ฟิสิกส์ราชมงคล

index 173

 

"รูบิก" ลูกบาศก์ที่เป็นมากกว่าลูกบิด

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 มีนาคม 2551

จทย์ง่ายๆ แค่เรียงสีแต่ละหน้าให้ได้สีเดียวกัน บางคนอาจใช้เวลาร่วมเดือน ขณะที่บางคนสามารถคืนสภาพเดิมให้กับลูกบาศก์ "รูบิก" ได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ก็มีบางคนที่ทิ้งความยุ่งเหยิงค้างปีโดยไม่หันกลับไปเหลียวแลอีกเลย ความท้าทายที่จะสลับสีให้กลับไปเรียบร้อยเหมือนเดิมนี้เองได้ทำให้เด็กตลอดจนผู้ใหญ่ทั่วโลกหลงรักในของเล่นฝึกสมองนี้มากว่า 30 ปีแล้ว สำหรับคนไทยก็มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งหลงใหลในลูกบิดนี้ไม่ต่างกัน
       

       เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ชัชวาลย์ จารุวัฒนกุลซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กชายวัยกว่า 10 ขวบที่อาศัยอยู่ในจังหวัดลำปางได้รู้จักกับลูกบาศก์รูบิก (Rubik's Cube) ผ่านรายการโทรทัศน์และเรียนรู้สูตรที่จะแก้เกมลูกบาศก์ได้ภายใน 3-5 นาที แม้ของเล่นที่เขาเคยหลงใหลได้เลือนหายไปกับกาลเวลาของการเติบโดเป็นผู้ใหญ่ แต่ล่าสุดเขากลายเป็นเว็บมาสเตอร์ของเว็บไซต์ thailandcube อันเป็นแหล่งชุมนุมของผู้เล่นรูบิกที่มีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการเผยเคล็ดลับวิธีเล่น เทคนิคพิชิตเกมให้เร็ว การรวมกลุ่มกันเพื่อล่ารางวัลในเวทีแข่งขันต่างๆ ตลอดจนเป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายรูบิกที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งหลังการเปิดตัวเว็บไซต์ได้เพียงครึ่งปีกลุ่มผู้หลงรักรูบิกก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
       
       การแข่งขัน "รูบิก อพวช." ที่จัดขึ้นโดยองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ภายในงาน "ถนนสายวิทยาศาสตร์ 2551" ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมานับเป็นเวทีการแข่งขันรูบิกระดับประเทศที่จัดขึ้นโดยหน่วยงานรัฐเป็นครั้งแรก ซึ่งการแข่งขันจะเฟ้นหาผู้สามารถแก้เกมรูบิกได้รวดเร็วที่สุด และภายในงานนี้ลูกชายหัวแก้ววัย 7 ขวบของชัชวาลย์ก็คว้าชัยในระดับประถมศึกษา ส่วนผู้เป็นแชมป์ของระดับมัธยมและประชาชนทั่วไปก็มาจากสมาชิกของเว็บไซต์นั่นเอง
       
       ทั้งนี้เมื่อครั้งทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ในเมืองหลวงชัชวาลย์ได้รู้จักลูกบิดคล้ายๆ รูบิกที่เขารู้จัก จนกระทั่งกลับไปเปิดกิจการส่วนตัวที่บ้านเกิดและได้เห็นของเล่นในวัยเด็กวางขายตามตลาดนัดเขาก็อยากจะรื้อฟื้นความหลังอีกครั้งจึงซื้อมาเล่น แล้วเริ่มสนใจในการเล่นรูบิกแบบ "สปีด" (Speedcubing) คือแก้รูบิกให้เร็วที่สุดนั้นเมื่อได้รู้จักกับเพื่อนที่บราซิล จากนั้นเขาจึงได้ศึกษาข้อมูลวิธีการเล่นผ่านทางอินเทอร์เน็ตอย่างจริงจังเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แล้วเปิดตัวเว็บไซต์ดังกล่าวโดยความช่วยเหลือของเพื่อนรุ่นน้องที่เปิดบล็อก (Blog) สอนการเล่นอย่างไม่เป็นทางการ โดยสมาชิกจะรวมตัวกันทุก 1-2 เดือนหรือตามสนามแข่งขัน
       
       "ช่วงนี้คนนิยมรูบิกมากขึ้น คิดว่าอีก 4-5 เดือนจะมีความนิยมมากกว่านี้ การเล่นรูบิกช่วยพัฒนาสมองทั้ง 2 ด้านจากการใช้ทั้งมือและสายตามอง พร้อมการวางแผนล่วงหน้าซึ่งเป็นการคิดต่อแบบไม่สิ้นสุด" ชัชวาลย์กล่าว พร้อมเผยว่าทางเว็บไซต์ได้จัดการแข่งขันขึ้นภายในกลุ่มสมาชิกเพื่อซักซ้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีใหญ่ที่เริ่มมีการจัดแข่งขันมากขึ้น ซึ่งอนาคตเขาตั้งใจจะนำเว็บไซต์เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมรูบิกระดับโลก โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาแข่งขันให้ได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้มีการแข่งขันระดับโลกทุกๆ 2 ปี โดยแข่งมาแล้ว 4 ครั้งซึ่งล่าสุดจัดขึ้นที่ฮังการีเมื่อ ส.ค.ปีที่ผ่านมา ส่วนการแข่งขันครั้งต่อไปยังไม่กำหนดประเทศเจ้าภาพ
       
       เจ้าลูกบาศก์หกหน้าบิดได้นี้เกิดจากความคิดของเออร์โน รูบิก (Erno Rubik) ประติมากรและอาจารย์สถาปัตย์ของสถาบันประยุกต์ศิลป์และหัตถกรรม (Academy of Applied Arts and Crafts) ในกรุงบูดาเปสต์ ฮังการี ซึ่งปัจจุบันมีอายุร่วม 63 ปีแล้ว เขาเป็นผู้ลุ่มหลงในรูปทรงเรขาคณิต รูปทรงสามมิติ โครงสร้างและความเป็นไปได้ที่ซ่อนอยู่ในการผสมของรูปทรงและวัสดุทั้งในทฤษฎีและการปฏิบัติ โดยเขาได้สร้างต้นแบบเมื่อปี 2517 และปีถัดมาได้จดสิทธิบัตรผลงานในบ้านเกิดด้วยชื่อว่า "เมจิกคิวบ์" (Magic Cube) หากเป็นที่รู้จักในชื่อเดียวกับผู้ประดิษฐ์ เมื่อบริษัทไอเดียลทอยส์ (Ideal Toys) ผู้จัดจำหน่ายของเล่นชิ้นนี้เปลี่ยนชื่อลูกบาศก์ใหม่ว่า "ลูกบาศก์รูบิก" (Rubik's Cube) และส่งจำหน่ายออกนอกฮังการี
       
       เราอาจจะคุ้นเคยกับรูบิกราคา 20-30 บาทที่แบขายตามพื้นข้างริมบาทวิถี สะพานลอยหรือตลาดนัดทั่วไป แต่หลายคนคงไม่ทราบว่ายังมีรูบิกอีกหลายเกรดและราคาก็อยุ่ที่หลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งเรื่องนี้พิษณุ มุกดาประกร ทีมงานเว็บไซต์เดียวกับชัชวาลย์ระบุว่ามีหลายบริษัทที่ผลิตรูบิก ทั้งนี้หากซื้อจากสหรัฐฯ จะเป็นของที่ได้รับลิขสิทธิ์ถูกต้องจากรูบิก สำหรับเมืองไทยมีตัวแทนจำหน่ายคือบริษัท Toy r Us อย่างไรก็ดียังมีรูบิกที่ใช้งานได้เหมือนกันแต่มีองค์ประกอบของลูกบาศก์ที่แตกต่างไปเล็กน้อย
       
       รูบิกที่วางขายตามแผงรอยมีด้านสีทำจากพลาสติกซึ่งบางครั้งอาจทำให้มือผู้เล่นบาดเจ็บได้ ขณะที่รูบิกที่บรรดาเซียนนิยมใช้จะแปะสีด้วยแผ่นสติ๊กเกอร์ที่สามารถนำแผ่นใหม่มาแปะติดได้ อีกทั้งยังไม่ฝืดซึ่งช่วยให้ผู้เล่นทำเวลาได้ดีขึ้น โดยพิษณุเผยว่าเขาเริ่มเล่นรูบิกจากที่มีขายอยู่ทั่วไป แต่เมื่อเล่นไปถึงจุดหนึ่งเขาไม่สามารถทำเวลาได้ดีกว่า 50 วินาที จึงได้สั่งซื้อรูบิกจากสหรัฐฯ ซึ่งราคาประมาณ 500 บาท นอกจากนี้ยังรูบิกยี่ห้อ DIY ที่ผู้เล่นต้องประกอบขึ้นเองจากส่วนประกอบทั้งหมด 27 ชิ้น ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่เซียนจำนวนหนึ่ง
       
       ในการแข่งขันระดับโลกนั้น กิตติกร ตั้งสุจริตธรรม นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนหอวัง และแชมป์รูบิกหลายสนามและเป็นแชมป์ระดับระดับมัธยมของการแข่งขันรูบิกในถนนสายวิทยาศาสตร์เผยว่า การแข่งขันระดับโลกจะให้ผู้เล่นมีโอกาสแก้รูบิกทั้งหมด 5 ครั้งต่อหน้ากรรมการโดยที่ไม่ต้องแข่งพร้อมกันกับผู้เล่นคนอื่น จากนั้นจะตัดเวลาดีที่สุดและแย่ที่สุดแล้วนำเวลาที่เหลือมาเฉลี่ย ซึ่งการแข่งขันแบบนี้ทำให้ตื่นเต้นน้อยกว่าการแข่งขันพร้อมกับผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ
       
       อย่างไรก็ดียังมีการแข่งขันรูบิกอีกประเภทที่ไม่เน้นความเร็วแต่เน้นแข่งจำนวนครั้งในการบิดให้น้อยที่สุดเพื่อให้รูบิกกลับสู่สภาพเดิม ทั้งนี้ผู้เขาแข่งขันมีเวลา 1 ชั่วโมงที่จะแก้รูบิก แล้วเขียนวิธีการหมุนลงกระดาษเพื่อส่งให้กรรมการตรวจ โดยมีรูบิกให้ทดลองแก้ 3 ลูก ซึ่งตามทฤษฎีสามารถหมุนได้ต่ำสุด 24 ครั้ง แต่เท่าที่ผ่านมามีคนทำได้น้อยสุด 26 ครั้ง การแข่งขันรูปแบบนี้กิตติกรกล่าวว่าค่อนข้างยากเพราะบางครั้งแม้เขาจะสามารถแก้รูบิกได้แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต้องหมุนอย่างไร
       
       สำหรับเทคนิคการแก้ปัญหารูบิกนั้น ชลเทพ กิจสินธพชัย นักศึกษาภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแชมป์การแข่งขันรูบิกระดับประชาชนในงานถนนสายวิทยาศาสตร์ กล่าวว่าการแก้ปัญหาด้วยการทำหน้าสีขาวให้เป็นรูปกากบาทเครื่องหมายแล้วพยายามแก้ทีละชั้น โดยชั้นที่ 1 และ 2 นั้นสามารถใช้ความเข้าใจแก้ได้ และเมื่อถึงชั้นที่ 3 ซึ่งต้องทำให้หน้าสีเหลืองเต็มก่อนแก้ให้จบลูกนั้นต้องใช้สูตรที่เรียกว่า OLL (Orient Last Layer) ซึ่งฝั่งยุโรปนิยมเล่นลักษณะนี้คือให้ขาวอยู่ด้านล่างและสีเหลืองอยู่บน ขณะที่ทางญี่ปุ่นจะต่างออกไปคือให้สีน้ำเงินอยู่ข้างล่างและให้สีขาวอยู่ข้างบน
       
       ชลเทพกล่าวว่าระบบแก้รูบิกมีด้วยกันหลายระบบแต่ที่นิยมแพร่หลายในการแข่งขันเนื่องจากเล่นได้ง่ายคือระบบ CFOP ของยุโรปซึ่งย่อมาจาก C-Cross, F-Fist 2 Layer, O- OLL (Orient Last Layer), และ P-PLL (Permute Last Layer) ส่วนระบบที่เร็วที่สุดในขณะนี้ระบบ ZB แต่ใช้งานจริงได้ยากเนื่องจากมีสูตรจำค่อนข้างเยอะคือประมาณ 700 สูตร โดยแต่ละสูตรนั้นจะฝึกนิ้วมือไม่เหมือนกัน ทั้งนี้การคิดสูตรอาศัยทฤษฎีทางคณิตศาสตร์คือทฤษฎีกลุ่ม (Group Theory) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวณแล้วเลือกสูตรมาใช้ พร้อมกันนี้เขาเผยอีกว่ากำลังนำสูตรแก้รูบิกที่ไม่มีใครใช้มาฝึก
       
       "ถามว่าการเล่นรูบิกมีส่วนช่วยอะไรในการเรียนของผมบ้าง การเรียนนั้นต้องใช้จินตนาการเยอะ ซึ่งการเล่นรูบิกช่วยสร้างจินตนาการของภาพ 3 มิติได้ และต้องฝึกจำสูตรต่างๆ ทั้งยังมีเรื่องของจังหวะเข้ามาเกี่ยวข้อง บางคนฝึกเล่นตามจังหวะเพลง ไม่ใช่เพียงแค่เล่นให้เร็วแต่ต้องเล่นให้เข้าจังหวะ ไม่ติดขัด ซึ่งการเล่นรูบิกต้องมีทั้งความจำและความเข้าใจ" ชลเทพกล่าว
       
       ทั้งนี้ของเล่นทุกชนิดล้วนช่วยพัฒนาความคิดของผู้เล่นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และสำหรับรูบิกก็เป็นของเล่นอีกชิ้นที่ฝึกกระบวนการคิดของผู้เล่น ซึ่งเบื้องหลังความท้าทายจากการจัดเรียงหน้าอันยุ่งเหยิงให้กลับคืนสู่ความมีระเบียบนั้นล้วนมีหลักการที่ซ่อนอยู่ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่อย่างใดที่รูบิกจะกลายเป็นอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ หรือแม้กระทั่งเป็นแรงบันดาลให้เยาวชนหันมาสนใจวิทยาศาสตร์
 


แบไต๋วิธีไข "รูบิก" แบบเริ่มต้นกับแชมป์เด็กไทย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 มีนาคม 2551

       ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่พยายามแก้ "รูบิก" ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ไม่สามารถนำสีกลับสู่หน้าทั้งหกของลูกบาศก์ได้ตามเดิมสักที หลายคนท้อจนอยากจะปาทิ้ง หลายคนอาจจะลืมไปแล้วว่าเคยสร้างความยุ่งเหยิงไว้ ไม่เป็นไร...มาเริ่มต้นกันใหม่ดีกว่า
       

       "ผู้จัดการวิทยาศาสตร์" ภูมิใจนำเสนอวิธีแก้รูบิกสำหรับผู้เริ่มต้น โดยมี กิตติกร ตั้งสุจริตธรรม นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนหอวัง  แชมป์ระดับมัธยมศึกษาของการแข่งขัน "รูบิก อพวช." ในงานถนนสายวิทยาศาสตร์ 2551 ที่แก้รูบิกได้ในเวลาแค่ 13.38 วินาที มารับเป็นหน้าที่สอนแก้ลูกบาศก์รูบิก (Rubik's cube) อย่างง่าย
       
       


       
       ทั้งนี้ก่อนลงมือบิดรูบิกมาทำความรู้จักลูกบาศก์ชนิดนี้กันก่อน สำหรับลูกบาศก์ 3x3 นี้ชิ้นส่วนหลักๆ คือ 1.เอดจ์ (Edge) คือด้านขอบที่มี 2 สี 2.คอร์เนอร์ (Corner) คือด้านมุมที่มี 3 สี และ 3.เซ็นเตอร์ (Center) คือด้านที่มีสีเดียวและอยู่ตรงกลาง
       
       การแก้รูบิกมีสูตรซึ่งเป็นที่นิยมคือให้สีขาวเป็นฐานและสีเหลืองอยู่ด้านบน ทั้งนี้จะเริ่มจากบิดให้ได้รูปกากบาทสีขาว จากนั้นแก้ให้เต็มทีละชั้น ชั้นที่ 3 จะบิดให้สีเหลืองเต็มก่อนแล้วจึงบิดให้เต็มทั้งลูก
       
       
แก้ชั้น 1

       ทำหน้ากากบาทขาว
       
วิธีบิดให้ได้กากบาทสีขาวอาจเริ่มจากการบิดให้เอดจ์ขาวอยู่ล้อมเซ็นเตอร์เหลือง จากนั้นดูว่าคู่สีอีกด้านของเอดจ์ขาวคืออะไร แล้วบิดให้ตรงกับเซ็นเตอร์ของสีนั้นๆ เมื่อได้ตรงแล้วให้บิดลง 2 ครั้งจะพบว่าเอดจ์ขาวชิ้นนั้นประกบเซ็นเตอร์ขาวแล้ว ทำเช่นนี้จนครบทุกเอดจ์จะได้กากบาทขาวในที่สุด
       
       

       
       บิดให้ขาวเต็มหน้า
       
เมื่อได้กากบาทขาวแล้วให้หาคอร์เนอร์ที่มีสีขาวและอยู่ในชั้นที่ 3 (ทั้งนี้สีขาวเป็นฐานอยู่ในชั้นที่ 1) จากนั้นบิดคู่สีที่อยู่ประชิดไปด้านที่มีเซ็นเตอร์ของสีนั้นแล้วให้ด้านสีนั้นอยู่ข้างหน้า หากสีขาวอยู่ด้านขวาให้บิดด้านขวาตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง (แถวซึ่งมีสีขาว 2 ชิ้นจะขึ้นมาอยู่ด้านขวามือ) แล้วบิดชั้นที่ 3 ตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง (สีขาวชิ้นที่เหลือจะเข้ามาเติมแถวจนครบ 3 ชิ้น) จากนั้นบิดด้านขวาทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง (แถวที่มีขาวครบ 3 ชิ้นจะกลับจะไปอยู่ด้านสีขาวที่เป็นฐาน)
       
       หากสีขาวอยู่ซ้ายมือให้บิดด้านซ้ายทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง (หรือบิดด้านซ้ายไปข้างหลัง แถวซึ่งมีสีขาว 2 ชิ้นจะขึ้นมาอยู่ด้านขวามือ) จากนั้นบิดชั้นที่ 3 ทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง (สีขาวชิ้นที่เหลือจะเข้ามาเติมแถวจนครบ 3 ชิ้น) แล้วบิดด้านซ้ายตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง (แถวที่มีขาวครบ 3 ชิ้นจะกลับจะไปอยู่ด้านสีขาวที่เป็นฐาน) ทำเช่นนี้จนได้สีขาวเต็มหน้า ซึ่งจะได้ชั้นที่ 1 เต็มและเซ็นเตอร์ก็จะตรงกับสีของแต่ละหน้าด้วย
       
       

       
       อย่างไรก็ดีบางครั้งอาจพบสีขาวที่เหลืออยู่ชั้น 1 หรืออยู่ด้านบน วิธีแก้กรณีที่สีขาวอยู่ชั้น 1 หากอยู่ด้านขวามือให้บิดด้านที่มีสีขาวทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้งแล้วบิดชั้นที่ 3 ตามเข็มนาฬิกา 2 ครั้ง จากนั้นบิดแถวสีขาวที่มาจากการบิดทวนเข็มกลับที่เดิม แล้วใช้สูตรในการบิดขาวให้เต็มได้ตามปกติจนเต็มหน้า แต่หากสีขาวในชั้นที่ 1 อยู่ด้านซ้ายมือให้บิดในลักษณะตรงข้ามคือจากตามเข็มนาฬิกาเป็นทวนเข็มนาฬิกาและจากทวนเข็มนาฬิกาเป็นตามเข็มนาฬิกา
       
       ส่วนกรณีที่สีขาวอยู่ด้านบนให้ด้านสีขาวนั้นตรงกับฐานที่ยังขาดสีขาว แล้ววางให้สีขาวอยู่ทางขวามือ จากนั้นบิดด้านขวามือตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง แล้วบิดชั้นที่ 3 ทวนเข็มนาฬิกา 2 ครั้ง จากนั้นบิดด้านขวาทวนเข้ม 1 ครั้ง (เพื่อให้แถวที่มีสีขาวอื่นๆ กลับไปอยู่ที่ฐานเช่นเดิม) แล้วใช้เทคนิคบิดขาวให้เต็มหน้าได้ตามปกติ
       
       
แก้ชั้น 2

       เมื่อแก้จนได้ชั้นที่ 1 เต็มแล้วก็เริ่มแก้ชั้นที่ 2 ทั้งนี้เนื่องจากสีเหลืองถูกกำหนดให้อยู่ด้านบนดังนั้นชิ้นส่วนที่จะเติมเต็มชั้นนี้ก็คือเอดจ์ที่ไม่มีสีเหลือง อาทิ เอดจ์ที่มีคู่สีแดงอยู่ด้านข้างและสีเขียวอยู่ด้านบน ให้หมุนเอดจ์ชิ้นนั้นจนสีแดงไปตรงกับเซ็นเตอร์สีแดง จากนั้นเปลี่ยนไปพิจารณาสีเขียวโดยหมุนให้อยู่ด้านตรงข้ามกับเซ็นเตอร์สีเขียว
       
       หากสีเขียวที่อยู่ด้านบนนั้นอยู่ตรงขวามือให้เล่นด้วยมือซ้ายโดยหมุนด้านซ้ายขึ้น 1 ครั้งแล้วบิดชั้นที่ 3 ทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง จากนั้นบิดด้านซ้ายลง 1 ครั้ง แล้วใช้เทคนิคบิดสีขาวให้เต็มหน้าตามวิธีแก้ในชั้นที่ 1
       
       หากสีเขียวอยู่ทางซ้ายมือก็ให้เล่นด้วยมือขวาโดยหมุนด้านขวาขึ้น 1 ครั้งแล้วบิดชั้นที่ 3 ตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง จากนั้นบิดด้านขวาลง 1 ครั้ง แล้วใช้เทคนิคบิดสีขาวให้เต็มหน้าตามวิธีแก้ในชั้นที่ 1 เช่นเดียว ทำเช่นนี้จนได้ชั้นที่ 2 เต็ม
       
       

       
       
แก้ชั้น 3

       เมื่อได้ชั้นที่ 2 เต็มแล้วต่อไปคือหน้าสีเหลืองให้เต็ม โดยจะเริ่มจากทำให้ได้กากบาทเหลืองเพื่อนำไปสู่ "สูตรปลา" ที่จะพลิกให้ได้เหลืองเต็มหน้า จากนั้นเป็นเทคนิคทำชั้น 3 ให้เต็ม
       
       หากากบาทเหลือง
       
เริ่มจากพิจารณาว่าเอดจ์และเซ็นเตอร์ของด้านบนสุดที่เรียงกันเป็นรูปกากบาทนั้น มีสีเหลืองเรียงเป็นรูปแบบต่อไปนี้หรือไม่ 1.เส้นตรงสีเหลือง 2.รูป L คว่ำ (มุมขวาล่าง) และ 3.เซ็นเตอร์เพียงชิ้นเดียว
       
       

       
       สำหรับวิธีบิดสีเหลืองที่เรียงเป็นเส้นตรงให้ได้รูปกากบาทนั้นเริ่มจากวางให้เส้นสีเหลืองอยู่ในแนวนอน จากนั้นบิดด้านหน้าตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดชั้นบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านขวามือลง 1 ครั้ง บิดด้านบนทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง แล้วบิดด้านหน้าทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง จะได้รูปกากบาทเหลืองตามต้องการ
       
       

       
       วิธีบิดรูป L คว่ำ สำหรับรูปแบบการบิดก็เช่นเดียวกับการเส้นตรงสีเหลืองแต่บิดแถวด้านหน้าเพิ่มเป็น 2 แถว เริ่มจากบิดหน้าด้านตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านขวามือลง 1 ครั้ง บิดด้านบนทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง แล้วด้านหน้าทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง จะได้รูปกากบาทเหลืองตามต้องการ
       
       

       
       สุดท้ายคือพลิกด้านสีเหลืองที่มีเพียงเซ็นเซอร์ รูปแบบนี้ต้องบิด 2 ครั้งโดยเริ่มจากการใช้สูตรเดียวกับการบิดเส้นตรงสีเหลือง ซึ่งจะได้รูป L คว่ำ จากนั้นใช้สูตร L คว่ำต่อก็จะได้รูปกากบาทเหลืองตามต้องการ 
       
       พลิกกากบาทให้ได้ปลา
       เมื่อได้กากบาทแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือบิดให้ได้รูปปลาเพื่อไปสู่ขั้นตอนการบิดให้ได้สีเหลืองเต็มหน้าต่อไป ทั้งนี้ให้พิจารณาในชั้นที่ 3 ดูว่าด้านใดที่ไม่มีสีเหลืองแล้ววางตำแหน่งด้านนั้นให้อยู่ด้านหน้า จากนั้นบิดด้านขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดขวามือลง 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 2 ครั้ง แล้วบิดขวามือลง 1 ครั้ง จะพบรูปปลา 
       
       

       
       "สูตรปลา" ทำเหลืองให้เต็มหน้า
       เมื่อได้รูปปลาให้หันหัวปลาลงมุมขวาหรือซ้ายแล้วหันด้านที่มีสีเหลืองไว้ด้านหน้า หากสีเหลืองอยู่ด้านขวาให้เล่นด้วยมือขวา โดยบิดด้านขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดขวามือลง 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 2 ครั้ง บิดขวามือลง 1 ครั้ง จะได้สีเหลืองเต็มหน้า
       
       

       
       ส่วนกรณีสีเหลืองอยู่ด้านซ้ายให้บิดด้านซ้ายขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดซ้ายมือลง 1 ครั้ง บิดด้านบนทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดซ้ายมือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 2 ครั้ง บิดซ้ายมือลง 1 ครั้ง จะได้สีเหลืองเต็มหน้า 
       
       

       
       บิดให้เต็มลูก
       
เมื่อได้สีเหลืองเต็มหน้าแล้วแต่ชั้นที่ 3 ยังไม่สมบูรณ์ ให้หาด้านที่มีคู่สีโดยตรงกลางเป็นสีใดก็ได้ จากนั้นวางด้านที่มีคู่สีให้อยู่ตำแหน่งขวามือแล้วผลิกด้านเหลืองให้ไปอยู่ข้างหลังซึ่งสีขาวจะผลิกขึ้นมาอยู่ด้านหน้า บิดขวามือตามเข็มนาฬิกา 2 ครั้ง บิดด้านล่างไปทางขวามือ 2 ครั้ง บิดขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านขวามือลง 1 ครั้ง บิดด้านล่างไปทางขวามืออีก 2 ครั้ง บิดด้านขวามือขึ้น 1 ครั้ง บิดด้านบนทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านขวามือขึ้น 1 ครั้ง จะได้ด้านที่เต็ม 1 หน้าและมี 3 สีตรงกลางที่วางสลับกันอยู่ ซึ่งพร้อมสู่การบิดขั้นตอนสุดท้าย
       
       

       
       

       
       กรณีที่หาด้านที่มีคู่สีไม่ได้ก็ให้บิดลักษณะเดียวกันนี้ 2 รอบ แต่ถ้าทุกหน้ามีคู่สีแต่ไม่มีด้านใดเต็มเลย ให้บิดด้านหน้าซึ่งจะเป็นสีใดก็ได้ตามเข็มนาฬิกา 2 ครั้ง บิดด้านบนตามหรือทวนเข็มนาฬิกาก็ได้ 1 ครั้ง บิดด้านบนแถวซ้ายลง 1 ครั้ง บิดด้านบนแถวขวาลง 1 ครั้ง บิดด้านหน้าไปทางขวามือ 2 ครั้ง แล้วบิดแถวด้านซ้ายและแถวด้านขวามือกลับขึ้นไปด้านละ 1 ครั้ง จากนั้นบิดด้านบนตามหรือทวนเข็มนาฬิกา (ตามการบิดด้านบนครั้งแรก) 1 ครั้ง แล้วบิดด้านหน้า 2 ครั้ง จะเจอด้านเต็ม 1 หน้าและมี 3 สีตรงกลางที่วางสลับกันอยู่ ซึ่งพร้อมสู่การบิดขั้นตอนสุดท้ายเช่นเดียวกัน
       
       ขั้นสุดท้ายนี้วางให้สีขาวเป็นฐานและสีเหลืองอยู่ด้านบนเช่นเดิม และวางด้านที่เต็มแล้วไว้ข้างหลัง กรณี 3 สีวางสลับตำแหน่งในลักษณะตามเข็มนาฬิกา บิดด้านหน้าไปทางขวา 2 ครั้ง บิดด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านบนแถวซ้ายลง 1 ครั้ง บิดด้านบนแถวขวาลง 1 ครั้ง บิดด้านหน้าไปทางขวามือ 2 ครั้ง บิดแถวด้านซ้ายและแถวด้านขวามือกลับขึ้นไปด้านละ 1 ครั้ง หมุนด้านบนตามเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านหน้าไปทางขวามืออีก 2 ครั้ง ก็จะได้รูบิกที่เสร็จสมบูรณ์
       
       กรณี 3 สีวางสลับตำแหน่งในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา บิดด้านหน้าไปทางขวา 2 ครั้ง บิดด้านบนทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านบนแถวซ้ายลง 1 ครั้ง บิดด้านบนแถวขวาลง 1 ครั้ง บิดด้านหน้าไปทางขวามือ 2 ครั้ง บิดแถวด้านซ้ายและแถวด้านขวามือกลับขึ้นไปด้านละ 1 ครั้ง หมุนด้านบนทวนเข็มนาฬิกา 1 ครั้ง บิดด้านหน้าไปทางขวามืออีก 2 ครั้ง ก็จะได้รูบิกที่เสร็จสมบูรณ์
       
       

เลขคณิตคิดไม่ยาก : คุณรู้จัก “29 กุมภา” ดีแค่ไหน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กุมภาพันธ์ 2551

วันที่ 29 กุมภาพันธ์นับเป็นความพิเศษเพราะมีได้แค่ 4 ปีครั้ง และวันที่ 29 ก.พ.แห่งปี 2008 นี้ก็พิเศษเข้าไปอีก เพราะวันที่ 29 ก.พ.นี้ ตรงกับวันศุกร์ นับเป็นครั้งแรกใน 28 ปี
       
       เชื่อว่าถ้าใครมีความสามารถคลิกเข้ามานั่งอ่านบทความชิ้นนี้ คงต้องเคยผ่าน 29 กุมภาพันธ์มาแล้วอย่างน้อย 3-4 รอบ
       
       ว่าแต่...คุณรู้จัก “วันที่ 29 กุมภาพันธ์” ที่มา 4 ปีครั้งดีแค่ไหนลองทดสอบด้วยการตอบคำถามเหล่านี้ดู
       
       1. ลองไล่ดูว่าปีที่จะมีวันที่ 29 ก.พ.ในอีก 5 รอบหลังจาก 2008 นี้มีปีอะไรบ้าง?
       
       2. ถ้าพจมานเกิดปี 1988 ดังนั้นวันที่ 29 กุมภาครั้งแรกของเธอ คือปีอะไร?
       
       3. ปีไหนบ้างที่เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน : 1900, 1972, 1956, 1946, 1992, 1886, 1420, 1600
       
       4. ปีนี้วันที่ 1 ม.ค.ตรงกับวันอังคาร ส่วนปีที่แล้ว 1 ม.ค.ตรงกับวันจันทร์ และก่อนหน้านั้น (ปี 2006) วันที่ 1 ม.ค.ตรงกับวันอาทิตย์ ลองทายดูแบบไม่เปิดปฏิทินว่า 1 ม.ค.ปีหน้า (2009) และวันที่ 1 ม.ค.2013 ตรงกับวันอะไรบ้าง?
       
       5. ปีปกติมี 365 วัน แต่ทุกๆ 4 ปีจะต้องเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วันเพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ นั่นหมายความว่าโลกใช้เวลาโคจรรอบดวงอาทิตย์นานกว่า 365 วัน แท้จริงแล้วโลกใช้เวลานานแค่ไหนโคจรรอบดวงอาทิตย์?
       
       ... ดูเฉลยท้ายบทความ ...
       แต่จะอ่านคำอธิบายในย่อหน้าถัดๆ ไปก่อนก็ไม่เกี่ยง !!

       
       เราจะหาว่าปีไหนบ้างที่มีเดือนกุมภาได้ 29 วัน มีกฎง่ายๆ คือ
       
       ปีคริสตศักราชที่หารด้วย 4 ลงตัว
       (อย่างปีนี้ 2008)
       
       แต่ 99% ของกฎในสากลโลกต้องมีข้อยกเว้น..
       
นั่นก็คือ ปีที่หารด้วย 100 ลงตัวไม่ต้องเพิ่มวันที่ 29 เข้าไป
       
(อย่างปี 1900 และ 1800 ก็หารด้วย 4 ลงตัวและหารด้วย 100 ลงตัว ดังนั้นจึงไม่ต้องเพิ่มวันที่ 29 ลงไป)
       
       แต่นั่นหาใช่สิ้นสุดไม่...
       เพราะมีข้อยกเว้นของข้อยกเว้นบอกอีกว่า... แม้จะผ่านด่านหารด้วย 4 และ 100 ลงตัวแล้วก็ตาม แต่ถ้าปีนั้นเกิดหารด้วย 400 ลงตัว ให้กลับไปใช้หลักการแรกสุด นั่นคือ เพิ่มวันที่ 29 เข้าไปด้วย
       
(อย่างปี 2000 และ 1600 หาร 4 ลงตัว, หาร 100 ก็ลงตัว ทว่ายังหารด้วย 400 ลงตัว ดังนั้นจึงเพิ่มวันที่ 29 ได้)
       
       เรื่องนี้มีคำอธิบาย...
       
       จากหลักการที่ว่า โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบกินเวลา 365.242199 วัน หรือ 365 กับอีก ¼ วัน ซึ่งปีปกติที่มี 365 วันก็จะทำให้เวลาขาดไป ¼ วัน ดังนั้นจึงต้องทดไว้ เมื่อทดครบ 4 ปีก็จะได้เท่ากับ 1 วันพอดี จึงทำให้ต้องเพิ่ม 1 ปีมี 366 วันในทุกๆ 4 ปี
       
       ปีที่มีวันเพิ่มมานั้นเราเรียกกันว่า “อธิกสุรทิน” ซึ่งแปลว่า “วันเกิน” ขณะที่ฝรั่งใช้คำว่า “ลีป" (leap) ที่หมายถึงการกระโดดหรือข้าม (ซึ่งเรียกกันทั้ง ลีปเดย์-leap day ที่หมายถึงวันที่ 29 ก.พ. หรือ ลีปเยียร์-leap year ที่หมายถึงปีที่มีวันที่ 29 ก.พ.) และสัญญลักษณ์แห่งปีกระโดดที่พวกเขาใช้คือ "กบ"
       
       คราวนี้ถ้าทุกๆ 4 ปีมีวันเกินมา 1 วัน เมื่อถึง 400 ปีหรือครบ 100 รอบจะมีวันเกินไปอีก 3.104 วัน (เพราะ อีก 1 วันในทุกๆ 4 ปีเป็นเวลาโดยประมาณ) ดังนั้นในรอบทุกๆ 400 ปีจะต้องลดวันลงไป 3 วัน ก็เลยกำหนดให้ปีที่ครบร้อยแต่หาร 400 ไม่ลงตัว ไม่ต้องเพิ่มวันตามข้อยกเว้นที่กล่าวมา จึงจะเป็นการนับวันเวลาได้ใกล้เคียงกับวัฎจักรโลกและดวงอาทิตย์มากที่สุด
       
       อย่างไรก็ดี ด้วยหลักการนี้เมื่อครบรอบ 10,000 ปี วันในปฏิทินจะผิดจากความเป็นจริงไปอีก 3 วัน แต่อีกตั้งหมื่นปี...ปัญหานี้เลยค่อยคิด !!
       
       ** ข้อสังเกตที่น่าสนใจ **
       
       ปกติแล้ววันเริ่มปี หรือวันที่ 1 มกราคมของทุกปี จะตกในวันไล่ติดกันไปในสัปดาห์ แต่ละปี อย่าง 1 ม.ค.ปีที่แล้วตรงกับวันจันทร์ ส่วน 1 ม.ค.ปีนี้ตรงกับวันอังคาร ซึ่งวัฎจักรปกติแล้ว 1 ม.ค.2009 จะต้องตรงกับวันพุธ
       
       ทว่าวันที่ 1 ม.ค.ปีหน้ากลับตรงกับวันพฤหัสบดี เพราะวันที่ 29 ก.พ.ทำหน้าที่ขโมยซีนไปเสียแล้ว
       
       ดังนั้นการเริ่มต้นปีที่จะเรียงกันไปนั้น หากเป็นปีอธิกสุรทินมาคั่น วันเริ่มต้นของปีถัดไปก็จะเลื่อนไปอีก 1 วัน ตามตัวอย่าง
       
       1 มกราคม 2000 ตรงกับ วันเสาร์ (ปีอธิกสุรทิน)
       1 มกราคม 2001 ตรงกับ วันจันทร์
       1 มกราคม 2002 ตรงกับ วันอังคาร
       1 มกราคม 2003 ตรงกับ วันพุธ
       1 มกราคม 2004 ตรงกับ วันพฤหัสบดี (ปีอธิกสุรทิน)
       1 มกราคม 2005 ตรงกับ วันเสาร์
       1 มกราคม 2006 ตรงกับ วันอาทิตย์
       1 มกราคม 2007 ตรงกับ วันจันทร์
       
       เหล่านี้...คือกติกาและข้อสังเกตของการมีหรือไม่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ในแต่ละครั้ง ส่วนความเป็นมาของการเกิดวันที่ไม่เท่ากันในปฏิทินที่ใช้กันเป็นสากล และเกร็ดอื่นๆ เกี่ยวกับวันพิเศษนี้ สามารถติดตามได้จาก "ข่าวที่เกี่ยวข้อง" ด้านล่าง
       
       



       
       เฉลย : ถ้าอ่านคำอธิบายก็น่าจะรู้คำตอบ ^^
       (แต่เพื่อความมั่นใจ ดรากเมาส์ ปาดแถบแสงไปที่บรรทัดที่มองไม่เห็นด้านล่างกันเลย)
       
       1. 2012, 2016, 2020, 2024, 2028
       2. ถ้าพจมานเกิดก่อน 28 ก.พ. หรือเกิดวันที่ 29 ก.พ.เลย ก็จะพบกับ 29 ก.พ.ครั้งแรกในปี 1988 นั้น แต่ถ้าพจมานเกิดหลังจากนั้นก็จะพบกับ 29 ก.พ.ครั้งแรกในปี 1992
       3. 1972, 1956, 1992, 1420, 1600
       4. วันพฤหัสบดี และ วันอังคาร
       5. 365 วันกับอีก 6 ชั่วโมงโดยประมาณ (หรือ 365.242199 วัน)

ถ้าไม่เติม "29 กุมภา" เดือนเมษาคงไม่ได้เล่นสงกรานต์

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 กุมภาพันธ์ 2551

      ใครที่เกิดวันที่ 29 กุมภาคงจะมีวันคล้ายวันเกิดทิ้งช่วงห่างกันสักหน่อย เพราะต้องรอถึง 4 ปีจึงจะได้ฉลองวันเกิดกันสักหน แต่ก็อย่าเพิ่งน้อยเนื้อต่ำใจไปว่าทำบุญมาน้อยกว่าคนอื่นหรืออย่างไรถึงได้เกิดตรงกับปี "อธิกสุรทิน" พอดี โดยหารู้ไม่ว่าวันๆ นี้ไม่ใช่วันธรรมดา แต่เป็นวันที่มีความหมายต่อ "แดดและฝน" มากที่สุดวันหนึ่งในรอบปี
       
       รศ.ดร.บุญรักษา สุนทรธรรม ผอ.สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) มองว่า วันที่ 29 กุมภาพันธ์ถือเป็นวันสำคัญของโลกเราทีเดียว เพราะเป็นวันที่เพิ่มเข้ามาเพื่อทำให้ระบบเวลาที่ใช้บนโลกสอดคล้องกับวัฏจักรของธรรมชาติ ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขและไม่เกิดความสับสนในฤดูกาล
       
       ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบใช้เวลา 365 วันกับอีก 1 ส่วน 4 วัน ดังนั้นในทุกๆ 4 ปี จะได้วันเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วัน ทำให้ปีนั้นมี 366 วันต่างจากอีก 3 ปีที่มีเพียง 365 วัน วันที่ 29 กุมภาจึงเกิดขึ้น และกำหนดเป็นปฏิทินสากล เรียกว่าปี "อธิกสุรทิน" โดยมีกำเนิดมาตั้งแต่ครั้ง "จูเลียส ซีซาร์" เมื่อ 46 ปีก่อนคริสตกาล
       
       ทั้งยังมีเกร็ดความรู้น่ารักๆ มาแทรกให้คนเกิดวันนี้อดขำด้วยไม่ได้ว่า จากการที่โลกของเราหมุนช้าลงเรื่อยๆ ในอีก 5,000-10,000 ปี การฉลองวันเกิดในวันที่ 29 กุมภาของทุกปีก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป แต่กว่าจะรอถึงวันนั้นก็คงไม่ทันการณ์เท่าไรนัก

    "แต่เอ๊ะ!!! หากตัดวันที่ 29 กุมภาออกไปจากสารบบให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไปเลยล่ะจะเป็นอะไรไหม? จะได้ไม่มีใครโชคร้ายไปเกิดวันนี้อีก เพราะดูเหมือนความคลาดเคลื่อนนิดเดียวก็ไม่น่าจะเป็นผลอะไรมากนัก"
       
       รศ.ดร.บุญรักษา อธิบายว่า ปฏิทินที่ดีที่สุดคือปฏิทินที่สอดคล้องกับฤดูกาลที่สุด และการกำหนดจำนวนวันในแต่ละเดือนก็เพื่อให้ดวงอาทิตย์อยู่ในกลุ่มดาวจักราศีที่ถูกต้องสำหรับเดือนนั้นๆ เช่น เดือนกุมภาพันธ์ ดวงอาทิตย์ก็จะอยู่ในกลุ่มดาวราศีกุมภ์
       
       ดังนั้นแล้ว หากเดือนกุมภาของทุกปีจะมีเพียง 28 วัน ก็ย่อมจะทำให้ปีปฏิทินสั้นกว่าปีฤดูกาล ผลก็คือฤดูกาลคลาดเคลื่อนได้เมื่อเวลาผ่านไปเพียงไม่กี่ปี เนื่องจาก 1 ปีฤดูกาลจะมี 365 1/4 วัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเพิ่ม 1 วัน ทุกๆ 4 ปี และการเพิ่มวันในเดือนกุมภานั้นก็จะทำให้ดวงอาทิตย์อยู่ในกลุ่มดาวจักราศีที่ถูกต้องในแต่ละเดือน

      หรือแม้แต่คำถามกลับกัน ถ้าให้ทุกๆ ปีมีวันที่ 29 กุมภาไปซะเลย เผื่อใครบางคนจะฉลองวันเกิดได้เหมือนคนอื่นๆ โดยไม่ต้องรอนับพันๆ ปี? รศ.ดร.บุญรักษา อธิบายว่า ยิ่งถ้าหากโลกของเรามีวันที่ 29 ก.พ.ทุกๆ ปี ปีปฏิทินก็จะยาวกว่าปีฤดูกาล ทำให้ฤดูกาลคลาดเคลื่อนได้จนเห็นผลได้ในเวลาไม่นานนักเช่นกัน
       
       ยิ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่า หากเพิ่มวันเข้าไปอีกให้เดือนกุมภาพันธ์มี 30 วัน เหมือนเดือนอื่นๆ ของปีที่มักจะมี 30 วันแล้ว ก็ยิ่งจะทำให้ปีปฏิทินยาวกว่าปีฤดูกาลมากแน่นนอน และเมื่อฤดูกาลคลาดเคลื่อนเร็วมากขึ้นมากเท่าใด ตำแหน่งดวงอาทิตย์ในแต่ละเดือนก็จะไม่ตรงกับจักราศีเลย
       
       ทั้งนี้ หลายต่อหลายวันสำคัญของเราก็บ่งบอกถึงการมาถึงของฤดูกาล และการเดินทางผ่านจักราศีต่างๆ โดยเฉพาะเทศกาลเริ่มต้นปีใหม่ของไทยอย่าง "สงกรานต์" ที่ตรงกับวันที่ 13 เมษายนของทุกปี ก็เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีเมษ ซึ่งเป็นการย้ายตำแหน่งจากกลุ่มดาวราศีมีนไปสู่ราศีเมษ
       
       หากให้ทุกปีมี 365 วัน หรือ 366 เป็นการถาวร แน่นอนว่าเดือนเมษาในปฏิทินจะต้องไม่ตรงกับตำแหน่งกลุ่มดาวแพะ (ราศีเมษ) ที่ดวงอาทิตย์สถิตย์อยู่เป็นแน่...และเมื่อนั้นเราคงต้องฉลองปีใหม่ไทยชนิดย้ายกันไปเรื่อยๆ
       
       แล้วคนที่เกิดวันที่ 29 กุมภาจะต้องรอครบรอบฉลองทุกๆ 4 ปีพร้อมโอลิมปิกต่อไปหรือ? รศ.ดร.บุญรักษา ตอบอย่างอารมณดีว่า คนที่เกิดวันนี้น่าจะภูมิใจมากกว่า เพราะต้องไม่ลืมว่าวันเกิดของเขาทำให้โลกของเรามีฤดูกาลที่ไม่ผิดเพี้ยน
       
       "ผมคิดว่าคนที่เกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์ทุกคนน่าจะภูมิใจนะ ถ้าปีไหนไม่มีวันที่ 29 กุมภาพันธ์ ก็ฉลองวันเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์-1 มีนาคม เลย" รศ.ดร.บุญรักษา เสนอความคิด ซึ่งคงไม่ยากเกินไปสำหรับใครหลายๆ คนที่พร้อมจะรื่นรมย์ในวันนี้อยู่แล้ว.


