index 175

 

ไขปริศนาความหวานมันของ “ช็อกโกแลต” ด้วยแสงซินโครตรอน

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 พฤษภาคม 2550

รู้หรือไม่ว่า “ช็อกโกแลต” มีผลึกของความอร่อยอยู่ 6 ชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีรสชาติแตกต่างกันด้วย? ฟังแล้ว สาวๆ หลายคนคงเลิกคิ้วสูงด้วยความ “สงสัย” แล้วย้อนถามว่า “จริงหรือ” และรู้ได้อย่างไรว่า ขนมหวานประจำตัวสาวๆ อย่างช็อกโกแลตผิวเนียนๆ เนื้อนุ่มลิ้นนี้จะมีลักษณะดังกล่าวจริง!!?
       
       ต่อคำถามนี้ ก็ตอบได้ว่า เป็นเรื่องที่เราสามารถตรวจรู้ได้แล้ว และไม่ใช่เรื่องยากเกินกำลังเทคโนโลยีจะหาคำตอบได้ ซึ่งไทยเองก็เป็นหนึ่งใน 50 ประเทศที่มีเทคโนโลยีที่ว่านั้นไว้ใช้งานแล้ว เทคโนโลยีนี้คือ “เทคโนโลยีแสงซินโครตรอน”
       
       รศ.ดร.วีระพงษ์ แพสุวรรณ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการวิจัยเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนแห่งชาติ จ.นครราชสีมา เล่าถึงประโยชน์ของแสงซินโครตรอนต่อการผลิต “ช็อกโกแลต” ว่า ช็อกโกแลตเป็นของหวานชนิดหนึ่งที่มีส่วนผสมของโกโก้เป็นหลัก โดยก่อนที่ช็อกโกแลตแท่งงามจะออกมาสู่มือผู้บริโภคได้นั้น จะต้องผ่านกระบวนการทางความร้อนจนมีลักษณะเป็นช็อกโกแลตเหลวมาก่อน
       
       ทั้งนี้ เมื่อปล่อยให้ช็อกโกแลตเหลวเย็นตัวลง ก็จะทำให้เกิดผลึกช็อกโกแลตขนาดจิ๋วนับไม่ถ้วนเรียงตัวกันเป็นแผ่นเป็นก้อน ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้
       
       ทว่า เมื่อนำแสงที่ได้จากเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน ซึ่งเป็นแสงที่มีคุณสมบัติคล้ายแว่นขยายกำลังสูง จนส่องเห็นโครงสร้างขนาดเล็กมากๆ ระดับนาโนเมตรของสิ่งต่างๆ ได้ ไปส่องเนื้อช็อกโกแลตดูแล้ว ก็จะทำให้เห็นว่าผลึกของช็อกโกแลตนั้นๆ แบ่งได้เป็น 6 ชนิดด้วยกัน และเมื่อวิเคราะห์เพิ่มเติมก็ทำให้ทราบด้วยว่า ผลึกแต่ละชนิดจะมีรสชาติแตกต่างกันไปด้วย
       
       อย่างไรก็ดี สำหรับงานวิจัยในอังกฤษเมื่อราว 2 ปีที่แล้วชิ้นนี้ รศ.ดร.วีระพงษ์ กล่าวว่า ผลึกช็อกโกแลตชนิดที่ 1-4 นั้น ถือเป็นผลึกช็อกโกแลตที่ให้รสชาติเหมือนช็อกโกแลตธรรมดาทั่วๆ ไป ไม่มีรสชาติโดดเด่นและไม่มีข้อเสียใดๆ มากนัก แต่หัวใจสำคัญของรสชาติหวานมันอร่อยของช็อกโกแลตนั้นกลับอยู่ที่ผลึกอีก 2 ชนิดที่เหลือ
       
       เพราะสำหรับผลึกช็อกโกแลตชนิดที่ 5 แล้ว เปรียบได้กับพระเอกของช็อกโกแลตทีเดียว เพราะเป็นตัวที่ทำให้เกิดรสชาติอร่อยมากที่สุด คือ มีทั้งรสหวานและความมันอยู่ในตัว ขณะที่ผลึกช็อกโกแลตตัวร้ายที่ทำให้ได้ช็อกโกแลตที่มีรสชาติขมมากจนไม่ชวนรับประทาน ก็คือผลึกชนิดที่ 6 นั่นเอง
       

       จากความรู้ที่ได้นี้ ผอ.ศูนย์ซินโครตรอน บอกว่า ผู้ผลิตช็อกโกแลตจึงสามารถนำไปใช้พัฒนากระบวนการผลิตช็อกโกแลตได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำให้เกิดผลึกช็อกโกแลตแบบที่ 5 ให้มีมากที่สุด ในทางกลับกันก็พยายามลดผลึกช็อกโกแลตแบบที่ 6 ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อที่จะทำให้ได้ช็อกโกแลตที่พึงปรารถนาของผู้บริโภคมากที่สุด
       

       ด้านผู้ผลิตเองก็สามารถขายช็อกโกแลตได้ในราคาสูงขึ้น อันเป็นผลมาจากการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาครัฐพยายามสนับสนุนอยู่ โดยเฉพาะ "แผนแม่บทโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา" โดยความร่วมมือของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้ประกาศใช้งานแล้ว
       
       อย่างไรก็ดี ผอ.ศูนย์ซินโครตรอน ยังบอกด้วยว่า ไม่เพียงแต่การผลิตช็อกโกแลตเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้เทคโนโลยีแสงซินโครตรอนมาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ แต่ประโยชน์ของแสงซินโครตรอนกลับมีมากมายและแทบจะครอบคลุมในทุกด้านด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในด้านอาหารและการเกษตร การแพทย์ สิ่งทอ อุตสาหกรรมยาง การผลิตยา รวมไปถึงการแต่งสีพลอยให้มีสีสวยตามต้องการ
       
       ขณะเดียวกัน แสงซินโครตรอนยังเป็นแสงที่มีความคมมาก จึงสามารถใช้เพื่อตัดแต่งชิ้นส่วนวัสดุขนาดเล็กๆ ได้อย่างประณีตและแม่นยำ ปัจจุบันจึงมีการนำแสงซินโครตรอนไปใช้ในการผลิตแม่พิมพ์ชิ้นส่วนไมโครชิพขนาดเล็กในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ อีกทั้งการจัดทำฟันเฟืองและชิ้นส่วนยานยนต์ขนาดจิ๋วได้อย่างไร้ปัญหา
       
       สำหรับผู้สนใจเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนก็สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนได้ที่เว็บไซต์ http://www.nsrc.or.th/ ได้ทันที หรือผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมรายใดสนใจขอรับบริการแสงซินโครตรอนเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตแล้ว ก็สามารถสอบถามและสมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์ของศูนย์ เพื่อรับบริการและสิทธิพิเศษต่างๆ ได้ที่ส่วนงานบริการผู้ใช้ โทรศัพท์ 0-4421-7040 ต่อ 605, 606 หรืออีเมล usersoffice@nsrc.or.th
       
       นอกจากนั้น ในวันที่ 8 พ.ค.ที่จะถึงนี้ ศูนย์ซินโครตรอนยังจะได้จัดงานประชุมประจำปีกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอน ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์ค กรุงเทพฯ โดยมีนักวิจัย อาจารย์ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปที่ใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วย ผู้ต้องการเข้าร่วมงานควรติดต่อทางศูนย์เพื่อสำรองที่นั่งก่อนการประชุม
       
       เมื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้แล้ว ก็จะสามารถพิสูจน์ได้ด้วยตัวเองว่า แท้ที่จริงแล้ว ประโยชน์ของแสงซินโครตรอนไม่ได้มีเพียงแค่การผลิตช็อกโกแลตให้อร่อยเท่านั้น!!?


   เฉลยความร้อนและทฤษฎีจลน์ของก๊าซและเทอร์โมไดนามิกส์ คลิกครับ     คลิกครับ


 

แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการชนในสองมิติ  คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน  เรื่องการดล และแรงดล  คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบหลังเรียน เรื่องการดล และแรงดล คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน  เรื่อง การชนในแนวตรง และการดีดตัวแยกออกจากกันของวัตถุ   คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบหลังเรียน  เรื่อง การชนในแนวตรง และการดีดตัวแยกออกจากกันของวัตถุ  คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน  เรื่อง โมเมนตัม แรงและการเปลี่ยนโมเมนตัม   คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบหลังเรียน เรื่อง โมเมนตัม แรงและการเปลี่ยนโมเมนตัม   คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน  เรื่องกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม   คลิกครับ

 

 

แบบทดสอบหลังเรียน  เรื่องกฎการอนุรักษ์โมเมนตัม  คลิกครับ


ระบบประสาท


ตาแห้ง  รศ.พญ. ภิญนิตา  ตันธุวนิตย์

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

 

{mospagebreak}

หน้า 4

 

ฟอสซิล "อุนจิ "


แมวโคลนนิ่ง

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


ทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะ
บทความพิเศษ ธีรยุทธ บุญมี

ไอน์สไตน์ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เพราะสมการ E=mc2

แต่เป็นเพราะเป็นผู้เปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับเวลาและอวกาศ

จากคนอยู่เหนือจักรวาลมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล

   ครบรอบ 100 ปี (ปี พ.ศ. 2548 เป็นปี The World Year of Physics) การเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะของไอน์สไตน์ ซึ่งไอน์สไตน์ค้นพบสำเร็จในเดือนมิถุนายน 1905 และตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ของเยอรมันในเดือนกันยายนปีเดียวกัน ในโอกาสครบรอบ 100 ปีการค้นพบนี้จึงมีการยกย่องสรรเสริญผลงานไอน์สไตน์กันทั่วโลก

   ไอน์สไตน์สำคัญไม่ใช่เพราะไอน์สไตน์อภิมหาอัจฉริยะ ซึ่งเป็นเรื่องปรุงแต่งจนเกินเลยกันภายหลัง ไอน์สไตน์เก่งในเรื่องของหลักคิดฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ ซึ่งสำคัญกว่าเทคนิคหรือสมการทางคณิตศาสตร์ ครูของไอน์สไตน์เล่าว่า ไอน์สไตน์หัวช้าทางคณิตศาสตร์ ในการเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปในปี 1915 เขาก็ต้องหานักคณิตศาสตร์ ซึ่งก็คือ Marcel Grossmann มาเป็นเพื่อนช่วยคิด


Marcel Grossmann ( 1878-1936 )


   ไอน์สไตน์สำคัญไม่ใช่ในระดับการเสนอทฤษฎีใหม่หรือการค้นพบสมการสำคัญ เช่น E=mc2 แต่สำคัญเพราะเป็นคนเปลี่ยนกรอบการมองหรือกระบวนทัศน์มนุษย์ให้มองโลกหรือจักรวาลไปสู่กรอบใหม่ กระบวนทัศน์ใหม่ทั้งหมด เพราะถ้ามองในระดับของสมการในช่วงยุคสมัยใหม่ของวิทยาศาสตร์ อาจมีสมการที่เป็นคู่แข่งของสมการ E=mc2 ได้อีกมากมาย เช่น สมการของ Newton, Gauss, Rieman, Maxwell, Boltzman, Dirac, Feynman, Schrodinger, Alexander, Jones, Kauffman, Nambu, Gellman, Salam และ Heisenberg อีกนับร้อย แต่ในระดับกระบวนทัศน์เกี่ยวกับจักรวาลในรอบ 2,000 ปี มีเพียง 2 กระบวนทัศน์คือ แบบยุคลิด-นิวตัน ซึ่งถูกแทนที่โดยกระบวนทัศน์ของไอน์สไตน์ และถ้าจะนับในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 2 กระบวนทัศน์เกี่ยวกับโลกวัตถุซึ่งแข่งกันอยู่คือ กระบวนทัศน์สัมพัทธภาพกับกระบวนทัศน์แบบควอนตัม

   กระบวนทัศน์หรือกรอบการมองอวกาศแบบเดิมที่เราคุ้นเคย คือมองว่าจักรวาลเป็นที่ว่าง หรือภาชนะขนาดใหญ่ ที่คล้ายมีแกนเส้นตรงวิ่งไปทั้งหน้า-หลัง ซ้าย-ขวา บน-ล่าง แล้วมีวัตถุ คือ ดวงดาว กาแล็กซี่ มาล่องลอยอยู่ตามจุดต่างๆ กรอบการมองเช่นนี้ยกฐานะมนุษย์มาอยู่ให้เสมือนพระเจ้า คือมองจักรวาลได้เสมือนว่าจักรวาลเป็นบ้านของตัวเอง คือรู้ได้หมดว่า ณ เวลาหนึ่ง เช่นปัจจุบันหรือเวลา 1 วินาที 1 นาที 5 นาทีข้างหน้า วัตถุต่างๆ ในจักรวาลอยู่ในตำแหน่งใด เคลื่อนไหว แตกดับอย่างไร

   ส่วนทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้ล้มกระบวนทัศน์แบบเดิมดังกล่าว และสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ที่ถือมนุษย์เป็นส่วนหนึ่ง ของจักรวาล เป็นการลดอำนาจมนุษย์ในจักรวาลให้น้อยลง และมองความสัมพันธ์ระหว่างอวกาศ เวลา และชีวิตมนุษย์ให้ละเอียดอ่อนลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่มนุษย์เปลี่ยนกระบวนทัศน์เป็นแบบใหม่ เราก็สามารถเข้าใจความสัมพันธ์อวกาศกับเวลาใหม่ มวลสารกับพลังงานใหม่ และเข้าใจจักรวาล เช่น การกำเนิด การล่มสลายของจักรวาลได้อีกมากมาย นี่เป็นเหตุผลให้เราต้องสนใจทฤษฎีทั้งหลายในระดับกระบวนทัศน์มากกว่าระดับสมการ

   กระบวนทัศน์ที่มองทั่วจักรวาลได้แบบพระเจ้า เรียกว่ากระบวนทัศน์แบบสมบูรณ์ แต่กระบวนทัศน์ใหม่แบบเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลบอกว่า จักรวาลไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ จักรวาลอนุญาตให้สังเกตจักรวาลได้จากตำแหน่ง เวลาหนึ่งๆ เท่านั้น ณ จุดที่ต่างกันไป ก็จะสังเกตจักรวาลได้จากอีกแง่มุมหนึ่งไม่เหมือนกัน จึงเรียกกระบวนทัศน์ใหม่นี้ว่ากระบวนทัศน์แบบสัมพัทธ์

   ไม่มีใครมองจักรวาลได้ทั้งหมด หรือรู้ได้ว่าช่วงเวลาหนึ่งๆ ส่วนต่างๆ ของจักรวาลมีความเป็นอยู่อย่างไร ไม่มีใครสามารถจินตนาการตัวเองไปอยู่นอกจักรวาล แล้วมองกลับมาเห็นจักรวาลได้ชัดเจนว่ามีรูปร่างอย่างไร ขนาดเท่าใด ทุกคนสังเกตจักรวาลได้จากส่วนเสี้ยวของตน และถึงแม้แต่ละคนจะเอาข้อมูลมารวมกันก็ไม่มีใครสามารถสรุปภาพได้ว่าจักรวาลที่แท้จริงมีลักษณะเป็นเช่นไร เป็นข้อจำกัดของมนุษย์ที่ทุกคนต้องยอมรับ

   อันที่จริงนักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่า ณ เทศะ เวลาต่างกัน การสังเกตจะต่างกัน เช่น ถ้าเรานั่งในเครื่องบินเจ๊ตเหนือเสียง รินน้ำใส่แก้ว เราคิดว่าน้ำไหลลงแก้วตรงจุดเดิมข้างหน้าเรา แต่คนบนพื้นโลกจะมองเห็นว่าเราเริ่มรินน้ำที่อโศก แต่น้ำหล่นลงถึงก้นถ้วยที่ราชประสงค์ ซึ่งห่างกันไปตั้งหลายกิโล หรือเด็กหญิงคนหนึ่งตบลูกเทนนิสอยู่บนรถไฟ เธอจะสังเกตเห็นลูกบอลกระเด้งขึ้นลงจากจุดเดิมเสมอ แต่ในสายตาผู้สังเกตข้างนอก จะเห็นลูกบอลกระดอนขึ้นลงจากคนละจุด

   หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เป็นตัวอย่างบนรถไฟเช่นกัน เมื่อผ่านสถานี ไฟสัญญาณที่หัวท้ายขบวนจะเปิดขึ้น ผู้สังเกตบนชานชาลาซึ่งอยู่ตรงกลางขบวนพอดี จะสังเกตเห็นสัญญาณไฟเปิดขึ้นพร้อมกัน แต่ผู้สังเกตที่อยู่บนรถไฟ (ตรงจุดกึ่งกลางเช่นกัน) จะสังเกตว่าสัญญาณ A เกิดขึ้นก่อนสัญญาณ B เพราะตัวเองเป็นฝ่ายวิ่งเข้าหาแสง และเห็นแสงจาก A ก่อนแสงจาก B

   ดังนี้ ผู้สังเกตบนรถจะสรุปว่า เหตุการณ์ A เกิดก่อนเหตุการณ์ B ใครเป็นฝ่ายผิด ใครเป็นฝ่ายถูก ?

   ปกติเรามักจะบอกว่า การสังเกตของผู้อยู่นิ่ง (บนดิน) เป็นพื้นฐานกว่า ถึงแม้เด็กหญิงคนนั้นจะสังเกตต่างกันไป แต่เมื่อเราอธิบายเหตุผลได้ เธอก็จะเข้าใจได้ว่าที่จริงลูกบอลไม่ได้ตกซ้ำ ณ จุดเดิมแต่ไอน์สไตน์แย้งว่า "พระเจ้า" นอกจากไม่อนุญาตให้ใครเป็น "พระเจ้า" ได้แล้ว ยังไม่ให้อภิสิทธิ์เป็นพิเศษแก่คนใดคนหนึ่งด้วย ไอน์สไตน์บอกว่า อาจมีคนอีกหลายร้อยล้านคนอยู่บนดาวดวงหนึ่ง หรือบนยานอวกาศลำใหญ่ที่วิ่งสวนโลก หรือแซงโลกไป คล้ายขบวนรถไฟที่ยกตัวอย่าง จะไม่ง่ายกว่าหรือว่าพวกเขาจะบอกว่า ลูกบอลที่พวกเขาตบนั้นขึ้นลงจากจุดเดิม เพราะนั่นจะเป็นการสังเกตที่ให้ภาพที่ง่ายกว่าการสังเกตของเราบนโลกด้วยซ้ำ

   กล่าวเป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น ผลการสังเกตของเขาไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ หรือทางธรรมชาติอื่นใดล้วนมีฐานะความจริงเท่าๆ กัน

   กล่าวอีกนัยหนึ่ง กระบวนทัศน์แบบสัมบูรณ์ยินยอมให้มนุษย์มีฐานะเป็นเจ้าของจักรวาล มีอำนาจเหนือจักรวาล เพราะสามารถคิดว่าตัวเองอยู่นิ่งๆ ภายในหรือภายนอกจักรวาล แล้วในแต่ละชั่วขณะก็สามารถมองดูจักรวาลทั้งหมดได้ แต่กระบวนทัศน์แบบสัมพัทธ์บอกว่า ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะอย่างไรแน่ เพราะเราคิดว่าเราอยู่นิ่ง แต่คนอื่นกลับมองเราเคลื่อนไปกับโลก ระบบสุริยะและกาแล็กซี่ในลักษณะที่ซับซ้อนมาก เช่นเดียวกับที่เราก็จะสังเกตมนุษย์ หรือวัตถุบนดวงดาวอื่นๆ เคลื่อนที่อย่างซับซ้อนเช่นกัน จึงสรุปได้ว่าทุกๆ สิ่งในจักรวาลอยู่ในสภาวะเคลื่อนที่อย่างสัมพัทธ์ (เปรียบเทียบ) กันเอง โดยไม่มีใครรู้ว่าจุดที่อยู่นิ่งๆ จริงๆ เป็นอย่างไร เราต้องยอมรับสถานะเช่นนี้ เริ่มต้นมองโลกจากเงื่อนไขจำกัดเช่นนี้ จึงจะสร้างทฤษฎีที่ถูกต้องได้ ไม่ใช่ตั้งเงื่อนไขสมมติว่า เราสามารถหาสภาวะที่อยู่นิ่งๆ จริงๆ ในจักรวาลได้

   ไอน์สไตน์บอกกับเราว่า ทฤษฎีที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขสมมตินี้ผิดพลาด และให้ภาพความจริงจักรวาลได้อย่างจำกัด

   กระบวนทัศน์ใหม่ของไอน์สไตน์ฟังดูง่าย ไม่ซับซ้อนยุ่งยากมากนัก แต่ผลของมันลึกซึ้งมาก เพราะมันได้ไขความคิด และช่วยแก้ปมปัญหาหลายอย่างให้กับนักวิทยาศาสตร์ เช่น ถ้าคนบนรถไฟถือกระบอกซึ่งแช่แข็งอิเล็กตรอนไว้กับตัว เขาจะวัดได้ว่ากระบอกนั้นมีประจุไฟฟ้าอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เราที่อยู่กับที่บนพื้นโลก จะตรวจพบสนามแม่เหล็กไฟฟ้าวิ่งวนอยู่รอบๆ กระบอกอิเล็กตรอน ถ้าไม่มีทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ คนสองคนที่สังเกตผลได้ต่างกันคงจะเถียงกันไม่จบ คนหนึ่งว่า "มีไฟฟ้าแต่ไม่มีแม่เหล็ก" อีกคนว่า "มีทั้งแม่เหล็กและไฟฟ้า" แต่เมื่อมีทฤษฎีสัมพัทธภาพ เราจะได้แง่คิดทันทีว่า "อ้อ ที่จริงแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสิ่งเดียวกัน แสดงออกมาเป็นสิ่งต่างกัน"

   ทฤษฎีที่รวมความเข้าใจของมนุษย์เกี่ยวกับแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ทฤษฎีหนึ่ง (แต่เผอิญค้นพบมาก่อนไอน์สไตน์ โดย Maxwell ตั้งแต่ปี 1873 ไอน์สไตน์มาช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างง่ายๆ มากขึ้น ถ้าอยากจะรู้ว่าการเชื่อมแม่เหล็กไฟฟ้าสำคัญมากขนาดไหน ก็อาจจะมองไปรอบๆ ตัวเรา เพราะไฟฟ้า วิทยุ โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ รถยนต์ เครื่องบิน ยานอวกาศ ตู้เย็น เตาไมโครเวฟ ทั้งหมดอาศัยสมการของ Maxwell ทั้งสิ้น)

   ในลักษณะเช่นเดียวกัน นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งอาจสังเกตพบว่าสิ่งหนึ่งเป็นมวลสาร แต่อีกคนในอีกสถานะหนึ่งค้นพบว่า มันเป็นพลังงาน ทั้งสองคนต่างเป็นฝ่ายถูกต้อง ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ช่วยให้เรารู้ได้ว่า พลังงานและมวลสารเป็นสิ่งเดียวกัน แสดงออกมาในภาวะต่างๆ กันเท่านั้น

   นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังเรียกกระบวนทัศน์ของไอน์สไตน์ ซึ่งบอกให้ทุกคนอยู่ในส่วนย่อยๆ ของตน แต่ก็เคารพทุกๆ คน ว่าคือหลัก "ประชาธิปไตย" ที่แท้จริง

***********

วิธีคำนวณสูตร E=mc2 โดยคณิตศาสตร์ระดับมัธยม


Albert Einstein's Swiss Passport, 1923
Photo: Historisches Museum Bern


    การค้นพบที่มีชื่อเสียงที่สุดคือสมการ E=mc2 ซึ่งไอน์สไตน์บอกกับเราว่า มวลสารกับพลังงานที่จริงเป็นสิ่งเดียวกัน ที่แสดงออกมาในรูปที่ต่างกัน หลักสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์ที่บอกว่า สิ่งที่ผู้สังเกตทุกคนสังเกตได้ แม้จะอยู่ในสภาวะความเร็วที่ต่างๆ กันไป ล้วนเป็นความจริง ความถูกต้องทั้งสิ้น นี้แม้ฟังดูง่าย เป็นประชาธิปไตยดี แต่พอเรายอมรับความคิดใหม่นี้ของไอน์สไตน์ เราจะพบความมหัศจรรย์ของจักรวาล พบปริศนาที่น่างวยงง

   (คนส่วนใหญ่ที่ได้ฟังผลซึ่งเกิดจากทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะเป็นครั้งแรกแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่เชื่อ และมักจะถามว่าเป็นไปได้อย่างไร ? แต่ขอให้เชื่อเถิด เพราะมีการทดสอบทดลองมาแล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน ล้วนปรากฏว่าทฤษฎีไอน์สไตน์ถูกต้อง โดยมีโอกาสผิดพลาดน้อยมาก ในการทดลองบางครั้งผิดพลาดเพียง 1 ในล้านล้านส่วน ทฤษฎีควอนตัมก็มีโอกาสผิดพลาดเพียง 1 ในพันล้านส่วน)

