index 182

 

PLC คืออะไร?
          Programmable Logic Controller เครื่องควบคุมเชิงตรรกที่สามารถโปรแกรมได้

          PLC : Programmable Logic Controller (มีต้นกำ เนิดจากประเทศสหรัฐอเมริกา) เป็นเครื่องควบคุมอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม
ที่สามารถจะโปรแกรมได้ ถูกสร้างและพัฒนาขึ้นมาเพื่อทดแทนวงจรรีเลย์ อันเนื่องมาจากความต้องการที่อยากจะได้เครื่องควบ คุมที่มีราคาถูกสามารถใช้งานได้อย่างเอนกประสงค์ และสามารถเรียนรู้การใช้งานได้ง่าย

        ข้อแตกต่างระหว่าง PLC กับ COMPUTER
1. PLC ถูกออกแบบ และสร้างขึ้นเพื่อให้ทนต่อสภาพแวดล้อมในโรงงานอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ
2. การโปรแกรมและการใช้งาน PLC ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากเหมือนคอมพิวเตอร์ทั่วไป PLC มีระบบการตรวจสอบตัวเองตั้งแต่ช่วงติดตั้ง
    จนถึงช่วงการใช้งานทำให้การบำรุงรักษาทำได้ง่าย
3. PLCถูกพัฒนาให้มีความสามารถในการตัดสินใจสูงขึ้นเรื่อยๆทำให้การใช้งานสะดวกขณะที่วิธีใช้คอมพิวเตอร์ยุ่งยากและซับซ้อนขึ้น


 

ประวัติ PLC

ค.ศ.1969
            PLCได้ถูกพัฒนาขึ้นมาครั้งแรกโดย บริษัท Bedford Associates โดยใช้ชื่อว่า Modular Digital Controller(Modicon) ให้กับโรงงานผลิตรถยนต์ในอเมริกาชื่อ General Motors Hydramatic Division บริษัท Allen-Bradley ได้เสนอระบบควบคุมโดยใช้ชื่อว่า PLC

ค.ศ.1970-1979
            ได้มีการพัฒนาให ้PLC มีการประมวลผลที่เร็วมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงของ Microprocessor ความสามารถในการสื่อสารข้อมูลระหว่าง PLC กับ PLC โดยระบบแรกคือ Modbus ของ Modicon เริ่มมีการใช้อินพุท/เอาท์พุทที่เป็นสัญญาณ Analog

ค.ศ.1980-1989
            มีความพยายามที่จะสร้างมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูลของ PLC โดยบริษัท General Motor ได้สร้างโปรโตคอลที่เรียกว่า manufacturing automation protocal (MAP) ขนาดของ PLC ลดลงเรื่อย ๆผลิตซอฟแวร์ที่สามารถโปรแกรม PLC ด้วยภาษา symbolic โดยสามารถโปรแกรมผ่านทาง personal computer แทนที่จะโปรแกรมผ่านทาง handheld หรือ programing terminal

ค.ศ.1990-ปัจัจจุบัน
           ได้มีความพยายามในการที่จะทำให้ภาษาที่ใช้ในการโปรแกรม PLC มีมาตราฐานเดียวกันโดยใช้มาตรฐาน IEC1131-3 สามารถโปรแกรม PLC ได้ด้วย
                    - IL (Instruction List)
                    - LD (Ladder Diagrams)
                    - FBD (Function Block Diagrams)
                    - SFC (Sequential Function Chart)
                    - ST (Structured Text)


โครงสร้างโดยทั่วไปของ PLC

               ลักษณะโครงสร้างภายในของ PLC ซึ่งประกอบด้วย

1.ตัวประมวลผล(CPU)
          ทำหน้าที่คำนวณเเละควบคุม ซึ้งเปรียบเสมือนสมองของ PLC ภายในประกอบด้วยวงจรลอจิกหลายชนิดและมีไมโครโปรเซสเซอร์เบส (Micro Processor Based)ใช้แทนอุปกรณ์จำพวกรีเลย์ เคาน์เตอร์/ไทม์เมอร์ และซีเควนเซอร์ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถออกแบบวงจรโดยใช้ Relay Ladder Diagram ได้ CPU จะยอมรับข้อมูลจากอุปกรณ์อินพุทต่างๆ จากนั้นจะทำการประมวลผลและเก็บข้อมูลโดยใช้โปรแกรมจากหน่วยความจำ หลังจากนั้นจะส่งส่งข้อมูลที่เหมาะสมและถูกต้องออกไปยังอุปกรณ์เอาท์พุท

2.หน่วยความจำ(Memory Unit)
          ทำหน้าที่เก็บรักษาโปรแกรมและข้อมูลที่ใช้ในการทำงาน โดยขนาดของหน่วยความจำจะถูกแบ่งออกเป็นบิตข้อมูล(Data Bit) ภายในหน่วยความจำ 1 บิต ก็จะมีค่าสภาวะทางลอจิก 0 หรือ 1แตกต่างกันแล้วแต่คำสั่ง ซึ่ง PLC ประกอบด้วยหน่วยความจำสองชนิดคือ ROM และRAM
          RAM ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมของผู้ใช้และข้อมูลที่ใช้ในการปฏิบัติงานของ PLC หน่วยความจำประเภทนี้จะมีแบตเตอรี่เล็กๆ ต่อไว้เพื่อใช้เป็นไฟเลี้ยงข้อมูลเมื่อเกิดไฟดับ การอ่านและการเขียนข้อมูลลงใน RAM ทำได้ง่ายมาก  เพราะฉะนั้นจึ่งเหมากับงานในระยะทดลองเครื่องที่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขโปรแกรมอยู่บ่อยๆ
          ROM ทำหน้าที่เก็บโปรแกรมสำหรับใช้ในการปฏิบัติงานของ PLC ตามโปรแกรมของผู้ใช้ หน่วยความจำแบบ ROM ยังสามารถแบ่งได้เป็น EPROM ซึ่งจะต้องใช้อุปกรณ์พิเศษในการเขียนและลบโปรแกรม เหมาะกับงานที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโปรแกรม นอกจากนี้ยังมีแบบ EEPROM หน่วยความจำประเภทนี้ไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษในการเขียนและลบโปรแกรม สามารถใช้งานได้เหมือนกับ RAM แต่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่สำรอง แต่ราคาจะแพงกว่าเนื่องจากรวมคุณสมบัติของ ROM และ RAM ไว้ด้วยกัน

3.หน่วยอินพุต-เอาต์พุต (Input-Output Unit)
          หน่วยอินพุต ทำหน้าที่รับสัญญาณจากอุปกรณ์ภายนอกแล้วแปลงสัญญาณให้เป็นสัญญาณที่เหมาะสมแล้วส่งให้หน่วยประมวลผลต่อไป


          

         หน่วยเอาต์พุต ทำหน้าที่รับข้อมูลจากตัวประมวลผลแล้วส่งต่อข้อมูลไปควบคุมอุปกรณ์ภายนอกเช่น ควบคุมหลอดไฟ มอเตอร์ และวาล์ว เป็นต้น

4.แหล่งจ่ายไฟ (Power Supply)
          ทำหน้าที่จ่ายพลังงานและรักษาระดับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรงให้กับ CPU Unit หน่วยความจำและหน่วยอินพุท/ เอาท์พุท

5.อุปกรณ์ต่อร่วม (Peripheral Devices)
          
• PROGRAMMING CONSOLE
          • EPROM WRITER
          • PRINTER
          • GRAPHIC PROGRAMMING
          • CRT MONITOR
          • HANDHELD
          • etc

PLC ทำ งานอย่างไร?


ความรู้พื้นฐานด้านดิจิตอล (Number System)

          ระบบเลขฐาน จัดเป็นระบบตัวเลขที่ใช้งานอยู่ใน PLC ดังนั้นผู้ใช้งานมีความจำเป็นต้องศึกษาระบบเลขฐานให้เข้าใจประกอบกับข้อมูลอื่นๆ เพื่อการใช้งานที่ถูกต้อง

                       ระบบเลขฐานสอง (Binary)
                       ระบบเลขฐานสิบ (Decimal)
                       ระบบเลขฐานสิบหก (Hexadecimal)

ความสัมพันธ์ของเลข BIN, BCD และ HEX สามารถกำหนดให้เป็นตารางได้ดังนี้

HEX

BCD

FOUR DIGIT BINARY

   

2^3 = 8

2^2 = 4

2^1 = 2

2^0 = 1

0

0

0

0

0

0

1

1

0

0

0

1

2

2

0

0

1

0

3

3

0

0

1

1

4

4

0

1

0

0

5

5

0

1

0

1

6

6

0

1

1

0

7

7

0

1

1

1

8

8

1

0

0

0

9

9

1

0

0

1

A

-

1

0

1

0

B

-

1

0

1

1

C

-

1

1

0

0

D

-

1

1

0

1

E

-

1

1

1

0

F

-

1

1

1

1

                    BIN (Binary)                          =       ระบบเลขฐานสอง
                    BCD (Binary Code Decimal)  =       ระบบเลขฐานสิบ
                    HEX (Hexadecimal)               =       ระบบเลขฐานสิบหก


1. ระบบเลขฐานสอง (Binary)
         ระบบเลขฐานสอง (Binary) จะเป็นระบบเลขที่ง่ายกว่าเลขฐานสิบ เนื่องจากระบบเลขฐานสอง จะใช้ัอักขระแทนสองตัว ระบบเลขฐานสองนี้ใช้ในระบบดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์ด้วย เพราะว่าวงจรดิจิตอลจะมีเพียงสองสถานะ(two states)หรือระดับสัญญาณสองระดับ (two signal levels)โดยมีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกันอยู่ทั้งหมด 2 ตัว คือ  0   และ  1 หรืออาจใช้คำอื่นแทน

สถานะหนึ่ง
สถานะตรงข้าม
0
1
Off
On
Space
Mark
Open
Closed
Low
Hi

          ถ้าจะเทียบเลขฐานสองกับเลขฐานสิบแล้ว เลขฐานสองจะมีจำนวนหลักมากกว่า เพราะว่าในแต่ละหลักจะมีเลขได้สองค่า แต่ถ้าเป็นเลขฐานสิบแต่ละหลักจะมีเลขได้เก้าค่าคือ 0 ถึง 9
          ระบบเลขฐานสิบ แต่ละหลักจะมีค่าเวจต์เป็นค่าสิบยกกำลังของหลักนั้น ระบบเลขฐานสองก็เช่นเดียวกัน จะมีฐานของเลขฐานสอง (base 2 system) การหาค่าเวจต์ในแต่ละหลักจะหาได้จากค่ายกกำลังสองของหลักนั้นๆ

