได้ 2 กรณี คือ
การกำหนดสัดส่วน(Quota) ให้แต่ละชั้นภูมิ โดยเทียบกับจำนวนประชากร เช่น ถ้าประชากรในชั้นภูมิที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 จำนวนตัวอย่างที่จัดสรรก็จะต้องมีจำนวนมากเป็นอันดับ 1 ด้วย ในขณะที่ชั้นภูมิที่มีจำนวนประชากรมีขนาดเล็ก จำนวนตัวอย่างที่จัดสรรก็จะต้องมีจำนวนน้อย เป็นต้น
การกำหนดขนาดตัวอย่างโดยให้แต่ละชั้นภูมิมีจำนวนตัวอย่างเท่าๆ กัน เช่น ถ้ากำหนดตัวอย่างจำนวน n ตัว โดยมีชั้นภูมิทั้งหมด k ชั้นภูมิ ดังนั้นในแต่ละชั้นภูมิจะต้องได้จำนวนตัวอย่างที่เท่าๆกันคือ เท่ากับ n / k ตัวอย่าง

3.2.4 การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling)
การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม จะมีลักษณะแตกต่างกับการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ โดยที่การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มจะต้องให้ข้อมูลที่อยู่ภายในกลุ่มมีความหลากหลายมากที่สุด (คือการทำให้ทุกหน่วยลักษณะของประชากรอยู่ภายในกลุ่มเดียวกัน)

ตัวอย่าง 1.4 การสุ่มตัวอย่างเพื่อหยั่งเสียงคะแนนเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาในจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีทั้งหมด 9 อำเภอ วิธีการสุ่มตัวอย่างจะทำการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม โดยจัดให้แต่ละอำเภอซึ่งประกอบด้วยประชากรที่มีลักษณะเหมือนๆกันเป็นกลุ่มประชากร ดังนั้นการสุ่มตัวอย่างจึงกำหนดให้แต่ละอำเภอเป็นกลุ่ม แล้วทำการสุ่มกลุ่ม(อำเภอ)ขึ้นมาเพื่อกำหนดให้เป็นตัวอย่างของประชากรจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งจะใช้กี่กลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับงบประมาณของผู้จัดทำ ในที่นี้ให้สุ่ม 3 อำเภอ โดยการจับฉลาก

3.2.5 การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi - Stage Sampling)
การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยมากจะใช้ในกรณีที่ประชากรมีขนาดใหญ่ แล้วสามารถแบ่งย่อยเป็นหน่วยต่างๆได้อีกหลายหน่วย

ตัวอย่าง 1.5 ต้องการหารายได้เฉลี่ยต่อปีของคนไทย ซึ่งประเทศไทยมีประชากรมากกว่า 60 ล้านคน จะเห็นได้ว่าจำนวนประชากรมีขนาดใหญ่และหลากหลายทั้งอายะ อาชีพ เชื้อชาติ ฯลฯ วิธีการที่จะได้มาซึ่งข้อมูลก็จำเป็นต้องแบ่งย่อยข้อมูลออกเป็นลักษณะต่างๆ ซึ่งอาจจะสามารถทำได้ดังนี้
ขั้นที่ 1 กำหนดลักษณะชั้นความเจริญของเมือง
- เมืองหลวงและปริมณฑล
- เมืองที่มีความเจริญชั้น 1
- เมืองที่มีความเจริญชั้น 2
- เมืองที่มีความเจริญชั้น 3
- เมืองที่มีความเจริญชั้น 4
ขั้นที่ 2 สุ่มจังหวัดในแต่ละชั้นความเจริญของเมืองที่กำหนด
ขั้นที่ 3 สุ่มเลือก เขตการปกครอง หรือ อำเภอ
- อำเภอเมือง
- อำเภอชั้น 1
- อำเภอชั้น 2
- อำเภอชั้น 3
ขั้นที่ 4 สุ่มเลือกตำบล
- เขตเทศบาล
- ตำบลชั้น 1
- ตำบลชั้น 2
ขั้นที่ 5 สุ่มเลือกหมู่บ้าน
ขั้นที่ 6 สุ่มเลือกครัวเรือน
ขั้นที่ 8 สุ่มเลือกบุคคลในครัวเรือน

การกำหนดการสุ่มในแต่ละขั้นตอน จะทำโดยเทคนิคใดก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและข้อจำกัดของงานวิจัยนั้นๆ

4. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
4.1 ประชากร (Population) หมายถึง หน่วยทุกหน่วย (ซึ่งอาจมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้) ที่เรา สนใจเช่น จำนวนคนไทยที่เป็นเพศชาย ประชากรคือคนไทยทุกคนที่เป็นเพศชาย จำนวนรถยนต์ในจังหวัดพิษณุโลก ประชากรคือ รถยนต์ทุกคันที่อยู่ในจังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ
4.2 ตัวอย่าง (Sample) หมายถึง หน่วยย่อยของประชากรที่เราสนใจ เช่น จำนวนรถยนต์ที่วิ่งในจังหวัดพิษณุโลกซึ่งไม่สามารถจัดเก็บได้ทัน จึงต้องใช้ตัวอย่างซึ่งตัวอย่างจะต้องเป็น รถยนต์ที่กำลังวิ่งอยู่ในจังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ

ค่าต่างๆ ที่คำนวณได้จากประชากรจะเรียกว่าค่า พารามิเตอร์ (Parameter) ส่วนค่าต่างที่คำนวณได้จากกลุ่มตัวอย่างจะเรียกว่าค่าสถิติ (Statistics)

ตารางแสดงสัญลักษณ์ของค่าต่างๆ

ค่าคำนวณ
ประชากร
ตัวอย่าง
 1. ค่าเฉลี่ย
 2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
S. , S.D. , s
 3. ความแปรปรวน
,
 4. จำนวนข้อมูล
N
n
 5. สหสัมพันธ์
R , r
 6. สัดส่วน
P
p

5.1 การวิเคราะห์แนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง
สำหรับข้อมูลเชิงปริมาณที่เก็บรวบรวมมาได้นั้น ค่าพื้นฐานทางสถิติที่สำคัญมากค่าหนึ่งคือค่ากลางของข้อมูล ซึ่งประกอบด้วย

5.1.1 ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Arithmetic Mean , Average , )
 

      ค่าเฉลี่ยเลขคณิต( ) จัดว่าเป็นค่าที่มีความสำคัญมากในวิชาสถิติ เพราะค่าเฉลี่ยเลขคณิตเป็นค่ากลางหรือเป็นตัวแทนของข้อมูลที่ดีที่สุด เพราะ 1)เป็นค่าที่ไม่เอนเอียง 2)เป็นค่าที่มีความคงเส้นคงวา 3)เป็นค่าที่มีความแปรปรวนต่ำที่สุด และ 4)เป็นค่าที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ค่าเฉลี่ยเลขคณิตก็มีข้อจำกัดในการใช้ เช่น ถ้าข้อมูลมีการกระจายมาก หรือข้อมูลบางตัวมีค่ามากหรือน้อยจนผิดปกติ หรือข้อมูลมีการเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ค่าเฉลี่ยเลขคณิตจะไม่สามารถเป็นค่ากลางหรือเป็นตัวแทนที่ดีของข้อมูลได้
การหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตเมื่อข้อมูลไม่ได้มีการแจกแจงความถี่ ()
ในกรณีที่ข้อมูลไม่ได้มีการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตสามารถหาได้โดย

สูตร    

เมื่อ xi แทนค่าสังเกตของข้อมูลลำดับที่ i
n แทนจำนวนตัวอย่างข้อมูล

นิยาม ค่าเฉลี่ยเลขคณิต คือ ผลรวมของค่าสังเกตหรือค่าของตัวอย่างที่ได้จากการสำรวจทุกค่าของข้อมูล แล้วหารด้วยจำนวนตัวอย่างของข้อมูล

ตัวอย่าง 1.6 จากการสอบถามนักศึกษาคนหนึ่งเกี่ยวกับรายจ่ายใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ข้อมูลดังนี้

วัน
จันทร์
อังคาร
พุธ
พฤหัสบดี
ศุกร์
เสาร์
อาทิตย์
รายจ่าย
50
75
40
50
100
100
75

อังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์
รายจ่าย 50 75 40 50 100 100 75
จากข้อมูลข้างต้นจงหาค่าเฉลี่ยเลขคณิตของค่าใช้จ่ายต่อสัปดาห์ของนักศึกษาผู้นี้
วิธีทำ กำหนด x1 = 50 (รายจ่ายวันที่ 1)
x2 = 75 (รายจ่ายวันที่ 2)
x3 = 40 (รายจ่ายวันที่ 3)
x4 = 50 (รายจ่ายวันที่ 4)
x5 = 100 (รายจ่ายวันที่ 5)
x6 = 100 (รายจ่ายวันที่ 6)
x7 = 75 (รายจ่ายวันที่ 7)
n คือจำนวนข้อมูล n = 7

จากสูตร  


             

             =   70

รายจ่ายโดยเฉลี่ยต่อวันในสัปดาห์ที่ผ่านมาของนักศึกษาผู้นี้มีค่าเท่ากับ 70 บาท


5.1.2 ค่ามัธยฐาน (Median : Me)


     เป็นค่ากลางของข้อมูลที่ได้จากการพิจารณาตำแหน่งของข้อมูลที่อยู่ตรงกลางโดยที่ข้อมูลต้องทำการเรียงลำดับตามปริมาณจากมากไปน้อย หรือจากน้อยไปมากก็ได้ และค่ามัธยฐานยังสามารถใช้เป็นตัวแทนของข้อมูลได้เป็นอย่างดี ในกรณีที่ข้อมูลมีการกระจายที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากการที่มีข้อมูลบางตัวมีค่ามากหรือน้อยจนผิดปกติ
สำหรับขั้นตอนการหาค่ามัธยฐานมี 2 ขั้นตอนดังนี้
1) เรียงลำดับข้อมูลจากมากไปน้อย หรือจากน้อยไปมาก
2) ทำการหาตำแหน่งกึ่งกลางของข้อมูลที่ได้จากขั้นตอนที่ 1
5.1.2.1 การหาค่ามัธยฐาน เมื่อข้อมูลไม่ได้มีการแจกแจงความถี่และมีจำนวนข้อมูลเป็นจำนวนคี่
ในกรณีที่ต้องการหาค่ามัธยฐานของข้อมูลเมื่อข้อมูลมีจำนวนคี่ จะสามารถกำหนดตำแหน่งของข้อมูลที่มีค่ามัธยฐานได้โดยสูตร
ตำแหน่งของมัธยฐาน =
ตัวอย่าง 1.7 จงหามัธยฐาน(Me) ของข้อมูลชุดนี้ 15 , 19 , 14 , 12 , 21 , 17 , 150
วิธีทำ
ขั้นที่ 1 เรียงลำดับข้อมูลจากน้อยไปมาก
ตำแหน่งที่ 1 2 3 4 5 6 7
ค่าของข้อมูล 12 14 15 17 19 21 150
ขั้นที่ 2 หาตำแหน่งของมัธยฐาน
ตำแหน่งของมัธยฐาน = = 4
ข้อมูลที่อยู่ตำแหน่งที่ 4 คือ 17
มัธยฐาน (Me) มีค่า = 17

5.1.2.2 การหาค่ามัธยฐาน เมื่อข้อมูลไม่ได้มีการแจกแจงความถี่และมีจำนวนข้อมูลเป็นจำนวนคู่
ในกรณีที่ต้องการหาค่ามัธยฐานของข้อมูลเมื่อข้อมูลมีจำนวนคู่ จะสามารถกำหนดตำแหน่งของข้อมูลที่มีค่ามัธยฐานได้โดยสูตร
มัธยฐาน(Me) = ค่าเฉลี่ยของข้อมูลที่อยู่ในตำแหน่งที่ และ

ตัวอย่าง 1.8 จงหามัธยฐาน(Me) ของข้อมูลชุดนี้ 115 , 125 , 104 , 112 , 121 , 127 , 116 , 785
วิธีทำ
ขั้นที่ 1 เรียงลำดับข้อมูลจากน้อยไปมาก
ตำแหน่งที่ 1 2 3 4 5 6 7 8
ค่าของข้อมูล 104 112 115 116 121 125 127 785
ขั้นที่ 2 หาตำแหน่งของมัธยฐาน
= ตำแหน่งที่ และ
= ตำแหน่งที่ (8/2) และ (10/2)
= ตำแหน่งที่ 4 และตำแหน่งที่ 5
มัธยฐาน(Me) อยู่ ณ ตำแหน่งที่ 4 และตำแหน่งที่ 5
มัธยฐาน (Me) มีค่า = = 118.5


5.1.3 ค่าฐานนิยม (Mode : Mo)


    ค่าฐานนิยมเป็นค่ากลางซึ่งจะนำมาใช้ในกรณีที่ข้อมูลมีการซ้ำกันมากๆจนผิดปกติ ซึ่งค่าฐานนิยมจะเป็นค่ากลางหรือตัวแทนของข้อมูลที่สามารถอธิบายลักษณะที่เกิดขึ้นได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยเลขคณิตและค่ามัธยฐาน นอกจากนี้ค่าฐานนิยมยังมีข้อพิเศษมากกว่าค่าเฉลี่ยและมัธยฐาน ตรงที่สามารถใช้ได้กับข้อมูลที่เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพ(Qualitative) และข้อมูลเชิงปริมาณ(Quantitative) และค่าฐานนิยมยังสามารถมีค่าได้มากกว่า 1 ค่าอีกด้วย

     การหาค่าฐานนิยม(Mo) เมื่อข้อมูลไม่ได้มีการแจกแจงความถี่
ในกรณีที่ข้อมูลไม่ได้มีการแจกแจงความถี่ วิธีการหาค่าฐานนิยม(Mo) สามารถทำได้โดยการนับจำนวนข้อมูล ซึ่งข้อมูลชุดใดมีจำนวนซ้ำกันมากที่สุดก็จะเป็นค่าฐานนิยม
ตัวอย่าง 1.9 จงหาค่าฐานนิยมจากข้อมูลชุดนี้ 25,19,32,29,19,21,22,21,19,20,19,22,23,20
วิธีทำ ฐานนิยม(Mo) = ค่าที่ซ้ำกันมากที่สุด = 19
ฐานนิยม (Mo) ของข้อมูลชุดนี้มีค่าเท่ากับ 19

6.1 การวัดการกระจายของข้อมูล (Measure of Dispersion)
การวัดการกระจายสัมบูรณ์ (Absolute Variation)

6.1.1 พิสัย (Range : R)
พิสัย หมายถึง การหาการกระจายของข้อมูลโดยนำข้อมูลที่มีค่าสูงที่สุด ลบกับข้อมูลที่มีค่าต่ำที่สุด เพื่อให้ได้ค่าที่เป็นช่วงของการกระจาย ซึ่งสามารถบอกถึงความกว้างของข้อมูลชุดนั้นๆ สำหรับสูตรที่ใช้ในการหาพิสัยคือ
พิสัย (R) = Xmax – Xmin

ตัวอย่าง 1.10 จงหาพิสัยจากข้อมูลชุดนี้ 25,19,32,29,19,21,22,31,19,20,15,22,23,20
วิธีทำ
สูตร พิสัย (R) = Xmax – Xmin
             = 32 – 15
             = 17
ข้อมูลชุดนี้มีพิสัย(R) เท่ากับ 17


6.1.2 ส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย (Mean Deviation หรือ Average Deviation : M.D.)
การหาส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย(M.D.) ในกรณีข้อมูลไม่ได้แจกแจงความถี่

สูตร


ตัวอย่าง 1.11 จงหาส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย(M.D.)จากข้อมูลชุดนี้ 25,19,32,29,19,21,22,31
วิธีทำ
1) หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล

     =    24.75

2) หาส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย(M.D.)