ไขปริศนาความหวานมันของ “ช็อกโกแลต” ด้วยแสงซินโครตรอน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤษภาคม 2550

รู้หรือไม่ว่า “ช็อกโกแลต” มีผลึกของความอร่อยอยู่ 6 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีรสชาติแตกต่างกันด้วย? ฟังแล้ว สาวๆ หลายคนคงเลิกคิ้วสูงด้วยความ “สงสัย” แล้วย้อนถามว่า “จริงหรือ” และรู้ได้อย่างไรว่า ขนมหวานประจำตัวสาวๆ อย่างช็อกโกแลตผิวเนียนๆ เนื้อนุ่มลิ้นนี้จะมีลักษณะดังกล่าวจริง!!?
       
       ต่อคำถามนี้ ก็ตอบได้ว่า เป็นเรื่องที่เราสามารถตรวจรู้ได้แล้ว และไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังเทคโนโลยีจะหาคำตอบได้ ซึ่งไทยเองก็เป็นหนึ่งใน 50 ประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ว่านั้นไว้ใช้งานแล้ว เทคโนโลยีนี้คือ “เทคโนโลยีแสงซินโครตรอน”
       
       รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ จ.นครราชสีมา เล่าถึงประโยชน์ของแสงซินโครตรอนต่อการผลิต “ช็อกโกแลต” ว่า ช็อกโกแลตเป็นของหวานชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของโกโก้เป็นหลัก โดยก่อนที่ช็อกโกแลตแท่งงามจะออกมาสู่มือผู้บริโภคได้นั้น จะต้องผ่านกระบวนการทางความร้อนจนมีลักษณะเป็นช็อกโกแลตเหลวมาก่อน
       
       ทั้งนี้ เมื่อปล่อยให้ช็อกโกแลตเหลวเย็นตัวลง ก็จะทำให้เกิดผลึกช็อกโกแลตขนาดจิ๋วนับไม่ถ้วนเรียงตัวกันเป็นแผ่นเป็นก้อน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
       
       ทว่า เมื่อนำแสงที่ได้จากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ซึ่งเป็นแสงที่มีคุณสมบัติคล้ายแว่นขยายกำลังสูง จนส่องเห็นโครงสร้างขนาดเล็กมากๆ ระดับนาโนเมตรของสิ่งต่างๆ ได้ ไปส่องเนื้อช็อกโกแลตดูแล้ว ก็จะทำให้เห็นว่าผลึกของช็อกโกแลตนั้นๆ แบ่งได้เป็น 6 ชนิดด้วยกัน และเมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมก็ทำให้ทราบด้วยว่า ผลึกแต่ละชนิดจะมีรสชาติแตกต่างกันไปด้วย
       
       อย่างไรก็ดี สำหรับงานวิจัยในอังกฤษเมื่อราว 2 ปีที่แล้วชิ้นนี้ รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าวว่า ผลึกช็อกโกแลตชนิดที่ 1-4 นั้น ถือเป็นผลึกช็อกโกแลตที่ให้รสชาติเหมือนช็อกโกแลตธรรมดาทั่วๆ ไป ไม่มีรสชาติโดดเด่นและไม่มีข้อเสียใดๆ มากนัก แต่หัวใจสำคัญของรสชาติหวานมันอร่อยของช็อกโกแลตนั้นกลับอยู่ที่ผลึกอีก 2 ชนิดที่เหลือ
       
       เพราะสำหรับผลึกช็อกโกแลตชนิดที่ 5 แล้ว เปรียบได้กับพระเอกของช็อกโกแลตทีเดียว เพราะเป็นตัวที่ทำให้เกิดรสชาติอร่อยมากที่สุด คือ มีทั้งรสหวานและความมันอยู่ในตัว ขณะที่ผลึกช็อกโกแลตตัวร้ายที่ทำให้ได้ช็อกโกแลตที่มีรสชาติขมมากจนไม่ชวนรับประทาน ก็คือผลึกชนิดที่ 6 นั่นเอง
       

       จากความรู้ที่ได้นี้ ผอ.ศูนย์ซินโครตรอน บอกว่า ผู้ผลิตช็อกโกแลตจึงสามารถนำไปใช้พัฒนากระบวนการผลิตช็อกโกแลตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำให้เกิดผลึกช็อกโกแลตแบบที่ 5 ให้มีมากที่สุด ในทางกลับกันก็พยายามลดผลึกช็อกโกแลตแบบที่ 6 ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะทำให้ได้ช็อกโกแลตที่พึงปรารถนาของผู้บริโภคมากที่สุด
       

       ด้านผู้ผลิตเองก็สามารถขายช็อกโกแลตได้ในราคาสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐพยายามสนับสนุนอยู่ โดยเฉพาะ "แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา" โดยความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ประกาศใช้งานแล้ว
       
       อย่างไรก็ดี ผอ.ศูนย์ซินโครตรอน ยังบอกด้วยว่า ไม่เพียงแต่การผลิตช็อกโกแลตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ แต่ประโยชน์ของแสงซินโครตรอนกลับมีมากมายและแทบจะครอบคลุมในทุกด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านอาหารและการเกษตร การแพทย์ สิ่งทอ อุตสาหกรรมยาง การผลิตยา รวมไปถึงการแต่งสีพลอยให้มีสีสวยตามต้องการ
       
       ขณะเดียวกัน แสงซินโครตรอนยังเป็นแสงที่มีความคมมาก จึงสามารถใช้เพื่อตัดแต่งชิ้นส่วนวัสดุขนาดเล็กๆ ได้อย่างประณีตและแม่นยำ ปัจจุบันจึงมีการนำแสงซินโครตรอนไปใช้ในการผลิตแม่พิมพ์ชิ้นส่วนไมโครชิพขนาดเล็กในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ อีกทั้งการจัดทำฟันเฟืองและชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดจิ๋วได้อย่างไร้ปัญหา
       
       สำหรับผู้สนใจเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนก็สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนได้ที่เว็บไซต์ http://www.nsrc.or.th/ ได้ทันที หรือผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมรายใดสนใจขอรับบริการแสงซินโครตรอนเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตแล้ว ก็สามารถสอบถามและสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ของศูนย์ เพื่อรับบริการและสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ส่วนงานบริการผู้ใช้ โทรศัพท์ 0-4421-7040 ต่อ 605, 606 หรืออีเมล usersoffice@nsrc.or.th
       
       นอกจากนั้น ในวันที่ 8 พ.ค.ที่จะถึงนี้ ศูนย์ซินโครตรอนยังจะได้จัดงานประชุมประจำปีกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปที่ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย ผู้ต้องการเข้าร่วมงานควรติดต่อทางศูนย์เพื่อสำรองที่นั่งก่อนการประชุม
       
       เมื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้แล้ว ก็จะสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่า แท้ที่จริงแล้ว ประโยชน์ของแสงซินโครตรอนไม่ได้มีเพียงแค่การผลิตช็อกโกแลตให้อร่อยเท่านั้น!!?


กฎข้อที่ยากที่สุดของนิวตัน

12711
    

      ว่ากันว่ากฎข้อที่ยากที่สุดของนิวตันก็คือกฎข้อที่ 1 เนื่องจากเป็นกฎข้อที่ขึ้นอยู่กันการกำหนดกรอบอ้างอิง เมื่อเราอยู่บนโลกเราใช้พื้นโลกเป็นกรอบอ้างอิง แล้วเมื่อโลกกำลังเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ กรอบอ้างอิงของโลกคืออะไร ยากที่จะเข้าใจ แล้วเมื่อระบบสุริยะของเราก็เคลื่อนที่อยู่ในกาแลกซีทางช้างเผือก อะไรคือกรอบของระบบสุริยะ กฎข้อที่หนึ่งของนิวตันจึงถือว่ายากที่สุด สำหรับกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันทั้ง 3 ข้อ


วิชา..ฟิสิกส์. (รหัส ว4411) ระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 4
เรื่อง ..การเคลื่อนที่แนวตรง . จำนวน 5... ข้อ
โดย อ.รจนา ใจห้าว โรงเรียน กันทรารมณ์
คำสั่ง เลือก หรือ เติมคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

คลิกครับ

วิชา. ฟิสิกส์ .. (รหัส ว4411 .) ระดับ มัธยมศึกษาปีที่. 4
เรื่อง . น้ำหนัก .. จำนวน 5 .. ข้อ
โดย อ.รจนา ใจห้าว โรงเรียน.. กันทรารมณ์.
คำสั่ง เลือก หรือ เติมคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

คลิกครับ

วิชา..ฟิสิกส์ (รหัส. ว4411.) ระดับ มัธยมศึกษาปีที่. 4
เรื่อง กฏการเคลื่อนที่ ของนิวตัน.. จำนวน 5 ... ข้อ
โดย อ.รจนา ใจห้าว.. โรงเรียน...กันทรารมณ์
คำสั่ง เลือก หรือ เติมคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

คลิกครับ

วิชา.ฟิสิกส์. (รหัส..ว4411.) ระดับ มัธยมศึกษาปีที่..4.
เรื่อง .แรงลัพธ์.. จำนวน ..5. ข้อ
โดย อ. รจนา ใจห้าว. โรงเรียน...กันทรารมณ์
คำสั่ง เลือก หรือ เติมคำตอบที่ถูกต้องที่สุด

คลิกครับ


แอบดูเขาเถียงกัน เรื่องอเมริกาเหยียบดวงจันทร์

คนตั้งข้อสังเกต

ดูแสงสปอร์ตไร้ออกจะส่องใกล้เกินไป แสงเลยสว่างตรงนั้นอยู่กระหย่อมเดียว ที่อื่นๆมืดหมด คุณคิดว่า เพราะพื้นตรงนั้นมันสะท้อนแสงอาทิตย์หรือเปล่า ก็น่าคิด แต่พื้นที่เป็นผุ่นละเอียดจะสะท้อนแสงได้สว่างกระหย่อมเดียวได้ขนาดนั้นเลยหรือเปล่า

ถ้าพื้นดวงจันทร์สะท้อนแสงอาทิตย์ได้จริงๆ คุณลองกะดู ว่าดวงอาทิตย์อยู่ตรงไหน
ภาพนั้นถ่ายระดับคนยืน พื้นที่สว่างๆจะอยู่แทบจะตรงกลางภาพ แสดงว่า ดวงอาทิตย์ต้องอยู่ตรงกลางภาพ แต่อยู่สูงขึ้นไปด้านบนเลยกรอบขึ้นไป อยากรู้ว่าสูงเลยกรอบขึ้นไปเท่าไร ก็เอาระยะพื้นที่สว่างนั้น วัดขึ้นไปหาขอบฟ้าดวงจันทร์ แล้วใช้ระยะดังกล่าววัดจากขอบฟ้าดวงจันทร์ขึ้นไปอีก จะได้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ จะเห็นว่า ได้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ล้ำขอบภาพบนขึ้นไปนิดเดียวเท่านั้น แต่ขอบบนภาพมืดเกินไป เกินกว่าที่จะแสดงว่า มีดวงอาทิตย์อยู่ใกล้ๆ ไม่มีรัศมี ไม่มีโคโรน่าเลย

คนอธิบาย

รื่องนี้คุณชวนิต ศิวะเกื้อ ได้นำคำชี้แจงของทั้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหามาเขียนลงในเนชั่นสุดสัปดาห์ ลองอ่านกันดูด้วยใจที่เป็นกลางก็น่าจะได้คำตอบกันบ้าง

นาซ่าส่งอพอลโล 11 ไปดวงจันทร์จริงหรือ?
คำถามเรื่องนี้ เคยมีเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะโครงการอพอลโล 11 นั้น ไปลงดวงจันทร์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2512 (ค.ศ.1969) หรือกว่า 30 ปีมาแล้ว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็เงียบสงบลง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2544 (ค.ศ.2001) สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์ ในอเมริกา ก็ออกอากาศรายการชื่อ 'Conspiracy Theory : Did we land on the Moon?' ซึ่งเคเบิลทีวีของไทย ก็ไปซื้อมาออกอากาศช่อง 37 ในเดือนนี้ (กันยายน) โดยให้ชื่อรายการว่า 'อพอลโล่ 11... ปฏิบัติการลวงโลก?'

ปรากฏว่ารายการนี้เมื่อออกอากาศที่อเมริกา ก็ทำให้วงการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งนาซ่าเอง 'หน่าย' ไปตามๆ กัน เพราะข้อกังขาต่างๆ นั้น ก็ล้วนแล้วแต่อาศัยสามัญสำนึก รวมถึงความเข้าใจของเราเองที่อยู่บนโลก แล้วนำไปเปรียบเทียบกับสภาพไร้น้ำหนักบนดวงจันทร์ รวมถึงสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปอีกหลายเรื่อง ตัวอย่างเช่น

คำถามที่ 1 ทำไมท้องฟ้าในภาพนี้ ถึงได้ไม่มีดาวเลยสักดวง?

คำตอบ ดาวยังมีอยู่ แต่มองไม่เห็นบนฟิล์ม เพราะแสงน้อยกว่ากันมาก เมื่อเทียบกับภาพที่อยู่ใกล้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติของข้อจำกัดฟิล์ม ไม่เชื่อก็ลองไปถ่ายภาพ ตัวคุณเองยืนบนถนนทอดไปยาวๆ ในความมืด แล้วเปิดแฟลช จากนั้นก็ดูว่า ภาพจะเป็นอย่างไร แสงลิบๆ จากร้านอาหาร 2 ข้างทางจะปรากฏหรือไม่ในภาพ (ในภาพนี้ ดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นแหล่งแสงสำคัญของดวงจันทร์ และของภาพปรากฏขึ้นมาแล้ว ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และทำให้เกิดเงาทอดไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้)

คำถามที่ 2 ทำไมธงอเมริกา ที่ นีล อาร์มสตรอง กับ อัลดริน กำลังพยายามปักนั้น ถึงได้โบกไปมาได้ ทั้งๆ ที่บนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ และไม่มีลม?

คำตอบ บนดวงจันทร์ที่ไร้บรรยากาศ และไม่มีลมนั้น มีแรงดึงดูดต่ำกว่าโลก 6 เท่า (ดูหมายเหตุ) ดังนั้น ธงจึงกางได้โดยไม่ต้องอาศัยลมพยุง ส่วนเหตุที่ธงสะบัดนั้น ก็เป็นเพราะภาพวิดีโอที่บันทึกนั้น บันทึกตลอดช่วงเวลาที่อาร์มสตรอง กำลังพยายามจะปักธงลงไป จึงต้องใช้แรง 'คว้าน และทิ่ม' ก้านธงที่อยู่ตรงปลายด้านล่าง จึงทำให้เกิดการสะบัดที่ปลายด้านบน หรือที่ธง... ดังนั้น เหตุที่ธงสะบัด จึงไม่ใช่เพราะลม แต่เพราะแรงของอาร์มสตรองเองที่ทำกับอีกด้านหนึ่งของคันธงต่างหาก ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรจากเวลาที่เราโบกธงบนโลก ด้วยการกวัดแกว่งคันธงไปมานั่นแหละ แต่ที่ดวงจันทร์ใช้แรงน้อยกว่า ให้ผลมากกว่า เพราะแรงดึงดูดต่ำนั่นเอง

(หมายเหตุ ดูรายละเอียดข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับดวงจันทร์ได้ที่เวบไซต์ของนาซ่าเอง http://nssdc.gsfc.nasa.gov/planetary/factsheet/moonfact.html หรือที่อื่นๆ ได้อีกมากมาย เช่น http://home.hiwaay.net/~krcool/Astro/moon/#mf)

คำถามที่ 3 ทำไมเงาในรูปนี้จึงไม่ขนานกัน?

คำตอบ ภาพนี้ไม่ได้พิสูจน์อะไรเลย เพียงบอกให้เรารู้ว่า เราจะต้องนำหลักการเรื่อง จุดรวมแสง (vanishing point) มาใช้ หากต้องการวาดภาพ 3 มิติ บนแผ่นกระดาษ 2 มิติ นั่นคือ ถ้าจุดรวมแสงอยู่ที่ไหน เงาของวัตถุก็จะต้องทำมุมกับจุดรวมแสง โดยไม่คำนึงว่าเส้นเงาที่เกิดขึ้นจะขนานกันหรือไม่ (เงาจะลู่ออกจากจุดรวมแสง)

สรุป รัฐบาลฉลาดชาติเจริญ รัฐบาลโง่ชาติล่มจม... เฮ้ (เกี่ยวกันมั้ยเนี่ย?)

สำหรับผู้ที่อยากอ่านรายละเอียดโครงการ 'อพอลโล่' ทั้งหมด ก็ไปดูได้ที่ http://nssdc.gsfc.nasa.gov/planetary/lunar/apollo_25th.html

และถ้าใครอยากอ่านคำอธิบาย และคำถามแต่ละเรื่องที่ออกอากาศในรายการนี้ ชนิด 1 คำถาม 1 คำตอบอย่างละเอียด ก็ไปหาอ่านได้ที่ http://www.badastronomy.com/bad/tv/foxapollo.html

โดยเป็นเวบไซต์ของคนนอก ไม่เกี่ยวกับองค์การนาซ่า เสียดายแต่เพียงเวบนี้ไม่มีรูปถ่าย ดังนั้น ถ้าอยากดูรูป ก็ควรจะไปที่เวบไซต์ของอังกฤษ ชื่อ http://www.redzero.demon.co.uk/moonhoax/ ซึ่งจะมีรูปให้ดู พร้อมคำอธิบายอีกต่างหาก

ส่วนผู้ที่อยากฟังคนนาซ่า บ่นเกี่ยวกับรายการโทรทัศน์นี้ ก็คงจะต้องไปดูที่ http://science.nasa.gov/headlines/y2001/ast23feb_2.htm ซึ่งก็มีคำอธิบายสำหรับคำถามเด่นๆ ด้วยเช่นกัน... แล้วพบกันใหม่เมื่อโลกต้องการ... ก็สัปดาห์หน้าแล้วละซิ

++++

คนตั้งข้อสังเกต

ของปลอมแน่ๆ ทุกรูปในอวกาศไม่มีดาวสักดวงมีแต่สีดำ ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ ไม่มีเมฆ ทำไมในฉากหลังของทุกภาพมีแต่ฟ้ามืดๆ ไม่เห็นดาวสักดวง ถ้าเป็นบ้านเรา ฟ้าใสอย่างนี้ต้องเห็นดาวเต็มฟ้าไปแล้ว

+++

คนอธิบาย

ภาพถ่ายจากดวงจันทร์เป็นภาพถ่ายกลางวัน นั่นคือทุกภาพมีแสงอาทิตย์ส่อง การถ่ายภาพกลางแดดต้องใช้รูรับแสงเล็กหรือความเร็วชัตเตอร์สูง ถ้าตั้งค่าในกล้องแบบนี้ไปถ่ายภาพตอนกลางคืน เราจะไม่ได้ภาพอะไรเลย เพราะแสงไม่พอ แสงดาวที่สว่างเพียงน้อยนิดยิ่งไม่มีทางเห็น
บนดวงจันทร์ การถ่ายภาพกลางแดดซึ่งจ้ากว่าทุกแห่งในโลก เพราะไม่มีบรรยากาศคอยกรองแสง ก็บังคับให้ต้องใช้รูรับแสงเล็กมาก และความเร็วชัตเตอร์สูงมาก เราจึงเห็นฟ้ามืดในภาพจากดวงจันทร์ทุกภาพ

 

คนตั้งข้อสังเกต

ทำไมธงถึงโบกสะบัดอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ บนดวงจันทร์ไม่มีลม ธงควรจะลู่ลงกองกับเสามากกว่า และถ้าดูให้ดีจะเห็นว่า ขอบบนของธงชาติไม่สะบัดพลิ้ว ดูเหมือนแขวนอยู่บนราว ซึ่งถ้าเป็นราว ธงก็น่าจะห้อยลงมาเป็นแผ่น ไม่น่าจะสะบัด

คนอธิบาย
ข้อเท็จจริง เสาธงที่มนุษย์อวกาศเอาไปปักบนดวงจันทร์เป็นเสาอะลูมิเนียม มีราวสำหรับแขวนธง นาซาเองทราบดีว่าถ้าเอาเสาไปเฉยๆ ธงคงห้อยแฟบติดเสา เลยทำราวแขวน แต่ให้สั้นกว่าผืนธงเล็กน้อย ธงจะได้ย่นนิดหน่อย ดูเหมือนกำลังโบกสะบัด
พื้นผิวดวงจันทร์มีลักษณะเหมือนหินกรวดอัดแน่น การปักธงบนดวงจันทร์ ไม่ง่ายเหมือนเอาไม้จิ้มลูกชิ้น มนุษย์อวกาศต้องออกแรงปั่นเสาธงไปมาเหมือนสว่านเจาะลงไป ขณะที่คนกำลังทะลวงพื้น ตัวเสาอะลูมิเนียมก็แกว่ง พาให้ราวและผืนธงแกว่งสะบัดไปด้วย
บนดวงจันทร์ไม่มีอากาศไปต้านแรงสะบัดของธง มันจึงสะบัดพลิ้วอยู่นานหลายนาทีกว่าจะหยุดนิ่งด้วยตัวเอง ภาพที่เห็นธงสะบัดถ่ายมาจากช่วงนี้นี่เอง หลังจากนี้ธงก็ห้อยลงมาเป็นแผ่น

++++

คนตั้งข้อสังเกต

บริเวณที่ยานลงจอดน่าจะมีหลุมใหญ่เนื่องจากแรงไอพ่นที่ต้องพยุงยานน้ำหนักกว่า 10 ตัน แต่ที่เห็นกลับดูเหมือนเอายานบรรจงวางลง รอบยานยังเป็นพื้นราบปกติ แถมมีฝุ่นหนาที่ควรจะถูกไอพ่นเป่ากระเจิงไปหมด

คนอธิบาย


ข้อเท็จจริง จรวดที่ใช้ขับเคลื่อนยานลงดวงจันทร์มีแรงขับเต็มที่ถึง 10,500 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว ก็จริง แต่นั่นคือแรงขับสูงสุดซึ่งไม่ได้ใช้ขณะลงจอด การจอดยานไม่ใช่ลอยลงมาจอดตรงๆ แต่ผู้ขับยานจะต้องร่อนหาที่จอดที่เหมาะสม ซึ่งใช้ความเร็วต่ำมาก
เมื่อยานร่อนลงจอด มันจะไถลไปบนพื้นเล็กน้อยตามแนวร่อน ดังนั้นพื้นดวงจันทร์ใต้ยานนอกจากจะค่อนข้างปลอดฝุ่นเพราะถูกแรงจรวดเป่าฝุ่นไปหมด ยังอาจมีรอยครูดจากหัววัดที่ยื่นลงไปก่อน
บนดวงจันทร์ไม่มีโมเลกุลอากาศไปผลักดันเม็ดฝุ่นให้ฟุ้งกระจาย ฝุ่นที่ถูกไอพ่นเป่าโดยตรงจะกระเด็นไปด้านข้างแล้วตกลงมาเหมือนก้อนหิน แต่ฝุ่นที่ไม่ถูกไอพ่นโดยตรงจะไม่มีลมที่ไหนมาเป่าออกไปอีก ฉะนั้นใต้ยานซึ่งถูกไอพ่นจึงเตียนโล่ง แต่รอบยานไม่ได้รับผลกระทบจากไอพ่นเลย จึงเต็มไปด้วยฝุ่นเหมือนเดิม หรือฝุ่นหนาขึ้นเพราะฝุ่นกระเจิงจากใต้ยานมาสมทบ

+++

คนสงสัย

ห็นประโคมข่าวเรื่องอพอลโดลปฏิบัติการลวงโลกผมมีข้อสงสัยมานานก่อนมีเรื่องนี้แล้วใครรู้ข้อเท็จจริงประการใดช่วยบอกเล่าให้ผมรู้ด้วย
1. นายนีลอาร์มสตรองหายไปไหน? เขาเป็นกลุ่มมนุษย์กลุ่มแรกที่ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์เป็นฮีโร่ของมนุษยชาติแต่ทำไมกลับมีการพูดถึงเขาน้อยมากแค่เพียงบทเรียนในห้อง ในความเป้นจริงเราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับนีลอาร์มสตรองเลย สหรัฐมักชอบเทิดทูลฮีโร่แต่ไม่เคยพูดอะไรมากเกี่ยวกบนีลอาร์มสตรองเลย
2. ถ้านีลอาร์มสตรองและพรรคพวกที่ไปเหยียบดวงจันทร์ยังไม่ตายทำไมถึงไม่มีการปรากฎตัวต่อโทรภาพข่าวใดๆ เลย ไม่มีการให้สัมภาทย์ทางสารคดีใดๆ ที่มีการปรากฎตัวของนายนีลอาร์มสตรองแบบมาคุยกับถามความรู้สึกการไปดวงจันทร์เลย หรือว่าฮีโร่กลุ่มนี้แก่ตายหรือหายสาบสูญใดๆผมไม่ทราบแน่ชัด

+++++

คนเชื่อ

เชื่ออ่ะครับ

ด้วยเหตุผลหลายประการ แต่ขี้เกียจพิมพ์

เอาเป็นว่า ถ้า นาซ่าหลอกตาจริงล่ะก็
ผมคงไม่เหลือความไว้วางใจในชีวิตอีกต่อไป ถ้าอุกกาบาติจะชนโลกจริงๆ

จากคุณ : คนผ่านมา

+++

คนอธิบาย

เรื่องมัน 30 ปีมาแล้ว ตอนนี้เห็นว่าพวกเขายังไม่ตายนะ บางทีก็ไปบรรยายที่มหาวิทยาลัยดังๆ บ้าง ไปชกคนในผับ บ้างนะ ก็เป็นสุขดี แล้วติดตามใกล้ชิดตลอด 30 ปีเลยหรอครับ ถึงรู้ว่าเขาไม่ค่อยมีข่าว ถ้าติดตามจริง คงจะไม่มีมาสงสัยหรอกครับ ว่าเขาไปจริงหรือเปล่า

อย่างเนี่ยแหละ คนไทย เขาเฮมา ก็เฮไป เขาเฮมารอบที่ 10 ก็ยังเฮ กับเขา นึกว่าเขาเฮ กันรอบแรก เรื่องแบบนี้หากินได้จริงๆกับคนไทย ที ดร. บางคนเรียกมนุษย์ต่างดาวมาเล่นไฟให้ดู ดันเชื่อ โครงการการมีคนร่วมเป็นแสน เสียเงินไปไม่รู้เท่าไหร่ กลับไม่เชื่อ ที่ไม่เชื่อไม่ใช่อะไรหรอก เพราะไม่รู้ ไม่หาข้อมูล ไม่มีการวิเคราะห์ที่ดี ฟังเอาจากทีวี มางูๆปลาๆ

ส่งท้าย

มีแถม

มนุษย์เดินทางไปถึงดวงจันทร์มาตั้งแต่ครั้งที่อะพอลโล 11 พา นีล อาร์มสตรอง, เอ็ดวิน (บัซซ์) อัลดริน และ ไมเคิล คอลลินส์ ลงจอดที่ทะเลแห่งความสงบ (Mare Tranquilitatis) เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2512
หลายปีหลังจบโครงการอะพอลโล มีคนบอกว่าองค์การนาซาไม่เคยส่งใครไปดวงจันทร์เลย ทุกอย่างเป็นเรื่องกุขึ้น พิสูจน์ได้จากภาพถ่ายที่มีพิรุธหลายอย่าง
ต่อไปนี้คือข้อจับผิดองค์การนาซา พร้อมคำอธิบายคัดค้าน


1. ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ ไม่มีเมฆ ทำไมในฉากหลังของทุกภาพมีแต่ฟ้ามืดๆ ไม่เห็นดาวสักดวง ถ้าเป็นบ้านเรา ฟ้าใสอย่างนี้ต้องเห็นดาวเต็มฟ้าไปแล้ว

ข้อเท็จจริง ภาพถ่ายจากดวงจันทร์เป็นภาพถ่ายกลางวัน นั่นคือทุกภาพมีแสงอาทิตย์ส่อง การถ่ายภาพกลางแดดต้องใช้รูรับแสงเล็กหรือความเร็วชัตเตอร์สูง ถ้าตั้งค่าในกล้องแบบนี้ไปถ่ายภาพตอนกลางคืน เราจะไม่ได้ภาพอะไรเลย เพราะแสงไม่พอ แสงดาวที่สว่างเพียงน้อยนิดยิ่งไม่มีทางเห็น
บนดวงจันทร์ การถ่ายภาพกลางแดดซึ่งจ้ากว่าทุกแห่งในโลก เพราะไม่มีบรรยากาศคอยกรองแสง ก็บังคับให้ต้องใช้รูรับแสงเล็กมาก และความเร็วชัตเตอร์สูงมาก เราจึงเห็นฟ้ามืดในภาพจากดวงจันทร์ทุกภาพ

2. ทำไมธงถึงโบกสะบัดอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ บนดวงจันทร์ไม่มีลม ธงควรจะลู่ลงกองกับเสามากกว่า และถ้าดูให้ดีจะเห็นว่า ขอบบนของธงชาติไม่สะบัดพลิ้ว ดูเหมือนแขวนอยู่บนราว ซึ่งถ้าเป็นราว ธงก็น่าจะห้อยลงมาเป็นแผ่น ไม่น่าจะสะบัด

ข้อเท็จจริง เสาธงที่มนุษย์อวกาศเอาไปปักบนดวงจันทร์เป็นเสาอะลูมิเนียม มีราวสำหรับแขวนธง นาซาเองทราบดีว่าถ้าเอาเสาไปเฉยๆ ธงคงห้อยแฟบติดเสา เลยทำราวแขวน แต่ให้สั้นกว่าผืนธงเล็กน้อย ธงจะได้ย่นนิดหน่อย ดูเหมือนกำลังโบกสะบัด
พื้นผิวดวงจันทร์มีลักษณะเหมือนหินกรวดอัดแน่น การปักธงบนดวงจันทร์ ไม่ง่ายเหมือนเอาไม้จิ้มลูกชิ้น มนุษย์อวกาศต้องออกแรงปั่นเสาธงไปมาเหมือนสว่านเจาะลงไป ขณะที่คนกำลังทะลวงพื้น ตัวเสาอะลูมิเนียมก็แกว่ง พาให้ราวและผืนธงแกว่งสะบัดไปด้วย
บนดวงจันทร์ไม่มีอากาศไปต้านแรงสะบัดของธง มันจึงสะบัดพลิ้วอยู่นานหลายนาทีกว่าจะหยุดนิ่งด้วยตัวเอง ภาพที่เห็นธงสะบัดถ่ายมาจากช่วงนี้นี่เอง หลังจากนี้ธงก็ห้อยลงมาเป็นแผ่น



3. แหล่งกำเนิดแสงสำหรับภาพจากดวงจันทร์ทุกภาพคือดวงอาทิตย์ นาซาบอกว่าไม่มีใครเอาไฟถ่ายรูปไปใช้ แต่ทำไมภาพที่ออกมาบางทีเงาคนที่สูงเท่ากัน กลับมีเงายาวไม่เท่ากัน หรือเห็นเงาทอดไปในหลายทิศทาง ราวกับมีไฟสปอตไลต์ส่องหลายดวง

ข้อเท็จจริง คนหนึ่งยืนอยู่บนเนิน เงาทอดลงเขา อีกคนอยู่ในแอ่ง เงาทอดขึ้นเขา เงาจึงยาวไม่เท่ากัน
ภูมิประเทศที่เป็นเนินแม้เพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ทิศทางของเงาเปลี่ยนไป ยิ่งถ้าเทียบเงาของสิ่งที่อยู่ใกล้กับอยู่ไกล การกำหนดทิศทางของสิ่งที่อยู่ไกลจะทำได้ยาก เส้นขอบฟ้าอาจหลอกตาเรา ทำให้คิดว่าเงาของสองสิ่งไปคนละทิศละทาง ความจริงเป็นทางเดียวกัน
ถ้าหากมีแหล่งกำเนิดแสงมากกว่า 1 แหล่งจริง วัตถุที่อยู่ใกล้กันจะต้องมีเงามากกว่า 1 เงา แต่ทุกวัตถุในภาพจากดวงจันทร์ล้วนมีเงาเดียวทั้งสิ้น

4. วัตถุในเงามืดควรจะดำมืด เพราะไม่มีแสงสว่างอื่นนอกจากดวงอาทิตย์ แต่วัตถุนั้นกลับสว่างจนเห็นรายละเอียด จะว่ามีแสงกระเจิงจากชั้นบรรยากาศมาช่วยก็ไม่ใช่ ต้องมีคนไปถือแผ่นสะท้อนแสงลบเงาแน่ๆ

คำถาม: ทำไมนักบินอวกาศในเงามืดจึงดูสว่าง?

ข้อเท็จจริง แหล่งกำเนิดแสงสำหรับภาพถ่ายจากดวงจันทร์มีเพียงดวงอาทิตย์ เหตุที่ทำให้เห็นรายละเอียดของสิ่งต่างๆ ในเงามืดได้นั้นมีหลายปัจจัย
- พื้นผิวดวงจันทร์เป็นแผ่นสะท้อนแสงอาทิตย์ส่องลบเงามืด เพราะดวงจันทร์ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นละเอียดที่สะท้อนแสงอาทิตย์ให้กระจายไปทุกทิศทาง ซึ่งเป็นเหตุให้เราเห็นดวงจันทร์เป็นสีนวลเย็นตาอีกด้วย
- ดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ แสงแดดที่นั่นจึงสว่างกว่าบนโลกหลายเท่า เมื่อสะท้อนไปจึงสว่างมาก
- สิ่งที่เห็นชัดที่สุดในเงาคือชุดมนุษย์อวกาศสีขาว หรือวัตถุสีอ่อน ซึ่งสะท้อนแสงเข้าตาเรามากที่สุด

5. รอยเท้าของมนุษย์อวกาศดูไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้เขาจะสวมชุดอวกาศที่หนักถึง 82 กก. แต่ดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงเพียง 1 ใน 6 ของโลก จึงน่าจะเบามากจนไม่น่าจะเหยียบพื้นให้เป็นรอยได้ขนาดนั้น หรือถ้าเป็นรอยก็ไม่ควรจะคงรูปอยู่เหมือนกับเหยียบทรายเปียก ควรจะเลือนไปทันที เหมือนเหยียบทรายแห้ง



ข้อเท็จจริง คนที่เคยเห็นรอยเท้าสุนัขบนพื้นปูน คงไม่คิดว่าสุนัขตัวที่เดินผ่านปูนเปียกนั้นตัวหนักเท่าควาย
บรรยากาศบนดวงจันทร์แห้งสนิทก็จริง แต่ฝุ่นบนดวงจันทร์กับทรายบนโลกไม่เหมือนกัน ฝุ่นดวงจันทร์เกิดจากเปลือกดวงจันทร์ถูกอุกกาบาตใหญ่น้อยพุ่งชนนับครั้งไม่ถ้วน จนป่นเป็นเม็ดฝุ่นละเอียดยิบที่ผิวหยาบและรูปทรงไม่สม่ำเสมอ
ถ้าเป็นโลก กระบวนการกัดกร่อนด้วยลม น้ำและสนิม จะขัดผิวและลบเหลี่ยมเม็ดทราย แต่บนดวงจันทร์ไม่มีกระบวนการเหล่านี้ไปขัดสีเม็ดฝุ่น เมื่อเม็ดฝุ่นถูกอัดรวมกัน เช่นถูกเหยียบ ผิวหน้าของมันจะสานเกี่ยวติดกันทั้งแห้งๆ อย่างนั้น จึงคงรูปอยู่ได้

6. บริเวณที่ยานลงจอดน่าจะมีหลุมใหญ่เนื่องจากแรงไอพ่นที่ต้องพยุงยานน้ำหนักกว่า 10 ตัน แต่ที่เห็นกลับดูเหมือนเอายานบรรจงวางลง รอบยานยังเป็นพื้นราบปกติ แถมมีฝุ่นหนาที่ควรจะถูกไอพ่นเป่ากระเจิงไปหมด


ข้อเท็จจริง จรวดที่ใช้ขับเคลื่อนยานลงดวงจันทร์มีแรงขับเต็มที่ถึง 10,500 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว ก็จริง แต่นั่นคือแรงขับสูงสุดซึ่งไม่ได้ใช้ขณะลงจอด การจอดยานไม่ใช่ลอยลงมาจอดตรงๆ แต่ผู้ขับยานจะต้องร่อนหาที่จอดที่เหมาะสม ซึ่งใช้ความเร็วต่ำมาก
เมื่อยานร่อนลงจอด มันจะไถลไปบนพื้นเล็กน้อยตามแนวร่อน ดังนั้นพื้นดวงจันทร์ใต้ยานนอกจากจะค่อนข้างปลอดฝุ่นเพราะถูกแรงจรวดเป่าฝุ่นไปหมด ยังอาจมีรอยครูดจากหัววัดที่ยื่นลงไปก่อน
บนดวงจันทร์ไม่มีโมเลกุลอากาศไปผลักดันเม็ดฝุ่นให้ฟุ้งกระจาย ฝุ่นที่ถูกไอพ่นเป่าโดยตรงจะกระเด็นไปด้านข้างแล้วตกลงมาเหมือนก้อนหิน แต่ฝุ่นที่ไม่ถูกไอพ่นโดยตรงจะไม่มีลมที่ไหนมาเป่าออกไปอีก ฉะนั้นใต้ยานซึ่งถูกไอพ่นจึงเตียนโล่ง แต่รอบยานไม่ได้รับผลกระทบจากไอพ่นเลย จึงเต็มไปด้วยฝุ่นเหมือนเดิม หรือฝุ่นหนาขึ้นเพราะฝุ่นกระเจิงจากใต้ยานมาสมทบ

7. ภาพถ่ายอัลดริน ถ่ายโดยอาร์มสตรอง เห็นได้ชัดว่าถ่ายจากระดับสายตา แต่ในภาพจะเห็นว่าทุกคนถือกล้องที่ระดับหน้าอก ดังนั้นความจริงต้องมีตากล้องอีกอย่างน้อย 1 คน ซึ่งคงเป็นคนถ่ายวิดีโอตอนที่อาร์มสตรองลงจากยานเป็นครั้งแรกด้วย


ข้อเท็จจริง อาร์มสตรองถ่ายรูปจากบนเนิน ส่วนอัลดรินอยู่ตีนเนิน

ภาพยนตร์ตอนอาร์มสตรองเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรก ถ่ายด้วยกล้องวิดีโอซื่งติดอยู่ภายนอกยาน อาร์มสตรองเป็นคนบังคับให้กล้องยื่นออกมาจากที่เก็บใต้ลำตัวยานในขณะที่เขากำลังจะลงสู่พื้น หลังจากนั้นกล้องจะถูกถอดไปติดขาตั้งเพื่อถ่ายภาพกิจกรรมอื่นต่อไป

8. ภาพถ่ายที่บอกว่าถ่ายจากสถานที่ 2 แห่ง ทำไมดูเหมือนกับถ่ายอยู่ในจุดเดียวกัน เพราะฉากหลังเหมือนกัน เปลี่ยนแต่ข้าวของข้างหน้าเท่านั้น

ข้อเท็จจริง ในภาพที่ยกมาจับผิด ฉากหลังที่ดูเหมือนกันคือภูเขาที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร เรานึกว่ามันเป็นฉากหลังที่อยู่ใกล้ก็เพราะบนดวงจันทร์ไม่มีบรรยากาศ ไม่มีฝุ่นละอองหรือความชื้นในอากาศที่ทำให้ภูเขาบนโลกในระยะทางเท่ากันดูห่างไกลลิบลับ
ของที่อยู่ไกลมากจะดูเหมือนไม่เปลี่ยนตำแหน่งเลยในขณะที่เราเดินทางไป ลองคิดถึงทิวทัศน์ไกลๆ สองข้างทางเวลาเรานั่งรถไปต่างจังหวัด ต้นตาลที่ขอบฟ้าดูเหมือนไม่ย้ายที่ แต่ความจริงมันค่อยๆ เลื่อนไปทีละน้อยจนเราไม่สังเกตเห็นต่างหาก

9. รถที่ใช้บนดวงจันทร์ใหญ่เกินกว่าจะเอาขึ้นไปในยานลงดวงจันทร์ได้ หรือถ้าเอาขึ้นไปได้ ก็สูบลมยางไม่ได้ เพราะยางจะระเบิดทันทีเมื่อแรงดันในยางเจอสุญญากาศ

ข้อเท็จจริง รถสำรวจดวงจันทร์ถูกพับติดไว้นอกลำตัวยานลงดวงจันทร์ พอจะใช้งานก็เอาออกมาประกอบบนพื้นผิวดวงจันทร์ ส่วนล้อรถนั้นไม่ใช้ยางเลย ผู้ออกแบบตระหนักดีว่ายางรถจะเกิดปัญหาในสุญญากาศ จึงออกแบบรถให้ใช้ตะแกรงลวดเสริมโครงแทนยางปกติ

10. กากบาท (crosshair) อย่างที่เห็นในภาพถ่ายทุกภาพ เป็นของเติมเข้าไปทีหลัง เพราะบางทีเราจะเห็นคนเติมเส้นทำพลาด ทำเส้นแหว่งหายไปอยู่หลังวัตถุ


ข้อเท็จจริง กากบาทเหล่านี้เป็นเส้นที่ขีดไว้บนแผ่นกระจกระหว่างเลนส์กับฟิล์ม ฉะนั้นจะปรากฏอยู่บนภาพทุกภาพจากดวงจันทร์ ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าทุกภาพที่บอกว่าเส้นหายนั้น เส้นจะหายไปเมื่อขีดผ่านวัตถุสีขาวกลางแดดจ้าเท่านั้น
นี่เป็นเรื่องปกติของฟิล์มถ่ายภาพ ในภาพถ่ายปกติ บริเวณสีขาวในภาพคือส่วนที่ฟิล์มได้รับแสงมากที่สุดถึงมากเกินไปจึงกลายเป็นสีขาว ความขาวนี้สามารถลามไปถึงส่วนอื่นของฟิลม์ได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อส่วนนั้นเป็นสีดำ ถ้าเขตสีดำมีไม่มากนัก ก็จะถูกสีขาวลามไปกลบจนหมดอย่างที่เห็น


11. การเดินทางไปดวงจันทร์ต้องผ่านแถบรังสีแวน อัลเลน ซึ่งเป็นแถบรังสีความเข้มข้นสูงที่ล้อมอยู่รอบโลก ไม่มีทางที่มนุษย์อวกาศจะรอดชีวิตจากแถบรังสีนี้ไปได้ ดังนั้นไม่เคยมีใครไปดวงจันทร์


ข้อเท็จจริง แถบรังสีแวน อัลเลน เป็นอันตรายต่อชีวิตแน่นอน ยานอะพอลโลไม่มีเกราะป้องกันรังสี ดังนั้นมนุษย์อวกาศทุกคนย่อมได้รับรังสี แต่พวกเข้าไม่ได้เข้าไปอยู่นิ่งๆ ในแถบรังสี เพียงเดินทางผ่านไปด้วยความเร็วสูง
ปริมาณรังสีที่มนุษย์อวกาศแต่ละคนได้รับอยู่ที่ประมาณ 1 rem ส่วนปริมาณที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติคือ 25 rem ปริมาณที่ทำให้เกิดอาการแพ้คือ 100 rem และถ้าได้รับถึง 500 rem จะตายทันที

12. ถ้ามนุษย์เคยไปเหยียบดวงจันทร์ และทิ้งอุปกรณ์ไว้มากมาย ทำไมกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลจึงไม่เคยส่องเห็นของพวกนั้นเลย


ข้อเท็จจริง ความละเอียดของ WFPC2 กล้องถ่ายภาพในกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งเป็นกล้องดิจิตอล มีความละเอียดเพียง 800 x 800 พิกเซลเท่านั้น ในระยะห่างขนาดดวงจันทร์นั้น 1 พิกเซลมีค่าเท่ากับ 1 สนามฟุตบอล ฉะนั้นของที่เล็กกว่า 1 สนามฟุตบอล จะไม่มีผลต่อภาพเลยแม้แต่จุดพิกเซลเดียว พูดอีกอย่างก็คือ กล้องฮับเบิลยังละเอียดไม่พอ
ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราจึงมีภาพความละเอียดสูงของเทห์ฟากฟ้าจากกล้องฮับเบิลตั้งมากมาย ตอบว่า นั่นก็หมายความว่า วัตถุเหล่านั้นไม่ใช่เล็กๆ เลย


ดาวเคราะห์น้อย (Minor Planet หรือ Asteroid)
 
ดาวเคราะห์น้อย (Minor Planet หรือ Asteroid) เป็นเทหวัตถุขนาดเล็กๆ จำนวนมากอยู่ในระบบสุริยะ เป็นบริวาร ของดวงอาทิตย์ และโคจรอยู่รอบๆ ดวงอาทิตย์ โดยมีแถบ วงโคจร อยู่ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี และโคจรอยู่ห่างจาก ดวงอาทิตย์ ประมาณ 2.8 หน่วยดาราศาสตร์ ขณะนี้เชื่อว่าในระบบสุริยะ มีดาวเคราะห์น้อย อยู่ประมาณกว่า 100,000 ดวงแล้ว เราไม่สามารถ มองเห็นดาวเคราะห์น้อยได้ด้วยตาเปล่า จะต้องใช้กล้อง โทรทรรศน์ขนาดใหญ่ส่องจึงจะเห็นได้

 

ดาวเคราะห์น้อยเป็นก้อนของแข็งที่มีรูปร่างแปลกประหลาด ขรุขระ และมีจำนวนมาก ขนาดต่างๆ กัน ส่วนใหญ่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ขนาด 80 กิโลเมตร ดาวเคราะห์น้อยดวงที่ใหญ่ที่สุด ได้ถูกค้นพบ โดยนักดาราศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อว่า Cuiseppe Piazzi ที่เกาะซิซิลี ในตอนกลางคืนของวันที่ 1 มกราคม ค.ศ.1801(พ.ศ.2343) มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง 768 กิโลเมตรเท่านั้น สามารถมองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า

 

สำหรับจุดกำเนิดของดาวเคราะห์น้อยนั้น จากการศึกษา ของนักดาราศาสตร์ต่างก็ให้รายละเอียดที่ไม่ตรงกัน แต่โดยทั่วๆ ไปก็มี ผลการวิจัยเป็นหลักฐานสนับสนุนอยู่มาก ว่าดาวเคราะห์น้อยนั้น เกิดจาก การแตกสลาย ของดาวเคราะห์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งในอดีตกาล นอกจากนั้นยังพบว่า ดาวเคราะห์น้อย ยังมีองค์ประกอบ ที่อุดมไปด้วย แร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ สำหรับอุตสาหกรรมบนโลก เช่น เหล็ก ไททาเนียม เป็นต้น

 


 

แสงเหนือ - แสงใต้

         ปรากฏการณ์ aurora  dynamics   เป็นปรากฏการณ์สวยงามบนท้องฟ้า...อันเกิดจาก aurora   (แปลว่าแสงเหนือแสงใต้นั่นล่ะ)

 

 ปรากฏเป็นครั้งคราวบริเวณท้องฟ้าขั้วโลก เป็นลักษณะแถบแสงเคลือนที่วูบวาบรวดเร็วเห็นได้ในเวลากลางคืน ในประเทศที่อยู่ใกล้ขั้วโลกเหนือ

แสงเหนือ เรียกว่า aurora borealis

ส่วนแสงใต้เรียกว่า  aurora australis

สาเหตุ

เกิดจากอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่มาจากอวกาศ ส่วนใหญ่ก็มาจากดาวฤกษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงอาทิตย์ ชนเข้ากับบรรยากาศของโลกแล้วปล่อยประจุไฟฟ้าออกมาปรากฏเป็นแถบแสงสีต่างๆ แต่จะมีแสงสีแดงและสีเขียวเด่นเป็นพิเศษ เกิดมากช่วงที่มีการแปรปรวนบนดวงอาทิตย์ เช่น จุดดับของดวงอาทิตย์

 แสงเหนือแสงใต้ เห็นในประเทศที่อยู่ใกล้ กับขั้วโลกใต้ บริเวณที่เกิดแสงเหนือ หรือแสงใต้ อยู่ในระดับสูงตั้งแต่ 100 กิโลเมตร ถึง 1,000 กิโลเมตร เหนือพื้นดิน ในระดับนี้ บรรยากาศของโลกเบาบาง และมีความกดดัน น้อยมาก เกือบจะเรียกได้ว่าเป็น สุญญากาศ พลังงานจาก ดวงอาทิตย์ เช่น รังสีอุลตราไวโอเลต และอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า ที่พุ่งออกจากดวงอาทิตย์ บริเวณใกล้ ๆ จุดดบน ดวงอาทิตย์ ไปกระตุ้นให้ก๊าซเฉื่อย ที่อยู่อย่างเบาบางนั้น เรืองแสงขึ้นมา เราจึงเห็นแสงเหนือหรือแสงใต้ คล้าย ๆ กับการเรืองแสงของหลอดไฟเรืองแสงทั้งหลาย แสงเหนือ แสงใต้ เกิดได้นานนับ เป็นชั่วโมง ๆ อาจเห็นได้ตลอดทั้งคืน และมีหลากสี

 


เด็กหลอดแก้ว

1. เด็กหลอดแก้วคืออะไร ? 