ฐานสอง
ฐานสิบ

2^0

1
2^1
2
2^2
4
2^3
8
2^4
16
2^5
32
2^6
64
2^7
128
2^8
256
2^9
512
2^10
1024
ค่าของ2ยกกำลังต่างๆเป็นฐานสิบ

          ถ้าต้องการแปลงเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบก็สามารถทำได้ เช่นถ้าแปลงเลข 101101 เป็นเลขฐานสิบสามารถทำได้ดังนี้
                             (1x2^5)+(0x2^4)+(1x2^3)+(1x2^2)+(0x2^1)+(1x2^0) = 45
                    ตัวเลขฐานสอง 101101 จะมีค่าเท่ากับ 45 ในระบบเลขฐานสิบ
          ระบบเลขฐานสองก็มีทศนิยมเช่นเดียวกับระบบเลขฐานสิบ ซึ่งเรียกว่าไบนารีพอยต์(binary point) โดยจะมีเครื่องหมายจุดแบ่งตัวเลขจำนวนเต็มกับเลขทศนิยมออกจากกัน ค่าเวจต์ของเลขทศนิยมแต่ละหลักจากซายไปขวาจะเป็นดังนี้ 1/2 , 1/4 , 1/8 , 1/16........ไปเรื่อยๆหรืออาจจะเขียนเป็นเลขยกกำลังค่าลบก็ได้

ฐานสอง
ฐานสิบ
2^ -1
0.5
2^ -2
0.25
2^ -3
0.125
2^ -4
0.0652
2^ -5
0.03125
2^ -6
0.015625
ค่าของ2ยกกำลังค่าลบ เป็นเลขฐานสิบ

           ในระบบเลขฐานสิบนั้นแต่ละหลักจะเรียกว่าหลัก แต่ถ้่าเป็นระบบเลขฐานสองแต่ละหลักจะเรียกว่าบิต (bit) คำว่าบิต (bit) ย่อมาจาก binary digit ถ้าในงานดิจิตอลอิเล็กทรอนิกส์ จะพบคำว่า “Bit” บ่อยมาก
          ในแต่ละหลักของเลขฐานสอง หลักซึ่งมีค่าเวจต์ต่ำสุดซึ่งอยู่ทางด้านขวาสุด จะเรียกว่าบิตที่มีความสำคัญต่ำสุด(LSB : Least Significant Bit) สำหรับด้านที่อยู่ซ้ายสุดจะมีค่าเวจต์สูงสุด เรียกว่าบิตที่มีความสำคัญสูงสุด(MSB : Most Significant Bit) ถ้าใช้ในระบบเลขฐานสิบจะเรียกว่า LSD(Least Significant Digit) และ MSD(Most Significant Digit) ในระบบดิจิตอลในบางครั้งเราจะเห็นเขียนว่า MSD , LSD กำกับเอาไว้ด้วย

2. ระบบเลขฐานสิบ (Decimal)
          ระบบเลขฐานสิบ (Decimal) มีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกันอยู่ทั้งหมด 10 ตัว คือ   0   1   2   3   4   5   6   7   8   9  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ BCD code อันนี้คงไม่ต้องกล่าวอะไรมากเพราะอยู่ใ้นชีวิตประจำวันอยู่แล้ว

3. ระบบเลขฐานสิบหก (Hexadecimal)
           ระบบเลขฐานสิบหก (Hexadecimal) ฐานของมันจะมีค่าเป็น 16 ซึ่งจะมีตัวเลขที่ไม่ซ้ำกันอยู่ทั้งหมด 16 ตัว คือ 0   1   2   3   4   5   6   7   8   9   A   B   C   D   E   F  (ตัวอักษร 6 ตัว แทน ตัวเลข 10 –15 ตามลำดับ)
           ในงานด้านอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ตัวเลขที่ใช้ในการประมวลผลจะเป็นเลขฐานสอง แต่ถ้าตัวเลขมีค่ามากจะทำให้เลขฐานสองมีหลายหลัก จึงใช้เลขฐานสิบหกแทนเลขฐานสอง แล้วจะมีการแปลงเลขฐานสิบหกเป็นเลขฐานสองอีกทีหนึ่ง เลขฐานสิบหกนั้นจะนิยมใช้มากในคอมพิวเตอร์ ถ้าหากไบนารี่ที่ใ่ช้ในระบบคอมพิวเตอร์เป็นแบบ 8 บิต ซึ่งแทนเลขฐานสิบหกได้ตั้งเเต่ 0 ถึง 255 แต่สามารถแทนด้วยเลขฐานสิบหกเพียงสองหลักเท่านั้น ถ้าหากเรามีเลขฐานสิบ 99,999,999 ถ้าเขียนแทนด้วยเลขไบนารีจะต้องใช้หลายบิต แต่ถ้าเขียนเเทนด้วยเลขฐานสิบหกจะใช้เพียงไม่กี่หลัก
           ค่าสิบหกสามารถแทนได้ด้วยสองยกกำลังสี่ หรือ 16 = 2^4 ดังนั้นเลขฐานสิบหกจึงสามารถเขียนแทนด้วยเลขฐานสองได้สี่บิต โดยมีค่าตั้งแต่ 0000 ถึง 1111 หรือแทนด้วยอักษร 0 ถึง F ความสัมพันธ์ระหว่างเลขฐานสอง ฐานสิบ และฐานสิบหกแสดงใ้ว้ในตารางความสัมพันธ์ของเลข BIN, BCD และ HEX
           การแปลงเลขฐานสองเป็นเลขฐานสิบหกก็สามารถทำได้โดยง่าย โดยจัดเลขฐานสองตั้งแต่บิตแรกจนถึงบิตสุืดท้ายเป็นกลุ่มๆ โดยจัดกลุ่มละ 4 บิตและแทนค่าด้วยเลขฐานสิบหกแต่ละค่าให้สอดคล้องกันตัวอย่างต่อไปนี้จะเป็นการแปลงเลขฐานสองเป็นฐานสิบหก

            —การแปลงเลข 10101011111101 เป็นเลขฐานสิบหกสามารถทำได้โดย การแบ่งกลุ่ม ๆ ละ 4 บิตดังนี้
                              0010     1010     1111     1101
          จะเห็นว่าถ้าแบ่งเป็นกลุ่ม ๆ ละ 4 บิต จะมีสองบิตบนที่จัดกลุ่มไม่ได้ ก็ให้เติม 0 ไปในกลุ่มนั้นให้ครบ 4 บิต จากนั้นแทนค่าตัวเลขแต่ละกลุ่มด้วยเลขฐานสิบหกดังนี้
                                2            A          F          D
ดังนั้นจะได้ 10101011111101 มีค่าเท่ากับ 2AFD

          ให้จำใว้ว่าเลขฐานสิบหกที่เรามองเห็นนั้นเป็นการใช้แทนเลขไบนารีเพราะ CPU ไม่สามารถประมวลผลเลขฐานสิบหกได้


ประเภทของข้อมูลเช่น บิต, ไบต์, เวิร์ด

ข้อมูลภายใน PLC จะมีคำจำกัดความที่เรียกกันคือ บิต (BIT), ไบต์ (Byte), เวิร์ด (Word) หลักการเรียกและความหมายของแต่ละคำมีดังนี้

1 Word = 2 Byte
1 Byte = 2 Digit
1 Digit = 4Bit

        เช่น  ข้อมูลขนาด 256 กิโลบิต (kBit) จะสามารถเก็บข้อมูลได้กี่กิโลไบต์ ?
                        8  บิต                 =       1   ไบต์
                        256  กิโลบิต      =       (256 x 1000)/8 =  32,000   ไบต์
                     
                                                                                   =  32   กิโลไบต์

หน่วยความจำ ขนาด 6 kWords ถ้าจะเปลี่ยนหน่วยเป็น kB. จะได้เท่าไร ?
                        1  Word      =       2  ไบต์
                        6  kWord    =       2 x 6 x 1000        =       12,000  ไบต์
                                                                               =       12        กิโลไบต์


ลอจิกเกต (LOGIC GATE)

          PLC ทำงานด้วยหลักการของ binary คือ เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 สถานะ เช่น สูงหรือต่ำ
ปิดหรือเปิด, 0 หรือ 1 เกตเป็นสัญลักณ์ของวงจรที่่ใช้แทนลอจิก ระบบที่เรียกว่าพีชคณิตบูลลีนใช้แสดงอินพุตและเอาท์พุต เกตพื้นฐานมีดังนี้

อินเวอร์เตอร์ INVERTER-NOT
       
อินเวอร์เตอร์เป็นเกตที่มี 1 อินพุต 1 เอาท์พุตท์ วงจรให้เอาท์พุตที่ตรงข้ามกับอินพุต เช่นถ้าอินพุตเป็น 0 เอาท์พุตจะเป็น 1 ถ้าอินพุตเป็น 1 เอาท์พุตจะเป็น 0

A
Y
0
1
1
0

แอนด์เกต AND GATE
          
เป็นเกตที่มีตั้งแต่สองอินพุตขึ้นไป มี 1 เอาท์พุต วงจรให้เอาท์พุตเป็น 1 เมื่ออินพุตทุกตัวมีค่าเป็น 1 กรณีอื่นๆเอาท์พุตจะมีค่าเป็น 0

A
B
Y
0
0
0
0
1
0
1
0
0
1
1
1

ออร์เกต OR GATE
           
เป็นเกตที่มีตั้งแต่สองอินพุตขึ้นไป มี 1 เอาท์พุต วงจรให้เอาท์พุตเป็น 1 เมื่อตัวไดตัวหนึ่งมีค่าเป็น 1 เมื่ออินพุตทุกตัวมีค่าเท่ากับ 0 เอาท์พุตจะมีค่าเป็น 0

A
B
Y
0
0
0
0
1
1
1
0
1
1
1
1

แนนด์เกต NAND GATE
          เป็นเกตที่มีตั้งแต่สองอินพุตขึ้นไป มีการทำงานตรงข้ามกับ แอนด์เกต(วงจรให้เอาท์พุตเป็น 0 เมื่ออินพุตทุกตัวมีค่าเป็น 1 กรณีอื่นๆค่าเอาท์พุตจะมีค่าเป็น 1 )