   ไอน์สไตน์บอกกับเราว่า คนที่เคลื่อนที่จะวัดระยะทางได้สั้นกว่าคนที่อยู่กับที่ พวกเขาจะวัดมวลสาร เวลา ได้มากกว่าคนที่อยู่กับที่ เช่น ผู้ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง 0.8 ของความเร็วแสง เขาจะพบว่าไม้เมตรยาว 1 เมตร ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนเวลาบนนาฬิกาข้อมือ 1 ชั่วโมง ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 1/2 ชั่วโมง เวลานี้จะรวมถึงเวลาชีวะ คือความเร็วในการแก่ตัวด้วย จึงเกิดปริศนาฝาแฝดว่า ถ้าแฝดคนหนึ่งเดินทางด้วยความเร็วสูงไปในอวกาศ แล้วย้อนกลับลงมา อาจพบว่าคู่แฝดบนโลกอายุ 80 ปีแล้ว ขณะที่ตัวเองยังอายุ 20 ปีเศษๆ เหมือนเดิม

   นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ความถูกต้องของทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะของไอน์สไตน์ อย่างชนิดไม่ต้องให้มีใครมาเถียงด้วยการผลิตระเบิดปรมาณู ซึ่งยืนยันสูตร E=mc2 อย่างแม่นยำน่าสะพรึงกลัว มีการทดสอบเพื่อวัดเวลาที่เพิ่มขึ้น และระยะทางที่หดสั้นลงหลายหนในยานอวกาศรุ่นต่างๆ ซึ่งส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก ซึ่งก็สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องหมดทุกอย่าง นักวิทยาศาสตร์ตรวจจับอนุภาคซึ่งเกิดจากรังสีคอสมิกจากดวงอาทิตย์วิ่งมากระทบชั้นบรรยากาศได้บนพื้นโลก ทั้งๆ ที่เมื่อคำนวณอายุขัยของมันตามทฤษฎีแล้ว จะสามารถเคลื่อนที่จากจุดแตกตัวได้ไม่กี่เมตร แต่มันวิ่งลงมาถึงพื้นโลกจนตรวจจับได้ ไม่ใช่เพราะมันวิ่งเร็วอย่างเดียว แต่เป็นเพราะช่วงอายุขัยหรือเวลาของมันยืดยาวขึ้นด้วย (ทั้งหมดนี้ตรงตามที่ไอน์สไตน์คำนวณไว้ทุกประการ)

   ความคิดเรื่องภาวะสัมพัทธ์ของไอน์สไตน์มีผลกระทบรุนแรงคล้ายคลื่นยักษ์สึนามิ ที่ไม่เพียงกระทบโลกวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังกระทบโลกวิทยาศาสตร์ สังคม โลกแห่งปรัชญา และโลกแห่งศิลปะด้วย ในช่วง 1910 Durkheim ชาวฝรั่งเศส ผู้ถือเป็นบิดาของวิชาสังคมวิทยา ก็เสนอแนวคิดซึ่งตีความเชิงสัมพัทธ์ได้ว่า พฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ถูกกำหนดโดยสังคม ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จากแต่ละสังคมจะมีความคิด พฤติกรรมต่างๆ กันไปตามลักษณะของสังคมนั้นๆ

   และที่สำคัญมากก็คือ ทฤษฎีภาษาศาสตร์ของ Ferdinand de Saussure ซึ่งถือเป็นบิดาของวิชาสัญศาสตร์ (Semiology) และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดปรัชญาโครงสร้างนิยมและหลังโครงสร้างนิยม (Post Structuralism) ซึ่งก็คือปรัชญาหลังสมัยใหม่นั่นเอง

   Saussure เสนอทฤษฎีที่ฟังดูแล้วไม่ต่างไปจากทฤษฎีของไอน์สไตน์เลยก็คือ เขามองภาษาเป็นระบบของความสัมพันธ์ (หรือสัมพัทธ์) "ในระบบภาษามีแต่เพียงความสัมพันธ์และความต่าง (ซึ่งก็คือความสัมพัทธ์) โดยไม่มีความหมายที่สัมบูรณ์เลย (ไม่มี positive term ซึ่งก็คือไม่มีถ้อยคำที่มีความหมายในตัวเองโดยสมบูรณ์)"


ภาพผู้หญิงร้องไห้(1937) โดย ปิกาสโซ : Weeping Woman
by Pablo Picasso (1937)


   ในด้านศิลปะ ปิกาสโซและบร๊ากเป็นผู้บุกเบิกศิลปะ Cubism ในราวปี 1909 ศิลปะ Cubism เป็นศิลปะที่เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับ Space มีการฉีกรื้อคติเกี่ยวกับ space เดิมซึ่งแน่นอนคงตัว มาเป็น space ที่แยกออกเป็นส่วนๆ คล้ายสัมพันธ์กัน แต่ละส่วนมองวัตถุ ผู้หญิง รูปร่างคน จากแง่มุมที่ต่างๆ กัน เช่น จากด้านตรง ข้าง ด้านหลัง ปิกาสโซถือว่าแต่ละมุมมองมีสิทธิมีฐานะที่จะปรากฏในรูปได้ แล้วเอาเรียงต่อกันให้เกิดเป็นมุมมองใหญ่เดียวกัน ในภาพหญิงสาว ผู้หญิงร้องไห้ ม้าเจ็บปวด กระทิงดุ ฯลฯ

   ในแง่นี้เท่ากับว่าปิกาสโซให้คุณค่าแก่ทุกมุมมองเท่าๆ กัน ตามคติคล้ายทฤษฎีสัมพัทธภาพเช่นกัน ศิลปินคนอื่น เช่น Marcel Proust นักเขียนมีชื่อ ยอมรับอิทธิพลความคิดของทฤษฎีสัมพัทธภาพโดยตรง เขากล่าว่า "มีเรขาคณิตของแผ่นระนาบ ขณะเดียวกันก็มีเรขาคณิตของอวกาศ สำหรับผมนิยายมิใช่เป็นเพียงจิตวิทยาในเชิงระนาบเท่านั้น แต่เป็นจิตวิทยาของเวลาและอวกาศด้วย"

   เวลาเขียนรูป ปิกาสโซเอามุมมองหลากหลายมุมมองมาตีแผ่ ไม่ใช่มุมมองเดียวที่สมบูรณ์แบบจิตรกรในยุคคลาสสิค ในการบรรยายบุคลิกตัวละคร


Alla Galleria Il Milione, 1938 con P. M. Bardi. F. T. Marinetti e G. Furlan

   Proust ก็ไม่ยอมรับบทบาทของผู้ประพันธ์ในฐานะผู้มีความรู้อย่างสมบูรณ์ และสามารถพรรณนาทุกๆ ด้านของตัวละคร Proust มองตัวละครของเขา "กระจัดกระจายอยู่ในอวกาศและเวลา" F. T. Marinetti ผู้ให้กำเนิดศิลปะแบบ Futurist เขียนในคำประกาศแรกของกลุ่มว่า "เวลาและอวกาศตายไปแล้วเมื่อวานนี้" กลุ่ม Dada และ Surrealist ได้อิทธิพลจากไอน์สไตน์ชัดเจนดังภาพเขียนเวลาที่หลอมเหลวของ Dali


ภาพ เวลาที่หลอมเหลว โดย Dali : The Persistence of Memory, 1931



Dali

   นอกจากนี้ ในวงการปรัชญศาสน์ (Theosophy) ในกลุ่มของ Steiner ซึ่งพยายามจะเชื่อมโยงศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์หรือปรัชญาวิทยาศาสตร์ ก็ได้อิทธิพลจากแนวทฤษฎีของไอน์สไตน์มาเช่นกัน โดยตีความว่า การปรากฏอย่างปาฏิหาริย์ของ "เหตุการณ์ศักดิ์สิทธิ์" ต่างๆ เป็นไปได้ เนื่องจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์โผล่ตัวมาจากมิติพิเศษที่นอกเหนือไปจาก 3 มิติของเรา จินตนาการว่ามดขังนักโทษมดไว้ในกรงขัง 2 มิติของตน สมมติว่ามดไม่สามารถเงยหน้ามองด้านบน-ล่างได้ จะมองได้ก็แต่ซ้าย-ขวา หน้า-หลัง เท่านั้น ถ้ามนุษย์ (พระเจ้า) ใช้มือหยิบนักโทษมดขึ้นมาด้านบน มดผู้คุมจะตื่นตกใจว่ามดนักโทษหายตัวไปเฉยๆ (เพราะพวกเขาไม่สามารถมองมิติพิเศษคือด้านบน-ล่างได้)

   วงการปรัชญศาสน์จึงฮือฮากันกับการตีความปาฏิหาริย์โดยมิติพิเศษที่เพิ่มขึ้นมาตามทฤษฎีของไอน์สไตน์กันมาก

**สำหรับผู้อ่านที่มีพื้นคณิตศาสตร์ ไอน์สไตน์บอกว่า มวลสารที่เคลื่อนที่ m = m0/(1-v2/c2)? m0 = มวลสารที่หยุดนิ่ง v = ความเร็วของวัตถุ c = ความเร็วแสง จากสมการนี้ใช้การกระจายแบบ binomial ซึ่งนักเรียนมัธยมปลายก็เรียนกันแล้ว จะพบว่า (1-v2/c)? = 1- v2/2c2… เมื่อแทนค่าลงไปในสมการจะได้ (m0-m)c2 = ?mc2 = ?mv2 = E ซึ่งเป็นเค้าร่างที่จะบอกเราว่า พลังงาน = มวลสารที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง (ไอน์สไตน์พิสูจน์สมการนี้อย่างละเอียดลึกซึ้งกว่านี้) สมการดังกล่าวให้ข้อสรุปที่น่าสนใจ กล่าวคือ ถ้าวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับแสง ค่าในวงเล็บจะเท่ากับ (1-1) = 0 จากคณิตศาสตร์เบื้องต้นอะไรหารด้วยศูนย์ย่อมเท่ากับค่านับไม่ถ้วน infinity ดังนั้น ถ้าวัตถุที่เคลื่อนด้วยความเร็วแสง มวลสารจะเพิ่มเป็นอนันต์ ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะต้องใช้พลังงานมหาศาลมากเกินไปที่จะขับเคลื่อนวัตถุให้เร็วขนาดนั้นได้

       สมการที่บอกว่าความยาวจะหดสั้นลงคือ x = x0(1-v2/c2)? ก็น่าสนใจ เพราะถ้ามีสิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับแสง (เช่น อนุภาคแสงคือโฟตอนเอง หรืออนุภาคนิวตริโน v จะเท่ากับ c และค่าในวงเล็บจะเท่ากับ 0 เช่นกัน แสดงว่าแสงแม้จะวิ่งเร็วมากคือ 186,000 ไมล์/วินาที มันจะรู้สึกว่ามันไม่ได้เดินทางเลย เพราะระยะทางที่มันเดินทางเป็น 0 ตลอดเวลา นี่เป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่อาจทำให้เราเข้าใจจักรวาลตอนเริ่มต้นได้ เพราะในตอนเริ่มต้น จักรวาลซึ่งมีแต่อนุภาคหรือพลังงานที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง จักรวาลจะมีขนาดเป็น 0 หรือ infinity หรือค่าเท่าใดก็ไม่สำคัญ เพราะอนุภาคเหล่านั้นจะไม่รู้สึกว่าตัวเองกินระยะทางเลย ปัญหาขนาดของจักรวาลจึงเป็นปัญหาของมนุษย์ที่มีทิฐิสร้างขึ้นมาให้เป็นปัญหาเอง แต่ไม่ใช่ปัญหาของอนุภาคเหล่านั้น และเวลาสำหรับแสงหรือพระเจ้าในช่วงกำเนิดจักรวาลก็จะมีค่าเป็นอนันต์ คือไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดข้นเลย จึงไม่ต้องตั้งคำถามว่า ก่อนหน้ามีจักรวาลจะเป็นอย่างไร

*************

วิถีขบถในชีวิตไอน์สไตน์



ชีวิตของไอน์สไตน์จากเด็กยากจน มาเป็นบุรุษที่มีชื่อเสียงก้องโลกที่สุดในหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา และอาจจะยังอยู่สืบไปอีกหลายศตวรรษ ฟังดูแล้วคล้ายเป็นเทพนิยาย แต่ในชีวิจริงของไอน์สไตน์มีช่วงของความทุกข์ยากตกต่ำ การดิ้นรนต่อสู้ อันตราย การคุกคามจนถึงขั้นชีวิต แรงกดดันทั้งชีวิตการงานและความผิดพลาดทั้งหนักและเบา

ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1879 ในเมือง Ulm ประเทศเยอรมนี ไอน์สไตน์เป็นนักอุตสาหกรรมที่ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก Pauline แม่ของไอน์สไตน์เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง และได้ช่วยเหลือเกื้อกูลไอน์สไตน์ในยามตกต่ำ แต่ชีวิตไอน์สไตน์ก็มาตกต่ำอย่างมากในช่วงเป็นวัยรุ่นจนจบมหาวิทยาลัย เพราะธุรกิจของพ่อล้มละลายต้องย้ายไปอิตาลี ตัวไอน์สไตน์ถูกทิ้งให้เรียนอยู่ในโรงเรียนประจำในมิวนิกซึ่งเข้มงวด จนไอน์สไตน์ซึ่งชอบโดดเรียนและละเมิดกฎเกณฑ์เกือบจะถูกไล่ออก

ไอน์สไตน์หาทางออกแบบเด็กวัยรุ่น ด้วยการให้หมอช่วยเขียนจดหมายว่าเขาเป็นโรควิตกกังวลและจิตใจห่อเหี่ยว จนอาจเป็นโรคประสาทได้ถ้าไม่ได้กลับไปอยู่กับครอบครัว พ่อแม่ของไอน์สไตน์นั้นกังวลมากและตัดสินใจส่งเสียให้ไอน์สไตน์ได้ไปเรียนที่วิทยาลัยโพลีเทคนิคซูริก (ซึ่งมีฐานะเท่ามหาวิทยาลัย) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ทั้งที่ยังไม่จบมัธยมปลาย (ระบบการศึกษาสวิสในสมัยนั้นยังอนุญาตให้นักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยวัดจากผลสอบล้วนๆ)

ผลปรากฏว่าไอน์สไตน์สอบตกในครั้งแรก และมาได้เข้าเรียนในปีที่ 2


Young Albert Einstein in Munich. 1893.


ไอน์สไตน์ดูจะมีพรสวรรค์ในด้านทฤษฎีฟิสิกส์มากกว่าการทดลองทางฟิสิกส์ ในช่วงวัยเด็กซึ่งครอบครัวยังมีฐานะดี เพื่อนชาวยิวที่ยากจนคนหนึ่งชื่อ Talmud มาอาศัยกินอาหารเย็นที่บ้านเป็นประจำ และชักชวนให้ไอน์สไตน์อ่านหนังสือตำราเรขาคณิตและปรัชญาของ Kant ซึ่งมีอิทธิพลต่อไอน์สไตน์มาตลอดชีวิต (ปรัชญาของ Kant บอกว่า โลกหรือจักรวาลมีโครงสร้างลี้ลับบางอย่างที่เป็นสากล เป็นแก่นแกนอันแท้จริงที่กำหนดความเป็นไปของโลกวัตถุที่เราสังเกตได้ในจักรวาล ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและความพยายามรวมแรงต่างๆ (Unified Field Theory ของไอน์สไตน์ก็ตั้งอยู่บนแนวปรัชญาเช่นนี้)


Albert Einstein with friends Habicht and Solovine, ca. 1903


ไอน์สไตน์ซึ่งมีแนวโน้มที่ชื่นชอบปรัชญาหลักคิดและทฤษฎีฟิสิกส์มาแต่ต้น เขาชอบงานสร้างสรรค์ทางความคิดมากกว่าการถูกจำกัดอยู่ในกรอบกฎเกณฑ์ต่างๆ ไอน์สไตน์ซึ่งได้คะแนนแย่มากในหลายวิชา เช่น วิชาการทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งไอน์สไตน์ไม่สนใจทำตามขั้นตอนกระบวนการทดลองซึ่งเขาคิดว่าไม่เป็นประโยชน์ จนครูสอนเคยบ่นใส่ไอน์สไตน์ว่า "คนอย่างเธอไม่มีอนาคตในวงการฟิสิกส์หรอก ที่ดีเธอควรเปลี่ยนไปเรียนหมอ วรรณคดี หรือไม่ก็กฎหมายเสียดีกว่า"

ครูคนนี้ซึ่งควรสนับสนุนให้ไอน์สไตน์ได้งานผู้ช่วยอาจารย์ ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่นักเรียนทุกคนควรได้เมื่อจบมหาวิทยาลัย ปฏิเสธที่จะสนับสนุนไอน์สไตน์ และยังไม่แนะนำให้อาจารย์คนอื่นๆ รับไอน์สไตน์เข้าทำงานด้วย ซึ่งปิดความหวังและอนาคตของไอน์สไตน์ในแวดวงวิทยาศาสตร์ลงเกือบสิ้นเชิง

ปี 1900 ซึ่งไอน์สไตน์เรียนจบ เป็นปีที่ย่ำแย่ที่สุดของเขา ทางบ้านขาดเงินสนับสนุน ตัวเองหางานทำไม่ได้ คนรักของไอน์สไตน์ก็สอบตกซ้ำสอง จึงหมดโอกาสที่จะหางานด้านวิชาการได้ Mileva Maric คนรักของไอน์สไตน์มักถูกเขียนถึงในแง่ไม่ดีนัก ในแง่ความเป็นผู้หญิงร้าย เห็นแก่ตัว แต่ในแง่หนึ่งเธออาจเป็นเฟมินิสต์คนแรกๆ ของโลกก็ได้

เธอเป็นชาวเซอร์เบียจากคาบสมุทรบอลข่าน ซึ่งปกติไม่มีชื่อเสียงในด้านฟิสิกส์ แต่เธอรักวิชานี้ แต่โชคไม่ดีที่ประเทศเยอรมนีในช่วงนั้นยังไม่ยอมรับผู้หญิงเข้าเรียนแผนกฟิสิกส์ เธอจึงต้องดิ้นรนไปเรียนที่ซูริกในชั้นเรียนเดียวกับไอน์สไตน์ เธอเป็นคนมั่นใจในตัวเอง และไม่สนใจในความเก่งกาจของไอน์สไตน์แต่อย่างใด ครอบครัวและเพื่อนๆ ไม่ค่อยเห็นด้วยกับความรักของคู่นี้ แต่ทั้งสองคนก็ยังหัวแข็งและใฝ่ฝันที่จะค้นความลี้ลับของจักรวาลร่วมกัน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอสอบตกเป็นครั้งที่สอง เธอเสียใจจนล้มเลิกความฝันเดิม และเดินทางกลับบ้านเกิดในปี 1901 ในปี 1900 ซึ่งไอน์สไตน์พยายามดิ้นรนหางานทำ ด้วยการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้กับวิทยาลัยเทคนิคแห่งหนึ่ง รวมทั้งรับสอนพิเศษแก่เด็กมีสตางค์ทั่วไป

เขาได้ข่าวที่เจ็บปวดว่า Mileva ได้คลอดลูกสาวของพวกเขา ซึ่งไอน์สไตน์ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าแม้กระทั่งรูปถ่าย เพราะยังเป็นปมปริศนาอยู่ว่า ลูกสาวของไอน์สไตน์ตายเพราะเป็นไข้ร้ายแรงชนิดหนึ่ง หรือถูกมอบเป็นบุตรบุญธรรมของครอบครัวอื่น

ในปี 1902 ไอน์สไตน์เขียนจดหมายถึงศาสตราจารย์ Ostwald แห่งเมือง Leipzis เพื่อของานทำ "ท่านครับ ผมได้แรงบันดาลใจจากหนังสือเกี่ยวกับวิชาเคมีของท่าน ผมจึงถือโอกาสนี้ส่งสำเนาผลงานชิ้นหนึ่งของผมมาให้ท่าน เพื่อให้ท่านสนใจว่าจะมีโอกาสให้นักฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ มาช่วยท่านทำงาน ผมต้องถือวิสาสะขอร้องท่านเช่นนี้ ก็เพราะผมอยู่ในภาวะที่ขัดสนอับจนจริงๆ ครับ …" ไอน์สไตน์ไม่ได้รับจดหมายตอบรับให้เข้าทำงาน แต่อีก 10 ปีให้หลัง ศาสตราจารย์คนเดียวกันนี้เป็นคนแรกที่เสนอให้ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบล ช่วงนี้เป็นช่วงที่เคราะห์ร้ายได้กระหน่ำซ้ำไอน์สไตน์ในวัยหนุ่ม ทั้งการพลัดพรากจากภรรยาและลูก ความอัตคัดขัดสน เราไม่รู้ว่าไอน์สไตน์เคยคิดฆ่าตัวตายหรือไม่ แต่ประโยคหนึ่งที่เขาเคยเขียนไว้ก็สะท้อนความห่อเหี่ยวที่รุนแรงในชีวิตของเขา "ผมไม่มีค่าความหมายอะไรเลย นอกจากการเป็นภาระให้กับญาติๆ … จะเป็นสิงที่ดีขึ้นแน่นอน ถ้าหากว่าผมไม่เคยมีชีวิตอยู่เลย"

ตลอดชีวิตไอน์สไตน์โชคดีตรงที่ได้เพื่อนที่ดี นอกจากเพื่อนในวัยเด็กที่ชักชวนให้เขาอ่านหนังสือแล้ว Marcel Grossman เพื่อนประจำชั้นเรียนในมหาวิทยาลัยซูริก ซึ่งภายหลังได้เป็นเพื่อนช่วยคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปกับไอน์สไตน์ ก็เป็นคนแนะนำให้ไอน์สไตน์ได้เข้าทำงานตำแหน่งเสมียนที่สำนักงานจดสิทธิบัตรของกรมไปรษณีย์ที่กรุงเบิร์น ในปี 1902 ที่นี่เองเป็นจุดพลิกผันชีวิตของไอน์สไตน์และวงการวิทยาศาสตร์โลก

นับตั้งแต่ปี 1666 ซึ่งคนคนเดียว คือนิวตันในวัย 23 ปี ได้ค้นพบทฤษฎีแรงดึงดูดโลก ค้นพบคณิตศาสตร์แบบแคลคูลัส ค้นพบทฤษฎี Binomial และทฤษฎีเกี่ยวกับสี ก็มีปี 1905 ซึ่งไอน์สไตน์โดยตัวเองคนเดียวได้นำเสนอบทความ 5 ชิ้น

ใน 5 ชิ้นนี้มี 2 ชิ้นที่เปลี่ยนแปลงโลกวิทยาศาสตร์ในระดับกระบวนทัศน์ และยังคงเป็นกระบวนทัศน์หลักให้กับทฤษฎีฟิสิกส์อยู่ถึงปัจจุบัน

กระบวนทัศน์แรก กระบวนทัศน์แบบควอนตัม คือการมองว่าแรงมีลักษณะเป็น "ทวิภาวะ" (duality) คือเป็นทั้งคลื่นและอนุภาค และพลังงานของคลื่นนี้มีค่าเท่ากับค่าคงตัว (h หรือ Plank"s constant) คูณด้วยความถี่ของคลื่น

กระบวนทัศน์ที่ 2 คือ กระบวนทัศน์สัมพัทธภาพที่บอกว่า ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลล้วนอยู่ในภาวะเคลื่อนที่สัมพัทธ์กันไป แต่ละสิ่งล้วนมีฐานะทัดเทียมกันในทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นที่มาของทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะ

3 ใน 5 บทความของไอน์สไตน์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Annalen der Physik ฉบับที่ 17 ในเดือนกันยายน 1905 และถือเป็นฉบับที่สำคัญที่สุด ในปี 1994 ฉบับจริงของนิตยสารเล่มนี้ขายได้ราคาเล่มละ 600,000 บาท

ในช่วงต้นของการตีพิมพ์บทความไม่มีปฏิกิริยาขานรับใดๆ จากแวดวงวิทยาศาสตร์เลย ไม่มีวี่แววว่าการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่พอถึงปี 1906 ก็เริ่มมีการถกเถียงพูดคุยกันมากขึ้น จนแว่วไปถึง Max Planck ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นบิดาแห่งสมการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ของเยอรมันคนหนึ่ง เขาจึงได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ผู้ช่วย Max von Laue ให้มาพบเสมียนหนุ่มที่กรุงเบิร์น (ทั้งคู่ได้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันไปตลอดชีวิต) จึงช่วยให้ชื่อเสียงของไอน์สไตน์โด่งดังยิ่งขึ้น

ในปี 1908 มีตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยซูริกว่างลง คู่แข่ง 2 คนที่จะชิงตำแหน่งนี้ก็คือไอน์สไตน์กับ Fredrich Adler ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวยิวเหมือนไอน์สไตน์ Adler มีชื่อเสียงในวงการมาก่อนและเป็นลูกชายของผู้ก่อตั้งพรรคสังคมประชาธิปไตยของออสเตรีย ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่า Adler จะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งนี้แน่นอน แต่ที่ผิดความคาดหมายก็คือ Adler ซึ่งเป็นนักอุดมคติคนหนึ่ง ตระหนักถึงความสามารถพิเศษของไอน์สไตน์ จึงเขียนจดหมายยกย่องไอน์สไตน์อย่างจริงใจ เพื่อเปิดทางให้ไอน์สไตน์ได้รับตำแหน่งสำคัญนี้ และแผ้วทางให้ไอน์สไตน์ได้เข้าสู่โลกวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่ก็เป็นโศกนาฏกรรมชีวิตเช่นกัน

เพราะในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 1 Adker คนเดียวกันนี้ได้เปลี่ยนอุดมคติจากวิทยาศาสตร์ไปสู่การเมือง แล้วลอบสังหารท่านเคาต์ Karl von Sturgkh นายกรัฐมนตรีเผด็จการในสมัยนั้น เขาโดนจับและมีโอกาสถูกตัดสินประหารชีวิตสูงมาก ไอน์สไตน์ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมากแล้วในขณะนั้น เสนอตัวให้การเพื่อเป็นประโยชน์ต่อจำเลยอย่างไม่ลังเล แต่ศาลไม่ได้เรียกตัวเขา