ทำไมจึงเรียกเด็กหลอดแก้ว
คนทั่วไปมักไม่รู้หรือเข้าใจผิดว่าการทำ "เด็กหลอดแก้ว"
บางคนคิดว่าคือเด็กที่กำเนิดเกิดจากหลอดแก้ว...ก่อให้เกิดตัวอ่อนมนุษย์และเลี้ยง ูอยู่ภายในหลอดแก้วจนโตเป็นเด็ก ตัวเล็กๆ จากนั้นจึงนำมาเลี้ยงต่อ ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ในตู้อบ จนกลายเป็นทารกที่น่ารักเหมือนกับที่คลอดออกมาตามธรรมชาติ.(อ้าว...จริงๆ ขนาดบอกว่าเด็กบางคนเกิดจากกระบอกไม้ไผ่ยังมีคนเชื่อเลย 555)

แต่เป็นความเชื่อที่ผิด !!!!!

 ความจริงเป็นความเข้าใจผิด เพราะเราไม่สามารถเลี้ยงเด็กในหลอดแก้วจริงๆ ได้ เราเลี้ยงได้ เฉพาะ "ตัวอ่อน"ของมนุษย์ในระยะ 2-3 วันแรกเท่านั้น จากนั้นต้องรีบนำกลับเข้าสู่ร่างกายสตรี มิฉะนั้น "ตัวอ่อน" จะตาย

การทำ "เด็กหลอดแก้ว" ในภาษาไทยนั้นตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า
"IVF" (In Vitro Fertiliztion) หมายความว่า การช่วยเหลือให้เกิดการปฏิสนธิของไ ข่และตัวอสุจิภายนอกร่างกายในหลอดแก้วทดลอง  ภายใต้สิ่งแวดล้อมอุณหภูมิคล้ายกับภายในร่างกาย เมื่อได้ "ตัวอ่อน" ที่สมบูรณ์ ์ในขนาดที่เหมาะสม ก็นำกลับเข้าสู่ภายในร่างกายของสตรีผู้นั้น เพื่อให้ฝังตัวและเจริญเติบโตเป็นทารกภายในโพรงมด ลูกต่อไป

2. เด็กหลอดแก้ว มีความเหมือนหรือแตกต่างจากการผสมเทียมอย่างไร ?


แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะการผสมเทียม (Articial Insemination) หมายถึง การฉีด "เชื้ออสุจิ" เข้าไปในช่องคลอดหรือมดลูก โดยอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ช่วยเหลือ จะมีการปฏิสนธิหรือไม่ ยังไม่ทราบ และหากมีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็เป็นการปฏิสนธิภายในร่างกาย (นี่คิดเฉพาะคนเท่านั้น...ไม่ได้รวมไปถึงการผสมเทียมปลาหรือสัตว์อื่นๆ)

 แต่เราก็จัดให้เด็กหลอดแก้วเป็นการผสมเทียมอย่างหนึ่งก็ได้ถ้าคิดตามคำนิยามของการผสมเทียมที่ว่า คือการปฏิสนธิโดยไม่อาศัยวิธีการตามธรรมชาติ ก็ O.K.

แต่การทำ "เด็กหลอดแก้ว" เป็นการนำเอา "ไข่" ของสตรีออกมาภายนอกร่างกายแล้วมาผสมกับ "เชื้ออสุจิ" ในหลอดแก้วทดลอง
เพื่อให้มีการปฏิสนธิภายนอก ภายใต้บรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่จัดให้เหมาะสมแก่การดำรงชีวิต ของ "ตัวอ่อน" ได้

พิจารณาดูข้อแตกต่างระหว่างผสมเทียมกับเด็กในหลอดแก้วให้ดี

3. ในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" มีขั้นตอนหรือกรรมวิธีอย่างไร ?


ขั้นตอนในการทำเด็กหลอดแก้ว

ขั้นตอนที่ 1 "การกระตุ้นไข่" โดยใช้ยาหรือฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหน้ามากระตุ้น เพื่อให้ได้ไข่จำนวนมาก ๆ

ขั้นตอนที่ 2 "การเก็บไข่" โดยใช้เข็มยาวที่ทำขึ้นมาเฉพาะเจาะเก็บไข่ทางหน้าท่องหรือทางช่องคลอดแต่ส่ว นใหญ่เจาะเก็บไข่ผ่านทางช่องคลอด เพราะสามารถมองเห็นไข่ได้โดยตรงจางการใช้อัลตราซาวนด์ช่วยทำให้เจาะเก็บไข่ได้จำนวนมาก

ขั้นตอนที่ 3 การเตรียม "เชื้ออสุจิ" เป็นการ "คัดเชื้อ" เพื่อให้ได้ตัว "เชื้ออสุจิ" ที่มีคุณสมบัติดีพบที่จะปฏิสนธิกับไข่โดยใช้ "ตัวอสุจิ" ขนาดความเข้มข้นประมาณ 100,000 ตัวต่อไข่ 1 ใบ

การเก็บเชื้ออสุจิ โดยปกติจะใช้วิธีให้ช่วยตัวเอง (masturbation) ไม่ควรใช้วิธีร่วมเพศก่อนแล้วมาหลั่งภายนอก หรือใช้ถูงยางอนามัย เนื่องจากสารหล่อลื่นภายในถุงยาง จะทำลายตัวอสุจิได้

ขั้นตอนที่ 4 การเลี้ยง "ตัวอ่อน" เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในกระบวนการทำ "เด็กหลอดแก้ว"

ภายหลังจากที่ได้ไข่มาแล้ว ก็จะนำมาเลี้ยงในหลอดแก้วทดลองที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส ประมาณ 3-6 ชั่วโมง จากนั้นจึงทำการใส่ "เ ชื้ออสุจิ" ที่ผ่านการคัดเชื้อแล้วลงไป เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 18 ชั่วโมง ก็มาตรวจดูว่า
มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นหรือยัง

ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็อาจใส่เชื้ออสุจิอีกเป็นครั้งที่สอง หรือเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไป

ถ้าไม่มีการปฏิสนธิเกิดขึ้น ก็ต้องตรวจดูว่า มีการปฏิสนธิที่ผิดปกติหรือไม่ หากมีก็คัด "ตัวอ่อน" นั้นทิ้งไป เหลือไว้ แต่ "ตัวอ่อน" ที่ปกติเท่านั้น

ในวันที่สอง (ประมาณ 48-50 ชั่วโมงภายหลังจากเจะไข่ออกมา) "ตัวอ่อน" แต่ละตัวอยู่ระหว่าง 2-8 เซลล์ "ตัวอ่อน" แต่ละตัวจะมีความสมบูรณ์ไม่เท่ากัน เราจัดลำดับความสมบูรณ์ของตัวอ่อน ออกเป็นเกรด 1(A), 2(B), 3(C), 4(D) เกรด 1 ดีที่สุด เกรด 2 ดีรองลงมา ควรจะนำ "ตัว อ่อน" เฉพาะเกรด 1 และ 2 เท่านั้น ใส่กลับเข้าสู่ร่างกายคนไข้สตรีส่วน "ตัว-อ่อน" เกรด 3 และ 4 จะนำมาใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น

ขั้นตอนที่ 5 การนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกาย เราสามารถนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกายได้ 2 ทาง คือ ทางปากมดลูก หรือทางปีกมดลูก

ขั้นตอนที่ 6 การแช่แข็ง "ตัวอ่อน" ตัวอ่อนของมนุษย์ที่เหลือจากการใส่กลับเข้าสู่ร่างกายเรา จะนำมา แช่แข็งที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส "ตัวอ่อน" จะหยุดการเจริญเติบโต แต่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้นานเป็นปีทีเดียว เมื่อไรจำเป็นต้อง ใช้ก็เพียงแต่ละลายกลับมาสู่อุณหภูมิปกติอย่างมีประสิทธิภาพ

4. ในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" แต่ละครั้งมีจำกัดหรือไม่ว่าจะต้องใช้ไข่กี่ฟอง ?

เราไม่จำเป็นต้องจำกัดการใช้ "ไข่" เพราะเราจะนำไข่ทั้งหมดที่เจาะได้มาหยอด "เชื้ออสุจิ" เพื่อให้เกิดเห็น "ตัวอ่อน " มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราจำกัด "ตัวอ่อน" มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เราจำกัด "ตัวอ่อน" ที่จะนำกลับเข้า สู่ร่างกายไม่ให้เกิน 4 ตัวอ่อน เพื่อไม่ให้เกิดแฝดจำนวนมาก ส่วน "ตัวอ่อน" ที่เหลือจะแช่แข็งไว้ใช้ต่อไปในอนาคคต

5. มีอัตราความสำเร็จในการปฏิสนธิเท่าไร ?


การปฏิสนธิโดยทั่วไปขึ้นอยู่กับปัจจัย หลายอย่าง เช่น ความสมบูรณ์ ของ "ไข่" และ "เชื้ออสุจิ" ประสิทธิภาพของ ห้องปฏิบัติการรวมถึงความ ชำนาญของผู้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงตัวอ่อน

อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ศึกษาไว้ดังนี้

จำนวนของ "ไข่" ที่หยอด "เชื้ออสุจิ" ทั้งหมด 1,364 คิดเป็นร้อยละ 100
จำนวนของ "ไข่" ที่มีการปฏิสนธิปกติเท่ากับ 738 คิดเป็นร้อยละ 54.1
จำนวนของ "ไข่" ที่ไม่มีการปฏิสนธิเท่ากับ 486 คิดเป็นร้อยละ 35.6
จำนวนของ "ไข่" ที่มีการปฏิสนธิในเวลาที่เนิ่นนานออกไปจากปกติเท่ากับ 54 คิดเป็นร้อยละ 4.0
จำนวนของ "ไข่" ที่บริเวณเปลือกนอก ได้แตกออกเท่ากับ 39 คิดเป็นร้อยละ 2.9
จำนวนของ "ไข่" ที่สลายหรือภายในมีฟองอากาศเท่ากับ 12 คิดเป็นร้อยละ 0.9
จำนวนของ "ไข่" ที่ยังไม่สุกพอที่จะสามารถปฏิสนธิได้เท่ากับ 10 คิดเป็นร้อยละ 0.8


ในบางสถาบันเมื่อพบ "ไข่" ไม่มีการปฏิสนธิในเวลา 12-24 ชั่วโมง ก็ทำการหยอด "เชื้ออสุจิ" ลงไป อีกเป็นครั้งที่สอง แต่มักไม่ค่อยได้ผล ยกเว้นในกรณี "เชื้ออสุจิ" ของสามีไม่ดีในการหยอดครั้งแรกเมื่อหยอด "เชื้ออสุจิ" บริจาค ของชายอื่นลงไปเป็นครั้งที่สองมักจะให้ผลดีพอสมควร

6. ในการนำ "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกาย จะต้องใช้ "ตัวอ่อนจำนวนเท่าไร ?


ปกติใช้ 3 ตัวอ่อน สูงสุดไม่เกิด 4 ตัวอ่อน ไม่ว่าจะเป็นการใส่กลับเข้าดำเนินการทางปีกมดลูก หรือทางปากมดลูก

7. หลังจาก "ตัวอ่อน" กลับเข้าสู่ร่างกายควรปฏิบัติตัวอย่างไร ?


กรณีที่นำ "ตัวอ่อน" ใส่กลับเข้างทางปากมดลูกหลังจากนอนพักหลังหยอด "ตัวอ่อน" แล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ แต ่สมควรนอกพักต่อที่บ้านอีกประมาณ 12-24 ชั่วโมง หลังจากนัน จึงสามารถทำงานเบาๆ ได้ ไม่ควรทำงานหนักหรืองานที่ต้องใช้การเกร็ง หน้าท้อง และไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ในช่วงนี้

ในกรณีที่นำ "ตัวอ่อน" ใส่กลับเข้าสู่ร่างกายทางปีกมดลูก (ZIFT) ผู้ป่วยจะต้องนอนพักที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 1 วัน เมื่อกลับบ้ านยังควรพักผ่อนต่ออีกไม่ต่ำกว่า 3-4 วัน

ต้องใช้เวลานานเท่าไร ? จึงจะทราบว่าตั้งครรภ์
ใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังจากจบกระบวนการทำ "เด็กหลอดแก้ว" โดยการเจาะเลือดตรวจ

การตั้งครรภ์ที่แน่ใจว่าไม่น่าจะแท้ง ก็คือเมื่ออายุครรภ์ 8 สัปดาห์ ทำการอัลตรา-ชาวนด์ทางช่องคลอดพบว่ามีการเต้นของ หัวใจทารก

9. "ตัวอ่อน" ที่ใส่เข้าไปในร่างกายสัตว์จะรอดเป็นทารกทุกตัวอ่อนหรือไม่

 มีอัตราการรอดเป็นอย่างไร ?
ในทางการแพทย์ การรอดชีวิตของ "ตัวอ่อน" เท่าไรนั้น วัดได้จาก เมื่อเราหยอด "ตัวอ่อน" ลงไปจำนวนเท่าไร แล้วเหลือรอดชีวิตมาฝังตัวได้กี่ตัวอ่อน เราเรียกอัตราการรอดชีวิตของ "ตัวอ่อน" นี้ว่า "อัตราการฝังตัว" (Implantation Rate) โดยปกติจะพบประมาณร้อย ละ 20 (หากใส่ "ตัวอ่อน" เข้าไป 100 ตัวอ่อน จะฝังตัวได้ 20 ตัวอ่อน) ไม่ว่าจะเป็นการหยอด "ตัวอ่อน" ทางปากมดลูกหรือปีกมดลูก

ถึงแม้จะฝังตัวได้ แต่จะมีส่วนหนึ่งที่แท้งออกมา คิดเป็นร้อยละ 25 ของการตั้งครรภ์ ดังนั้นการรอดชีวิตของ "ตัวอ่อน" จึง มีไม่มากนักโดยเฉพาะในสตรีที่อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป

10. "ตัวอ่อน" ที่ใส่เข้าไปมีโอกาสเป็นแฝดหรือไม่ ? และจะเป็นแฝดแท้หรือไม่แท้


มีโอกาสเกิดเป็นแฝดสองร้อยละ 21 แฝดสามร้อยละ 4.5 และแฝดสี่ร้อยละ 0.2 ส่วนใหญ่แฝดที่เกิดจากกระบวนการทำ "เด็กหลอดแก้ว" เป็นแฝดไม่แท้หรือพูดง่ายๆ คือแฝดจากไข่คนละใบ หน้าตาจึงไม่เหมือนกันทีเดียวแต่จะคล้ายกับเป็นพี่น้องกันมาก กว่า

11. อัตราความสำเร็จในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" เท่ากับเท่าไร ?


ความสำเร็จในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" วัดได้จากอัตราการตั้งครรภ์ อัตราการตั้งครรภ์ในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" จากการหยอด "ตัว อ่อน" ทางปากมดลูก เท่ากับร้อยละ 10-20 และจากการหยอด "ตัวอ่อน" ทางปีกมดลูก (ZIFT) เท่ากับร้อยละ 30-40

12. ต้องเสียค่าใช้จ่ายการทำ "เด็กหลอดแก้ว" ครั้งละประมาณเท่าไร ?


ประมาณ 50,000 - 100,000 บาท แล้วแต่สถาบัน

13. อุปสรรคในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" คืออะไร ?


อุปสรรคในที่นี้หมายถึง ข้อจำกัดหรือสิ่งที่ขัดขวางการไปสู่ความสำเร็จในการทำ "เด็กหลอดแก้ว" อันน ี้ขึ้นอยู่กับ

1. ความพร้อมของคู่สามีภรรยาที่มารักษา ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือสุขภาพ ยกตัวอย่างอุปสรรค ทางด้านสุขภาพ ได้แก่

- ภรรยา มีปัญหาความผิดปกติทางสภาพร่างกาย เช่น รังไข่ไม่ทำงานหรือไม่ผลิตไข่ มดลูกมีเนื้องอกขัดขวางการฝังตัวของตัวอ่อน สิ่งเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่จะทำ "เด็กหลอดแก้ว"
- สามี มีปัญหาด้านความสมบูรณ์ของ "เชื้ออสุจิ" ไม่ว่าจะเป็นจำนวนที่น้อยเกินไป หรือการเคลื่อนไหว ที่บกพร่องอย่างมาก แต่ปัจจุบันสามารถแก้ไขได้ง่ายด้วยวิธี เจาะไข่ใส่ "เชื้ออสุจิ" เข้าไป (ICST "อิ๊กซี่")

2. ความพร้อมของห้องปฏิบัติการ รวมทั้งบุคลาการที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ห้องปฏิบัติการจะต้องทันสมัย ีเครื่องมีพร้อมมูล สะอาด บุคลากรต้องมีความรู้ความชำนาญ โดยเฉพาะแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเลี้ยง "ตัวอ่อน" (Embryologist)

14. คนไข้ส่วนใหญ่ต้องทำกี่ครั้ง ? จึงจะประสบผลสำเร็จ

 มีหรือไม่ที่ไม่ประสบความสำเร็จเลย
จะทำกี่ครั้งจึงประสบความสำเร็จนั้นคงตอบยากขั้นอยู่กับสุขภาพและฐานะทางเศรษฐกิจของคู่สมรสที่มารักษา

โดยปกติการทำ "เด็กหลอดแก้ว" แล้วหยอดตัวอ่อนทางปากมดลูก (กรณีมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถใส่เข้าทางปีกมดลูกได้) มีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 10-20 หมายความว่า ดำเนินการประมาณ 5 ครั้ง ประสบความสำเร็จ 1 ครั้ง

สำหรับการดำเนินการหยอด "ตัวอ่อน" ทางปีกมดลูก (ZIFT) จะมีอัตราการตั้งครรภ์ร้อยละ 30-40 หมายถึง ดำเนินการ 3 ครั้ง มีโอกาสประสบความสำเร็จ 1 ครั้ง

แต่จะมีคนไข้จำนวหนึ่งที่ไม่ว่าจะดำเนินการกี่ครั้ง ก็ไม่ประสบความสำเร็จเลย ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่คนไข้ควรขวนขวาย หาความรู้เพื่อมาประกอบการตัดสินใจ ส่วนแพทย์ผู้รักษาก็ควรจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิสภาพและการพยากรณ์โรคแก่คนไข้อย่าง ตรงไปตรงมามากที่สุดเท่าที่จะทำได้

15. การทำ "เด็กหลอดแก้ว" กับการทำ "กิ๊ฟ" เหมือนกันหรือเปล่า


ไม่เหมือนกัน เพราะการทำ "เด็กหลอดแก้ว" เป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกายในหลอดแก้วทดลอง จากนั้นจึง นำกลับเข้าสู่ร่างกายแต่การทำ "กิ๊ฟ" เป็นกระบวนการนำเอา "เชื้ออสุจิ" และ "ไข่" เข้าไปใส่ไว้ในปีกมดลูก เพื่อให้มีการปฏิสนธิภายในร่างกาย


เหลือเชื่อ! การผสมเทียมเด็กหลอดแก้วมีโอกาสสำเร็จสูงในฤดูใบไม้ผลิ
 ทีมนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยฮีบรูว์ในกรุงเยรูซาเลมของอิสราเอลศึกษาพบว่าฤดูใบไม้ผลิเป็นฤดูกาลที่เหมาะสมที่สุดในการผสมเทียมเด็กหลอดแก้ว เพราะอัตราการปฏิสนธิจากการใช้เทคนิคนี้มีสูงกว่าฤดูอื่น นักวิจัยอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิสนธิ การตั้งครรภ์ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ และที่สำคัญก็คือ มีผลต่อคุณภาพของเชื้ออสุจิของฝ่ายชาย และต่อคุณภาพไข่ของฝ่ายหญิงด้วย จากการศึกษาพบว่า ฤดูใบไม้ผลิซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีแสงแดดอ่อนนั้นเป็นเวลาที่น่าจะมีผลทำให้เชื้ออสุจิแข็งแรง การปฏิสนธิมีโอกาสเกิดขึ้นสูง และจะทำให้เทคนิคผสมเทียมเด็กหลอดแก้วได้ผลดีที่สุดในฤดูกาลนี้ อีกทั้งตัวอ่อนก็จะมีสุขภาพแข็งแรงด้วย จากการศึกษาสถิติของผู้หญิง ๖๕๗ คน ที่อาศัยเทคนิคผสมเทียมเด็กหลอดแก้ว นักวิจัยพบว่าอัตราการปฏิสนธิสูงมากที่สุดในฤดูใบไม้ผลิ ขณะที่ฤดูร้อนไม่ค่อยได้ผลตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิด้วยเทคนิคผสมเทียมนั้น จะมีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดช่วงฤดูหนาวไปจนถึงสมบูรณ์ที่สุดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และคุณภาพของตัวอ่อนจะลดลงในช่วงฤดูร้อน และถึงจุดต่ำสุดในช่วงฤดูใบไม้ร่วง

 


สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน(CFCs)

คุณสมบัติของสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน  สารเหล่านี้มีชื่อทางเคมีต่างกัน แต่อยู่ในกลุ่มที่มีชื่อทางการค้าว่า ฟรีออน ซึ่งเป็นสารพวกไฮโครคาร์บอนที่ได้จากการสังเคราะห์ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ สาร CFCs มีอยู่หลายตัว เช่น  CFC 11 สูตร CFCl3 ,  CFC-12 มีสูตร  CFCI2 , CFC-22  มีสูตร ClCHF เป็นต้น  สารเหล่านี้มีสถานะเป็นก๊าซและใช้ประโยชน์เป็นตัวทำความเย็นในตู้เย็น และโดยที่สารเหล่านี้เสถียรมาก  และไม่ติดไฟง่าย จึงเป็นก๊าซในการฉีดโฟม ( foaming agent)  และที่สำคัญใช้มากที่สุดคือ  ใช้เป็นตัวนำในสเปรย์ต่าง ๆ เช่น สเปรย์ฉีดผม  น้ำหอมโดยอัดเป็นของเหลวภายใต้ความดันสูง          เนื่องจากสาร   CFCs  เป็นสารที่เสถียรมาก  และเป็นสารที่ได้มาจากการสังเคราะห์จึงไม่สลายตัวโดยจุลินทรีย์ ตามกระบวนการธรรมชาติ สารเหล่านี้จึงอยู่ในบรรยากาศได้เป็นเวลานานมาก  

    สารทำความเย็น              ระยะเวลาคงสภาพ (ปี)
        R-11                                  65
        R-12                                146
        R-22                                  20
        R-113                                90
        R-114                              185
        R-115                              380
     (หมายเหตุ R เป็นรหัสที่สมาคม Ashare)  ใช้แทนสารทำความเย็นพวก CFCs)


       
  จากคุณสมบัติที่สามารถคงสภาพในบรรยากาศได้นานของสาร  CFCs  จึงทำให้สารเหล่านี้ค่อย ๆแพร่ผ่านเข้าไปยังชั้นล่างของสตราโตสเฟียร์  ซึ่งพันธะ  c-cl  ในสารนี้สามารถแตกตัวได้ด้วยแสงอัลตราไวโอเลต  ทำให้คลอรีนอะตอมเป็นอิสระ และทำปฏิกริยากับโอโซนที่มีอยู่ในบรรยากาศชั้นนี้  เกิดเป็นคลอรีนมอนอกไซด์ และออกซิเจน  ดังสมการ

         Cl  + O3     -------------------------  ClO  + O2      

         คลอรีนมอนอกไซด์ที่เกิดขึ้นจะไปทำปฏิกริยากับออกซิเจนอะตอม ทำให้เกิดคลอรีนอิสระซึ่งสามารถทำปฏิกิริยากับโอโซนได้อีกดังสมการ

        ClO  + O          ---------        Cl  +  O2    
       

       นอกจากนี้  สาร  CFCs   ที่ลอยอยู่แต่ยังไม่ถึงชั้นสตราโตสเฟียร์จะดูดรังสีอัลตราไวโอเลตของแสงอาทิตย์ทำให้เกิดผืนความร้อนทำให้อุณหภูมิโลกสูงกว่าเดิม

     สาร CFCs ได้รับการผลิตอย่างกว้างขวางในวงการอุตสาหกรรม เช่น เป็นตัวทำละลาย สารทำความเย็น และสารผลักดัน (propellant) ที่ใส่ในกระป๋องสเปรย์ต่างๆ  ถึงแม้ว่าการวัดปริมาณ CFCs ในบรรยากาศเพิ่งจะเริ่มดำเนินการในทศวรรษนี้ก็ตาม แต่ปริมาณความเข้มข้นในอดีตสามารถคิดประมาณจากการผลิตสาร CFCs และปริมาณในอากาศได้โดยพบว่ามีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเริ่มตั้งแต่ในช่วง ค.ศ 1940-1950 มาจนถึงทศวรรษที่ 70 มีการลดปริมาณที่ผลิตลง(เพราะบางประเทศห้ามใช้ เช่น อเมริกา ที่ห้ามใช้สาร  CFCs ตั้งแต่ ค.ศ 1978) เพราะพบว่าเป็นตัวทำลายโอโซนในชั้นบรรยากาศ    แต่อย่างไรก็ตามช่วงนี้ยังมีการใช้สาร  CFCs  เพิ่มขึ้นปีละ 4 เปอร์เซ็นต์ จากกิจกรรมอื่น ๆ  ในขณะที่สารฉีดในสเปรย์ลดลงจากร้อยละ 56  เป็น ร้อยละ 34  ของการผลิต CFCs ทั้งหมด

     การเพิ่มของ CFCs  มีผลต่อชั้นโอโซน ซึ่งความเข้มข้นที่เพิ่มขึ้น 1 - 2 ppb  จะมีผลทำให้ความเข้มข้นของโอโซนลดลง ร้อยละ 10  หรือมากกว่านั้น (ฺBolle และคณะ, 1989)ถึงแม้ว่ามาตรการแก้ไขปัญหาจากสาร CFCs  จะนำมาใช้ แต่ปัญหาที่เกิดจาก CFCs ในอดีตก็ยังคงมีผลต่อไปอีกระยะเวลาหนึ่งเนื่องจากสารประเภทนี้คงตัวอยู่ในบรรยากาศได้นาน

 


    ดาวอังคาร(Mars)

ดาวอังคารเป็นดาวที่มีคนเชื่อมากที่สุดว่า มีมนุษย์ต่างดาว อยู่ จนมีนิยายเขียนออกมามากมายหลายเรื่อง เรื่องที่นักเรียนน่าจะหามาอ่านคือเรื่อง "จดหมายเหตุจากดาวอังคาร"  สนุกมาก 

นักวิทยาศาสตร์หลายคน นัก...หลายคนเชื่อว่าดาวอังคารมี หรือเคยมีสิ่งมีชีวิต  คศ. 1877 จีโอฟานนี่ เชียฟา เรลลี่  แห่งกรุงมิลาน รายงานการค้นพบแนวเส้นปกติทอดข้ามทะเลสาบ มาร์เทียน(บนดาวอังคาร) เขาเรียกมันว่า คาตาลี  ซึ่งหมายถึงคลอง ในภาษาอิตาเลียน...พอได้ชื่อว่าคลอง ก้มีคนสรุปง่ายๆ ว่า ต้องมีคนขุด....ดังนั้น ต้องมีคนอยู่บนดาวอังคาร ฮา....สรุปง่ายจัง และมีอีกหลายคนเป็นลูกคู่ลุกลามใหญ่โต

 ดาวอังคาร เป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ประมาณครึ่งหนึ่ง ของโลก เป็นดาวเคราะห์วงนอก โคจรห่างจาก ดวงอาทิตย์เป็น ลำดับที่ 4 ต่อจากโลก มีระยะทางเฉลี่ยจากดวงอาทิตย์ 227,940,000 กิโลเมตร โดยจะโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบใช้เวลา 687 วัน และจะหมุนรอบตัวเองกินเวลา 24 ชั่วโมง 37 นาที 23 วินาที ซึ่งมากกว่าโลกเพียง 37 นาที 23 วินาทีเท่านั้น มีแกนหมุนเอียงจากแนวตั้งฉากกับระนาบ วงทางโคจร 23 องศา 59 ลิปดา อุณหภูมิในสภาพแวดล้อมของดาวอังคาร ได้รับอิทธิพลมาจาก 2 สาเหตุหลักๆ คือ 

 

ประเด็นแรก ระยะทางของดาวอังคาร ที่อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์มากกว่าโลก ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้อยกว่าโลก ประเด็นที่ 2 เนื่องจากความเบาบาง ของ บรรยากาศ ที่ห่อหุ้มดาวอังคาร ซึ่งเป็นก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ จะไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิไว้ได้ จึงทำให้บริเวณผิวของดาวอังคาร มีอุณหภูมิแตกต่างกันมาก ระหว่าง กลางวัน กับกลางคืน เช่น ในช่วงเวลากลางวันมีอุณหภูมิประมาณ 290 เคลวิน แต่พอถึงช่วงบ่ายอุณหภูมิจะค่อย ๆ ลดลงเรื่อย ๆ จนถึง 175 เคลวินในช่วงเวลากลางคืน 273 เคลวิน คือ อุณหภูมิเหนือจุดเยือกแข็ง

            ลักษณะพื้นผิวบนดาวอังคารเต็มไปด้วยหลุมบ่อ มีปล่องภูเขาไฟ ลักษณะคล้ายกับหลุมบนดวงจันทร์ และมีร่องรอย ของการไหลของน้ำมาก่อน จากการสำรวจจากภาพถ่ายของยานมารีเนอร์ พบว่าบนผิวดาวอังคารไม่มีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ ไม่พบเทือกเขายาวหรือการเกิดระเบิดของภูเขาไฟ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณภายใน ของดาวอังคาร ไม่มีปฏิกริยารุนแรง เหมือนโลกของเรา แม้ว่าดาวอังคารจะมีขนาดเล็กกว่าโลก จากการใช้กล้องส่อง ดูดาวอังคาร หรือมองด้วยตาเปล่าแล้วเห็น  มีสีแดง และพบบริเวณที่มีสีคล้ำเป็นสีเขียวเมื่อมองด้วยกล้องโทรทัศน์ เป็นเพราะว่า ที่พื้นผิวดาวอังคาร มีโลหะออกไซด์บางอย่างเหมือนกับที่มีอยู่ในทะเลทรายในรัฐแอริโซนา สหรัฐอเมริกา ทำให้พื้น เป็นสีแดงสด ส่วนที่เห็นเป็นสีเขียวขนาดใหญ่ที่คิดว่า มีพืชขึ้นอยู่นั้น นักวิทยาศาสตร์คาดว่า นั่นเป็นเพราะแสงสะท้อน ของไอน้ำ ที่มีอยู่มากในบรรยากาศของดาวอังคารมากกว่า ดาวอังคารมีดวงจันทร์รูปร่าง คล้ายมันฝรั่งเป็นบริวารถึง 2 ดวงที่ไม่มีบรรยากาศห่อหุ้มชื่อ โฟบอส (Phobos) และ ไดมอส (Deimos) สำหรับวงโคจรของดวงจันทร์โฟบอส มีลักษณะแปลกและอยู่ใกล้ดาวอังคารมาก โดยสามารถโคจรรอบดาวอังคารภายในเวลา 7 ชั่วโมง 39 นาที ดังนั้น ในวันหนึ่งจะเห็นดวงจันทร์โฟบอส ขึ้นและตก 2 ครั้ง โดยวงโคจรอยู่ในแนวแกนของเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร ดังนั้นถ้าอยู่เลยละติจูดที่เกินกว่า 70 องศาเหนือและใต้แล้ว จะมองไม่เห็น ดวงจันทร์โฟบอสเลย ในปัจจุบัน ดวงจันทร์โฟบอสกำลังถูกแรงโน้มถ่วงของดาวอังคารดึงเข้าหา และจะเข้าชนกับดาวอังคารอีกประมาณ 50 ล้านปีข้างหน้า

        
ปัญหาเรื่องการมีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวอังคารหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาช้านานนับศตวรรษ แต่คำตอบ ที่แน่ชัดก็ยังไม่ปรากฎ ความคิดเห็นของ นักดาราศาสตร์ที่มีต่อดาวอังคารเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา เพราะมีข้อมูลใหม่ ๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับ เพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อย ๆ การค้นหาชีวิตบนดาวอังคาร ดูจะเน้นไปในเรื่องของ ก๊าซ คาร์บอน ไดออกไซด์ ที่มีอยู่มากบนบรรยากาศดาวอังคารมากกว่า เพราะถ้าหากมีชีวิตอื่น บนดาวอังคาร เหมือนที่มีอยู่บนโลก ของเราแล้ว ชีวิตเหล่านั้นก็ต้องมีความสัมพันธ์กับธาตุคาร์บอนด้วย เพราะอินทรียโมเลกุลคือส่วนสำคัญที่สุดของ สิ่งมีชีวิตทั้งมวล ไม่ว่าจะเป็นจุลชีพหรือสิ่งมีชีวิตชั้นสูง

ดาวอังคาร (Mars) ในสัยก่อนประวัติศาสตร์ไม่มีการบันทึกไว้ แต่การบันทึกเรื่องราวต่างๆเพิ่งจะมีในสมัยอียิปต์และจีน เนื่องจากดาวอังคารมีสีแดง จึงตั้งชื่อให้เป็นเกียรติเด่เทพเจ้าแห่งสงคราม (The War-God Ares, Mars) พื้นผิวของดาวอังคารที่ขั้วเหนือ และ ขั้วใต้จะปกคลุมด้วยนำแข็ง และพื้นผิวทั่วไปจะเป็นที่ราบ ที่ราบสูง ภูเขาและภูเขาไฟมากมาย พื้นผิวประกอบด้วย ซิลิกอน44% เหล็ก18% แมกนีเซียม 8% อลูมิเนียม5.5% ไตตาเนียม0.9% โปแทสเซียม0.3% บรรยากาศทั่วไปประกอบด้วย คาร์บอนไดออกไซด์95.32% ไนโตรเจน7.2% อาร์กอน1.6% ออกซิเจน0.03% คาร์บอนมอนอกไซด์0.07% ไอน้ำ0.03% ก๊าซเฉื่อย เช่น Ne 2.5 ppm Kr0.3ppm 03 0.003ppm Xe 0.008ppm 

มีดวงจันทร์เป็นบริวาร 2 ดวง คือ Phobos และ Deimos (ppm = Part per million)

 


ดาวเนปจูน (Neptune)

         ดาวเนปจูน เป็นดาวที่หนาวมากๆๆ  - 230 องศาเซลเซียส โห...แต่สวย  ดูภาพสิ เป็นดาวเคราะห์ที่มีประวัติการค้นพบแปลกมากคือ ก่อนที่จะมีการค้นพบโดยใช้กล้องโทรทรรศน์นั้น นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ อูร์แบง เลอแวร์รีเย (Urbain Leverier) และชาวอังกฤษชื่อ จอห์น คูช อดัมส์ (John Couch Adams) ได้ทำการคำนวณหา ตำแหน่งของดาวไว้ก่อนล่วงหน้า แล้วว่า จะต้องมีดาวเคราะห์ในระบบสุริยะอีกหนึ่งดวง ต่อมานักดาราศาสตร์ ชาวเยอรมัน ชื่อ โยฮันน์ กัลเลอ (Johann Galle) จึงได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ ตรวจสอบ ตามตำแหน่งที่คำนวณ และตรวจพบเห็นจริงที่หอดูดาวเบอร์ลิน ในปี พ.ศ.2389 หรือ ค.ศ.1846

           ดาวเนปจูนเป็นดาวเคราะห์สีน้ำเงินกลมเล็ก ๆ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็น ลำดับที่ 8 เป็นระยะทาง 30.07 หน่วยดาราศาสตร์ หรือ 4,510,000,000 กิโลเมตร จากการที่มีระยะทาง ที่ห่าง ไกลมาก และมีแสงสว่าง ที่ค่อนข้างน้อยมาก ทำให้ยากต่อการสังเกตการณ์ในรายละเอียด แม้จะใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มี กำลัง ขยายมาก แล้วก็ตาม อย่างไรก็ดี จากการคำนวณและพิจารณาทางภาคทฤษฎี พบว่า ดาวเนปจูนมีเส้นผ่าน ศูนย์กลาง ประมาณ 49,528 กิโลเมตรมีวงทางโคจร เกือบจะเป็นวงกลม ความเร็วในวงทางโคจรประมาณ 5.43 กิโลเมตรต่อวินาที ใช้เวลา โคจรรอบดวงอาทิตย์ครบ 1 รอบนานถึง 164.8 ปี และหมุนรอบตัวเองใช้เวลาประมาณ 16 ชั่วโมง 7 นาที ดาวเนปจูน มีดวงจันทร์เป็นบริวาร 8 ดวง สำหรับดวงจันทร์ ไตรตัน (Triton) เป็นเทหวัตถุที่เย็นที่สุด ในระบบสุริยะ (มีจุดเยือกแข็ง -235 องศาเซลเซียส) และพบว่ามีภูเขาน้ำแข็งบางลูกคุกรุ่นอยู่บนดวงจันทร์ไตตัน นี่ละ ไฟและน้ำแข็งขนานแท้

 


ข้อมูลโลก  โดย อาจารย์ปีศาจ GTW


โลกมีอายุประมาณ 4,700 ล้านปี

โลกเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่ไม่ได้ถูกตั้งชื่อตามเทพนิยายกรีกและโรมัน (สังเกตว่าดาวเคราะห์ดวงอื่นจะถูกตั้งชื่อเป็นชื่อเทพเจ้าหมด เช่น เทพยูเรนัส เทพเนปจูน  เป็นต้น) คำว่า "Earth" มาจากภาษาอังกฤษและเยอรมันโบราณ และยังมีชื่อเรียกอย่างอื่นอีกหลายร้อยชื่อ ตามภาษาต่างๆ


เส้นรอบวงที่เส้นศูนย์สูตรยาว 40,077 กิโลเมตร (24,903 ไมล์)และที่ขั้วโลกยาว 40,009 กิโลเมตร (24,861 ไมล์)

วัดแนวตั้งกับแนวนอนจะต่างกันเล็กน้อยจนสังเกตไม่ได้ไม่กี่สิบกิโลเมตร ดังนั้นแม้ว่าตามข้อมูลแล้วโลกไม่ได้กลมแบบเป๊ะร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อดูจากรูปร่างแล้ว มันกลม กลมมากๆด้วย เพราะค่าความผิดเพี้ยนของรูปร่างน้อยมาก

ดังนั้นรูปร่างของโลกจึง กลม ไม่ใช่กลมแบนหรือกลมป้าน แต่ประการใด


มวล 5.98 x (10 ยกกำลัง 24 ) กิโลกรัม


ความหนาแน่นเฉลี่ย 5,520 กิโลกรัม/ลูกบาศก์เมตร
คาบการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 365.26 วัน
หมุนรอบตัวเอง ใช้เวลา 23 ชั่วโมง 56 นาที 4.09 วินาที
(ไม่ครบ 24 ชั่วโมงเป้ะ !!)
ระยะห่างจากดวงอาทิตย์เฉลี่ย 150 ล้านกิโลเมตร
ความเอียงของแกนโลกจากแนวตั้งฉาก 23.5 องศา
ความเร็วเฉลี่ยในการเคลื่อนที่ 29.78 กิโลเมตร/วินาที
อุณหภูมิพื้นผิวเฉลี่ย 15 องศา

ทำไมประเทศไทยร้อนอย่างนี้ฟะ!
องค์ประกอบของบรรยากาศ
ไนโตรเจน 77% ออกซิเจน 21%
คาร์บอนไดออกไซด์ อาร์กอน ไอน้ำ และอื่นๆ 2%

โครงสร้างของโลก


 1. ผิวเปลือกโลก
ระยะ 30 - 50 กิโลเมตร ลึกลงไปจากพื้น แผ่นดิน และลึกประมาณ 5 - 10 กิโลเมตร ใต้พื้นมหาสมุทร สังเกตว่าเปลือกโลกใต้สมุทร จะบางกว่าซึ่งก็ไม่แปลกอันใด) และถ้าเทียบกับขนาดของโลกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง หมื่นกว่ากิโลเมตรแล้ว เปลือกโลกเป็นเหมือนแผ่นกระดาษบางๆเท่านั้นเอง ภาพด้านบนเปลือกโลกคือเส้นบางๆนิดเดียววงรอบนอกสุดเท่านั้น

2.ชี้นแมนเทิล (Mantle) ชั้นแมนเทิล หรือ ชั้นหินหลอมละลาย หรือ ความหนาประมาณ 2,900 กิโลเมตร แมนเทิลชั้นล่างอาจมีองค์ประกอบหลักเป็น ซิลิคอน, แมกนิเซียม และออกซิเจน ปะปนด้วย เหล็ก แคลเซียม และอะลูมิเนียม แมนเทิลชั้นบนส่วนใหญ่เป็น เหล็ก/แมกนิเซียม ซิลิเกท, แคลเซี่ยม และอะลูมิเนียม

3. แกนโลก แบ่งเป็น ชั้นในกับชั้นนอก แกนในเป็นเหล็กและนิเกิลแข็งห่อหุ้มด้วยแกนนอกที่เป็นของเหลว ความหนาราว 3500 กิโลเมตร อุณหภูมิสูงราว 4000 องศาเซลเซียส ภายใต้ความกดดันสูง  สังเกตว่าชั้นในเป็นทั้งของแข็งและของเหลว ที่ร้อนจัด

แกนโลกอาจมีองค์ประกอบหลักเป็น เหล็ก (หรือเหล็กนิเกิล) และอาจมีธาตุอื่น ๆ ซึ่งเบากว่าปะปนอยู่ด้วย อุณหภูมิที่ใจกลางอาจสูงถึง 7500 เคลวิน, ร้อนกว่าบริเวณพื้นผิวของ ดวงอาทิตย์ เราเรียนรู้องค์ประกอบเหล่านี้ จากข้อมูลการเกิดแผ่นดินไหว เช่น ลาวาจากปล่องภูเขาไฟ เท่านั้น หนทางที่จะได้มาซึ่งข้อมูลภายในที่แท้จริงนั้นยังไม่มี เพราะยังไม่มีใครลงไปดู อิอิ

 

บางตำราแบ่งชั้นของโลกละเอียดมาก เช่น (หน่วยเป็นกิโลเมตร)

0- 40 Crust

 40- 400 Upper mantle

400- 650 Transition region

 650-2700 Lower mantle

2700-2890 D'' layer

2890-5150 Outer core

5150-6378 Inner core

โห..ฝรั่งนี่ละเอียดน่าดู รู้ไว้ก็พอ

องค์ประกอบทางเคมีของโลก (โดยมวล)


34.6% เหล็ก
29.5% ออกซิเจน
15.2% ซิลิคอน
12.7% แมกนิเซียม
2.4% นิเกิล
1.9% กำมะถัน
0.05% ไททาเนียม

ภาพถ่ายผิวโลก จะเห็นว่าเรียบมาก เพราะว่าความสูงของถูเขาต่างๆ มันมีค่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับโลก
 เเปรียบเทียบขนาดของโลกกับดาวอื่นๆ เรียงจากซ้ายไปขวา มีดวงอาทิตย์(ใหญ่มาก ขนาดเห็นแค่เสี้ยวของผิวเกือบเป็นเส้นตรง ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก พฤหัส เสาร์ ยูเรนัส เนปจูน และพลูโต  โลกจิ๋วเดียวเอง เอ้อ...