A
B
Y
0
0
1
0
1
1
1
0
1
1
1
0

นอร์เกต NOR GATE
         เป็นเกตที่มีตั้งแต่สองอินพุตขึ้นไป มีการทำงานตรงข้ามกับออร์เกต(วงจรจะให้เอาท์พุตเป็น 0 ก็ต่อเมื่ออินพุตตัวไดตัวหนึ่งมีค่าเป็น1)

A
B
Y
0
0
1
0
1
0
1
0
0
1
1
0

เอ็กซ์คลูซิฟออร์เกต X-OR GATE
      เป็นเกตที่มี 2 อินพุต 1 เอาท์พุต วงจรให้เอาท์พุตเป็น 1 เมื่ออินพุตมีค่าต่างกัน ให้เอาท์พุตเป็น 0 เมื่ออินพุตมีค่าเหมือนกัน

A
B
Y
0
0
0
0
1
1
1
0
1
1
1
0

เอ็กซ์คลูซิฟนอร์เกต X-NOR GATE
          เป็นเกตที่มี 2 อินพุต 1 เอาท์พุต วงจรให้เอาท์พุตเป็น 1 เมื่ออินพุตมีค่าเหมือนกัน ให้เอาท์พุตเป็น 0 เมื่ออินพุตมีค่าต่างกัน

A
B
Y
0
0
1
0
1
0
1
0
0
1
1
1

 


 

     
ลอจิกเกตพื้นฐาน การทดลองลอจิกเกต แบบทดสอบ

 


ห้องทดลอง ทางอินเตอร์เน็ต  เรื่อง ลอจิกเกตพื้นฐาน

คลิกเข้าสู่การทดลอง  


Basic Logic Gates

วัตถุประสงค์ของบทเรียน

§รู้จักสัญญาณดิจิตอล
§รู้จักฟังก์ชันการทำงานของลอจิกเกตแบบต่างๆ
§สามารถเขียนตารางค่าความจริงเพื่ออธิบายการทำงานของเกตได้
§สามารถเขียนการทำงานของเกตในรูป Boolean function
§รู้จัก universal gate

คลิกครับ powerpoint

 


นักวิทยาศาสตร์เสก “น้ำ” ให้ไหลขึ้นที่สูงได้ !!



      บีบีซีนิวส์ – นักฟิสิกส์สามารถทำให้ “น้ำ” ไหลขึ้นสู่ที่สูงได้อย่างน่าอัศจรรย์
โดยสาธิตโชว์หยดน้ำที่ค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นบนพื้นผิวหยักเหมือนขึ้นบันไดมีความชัน 12 องศา ซึ่งพัฒนาแนวคิดนี้มาจาก “ไลเดนฟรอสต์ เอฟเฟกต์” ที่พบว่า
หยดน้ำบนกระทะที่ร้อนจัดนั้นไม่ติดกับพื้นกระทะและสั่นไหวได้

       นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐฯ ทำการทดลองเพื่อค้นหาว่า
โมเลกุลของไอน้ำร้อนจะสามารถเคลื่อนที่ย้อนขึ้นที่สูงได้อย่างไร
โดยผลการทดลองครั้งนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เขียนอธิบาย
ลงในวารสารฟิสิกส์รีวิวเล็ตเตอร์ส (Physical Review Letters) ว่า
น่าจะนำไปใช้ในการทำความเย็นให้กับอุปกรณ์ไมโครชิป
       
       สิ่งที่นักฟิสิกส์ทีมนี้ค้นพบก็เนื่องมาจากการสังเกตในห้องครัว
อย่างที่ทุกๆ คนเคยเข้าไปหุงหาอาหารกัน
โดยตั้งกระทะไว้บนเตาให้เกิดความร้อนจนเกิดจุดเดือดของน้ำ
และเมื่อหยดน้ำลงบนกระทะที่ร้อนบริเวณด้านใต้ของหยดน้ำ
ที่สัมผัสกับผิวกระทะก็จะไม่ได้สัมผัสกันแนบชิด และสั่นไปมา
ซึ่ง “โยฮานน์ กอตต์ลอบ ไลเดนฟรอสต์” (Johann Gottlob Leidenfrost)
นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันสามารถอธิบายได้เมื่อช่วงศตวรรษที่ 18
โดยต่อมาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ไลเด็นฟรอซ เอฟเฟค” (Leidenfrost Effect)
       
       “พวกเราสนใจว่าจะสามารถนำปรากฏการณ์นี้
ไปใช้เคลื่อนย้ายของเหลวต่างๆ โดยรอบได้อย่างไร”
ดร.ไฮเนอร์ ลิงเค (Heiner Linke) เจ้าของโครงการทำน้ำเคลื่อนไหวในทิศทางต่างๆ
ซึ่งวิธีการนั้นก็ไม่ได้ยากเย็นอะไร แทนที่จะใช้วัตถุพื้นราบ
ก็ใช้วัตถุที่เป็นร่องหยักๆ เหมือนขั้นบันไดแทน
       

  จากการทดลองทีมงานเห็นหยดน้ำ
พยายามดิ้นผลักตัวขึ้นสู่ที่สูงตามรอยหยักที่มีความลาดชัน
ไม่เหมือนกับตอนที่อยู่บนก้นกระทะแบนราบ
ที่สั่นไปมาเพียงอย่างเดียว
ซึ่งตัวกลไกที่ทำให้หยดน้ำสามารถไหลย้อนขึ้นก็คือ “ไอน้ำ”
ซึ่ง ดร.ลิงเคอธิบายว่า หยดน้ำอยู่บนไอน้ำที่กำลังไหลขึ้นสู่ที่สูงกว่า
เหมือนกับไอน้ำเป็นเรือพาหยดน้ำไต่ขึ้นไปตามรอยหยักของพื้นผิว
       
       หยดน้ำสามารถไต่รอยหยักไปได้ทีละขั้น
ตามแนวลาดที่มีความชัน 12 องศา
และเมื่อนำภาพที่บันทึกไว้มาฉายต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว
จะเห็นว่าหยดน้ำกำลังไต่ขึ้นที่สูง เหมือนกับสัตว์เซลล์เดียวไร้รูปร่าง
กำลังค่อยๆ กระดึบๆ        อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ดร.ลิงเคกำลังศึกษาอยู่ก็คือ
ต้องการให้มีการขับเคลื่อนในระดับโมเลกุล เพื่อนำไปใช้ในระบบทำความเย็น
ของคอมพิวเตอร์ไมโครชิป ซึ่งกระแสไฟฟ้าได้ไหลผ่านไมโครโพสเซสเซอร์
ทำให้เกิดความร้อน และความร้อนดังกล่าวก็ไปจำกัดการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์
       
       แม้ว่าจะมีชิปหลายชนิดที่เติมวงจรที่ทำให้อุปกรณ์เย็นขึ้น
แต่ก็ยังต้องการตัวปั๊มเพื่อผลักความเย็นกระจายได้ทั่ว
ซึ่งทำให้ต้องสร้างความร้อนมากกว่าเดิมเสียอีก
ดังนั้นการที่สามารถบังคับทิศทางของโมเลกุลของน้ำและไอน้ำได้
นับเป็นหนทางที่จะช่วยให้เกิดการสร้างระบบทำความเย็น
ในไมโครชิปแบบที่ไม่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนใดๆ


ที่มา ผู้จัดการออนไลน์


การทดลองเสมือน

: คุณจะบวกเวกเตอร์อย่างไร..ระหว่างA และ B

C = A + B = B + A

วิธีใช้:

1. เมาส์คลิกขวา บนบริเวณใดๆแล้วจะได้A

แล้วคลิกอีกครั้งเป็นเวกเตอร์B จะได้เวกเตอร์สีแดงเป็นผลลัพธ์

คลิกเข้าไปทดลองครับ


Vector

ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง

   ปริมาณทางฟิสิกส์  ความหมายตามรูปภาพ  การหาผลลัพธ์ของปริมาณเวกเตอร์   โดยวิธีการเขียนรูป  และคำนวณ

คลิกครับ PDF  


ฟิสิกส์แห่งการหลอกหลอน" (The Physics of Haunting)

 

 

   แม้ว่าวงการวิทยาศาสตร์จะยังไม่ยอมรับเรื่อง "ผีๆ" และบางครั้งก็ปัดให้เป็นเรื่องราวของ "ไสยศาสตร์" ไป ทว่านักวิทย์บางคน (โดยเฉพาะฟิสิกส์) พยายามจะอธิบาย "การเกิดของผี" ในแง่ปรากฎการณ์ธรรมชาติ
       
   ข้อเขียนเกี่ยวกับผี (ที่พยายามจะอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์) ที่โด่งดังที่สุด เห็นที่จะเป็น "ฟิสิกส์แห่งการหลอกหลอน" (The Physics of Haunting) ของ ดร.โดนัลด์ จี คาร์เพนเตอร์ (Dr. Donald G.Carpenter) นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาเรื่องผี เขาเคยวิเคราะห์ทางฟิสิกส์และรวบรวมข้อมูลจากรายงานทั่วโลก จนออกมาเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับผีๆ โดยระบุว่า "ผี" เป็นสิ่งที่มีในธรรมชาติ และชอบอยู่ในความมืด

 

 


       
  ทั้งนี้ ดร.คาร์เพนเตอร์ได้ศึกษาวิเคราะห์ทางฟิสิกส์การเกิด "ผี" โดยมีข้อสันนิษฐานว่า...
       
  1. อย่างแรกสุด....กฏเกณฑ์ทางฟิสิกส์ต้องสามารถใช้ได้กับภูติผีปีศาจ นั่นหมายถึง ผีก็อยู่ภายใต้กฏเกณฑ์ของฟิสิกส์ ซึ่งเราถือว่าเป็นกฏสากลของธรรมชาติ
       
 2. "ผี" ไม่ใช่เรื่องมายากล ไม่ใช่ปาฎิหาริย์ และไม่ใช้เรื่องนอกเหนือกฎธรรมชาติข้อใดๆ ทั้งสิ้น (ตามที่สันนิษฐานไว้ในข้อ 1.)
       