Adler ถูกตัดสินประหารชีวิต แต่ด้วยจดหมายของไอน์สไตน์และคนอื่นๆ ช่วยทำให้เขาได้รับการลดโทษเหลือเป็นจำคุกตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม เมื่อรัฐบาลสมัยสงครามล้มลงเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ยุติ Adler ได้อิสรภาพ ได้รับเลือกเข้าสู่รัฐสภาและเป็นผู้นำที่มีชื่อเสียงของขบวนกรรมกรต่อมา

ในปี 1912 ไอน์สไตน์ได้รับเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลเป็นครั้งแรก แต่คณะกรรมการยังไม่เข้าใจความสำคัญของทฤษฎีสัมพัทธภาพ รางวัลจึงตกเป็นของนักวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาการสร้างประภาคารสำหรับการเดินเรือแทน

ในปี 1913 ไอน์สไตน์ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งราชบัณฑิตสภาวิทยาศาสตร์แห่งปรัสเซียที่ทรงเกียรติ ในปี 1914 เขาย้ายมาสอนที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินตามคำเชิญของ Max Planck

ปี 1915 หลังจากมีลูกกับไอน์สไตน์ 2 คน Mileva ก็ตัดสินใจแยกทางกับไอน์สไตน์ โดยชนะคดีในการขอสิทธิเลี้ยงดูลูก ซึ่งเป็นความทุกข์ใจครั้งใหญ่อีกครั้งของไอน์สไตน์

ปี 1917 สุขภาพของไอน์สไตน์เริ่มแย่ลงอย่างมาก ด้วยโรคร้ายที่คาดการณ์ว่าจะเป็นมะเร็งในขั้นต้น แต่การตรวจภายหลังพบว่าเป็นเพียงโรคกระเพาะอักเสบ ช่วงนี้ Elsa ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของไอน์สไตน์เข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด จนในที่สุดพวกเขาก็ได้แต่งงานกันในปี 1919

ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่มีการพิสูจน์ได้ว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ถูกต้อง ซึ่งเป็นงานที่สำคัญและยิ่งใหญ่กว่างานทั้งหมดที่ไอน์สไตน์ได้เสนอมา

**************

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity)



ในตอนที่ผ่านมาผู้เขียนได้ชี้ว่า แม้แต่คนที่นั่งอยู่ในรถยนต์บนทางด่วนหรือไฮเวย์กับคนที่เดินถนน จะอยู่ในเวลาอวกาศที่ต่างๆ กันไป บางคนเวลาสั้นลง ระยะทางยาวขึ้น บางคนระยะทาง-เวลาเป็นปกติ เวลา-อวกาศจึงไม่เป็นผืนเดียวกัน การสังเกตการณ์ของแต่ละคนก็จะต่างกันไปหมด (วัวควายข้างทางตัวสั้นลง เดินเร็วขึ้น ช้าลง ฯลฯ) ถ้าจะเทียบเคียงกับศาสนาพุทธก็คล้ายกับว่า แต่ละคนอยู่ในสถานะต่างๆ กัน ก็เพราะบุญกรรมทำแต่งมาให้ต่างๆ กัน พวกเขามองโลก มองทุกข์สุขของชีวิตไปต่างๆ กัน ตามกรรมตามทิฐิอุปาทานที่มีมาต่างๆ กัน

ไอน์สไตน์กับ Minkowski บอกว่า ถ้าเรายกระดับตัวเองไปอยู่ในโลก 4 มิติ ที่เชื่อมเวลา-อวกาศเข้าด้วยกัน คือไปอยู่ในมิติที่สูงขึ้น เช่น แทนที่จะมองระยะทาง มองความต่างเวลาแบบเดิม ให้มองเป็นระยะหว่างของเวลา-อวกาศ (ศัพท์ศาสนาพุทธก็คือ ไปอยู่ในภพภูมิที่สูงขึ้น) เราจะพบว่า ทฤษฎีฟิสิกส์ต่างๆ นั้นง่ายขึ้น อธิบายโลกได้มากขึ้น เช่น อธิบายมวลสารเป็นพลังงาน อธิบายแม่เหล็กเป็นไฟฟ้าได้

ถ้าดึงมาเทียบเคียงศาสนาพุทธอีกก็คล้ายว่า ถ้ายกระดับจิตใจเราสูงขึ้น ก็จะได้ค้นพบกฎแห่งกรรม กฎอิทัปปัจจยตา หรือกฎความเป็นไปของโลก หลุดพ้นมาจากการมองโลกด้วยความเคยชินแบบเคลื่อนด้วยกิเลส ตัณหา อุปาทาน การมองโลกในระดับมิติที่สูงขึ้นนี้ ต่อมาเป็นทิศทางใหญ่ในการทำความเข้าใจจักรวาลของนักวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้เราจะพูดถึงความพยายามสำคัญอีกครั้งของไอน์สไตน์ในการขยายทฤษฎีสัมพัทธภาพจากเฉพาะไปสู่ทั่วไป

ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของไอน์สไตน์ เป็นกระบวนทัศน์ใหญ่ทางฟิสิกส์ ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาทฤษฎีต่างๆ ตามหลังมาอีกมากมาย

การเคลื่อนที่ในจักรวาลมีเพียง 3 แบบคือ การหมุนรอบตัวเอง การเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอ (หยุดนิ่งคือเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่ากับศูนย์) กับเคลื่อนที่ไปด้วยอัตราเร่ง คือเร็วขึ้นเรื่อยๆ หรือความเร็วลดลงเรื่อยๆ หัวใจทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะ (Special Theory of Relativity) ก็คือ คนที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วต่างๆ กัน มีสถานะเท่าเทียมกันในการสังเกตการณ์ทางวิทยาศาสตร์

หัวใจของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity) โดยชื่อของมันก็บอกว่าครอบคลุมลักษณะการเคลื่อนที่ที่หลากหลายรูปแบบขึ้น กล่าวคือ ถ้ามีการเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่ง (คือเร็วขึ้นเรื่อยๆ หรือลดความเร็วลงเรื่อยๆ) ต่างๆ กัน หรืออยู่กับที่ หรือด้วยความเร็วคงที่ ก็มีสถานะเท่าเทียมกันในการสังเกตทางวิทยาศาสตร์

ไอน์สไตน์กล่าวในปี 1915 ถึงการค้นพบว่าการเคลื่อนที่ทุกอย่างทัดเทียมกัน คือเป็นการเคลื่อนที่อย่างวิถีธรรมชาติทั้งหมดว่าเป็น "ความคิดที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต" ซึ่งไอน์สไตน์จะสรุปจุดนี้ได้ ไอน์สไตน์จะต้องหาทางพิสูจน์ว่า การเคลื่อนที่ในสนามโน้มถ่วงซึ่งทำให้เกิดอัตราเร่งเช่นกันเป็นสิ่งเดียวกัน ไอน์สไตน์จะทำได้หรือในเมื่อนิวตันได้ตั้งทฤษฎีแรงโน้มถ่วงของเขามาได้ 200 ปีเศษ และก็ใช้ได้ผลในการปฏิบัติตลอดมา ?

ไอน์สไตน์เสนอทฤษฎีนี้ในปี 1915 ทฤษฎีได้รับการยืนยันในปี 1919 ซึ่งทำให้ไอน์สไตน์มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วโลกยิ่งขึ้นไปอีก และได้รับการยกย่องจากหนังสือพิมพ์และวารสารชั้นนำของโลก เช่น Times ของลอนดอน New York Times กับอีกนับร้อยฉบับ ให้ทัดเทียมกับนิวตันและ Copernicus

จากหลักแห่งความสัมพัทธ์ เนื่องจากการบอกว่าทุกๆ จุด ทุกๆ ส่วนของจักรวาล ไม่ว่าจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเท่าไร ล้วนมีศักดิ์มีฐานะเท่าเทียมกัน ถือเป็นการปฏิวัติความคิดครั้งใหญ่ ไม่แพ้ความคิดของ Copernicus หรือนิวตัน

หลักการใหม่นี้ส่งผลต่อการปฏิวัติความคิดใหญ่ของนักคิดตะวันตกทุกสาขาวิชา ไม่ใช่เฉพาะแต่วงการวิทยาศาสตร์เท่านั้น เนื่องจากประวัติศาสตร์ความคิดของยุโรปสมัยใหม่ซึ่งเริ่มจากการปฏิวัติ renaissance หรือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการ ที่จริงก็คือปรัชญาความคิดแบบมนุษยนิยม กล่าวคือ การลดฐานะของพระเจ้าลงแล้วเอามนุษย์เข้าไปแทนที่ เกิดลัทธิมนุษยนิยม คือมนุษย์เป็นใหญ่ เป็นอธิการ (ประธาน) ของความรู้ เป็นผู้กำหนดศีลธรรมจรรยาของตัวเอง เป็นผู้กำหนดว่าความงามคืออะไร การเมืองควรจะต้องเป็นอย่างไร

แนวคิดมนุษยนิยมนี้นิวตันได้รับเอามาสร้างทฤษฎีเกี่ยวกับจักรวาลแบบภาพนิ่ง ที่มนุษย์เป็นสัตว์พิเศษ เป็นอธิการที่รับรู้ภาพรวมของจักรวาลในลักษณะภาพนิ่งนี้ได้ และคำนวณการเคลื่อนไหวของวัตถุในจักรวาลภาพนิ่งนี้ได้ ก็เป็นหลักคิดเดียวกับลัทธิมนุษยนิยมหรือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง

ในประเทศตะวันตกในยุคของไอน์สไตน์ ในทางการเมืองได้เคลื่อนตัวมาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ด้านสังคมวัฒนธรรมก็กำลังเคลื่อนตัวเช่นกัน ดังนั้น เมื่อไอน์สไตน์เสนอทฤษฎีซึ่งทำให้มนุษย์ไม่ว่าเป็นใครในสภาวะใดจะมีความทัดเทียมกันหมด (The Equivalence Principle) จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง และส่งผลสะเทือนต่อโลกศิลปวัฒนธรรมและสังคมดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

แต่ก็มีคำถามต่อมาว่า ถ้าทุกๆ คนเป็นฝ่ายถูกต้อง จะมองอะไร จะสังเกตอะไรก็ถูกต้องใช้ได้หมด จักรวาลซึ่งมีผู้คนอยู่หลากหลายสถานะ (เช่น วิ่งด้วยความเร็วคงที่ หกคะเมนตีลังกา หมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ ฯลฯ) จะมิกลายเป็นจักรวาลอนาธิปไตย ? เป็นอภิมหาโกลาหล ?

ไอน์สไตน์ย้ำหลักแห่งความทัดเทียม ไม่ใช่เท่าเทียม (ซึ่งตรงจุดนี้คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป และมองว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพบอกว่า มุมมองใดๆ ก็ย่อมถูกต้อง เท่าเทียมกันทั้งหมด) หลักแห่งความทัดเทียมนี้มีแง่มุมรายละเอียดซึ่งลึกซึ้งมาก ทั้งในทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ และศาสตร์เกี่ยวกับสังคมและมนุษย์

แม้ไอน์สไตน์จะเคารพผลการสังเกตของแต่ละผู้สังเกตการณ์ แต่หลักแห่งความทัดเทียมไม่ได้บ่งบอกว่าทุกคนเท่าเทียมกันทั้งหมด สังเกตสิ่งต่างๆ ได้เท่ากัน เหมือนกันทั้งหมด การสังเกตสิ่งต่างๆ ซึ่งศัพท์ทางปรัชญาเรียกว่า phenomenon เป็นเปลือกหรือปรากฏการณ์มากกว่าเป็นแก่นแท้อาจได้ผลออกมาต่างกันได้

ไอน์สไตน์เสนอว่า ทฤษฎีฟิสิกส์ต้องมีลักษณะเป็นแก่นแท้ที่ไม่ผันแปร "ทฤษฎีฟิสิกส์จะเหมือนๆ กัน คือมีลักษณะคงรูป (invariant) ไม่ว่าจะสังเกตจากผู้สังเกตในสถานะใดๆ ก็ตาม" (ในที่นี้กล่าวโดยภาษาง่ายๆ ที่จริงไอน์สไตน์ค้นพบเฉพาะภาวะคงรูปของผู้ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วธรรมดาและเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่งเท่านั้น ส่วนกฎแห่งสภาวะคงตัวค้นพบโดย Noether อัจฉริยะสตรีทางด้านคณิตศาสตร์ของโลกศตวรรษที่ 20 ส่วนกฎการคงรูปของการเคลื่อนที่แบบแปลกๆ เช่นใน internal space เป็นผลงานนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ)

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แม้เราจะสังเกตได้ผลที่ต่างกัน แต่เมื่อสรุปเป็นทฤษฎีแล้วจะต้องได้ทฤษฎีที่เสมือนๆ กัน ในปี 1915 ไอน์สไตน์บรรลุแง่คิดนี้และเรียกมันว่า "ความคิดที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดในชีวิต" (The happiest thought of my life)

สูตรหรือสมการที่คงรูปคงตัว (invariant) ที่ไอน์สไตน์ค้นพบในปี 1915 นั้นทำให้เขาเสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ซึ่งอธิบายแรงโน้มถ่วงได้ถูกต้องกว่าของนิวตัน และเป็นที่มาของทฤษฎีเกี่ยวกับจักรวาลวิทยา (cosmology) ที่อธิบายกำเนิดจักรวาล การขยายตัวจักรวาล หลุมดำ ฯลฯ ได้

ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีที่ซับซ้อนยุ่งยากเพียงใด เช่น ทฤษฎีซุปเปอร์สตริง ทฤษฎี M ทฤษฎีทวิสเตอร์ ทั้งหมดล้วนต้องเริ่มต้นจากการค้นหาสูตร สมการ หรือสิ่งที่คงตัวคงรูป (invariant) ดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น

นี่จึงเป็นการปฏิวัติกระบวนทัศน์ใหญ่ เป็นมรดกล้ำค่าที่ไอน์สไตน์ทิ้งไว้ให้นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลัง

*****************
ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปกับวิถีธรรมชาติหรือวิถีเซน

ไอน์สไตน์เกิดความคิดเรื่องสัมพัทธภาพทั่วไปตั้งแต่ปี 1907 และใช้ความคิดอย่างหนักที่สุด เพื่อค้นพบทฤษฎีที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า ได้ทำให้ทฤษฎีสัมพัทธภาพเฉพาะเป็นเสมือน "เรื่องเด็กเล่น" ไป

ไอน์สไตน์เกิดความคิดนี้ขณะนั่งทำงานอยู่ในสำนักงานไปรษณีย์กรุงเบิร์น วาบความคิดที่เกิดก็คือ "ถ้าเขาตกเก้าอี้ลงไป ช่วงขณะที่เขาตกนั้น เขาจะไม่รู้สึกอะไรเลย (ยกเว้นตอนที่ก้นกระแทกพื้น) นอกจากลอยอยู่ในอวกาศด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราเรียกภาวะนี้ว่า free fall แบบเดียวกับที่กาลิเลโอได้เคยทดลองโยนของลงมาจากหอคอยเมืองปิซ่า ดังนั้น ถ้ามีคนตกจากที่สูงมากพอ เช่น จากยอดเขา โดดร่ม หรือยอดหอเอนปิซ่า คนนั้นจะรู้สึกลอยตัวลงมาด้วยอัตราเร่ง คล้ายการเคลื่อนไหวด้วยอัตราเร่งทั่วไป แต่เราที่อยู่บนพื้นดินจะสรุปว่าเขาถูกโลกดูดลงมา ดังนั้น เราจะสรุปได้ไหมว่า อัตราเร่งกับแรงดึงดูดโลกเป็นสิ่งเดียวกัน ?

ไอน์สไตน์ยังมีข้อสังเกตอีกว่า กฎข้อ 3 ของนิวตันที่ว่า แรง=มวลสารxอัตราเร่ง กับกฎแรงโน้มถ่วงที่ว่า แรงโน้มถ่วง=มวลสารxศักยะ (potential) เหมือนกันอย่างยิ่ง เมื่อมวลสารในสมการแรกกับสมการหลังก็มีค่าเท่าๆ กัน ทำไมเราไม่มองเสียว่า หรืออัตราเร่งกับแรงโน้มถ่วงจะเป็นสิ่งเดียวกัน ?

ไอน์สไตน์จึงเกิดความคิดว่า ผลจากแรงดึงดูดโลกมีลักษณะเหมือนกับผลจากการที่เราเร่งตัวเองไปในอวกาศ คำถามของไอน์สไตน์ก็คือ จะเป็นไปได้ไหมที่จะอธิบายแรงดึงดูดของโลกให้ต่างไปจากนิวตัน กล่าวคือไม่ต้องอธิบายว่าเกิดจากมวลสาร 2 ชิ้นส่งแรงดึงดูดถึงกัน แต่อธิบายโดยหลักสัมพัทธ์ คือให้มันเกิดจากความสัมพันธ์อวกาศ เวลา และการเคลื่อนที่

ไอน์สไตน์ได้เสนอแนวคิดความสัมพัทธ์แรงโน้มถ่วงกับการเคลื่อนที่ โดยยกตัวอย่างให้ชัดเจนเพิ่มเติมคือ สมมติให้คน 2 คน คนหนึ่งอยู่บนโลก อีกคนหนึ่งเคลื่อนที่ไปกับจรวด คนที่อยู่บนโลก จะรู้สึกถึงแรงดึงดูดของโลก คนที่อยู่ในจรวดเร่งตัวเองขึ้นไปในอวกาศ (ไอน์สไตน์ใช้ตัวอย่างคนอยู่ในลิฟต์ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีจรวด) จะรู้สึกมีแรงมากระทำต่อตัวเองเหมือนแรงดึงดูดโลกทุกประการ

ถ้าเครื่องยนต์เดินเรียบ ยานปิดสนิท และปรับอัตราเร่งให้เหมาะสม เขาจะรู้สึกเหมือนตัวเองยังอยู่บนโลก ลูกแอปเปิ้ลก็จะยังหล่นลงมาด้านล่างเหมือนตอนนิวตันค้นพบแรงดึงดูดของโลก

ไอน์สไตน์เสนอให้คิดว่า คนที่ยืนบนโลกกับในยานที่เร่งตัวทัดเทียมกันไหม คนบนโลกเห็นคนบนยานเจอแรงเฉื่อยจากอัตราเร่ง ส่วนคนบนยานคิดว่าตัวเองถูกแรงดึงดูดโลกกระทำ ดังนั้น ถ้าทั้งสองคนนี้ทัดเทียมกัน เราต้องกล้าสรุปว่า แรงดึงดูดโลก = แรงจากอัตราเร่ง

นอกจากนี้ ในรูป (ค) ถ้าผู้สังเกตยิงปืนเลเซอร์ ลำแสงจะโค้งเพราะจรวดเร่งตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่วิ่งเป็นเส้นตรง คนในยานจะสรุปว่า แสงโค้งเพราะแรงโน้มถ่วง ผู้สังเกตนอกยานจะบอกว่า อัตราเร่งทำให้แสงโค้ง

ไอน์สไตน์บอกว่าตามหลักแห่งความทัดเทียม ทั้ง 2 คนถูกด้วยกันทั้งคู่ ดังนั้น เราจะได้ข้อสรุปว่า แรงดึงดูดซึ่งเป็นเสมือนสิ่งเดียวกับการเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่งทำให้แสงโค้งได้

ปัญหาใหญ่สำหรับไอน์สไตน์ก็คือ ถ้าไม่อธิบายว่าแสงโค้งเพราะแรงโน้มถ่วงของดวงดาว จะอธิบายว่าแสงโค้งเพราะสาเหตุอะไร ? เพราะปกติแสงจะต้องเดินทางเป็นเส้นตรง ไอน์สไตน์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะบอกว่า แสงโค้งเพราะมันเคลื่อนตัวไปในอวกาศที่โค้ง เส้นทางเดินของมันจึงโค้งตามไปด้วย ปัญหาอยู่ที่ว่าไอน์สไตน์จะหาเครื่องมือคณิตศาสตร์ชุดใดมาอธิบายอวกาศที่โค้งได้ เพราะเรขาคณิตปกติที่เราใช้กันอยู่ เป็นเรขาคณิตแบบยูคลิดซึ่งใช้อธิบายอวกาศที่แบนราบเรียบ ไอน์สไตน์เองพอรู้อยู่บ้างแล้ว

ในศตวรรษที่ 19 นักคณิตศาสตร์หลายคน เช่น Bolyai (1802-1860) Lobatchevsky (1792-1856) และ Riemann (1826-1866) ได้ค้นพบเรขาคณิตที่ใช้อธิบายอวกาศโค้งได้ และวิชานี้ก็สอนกันอยู่ที่มหาวิทยาลัยซูริกที่ไอน์สไตน์เรียนอยู่ เพียงแต่ไอน์สไตน์หนีเรียนมากไปหน่อย จึงไม่เก่งคณิตศาสตร์ด้านนี้ ซึ่งมีชื่อว่าเรขาคณิตแบบ Riemann ไอน์สไตน์ดิ้นรนด้วยตัวเองอยู่หลายปี จนในที่สุดในปี 1912 เมื่อไอน์สไตน์ไม่เห็นทางออกจริงๆ เขาจึงหันไปหา Marcel Grossmann เพื่อนนักคณิตศาสตร์ (คนเดียวกับที่ช่วยให้ไอน์สไตน์เข้าทำงานเป็นเสมียนที่กรุงเบิร์น) "Grossmann นายต้องมาช่วยอั๊วหน่อยนะ ไม่งั้นอั๊วบ้าตายแหงๆ เลย"

แต่เมื่อไอน์สไตน์เข้าใจคณิตศาสตร์ใหม่นี้แล้ว เขาก็ใช้มันได้อย่างเก่งกาจด้วยความเข้าใจแก่นแท้ของมัน รวมทั้งช่วยพัฒนาวิชานี้ขึ้นมาใหม่ด้วย แต่ไอน์สไตน์ยังถ่อมตนในภายหลังเวลาเล็คเชอร์คณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนหรือนักศึกษา โดยบอกว่าที่พวกเขาบ่นว่าคณิตศาสตร์ยากนั้น พวกเขายังไม่รู้หรอกว่าตัวไอน์สไตน์เองก็รู้สึกว่ามันยากอย่างมากกว่าที่นักศึกษารู้สึกเสียอีก

นอกจากนี้ ไอน์สไตน์ยังได้ปฏิวัติความคิดมนุษย์ไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการเสนอว่า ไม่เพียงแรงโน้มถ่วงและอัตราเร่งจะเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน ในทางทฤษฎีเราอาจจะลืมแรงโน้มถ่วงไปเลยก็ได้ ที่เป็นการปฏิวัติสำคัญเพราะเท่ากับไอน์สไตน์ได้ตัดทฤษฎีแรงโน้มถ่วงทั่วไปของนิวตันจากฟิสิกส์ โดยบอกว่าไม่จำเป็นที่เราจะต้องคิดว่ามีแรงอะไรที่มองไม่เห็นมากระทำต่อลูกแอปเปิ้ลเวลามันตก ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น

ไอน์สไตน์บอกว่า ให้คิดเสียว่าในจักรวาลไม่มีแรงโน้มถ่วง มีแต่การเคลื่อนที่ของวัตถุอย่างเป็น "ธรรมชาติ" การเคลื่อนที่อย่างเป็น "ธรรมชาติ" นี้มีได้ตั้งแต่ "หยุดนิ่ง" เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว หรือเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่ง ทั้งหมดล้วนถือเป็นการเคลื่อนที่โดยธรรมชาติ โดยไม่ต้องมีแรงใดมากระทำ (ถ้าตามกระบวนทัศน์นิวตัน คนเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่งหรือในสนามโน้มถ่วง จะถือเป็นการเคลื่อนที่ "ไม่ธรรมชาติ" เพราะเขาจะรู้สึกว่ามีแรงมากระทำ เวลารถเร่งเร็วๆ เราจะรู้สึกมีแรงมากดตัวเรากับเบาะ) ทั้งหมดจึงมีฐานะทัดเทียมกันหมด

(คำว่าสัมพัทธ์ หมายถึง แม้ทุกคนจะอยู่ในภาวะต่างๆ กัน แต่ทุกๆ คนมีฐานะเท่าเทียมกันหมด ไม่มีใครมีฐานะสัมบูรณ์เหนือกว่าคนอื่น)

ถ้าเช่นนั้นจะอธิบายความต่างของการหยุดนิ่ง การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว และการมีอัตราเร่งได้อย่างไร ไอน์สไตน์อธิบายว่า ถ้าเรามองว่าอวกาศไม่ได้เป็นเส้นตรงสม่ำเสมอตามแบบที่ยูคลิค-นิวตัน เสนอเอาไว้ และเราหลงเชื่อกันมานาน แต่ให้มองว่าอวกาศสัมพันธ์กับมวลสาร สามารถโค้งงอ เป็นรอยบุ๋ม หลุมลึก เป็นริ้วคลื่นได้ ตามสภาพการกระจายตัวของมวลสารในจักรวาล แล้วให้มองการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ของวัตถุ เป็นภาวะธรรมชาติไปตามอวกาศนั้นๆ เราก็จะปฏิวัติความคิดของเราทั้งหมด

การเคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วคงตัว คือการเคลื่อนที่ไปในอวกาศที่แบนราบ ส่วนการเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร่ง คือการเคลื่อนที่ไปในอวกาศที่โค้ง วัตถุจึงวิ่งโค้งหรือเร่งไปตามรอยบุ๋มของอวกาศอย่างเป็นธรรมชาติ (ดูรูป ก ข)

สรุปก็คือ การเคลื่อนที่ทั้งปวงล้วนเป็นการเคลื่อนที่ตามธรรมชาติ ไปตามลักษณะอวกาศ ณ ตำแหน่งนั้นๆ นั่นเอง

อวกาศโค้งแบบต่าง

แสงจากดาวเดินทางใกล้ดวงอาทิตย์ เบนจากทิศทางเดิม เพราะมวลของดวงอาทิตย์ทำให้อวกาศ-เวลาโค้ง (a) ส่งผลให้ตำแหน่งปรากฏการณ์ของดาวขยับเคลื่อนเล็กน้อยเมื่อมองจากโลก (b) ปรากฏการณ์นี้สังเกตได้ขณะที่เกิดสุริยุปราคา (ภาพจาก ดร. ชัยวัฒน์ คุประตกุล; 2546)

******************

ไอน์สไตน์ยิ่งใหญ่ไม่ใช่เพราะสมการ E=mc2 แต่เป็นเพราะเป็นผู้เปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับเวลาและอวกาศ จากคนอยู่เหนือจักรวาลมาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล



********

หลักคิดเรื่องวิถีธรรมชาติที่ไอน์สไตน์นำมาใช้ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นกฎเกณฑ์เก่าแก่ที่คล้ายความคิดของเซนในเรื่องของความง่าย ในทางฟิสิกส์เรียกกฎเกณฑ์แห่งความพยายามน้อยที่สุด (The Least Action principle) เป็นกฎที่บอกว่าธรรมชาติคล้ายคนขี้เกียจ มักจะเลือกเส้นทางชีวิต เส้นทางการกระทำที่ใช้ความพยายาม แรงงาน หรือพลังงานน้อยที่สุด หรือเส้นทางที่สั้นที่สุด กฎนี้ค้นพบมานานแล้ว โดยนักคณิตศาสตร์ฝรั่งเศส Maupertuis (1698-1759) Lagrange (1736-1813) และ Fermat (1601-1665) กฎนี้ช่วยให้เราอธิบายได้ว่า เหตุใดช้อนที่ใส่ไว้ในแก้วน้ำจึงดูหักงอ และพื้นใต้น้ำจึงดูตื้นกว่าปกติ

แสงเลือกเส้นทางเดิน TAE ซึ่งทำให้เรามองไปว่า เท้าของชายในรูปสั้นนิดเดียวก็เพราะแสงเดินทางในน้ำลำบากกว่าในอากาศ มันไม่เลือก TE ซึ่งต้องเดินทางในน้ำยาวนานกว่าที่จะเลือกเส้น TAE สรุปโดยรวมก็คือ เดินเส้น TAE แล้วไวกว่า สะดวกกว่า เปลืองแรงน้อยกว่า

ไอน์สไตน์นำเอาความคิดนี้มาใช้กับทฤษฎีของเขา โดยบอกว่าวัตถุหรือแรงหรืออนุภาคต่างๆ จะเลือกเคลื่อนตัวไปตามแนวที่สั้นที่สุดอย่างตามธรรมชาติของอวกาศโค้งที่มันเคลื่อนผ่าน

ทฤษฎีสำคัญๆ ทุกทฤษฎีที่กล่าวขวัญกันในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีควอนตัมแบบต่างๆ ทฤษฎีการรวมสนามครั้งใหญ่ (Grand Unification Theory) ทฤษฎีซูเปอร์สมมาตร (Super Symmetry) ทฤษฎีสายใยจักรวาล (Superstring) จริงๆ แล้วก็เริ่มต้นด้วยความคิดง่ายๆ ดังกล่าวนี้ทั้งสิ้น

กฎแห่งความพยายามหรือการกระทำที่น้อยที่สุดนี้ โดยแก่นไม่ต่างไปจากเซนหรือเต๋าที่เสนอว่า แก่นของความจริงหรือสัจธรรมนั้นก็คือความเรียบง่าย ในศิลปะแบบเซน ความงามก็คือความง่าย ดังปรากฏในภาพเขียน การจัดดอกไม้ หรือการจัดสวนญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียง

ทฤษฎีทางฟิสิกส์ก็เชื่อแบบเดียวกัน พวกเขาจึงพยายามหาทฤษฎีหรือสมการที่ง่ายงามที่สุด ที่จะอธิบายภาวะความแตกต่างแสนพ่อล้านแม่ในจักรวาลได้ ข้อที่อาจจะต่างกันบ้างก็คือ นักฟิสิกส์เชื่อว่า ความง่ายงามนี้เป็นสากล ซึ่งต้องเขียนออกมาในรูปกฎหรือสมการได้

ส่วนเต๋าหรือเซนแสดงออกในรูปของศิลปะหรือหลักคิดบางอย่างที่ง่ายและลงตัว

โดยสรุปกระบวนทัศน์ที่ไอน์สไตน์เสนอใหม่ ประกอบด้วย 4 มุมคิดใหญ่ๆ คือ

(ก) ทุกสิ่งในจักรวาลอยู่ในภาวะเคลื่อนตัวสัมพัทธ์กับคนอื่น ไม่มีใครบอกได้ว่าตัวเองอยู่นิ่งในอวกาศ เพราะไม่มีใครรู้ว่าอวกาศที่นิ่งๆ อยู่กับที่เฉยๆ เป็นอย่างไร อยู่ตรงไหน ด้วยเหตุนี้ทุกๆ คนในจักรวาลจึงมีสถานะเท่าเทียมกัน

(ข) วัตถุเคลื่อนที่อย่างเป็นธรรมชาติ ไปตามทางที่มันสะดวกที่สุด (นี่เป็นหลักการใหญ่อีกหลักการหนึ่งทางฟิสิกส์ ไอน์สไตน์เรียกเส้นทางที่สะดวกที่สุดนี้ว่า geodesics ซึ่งเป็นตัวเดียวกับระยะหว่าง (worldline) ของ Minkowski ที่เรากล่าวถึงแล้วนั่นเอง) นักวิทยาศาสตร์บางคนเรียกกฎเกณฑ์นี้ว่า กฎแห่งความขี้เกียจ เพราะคล้ายกับว่าธรรมชาติจะเลือกเส้นทางที่ง่าย สะดวกที่สุดเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ

(ค) ไม่มีแรงโน้มถ่วง อวกาศในส่วนที่ไม่มีมวลสารจะแบนราบ วัตถุจึงอยู่นิ่งหรือเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง แต่ถ้ามีมวลสารขนาดใหญ่อยู่ แต่มวลสารจะมีธรรมชาติที่ทำให้อวกาศรอบๆ ตัวมันโค้งบุ๋มมากน้อยต่างกันไป เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ผ่าน มันจะเคลื่อนที่เร่งไปตามรอยโค้งบุ๋มของอวกาศ

แง่คิดนี้ของไอน์สไตน์เป็นการล้มล้างทฤษฎีนิวตันโดยตรง เพราะมันบอกว่าทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแบบนิวตันเป็นสิ่งไม่จำเป็น ทฤษฎีอวกาศโค้งสามารถอธิบายปรากฏการณ์ในจักรวาลได้มากกว่า เช่น ทำนายได้ว่าเมื่อแสงเดินทางผ่านมวลสารขนาดใหญ่ มันจะโค้งงอไปตามอวกาศ มีการพิสูจน์ยืนยันว่าแสงเดินทางโค้งเมื่อผ่านดวงอาทิตย์ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ทุกประการ โดยการวัดตำแหน่งดวงดาวต่างๆ เมื่อเกิดสุริยุปราคา ในปี 1919

ในช่วงหลังมีการทดสอบทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์อีกหลายด้าน ก็ยิ่งพบความแม่นยำมากขึ้นเรื่อยๆ (การตรวจสอบโดยยานไวกิ้งที่ไปลงดาวอังคารในปี 1966-1967 พบความผิดพลาด 1 ใน 1,000 การทดลองต่อๆ มาพบว่า ทฤษฎีไอน์สไตน์ถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ) และอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้มากขึ้น เช่น อธิบายวิวัฒนาการของดวงดาวแบบต่างๆ อธิบายกำเนิดและการล่มสลายของจักรวาล ฯลฯ

(ง) ข้อสุดท้ายนี้เป็นกระบวนทัศน์สำคัญที่สุด ซึ่งส่งผลสะเทือนให้เกิดการพัฒนาทฤษฎีที่สำคัญใหม่ๆ ขึ้นมาอีกมากมาย กระบวนทัศน์นี้แกว่งไปมาอยู่ระหว่างความคิดว่า มวลสารหรือพลังงาน เป็นตัวกำหนดให้อวกาศโค้ง ทำให้เราสังเกตเป็นแรงแบบต่างๆ หรือว่าอวกาศโค้งเป็นตัวกำหนดหรือบ่งบอกถึงมวลสารและพลังงาน กล่าวคือถ้าโค้งมากๆ เข้า ถึงขั้นอวกาศอัดตัว ยุบตัว อวกาศก็จะกลายรูปเป็นสารหรือพลังงานไปได้

ความคิดของไอน์สไตน์ช่วงต้นเป็นแบบแรก ช่วงหลังเป็นแบบหลัง นักทฤษฎีสายใยจักรวาล ทฤษฎีจักรวาลวิทยารุ่นหลังๆ เช่น Wheeler Penrose ก็มีแนวโน้มเอียงไปในแบบหลังเป็นส่วนใหญ่ (ความต่าง 2 แนวคิดนี้สำคัญในเชิงปรัชญา เพราะแนวคิดแรกยังติดอยู่กับความคิดว่า มีวัตถุอยู่ในอวกาศคล้ายกับกระบวนทัศน์นิวตัน เพียงแต่ไม่บอกว่ามีแรงโน้มถ่วง แต่บอกว่าวัตถุทำให้อวกาศโค้งงอ เป็นเหตุให้วัตถุมีการเคลื่อนไหวแบบต่างๆ ขึ้นมา แนวคิดที่สองบอกว่า อวกาศเพียงอย่างเดียวเป็นพื้นฐานที่สุด โครงสร้างความโค้งงอของมันเป็นเหตุให้เราสังเกตเห็นแรง และการอัดยุบรวมตัวของอวกาศก็ทำให้เรามองเห็นเป็นวัตถุ มวลสาร อนุภาคต่างๆ)

หรือจะพูดง่ายๆ ว่ามวลสารคืออวกาศที่ยุบตัว หรืออักนัยหนึ่ง อวกาศก็คือมวลสาร มวลสารก็คืออวกาศที่สำแดงออกมาในรูปลักษณ์ต่างๆ กันอย่างพึ่งพากัน

เพราะถ้าจักรวาลมีแต่มวลสารก็จะแน่นจนไม่รู้จะเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นได้อย่างไร ถ้าจักรวาลว่างเปล่ามีแต่อวกาศก็จะไม่มีชีวิตชีวาใดๆ เช่นกัน

เราอาจจะจินตนาการภาพสระน้ำขนาดใหญ่มาก ซึ่งมีก้อนกรวด ก้อนหินใหญ่น้อยถูกโยนลงไปในสระตลอดเวลา เราจะเห็นมีรอยบุ๋มตามจุดต่างๆ และรอยคลื่นที่ตีวงโค้งกระจายตัวปะทะสังสรรค์กับรอยคลื่นอื่นๆ จนเกิดเป็นจุดตัดหรือรูปทรงแปลกๆ ผืนน้ำทั้งหมดก็คือจักรวาล ไม่มีการแบ่งแยกเป็นวัตถุหรืออวกาศที่ว่างเปล่าแบบที่เราเคยคิดกัน

รอยบุ๋มหรือรอยตัดของคลื่นหลายๆ ตัว คือวัตถุหรืออนุภาคต่างๆ ส่วนระลอกโค้งของคลื่นก็คือความโค้งของอวกาศนั่นเอง

***********

สมการความโค้งของอวกาศสัมพันธ์กับมวลสาร คือสมการสำคัญสุดในชีวิตของไอน์สไตน์

การสร้างทฤษฎีขึ้นมาจากทฤษฎีหนึ่งแล้วให้ใช้ได้กับการสังเกตจากทุกๆ จุดในจักรวาล ทุกๆ เวลาในจักรวาล และทุกๆ ผู้สังเกตซึ่งเคลื่อนที่ต่างๆ กันในจักรวาล ฟังดูอาจจะไม่ซับซ้อนอะไร แต่เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ ไอน์สไตน์ดิ้นรนฝ่าฟันอยู่เกือบ 10 ปีจึงสำเร็จ และกล่าวขานว่า "นี่เป็นความคิดที่ทำให้ผมมีความสุขในชีวิต" ซึ่งก็สมควรอนุญาตให้ไอน์สไตน์รู้สึกอย่างนั้นได้ เพราะถ้าไม่ใช่โลกของอนุภาคระดับอะตอมหรือนิวเคลียสแล้ว ในโลกของวัตถุ ดวงดาว เนบิวลา กาแลกซี่ ซึ่งประกอบขึ้นเป็นจักรวาลนั้น มีการเคลื่อนที่อยู่เพียง 3 แบบเท่านั้นคือ เคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงตัว (และอยู่นิ่ง) เคลื่อนที่ด้วยความเร่ง และหมุนรอบตัวเอง

เมื่อไอน์สไตน์แก้ปัญหาด้วยการมองว่า การเคลื่อนที่ทั้งหมดมีฐานะเท่าเทียมกัน เขาจึงสามารถอธิบายสภาวะของจักรวาลได้ทั้งหมด รวมทั้งอาจสามารถอธิบายวิวัฒนาการของจักรวาลได้อีกด้วย ซึ่งในที่สุดมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เราได้กล่าวถึงหลักแห่งความง่ายงามมาแล้ว และเราได้กล่าวถึงการมองกฎฟิสิกส์เป็นแก่นมาแล้ว สองหลักที่จริงไม่ต่างไปจากวิถีเซนและวิถีเต๋า (แม้ไอน์สไตน์จะชมชื่นพุทธศาสนา แต่ขณะนั้นยังไม่รู้จักทั้งเซนและเต๋า) เราจะขยายความมุมมองนี้อีกหน

นักฟิสิกส์ส่วนหนึ่งเชื่อว่ากฎธรรมชาติมีลักษณะคล้ายวิถีเซนและเต๋า คือเป็นวิถีที่ง่ายงามแต่ก็เป็นแก่นสัจธรรม เหมือนความเป็นเต๋า ความเป็นพุทธ ที่เมื่อมองจากแง่มุมไหนก็ยังคงเป็น "พุทธ" เป็น "เต๋า" อยู่ ดังเช่นนิทานเต๋าหรือเซนที่ถ่ายทอดผ่านนิยายจีนกำลังภายใน ว่ามือกระบี่ย่อมฝึกฝนกระบวนท่าต่างๆ จนช่ำชองขึ้นใจ จากนั้นถ้าจะก้าวพ้นจากมือกระบี่จนถึงผู้เชี่ยวชาญไปสู่มือกระบี่ที่แท้ ก็ต้องลืมกระบวนท่าต่างๆ เหล่านั้น ก้าวพ้นจากกรอบกระบวนท่าใดๆ เกิดเป็นวิถีกระบี่ ควบคุมได้อย่างใจนึก

หรือดังคำวิจารณ์ของผู้เฒ่าสูบยากล้องต่อเผชิญหน้าระหว่างลี้คิมฮวงกับเซียงกัวกิมฮ้ง ซึ่งฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า "อาวุธของตนอยู่ในใจ" อีกฝ่ายหนึ่งก็กล่าวว่า "กระบวนท่าของตนอยู่ในใจ" ผู้เฒ่านิรนามจึงให้สติแก่คนทั้งสองว่า "อาวุธอยู่ในใจ กระบวนท่าอยู่ในใจ เป็นเพียงก้าวแรกของการเข้าสู่มรรคาบู๊เท่านั้น จะต้องถึงขั้น "ไร้กระบี่ ไร้ใจ" จึงจะพอใช้ได้"

กระบวนท่ากระบี่ที่ต้องฝึกให้ช่ำชองจนขึ้นใจนั้น เปรียบก็เสมือนกับความรู้ระดับทฤษฎี ยังไม่ใช่ระดับของกฎ กล่าวคือต้องอาศัยการสังเกตทางวิทยาศาสตร์ของนักสังเกตแต่ละคน ต้องอ้างอิงจากแกนหรือตำแหน่งที่ตนอยู่ ต้องมีแนวคิด (concepts) ความสัมพันธ์ระหว่างแนวคิด การเชื่อมโยงเป็นขั้นตอนไปสู่ทฤษฎี แต่นั่นก็เป็นเพียงชุดวิชากระบี่ของแต่ละสำนัก ถ้าหลุดพ้นจากกรอบจำกัดนี้ก็คือการค้นพบวิถีกระบี่ (วิถีหรือมรรคา ก็คือ "ทาง" หรือ "เต๋า" หรือ "ความเป็นเช่นนั้น"

วิถีทาง หรือเต๋า หรือความเป็นเช่นนั้น ก็คือความจริงแท้ที่เป็นแก่นแห่งความจริงที่ไม่ผันแปรเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เปลือกภายนอก หลักคิดของไอน์สไตน์ก็เป็นเช่นนี้ ศัพท์ที่ไอน์สไตน์ใช้ก็คือ "ความไม่ผันแปร" (invariant) หรือผันแปรอย่างคงรูป (covariant) ที่เราได้พูดถึงมาแล้ว สิ่งที่จะยึดถือเป็นแก่นความจริง เป็นความจริงแท้ เป็น "วิถี" ได้ต้องมีการดำรงอยู่ เป็นการดำรงอยู่ที่หยั่งถึงได้โดยทุกคน เป็นกฎที่ตั้งมั่นไม่ผันแปรไปตามวิธีการและมุมมองหลากหลายที่คนอาจใช้ต่างๆ กันเพื่อเข้าถึงมัน

"วิถี" "นิพพาน" ของพุทธ อาจฟังดูไร้ตัวตน ไร้รูปลักษณ์ แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์พวกเขา ยังพอใจที่จะหารูปลักษณ์หรือกฎคงตัวไม่ผันแปร กฎที่ไม่ผันแปรนี้ ค้นพบได้จากการยกระดับตัวเองไปอยู่ในมิติที่สูงขึ้น คือการเชื่อมโยงเวลา-อวกาศเข้าด้วยกัน และในมิติที่สูงขึ้นเครื่องมือที่ง่ายที่สุดก็คือ tensor ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์ที่เป็นนามธรรมมาก แต่เมื่อนำมาใช้ในอวกาศ 4 มิติ มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่สะดวก ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด คล้ายเพลงกระบี่ที่ใช้ในระดับยอดฝีมือ

มีคนถามไอน์สไตน์ว่าจะรู้สึกอย่างไร ถ้าผลการทดสอบทฤษฎีของเขาในปี 1919 ได้ผลตรงข้าม คือได้ผลว่าทฤษฎีของเขาผิด ไอน์สไตน์ตอบในทำนองว่า "เขาจะรู้สึกเสียใจแทนพระเจ้า ที่จะไม่มีทฤษฎีที่สวยงามเช่นนี้ไว้ใช้" มีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนที่เชื่อมั่นในหลักความง่ายงามนี้ เช่น Herman Weyl (ซึ่งเป็นอาจารย์ของ Wheeler ซึ่งเป็นอาจารย์ของ Feynman อีกต่อหนึ่ง ทั้งหมดนี้มีผลงานสำคัญระดับเปลี่ยนความคิดโลกฟิสิกส์ใหม่ทั้งหมด) ก็เชื่อในหลักความคิดที่เชื่อในความทัดเทียมกันของผู้สังเกตในสนามของแรงที่ต่างกันไป (Guage invariance)

ถึงแม้ตอนแรกเขาจะผิด จนทำให้ทฤษฎีของเขาไม่เป็นที่ยอมรับ แต่เขาก็ยืนหยัดต่อมาอีกประมาณเกือบ 50 ปี จนได้รับการยอมรับในที่สุด

(ทฤษฎี Guage invariance นี้ ขยายตัวไปจากทฤษฎีของไอน์สไตน์ ที่มองการเคลื่อนที่ในอวกาศ-เวลาธรรมดา แต่ทฤษฎี Guage เสนอว่า มีอวกาศพิเศษซึ่งเป็นเสมือนโครงสร้างของสนามหรือพลังงานแบบต่างๆ ซึ่งการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ในอวกาศนี้ ควรต้องทัดเทียมกันด้วย นักวิทยาศาสตร์อนุมานกฎนี้จากหลักความง่ายงาม แต่ยังไม่มีใครพิสูจน์ที่มาของมันได้ ปัจจุบันมีคนเสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ให้กับผู้ค้นพบคำตอบนี้ได้)

Dirac เป็นอีกคนที่เชื่อในหลักความง่ายงาม เขาพลิกโฉมหน้าโลกฟิสิกส์ในระดับอนุภาค 2 ครั้งด้วย เพียงการเอาสมการหลักๆ ที่ใครก็รู้จัก มานั่งสังเกตเพื่อหาแง่มุมใหม่ๆ อีกหน Dirac เพียงแต่เสนอว่า สมการที่ใช้อย่างติดกรอบคับแคบ ถ้าขยายให้กว้างกว่าอีกนิดก็จะทำให้เข้าใจโลกอนุภาคเล็กๆ ได้เพิ่มอย่างมหาศาล

ไอน์สไตน์เชื่อในหลักแห่งความง่ายงาม เขาบอกว่า "เราควรสร้างทฤษฎีให้อยู่ในรูปที่ง่ายที่สุด เพื่อที่จะใช้ได้กับทุกๆ สภาวะของผู้สังเกตการณ์" การจะทำเช่นนี้ได้ต้องอาศัย เครื่องมือคณิตศาสตร์แบบใหม่ ซึ่งคงรูปไม่ว่าจะมองจากแกนสังเกตแบบไหน ที่เราเรียกว่า Tensor ซึ่งเผอิญถูกพัฒนาขึ้นก่อนหน้านั้นไม่นาน และไอน์สไตน์เองก็มีส่วนพัฒนาให้มันง่ายขึ้นอีก ไอน์สไตน์จึงพยายามเสนอทฤษฎีการเคลื่อนไหวของวัตถุในแรงโน้มถ่วง ด้วยเครื่องมือใหม่นี้ ซึ่งในที่สุดเขาก็ได้สมการที่มีชื่อเสียงที่สุดขึ้นมา สมการซึ่งเขียนด้วยรูปของ Tensor2 นี้ สำหรับไอน์สไตน์ก็คือแก่นแท้ คือวิถี คือทาง หรือเต๋าของจักรวาลนั่นเอง สมการนี้ถ้าเขียนด้วยภาษาไทยจะได้

ความโค้งกข = ฆ ความหนาแน่นมวลสารกข3 ซึ่งหมายความว่า ความโค้งของอวกาศสัมพันธ์ หรือขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของมวลสารในบริเวณนั้น นี่เป็นสมการที่สำคัญที่สุดในชีวิตของไอน์สไตน์ ซึ่งปฏิวัติความคิดคนอีกครั้งด้วยการมองว่า อวกาศไม่เป็นเส้นตรง แต่โค้งงอไปตามสภาพมวลสารในบริเวณต่างๆ ได้

นี่เป็นสมการสำคัญที่สุดของโลกประจำศตวรรษที่ 20

2สำหรับผู้สนใจคณิตศาสตร์ ในยุคของไอน์สไตน์มีเครื่องมือคณิตศาสตร์ 3 ประเภท คือ ปริมาณ (Scalar) หรือจำนวนที่คงตัว เช่น ลูกแอปเปิ้ล 3 ลูก อุณหภูมิ 75 ํC จะสังเกตโดยใครก็จะได้ค่าเท่าเดิม Vector คือปริมาณที่มีทิศทางด้วย เช่น ความเร็ว แรงที่มากระทำจะมีทิศทางกำกับ Vector เป็นสิ่งที่จำกัดเกินไป เช่น ถ้าคนขึ้นรถ 10 ก.ม./ช.ม. ไปในทิศเหนือ เราขับรถเร่งแซงไปด้วยความเร็ว 20 ก.ม./ช.ม. ถ้าสังเกตจากรถ เราจะเห็นเขาวิ่งกลับทิศไปทางใต้ ด้วนความเร็ว 10 ก.ม./ช.ม. Vector ซึ่งเป็นเครื่องมือในยุคคลาสสิกของนิวตัน จึงจำกัดเกินไป ต้องอาศัยเครื่องมือคือ Tensor อาจคล้าย Vector แต่หลากหลายองค์ประกอบ ทั้งหลายทิศทางและสวนทางก็มี โดยสรุปก็คือมันมีลักษณะซับซ้อนเกินไป จนบรรยายด้วยคำพูดไม่ได้ ปัจจุบันมีเครื่องมือคณิตศาสตร์เพิ่มขึ้นมากมาย และทรงพลังกว่า Tensor แต่ก็ซับซ้อนและเป็นนามธรรมจนบรรยายไม่ได้เช่นกัน