ส่วนโลกที่ได้รับแสงแดดจะเป็น เวลากลางวัน และส่วนที่มืดจะเป็น เวลากลางคืน (เออ..พูดง่ายดีนะ ) ช่วงความยาวของกลางวัน และกลางคืนจะไม่เท่ากันตลอดทั้งปี เพราะแกนของโลกเอียง เมื่อขั้วโลกเหนือหันหาเข้าดวงอาทิตย์ในราวเดือนมิถุนายน จะทำให้กลางวันยาวกว่ากลางคืน แต่ในเดือนธันวาคมขั้วโลกเหนือ หันออกจากดวงอาทิตย์จะทำให้ กลางวันสั้นกว่า กลางคืน

ส่วนในเดือนมีนาคมและกันยายน ขั้วเหนือใต้ห่างเท่ากัน จะทำให้กลางวันยาวเท่ากับกลางคืน

ฟังดูอาจยุ่งๆ ขอแนะว่าให้นักเรียนลองเอาปากกาแมนแกนโลกคือเอียงๆ แล้วเอาปากกานั้น วนรอบอะไรก็ได้ 1 รอบ สังเกตดูว่าปลายบน และปลายล่างของปากกา จะเอียงหาตรงศูนย์กลาง ปลายละ 1 ครั้ง  และจะมี 2 ช่วงที่ปลายทั้งสองจะห่างจากจุดศูนย์กลางเท่ากัน ถ้างงอยู่ให้ไปถาม GTW โดยเปิดเทอม จะอธิบายให้เข้าใจ

ประเทศ ไทยมีฤดูกาลต่างๆดังนี้
      
ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม
         ฤดูฝน
เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนตุลาคม
       
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์

 


ในโลกนี้นี้มีอะไร  สถานะของสารภายในโลก

โดย GTW

 

โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในระบบสุริยะเส้นผ่าศูนย์กลาง ตามแนวดิ่งจากขั้วโลกเหนือถึงขั้วโลกใต้ประมาณ 12,711 กิโลเมตร และแนวนอน 12,755  กิโลเมตร  ต่างกัน 44  กิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นค่าน้อยมากจนสังเกตไม่ได้ เมื่อเทียบกับขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางนับหมื่นกิโลเมตรของโลก

 โลกเป็นผิวน้ำร้อยละ 71 หรือ 3 ใน 4  เป็นแผ่นดินร้อยละ 29  หรือ 1 ใน  4 ของผิวโลกทั้งหมด

 

โครงสร้างภายในโลก

จากการศึกษาเกี่ยวกับองค์ประกอบและสมบัติทางกายภาพ  สามารแบ่งโลกออกเป็นชั้นๆ ดังนี้

 

1.  เปลือกโลก (crust)   คือส่วนที่อยู่นอกสุดของโลก  มีทั้งส่วนที่เป็นผิวดินละรองรับพื้นน้ำ  ทั้งที่มองเห็นภายนอก และส่วนที่เป็นหินแข็งลึกลงไปในพื้นดิน  มีความหนาประมาณ 6 –35 กิโลเมตร  แบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่อยู่บนบก เรียกว่าเปลือกโลกทวีป และส่วนที่รองรับพื้นน้ำ  เรียกเปลือกโลกมหาสมุทร

2. ชั้นแมนเทิล (mentle)  อยู่ถัดลงไปจากเปลือกโลก  ประกอบด้วยหินและแร่ธาตุต่างๆ  เป็นหินหนืด  ที่เรียกว่า แมกมา (magma) และร้อนจัด  ประกอบด้วยแร่ธาตุหลายชนิด  เช่น ซิลิกอน (Si) เหล็ก  (Fe) อะลูมิเนียม (Al) หลอมละลายปนกันอยู่ภายใต้ความกดดันและความร้อนสูง ชั้นนี้มีความหนาประมาณ 3,000  กิโลเมตร

 

3.  แก่นโลก (core)  คือส่วนในสุดของโลก ชั้นนี้มีความหนาถึงจุดศูนย์กลางของโลกประมาณ 3,440 กิโลเมตร  แบ่งออกเป็น 2 ชั้นย่อยๆ คือ

3.1 แก่นโลกชั้นนอก (outer core) เป็นชั้นอยู่รอบๆ แก่นโลกชั้นใน  เป็นของเหลวร้อน มีความหนาแน่นสัมพัทธ์ประมาณ 12 ประกอบด้วยธาตุ เหล็ก (Fe) และนิเกิล (Ni) ที่ร้อนจนเหลว

3.2  แก่นโลกชั้นใน (inner core) อยู่ส่วนใจกลางของโลก  เป็นของแข็งแม้ว่าจะร้อนที่สุดก็ตาม ที่เป็นของแข็งเพราะเป็นบริเวณที่มีความกดดันสูงสุด ทำให้จุดหลอมเหลวของสิ่งต่างๆสูงขึ้นตามไปด้วย จึงไม่หลอมละลาย และเป็นธาตุหนักเป็นส่วนมากซึ่งมีจุดหลอมเหลวสูงอยู่แล้ว

 

ความสัมพันธ์ระหว่างความลึกจากพื้นและอุณหภูมิ

 

ไม่เคยมีใครลงไปวัด แค่คนเราก็หาทางศึกษาจนได้โดยอาศัยหลักการทางฟิสิกส์และธรณีวิทยา  พบว่าลึกลงไปโลกยิ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ  โดยที่อุณหภูมิเฉลี่ยของชั้นแมนเทิลประมาณ 1,500  องศาเซลเซียส แก่นโลกชั้นนอกอุณหภูมิประมาณ 4,000  องศาเซลเซียส และอุณหภูมิเฉลี่ยในแก่นโลกชั้นในประมาณ  6,000  องศาเดซลเซียส  ร้อนซะไม่มี

 

สถานะของสสารในโลก

 

โลกประกอบด้วยสสารต่างๆ มากมาย ซึ่งมีสถานะต่างๆ กัน และสสารเหล่านั้นปะกอบด้วยอนุภาคของสสาร ซึ่งอนุภาคของสสารรวมกันอยู่ได้ด้วย “แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล”

 

สสาร(matter) หมายถึง สิ่งที่มีตัวตน มีมวล มีน้ำหนัก  ต้องการที่อยู่  และสามารถสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ผีเป็นสสารหรือเปล่านี่)   สสารอาจมีสถานะเป็น ของแข็ง (solid) ของเหลว (liquid) หรือ ก๊าซ   อาจจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ก็ได้ เช่น อากาศ ดิน น้ำ พืช สัตว์  แบคทีเรีย  ก๊อตซิลล่า ซุปเปอร์แมน เป็นต้น

 

สาร  (substance)

คำว่าสสาร และ สาร มีความหมายไม่เหมือนกัน แต่เกี่ยวข้องกัน เพราะว่าสสารประกอบด้วยสาร (สสาร มีความหมายกว้างกว่า) สาร คือหน่อยย่อยของสสารนั่นเอง   สารที่เราพบมีมากมายหลายชนิด  บางชนิดมองเห็นเป็นเนื้อเดียวกันตลอด แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์ดู พบว่าประกอบด้วยสารตั้งหลายชนิดก็มี

 

สาร ถ้าเรานำมาวิเคราะห์ แยกสลาย ให้เล็กลงไปเรื่อยๆ จะพบว่าประกอบด้วย ธาตุ (element)  ซึ่งธาตุนี้เปรียบเสมือนแม่สี ในเรื่องของสี  ในแง่ที่ว่าพอผสมกันจะได้สีมากมาย ธาตุก็เหมือนกัน   ธาตุต่างๆ จะมีอยู่ประมาณร้อยกว่าธาตุเท่านั้น  แต่สามารถผสมกันเป็นสารได้มากมายหลายชนิดนับไม่ถ้วน

 

สถานะของสาร

 

หมายถึง สภาวะ หรือสภาพของสารที่อาจจะเป็นของเหลว ของแข็ง  หรือก๊าซ อย่างใดอย่างหนึ่ง  ที่อุณหภูมิและความดันหนึ่ง สารในสถานะต่างๆ จะมีสมบัติบางประการแตกต่างกัน

 

ก๊าซ  (gas)

คือสารที่อยู่ในสถานะของก๊าซ ณ อุณหภูมิและความดันปกติ เช่น ก๊าซออกซิเจน ก๊าซไฮโดรเจน ฯลฯ  มีคำๆหนึ่งที่ควรรู้จักคือคำว่า ไอ (vapour) หมายถึงสารซึ่งปกติอยู่ในสถานะของแข็ง หรือของเหลว  แล้วเกิดการเปลี่ยนสถานะไป เมื่ออุณหภูมิ หรือความดันเปลี่ยน เช่น ไอน้ำ ไอของลูกเหม็น เป็นต้น

 

สมบัติบางประการของก๊าซ

  1. ก๊าซมีลักษณะฟุ้งกระจายไปทั้งภาชนะ  เนื่องจากมีแรงยึดเหนียวระหว่างโมเลกุล น้อย
  2. ก๊าซ มีปริมาตร และรูปร่าง ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับขนาดของภาชนะ
  3. ปริมาตรของก๊าซ เปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับ  อุณหภูมิ และความดัน ซึ่งการบอกปริมาตรของก๊าซ ต้องบอกอุณหภูมิ และความดันด้วย

 

การแพร่ของก๊าซ

 

การแพร่ เป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งของก๊าซ ที่กระจายออกจากภาชนะที่บรรจุ การแพร่ของก๊าซ มี 2 แบบ คือ

Diffusion หมายถึงการแพร่ของก๊าซจากสถานที่หนึ่ง ผ่านก๊าซอื่นๆ ไปยังอีกสถานที่หนึ่งได้

Effusion หมายถึงการกระจายของก๊าซผ่านช่องเล็กๆ ไปยังอีกสถานที่หนึ่งได้ 

 

ความดันของก๊าซ

เกิดจากการเคลื่อนที่ไปมาของโมเลกุลของก๊าซ

สมบัติของเหลว

สารที่อยู่ในสถานะของเหลว  จะมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากกว่าก๊าซ แต่ไม่มากเท่าของแข็ง แต่ละโมเลกุล สามารถมีการสั่นสะเทือนเพิ่มมากขึ้น เคลื่อนที่ได้ ของเหลวจึงไหลได้และมีรูปร่างเปลี่ยนไปตามภาขนะที่บรรจุได้ แต่ปริมาตรไม่เปลี่ยนเหมือนก๊าซ  ไม่สามารถบีบ อัดให้ปริมาตรเล็กลงได้

ของแข็ง

แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลสูงมาก  ทำให้โมเลกุลอยู่ชิดกันมาก และมีตำแหน่งที่ค่อนข้างแน่นอน พลังงานในการเคลื่อนที่จึงมีน้อย และปกติสามารถสั่นสะเทือนได้เท่านั้น  จึงไม่มีการเปลี่ยนรูปร่างตามภาชนะที่บรรจุ  ไม่สามารถอัด บีบ ให้เล็กลงได้ (เนื่องจากโมเลกุลอยู่ชิดกันมาก) ของแข็งหลายชนิดสามารถตกผลึกได้ แต่บางอย่างก็ตกผลึกไม่ได้ เช่น  แก้ว  พลาสติก

การเปลี่ยนสถานะของของแข็ง

การระเหิด (sublimation)  เป็นปรากฏการณ์ที่ของแข็งกลายเป็นไอได้ โดยไม่ต้องกลายเป็นของเหลวก่อน เนื่องจากโมเลกุลอยู่ชิดกัน อาจจะกระทบกระทั่งกันได้ (เหมือนคน) แล้วเกิดการถ่ายเทพลังงาน (เหมือนคนต่อยกันนั่นล่ะ)  อาจมีโมเลกุลบางตัวมีพลังงานจลน์ สูงขึ้น จนหลุดออกมาได้  เช่น ลูกเหม็น การบูร  เป็นต้น

จุดหลอมเหลว (melting point) 

คือตำแหน่งของอุณหภูมิ ที่ของแข็ง เปลี่ยนสถานะ เป็นของเหลว  ซึ่งมีความหมายตรงข้ามกับจุดเยือกแข็ง (freezing point) แต่เป็นอุณหภูมิเดียวกัน   เป็นค่าอุณหภูมิเดียวกันนั่นเอง ไม่ควรงง แต่นักเรียนมักจะงง

สำหรับสารที่อยู่ในสถานะของเหลว และก๊าซ มีชื่อรวมเรียกกันว่า ของไหล (fluid)

 


โลกเกิดขึ้นได้อย่างไร ในโลกนี้มีอะไร

เรียบเรียงโดย อ. GTW โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย

ก่อนจะกล่าวถึงโลก น่าจะกล่าวถึงจักรวาลเสียก่อน เพราะโลกเป็นส่วนเล็กมากๆๆในจักวาล  ชนิดที่ว่าเมื่อคิดขนาดเทียบกันแล้วไม่มีความหมายอะไรเลย

 ทฤษฎีการเกิดจักรวาล มีมายมาย แต่จะยกตัวอย่างที่สำคัญ ดังนี้

ทฤษฎี บิกแบง (การระเบิดครั้งใหญ่)  

เป็นทฤษฎีที่ ได้รับการยอมรับ และมีหลักฐานสนับสนุนมาที่สุดในปัจจุบัน เรียกว่ายังหาทฤษฎีอื่นมาลบล้างยังไม่ได้  เริ่มจากการคิดตั้งของ  Abbe George Lemaitre พระและนักดาราศาสตร์ชาวเบลเยียม เป็นผู้เสนอทฤษฎีกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang เมื่อปี ค..1927 (ลองเทียบเป็น พ.ศ .ดู)

Lemitre ได้ความคิดกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang จากการค้นพบโดย Edwin Hubble ว่า จักรวาลประกอบด้วยกาแล็กซีต่างๆ มากมาย และกาแล็กซีต่างๆ ก็กำลังเคลื่อนที่หนีออกจากกัน Lemaitre จึงเสนอเป็นความคิดต่อว่า เป็นไปได้ที่บรรดากาแล็กซีต่างๆ ที่กำลังเคลื่อนที่หนีออกจากกันนั้น  จริงๆ แล้ว ก็กำลังเคลื่อนที่ออกจากจุดกำเนิดในอดีตเดียวกัน

Lemaitre 

กล่าวคือ ถ้ามนุษย์สามารถหมุนเวลาย้อนสู่อดีตได้ ก็เป็นไปได้ที่จะได้เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ในปัจจุบัน มีจุดกำเนิดร่วมกันในอดีต เมื่อประมาณ สองหมื่นล้านปีมาแล้ว (ตัวเลขอายุของจักรวาลในปัจจุบัน คือ ประมาณหนึ่งหมื่นสามพัน หรือหนึ่งหมื่นสี่พันล้านปีในอดีต) กล่าวคือ จะได้เห็นบรรดากาแล็กซีต่างๆ ถอยหลังวิ่งเข้าหาจุดเดียวกัน และจุดกำเนิดเดียวกันนั้น ก็คือ จุดกำเนิดจักรวาลที่รุนแรงเป็นแบบ Big Bang.

ทฤษฎีกำเนิดจักรวาลแบบ Big Bang ของ Lemaitre ได้รับการปรับปรุงต่อๆ มา โดยนักวิทยาศาสตร์ เช่น George Gamovv และ Stephen Hawking

ทฤษฎีกำเนิดจักรวาล ที่แข่งขันกันมาพักใหญ่ มี 2 ทฤษฎี คือ Big Bang Theory และ Steady State Theory แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน จะยอมรับ Big Bang Theory มากกว่า... เหตุผลสำคัญ คือ การขยายตัวของจักรวาล ซึ่ง Edwin Hubble ได้ยืนยันการขยายตัวของจักรวาล ในปี ค..1929 และการค้นพบพลังงานความร้อนระดับไมโครเวฟที่ 3 เคลวิน กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาล ซึ่งคำอธิบายดีที่สุด คือ เป็นพลังงานที่หลงเหลือจาก Big Bang ในอดีตถึงปัจจุบัน

 ทฤษฎีสำคัญที่อธิบายกำเนิดหรือความเป็นมาของจักรวาลมีอยู่สองทฤษฎี คือ ทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ หรือ บิกแบง ( Big Bang ) และ ทฤษฎีสภาวะคงที่ ( Steady State Theory )

นักดาราศาสตร์และพระชาวเบลเยียม ชื่อ อับเบ จอร์ช ลือเมตเทรอ ( Abbe Georges Lemaitre ) เป็นผู้ตั้งทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ขึ้นเมื่อปี ค.. 1927 ส่วนทฤษฎีสภาวะคงที่ เป็นทฤษฎีตั้งขึ้นมาโดยคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษสามคน คือ เฟรด ฮอยล์ ( Fred Hoyle ) เฮอร์แมน บอนได ( Herman Bondi ) และ โทมัส โกลด์ ( Thomas Gold ) เมื่อปี ค.. 1948 ตามทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่  

Stephen Hawking นักฟิสิกส์ ที่เก่งกาจที่สุดในปัจจุบัน  เขาเป็นโรคต้องนั่งรถเข็นตลอดเวลา พูดไม่ได้ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ช่วยพูดแทน เคลื่อนไหวได้ลำบาก แต่เขาคืออัจฉริยะเท่าที่โลกเคยมามาผู้หนึ่ง

และเป็นผู้หนึ่งที่สนับสนุน ทฤษฎีบิกแบง

จักรวาลมีกำเนิดมาจากการระเบิดของวัตถุดิบต้นกำเนิดจักรวาล เมื่อประมาณ 12,000 ล้านปีมาแล้ว ส่วนทฤษฎีสภาวะคงที่ กล่าวว่า จักรวาลไม่มีจุดกำเนิดและไม่มีวาระสุดท้าย ความเปลี่ยนแปลงภายในจักรวาลเกิดขึ้นได้ ดวงดาวมีการเกิดและตายได้ แต่โดยภาพรวมแล้ว จักรวาลมีสภาพดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมานานแล้ว และจะมีสภาพเป็นดังนี้ตลอดไปชั่วนิรันดรมาถึงปัจจุบันนี้

แต่ทฤษฎีกำเนิดจักรวาล จากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ ได้รับการยอมรับในวงการดาราศาสตร์มากกว่า เพราะข้อมูลหลักฐานทางดาราศาสตร์ถึงปัจจุบัน สนับสนุนทฤษฎีกำเนิดจักรวาล จากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ มากกว่าข้อมูลหลักฐานที่สำคัญ มีอยู่ 2 ประการ คือ :

(1) การขยายตัวของจักรวาล ซึ่งตามทฤษฎีกำเนิดจักรวาลจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ อธิบายว่า เป็นผลจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ในอดีตนั่นเอง ส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล เคลื่อนที่หนีออกจากกัน จนกระทั่งทุกวันนี้สำหรับทฤษฎีสภาวะคงที่ ก็อธิบายการขยายตัวของจักรวาลได้เช่นกัน ว่า เป็นผลจากการเกิดของอนุภาคใหม่ ซึ่งอาจเกิดจากการสลายตัวของพลังงาน แล้วเปลี่ยนไปเป็นสสาร ตามสมการ E = mc 2 แสดงความสัมพันธ์ระหว่างสสารกับพลังงานของไอน์สไตน์ เมื่อมีอนุภาคใหม่เกิดขึ้น ก็ดันพื้นที่ของอวกาศรอบตัวอนุภาค ทำให้อนุภาคอื่นๆ ขยับ เคลื่อนที่ห่างออกไป ผลคือทำให้จักรวาลขยายตัว แต่คำอธิบายนี้ไม่ชัดเจนและหนักแน่นเท่าคำอธิบายการขยายตัวของจักรวาลตามทฤษฎีการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่

(2)การค้นพบคลื่นรังสีความร้อนระดับไมโคร เวฟ มีอุณหภูมิประมาณ 3 เคลวิน กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลอย่างสม่ำเสมอ โดยนักวิทยาศาสตร์สองคน คือ โรเบิร์ต วิลสัน (Robert Wilson) และ อาร์โน เพนเซียส ( Arno Penzius ) เมื่อปี ค.. 1965 ซึ่งทำให้จักรวาลมีสภาพคล้ายจมอยู่ในทะเลพลังงานความร้อน

ภาพจำลองการเกิดบิกแบง

คลื่นรังสีความร้อนที่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลนี้ สอดคล้องรับกับทฤษฎีกำเนิดจักรวาลจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ได้อย่างดีว่า เป็นพลังงานของการระเบิดที่ยังหลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน เพราะเมื่อคำนวณจากขนาดของพลังงานความร้อนที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ย้อนหลังไปสู่จุดกำเนิดที่มา ก็จะลงตัวได้อย่างค่อนข้างดี จนกระทั่งคลื่นรังสีความร้อนประมาณ 3 เคลวินนี้ ถูกเปรียบเทียบเรียกเป็น เสียงจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ที่ยังเหลืออยู่ให้ได้ยินกันในปัจจุบัน

สำหรับทฤษฎีสภาวะคงที่ ไม่มีคำอธิบายที่ดีสำหรับกำเนิดที่มาของพลังงานความร้อนประมาณ 3 เคลวินที่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาลทำให้ทฤษฏีนี้ไม่เป็นที่ยอมรับกัน และนับวันจะมีผู้เชื่อน้อยลง

กำเนิดโลก

ผลจากการศึกษาพบว่าโลกเป็นสมาชิกหนึ่งของระบบสุริยะ โดยมีดวงอาทิตย์เป็น ศูนย์กลางของระบบ สำหรับส่วนที่เกี่ยวกับกำเนิดของระบบสุริยะนั้น มีหลายทฤษฎีที่กล่าวไว้เช่น

 เมื่อประมาณปี พ..2339 คานท์ และ ลาพลาส ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดระบบสุริยะไว้ โดยเขาเชื่อว่าดวงอาทิตย์ ดาวเคราะห์และสิ่งต่าง ๆ ในระบบสุริยะมีกำเนิดมาจาก กลุ่มแก๊สที่ร้อนจัด  และหมุนอยู่แรงเหวี่ยงจากการหมุน ทำให้ เกิดเป็นลักษณะ วงแหวนหมุนกระจายออกจากจุดศูนย์กลาง ต่อมาบริเวณศูนย์กลางของวงแหวน ก็กลายเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนกลุ่มแก๊สในแต่ละวงแหวนก็จะรวมตัวกันแล้วหดตัว กลายเป็นดาวเคราะห์ และสิ่งอื่น ๆ ในระบบสุริยะ ซึ่งรวมทั้งโลก ที่เราอาศัยอยู่นี้ด้วยแต่ ถ้าทฤษฎีนี้เป็นจริงเมื่อดาวเคราะห์ต่างๆ ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว ดวงอาทิตย์ก็ควร จะหมุนเร็วขึ้นแต่กลับปรากฏว่า ดวงอาทิตย์นั้นหมุนช้ามาก ทฤษฎีนี้จึงต้องมีการปรับปรุง

นี่ก็คานท์

นี่ลาพลาส



- ในป輝 พ.2493 เฟรด ฮอยล์ และฮานส์ อัลเฟน ได้เสนอทฤษฎีเกี่ยวกับการเกิดระบบสุริยะขึ้นอีก โดยอาศัยทฤษฎ๊ของลาพลาส และหลักฐานจากการศึกษาปรากฏการณ์ท้องฟ้าเพิ่มเติม ซึ่งสรุปความได้ว่ามีดวงอาทิตย์เกิดขึ้นก่อน จากการรวมตัวของกลุ่มแก๊สและฝุ่นละออง ต่อมาดวงอาทิตย์ที่เกิดใหม่นี้เริ่มมีแสงสว่าง และยังคงมีกลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองห้อมล้อมอยู่ โดยหมุนไปรอบ ๆ ดวงอาทิตย์ กลุ่มแก๊สและฝุ่นละอองเหล่านี้ถูกดึงดูดให้อัดตัวแน่นขึ้น และรวมตัวเป็นก้อนขนาดใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นก้อนวัตถุขนาดใหญ่โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งก็คือดาวเคราะห์นั่นเอง

หน้าตาของเฟรด ฮอยด์

ให้สังเกตข้อแตกต่างของทั้งสองทฤษฏีนี้ ซึ่งดูเผินๆจะเหมือนกัน แค่ความจริงต่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีทฤษฎีอื่นๆอีก แต่ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือเท่าไร เช่น เจม ยีนส์  กล่าวว่ามีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่โคจรเฉียดมาใกล้ดวงอาทิตย์ และ แรงดึงดูดระหว่างดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ ทำให้บางส่วนของดวงอาทิตย์หลุดออกมา กลายเป็นดาวเคราะห์ และส่วนอื่นๆ

 

 


ภาพข้างบนนี้เป็นการแสดงเคลื่อนไหวของแมนเทิลใต้ผิวโลก ซึ่งความจริงแล้วจะมีการเคลื่อนที่ช้ากว่านี้นับล้านเท่าทีเดียว แต่นี่เป็นภาพแสดงให้เห็น

แมลเทิล  เป็นหินหลอมเหลว มีความหนาแน่นมากกว่าน้ำ 20 เท่า มีอุณหภูมิ 1000 - 2000 องศาเซลเซียส  สีเหลืองในภาพคือหินร้อน สีน้ำเงินคือหินเย็นกว่า หินร้อนจะไหลขึ้นข้างบน หินเย็นจะไหลลงข้างล่าง เหมือนอากาศร้อนอากาศเย็นนั่นล่ะ

 


มวลอะตอม

ธาตทั้งหลายย่อมมีมวลเฉพาะตามแต่ละชนิดของธาตุ   แต่เนื่องจากมวลของธาตุมีค่าน้อยมากไม่สะดวก ในการหามวลของแต่ละธาตุโดยตรง   ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงหาธาตุมาเป็นหลักในการใช้เทียบ ว่าธาตุทั้งหลายมีมวลเป็นกี่เท่าของธาตุนี้     ธาตุแรกที่ใช้ได้แก่ ธาตุไฮโดรเจน       โดยที่ ธาตุไฮโดรเจน 1 อะตอมมีมวล  1.66 x 10-24 g    มวลของธาตุในตารางธาตุจึงเป็นจำนวนเท่าของมวลของธาตุไฮโดรเจน 1 อะตอม  เรียกว่ามวลอะตอม( เปรียบทียบ)

   ตัวอย่างเช่น    Na  = 23   หมายความว่ามวลของ โซเดียม (Na)  หนักเป็น  23 เท่าของมวลของไฮโดรเจน

     ถ้าต้องการทราบมวลที่แท้จริงของธาตุใดๆ  ก็นำมวลที่ปรากฏในตารางธาตุ คูณด้วย  1.66 x 10-24  g  เรียกว่ามวลอะตอม( แท้จริง)

    ตัวอย่างเช่น มวลในตารางธาตุของ  Na  = 23  มวลที่แท้จริง คือ  23  x 1.66 x 10-24 g  

    ต่อมานักวิทยาศาสตร์เกิดความไม่สะดวกในการใช้ ธาตุ ไฮโดรเจน  จึงเปลี่ยนมาใช้  ธาตุ ออกซิเจนโดยใช้เพียง 1/16  ของ ธาตุออกซิเจน   แต่เกิดปัญหาเกี่ยวกับการใช้ไอโซโทบของระหว่างนักเคมี และนักฟิสิกส์ ใช้กันคนละค่า    ในปัจจุบันจึงใช้  1/12   ของ C - 12  1 อะตอม

        กล่าวโดยสรุป   มวลอะตอม จะมี  2  ชนิด คือ มวลอะตอมที่แท้จริง  กับมวลอะตอมเปรียบเทียบ แต่เนื่องจาก มวลอะตอมที่แท้จริงจะมีเลขจำนวนมาก ส่วนมากจึงใช้  มวลอะตอมเปรียบเทียบ

        ดังนั้น  เมื่อกล่าวถึง  มวลอะตอม จะหมายถึงมวลอะตอมเปรียบเทียบ   เมื่อต้องการมวลอะตอมที่แท้จริงจะใช้คำว่า   มวลอะตอมที่แท้จริง

 


มวลโมเลกุล

 สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของธาตุต่างๆ กลายเป็นโมเลกุล  มวลโมเลกุลของสารประกอบจึงได้จากการนำเอามวลอะตอมของแต่ละธาตุที่รวมเป็นสารประกอบ มารวมกัน 

   ตัวอย่างเช่น   น้ำ ประกอบด้วย ไฮโดรเจน 2 อะตอม และ ออกซิเจน 1 อะตอม  (H2O)    มวลโมเลกุลของน้ำ จึงเท่ากับ   2(1)  + 16   =  18 

                          กรดไนตริก  ประกอบด้วย ไฮโดรเจน  1 อะตอม ไนโตรเจน  1 อะตอม และ ออกซิเจน 3 อะตอม  (HNO3)    มวลโมเลกุลของกรดไนตริก  จึงเท่ากับ   1  + 14   +  3(16)     =  63 

                          แคลเซียมคาร์บอเนต  ประกอบด้วย แคลเซียม  1 อะตอม  คาร์บอน  1 อะตอม และ ออกซิเจน 3 อะตอม  (CaCO3)    มวลโมเลกุลของ แคลเซียมคาร์บอเนต  จึงเท่ากับ   40  + 12   +  3(16)     =  100 

  กล่าวโดยสรุป

      มวลโมเลกุลของสารประกอบได้จากการนำเอามวลอะตอมของแต่ละธาตุที่รวมเป็น สารประกอบมารวมกัน 

 


โมล    ( mole )

   โมล (mol)   คือหน่วยทางเคมีที่กำหนดขึ้น จากมวลอะตอมที่ได้จากการเปรียบเทียบ  แล้วใส่ g   

         มีดังนี้      1  โมลอะตอม    คือ  ปริมาณ มวลอะตอมที่ได้จากการเปรียบเทียบ   แล้วใส่หน่วย g

            ตัวอย่างเช่น     Na    มวลอะตอม  เท่ากับ  23   ==>     1 โมลอะตอมของ Na   =  23  g

                                  Ca    มวลอะตอม  เท่ากับ 40   ==>      1 โมลอะตอมของ Ca   = 40  g

                         1  โมลโมเลกุล    คือ ปริมาณ มวลอะตอมที่รวมเป็นโมเลกุล ในแต่ละสารประกอบ   แล้วใส่หน่วย g

           ตัวอย่างเช่น     NaOH    มวลอะตอม  เท่ากับ  23  +  16  +1   =   40    ==>     1 โมลโมเลกุลของ NaOH   =  40  g

                                  CaO     มวลอะตอม  เท่ากับ 40  + 16   =  56    ==>      1 โมลอะตอมของ CaO   = 56  g

            นอกเหนือจากจะมีโมลอะตอมและโมลโมเลกุล  คำว่าโมลยังใช้อีกมากเช่นโมลอิออน ฯลฯ ซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้

          การใช้คำว่า  โมล(mol)  จะไม่มีการบอกว่า เป็นโมลอะตอมหรือโมลโมเลกุลหรือโมลอื่น   จะใช้คำว่า โมล(mol)   เท่านั้น   จะเป็นปริมาณของอะไรขึ้นอยู่กับการใช้ เช่นถ้าเป็นอะตอม  โมล  = โมลอะตอม     ถ้าเป็นโมเลกุล โมล  = โมลโมเลกุล       

  กล่าวโดยสรุป   

   โมล (mol)   คือหน่วยทางเคมีที่ได้จากมวลเปรียบเทียบนำ มา แล้ว ใส่ g     ไม่ว่าจะเป็นอะตอม  โมเลกุล

หรืออื่น ๆ

 


เนบิวลา(Nebula)

เทห์วัตถุซึ่งอยู่ไกลที่สุดในท้องฟ้า

Spiral Nebula

 

         นักดาราศาสตร์ใช้คำว่า เนบิวลา เรียกชื่อสิ่งที่ปรากฏเป็นเมฆหมอกฝ้าอยู่คงที่ท่ากลางดวงดาวบนท้องฟ้า อาจจะปรากฏสว่างเรืองหรือมืดสนิทก็ได้

 เรามองเห็นเนบิวลาได้ยาก เพราะแม้แสงที่สว่างก็มีแสงจางแผ่กระจายไม่รวมกันเข้มเป็นจุดเช่นดาวฤกษ์ เราจึงสามารถมองเห็นเนบิวลาบนท้องฟ้าด้วยตาเปล่าได้เพียง 4 แห่งในขณะซึ่งสามารถมองเห็นดาวฤกษ์ด้วยตาเปล่าถึง 5,000 ดวง ความจริงเนบิวลามีอยู่จริงเป็นปริมาณไม่น้อย การที่เราจะตรวจพบหรือไม่ขึ้นอยู่กับความไวของอุปกรณ์ที่ใช้ เนบิวลาที่ทอยู่ในระบบทางช้างเผือกของเรา เรียกว่า Galactic Nebula ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซที่มีความสัมพันธ์ทางใดทางหนึ่งกับดาวฤกษ์ในกาแลกซี ซึ่งดวงอาทิตย์ของเราเป็นสมาชิกหน่วยหนึ่ง ตัวอย่างของ Galactic Nebula ชนิดแผ่กระจาย ได้แก่ กลุ่มที่อยู่ในกลุ่มดาว Orion นับเป็นกลุ่มก๊าซและฝุ่นซึ่งใหญ่โตกลุ่มหนึ่งในกาแลกซี กินอาณาเขตกว้างขวางในอวกาศ แผ่คลุมดาวฤกษ์อยู่ภายในองค์ประกอบสำคัญ คือก๊าซไฮโดรเจน ฮีเลียม มากที่สุด และนอกจากนั้นก็มีออกซิเจน และไนโตรเจน เป็นต้น

 เนบิวลานี้เรืองแสงเพราะถูกกระตุ้นด้วงรังสีอุลตราไวโอเลตจากดาวฤกษ์ที่ร้อนจัดซึ่งอยู่ภายใน และบางส่วนของก๊าซและฝุ่นที่ห่างดาวฤกษ์ร้อนและไม่เปล่งแสงเรืองจะบังคับแสงดาวฤกษ์ที่อยูเบื้องหลังไกลออกไป จึงปรากฏเป็นเนบิวลามืด  Galactic Nebula ชนิดเป็นดวงนั้นเป็นกลุ่มก๊าซรูปทรงกลมซึ่งแผ่กระจายออกมาจากการระเบิดของดาวฤกษ์ และปรากฏให้เห็นหลายดวงบนท้องฟ้า เช่นที่เรียกกันว่า เนบิวลาวงแหวน เนบิวลาปู เนบิวลานกฮูก ตามความคล้ายคลึงกับรูปสิ่งของ สัตว์ที่มนุษย์คุ้นเคยกันทั่วไป

 เนบิวลานอกกาแลกซีหรือ Spiral Nebula นั้นเป็นวัตถุจำพวกที่อยู่ไกลห่างออกไปนอกกาแลกซีของเรา เป็นต้นว่า เมฆแมกเจลแลน (Magellanic Clouds) ซึ่งเห็นได้ด้วยตาเปล่าบนท้องฟ้าของซีกโลกภาคใต้ อยู่ห่างไปขนาดแสงสว่างซึ่งเดินทางได้วินาทีละ 300,000 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทาง 150,000 ปี จึงจะถึงซึ่งเรียกว่าอยู่ห่างไป 150,000 ปีแสง หรือ Spiral Nebula ในทิศทางของกลุ่มดาว Andromeda อยู่ห่างไปถึง 2,200,000 ปีแสง Spiral Nebula มีอยู่มากมาย ตั้งแต่ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า จนที่ไกลออกไปแสงริบหรี่ ต้องสำรวจด้วยกล้องโทรทรรศน์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยถ่ายภาพเปิดหน้ากล้องนานนับชั่วโมง เท่าที่บันทึกทำทะเบียนไว้ ถึงขนาดความสว่างแมกนิจูดที่ 15 มีถึง 16,000 เนบิวลา เชื่อว่าถ้านับถึงที่แสงหรี่ถึงขนาดแมกนิจูดที่ 23 ซึ่งหรี่ที่สุดที่กล้องโทรทรรศน์ในโลกจะสำรวจได้คงจะมีปริมาณถึง 1,000,000,000 เนบิวลา....มากมายเหลือเกิน

Orion Nebula

        

 ผลการศึกษาค้นคว้าทางดาราศาสตร์ แสดงว่า Spiral Nebula แต่ละดวงก็คือระบบใหญ่ของดาวฤกษ์ ฝุ่น และก๊าซ ดังเช่นกาแลกซีทางช้างเผือกของเรานี้เอง ถ้าเราออกไปอยู่บนดาวฤกษ์ดวงใดดวงหนึ่งในระบบ Spiral Nebula ของกลุ่มดาว Andromeda แล้วมองกลับมายังกาแลกซีของเรา ก็จะเห็นกาแลกซีมีรูปลักษณะคล้ายคลึงกับที่เราเห็น Spiral Nebula นั่นเอง 

ดังนั้น Spiral Nebula หรือเนบิวลานอกกาแลกซีก็คือระบบใหญ่ของดาวฤกษ์ ฝุ่นและก๊าซ ซึ่งแต่ละระบบระมีดาวฤกษ์คิดเฉลี่ยประมาณ 800,000,000 ดวง กาแลกซีของเราเป็น Spiral Nebula ค่อนข้างใหญ่มีดาวฤกษ์ประมาณ 100,000,000,000 ดวง

 ประเภทของเนบิวลา

1.เนบิวลาดาวเคราะห์(planelatary nebula) คิอส่วนที่เคยเป็นฝุ่นก๊าซผิวชั้นนอกของดาวฤกษ์บางชนิด  เช่น ดาวยักษ์แดงมาก่อนและถูกสลัดออกบั้นปลายของวาระสุดท้ายของดาวฤกษ์  เช่น การที่ดาวยักษ์แดงสลัดผิวออก กลายเป็นดาวยักษ์ขาว  ฝุ่นก๊าซที่ว่านี้จะเคลื่อนตัวออกจากดาวฤกษ์กลายเป็นวงแหวนทรงกลมแผ่จากดาวฤกษ์ และเกิดการเรืองสว่างเมื่อรับรังสีอึลตราไวโอเลตจากดาวฤกษ์ที่เหลืออยู่  ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวกับดาวเคราะห์ แต่เพราะมองจากกล้องโทรทรรศน์จะเห็นเป็นแผ่นหรือจานดาวเคราะห์ที่มีวงแหวนล้อมอยู่  กำลังจะหาภาพมาให้ดูกัน มักจะมีรูปร่างวงแหวน

2.เนบิวลามืด (dark nebula)  คือกลุ่มก๊าซและฝุ่นผงที่จับตัวกันอย่างหนาแน่นในอวกาศระหว่างดวงดา ห่างไกลจากดาวฤกษ์ต่างๆมาก จึงไม่ได้รับแสงจนเกิดการเรืองแสงหรือสะท้อนแสงจากดาวฤกษ์ จึงมีลักษณะมืดคล้ายเมฆที่บดบังกาแลคซีที่อยู่ด้านหลัง ตัวอย่างเช่น เนบิวลาหัวม้า (Horsehead Nebula) ในกลุ่มดาวโอไรออน

 


แพงกีอา  โดย อาจารย์ปีศาจ GTW

ทฤษฎีทวีปเดียว

ผู้เสนอทฤษฎีความคิดเรื่องนี้คนแรก เป็นนักธรณีวิทยา และนักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ชื่อ อัลเฟรด เวเจเนอร์ (Alfred Wegener) มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 1880 - 1930

  นี่ล่ะ เขาล่ะ...อัลเฟรด เวเจเนอร

 

 

 อัลเฟรด เวเจเนอร์ เรียกทฤษฎีของเขาว่า Continental Drift Theory แปลตรงๆ คือ ทฤษฎีทวีปเลื่อนไหล หรือ ทฤษฎีการเลื่อนไหลของทวีป ปัจจุบันเรียกกันในวงการวิทยาศาสตร์เป็น Plate Tectonics

ตามทฤษฎีของเวเจเนอร์ แต่ดั้งเดิมก่อน 50 ล้านปีมาแล้ว (ตัวเลข 50 ล้านปีนี้ ในปัจจุบันถูกเปลี่ยนไปแล้วเป็น 180 ล้านปี หรือประมาณ 200 ล้านปี) โลกทั้งโลกประกอบด้วยทวีปใหญ่ทวีปเดียวล้อมรอบด้วยส่วนเป็นน้ำทั้งหมด เวเจเนอร์ตั้งชื่อเรียกทวีปใหญ่ หรือซูเปอร์ทวีปของเขาว่า " แพงกีอา " (PANGAEA) แปลว่า "All Land" (แผ่นดินทั้งหมด)

ซูเปอร์ทวีปแพงกีอา นี้ ตั้งอยู่บนเปลือกโลก เป็นหินอยู่ชั้นลึกลงไปจากผิวนอกของโลก ทั้งที่เป็นแผ่นดินและแผ่นน้ำ

ครั้นแล้ว เมื่อประมาณ 50 ล้านปีก่อน (ตามทฤษฎีของเวเจเนอร์ ซึ่งตัวเลข 50 ล้านปีนี่ล่ะถูกคัดค้านกันมากว่าน้อยไป...) ) ซูเปอร์ทวีป ก็เริ่มแยกออกเป็นหลายส่วน แต่ละส่วนก็เริ่มขยับเคลื่อนที่ บางส่วนก็แยกออกจากกันไปเลย คือ ส่วนที่เป็นทวีปอเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ ส่วนที่เป็นทวีปออสเตรเลีย และส่วนที่เป็นทวีปแอนตาร์กติกา จนกระทั่งเกิดเป็นเจ็ดทวีปดังปรากฏอยู่ในโลกปัจจุบัน

ตามทฤษฎีการเลื่อนไหลของทวีป ของเวเจเนอร์ ผิวโลกส่วนที่เป็นมหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งส่วนที่เป็นพื้นน้ำอยู่ระหว่างทวีปต่างๆ ที่เคยเชื่อมต่อกันอยู่ก่อน ล้วนแต่เป็นมหา สมุทรหรือแหล่งน้ำเกิดใหม่ ที่เกิดจากการเดินทางออกจากกันของทวีปต่างๆ

ภาพการเคลื่อนตัวของทวีปตามทฤษฎีของเวเจเนอร์

เวเจเนอร์ยังเสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมอีกว่า เนื่องจากโลกของเราหมุนรอบตัวเอง โดยมีแกนหมุนทะลุผ่านขั้วโลกเหนือ และขั้วโลกใต้ ดังนั้น การหมุนของโลกจึงทำให้เกิดแรง ซึ่งผลักให้ทวีปต่างๆ เคลื่อน ที่เข้าหาแนวเส้นศูนย์สูตร

สำหรับลักษณะการเดินทางของทวีปนั้น เวเจเนอร์อธิบายว่า ทวีปต่างๆ มีสภาพเหมือนกับเรือยักษ์ ท้องเรือวางอยู่กับชั้นหิน แล้วท้องเรือค่อยๆ ขยับเคลื่อนที่ ค่อยๆ เดินทางอย่างช้าๆ ไหลไปบนผิวของชั้นหินรองรับ

ข้อสรุปอัตราการเคลื่อนที่ของทวีปต่างๆ เท่าที่ทราบกันในปัจจุบันคือ ตั้งแต่ครึ่งนิ้วต่อปีถึงหกนิ้วต่อปี เช่น ทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป กำลังเคลื่อนตัวแยกจากกันด้วยอัตรา 0.6 นิ้วต่อปี ทวีปออสเตรเลียกำลังเคลื่อนที่เข้าหาเกาะฮาวายในอัตรา 2.7 นิ้วต่อปี

นิดเดียวเอง ต่อปี ไม่สามารถสังเกตเห็นด้วยตา

มาถึงปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆ มา ได้ปรับปรุงแก้ไข ทฤษฎีของเวเจเนอร์ เพื่อให้ถูกต้องตามข้อมูลหลักฐานทางธรณีวิทยาล่าสุด และสามารถมองย้อนหลังไปไกลกว่ายุคสมัยในอดีตที่ เวเจเนอร์ มองเห็นโลกประกอบด้วย แผ่นซูเปอร์ทวีปเพียงทวีปเดียว

แพงกีอา ดำรงสภาพเป็นซูเปอร์ทวีปเดียวของโลกมาอยู่นานประมาณ 100 ล้านปี จนกระทั่งเมื่อประมาณ 200 ล้านปีในอดีต (บางคนเถียงว่า มิใช่ 50 ล้านปี ดังที่เวเจเนอร์ ได้เสนอไว้ ) ทวีปแพงกีอา ก็เริ่มแบ่งแยกออกเป็นสองส่วน เกิดเป็นสองทวีป ชื่อ ลอเรเซีย (Laurasia) และ กอนด์วานาแลนด์ (Gondwana Land) แล้วก็เคลื่อนที่แยกห่างออกจากกันไปเรื่อย ๆ .....