 3. "ผี" (Ghost) "การหลอกหลอน" (poltergeist) และ "ดวงวิญญาณ" (Soul) ล้วนเกิดขึ้นมาจากสาเหตุเดียวกัน แต่เป็นปรากฎการณ์ในรูปแบบต่างกัน
       
 4. ผี (จากกฎข้อ 1 แล้ว) นับเป็น “สิ่งที่มีตัวตน” (The Entity) ควรจะมีคุณลักษณะคล้ายคลึงกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผีจากชาติใดๆ ก็ตาม
       
 5. ในการปรากฎกายของผีโดยเฉลี่ยแล้ว “ร่าง” ของผีจะกินเนื้อที่เป็นปริมาณ ประมาณ 0.07 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นปริมาตรเฉลี่ยเท่ากับคนธรรมดาที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม
       
  ที่สำคัญสมมติฐานในการเห็นผี ดร.คาเพนเตอร์ตั้งเป็น "สแตนดาร์ต ไนท์ ไทม์ โกสต์" หรือ เอสเอ็นจี (Standard Night time Ghost : SNG) แยกไว้ 2 กรณี คือ
       
   - กรณีแรก เกิดขึ้นโดยตรงกับสมองของผู้ประสบเหตุ อาจเกิดจากการรบกวนกระบวนการไฟฟ้าชีวเคมีในสมอง ทำให้ประสาทและระบบรับความรู้สึกเกิดความผิดเพี้ยน โดยเฉพาะในส่วนของมันสมองและไขสันหลัง (หรืออาจจะเรียกว่า "ประสาทหลอน" )
       
   หรือไม่ก็...เกิดจากการกระตุ้นให้สมองเกิดภาพหลอนขึ้นเอง โดยสิ่งเร้าภายนอก โดยอาจใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีขนาดพอเหมาะยิงตรงไปยังสมองก็เป็นได้ หรือเกิดการควบคุมสภาวะแวดล้อมบางอย่าง ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ความรู้สึก (ซึ่งเรียกว่า "ถูกควบคุมหรือถูกทำให้เกิดประสาทหลอน)
       
  สรุปแล้วสมมติฐานข้อนี้ถือว่า "ผีไม่มีอยู่ในโลก" ...แต่ปรากฏการณ์ผีมีอยู่จริง (ซึ่งจริงในที่นี้คือ สิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของผู้ประสบเหตุนั่นเอง)
       
   - กรณีที่สอง ก็คือในทางตรงกันข้าม สรุปกันง่ายๆ ได้ว่า ผีเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ "ประสาทหลอน" หรือการควบคุมให้ประสาทหลอน
       
   ทั้งนี้ ข้อมูลสนับสนุนสมมติฐานหลัง ก็คือกรณีที่ มีผู้เห็นผีพร้อมๆ กันในมุมมองที่แตกต่างกัน แสดงให้เห็นว่าผีปรากฏตัวได้ด้วยการเปล่งโฟตอน (แสง) ออกมา ไม่ใช่ภาพหลอนที่สร้างขึ้นในสมองของผู้ประสบเหตุเหล่านั้น
       
  อย่างไรก็ดี การพบปะ "เห็นผี" ใช้ว่าจะไร้รูปแบบ (ถ้านึกอยากจะมาก็มาอาจจะไม่ใช่แน่) เพราะตามข้อมูลที่ ดร.คาร์เพนเตอร์รวบรวมไว้ และ ระบุเป็น SNG นั้น บอกขั้นตอนการพบผีไว้ถึง 7 ข้อด้วยกัน
       
  1. "ผี" ต้องปรากฎตัวในเวลากลางคืน (เท่านั้น) การปรากฎตัวแต่ละครั้งกินเวลายาวนานประมาณ 2 วินาทีถึง 10 นาที เสร็จแล้ว ต้องหายตัวไป แล้วจึงปรากฏกายขึ้นใหม่ได้อีก
       
  2. "ผี" สามารถเปล่งแสงสว่าง เรืองแสงในตัวเองได้ โดยต้องมีกำลังส่องสว่าง อยู่ในช่วงความเข้มแสงประมาณ 1-20 แรงเทียน จึงจะทำให้สายตามนุษย์สามารถมองเห็นได้
       
  3. การปรากฏตัวของ "ผี" จะทำให้บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน เนื่องจาก "ผี" ต้องดึงเอาพลังงานความร้อน ในบรรยากาศอย่างน้อย 60 จูลส์ เข้าไปสะสมทำให้ตัวเองเปล่งแสงออกมาได้
       
 4. การปรากฏกายของ "ผี" ต้องมีเครื่องนุ่งห่มด้วย และมักปรากฏในลักษณะเป็นภาพรางๆ โปร่งแสงมองทะลุได้บ้าง มีขนาดเล็กกว่าคน ธรรมดาทั่วไป
       

 5. "ผี" จะปรากฏในสภาพที่หันหน้าเข้าหาผู้พบเห็นเสมอ
       

  6. "ผี" มักปรากฏตัวในร่างเหมือนมนุษย์ (ประมาณ 90% ของรายงาน) มีน้อยมากที่ปรากฏตัวในร่างสัตว์
       
   7. มักจะมีเสียงหรือกลิ่นเกิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของ "ผี" ในแต่ละครั้ง
       
   *** หากไม่เข้าข่ายใน 7 ข้อนี้ ดร.คาร์เพนเตอร์ชี้ว่า อาจจะไม่ใช่ "ผี " อย่างที่เข้าใจได้ (ฉะนั้นไม่ต้องกลัว)
       
  อย่างไรก็ดี ยังมีผู้กังขาขอสันนิษฐานของ ดร.คาร์เพนเตอร์ว่า "ผี" ใช้พลังอะไรกระตุ้นอิเล็กตรอนของบรรยากาศ จนทำให้เกิดการคายโฟตอน (หรือแสง) ออกมา? ซึ่งผีมีพลังงานในตัวเอง หรือมีวิธีนำพลังงานจากแหล่งอื่นมาใช้ (ได้อย่างไร??)
       
 ยังไม่มีผู้ใดศึกษาและค้นหาผี (ในทางวิทยาศาสตร์) อย่างจริงจัง อาจเป็นเพราะอยู่นอกเหนือความสามารถของเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ผู้ที่เห็นก็ได้แต่ยืนยันว่ามี ส่วนผู้ไม่เห็นกับตา หรือว่าไม่เชื่อก็ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องไร้สาระ หรือถ้ามองอย่าง "วิทยาศาสตร์" สามารถอธิบายแบบกว้างๆ ได้ว่า เป็นแค่พลังงาน หรือสสารอย่างหนึ่ง


10 สุดยอดแห่งโลกเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ที่น่าจับตามองในปี 2551

        เริ่มต้นปีใหม่ 2008 นิตยสารวินแม็ก นำชมเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจ 10 ประการ ซึ่งรวบรวมจาก เทคโนโลยี รีวิว เว็บไซต์ของสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเซต (MIT) ซึ่งหน่วยงานที่จับตามองเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งอาจมีผลทบต่อการพานิชย์ สังคม และการเมือง โดยเน้นรูปแบบที่ก้าวไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจและแนวโน้มความก้าวหน้า ในหลายโครงการเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและมีโอกาสที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวันในอนาคต ดังนั้นแล้วลองเข้ามาดูกันว่า สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตของคุณอย่างไรกันบ้าง

เว็บวิดีโอแห่งอนาคต

        การรับชมวิดีโอสดๆ ในอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่นักท่องเว็บนิยมทำกันมาก จนกลายเป็นสิ่งที่บริโภคแถบสัญญาณของเครือข่ายไปถึงร้อยละหกสิบ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าหากแนวโน้มยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ ภายในอีกสองปีมันจะบริโภคแถบสัญญาณมากขึ้นถึงร้อยละเก้าสิบแปด เมื่อถึงตอนนั้นอินเทอร์เน็ตจะช้าลงทั้งโลก วิกฤติกาลนี้จะมีทางออกอย่างไร?

        ฮุย จาง (Hui Zhang) นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาเนกีเมลอน เชื่อว่าเขามีคำตอบ และคำตอบนี้ไม่ได้มาจากไหนไกล แต่มาจากการดาวน์โหลดโปรแกรมแบบ P2P (peer-to-peer จุดต่อจุด) หรือที่เรียกกันว่าโหลดบิต (BitTorrent) ที่ผู้นิยมของฟรีใช้ดาวน์โหลดซอฟต์แวร์และภาพยนตร์ ที่กำลังสร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์กันทั่วหน้า

        จาง กล่าวว่าการเปิดวิดีโอแบบรายการสด ยกตัวอย่างเช่น ยูทิวบ์ (YouTube) การไหลของข้อมูลจะเป็นแบบโครงสร้างต้นไม้ คือรากหรือส่วนต้นสายมีจุดเดียว คือเว็บเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทยูทูวบ์ จากนั้นข้อมูลจะกระจายไปตามกิ่งก้านต่างๆ คือแม่ข่ายย่อย ส่วนคอมพิวเตอร์ของเรา ซึ่งเป็นผู้รับชมวิดีโอคือส่วนปลายสุด เทียบได้กับใบไม้ หากรากหรือกิ่งช่วงใดช่วงหนึ่งเกิดล่มหรือขาดตอน การรับชมวิดีโอจะชะงักไป

        ส่วนกลไกการไหลของข้อมูลเมื่อดาวน์โหลดแบบ P2P จะไม่เป็นโครงสร้างต้นไม้ แต่เป็นแบบไขว้หรือตาข่าย (mesh) เพราะผู้ดาวน์โหลดแต่ละรายจะดาวน์โหลดจากคอมพิวเตอร์ของผู้ดาวน์โหลดรายอื่นๆ ด้วย หากแหล่งข้อมูลรายใดเกิดปิดเครื่องไป การดาวน์โหลดจะไม่หยุดชะงัก เพราะเรายังมีผู้ดาวน์โหลดรายอื่นๆ เหลืออยู่อีก

        ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต หรือ ISP และผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะชอบการไหลของข้อมูลแบบต้นไม้ เพราะสามารถไล่เบี้ยเก็บเงินจากต้นสายผู้ให้บริการข้อมูลได้ ส่วนการดาวน์โหลดแบบ P2P ไม่มีต้นสายที่ชัดเจน เพราะ P2P เป็นโพรโตคอลที่ไม่แสดงชื่อผู้ใช้ (Anonymous) ISP หรือผู้ให้บริการโฮสติ้งจึงไม่สามารถเก็บเงินเพิ่มจากผู้ที่ใช้แถบสัญญาณมากๆ ได้ ISP หรือผู้ให้บริการโฮสติ้งบางรายถึงกับจำกัดปริมาณข้อมูล P2P หรือบล็อกไปเลย อย่างที่เป็นข่าวเพราะมีการฟ้องร้องอยู่เนืองๆ (ผู้ใช้ฟ้องร้อง ISP ที่บล็อก P2P)