3สมการคณิตศาสตร์เป็นสากล จะใช้ตัวอะไรมาเขียนก็ได้ สมการจริงคือ Guv- 1/2guvG=kTuv ตัว ก ข หรือ u v บอกถึงองค์ประกอบย่อยซึ่งแยกออกเป็นทิศทาง 0 1 2 3 การแก้สมการนี้จะว่าไม่ยากเกินไปก็ได้ แต่การขบคิดถึงแง่มุมเฉพาะต่างๆ ของมันยุ่งยาก เพราะสมการนี้มีหนทางแก้หรือหาคำตอบได้หลายแบบ จึงช่วยให้นักดาราศาสตร์ที่แก้สมการนี้ได้มีชื่อเสียงก้องโลกทุกคน คือสมการซึ่งให้โมเดลในแบบ Schwarzchild ในแบบ de Sitter ในแบบ Friedman ในแบบ Kerr แบบหลังสุดนี้สร้างความตื่นเต้นกับวงการจักรวาลวิทยามาก น่าสนใจสัญชาติของตัวบุคคลที่มีส่วนพัฒนาทฤษฎีจักรวาล ชวอตซ์ชิลด์เป็นเยอรมัน de sitter เป็นดัทช์ Friedman เป็นรัสเซีย Lemaitre เป็นเบลเยียม

---------------
โดย มติชนรายสัปดาห์

ประวัติผู้เขียน :
ธีรยุทธ บุญมี
เกิด เกิดในครอบครัวคนจน

เรียน รักการอ่านมาแต่เด็ก จนเพื่อนบ้านที่เป็นหนอนหนังสือยกหนังสือให้ ๑ ลัง ตอนย้ายบ้าน รวมกับของที่บ้านเป็น ๒ ลัง

เป็นคนหัวดี และเรียนเก่ง เรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ได้มีโอกาสนั่งคุยแลกเปลี่ยนกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นพี่ศิษย์เก่า อย่างศ.ดร. ระวี ภาวิไล ศ.ดร. สิปปนนท์ เกตุทัต เพราะมีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ ตอนม. ๔ - ๕ ก็เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ส่งนิตยสารอย่าง วิทยาสาร ชัยพฤกษ์ แต่ก็มาสนิทสนมคลุกคลีกับนักเขียนแถวสยามรัฐ อย่างสุจิิตต์ วงษ์เทศ เสถียร จันทิมาธร

เมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็สมัึครเข้าเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพราะจน จึงไม่ได้มุ่งไปทางสายวิทยาศาตร์ หวังประกอบอาชีพเป็นวิศวกร และสอบได้เป็นที่หนึ่งของประเทศ

ตามธรรมเนียม ผู้สอบได้ที่หนึ่งจะได้สอบทุนคิงส์ไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ผู้รับสมัครไม่ยอมให้สมัครสอบ ด้วยเหตุผลว่าอายุเกิน ทั้งที่เข้าเรียนตามเกณฑ์

เมื่อเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ เกิดความเบื่อวิชาที่เรียน เพราะถึงแม้จะมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ แต่มีการประยุกต์เยอะ จึงหันมาสนใจการทำกิจกรรม โดยเริ่มจากกิจกรรมเชิงวิชาการ และเริ่มมาเชิงสังคม

เคยเป็นเลขาธิการศูนย์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ปีพ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นผู้นำนักศึกษาคนสำคัญในการเรียกร้องประชาธิปไตย ช่วงเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๒๕๑๖ ถูกจับคุมขัง

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้เดินทางไปใช้ชีวิตในป่าแถบจังหวัดน่าน และเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในฐานะเลขานุการประสานงานผู้รักชาติ รักประชาธิปไตย เป็นเวลาถึงสี่ปีครึ่ง ก่อนจะออกเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ

จบปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยไนเมเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ สาขาสังคมมานุษยวิทยา

งาน หลังจากเรียนจบ ก็สมัครทำงานเป็นวิศวกรของบริษัทเอกชนอยู่ระยะหนึ่ง

เคยทำงานเป็นนักวิจัยสถาบันสังคมของกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ และทำงานวิจัยให้กับมหาวิทยาลัยบีเลเฟลท์ สหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน

เมื่อกลับเมืองไทยในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงเริ่มบทบาททางการเมือง ในฐานะนักคิด นักวิชาการ นักปรัชญา โดยทำการวิจารณ์การเมือง และสำรวจประชามติ

เคยเป็นรองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการสถาบันไทยคดีศึกษา

ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ยอมรับตัวเองว่าเป็นนักคิดมากกว่านักเขียน จึงเน้นการทำงานด้านวิชาการ โดยพยายามเขียนหนังสือ ตำรา และบทความทางวิชาการ พร้อมกับการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลทุกสมัย


 

สปิโนซา กับ พระเจ้าของไอน์สไตน์
ดร.ชัยวัฒน์ คุปตระกุล kshaiwat2@hotmail.com
โดย โพสต์ ทูเดย์ -- แมกกาซีน

Baruch de Spinoza

สปิโนซา เป็นใคร สำคัญอย่างไร ไม่เป็นที่รู้จักกันนัก สำหรับวงการทั่วไป ยกเว้นวงการปรัชญา จนกระทั่งเมื่อไอน์สไตน์ได้ถูกความเชื่อความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับพระเจ้า ว่าเขาเชื่อเรื่องพระเจ้าหรือไม่?

คำตอบของไอน์สไตน์ คือ เขาเชื่อในเรื่องของพระเจ้า แบบเดียวกับที่ สปิโนซา เชื่อ

แล้วไอน์สไตน์ เชื่อว่า...พระเจ้าเป็นอย่างไร?

ไอน์สไตน์ตอบชัดเจนว่า เขาไม่เชื่อเรื่องพระเจ้าเป็นผู้มีฤทธิ์อำนาจวิเศษ ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ สามารถหรือมีหน้าที่ควบคุมชะตาชีวิตของมนุษย์บนโลก...

พระเจ้าของไอน์สไตน์คือ กฎกติกาของธรรมชาติ ที่ควบคุมสภาพและความเป็นไปของสรรพสิ่งในจักรวาล

ตามทัศนะของไอน์สไตน์ ภารกิจของนักวิทยาศาสตร์ ในการค้นหาองค์ความรู้ใหม่ จึงเป็นเหมือนกับการเล่นเกมถอดรหัสกฎเกณฑ์ต่างๆ ของธรรมชาติ ความพยายามของนักวิทยาศาสตร์จึงเปรียบเสมือนกับความพยายามที่จะเข้าใกล้พระเจ้า และทุกครั้งที่มีการค้นพบองค์ความรู้ใหม่ของธรรมชาติ ก็เหมือนกับการก้าวเข้าใกล้พระเจ้าอีกก้าวหนึ่ง

จากการกล่าวถึงสปิโนซาของไอน์สไตน์ ทำให้ชื่อของสปิโนซาโดดเด่นขึ้นมา และทำให้วงการทั่วไปอยากรู้จักสปิโนซา และความคิดความเชื่อเกี่ยวกับพระเจ้าของสปิโนซาให้มากขึ้น

เบเนดิกต์ สปิโนซา (Benedict Spinoza) หรือ เบเนดิกตุส เด สปิโนซา (Benedictus De Spinoza) เป็นนักปราชญ์ชาวดัตช์เชื้อสายยิวโปรตุเกส เกิดวันที่ 24 พ.ย. 1632 ได้รับการยกย่องในวงการปรัชญาเป็นหนึ่งในนักปราชญ์คนสำคัญที่สุดของโลกแห่งศตวรรษที่ 17 เกิดก่อน เรอเน เดส์การ์กต์ (Rene Descartes) นักปราชญ์และนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสคนสำคัญของโลกจะถึงแก่กรรมเพียง 18 ปี

เรอเน เดส์การ์กต์ เป็นเจ้าของความคิด ระบบพิกัดคาร์ตีเซียน (Cartesian Coordinate system) ใช้เลขสามตัวแทนด้วย (x, y, z) ที่ใช้ระบุตำแหน่งของจุดใดๆ ในโลกสามมิติได้อย่างแม่นยำ ถูกกล่าวหาว่า เป็นต้นกำเนิดความคิดมองระบบต่างๆ ของธรรมชาติ และความเป็นตัวตนของมนุษย์แบบแยกส่วน เป็นเจ้าของคำกล่าวสะเทือนวงการศาสนาโลกว่า “I think, Therefore I Am” (ฉันคิดดังนั้นฉันจึงเป็น)

สปิโนซาเป็นกระบอกเสียงสำคัญคนหนึ่ง ทำให้โลกรู้จักปรัชญาความคิด แบบคาร์ตีเซียนของเรอเน เดส์การ์กต์ (คาร์ตีเซียนมาจากชื่อของเรอเน เดส์การ์กต์ เป็นภาษาละติน Renatus Cartesius ที่เขาใช้ในการนำเสนอความคิดทางด้านปรัชญา วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์)

สปิโนซาเป็นคนมีแววอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก เขาจึงเป็นนักเรียนคนโปรดของครู และก็ถูกคาดหวังว่าจะเติบโตเป็นพระคริสต์ หรือผู้นำทางศาสนาคริสต์ที่ดี แต่สปิโนซาก็มีแววแสดงความเป็นตัวของตัวเองสูงด้านความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับศาสนา ทำให้เขามีปัญหากับสังคมชาวยิว ที่เคร่งศาสนาแบบจารีตดั้งเดิมบ่อยๆ

เมื่อสปิโนซาอายุ 17 ปี เขาต้องออกจากสถาบันการศึกษา เพื่อเข้ารับผิดชอบธุรกิจครอบครัวแทนบิดาที่ถึงแก่กรรม และก็ยิ่งแสดงความคิดทางด้านศาสนาของเขาชัดเจนขึ้น เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ซึ่งขัดแย้งกับความคิดความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อความศรัทธาและความเข้าใจต่อ “พระเจ้า” หรือ “GOD” แบบจารีตเก่าแก่ จนกระทั่งถูกเรียกตัวไปขึ้นศาลพระที่กรุงอัมสเตอร์ดัม เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 1656 ขณะมีอายุ 24 ปี และถูก “ตัดขาด” ห้ามร่วมสังฆกรรมทางด้านศาสนาใดๆ กับสังคมชาวยิวเคร่งครัดศาสนาคริสต์แบบจารีตดั้งเดิม คำสั่งห้ามที่จริงๆ แล้วก็ยังไม่ถูกยกเลิกถึงปัจจุบัน

ถึงแม้สปิโนซาจะมีความคิดเป็นของตัวเองที่รุนแรงเกี่ยวกับศรัทธาและความเชื่อในศาสนาคริสต์แบบจารีตเก่าแก่ของยิว แต่โดยปกติเขาก็ใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ กับอาชีพการฝนเลนส์ ซึ่งทำให้เขามีรายได้พอสำหรับการเลี้ยงชีพ จนกระทั่งสามารถทุ่มเทชีวิตและความคิดให้กับการศึกษาและพัฒนาเรื่องของปรัชญา แนวคิดใหม่ที่เริ่มจาก เรอเน เดส์การ์กต์ และปราชญ์ในอดีต ซึ่งก็ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงการปรัชญาอย่างกว้างขวาง

สปิโนซามั่นคงในวิถีการดำเนินชีวิตที่สันโดษ เรียบง่าย ทว่าลึกซึ้งในเรื่องของปรัชญา เขาปฏิเสธรางวัลและเกียรติคุณต่างๆ ที่มีการนำเสนอต่อเขาตลอดชั่วชีวิต ดังเช่น การปฏิเสธตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญา ที่ Heidelberg University เมื่อ 1673 แต่เขาไม่ปฏิเสธที่จะได้สนทนาถกลึกกับปราชญ์และนักคิด ดังเช่น กอตต์ฟรีด ไลบ์นิซ (Gottfried Leibniz : 1646- 1716 นักปราชญ์และนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน 1 ใน 2 ผู้ค้นพบแคลคูลัสคู่กับไอแซก นิวตัน) ซึ่งได้เดินทางไปพบสปิโนซา

ผลงานสำคัญที่สุดของสปิโนซา เป็นผลงานตีพิมพ์หลังจากที่เขาถึงแก่กรรมไปแล้ว คือ Ethics (จริยศาสตร์ หรือจริยธรรม) ซึ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อปี 1677 ปีเดียวกับที่เขาจากโลกนี้ไป

ในระหว่างที่สปิโนซายังมีชีวิตอยู่ มีผลงานสำคัญตีพิมพ์ออกมา 2 ชิ้น คือ Principles of Cartesian Philosophy (หลักการของปรัชญาคาร์ตีเซียน) ในปี 1663 และ Treatise on theology and Politics (เรื่องของเทววิทยาและการเมือง) ตีพิมพ์ปี 1670 ผลงานแรกและความคิดเห็นของสปิโนซาที่ปฏิเสธความเชื่อความศรัทธาตามจารีตเก่าแก่ของยิวเกี่ยวกับพระเจ้า ที่มีอิทธิพลต่อสรรพสิ่งและชะตาชีวิตของมนุษย์ ทำให้สปิโนซามีปัญหากับฝ่ายศาสนาตามจารีตยิวเป็นประจำ จนกระทั่งในการตีพิมพ์ผลงานชิ้นที่สอง (Treatise On Theology And Politics) ไม่ระบุชื่อผู้เขียน

สำหรับผลงานสำคัญที่สุดของสปิโนซา คือ Ethics เป็นผลงานขนาดใหญ่ ซับซ้อน สรุปความคิดของเขาเกี่ยวกับจริยธรรมโดยทั่วไป เจาะลงลึกความคิดข้อเสนอของเดส์การ์กต์ ที่แยกส่วนของร่างกาย (Body) กับวิญญาณ (Soul) ของมนุษย์ แต่แตกต่างกับความคิดของเรอเน เดส์การ์กต์ ในบทบาทและความเกี่ยวพันระหว่างร่างกายกับวิญญาณ และสำคัญที่สุดคือ จุดยืนความคิด ความเชื่อ ของสปิโนซาเกี่ยวกับพระเจ้า

บทสรุปความคิดที่ตกผลึกของสปิโนซาเกี่ยวกับพระเจ้าคือ พระเจ้า (GOD) กับธรรมชาติ (Nature) เป็นสิ่งเดียวกัน ความมีอยู่และบทบาทของพระเจ้าก็คือ สภาพการดำรงอยู่และความเป็นไปของธรรมชาติ พระเจ้าเป็นทุกสิ่งในธรรมชาติและจักรวาล พระเจ้าจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดของจักรวาล แต่พระเจ้าจะไม่มีความสำคัญเป็นพิเศษให้แก่มนุษย์คนใดคนหนึ่ง เป็นการเฉพาะเลย

สปิโนซาถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 21 ก.พ. 1677 ด้วยวัยเพียง 45 ปี ก็ด้วยสาเหตุการใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการฝนเลนส์ และเศษฝุ่นผงของเลนส์นี้เองที่เขาสูดดมเข้าร่างกายเป็นประจำ ไปทำลายปอดของเขา

หลังจากที่สปิโนซาจากโลกไปแล้ว ปรัชญาความคิดของเขาก็ได้รับความสนใจจากวงการปรัชญามากขึ้น มีนักคิด นักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์หลายคน ที่ไม่เห็นด้วยกับเขา และเห็นด้วยกับเขา แต่บุคคลสำคัญที่สุดที่ทำให้ชื่อของสปิโนซาสดใสสว่างขึ้นมาในศตวรรษที่ยี่สิบก็คือ ไอน์สไตน์ ที่กล่าวออกมาชัดเจนว่า ความคิดความเชื่อของไอน์สไตน์เกี่ยวกับพระเจ้า เป็นความคิดความเชื่อแบบเดียวกันกับของสปิโนซา
 

Einstein.jpg


บทสนทนาระหว่างตะวันออก-ตะวันตก

รพินทรนาถ ฐากูล กับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

นิรันดร์ สุขวัจน์ : แปลและเรียบเรียง
จาก: ถนนหนังสือ ปีที่๔ ฉบับที่ ๑๒

Rabindranath Tagore's
Conversation with Albert Einstein


รพินทรนาถ ฐากูล ได้ติดต่อสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับศิลปิน,นักคิด และปัญญาชนคนสำคัญๆร่วมสมัยกับเขา ทั้งในอินเดียเองและในที่ต่างประเทศ ระหว่างเดินทางท่องยุโรปในปี ๑๙๓0 ฐากูร มีโอกาสได้พบปะสนนทนากับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยการนัดหมายของ ดร.เมลเดลซึ่งเป็นเพื่อนของคนทั้งสอง ฐากูร ไปเยือน ไอน์สไตน์ ยังที่พำนักในกาพุธ อันเป็นตำบลนอกเมืองเบอร์ลินประเทศเยอรมัน เมื่อวันที่๑๔ กรกฎาคม ๑๙๓0 และไอน์สไตน์ก็ได้ไปเยือนฐากูลเป็นการตอบแทนที่บ้านของ ดร.เมลเดล บทสนทนาทั้งสองครั้งได้รับการบันทึกเสียงไว้คังนี้



ฐากูล : วันนี้ผมกับดร.เมลเดสได้พูดคุยกันเรื่องการค้นพบใหม่ทางคณิตศาสตร์ซึ่งบอกให้เรารู้ว่า ในปริมณฑลของอณุภาคที่เล็กกว่านั้น ความบังเอิญก็ยังแสดงบทบาทของมันได้ ความเป็นไปของชีวิตที่เป็นอยู่ไม่อาจคาดหมายไว้ล่วงหน้าให้ชัดเจนได้อย่างสมบูรณ์

ไอน์สไตน์ :ข้อเท็จจริงที่ทำให้วิทยาศาสตร์มีแนวโน้มไปสู่ทัศนะเช่นนี้นั้นไม่ได้เป็นการบอกเลิกร้างไปจากความมีเหตุมีผล

ฐากูร : อาจจะไม่เป็นการเลิกร้าง แต่ก็ปรากฎให้เห็นว่า ความคิดเกี่ยวกับเรื่องความมีเหตุมีผลไม่ได้อยู่ที่ธาตุต่างๆ พลังอย่างอื่นบางอย่างต่างหากที่ได้สร้างจักรวาลที่เป็นระบบขึ้นจากธาตุต่างๆเหล่านั้น

ไอน์สไตน์ : คนเราพยายามมองอะไรให้เข้าใจในระนาบที่สูงขึ้นมาว่าความเป็นระบบระเบียบนั้นมีอยู่อย่างไร ความเป็นระเบียบก็เลยมาตกอยู่ที่ซึ่งมีวัตถุใหญ่ๆ เป็นองค์ประกอบและชี้ทิศทางความเป็นความตาย แต่ในวัตถุธาตุที่เล็กแสนเล็กนั้น ความเป็นระเบียบเช่นนี้ไม่เป็นที่สังเกตเห็นได้โดยง่าย

ฐากูร : เมื่อเป็นดังนั้น ในก้นบึ้งของความเป็นไปก็ย่อมมีทวิภาวะอยู่นั่นก็คือความขัดแย้งกันระหว่างแรงกระตุ้นที่เป็นอิสระ กับเจตจำนงชี้นำซึ่งคอยกำกับอยู่เหนือแรงกระตุ้นและค่อยๆเปลียนแปลงแบบแผนอันเป็นระเบียบดีแล้วของวัตถุธาตุต่างๆ

ไอน์สไตน์ :นักฟิสิกส์สมัยใหม่จะพูดว่านั่นเป็นความขัดแย้ง หากมองจากที่ไกลๆ จะเห็นเมฆเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน แต่ถ้าคุณมองดูใกล้เมฆเหล่านั้นจะแสดงตัวเองให้เห็นเป็นหยดน้ำที่ไร้ระเบียบ

ฐากูร : ในด้านจิตวิทยาเกี่ยวกับมนุษย์นั้นผมพบว่ามีลักษณะคู่ขนานอยู่อย่างหนึ่ง กิเลสกับความต้องการของเราเป็นสิ่งที่ระงับได้ยาก แต่บุคลิกภาพของเราก็ได้กำราบสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว ในโลกทางฟิสิกส์มีอะไรในทำนองนี้เกิดขึ้นบ้างหรือไม่? มีธาตุต่างๆที่แข็งขืน. เปลี่ยนแปลงไปด้วยแรงพลักดันที่เป็นของตัวเองโดยเฉพาะบ้างหรือไม่? กฎเกณฑ์ในโลกทางฟิสิกส์ที่บังคับครอบงำธาตุต่างๆ และทำให้รวมกันเป็นระบบที่เป็นระเบียบนั้นมีอยู่ไม่ใช่หรือ?

ไอน์สไตน์ :ธาตุต่างๆไม่ใช่ว่าจะไม่มีความเป็นระเบียบในเชิงสถิติ ธาตุเรเดี่ยมจะมีระเบียบที่แน่นอนของมันเสมอ ทั้งในขณะนี้และต่อๆไป เช่นเดียวกับที่มันเคยเป็นตลอดมา ฉนั้นในธาตุต่างๆก็ย่อมมีความเป็นระเบียบในเชิงสถิติ

ฐากูร : หรือถ้าไม่อย่างนั้น ความเป็นไปเกี่ยวกับชีวิตที่เป็นอยู่ก็ไม่เป็นระเบียบเอามากๆ ความกลมกลืนที่ลงตัวอย่างมั่นคงของโอกาสและการตัดสินใจนั่นเองที่ทำให้มันดำเนินอยู่ได้และมีอะไรใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา

ไอน์สไตน์ :ผมเชื่อว่าอะไรก็ตาม ที่เราทำหรือมีชีวิตอยู่เพื่อมันล้วนแต่มีเหตุมีผลที่อธิบายได้ อย่างไรก็ตาม มันดีเหมือนกันนะที่เราไม่สามารถมองทะลุถึงเหตุผลอันนี้ได้

ฐากูร : ในกิจกรรมของมนุษย์ก็มีธาตุแห่งความยืดหยุ่นอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน นั่นหมายถึงเสรีภาพบางอย่างภายใต้ขอบเขตเล็กๆ ซึ่งแสดงออกถึงบุคลิกภาพของเราเอง ดุจเดียวกับระบบดนตรีในอินเดียที่ไม่มีกรอบตายตัวอย่างดนตรีตะวันตก คีตกวีของเราให้เพียงแนวทางหลักๆ ระบบของการเรียบเรียงท่วงทำนองและจังหวะ พร้อมด้วยข้อจำกัดอีกเล็กน้อย ให้นักดนตรีจะด้นไปได้ เขาจะต้องเป็นคนที่กุมกฎเกณฑ์ท่วงทำนองเฉพาะของเพลงนั้นๆไว้ ทั้งสามารถแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติถึงอารมณ์แห่งดนตรีกาลของเขาภายใต้กรอบทั่วไป เราชื่นชมคีตกวีในความเป็นอัจฉริยะทางด้านสร้างสรรค์พื้นฐานและโครงสร้างส่วนบนของท่วงทำนอง แต่สำหรับนักดนตรีเราคาดหมายในทักษะส่วนตัวที่จะเล่นอย่างพลิกผันให้ท่วงทำนองที่ปรากฎออกมาโดดเด่นและไพเราะงดงาม ในการสร้างสรรค์ เราอาศัยกฎสำคัญพื้นฐานของชีวิต แต่แม้นว่าเราไม่ได้ตัดขาดตัวเองจากมัน เราก็ยังมีเสรีภาพมากพอภายใต้ข้อจำกัดของบุคลิกภาพส่วนตัวสำหรับการแสดงตัวตนอย่างเต็มสมบูรณ์

ไอน์สไตน์ : นั่นแหละคือความเป็นไปได้เพียงทางเดียวที่จะมีจารีตทางศิลปการดนตรีที่หนักแน่นอันส่งผลต่อจิตใจผู้คนได้ ดนตรีในยุโรปก้าวย่างห่างไกลไปจากความเป็นศิลปะสมัยนิยมและอารมณ์ความรู้สึกพื้นๆที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ กลายเป็นบางสิ่งเสมือนของทิพย์ มีแบบแผนและจารีตของตัวเองไป

ฐากูร : ท่าทางคุณจะยึดมั่นถือมั่นสุดโต่งเอาเลยกับดนตรีที่ซับซ้อนเหลือเกินอย่างนี้ ในอินเดียนั้นมาตรการที่ใช้วัดเสรีภาพของนักร้องสักคนอยูที่การสร้างสรรค์ส่วนตัวของเขาเอง เขาอาจจะขับร้องเพลงในแบบของคีตกวีคนนั้น หรือไม่ก็ใชพลังสร้างสรรค์โดยถือตัวเองเป็นหลักในการตีความกฎทั่วไปของท่วงทำนองแล้วแสดงออกในแบบของเขาเอง

ไอน์สไตน์ : เป็นความเรียกร้องต้องการมาตรฐานทางศิลปะระดับสูงทีเดียวที่ทำให้แนวคิดอันยิ่งใหญ่ทางด้านดนตรีแบบแผนเป็นความจริงได้เต็มที่ เพื่อที่ใครก็ได้จะสามารถพลิกผันได้กว้างไกลออกไปอีก สำหรับประเทศของเรา การพลิกผันเป็นข้อกำหนดที่พบเห็นบ่อยมาก

ฐากูร : ถึงแม้ในการประพฤติปฎิบัตของเราจะคล้อยตามหลักความดี เราก็ยังมีอิสรภาพที่แท้ในการแสดงตัวตน แนวการปฎิบัติพื้นฐานอยู่ตรงนั้นเอง แต่ผู้ที่จะสวมบทบาททำให้กลายเป็นความจริงได้เป็นรายๆไปนั้น เป็นการสร้างสรรค์ส่วนตัวของเราเอง คนตรีของเราประกอบด้วยทวิลักษณะของเสรีภาพและกำหนดกฎเกณฑ์

ไอน์สไตน์ :แล้วคำร้องของเพลงล่ะมีเสรีภาพด้วยไหม? ผมหมายถึงว่านักร้องมีอิสระที่จะเพิ่มเติมเนื้อร้องเข้าไปได้หรือไม่?