        =     45

ค่าส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย(M.D.) ของข้อมูลชุดนี้มีค่าเท่ากับ 4.5

6.1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.,S,s)
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นค่าวัดการกระจายที่สำคัญทางสถิติ เพราะเป็นค่าที่ใช้บอกถึงการกระจายของข้อมูลได้ดีกว่าค่าพิสัย และค่าส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย

การหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ในกรณีข้อมูลไม่ได้มีการแจกแจงความถี่
สูตร

หรือ

ตัวอย่าง 1.12 จงหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลชุดนี้ 5,7,9,5,10,8,12
วิธีทำ
1) หาค่าเฉลี่ยของข้อมูล

   

    =   8

2) หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

       


 S.D.  =   2.5820
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.)ของข้อมูลชุดนี้ มีค่าเท่ากับ 2.5820

หมายเหตุ
เมื่อนำค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมายกกำลังสอง จะเรียกว่าค่าความแปรปรวน
ค่าความแปรปรวน(Variance : ,)


ชีวประวัติและผลงานของ "อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก"

มาดเท่ๆ ของอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก สมัยเมื่อปี 2503

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 มีนาคม 2551

      เพื่อเป็นการรำลึกถึงสุดยอดนักเขียนนิยายไซไฟแห่งยุคผู้ล่วงลับ "อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก" ผู้เป็นที่เคารพนับถือ และได้รับยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์และคอนักอ่านแนวไซไฟทั่วโลก ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงนำประวัติและผลงานบางส่วนของท่านมาฝากผู้อ่าน เพราะเชื่อแน่ว่ายังมีแฟนๆ นักอ่านอีกจำนวนไม่น้อยที่อยากจะรู้จักท่านเซอร์อาร์เธอร์ให้มากกว่านี้
       
       อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก (Arthur C. Clarke) เกิดเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 2460 ในเมืองซัมเมอร์เซท (Somerset)ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศอังกฤษ มีพี่น้องทั้งหมด 4 คน บิดามารดามีอาชีพเกษตรกรรม

อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก กับรูปปั้นของเขาเอง
       
       

        คลาร์กสนใจวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เขาประดิษฐ์กล้องดูดาวได้ด้วยตัวเองครั้งแรกเมื่ออายุได้ 13 ปี และพออายุ 14 ปี บิดาของเขาก็เสียชีวิต หลังจากนั้นมารดาก็เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว
       
       ปี 2470 คลาร์กเข้าศึกษาชั้นประถมที่ฮิวซ์ส แกรมมาร์ สคูล (Huish's Grammar School) จนจบชั้นมัธยมในปี 2479 จากนั้นก็เริ่มต้นทำงานที่คณะกรรมการการคลังและการตรวจสอบงบประมาณในกรุงลอนดอน พร้อมกับเข้าร่วมเป็นสมาชิกสมาคมระหว่างดาวเคราะห์อังกฤษ (British Interplanetary Society: BIS)

 

2 พระเอกในภาพยนตร์เรื่อง "2001: A Space Odyssey"


       
       คลาร์กเริ่มเขียนเรื่องราวที่มาจากจินตนาการตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน โดยอ่านผลงานของเอช จี เวลล์ และจูลส์ เวิร์น รวมทั้งเรื่องราวตื่นเต้นไซไฟในนิตยสารต่างๆ และในช่วงปี 2480 คลาร์กก็เริ่มมีผลงานเรื่องสั้นตีพิมพ์ในวารสารบ้างแล้ว
       
       ช่วงระหว่างปี 2484-2489 คลาร์กเข้ารับราชการทหารเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบเรดาร์ของกองทัพอากาศ และเริ่มเขียนนิยายวิทยาศาสตร์เล่มแรกในช่วงนั้น

รอยยิ้มใจดีของคุณปู่คลาร์ก


       
       ปี 2488 คลาร์กได้เขียนรายงานทางเทคนิคเกี่ยวกับดาวเทียมค้างฟ้า และถูกตีพิมพ์ในวารสาร ไวร์เลส เวิลด์ (Wireless World) ฉบับเดือน ต.ค. ปีเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นที่มาของดาวเทียมสื่อสารในเวลาต่อมา ที่โคจรอยู่ที่ระดับความสูง 36,000 กิโลเมตร ซึ่งสมาพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติ (International Astronomical Union : IAU) เรียกวงโคจรของดาวเทียมนี้ว่า "วงโคจรคลาร์ก" (Clarke Orbit) หรือ "วงโคจรค้างฟ้า"
       
       หลังสงครามสิ้นสุด คลาร์กเข้าเรียนต่อที่คิงส์คอลเลจ ลอนดอน และสำเร็จการศึกษาทางด้านปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมสาขาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ในปี 2491 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ผลงานนิยายวิทยาศาสตร์เรื่องแรกของคลาร์ก "พรีลูด ทู สเปซ" (Prelude to Space) ได้รับการตีพิมพ์ จากการใช้เวลาเขียนเพียง 3 สัปดาห์ ในช่วงฤดูร้อนของปี 2490

รอยยิ้มใจดีของคุณปู่คลาร์กที่บัดนี้กลายเป็นความทรงจำไปแล้ว


       
       ปี 2592 คลาร์กทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการให้กับวารสาร ไซน์ แอบสแทรคท์ (Science Abstracts) ก่อนจะผันตัวเองออกมาเป็นนักเขียนเต็มเวลาในปี 2493
       
       ทั้งนี้ คลาร์กเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมระหว่างดาวเคราะห์อังกฤษ ระหว่างปี 2490-2493 และอีกวาระหนึ่งในปี 2496
       
       ปี 2496 คลาร์กสมรสกับมาริลิน เมย์ฟิลด์ (Marilyn Mayfield) หญิงหม้ายชาวอเมริกันที่มีลูกติดอีก 1 คน แต่หลังจากนั้นเพียง 6 เดือน ก็แยกทางกัน แต่หย่าขาดจากกันจริงๆ ในปี 2507 โดยที่คลาร์กไม่ได้แต่งงานใหม่อีกเลย

หนังสืออัตถชีวประวัติของอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก ยังคงวางอยู่เป็นอนุสรณ์บนโต๊ะในห้องทำงานของเขา


       
       คลาร์กเริ่มสนใจการสำรวจใต้ทะและอพยพไปอยู่ที่ศรีลังการในปี 2499 เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับมหาสมุทรอินเดียอีกหลายเล่ม ทั้งที่เป็นเรื่องจริง นิยาย และบทความ และยังได้ร่วมกับไมค์ วิลสัน ถ่ายทำภาพยนตร์เกี่ยวกับ เกรท แบริเออร์ รีฟ (Great Barrier Reef) ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่มาของนวนิยายเรื่อง เดอะ ดีพ เรนจ์ (The Deep Range)
       
       ปี 2505 คลาร์กประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะจนเป็นอัมพาต และสั่งลาท้องทะเลที่รักด้วยผลงานเรื่อง ดอลฟิน ไอส์แลนด์ (Dolphin Island) และหลังจากฟื้นตัวเขาก็เริ่มงานสแตนลีย์ คูบริก ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง 2001: อะ สเปซ โอดิสซีย์ (2001: A Space Odyssey)
       
       ปี 2523 ชื่อเสียงของคลาร์กโด่งดังมากยิ่งขึ้นเขาหันมาทำรายการโทรทัศน์และเป็นพิธีกรด้วยตัวเองในรายการ "อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก มิสทีเรียส เวิลด์" (Arthur C. Clarke's Mysterious World) และในปี 2525 กับรายการ "อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก เวิลด์ ออฟ สเตรนจ์ เพาเวอร์" (Arthur C. Clarke's World of Strange Powers) ระหว่างนั้นก็เป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สหรัฐฯ และอินเดีย
       
       ปี 2529 สมาคมนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์อเมริกัน (Science Fiction Writers of America) ยกย่องคลาร์กให้เป็น "แกรนด์ มาสเตอร์" (Grand Master) ทางด้านนิยายไซไฟ

ผลงานจากปลายปากกาของอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก


       
       ปี 2541 คลาร์กได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นอัศวิน (Knighthood) จากสมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ และมีบรรดาศักดิ์เป็นท่านเซอร์
       
       คลาร์กใช้ชีวิตอยู่ในศรีลังกามากว่าครึ่งชีวิตจนได้เป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ของศรีลังกาไปแล้ว ซึ่งสามารถอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องต่อวีซ่า และเขาก็ได้รับการยกย่องจากชาวศรีลังกาอย่างมากและยกให้เป็น "ความภูมิใจของศรีลังกา" พร้อมกับมอบรางวัล The Lankabhimanaya award (Pride of Lanka) ให้เป็นเกียรติ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2548
       
       ในช่วงบั้นปลายชีวิต อาการป่วยด้วยโรคโปลิโอทวีความรุนแรงมากขึ้นจนมาระยะหลังคลาร์กต้องใช้ชีวิตบนรถเข็นตลอดเวลา และในวันที่ 16 ธ.ค.50 คลาร์กก็ได้ฉลองวันเกิดและการเดินทางโคจรรอบดวงอาทิตย์ของเขาในวาระครบ 90 ปี ซึ่งมีเพื่อนพ้องมาร่วมยินดีมากมาย
       
       กระทั่งช่วงเช้าของวันที่ 19 มี.ค. 2551 ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา คลาร์กจากไปอย่างสงบด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ตำนานชีวิตของวีรบุรุษแห่งวงการวิทยาศาสตร์ และปรมาจารย์นิยายไซไฟก็ได้ปิดฉากลงไปพร้อมกัน
 

หนังสือของอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก อาจทำให้คุณเสมือนได้โลดแล่นอยู่ในอวกาศอย่างตื่นเต้น

*******


       
ส่วนผลงานนวนิยายของอาร์เธอร์ ซี คลาร์ก มีดังต่อไปนี้ ซึ่งจะมีบางเรื่องได้รับการแปลเป็นฉบับภาษาไทยแล้วเมื่อหลายปีก่อน และค่อนข้างหายากทีเดียว โดยจะระบุชื่อหนังสือในภาษาไทยไว้ด้วย ได้แก่
       

       - Prelude to Space (1951)
       
       - The Sands of Mars (1951)
       
       - Islands in the Sky (1952)
       
       - Against the Fall of Night (1953) : ประหนึ่งจะเย้ยรัตติกาล แปลโดย ยรรยง เต็งอำนวย สำนักพิมพ์ ณ บ้านวรรณกรรม ปี 2539
       
       - Childhood's End (1953) : สุดสิ้นกลิ่นน้ำนม แปลโดย ภาพรรณ ตีพิมพ์เป็นนิตยสารสเปคตรัมฉบับที่ 9 ปี 2518 โดยบริษัท คอลเลจ บุคส์
       
       - Earthlight (1955) : แสงโลก แปลโดย ชัยคุปต์
       
       - The City and the Stars (1956)
       
       - The Deep Range (1957)
       
       - A Fall of Moondust (1961) : นรกใต้ทะเลฝุ่น แปลโดย บรรยงก์ สำนักพิมพ์ออบิท ปี 2523
       
       - Dolphin Island (1963)
       
       - Glide Path (1963)
       
       - 2001: A Space Odyssey (1968) : จอมจักรวาล แปลโดย ดาวเกษ สำนักพิมพ์หนังสือกันยา ปี 2524 หรือ จอมจักรวาล 1 แปลโดย ระเริงชัย สำนักพิมพ์ ดอกหญ้า ปี 2537
       
       - Rendezvous with Rama (1972) : ดุจดั่งอวตาร แปลโดย กลุ่มออบิท สำนักพิมพ์ ออบิท, บริษัท โปรวิชั่น จำกัด
       
       - Imperial Earth (1975)
       
       - The Fountains of Paradise (1979) : พาราไดซ์ แปลโดย ญาฎา สำนักพิมพ์ จินตนาการ ปี 2528 หรือ สู่สวรรค์ สำนักพิมพ์ ดอกหญ้า
       
       - 2010: Odyssey Two (1982) : จอมจักรวาล 2 แปลโดย ฤดีดวง และ ณัฐ ศาสตร์ส่องวิทย์ สำนักพิมพ์ ซีเอ็ดยูเคชัน ปี 2526
       
       - The Songs of Distant Earth (1986)
       
       - 2061: Odyssey Three (1988) : จอมจักรวาล 3 แปลโดย พันธุ์ อรรณพ
       
       - A Meeting with Medusa (1988)
       
       - Cradle (1988) (แต่งร่วมกับ Gentry Lee)
       
       - Rama II (1989) (แต่งร่วมกับ Gentry Lee)
       
       - Beyond the Fall of Night (1990) (แต่งร่วมกับ Gregory Benford)
       
       - The Ghost from the Grand Banks (1990)
       
       - The Garden of Rama (1991) (แต่งร่วมกับ Gentry Lee)
       
       - Rama Revealed (1993) (แต่งร่วมกับ Gentry Lee)
       
       - The Hammer of God (1993)
       
       - Richter 10 (1996) (แต่งร่วมกับ Mike McQuay)
       
       - 3001: The Final Odyssey (1997) : จอมจักรวาล (ภาคอวสาน) แปลโดย ลักษณรงค์
       
       - The Trigger (1999) (แต่งร่วมกับ Michael P. Kube-McDowell)
       
       - The Light of Other Days (2000) (แต่งร่วมกับ Stephen Baxter)
       
       - Time's Eye (2003) (แต่งร่วมกับ Stephen Baxter)
       
       - Sunstorm (2005) (แต่งร่วมกับ Stephen Baxter)
       
       - Firstborn (2007) (แต่งร่วมกับ Stephen Baxter) 
       
       
**หมายเหตุ สำนักพิมพ์ดอกหญ้าได้จัดพิมพ์หนังสือชุด "จอมจักรวาล" และ สู่สวรรค์ เมื่อราวปี 2537 ซึ่งน่าจะยังพอหาซื้อได้ หรืออาจติดต่อกับทางสำนักพิมพ์ได้โดยตรง


10 สุดยอดภาพจากอวกาศ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 2 มกราคม 2551 18:42 น.

      อวกาศกว้างใหญ่และดวงดาวบนฟ้าไกลเป็นดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ที่มนุษย์เฝ้าฝันจะฝ่าฟันเดินทางไปหยั่งรู้พื้นที่ที่ไม่รู้ว่าจบลงตรงไหน นานมาหลายศตวรรษเท่าที่มนุษย์รู้จักแหงนมองท้องฟ้า ภาพแสงระยิบระยับล้วนจับตาจับใจไม่น้อย และเมื่อมนุษย์สามารถประดิษฐ์กล้องส่องทางไกลจนขยายใหญ่ถึงกล้องโทรทัศน์ ภาพดวงดาวที่ไกลโพ้นก็ชัดเจนขึ้นทุกขณะ
       
       ทว่า เมื่อกล้องโทรทรรศน์ได้รับการพัฒนาให้มีความสามารถสูงขึ้น ถึงขนาดส่องไกลได้ถึงหลายร้อยหลายพันปีแสง และยังออกไปโคจรนอกโลกบันทึกภาพต่างๆ แทนดวงตาของมวลมนุษยชาติ ภาพจากอวกาศในช่วงหลังๆ จึงได้สวยงามและอัศจรรย์ยิ่งนัก
       
       แม้จะล่วงเลยปี 2550 มาหลายเวลาแล้ว แต่ “ภาพอวกาศ” ที่ไร้กาลเวลาก็ยังน่าดูอยู่เสมอ ท่ามกลางภาพอวกาศมากมาย เราจึงขอหยิบยก 10 สุดยอด “ภาพอวกาศ” ที่ความสามารถของมนุษย์จะบันทึกได้มานำเสนอ โดยเป็นลำดับความนิยมจากเว็บไซต์เนชันแนล กราฟิก นิวส์ ที่ได้ประมวลไว้เมื่อครั้นที่ภาพเหล่านี้เผยแพร่สู่สาธารณชน

1. วาระสุดท้ายของฝาแฝดดวงอาทิตย์

        เมื่อกลางเดือน ก.พ.2550 องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ได้เผยภาพดาวฤกษ์ที่ตายแล้ว อยู่ในสภาพ “ดาวแคระขาว” มีแสงสว่างเป็นจุดอยู่ใกล้ใจกลางเนบิวลา NGC 2440 และที่น่าสนใจคือ ดาวดังกล่าวมีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์
       
       ดาวฤกษ์ขนาดเล็กและกลางอย่าง “ดวงอาทิตย์” ส่วนใหญ่มีจุดจบเป็น “ดาวแคระขาว” เมื่อไฮโดรเจนซึ่งเป็นสารประกอบส่วนใหญ่ของดาวเปลี่ยนเป็นฮีเลียม ดาวดวงนั้นเริ่มกลายเป็นดาวสีแดงยักษ์ และพ่นสิ่งต่างๆ ออกสู่เนบิวลา จากนั้นก็จะเหลือใจกลางที่ร้อน และเปลี่ยนเป็นดาวแคระขาวไปในที่สุด
       