ภาพที่แพงกีอาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

เวลาผ่านไปอีกหลายสิบล้านปี ทวีปใหญ่ลอเรเซียและกอนด์วานาแลนด์ ก็แบ่งแยกออกไปอีก จนกระทั่งในที่สุด ส่วนที่เป็นแผ่นดินโผล่พ้นผิวน้ำ มีด้วยกันทั้งหมดเจ็ดทวีป ซึ่งก็คือ เจ็ดทวีปในปัจจุบัน

มาถึงขณะนี้ ทวีปของโลกทั้งเจ็ดทวีป และมหาสมุทรทั้งหมดของโลก อยู่บนแผ่นดินหนาระหว่าง 96 กิโลเมตรถึง 144 กิโลเมตร แผ่นใหญ่รวมกันทั้งหมด หกแผ่น และแผ่นที่เล็กลงมาอีกหลายแผ่น

แผ่นหินใหญ่หกแผ่นนั้น มีชื่อเรียกว่า

1 แผ่นอเมริกา รองรับทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปอเมริกาใต้ และพื้นน้ำครึ่งซีกตะวันตกของมหาสมุทรแอตแลนติก

2 แผ่นแอฟริกา รองรับทวีปแอฟริกา และพื้นน้ำรอบๆ ทวีปแอฟริกา

3  แผ่นแอนตาร์กติกา รองรับทวีปแอนตาร์กติกา และพื้นน้ำโดยรอบ

4. แผ่นยูเรเซีย รองรับทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย และพื้นน้ำใกล้เคียง

5 แผ่นอินเดีย รองรับประเทศอินเดีย ทวีปออสเตรเลีย และพื้นน้ำระหว่างประเทศอินเดีย กับออสเตรเลีย

6 แผ่นแปซิฟิก   รองรับมหาสมุทรแปซิฟิก

 


แพลงก์ตอน (plankton)  

หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ล่องลอยอยู่ในน้ำสุดแต่คลื่นและกระแสน้ำจะพาไปแพลงก์ตอนส่วนมีขนาดเล็กตั้งแต่ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลกตรอน จนถึงระดับที่มองด้วยตาเปล่าเช่น แมงกระพรุน หลายชนิด ได้แก่ Cyanea,Physalia เป็นต้น แพลงค์ตอนประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่ม แต่ทุกกลุ่มจะมีลักษณะที่เหมือนกันประการหนึ่งคือ ไม่มีระยางค์หรือส่วนที่ช่วยในการเคลื่อนที่ เช่น ครีบของปลา แม้ว่าแพลงก์ตอนบางกลุ่มจะเคลื่อนที่ได้ แต่ก็เป็นไปอย่างช้าและยังต้องอาศัยคลื่นลมหรือกระแสน้ำช่วยในการเคลื่อนที่ ต่างจากพวก nekton ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่พื้นท้องน้ำ เช่น กุ้ง ปู หอย ดาวทะเล เป็นต้น

Dinoflagellate
Prolocentrum lima


ารแบ่งกลุ่มของแพลงก์ตอน
แบ่งโดยยึดหลักโภชนาการ โดยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้


1. แพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) ได้แก่ พืชกลุ่มที่มีสารในเซลล์ทำให้สามารถดูดซับพลังงานแสงและใช้พลังงานแสงร่วมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการสังเคราะห์แสงและสร้างสารอินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท แพลงค์ตอนพืชมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ เพราะเป็นอาหารเบื้องต้นของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ในแหล่งน้ำ ดังนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นผู้ผลิต(producer)


2. แพลงก์ตอนสัตว์ (zooplankton) ได้แก่ สัตว์เซลล์เดียว (โปรโตซัว) จนถึงสัตว์หลายเซลล์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ทั้งระยะตัวเต็มวัยและในวัยอ่อน มีทั้งหมด 16 phylum แพลงค์ตอนสัตว์จัดอยู่ในอันดับที่สองและอันดับที่สามของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำ โดยกินทั้งแพลงค์ตอนพืชและสัตว์เป็นอาหาร ดังนั้นแพลงก์ตอนสัตว์จัดว่าเป็นผู้บริโภค(consumer)

Diatom


ประโยชน์ของแพลงก์ตอน


1.เป็นองค์ประกอบเบื้องต้นของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งห่วงโซ่อาหารนั้นจะสั้นหรือยาวก็ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำนั้น


2.เป็นตัวชี้ถึงระดับความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ โดยการวัดผลผลิตเบื้องต้น(primary productivity)และการวัดการเจริญเติบโตจำเพาะ


3.เป็นตัวชี้กระแสน้ำในมหาสมุทร ในกรณีนี้นิยมใช้แพลงก์ตอนพืชที่มีขนาดใหญ่หรือแพลงก์ตอนสัตว์ที่จำแนกชนิดหรือกลุ่มได้ง่าย เช่น หนอนธนูบางชนิด ได้แก่ Sagitta elegans เป็นตัวชี้กระแสน้ำนอกชายฝั่ง และในชายฝั่ง


4.ชนิดของแพลงก์ตอนใช้เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ ในทะเลบริเวณที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์ เช่น บริเวณใกล้ฝั่งที่มีน้ำผุด (upwelling) ของประเทศเปรู มักจะพบไดอะตอมสกุล Thalassiosira, Chaetoceros แต่ถ้าบริเวณที่ห่างจากฝั่งของประเทศเปรู ที่มีธาตุอาหารและมีสัตว์น้ำน้อยจะพบไดอะตอมสกุล Rhizosollenia, Planktoniella เป็นต้น


5.ชนิดและปริมาณของแพลงก์ตอนใช้ตรวจสอบมลภาวะของแหล่งน้ำได้ จะใช้ได้ดีกับภาวะที่เกิดจากสารอินทรีย์ (orginic pollution) แพลงก์ตอนพืชหลายชนิดที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัด เช่น Euglena viridis, Nizschai palea, Oscilltoria limosa, Scenedesmus quadricauda, Oscillatoria tenuis
ทั้งหมดนี้เป็นห้าชนิดแรกที่ใช้ในการตรวจสอบมลภาวะที่เกิดจากสารอินทรีย์ในน้ำ นอกจากนั้นยังใช้ค่าดัชนีความหลากหลาย (diversity index) ซึ่งคำนวณโดยใช้ข้อมูลจำนวนชนิดของแพลงค์ตอนและปริมาณของแพลงก์ตอนแต่ละชนิด ประเมินสภาวะมลพิษในแหล่งน้ำที่ต้องการศึกษา


6.ใช้ในอุตสาหกรรม โดยอาจใช้ในรูปที่มีชีวิต โดยใช้ทั้งเซลล์หรือโดยการสกัดผลผลิตที่เซลล์ผลิตขึ้นมาหรืออาจจะใช้ในรูปของ fossil
6.1 ใช้ในรูปของแพลงก์ตอนที่มีชีวิต นำมาใช้ประโยชน์โดย
- เป็นอาหารสัตว์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อน เช่น เป็นอาหารสำหรับลูกกุ้ง
- เป็นอาหารมนุษย์ สาหร่ายบางชนิด เช่น Spirogyra ซึ่งเป็นอาหารหลักของประเทศแถบอินโดจีนเช่น พม่า อินเดีย โดยชนิด Oedogonium ใช้ปรุงเป็นอาหารในประเทศอินเดีย ส่วนชนิด Chlorella,Spirulina (สาหร่ายเกลียวทอง) ใช้เป็นอาหารเสริมที่มีโปรตีนสูง
- ใช้เป็นยารักษาโรค ชนิด Spirulina ใช้เป็นสารประกอบในยารักษาความดันโลหิตสูง โลหิตจาง โรคภูมิแพ้ มะเร็งในช่องปาก เป็นต้น
6.2 ใช้ในรูปของซาก fossil
- ไดอะตอมไมท์ (diatomite) หรือ ไดอะโตมาเซียสเอิธ เป็นซากที่เหลือจากผนังเซลล์ของไดอะตอมเกิดการทับถมมาเป็นเวลานานนับล้านปี ถูกนำมาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องกรองน้ำยาต่าง ๆ ฉนวนกันความร้อนในอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น หม้อต้มน้ำ และเตาเผาที่ใช้ความร้อนสูง
- หินปูน (carbonate rock) ประกอบด้วยแคลไซท์ ซึ่งเกิดจากส่วนของเซลล์ที่ตายแล้วของแพลงก์ตอนพืชหลายกลุ่ม
- ด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน สามารถสร้างเคโรเจนซึ่งเป็นสารประกอบเคมีประเภทไฮโดรคาร์บอนและจะเปลี่ยนสภาพน้ำมันปิโตรเลียมโดยขบวนการทางธรรมชาติ


7. ใช้ในการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์
แพลงค์ตอนบางกลุ่มเช่น ไดโนแฟลกเจลเลต เมื่อมีการบลูม (การแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น) ในทะเลแถบชายฝั่งทำให้เกิดปรากฏกราณ์ที่เรียกว่า น้ำแดง หรือ
red tide ซึ่งน้ำทะเลจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว สีแดง สีน้ำตาลแดง ปรากฎการณ์นี้มีผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมอาหารทะเล และส่งผลถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไดโนแฟลกเจลเลตหลายชนิดสามารถสร้างสารพิษ ได้เมื่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะหอย พิษจะสะสมอยู่ในหอยโดยไม่ทำอันตรายแก่หอยแต่จะส่งผลต่อผู้บริโภค อาจมีผลรุนแรงถึงแก่ชีวิต ส่วนผลทางอ้อมคือเมื่อเกิดการบลูมของแพลงก์ตอนจำนวนมาก สัตว์น้ำชนิดอื่นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เนื่องจากขาดออกซิเจนสำหรับหายใจ

 ในประเทศไทยก็มีการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก การที่มีการปล่อยน้ำเสียลงในทะเลจากนากุ้งหรือจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะทำให้สารอาหารในน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้นซึ่งเหมาะสมต่อการขยายพันธ์ของแพลงก์ตอนที่เป็นพิษเหล่านี้มาก นอกจากนั้นการชะล้างหน้าดินทีเกิดขึ้นน้ำจะพัดพาสารอาหารลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน 

 

Diatom

 


แพลงก์ตอน (plankton)  

หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ล่องลอยอยู่ในน้ำสุดแต่คลื่นและกระแสน้ำจะพาไป  แพลงค์ตอนจึงต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตรงความประพฤติเช่นนี้ของมัน  แพลงก์ตอนส่วนมีขนาดเล็กตั้งแต่ดูด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลกตรอน จนถึงระดับที่มองด้วยตาเปล่าเช่น แมงกระพรุน หลายชนิดยาวตั้ง 5 - 6 เมตร  แพลงค์ตอนประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่ม แต่ทุกกลุ่มจะมีลักษณะที่เหมือนกันประการหนึ่งคือ ไม่มีระยางค์หรือส่วนที่ช่วยในการเคลื่อนที่ เช่น ครีบของปลา แม้ว่าแพลงก์ตอนบางกลุ่มจะเคลื่อนที่ได้แต่ก็เป็นไปอย่างช้าและยังต้องอาศัยคลื่นลมหรือกระแสน้ำช่วยในการเคลื่อนที่ ต่างจากพวก nekton ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่พื้นท้องน้ำ เช่น กุ้ง ปู หอย ดาวทะเล เป็นต้น


การแบ่งกลุ่มของแพลงก์ตอน

แบ่งโดยยึดหลักโภชนาการ โดยแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1. แพลงก์ตอนพืช (phytoplankton) ด้แก่ พืชกลุ่มที่มีสารในเซลล์ทำให้สามารถดูดซับพลังงานแสงและใช้พลังงานแสงร่วมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการสังเคราะห์แสงและสร้างสารอินทรีย์ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ คาร์โบไฮเดรท แพลงค์ตอนพืชมีความสำคัญต่อระบบนิเวศเพราะเป็นอาหารเบื้องต้นของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ในแหล่งน้ำ ดังนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นผู้ผลิต(producer)

2. แพลงก์ตอนสัตว์ (zooplankton)
ได้แก่ สัตว์เซลล์เดียว (โปรโตซัว) จนถึงสัตว์หลายเซลล์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ทั้งระยะตัวเต็มวัยและในวัยอ่อน มีทั้งหมด 16 phylum แพลงค์ตอนสัตว์จัดอยู่ในอันดับที่สองและอันดับที่สามของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำ โดยกินทั้งแพลงค์ตอนพืชและสัตว์เป็นอาหาร ดังนั้นแพลงก์ตอนสัตว์จัดว่าเป็นผู้บริโภค(consumer)

หรืออาจแบ่งแพลงค์ตอนออกตามรูปแบบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ได้แก่

1.  แพลงค์ตอนชั่วคราว  คือสิ่งมีชีวิตที่บางช่วงระยะของชีวิต ตรงกับนิยามของแพลงค็ตอน เช่น ลูกปลา ลูกกุ้ง ที่ตัวเล็กๆๆ ยังไม่มีระยางค์ในการเคลื่อนที่และปล่อยให้ตัวเองลอยไปตามกระแสน้ำ

2.  แพลงค์ตอนถาวร คือเป็นแพลงค์ตอนตั้งแต่เกิดจนตาย

 

ประโยชน์ของแพลงก์ตอน


1.  เป็นองค์ประกอบเบื้องต้นของห่วงโซ่อาหารในแหล่งน้ำธรรมชาติ หรือที่เรียกว่าผู้ผลิต ซึ่งมีความหมายรวมไปถึงทั้งแพลงค์ตอนพืช  และแพลงค์ตอนพืช ซึ่งห่วงโซ่อาหารนั้นจะสั้นหรือยาวก็ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำนั้น


2.  เป็นตัวชี้ถึงระดับความสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ โดยการวัดผลผลิตเบื้องต้น(primary productivity)และการวัดการเจริญเติบโตจำเพาะ


3.  เป็นตัวชี้กระแสน้ำในมหาสมุทร ในกรณีนี้นิยมใช้แพลงก์ตอนพืชที่มีขนาดใหญ่หรือแพลงก์ตอนสัตว์ที่จำแนกชนิดหรือกลุ่มได้ง่าย เช่น หนอนธนูบางชนิด ได้แก่ Sagitta elegans เป็นตัวชี้กระแสน้ำนอกชายฝั่ง และในชายฝั่ง


4.  ชนิดของแพลงก์ตอนใช้เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำธรรมชาติ ในทะเลบริเวณที่มีธาตุอาหารสมบูรณ์ เช่น บริเวณใกล้ฝั่งที่มีน้ำผุด (upwelling) ของประเทศเปรู มักจะพบไดอะตอมสกุล Thalassiosira, Chaetoceros แต่ถ้าบริเวณที่ห่างจากฝั่งของประเทศเปรู ที่มีธาตุอาหารและมีสัตว์น้ำน้อยจะพบไดอะตอมสกุล Rhizosollenia, Planktoniella เป็นต้น


5.  ชนิดและปริมาณของแพลงก์ตอนใช้ตรวจสอบมลภาวะของแหล่งน้ำได้ จะใช้ได้ดีกับภาวะที่เกิดจากสารอินทรีย์ (orginic pollution) แพลงก์ตอนพืชหลายชนิดที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัด เช่น Euglena viridis, Nizschai palea, Oscilltoria limosa, Scenedesmus quadricauda, Oscillatoria tenuis ทั้งหมดนี้เป็นห้าชนิดแรกที่ใช้ในการตรวจสอบมลภาวะที่เกิดจากสารอินทรีย์ในน้ำ นอกจากนั้นยังใช้ค่าดัชนีความหลากหลาย (diversity index) ซึ่งคำนวณโดยใช้ข้อมูลจำนวนชนิดของแพลงค์ตอนและปริมาณของแพลงก์ตอนแต่ละชนิด ประเมินสภาวะมลพิษในแหล่งน้ำที่ต้องการศึกษา


6.  ใช้ในอุตสาหกรรม โดยอาจใช้ในรูปที่มีชีวิต

โดยใช้ทั้งเซลล์หรือโดยการสกัดผลผลิตที่เซลล์ผลิตขึ้นมาหรืออาจจะใช้ในรูปของ fossil

   6.1 ใช้ในรูปของแพลงก์ตอนที่มีชีวิต นำมาใช้ประโยชน์โดย
         -
เป็นอาหารสัตว์ ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำวัยอ่อน เช่น เป็นอาหารสำหรับลูกกุ้ง
         -
เป็นอาหารมนุษย์ สาหร่ายบางชนิด เช่น Spirogyra ซึ่งเป็นอาหารหลักของประเทศแถบอินโดจีนเช่น พม่า อินเดีย โดยชนิด Oedogonium ใช้ปรุงเป็นอาหารในประเทศอินเดีย ส่วนชนิด Chlorella,Spirulina (สาหร่ายเกลียวทอง) ใช้เป็นอาหารเสริมที่มีโปรตีนสูง
        -
ใช้เป็นยารัักษาโรค ชนิด Spirulina   ใช้เป็นสารประกอบในยารักษาความดันโลหิตสูง โลหิตจาง โรคภูมิแพ้ มะเร็งในช่องปาก เป็นต้น
   6.2 ใช้ในรูปของซาก fossil
      -
ไดอะตอมไมท์ (diatomite) หรือ ไดอะโตมาเซียสเอิธ เป็นซากที่เหลือจากผนังเซลล์ของไดอะตอมเกิดการทับถมมาเป็นเวลานานนับล้านปี ถูกนำมาใช้ในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องกรองน้ำยาต่าง ๆ ฉนวนกันความร้อนในอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น หม้อต้มน้ำ และเตาเผาที่ใช้ความร้อนสูง
      - หินปูน (carbonate rock) ประกอบด้วยแคลไซท์ ซึ่งเกิดจากส่วนของเซลล์ที่ตายแล้วของแพลงก์ตอนพืชหลายกลุ่ม
     - ด้านอุตสาหกรรมน้ำมัน
สามารถสร้างเคโรเจนซึ่งเป็นสารประกอบเคมีประเภทไฮโดรคาร์บอนและจะเปลี่ยนสภาพน้ำมันปิโตรเลียมโดยขบวนการทางธรรมชาติ
7. ใช้ในการศึกษาทดลองทางวิทยาศาสตร์


แพลงค์ตอนบางกลุ่มเช่น ไดโนแฟลกเจลเลต เมื่อมีการบลูม (การแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น) ในทะเลแถบชายฝั่งทำให้เกิดปรากฏกราณ์ที่เรียกว่า น้ำแดง หรือ   
red tide    ซึ่งน้ำทะเลจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว สีแดง สีน้ำตาลแดง ปรากฎการณ์นี้มีผลโดยตรงและโดยอ้อมต่อสัตว์น้ำเป็นอย่างมาก 

นอกจากนั้นยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงอุตสาหกรรมอาหารทะเล และส่งผลถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไดโนแฟลกเจลเลตหลายชนิดสามารถสร้างสารพิษ ได้เมื่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะหอย พิษจะสะสมอยู่ในหอยโดยไม่ทำอันตรายแก่หอยแต่จะส่งผลต่อผู้บริโภค อาจมีผลรุนแรงถึงแก่ชีวิต ส่วนผลทางอ้อมคือเมื่อเกิดการบลูมของแพลงก์ตอนจำนวนมาก สัตว์น้ำชนิดอื่นไม่สามารถอาศัยอยู่ได้เนื่องจากขาดออกซิเจนสำหรับหายใจ ในประเทศไทยก็มีการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ในฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก การที่มีการปล่อยน้ำเสียลงในทะเลจากนากุ้งหรือจากอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะทำให้สารอาหารในน้ำทะเลเพิ่มมากขึ้นซึ่งเหมาะสมต่อการขยายพันธ์ของแพลงก์ตอนที่เป็นพิษเหล่านี้มาก นอกจากนั้นการชะล้างหน้าดินทีเกิดขึ้นน้ำจะพัดพาสารอาหารลงสู่ทะเลเป็นจำนวนมาก ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งเช่นกัน เราสามารถที่จะป้องกันไม่ให้ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ โดยต้องช่วยกันรักษาระบบนิเวศทั้งบนบกและในทะเลเพราะแต่ละระบบนิเวศล้วนแต่มีความสัมพันธ์กันทั้งนั้นเมื่อระบบนิเวศหนึ่งเสื่อมโทรมลงก็จะส่งผลต่ออีกระบบหนึ่งเป็นลูกโซ่ต่อ ๆกันไป สุดท้ายก็คือระบบนิเวศมนุษย์นี้เองที่จะได้รับผลที่เกิดขึ้น

 

ตัวอย่างรูปร่างของแพลงก์ตอนในทะเล

Cyanophyta sp.


Diatom


Diatom


Dinoflagellate
Prolocentrum lima


Dinophysis sp.

 


 เอกสารประกอบการสอน ว.204 ของ GTW (Great Teacher Witit)  

วิชา  มัธยมศึกษาปีที่ 2  ตอนที่ 1

              โลกและการเปลี่ยนแปลง

การเปลี่ยนแปลงของโลกสังเกตได้จากการที่เกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดและอื่น ๆ นอกจากนี้ โลกยังมีการเปลี่ยนแปลงช้า ๆที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้ชัด ในช่วงเวลาอันสั้น เช่นการสึกกร่อนของเปลือกโลกประเภทต่าง ๆ เช่น สึกกร่อนจาก  น้ำ  ลม ความร้อน   เป็นต้น  

สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงมี 2 แบบ คือแบบช้า ๆและและรวดเร็ว ส่วนใครจะแบ่งเป็นแบบ ช้า ช้ามาก เร็ว เร็วปานกลาง เร็วมาก ก็ตามใจ ไม่ว่ากัน แต่แบ่งเอาเอง

 คานท์ และลาพลาส      

เสนอทฤษฎีว่าโลกและระบบสุริยะของเรา เกิดจากกลุ่มกาซที่ร้อนจัดและมีการหมุนอยู่  แรงเหวี่ยงจากการหมุน ทำให้เกิดเป็นวงแหวนหมุนกระจายออกจากศูนย์กลาง ซึ่งศูนย์กลางต่อมากลายเป็นดวงอาทิตย์ ส่วนกลุ่มก๊าซเย็นตัว กลายเป็นดาวเคราะห์และบริวารทั้งหลาย 

เจมส์ยีน

               รายนี้มาแปลก โดยบอกว่าสมัยก่อนมีดวงอาทิตย์อยู่เท่านั้น ยังไม่มีเหล่าบริวารห้อมล้อม ต่อมามีดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ดวงหนึ่งโคจรเฉียดเข้ามา แล้วโคจรห่างออกไป แรงดึงดูดทำให้มวลบางส่วนของดวงอาทิตย์หลุด ตามออกไปด้วย แต่อนิจจา วิ่งตามไม่ทัน ผลสุดท้ายเลยต้องตีวงกลับมาโคจรรอบดวงอาทิตย์ จะกลับเข้าดวง อาทิตย์อีกก็ไม่ได้ ไหน ๆ ก็หอบผ้าหอบผ่อนหนีออกจากบ้านมาแล้ว จะกลับก็กลัวขายหน้า เลยต้องอาศัยแรงเหวี่ยงหมุนรอบดวงอาทิตย์ และเย็นลงกลายเป็นเหล่าบริวารต่าง ๆ ของดวงอาทิตย์

เฟรดฮอยด์   และฮานส์ อัลเฟน

  สองรายนี้เอาทฤษฎี ของลาพลาส มาปรับปรุงอีกที บอกว่าดวงอาทิตย์มีอยู่ก่อนแล้ว โดยเกิดจากกลุ่มแก๊ซและฝุ่นละออง ต่อมามีการดึงเอากลุ่มแก๊ซ และฝุ่นละอองอื่น ๆ เข้ามารวมกันหมุนรอบดวงอาทิตย์ ก่อนเย็นตัวลงเป็นบริวารทั้งหลาย  ซึ่งก็ยังมีคนเถียงอีกว่า แก็ซร้อนน่าจะกระจายตัวออกไป แทนที่จะมารวมกัน คนที่ถือหางก็บอกว่า แรงดึงดูดครับแรงดึงดูด เลยไม่รู้จะเชื่อใครดี เพราะตอนเกิดดวงอาทิตย์ และโลก เรายังไม่เกิด อิอิ

โลกอยู่ที่ไหน  

อยู่ที่นี่ไง ใต้เท้าเรา ฮี่ๆๆล้อเล่น ..โลกเราจัดเป็นดวงดาวดวงหนึ่งอยู่ในระบบสุริยะ ระบบสุริยะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกาแล็กซี  และกาแล็กซีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจักรวาล   จะเห็นว่ามีคำศัพท์หลายคำที่ควรเข้าใจ  ฉะนั้นอย่าเสียเวลาเลย เริ่มกันที่ละส่วนกันเลย

ดวงดาว       คือเทหวัตถุขนาดใหญ่ อยู่ในอวกาศ อาจแบ่งเป็น 2 พวกคือ ดาวฤกษ์ คือดาวที่มีแสงสว่างในตัวเองและมีขนาดใหญ่ ร้อนจัดอีกต่างหาก เช่น ดวงอาทิตย์ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี

ดาวฤกษ์เวลาเรามองบนท้องฟ้าจะเห็นมันระยับระยับ เพราะมันอยู่ไกลจนรังสีของแสงเป็นเส้นขนาน (เรื่องนี้จะว่ากันถึงรายละเอียดภายหลัง ว่าทำไมดาวฤกษ์กระพริบ ดาวเคราะห์ไม่กระพริบ)

 แต่ในกาแล็กซี่ของเรายังมีดาวฤกษ์อีกนับหมื่นล้านดวง และยังมีกาแลกซี่อื่นนับหมื่นล้านกาแลกซี่  กาแล็กซี่จะอยู่กันเป็นกลุ่มๆ เรียกว่า กลุ่มกาแล็กซี่  แต่ละกาแลกซี่ก็มีดาวเป็นของตัวเองมากมาย  สรุปว่า นับไม่ถ้วน  ดาวอีกชนิดหนึ่งคือดาวเคราะห์  ซึ่งมักเป็นบริวารของดาวฤกษ์ คือดาวที่ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง  เช่น โลก และอีก 8 ดวงที่เหลือ

ดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะของเรามากที่สุด  คือ  ดาวพรอกซิมาเซนทอรี ซึ่งอยู่ห่างจากโลกเรา 38 ล้านล้านล้านกิโลเมตร ขนาดแสงเดินทางเร็วที่สุดแล้วยังต้องใช้เวลาประมาณ  4  ปี แว๊ก..

ระบบสุริยะ คือระบบดาวที่มีดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลาง เช่น ดวงอาทิตย์ของเรา ระบบสุริยะของเราประกอบด้วยดาวเคราะห์ 9 ดวง และบริวาร รวมทั้งดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ระหว่างดวงอังคารกับดาวพฤหัส  ดาวหาง และอวกาศ ที่ไม่ใช่ที่ว่างเลยทีเดียว ยังมีอะตอมของธาตุบางอย่างอยู่อย่างเบาบาง ดาวเคราะห์เหล่านี้ยังมีบริวารอีกต่อหนึ่ง เรียกว่าดวงจันทร์  จะว่าไปดวงจันทร์ก็เป็นดาวเคราะห์ชนิดหนึ่ง ที่มันเล็กกว่าเลยเรียกว่าดวงจันทร์ ไม่ยอมรับเป็นพรรคพวกดาวเคราะห์

กาแล็กซี    หมายถึงกลุ่มดาวฤกษ์จำนวนมากมาย กินเนื้อที่มหาศาล วัดระยะทางกันเป็นปีแสง    

  ปีแสง

เป็นหน่วยวัดระยะทาง ไม่ใช้วัดเวลาอย่างที่บางคนคิด  1 ปีแสงคือระยะทางที่แสงเดินทางในสุญญากาศเป็นเวลา 1 ปี  คิดเป็นระยะทาง 9,4605 x 1000000000000000  ไมล์   นี่ขนาด 1 ปีแสงนะ ลองนึกดูว่า กาแล็กซีซี่แอนโดรมีดรา ที่จัดว่าอยู่ใกล้กับกาแล็กซีของเราแล้ว  ยังห่างจากโลกเราตั้ง 2 ล้านปีแสง นับประสาอะไร กับกาแล็กซีอื่นที่มีนับแสนล้านกาแล็กซี     

จักรวาล และ เอกภพ

สองคำนี้ใช้แทนกันได้   คือมาจากคำว่า  Universe   เหมือนกัน  คำว่า เอกภพค่อนข้างจะะเป็นทางการ ส่วนคำว่า จักราวาลดูเราจะใช้กันมากกว่า ขนาดของจักรวาลไม่ต้องจินตนาการให้เสียเวลา แค่กาแล็กซี่ก็ นึกไม่ไหวแล้ว จักรวาลรวมเอาสรรพสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทุกกาแล็กซี ดาวทุกดวง อวกาศ แม้แต่กาลเวลา เข้าไว้ ในตัวของมัน  ปัจจุบันมีหลักฐานพบว่าจักรวาลของเรากำลัง ขยายตัว  ดาวฤกษ์ กาแล็กซี  ต่าง ๆ  กำลังวิ่งห่างออกจากกันทุกทิศทุกทาง  ไม่ใช่จักรวาลที่คงที่ดังเช่นทฤษฎี เก่า ๆ 

 จักรวาลเกิดอย่างไร

            ไม่มีใครรู้ (อีกตามเคย…) แต่ที่เชื่อกันทุกวันนี้ (2545) คือ จักรวาลเกิดจากการระเบิดของมวลสารตั้งต้น

กำเนิดจักรวาล  เรียกว่า ทฤษฎีการระเบิดครั้งใหญ่ (Big   Bang    Theory  )  ทฤษฎีบิกแบงนี้ความจริงซับซ้อนและเข้าใจยากนอกจากจะเรียนวิชาฟิสิกส์ชั้นสูง  เพราะเป็นการระเบิดที่ไม่มีศูนย์กลาง        ต่างจากการระเบิดธรรมดา ที่ระเบิดธรรมดามีการกระจายชิ้นส่วนออกจากจุดศูนย์กลาง  เมื่อเริ่มระเบิดบิกแบง มวลสาร อวกาศ และเวลา รวมทั้งกฎเกณฑ์ ทางวิทยาศาสตร์เริ่มเกิดขึ้น เห็นมั้ย..เริ่มงงจนน้ำลายฟูมปากแล้วสิท่าอย่ากระนั้นเลย ข้ามไปเรื่องอื่นดีกว่า  เอาเป้นว่าตอนนี้ให้นึกถึง การระเบิดแบบธรรมดา ไปพลางๆก่อน ก็ใช้ได้เหมือนกัน

ก่อนบิกแบงมีอะไร

  ใครจะไปตอบได้ เพราะก่อนบิกแบง เวลาและกฎทางวิทยาศาสตร์ของจักรวาลของเรา ยังไม่เกิด ดังนั้นเราจึงไม่อาจอธิบายอะไรได้  …ยังไง ๆ มันก็ไม่มีผลอะไรกับจักรวาลของเรา แต่ที่แน่  ๆ ทฤษฎีบิกแบงยืนยันว่า เวลามีจุดเริ่มต้น (ก็คือเริ่มที่เริ่มเกิดบิกแบงนั่นเอง)

นอกจักวาลมีอะไร

  โถ….แค่ในจักรวาลของเราก็จะเป็นจะตายอยู่แล้ว ยังจะถามหานอกจักรวาลอีก  ไม่ว่ามันจะมีอะไร  หรือไม่มีอะไร หรือยังไงก็แล้วแต่ มันไม่เกี่ยวอะไรกับจักวาลของเรา     เพราะกฎเกณฑ์ไม่เหมือนกัน   เช่น จักรวาลของเราแรงโน้มถ่วงดึงดูดให้เราตกลงพื้นโลก จักรวาลอื่น (ถ้ามี)    แรงโน้มถ่วงอาจผลักให้เราลอยขึ้นอาจเป็นจักรวาลที่มี 4 มิติ (จักรวาลของเรา ถ้าไม่นับเวลาเข้าไปด้วย จัดว่ามี 3 มิติ)  ในโลก 4 มิติ ถ้าเราเทน้ำ ใส่ขวด เราจะสามารถดื่มน้ำจากขวดได้โดยไม่ต้องเปิดขวด โดยเทน้ำออกทางมิติที่ 4   ถ้าเอาคุกบ้านเราไปใส่ในจักวาลที่เป็น 4 มิติ   นักโทษคงดีใจเพราะจะพากันหนีออกทางมิติที่ 4 กันหมด ต้องทำกรงดักไว้ทางมิติที่ 4

  ที่บรรยายมานี่ก็ไม่ต้องการให้นักเรียนซาบซึ้งหรือเข้าใจอะไรกันมากนักหรอก สุภาษิตว่า “น้ำเยอะปลาไม่ตาย”    และสรุปว่าเราอยู่ในจักรวาลของเรา เราไม่อาจบังอาจไปอธิบายสิ่งที่นอกเหนือจากความรู้ซึ่งมันพ้นจากเราไป  เหมือนคนตาบอดตั้งแต่เกิดพยายามที่จะอธิบายถึงความสวยงามของภาพเขียน

สัณฐานของโลก  

         โลกถ้ามองมาจากในอวกาศ  ไม่ว่าจะมองจากตำแหน่งใด  จะเห็นว่าโลกมีรูปร่าง กลม  และกลมมาก ๆด้วย  ภาพถ่ายจากดาวเทียมยืนยันว่าโลกกลม    สมัยก่อนเชื่อว่าโลกกลมแบน  โดยตรงกลางปล่องออกเล็กน้อย ความจริงถ้าวัดเส้นผ่าศูนย์กลาง  ในแนวดิ่งและแนวราบ เทียบกันดูจะพบว่าต่างกันอยู่ ประมาณ     44 กิโลเมตร  ถ้าเทียบกับขนาดที่ใหญ่มากของโลก ระยะเพียง  44 กิโลเมตรไม่มีทางสังเกตเห็น  สรุปว่า    สัณฐานของโลกกลม… ใครบอกว่าโลกกลมแบน ก็ควรสรุปว่าคนนั้นคิดอะไร ไม่รอบคอบ 

  ในโลกมีอะไร

             โลกอาจแบ่งเป็น 3 ชั้น คือ

              1.  เปลือกโลก  หนาประมาณ 6 – 35 กิโลเมตร   บางที่สุดแต่ก็สำคัญที่สุด

              2. แมนเทิล   มีความหนาประมาณ 3,000  กิโลเมตร  ประกอบด้วยหินหลอมเหลวที่เรียกว่าหินหนืด

หรือแมกมา ร้อนประมาณ 800 -  4,300   องศาเซลเซียส  ประกอบด้วยธาตุซิลิกอน ธาตุเหล็ก  ธาตุอะลูมีเนียม

              3. แก่นโลก   หนาประมาณ 3440  กิโลเมตร  แบ่งเป็นชั้นนอกกับชั้นใน  ประกอบด้วยธาตุเหล็ก กับ นิเกิล     ซึ่งเป็นธาตุหนัก แก่นโลกขั้นนอก เป็นของเหลวร้อนประมาณ  4,300 -  6,200  องศาเซลเซียส  ส่วน  แก่นโลกชั้นใน  เป็นของแข็งอุณหภูมิประมาณ  6200 -  6400  องศาเซลเซียส      แก่นโลกชั้นในเป็นของแข็งเพราะมีความหนาแน่นสูงมาก (17g/cm 3  ) และได้รับความกดดันจากมวลเปลือกโลกและแมนเทิลที่ทับลงมา  

ตัวอย่างที่บอกว่าภายในโลกยังร้อนอยู่   เช่น  ปรากฏการณ์ภูเขาไฟระเบิด น้ำพุร้อน  ภูเขาไฟระเบิดเกิดจากหินและแร่ที่อยู่ในโลกซึ่งอยู่ในสถานะของเหลวได้รับความกดดันสูง    จึงพยายามแทรกตัวออกมาสู่ผิวโลกบริเวณที่บอบบางหรือมีรอยแยก ส่วนน้ำผุร้อนเกิดจากน้ำที่ซึมลงใต้ดินลึก ๆ    ได้รับความร้อนและความกดดันสูงก็พยายามแทรกตัวออกสู่ผิวโลกเช่นกัน

สถานะของสสารในโลก

สสารมี 3 สถานะคือ  ก๊าซ ของเหลว ของแข็ง ซึ่งมีความหนาแน่นต่างกัน

 ก๊าซ อนุภาคของสารอยู่กันหลวม ๆ  อยู่ห่างกันมาก อนุภาคของก๊าซเคลื่อนที่ทั่วภาชนะอย่างอิสระ ปริมาตรของก๊าซไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับปริมาตรของภาชนะ  ตัวอย่างสารที่อยู่ในสถานะก๊าซ   เช่น อากาศ    อากาศอยู่รอบ ๆ ตัวเราที่บางที่เห็นว่าอยู่นิ่ง ๆ ความจริงแล้วในระดับอนุภาค มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา  อากาศปริมาตร   1    ลูกบาศก์นิ้วประกอบไปด้วยโมเลกุลต่าง    ถึง

  420,000,000,000,000,000,000,000   โมเลกุล  ฟังดูไม่น่าเชื่อ  แต่อย่าลืมว่าโมเลกุลก๊าซต่าง ๆ เล็กมาก    โมเลกุลเหล่านี้เล็กกว่า  1  ใน  25   ล้านส่วนของนิ้ว  และโมเลกุลเหล่านี้เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว  ด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ยประมาณ 550  หลา/วินาที หรือ 1,130  ไมล์/ชั่วโมง    แต่ละโมเลกุลของอากาศจะชนกันประมาณ   50,000,000,000   ครั้ง/วินาที    ที่อุณหภูมิและความดันปกติ

ของเหลว  อนุภาคอยู่ใกล้กันมากกว่าก๊าซ แต่ยังมีช่องว่างระหว่างอนุภาค  มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค ปริมาตรของเหลวจะคงที่ แต่รูปร่างเปลี่ยนไปตามภาชนะ

ของแข็ง   อนุภาคอยู่ชิดกันมาก แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคมีมากกว่าของเหลวจึงมีปริมาตรคงที่  รูปร่างคงที่อนุภาคไม่เคลื่อนไปมาแต่ยังมีการสั่นสะเทือนตลอดเวลา และจะสั่นสะเทือนมากขึ้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สสารเกิดการเปลี่ยนสถานะของ

การเปลี่ยนสถานะของสาร

            การได้รับ หรือคายความร้อนของสาร เป็นสาเหตุสำคัญของการทำให้สสารเปลี่ยนสถานะ  อนุภาคของสารจะสั่นสะเทือน และ/หรือ  เคลื่อนที่เร็วขึ้นเมื่อได้รับความร้อน ในทางตรงข้าม จะสั่นสะเทือนน้อยลง เคลื่อนที่น้อยลงเมื่อคายความร้อน และถ้าไม่มีความร้อนเลยอนุภาคจะหยุดนิ่ง  (สภาพเช่นนี้มีในห้องทดลองเท่านั้น)

ถ้าสสารไม่มีการเปลี่ยนสถานะคงวุ่นน่าดู  เหงื่อจากร่างการจะไม่มีการระเหยร่างกายระบายความร้อนได้ไม่ดี ฝนของก็จะไม่ตกเพราะไม่มีการระเหยและการกลั่นตัว…ฯ ล ฯ ตายสถานเดียว

เรื่องของอะตอม  

           อะตอม (Atom) เป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดของสสาร อะตอมปกติจะไม่อยู่ตามลำพัง มันจะไปเกาะกันมากกว่า 1 ตัวเพื่อให้เสถียรภาพ  ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดของอะตอมเป็นที่ว่าง  ตรงกลางมีนิวเคลียสซึ่งประกอบด้วย โปรตอน กับ นิวตรอน นิวเคลียสถ้าจะเทียบในอะตอมแล้วมีมวลมากแต่ขนาดเล็ก     สิ่งที่อยู่รอบ ๆ นิวเคลียสคือ   อิเล็กตรอน   อิเล็กตรอนหมุนวนรอบนิวเคลียส อิเล็กตรอนมีมวลน้อย เบากว่านิวเคลียส แต่ใหญ่กว่านิวเคลียสมาก

โปรตอนมีประจุไฟฟ้าเป็น บวก (+)   อิเล็กตรอนมีประจุไฟฟ้าเป็นลบ (-)   นิวตรอนเป็นกลาง   คุณสมบัติทางไฟฟ้าดังกล่าวเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ไฟฟ้าเป็นอย่างมาก พอขึ้น ม. 3  นักเรียนจะได้เรียนเรื่องไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยหลักการประจุไฟฟ้าของอะตอมดังที่กล่าวมา

ไม่มีใครเคยเห็นอะตอม…..!!!! มันเล็กเกินกว่าที่จะใช้กล้องจุลทรรศน์มองเห็น   ที่เราทราบ เราเพียงแต่อาศัยร่องรอยของมัน  เหมือนคนที่เดินไปเห็นถนนที่มีรอยเท้าอยู่ ถึงเขาไม่เห็นว่าใครบ้างเดินผ่านมา แต่อาศัยการสังเกตดูรอยเท้า  ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า มีคนเดินผ่านไปกี่คน นี่คือหลักการของนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับอนุภาคขนาดเล็กเช่น  อะตอม

อย่าลืม….อะตอมส่วนใหญ่เป็นที่ว่าง สรรพสิ่งล้วนเกิดมาจากที่ว่าง  สสารทุกอย่างถ้าพิจารณาตามหลักนี้ ส่วนใหญ่ก็คือที่ว่าง ต่อให้เป็นโลหะเช่น เหล็ก   ที่เราเห็นเป็นของแข็งก็ตาม  ส่วนใหญ่คือที่ว่าง พระพุทธองค์ประจักความจริงในข้อนี้ ท่านถึงมีหลักธรรมว่า ทุกสิ่งเป็นอนัตตา เปลี่ยนแปลงเสมอ (เหมือนอนุภาคที่สั่นสะเทือนตลอดเวลา)  ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน แต่เพราะความหลงของเรา ที่คิดว่า สิ่งนี่คือของข้า  เลยกลายเป็นกิเลสที่หลงคิดว่าความว่างคือของเรา ตัวเรา (อาจารย์….นี่วิชาวิทยาศาสตร์นะ…)  ถ้าเรารู้เท่าทันถึง “ความลวง” ดังกล่าว เราก็จะเข้าใจถึงหลักธรรมที่สอนให้เราอย่ายึดติดกับอะไร…หรือใคร…ปัจจุบันเราอยู่ที่นี่  อีกหน่อยเราก็ต้องอยู่ที่อื่น อะไรคือความจริง….ความสุข-ทุกข์ ล้วนเป็นมายา  สุขแทบตาย ทุกข์ปางตาย สุดท้ายมันก็จะผ่านไปเหลือเพียงความทรงจำ…มันไม่ใช่ความจริงแท้แน่นอน  นักบวชนิกายเซ็นคนหนึ่งกล่าวว่า “ท่านแน่ใจอย่างไรว่าชีวิตท่าน คือความจริง ไม่ใช่ความฝัน”   คำสอนของพระพุทธองค์หากพิจารณาให้ดีมันเป็นวิทยาศาสตร์  เสียดายที่ศาสนาของเรากำลังเสื่อมเพราะนักบวชทุศีล  ความหลงที่ประชาชนหันไปนับถือพระใบ้หวย…หลักธรรมของพระพุทธองค์ไม่เคยสนับสนุนข้อนี้

โมเลกุล

                ถ้านักเรียนไม่ลืม หรือซาบซึ้งกับข้อเขียนของครูจนลาออกไปบวชเสียก่อน  คงจะจำได้ว่า ครูเคยบอกว่า  อะตอมไม่อยู่เดี่ยว ๆ มันขี้เหงา….มันต้องไปจับตัวกับอะตอมอื่นๆ เสมอ  และจับตัวอย่างมีกฎเกณฑ์

ผลคือ อะตอมที่จับตัวกันทำให้เกิดอนุภาคอย่างใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม เรียกว่า   “โมเลกุล”  ดังนั้น เราจึงอาจกล่าวได้ว่า   โมเลกุลคือ     “อนุภาคที่เกิดจากการรวมตัวกันของอะตอม   ตั้งแต่ 2  อะตอมขึ้นไป”

 ตัวอย่าง   อะตอมออกซิเจน 2 ตัว   รวมกัน กลายเป็นโมเลกุลของ ก๊าซออกซิเจน

เราจะไม่พบอะตอมเดี่ยว ๆ ในธรรมชาติ…..

อะตอมมีกี่ประเภท

          สิ่งที่ทำให้อะตอมต่างกัน คือ จำนวนของอิเล็กตรอน โปรตอน นิวตรอน นั่นเอง อะตอมชนิดหนึ่งจะแปลงเป็นอะตอมชนิดอื่นไม่ได้  อะตอมจะมีหลายชนิดนับร้อยเลยทีเดียว แต่อะตอมที่มีโครงสร้างง่ายที่สุดคืออะตอมของไฮโดรเจน ที่มีอิเล็กตรอนเพียง 1 ตัว  

ธาตุ    คือสสารที่เกิดจากอะตอม ชนิดเดียวกันมาจับตัวกันตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป  เช่น อะตอมของออกซิเจน 2 ตัว จับกันเป็นก๊าซออกซิเจน   

สารประกอบ  คือ สสารที่เกิดจากอะตอม ตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป  มาจับตัวกัน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากอะตอมของ คาร์บอน(C) 1 อะตอม จับตัวกับ ออกซิเจน  (O) 2  อะตอม

ธาตุชนิดเดียวกันจะมีขนาดต่างกันได้หรือไม่……..อ่านคำนิยามของคำว่าธาตุ แล้วควรตอบได้…!!!               คำตอบคือ  ได้…!!!

อะตอม 1 ตัว เรียกว่า ธาตุ ได้หรือไม่…!!!!    อ่านคำนิยามคำว่าธาตุอีกรอบหากตอบไม่ได้…

ข้อสังเกต  ธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปจับตัวกันจะเป็นสารประกอบ

สัญลักษณ์ของธาตุ      คือเครื่องหมายที่ใช้แทนชื่อธาตุ     คนที่ริเริ่มคนแรกคือ จอห์น  ดอลตัน ซึ่งเสนอใช้รูปภาพแทนชื่อธาตุ   ตอนแรกก็ดีอยู่หรอก แต่พอนานไป ธาตุเริ่มพบว่ามีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่รู้ว่าจะเขียนภาพอย่างไร  ปัจจุบันจึงหันมาใช้ตัวอักษรแทนซึ่ง คนที่คิดขึ้นคือ  โจนส์ จาคอบ เบอร์ซีเลียส    ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันจนปัจจุบันนี้  เช่น  ธาตุคาร์บอน = C,    เหล็ก = Fe,    แคลเซียม =  Ca,  ไนโตรเจน= N,  ฯ ลฯ…..