        จาง และนักวิทยาศาสตร์รายอื่นเชื่อว่า พวกเขาใกล้จะพบวิธีผสมผสานหลักการทั้งสอบแบบเข้าด้วยกัน พอล ฟรานซิส นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคาเนกีเมลอน กำลังทดสอบระบบชื่อ ชังกีสเปรด (ChunkySpread) ซึ่งเป็นวิธีที่นำข้อดีของการดาวน์โหลดทั้งแบบต้นไม้และแบบตาข่ายเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยวิธีชังกีสเปรดผู้ชมวิดีโอยังคงเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการข้อมูลด้วยโครงสร้างต้นไม้เหมือนเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถดึงข้อมูลจากผู้ชมรายอื่นๆ เพื่อลดภาระของผู้ให้บริการได้ด้วย

        นอกจากจะลดภาระการบริโภคแถบช่องสัญญาณของผู้ให้บริการวิดีโอแล้ว วิธีดังกล่าวยังสามารถช่วยให้ ISP ระบุได้ว่าใครคือผู้ใช้แถบสัญญาณจำนวนมากไปกับการดูวิดีโอ วิธีการนี้อาจละเมิด "กฎแห่งความเป็นกลางในเครือข่าย" ที่กำหนดไว้ว่าข้อมูลทุกบิตควรถูกปฏิบัติต่ออย่างเสมอภาค โดยไม่แยกแยะว่าเป็นข้อมูลอะไร จางให้ความเห็นว่า "ถ้าจำเป็นต้องละเมิด ก็ควรละเมิด เพื่อสร้างความเสมอภาคให้แก่ผู้บริโภค ผู้ที่ใช้แถบช่องสัญญาณมากกับการดูวิดีโอ ควรต้องเสียงเงินมากกว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อรับส่งอีเมล์ และเปิดเว็บเล็กๆ น้อยๆ เทคโนโลยีใหม่เช่นนี้อาจช่วยต่ออายุอินเทอร์เน็ตในยุคที่คนแห่ดูวิดีโอได้นานขึ้นอีกนิด"

ไฟฟ้านาโน

        น้ำมันหรือเชื้อเพลิงแบบฟอสซิลมีราคาแพงขึ้นทุกวัน หลายๆ คนเริ่มคิดหาทางใช้พลังงานไฟฟ้าจากเซลแสงอาทิตย์ ติดที่ว่าแผ่นเซลแสงอาทิตย์มีราคาแพงจนไม่คุ้มทุน อาร์เธอร์ โนซิก (Arthur Nozik) นักวิจัยแห่งห้องทดลองสถาบันพลังงานเชื่อว่านาโนเทคโนโลยีอาจมีคำตอบ

        เซลแสงอาทิตย์ที่มีขายอยู่ทุกวันนี้ทำจากสารกึ่งตัวนำแบบซิลิกอน สามารถเปลี่ยนแสงแดดเป็นไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพดีพอสมควร แต่มีขั้นตอนการผลิตที่มีราคาแพง สารกึ่งตัวนำชนิดอื่นๆ แม้จะมีราคาถูกกว่าแต่ก็มีประสิทธิภาพสู้ซิลิกอนไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า จุดควอนตัม (Quantum dots) ซึ่งทำจากผลึกสารกึ่งตัวนำเล็กๆ มีขนาดเพียงไม่กี่นาโนเมตรอาจกลายเป็นสิ่งที่ให้พลังไฟฟ้าได้ในราคาต่ำกว่าพลังงานฟอสซิล

 

        เซลแสงอาทิตย์ที่สร้างจากสารซิลิกอนผลิตไฟฟ้าได้เพราะโฟตอนจากแสงกระทบกับอิเล็กตรอนทำให้มันกระเด็นหลุดจากวงโคจรของอะตอม ตอนปลายทศวรรษ 1990 โนซิก ชี้ว่าเมื่อปล่อยแสงที่มีความเข้มสูงใส่จุดควอนตัม จะทำให้อิเล็กตรอนหลุดจากวงโคจรได้มากกว่าหนึ่งตัว เมื่อถึงปี 2004 วิกเตอร์ คลิมอฟ (Victor Klimov) แห่งห้องทดลอง ลอส อลามอส ทำการทดลองที่พิสูจน์ว่าทฤษฏีของ โนซิก ถูกต้อง และในปีที่แล้วได้พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น คือสามารถทำให้อิเล็กตรอนหลุดจากวงโคจรได้มากถึงเจ็ดตัว

        การผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์โดยใช้จุดควอนตัมในเชิงพานิชย์ยังห่างจากความเป็นจริง เพราะพลังงานที่ผลิตได้ไม่สูงพอที่จะใช้ในงานจริง และแสงที่ต้องใช้เป็นแสงแบบความเข้มสูงในย่านเหนือม่วง แต่เมื่อดูจากแนวโน้มในการพัฒนาแล้วมีความเป็นไปได้สูงที่โครงการนี้จะสำเร็จได้ในอนาคต เมื่อถึงวันนั้นการใช้พลังงานจากฟอสซิลอาจจะกลายเป็นเพียงอดีต

เทคโนโลยีเพื่อการพรางตัว

        การสร้างสนามพลังเพื่อให้วัตถุล่องหนแบบในนิยายวิทยาศาสตร์ของ เอช. จี. เวลส์ หรือการพรางตัวของยานอวกาศของพวกโลมูลัน ในภาพยนต์เรื่อง สตาร์ เทร็ก อาจกลายเป็นความจริงในอนาคต เพราะขณะนี้นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สามารถสร้างสนามพลังซึ่งทำให้วัตถุที่อยู่ภายในสนามพลังล่องหนจากคลื่นวิทยุย่านไมโครเวฟ แม้จะไม่ล่องหนจากเคลื่นแสงในย่านที่ดวงตามนุษย์มองเห็น แต่การพัฒนาเพื่อให้ล่องหนจากสายตามนุษย์อาจสามารถทำได้ในลำดับต่อไป

        เดวิด อาร์ สมิท (David R. Smith) นักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย ดุ๊ก นำสิ่งประดิษฐ์รูปตัวซีเรียงกันเป็นวงกลมมาแสดงแก่สื่อมวลชน สิ่งประดิษฐ์นี้สามารถสร้างสนามพลังเพื่อเบี่ยงเบนคลื่นไมโครเวฟ ทำให้เมื่อนำวัตถุมาวางไว้ภายใน คลื่นไมโครเวฟจะแสดงอาการราวกับไม่มีสิ่งใดอยู่ที่นั่น เหมือนบริเวณนั้นเป็นช่องเปิดในอวกาศ

        สิ่งประดิษฐ์นี้ถูกสร้างจาก “เมทาเมทีเรียลส์” (Metamaterials หมายถึงสสารใหม่ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น คุณสมบัติพิเศษของมันไม่ได้เกิดจากมวลสาร แต่เกิดจากการจัดเรียงกันทางกายภาพ) อันเป็นสิ่งที่มักพูดถึงกันในการสร้างอุปกรณ์ล่องหน คำว่าล่องหนในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการลดการสะท้อนสัญญาณเรด้า อย่างที่ใช้ในเครื่องบินรบล่องหน แต่หมายถึงล่องหนต่อสายตา ต่อทุกๆ คลื่นความถี่แสง สิ่งประดิษฐ์ของสมิท แม้จะสร้างได้แค่สนามแม่เหล็กเพื่อเบี่ยงเบนคลื่นวิทยุในย่านไมโครเวฟ แต่โดยหลักการแล้วก็อาจพัฒนาเพื่อนนำไปใช้กับคลื่นวิทยุและคลื่นแสงในย่านความถี่อื่นๆ ได้ทั้งนั้น สาเหตุที่สมิตเลือกไมโครเวฟเพียงเพื่อความสะดวกแก่การทดลองและการนำเสนอ

        การสร้างเมทาเมทีเรียลส์เพื่อใช้หักเหแสงในย่านที่ตามนุษย์มองเห็นทำได้ยากกว่า เพราะต้องใช้นาโนเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ยากจนไม่สามารถทำได้ นอกจากจะใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างสนามพลังในการล่องหนแล้ว ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในแง่มุมอื่นๆ ได้อีกมาก เช่นการสร้างหน่วยเก็บของมูลคอมพิวเตอร์ และการเพิ่มความเร็วในการสื่อสารโทรคมนาคมผ่านสายใยแก้ว และเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นต้น

หมอไฮเทค ประจำตัวคุณ

        ความก้าวหน้าของการใช้คอมพิวเตอร์และไมโครชิพในการแพทย์และการดูแลสุขภาพอาจไม่จำกัดวงอยู่แต่ภายในโรงพยาบาลอีกต่อไป เมื่อนักวิทยาศาสตร์แห่ง MIT กำลังหาทางทำให้มันเข้าไปอยู่ในบ้าน และติดตามตัวของคุณไป เพื่อให้แพทย์ได้รับข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างละเอียดและทันท่วงที

        จอนห์ กัทเทก (John Guttag) อธิบดีคณะวิศวกรรมไฟฟ้าและวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัย MIT มีลูกชายซึ่งป่วยเป็นโรคปอดที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลเกือบทุกวัน เขาเล่าว่า "ทุกครั้งที่แพทย์มาตรวจ เขาจะนำเครื่องฟังหัวใจมาแนบที่ปอด จากนั้นจะประกาศว่า "เขามีอาการดีขึ้นกว่าเมื่อวานสิบเปอร์เซ็นต์" ซึ่งผมอยากสวนไปว่า "ผมไม่เชื่อหรอก"

        กัทเทก เล่าต่อไปว่า "มันยากที่จะนั่งตรงนั้น ฟังหมอพูดว่าเขาสามารถบอกความแตกต่างสิบเปอร์เซ็นต์ได้โดยเพียงแค่ฟังจากสะเต็ดโตสโคปเท่านั้น แน่นอนเหลือเกินว่าต้องมีวิธีอื่นที่แม่นยำมากกว่านั้น"