ฐากูร : มี เรามีเพลงแบบหนึ่งในแคว้นเบงกอล เรียกว่า กิรตาน ที่ให้เสรีภาพแก่นักร้องในอันที่จะนำความคิดเห็นมาสอดใส่ลงไปได้เป็นวลีที่ไม่มีอยู่ในเพลงแม่แบบ ภาวะเร่าร้อนอย่างสูงเช่นนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้ฟังกำลังเคลิบเคลิ้มดื่มด่ำในความไพเราะอันเกิดจากความเต็มตื้นที่เป็นไปเองจากภายในที่นักร้องสอดใส่ส่งผ่านไปให้

ไอน์สไตน์ : เอามาใช้วัดกันจริงได้ด้วยหรือ?

ฐากูร : ได้ คุณไม่สามารถล้ำหน้าขีดขั้นทางฉันทลักษณ์หรอก นักร้องที่พลิกผันบทเพลงได้ย่อมต้องรักษาจังหวะจะโคนเอาไว้ด้วยซึ่งเป็นของตายตัวอยู่แล้ว ในคนตรียุโรปก็ต้องมีการเปรียบเทียบความเป็นอิสระกับจังหวะจะโคน ไม่ใช่กับท่วงทำนอง

ไอน์สไตน์ :แล้วเพลงอินเดียจะขับร้องโดยปราศจากถ้อยคำได้หรือเปล่า?มีสักคนใหมที่เข้าถึงบทเพลงที่ไม่มีเนื้อร้อง

ฐากูร : ได้ซิ เรามีเพลงตั้งแยะที่ใช้คำร้องที่ไม่มีความหมาย เป็นแค่เสียงที่เป็นตัวเสริมโน้ตดนตรีเท่านั้น ดนตรีอินเดียภาคเหนือเป็นศิลปะที่มีอิสระเสรี ไม่ต้องมีการตีความถ้อยคำเนื้อร้องและความคิดก็เช้นเดียวกับในเบงกอล เป็นดนตรีที่ละเอียดประณีตและแฝงนัยลึกๆเอาไว้มาก และก็เป็นโลกดนตรที่แสนสมบูรณ์ในตัวเองทีเดียว

ไอน์สไตน์ : จะไม่กลายเป็นเสียงหลากหลายที่ผสมผสานกันสับสนไปดอกหรือ?

ฐากูร : เครื่องดนตรีมีไว้ใช้ไม่ใช่เพื่อความประสานกลมกลืนของเสียง หากเพื่อรักษาจังหวะจะโคนและส่งผลไปที่ความดังและความลึก แล้วท่วงทำนองในดนตรีของคุณรองรับการกำหนดเสียงประสานได้ไหม?

ไอน์สไตน์ : บางทีก็มากเอาการ แต่บางทีเสียงประสานก็กลืนเอาทำนองหลักไปด้วยกันเลย

ฐากูร : ทำนองหลักและเสียงประสานก็เฉกเช่นเส้นและสีในภาพเขียนน่ะแหละ ภาพเขียนแบนราบธรรมดาๆอาจดูสวยสมบูรณ์แบบ เพียงด้วยความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสีอาจทำให้ดูมัวซัวและไร้ความหมาย กระนั้นโดยการโยงเส้นสายเข้าด้วยกัน สีก็จะสร้างสรรค์ภาพที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ตราบเท่าที่ไม่ได้ใช้จนเปรอะและทำลายคุณค่าของตัวเองลง

ไอน์สไตน์ : เปรียบเทียบได้สวยงาม เส้นเก่ากว่าสีมากนะ ทำให้ดูเหมือนว่าท่วงทำนองของคุณมีโครงสร้าง ที่หรูหรากว่าของเรา ดนตรีญี่ปุ่นก็เหมือนกัน

ฐากูร : เป็นเรื่องยากอยู่ที่จะวิเคราะห์ผลของดนตรีตะวันออกและตะวันตกที่มีต่อจิตใจของเรา ผมเองได้รับแรงดลใจอย่างลึกซึ้งจากดนตรีตะวันตก รู้สึกว่ามันช่างยิ่งใหญ่ โครงสร้างหรือก็ไพศาล องค์ประกอบก็งดงามภาคภูมิ ส่วนดนตรีของเราเองหยั่งลึกลงไปในใจผมยิ่งกว่าไปอีก ด้วยลักษณะเชิญชวนดูดดึงด้วยเสน่ห์ของโศลกดั้งเดิมที่เป็นรากเหง้าของมัน ดนตรียุโรปมีลักษณะตำนานอันห้าวหาญ มีภูมิหลังกว้างและมีโครงสร้างแบบโกธิค

ไอน์สไตน์ : นี่เป็นปัญหาที่ชาวยุโรปเราไม่อาจตอบได้อย่างแท้จริง เราคุ้นเคยกับดนตรีของเราเองมากเกินไป เราอยากรู้ว่าดนตรีของเราเป็นแบบแผนธรรมเนียมความรู้สึกของมนุษย์หรือเป็นรากเหง้าของความรู้สึกนั้น อยากเข้าถึงว่าธรรมชาตินั้น คือความสอดคล้องและความขัดกัน หรือแบบแผนธรรมเนียมที่เรายอมรับ

ฐากูร : เปียโนทำให้ผมจังงังไปได้อย่างไรไม่รู้ ไวโอลินให้ความรื่นรมย์มากกว่า

ไอน์สไตน์ : คงน่าสนใจดีที่จะได้ศึกษาผลของดนตรียุโรปต่อชาวอินเดียที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนในช่วงเยาว์วัย

ฐากูร : มีอยู่หนหนึ่ง ผมขอร้องให้นักดนตรีชาวอังกฤษวิเคราะห์ดนตรีคลาสสิคให้ฟัง และให้อธิบายว่าลักษณะอย่างไหนที่ทำให้งานชิ้นหนึ่งไพเราะขึ้นมา

ไอน์สไตน์ : ความยุ่งยากก็คือดนตรีที่ดีจริงๆไม่ว่าของตะวันออกหรือตะวันตก ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลได้

ฐากูร : ใช่แล้ว และผลลึกซึ้งอย่างไหนกันที่เกิดขึ้นกับผู้ฟัง

ไอน์สไตน์ : ความไม่แน่นอนทำนองเดียวกันย่อมเกิดขึ้นเสมอกับทุกสิ่งที่สำคัญลึกซึ้งในประสบการณ์ของเรา ในปฎิกิริยาของเราต่อศิลปะไม่ว่าในยุโรปหรือเอเซีย แม้แต่ดอกไม้แดงบนโต๊ะที่อยู่ต่อหน้าต่อตาผม ก็ยังดูไม่เหมือนกันสำหรับคุณและผม

ฐากูร : และแน่นอน ย่อมมีการพัฒนาไปบนกระบวนการรอมชอมกันเสมอ รสนิยมส่วนตัวของปัจเจกชนย่อมเป็นไปตามพื้นฐานสากลอยู่ดีแหละ



***



รพินทรนาถ ฐากูร (Rabindranath Tagore) (7 พฤษภาคม, ค.ศ. 1861 – 7 สิงหาคม, ค.ศ. 1941) มีสมัญญานามว่า "คุรุเทพ" เป็นนักปรัชญาพรหโมสมัช นักธรรมชาตินิยม และกวีภาษาเบงกาลี เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ประจำปี ค.ศ. 1913 และนับเป็นชาวเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล

***



อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) (14 มีนาคม พ.ศ. 2422 - 18 เมษายน พ.ศ. 2498) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี ชาวเยอรมันที่มีสัญชาติสวิสและอเมริกัน (ตามลำดับ) ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 เขาเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพ และมีส่วนร่วมในการพัฒนากลศาสตร์ควอนตัม สถิติกลศาสตร์ และจักรวาลวิทยา เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี พ.ศ. 2464 จากการอธิบายปฏิกิริยาโฟโตอิเล็กทริก และจาก "การทำประโยชน์แก่ฟิสิกส์ทฤษฎี"

Albert_Einstein.jpg


มนุษย์ เหนือกาลเวลา ดาลี
Salvador Dali



โดย: พรรณราย ชุ่มชื่น
จาก เอกสารศิลปศึกษา ฟีลลิ่ง 28 Feeling art education journal


ซาลวาดอร์ ดาลี คือตำนาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขานั้นใหญ่โตยิ่งกว่าชีวิต เขาเป็นหนึ่งในบรรดาศิลปินที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก พิสูจน์ให้เห็นถึงความบ้าระห่ำ และก็แน่นอนความโอ้อวดอย่างที่สุด เขาเขียนบรรยายถึงงานอันน่าฉงนของเขามากกว่าศิลปินคนใดๆ และไอ้ "งานบรรยาย"ของเขานี่ก็ช่างมีชื่อเสียงมิได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผลงานภาพวาดของเขาแต่อย่างใด

ผลงานบางส่วนของ ดาลี
(คลิกที่รูปเพื่อดูภาพใหญ่)



เขาเข้าเป็นสมาชิก ซึ่งตอนหลังได้ถูกไล่ตะเพิดออกมาในกลุ่มเซอร์เรียลิสต์ (surrealism)ซึ่งเป็นกลุ่มของศิลปินในช่วงปี1920 ที่พยายามเจาะสู่จิตใต้สำนึกโดยตรง ในการค้นหาความบันดาลใจ ภาพวาดของดาลีซึ่งก็แม้ว่าเราจะเข้าใจความหมายของมันได้ไม่ค่อยเต็มที่ก็ตาม ล้วนแล้วแต่จับจิตจับใจอย่างลึกลับ และก่อกวนด้วยลักษณะสัญลักษณ์แปลกๆ ด้วยการวางติดกันพิกลๆ และรูปลักษณ์ที่ค่อนข้างจะกำกวม
เทคนิคที่ปราศจากคู่แข่งของเขา สร้างความแก่กล้าให้กับพลังอำนาจในผลงานของเขา ขณะที่ชื่อเรื่องประหลาดๆได้ช่วยเน้นความไม่คงที่ของสภาพจิตใจ


ในหนังสือชีวประวัติชื่อ My secret life พิมพ์ในปี พ.ศ.2485 ได้กล่าวไว้ว่า"ในช่วงวัยเด็กนั้นค่อนข้างจะเป็นคนนิสัยหยิ่ง จองหอง คุยโว โอ้อวด และตอนอายุ 6ขวบ เขาอยากจะเป็นพ่อครัว เมื่ออายุ7ขวบเขาต้องการจะเป็นนโปเลียน"


        ซาลวาดอร์ ดาลี เกิดเมื่อเวลา 8นาฬิกา 45 นาที ของวันที่ 11 พฤษภาคม 1904 ที่เมืองฟิกูรัส ประเทศสเปน โดยมีพ่อเป็นเจ้าหน้าที่รับขึ้นทะเบียนหนังสือสัญญาและพินัยกรรม เป็นบุคคลสำคัญของสังคมที่นั่นพอสมควร ชื่อซาลวาดอร์นั้นแต่เดิมตั้งให้กับพี่ชายของเขา ซึ่งตายไป 3 ปี ก่อนหน้าที่จะถึงคิวเกิดของดาลี เขากลายเป็นเด็กเพียงคนเดียวในบ้าน จนกระทั่งถึงรอบมาเกิดของน้องสาวของเขา อานา มาเรีย จึงเป็นเหตุให้เด็กชาย ซาลวาดอร์ เป็นเด็กที่ถูกตามใจและได้รับอนุญาตให้ทำอะไรได้สารพัดตามที่เขาต้องการ จากหนังสือที่เขียนถึงตัวเอง ดาลีได้ให้ความเห็นอย่างแจ่มแจ้งราวกับตาเห็นของปีต้นๆว่า"

      พี่ชายของผมและตัวผม มีความคล้ายคลึงกันเหมือนกับน้ำ2หยด เพียงแต่เรามีแววสะท้อนที่แตกต่างกัน ซึ่งก็เหมือนกับผมเชียวแหละที่เขามีหน้าตาของอัจฉริยะโดยแท้ เขามีลักษณะของความฉลาดเกินอายุอย่างน่าตกใจ แต่ดูผาดๆ ของเขาถูกปกปิดด้วยความเศร้าหดหู่ใจ ซึ่งแสดงออกถึงลักษณะที่ไม่สามารถจะก้าวข้ามไปสู่ความฉลาดหลักแหลม ส่วนผมซึ่งเป็นอีกฝ่ายหนึ่งฉลาดน้อยกว่ามาก แต่สะท้อนทุกสิ่งทุกอย่าง ผมกลายเป็นต้นตำรับอันสุดยอดของความแปลกประหลาดซึ่งถ่วงความพิศดารสารพัดชนิดของมนุษย์เอาไว้ ผมฉกฉวยความพึงพอใจด้วยความไร้จุดหมาย ความกระตือรือร้นอย่างเห็นแก่ตัว และด้วยการเย้าแหย่เพียงเล็กน้อย ผมอาจกลายเป็นตัวอันตรายได้"


The Persistence of Memory, 1931 ที่มาของนาฬิกาเหลว ได้แรงดาลใจจากเนยแข็งขนิดหนึ่งที่กินเป็นประจำ สื่อสัญลักษณ์ของความไม่แน่นอน การเสื่อมสลาย ผุพัง เน่าเปื่อยของสรรพสิ่งนำเสนอภาพความตาย


     การศึกษาของเขาเริ่มต้นเมื่อปี 1914 ในโรงเรียนประจำท้องถิ่น ซึ่งตอนนั้นก็คือ โรงเรียนแห่งฟิกูรัส ภายใต้การดำเนินงานของคณะบาทหลวงแห่งมาริสท์ ออร์เดอร์ เป็นช่วงการเรียนเล็กๆน้อยๆ สมุดรายงานของโรงเรียนที่ส่งถึงผู้รับคือพ่อแม่ของเขาทำให้ต้องขวัญหนีดีฝ่อ ความปราถนาที่จะทำอะไรก็ได้ที่มันแตกต่างจาก ชาวบ้านอย่างสิ้นเชิงนั้น ค่อนข้างจะมีความสำคัญอย่างมโหฬารเสียเหลือเกินในสายตาของเขา วันเวลาของเขาถูกใช้ไปวันแล้ววันเล่า ฝันเฟื่อง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นท่าทีที่ต่อต้านสังคมบ้าง สร้างความประหลาดใจในหมู่เพื่อนฝูงในโรงเรียนบ้าง ซึ่งหลายๆอย่างได้แสดงออกมาในลักษณะก้าวร้าว อย่างเช่นในวันหนึ่ง เขาเดินไปกับเด็กคนหนึ่ง

     แล้วผลักเด็กคนนั้นตกสะพานซึ่งสูงจากกองหินข้างล่างถึง 15 ฟุต แล้วใช้เวลากลางวันทานเชอร์รี่บนเก้าอี้หินขณะนั่งมองอ่างน้ำเลอะเลือดที่นำมาจากห้องนอน ครั้งหนึ่งเมื่อเขาอยู่ตามลำพังกับน้องสาววัย3ขวบ เขาเตะเธออย่างแรงที่ศีรษะ ซึ่งนำมาซึ่งความสนุกสนานปลาบปลื้มแก่เขายิ่งนัก เขายังพบกับความสุขที่ไม่สามารถจะอธิบายได้กับการโผลงจากบรรไดคราวละหลายๆขั้น ความเจ็บปวดดูเหมือนจะไม่มีความสำคัญ ส่วนความอภิรมย์อันแรงกล้านั้นมีอยู่ล้นเหลือ เขายังได้รับการยั่วยุให้ทำซ้ำ อีกหลายต่อหลายครั้ง โดยมิได้ไม่รู้ตัวถึงผลที่จะเกิดกับเพื่อนร่วมห้องเรียน นอกจากนี้เขายังเคยชกไวโอลินของเด็กชายคนหนึ่งจนแตกละเอียดเพียงเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าการวาดภาพนั้นเหนือกว่าการเล่นดนตรี


Portrait of Helen of Troy


    ด้วยอายุที่ไม่ทันจะเข้าเกณฑ์เรียนหนังสือ ดาลีได้แสดงออกถึงความสามารถพิเศษอันสำคัญมากต่อความเป็นศิลปินของเขา ด้วยภาพทิวทัศน์ที่เป็นที่รู้จักกันอย่างดีในยุคต้นๆ มีโปสการ์ดตามมาติดๆอีก2ภาพ อันแสดงถึงความทะเยอทะยานมากขึ้น ได้แก่ภาพ Portrait of Helen of Troy และ Josept Greeting his Brethren ซึ่งเป็นผลงานรูปแบบวรรณคดีในศตวรรษที่19 เปี๊ยบเลย ส่วนเรื่องสตูดิโอนั้น ดาลี ได้รับอนุญาตให้ใช้ห้องซักรีดห้องเก่าที่อยู่ชั้นบนสุดของบ้าน วันไหนที่อากาศร้อนเขาก็จะลากถังไม้ถังโตๆแล้วรองน้ำให้เต็ม จากนั้นก็แก้ผ้าแล้วแช่ไปพลางวาดภาพไปพลางได้เป็นชั่วโมงๆ ภาพวาดของเขาก็คือการนำฝากล่องใส่หมวกที่เอามาจากร้านขายหมวกผู้หญิงของป้ามาตอกติดผนังเต็มไปหมด รวมทั้งผลงานในสมัยเรอเนสซองซ์ที่ฉีกจากนิตยสาร ที่นี่คือที่ปลอดภัยของเขาและช่างเป็นความสันโดษที่เขาใฝ่หาเสี่ยนี่กระไร ความโดดเดี่ยวกลายเป็นความบ้าคลั่ง เมื่อเกิดเหตุการณ์อันน่าละอายหรืออึดอัดใจ เขาก็จะรีบเร่งขึ้นไปชั้นบนยังห้องซักรีดของเขา ที่นี่เขารู้สึกเหมือนมีเพียงเขาคนเดียวในโลก เขาจมอยู่ในความเพ้อฝันของเขา เล่นเป็นอัจฉริยบุรุษด้วยความคิดที่ว่า "ถ้าคุณเล่นเป็นอัจฉริย คุณก็จะได้เป็นอัจฉริย"


"การให้ศ๊ลหลังอาหารค่ำมื้อสุดท้าย"


      พ่อแม่ของดาลีทราบถึงความสามารถในทางศิลปะที่เจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆของลูกชายจึงส่งเขาให้ไปอยู่กับเพื่อนในชนบท รามอน พิทชอท เป็นเศรษฐีนักสะสมงานศิลปะและเป็นจิตรกรผู้มีลักษณะของงานในแบบอิมเพรสชันนิสท์ที่มีพรสวรรค์อาจจะเรียกได้ว่ามีพรสวรรค์กันทั้งครอบครัวเลยก็ว่าได้ เพราะลูกชาย2คนเป็นนักดนตรี ลูกสาวคนหนึ่งเป็นนักร้องโอเปร่า ส่วนอีกคนหนึ่งแต่งงานกับกวีชาวสเปนถิ่นฐานที่อยู่ของเขาเรียกกันว่า Muli de la Torre หรือ The Tower Mill ช่วงเวลาที่ดาลีอยู่กับครอบครัวนี้ ได้มีอิทธิพลสำคัญในชีวิตของเขา และเป็นทางสว่างในการเพ้อฝันเชองอิโรติคที่ปรากฎในผลงานมากมายของเขาในระยะต่อมา
ถึงแม้ว่า ส่วนที่เป็นโรงสีที่ใช้งานได้จะมีความน่าสนใจเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนที่เป็นหอคอยก็ได้ส่งพลังอำนาจอันมหาสารแก่จินตนาการของเขา มันกลายมาเป็น " เขตหวงห้ามจำเพาะ" ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของโลกของเขา

      ในแต่ละวันเขาจะทานอาหารในห้องที่เต็มไปด้วยภาพวาดแบบอิมเพรสชั่นนิสท์ของรามอน พิทชอท สำหรับเด็กชายดาลีนั้น อาหารตาเรียกน้ำย่อยที่มีการตกแต่งอย่างกลมกลืนสุกใสนี้ ช่างน่าหลงใหลอย่างไม่รู้จบสิ้นเสียนี่กระไร
พิทชอท อนุญาตให้ดาลีได้ใช้ห้องฉาบปูนขาวขนาดใหญ่เพื่อเป็นสตูดิโอ ในโอกาสหนึ่ง เขาต้องการจะใช้ผ้าใบทั้งหมดของเขา เขาตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากกรอบประตูไม้ ซึ่งค่อนข้างเก่าด้วยรอยผุ สำหรับเนื้อหาของงานที่เขาเคยคิดไว้ในใจในบางครั้ง คือภาพหุ่นนิ่งพวงเชอร์รี่ เมื่อเขาวาดเสร็จเขานึกขึ้นมาได้ว่า เขาลืมเติมก้านให้กับผลเชอร์รี่ในภาพ และแล้วเขาก็ได้ความคิดขึ้นมา เขาหยิบทานทีละลูกๆ เมื่อเขาทานผลเชอร์รี่ เขาก็เอาก้านไปติดกับภาพวาดซึ่งทำให้ภาพดูเสร็จเรียบร้อย แต่เพิ่มความเป็นเรียลิสต์มากขึ้น เขาก็เลยเอาหนอนเป็นๆมาติดอยู่ในรูหนอนบนภาพวาด ซึ่งเมือดูแล้วราวกับว่าเป็นหนอนโผล่ออกมาจากเชอร์รี่ในภาพวาดจริงๆ
ก่อนถึงเวลที่ดาลีจะต้องจากบ้านพิทชอทไปอยู่ที่อื่น ได้เกิดเหตุการณ์หนึ่ง ที่มีผลต่อการสร้าง

      งานในระยะต่อมาของเขา ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาการเก็บดอกไม้สีเหลืองชนิดหนึ่ง ขณะที่เขากำลังไปช่วยยกบันไดลงมาจากห้องเพดานหอคอย เขาได้พบมงกุฎโลหะขนาดค่อนข้างหนักอันหนึ่งซึ่งใช้สำหรับเล่นละคร และไม้ยันรักแร้เก่าๆ อีกอันหนึ่ง เป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นยิ่ง ซึ่งเหมือนเป็นลางบอกเหตุ ในท่ามกลางผู้ที่มาเก็บดอกไม้ก็มีผู้หญิงที่ดึงดูดความสนใจอย่างแรงด้วยทรวงอกมหึมาอะร้าอร่ามคนหนึ่ง พร้อมกับลูกสาววัย 12 ปี ดาลีตกหลุมรักเด็กน้อยคนนั้นทันที แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้น อย่างปัจจุบันทันด่วนนี้กลับทำให้ดาลีประสบผลสำเร็จในการทำให้เด็กน้อยกลัวเขา เขาจึงต้องหาสิ่งปลอบใจโดยซุ่มแอบดูผู้เป็นแม่แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความใหญ่โตมโหฬารทั้งสองเต้า เมื่อพ่ายแพ้ต่อความใคร่อยาก เขาได้คิดอุบายซึ่งจะบรรลุถึงความเพ้อฝันฟุ้งซ่าน เขาหาบริเวณที่ลับตาคนที่บังเอิญไปพบมีหน้าต่างบานเล็กๆที่สามารถมองลงไปที่สวน ความตั้งใจของเขาสะดุดอยู่ที่แตงโม3ลูกที่ห้อยลงมาจากจันทัน มันช่างชวนให้จิตใจอันเร่าร้อนของเขาซึ่งคิดเรื่องปลีกย่อยธรรมดาให้เกิดความปราถนาได้มากกว่านมของผู้หญิงคนนั้นเสียอีก

      เขาค่อยๆกระเถิบความชั่วร้ายของเขาเข้าใกล้เถาองุ่นที่เลื่อยอยู่บนผนังด้านนอกเหนือบานหน้าต่างแล้วร้องเรียกคนเก็บดอกไม้ให้ช่วยเก็บของเล่นให้เขา ขณะที่เจ้าหล่อนค่อยๆไต่บันไดขึ้นมาจนถึงจุดที่ต้องการ เขารีบกลับเข้าไปในห้อง แก้ผ้าออกจนหมด เอามงกุฎมาสวมแล้วคลุมร่างด้วยผ้าคลุมขนสัตว์ ในช่วงเวลานั้นร่างกายท่อนบนของผู้หญิงคนนั้นก็เต็มอยู่ในหน้าต่างพอดี เขาปลดผ้าคลุมออกจากร่างล่อนจ้อนของเขาแล้วค่อยๆวางไม้ง่ามยันรักแร้ไว้ตรงส่วนล่างของแตงโมที่สุกงอม ดันมันเอาไว้ขณะเดียวกันก็มองเหลียวหน้าเหลียวหลังระหว่างนมโตๆกับแตงโม แตงโมซึ่งโดนยันเอาไว้ก็เริ่มจะมีน้ำหยดออกมารดตัวเขาด้วยความหวานและเหนอะของน้ำแตงโม ยันแตงโมเอาไว้นานมันก็เลยหล่นลงมาบนหัวของเขาพอดี ในขณะเดียวกันผู้หญิงนมโตคนนั้นซึ่งกำลังคลายความเลวร้ายนั้น ก็ไต่บันไดลงมา เขารีบกระโจนลงบนพื้นนอนลงกลั้นใจรอเพื่อให้เธอเห็น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตัวสั่นด้วยความหมดเรี่ยวแรง แตงโมที่เหลือห้อยอยู่2ลูก เปรียบเสมือนสัญลักษณ์อุบาทว์ ที่มิได้ก่อให้เกิดความงามแก่นมสองเต้าอันแสนจะเบ่งบานใหญ่โตอีกต่อไป
 