       ภาพดาวแคระขาวที่บันทึกได้นี้ห่างจากโลกออกไป 4,000 ปีแสง นับว่าเป็นดาวแคระขาวที่ร้อนที่สุดเท่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยบันทึกมา คือมีอุณหภูมิสูงถึง 200,000 องศาเซลเซียส แสงอัลตราไวโอเล็ต (สีม่วง-ฟ้า) ที่เห็นตรงใจกลางภาพนั้นคือกลุ่มก๊าซที่พวยพุ่งออกมาจากใจกลางของดวงดาว
       
       ดวงอาทิตย์ของเราก็จะมีชะตากรรมเหมือนดาวดวงนี้ แต่ยังไม่เกิดขึ้นภายใน 5 พันล้านปีนี้แน่นอน
       
       (เครดิตภาพ NASA/ESA)

 

2. วัตถุประหลาดวนรอบดาว
       


          ภาพวัตถุประหลาดมวลเท่าดาวเคราะห์โคจรรอบดาวนิวตรอน ในเดือน ก.ย.50 นับเป็นเทห์วัตถุที่แปลกสุดๆ เท่าที่นักดาราศาสตร์เคยพบเห็น แทนที่วัตถุชิ้นนี้จะโคจรรอบดาวฤกษ์ธรรมดาทั่วไป แต่กลับโคจรรอบดาวพัลซาร์หรือนิวตรอนอย่างรวดเร็ว
       
       ดาวนิวตรอนหมุนรอบตัวเองร้อยกว่ารอบใน 1 วินาที เร็วกว่าเครื่องปั่นในครัวเสียอีก ปกติแล้วดาวชนิดนี้ก็จะหมุนช้าลงตามอายุ แต่ดูเหมือนว่าวัตถุประหลาดจะช่วยส่งพลังให้ดาวดวงนี้เพิ่มความเร็วขึ้นไปอีก จากภาพจะเห็นมวลหมู่แก๊สผุดออกมาในลักษณะที่ไม่เสถียร
       
       วัตถุมวลประหลาดนี้ห่างจากดาวที่มันโคจรรอบๆ ประมาณ 370,149 กิโลเมตร ใกล้กว่าโลกกับดวงจันทร์ และสามารถสังเกตเหตุการณ์นี้ได้จากโลก
       
       นักดาราศาสตร์คาดว่าระบบวัตถุประหลาดโคจรรอบดาวนิวตรอนนี้เกิดขึ้นจากดาวฤกษ์ 2 ดวงเมื่อหลายพันล้านปีก่อน และแม้ว่าดาวฤกษ์ดวงใหญ่จะกลายเป็นซูเปอร์โนวาไป แต่ก็ยังซ่อนอยู่เบื้องหลังดาวนิวตรอน ส่วนดาวดวงเล็กกว่าก็ขยายตัวกลายเป็นดาวยักษ์แดง แต่ยังไม่มีใครระบุได้แน่ชัดว่าดาวดวงเล็กจะมีอายุยืนยาวไปถึงเมื่อใด
       
       (ภาพ Aurore Simmonet/Sonoma State University)

3. ร่องรอยแห่งน้ำจากดาวอังคาร
       


       ภาพจากดาวเทียมที่โคจรรอบดาวอังคารเผยให้เห็นว่าครั้งหนึ่งเคยมีน้ำไหลผ่านอยู่บนชั้นหิน ซึ่งปรากฎรายงานผลการศึกษาในวารสารวิทยาศาสตร์เมื่อเดือน ก.พ.50 โดยรอยแยกที่ชั้นหินเหนือหลุมเบคเกอเรลทำให้เห็นชั้นหินสีสว่างและเข้ม และเมื่อใช้กล้องความละเอียดสูงจากยานสำรวจดาวอังคารบันทึกสู่โลก นักวิทยาศาสตร์ก็ตื่นตะลึงเมื่อผลวิเคราะห์ออกมาว่า ที่รอยแยกดังกล่าวมีน้ำซึมอยู่ก่อนหน้า และน่าจะมีความหวังว่าหากขุดเข้าไปในพื้นผิวของดาวแดง น่าจะพบแหล่งน้ำอย่างแน่นอน
       
       (ภาพ Science)

4. เนบิวลาบิดเกลียว
       


       ฝุ่นผงจากดาวหางรายล้อมดาวฤกษ์ให้ดูเหมือนดวงตาในใจกลางเนบิวลารูปหอย (Helix nebula) อันห่างไกล ภาพนี้บันทึกจากกล้องโทรทัศน์อวกาศสปิตเซอร์ของนาซา และเปิดเผยสู่สาธารณชนเมื่อวันที่ 12 ก.พ.50 เนบิวลานี้ห่างจากโลก 700 ปีแสง ประกอบด้วยดาวฤกษ์ที่มีลักษณะเหมือนดวงอาทิตย์แต่ดายไปแล้ว กลายเป็นดาวแคระขาวสีสันหลากหลาย
       
       ยังมีเนบิวลาที่มีลักษณะใกล้เคียงกันเช่นนี้มากมายในกาแลกซีทางช้างเผือกที่พวกเราอาศัยอยู่ แต่เนบิวลารูปหอยเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นหลักฐานถึงการรอดชีวิตในจักรวาล ก่อนที่ดาวจะหมดอายุขัย ดาวหางก็โคจรผ่านเข้ามาสู่ระบบพอดี ขณะที่ดาวดายลงก็ขยายตัวออก เกิดมวลปะทะกัน ฝุ่นผงจากทั้งคู่ดันเข้าหากันและหมุนวนรอบดาวแคระขาว อันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ทิ้งไว้หลังดาวฤกษ์สูญสลาย
       
       (ภาพ NASA/JPL-Caltech/University of Arizona)

5. ดาวแม่เหล็กระเบิด


       
       ภาพจำลองเทห์วัตถุอวกาศที่พบได้ยากยิ่ง “ดาวแม่เหล็ก” ขณะกำลังระเบิดและปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปรังสีเอ็กซ์ ดาวดวงนี้ห่างจากกลุ่มดาวคนยิงธนูประมาณ 15,000 ปีแสง เป็นดาวนิวตรอนหมุนเร็วขนาดเล็ก และก่อนหน้าการระเบิดปลดปล่อยรังสีเอ็กซ์ออกมาเป็นจำนวนมาก
       
       ดาวแม่เหล็กดวงนี้มีความกว้างเพียงแค่ 15 กิโลเมตร แต่มีมวลมากพอๆ กับดวงอาทิตย์ ซึ่งองค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ผู้นำในการศึกษาครั้งนี้พบว่าดาวดังกล่าวมีสนามแม่เหล็กรุนแรงมากเป็นอันดับต้นๆ ในจักรวาล สูงมากกว่า 600 ล้านล้านล้านเท่าของสนามแม่เหล็กโลก
       
       (ภาพ NASA/Swift/Sonoma State University/A. Simonnet)

6. มนุษย์ต่างดาวอาจจะแปลกประหลาดกว่าที่คิด
       


       นี่เป็นภาพจำลองการลงจอดของยานแหย่ (โพรบ) ฮอยเกนของนาซาและอีซา ที่ตกลงท่ามกลางทะเลสาบมีเทนของ “ไททัน” บริวารแห่งดาวเสาร์ และจากการจมจ่อมอยู่ในของเหลวแบบนั้น ทำให้ทางภาคพื้นดินได้รับข้อมูลว่าสิ่งมีชีวิตนอกโลกอาจจะแปลกประหลาดไปจากที่เคยคาดการณ์กันไว้
       
       นักวิทยาศาสตร์มีข้อมูลส่วนหนึ่งที่จะพิจาณาถึงคำจำกัดความของ “ชีวิต” ในอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปจากสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างสิ้นเชิง ที่โลกเราพึ่งพา “คาร์บอน” เป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ชีวิตที่ต่างดาวที่ได้รับข้อมูลจากไททันนั้น น่าจะมีความแปลกประหลาดอย่างยิ่ง และที่สำคัญสามารถดำรงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สุดขั้ว อย่างทะเลกรดได้
       
       (ภาพ : Gregor Kervina, courtesy NASA/JPL)

7. ซูเปอร์โนวาทำลาย “หอคอยฝุ่น”


       
       “พิลลาร์ส ออฟ ครีเอชัน” (Pillars of Creation) หรือ “แท่งฝุ่นแห่งการสร้าง” ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซรูปแท่งขนาดใหญ่ที่เป็นหน่ออ่อนสำหรับการอนุบาลดาวฤกษ์รุ่นใหม่ ในเนบิวลานกอินทรี ซึ่งนักดาราศาสตร์ได้คาดการณ์มานับพันๆ ปีแล้วว่าพิลลาร์ ออฟ ครีเอชันจะถูกทำลายด้วยแรงระเบิดของซูเปอร์โนวาจากมรณกรรมของดาวฤกษ์ยักษ์ในบริเวณใกล้เคียง ในช่วงเดือน ม.ค.2550
       
       แท่งที่อัดแน่นไปด้วยฝุ่นก๊าซแห่งนี้เป็นสัญลักษณ์ของการก่อกำเนิดดาวใหม่ กลายเป็นภาพสำคัญเมื่อฮับเบิลบันทึกได้ในปี 2538 โดยส่วนที่หนาแน่นที่สุดนั้นถูกคลื่นกระแทกจากซูเปอร์โนวาตั้งแต่ 6 พันปีก่อน ซึ่งกว่าที่เราจะได้เห็นภาพเนบิวลาที่ถูกทำลายแล้วนั้นก็ต้องย้อนไปถึง 7 พันปีแสงอันเป็นระยะทางที่เนบิวลาดังกล่าวห่างจากโลก
       
       ภาพในย่านแสงอินฟราเรดจากกล้องสปิตเซอร์แสดงให้เห็นในส่วนสีแดงว่าเนบิวลานกอินทรีนั้นร้อน และขยายตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงในส่วนนี้ถูกกระตุ้นจากพลังของซูเปอร์โนวา ทำให้หอคอยดังกล่าวซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ที่ถูกอิทธิไม่สามารถทนทานต่อสภาพดังกล่าวได้จึงเกิดการสลายไปในที่สุด
       
       อย่างไรก็ดี การระเบิดของหอคอยแหล่งกำเนิดแห่งดวงดาวก็หาใช่ข่าวร้ายซะทีเดียว ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่าคลื่นกระแทกของซูเปอร์โนวาจะเป็นเชื้อไฟทำให้เกิดดาวใหม่ท่ามกลางกลุ่มควันที่คลื่นย่างกรายไปถึง
       
       (ภาพ NASA/JPL-Caltech/Institut d’Astrophysique Spatiale)

8. ระบบสุริยะเป็นรูป “กระสุน”


       
       ภาพกราฟิกแสดงให้เห็นถึงระบบสุริยจักรวาล ที่เต็มไปด้วยอนุภาคที่อัดเกาะกันไว้ (สีเหลือง) ขณะกำลังผ่านเข้าสู่สนามแม่เหล็กระหว่างดวงดาวของกาแลกซีทางช้างเผือก (แนวเส้นสีน้ำตาล) ซึ่งภาพจำลองนี้เป็นผลมาจากการค้นพบครั้งใหม่โดยข้อมูลจากยานวอยเอเจอร์ที่เดินทางท่องอวกาศมาเกือบ 30 ปีว่า ภาพของระบบสุริยะนั้นมีลักษณะเป็นวงรีหรือกระสุน
       
       (ภาพ Opher et al., 2007/Science)

9.ลำแสงแห่งดาวพฤหัส


       
       แสงสีม่วงที่ปรากฏตรงขั้วเหนือและใต้ของดาวพฤหัสที่เห็นในภาพนี้บันทึกในย่านรังสีเอ็กซ์ โดยกล้องโทรทัศน์จันทรา ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และผนวกเข้ากับภาพในคลื่นแสงที่ตามองเห็นจากกล้องฮับเบิล นับเป็นภาพที่ได้รับความสนใจไม่น้อย
       
       ลำแสงดังกล่าวสร้างความประหลาดใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์ไม่น้อยว่ามีแสงที่ขั้วออกมาได้อย่างไร ทั้งที่ดาวเคราะห์ดวงใหญ่สุดแห่งระบบสุริยะ มีการเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กอย่างรวดเร็วและรุนแรงทุกๆ 10 ชั่วโมง สร้างแรงดันไฟฟ้าได้ถึง 10 ล้านโวลต์ที่รอบๆ ขั้วทั้ง 2
       
       ทั้งนี้การโยกไปมาของดาวพฤหัส เกิดจากการกระตุ้นของอนุภาคภูเขาไฟจากดวงจันทร์ไอโอ ซึ่งดูเหมือนการแสดงที่ไม่มีวันจบสิ้น ความเชื่อมโยงระหว่างอุภาคภูเขาไฟที่ได้รับจากจันทร์บริวารดวงเล็กๆ ถึงกับมีผลต่อขั้วของดาวเคราะห์อย่างพฤหัสเลยหรือ...นี่คือปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ยังงุนงงอยู่
       
       (ภาพ NASA)

10. ดาวหาง “แมกนอต” สุกสว่างเหนือท้องฟ้าซีกโลกใต้


       
       การเดินทางมาเยือนโลกของดาวหางแมกนอต เมื่อต้นปี 2550 ที่ผ่านมา นับเป็นช่วงที่ดาวหางดวงนี้สว่างสุกใสที่สุดในรอบ 40 ปี ซึ่งสว่างมากจนสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า แม้ในยามที่ดาวหางปรากฏใกล้กับช่วงพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าก็ยังมองได้อย่างชัดเจน
       
       โรเบิร์ต แมกนอต นักดาราศาสตร์ชาวออสเตรเลียเป็นผู้ค้นพบดาวหางที่สุกสว่างนี้ เป็นครั้งแรกเมื่อเดือน ส.ค.ปี 2549 ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ออสเตรเลีย แต่น่าเสียดายที่ดาวหางดวงนี้สังเกตได้เฉพาะจากท้องฟ้าทางซีกโลกใต้ ซึ่งภาพที่บันทึกได้นี้ เป็นดาวหางแมกนอตที่มีความกว้าง 10 กิโลเมตร กำลังพุ่งดิ่งเหมือนกำลังตกลงมาจากท้องฟ้าด้วยความเร็วประมาณ 100 กิโลเมตรต่อวินาที เหนือพื้นที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ห่างจากโลกออกไป 120 ล้านกิโลเมตร
       
       (ภาพ Simon Baker/Reuters)


“เสินโจว 4” อีกความสำเร็จก้าวใหญ่ในอวกาศของพญามังกร

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 10 มกราคม 2546

      จีนประสบความสำเร็จครั้งใหญ่อีกครั้งในการส่งกระสวยอวกาศจากยาน “เสินโจว4” ขึ้นไปสำรวจอวกาศ จากวันที่ 31 ธันวาคม กระทั่งร่อนลงที่เขตปกครองตนเอง มองโกเลีย ในวันที่ 5 ธันวาคม อย่างภาคภูมิ การส่งยานอวกาศ “เสินโจว4 “ครั้งนี้ เป็นครั้งสุดท้ายของการส่งยานอวกาศที่ไร้มนุษย์สู่อวกาศ และมีแผนจะส่งมนุษย์อวกาศไปพร้อมกับ “เสินโจว5” ปลายปีนี้ ซึ่งจะทำให้จีน กลายเป็นจ้าวอวกาศหมายเลข 3 รองจาก รัสเซีย และสหรัฐฯ
        ยาน“เสินโจว4”ได้นำเมล็ดพืชพันธุ์ต่างๆ อาทิ ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง ต้นฝ้าย ผลไม้ สมุนไพรจีน และอื่นๆอีกกว่าร้อยชนิด ขึ้นไปโคจรด้วย
        ความสำเร็จอีกประการที่ก้าวหน้า คือการนำ “หุ่นจำลองมนุษย์” เข้าไปนั่งอยู่ในยานด้วย เพื่อทดสอบแรงกระเทือนที่ส่งผลกับมนุษย์ ขณะนำยานขึ้น โคจร และลงมาสู่พื้นโลก
        อุปกรณ์ทุกอย่างที่นำไปด้วย ประสบความสำเร็จในหารทำงานอย่างงดงาม และได้รวบรวมข้อมูลจำนวนมากกลับมาด้วย

"เสินโจว4"ขณะทะยานสู่อวกาศ

สู่พื้นโลกที่มองโกเลีย

"หุ่นมนุษย์จำลอง"ที่ไปกับยานอวกาศ


โครงการอวกาศ 'เสินโจว 5'