สิ่งที่นักเรียนต้องทำได้ในตอนนี้คือ   เห็นสูตรโมเลกุลแล้วต้องบอกได้ว่า อะไรคือธาตุ  อะไรคือสารประกอบ                        

เช่น    H2O  คือธาตุหรือสารประกอบ ต้องตอบให้ได้พร้อมเหตุผล

 


  ดาวหาง

         

ดาวหางไม่ใช่ดาวตก ไม่ใช่ผีพุ่งไต้  ดาวหางวัตถุชนิดหนึ่งในระบบสุริยะ มีส่วนที่ระเหิดเป็นไอ เมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ทำให้เกิดชั้นฝุ่นและก๊าซที่ฝ้ามัวล้อมรอบและทอดเหยียดออกไปภายนอกจนดูเหมือนหาง
ดาวหาง หรือคำว่า Comets ในภาษาอังกฤษนั้นมีรากศัพท์เป็น ภาษากรีก หมายถึง ดาวที่มีเส้นผมหรือมีหนวด เป็นเทหวัตถุบนท้องฟ้า ที่มีมวล น้อยมาก ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะ โดยมีวงโคจร ระหว่าง ดาวเคราะห์ และเคลื่อนอยู่รอบดวงอาทิตย์เป็นวงรีมาก รูปร่างและ ความสว่าง ของดาวหาง แต่ละดวงจะแตกต่างไปตามระยะทางที่มัน อยู่ห่างไกล จากดวงอาทิตย์
ดาวหางประกอบด้วยสามส่วนใหญ่ ๆ คือ

ดาวหางประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

ใจกลางหัว   หรือ นิวเคลียส (Nucleus)

หัว    หรือ โคมา (Coma)

หาง   (tail)


นิวเคลียสของดาวหางเป็น
"ก้อนน้ำแข็งสกปรก" ประกอบด้วยน้ำแข็ง คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน แอมโมเนีย และมีฝุ่นกับหินแข็งปะปนอยู่ด้วยกัน

เมื่อดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ ความร้อนจากดวงอาทิตย์จะ ให้น้ำแข็งระเหิดเป็นไอ และปล่อยก๊าซออกมาเกาะกลุ่มเป็นทรงกลมขนาดมหึมาล้อมรอบนิวเคลียส เรียกว่า โคม่า โคม่าอาจมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึงหลายล้านกิโลเมตรก็ได้

จากการศึกษาดาวหางในย่านความถี่อัลตราไวโอเลต พบว่า มีชั้นของ
ไฮโดรเจน  ห่อหุ้มดาวหางอีกชั้นหนึ่ง ไฮโดรเจนเหล่านี้เกิดจากไอน้ำที่แตกตัวอันเนื่องมาจากรังสีจากดวงอาทิตย์
ก๊าซและฝุ่นพุ่งเป็นลำออกจากนิวเคลียสในด้านที่หันเข้าหาดวง
อาทิตย์ หลังจากนั้นจะถูกลมสุริยะพัดให้ปลิวออกไปทางด้านหลัง


หางของดาวหางยังแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
หางก๊าซ หรือ หางพลาสมา หรือ หางอิออน ประกอบด้วยอิออนและโมเลกุลที่ส่องสว่างโดยการเรืองแสง ถูกผลักออกไปโดยสนามแม่เหล็กในลมสุริยะ ดังนั้นความผันแปรของลมสุริยะจึงมีผลต่อการเปลี่ยนรูปร่างของหางก๊าซด้วย หางก๊าซจะอยู่ในระนาบวงโคจรของดาวหาง และชี้ไปในทิศเกือบตรงข้ามดวงอาทิตย์พอดี 

หางอีกชนิดหนึ่งคือ หางฝุ่น ประกอบด้วยฝุ่นหรืออนุภาคอื่น ๆ ที่เป็นกลางทางไฟฟ้า ถูกผลักออกจากดาวหางด้วยแรงดันของรังสีในขณะที่ดาวหางใกล้ดวงอาทิตย์ หางของมันอาจยาวได้ถึงหลายร้อยล้านกิโลเมตร

ดาวหาง (Comet)เป็นวัตถุในท้องฟ้าที่ไม่มีแสงในตัวเองประกอบด้วยฝุ่นผง ก้อนนำแข็งและก๊าซแข็งตัว และจะเคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์เป็นรูปวงรีมาก ขณะที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์จะไม่มีหาง ไม่มีแสงสว่าง เมื่อ โคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ พลังงานทั้งในรูปความร้อนและลมสุริยะ (อนุภาคมีประจุจะถูกปล่อยออกมาจากดวงอาทิตย์ สว่นใหญ่ประกอบด้วยโปรตอนและอิเลกตรอน) ทำให้นำแข็งกลายเป็นไอ ดาวหางจะขยายตัวใหญ่ขึ้น สว่างขึ้น และพลังงานดังกล่าวจะพลักดันให้หางพุ่งในทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ส่วนหางจะมีทั้งที่เป็นฝุ่น ฏ๊าซและโมเลกุลที่มีประจุไฟฟ้า

ดาวหางแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม

1.Periodical Comets คือ ดาวหางที่มีวงโคจรแน่นอน เช่นดาวหางฮัลเลย์จะมาปรกฏให้เห็นทุกๆ 76 ปี


2.Non-Periodical Comets คือดาวหางที่มีวงโคจรที่ไม่แน่นอน


ควรรู้เกี่ยวเกี่ยวกับดาวหาง


ดาวหางฮัลเลย์ (Halley) โคจรเข้ามาใกล้โลกมากที่สุดประมาณวันที่ 12-15 พฤษภาคม 1988 และวงโคจรของดาวหางนี้จะเข้ามาใกล้โลกทุกๆ 76ปี แสดงว่า เราจะเห็นดาวหางฮัลเลย์อีกครั้งในปี ค.ศ.2064


ดาวหาง Shoemaker - Levy 9 ชนดาวพฤหัสบดี เมื่อวันทื่ 18 กรกฎาคม 1988 ค้นพบโดย Carolyn Shoemaker ชาวอเมริกัน


ดาวหาง Hale-Bopp ซึ่งค้นพบโดย Alan Hales และ Thomas Bopp ชาวอเมริกันได้ชื่อว่า เป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและสว่างที่สุด เข้ามาใกล้โลกที่สุดระหว่างปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.2538 ดาวหางที่จะมีส่วนประกอบของดาวหางแยกออกมาเป็น 3 ส่วน ซึ่งประกอบด้วยที่เป็นไอออนมีสีส้ม ส่วนที่เป็นโซเดียมมีสีเหลือง และส่วนที่เป็นฝุ่นผงมีสีเขียว
ดาวหาง Ikeya-Seki โคจรมาให้เห็นบนโลกในปี ค.ศ. 1965 นับได้ว่าเป็นดาวหางที่สว่างมากที่สุดเป็นอันดับ 2 รองจากดาวหาง Hale-Bopp
ดาวหาง Centaur 2060 Chiron ค้นพบโดย C.T.Kowal ในวันที่ 18 ตุลาคม ค.ศ. 1977 ได้ชื่อว่าเป็นดาวหางที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่าศูนย์กลาวประมาณ 182 km


ดาวหาง Encke เป็นดาวหางที่เวลาเคฃื่อนที่รอบวงโคจรสั้นที่สุด คือ 1,198 วัน วงโคจรอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด 4.95X10000000 km และมีความเร็วในวงโคจรขณะนั้น 2.54X100000 km/h
ดาวหาง Mcnaught-Russel lค้นพบโดย Robert H. Mcnaught และ Kenneth S.Russell ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1993 เป็นดาวหางที่มีเวลาเคลื่อนที่รอบวงโคจรยาวที่สุด คือ 1,550ปี


ส่วนสำคัญที่สุดของดาวหางนั้นอยู่ตรงใจกลางหัวที่ เรียกว่า นิวเคลียส (Nucleus) เป็นเทหวัตถุที่มีขนาดเล็กมาก ที่ปะปนอยูกับก้อนน้ำแข็งสกปรก และ ก๊าซแข็ง โดยที่ใจกลางหัวจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวระหว่าง 1-10 กิโลเมตร โดยที่จะ เคลื่อนที่รอบดวงอาทิตย์ด้วยอำนาจของแรงโน้มถ่วง ตามกฎของนิวตัน เช่นเดียว กับดาวเคราะห์ทั้ง 9 ดวง โดยวงโคจรรอบดวงอาทิตย์ จะเป็นวงรีมาก และอัตรา เร็วในการเคลื่อนที่จะไม่คงที่ เพราะความเร็วจะลดลง เมื่อโคจรอยู่ห่าง จา ดวงอาทิตย์ และจะโคจรด้วยความเร็วสูง เมื่ออยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ เมื่อใดก็ตาม ที่ดาวหาง เลื่อนตัวอยู่ใกล้ดวงอาทิตย์ ส่วนของน้ำแข็งสกปรก ที่อยู่บริเวณผิวนอกใจกลางหัว จะระเหิดกลายเป็นไอ และมีฝุ่นละออง กระเด็นออกไปด้วย ก๊าซและฝุ่นละอองที่กระจายออกไปนั้นจะคลุมอยู่รอบๆ นิวเคลียสหรือ ใจกลางหัว กลายเป็นหัวหรือที่เรียกว่า โคมา (Coma) บริเวณส่วนหัวนี้จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางเป็นระยะยาวถึง 100,000 กิโลเมตร มีส่วนประกอบของไฮโดรเจน ซึ่งเป็นธาตุที่เบาที่สุด และขยายตัวเร็วกว่าก๊าซอื่นๆ กลายเป็นเมฆไฮโดรเจนปกคลุม บริเวณรอบๆ ส่วนหัว และมีขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่านศูนย์กลาง ของดวงอาทิตย์ เมื่อดาวหางเคลื่อนตัว เข้าใกล้ ดวงอาทิตย์มากขึ้น จะเห็นหางยาวออกไปจากบริเวณหัว และมีแสงสว่างสุกใส หันหางออกไปทิศตรงกันข้าม กับดวงอาทิตย์ ซึ่ง ความสว่างของดาวหางส่วนหนึ่ง เกิดจากการได้รับแสงสว่างจาก ดวงอาทิตย์สะท้อนจากก๊าซ และฝุ่นละอองของดาวหาง และอีกส่วนหนึ่งเกิดจากพลังงานความร้อน จากดวงอาทิตย์ในรูปความดัน ของการแผ่รังสี และในรูปของลมสุริยะ ซึ่งจะทำให้น้ำแข็งสกปรกที่หัวดาวหาง จะระเหิดกลายเป็นไอ ผลักดันให้ก๊าซและฝุ่นละออง ที่อยู่ในหัวดาวหางพุ่งกระจายไป ทิศทางตรงกันข้ามกับดวงอาทิตย์ ส่วนหางนี้จะประกอบด้วยฝุ่น ก๊าซและโมเลกุล ที่มีประจุไฟฟ้า มีลักษณะบางมาก ดาวหาง บางดวงมีหางยาวมาก เป็นร้อยล้านกิโลเมตร ขนาดระยะทางจากโลก ถึง ดวงอาทิตย์ทีเดียว

ข้อสันนิษฐานการเกิดดาวหางมี 3 ทฤษฎีด้วยกัน คือ

ทฤษฎีแรก         ดาวหางเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟบนดาวเคราะห์
ทฤษฎีที่สอง      ดาวหางมีจุดกำเนิดมาจากฝุ่นละอองในอากาศ
ทฤษฎีสุดท้าย    กล่าวว่า ดาวหางเกิดขึ้นในระบบสุริยะเหมือนดาวเคราะห์อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีใครยืนยันชัดเจนถึงจุดกำเนิดของดาวหาง เพราะนานๆ จะมีดาวหางปรากฎ ให้สังเกต หรือศึกษา สักครั้งหนึ่ง แต่จากการคำนวณของนักวิทยาศาสตร์ พอจะทราบเกี่ยวกับเส้นทางโคจร ของดาวหาง พอสมควร เส้นทางโคจรของดาวหาง มีความสลับซับซ้อน เพราะมีอิทธิพลมาจากแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ ขณะเดินทาง ดาวหางยิ่งเดินทางผ่านดาวเคราะห์มากเท่าใด ย่อมได้รับอิทธิพลแรงดึงดูดของดาวเคราะห์ดวงนั้น มากเท่านั้น ดาวเคราะห์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น ดาวพฤหัสบดี ซึ่งมีมวลมาก จะส่งผลกระทบต่อการโคจรของดาวหางมาก นักดาราศาสตร์ สามารถที่จะคำนวณเส้นทางวงโคจรเดิม และวงโคจรในอนาคตของดาวหางได้ โดยศึกษาอิทธิพล ของสนามดึงดูดจากดาวเคราะห์ที่ดาวหางจะโคจรผ่าน

   เมื่อดาวหางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์บ่อยครั้งมันจะสูญเสียก๊าซ ฝุ่น และหินไป เนื่องจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ ในที่สุดดาวหางจะสลายตัวไป นักดาราศาสตร์ ชาวเนเธอร์แลนด์ชื่อ แจน อูร์ต (Jan Oort) จึงได้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่า เนื่องจากดาวหาง สลายตัวได้ ดังนั้นจึงน่าจะมีแหล่งของดาวหาง ที่คอยส่ง ดาวหางเข้า ดวงอาทิตย์อยู่ ดาวหางเหล่านี้จะเป็นเพียงก้อนน้ำแข็งสกปรก ไม่มีหัวไม่มีหาง กระจายอยู่ทุกทิศทาง บริเวณขอบนอกของระบบสุริยะที่เรียกว่า ดงดาวหางของอูร์ต (Oort's Cloud) ซึ่งมีดาวหางอยู่มากมายถึง 2 ล้านล้านดวง กลุ่มของดาวหางนี้ จะประกอบด้วย นิวเคลียสประมาณ 1011 ดวง โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นระยะทาง 3 ด104 ถึง 3 ด 105 AU นิวเคลียสบางดวงจะถูกรบกวนจากดวงดาว ทำให้หลุดเข้าหาดวงอาทิตย์ กลายเป็น ดาวหางให้มนุษย์บนโลกได้เห็น

+++

 


มลพิษของเสียง
(Noise Pollution)

ถ้าจะพูดถึงเสียงในทางลบ มักจะใช้คำว่า noise 
ถ้าจะพูดถึงเสียงในทางที่ดีมักใช้คำว่า    sound

 นิยามและความหมาย

มลพิษของเสียง หมายถึง ภาวะแวดล้อมที่มีเสียงที่ไม่พึงปรารถนา  รบกวนโสตประสาท จนอาจเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต ไม่จำเป็นต้องเป็นเสียงดังๆเสมอไป เสียงค่อยๆที่เราไม่ต้องการก็เป็นมลพิษทางเสียงได้ เช่น เสียงบ่น..(เกิดเป็นหญิงอย่าขี้บ่นให้มากเพราะจะเป็นการทำลายเสน่ห์ของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว อิอิ) หรือเสียงคนมาทวงหนี้  เป็นต้น

ปกติแล้วเสียงที่ไม่พึงปรารถนานั้น  เรามักมองในแง่ของการเกินขนาดขีดจำกัด  และเวลา ที่นานพอที่จะให้ก่อเกิดปัญหาต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์  บางครั้งเสียงนั้นอาจไม่นานพอที่จะสร้างมลพิษได้ ส่วนขนาดของเสียงอาจสามารถสร้างให้เกิดปัญหากับคนๆหนึ่ง  แต่กับอีกคนๆหนึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดปัญหาก็ได้  ขึ้นอยู่กับ  เพศ  อายุ รูปร่าง สภาพจิตใจในตอนนั้น  ฯลฯ

เช่นบางคนก็ชอบที่จะมีคนคอยด่าว่า ^_^

 ศัพท์น่ารู้

 Noise  หมายถึงเสียงที่ไม่ปรารถนา  และเกินขีดความสามารถในการที่จะรับได้ ซึ่งมีที่มาหลายๆแหล่ง เช่น จากธรรมชาติ  สิ่งก่อสร้าง เครื่องจักร ฯลฯ..หรือเสียงน้ำหยดติ๋งๆในยามค่ำคืนก็รบกวนโสตประสาทได้  เสียงหมาโก่งคอขันเยือกเย็นในยามค่ำคืนที่เราบังเอิญอยู่คนเดียวที่มีงานศพใกล้บ้าน เป็นต้น...เสียงซ่าๆที่ปนมากับเสียงเพลงจากเนื้อเทป เป็นต้น

 Sound  หมายถึงเสียงที่มีความไพเราะ ไม่เป็นภัยต่อสุขภาพของมนุษย์และสิ่งมีชีวิต  เช่น กระซิบคำว่ารักอย่างแผ่วเบาภายใต้บรรยากาศที่โรแมนติกในยามคำคืน (แต่ถ้ากระซิบผิดคนก็เป็นเรื่อง เช่น ไปกระซิบกับน้องเมียงี้...อาจถึงตายหรือพิการได้)  เสียงดนตรี(ที่ชอบ..บอกเน้นว่าที่ชอบด้วยเพราะบางคนชอบฟังดนตรีต่างกัน)   เป็นต้น

 พิทซ์ (Pitch) หมายถึงความถี่ของเสียง(Frequency of sound) วัดเป็น cycle per second  หรือคิดเป็นหน่วยที่เรียกว่า  Hertz(Hz) ซึ่งหมายถึงจำนวนรอบ/วินาทีของคลื่นเสียง ปกติหูคนเราจะรับเสียงได้ในช่วงความถี่ประมาณ 20 - 20,000 Hz   ค่าที่น้อยหมายถึงเสียงที่มีความถี่ต่ำ ค่าที่มากๆจะมีความถี่ของเสียงสูงหรือที่เรียกว่าเสียงแหลม

 Intensity (ความหนักเบาของเสียง)   หมายถึงความดังของเสียง (pressure of sound)  ที่มีหน่วยวัดเป็น bel ซึ่งเป็นหน่วยใหญ่เกินไป จึงนิยมใช้หน่วยเดซิเบล (Decibel , dB)หูคนเราสามารถรับเสียงดังตั้งแต่ 0 - 120 dB
(0 dB หมายถึงเสียงเบาที่สุดที่จะได้ยิน ไม่ใช่แปลว่าไม่มีเสียง) 

  แหล่งกำเนิดเสียงเป็นพิษ

     ในธรรมชาติปกติก็มีเสียงอยู่แล้วเช่น สายลม แมกไม้ นกร้อง ฯลฯ  ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหาบ้างแต่คงไม่มากมายนัก   ส่วนเสียงเป็นพิษที่เกิดจากฝีมือมนุษย์พอจะยกตัวอย่างได้ดังนี้

   เสียงจราจรทางบก เช่น รถไฟ รถบรรทุก  รถยนต์ วัดได้ค่าระหว่าง 65 - 95 dB (ในกรุงเทพฯ)

   เสียงจากการจราจรทางอากาศ เช่นเสียงเครื่องบินขึ้นลงที่ดอนเมืองวัดได้ระหว่าง 70 - 95 dB

   เสียงการจราจรทางน้ำ  เช่น  เรือหางยาว เรือยนต์ วัดได้ระดับ 80 -110 dB (มากกว่าเครื่องบินเสียอีก)

   เสียงยายเม้าปากปลาร้า  ไม่มีใครกล้าวัดเพราะถูกแกด่ากระเจิงไปเสียก่อน ^_^

   เสียงจากแหล่งชุมชน  เมือง ตลาด ย่านการค้า วัดได้ค่าระหว่าง 60 - 70  dB

   เสียงภายในโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทย วัดได้ระหว่าง 60 -120 dB

   เสียงจากเครื่องจักรทางเกษตรกรรม การก่อสร้าง   60 - 120 dB

   เสียงจากอู่ซ่อมรถและเครื่องกล 98 - 110  dB

   เสียงจากแหล่งบันเทิง  10 - 120 dB   ขึ้นอยู่กับว่าบันเทิงแบบไหน ถ้าในเท็คก็มากหน่อย ถ้าในนวดแผนโบราณก็น้อยหน่อย...(ไม่เค้ยไม่เคยเข้าไปจริงๆ อิอิ) ส่วนนวดแผนอนาคตยังไม่เคยเห็น ที่จริงน่าจะมีนะ ^_^ เพราะนวดแผนโบราณมีมากแล้ว

   ระดับเสียงปกติ

     ปกติแล้วคนจะรับฟังเสียงดังได้ไม่เกิน 120 - 135  dB สำหรับเมืองไทยกำหนดมาตรฐานเสียงไว้ไม่เกิน  90 dB  แต่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ 85 dB  ในเวลา 1 ชั่วโมง  อย่างไรก็ดีปัจจัยที่ทำให้เสียงเป็นพิษนั้นมีปัจจัยที่ควบคุมดังนี้

      1.    ระยะเวลาที่ได้ยิน
      2.    ความถี่ของเสียง
      3.    ความดังของเสียง
      4.    ความทนทานของแต่ละบุคคล
      5.    ความไวของหูที่มีต่อความถี่ของเสีย
ง (เด็กจะไวมาก ผู้ใหญ่จะไวน้อยลงจนกลายเป็นหูตึงสำหรับคนแก่)

   อันตรายต่อระบบการได้ยิน

   เสียงที่ดังนานและดังมากพอจะไปทำลายเยื่อปลายประสาทและเซลล์ประสาทได้ ซึ่งมีผลทำให้หูตึงแบบชั่วคราวหรือแบบถาวรได้

   อันตรายต่อด้านจิตใจ

    ทำให้เกิดความรำคาญ หงุดหงิด ไม่สบายใจ นอนไม่หลับ เครียด เป็นโรคประสาท โดยเฉพาะเสียงบ่น  ท่านที่เป็นสุภาพสตรีอย่าบ่นให้มากเพราะเป็นการผลักภาระให้แก่ผู้อื่น คือคนบ่นสบายใจที่ได้บ่น แต่คนฟังจะบ้าตาย เพราะส่วนใหญ่พวกผู้ชายจะ  "ใช้ความสงบ  สยบการเคลื่อนไหว"   รับมือการขบวนท่า "บ่นสลายวิญญาณ " ของผู้หญิง   (แต่ก็มีผู้ชายบางท่านใช้แม่ไม้มวยไทยเข้าต่อกรก็มี)

   รบกวนต่อการสื่อสาร

    เป็นบ่อเกิดของปัญหาและขัดขวางการได้ยินสัญญาณอันตรายต่างๆ เช่น   สามีมัวแต่สนใจกับเสียงด่าของภรรยา จึงไม่ทันได้ยินเสียงลูกที่ร้องบอกให้หลบ  "สากบินไร้เงา" ที่กำลังพุ่งมาที่ศีรษะ    หรือการที่คนคุยกันไม่รู้เรื่องในห้องอาหารที่มีเสียงดนตรีดังๆ(แต่บางคนก็ชอบเพราะเป็นข้ออ้างอย่างหนึ่งในการกระแซะ กระดึ๊บ..กระดึบ  เข้าหาฝ่ายเอ๊ย....เพศตรงข้าม แบบคุยกันอย่างใกล้ชิดได้โดยไม่น่าเกลียด)

   รบกวนการทำงาน

   ทำให้ขาดสมาธิในการทำงาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง เช่น คนขับสิบล้อที่มีภรรยาและแม่ยายบ่นอยู่ข้าง ๆ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย เพราะคนขับฟังไปฟังมาเห็นหน้ารถคันอื่นเป็นหน้าภรรยาและแม่ยายเลยลืมตัวหักรถเข้าชน

   อันตรายต่อสุขภาพทั่วไป

    เสียงดังจะทำให้เครียดมาก อาจทำให้เกิดโรคทางกาย เช่น โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ  โรคแผลในกระเพาะอาหาร  เพราะทำให้เครียด กรดเกลือ(ไฮโดรคลอริก)จึงมีการหลั่งในกระเพาะอาหารมาก   หัวใจเต้นแรง ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนได้

   แนวทางในการป้องกันมลพิษทางเสียง

  1.    ควบคุมทางวิศวกรรม  เช่น บำรุงรักษาเครื่องยนต์ สร้างวัสดุกันเสียง
  2.     ควบคุมตรวจสอบปรับปรุงถนนหรือยานพาหนะที่เสียงดัง
  3.     ออกกฎหมายควบคุมแหล่งกำเนิดเสียง  ทุกๆ แห่ง  ให้มีเสียงอยู่ในขีดจำกัด
  4.     ปลูกบ้าน หรือย้ายบ้านหนีไปให้ไกลจากแหล่งกำเนิดเสียง  หรือพาตัวออกให้ห่างจากแหล่งกำเนิดเสียง ในทางปฏิบัติเช่น เดิน หรือวิ่งหนี ^_^  สั่งลาบ้ายบายกับอดีตภรรยาขี้บ่นเสีย..ไปหาสาวเสียงหวานๆมาแทน ^_^ ถ้าบ่นอีกก็หนีอีกที..จะหาคนที่ไม่สร้างมลพิษทางเสียงไม่ได้ก็ให้รู้ไปจะต้องใช้วัสดุกันเสียงในการก่อสร้าง ปลูกต้นไม้ภายในบ้านบุผนังด้วยวัสดุดูดกลืนเสียงเพื่อลดความดังของเสียงภรรยา ^_^

   ตัวอย่างแหล่งกำเนิดเสียงในเมืองไทย

                   จักรยานยนต์                     86 - 96       dB
                   โบอิ้ง 737                        98 -114      dB
                   โบอิ้ง 747                         99-108      dB
                   เครื่องบินทหาร                  90-120      dB
                   ไนท์คลับ                               94
                   โรงกรองน้ำ                         10-70
                   โรงงานสุราบางยี่ขัน             84-97
                   โรงงานองค์การแก้ว             102
                   กรมช่างอากาศ                          90-118
                ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2524

 


 อุลตราไวโอเลต

รังสีอุลตราไวโอเลต เป็นรังสีที่มีความถี่สูงเกินกว่าสายตามนุษย์จะมองเห็น  เมื่อมีความถี่สูง จึงมีพลังงานสูง เมื่อมีพลังงานสูงจึงมีอำนาจในการทะลุทะลวงสูง  ดังนั้นบรรดาพี่น้องอุลตราแมนทั้งหลายจึงชอบใช้เป็นอาวุธประจำตัวในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด  หลายคนแปลเป็นไทยว่ารังสีเหนือม่วง

แหล่งกำเนิดของรังสี UV นั้น มีทั้งจากธรรมชาติและจากสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น แต่แหล่งกำเนิดรังสี UV ที่สำคัญ คือ ดวงอาทิตย์ และคนส่วนใหญ่จะได้รับรังสี UV จากแสงแดด แต่เนื่องจากโอโซน ชั้นของบรรยากาศได้ลดลง มนุษย์และสิ่งแวดล้อมจึงได้รับรังสี UV เพิ่มมากขึ้น 

สำหรับสุขภาพของ มนุษย์ รังสี UV เป็นเสมือนดาบสองคม กล่าวคือ หากได้รับรังสีในขนาดต่ำจะเป็นประโยชน์ต่อการสร้าง ไวตามินดี แต่ถ้าได้รับมากเกินไปเป็นเวลานานจะมีผลในการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย รวมทั้ง ผิวหนัง ตา และก่อให้เกิดมะเร็ง ไบโอโมเลกุลในร่างกายซึ่งดูดซึมรังสี UV จะเกิดปฏิกิริยาขั้นปฐมภูมิ คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงโมเลกุลเล็กน้อย หรือเกิดการเปลี่ยนแปลงทางโมเลกุลโดยสิ้นเชิง ซึ่งการเปลี่ยน แปลงนี้จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่มีผลต่อเนื่องในระยะยาว DNA เป็นโมเลกุลสำคัญที่ถูกทำลายได้ด้วย รังสี UVB (l = 280 - 315 nm) และ UVC (l = 100 - 280) จากการเฝ้าสังเกตการณ์ พบว่า เมื่อเซลล์ prokaryotic และ eukaryotic ได้รับรังสี UV จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ เช่น เซลล์ตาย โครโมโซมเปลี่ยนแปลง เกิดการกลายพันธุ์ และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างเซลล์ นอกจากนี้ยัง พบว่า ยีนส์หลายตัว และไวรัสหลายชนิด ก็ถูกกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยรังสี UV เช่นกัน

 ผลต่อสุขภาพของมนุษย์

ทางผิวหนัง

รังสี UV ทำให้ผิวหนังร้อนแดงได้อย่างเฉียบพลัน และถ้าได้รับรังสีมากก็จะทำให้เกิดเป็น

เม็ดพุพอง และทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นบน รังสี UVC ทำให้ผิวหนังร้อนแดงได้เล็กน้อย และไม่มีผล ต่อเนื่องภายหลังแม้จะได้รับรังสีนี้ซ้ำอีก ส่วนความรู้ด้านรังสี UVA นั้น ยังมีไม่มากนักทราบแต่ว่า สามารถทำลายเนื้อเยื่อได้ มักพบอยู่ในสิ่งแวดล้อม เครื่องอุปโภคบริโภค และเคมีเวชภัณฑ์

ผิวหนังที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเรื้อรัง อันเนื่องจากรังสี UV เป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งผิวหนัง ความผิดปกติของ melanocytes (เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สีผิว) ชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง และบาดแผลเรื้อรังอื่น ๆ มักเกี่ยวเนื่องจากเนื้อเยื่อยืดหยุ่นเสื่อมสลาย อันเกิดจากแสง (solar elastosis)

 อัตราการเพิ่มอย่างเห็นได้ชัดของมะเร็งผิวหนังในผู้ป่วย keroderma pigmentosum ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้จะไม่ สามารถซ่อมแซม DNA ซึ่งถูกทำลายโดยรังสี UV ได้นั้น ทำให้เชื่อว่า DNA ที่ถูกทำลายนี้อาจนำไปสู่ การเกิดมะเร็งผิวหนัง

อุบัติการณ์ของการเกิด malignant melanoma ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลกเป็นข้อมูลทางระบาดวิทยา ซึ่งสนับสนุนว่าแสงแดดเป็นสาเหตุของการเกิด cutaneous melanoma และมะเร็งผิวหนัง ชนิด non - melanocytic ในภูมิภาคเดียวกันอุบัติการณ์ของการเกิดโรคทั้งสองนี้จะเกิดในคนผิวสีเข้ม น้อยกว่าคนผิวขาว(พูดง่ายๆว่าน้อยกว่าคนผิวขาว) การเกิดภาวะสะสมของ melanin อย่างผิดปกติ (melanoma) มีความสัมพันธ์กับ ความถี่ของการได้รับแสงแดด และประวัติของผิวหนังไหม้เกรียมจากแสงแดด (sunburn)

ระบบภูมิคุ้มกัน

มีหลักฐานแสดงว่าภูมิคุ้มกันของคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ได้รับรังสี UV จะถูกกดไว้ ทำให้คนเหล่านี้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และลดประสิทธิภาพของวัคซีนลงด้วย อย่างไรก็ตามข้อมูลในด้านนี้จะ ต้องทำการศึกษาวิจัยต่อไป

ตา..(ไม่ใช่ยาย) 

ผลของรังสี UV ต่อตาอย่างเฉียบพลัน คือ กระจกตาอักเสบ (photokeratitis) และเยื่อตาขาวอักเสบ (photoconjunctivitis) ซึ่งปัญหานี้ป้องกันได้ด้วยการสวมแว่นกันแดดที่เหมาะสม แต่ผล ต่อเนื่องเรื้อรังที่จะเกิด คือ การเกิดต้อเนื้อ มะเร็งของเยื่อตาขาวชนิด squamous cell และต้อกระจก สำหรับปรากฏการณ์ของการได้รับรังสี UV กับการเกิด climatic droplet keratopathy และต้อเนื้อ มี จำกัด ข้อมูลซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับรังสี UV กับการเกิด uveal melanoma (ภาวะ การสะสมอย่างผิดปกติของ melanin ที่ม่านตา) นั้น ยังมีไม่เพียงพอ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ระดับการเพิ่มของรังสี UV บนพื้นผิวโลก

 อาจจะมีผลต่อเนื่องที่สำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทั่ว ๆ ไปการได้รับรังสี UVB เพิ่มขึ้น จะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพืช การสังเคราะห์แสง และความต้านทาน โรค นอกจากนี้ระดับของรังสี UV ที่เพิ่มขึ้นยังมีผลต่อนิเวศวิทยาในน้ำ เช่น จำนวน

 


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจักรวาล

 

เอกภพ หรือ จักรวาล (The Universe) คือ บริเวณกว้างใหญ่ไพศาลที่หาขอบและศูนย์กลางไม่ได้  ถ้าใครคิดจะหาว่าศูนย์กลางหรือขอบจักรวาลอยู่ที่ไหน พึงทราบว่าเขากำลังทำผิดกฏของจักรวาล 

พราะกฏจักรวาล...จักวาลจะมีศูนย์กลาง หรือขอบไม่ได้ เพราะจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับคำนิยามตามมามากมายดังนั้น นักจักรวาลวิทยาจึงไม่อยากจะหาว่าขอบจักรวาลอยู่ที่ไหน  แต่จะศึกษาถึงพฤติกรรมของจักรวาลมากกว่า

จักวาล ประกอบด้วยกาแลคซีจำนวนมากมายมหาศาล และที่ว่างระหว่างกาแลคซีมีมาก จักรวาลมีอายุระหว่าง 14 ± 3 Aerons หรือ Gigayears (Giga = 109) ค่านี้เป็นค่าคงที่ เรียกว่า "The Hubble constant" ตั้งเป็นเกียรติแก่ Edwin Hubble (1890-1953) นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกัน ผู้ที่สามารถวัดความยาวของกาแลคซีของเราได้

จักรวาลประกอบด้วยกาแลคซีนับแสนล้านกาแลคซี มากจนนึกไม่ออกบอกไม่ถูกดาวที่มีอยู่มากมายในท้องฟ้า ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเอกภพหรือจักรวาล โดยดาวต่างๆจะรวมกันเป็นกลุ่มเรียกว่า "กาแลคซี" หรือ ดาราจักร โลกเป็นดวงดาวหนึ่งในกาแลคซีของเรา หรือที่เราเรียกว่า กาแลคซีทางช้างเผือก ดาวต่างๆ ที่มองเห็นในท้องฟ้าต่างอยู่ในกาแลคซีของเรา ส่วนกาแลคซีอื่นๆ เราไม่สามารถมองเห็นได้ แต่เท่าที่การศึกษา เราแบ่งกาแลคซี่โดยอาศัยรูปร่างเป็นเกณฑ์ได้ดังนี้

 

รูปร่างของกาแลคซี

กาแลคซี (Galaxy) ซึ่งประกอบด้วย ดาวฤกษ์ ดาวเคราะห์ อุกกาบาต ฝุ่นผงและ แก็สในอวกาศ กาแลคซีเมื่อแบ่งโดยใช้รูปร่างเป็นเกณฑ์แบ่งออก 4 ประเภท คือ


- กาแลคซีรูปกลมรี (Elipcal Galaxy) มีลักษณะเป็นรูปกลมรี บางครั้งอาจมีรูปร่างกลมมากๆ หรือรีมากๆได้


- กาแลคซีรูปก้นหอย (Spiral Galaxy) มีแขนโค้งเหมือนลายก้นหอยหรือกังหัน เช่น กาแลคซีทางช้างเผือกของเรา


- กาแลคซีรูปก้นหอยคาน (Bared Spiral Galaxy) มีลักษณะคล้ายกับกาแลคซีรูปก้นหอยแต่ตรงกลางมีลักษณะเป็นคาน และมีแขนต่อเนื่องมาจากปลายคานทั้งสอง  นี่อาจนึกภาพออกยากหน่อย แต่กำลังเสาะแสวงหาภาพมาให้ดูกัน  ถ้าเป็นรูปหอยกาบยังพอว่านะ ^_^


- กาแลคซีไร้รูปร่าง (Irrigular Galaxy) มีรูปร่างไม่แน่นอน ต่างจากกาแลคซีทั้งสามที่กล่าวมาแล้ว

 

กาแลคซีของเราหรือกาแลคซีทางช้างเผือก ประกอบด้วยดาวฤกษ์ประมาณหนึ่งแสนล้านดวง ดึงดูดซึ่งกันและกัน ทำให้อยู่ในระบบเดียวกันได้ มีความหนาประมาณ 10,000 ปีแสง และมีเส้นผ่นศูนย์กลางประมาณ 100,000 ปีแสง ส่วนดวงอาทิตย์ของเรา อยู่ที่แขนของกาแลคซี ห่างจากใจกลางประมาณ 30,000 ปีแสง บกาแลคซีของเราความยาวส่วนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 75,000 ปีแสง (7.1 X 1011 km) แต่ค่าที่วัดได้จากเครืองอาจยาวมากกว่านี้ถึง 3 เท่า มีมวล 4 X 1011 เท่า ของมวลดวงอาทิตย์ โดยดวงอาทิตย์ของเราอยู่ห่างจากศูนย์กลางกาแลคซีประมาณ 26,100 ปีแสง (2.5X1017 km)] ข้อมูลจาก The Guiness book of records 1999

 

นบิวลา

 ( Nebula เป็นคำภาษาลาติน แปลว่า เมฆ ) เป็นกลุ่มแก็สและฝุ่นผงในอวกาศ ที่จับกลุ่มกันค่อนข้างหนาแน่น ในที่ว่างระหว่างดาวฤกษ์ มีทั้งประเภทเรืองแสงและไม่เรืองแสง ประเภทของดาวที่มองเห็นได้ในท้องฟ้า อยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ให้คลิ้กดูที่หัวข้อเนบิวลาโดยเฉพาะ

ดาวฤกษ์ 

คือ ดาวที่มีแสงสว่างและความร้อนในตัวเอง ส่องแสงกระพริบ เป็นดาวประจำในท้องฟ้าทั่วไป มีขนาดใหญ่ มักมีดาวเคราะห์เป็นบริวาร มีจำนวนมากมายในท้องฟ้า มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม อยู่ไกลจากโลกมาก เมื่อส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นเป็นจุดเล็กๆ คล้ายปลายเข็ม เช่นเดียวกับเมื่อดูด้วยตาเปล่า

ดาวเคราะห์ 

คือ ดาวที่ไม่มีแสงสว่าง และความร้อนในตัวเอง ส่องแสงนวลนิ่ง เป็นดาวที่เคลื่อนไปในจักรราศี เป็นบริวารของดาวฤกษ์ มีขนาดเล็ก มีจำนวนน้อย อยู่ใกล้โลก วัดระยะทางเป็น km ได้ เมื่อส่องด้วยกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นขนาดใหญ่ขึ้น บางดวงมีลักษณะเป็นเสี้ยวเว้าแหว่งคล้ายดวงจันทร์

 

ทำไมดาวฤกษ์จึงกระพริบไปมา

 

เหตุที่เห็นดาวฤกษ์มีการกระพริบแสงตลอดเวลา มีสาเหตุ มาจากบรรยากาศของโลก และลักษณะลำแสงของดวงดาว กล่าวคือ ดาวฤกษ์อยู่ไกลจากโลกมาก แสงจากดาวฤกษ์จึงคล้ายกับเป็นลำแสงเส้นเดียว

 เมื่อผ่านมายังบรรยากาศของโลกแสงจะหักเหอย่างไม่คงที่ ทำให้แสงเคลื่อนไหวไปมา จึงทำให้เห็นดาวฤกษ์กระพริบแสง 

ส่วนดาวเคราะห์อยู่ใกล้โลกมากกว่า แสงสะท้อนจากดาวเคราะห์จึงไม่เป็นแสงเส้นเดียว แต่เป็นลำแสงขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยแสงเดียวมากมาย เมื่อผ่นบรรยากาศของโลกจะหักเหอย่างไม่คงที่ลำแสงเส้นเดียวจะเคลือนไหวไปมาอยู่ในขอบเขตของลำแสงใหญ่ ทำให้ลำแสงจากดาวเคราะห์มีการกระพริบน้อยมาก ถ้าอากาศไม่แปรปรวนจะเป็นจุดสว่างดูเหมือนไม่กระพริบเลย

 


 

  เปลือกโลก  

 

     พื้นผิวโลกมีทั้งหมด 197,000,000  ตารางไมล์ เป็นพื้นดินประมาณ 59,000,000  ตารางไมล์ หรือร้อยละ 29  เป็นพื้นผิวน้ำประมาณ  139,000,000  ตารางไมล์หรือร้อยละ 71   ทั้งพื้นดินและผืนน้ำอยู่บนเปลือกโลก

การศึกษาชั้นของเปลือกโลก

      นักวิทยาศาสตร์ใช้ "คลื่นแผ่นดิน" (earth waves) ในการศึกษาชั้นของเปลือกโลก คลื่นแผ่นดินไม่ใช่คลื่นเสียงที่เกิดจากแผ่นดินไหว แต่เป็นคลื่นที่เกิดจากแผ่นดินไหวโดยที่คลื่นที่เคลื่อนไปตามพื้นดิน(หรือหิน)      โดยที่คลื่นแผ่นดินมีลักษณะเป็น ทั้งคลื่นตามยาว และคลื่นตามขวาง

 (คลื่นตามยาวเช่นคลื่นเสียง ที่โมเลกุลอากาศมีการสั่นไป-กลับ ในแนวเดียวกับทิศทางการเคลื่อนที่ของเสียง 

คลื่นตามขวาง เช่น การสบัดเชือกที่ผูกอยู่ไปมาให้เกิดคลื่นวิ่งไปตามเชือก ซึ่งความจรืงแล้วเป็นการที่เชือกเคลื่อนตัวขึ้นลงตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของคลื่นเชือกที่เห็น  ต้องลองทำดูจึงจะเข้าใจ

หรือคลื่นน้า  ก็เป็นคลื่นตามขวาง อนุภาคของน้ำจะเคลื่อนที่ขึ้นลงตั้งฉากกับทิศทางของคลื่นน้ำที่ดูเหมือนวิ่งไป แต่ที่จริงลวงตาเพราะน้ำยังคงขยับขึ้นลงกับที่ มีแต่ลักษณะของความเป็นคลื่นที่วิ่งไป ต้องลองจมน้ำ เอ้ย..ไปดูแถวทะเลจะเข้าใจ)

        ดังนั้นอาจคิดง่ายๆ อนุภาคของดินขณะที่เกิดคลื่นแผ่นดินคลื่นไป จะมีทั้งการสั้นสะเทือนแบบตั้งฉากกับทิศทางของคลื่นหรือที่เรียกว่าคลื่นสั่นสะเทือน (shake waves)

          และสั่นไปในแนวเดียวกับทิศทางของคลื่น หรือที่เรียกว่า คลื่นดัน-ดึง (push-pull waves)

         นักวิทยาศาสตร์สังเกตจากพฤติกรรมของคลื่นแผ่นดินเมื่อวิ่งผ่านลงไปในพื้นโลก เช่น การหักเห (Refraction)   และการสะท้อน (Reflection)  รวมถึงการเปลี่ยนความเร็วของคลื่นแผ่นดิน  อันเนื่องมาจากชนิดของตัวกลางที่เปลี่ยนไป คลื่นแผ่นดินเดินทางไปได้ไกลมาก และจะต้องใช้สถานีตรวจวัดหลายๆสถานีร่วมมือกันตรวจวัด  เช่น ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโก  สามารถวัดได้ที่ดัลลัส ซึ่งห่างออกไป 2400 กิโลเมตร โดยเดินทางผ่านลงไปในผิวโลก 480 กิโลเมตร

        สิ่งที่เราทราบคือ  ชั้นเปลือกโลกเป็นของแข็ง  (solid)    คนแรกที่ริเริ่มศึกษาชั้นของโลกโดยคลื่นแผ้นดินคือ A. mohorovicic  ได้ทำการศึกษาคลื่นแผ่นดินไหวที่หุบเขาคัลปา รัฐโครเอเซีย เมื่อวันที่  8 ต.ค. ค.ศ.1909   เขาสรุปว่าพบอะไรบางอย่างที่ทำให้พลังงานของคลื่นแผ่นดินสะท้อนกลับมา และพบว่าความเร็วของคลื่นเปลี่ยนไปเมื่อผ่านลงไปในความลึกมากกว่า 50 กิโลเมตร  ทำให้เขาทราบว่าคลื่นแผ่นดินผ่านไปในหินที่มีส่วนประกอบที่ต่างกัน  เขาเรียกรอยต่อระหว่างบรเวณที่หินที่มีส่วนประกอบแตกต่างกันมาพบกันว่า  แนวไม่ต่อเนื่อง (M discontinuity)  หรือที่รู้จักกันง่ายๆ ว่า M moho (เอ็ม-โมโฮ โปรดอย่าเขียนหรืออ่านผิดกลับกัน) ^_^ ..โมโฮ ไม่ใช่ โฮโม..^_^  แนวไม่ต่อเนืองคือบริเวณที่เปลือกโลกต่ออยู่กับชั้นแมนเทิล (Mantle) นั่นเอง

       ความลึกของชั้นแมนเทิลไม่คงที่ โดยที่บริเวณภูเขาจะหนามากกว่าบริเวณที่ราบ เช่น เปลือกโลกบริเวณทวีปสหรัฐอเมริกาจะมีความหนา 20 - 60 กิโลเมตร ฌแลี่ย 33 กิโลเมตร

     ค.ศ.1941  หรืออีก 32 ปีต่อมา  รอการเกิดแผ่นดินไหวไม่ไหว นักวิทยาศาสตร์เลยพากันใช้แรงระเบิดสร้างคลื่นแผ่นดิน  ซึ่งให้ผลดีกว่าเดิมเพราะจะเอาระเบิดแรง-ค่อย อย่างไรก็ได้ตามใจ  จากการทดสอบที่เปลือกโลกทวีบในนิวอิงแลนด์ (จากคลื่นแผ่นดินที่ได้จากระเบิด) ทำให้ทราบว่าเปลือกโลกยังแบ่งออกเป็น 3 ชั้นย่อยๆ คือ

        1.   ชั้นบนl6f (upper crustal layer)  คลื่นแผ่นดินจะมีพฤติกรรมเหมือนวิ่งผ่านหินแกรนิต หินโนไดโอไรต์ หรือหินไนท์ ซึ่งมีซิลิกา และอะล๔มิเนียมปนอยู่มาก จึงเรียกชั้นนี้ว่า ไซแอล (sialic layer)