      ความสุขอันเป็นความลับที่ดาลีได้มาจากไม้ง่ามยันรักแร้ยังคงอยู่กับเขาไปตลอด ไม่เพียงแต่เป็นลางบอกเหตุในการแสดงออกทางอีโรติกเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนจินตนาการที่มัอำนาจต่อวิธีการวาดภาพที่หลงไหลใฝ่ฝันและฟุ้งซ่านของเขา



      ด้วยความช่วยเหลือของพิทชอท พ่อของดาลีจึงส่งเขาไปเรียนในชั้นเรียนศิลปะในฟิกูรัส Nunez เจ้าของโรงเรียนและเป็นครูที่ค่อนข้างจะเห็นอกเห็นใจคน มองเห็นแววศิลปินในตัวลูกศิษย์คนนี้ของเขา ต่อมาดาลีก็ได้ฟื้นฟูความรู้ในเรื่องสมัยเรอเนทซองซ์ ภาพวาดของเขาเริ่มเข้าไปกระทบความสนใจของผู้คน เริ่มมีการจัดแสดงงานในที่สาธารณะ และจัดเป็นนิทรรศการ
ในระหว่างนั้น เขาก็เรียนต่อในระดับมัธยมที่ Marist School ถึงแม้ว่าบรรดาครูทั้งหลายจะเลิกหวังที่จะสอนสั่งเขาแล้วก็ตาม ซึ่งเขาก็เริ่มเบื่อบทเรียนแล้วเหมือนกัน เขาคอยการเวียนมาถึงของเวลาปิดเทอม เขามักจะใช้เวลาอยู่ที่หมู่บ้าน Cadaques บนริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โขดหิน และชายหาดกลายเป็นจุดที่เขานิยมชมชื่น
 

      ในปี 1921 ดาลีได้เข้าเรียนในสถาบันศิลปะแห่งกรุงแมดริด การเรียนในสถาบันนี้ เป็นแบบ "ตามคำสอน" การวาดเส้นวัตถุจะต้องมีขนาดที่แน่นอน แต่ดาลไม่สนใจคำสอนเลย เขาจะวาดขนาดเล็กนิดเดียว เมื่อต้องนำมาแก้ใหม่ เขาก็วาดเสียใหญ่โตเกินไป แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขาได้รับในฐานะนักเรียนก็คือความสมบูรณ์แบบ ในระยะเวลาต่อมา ดาลีเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่เรียกร้องจากเพื่อนๆร่วมสถาบัน


เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด


     ดาลีเคยถูกจับเข้าคุกในปี 1924 ในฐานะผู้ต้องสงสัยในการก่อการจลาจล แต่เนื่องจากพนักงานไม่สามารถหาหลักฐานมามัดตัวเขาได้ ดาลีจึงได้รับอิสระหลังจากไปกินข้าวแดงในคุกถึง1เดือน เขากลับไปเรียนต่อ แต่ไม่นานจากนั้นเขาก็ถูกเชิญให้ออกจากโรงเรียน ดาลีมิได้หยุดความเป็นศิลปินของเขไว้แค่นั้น เขาได้รับสัมผัสศิลปะอีกหลายลัทธิไม่ว่าจะเป็น ดาดา, ฟิวเจอริสม์, คิวบิสม์, พบศิลปินต่างลัทธิ เช่น Chirico, Carlo, ดาลีเดินทางไปปารีสในปี 1927 เพื่อพบ ปิคัสโซ พูดคุยสนทนาหาข้อแลกเปลี่ยนในเรื่องของ คิวบิสม์ ซึ่งดาลีกำลังศึกษางานและค่อนข้างชื่นชม


Soft Construction with Boiled Beans - Premonition of Civil War, 1936 ถูกรังสรรขึ้นในวาระเดียวกับที่ ปิกัสโซ่เขียนภาพ guernica


   ดาลี ได้เปิดแสดงผลงานเดี่ยวที่ดัลมอ แกลลอรี่ กรุงบาร์เซโลนา ซึ่ง ปิคัสโซได้เดินทางมาชื่นชมด้วย ดาลีได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ อังเดร เบรตอง เจ้าลัทธิเซอร์เรียลิสต์ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1924 เซอร์เรียลิสต์ในยุคแรกๆจะกีดกันความมีเหตุมีผล และหลักทางตรรกวิทยา ด้วยความนิยมความไม่มีเหตุผล ศิลปินจะได้รับการแนะนำไม่ให้ถ่ายทอดความบันดาลใจจากความเป็นจริง ดาลีเข้ากลุ่มศิลปินเซอร์เรียลิสต์ในปี 1929 ในปารีส และในปีนั้นเองที่เขาแต่งงานกับ กาลา ในเดือนตุลาคม


Leda Atomica
หงส์ในภาพเป็นสิ่งระลึกถึงจิตนาการบางส่วนในวัยเด็ก ซึ่งเขาเคยใช้ช้อนส้อมขูดโต๊ะจนเป็นรูปหงส์ ถือได้ว่าเป็นรูปแรกในชีวิต และผู้หญิงในภาพคือกาลา เทพีผู้เป็นแรงบรรดาลใจของกลุ่มเซอร์เรียลลิสม์


    ดาลีมีโอกาสได้จัดแสดงผลงานในต่างประเทศหลายครั้ง เขาจัดแสดงผลงานเดี่ยวที่ Zwemmer Gallery กรุงลอนดอน ในสไตล์เซอร์เรียลิสต์ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องถึงการแสดงออกทางการเมืองมากขึ้น เขาสรรเสริญฮิตเลอร์ ความเอนเอียงในความนิยมระบอบราชาธิปไตยของเขาทำให้ถูกตำหนิอย่างเป็นทางการจากกลุ่ม เขาจึงยุติการร่วมกลุ่มเซอร์เรียลิสต์ตั้งแต่บัดนั้น ในปีเดียวกันนี้คือปี 1934 เขาได้ย่างเท้าก้าวแรกลงบนแผ่นดินอเมริกา และได้วาดภาพประกอบเมืองนิวยอร์ก ลงบนหนังสือ The American Weekly
ถึงแม้ว่าเขาจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มเซอร์เรียลิสต์แล้วก็ตาม แต่เขายังเข้าร่วมงานนิทรรศการศิลปะเซอร์เรียลิสต์นานาชาติ ณ กรุงลอนดอน


"The Madonna of Port Lligat "


      ในปี 1937 ดาลีไปอิตาลี และที่นั่นเขาได้รับอิทธิพลภาพวาดในยุคเรอเนสซองซ์ และ บาโรค มาด้วย ดาลีได้กลับไปอเมริกาอีกครั้งในปี 1940 ซึ่งเป็นช่วงสงครามโลก เพื่อตั้งถิ่นฐานในรัฐแคลิฟอร์เนีย และเริ่มทำชื่อเสียงในอเมริกาทันที เขาเขียนหนังสือชื่อ" ชีวิตลับของ ซาลวาดอร์ ดาลี " ซึ่งตีพิมพ์ในหนังสือ เดลี่ เพรส ของนิวยอร์ก ซึ่งนำมาพิมพ์รวมเล่มในปี 1961 เขาเริ่มเขียนบทความ บทภาพยนต์ ควบคู่ไปกับการวาดภาพ
ดาลี เริ่มบุกรุกไปเปิดนิทรรศการครั้งใหญ่ที่กรุงโตเกียว ในปี 1964-1965 นอกจากนี้ เขายังเริ่มวาดภาพประกอบพระคัมภีร์ไบเบิ้ล แต่มิใชว่าเขาไม่เคยทำงานเกี่ยวกับศาสนามาก่อน เขาเคยวาด The Madonna of Port Lligat และภาพ Christ of st.John of the Cross ในปี 1942 และ 1951 ตามลำดับ
พิพิธภัณฑ์ The Dali Museum ก่อตั้งขึ้นที่บ้านเกิดของเขาคือเมือง ฟิกูรัส ในปี 1973


"Christ of st.John of the Cross"


    ถึงแม้ว่าปีนี้ จะไม่มี ซาลวาดอร์ ดาลี อีกต่อไป แต่ใครล่ะจะลืมความเป็นศิลปินที่ซาบซ่าสุดแสบ พลังอำนาจที่พวยพุ่งออกมาจากผลงานของเขา ไม่ต้องให้สังคมมาบีบคั้น ไม่ต้องให้ความจนมาบั่นคอ ไม่ต้องรอความพิการมากระตุ้น กระทุ้งความเป็นอัจฉริยะออกมา
เพราะเขาเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิด
เพราะเขาคือ " ซาวาลดอร์ ดาลี Salvador Dali "



*THE END*
ขอได้รับความขอบคุณ
aRTgazinE : ThaiLand Is aRT

"เมื่อฉันทำงาน ฉันไม่ได้แสวงหาความสมบูรณ์พร้อม ฉันแสวงหาชีวิตต่างหาก"
หลุยส์ นีเวลสัน ( Louise Nevelson )

Louise-Nevelson.jpg

Louise Nevelson


"เมื่อข้าพเจ้าเห็นต้นไม้...ข้าพเจ้ารู้สึกได้ว่า ต้นไม้นั้นพูดคุยกับข้าพเจ้า
เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้ทำงานศิลปะ ข้าพเจ้าก็ครุ่นคิดถึงเรื่องศิลปะ"

Joan Miro

มีโร ศิลปินชาวสเปน เกิดเมื่อปี ค. ศ. 1893 และเสียชีวิต ปี ค. ศ. 1983 รวมอายุ 90 ปี นับว่าเป็นศิลปินผู้มีชีวิตยืนยาวคนหนึ่ง

miro_pic.jpg

Joan Miro (1893-1983)


"ศิลปะที่ยิ่งใหญ่ คือศิลปะที่ถ่ายทอดจากศิลปินเพื่อส่งเสริมภราดรภาพของสังคมและยกระดับของมนุษย์ชาติ"
ลีโอ ตอลสตอย
Leo Tolstoy

tolstoy.jpg


   "ท่านจะมุ่งหวังให้คนทั่วไปเข้าใจความหมายภาพเขียนของข้าพเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อข้าพเจ้าเองยังไม่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ แม้ภาพเขียนชิ้นนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วก็ตามที จิตใต้สำนึกมีสัญลักษณ์เป็นสื่อ ซึ่งถือได้ว่าเป็นภาษาสากลอันแท้จริง สื่อหรือภาษานี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นฐานทางการศึกษา วัฒนธรรม หรือ ความมีสติปัญญาอันใด มันเป็นภาษาที่เป็นสัญญลักษณ์ของความมั่นคงในการดำรงอยู่ของมนุษย์ชาติ เป็นสัญชาตญาณทางเพศ ความรู้สึกที่เกี่ยวเนื่องกับความตาย ความเล้นลับของสถานที่และบรรยากาศ ตลอดจนความรู้สึกว้าเหว่ ความเวิ้งว้างกว้างไกลที่ไม่สิ้นสุด"

ซัลวาดอร์ ดาลี
-----------------------------

ซัลวาดอร์ ดาลี salvador dali
ศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ ( Surrealism ) ระบือนามแห่งสเปน ผู้ยึดถือปรัชญาแห่งความเหนือจริง ซึ่งตั้งอยู่บนสมมุติฐานแห่งการลวงตา ที่ตัวเขาเองเรียกมันว่า CRITICAL PARANOIA "ลัทธิแห่งความเพ้อฝันที่แท้จริง ซึ่งเข้าถึงมันได้โดยอัตโนมัติเพียงแต่ขอให้บ้าอย่างถูกวิธี"

**
ซาลวาดอร์ ดาลี เกิดเมื่อเวลา 8 นาฬิกา 45 นาที ของวันที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ.2447 ที่เมืองฟิกูรัส ประเทศสเปน และได้เสียชีวิตลงเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ.2532

ห้วข้อที่เกี่ยวข้อง :

มนุษย์ เหนือกาลเวลา ดาลี
Salvador Dali

salvador.jpg


"นักเขียน คือนักประวัติศาสตร์ที่ช่างคิดช่างฝันซึ่งสามารถพาตัวเข้าไปใกล้ข้อเท็จจริงร่วมสมัยได้มากกว่าที่นักสังคมศาสตร์อาจสามารถทำได้ "

   ผมคิดว่านักเขียนย่อมอยู่ในทางที่ถูกแล้วถ้าประตูแห่งสัญชาติญาณหยั่งรู้ซึ่งลึกลงไป และมีมาแต่เกิดของเขาเปิดอยู่........คุณเขียนอะไรสักประโยคที่มิได้มาจากแหล่งเช่นว่านั้นแล้วคุณก็สานต่อให้เข้ากันไม่ได้ เช่นนี้ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าหนังสือหน้านั้นไม่ตรงความจริงได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คุณมีเครื่องรักษาความสมดุลย์อยู่แล้วภายในตัวที่จะบอกคุณได้ว่า สิ่งที่คุณกำลังทำอยู่นั้นถูกหรือผิด . ผมคิดว่านักเขียนมีสภาพคล้ายกับคนทรง และเมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งใช้การได้จริงๆเขาก็มีญาณวิถีบางอย่างสามารถแลเห็นได้ กล่าวคือมีจิตสำนึกรู้ได้ว่ากำลังเกิดอะไนขึ้น เมื่อไรก็ตามที่หนังสือซึ่งผมพิมพ์จำหน่ายได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง ผมทราบได้จากผู้คนทั่วโลกนับพันๆคน ซึ่งมักคิดอย่างเดียวกัน.....ราวกับว่าผมคาดการณ์สิ่งต่างๆได้ล่วงหน้าฉะนั้น. ผมมิได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นดอก แต่ผมทราบว่ามีคนประสงค์เช่นนั้น

ซอล เบลโลว์ (Saul Bellow)
นักเขียนรางวัลโนเบลปี 1976
(10 June 1915 - 5 April 2005)
***
เขาเกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 1915 ที่ประเทศแคนาดา แต่มาเติบโตที่เมืองชิคาโก้ เข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Chicago, Northwestern และ Wisconsin ตามลำดับ และได้รับปริญญาตรีทางด้านมานุษยวิทยา เขาเป็นอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน และมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก รวมไปถึงการเป็นรองศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยมินนิโซต้า เขาปลักหลักอยู่ในปารีสและเดินทางไปทั่วยุโรปอีกด้วย เขาเสียชีวิตเมื่อ-5เมษายน 2005
...
รางวัลจากผลงานทางด้านวรรณกรรม
ในปี1948 รางวัล Guggenheim Fellowshipและได้รับทุนจากFord foundation
ในปี1976 รางวัลโนเบลในสาขาวรรณกรรม
ปี1977 รางวัลเหรียญทองจากนวนิยาย ซึ่งรางวัลนี้จะมอบให้ทุกๆ6ปีโดย American Academy and Institute of Arts and Lettersและใน
ปี1978ได้รับรางวัล(USA) National Arts Club Gold Medal of Honor

Saul_Bellow.jpg

Saul_Bellow.jpg


จัดทำโดย ครูอรพิน  สีแก้ว
โรงเรียนเชียงม่วนวิทยาคม   พะเยา
Copyright(c)2006 Ms.Oraphin Seekaew. All right reserved.
Email  :   miyugi99@hotmail.com


THEOS-ธีออส ดวงตาแห่งความหวังของชาติไทย

      ตั้งแต่อดีตประเทศไทยมีการใช้ดาวเทียมเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ โดยนำมา ประยุกต์ใช้ในสาขาต่างๆ เช่น การนำดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในการ สำรวจเรื่องต่างๆ ทั้งทรัพยากรน้ำ ธรณีวิทยา การเกษตร การใช้ที่ดิน ป่าไม้ การวาง ผังเมือง หรือภัยพิบัติ ซึ่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากรที่ประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็มีหลายดวงด้วยกัน เช่น IKONOS QUICKBIRD RADASAT-1 LANDSAT-5, 7 SPOT 5 IRS-1C แต่ในปี พ.ศ. 2550 นี้ประเทศไทยจะส่งดาวเทียมสำรวจทรัพยากรสัญชาติไทย ดวงแรกขึ้นโคจรในอวกาศ นั่นคือ ดาวเทียม THEOS
จุดเริ่มของ THEOS
        เนื่องจากรัฐบาลได้เล็งเห็นว่า การที่ประเทศไทยมี ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติเป็นของตนเอง จะเป็นผลดีต่อการพัฒนาประเทศ เพราะข้อมูลที่ได้จากดาวเทียม ซึ่งเป็นภาพถ่ายนั้น สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ปรับปรุงและพัฒนาการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ได้อย่าง มีระบบมากขึ้น
        จากที่เคยเป็นผู้รับสัญญาณดาวเทียม (Ground Station Operator) สถานภาพก็จะเปลี่ยนเป็นเจ้าของสัญญาณ (Satellite Operator) เดิมประเทศไทยเป็นผู้ ให้บริการในภูมิภาคนี้ ต่อไปจะเป็นผู้ให้บริการข้อมูลทั่วโลก และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ข้อมูล รัฐบาลจึงได้อนุมัติให้มีการพัฒนาดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของไทย โดยมีมติจากคณะรัฐมนตรีในการประชุมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546 ภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. (GISTDA) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินโครงการดาวเทียม THEOS ร่วมกับบริษัท EADS ASTRIUM ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งได้มีการลงนามสัญญาระหว่าง ดร.สุวิทย์ วิบูลเศรษฐ์ ผู้อำนวยการ สทอภ. และ มร.อังตวน บูวิเย่ (Mr.Antoine Bouvier) ประธานและผู้บริหารสูงสุดของบริษัท EADS ASTRIUM ประเทศฝรั่งเศส เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2547 และได้มีการคัดเลือกบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพื่อไปร่วมกับทาง ASTRIUM สร้างดาวเทียม โดยตั้งเป็นทีม GRISDA ASTRIUM THEOS Team ทำการสร้างอยู่ที่ Toulouse ประเทศฝรั่งเศส เมื่อการสร้างเสร็จสิ้นดาวเทียมจะถูกนำส่งไปยังฐานยิงจรวด Rockot ณ Pletsesk ประเทศรัสเซีย เพื่อทำการยิงขึ้นสู่วงโคจรในอวกาศ
คุณสมบัติของ THEOS
        THEOS (Thailand Earth Obser-vation Satellite) ได้รับการออกแบบให้มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 5 ปี (Design Life) เช่นเดียวกับดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO : Low Earth Orbit) แต่อาจมีอายุการใช้งานได้นานกว่าที่ออกแบบไว้ สามารถสำรวจได้ครอบคลุมทั่วโลก บันทึกข้อมูลได้ทั้งในช่วงที่คลื่นตามองเห็น (Visible) สามช่วงคลื่น คือ ช่วงคลื่นแสง สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน และช่วงคลื่น อินฟราเรดใกล้ (Near Infrared) การโคจรของดาวเทียม ขณะอยู่ในช่วงที่มีแสงสว่างจะมีอุณหภูมิสูงประมาณ 200 องศาเซลเซียส ในขณะที่โคจรกลับมาทางด้านมืดจะมีอุณหภูมิต่ำประมาณ -200 องศาเซลเซียส ส่วนประกอบของดาวเทียมจึงต้องมีสภาพทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ ดังนั้น จึงใช้ส่วนประกอบที่ผลิตจาก Silicon Carbide ซึ่งมี คุณสมบัติเหมาะสมต่อการทนสภาพอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลง
        ดาวเทียม THEOS มีน้ำหนัก 750 กิโลกรัม โคจร ในระดับความสูง 822 กิโลเมตร ซึ่งเป็นวงโคจรเดียวกับ ดาวเทียม SPOT มีระบบการบันทึกภาพสองระบบ คือ Panchromatic กับระบบ Multispectral โดย Panchromatic จะเป็นระบบที่แสดงภาพเป็นขาว-ดำ รายละเอียดภาพสองเมตร ความกว้างแนวถ่ายภาพ 22 กิโลเมตร ส่วน Multispectral จะแสดงเป็นภาพสี รายละเอียดภาพ 15 เมตร ความกว้างของแนวถ่ายภาพ 90 กิโลเมตร On-board Memory ที่ 51 GB ในกรณีที่ดาวเทียมโคจร ไปในจุดที่ไม่มีสถานีรับสัญญาณก็สามารถที่จะเก็บภาพไว้บนตัวดาวเทียม ซึ่งสามารถเก็บได้ถึง 100 ภาพ
        ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งของดาวเทียม THEOS คือ สามารถเอียงกล้องได้ ซึ่งต่างจากดาวเทียม LANDSAT โดยดาวเทียมรุ่นใหม่ เช่น SPOT-5, IKONOS และ QUICKBIRD รวมถึงดาวเทียม THEOS เอง สามารถที่จะ เอียงกล้องได้ ประโยชน์ของการเอียงกล้องได้ ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่ดาวเทียมโคจรมาอยู่เหนือประเทศไทย แต่ประเทศพม่ามีความต้องการที่จะถ่ายภาพในพื้นที่ของประเทศพม่าเอง ก็สามารถที่จะเอียงกล้องให้ถ่ายภาพในบริเวณที่ต้องการได้ หรือกรณีเกิดภัยพิบัติขึ้นและต้องการข้อมูลด่วน ก็สามารถ เอียงกล้องไปยังจุดที่เกิดเหตุได้มากที่สุด (Maximum) 50 องศา

Total mass 750 kg
Dimensions 2.1 x 2.1 x 2.4 m
Solar array 800 W
Nominal lifetime 5 years
Hydrazine 80 kg
Recording capacity 40 Gbit Solid-state memory
Onboard image processing 2.8 or 3.7 compression ratio (DCT)
Image telemetry 120 Mbit/s (X band)
Altitude control Earth pointing and high agility
Orbit determination GPS
Payload 1 PAN and 1 MS cameras
Orbit Sun-synchronous 14+5/26 orbits per day
Inclination 98.7 degree
Altitude at equator 832 km
Period 101.4 min
Local equator crossing time 10:00 am (descending)
Sub-satellite point velocity 6.6 km/s