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 ตุลาคม 2546

-ภาพบรรยากาศวันประวัติศาสตร์ -เสินโจว 5 เผด็จศึกสำเร็จแล้ว

อภิมหาโครงการเสินโจว 1-4

-เสินโจว 5 -ขั้นตอนปฏิบัติการเสินโจว 5

-จรวดขนส่งตระกูลฉางเจิง -การพัฒนาจรวดขนส่งตระกูลใหม่

ลำดับการส่งเที่ยวบินอวกาศจีน

สถานียิงดาวเทียม 'จิ่วเฉวียน

-'หยางลี่เหว่ย' กัปตันเสินโจว 5 -ความสำเร็จเหนือโลกจักรวาลของมนุษยชาติ


สปุตนิก : ปฐมบทแห่งยุคอวกาศ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 1 ตุลาคม 2550

สปุตนิก 1 ตัดริบบิ้นเปิดสะพานจากโลกสู่อวกาศ แต่เส้นทางสู่ดวงดาวของมนุษยชาตินั้น ยังไม่รู้อีกนานแค่ไหน

“อวกาศ” ในสายตาและการรับรู้ของมนุษยชาติเปลี่ยนไป นับจาก “สปุตนิก 1” ของสหภาพโซเวียต ถูกส่งขึ้นฟ้าในวันที่ 4 ต.ค.2500
       
       บี๊บ...บี๊บๆๆๆ
       
 

"ไลก้า" สิ่งมีชีวิตแรกที่ได้ออกไปสู่อวกาศ

 

        สัญญาณวิทยุจากดาวเทียมขนาดลูก “บาสเก็ตบอล” น้ำหนักประมาณ 83 ก.ก.ที่เดินทางออกไปสำรวจพื้นผิวของโลกและชั้นบรรยากาศ ส่งเสียงถึงผู้คนบนผืนโลกในขณะที่มันโคจรผ่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการโคจรเหนือสหรัฐอเมริกาถึง 7 รอบ ตอกย้ำเสียงแห่งชัยชนะของสหภาพโซเวียต ระหว่างการชิงชัยเป็นเจ้าด้านอวกาศในช่วงสงครามเย็น
       

       วัตถุอวกาศชิ้นแรกที่มนุษย์สร้างและส่งทะลุผ่านชั้นบรรยากาศโลก อยู่ในห้วงอวกาศอันมืดมิดเป็นเวลา 3 เดือน และเผาไหม้ขณะกลับมายังโลกเมื่อวันที่ 3 ม.ค.2501

ภาพจำลอง เมื่อไลก้าอยู่ในโมดุลของสปุตนิก 2 มีที่ขยับตัวไม่มากนัก


       
       สปุตนิก 1 ถูกส่งขึ้นจากฐานปล่อยจรวดไบโคนัวร์ คอสโมโดรม ที่เมืองเตียราตามของอดีตสหภาพโซเวียต (ประเทศคาซัคสถานปัจจุบัน) ส่วนชื่อ “สปุตนิก” นั้น หมายถึง “เพื่อนหรือผู้ร่วมเดินทาง” ซึ่งในเซนส์ของดาราศาสตร์แล้วก็คือ “ดาวเทียม” นั่นเอง
       
       แรงบันดาลใจที่ทำให้ดาวเทียมดวงแรกของโลกเกิดขึ้น มาจากหนังสือ “ดรีม ออฟ เอิร์ธ แอนด์ สกาย” ของคอนสแตนติน เซียลคอฟสกี (Konstantin Tsiolkovsky) นักทฤษฎีอวกาศของรัสเซีย ที่ตีพิมพ์ในปี 2428 อธิบายว่าจะส่งดาวเทียมขึ้นไปในชั้นบรรยากาศได้อย่างไร
       
       ส่วนแรงผลักดันเกิดเมื่อปี 2495 ที่สมาพันธ์วิทยาศาสตร์นานาชาติ ประกาศให้ปี 2500-2501 เป็นปีภูมิฟิสิกส์สากล จึงเกิดแนวคิดส่งดาวเทียมออกไปศึกษาโลก ซึ่งทางทำเนียบขาวชิงประกาศก้องโลกว่าจะสร้างดาวเทียมดังกล่าวขึ้น
       

       ทั้งหมดนี้เป็นผลให้โซเวียตเดินหน้าโครงการทางด้านอวกาศในทันที

"เซียลคอฟสกี" นักทฤษฎีอวกาศคนสำคัญของรัสเซีย แม้จะอยู่ไม่ทันเห็นวัตถุอวกาศชิ้นแรก แต่แนวคิดของเขาสร้างทั้งแรงบันดาลใจให้โซเวียต และแนวคิดเรื่องจรวดขับดันยังกลายเป็นต้นแบบของยานอวกาศในยุคปัจจุบัน


       
       หลังจากหมีขาวประสบความสำเร็จในการส่งสปุตนิก 1 ขึ้นไปสำรวจพื้นผิวโลก อีก 1 เดือนถัดมา (3 พ.ย.) จึงส่งดาวเทียมสปุตนิก 2 ตามขึ้นไปอีก โดยได้แนบ “ไลก้า” (Laica) สุนัขฮัสกีเพศเมียขึ้นไปด้วยนับเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่ได้ขึ้นไปสำรวจอวกาศ
       
       โซเวียตอ้างว่าไลก้ามีชีวิตอยู่ในวงโคจรได้เพียง 4-10 วัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า หมาที่เก็บได้จากข้างถนนในกรุงมอสโกวตัวนี้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษ หรือไม่ก็ขาดออกซิเจนเพราะแบตเตอรีของระบบอื้อชีวิตหมดลง ส่วนสปุตนิก 2 โคจรรอบโลก 2,370 รอบ และตกกลับไหม้กลางชั้นบรรยากาศโลกด้วยเวลานอกอวกาศนาน 163 วัน
       
       (**ต่อมาบีบีซีนิวส์ รายงาน...โดยอ้างจาที่ประชุมสภาอวกาศโลกในเมืองฮุสตัน มลรัฐเท็กซัส เผยเมื่อ 3 ปีก่อน ที่ดิมิทริ มาลาเชนคอฟ จากสถาบันปัญหาชีวภาพในมอสโก รัสเซียออกมาเปิดเผยว่า...
       
       ระหว่างการปล่อยจรวด อุปกรณ์ตรวจจับทางการแพทย์ชี้ว่าอัตราชีพจรของไลก้าสูงเป็นสามเท่าของปกติ และเมื่อเข้าสู่สภาวะไร้น้ำหนักอัตราการเต้นของหัวใจไลก้าช้าลงอย่างมาก และมันต้องใช้เวลานานกว่าที่เคยใช้ตอนฝึกกับเครื่องบนโลกนานถึงสามเท่ากว่าหัวใจจะกลับมาเต้นในอัตราเดิม จุดจบของไลก้ามาถึงราว 5-7 ชั่วโมงของการบิน...
       
       ...เมื่อภาคพื้นดินไม่พบสัญญาณชีวิตใดๆ ของไลก้าจากเครื่องวัดระยะไกล และเมื่อดาวเทียมโคจรรอบโลกได้สี่รอบก็เป็นที่แน่ชัดว่าไลก้าลาโลกไปแล้วเนื่องจากความร้อนและความเครียด...)

       
       สปุตนิก 2 โคจรเป็นวงรี ขณะอยู่ห่างจากโลกมากที่สุดเป็นระยทาง 1,671 กม. ไกลกว่า สปุตนิก 1 ในตำแหน่งไกลจากโลกที่สุดเกือบสองเท่าตัว
       
       อย่างไรก็ดีในเดือน ธ.ค.ปีเดียวกันนี้สหรัฐฯ ก็พยายามส่งดาวเทียมทดสอบขึ้นฟ้าบ้าง แต่ระเบิดเสียก่อน แล้วก็มาประสบความสำเร็จที่สามารถปล่อย “เอ็กซ์พลอเรอร์ 1” ดาวเทียมดวงแรกของลุงแซมออกนอกโลกได้ในเดือน ก.พ. 2501
       
       (** มีบางแหล่งตั้งข้อสังเกตว่า...จริงๆ แล้วยุคอวกาศอาจเริ่มต้นเร็วกว่า 4 ต.ค.2500 เพราะว่าในวันที่ 3 ต.ค.2485 จรวด เอโฟร์ (A4) ของเยอรมนี ซึ่งเป็นจรวดต้นแบบของจรวด วีทู (V-2) ได้ขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งนั่นคือวัตถุชิ้นแรกที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่งถึงอวกาศได้จริง เพียงแต่ว่าการทดลองครั้งนั้น ดำเนินการเป็นความลับ โยขณะนั้นไม่มีการเปิดเผยต่อสาธารณชนแต่อย่างใด...
       
       ...นอกจากนี้ในช่วงปี 2480-2490 (20 ปีก่อน 2500) ยังมีการจับสัญญาณวัตถุแปลกเหนือฟากฟ้า ที่มาจากทั้งของสหรัฐฯ และสหภาพโซเวียต ที่เชื่อว่าออกไปแตะขอบอวกาศได้ แต่ไม่ถึงวงโคจร นั่นหมายความว่า ใครๆ ก็สามารถส่งวัตถุขึ้นไปลอยอยู่ด้านนอก จากตำแหน่งใดๆ ของโลกก็ได้ ไม่เว้นแม้แต่จรวดพิสัยไกล ซึ่งทำให้โลกเราตระหนักต่อไปว่า ไม่มีที่ไหนปลอดภัยจากจรวดหรืออาวุธนิวเคลียร์อย่างแน่นอน)
       
       ส่วนการบันทึกยุคอวกาศจึงเริ่มต้นที่ วัตถุที่สามารถออกไปแตะวงโคจรต่ำได้
       
       อย่างไรก็ดี ความหมายที่แท้จริงของการส่งสปุตนิกขึ้นสู่อวกาศ นอกเหนือจากชัยชนะของโซเวียต และการเปิดยุคอวกาศแล้ว ก็คือ “การเริ่มต้นยุคของการเดินทางไปยังโลกอื่น”
       

       ทฤษฎีพื้นฐานทั้งหมดที่นำมาใช้ในการออกแบสปุตนิก ได้รับการยืนยันชัดเจนว่า สปุตนิกทั้ง 2 มีความเร็ว ตามแผนการที่กำหนดไว้ และเข้าสู่วงโคจรด้วยความแม่นยำสูงมาก
       
       การออกไปล่องลอยนอกโลกอาจมองดูเหมือนเพ้อฝัน แต่การส่งสปุตนิกของโซเวียตนับเป็นการทอดสะพานที่แข็งแกร่งจากโลกสู่อวกาศ เส้นทางไปยังดวงดาวถูกเปิดออกมาแล้ว แต่มนุษย์ยังต้องใช้เวลาสำหรับการเตรียมตัว เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลายาวนานเท่าใดก็ตาม


อวกาศในสายตาผู้รู้เห็น หลัง "สปุตนิก" ทะยานฟ้าเมื่อ 50 ปีก่อน

โดย ผู้จัดการออนไลน์

        เมื่อ 50 ปีที่แล้วหลัง "สปุตนิก 1" ทะยานฟ้าออกไปในวันที่ 4 ต.ค. จันทร์ดวงน้อยได้โคจรรอบโลกพร้อมส่งเสียงที่ฟังดูไม่มีความหมาย "บี๊บๆ" ยุคอวกาศก็เริ่มต้นในครั้งนั้น...แต่คงไม่มีใครถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอวกาศที่ผ่านมาได้ดีไปกว่าคนแวดวงวิทยาศาสตร์ผู้มีโอกาสรู้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนั้น
       
       ทั้งนี้ เหล่าผู้อาวุโสในแวดวงวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ไทยพร้อมถ่ายทอดว่า...เทคโนโลยีอวกาศในรอบ 50 ปีเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง?  และ ไทยอยู่ตรงไหนของการเปลี่ยนแปลงนั้น? 

 

ศ.ดร.ระวี ภาวิไล

ศ.ดร.ระวี ภาวิไล
       
ราชบัณฑิตสาขาดาราศาสตร์,
       อดีตอาจารย์ด้านดาราศาสตร์ ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


       
       ก่อนยุคอวกาศนั้นแรงดึงดูดของโลกจะโดนดึงให้วัตถุตกลงสู่พื้นทั้งหมด ส่วนเครื่องบินนั้นบินได้เพราะอาศัยอากาศและใบพัดในการเหินแต่เคลื่อนที่ออกจากโลกไม่ได้ การส่งยานอวกาศจึงต้องอาศัยเครื่องยนต์แบบจรวดที่พ่นเชื้อเพลิงออกด้านล่างแล้วพุ่งไปข้างบน คล้าย "บั้งไฟ" ของไทยแต่บั้งไฟอาศัยเพียงเชื้อเพลิงดินปืนเมื่อหมดก็ลงบนพื้นโลก สำหรับจรวดสมัยนั้นใช้เชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลวซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาอยู่พักหนึ่ง โดยในช่วงสงครามโลกเยอรมนีได้สร้างจรวดโดยใช้เชื้อเพลิงเหลว แต่หลังจากเยอรมนีแพ้สงครามสหรัฐอเมริกาก็นำมาพัฒนาเพื่อใช้ในด้านอวกาศ
       
       ต่อมาในปี 2500 เป็นปีธรณีฟิสิกส์สากล นักดาราศาสตร์นานาชาติตั้งเป้าหมายร่วมทำวิจัยเกี่ยวกับโลก โดยสหรัฐฯ ตั้งเป้าส่งคนไปโคจรรอบโลกแต่ล่าช้ากว่าสหภาพโซเวียตที่ส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 เมื่อวันที่ 4 ต.ค.ในปีดังกล่าวซึ่งนับเป็นการบุกเบิกยุคอวกาศของมนุษย์ และได้ส่งปุตนิก 2 หลังจากนั้นไม่ถึงเดือน พร้อมนำสุนัขชื่อ "ไลกา" ขึ้นไปด้วยแต่ตายในดาวเทียมและเมื่อกลับเข้าสู่โลกก็ถูกเผาไหม้จนแทบไม่เหลือ
       
       สหรัฐฯ ถือว่าตามหลังสหภาพโซเวียตแต่ก็ส่งยานเอกซ์โพลเรอร์ 1 (Explorer 1) ขึ้นไปและค้นพบแถบรังสีแวน อัลเลน (Van Allen Belt) ที่ห่อหุ้มโลกด้วยอนุภาคไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ในสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารอบโลก ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้ จากนั้นได้ส่งดาวเทียมแวนการ์ด 1 (Vanguard 1) ทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วโลกไม่ได้มีสัณฐานกลม แต่เหมือนลูกแพร์ที่ด้านหนึ่งป้านและอีกด้านแหลมหน่อย ซึ่งหลังจากนั้นก็พอประมวลรวมๆ ได้ว่าเราได้ส่งมนุษย์หรือสิ่งประดิษฐ์ขึ้นสู่อวกาศอีกมากมาย
       
       จุดประสงค์ของโครงการอวกาศทั้งหมดเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับโลกแล้วใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ อย่างดาวเทียมค้างฟ้าที่ทำให้เคลื่อนที่สอดคล้องกับโลกก็นำไปใช้ประโยชน์ในการส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ เป็นต้น และต่อไปดวงอาทิตย์และบริวารทั้งดาวพุธ ศุกร์ อังคาร พฤหัสบดีและดวงอื่นๆ จะได้รับการสำรวจมากขึ้น รวมทั้งการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกซึ่งน่าแปลกใจว่าแม้เราจะพบร่องรอยของน้ำหรือคาร์บอนไดออกไซด์แข็งแต่ก็ยังไม่พบเลย
       
       ส่วนการพัฒนาอุปกรณ์สำหรับโครงการอวกาศก็มีการพัฒนาคอมพิวเตอร์ การสื่อสารแบบดิจิตอล การวิเคราะห์ข้อมูลวิทยุ เหล่านี้เป็นผลสะท้อนไปมาระหว่างเทคโนโลยีบนผิวโลกและเทคโนโลยีอวกาศ ขณะเดียวกันก็มีหอดูดาวบนอวกาศที่ลอยเป็นบริวารของโลกโดยไม่ต้องควบคุมและสามารถส่งสัญญาณที่ขยายขอบเขตการสำรวจของมนุษย์ออกไปสุดขอบจักรวาลกลับมายังโลกได้ทีเดียว
 