        สิ่งยากลำบากมากที่สุดสำหรับแพทย์ในปัจจุบันคือการวิเคราะห์ข้อมูลทางการแพทย์ เพราะแพทย์ในปัจจุบันนี้ถูกถล่มด้วยข้อมูลอันท่วมท้นที่หลั่งไหลออกมาจากเครื่องมือทดสอบทางการแพทย์ อุณหภูมิ ความดันโลหิต ภาพสแกนด้วยคอมพิวเตอร์ (MRI) แผนภูมิคลื่นสมอง (EKG) ฟิล์มเอ็กซ์เรย์ และอื่นๆ อีกมาก การพิจารณาข้อมูลเหล่านี้เพื่อดูว่าคนไข้มีแนวโน้มจะ (ยกตัวอย่างเช่น) หัวใจล้มเหลวหรือไม่ ทำได้ยากและกินเวลามาก กัทเทก เชื่อว่าคอมพิวเตอร์สามารถช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำขึ้น

        "คนมักมองไม่เห็นแนวโน้มจนกว่ามันจะมากขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน ผมเชื่อว่าหมอกำลังเสียเวลาทำสิ่งที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำได้ดีกว่า" เขากล่าว ยกตัวอย่างเช่น การแปลสัญญาณไฟฟ้าในร่างกายเพื่อระบุอาการ ดูจะเหมาะใช้คอมพิวเตอร์ทำมากกว่าใช้คนทำ ในปี 2004 งานวิจัยของกัทเทกได้รับความสนใจจากโรงพยาบาลเด็กเมืองบอสตัน แพทย์และวิศวกรร่วมกันปรับปรุงระบบตรวจจับอาการลมชักในเด็กให้เป็นอุปกรณ์พกพา ใช้บันทึกคลื่นสมองของเด็กจำนวนสามสิบคน ทั้งก่อนและหลังมีอาการลมชัก จากนั้นนำรูปแบบของคลื่นสมองมาวิเคราะห์ด้วยอัลกอริทึมแยกประเภท เพื่อแยกรูปแบบของคลื่นสมองที่เกี่ยวข้องกับอาการลมชัก ออกจากคลื่นสมองรูปแบบปรกติ ช่วยให้นักวิจัยสามารถระบุรูปแบบของคลื่นสมองที่ส่อไปในทางลมชักได้สำเร็จ

        ปัจจุบัน กัทเทก ทุ่มเทความสนใจให้กับการสร้างเครื่องวิเคราะห์สภาพของเส้นเลือดหัวใจแบบพกพา แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องมือบันทึกข้อมูลลักษณะนี้ขายแล้ว แต่มันทำได้เพียงบันทึกข้อมูลเท่านั้น แพทย์จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ด้วยตนเองภายหลัง ซึ่งอาจพลาดประเด็นสำคัญที่ซ่อนอยู่ในข้อมูลจำนวนมากได้โดยง่าย ส่วนเครื่องมือของ กัทเทก จะบันทึกและวิเคราะห์ไปด้วยพร้อมๆ กัน ทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจสามารถตัดสินใจไปพบแพทย์ได้ทันท่วงที

        "ผู้คนมักแสดงออกแต่ตางกันไปเมื่อได้ยินว่าจะมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้วินิจฉัยโรค แต่เราก็อยู่ในยุคที่ผู้คนกล้านั่งเครื่องบินที่บินด้วยคอมพิวเตอร์กันแล้ว จึงถือว่ามีเหตุผลที่จะคิดว่าคนคงทำใจรับสิ่งนี้ได้เช่นกัน" กัทเทก กล่าว

 

แอบดูเซลมะเร็งตัวร้าย

        ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของเซลได้ถึงระดับแยกย่อยเล็กที่สุด ซึ่งจะช่วยให้สามารถรักษาโรคที่รักษาได้ยากอย่างมะเร็งและโรคเบาหวานได้ดีขึ้น

        ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีความก้าวหน้าในการสำรวจเซลๆ เดียวได้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน "ถ้าเป็นเมื่อสักสิบที่ที่แล้ว ผมคงคิดว่าเป็นไปไม่ได้" เป็นคำกล่าวของ โรเบิร์ต เคเนดี (Robert Kennedy) นักวิจัยทางเคมีแห่งมหาวิทยาลัย มิชิแกน-แอน อาร์เบอร์ ผู้ซึ่งกำลังทำวิจัยการฉีดอินซูลินเข้าไปในเซลเพียงเซลเดียวเพื่อค้นหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด ในขณะเดียวกัน นอร์แมน โดวิชี (Normal Dovichi) นักวิจัยทางเคมีแห่งมหาวิทยาลัย วอชิงตัน ในซีแอตเติล กำลังทำการวิจัยที่มุ่งเน้นไปในการวิเคราะห์เซลเพียงเซลเดียว กำลังประสบความสำเร็จในการแยกแยะโปรตีนรูปแบบต่างๆ ที่ถูกผลิตจากเซลมะเร็งแต่ละเซล

        โดวิชีได้เสนอสมมุติฐานที่ทำให้เกิดการโต้แย้งกันอย่างกว้างขวาง เขาเชื่อว่าเมื่อมะเร็งลุกลาม เซลต่างๆ ที่มีชนิดเดียวกันจะมีลักษณะของโปรตีนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง หากความเชื่อนี้ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความจริง การตรวจสอบเพื่อดูว่ามะเร็งมีแนวโน้มที่จะลุกลามหรือไม่จะทำได้ง่ายขึ้น โดยตรวจดูเซลแต่ละเซลว่ามีความเบี่ยงเบนของโปรตีนหรือไม่ โดวิชีกำลังทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อพัฒนาการวินิจฉัยโดยใช้หลักการนี้ หากประสบความสำเร็จจะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่ถูกต้องได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จในการต่อกรกับโรคมะเร็ง

        เทคนิคที่ใช้เพื่อตรวจดูเซลๆ เดียวเรียกว่า Laser jock ซึ่งเป็นเทคนิคเดียวกับที่ใช้ในโครงการทำฐานข้อมูล DNA ของมนุษย์ (Human Genome Project) เทคนิคนี้แม้จะเผยความแตกต่างระหว่างเซลแต่ละตัวแต่ก็ไม่สามารถจำแนกคุณสมบัติจำเพาะของโปรตีนแต่ละแบบได้ "ตอนนี้เรายังอยู่ในขั้นหัดเดิน" โดวิชีกล่าว "แต่ผมก็หวังว่าในอีกสิบ ยี่สิบ หรือสามสิบปีข้างหน้า ผู้คนจะมองย้อนกลับมาและกล่าวว่านี่เป็นขั้นหัดเดินที่น่าภูมิใจยิ่ง"

รูปแบบแสงขนาดเล็กเพื่อระบบจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่

      นักวิทยาศาสตร์พบวิธีการใหม่เพื่อบีบแสงให้เล็กลง และนำมาประยุกต์สร้างดีวีดีที่เก็บข้อมูลได้มากกว่าเดิมหลายร้อยเท่าในราคาที่ถูกอย่างเหลือเชื่อ

        การเพิ่มความจุของแผ่นดีวีดีต้องหาทางสร้างเลนส์ที่เล็กลง แต่เมื่อเลนส์เล็กลงถึงขนาดครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น แสงจะไม่สามารถผ่านได้ นักฟิสิกส์พยายามหาทางเอาชนะข้อจำกัดนี้ แต่สิ่งประดิษฐ์ที่ได้มีความเปราะบางและซับซ้อนเกินกว่าที่จะนำมาใช้งานได้จริงจัง จนกระทั่งเร็วๆ นี้ สองวิศวกรแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคนเนธ โครเซีย (Keneth Crozier) และเฟรดริโก คาพาสโซ (Federico Capasso) ได้ค้นพบกระบวนการง่ายๆ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชิงพาณิชย์ได้ สิ่งที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นเป็นเหมือน "เสาอากาศแสง" ที่มีขนาดเล็กในระดับนาโน สามารถนำไปเสริมเข้ากับเลเซอร์ที่ใช้ในชิงพาณิชย์ทั่วไปได้

        สิ่งประดิษฐ์ของของ โครเซีย และคาพาสโซจะบีบแสงให้มีขนาดเหลือเพียงสี่สิบนาโนเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าแสงตามปรกติถึงยี่สิบเท่า หากนำมาใช้สร้างดีวีดีจะทำให้มีความจุมากถึง 3.6 เทราไบต์หรือมีความจุสูงกว่าดีวีดีขนาด 4.7 กิกกะไบต์ถึงเจ็ดร้อยห้าสิบเท่า แต่ก่อนที่จะนำมาใช้งานได้จริงวิศวกรต้องหาทางทำให้ เสาอากาศแสง มีขนาดเล็กลงมากกว่านี้อีก เพราะขนาดของเสาอากาศจะต้องมีขนาดพอๆ กับความยาวของคลื่น คือเพียงห้าสิบนาโนเมตรเท่านั้น

        เมื่อพัฒนาจนเสร็จสมบูรณ์แล้ว ผลงานตามแนวคิดของ โครเซีย และคาพาสโซ จะเปิดโลกใหม่ให้กับการสร้างสื่อเก็บข้อมูลความจุสูงมาก การสร้างกล้องจุลทรรศน์ที่มีกำลังขยายมหาศาล และการประยุกต์ใช้งานที่เกี่ยวข้องกับแสงในด้านอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

 

เปิดสวิทช์ ปิดประสาท

        รู้สึกซึมเศร้าใช่ไหม? เพียงเอื้อมมือปิดสวิตช์ จิตใจของคุณจะเบิกบานทันที นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีสร้างสวิตช์ขนาดจิ๋ว เมื่อนำไปติดตั้งในสมองแล้วจะช่วยให้เปิด-ปิดความคิดจิตใจได้ตามใจชอบ เช่นเมื่อรู้สึกซึมเศร้าก็เพียงปิดสวิตช์สมองส่วนที่สร้างความหดหู่ จิตใจจะแช่มชื่นขึ้นทันที และยังนำไปใช้รักษาอาการอื่นๆ ซึ่งมีสาเหตุจากระบบประสาทได้สารพัดชนิด