       2.  ชั้นล่างสุด  คลื่นแผ่นดินมีพฤติกรรมเหมือนวิ่งผ่านไปในหินบะซอลต์ ที่มีซิลิกาและแมกนีเซียมปนอยู่ จึงเรียกว่า ชั้น ไซมา (simatic layer)

       3.  ชั้นที่อยู่ตรงกลาง คือปนๆกันระหว่าง ไซแอล และ ไซมา

แบ่งเปลือกโลกตามระดับความสูงต่ำ

      เปลือกโลกถ้าแบ่งตามระดับความสูงต่ำจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ

      1.    เปลือกโลกทวีป คือส่วนที่โผล่พ้นน้ำขึ้นมารองรับทวีปต่างๆ เอาไว้
      2.    เปลือกโลกมหาสมุทร คือส่วนที่จมไต้น้ำ รองรับทะเลและมหาสมุทรเอาไว้

เปลือกโลกทวีป
     แบ่งออกเป็น 2 ส่วน
  ได้แก่
      1.    ส่วนที่เป็นภาวะคงตัว  คือส่วนที่เป็นภูเขาเก่าแก่ประกอบด้วยหินเก่า

เป็นบริเวณที่มีมากกว่าส่วนที่ไม่คงตัว มีการเคลื่อนไหวน้อยมากตรวจดูหินจะมีอายุมากกว่าแบบภาวะไม่คงตัวแบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่
             1.1  หินฐานทวีป  เป็นส่วนฐานของทวีป อยู่ในระดับต่ำประกอบด้วยหินอัคนีและหินแปร เกิดจากหินเก่าแก่  พื้นที่เป็นเนินเขาระดับต่ำหรือที่ราบสูงระดับต่ำ แต่ก็อาจมีบางที่ยกตัวขึ้น

             1.2รากภูเขา(ภูเขาก็มีรากเน้าะ..)เป็นส่วนของหินฐานทวีป แต่มีหินที่เกิดจากซากเทือกเขารุ่นก่อนแทรกอยู่เรียกว่าเก่าหนักเข้าไปอีก..และถูกอัดบีบอย่างรุนแรงจนกลายเป็นภูเขาหินแปร
ที่มีรูปร่างเป็นสันเขาแคบยาวสูงจากทะเลไม่เกิน 1000  เมตร 

    2.    ส่วนที่เป็นภาวะไม่คงตัว คือส่วนที่กำลังก่อเกิดเป็นเทือกเขาเนื่องกระบวนการทางธรณีวิทยา เช่น บริเวณที่มีภูเขาไฟจะทำให้เกิดภูเขาที่ประกอบด้วยหินภูเขาไฟสะสมตัวกันจนเกิดเป็นเทือกเขาขึ้น  ภูเขาพวกนี้อายุยังน้อย(เมื่อเทียบกับโลก ไม่ใช่เทียบกันคน ^_^  )  เกิดจากลาวา แมกมา  หรือ ทีฟรา(เศษหินภูเขาไฟขนาดต่างๆ)
      นอกจากนี้ยังมีส่วนที่มีการแปรของโครงสร้าง คือการที่เปลือกโลกเกิดการแตกหัก โค้งงอ จากแรงดันตัวภายในโลก  บางที่อาจยกตัวขึ้นกลายเป็นภูเขาหรือที่ราบศุง บางที่อาจยุบตัวลงกลายเป็นที่ราบลุ่มหรือแอ่ง ภูเขาแบบนี้เกิดขึ้นมากในมหายุคซีโนโซอิก มักจะเป็นภูเขาที่สลับซับซ้อนทุรกันดาร บางทีเรียกเทือกเขาที่มีรูปแบบนี้ว่า " เทือกเขาแอลไพน์"  เนื่องจากมีลักษณะโค้งงอหรือหลายๆอย่างคล้ายกับเทือกเขาแอลป์ในยุโรปกลาง พบตามรอยต่อเขตรอบมหาสมุทรแปซิฟิก ทวิปอเมริกาเหนือ เช่น เทือกเขา แอนดีส  หรือถ้าอยู่ในมหาสมุทรก็จะเป็นหมู่เกาะที่มีลักษณะโค้งงอ  เช่น  หมู่เกาะญี่ปุ่น หมู่เกาะฟิลิบปิน หมูเกาะอาลิวเซียน  เป็นต้น

เปลือกโลกมหาสมุทร

     เปลือกโลกใต้มหาสมุทรบางกว่าเปลือกโลกทวีป(ไม่งั้นจะจมอยู่ใต้น้ำหรือ..) ส่วนใหญ่เป็นหินบะซอลต์ ที่มีตะกอนปกคลุมอยู่ (ใครที่เรียนถึงเรื่องหินแล้วคงจะจำได้ว่า หินบะซอลต์เย็นตัวเร็วกว่าหินแกรนิต) ตรงกลางของมหาสมุทรมักเป็นรูปแอ่งแกนหรือแอ่งยาว  หินพวกนี้คาดว่าเกิดในมหายุคซีโนโซอิก เพราะความบางของมันจึงมีการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกขึ้นมาก

การเปลี่ยนแปลง(แปรรูป) ของเปลือกโลก 

(Diformation)

          แบ่งเป็น  2  แบบ  ได้แก่
          1.    การเปลี่ยนแปลงเคลื่อนที่แบบรวดเร็วฉับพลัน (abrupt movements)  มักเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง จนทำให้เปลือกโลกจมตัวลงเป็นบริเวณกว้าง  หรือเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือเคลือนที่ออกจากกันในแนวราบทำให้เกิดลุ่มน้ำขัง (swamps)  หรือทะเลสาป  เช่น  ที่ราบลุ่มในภาคเหนือของประเทศไทย หรือที่ราบลุ่มตอนกลางที่เรียกว่าที่ราบลุ่มเจ้าพระยาของไทย 
          2.     การเปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนที่อย่างช้าๆ (slow movemants)  แผ่นเปลือกโลกมีการเคลื่อนที่อย่างช้า ๆ   เช่น  แผ่นเปลือกโลกแปซิฟิคเคลื่อนที่ไปทางทิศเหนือ 5 เซนติเมตร/ปี  เฉลี่ยทั้งโลก 5 - 8 เซนติเมตร/ปี 

แผ่นเปลือกโลก

          เปลือกโลก ประกอบด้วยแผ่นขนาดใหญ่ 6 - 10  แผ่น และมีแผ่นเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นหลายๆแผ่นต่อกันเหมือนแผ่นกระเบื้อง   แผ่นเปล์อกโลกเหล่านี้เรียกว่า เพลท (plate)  ถ้าเป็นเพลทที่ประกอบกันเป็นเปลือกโลกทวีป (continenental plate) มีความหนาประมาณ 50 - 100 กิโลเมตร  เคลื่อนที่เร็ว ประมาณ 2 เซนติเมตร/ปี    ถ้าเป็นแผ่นเปลือกโลกที่ประกอบกันเป็นเปลือกโลกมหาสมุทร   (oceanic plate) จะมีความหนาประมาณ 10 - 20 กิโลเมตรเคลื่อนที่เร็วประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร/ปี 

ลักษณะที่แผ่นเปลือกโลกกระทำต่อกัน

   1. การชนกันหรือเคลื่อนเข้าหากัน   จะทำให้เเพลทใดเพลทหนึ่งมุดหัวทิ่มลงขณะที่อีกเพลทเงยหัวสูงขึ้น(ไม่ใช่ชนช้างนะจารย์ ^_^...แหมไม่รู้จะบอกอย่างไรจึงจะให้นึกภาพออกง่ายๆ...^_^..  เรียกสภาวะแบบนี้ว่า convergent  bounderies  และมักทำให้เกิดเทือกเขาขนาดใหญ่ทอดยาวเช่นเทือกเขาหิมาลัย ถ้าเกิดในมหาสมุทรจะทำให้เกิดร่องลึกกลางสมุทร (deep ocean trench) เป็นอาศัยของสัตวฺประหลาดและมนุษย์ต่างดาว ^_^....

 2.   แบบที่เพลทเคลื่อนแยกจากกัน  (divergent    bounderies )  จะให้เกิดแนวหินใหม่ขึ้นบริเวณที่มีการแยก หรือที่เรียกว่าสันเขากลางสมุทร  (mid oceanic ridge)

 3.  แบบเคลื่อนที่ผ่านกันหรือเฉียดๆกันไป  เหมือนรถสองคันที่วิ่งเฉียดกันไปขนิดผิวแตะกัน  แต่เพลทผ่านกันด้วยความเร็วเพียง 10-20 เซนติเมตร จึงไม่ก่อให้เกิดกรณีเฉี่ยวชนให้เป็นที่หวาดเสียวกันแต่ประการใด ยิ่งกรณีชนแล้วหนี ปาดหน้าในระยะกระชั้นชิดยิ่งไม่มี

 


 

ความหมายของวิชาวิทยาศาสตร์     

วิทยาศาสตร์(science)  หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ และกระบวนการค้นคว้าหาความรู้ที่มีขั้นตอนมีระเบียบแบบแผน

ความหมายของคำว่า วิทยาศาสตร์ จะมี   2   ส่วน

1.  วิทยาศาสตร์หมายถึงความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่มนุษย์พยายามหาคำตอบเกี่ยวกับคำถามจากสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น

  • สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างไร
  • สิ่งต่างๆ มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร
  • สิ่งต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันจะเป็นอย่างไรในอนาคต
  • มนุษย์ใช้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรการการพยายามหาคำตอบจากสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ นำไปสู่ข้อสรุปเป็นข้อเท็จจริง ความคิดรวบยอด ทฤษฎี หลักการ และกฎต่างๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์

2.  วิทยาศาสตร์หมายถึง กระบวนการค้นหาความรู้อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้ จึงได้ความรู้ที่มีขั้นตอนและสามารถตรวจสอบได้ จึงได้ความรู้ที่มีระเบียบกฎเกณฑ์

องค์ประกอบของการศึกษาทางวิทยาศาสตร์

1. กระบวนการ (process) หมายถึงการกระทำคนซึ่งอาศัยวิธีการทางวิทยาศาสตร์คือ การสังเกต การกำหนดปัญหา และการตรวจสอบสมมุติฐาน

2. ความรู้ (knowledge) ได้แก้ผลจากการกระทำของคน ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูล ข้อเท็จจริง ทฤษฎี และกฎ

++++++

กระบวนการหาความรู้ของนักวิทยาศาสตร์

กระบวนการหาความรู้ของนักวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย    ส่วนใหญ่ๆ คือ

1. "ระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ หรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific method)"

หมายถึงวิธีการทำงานอย่างมีระบบ ซึ่งเริ่มจาก

  • 1  การสังเกต(ทำให้เกิดความสงสัยและเป็นปัญหาเกิดขึ้น)
  • 2  กำหนดปัญหาให้ชัดเจน
  • 3  ตั้งสมมุติฐาน เป็นการคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีเหตุผล
  • 4.  ออกแบบการทดลองและทำการทดลองตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้
  • 5  สรุปผลการทดลองหลังจากการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของผลการทดลองที่ได้อย่างมีเหตุผล

จะเห็นว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์มี 5 ขั้นตอนนะจ้ะ

สังเกต-- ระบุปัญหา---ตั้งสมมุติฐาน---ทดลอง--สรุปผล--

ในขั้นตอนเหล่านี้จะต้องมีการ "ศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูล" อยู่เสมอๆ

2. "ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์"

เป็นส่วนที่สอง หมายถึงความชำนาญและประสบการณ์ในการใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหา ทักษะที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาและสรุปเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประกอบด้วยทักษะพื้นฐานที่สำคัญดังนี้

  • ทักษะการสังเกต
  • ทักษะการวัด
  • ทักษะการคำนวณ
  • ทักษะการจำแนกและจัดหมวดหมู่
  • ทักษะการหาความสัมพันธ์
  • ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล
  • ทักษะการจัดทำและสื่อความหมายข้อมูล
  • ทักษะการทำนาย
  • นี่ล่ะคือคุณสมบัติที่สำคัญของผู้ที่จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ล่ะ
  • ที่กล่าวมานั้นเป็นทักษะที่ใช้ให้การคิดเพื่อแก้ปัญหาสรุปผล แต่ในขั้นการออกแบบการทดลอง  เพื่อทำการตรวจสอบสมมุติฐานยังต้องอาศัยทักษะกระบวนการขั้นผสม..ที่ซับซ้อนขึ้นอีก(เล็กน้อย) ได้แก่

    • ทักษะการตั้งสมมุติฐาน(ต้องตั้งเก่งด้วย)
    • ทักษะการกำหนดและควบคุมตัวแปร (เพื่อให้ผลทดลองออกมาน่าเชื่อถือ)
    • ทักษะการกำหนดเชิงปฏิบัติการ (คือการกำหนดขั้นตอนวิธีการทดลอง)
    • ทักษะการทดลอง (ใช้อุปกรณ์เป็นเปล่า..แถวนั้น)
    • ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป(ต้องดูผลการทดลองแล้วแปลความหมายเป็นด้วย ไม่ใช่เอาไปไบ้หวย อิอิ)

    3. ส่วนที่ 3 (สุดท้าย) ของกระบวนการหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์คือ "เจตคติทางวิทยาศาสตร์" หมายถึงคุณลักษณะของบุคคลที่มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมของตนออกมา ซึ่งจะมีผลต่อความสำเร็จของงานทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมากเลย พูดง่ายๆ คือนิสัยส่วนตัวของคนนั่นล่ะ ซึ่งลักษณะที่สำคัญได้แก่

    • การเป็นคนช่างสังเกต(สำคัญมากข้อนี้…หมายถึงการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด ในการพิจารณาสิ่งต่างๆ อย่างละเอียด แต่ต้องระวังความปลอดภัยด้วยนะ)
    • เป็นคนช่างสงสัย
    • เป็นคนมีเหตุผล
    • เป็นคนมีความพยายามและอดทน (ลองไปอ่านประวัตินักวิทยาศาสตร์ดูในห้องความรู้จะเห็นว่าพวกเขาต้องพยายามกันมากกว่าจะค้นพบ)
    • เป็นคนที่มีความพยายามและริเริ่ม
    • เป็นคนทำงานอย่างมีระเบียบระบบเป็นขั้นตอนตามระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์

     

    ประเภทของวิทยาศาสตร์

    แบ่งเป็น 2 พวกคือ

    1. วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์  หมายถึงความรู้ขั้นพื้นฐานที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ ได้แก่
    2. ข้อเท็จจริง(เช่นไฟร้อนเป็นข้อเท็จจริงที่ใครๆก็รู้)

      หลักการ ก็คือหลักการ (อ้าว พูดง่ายนะ อิอิ…หลักการผสมพันธ์สัตว์เป็นต้น)

      ทฤษฎี (คือสิ่งที่ได้จากการทดลองและสรุปผล)

      กฎต่างๆ เช่น กฎแรงโน้มถ่วง

    3. วิทยาศาสตร์ประยุกต์หรือเทคโนโลยี   คือการนำความรู้จากข้อ 1 มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต เช่น การประดิษฐ์สิ่งต่างๆ

     

    นักวิทยาศาสตร์(Scientist)

    หมายถึงบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ที่ทำการศึกษาวิทยาศาสตร์ แล้วนำความรู้ที่ได้มาตั้งเป็นกฎเกณฑ์หรือทฤษฏีเพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาค้นคว้าต่อไป

    นักวิทยาศาสตร์แบ่งออกเป็น 2 พวกคือ

    1. นักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ทำหน้าที่ศึกษาหาความจริงในธรรมชาติให้ลึกซึ้งและกว้างมากขึ้น แบ่งตามสาขาของวิทยาศาสตร์ เช่น นักเคมี นักชีววิทยา นักฟิสิกส์ เป็นต้น
    2. ตัวอย่างเช่น ไอส์ไตน์ (ลองอ่านดูประวัติในห้องความรู้นะ) เ
    3. นักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่นำความรู้จากนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์มาคิดสร้างสรรค์ต่อ เช่น นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ เภสัชกร เกษตรกร วิศวกร เป็นต้น
    4. นักวิทยาศาสตร์บางท่านอาจเป็นทั้งนักวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ และนักวิทยาศาสตร์ประยุกต์ในคนๆเดียวกัน เช่น ไมเคิล ฟาราเดย์, กาลิเลโอ (ลองอ่านดูประวัติในห้องความรู้…อีกแล้ว )

    ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาอย่างไร

    ก็ได้มาจากกระบวนการหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์นั่นล่ะจำได้ไหม เช่น การทดลองเรื่องไข้ เอ้ย..ไข่ลอย ไข่จม ก่อนที่นักเรียนจะสรุปหลักการของไข่จมไข่ลอยได้นั้น นักเรียนต้องอาศัยระเบียบวิธีการทางวิทยาศาสตร์ดังนี้

    1. สังเกต (เช่น สังเกตว่าตอนแรกไข่จม พอใส่เกลือ..กลับลอยขึ้นมาได้ ไสยศาสตร์มีจริง เอ้ย..ไม่ใช่)
    2. การตั้งปัญหา
    3. (บางคนจะสงสัยว่าถ้าใส่เกลือไม่เท่ากัน ไข่จะลอยสูงต่างกันหรือไม่)
    4. การตั้งสมมุติฐาน
    5. (เป็นการคาดคะเนหาคำตอบหรือสิ่งที่เป็นไปได้ต่อไป เช่น หนูแจ๋วบอกว่าถ้าใส่เกลือต่างกันไข่จะลอยสูงขึ้นต่างกัน แต่หนูกะปอมบอกว่าใส่เกลือต่างกัน ไข่อาจจะลอยสูงเท่ากัน จะเห็นว่าสมมุติฐานยังไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจน แต่จะนำไปสู่การทดลองต่อไปอีก
    6. ออกแบบการทดลอง

    การที่สองหนูจะตีกันตาย ต้องมีการออกแบบการทดลองสนับสนุนสมมุติฐาน เช่น กำหนดให้ใส่เกลือลงในน้ำที่มีปริมาตร150 ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่ากัน โดยใส่เกลือเป็น 30 35 40 45 ช้อนเบอร์ 1 แล้วสังเกตความสูงของไข่ที่ลอยขึ้นทุกครั้ง

    1. สรุปผลการทดลอง จากการทดลองหาความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณเกลือกับความสูงของไข่ที่ลอยขึ้นทำให้สรุปได้ว่า ถ้าความเข้มของเกลือมากขึ้น ไข่ไก่จะลอยสูงขึ้น(ใชโย..หนูแจ๋วตอบถูก)

    ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีอะไรบ้าง

    1.  ข้อเท็จจริง (Fact) คือสิ่งที่มนุษย์พบว่าเป็นความจริง(เล่นง่ายดีนะอาจารย์ ^_^…) แต่การบันทึกอาจคาดเคลื่อนได้

    2.   ข้อมูล (Data) หมายถึงข้อเท็จจริงที่ได้จากการสังเกตหรือทดลอง แล้วนำข้อมูลเสนอข้อมูลก็มี 2 แบบคือ ข้อมูลเชิงปริมาณ(มักใช้กราฟหรือตารางข้อมูลบอก) และข้อมูลเชิงคุณภาพ เป็นการบรรยายลักษณะและพฤติกรรมที่ปรากฏให้เราเห็นขณะทดลอง

    3. กฎ (Law) หมายถึงสมมุติฐานที่ได้รับการยอมรับว่าถูกต้อง มักเน้นความสัมพันะระหว่างเหตุและผล

    4. ทฤษฎี (Theory) หมายถึงสมมุติฐานที่ผ่านการตรวจสอบหลายๆครั้ง จนเป็นที่ยอมรับกัน(อาจเปลี่ยนได้ถ้ามีข้อมูลที่ดีกว่าเก่ามาแก้)

     


     

    ปลิงทะเล

       น่ารักจัง...!!!

    อุ๊ยตาย...ว๊าย...กรี๊ด!!!!!...อึ๋ยซ์...ยึ๊ยซ์...กึ๋ย..!!!จื๋ยซ์ๆๆ

    นี่คือคำอุทานของท่านสุภาพสตรี เมื่อพูดถึงเรื่อง ปลิง แต่ในที่นี้เป็นปลิงทะเล ซึ่งเป็นคนละพวกกับปลิงน้ำจืด หน้าตาก็น่าเอ็นดูกว่าเป็นไหนๆ ไม่เชื่อลองดูรูปสิ

    มื่อเราลงไปเดินหรือดำน้ำในแนวปะการังหรือในแนวหญ้าทะเล เราจะพบเจ้าสิ่งหนึ่งที่มีร่างกายเป็นทรงกระบอกกระจายอยู่ทั่วไป บางชนิดฝังตัวอยู่ตามพื้นทรายพื้นโคลน บ้างก็มีผิวเรียบบ้างก็มีผิวตะปุ่มตะป่ำ จากรูปร่างของมันบางท่านไม่กล้าที่จะแตะต้องมันโดยเฉพาะคุณผู้หญิง!!! (แต่บางคนพออยู่ในถ้วยอาหารกินเอ๊ากินเอา...แซบหลายเด้อ..สิบอกไห่)

    ปลิงทะเลและในภาษาอังกฤษเรียกว่า "sea cucumber" (แปลเป็นไทยว่าแตงกวาทะเล!!!....แต่ยังไม่ทราบว่ามีหน่อไม้ทะเล...แตงโมทะเล...มะละกอทะเลหรือไม่ อิอิ..) อยู่ใน ใน Phylum Echinodermata และ Class Holothuroidea ซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์มากกว่า 1000 ชนิด ซึ่งรวมทั้งเม่นทะเลและดาวทะเล ลักษณะหนึ่งของ Phylum นี้คือมีร่างกายสมมาตร (ไม่ใช่แปลว่ารูปร่างเหมือนสนธิ สมมาตร นักร้องลูกทุ่งนะ)

     ปลิงทะเลมีวิวัฒนาการร่างกายมีผนังหนานุ่ม เป็นทรงกระบอกเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนที่และการดำรงชีวิตอื่น ๆ มีช่องเปิดทางด้านหน้าและด้านหลัง ทางด้านหน้าบางชนิดมี tentacle ยื่นออกมา และทางด้านหลังเป็นช่องขับถ่าย ผิวของปลิงจะเป็นผลึกหินปูนเล็ก ๆ ประกอบกันอยู่มากมาย ซึ่งผลึกหินปูนเหล่านี้ใช้ในการจำแนกชนิด (species) บางชนิดมีมากถึง 80 % ของน้ำหนักแห้งของร่างกาย ขนาดความยาวของลำตัวบางชนิดยาวถึงหนึ่งเมตร สีสันก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด ปลิงทะเลมีเท้าเดิน (tube feet) อยู่บนผิวหนังซึ่งใช้ในการเดินและยึดเกาะกับพื้นวัสดุ

    ปลิงทะเลกินอาหารพวก ตะกอนสารอินทรีย์เล็ก ๆ แบคทีเรียและสาหร่ายเล็กๆ (แตกต่างกันในแต่ละชนิด) ซึ่งมีมากบนพื้นท้องทะเล มีการคำนวณปริมาณการกินอาหารของปลิงทะเลบางชนิดมากถึง 130 กิโลกรัมต่อปี !!!! ปลิงทะเลยื่น tentacle เพื่อเก็บอาหารและลำเลียงสู่ปาก บางชนิดมีเมือกที่ tentacle เพื่อดักจับอาหารที่เป็นตะกอนแขวนลอย บางชนิดไม่มีเท้าเดิน (tube feet) ไว้สำหรับยึดเกาะ เช่น Euapta lappa

    ปากของปลิงจะใช้กินอาหารอยู่ตลอดเวลา ปลิงทะเลจะหายใจทางช่องเปิดด้านหลัง โดยปลิงจะดูดน้ำเข้าและถูกดึงเข้าไปที่ respiratory tree และน้ำจะถูกขับออกโดยใช้กล้ามเนื้อช่วย (สรุปก็คือหายใจทางก้น..อ้ะๆๆไม่ต้องลอง คนทำไม่ได้หรอก)

    ในธรรมชาติศัตรูของมันก็คือปูและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ หากถูกรบกวนกลไกในการป้องกันตัวของปลิงทะเลก็คือใยสีขาวที่พ่นออกมา บางท่านอาจเคยไปจับตัวมันแล้วก็ถูกเส้นใยสีขาว ๆ พ่นใส่ ซึ่งเส้นใยเหล่านี้จะติดหนับแกะออกยากมาก

     สำหรับการศึกษาการสืบพันธุ์ของปลิงทะเลในเมืองไทยยังไม่มีรายงานการศึกษาฉะนั้นต้องอาศัยรายงานของต่างประเทศไปก่อนนะครับ ปลิงทะเลสืบพันธุ์โดยการปล่อยเสปิร์มและไข่สู่มวลน้ำ ผสมกันได้ตัวอ่อนและตัวอ่อนจะดำรงชีวิตเป็น plankton อยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนที่จะลงสู่พื้น สำหรับฤดูกาลการสืบพันธุ์ของปลิงทะเลจะผันแปรตามฤดูกาลโดยในเขต temperate มีแนวโน้มที่สืบพันธ์ในช่วงฤดูร้อน จากผลการศึกษาของ Chao และคณะ 1995 ศึกษาวงจรการสืบพันธุ์ของปลิงทะเลที่เกาะไต้หวัน พบว่าปลิงทะเลที่มีรูปแบบการกินอาหารทั้งสองชนิด (กินตะกอนแขวนลอย (suspension) feeder และ กินพวกเศษซาก (deposite feeder)) มีการปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ในช่วงฤดูร้อน เช่นเดียวกับพวกสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ สำหรับในประเทศไทยอาจจะไม่มีฤดูกาลสืบพันธุ์ที่ชัดเจนต้องอาศัยการศึกษาต่อไปครับ

    มาดูเรื่องประโยชน์ของปลิงทะเลกันดีกว่าครับ ปลิงทะเลมีบทบาทที่สำคัญในระบบนิเวศคือเป็นตัวย่อยสลายพวกสารอินทรีย์ในตะกอนและปล่อยสารอาหารคืนสู่ห่วงโซ่อาหาร ประโยชน์ที่มีการพูดถึงกันมากที่สุดคือมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ส่วนมากปลิงทะเลนิยมนำไปปรุงเป็นอาหารจีน โดยต้องผ่านกระบวนการที่ซับซ้อน

    มีงานวิจัยอยู่ชิ้นหนึ่งโดยสมชัย บุศราวิท และนลินี ทองแถม 2542 (สถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเลจังหวัดภูเก็ต) มีรายงานดังนี้

     

    ปลิงทะเลสามารถพบได้ทั่งสองฝั่งทะเลของประเทศไทย โดยถูกนำขึ้นมาเป็นสินค้าโดยทำแห้งส่งต่อไปยังประเทศใกล้เคียงเช่น มาเลเซีย โดยนำไปป่นแห้งเป็นผลบรรจุแคปซูลเพื่อเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ การวิวัฒนาการเป็นอาหารและยาเริ่มจากประเทศจีน เมื่อ 5000 ปีก่อนครับ ในปลิงทะเลจะประกอบด้วย vitamin a และ c, thiamine, riboflavin, niacin, calcium, iron, mangnesium และ zinc นอกจากนั้นก็มีโปรตีนและไขมันเล็กน้อย ส่วนที่นำไปประกอบอาหารจะเป็นส่วนที่เป็นผนังลำตัว จากการรวบรวมข้อมูลการศึกษาจำนวนชนิดในเมืองไทยพบว่ามีปลิงทะเลอยู่ 76 ชนิด Sangjindawong, 1980 รายงานถึงปลิงทะเลที่นิยมกินมีอยู่หกชนิดครับ คือ Holothuria scabra, H. argus, H.marmorata, H. arta, H. spinifera และ Stichopus variegatus อย่างไรก็ตามยังมีชนิดอื่น ๆ อีกที่ถูกเก็บขึ้นมาอีกมากครับเพราะทุกวันนี้เหลือน้อยลงทุกวัน การทำการประมงปลิงทะเลเริ่มกันมาเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมานี้เอง โดยใช้มือเปล่าจับเวลาน้ำทะเลลง ต่อมาก็มีการพัฒนาโดยใช้อุปกรณ์หน้ากากดำน้ำลงไปเก็บในที่น้ำลึก การเก็บจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาบางชนิดเก็บได้ตลอดทั้งวันแต่บางชนิดเก็บได้เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น วิธีการแปรรูปก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่

    สำหรับราคาที่จำหน่ายอยู่ในช่วง 90 ถึง 270 บาทต่อหนึ่งกิโลกรัม แตกต่างกันไปในแต่ละชนิด ถ้าขายสดจะตกอยู่กิโลกรัมละ 3 ถึง 35 บาท แตกต่างกันไปตามชนิดของปลิงทะเล อย่างไรก็ตามราคาจะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่และความต้องการของตลาด ขอยกตัวอย่างราคาแค่นี้พอนะครับเดี๋ยวมีคนรู้มากจะพากันไปเก็บหมดทะเลกันพอดี

    การทำการประมงปลิงทะเลนอกจากทำลายปลิงทะลโดยตรงแล้วยังส่งผลถึงความเสื่อมโทรมแนวปะการังด้วย โดยเฉพาะการเก็บปลิงทะเลในช่วงเวลาน้ำทะเลลง มีการเหยียบย่ำ ขุดคุ้ยแนวปะการังเกิดขึ้น มีแนวโน้มว่าการทะการประมงปลิงทะเลจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ ซึ่งเป็นสัญญานอันตรายต่อระบบนิเวศทางทะเลโดยตรง

    ผู้วิจัย (สมชัย บุศราวิท และนลินี ทองแถม 2542) ได้ให้ข้อเสนอแนะในการอนุรักษ์ปลิงทะเลในเมืองไทยดังต่อไปนี้

    1. ควรจะมีการทำการวิจัยถึงความหลากหลายและการแพร่กระจายในแต่ละระบบนิเวศ เช่น ระบบนิเวศหญ้าทะเล ระบบนิเวศปะการัง ตลอดแนวชายฝั่งของประเทศไทย
    2. ควรศึกษาชีววิทยาของปลิงทะเลชนิดที่ตลาดต้องการ รวมทั้งการสืบพันธุ์ การเติบโต การทดแทนที่ของประชากร เพื่อผลประโยชน์ในการจัดการทรัพยากรที่ยั่งยืน
    3. ควรจะมีการกำหนดขนาดของปลิงทะเลในการทำการประมง
    4. ควรมีการฝึกอบรมชาวประมง
    5. ไม่ควรให้มีการเก็บปลิงทะเลในเขตอุทยานและเขตอนุรักษ์
    6. ควรมีการติดตามผลเก็บข้อมูลทางสถิติในการส่งออก

     

     

     

     

      อา...น่ารักจังเลยนะตัวเอ๊งตัวเอง....^_^....

     

     

    แสงเลเซอร์

     

    แสงเลเซอร์เป็นสิ่งที่นิยมกันมากไม่ว่าจะเป็น concert  ของนักร้องต่างๆมักจะมีแสงเลเซอร์ประกอบ (แต่โดนคนแล้วน่าจะขาดกระจุยนะ) ในหนัง เช่น ในเรื่อง starwars มีหลายฉากที่ใช้ดาบเลเซอร์ต่อสู้กัน บางคนคงเคยสงสัยว่า ทำไมแสงของดาบเลเซอร์มันถึงได้ยาวแค่นั้น แถมฟันกันได้เหมือนดาบธรรมดานี่เอง  แล้วมันเอาพลังงานเอาจากไหนฟะ...อุลตราแมนหลายตัวก็สามารถปล่อยแสงเลเซอร์ได้

    งั้นเรามาศึกษาถึงแสงเลเซอร์กัน

    คุณสมบัติของแสงเลเซอร์


    ลักษณะเด่นที่สำคัญของแสงเลเซอร์คือ การเป็น Coherent Light คุณสมบัติของ coherency นี้ทำให้แสงเลเซอร์ทำงานได้แตกต่างไปจากแสงทั่ว ๆ ไป เนื่องจากเป็นแสงที่มีลักษณะสมบัติเฉพาะตัว ง่ายต่อการระบุแยกออกจากแสงอื่น ๆ ที่เป็นแบ็คกราวด์ ความเป็นระเบียบของคลื่นส่งผลให้เกิดคุณสมบัติอีกหลาย ๆ อย่างตามมา เช่นการมีแสงสีเดียว (Monochromatic) การมีทิศทางที่แน่นอน (Directionality) และมีความเข้มสูง (High Intensity) การนำเอาแสงเลเซอร์ไปใช้ประโยชน์นั้นจึงอาจอาศัยคุณสมบัติเด่น ๆ เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลาย ๆ อย่างรวม ๆ กัน

     

     Coherency  คืออะไร


    Coherency คือความเป็นระเบียบของคลื่น คลื่นจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันโดยมีเฟสเหมือนกัน (In Phase) จึงมีหน้าคลื่น (Wave Front) พร้อมกันเปรียบเสมือนกับแถวทหารที่เดินเป็นระเบียบเป็นหน้ากระดานพร้อม ๆ กัน 
    คลื่นที่เป็นระเบียบย่อมมีพลังงาน และโมเมนตัม เพราะพลังงานและโมเมนตัมของโฟตอนแต่ละตัวจะเสริมกัน และมี Impact ในทิศทางเดียวกัน ถ้าจะเปรียบเทียบกับความพร้อมเพรียงของฝีพายเรือ ถ้าฝีพายเรือมีความพร้อมเพรียงกันดี และออกแรงเท่า ๆ กัน ย่อมสามารถนำเรือวิ่งไปได้เร็วกว่าฝีพายที่แจวกันคนละทีสองทีไม่พร้อมกัน ถึงแม้จะมีฝีพายบางคนที่มีแรงพายมากก็ตาม Coherency จึงเป็นสิ่งที่ทรงพลัง และมีประสิทธิภาพด้วย และเป็นคุณสมบัติที่เด่นของแสงเลเซอร์

    นักเรียนก็ควรจะทำตัวเป็น Coherency  ในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น   Coherency  โดยการพร้อมใจกันนอนในคาบเรียนอย่างเป็นระเบียบ จะมีพลัง ครูจะเห็นได้ก็ให้รู้ไป ฮ่าๆๆๆ...ล้อเล่น  หรือการเดินขบวนนี่ก็เป็น Coherency   ทางสังคมอย่างหนึ่ง

    สรุปมาถึงตรงนี้ว่าแสงเลเซอร์ต่างจากแสงธรรมดาคือมันมีระเบียบนั่นเอง เป็นลำตรงไม่บานปลายเหมือนแสงไฟฟ้า(นอกจากเราจะบังคับมัน)  นึกถึงแสงเลเซอร์ในภาพยนต์ดูจะรู้


    ในอุดมคติ เราต้องการให้คลื่นแสงที่อยู่ใน Optical Cavity มี Coherency ดีอย่างสมบูรณ์แบบ แม้เมื่อแสงนั้นออกจากตัวเลเซอร์และเคลื่อนที่ไปในบรรยากาศ หรือตัวกลางอื่นใดแล้วก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติ คลื่นแสงที่วิ่งผ่านตัวกลางของเลเซอร์ หรือตัวกลางอื่น ๆ แล้วมักเกิด Interaction กับวัตถุเหล่านั้น อาจสูญเสียพลังงานโมเมนตัมหรือเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ไปบ้าง ทำให้ความเป็น Coherency ลดน้อยลงได้ ระยะทางที่แสงยังคงความเป็น Coherency ได้สมบูรณ์แบบนี้เรียกว่าความยาวโคฮีเรนท์ (Coherent Length)

     แสงที่วิ่งผ่านเนื้อวัตถุแต่ละชนิดจะมีความยาวโคฮีเรนท์ไม่เท่ากัน ขึ้นกับชนิดของวัตถุ (เหมือนกรณีที่สั่งทหารหนึ่งกองร้อย..วิ่งบนถนนแล้วสั่งให้วิ่งลงในหล่มโคลน  ความเป็นระเบียบจะเปลี่ยนไป..และพอสั่งให้ทหารกองร้อยนั้นวิ่งผ่านสถานอบ-อาบ-นวด แผนโบราณ...ทหารกองร้อยนั้นอาจจะแตกกระบวนไปเลยก็ได้ 555555.......)

     ปริมาณจุดบกพร่องในเนื้อสาร และความสม่ำเสมอของเนื้อสาร ด้วยเหตุนี้ตัวกลางของเลเซอร์จึงมีความยาวจำกัด เช่นแท่งทับทิม แท่งผลึกแยค หรือแท่งแก้วที่ใช้ทำเลเซอร์จะมีความยาวที่เหมาะสมต้องเป็นผลึกที่สมบูรณ์แบบ มีจุดบกพร่องน้อย 

    จะเห็นว่าผลึกมาเกี่ยวกับเลเซอร์แล้ว..หรือนัยหนึ่งเลเซอร์เกี่ยวกับผลึก

    ผลึกเหล่านี้ จึงมักต้องเป็นผลึกที่เตรียมขึ้นในห้องปฏิบัติการ (Artificial Grown Crystal) เพราะผลึกที่เกิดเองตามธรรมชาติมีจุดบกพร่องมากเกินไป... ทำให้มีค่าความยาวโคฮีเรนท์สั้นเกินกว่าที่จะนำมาทำเป็นตัวกลางของเลเซอร์ได้ ส่วนตัวกลางเลเซอร์ที่เป็นก๊าซ จะมีความสม่ำเสมอของเนื้อสารมากกว่า จึงสามารถออกแบบให้มีขนาดยาวได้เพื่อที่จะได้กำลังเลเซอร์สูง แต่ก็มีความหนาแน่นของเนื้อสารน้อยกว่าตัวกลางที่เป็นของแข็งมาก เนื้อสารของตัวกลางเลเซอร์ที่มีความสม่ำเสมอดี และมีความหนาแน่นของเนื้อสารสูงด้วย ได้แก่ของเหลว Dye Laser จึงเป็นเลเซอร์ที่มีขนาดไม่ยาวนัก แต่ให้กำลังต่อความยาวหนึ่งหน่วยของตัวกลางได้สูง ซึ่งเป็นจุด Compromise ระหว่างเลเซอร์ของแข็งและก๊าซ

    ศัพท์พวกนี้จะเอาบรรยายตอนหลัง ถ้ามีเวลาและโอกาส

    (เนื้อหาส่วนข้างล่างนี้นี้เหมาะกับนักเรียน ม .ปลาย เด็ก ม. ต้นอาจข้ามไปได้ แต่อ่านไปก็ไม่ผิดกฏหมาย)


     การทดลองของยังค์ (Young's Experiment)
    เราจะมีวิธีการใดที่จะพิสูจน์ว่าแสงชนิดใดเป็น Coherent Light การทดลองที่มีชื่อเสียงอันหนึ่งที่สามารถใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ได้ ได้แก่ การทดลองของ Young ซึ่งเป็นการทดลองทางแสงที่ชี้ให้เห็นถึงผลลัพท์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการจัดระเบียบของคลื่น Young ได้ทำการทดลองนี้กับแสงจากหลอดไฟธรรมดา ซึ่งเป็น Incoherent Light มีลักษณะเป็น Point Source และเป็นแสงที่ประกอบไปด้วยแสงที่มีความยาวคลื่นต่าง ๆ การทดลองได้จัดทำขึ้นดังรูป

    (แว๊ก...รูปหาย รอก่อนนะ...ไปหล่นอยู่แถวไหนนี่)


    หลอดไฟธรรมดาที่ให้แสงขาว จะประกอบด้วยแสงหลายสีด้วยความยาวคลื่นขนาดต่าง ๆ การกระจายของแสงก็ออกไปทุกทิศทุกทาง จึงไม่มีความเป็นระเบียบของคลื่นอยู่ เมื่อนำฉากที่มีรูแสง (S1 และ S2) มาตั้งขวางไว้ แสงที่ผ่านรูปทั้งสองนี้ย่อมไม่มีความสัมพันธ์กันเลย การสอดแทรก (Interference) จะไม่เกิดขึ้นบนฉากที่ตั้งไว้หลังรูแสงทั้งสองนั้นแต่อย่างไร ดังแสดงในรูป แต่เมื่อ Young นำเอาฉากที่มีรูแสงเดี่ยว (S0) มาตั้งขวางเสียก่อน แสงที่ผ่านรูแสง S0 นี้จะเป็นแสงที่ถูกจัดให้มีความเป็นระเบียบขึ้น เพราะมีการปะปนของคลื่นแสงต่าง ๆ น้อยลง เมื่อแสงนี้ผ่านรูแสดง S1 และ S2 บนฉากอันต่อไป แสงที่ผ่านรูทั้งสองนี้จะมีลักษณะเหมือนกัน จึงเกิดการสองแทรกซึ่งกันและกันได้ และให้ Interference Pattern บนฉากที่ตังไว้รับแสง การทดลองนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแสงที่มีระเบียบของคลื่นจะสองแทรกกันได้ หากแสงเลเซอร์เป็น Coherent Light และมีความเป็นระเบียบของคลื่นอยู่แล้ว เมื่อผ่านรูแสง S1 และ S2 โดยมิต้องผ่าน S0 ก็ควรจะเกิด Interference Pattern ขึ้นบนฉากรับแสง และผลลัพท์นี้ก็เกิดขึ้นจริงดังการทดลองในรูป และเนื่องจากแสงเลเซอร์มีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งคือ มีความเข้มสูงมาก ดังนั้น Interference Pattern ที่ได้จึงคมชัดมากเมื่อเทียบกับกรณีที่ใช้หลอดไฟธรรมดา


    ด้วยหลักการของ Young นี้เอง แม้จะไม่ใช้รูแสงใด ๆ เลย ถ้ามีแหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์ 2 แหล่ง หรือมีวิธีการแบ่งลำแสงออกเป็นสองส่วนไม่ว่าจะใช้กระจกที่เป็น Half Mirror หรือ Prism แสงเลเซอร์ 2 ลำสามารถสอดแทรกซึ่งกันและกัน ทำให้เกิด Interference Pattern ได้ หากแสงเลเซอร์อันหนึ่งอันใดมีข้อมูลแฝงไว้ด้วย Interference Pattern นั้นก็จะเป็นภาพบันทึกข้อมูลเหล่านั้นได้ ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้กับ Holography ซึ่งจะมีรายละเอียดในบทต่อ ๆ ไป ภาพของ Interference Pattern นี้จะมีขนาดใหญ่ มีความเข้มสูง ให้ลวดลายของการสองแทรกอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับกรณีที่ต้องฝ่ายรูแสง จึงมีประโยชน์ในงานด้านต่าง ๆ มากมาย

     

    อา..มึนซซซซซ...!!!!!!!


     แสงสีเดียว (Monochromaticity)
    แสงเลเซอร์มีคุณสมบัติเป็นแสงสีเดียว (Monochromatic Light) เพราะเป็นแสงที่เปล่งออกมาจากการเปลี่ยนชั้นพลังงานที่เป็นชั้นพลังงานเดี่ยว (Discrete Energy Levels) ในระบบอะตอมหรือโมเลกุล ความถี่ของแสงมีค่าแน่นอนตามผลต่างของชั้นพลังงานทั้งสอง และยังมีส่วนในการเร้าให้เกิด Stimulated Emission โดยอาศัยกลไกของการขยายสัญญาณแสงด้วย Optical Cavity จึงเกิดแสงที่มีความถี่เดียวกันอีกจำนวนมาก จึงเป็นเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมแสงเลเซอร์จึงเป็นแสงสีเดียว
    เมื่อเปรียบเทียบสเปคตรัมของแสงเลเซอร์กับแสงที่เปล่งจาก Black-body ที่อุณหภูมิ 3000 K จะเห็นข้อแตกต่างกัน
    การที่แสงเลเซอร์มีคุณสมบัติเป็นแสงสีเดียวนี้เอง ทำให้พลังงานที่ป้อนให้กับระบบเลเซอร์ถูกนำออกมาใช้ในการสร้างแสงที่มีความถี่เดียวเท่านั้น ในขณะที่แหล่งกำเนิดแสงชนิดอื่น เช่น Black-body Radiator ต้องใช้พลังงานในการสร้างแสงที่มีความถี่ค่าต่าง ๆ กระจายกันออกไปตาม Planck Distribution หารเราตั้งสมมติฐานว่า พลังงานที่ป้อนให้แก่แหล่งกำเนิดแสงทั้งสองมีค่าเท่ากัน และประสิทธิภาพในการกำเนิดแสงของระบบมีค่าเท่ากันด้วย พื้นที่ภายใน Peak ที่มี สเปคตรัมแคบ ๆ ของแสงเลเซอร์ ดังนั้น Laser Peak จะสูงมาก จึงเป็นสาเหตุที่มาของการเป็นแสงที่มีความเข้มสูงที่ค่าความถี่ใดความถี่หนึ่ง

     การเป็นแสงสีเดียวจึงมีส่วนสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับคุณสมบัติแสงความเข้มสูงของเลเซอร์...เหมือนเธอกับฉัน..ฉันกับเธอ.. 