นิพนธ์ ทรายเพชร

นิพนธ์ ทรายเพชร
       
ราชบัณฑิตสาขาดาราศาสตร์,
       กรรมการที่ปรึกษาสมาคมดาราศาสตร์ไทย,
       วิทยากรประจำศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)


       
       เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นการส่งยานอวกาศออกนอกโลกได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยสหภาพโซเวียตถือว่าอยู่เหนือคู่แข่งอย่างสหรัฐอเมริกา และเป็นการขยายแวดวงความสนใจด้านอวกาศให้กับทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ผมเองก็ตื่นเต้นมาก ด้านสหรัฐฯ ก็พยายามแข่งขันให้ทันรัสเซียแล้วก็สำเร็จในการส่งยานเอกซ์โพลเรอร์ตามมา ซึ่งก่อนหน้านั้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะไปนอกโลกก็มีการพัฒนามานานแล้ว แต่ติดขัดตรงที่ไม่สามารถพัฒนาจรวดกำลังส่งสูงที่ส่งยานอวกาศออกนอกโลกได้เท่านั้น
       
       จากครั้งนั้นก็พบว่าหลายประเทศก็มีความตื่นตัวด้านการเผยแพร่ความรู้ด้านดาราศาสตร์แก่ประชาชนของตัวเองมาก ดังที่มีการสร้างท้องฟ้าจำลองจำนวนมากในอเมริกาและยุโรป ซึ่งหลังการปล่อยยานสปุตนิก 1 ไทยก็มีการก่อตั้งท้องฟ้าจำลองในปี 2507 เช่นกัน จากนั้นเทคโนโลยีอวกาศก็ได้รับการพัฒนาไปมาก ตลอดจนมีความพยายามส่งยานไปสำรวจนอกโลกของเรา อาทิ ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ พร้อมๆ กับการเกิดองค์การอวกาศในประเทศต่างๆ ทั่วโลกตามอย่างองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) และองค์การอวกาศของรัสเซีย เช่น องค์การบริหารอวกาศของสหภาพยุโรป (ESA: อีซา) องค์การอวกาศของจีน อินเดีย และญี่ปุ่น

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์
       
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,
       นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นสาขาชีวเคมีปี 2527


       
       ตอนนั้นผมอายุ 13 ปีก็ตื่นเต้นมากที่คนเราสามารถส่งยานอวกาศไปนอกโลกได้ และที่น่าประหลาดใจอีกจุดหนึ่งคือการที่สหภาพโซเวียตเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ อย่างไรก็ดี 50 ปีหลังการปล่อยยานสปุตนิก 1 ก็ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก ไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร คือระบบการขนส่งอวกาศยังไม่ดีนัก แต่ก็ยอมรับว่าเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวหน้าไปมากมายดีกว่าที่กล่าวถึงในภาพยนตร์เรื่อง 2001: Odyssey ด้วยซ้ำ และการส่งมนุษย์ไปนอกโลกคงสำคัญน้อยลงเพราะเราส่งเครื่องมือไปแทนได้ ด้านสหรัฐฯ นั้น จอร์จ ดับเบิลยู บุช (Gorge W. Bush) ก็มีนโยบายฟื้นฟูภารกิจด้านอวกาศใหม่ โดยตั้งเป้าเดินทางไปดาวอังคารและใช้ดวงจันทร์เป็นฐาน แล้วต่อไปจะแข่งกันอ้างสิทธิ์บนดวงดาวต่างๆ เป็นพื้นที่นอกโลก
       
       สำหรับไทยก็ต้องติดตามเพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์แก่ประเทศ ส่วนการไปสำรวจอวกาศและทำวิจัยนอกโลกนั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศในเวลานี้ แต่เป็นเรื่องดีหากจะมีความร่วมมือกับนานาชาติ โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ พยายามร่วมงานกับประเทศที่มีความสามารถด้านอวกาศสูงกว่าอย่างจีนและญี่ปุ่นเพื่อร่วมส่งคนไทยไปนอกโลกบ้าง เชื่อว่าอีก 50 ปีข้างหน้าจะส่งคนไปดาวอังคารได้แล้ว โดยสร้างสถานีบนดวงจันทร์ก่อนและอาจสร้างอาณานิคมบนดาวอังคารทีเดียว การเดินทางนอกโลกจะเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนโดยสารเครื่องบินที่เคยคิดว่าเพ้อฝัน แต่ไทยก็อยู่ในฐานะผู้ใช้งานมากกว่าเหมือนเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ไทยไม่ได้พัฒนาเอง แต่เราเป็นฐานซ่อมบำรุงในอนาคตได้ โดยมีข้อได้เปรียบด้านแรงงานราคาถูกอีกต่อหนึ่งด้วย

สิทธิชัย จันทรศิลปิน

สิทธิชัย จันทรศิลปิน
       
นักวิชาการประจำศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)


       
       การเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ คือมีเทคโนโลยีสื่อสารก้าวหน้าขึ้น โดยครั้งนนั้นยานสปุตนิก 1 มีเสาอากาศส่งสัญญาณวิทยุได้ ส่วนการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศนั้นนับว่าสหภาพโซเวียตนำหน้าไปมากโดยสามารถส่งสุนัขและคนออกไปโคจรรอบโลกและส่งยานไปโคจรรอบดวงจันทร์ได้ แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจไม่ดีทำให้ไม่สามารถพัฒนายานไปลงจอดบนดวงจันทร์ได้ ขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งถูกนำมาทุกก้าวก็ได้พยายามส่งคนไปยังดวงจันทร์เพื่อกู้หน้าคืน แต่กว่าจะประสบความสำเร็จในภารกิจอพอลโล 11 (Apollo 11) ก็ต้องล้มเหลวหลายครั้ง อย่างกรณียานอพอลโล 1 ระเบิดจนลูกเรือเสียชีวิตทั้งหมด และภารกิจอวกาศสหรัฐฯ ก็หยุดเป็นช่วงๆ ส่วนหนึ่งเพราะอุบัติเหตุหลายครั้ง อย่างการระเบิดของกระสวยอวกาศโคลัมเบีย (Columbia) และชาเลนเจอร์ (Challenger) ซึ่งทำให้คนอเมริกันเสียขวัญไปพักใหญ่
       
       ทั้งนี้หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตทิศทางเทคโนโลยีอวกาศของโลกก็เปลี่ยนไป โดยมุ่งไปที่ความร่วมมือกันและสร้างเครือข่ายด้านอวกาศมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ ความร่วมมือระหว่างสหรัฐและรัสเซียในภารกิจอพอลโล -โซยุต องค์การอวกาศแห่งยุโรป (ESA) และความร่วมมือในการสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ในเวลาไล่เลี่ยกับที่สถานีอวกาศมีร์ (MIR) ของรัสเซียปลดระวาง

ดร.สวัสดิ์ ตันติพันธุ์วดี
       
อดีตนักวิจัยองค์การบริการการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา),
       ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)


       
       รัสเซีย (สหภาพโซเวียต) ส่งสปุตนิกขึ้นไปในอวกาศและส่งสัญญาณ "บี๊บๆ" กลับมาก็เหมือนเด็กๆ ที่ออกไปเล่นนอกบ้านแล้วตะโกน "ฮัลโหลๆ" กลับมา ก่อนหน้านั้นเราอยู่บนพื้นโลกที่แบนราบและไม่เคยขึ้นสู่ที่สูงเลย เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน จากนั้นมาก็มีเทคโนโลยีที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้มีการใช้ประโยชน์ 3 ด้านคือ การสื่อสาร การถ่ายภาพจากดาวเทียม และการสำรวจอวกาศ โดยการสื่อสารนั้นทำให้เราโทรศัพทืได้ไกลขึ้นโดยไม่ต้องเดินสายโทรศัพท์ให้วุ่นวาย ส่วนภาพถ่ายดาวเทียมก็ทำให้เราค้นพบเมืองโบราณหลายแห่งที่หายไป ทรัพยากรธรรมชาติและแร่ธาตุต่างๆ ซึ่งสหรัฐฯ อาจจะทราบว่าไทยมีทรัพยากรอะไรบ้างโดยที่เราไม่รู้ ขณะที่การแข่งขันสำรวจอวกาศนั้นเป็นการแข่งขันเพื่อเอาหน้าจึงไม่มีความต่อเนื่องตรงนั้น อย่างไรก็ดีหลายประเทศก็ประกาศแข่งขันที่จะเหยียบดวงจันทร์ให้ได้ภายในปี 2563 นี้
       
       หลายคนอาจสงสัยว่าไปดวงจันทร์ทำไมเพราะมีแต่ความแห้งแล้ง แต่เมื่อวิเคราะห์ดูแล้วดวงจันทร์มีแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ซึ่งต่อไปอาจจะมีการทำเหมืองแร่อยู่ดวงจันทร์เต็มไปหมด เหมือนอะลาสกาที่รัสเซียขายให้สหรัฐฯ ในราคาถูกแต่เมื่อขุดเจอน้ำมันก็สร้างรายได้มหาศาล ขณะเดียวกันก็จะมีการตั้งสถานีบนดวงจันทร์เพื่อเป็นจุดวิ่งไปยังดาวอังคาร และการท่องเที่ยวอวกาศก็จะเป็นธุรกิจและถูกลง ที่สำคัญอวกาศเป็นแหล่งเทคโนโลยีใหม่ ถ้าเทคโนโลยีที่ใช้ในอวกาศได้ก็นำมาใช้บนโลกได้ง่ายเพราะผ่านการใช้ในสภาพแวดล้อมที่ยากมาก
       
       สำหรับไทยก็จะใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านั้น เช่น โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมซึ่งเมื่อก่อนเราซื้อสัญญาณดาวเทียมของอินโดนีเซียต่อมารัฐบาลก็เห็นความจำเป็นของการมีดาวเทียมสื่อสารก็ทำให้หลายคนรวยจากธุรกิจนี้ไป เทคโนโลยีสำรวจระยะไกลของดาวเทียมสำรวจทรัพยากรซึ่งเราก็ซื้อภาพถ่ายดาวเทียมมาพอสมควร และกำลังซื้อดาวเทียมเป็นของเราเอง ส่วนจะคุ้มหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนเรื่องการสำรวจอวกาศนั้นไทยไม่แตะตรงนี้เลยนอกจากฟังข่าวความสำเร็จของประเทศอื่นๆ
       

       หากไทยจะพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศนั้น ในแง่เศรษฐกิจเราควรจะเริ่มจากเทคโนโลยีขนาดเล็ก และเกาะประเทศที่เขาเจริญแล้วพัฒนาเทคโนโลยีโดยไม่ต้องเลียนแบบแต่ต่อยอดจากเขาซึ่งทำให้เราไม่ต้องเริ่มใหม่ อย่างที่ญี่ปุ่นใช้เงินมหาศาลกระตุ้นให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์ผ่านเรื่องอวกาศ เราก็เข้าไปร่วมโครงการกับเขาโดยที่ไม่ต้องลงทุนใหม่ ซึ่ง 3 สิ่งที่จะกระตุ้นให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์ได้คืออวกาศ หุ่นยนต์ และไดโนเสาร์ ทั้งนี้อยากให้มองว่าอวกาศก็เป็นแค่สถานที่ "ไปยาก-กลับยาก" เหมือนกับขั้วโลกใต้หรือที่อื่นๆ ในโลกเท่านั้นเอง
 

ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา
       
อดีตนักวิจัยองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)


       
       การที่รัสเซีย (สหภาพโซเวียต) ส่งสปุตนิกไปในครั้งนั้นเป็นการกระตุ้นทุกอย่าง และทำให้สหรัฐฯ กังวลเพราะรัสเซียได้ชื่อเสียง และเพื่อเอาชนะคืนสหรัฐฯ จึงได้ตั้งองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) จึงเกิดการแข่งขันและทำให้มีโครงการอวกาศเกิดมากขึ้น เมื่อรัสเซียเลิกแข่งทางสหรัฐฯ ก็พัฒนาช้าลง แต่ก็กลับมามีคู่แข่งเมื่อสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีนและอินเดียพยายามแข่งขัน โดยตอนหลังเป็นการแข่งขันเพื่อการค้ามากกว่าเพื่อชื่อเสียง ส่วนไทยจะส่งดาวเทียมก็จ้างให้เขาส่งให้
       
       ทั้งนี้ไทยสามารถผลิตดาวเทียมเองได้แต่นำส่งไม่ได้ หากไทยคิดจะแข่งขันในการส่งยาน ผลิตจรวด คงไม่เหมาะเพราะลงทุนมหาศาล และการจะมีสถานีส่งยานไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องลงทุนมาก แต่อีก 20 ปี จะมีสถานีอวกาศจำนวนมกาและจะมีเมืองในอวกาศ หากจะทำเราควรมุ่งไปที่การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศจะดีกว่า เพราะไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ได้ โดยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 4x11 กิโลเมตรก็ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียงพอกับความต้องการของไทย โดยระบบนำส่งกระแสไฟฟ้าจากสถานีไฟฟ้าในอวกาศก็ใช้คลื่นไมโครเวฟซึ่งเมืองไทยก็มีคนพัฒนาทางด้านนี้อยู่

ดร.ธวัช วิรัตติพงศ์
       
ผู้บริหารโครงการออกแบบประกอบและติดตั้งเครื่องรับสัญญาณอวกาศจากนอกโลก
       ห้องปฏิบัติการจรวดขับดัน (Jet Propulsion Laboratory: JPL) องค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา)


       
       หลังรัสเซียส่งดาวเทียมสปุตนิกเป็นจุดเริ่มต้นแข่งขันด้านอวกาศระหว่างกลุ่มพันธมิตรซึ่งมีอเมริกาเป็นหลักและค่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งมีรัสเซียเป็นหลัก อเมริการู้สึกเสียหน้าและตกใจมากที่รัสเซียตัดหน้าส่งดาวเทียมขึ้นไปก่อน การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้นทำให้ความก้าวหน้าทางด้านอวกาศเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก มีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตคนทั่วโลก เหตุการณ์สำคัญที่สร้างความตื่นเต้นต่อมนุษย์ชาติที่ผมจำได้มีอยู่ 3-4 เรื่อง คือการสำรวจอวกาศแบบมีคนและไม่มีคนขึ้นไปด้วย การเหยียบผิวดวงจันทร์โดย นีล อาร์มสตรอง (Neil Armstrong) และ เอ็ดวิน อัลดริน (Edwin Aldrin) การส่งยานไวกิง (Viking) ไปร่อนลงดาวอังคารและถ่ายทอดภาพสดกลับมา
       
       ปัจจุบันก็ได้ส่งยานสำรวจดาวอังคาร 2 ลำคือสปิริต (Spirit) และออพพอร์จูนิตี (Opportunity) ที่ตลกคือคิดกันว่ายานทั้งสองจะมีอายุใช้งานแค่ 3-4 เดือน แต่ 3 ปีแล้วยังใช้งานได้ดีอยู่ การสำรวจอวกาศมีอีกมากมายจนไม่อาจกล่าวได้หมดแต่ที่ชาวโลกให้ความสนใจเป็นพิเศษคือโครงการดีพ อิมแพค (Deep Impact) ที่ส่งยานลูกพุ่งชนดาวหางเทมเปล 1 (Tempel 1) เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2548 ถือเป็นการจุดพลุในอวกาศฉลองวันชาติอเมริกันด้วย
       
       อีกเรื่องคนถือเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้วคือระบบโทรคมนาคมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ก็ส่งผ่านดาวเทียมสื่อสารเกือบทั้งหมด ทั้งโทรศัพท์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ตและการส่งข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ดาวเทียมค้างฟ้าขนาดใหญ่ทำให้เราติดต่อกันได้ทันทีไม่ว่าอยู่จุดใดในโลก ยกเว้นบริเวณใกล้ขั้วโลก สิ่งนี้ทำให้การดำรงชีวิตของมนุษย์ชาติแตกต่างจาก 40-50 ปีก่อนอย่างมหาศาล
       
       นอกจากนี้ยังมีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพวกเราชาวโลก ช่วง 50 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาดาวเทียมสำรวจก้าวหน้าไปมาก ทั้งปริมาณข้อมูล ความเร็วในการส่งและการวิเคราะห์ข้อมูล ปริมาณคลื่นความถี่และความละเอียดของภาพ จนถึงปัจจุบันมีดาวเทียมหลายขนาดหลายคลื่นความถี่ บางแบบมีรายละเอียดความคมชัดของภาพถึง 60 เซนติเมตร ส่วนดาวเทียมจารกรรมของทหารยิ่งมีความละเอียดมากขึ้นไปอีก
       