        คาร์ล ไดซเซอรอท (Karl Deisseroth) แห่งศูนย์การแพทย์สแตนฟอร์ด พบว่าบ่อยครั้งที่เขาต้องรักษาคนไข้โดยการ ช็อกด้วยไฟฟ้า (ECT) ในรายที่มีอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรงถึงขนาดเดินไม่ได้ หรือกินอาหารไม่ได้ แม้การรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยรักษาชีวิตของคนไข้ไว้ แต่ก็เสียงต่อการสูญเสียความทรงจำ ปวดศีรษะ และผลข้างเคียงที่ร้ายแรงอื่นๆ ไดซเซอรอท ผู้ที่เป็นทั้งแพทย์และวิศวกรชีวะภาพคิดว่าเขามีวิธีที่ดีกว่านี้ เป็นหลักการใหม่ที่สง่างาม สามารถควบคุมระบบประสาทได้อย่างรวดเร็ว เป็นวิธีที่สักวันหนึ่งอาจนำไปใช้รักษาคนไข้ที่มีอาการทางประสาทอย่างได้ผลโดยปราศจากผลข้างเคียง

        แม้นักวิทยาศาสตร์จะรู้ว่าอาการทางประสาทอย่างโรคซึมเศร้า แท้จริงมีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของสารเคมีในร่างกาย แต่ก็ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดจากเซลหรือเครือข่ายของเซลบริเวณใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้ นักวิทยาศาสตร์จำเป็นจะต้องเปิดปิดบางส่วนของประสาท แต่วิธีการที่ใช้ขั้วไฟฟ้าติดไว้กับศรีษะให้ความแม่นยำไม่มากพอ ดังนั้น ไดซเซอรอท ร่วมกับ เอ็ด บอยเดน (Ed Boyden) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัย MIT และ ฮวง จาง (Feng Zhang) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัย MIT จึงร่วมใจกันสร้างสวิตช์ทางกายภาพ ที่สามารถสั่งเปิดปิดส่วนต่างๆ ของเครือข่ายประสาทได้ตามใจชอบ

        ปีที่แล้วไดซเซอรอทแจกจ่ายสวิตช์นับร้อยชุดไปยังห้องทดลองทั่วประเทศ "ผู้คนนำมันไปติดเข้ากับสารพัดสัตว์ เช่น หนอน หนู ปลา" เขาเล่า "นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากำลังใช้สิ่งนี้เพื่อศึกษาการทำงานของสมองในลักษณะต่างๆ เช่น การเคลื่อนไหว การเสพย์ติด และความอยากอาหาร เทคโนโลยีนี้ทำให้เราไม่ได้เป็นเพียงผู้สังเกตการเหมือนอย่างแต่ก่อน มันช่วยให้เราแทรกแทรง และควบคุมการทดลองได้ตามต้องการ"

        ไดซเซอรอท หวังว่าในอนาคต เทคโนโลยีนี้จะไม่เพียงถูกนำมาใช้ในการค้นคว้าวิจัยเท่านั้น แต่จะถูกนำมาใช้ในการรักษาได้โดยตรง "มันยังเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นและหนทางยังอีกยาวไกล" ไดซเซอรอทกล่าว "และหนทางอาจเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่เมื่อสำเร็จ นักประสาทวิทยาจะมีเครื่องมืออันวิเศษที่ช่วยเผยความลับว่าสมองทำงานได้อย่างไร"

พลาสเตอร์ระดับนาโน

        เราติดพลาสเตอร์ห้ามเลือดเมื่อถูกมีดบาด แต่ช่องเปิดขนาดจิ๋วภายในร่างกายที่เกิดจากการศัลยกรรม เช่นการผ่าตัดสมอง ไม่สามารถใช้พลาสเตอร์ธรรมดาได้ นักวิทยาศาสตร์จึงใช้นาโนเทคโนโลยีสร้างเส้นใยขนาดจิ๋ว ที่อาจนำมาใช้ช่วยชีวิตคนได้ในอนาคตอันใกล้

        ภายในห้องหย่อนใจใกล้ห้องทดลองของ รูตเลด เอลลิส-เบนเคอะ (Rutledge Ellis-Behnke) นักวิจัยวิทยาศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารประสาทวิทยาที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่เอี่ยมในวิทยาเขตของ MIT เอลลิส-เบนเคอะนำวิดีโอมาเปิดแสดงให้ชม เนื้อหาในวิดีโอแสดงผ่าตัดหนูทดลอง เขาใช้มีดกรีดตับและเส้นเลือดใหญ่ ทำให้โลหิตพุ่งกระฉูดตามจังหวะการเต้นของหัวใจ เอลลิส-เบนเคอะปิดแผลด้วยของเหลวใส มีผลให้เลือดหยุดไหลทันที หากไม่ได้รับการรักษา บาดแผลนั้นมีผลร้ายแรงที่ทำให้ถึงตายได้ แต่ผลปรากฏว่าหนูสบายดี

 
        สิ่งที่ใช้คือสารที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่ สร้างจากอนุมูลโปรตีนขนาดจิ๋วระดับนาโนที่เรียกว่าเพ็พไทด์ (peptides) คุณสมบัติของมันที่สามารถยับยั้งการไหลของเลือดได้อย่างทันทีทำให้มันมีประโยชน์มากในการผ่าตัด การปฐมพยาบาล และในสนามรบ ที่ดียิ่งไปกว่านั้นคือสารนี้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่อาจทำให้การรักษาความเสียหายของสมองและกระดูกสันหลังเป็นไปได้รวดเร็วมากกว่าปรกติ

        การค้นพบเพ็พไทด์หยุดเลือดนี้เริ่มในปี 1990 เมื่อ จาง ซิวกวง (Shuguang Zhang) วิศวกรชีวภาพที่ MIT ค้นพบโดยบังเอิญขณะศึกษาการเรียงตัวของ DMA ในเพ็พไทด์ เขาพบว่าภายใต้สถานการบางอย่าง เพ็พไทด์สามารถก่อรูปเป็นเส้นใยได้ จางและพวกลงเอยด้วยการสร้างเพ็พไทด์จากรดอะมิโนสิบหกตัวที่มีรูปร่างเหมือนหวีและเพ็พไทด์เหลวที่มีลักษณะเป็นเจลใส

        "ผมไม่รู้ว่าผลกระทบจากสิ่งประดิษฐ์นี้จะกว้างขวางเพียงใด" ราม ชาติธานี (Ram Chuttani) ศาสตราจารย์แห่งวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด กล่าว "แต่ถ้าคุณสามารถหยุดเลือดได้ คุณก็สามารถผ่าตัดได้โดยเห็นบริเวณที่จะผ่าได้ชัดเจนขึ้นมาก และนั่นหมายถึงโอกาสที่การผ่าตัดจะประสบความสำเร็จมีสูงขึ้น"

ภาพดิจิตอลยุคใหม่ สุดยอดแห่งความคมชัดลึก

        ริชชาร์ด บารันลุค (Richard Baraniuk) และเควิน เคลลี (Kevin Kelly) มีวิสัยทัศน์ที่จะสร้างภาพดิจิตอลความละเอียดสูงล้ำอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยการยกเครื่องทั้งทางฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์

        บารันลุคและเคลลีเป็นศาสตราจารย์ภาควิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์มหาวิทยาลัยไรซ์ ทั้งคู่ช่วยกันพัฒนากล้องถ่ายภาพระบบดิจิตอลที่ไม่ต้องบีบอัดภาพ แต่ใช้ตัวรับภาพเพียงตัวเดียวนำข้อมูลภาพมาประมวลผลด้วยอัลกอริทึมใหม่ที่สามารถสร้างภาพได้ในความละเอียดสูง

        เทคโนโลยีที่เป็นหัวใจของงานนี้มีชื่อว่า คอมเพรสซีฟ เซนซิง (Compressive sensing) กล้องที่ใช้เทคนิคนี้มีปริมาณข้อมูลน้อยกว่ากล้องถ่ายภาพดิจิตอลในปัจจุบัน อัลกอริทึมของบารันลุคและเคลลีจะแปลงภาพเป็นข้อมูลจำนวนหนึ่งแล้วนำไปเรียงอย่างสุ่มในตะแกรงขนาดจิ๋ว ไม่ต่างจากการเล่นเกมปริศนาซูโดกุ (Sudoku puzzle) เมื่อคอมพิวเตอร์เล่นเกมปริศนานี้เสร็จแล้ว เราจะได้ภาพความละเอียดสูง ภาพที่ได้มีความสมบูรณ์แม้ข้อมูลจะขาดหายไปบ้าง

        คอมเพรสซีฟ เซนซิง มีจุดเริ่มจากทฤษฏีทางคณิตศาสตร์ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2004 คณะทำงานที่ ไรซ์ สามารถเปลี่ยนทฤษฏีนี้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริงและนำออกสาธิตโดยใช้เวลาอันสั้น เคลลีประมาณว่าจะมีผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลักการนี้ออกจำหน่ายภายในอีกสองปีข้างหน้า เมื่อถึงตอนนั้นเราจะมีเครื่องสแกนคอมพิวเตอร์ (MRI) ที่ทำงานได้เร็วขึ้นสิบเท่า และหลังจากนั้นจะมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้เทคโนโลยีนี้ เช่น กล้องถ่ายภาพความละเอียดสูงในโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภาพดิจิตอลใหญ่ขนาดโปสเตอร์ และสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาพถ่ายที่คมชัดสูง

มือถือบอกสถานที่

        มือถือยุคใหม่ให้ข้อมูลสถานที่ต่างๆ กับคุณได้โดยใช้กล้องจับภาพ ลองนึกภาพว่าคุณยืนอยู่หน้าตึก เอมไพร์สเตท แล้วนึกอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาคารนี้ สิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงยกโทรศัพท์มือถือโนเกียรุ่นล่าสุดขึ้น เล็งกล้องถ่ายภาพไปยังตึก ภายในอึดใจข้อมูลต่างๆ จะแสดงให้เห็นบนหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งสถานที่ตั้งพร้อมแผนที่ อัตราค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน หรือแม้กระทั่งรายการอาหารที่เสริฟในภัตตาคารทั้งหมดที่มีอยู่ภายในอาคารนั้น เทคโนโลยีนี้มีพร้อมแล้วในขณะนี้