    เลเซอร์ของเหลว (Dye Laser) เป็นเลเซอร์ชนิดเดียวที่มีสเปคตรัมของแสงกว้างกว่าเลเซอร์ชนิดอื่น ๆ เพราะโมเลกุลของ Dye มีโครงสร้างของชั้นพลังงานที่สลับซับซ้อนจึงมีลักษณะเป็นชั้นพลังงานที่มีค่าต่อเนื่องกันเป็นแถบพลังงาน การเปลี่ยนชั้นพลังงานของเลเซอร์ (Laser Transition) ในเลเซอร์ชนิดนี้จึงมีโอกาสได้หลายค่า โฟตอนที่เกิดขึ้นจึงมีพลังงานได้หลายเท่า หรือมีสีหลายสีนั่นเอง เลเซอร์ของเหลวจึงเป็นเลเซอร์ที่ปรับความยาวคลื่นได้ (Turable Laser) และมีช่วงในการเปลี่ยนสีตามชนิดของ Dye ที่ใช้


    สีของแสงเลเซอร์มีครอบคลุมสเปคตรัมตั้งแต่อุลตราไวโอเลต จนถึงอินฟาเรดเช่น ในช่วงอุลตราไวโอเลต ได้แก่ เลเซอร์เอกไซเมอร์ เลเซอร์ไนโตรเจน ซึ่งตามองไม่เห็น ในช่วงแสงที่ตามองเห็น (Visible Light) ได้แก่ เลเซอร์อาร์กอนซึ่งมีสีเขียว สีฟ้าเลเซอร์ฮีเลียม-นีออน ซึ่งมีสีแดง เลเซอร์ทับทิมซึ่งมีสีแดง และในช่วงอินฟาเรด ได้แก่ เลเซอร์แยค เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตามองไม่เห็นเช่นเดียวกัน เป็นต้น สีหรือค่าความยาวคลื่นที่มีค่าเดียวนี้จึงเป็นลักษณะสมบัติเฉพาะตัวของเลเซอร์แต่ละชนิด และมีประโยชน์ในการระบุแยกออกจากแสงแบล็คกราวด์ อื่น ๆ ได้ จึงเป็นประโยชน์เมื่อนำมาใช้งานในด้านต่าง ๆ  เช่น เอาไว้ปราบสัตว์ประหลาดต่างดาวที่มาทลายโลก เป็นต้น 

     การมีทิศทางที่แน่นอน (Directionality)
    เลเซอร์เป็นแหล่งกำเนิดแสงที่ให้แสงเป็นลำขนาน ขนาดของลำแสงดีเลิศมี Beam Divergence เพียงเล็กน้อย (แปลง่ายๆ ว่า ปลายแสงบานเล็กน้อย...)ลำแสงที่ขนานจึงมีทิศทางการเคลื่อนที่ที่แน่นอน  และชี้ไปยังทางเดียวกัน ยังเป้าที่ต้องการได้ จึงมีประโยชน์ทางด้านเรดาร์ และการใช้งานอื่น ๆ ที่ต้องอาศัยการมีทิศทางที่แน่นอน (Directionality) ของลำแสง ลำแสงที่ขนานอย่างสมบูรณ์แบบนี้หากนำไปโฟกัสเพื่อรวมแสงแล้ว จะได้จุดรวมแสงที่มีขนาดเล็กจิ๋วและความเข้มสูงมาก จึงมีประโยชน์ทางด้านการเจาะตัดวัสดุที่ต้องการความเที่ยงตรงสูง และรอยเจาะตัดที่คมชัด


    สาเหตุที่ลำแสงเลเซอร์มี Directionality เพราะ โฟตอนที่มีทิศทางการเคลื่อนที่ในแกนแสง (Optical Axis) เท่านั้นที่จะถูกขยายสัญญาณเป็นแสงเลเซอร์ ดังนั้นแสงเลเซอร์จึงเป็นแสงที่อยู่ในแนวแกนแสง หรือตั้งฉากกับกระจกที่ใช้เป็น Optical Cavity แต่เนื่องจากกระจกที่ใช้ทำ Optical Cavity นี้มักเป็นกระจกเว้าที่มีจุดโฟกัสยาวพอสมควร เพื่อให้ Optical Cavity นั้นมีเสถียรภาพทางแสงดี ดังนั้นแสงเลเซอร์ที่หลุดพ้นจาก Cavity ออกมาจะมี Beam Divergence ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ตอนต้น การบานออกของลำแสงเลเซอร์นี้น้อยมากเมื่อเทียบกับแหล่งกำเนิดแสงชนิดอื่น เช่น ลำแสงเลเซอร์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 มม. จะบานออกเป็น 10 ซม. ในระยะทาง 100 เมตร เท่านั้น  แต่ถ้าเป็นแสงธรรมดาไม่ต้องพูดถึง ลองนึกดูแสงจากไฟฉายก็แล้วกัน

     

     

    ปริมาณต่างๆเมื่อเทียบกับ  จำนวนโมล

           1  โมล     จะมีจำนวนอนุภาค เท่ากับ  6.02 x 10 23 อนุภาค

             ตัวอย่าง  

           O 2 ( g )  5  mol  มีจำนวนโมเลกุล = 5 x  6.02 x 10 23 โมเลกุล    

          Fe     3   mol     มีจำนวนอะตอม =  3 x  6.02 x 10 23 อะตอม        

              1  โมล     จะมีจำนวน g =  มวลโมเลกุล 

                 N 2  ( g )   2   mol    มีมวล    =    2( 28 )   g    =    56  g

                 O 2  ( g )    64  g    มีจำนวนโมล    =    64/32 mol  =    2  mol

          1  โมล     จะมีจำนวน g =  มวลอะตอม 

                 Na       2   mol    มีมวล    =    2( 23 )   g    =    46  g

                 S        64  g    มีจำนวนโมล    =    64/32 mol  =    2  mol

          1  โมล     จะมีปริมาตร   22.4   dm3    ที่ STP   ถ้าสารนั้นเป็นก๊าซ

          N 2  ( g )ที่ STP 4   mol    มีมวล    = 4( 22.4 ) dm3  =    89.6 dm3 

          O 2( g ) 44.8  dm3  ที่ STP มีจำนวนโมล =  44.8/22.4  mol=   2   mol   

     


     

     

    วิธีไม่ง่วงนอนตอนอ่านหนังสือสอบ

    เกิดเป็นนี่ก็แปลก บางทีอยากหลับแต่ไม่ยอมรับ
    บางทีไม่อยากหลับกลับหลับ
    เช่นการดูหนังสือสอบ ทำไมง่วงได้ง่วงดี..^_^

    เรามีคำแนะนำที่แสนดีต่อท่าน
    อ่านแล้วนำไปปฏิบัติได้ผลทันที

    1.   เมื่อง่วงตามักหลับ  เราต้องหาทางไม่ให้ตาหลับ วิธีที่ดีที่สุดคือใช้กาวตาช้างทาเปลือกตา พอกาวแห้งจะดึงหนังตาขึ้นทำให้ตาสว่างโพลงเป็นตากบทั้งคืน เท่ห์..^_^

    2.   หาเม็ดพริกวางไว้ใกล้ ๆมือ พอง่วงหยิบพริกใส่ปากเคี้ยวโดยห้ามดื่มน้ำตาม

    3.   หาเรื่องไปทะเลาะกับชาวบ้าน สนุกดีไปอีกแบบ  จ๊าบ..

    4.   ถ้าง่วง ให้ปิดหนังสือ เดินไปที่หน้าต่างๆ หรือหน้าบ้าน แหกปากร้องกรี้ดดดดดดดซซซซ์...สุดเสียง

    5.   เอามือไปแหย่ตามปลั๊กไฟเล่น กะให้เบาะๆอย่าถึงตาย

    6.   นั่งอ่านหนังสือที่ริมหน้าตาชั้นสองของบ้านขึ้นไป ถ้าง่วงหมายถึงหล่นตุ๊บ....เป็นการฝึกสมาธิไปในตัว

    7.   เอาสัตว์เลี้ยงที่น่ารักๆ เช่น งู  แมงมุม มาใว้ในห้อง เพื่อกระตุ้นให้ประสาทตื่นตัวอยู่เสมอ

          ท่านสามารถใช้ได้ทุกข้อ พร้อมกัน เรียงตามลำดับ หรือสุ่มตัวอย่างก็ได้ ถ้าท่านคิดวิธีอื่นได้กรุณาบอกเราด้วย จะได้ช่วยกันเผยแพร่ความรู้ 555...

         

     


     

     

    ภูมิแพ้...กับสมุนไพร


    หลายคนเป็นภูมิแพ้ ต้องกินยาแก้แพ้ ต้อง ทนทุกข์จากผลข้างเคียงของยาแก้แพ้ เช่น การง่วงนอน ปากคอแห้ง หรือการเต้นของหัวใจถูกรบกวน อาการข้างเคียงของยาทำให้จมูกโล่ง คือ การทำให้มีอาการใจสั่น กระวนกระวาย มีอาการทางจิตประสาท นอนไม่หลับ ทางออกในปัจจุบัน ก็คือ การหลีกลี่ยงสารที่แพ้ กับการกินยาและพบหมอ

    โรคภูมิแพ้บางอย่างจะกำเริบทันควันก็มี เช่น  โรคภูมิแพ้ผู้หญิง (หนุแจ๋วเถียงว่านั่นไม่ใช่โรคภุมิแพ้ แต่เป็นโรคใจง่ายต่างหาก...ต้องรักษาด้วยไม้หน้าสาม 555...)

            ภูมิแพ้เกิดจากความไม่สมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ซึ่งเป็นระบบที่ซับซ้อน ถ้ามีสิ่งแปลกปลอม ระบบภูมิคุ้มกัน จะกระตุ้นให้เซลล์ หลั่งสารเคมีบางชนิด เพื่อทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น ทำให้เม็ดเลือดขาว ต่อสู้กับเชื้อโรค กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนมาบริเวณนั้นมากขึ้น อุณหภูมิบริเวณนี้จะสูงขึ้น และเกิดการบวม ที่เรียกว่า การอักเสบ (Inflammation)

            เมื่อสิ่งแปลกปลอมหายไป แต่ระบบภูมิคุ้มกันยังทำงานอยู่ หรือขยันเกินเหตุ (ถ้าเป็นคนอาจได้ขั้น) หรือขยันไม่ยอมหยุด เห็นสารปกติเป็นสิ่งแปลกปลอม จะทำให้การอักเสบยังคงอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในหู คอ จมูก และระบบทางเดินหายใจ มีอาการบวมแดง ร้อน หายใจลำบาก ซึ่งจะลุกลามกลายเป็นโรคหอบหีด

            ก่อนอื่นต้องรีบหาสาเหตุ ว่ามาจากไหน เริ่มจากที่นอน หมอนมุ้ง(ในห้องน้องเมีย หรือคนใช้ เอ๊ย..ไม่ใช่..ล้อเล่น) ว่ามีการสะสมของฝุ่น ตัวไร  อะไรหรือไม่

    อาหารก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ไม่ปล่อยให้ของเสียสะสมในลำไส้ มีการขับถ่ายที่เป็นปกติ โดยรับประทานอาหารเส้นใย เพื่อช่วยกวาดของเสีย ออกไปกับการถ่ายอุจจาระ

            อาหารทีเป็นสมุนไพรหลายชนิด สามารถช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ได้ อาทิ หอมหัวแดง ซึ่งสมัยก่อนใช้รักษาโรคหวัด โดยกินหอมหัวเล็กวันละ ครึ่ง ถึง หนึ่งหัว จะทำให้ร่างกายสดชื่นมีความต้านทานโรคหวัด แต่ต้องระวัง เพราะตำราจีน ห้ามกินมากเกินไป (ขนาดเท่าหัวแม่มือ 3 หัว ขึ้นไป) เพราะทำให้เกิดอาการมึนงง หลงลืมง่าย รากผมไม่แข็งแรง

    ปัจจุบันพบว่า มีสารไบโอฟลาโวนอยด์ ชื่อ quercitin ซึ่งมีสูตรโครงสร้างทางเคมีคล้าย cromolyn sodium ซึ่งเป็นยาที่นิยมใช้รักษาโรคภูมิแพ้ และอาการหอบหืด โดย สารในกลุ่มไปโอฟลาโวนอยด์ นั้น มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งอนุมูลอิสระ เป็นเสมือนเชื้อเพลิง ที่ทำให้การอักเสบรุนแรงขึ้น การกำจัดอนุมูลอิสระด้วยการรับประทานผักที่มีสีแดง สีส้ม จะช่วยรักษาอาการแพ้ได้

            การรับประทาน ขมิ้นชัน เป็นประจำ ก็จะช่วยให้โรคภูมิแพ้ดีขึ้น ขนาดที่รับประทานถ้าเป็นการป้องกัน ก็จะใช้ผงขมิ้นชันประมาร 500 - 1000 มิลลิกรัม ( 1- 2 แคปซูล) วันละ 2- 3 ครั้ง แต่ถ้ามีอาการควรรับประทานเพิ่มขึ้น เป็น ประมาณ 2 กรัม ( ประมาณ 4 แคบซูล ) วันละ 3 ครั้ง จากรายงานการศึกษา พบว่าขมิ้นชัน มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบ รวมไปถึงมีฤทธิ์ต้านฮิสตามีน

            นอกจากนี้ ในแวดวงสมุนไพร ยังมีการแนะนำให้ใช้ ชาเขียว ขิง ชะเอม น้ำมันปลา ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และลดการอักเสบ ในคนที่เป็นโรคภูมิแพ้

     

     

     

    ธาลัสซีเมีย

    ภาพตัวอย่างคนป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย
    ป่วยแต่พอเห็นกล้องรีบตั้งท่ายิ้มทันทีตามความเคยชิน 555.....

    คือ โรคซีด ชนิดหนึ่งที่เป็นกันในครอบครัว โรคซีด คล้ายๆโรคจ๋อย...คือพอจ๋อยแล้วก็มักจะหน้าซีด..ฮ่ะๆๆ  แต่โรคซีดที่เกิดจากโรคธาลัสซีเมียนี้ ไม่จ๋อยก็ซีดได้...55

    หรือที่เรียกว่า โรคกรรมพันธุ์มีการสร้างสาร ฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นสารสีแดงในเม็ดเลือดแดง ลดน้อยลง เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติและแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา ผู้ที่เป็นโรคนี้ ได้รับ  ยีน  ที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดงผิดปกติมาจากทั้งพ่อและแม่  เรียกว่าเป็นโรคทางพันธุกรรมว่างั้นเถอะ

     ฉะนั้นก่อนมีครอบครัว จงดูว่าแฟนชอบซีดหรือไม่...ถ้าใช่จงพิจารณาดูให้ดีว่าเพราะอะไร ถ้าเป็นธาลัสซีเมียต้องห่างเพราะลูกเกิดมาเสี่ยง แต่ถ้าซีดเพราะโดนผีดูดดูดเลือดก็อีกกรณีหนึ่ง

    ยีน (gene)  คือ หน่วยพันธุกรรม ประกอบขึ้นมาจาก  DNA ที่กำหนดลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต พืช สัตว์ มนุษย์ เช่น ในมนุษย์กำหนดสี และลักษณะของ ผิว ตา และผมความสูง ความฉลาด หมู่เลือด ชนิดของฮีโมโกลบิน รวมทั้งโรคบางอย่าง เป็นต้น ยีนที่ควบคุมกำหนดลักษณะต่างๆ ในร่างกายจะเป็นคู่ ข้างหนึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ อีกข้างหนึ่งได้รับมาจากแม่ การที่โครโมโซมเป็นคู่เรียกว่า  2 n

     สำหรับผู้มี ยีน   ธาลัสซีเมีย  มีได้สองแบบคือ

    เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มียีน หรือกรรมพันธุ์ของโรคธาลัสซีเมีย พวกหนึ่งเพียงข้างเดียวเรียกว่า มียีนธาลัสซีเมีย แฝงอยู่ จะมีสุขภาพดีปกติ ต้องตรวจเลือดโดย วิธีพิเศษ จึงจะบอกได้ เรียกว่า เป็นพาหะ เพราะสามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติไปให้ลูกก็ได้ พาหะอาจให้ยีนข้างที่ปกติ หรือข้างที่ผิดปกติให้ลูกก็ได้

    เป็นโรค คือ ผู้ที่รับยีนผิดปกติ หรือกรรมพันธุ์ของโรคธาลัสซี เมีย  พวกเดียวกันมาจากทั้งพ่อและแม่ ผู้ป่วยมียีนผิดปกติทั้งสองข้าง และถ่ายทอดความผิดปกติข้างใดข้างหนึ่งต่อไป ให้ลูกแต่ละคนด้วย

    เลือกเอาว่าชอบแบบไหน...แต่แบบที่สองแย่หน่อย  แต่ถ้าชอบทั้ง 2 แบบก็ไม่ว่าอะไร

     

    โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบมากในบ้านเรา ผู้ที่เป็นโรคมีอาการเรื้อรังและรักษายาก เป็นปัญหาต่อสุขภาพ ทั้งกายและใจอย่างมาก การรู้จักโรคนี้และเข้าใจแบบแผนการถ่ายทอด ทางพันธุกรรม จะทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญและสนใจที่จะมีส่วนร่วม ในการควบคุมป้องกันโรค ตามที่กล่าวแล้วว่าผู้เป็นโรคคือ ผู้ที่ได้รับยีนผิดปกติมาจากทั้งบิดาและมารดาซึ่งเป็นพาหะ และพาหะคือ คนแข็งแรงปกติ แต่มียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู่ ปัจจุบันการตรวจเลือดโดยวิธีพิเศษ (ตรวจเลือดเลือดโดยวิธีพิเศษ คือ การตรวจเพื่อหาภาวะแฝงและโรคธาลัสซีเมีย ทำได้ที่โรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย, โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง) จะบอกได้ว่าผู้ใดปกติ ผู้ใดเป็นโรค ผู้ใดเป็นพาหะและเป็นพาหะชนิดใด ฉะนั้นต้อง ตรวจเลือดโดยวิธีพิเศษ จึงจะทราบแน่นอน

     ใครบ้างที่จะเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย ?

    คนทั่วไปมีโอกาสจะเป็นพาหะ หรือมียีนของธาลัสซีเมียชนิด ใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40

    1. ชายหญิงที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียต้องมียีนธาลัสซีเมีย...เสมอ
    2. พี่น้องหรือญาติของผู้เป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะของโรคธา ลัสซีเมียมีโอกาสที่จะมียีนธาลัสซีเมียมากกว่าคนทั่วไป

    จะเห็นได้ว่าโดยสรุป ควรมีการตรวจเลือดคู่สมรสที่จะมีลูก อาจตรวจคนเดียวก่อน หากเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย หรือมียีนธาลัสซีเมีย ต้องตรวจคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง (เพื่อไม่ให้เสียเปรียบได้เปรียบกัน) หากคู่สมรสเป็นพาหะของธาลัสซีเมียพวกเดียวกัน ถ้ามีลูกก็มีอัตราเสี่ยงในการเป็นโรคดังกล่าวแล้ว แพทย์จะให้คำอธิบายถึง อัตราเสี่ยงและความรุนแรงของโรคในลูก 

    ทางเลือกของคู่สมรส ที่มีอัตราเสี่ยงในการมีลูกเป็นโรคชนิดที่รุนแรงคือไม่มีลูกของตนเอง 

    -  โดยคุมกำเนิดหรือทำหมัน...เพราะมีมาก็สงสารลูกอ่ะยอมเสี่ยงที่จะมีลูกที่เป็นโรค...เสี่ยงไหมล่ะ?

    -  ตรวจทารกในครรภ์ว่าเป็นโรค ปกติหรือเป็นพาหะ...ถ้าเป็นโรคก็ออกลูกออก แต่บาปนะ เอาไหมล่ะ

    -  การวินิจฉัยตรวจโรคตัวอ่อนก่อนนำไปฝังตัวในมดลูก ก่อนการ ตั้งครรภ์ (Preimplantation)  จะทำให้สามารถเลือกทารกที่ไม่เป็นโรคได้ เป็นโครงการในอนาคต...เข้าท่าดีข้อนี้ แต่วุ่นวาย

    โรคธาลัสซีเมียเป็นกลุ่มโรคที่มีอาการเลือดจางเป็นหลัก จึงสามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคโลหิตจาง (หรือเรียกเพื่อความเท่ห์และจ๊าบ...ว่าโรคซีด...) ดังนั้นเมื่อรวมกับอาการอื่น ๆ มีความรุนแรงของโรคได้ต่าง ๆ กัน จนกระทั่งซีดและตายตั้งแต่แรกคลอด เป็นกลุ่มโรคที่พบได้บ่อย ๆ ในคนไทย ไม่น้อยกว่า 500,000 คน และมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตราบที่เรายังไม่มีมาตรการป้องกันการเพิ่มขึ้นของโรคนี้ เพราะสามารถถ่ายทอดได้ทางกรรมพันธุ์ แม้จะไม่ใช่โรคติดต่อก็ตาม

    อาการของผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

     กลุ่ม 1 ได้แก่ พวกที่มีอาการร้ายแรง คือ เกิดมาแล้วจะตายทันที ทารกพวกนี้ตัวจะซีดมาก บวมน้ำทั้งตัว ทำให้คลอดลำบาก ตับม้ามโตมาก หัวใจโต และขนาดของทารกจะโตกว่าทั่ว ๆ ไป ไม่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้

     กลุ่ม 2 ได้แก่ พวกที่มีอาการปานกลาง คือ เกิดมาจะมีตัวซีดกว่าเด็กทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้ชัดเมื่อเด็กเริ่มหัดคว่ำ และจะเจริญเติบโตช้ากว่า เพื่อนในวัยเดียวกัน ตัวจะเล็กกว่า ทำอะไรได้ช้ากว่า ตาขาวจะมีสีเหลืองแบบดีซ่าน ผิวพรรณจะซีดเผือด หน้าตาจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง เห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนพ่อแม่ แต่จะมีแบบจำเพาะของผู้ป่วยเป็นโรคนี้ ยิ่งโตก็ยิ่งเห็นชัด เช่น จมูกแบน ฟันยื่น โหนกแก้มสูง หน้าผากโหนก พุงโรยื่นเนื่องจากตับม้ามโตมาก แขนขาเล็กลีบ หัวใจโต กระดูกบางเปราะแตกหักง่าย เมื่อเด็กเติบโตพอที่จะยืนได้แล้วก็จะพบว่า ตัวเตี้ยกว่า เด็กรุ่นเดียวกัน นานวันเข้าก็จะพบว่าเด็กที่ป่วยจะตัวเตี้ยกว่าน้องแท้ ๆ ที่ไม่ป่วยโรคนี้ แต่เด็กกลุ่มนี้จะไม่มีความบกพร่องไนทางสติปัญญา จึงสามารถที่จะเรียนไปเรื่อย ๆ เพียงแต่อาจจะต้องขาดเรียนบ่อย เพราะว่าจะต้องไปรับเลือดทุกเดือน และจะเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ บ่อยกว่า คนทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นหวัด ปวดหัว ตัวร้อน หรืออื่น ๆ

    เด็กป่วยกลุ่มนี้ จำเป็นต้องได้รับเลือดทุกเดือน เดือนละ 1 ถึง 2 ขวด การได้รับเลือดทุกเดือนเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยต่อชีวิตเด็ก ๆ เหล่านี้ ไปได้เรื่อย ๆ เนื่องจากยังไม่มีวิธีรักษาใด ๆ ที่จะช่วยชีวิตเด็กเหล่านี้ให้เป็นปกติได้ แม้เด็กกลุ่มนี้จะได้รับเลือดทุกเดือน แต่ชีวิตของพวกเขา มีอายุไม่ยืนยาวพอที่จะมีโอกาสทำบัตรประชาชนใบแรกได้ เพราะนอกจากจะมีโรคโลหิตจาง ธาลัสซีเมียแล้ว ยังมีโรคแทรกของการที่ต้องได้ รับเลือดประจำอีกต่างหาก โดยเฉพาะภาวะธาตุเหล็กคั่งในร่างกาย ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะทุกครั้งที่มีการรับเลือด ก็แปลว่าจะต้องได้รับธาตุเหล็กเข้าไปด้วยทุกครั้ง

    มีอีกทางคือ หาทางเป็นค้างคาวผี แวมไพร์ ผีดูดเลือดให้ได้  เพื่อประหยัดค่าซื้อเลือด...

    กลุ่ม 3 ได้แก่ กลุ่มที่มีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ จึงทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ไม่ไปพบแพทย์ ซึ่งทำให้มีโอกาสที่จะถ่ายทอดโรคนี้ทางสาย เลือดไปสู่รุ่นลูกได้ จากสถิติพบว่าประชาชนของไทย ประมาณร้อยละ 10 มีความผิดปกติโลหิตจางธาลัสซีเมียแอบแฝงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีสายเลือดไปจากภาคเหนือและภาคอีสาน

    การป้องกันโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

     การป้องกันทำได้หลายขั้นตอน อย่างเช่น

    การตรวจหาพาหะของโรค ซึ่งอาจจะเริ่มตั้งแต่การตรวจเลือดคู่แต่งงานว่า จะมีความผิดปกติทางโลหิตจางธาลัสซีเมียแอบแฝงอยู่ หรือไม่ และพร้อมที่จะถ่ายทอดสู่ลูกต่อไปหรือไม่...ฉะนั้นก่อนแต่งงานต้องสัมภาษณ์แฟนให้ดีเสียก่อน

    การตรวจเลือดทารกในท้องของแม่ เพื่อให้พ่อแม่ทราบว่าลูกคนนี้จะเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียหรือไม่ ในกรณีที่เคยมีลูกเป็นโรค นี้แล้วและถ้าพบว่าเป็นโรคนี้จะต้องมีการปรึกษาหารือกันระหว่างพ่อแม่และแพทย์ที่ดูแลว่าจะมีวิธีการเหมาะสมในการช่วยเหลืออย่างไร

     โรคเลือดจางธาลัสซีเมียเป็นโรคหนึ่งที่เกิดจากการที่ร่างกายมีหน่วยพันธุกรรมหรือยีนผิดปกติ สำหรับการสร้างส่วนของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย โรคนี้เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย พ่อและแม่จะเป็นผู้ถ่ายทอดยีนผิดปกตินี้ไปยังลูกพบผู้ป่วยเป็นโรคนี้ได้ทั่วโลก ในประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคเลือดจางธาลัสซีเมียประมาณร้อยละ 1 ของประชากรและพบผู้ที่ยีนแฝง(พาหะ) ประมาณร้อยละ 40 ของประชากร

         Normal Blood smear       เม็ดเลือดแดงคนไม่เป็นโรค

        Thalassemia      เม็ดเลือดแดงคนที่เป็นโรค

    ผู้ป่วย Thalassemia     

    ลักษณะของเด็กที่เป็นโรคธาลัสธีเมีย

     

    ลูกมีโอกาสเสี่ยงแค่ไหนต่อการเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย


    กรณีที่ 1

    กรณีที่ 1 ถ้าคุณและคู่ของคุณเป็นพาหะหรือมียีนแฝงทั้ง 2 คนในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ลูกของคุณมีโอกาสลองทำความเข้าใจกับแผนภาพทางซ้ายมือดู สนุกมาก

    • เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ร้อยละ 25

    • มียีนแฝงร้อยละ 50

    • ปกติ ร้อยละ 25


    กรณีที่ 2

    กรณีที่ 2 ถ้าคุณและคู่ของคุณมียีนแฝงคนใดคนหนึ่ง ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ลูกของคุณมีโอกาส

    • มียีนแฝง ร้อยละ 50

    • ปกติ ร้อยละ 50


    กรณีที่ 3

    กรณีที่ 3 ถ้าคุณหรือคู่ของคุณ เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมียคนใดคนหนึ่ง อีกคนปกติ ในการตั้งครรภ์ทุกครั้ง ลูกของคุณทุกคนจะมียีนแฝง หรือเท่ากับ ร้อยละ 100


    กรณีที่ 4

    กรณีที่ 4 ถ้าคุณหรือคู่ของคุณเป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย คนใดคนหนึ่งและอีกคนมียีนแฝง ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง ลูกคุณมีโอกาส

    • เป็นโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ร้อยละ 50

    • มียีนแฝงร้อยละ 50

           แม้ว่าโรคนี้ยังรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ที่เป็นโรคนี้ ไม่ควรตื่นตกใจ เพราะบางรายอาจมีอาการ ไม่รุนแรง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง จะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ  ดังนั้นจึงควรปฏิบัติดังนี้

    • รับประทานผักสด ไข่ นม หรือ นมถั่วเหลืองมากๆ

    • ดื่มน้ำชาหลังอาหาร เพื่อลดการดูดซึมธาตุเหล็ก

    • ควรตรวจฟัน ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันผุง่าย

    • หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือ การเล่น รุนแรง เช่น เอาหัวโขกโอ่งน้ำเล่น ควรเลี่ยง

    • งดดื่มสุรา หรือ ของมึนเมา

    • ถ้ามีอาการปวดท้องที่บริเวณชายโครงขวาอย่างรุนแรง มีไข้และตาขาวมีสีเหลืองมากขึ้น ควรไปพบแพทย์

    • ผู้ป่วยโรคเลือดจางธาลัสซีเมีย ห้าม! กินยาบำรุงเลือดที่มีธาตุเหล็ก

    หน่วยงานที่ควรรู้จักเกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย

    มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งขึ้น เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2532 ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ มีศาสตราจารย์ เกียรติคุณแพทย์หญิง คุณหญิงสุดสาคร ตู้จินดา เป็นประธาน มูลนิธิฯ มีวัตถุประสงค์ที่จะเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแก่ผู้ป่วย ครอบครัว ประชาชน และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรณรงค์ให้อุบัติ การของโรคนี้ลดลงในประชากรไทย ส่งเสริมสนับสนุนให้การดูแล รักษาผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โดยร่วมมือกับโรงเรียนนายแพทย์ และโรงพยาบาลทั่วประเทศ ดำเนินการหาทุนมาสนับสนุนการดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯ ได้มีการก่อตั้งชมรมโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย แห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกประมาณ 5,000 คน การสมัครสมาชิก ทำได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สมาชิกจะได้รับแผ่นพับและจุลสาร ของชมรมรวมทั้งข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับธาลัสซีเมีย และกิจกรรมของมูลนิธิฯ ท่านสนใจสมัครเป็นสมาชิก มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องธาลัสซีเมีย หรือต้องการสนับสนุนมูลนิธิฯ

    หน่วยงานที่ควรติดต่อ 

    เขียนติดต่อมาได้ที่

    มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย
    ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช
    กรุงเทพมหานคร 10700
    โทรศัพท์ 411-3010, 419-8329, 412-9758
    โทรสาร 411-3010

    ดัดแปลงมาจากผลงานของ

      พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล และ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร

     

     

    โปรตีน (Protein)

     

    โปรตีน เป็นสารอินทรีย์ที่พบมากที่สุดในสิ่งมีชีวิต ถ้าไม่รวมน้ำอยู่ด้วย ในสิ่งมีชีวิตมีโปรตีนมากกว่าร้อยละ 50 โดยน้ำหนักโปรตีนเป็นสารประกอบประเภทอลิเมอร์ซึ่งเป็นสารที่มีขนาดใหญ่หรือมีมวลโมเลกุลมากคือประมาณ 5,000 จนถึงมากกว่า 40,000,000 ในโมเลกุลของโปรตีนประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า กรดอะมิโน ซึ่งมีหลายชนิดและหลาย ๆ โมเลกุลมารวมตัวกัน

    โปรตีนส่วนใหญ่ประกอบด้วยธาตุคาร์บอน(C) ออกซิเจน(O) ไฮโดรเจน(H) และไนโตรเจน(N) ธาตุที่พบในโปรตีนรองลงมาคือ กำมะถัน(S) และฟอสฟอรส(P) นอกจากนั้นในโปรตีนบางชนิดยังอาจมีธาตุอื่นๆ อยู่ด้วยแต่พบฝนปริมาณน้อยมาก เช่น เหล็ก ทองแดง เป็นต้น

    ถ้าเทียบในปริมาณที่เท่ากันแล้ว โปรตีนให้พลังงานใกล้เคียงกับพวกคาร์โบไฮเดรต  แต่น้อยกว่าไขมันประมาณ 2 เท่า (ประมาณนะ...ไม่ต้องหยิบปากกากับกระดาษมานั่งรอคำนวณ...)  

    แต่จุดเด่นของโปรตีน คือ มันเป็นสารอาหารพวกเดียวที่มีผลโดยตรงต่อการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้เกิดการเจริญเติบโต  พูดง่ายๆว่า ทำให้เซลล์มีการแบ่งตัวเกิดเป็นเนื้อเยื่อ ระบบต่างๆ ถ้าเราไม่กินอาหารที่มีสารอาหารพวกโปรตีน เราก็จะไม่เจริญเติบโต (แต่อาจอ้วนขึ้นได้....555555 จากการที่ร่างกายสะสมไขมัน ซึ่งไม่จัดเข้าข่ายของการเจริญเติบโต

    การค้นพบโปรตีนเริ่มจากการที่นักวิทยาศาสตร์ชาวดัตซ์ชื่อ เกอร์ริท จัน มุลเดอร์ ค้นพบว่าในพืชและสัตว์มี สารสำคัญมากสำหรับการดำรงชีวิต จึงตั้งชื่อให้ว่า "โปรตีน" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า "สำคัญที่หนึ่ง"

    โปรตีนเป็นส่วนประกอบของร่างกาย ที่มีมากเป็นอันดับสองรองจากน้ำ  สำหรับในร่างกายนั้น กล้ามเนื้อจะมีโปรตีนมากเป็น 1 ใน 3 ของโปรตีนทั้งหมด  ในกระดูกมีโปรตีนมากเป็น 1 ใน ส่วนผิวหนังมีโปรตีนเป็น 1 ใน 10 ของทั้งหมดโปรตีน

    ในพืชและสัตว์จะแตกต่างกันตรงที่ พืชสามารถสร้างโปรตีนได้เอง โดยเอาไนไตรเจนจากดิน รวมเข้ากับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ แล้วสร้างเป็นโปรตีน แต่สำหรับสัตว์นั้น หากต้องการโปรตีน มีทางเดียวก็คือต้องกินสัตว์ด้วยกัน หรือไม่ก็กินพืชเอา...........ดังนั้น โปรตีนจากสัตว์ ที่จริงแล้วก็มาจากพืชอีกต่อหนึ่งนั่นเอง

    โปรตีนประกอบด้วยไนโตรเจน 16 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของกรดอะมิโน เมื่อร่างกายเราใช้โปรตีน หรือไม่ได้ใช้ก็ตาม โปรตีนก็จะถูกย่อย เป็นสารไนโตรเจนออกมากับเหงื่อบ้าง ออกมาเป็นผิวหนัง ,เล็บ และผม รวมทั้งถูกขจัดออกทางปัสสาวะในรูปของยูเรีย เราจึงถือว่าไนโตรเจน เป็นธาตุที่ใช้บอกสภาวะสมดุล ของโปรตีนในร่างกายด้วย ดังนั้นถ้าเกิดความเครียด ไม่ว่าจากอากาศร้อนเกินไป หนาวเกินไป เหงื่อออกมากไป   ก็แสดงว่าเราขาดสภาวะสมดุลของไนโตรเจน ร่างกายเราจึงต้องการกรดอะมิโนเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

    ความต้องการโปรตีน

    คนปกติทั่วไป ควรจะได้รับโปรตีนอย่างน้อยวันละ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก.

     เช่นถ้าคุณหนัก 60 กก. ก็ควรรับโปรตีนเข้าไป 60 กรัม โดยคิดคร่าวๆเอาว่า เนื้อสัตว์ 1 ขีด (100 กรัม) จะให้โปรตีน 20 กรัม ก็คือควรทานวันละ 3 ขีดเป็นอย่างน้อย  ถ้าออกกำลังกาย หรือว่าเครียดกับการทำงาน คุณก็ต้องทานโปรตีนให้มากกว่านี้อีก

    นี่มั้งที่เวลาเครียดต้องกินถั่วชดเชยโปรตีน 555

    อาหารที่มีโปรตีนมาก

    ไข่ ให้โปรตีนมากที่สุด และย่อยง่ายที่สุดในอาหารธรรมชาติด้วยกัน คือให้โปรตีนถึง 94 เปอร์เซ็นต์  รองลงมาก็คือปลา ซึ่งให้โปรตีน 80 เปอร์เซนต์  ส่วนสัตว์ประเภทหมู และไก่ ให้ 67 เปอร์เซ็นต์  

    อาจ แบ่ง โปรตีน ตาม แหล่ง อาหาร ที่ ให้ โปรตีน ออก เป็น ๒ พวก
     
    คือ โปรตีน จาก สัตว์ และ
     
    โปรตีน จาก พืช 
     
    เมื่อ พิจารณา ถึง คุณ ค่า ทางโภชนา การ ของ อาหาร ที่ ให้ โปรตีน ต้อง คำนึง ถึง ทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ คือ ดู ว่า อาหาร นั้น มี โปรตีน มาก น้อย เพียง ใด และ มี กรดอะมิ โน จำ เป็น ครบ ถ้วน หรือ ไม่ อาหาร ที่ ให้ โปรตีน น้ำ หนัก ส่วน หนึ่ง เท่า นั้น ที่ เป็น โปรตีน และ จาก ตา ราง จะ เห็น ว่า อาหาร แต่ ละ ชนิด มี โปรตีน ไม่ เท่า กัน โปรตีน จาก นม และ ไข่ ถือ ว่า มี คุณ ค่า ทางโภชนา การ ยอด เยี่ยม เพราะ มี กรดอะมิ โน จำ เป็น ครบ ถ้วน ส่วน โปรตีน จาก ธัญพืช นอก จาก มี ปริมาณ ต่ำ กว่า ใน เนื้อ สัตว์ และ ไข่ แล้ว ยัง มี ความ บก พร่อง ใน กรดอะมิ โน จำ เป็น บาง ชนิด เช่น ข้าว ขาดไลซีนและ รี โอนีน ข้าว สาลี ขาดไลซีน ข้าวโพด ขาดไลซีนและทริ โตเฟน ส่วน ถั่ว เมล็ด แห้ง แม้ ว่า จะ มี ปริมาณ โปรตีน สูง แต่ มี ระดับเมไธ โอนีนต่ำ อย่าง ใด ก็ ตาม โปรตีน จาก พืช ยัง มี ความ สำคัญ เพราะ ราคา ถูก กว่า โปรตีน จาก สัตว์ และ เป็น อาหาร หลัก ของ ประชา ชน ใน ประเทศ ที่ กำลัง พัฒนา เพียง แต่ ว่า ต้อง ทำ ให้ ประชา ชน ได้ โปรตีน จาก สัตว์ เพิ่ม ขึ้น เพราะ จะ ทำ ให้ เพิ่ม ทั้ง ปริมาณ และ คุณภาพ ของ โปรตีน ที่ รับ ประทาน ใน แต่ ละ วัน

    ส่วนประกอบของโปรตีน

    โปรตีนสามารถแยกออกเป็นหน่วยย่อยๆลงไปได้อีก ในระดับชั้น ม.2 นี้ให้รู้เพียงคร่าวๆเท่านั้น เดี๋ยวจะพากันสลบไปซะหมด  หน่วยแย่งที่สุดของโปรตีนซึ่งได้จากการย่อยอาหาร เรียกว่า กรดอะมิโน(Amino acid)  ลองนึกง่ายๆว่า กรดอะมิโนแต่ละตัวเหมือนกับลูกปัด 1 ลูกนั่นเอง ซึ่งเล็กมากๆๆๆๆๆ  สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ ลูกปัดพวกนี้ถ้านำมาร้อยกันเป็นเส้นยาว เราเรียกแต่ละเส้นว่า เปปไทป์(peptide) หลายๆเส้นมารวมกันเหมือนห่อเส้นก๋วยเตี๋ยว เรียกว่า โพลี่เปบไทป์ (polypeptide)  หลายๆ polypeptide มาประกอบกันก็กลายเป็นเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ เป็นตัวเป็นตน  

    กรดอะมิโนคือหน่วยเล็กที่สุดของโปรตีน กรดอะมิโนประกอบด้วยอะตอมของไนโตรเจน อย่างน้อย 1 อะตอม เราอาจคิดว่ากรดอะมิโนเป็นกรด และมีรสเปรี้ยวแบบมะนาว แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะมันมีสภาพค่อนข้างเป็นกลาง จะมีความเป็นกรดน้อยๆในแง่ของชีวเคมีเท่านั้น  เมื่อเรากินโปรตีนเข้าไป น้ำย่อยจะทำการย่อยก้อนโปรตีน ออกเป็นกลุ่มของอะมิโนหลายๆกลุ่ม ต่อจากนั้นร่างกายจึงเริ่มดูดซึมอะมิโนแต่ละตัวเข้าไปใช้

    ร่างกายของเราไม่สามารถเก็บกรดอะมิโนไว้ใช้แบบที่มันเก็บน้ำตาลไว้เป็นพลังงาน ดังนั้น กรดอะมิโนที่เกินมา ก็จะถูกสลายทิ้ง โดยเอาส่วนที่เป็นไนโตรเจน ออกไปกับปัสสาวะ ในรูปของยูเรีย ส่วนที่เป็นคาร์บอนไฮโดรเจนและออกซิเจน จะถูกร่างกายเปลี่ยนให้เป็นพลังงาน

    .กรดอะมิโนเป็นวัตถุดิบ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยในการสร้างเซลล์ และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย ทำหน้าที่สองอย่างคือ สร้างโปรตีนใหม่ในร่างกายส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และสามารถให้พลังงานแก่ร่างกายยามจำเป็น และยิ่งมีกรดอะมิโนมาก ก็เพิ่มความสามารถในการสร้างเอนไซม์เพื่อใช้ในการย่อยอาหารมากขึ้นด้วย เพราะว่าน้ำย่อยในร่างกายก็สร้างมาจากกรดอะมิโนนั่นเอง

    กรดอะมิโนแบ่งเป็น 2 พวก คือ กรดอะมิโนที่จำเป็น และกรดอะมิโนที่ไม่จำเป็น ซึ่งทำให้เราแบ่งโปรตีนออกเป็น 3 พวก โดยเอากรดอะมิโนเป็นเกณฑ์ (ไม่งงนะ.......)โดยตัวแยกประเภทก็คือดูว่า มันมี กรดอะมิโนจำเป็น

     (ได้แก่ ไลซีน ,วาลีน , ไอโซลิวซีน ,ลิวซีน ,ทรีโอนีน ,ทริปโตแฟน ,เมทีโอนีน ,ฟีนายอะลานีน และฮีสติดีน)

    อยู่ครบถ้วนหรือไม่ โดยแบ่งได้ดังนี้

    1.โปรตีนสมบูรณ์ หมายความว่า ประกอบด้วย กรดอะมิโนจำเป็น ครบทุกชนิด อันได้แก่ โปรตีนจากเนื้อสัตว์ รวมทั้งไก่และปลา ไข่ นม ซึ่งนักเพาะกายควรทาน แต่ต้องจำไว้ด้วยว่า อาหารพวกนี้ นอกจากให้โปรตีนแล้ว ก็ยังมีไขมัน และคอเลสเตอรอลสูงด้วย การใช้อาหารเสริมก็เป็นทางหลีกเลี่ยงที่ดีอันหนึ่ง

    2.โปรตีนเกือบสมบูรณ์ หมายความว่า มีอะมิโนจำเป็น เกือบจะครบ ขาดเพียงหนึ่งถึงสองตัวเท่านั้น จะอยู่ในพืชบางอย่างเช่น ถั่วฝัก หรือถั่วที่มีเมล็ดทั้งหลาย โปรตีนชนิดนี้ ใช้ได้กับคนที่โตแล้ว เพราะถึงจะได้กรดอะมิโนไม่ค่อยครบ แต่ก็ไม่มีผลต่อสุขภาพเท่าไร  แต่ห้ามให้กับเด็กอย่างเด็ดขาด เพราะจะทำให้เด็กไม่โตเท่าที่ควร

    3.โปรตีนไม่สมบูรณ์ หมายความว่า ไม่มีกรดอะมิโนจำเป็นเลย

    ดังนั้นกินโปรตีนก็ต้องดูเหมือนกัน

      แง่ม..............ขอกินโปรตีนหน่อย เลือดอ่ะ

     

     

     

     

     

     

     

     

     

     

    ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

    A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                            ถ                                       อ   

    นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

      A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

    คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

    หมวด :

    | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

        ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

           บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

    พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

    พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

    อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

     

      หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

    ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

     ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

    ฟิสิกส์ 2 

    กลศาสตร์เวกเตอร์

    โลหะวิทยาฟิสิกส์

    เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

    ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

    แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

    ฟิสิกส์พิศวง

    สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

    ทดสอบออนไลน์

    วีดีโอการเรียนการสอน

    หน้าแรกในอดีต

    แผ่นใสการเรียนการสอน

    เอกสารการสอน PDF

    สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

       การทดลองเสมือน 

    บทความพิเศษ 

    ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

    พจนานุกรมฟิสิกส์ 

     ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

    ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

     สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

    การทดลองมหัศจรรย์ 

    ดาราศาสตร์ราชมงคล

      แบบฝึกหัดกลาง 

    แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

     แบบทดสอบ

    ความรู้รอบตัวทั่วไป 

     อะไรเอ่ย ?

    ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

    คดีปริศนา

    ข้อสอบเอนทรานซ์

    เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

    คำศัพท์ประจำสัปดาห์

     

      ความรู้รอบตัว

    การประดิษฐ์แของโลก

    ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

    นักวิทยาศาสตร์เทศ

    นักวิทยาศาสตร์ไทย

    ดาราศาสตร์พิศวง 

    การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

    การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

     

      การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

    1. การวัด

    2. เวกเตอร์

    3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

    4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

    5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

    6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

    7.  งานและพลังงาน 

    8.  การดลและโมเมนตัม

    9.  การหมุน  

    10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

    11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

    12. ความยืดหยุ่น

    13. กลศาสตร์ของไหล  

    14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

    15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

    16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

    17.  คลื่น

    18.การสั่น และคลื่นเสียง

       การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

    1. ไฟฟ้าสถิต

    2.  สนามไฟฟ้า

    3. ความกว้างของสายฟ้า 

    4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

    5. ศักย์ไฟฟ้า

    6. กระแสไฟฟ้า 

    7. สนามแม่เหล็ก

     8.การเหนี่ยวนำ

    9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

    10. ทรานซิสเตอร์ 

    11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

    12. แสงและการมองเห็น

    13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

    14. กลศาสตร์ควอนตัม

    15. โครงสร้างของอะตอม

    16. นิวเคลียร์ 

       การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

    1. จลศาสตร์ ( kinematic)

       2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

    3. งานและโมเมนตัม

    4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

    5.  ของไหลกับความร้อน

    6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

    7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

    8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

    9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

     

     

    กลับเข้าหน้าแรก

    กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

    ครั้งที่

    เซ็นสมุดเยี่ยม

    ภาพประจำสัปดาห์