       ส่วนก้าวหน้าทางด้านอวกาศของไทยในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมาพอใช้ได้ แต่ยังไปมุ่งเน้นเฉพาะดาวเทียมแบบใช้กล้องถ่ายภาพซึ่งมีปัญหามากเพราะไม่เหมาะกับประเทศไทยที่มีเมฆมากและในช่วงกลางคืนก็ถ่ายภาพไม่ได้ เพราะปัญหานี้ทั่วโลกถึงได้เริ่มหันมาศึกษาและใช้ดาวเทียมเรดาร์มากขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้เพื่อนบ้านบางประเทศในเอเซียก้าวไปไกลพอควร ส่วนเรื่องการจัดซื้อดาวเทียมธีออส (THEOS) ของไทยราคาเกือบ 7 พันล้านบาทบวกค่าดำเนินการอีกนั้น ผมไม่มีความเห็นเพิ่มเติมในตอนนี้เพราะได้พูดมามากแล้วตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ
       
       อีก 50 ปีต่อไปถ้าโลกเราไม่โดนอุกกาบาตขนาดใหญ่ชน ไม่เกิดน้ำท่วมโลกบ้าง ไม่เกิดระเบิดของภูเขาไฟขนาดยักษ์ หรือไม่เกิดโรคระบาดที่ป้องกันและรักษาไม่ทันเสียก่อน เทคโนโลยีอวกาศต้องเจริญไปอย่างมาก ส่วนแค่ไหนนั้นผมเองก็คาดไม่ถูก
       
       แต่ในช่วงอีก 10-30 ปีนี้เทคโนโลยีอวกาศจะก้าวหน้าควบคู่ไปกับเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิคส์ คอมพิวเตอร์ โลหวิทยา โทรคมนาคม ระบบขับเคลื่อนยานอวกาศ ระบบนำร่อง ระบบเซ็นเซอร์และอื่นๆ โดยผลิตผลจากนาโนเทคโนโลยีมีส่วนช่วยให้ความก้าวหน้าด้านอวกาศก้าวกระโดดอย่างที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ดาวเทียมและยานอวกาศจะเล็กลงแต่มีประสิทธิภาพขึ้นหลายพันเท่า เพราะระบบคอมพิวเตอร์คงมีขนาดเล็กจนใส่ในดาวเทียมขนาดเล็กได้ ส่วนยานอวกาศจะคิดเองได้และทำงานแบบอัตโนมัติ
       
       ส่วนการสำรวจอวกาศสหรัฐฯ มีแผนส่งคนไปอยู่ระยะยาวบนดวงจันทร์ในปี 2606 จากนั้นจะส่งคนไปอยู่ระยะยาวบนดาวอังคารซึ่งตอนนี้ได้เริ่มงานบ้างแล้ว โดยส่งยานโคจรรอบดวงจันทร์และดาวอังคารเพื่อเก็บข้อมูล ส่งยานขับเคลื่อนแบบไม่มีคนไปลงดาวอังคาร และเดือน ก.ย.2552 ก็จะส่งยานเอ็มเอสแอล (Mars Science Laboratory: MSL) ไปดาวอังคารอีก
       
       การสำรวจอวกาศในอนาคตคงจะมีการแข่งขันกันอย่างสนุกครึกครื้นแน่ เพราะยุโรป ญี่ปุ่น จีนและแม้แต่อินเดียก็มีแผนที่จะส่งคนไปลงที่ดวงจันทร์หรือดาวอังคารเช่นกัน ใครจะไปรู้วันดีคืนดีจีนอาจจะส่งคนไปลงดาวอังคารก่อนอเมริกาก็ได้
       
       อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือการท่องเที่ยวอวกาศคงกลายเป็นเรื่องธรรมดาใน 40-50 ปีข้างหน้า โดยอาจเริ่มด้วยการท่องอวกาศรอบโลกก่อน จากนั้นคงขยับไปท่องเที่ยวบนดวงจันทร์และดาวอังคารต่อไป ผมพูดกับภรรยาและเพื่อน ๆ เสมอว่า เราต้องรักษาสุขภาพให้ดีและมีอายุยืนๆ ซึ่งอนาคตจะได้มีโอกาสเห็นหรือทำอะไรดีๆ ที่เรานึกไม่ถึงมาก่อน

      ...ผ่านไป 50 ปีร่องรอยความตื่นเต้นของการออกไปตะลุยอวกาศอาจจะเจือจางไปบ้าง หากแต่การแข่งขันด้านการค้าบนพื้นฐานของเทคโนโลยีอวกาศ กลับทวีความเข้มข้น แม้ไม่รู้สึกแต่เราก็สัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายจากเครื่องไม้-เครื่องมือที่เราส่งออกไปเป็นหู-เป็นตานอกโลก ส่วนเราจะทิ้งดาวเคราะห์สีน้ำเงินอันแสนอบอุ่นเพื่อไปแสวงหาดาวดวงใหม่หรือไม่นั้น หลายคนคงมีคำตอบอยู่ในใจ...


เปิดโผ 10 ที่สุดในจักรวาล

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 4 ตุลาคม 2550

      หลังจากรัสเซียประกาศความเป็นเจ้าแห่งอวกาศไปเมื่อ 50 ปีก่อน ด้วยการส่งดาวเทียมดวงแรก “สปุตนิก” (Sputnik) ขึ้นสู่วงโคจรรอบโลก เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2500 แล้วการสำรวจอวกาศในอดีตที่ผ่านมา มีอะไรบ้างที่ถูกบันทึกสถิติไว้ว่าเป็นที่สุดในจักรวาล ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงถือโอกาสนี้นำมารายงานให้ทราบ 10 อย่างด้วยกัน

เซอร์เก คริคายอฟ (ภาพจาก en.wikipedia.org)


1. นักบินที่มีชั่วโมงทำการในอวกาศนานที่สุด
       
       “เซอร์เก คริคายอฟ” (Sergei Krikalyov) นักบินอวกาศรัสเซีย วัย 49 ปี เจ้าของสถิตินักบินที่อยู่ในอวกาศนานที่สุด ซึ่งบันทึกไว้เมื่อวันอังคารที่ 16 ส.ค.เวลา 13.02 น.ตามเวลาประเทศไทย ด้วยเวลาในอวกาศรวม 747 วัน 14 ชั่วโมงและ 11 นาที แต่หากรวมทั้งสิ้นจนถึงปัจจุบัน คริคายอฟ ปฏิบัติภารกิจในอวกาศมาแล้ว 803 วัน 9 ชั่วโมง กับอีก 39 นาที นักบินคนไหนคิดจะทำลายสถิติ เห็นทีจะไม่ง่ายเสียแล้ว

สุนิตา วิลเลียมส์ (ภาพจาก นาซา)


2. นักบินหญิงที่มีชั่วโมงทำการในอวกาศนานที่สุด
       
       แชมป์ฝ่ายหญิงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "สุนิตา วิลเลียมส์" (Sunita Williams) นักบินหญิงเชื้อสายอินเดียของนาซา วัย 42 ปี ที่เหมาตำแหน่งแชมป์ฝ่ายหญิงไปคนเดียวรวด 3 รายการ ภายในปีเดียวกัน (2550) ทั้งนักบินหญิงที่อยู่ในอวกาศนานที่สุด 195 วัน นักบินหญิงที่ออกเดินอวกาศมากครั้งที่สุด รวม 4 ครั้ง และนักบินหญิงที่มีชั่วโมงเดินอวกาศนานที่สุด 29 ชั่วโมง 17 นาที

ภาพจำลองยาน นิว โฮไรซอนส์ (New Horizons)

3. ยานอวกาศที่บินด้วยความเร็วสูงสุด
       
       ยานอวกาศไร้มนุษย์ "นิว โฮไรซอนส์" (New Horizons) ของนาซาที่ออกเดินทางจากโลกไปเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 2549 (ตามเวลาประเทศไทย) สามารถเดินทางในอวกาศด้วยความเร็ว 75,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นับเป็นความเร็วสูงสุดของยานสำรวจอวกาศเท่าที่เคยมีมา ซึ่งความเร็วในระดับนี้ทำให้การเดินทางสู่ดวงจันทร์ใช้เวลาเพียง 9 ชั่วโมงเท่านั้น แต่ นิว โฮไรซอนส์ ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 10 ปี กว่าจะถึงจุดหมายที่แท้จริง คือดาวพลูโต และวัตถุอื่นๆ ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt)

ภาพจำลอง ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ (IPSTAR)

 

4. ดาวเทียมที่ใหญ่ที่สุด
       
       หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ (IPSTAR) ของบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) เป็นดาวเทียมสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีน้ำหนักถึง 6,486.48 กิโลกรัม สร้างโดยบริษัทสเปซ ซิสเต็มส์ ลอเรล (Space System / Loral - SS/L) ถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2548 จากฐานปล่อยจรวดในประเทศฝรั่งเศส และโคจรอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรที่ระดับความสูง 35,880.7 กิโลเมตร

ดาวอีริส (Eris) เจ้าแห่งดาวเคราะห์แคระ

5. ดาวเคราะห์แคระที่ใหญ่ที่สุด
       
       ดาวอีริส (Eris) คือเจ้าของตำแหน่งดาวเคราะห์แคระ (dwarf planet) ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ อยู่ในแถบไคเปอร์ (Kuiper Belt) ค้นพบโดยไมเคิล บราวน์ (Michael Brown) จากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (California Institute of Technology : Caltech) สหรัฐฯ ดาวอีรีสมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 2,400 - 3,000 กิโลเมตร ขณะที่พลูโตที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2,390 กิโลเมตร และมีมวลมากกว่าพลูโต 27% ซึ่งหลังจากอีริสถูกค้นพบ ดาวพลูโตก็ถูกลดสถานภาพจากดาวเคราะห์เป็นแค่ดาวเคราะห์แคระไปอย่างน่าเสียดาย

ดาวเคราะห์ก๊าซ ทีอาร์อีเอส-4 (TrES-4) ขนาดใหญ่กว่าโลก 20 เท่า

 

6. ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะที่ใหญ่ที่สุด
       
       ดาวเคราะห์ทีอาร์อีเอส-4 (TrES-4) เป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบ อยู่ในกลุ่มดาวเฮอร์คิวลีส (Hercules) ห่างจากโลกราว 1,400 ปีแสง ซึ่งนักดาราศาสตร์ของหอดูดาวโลเวล (Lowell Observatory) รัฐอริโซนา สหรัฐฯ สามารถจับภาพดาวเคราะห์ดวงนี้ได้ครั้งแรกในปี 2549 ลักษณะเป็นดาวเคราะห์ก๊าซเช่นเดียวกับดาวพฤหัสบดี แต่มีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าถึง 1.7 เท่า หรือใหญ่กว่าโลกถึง 20 เท่า และมีความหนาแน่นเพียง 0.24 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งทางทฤษฎีแล้วสามารถลอยน้ำได้

ดาวเคราะห์โอจีแอลอี-ทีอาร์-56บี โคจรอยู่ใกล้กับดาวฤกษ์แม่ โอจีแอลอี-ทีอาร์-56 (ภาพจาก David A. Aguilar, Harvard-Smithsonian Center for Astrophysics)

7. ดาวเคราะห์ที่โคจรใกล้ดาวแม่มากที่สุด
       

       ปี 2545 นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์ "โอจีแอลอี-ทีอาร์-56บี" (OGLE-TR-56b) ที่อยู่ห่างออกไปราว 5,000 ปีแสง จากการโคจรผ่านหน้าดาวฤกษ์โอจีแอลอี-ทีอาร์-56 (OGLE-TR-56 ) ในกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) ทั้งยังมีวงโคจรห่างจากดาวแม่น้อยที่สุดเท่าที่เคยพบ เพียงแค่ 0.02 หน่วยดาราศาสตร์เท่านั้น (1 หน่วยดาราศาสตร์ เท่ากับ ระยะทางจากดวงอาทิตย์ถึงโลก ประมาณ 150 ล้านกิโลเมตร) หรือโคจรครบ 1 รอบในเวลาแค่ 29 วัน

 

ดาวสีแดงสว่างที่อยู่กลางภาพคือ ดาว "พร็อกซิมา เซนทอรี" (ภาพจาก นาซา)

8. ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะมากที่สุด
       
       ดาว "พร็อกซิมา เซนทอรี" (Proxima Centauri) ดาวแคระสีแดง (red dwarf star) เป็นดาวฤกษ์ขนาดเล็กในกลุ่มดาวคนครึ่งม้า (Centaurus) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 4.2 ปีแสง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ใน 7 ของดวงอาทิตย์ นับว่าเป็นดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุดนอกจากดวงอาทิตย์

 

กลุ่มดาวหมีใหญ่ (ภาพจาก en.wikipedia.org)

9. ดาวฤกษ์ที่อยู่ไกลที่สุด
       
       ดาว PC0832/676 เป็นดาวฤกษ์ในกาแล็กซีทางช้างเผือกที่อยู่ไกลจากโลกมากที่สุดที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อยู่ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ (Ursa major) หรือกลุ่มดาวจระเข้นั่นเอง โดยอยู่ห่างจากโลกประมาณ 60,000 ปีแสง

 

กาแล็กซี เอเบลล์ 1835 ไออาร์ 1916 ที่อยู่ไกลจากโลกกว่าหมื่นล้านปี (ภาพจาก ESO)

10. กาแล็กซีที่ไกลที่สุด
       
       ทีมนักดาราศาสตร์ของหอดูดาวยุโรปใต้ (European Southern Observatory: ESO) ในประเทศชิลี สำรวจพบกาแล็กซี เอเบลล์ 1835 ไออาร์1916 (Abell 1835 IR1916) ได้เมื่อปี 2547 อยู่ห่างออกไปถึง 13,200 ล้านปีแสง เป็นกาแล็กซีที่อยู่ไกลจากกาแล็กซีทางช้างเผือกมากที่สุดเท่าที่เคยสังเกตได้ อยู่หลังกระจุกกาแล็กซี เอเบลล์ 1835 (Abell 1835) ในกลุ่มดาวหญิงสาว (Virgo) ซึ่งนักดาราศาสตร์เชื่อว่ากาแล็กซีเอเบลล์ 1835 ไออาร์ 1916 นี้ เกิดขึ้นหลังกำเนิดของจักรวาลเพียง 460 ล้านปีเท่านั้น


ย้อนอดีตโครงการอวกาศจีน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2548

 วานนี้ (12 ต.ค.) โครงการอวกาศจีนได้ทำให้ความฝันในการส่งมนุษย์ขึ้นสำรวจจักรวาลประสบความสำเร็จอีกครั้ง หลังจากจรวดลองมาร์ช 2- F ได้นำพายานเสินโจว 6 ทะยานขึ้นสู่วงโคจรโลกจากสถานยิงดาวเทียมจิ่วเฉวียน กลางทะเลทรายโกบี ในมรฑลกันซุ่ เมื่อเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นหรือ 08.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย โดยมีเฟ่ยจวิ้นหลงและเนี่ยไห่เซิ่ง 2 นักบินอวกาศขึ้นเป็นปฏิบัติภารกิจนอกโลกเป็นเวลา 5 วัน นับเป็นการขนส่งมนุษย์สู่ห้วงอวกาศครั้งที่ 2 ของจีน
       
       จากบันทึกในปี ค.ศ. 1945 ของผู้เชี่ยวชาญด้านจรวดชาวอเมริกัน Herbert S.Zin การทดลองด้านการบินของจีนได้เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในราวศตวรรษที่ 15 ซึ่งตรงกับสมัยราชวงศ์หมิง ( ค.ศ. 1368-1644) โดยช่างทำดอกไม้ไฟชาวจีนที่ชื่อว่า Wanhoo ต่อมาชาวจีนได้เลียนเสียงทับศัพท์เป็น ‘วั่นหู่’ บ้าง ‘วั่นฮู่’ บ้าง วั่นหู่

ภาพเขียนที่ไม่ปรากฎที่มาของการทดลองทำจรวดครั้งแรกของจีนโดยวั่นหู่

 วั่นหู่ ได้คิดค้นอุปกรณ์สำหรับควบคุมการบิน ซึ่งตามบันทึกระบุว่ามีลักษณะคล้ายงูสองตัวติดกัน หลังจากนั้นเขาได้นำเก้าอี้วางไว้ที่ด้านบนของอุปกรณ์ดังกล่าว จากนั้นจึงนำหิ้งไม้ซึ่งประกบกับ ‘บั้งไฟ’ จำนวน 47 ลำมาติดตั้งไว้ที่ด้านหลังของพนักเก้าอี้
       