จุดสร้างสถานีรับกระจายอยู่ทั่วโลก
        ดาวเทียม THEOS ไม่ได้ถ่ายภาพเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังถ่ายภาพจากทั่วโลก ลักษณะใกล้เคียงกับ ดาวเทียม SPOT ซึ่งสถานีรับของดาวเทียม SPOT นั้นมีอยู่ทั่วโลก บางแห่งเราอาจจะใช้สถานีรับของ SPOT แต่บางแห่ง เราอาจจะขอเจรจากับประเทศต่างๆ เพื่อตั้งสถานีรับขึ้นเอง ในประเทศไทยมีโครงการจะดำเนินการสร้างที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี และจะมีการดำเนินการสร้างสถานีเพิ่มขึ้นอีก ในหลายๆ จุดทั่วโลก เช่น ที่ Prince Rupert ในประเทศแคนาดา ใน Alaska ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งอยู่ในบริเวณขั้วโลกสามารถรับข้อมูลจาก ดาวเทียมได้บ่อยครั้ง และลงไปทางอเมริกาใต้ ที่กรุง Rio De Janeiro ประเทศบราซิล เมือง Toulouse ประเทศฝรั่งเศส ที่คิลูน่า ขั้วโลกเหนือ ซึ่งดาวเทียมทุกดวงจะต้องสร้างสถานีรับ ฮาโกยาม่า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกำลัง อยู่ในขั้นเจรจา เนื่องจากทางญี่ปุ่นเองก็ต้องการรับสัญญาณจากดาวเทียมดวงนี้เช่นกัน และ Canberra เนื่องจากเป็นจุดรับสัญญาณได้ดี
        การควบคุมดาวเทียม THEOS จะใช้กลุ่มวิศวกรของ สทอภ. จำนวน 20 คน ที่ได้รับการฝึกอบรมการออกแบบ การทดสอบ พร้อมปฏิบัติงานจริง เพื่อสร้างดาวเทียม THEOS ร่วมกับวิศวกรของบริษัท EADS Astrium ณ เมือง Toulouse เป็นเวลา 30 เดือน วิศวกร กลุ่มนี้จะปฏิบัติงานที่สถานีรับสัญญาณและ สถานีควบคุมดาวเทียม THEOS ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภายใต้การกำกับดูแล ของ สทอภ.
ประโยชน์และความคุ้มค่า
        ข้อมูลต่างๆ จากดาวเทียม THEOS สามารถนำมา ใช้ประโยชน์ในการสำรวจหาข้อมูลและทำแผนที่เพื่อการ จัดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ ประเทศไทยได้เป็นอย่างดี เช่น การสำรวจหาชนิดของ พืชผลการเกษตร การประเมินหาผลผลิตทางการเกษตร การสำรวจหาพื้นที่ป่าที่เหลืออยู่ การสำรวจหาพื้นที่ป่าไม้ ที่ถูกบุกรุกทำลาย การประเมินหาพื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ การสำรวจหาพื้นที่สวนป่า การสำรวจหาชนิดป่า การสำรวจ หาพื้นที่ที่ทำนากุ้งและประมงชายฝั่ง การสำรวจหา มลพิษจากคราบน้ำมันในทะเล การสำรวจหาแหล่งน้ำ การสำรวจแหล่งชุมชน การสำรวจหาพื้นที่ปลูกฝิ่น การวางผังเมือง การสร้างถนน และการวางแผนจราจร การทำ แผนที่ การสำรวจหาพื้นที่เกิดอุทกภัย การสำรวจหาพื้นที่ แผ่นดินถล่ม และสำรวจหาพื้นที่ที่ประสบภัยสึนามิ (Tsunami) เป็นต้น
        ประเทศไทยยังได้รับสิทธิในการรับสัญญาณจาก ดาวเทียม SPOT-2, 4 และ 5 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้สัญญาสร้างดาวเทียม THEOS ประเทศฝรั่งเศสจะปรับปรุงสถานีรับสัญญาณดาวเทียมของไทยให้สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียม SPOT ได้ และให้สิทธิในการรับสัญญาณ ดาวเทียม SPOT-2, 4 และ 5 เพื่อให้หน่วยงานราชการ ได้ใช้ประโยชน์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้แต่ละหน่วยงาน นำไปใช้ประโยชน์ตามภารกิจของหน่วยงาน
การบริการข้อมูล & ผลิตภัณฑ์ดาวเทียม THEOS
        สำหรับการบริการข้อมูลดาวเทียม THEOS ในประเทศไทย จะไม่คิดค่าข้อมูลในการบริการแก่หน่วยงานต่างๆ แต่จะคิดเฉพาะค่าวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ซึ่งมีราคาต่ำมาก ดาวเทียม THEOS สามารถผลิตข้อมูลได้ทั้งภาพ ขาว-ดำ และภาพสี ซึ่งภาพขาว-ดำอาจเติมสีได้ โดยใช้วิธีปรับความคมชัด (Pan Sharpening Method) และดาวเทียมสามารถประมวลผลได้หลายระดับ ดังนี้
ระดับ 1A เป็นระดับที่มีการแก้ไขความบิดเบือน คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เนื่องจากความไม่สม่ำเสมอของอุปกรณ์บันทึกภาพ เหมาะกับผู้ใช้ที่ต้องการแก้ไขเรขาคณิตด้วย ตัวเอง ระดับ 2A มีการแก้ไขทางเรขาคณิตเนื่องจากตัวระบบ เช่น ผลจากการถ่ายภาพแนวกว้าง ความโค้งและการหมุนของโลก ฯลฯ สามารถแก้ไขความบิดเบือนภายในของข้อมูลภาพ โดยใช้ข้อมูลระยะ มุม พื้นผิว ของบริเวณ Projection ของภาพ ได้แก่ UTM WGS 84 โดยไม่ใช้ Ground Control Point และใช้แบบจำลองภูมิประเทศเพื่อแสดงความสูงเหนือ Ellipsoid อ้างอิง
        ทั้งนี้ ดาวเทียม THEOS สามารถประมวลผลระดับ 2A ได้กว่า 30 ภาพ/วัน และใช้เวลาในการประมวลผล น้อยกว่า 30 นาทีต่อหนึ่งซีน
ระดับ 2B เป็นแผนที่ซึ่งมี Projection และ Ground Control Point จากแผนที่อื่นหรือวัดค่า GPS (Global Positioning System) เป็นการแก้ไขระดับความสูงเฉลี่ย โดยใช้ Projection และแผนที่มาตรฐานข้อมูลระดับนี้ เหมาะกับการใช้งานที่พื้นที่ผิวบริเวณนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ไม่มากนัก หลายประเทศสนใจข้อมูลจาก THEOS
        ขณะนี้มีหลายประเทศที่มีความสนใจติดต่อขอรับสัญญาณจากดาวเทียม THEOS เช่น ประเทศฝรั่งเศส ที่เป็นผู้สร้างดาวเทียมนี้ เนื่องจากดาวเทียม THEOS มีค่าความชัดถึงสองเมตร ดีกว่าดาวเทียม SPOT-5 ของฝรั่งเศสเองที่มีค่าความชัดเพียง 2.5 เมตร และยังมีประเทศญี่ปุ่น ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดาและประเทศอิหร่าน ที่ให้ความสนใจขอรับสัญญาณเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ดาวเทียม LANDSAT ของสหรัฐอเมริกาก็กำลังจะหมดอายุและยังไม่มีโครงการที่จะส่งดาวเทียมในโครงการ LANDSAT ดวงอื่น ๆ ไปทดแทน ประเทศต่างๆ จึงกำลังหาดาวเทียม ที่มีประสิทธิภาพดีและมีราคาข้อมูลที่ไม่แพงมากนักมาใช้แทน ซึ่งดาวเทียม THEOS เองก็ตอบสนองความต้องการของประเทศต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
โครงการในอนาคตจากการใช้ข้อมูลดาวเทียม
        ในอนาคตทาง สทอภ.จะร่วมมือกับฝรั่งเศสทำโครงการ Pilot Project เพื่อประยุกต์ใช้ข้อมูลจากดาวเทียม THEOS ใน 4 สาขา คือ การจัดการป่าไม้ การจัดการแหล่งน้ำ การเกษตรและการทำแผนที่ โดยเฉพาะการทำแผนที่ซึ่งประสบปัญหาค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ที่ทำแผนที่มีกัน หลายคน แต่เมื่อนำมารวมกันปรากฏว่าแผนที่ที่ได้มีหลายจุดที่คลาดเคลื่อน ไม่ตรงกัน แต่ถ้าสามารถนำเอาข้อมูลที่ทันสมัย มาใช้ในการทำแผนที่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำแล้ว ก็จะเป็นการสนองนโยบาย ของรัฐบาล ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาความยากจน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สมดุลกัน การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม การ ต่างประเทศ การพัฒนากฎหมาย การ ส่งเสริมประชาธิปไตย การรักษาความ มั่นคงของรัฐ การพัฒนาคนและสังคม ที่มีคุณภาพ
        ในปี พ.ศ. 2549 นี้รัฐบาลก็จะเน้นถึงเรื่อง SML เกษตรกรรม ภัยแล้ง ดิน น้ำ ป่าไม้ ภัยธรรมชาติ เรื่องของ สามจังหวัดภาคใต้ และยาเสพย์ติด ถ้าหากมีข้อมูลที่ทันสมัยและเป็นมาตรฐานเดียวกันก็สามารถที่จะตอบสนองและใช้ ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลได้
        ความก้าวหน้าของโครงการดาวเทียม THEOS ในขณะนี้ การสร้างดาวเทียมเสร็จไปแล้ว 30 เปอร์เซ็นต์ ยังเหลืออีก 70 เปอร์เซ็นต์ ที่ต้องดำเนินการต่อ นอกจาก ข้อมูลที่จะได้รับแล้ว ก็ยังมีโครงการ TOTP คือ THEOS Operational Training Program เป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือของรัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศส ที่นอกเหนือจาก การได้รับสัญญาณดาวเทียม SPOT-2, 4 และ 5 ฟรี เป็นเวลา 30 เดือนแล้ว รัฐบาลฝรั่งเศสยังให้การฝึกอบรม ระยะสั้นในประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส เป็นจำนวน 80 ทุน มีการมอบทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรี 5 ทุน ระดับปริญญาโท 15 ทุน ปริญญาเอก 4 ทุน ณ ประเทศฝรั่งเศส มีการจัดงานสัมมนาสำหรับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เป็นเวลา 10 ปี ปีละหนึ่งครั้ง
        ดาวเทียม THEOS ที่จะถูกส่งขึ้นโคจรในกลางปี พ.ศ. 2550 นับเป็นความหวังหนึ่งของประเทศไทย จาก การที่สามารถนำเอาประโยชน์จากข้อมูลที่ได้มาพัฒนาระบบการจัดการและบริหารทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมให้มีระบบมากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุล และเอื้อต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ ได้อย่างมี แบบแผนและเหมาะสม รวมไปถึงการใช้ข้อมูลที่ผู้ใช้สามารถใช้ได้อย่างทั่วถึง เพื่อให้เกิดความภูมิใจไปกับ อีกก้าวหนึ่งของวงการอวกาศและภูมิสารสนเทศของประเทศไทย

หลากหลายคำถามคำตอบเกี่ยวกับดาวเทียมธีออส
THEOS Frequently Asked Questions (FAQ)

theos

ธีออส คืออะไร ?
ธีออส เป็นชื่อดาวเทียมสำรวจทรัพยากรธรรมชาติ ดวงแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย และรัฐบาลฝรั่งเศส

theos

คำว่า ธีออส มาจากอะไร ?
ธีออส เป็นคำอ่านของคำย่อ THEOS ที่มาจาก THailand Earth Observation System หมายถึง ระบบสำรวจพื้นผิวโลกโดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายจากดาวเทียมของประเทศไทย

หน่วยงานใดเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบโครงการธีออส ?
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. หรือ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า GISTDA กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

theos

ดาวเทียมธีออสจะถูกส่งขึ้นไปในอวกาศเมื่อใด ?
ดาวเทียม THEOS มีกำหนดการสร้างแล้วเสร็จ และส่งขึ้นสู่วงโคจรในช่วงกลางปี พ.ศ. 2550 (ค.ศ. 2007)

theos

ดาวเทียมธีออสจะถูกส่งขึ้นไปในอวกาศโดยจรวดของประเทศอะไร ?
จรวด Rockot ณ Pletsesk ประเทศรัสเซีย

theos

จุดเด่นกล้องถ่ายภาพของดาวเทียมธีออส มีอะไรบ้าง ?
ดาวเทียมธีออส เป็นดาวเทียมที่มีความสามารถในการถ่ายภาพรายละเอียดสูงได้ โดยมีรายละเอียดของภาพขาว-ดำ (Panchromatic) 2 เมตร ความกว้างแนวถ่ายภาพ 22 กิโลเมตร  และภาพสี (Multi-Spectral) 4 ช่วงคลื่น รายละเอียดภาพ 15 เมตร ความกว้างของแนวถ่ายภาพ 90 กิโลเมตร

นอกจากนี้แล้วในระบบการถ่ายภาพสีของดาวเทียมธีออส ยังมีจุดเด่น ที่สามารถถ่ายภาพในช่วงคลื่นแสงที่ตามองเห็น 3 ช่วงคลื่น (ช่วงคลื่นแสงสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน) และช่วงคลื่นแสงที่ตามองไม่เห็น (คลื่นอินฟราเรดใกล้ - NearIR) อีก 1 ช่วงคลื่น

theos

ภายใต้โครงการดาวเทียมธีออส ประเทศไทยจะได้อะไรบ้าง และได้รับประโยชน์อย่างไรบ้าง ?
ภายใต้โครงการดาวเทียมธีออส นอกจากตัวดาวเทียมธีออส และสถานีควบคุมและรับสัญญาณภาคพื้นดินแล้ว ประเทศไทยยังจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับการออกแบบ และสร้างดาวเทียมให้กับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรไทย ทั้งในด้านการพัฒนาระบบดาวเทียม ระบบภาคพื้นดิน การควบคุมรับสัญญาณ และ การจัดทำผลิตภัณฑ์ภาพ, การได้สิทธิในการรับสัญญาณและการให้บริการข้อมูลดาวเทียม SPOT2, 4, และ 5 ก่อนดาวเทียมธีออสจะขึ้นสู่อวกาศ และมีการให้ทุนการศึกษา ตลอดระยะเวลา 10 ปี โดยเป็นทุนฝึกอบรมในฝรั่งเศส สำหรับเจ้าหน้าที่ไทย ในด้านเทคโนโลยีดาวเทียมและการประยุกต์ใช้ จำนวน 80 ทุน และทุนการศึกษาระดับปริญญาโท-เอก จำนวนทั้งสิ้น 24 ทุน นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศสจะเดินทางมาเพื่ออบรม และจัดสัมมนาให้แก่เจ้าหน้าที่ไทยทุกปี

theos

ดาวเทียมธีออส มีอายุการใช้งานกี่ปี  หลังจากหมดอายุการใช้งานแล้วเราจะทำอย่างไรกับตัวดาวเทียม ?
ดาวเทียมธีออส มีอายุการใช้งานตามที่ออกแบบไว้อย่างน้อย 5 ปี  ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยของการใช้เชื้อเพลิงเพื่อรักษาระดับของวงโคจร และปัจจัยอื่นๆ แต่โดยทั่วไปดาวเทียมส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานที่นานกว่าที่ออกแบบไว้

theos

ดาวเทียมธีออส มีอายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี หลังจากนั้นจะตกรุ่นทันที ถือเป็นการไม่คุ้มค่า ?
ดาวเทียมธีออส ถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งานอย่างต่ำ 5 ปี (design life) เช่นเดียวกับดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO : Low Earth Orbit) ทั่วไป อาทิเช่น ดาวเทียม Landsat และ SPOT อย่างไรก็ตาม ดาวเทียมธีออส อาจมีอายุการใช้งานมากกว่าที่ได้ออกแบบไว้ ดังเช่น ดาวเทียม Landsat-5 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถูกออกแบบอายุการใช้งานไว้เพียง 5 ปีเท่านั้น แต่ปรากฏว่านับตั้งแต่ส่งขึ้นโคจรเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2525 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ได้ปฏิบัติงานมาแล้วเป็นเวลากว่า 20 ปี

ดาวเทียม SPOT-2 ของประเทศฝรั่งเศสมีอายุการใช้งานกว่า 15 ปี และ SPOT-4 ก็มีอายุการใช้งานเกือบ 7 ปีแล้ว และในปัจจุบัน ดาวเทียมเหล่านี้ก็ยังสามารถใช้งานได้ดีอยู่

theos

ประเทศไทยมีดาวเทียมไทยคม และไทยพัฒน์ อยู่แล้ว ทำไมจึงต้องสร้างดาวเทียมขึ้นอีก ?
ดาวเทียมไทยคม เป็นดาวเทียมที่ใช้เพื่อการสื่อสารโดยเฉพาะ ไม่สามารถใช้งานในการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติได้ ส่วนดาวเทียมไทยพัฒน์เป็นดาวเทียมขนาดเล็ก (Micro Satellite) ที่สร้างมาเพื่อใช้สำหรับการศึกษาและวิจัยเท่านั้น ไม่ได้มีการใช้งานในลักษณะปฏิบัติการจริง

 

theos

ทำไมถึงต้องไปสร้างดาวเทียมธีออส ในประเทศฝรั่งเศสซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพง เราจะสร้างดาวเทียมขึ้นเองในประเทศไทยไม่ได้หรือ ?
การที่จะสร้างดาวเทียมในประเทศไทยนั้น ต้องมีความพร้อมทั้งในด้านอุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการ และด้านบุคลากร โครงการดาวเทียมธีออสถือเป็นการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร และพัฒนาองค์ความรู้ โดยจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ไทย มีความรู้ประสบการณ์ด้านวิศวกรรมดาวเทียม วิศวกรรมระบบ การควบคุมการรับสัญญาณดาวเทียม ตลอดจนการบริหารจัดการโครงการดาวเทียม เมื่อมีความพร้อมด้านบุคลากร และองค์ประกอบต่างๆ แล้ว การจัดสร้างห้องปฏิบัติการวิศวกรรมดาวเทียม ก็เป็นสิ่งที่ประเทศไทยสนใจดำเนินการต่อไปในอนาคต

theos

การสร้างดาวเทียมธีออส ไม่คุ้มค่า ?
โครงการดาวเทียมธีออส มีความคุ้มค่าดังนี้ :

  1. หน่วยงานที่จะนำข้อมูลดาวเทียมไปใช้ประโยชน์ : ผลการสำรวจจากการประชุมต่างๆ พบว่า มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน แสดงความประสงค์ ในการนำข้อมูลดาวเทียมธีออส ไปใช้ประโยชน์ในการสำรวจหาข้อมูล และใช้ทำแผนที่ในภารกิจที่รับผิดชอบ

  2. การใช้ประโยชน์จากข้อมูล : หน่วยงานต่างๆ สามารถนำข้อมูลดาวเทียมธีออส ไปใช้ประโยชน์ในการสำรวจหาข้อมูล และแผนที่เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของประเทศได้เป็นอย่างดี เช่น การสำรวจหาชนิดของพืชผลการเกษตร, การประเมินหาผลผลิตการเกษตร, การสำรวจหาพื้นที่ป่าไม้, การสำรวจหาพื้นที่ป่าถูกบุกรุกทำลาย, การสำรวจหาพื้นที่ป่าถูกไฟไหม้, การสำรวจหาพื้นที่สวนป่า, การสำรวจหาชนิดป่า, การสำรวจหาพื้นที่ทำนากุ้งและประมงชายฝั่ง, การสำรวจหามลพิษจากคราบน้ำมันในทะเล, การสำรวจหาแหล่งน้ำ, การสำรวจหาแหล่งชุมชน, การสำรวจหาพื้นที่ปลูกฝิ่น, การวางผังเมือง, การสร้างถนนและวางแผนจราจร, การทำแผนที่, การสำรวจหาบริเวณที่เกิดอุทกภัย, การสำรวจหาพื้นที่ที่เกิดดินถล่ม, การสำรวจหาพื้นที่ประสบภัยจากคลื่นยักษ์สึนามิ

  3. ประเทศไทยได้รับสิทธิ์ในการรับสัญญาณจากดาวเทียม SPOT-2, 4 และ 5 โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
    ภายใต้สัญญาสร้างดาวเทียมธีออส ประเทศฝรั่งเศสจะปรับปรุงสถานีรับสัญญาณดาวเทียมของไทยให้สามารถรับสัญญาณจากดาวเทียม SPOT ได้ และให้สิทธิ์ในการรับสัญญาณดาวเทียม SPOT-2, 4 และ 5 เพื่อให้หน่วยงานราชการ ได้ใช้ประโยชน์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อให้แต่ละหน่วยงาน นำไปใช้ประโยชน์ตามภารกิจของหน่วยงาน

theos

การส่งข้อมูลสู่สถานีรับสัญญาณดาวเทียมเป็นอย่างไร ?
เมื่อดาวเทียมถ่ายภาพแล้ว จะสามารถส่งข้อมูลลงมายังสถานีรับภาคพื้นดินได้ทันที ซึ่งประเทศไทยกำลังดำเนินการสร้างสถานีภาคพื้นดินแห่งใหม่ ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เพื่อควบคุมและรับสัญญาณจากดาวเทียมธีออส


 

theos

ดาวเทียมธีออสถ่ายภาพได้เฉพาะเวลากลางวัน ?
ดาวเทียมธีออส เป็นดาวเทียมที่มีระบบการบันทึกภาพแบบ Opitcal จึงต้องการแสงจากดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากดาวเทียมธีออสโคจร และถ่ายภาพได้ทั่วโลก ในเวลากลางคืนของประเทศไทย ก็สามารถถ่ายภาพเมื่อผ่านประเทศอื่นๆ ได้

theos

ประเทศอื่นๆ ซื้อข้อมูลดาวเทียม และไม่มีความสนใจจะสร้างดาวเทียมเอง ?
ในขณะนี้ ประเทศเวียดนามมีความสนใจที่จะสร้างดาวเทียมเช่นเดียวกัน โดยในปี 2547 มีการหาข้อมูลที่เกี่ยวกับประเทศไทย สำหรับประเทศสิงคโปร์ ก็มีการสร้างดาวเทียม XSAT เพื่อการทดลองทางวิทยาศาสตร์ ส่วนประเทศมาเลเซียก็ร่วมกับประเทศเกาหลีใต้เพื่อสร้างดาวเทียม MACSAT และกำลังจะส่งขึ้นสู่วงโคจร




          ดาวเทียม THEOS (Thailand Earth Observation System)เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศไทย ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลฝรั่งเศส โดยมีสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินโครงการดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS ร่วมกับบริษัท EADS ASTRIUM ประเทศฝรั่งเศส โดยมีการเซ็นสัญญาความร่วมมือในวันที่ 19 กรกฏาคม 2547



          ดาวเทียม THEOS ได้รับการออกแบบให้มีอายุการใช้งานอย่างน้อย 5 ปี สามารถสำรวจข้อมูลได้ทั่วโลก บันทึกข้อมูลภาพได้ 4 ช่วงคลื่นทั้งในช่วงที่ตามองเห็น (visible) และช่วงคลื่นอินฟราเรดใกล้ (Near Infrared) (โดยมีความละเอียดภาพ 2 เมตร ความกว้างแนวถ่ายภาพ 22 กิโลเมตร สำหรับภาพขาวดำ (Panchromatic) และ 15 เมตร ความกว้างแนวถ่ายภาพ 90 กิโลเมตร สำหรับภาพสี (Multispectral)

          ข้อมูลที่บันทึกได้จากอุปกรณ์บนดาวเทียมจะถูกส่งมายังส่วนข้อมูลภาพพื้นดิน (Image Ground Segment : IGS) ซึ่งเป็นส่วนรับและประมวลผลข้อมูลดาวเทียม ทั้งนี้ข้อมูลจากดาวเทียมธีออสจะถูกใช้เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างยั่งยืนตลอดไป



  น้ำหนัก
ขนาด (กว้างxยาวxสูง) 
อายุการใช้งาน
โคจรสูงจากโลก
วงโคจรแบบ
750 กิโลกรัม
2.1x2.1x2.4 เมตร
5 ปี
822 กิโลเมตร
สัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ (Sun Synchronous)
 
กำหนดส่งขึ้นสู่วงโคจรกลางปี พ.ศ. 2550

 


โครงการดาวเทียม THEOS  ของไทย

( Thailand Earth Observation Satellite: THEOS )

..................................

ความป็นมา

                ตามมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ได้มีมติเห็นชอบให้ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ สทอภ. ในกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางในการดำเนินโครงการดาวเทียมสำรวจทรัพยากร THEOS   ร่วมกับบริษัท EADS ASTRIUM  ภายใต้ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอวกาศระหว่างรัฐบาลไทยและฝรั่งเศส      ได้จัดให้มีการลงนามสัญญาโครงการพัฒนาดาวเทียมสำรวจ ทรัพยากรของไทย ( Thailand Earth Observation Satellite: THEOS )

การดำเนินการ

                ฯพณฯ นาย กร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี   และ
ฯพณฯ มร.โลรองต์ โอบลัง ( H.E. Mr. Laurent Aublin ) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย     เป็นประธานร่วมในการลงนามสัญญา   ในวันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๖.00 . ที่ห้องรีเจนซี่ โรงแรมโอเรียนเต็ล โดยได้มีหนังสือเรียนเชิญผู้แทน กห.ร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามดังกล่าว ฯ          ซึ่ง ปล.กห.ได้กรุณาอนุมติให้ศูนย์พัฒนากิจการอวกาศกลาโหมเป็นผู้แทน ฯ  สำหรับดาวเทียม THEOS เป็นดาวเทียมขนาดเล็กที่จะส่งขึ้นไปในวงโคจรระดับต่ำ ( LEO : Low Earth Orbit ประมาณ ๘๒๐ กม. จากพื้นโลก )  ราคาประมาณ ๑๒๘ ล้านยูโร ในลักษณะ counter  trade ระยะเวลาในการสร้าง ๓ ปี สามารถถ่ายภาพความละเอียด  ๒  เมตร มีระบบถ่ายภาพทั้งระบบภาพขาว–ดำ และระบบถ่ายภาพแบบภาพสี      ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตลอดจนการลดอุบัติภัยจากธรรมชาติ และในการวางแผนการใช้ที่ดินและผังเมือง 

การแสวงประโยชน์

ปัจจุบันขัอมูลข่าวสารมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคง  ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ  การเมือง  และการป้องกันประเทศ         ประเทศใดยิ่งมีข้อมูลมากและเทคโนโลยีของการได้ข้อมูลที่ถูกต้อง  รวดเร็ว  ทันต่อเหตุการณ์สูงก็จะยิ่งได้เปรียบและมีความมั่นคงมาก   ข้อมูลสารสนเทศที่มีความสำคัญมากชนิดหนึ่งคือข้อมูลดาวเทียม        เนื่องจากดาวเทียมโคจรอยู่ในตำแหน่งที่สูงจากพื้นโลกทำให้สามารถมองเห็นภาพได้เป็นมุมกว้าง  และการถ่ายภาพจากดาวเทียมไม่มีข้อจำกัดในเรื่องอาณาเขตของประเทศเหมือนการถ่ายภาพด้วยเครื่องบิน

                วิธีการหนึ่งที่จะเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการได้ข้อมูลดาวเทียมที่ทันสมัยและทันต่อเหตุการณ์ตลอดเวลาดังกล่าว  คือการที่ประเทศไทยควรมีดาวเทียมสำรวจทรัพยากรเป็นของตนเอง       เพราะการพึ่งพาข้อมูลดาวเทียมจากประเทศอื่นยังมีข้อจำกัดในเรื่องการได้มาของข้อมูลดาวเทียม    การมีดาวเทียมเป็นของตนเองจะทำให้สามารถได้ข้อมูลทุกครั้งที่ดาวเทียมโคจรผ่านในบริเวณที่ต้องการข้อมูล  ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในกรณีที่เกิดภัยพิบัติที่ต้องการความรวดเร็วในการได้มาของข้อมูล        รวมทั้งการใช้ประโยชน์เพื่อการเฝ้าตรวจระวังทางด้านการป้องกันประเทศ  อันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อภารกิจด้านความมั่นคง

                ในชั้นต้น ศพอ.กห. จะได้ประสานรายละเอียดกับ สทอภ. ในการขอใช้ประโยชน์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมต่อไป

-----------------------------------------------

 

 

 

 

เครื่องบินไฮโดรเจน

 


พลังงานทดแทน ทางที่ต้องเลือก

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 

{mospagebreak}

หน้า 4


ทฤษฎีการทำงานของเตาแม่เหล็กไฟฟ้า


 

 

 

 

ตำนานห้องส้วม

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์