       ต่อมาวั่นหู่ ได้ขึ้นนั่งบนเก้าอี้ ขณะที่มือทั้งสองข้างถือพัด (บ้างก็ว่าถือว่าว) ก่อนที่เขาได้สั่งให้คนจุดบั้งไฟทั้ง 47 ลำพร้อมกัน วั่นหู่ หวังให้ปฏิกิริยาขับดันของบั้งไฟทำให้เขาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ แต่น่าเสียดายที่เหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาด หลังจากจรวดได้รับการจุดไฟแล้ว นักคิดค้นจรวดคนแรกของจีนได้อำลาโลกนี้ไปท่ามกลางกลุ่มควันและเปลวไฟ
       
       แม้ว่าการทดลองขณะนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ชาวจีนก็ไม่เคยละทิ้งความพยายามที่จะขึ้นไปสำรวจห้วงจักรวาลอันยิ่งใหญ่ พญามังกรได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีด้านอวกาศมาเป็นลำดับขั้นจนถึงปัจจุบัน
       
       1956- สถาบันวิจัยจรวดและขีปนาวุธแห่งแรกของแดนมังกรก็ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ
       
       1957- รัฐบาลมังกรเริ่มโครงการดาวเทียมเป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ "ปฏิบัติการ 581"
       
       1960- จีนคิดค้นจรวดลำแรก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของจรวดตระกูล CZ ที่ย่อมาจากฉางเจิง (Changzheng) หรือ Long Marchโดยได้รับความช่วยเหลือจากนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย
       
       1964 – ตัวอย่างด้านชีววิทยาบรรจุในหลอดทดลอง 12 หลอด รวมทั้งหนูเผือก หนูสีขาวอย่างละ 4 ตัว ถูกนำขึ้นจรวด T-7A-S ซึ่งพุ่งขึ้นสู่ห้วงอวกาศที่ความสูง 70 กิโลเมตรเหนือระดับท้องทะเล
       
       1968 - สถาบันด้านวิศวกรรมอวกาศและการแพทย์ ซึ่งมีหน้าที่วิจัยเกี่ยวกับยานอวกาศพร้อมนักบินได้เปิดขึ้นครั้งแรก
       
       1970 -วันที่ 24 เมษายน จีนเป็นประเทศที่ 5 ของโลกที่ประสบความสำเร็จในการส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ คือ ตงฟางหง -1 (DFH-1) โดยใช้จรวดขนส่งฉางเจิง
       
       1980 -หนังสือพิมพ์ของทางการหลายฉบับได้เผยแพร่บทความและรูปภาพเกี่ยวกับการเตรียมการของโครงการยานอวกาศพร้อมนักบิน แต่โครงการดังกล่าวในขณะนั้นไม่ปรากฎเป็นรูปธรรม เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ
       
       1992 -ขณะที่จันตั้งให้โครงการยานอวกาศพร้อมนักบินเป็นเป้าหมายในระยะกลางและยาว คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติ 'โครงการ 921' ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ' เสินโจว ' หรือ ‘เรือเทวดา'
       
       1993 - เจ้าหน้าที่จีนไปเยี่ยมชมโครงการอวกาศของรัสเซีย
       
       1994- จรวด CZ-2D ภายในบรรทุกสัตว์เล็กๆหลากหลายชนิด ถูกยิงสู่ห้วงอวกาศ
       
       1995 -โครงการอวกาศจีนพบกับเหตุการณ์เศร้าสลด เมื่อ CZ-2E ระเบิดระหว่างขึ้นจากสถานียิงดาวเทียมซีชัง มณฑลเสฉวน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย
       
       1996 - จีนลงนามในข้อตกลงรับเทคโนโลยีด้านอวกาศของรัสเซีย

 1997 - อู๋เจี๋ยและหลี่จิ้นหลง สำเร็จหลักสูตรการฝึกอบรมระยะเวลา 1 ปี จากสตาร์ ซิติ้ สถาบันฝึกอบรมด้านอวกาศในกรุงมอสโคว์ ของรัสเซียและได้รับการรับรองคุณสมบัติผู้ฝึกอบรมด้านอวกาศจากสถาบันดังกล่าว
       
       1999 - ยานเสินโจว ขึ้นสู่ห้วงอวกาศพร้อมตัวอย่างด้านชีววิทยา ด้วยจรวด CZ-2F ในวันที่ 20 พฤศจิกายนและกลับสู่พื้นโลกหลังจากโคจรรอบโลก 14 รอบ
       
       2000 - ในฮ่องกง ยานเสินโจว ถูกนำมาจัดแสดงครั้งแรก
       
       2001- ยานเสินโจว 2 ทะยานขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 9 มกราคมและกลับสู่พื้นโลกที่เขตปกครองตนเอง มองโกลเลียใน
       
       2002 - ยานเสินโจว 3 ทะยานขึ้นสู่อวกาศในวันที่ 25 มีนาคม ในสมัยของประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมิน และได้กลับสู่พื้นโลกในวันที่ 1 เมษายน หลังจากโคจรรอบโลก 108 รอบ และต่อมาไม่นาน จีนประกาศที่จะสร้างสถานีอวกาศ
       
       วันที่ 29 ธันวาคม ปีเดียวกัน ยานเสินโจว 4 ถูกส่งขึ้นวงโคจรโลกและกลับมายังพื้นโลกในวันที่ 4 มกราคม 2003 ต่อมาในเดือนเดียวกัน จีนประกาศว่ากำลังวางแผนที่จะส่งยานพร้อมมนุษย์ขึ้นสู่อวกาศ
       
       2003 -วันที่ 15 ตุลาคม เสินโจว 5 ยานอวกาศพร้อมมนุษย์ลำแรกของจีนได้ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ หยางลี่เหว่ย มนุษย์อวกาศคนแรกของจีนกลับสู่โลก หลังจากท่องอยู่ในอวกาศนาน 21 ชั่วโมงและโคจรรอบโลก 14 รอบ
       
       2004 -หวังหย่งจื้อ หัวหน้านักออกแบบในโครงการอวกาศจีนกล่าวว่า จีนมีแผนที่จะสร้างสถานีอวกาศภายใน 15 ปี.

จีนประสบความสำเร็จในการส่งยานพร้อมนักบิน เสินโจว 5 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ


โครงการอวกาศ 'เสินโจว 6'

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 13 ตุลาคม 2548

เสินโจว 6' ท้าทายประวัติศาสตร์การบินของจีน

เสินโจว 6' ท้าทายสมรรถนะและภูมิปัญญานักวิทยาศาสตร์จีน


กินอยู่ในอวกาศกับยาน ‘เสินโจว 6’

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 11 ตุลาคม 2548

       ตามรายงานล่าสุด หากว่าสภาพอากาศเป็นใจยานอวกาศ ‘เสินโจว 6’ ก็จะถูกยิงขึ้นสู่อวกาศในวันพรุ่งนี้ และนับเป็นครั้งที่ 2 ที่จีนจะส่งยานอวกาศพร้อมนักบินขึ้นสู่วงโคจรในอวกาศ ครั้งที่แล้ว หยางลี่เหว่ยขึ้นไปโคจรรอบโลก 14 รอบพร้อมกับยาน ‘เสินโจว 5’ เป็นเวลา 21 ชั่วโมง แต่ครั้งนี้ยานเสินโจว 6 จะนำนักบินที่ขณะนี้ยังไม่เปิดเผยรายชื่อว่าเป็นใครจำนวน 2 คน ขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนอวกาศ 5 วัน
       
       ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของยานอวกาศเสินโจว 5 และยานหมายเลข 6 จะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่เนื่องด้วยจำนวนนักบินและวันปฏิบัติงานในอากาศที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้พวกเขาต้องคำนึงถึงการกินอยู่ขับถ่ายของนักบินด้วย การส่งยานเสินโจว 6 ครั้งนี้จึงนับเป็นภารกิจที่ท้าทายพัฒนาการของวิศวกรรมเทคโนโลยีอวกาศของจีนอีกขั้นหนึ่ง
 

อาหารจานเด็ดสูตรจีนถูกออกแบบมาเพื่อนักบินรับประทานบนอวกาศ

 

      เมนูอาหารของหยางลี่เหว่ย ที่นำขึ้นไปรับประทานบนอวกาศครั้งที่แล้ว เป็นหมูซอสกระเทียมและไก่ทอด ‘อาหารอวกาศ’ทั่วไปที่ไม่ต้องผ่านความร้อนหรือเติมน้ำก็รับประทานได้ทันที แต่สำหรับนักบินของยานเสินโจว 6 นี้ต้องการอาหารอย่างต่ำ 15 มื้อ (หากไม่มีการเลื่อนกำหนดวันเดินทางกลับโลก) พวกเขาจึงต้องนำอาหารและเครื่องดื่มชนิดแช่แข็งและแห้งขึ้นไปจำนวนมาก ยานเสินโจว 6 จึงได้มีการติดตั้งเครื่องใช้เพื่อการรับประทานอาหาร อุปกรณ์เติมน้ำ เตาอบ ถังขยะไว้ในยานโคจร เพื่อนักบินจะสามารถรับประทานอาหารร้อนๆและมีน้ำร้อนดื่มบนอวกาศได้
       
       โดยนักบินจะได้รับประทานอาหารหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวันกว่า 40 ชนิด อาทิ ผัดเนื้อเส้น ไก่ผัดเสฉวน ลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นเนื้อ เนื้อย่าง เนื้อผัดน้ำแดง ข้าวสวย ข้าวธัญพืช ข้าวแกงกะหรี่ ข้าวผัด รวมไปถึงของหวานและผลไม้แช่แข็งต่างๆ
       
       สำหรับเสื้อผ้านักบินที่เห็นแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มยศก่อนขึ้นยานนั้นก็สามารถเปลี่ยนถอดออกได้ โดยนักวิจัยแห่งศูนย์วิจัยวิศวกรรมการแพทย์ด้านอวกาศของจีนคุยว่า นักบินของยานเสินโจว 6 สามารถถอดชุดนักบินอวกาศที่มีน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัมออก และเปลี่ยนเป็นชุดช่างที่ออกแบบให้ใช้ในการทำงานในยานได้สะดวกสบายขึ้น ซึ่งไม่เหมือนกับที่หยางลี่เหว่ยต้องแบกน้ำหนักชุดนักบินเต็มยศอยู่ตลอดการทำงาน 21 ชั่วโมงเมื่อคราวท่องอวกาศครั้งที่แล้ว
 

ซ้าย - 'ชุดโถส้วมพิเศษ' สำหรับถ่ายทุกข์ของนักบินอวกาศขณะปฏิบัติหน้าที่บนยานเสินโจว 6 ท่อปากใหญ่สำหรับการถ่ายหนัก ท่อปากเล็กสำหรับการถ่ายเบา ภาพกลาง - ชุดนักบินอวกาศจีนน้ำหนักกว่า 10 กิโลกรัม ขวา - ถุงนอนสำหรับนอนบนอวกาศ


       ชุดนักบินอวกาศที่ประกอบด้วยเสื้อกางเกง หมวก ถุงมือและรองเท้า เป็นสำคัญ ซึ่งครั้งนี้จะต้องเตรียมถึง 3 ชุดต่อนักบิน 1 คน ซึ่งต้องออกแบบและผลิตขึ้นให้รับกับการใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายในการผลิตและออกแบบชุดนักบินอวกาศยานเสินโจว 5 ที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นกว่าหนึ่งร้อยล้านหยวน ขณะที่ตัวเลขค่าใช้จ่ายครั้งนี้ยังไม่มีการเปิดเผย
       
       นอกจากอาหารและเสื้อผ้านักบินแล้ว ความพิเศษของยานเสินโจว 6 ลำใหม่นี้ คือ วิศวกรยังมีการออกแบบถุงนอน และติดตั้ง ‘โถส้วมพิเศษ’ ไว้บนยานโคจรเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักบินในการใช้ชีวิตบนอวกาศอีกด้วย เนื่องจากครั้งนี้ภารกิจตั้ง 5 วัน จะให้ใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เหมือนคุณหยางลี่เหว่ย เห็นทีจะไม่ไหวจ๊ะ .
       
       เรียบเรียงจาก นิวส์ 163 ดอท คอม

 


 

จรวดขนส่งลองมาร์ช นำยานโคจร 'เสินโจว 6' ขึ้นสู่ห้วงอวกาศ ในวันที่ 12 ตุลาคม 2005 ที่ผ่านมา

เฟ่ยจวิ้นหลง และเนี่ยไห่เซิ่ง โบกมืออำลาพี่น้องร่วมชาติ ก่อนขึ้นไปปฏิบัติภารกิจบนห้วงอวกาศกับยาน 'เสินโจว 6'

โฉมหน้านักบินอวกาศของจีนที่เข้าฝึกอบรมในโครงการอวกาศ 'เสินโจว 6'

วินาทีที่จรวดฉางเจิงถูกยิงออกจากฐานส่งจรวดที่สถานียิงดาวเทียมจิ่วเฉวียน

ทะยานออกจากฐานปล่อยจรวด

ขึ้นสู่ท้องฟ้า

ภายในยาน 'เสินโจว 6' ภายหลังขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่กี่นาที

เด็กนักเรียนในเสิ่นหยังร่วมลุ้นการส่งยานเสินโจว 6 ขึ้นสู่ห้วงอวกาศทางอินเตอร์เน็ต

'เรือเทวดา' บนฟากฟ้า

 

เฟ่ยจวิ้นหลง กำลังเตรียมเคลื่อนตัวไปสู่โมดูลควบคุมวิถีวงโคจร เพื่อเริ่มการทดลองทางวิทยาศาสตร์ หลังยานเสินโจว 6 เปลี่ยนวงโคจรจากวงรีเป็นวงกลม

เนี่ยไห่เซิ่ง (ซ้าย) และเฟ่ยจวิ้นหลง ขณะคุยโทรศัพท์กับครอบครัวเป็นครั้งแรก หลังยานอวกาศพร้อมมนุษย์ลำที่ 2 ของจีนขึ้นท่องอวกาศเมื่อเวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) วันที่ 12 ต.ค. 2005

2 นักบินเตรียมพร้อม

2 นักบินอวกาศของจีนลงสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัยในเช้ามืดวันที่ 17 ตุลาคม ณ พื้นที่ลงจอดกลางทุ่งปศุสัตว์อันกว้างใหญ่ของเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ท่ามกลางความภาคภูมิใจและดีใจของทุกฝ่าย

ประชาชนร่วมเฉลิมฉลองในความสำเร็จของปฏิบัติการ 'เสินโจว 6'

ทั่วประเทศต้อนรับการกลับบ้านของ 2 ฮีโร่ เฟ่ยจวิ้นหลงและเนี่ยไห่เซิ่ง ที่กรุงปักกิ่ง


'เสินโจว6' กลับสู่โลกอย่างปลอดภัย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 ตุลาคม 2548 10:29 น.


       
       เอเอฟพี16/10/05 - นักบิน ‘เสินโจว 6’ กลับถึงโลกอย่างปลอดภัย เมื่อเวลา 03.32 น. ที่ผ่านมา ตอกย้ำความสำเร็จด้านอวกาศของแดนมังกร
       
       สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า เฟ่ยจวิ้นหลงและเนี่ยไห่เซิ่ง 2 นักบินอวกาศขึ้นไปปฏิบัติภารกิจนอกโลกเป็นเวลา 5 วัน หลังขึ้นสู่ห้วงอวกาศพร้อมยาน 'เสินโจว 6' เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้ว (12 ต.ค.) ได้เดินทางกลับสู่โลกแล้วอย่างปลอดภัย ช่วงเช้าตรู่วันนี้ เมื่อเวลา 04.33 น. ตามเวลาท้องถิ่น (03.33 น. ตามเวลาในประเทศไทย)
       
       นักบินของเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของทีมภาคพื้นดินรายงานว่า แคปซูลของ 'เสินโจว 6' ลงสู่พื้นดินห่างจากจุดลงจอดที่กำหนดไว้ในเขตซื่อจื่อหวังฉี เขตปกครองตนเองมองโกเลียในเพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งห่างจากจุดที่เสินโจว 5 ลงจอดเมื่อ 2 ปีที่แล้วราว 6 กิโลเมตร
       
       นักบินอวกาศทั้งสองคนสามารถออกจากแคปซูลได้ด้วยตัวเอง โดยนักบินอวกาศเฟ่ยจวิ้นหลงปรากฏตัวขึ้นมาก่อน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแสดงความยินดี ตามด้วยนักบินอวกาศเนี่ยไห่เซิ่ง ทั้งคู่พากันโบกช่อดอกไม้ที่ได้รับ เฟ่ยกล่าวว่ารู้สึกสบายดี ส่วนเนี่ยกล่าวขอบคุณประชาชนที่เป็นห่วงและให้การสนับสนุน
       
       จากนั้นทั้งคู่ได้รับประทานช็อกโกแลตและชาจีน ซึ่งเนี่ยไห่เซิ่งดูจะเจริญอาหารเป็นพิเศษ เพราะเขาจัดการบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต่ออีกหนึ่งชาม ทั้งนี้ ผลตรวจร่างกายชี้ว่านักบินทั้งสองสุขภาพแข็งแรงดี
       
       หลังจากนั้น ในเวลา 09.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ฮีโร่อวกาศคู่ใหม่ของจีนได้เดินทางมาถึงสนามบินซีเจียวในปักกิ่ง ซึ่งได้รับการต้อนรับการกลับสู่พื้นโลกอย่างอบอุ่น
       
       อย่างไรก็ตาม นักบินทั้ง 2 จะถูกเก็บตัวไว้เพื่อสังเกตการณ์เป็นเวลา 14 วัน แต่สมาชิกในครอบครัวสามารถเข้าเยี่ยมได้ หนังสือพิมพ์ เป่ยจิง ยุธ เดลี่ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์
       
       สำหรับปฏิบัติการอวกาศเสินโจว 6 นับเป็นภารกิจการส่งมนุษย์ขึ้นท่องอวกาศครั้งที่ 2 ของจีน ห่างจากปฏิบัติการเสินโจว 5 ที่ส่งหยางลี่เหว่ย นักบินอวกาศคนแรกของจีนขึ้นโคจรรอบโลก เกือบ 2 ปีเต็ม โดยจีนเป็นประเทศที่ 3 ที่สามารถส่งมนุษย์ขึ้นท่องอวกาศ นอกจากรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา
       
       ทั้งนี้ เสินโจว 6 โคจรรอบโลก 76 รอบ คิดเป็นระยะทางมากกว่า 3.25 ล้านกิโลเมตร (1.9 ล้านไมล์ ) ในระยะเวลา 115 ชั่วโมง 32 นาที ด้วยความเร็ว 7.9 กิโลเมตรต่อวินาที ขณะที่เสินโจว 5 โคจรรอบโลก 14 รอบเพียง 21 ชั่วโมงเท่านั้น.


นักบินทั้ง 2 ในแคปซูลก่อนที่จะเปิดประตูออกไป

เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเปิดประตูแคปซูล

นักบินอวกาศเฟ่ยจวิ้นหลง ออกจากแคปซูลมาเป็นคนแรก

 

โบกมือทักทายผู้คนซึ่งส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง

เฟ่ยจวิ้นหลงโบกมือทักทาย

ตามมาด้วยนักบินอวกาศเนี่ยไห่เซิ่ง

 


เกร็ดชีวิตฮีโร่อวกาศจีนคู่ใหม่

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2548

เฟ่ยจวิ้นหลง

      เฟ่ยจวิ้นหลง เป็นคนเมืองซูโจว มณฑลเจียงซู ได้ชื่อว่าเป็นลูกกตัญญูคนหนึ่ง เพราะแม้ว่าหลังจากเข้าประจำการในกองทัพแล้ว ก็ยังพยายามโทรศัพท์กลับบ้านทุกสัปดาห์ และส่งเงินกลับบ้านทุกตรุษจีนครั้งละไม่ต่ำกว่า 4-5,000 หยวน ซึ่งโดยปกติแล้วเขาจะกลับบ้าน 4 ปีต่อ 1 ครั้งในเทศกาลตรุษจีน แต่ว่าในปีนี้ ซึ่งยังไม่ครบกำหนดดังกล่าว ก็ทำให้คนในบ้านประหลาดใจและเอะใจว่าเขาอาจได้รับภารกิจสำคัญมากจึงได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมบ้านก่อนกำหนด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเกี่ยวกับยานเสินโจว 6
       
       สำหรับชีวิตครอบครัว ภรรยาของเขาเป็นนักศึกษาที่จบจากโรงเรียนการบินมาด้วยกัน ปัจจุบันมีบุตรชาย 1 คนที่กำลังศึกษาในชั้นมัธยมปีที่ 1 และมีความสามารถทางดนตรี ครอบครัวของเขาถือว่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่นครอบครัวหนึ่งที่เดียว

เนี่ยไห่เซิ่ง

     ส่วนเนี่ยไห่เซิง ผู้ซึ่งเกิดในอำเภอหยางฉั่ง ซึ่งเป็นเขตยากจนแห่งหนึ่ง ในเมืองเจ่าหยาง มณฑลหูเป่ย เป็นน้องคนที่ 6 ในบรรดาพี่น้องทั้งหมด 8 คน พวกเขาเติบโตขึ้นมาได้ด้วยกำลังของแม่ที่เป็นผู้เลี้ยงดูครอบครัวด้วยการคั่วเม็ดแตงเพียงคนเดียว เพราะบิดาป่วยและเสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็ก
       
       ปัจจุบันเนี่ยไห่เซิงสมรสแล้วกับภรรยาที่เป็นทหารเช่นเดียวกัน และมีบุตรสาวอายุ 12 ปี ในช่วงแรกนั้น ภรรยาของเขาคัดค้านการเข้าคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศอย่างหนัก เนื่องจากยังฝังใจกับความล้มเหลวของยานเชนเลนเจอร์ของสหรัฐฯ จนบรรยากาศในครอบครัวตอนนั้นมีแต่ความเย็นชา แต่ทว่า เนี่ยไห่เซิงก็ยังยืนหยัดและพยายามโน้มน้าว จนในที่สุดก็มีวันนี้ วันแห่งความสำเร็จของเขา.


ยานเสินโจว 6 โคจรเหนือฟากฟ้า

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2548

ภายในห้องควบคุมบนตัวยาน

      เอเอฟพี/ ไชน่านิวส์เน็ต 12/10/05-ยานอวกาศเสินโจว 6 ได้ทะยานออกจากฐานยิงจรวดจิ่วเฉวียนแล้วอย่างราบรื่น ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 ที่จีนส่งนักบินขึ้นท่องอวกาศ หลังจากความสำเร็จครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม ปี 2003
       
       ยานขนส่งลองมารช 2 เอฟ (Long March 2F) ได้นำพายานอวกาศเสินโจว 6 พร้อมนักบิน 2 นาย ได้แก่ เฟ่ยจวิ้นหลง และเนี่ยไห่เซิ่ง ทะยานขึ้นฟ้าจากสถานนียิงดาวเทียมจิ่วเฉวียน มณฑลกันซู่ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน ในเวลา 09.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) หรือ 08.00 น.ตามเวลาในประเทศไทยเช้าวันนี้ (12 ต.ค.) และจะปฏิบัติภารกิจในอวกาศเป็นเวลา 5 วัน
       
       เสินโจว 6 ได้ค่อยๆ ทะยานสู่ฟากฟ้า หลังออกจากฐานราว 40 วินาที ซึ่งกล้องที่ติดอยู่ภายในแคปซูล แสดงภาพ เนี่ยไห่เซิ่ง โบกมือ พร้อมส่งเสียงทักทายมายังภาคพื้นว่า “สภาพการบินปกติ” และ “สภาพร่างกายสบายดี”
       
       หลังจากนั้นราว 21 นาที เสินโจว 6 ได้เข้าสู่วงโคจรที่กำหนด โดยเมื่อยานอยู่เหนือพื้นโลกในระดับ 200 กิโลเมตร จะโคจรรอบโลกในแนววงรี 5 รอบ จากนั้นเมื่อลอยขึ้นไปในระดับ 343 กิโลเมตร จะค่อยเปลี่ยนวงโคจรเป็นวงกลม โดยการโคจร 1 รอบจะใช้เวลา 90 นาที และมีกำหนดจะโคจรเป็นเวลาทั้งสิ้น 119 ชั่วโมง หรือประมาณ 5 วัน ก่อนที่โมดูลกลับสู่พื้นโลก (returnable module) จะล่อนลงยังทุ่งหญ้าที่มองโกเลียใน

ยานเสินโจว 6 บนฟากฟ้า
       
       

       ทั้งนี้ คาดว่ายานเสินโจว 6 จะเริ่มโคจรเป็นวงกลม เย็นนี้ ในเวลาประมาณ 16.00น. (15.00น.ตามเวลาในไทย) ซึ่งเป็นระดับที่จะเริ่มมีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ นอกจากนั้น นักบินอวกาศทั้งสองจะมีการสื่อสารข้อมูลกับหน่วยปฏิบัติการที่ภาคพื้นเป็นระยะทั้งหมด 38 ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นภารกิจต่างๆ บนยาน ความรู้สึก รวมทั้งการดื่มน้ำคำแรก การทานอาหารครั้งแรก หรือก่อนจะเข้านอน ฯลฯ โดยจะบันทึกการสื่อสารทั้งหมดไว้ทั้งสองฝ่ายด้วย.

อีกมุมหนึ่งจากใต้ยาน


รู้จักยานอวกาศ “เสินโจว 6”

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2548

ยานเสินโจว 6

        ยานเสินโจว 6 ทะยานขึ้นอวกาศจากสถานยิงดาวเทียมจิ่วเฉวียน ด้วยจรวดขนส่งฉางเจิงหรือลองมาร์ช เมื่อเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นหรือ 08.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย โดยมีเฟ่ยจวิ้นหลงและเนี่ยไห่เซิ่ง 2 นักบินอวกาศขึ้นเป็นปฏิบัติภารกิจนอกโลกเป็นเวลา 5 วันนับเป็นการขนส่งมนุษย์สู่ห้วงอวกาศครั้งที่ 2 ของจีน
       
       สำหรับโครงสร้างของยานเสินโจว 6 ภายนอกไม่ต่างจากเสินโจว 5 เท่าใดนัก ซึ่งการออกแบบยังเป็นไปตามแนวทางของยาน Soyuz จากอดีตสหภาพโซเวียต แต่ภายในของเสินโจว 6 มีการออกแบบให้เหมาะสำหรับจำนวนนักบินที่เพิ่มขึ้น และการประกอบกิจกรรมในระยะเวลาที่นานกว่า
       
       โดยยานอวกาศจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ โมดูลควบคุมวิถีการโคจร (orbital module) คือส่วนที่นักบินทำงานและอาศัยอยู่ระหว่างการโคจรรอบโลก 119 ชั่วโมงหรือราว 5 วัน ภายในจะติดตั้งอุปกรณ์สำหรับการกิน อยู่ หลับนอน รวมทั้งอุปกรณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะถูกปล่อยทิ้งให้โคจรและทำการทดลองต่อไปในอวกาศ
       
       ส่วนที่ 2 คือ โมดูลกลับสู่พื้นโลก (returnable module) เป็นส่วนบังคับการที่ซึ่งนักบินอยู่ขณะที่ยานอวกาศขึ้นและกลับสู่พื้นโลก และส่วนที่ 3 คือ โมดูลขับดัน (propulsion module) หรือส่วนบริการ ซึ่งจะบรรทุกแบตเตอรี่ อุปกรณ์ควบคุมสภาพแวดล้อมภายในยาน และระบบสื่อสาร โดยส่วนที่ 1 และ 3 จะมีแผงโซล่าร์เซลล์รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ด้วย.


เสินโจว 6 ทะยานขึ้นฟ้า พา 2 นักบินอวกาศจีนออกปฏิบัติภารกิจแล้ว

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 ตุลาคม 2548

        จรวดลองมาร์ชได้นำพายานเสินโจว 6 ทะยานขึ้นอวกาศจากสถานยิงดาวเทียมจิ่วเฉวียน เมื่อเวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นหรือ 08.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย โดยมีเฟ่ยจวิ้นหลงและเนี่ยไห่เซิ่ง 2 นักบินอวกาศขึ้นเป็นปฏิบัติภารกิจนอกโลกเป็นเวลา 5 วันนับเป็นการขนส่งมนุษย์สู่ห้วงอวกาศครั้งที่ 2 ของจีน
       
       ทั้งนี้ นายเฟ่ยจวิ้นหลง อายุ 40 ปี เป็นชาวคุนซัน มณฑลเจียงซู ทางตะวันออกของจีน ซึ่งเคยได้รับคัดเลือกให้ร่วมโครงการปล่อยยานเสินโจว 5 เมื่อปี 2003 เขาสอบเข้าเป็นนักบินของกองทัพอากาศจีนเมื่ออายุ 17 ปี และเข้าร่วมอบรมนักบินอวกาศรุ่นแรกของจีนเมื่อปี 1998
       
       ด้วยภารกิจที่ต้องทำเพื่อชาติ ทำให้ตลอด 23 ปีที่รับราชการทหาร มีโอกาสกลับบ้านเกิดเพียง 6 ครั้ง คนรอบข้างจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นนักบินอวกาศของชาติ ปัจจุบัน นายเฟ่ยจวิ้นหลง พักอาศัยอยู่ที่กรุงปักกิ่งกับภรรยา นางซี่เจี๋ย และลูกชายวัย 14 ปี
       
       ส่วนนายเนี่ยไห่เซิ่งอายุ 41 ปี เป็นชาวเมืองเจ่าหยาง มณฑลหูเป่ย เริ่มเข้ารับราชการทหารตั้งแต่เดือนมิถุนายนปี 1983 และในปี 1987 จึงสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการบินทหารบกที่ 7 เป็นนักบินรบแห่งกองทัพอากาศ เข้าโครงการนักบินอวกาศรุ่นแรก ตลอดจนได้รับคัดเลือกเป็น 1 ใน 3 ของนักบินที่จะเลือกขึ้นไปกับยานเสินโจว 5 เมื่อปี 2003 เช่นเดียวกับ
       
       เนี่ยไห่เซิ่งมีความฝันเป็นนักบินอวกาศมาตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว เขาเคยเล่าว่าในสมัยก่อนที่ยังเป็นเด็กเลี้ยงวัวอยู่ตามเชิงเขา มีครั้งหนึ่งเคยหลับกลางวันและฝันประหลาดว่าตัวเองมีปีกงอกออกมาจากหลัง ซึ่งตอนนั้นเขายังไม่เคยแม้แต่จะเคยเห็นเครื่องบิน แต่ก็กลับฝันไปว่าตัวเองบินได้.

 


เสินโจว 6' ท้าทายประวัติศาสตร์การบินของจีน

วันประวัติศาสตร์ : 'เสินโจว 6' ทะยานขึ้นสู่ห้วงอวกาศเช้าวันที่ 12 ตุลาคม 2005 เวลา 9:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลา 8:00 น. ตามเวลาในประเทศไทย โดยมีนักบินเฟ่ยจวิ้นหลง และเนี่ยไห่เซิ่ง ขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่บนอวกาศเป็นเวลา 5 วัน


ภาพจำลองการร่อนลงของแคปซูล


สภาพของแคปซูลกลับสู่พื้นโลกเสินโจว 6


วีดีโอการเรียนการสอน

ตบกล่อง

เมื่อตบกล่องแล้วพินล้มเป็นเพราะหลักการทางวิทยาศาสตร์ข้อใด

ก.      แรงดันอากาศ

ข.      คลื่นความถี่สูง  ดูด้วย windows media  คลิกที่โลโก้ครับ

 

รถไฟเหาะตีลังกาทำด้วยไม้ที่เกาหลี

      สวนสนุกในเกาหลีได้สร้างรถไฟเหาะตีลังกาทำด้วยใม้ที่สูงและชันที่สุดในโลก  คนที่ได้ไปนั่งเล่าว่าเป็นประสบการณ์อันเหลือเชื่อจริงๆ ดูด้วย windows media  คลิกที่โลโก้ครับ


 

 

 

 

สมการของแรงทั้งสี่

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

 

 

 

 


หมื่นแสนไม่แม้นเหมือน ช็อกโกแลต

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10


ค่า มหัศจรรย์ สู่ชั่วนิรันดร์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


 

 

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์