        วิศวกรที่ศูนย์วิจัยของโนเกียในกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ พัฒนาเทคโนโลยีที่จะเชื่อมผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโนเกียเข้ากับแหล่งข้อมูลโดยใช้ระบบที่ตั้งชื่อว่า Mobile Augmented Reality (MAR) ระบบนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเดินทางไปยังสถานที่ๆ ต้องการได้โดยไม่หลงทางแล้ว ยังช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าเมื่อไปถึงที่หมายแล้วจะทำอะไรกันบ้างดี

        เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมานักวิจัยนำ MAR ออกสาทิตเป็นโทรศัพท์ที่ประสมประสานเครื่องนำร่องด้วยดาวเทียม (GPS) เข็มทิศ เครื่องวัดการเคลื่อนที่ รวมอยู่ในโทรศัพท์อัจฉริยะของโนเกีย โทรศัพท์นี้สามารถคำนวณตำแหน่งของสถานที่ใดๆ ก็ได้ที่กล้องถ่ายภาพสามารถจับภาพได้ จากนั้นจะให้ข้อมูลต่างๆ เช่นชื่อของอาคาร สถานที่สำคัญใกล้เคียง โดยดึงมาจากฐานข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ต

        สตีเวน ฟีเนอ (Steven Feiner) ผู้อำนวยการศูนย์คอมพิวเตอร์กราฟิก มหาวิทยาลับโคลัมเบียกล่าวว่าโครงการนี้เริ่มจากงานวิจัยที่ดำเนินติดต่อกันมานานกว่าสิบปี "สิ่งที่แตกต่างจากตอนต้นมีเพียงอย่างเดียวคือ แรกเริ่มเราพัฒนาระบบนี้ในคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ แต่ตอนนี้ส่วนฮาร์ดแวร์หดเหลือเพียงโทรศัพท์มือถือเล็กๆ เครื่องเดียว"

        โครงการนี้อาศัยเทคโนโลยีอัลกอริทึมการวิเคราะห์ภาพถ่ายตามเวลาจริงที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยของโนเกีย ใน พาโล อัลโตด้วย "เราหวังว่าอัลกอริทึมนี้จะช่วยให้ไม่ต้องใช้เครื่องมือตรวจหาตำแหน่ง" คาริ พอลลิ (Kari Pulli) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยกล่าว "หากทำได้จะทำให้ช่วยให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้น" ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าขณะที่มีเทคโนโลยีครบสำหรับระบบ MAR เรียบร้อยแล้ว และสามารถนำออกสู่ตลาดได้เลย สิ่งที่ท้าทายมีเหลืออยู่เพียงประการเดียวคือทำอย่างไรให้เจ้าของเครือข่ายยอมรับว่าลูกค้าจะยินดีจ่ายเงินเพื่อรับบริการเสริมนี้ "ถ้ามีผู้ให้บริการสักรายเดียวยอมออกบริการนี้ MAR ก็จะพุ่งไปเหมือนติดปีก" พอลลิกล่าวทิ้งท้าย

        เชื่อเหลือเกินว่าในอนาคตอันใกล้บรรดาเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ ก็น่าจะปรากฏผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าอรรถประโยชน์ที่จะได้รับนั้น ย่อมมากมายมหาศาล นับเป็นเรื่องน่าทึ่งที่ในโลกปัจจุบัน ที่เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ดูจะก้าวไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด ดังนั้นแล้วการเลือกติดตามและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่าสูงสุด ย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้ใช้ทุกคนจะต้องระลึกไว้อยู่ตลอดเวลา

    
 
บทความจาก : ARiP

อ้างพบธาตุหนักที่สุดมีเลขอะตอม 122

โดย ผู้จัดการออนไลน์  8 พฤษภาคม 2551

เนเจอร์/นิวไซเอนทิสต์-นักฟิสิกส์อิสราเอลอ้างพบธาตุตัวใหม่ซ่อนอยู่ในธอเรียม มีเลขอะตอม 122 หนักมากที่สุดและมากกว่าธาตุยูเรเนียม แถมยังเสถียรอยู่ได้นานหลายร้อยล้านปี แต่นักวิจัยอื่นๆ ยังไม่ปักใจเชื่อ แจงอาจเป็นการปนเปื้อนของโมเลกุลอินทรีย์ขณะทดลองจึงได้สัญญาณคล้ายธาตุหนัก
       

       แอมน็อน มารินอฟ (Amnon Marinov) นักฟิสิกส์หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮิบรู กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ยืนยันว่าเขาได้ค้นพบธาตุตัวใหม่ที่มีเลขอะตอม (atomic number) หรือจำนวนโปรตอนในนิวเคลียสเท่ากับ 122 ซึ่งถือว่ามากที่สุดเท่าที่เคยมีมาไม่ว่าจะเทียบกับธาตุอื่นๆ ในธรรมชาติ หรือธาตุที่สังเคราะห์ขึ้น ทำให้มันเป็นธาตุที่มีน้ำหนักมากที่สุดในเวลานี้ไปด้วย
       

       อย่างไรก็ดีการค้นพบของเขาก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในหมู่นักฟิสิกส์ รอล์ฟ-ดีทมาร์ เฮิร์ซเบิร์ก (Rolf-Dietmar Herzberg) นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ชี้ว่างานวิจัยยังมีช่องโหว่อยู่หลายจุด
       
       เฮิร์ซเบิร์กกล่าวว่า ปัจจุบันธาตุในธรรมชาติที่มีความเสถียรและมีน้ำหนักมากที่สุดคือยูเรเนียมซึ่งมีเลขอะตอมเท่ากับ 92 โดยช่วงหลายปีที่ผ่านมา นักฟิสิกส์ต่างพยายามสังเคราะห์ธาตุที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและมีน้ำหนักมากขึ้นด้วยเครื่องเร่งอนุภาค
       
       กระทั่งปี 2549 นักฟิสิกส์จากสหรัฐฯ และรัสเซียจึงสังเคราะห์ธาตุตัวที่ 118 ได้สำเร็จ แต่แรงผลักที่ธาตุเลขอะตอม 118 มีต่ออนุภาคโปรตอนก็ทำให้เกิดแรงดันมหาศาลต่อนิวเคลียส และเพียงเสี้ยววินาทีก็แตกออกเป็นนิวเคลียสที่มีน้ำหนักน้อยลง
       
       เฮิร์ซเบิร์กอธิบายว่า การแตกตัวของนิวเคลียสนี้เองถูกใช้ในการตรวจหาธาตุหนักตัวใหม่ โดยนักวิจัยจะจับตาดูการกระเด็นออกมาจากนิวเคลียสของธาตุฮีเลียมซึ่งเป็นธาตุเบา แล้วอนุมานน้ำหนักของธาตุต้นกำเนิดนั้นๆ แต่หากธาตุใหม่มีอายุนานหลายเดือนหรือนานไปกว่านั้นอีก นักวิจัยก็จะไม่พบการสลายตัวดังกล่าว
       
       ทว่า มารินอฟแย้งว่า การจะค้นหาธาตุใหม่ที่มีความเสถียรต้องใช้วิธีที่ต่างออกไปจากนั้น ซึ่งเขาได้ใช้เครื่อง "พลาสมา-เซคเตอร์ ฟิลด์ แมส สเปคโทรเมทรี" (plasma-sector field mass spectrometry) ที่ให้สนามแม่เหล็กออกมากระทำต่อนิวเคลียสของธาตุธอเรียมบริสุทธิ์ซึ่งมีเลขอะตอม 90 โดยธาตุที่มีนิวเคลียสเบากว่าจะถุกเบนไปมากกว่าธาตุที่มีนิวเคลียสหนักกว่า
       
       ธาตุธอเรียมมีมวลอะตอม (atomic mass) หรือจำนวนโปรตอนและนิวตรอนภายในนิวเคลียส 232 แต่มารินอฟพบสัญญาณของธาตุที่มีมวลอะตอม 292
       
       "ผลการทดลองแสดงให้เห็นชัดว่าธาตุที่มีเลขอะตอมเท่ากับ 122 อยู่จริง" มารินอฟกล่าว ยิ่งไปกว่านั้นเขาเชื่อด้วยว่าธาตุชนิดใหม่ยังจะเสถียรอยู่ได้เป็นร้อยๆ ล้านปี เนื่องจากโปรตอนและนิวตรอนภายในนิวเคลียสทั้ง 292 ถูกจัดเรียงใหม่ให้มีรูปร่างคล้ายเม็ดยาซึ่งสลายตัวได้ยากกว่าที่มีรูปร่างเป็นทรงกลม
       
       กระนั้น เฮิร์ชเบิร์กยังแย้งว่า มารินอฟได้ใช้ธอเรียมไปนับล้านๆ อะตอม ทว่าสิ่งที่ตรวจพบกลับปรากฏเพียงสัญญาณอ่อนๆ อีกทั้งวิธีเทคนิคที่มารินอฟใช้ยังอาจปนเปื้อนโมเลกุลของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดแล้วให้สัญญาณเหมือนธาตุหนัก ซึ่งโมเลกุลเหล่านั้นสามารถปนเปื้อนได้ในปั๊มสุญญากาศหรือเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ แต่มารินอฟปฏิเสธและยืนยันว่าการทดลองนี้ไม่มีการปนเปื้อนโมเลกุลที่มีน้ำหนักมากใดๆ
       
       ขณะเดียวกัน การค้นพบยังได้รับการวิจารณ์จากนักฟิสิกส์อื่นๆ ด้วย โดยฟิล วอร์กเกอร์ (Phil Walker) นักนิวเคลียร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ (University of Surrey) อังกฤษมองว่าหากการค้นพบดังกล่าวเป็นจริงก็จะเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่มาก แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจมาจากการคาดเดาผิดพลาด และจากพื้นความรู้ที่มีอยู่นั้นเขาคิดว่าผลงานของมารินอฟที่นั้นยังไม่สมควรที่ตีพิมพ์ลงวารสารวิชาการ
       
       ขณะที่โรเบิร์ต อิชเลอร์ (Robert Eichler) ผู้ศึกษาในหัวข้อเดียวกันจากมหาวิทยาลัยเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เห็นว่าผลการค้นพบของมารินอฟไม่น่าเชื่อถือเอามากๆ
       
       ส่วนเคนเน็ธ กรีกอริช (Kenneth Gregorich) จากห้องปฏิบัติการลอเรนซ์ เบิร์กเลย์สหรัฐฯ (Lawrence Berkeley National Laboratory) เผยว่ายังต้องการหลักฐานยืนยันมากกว่านี้ และเทคนิคที่พวกเขาใช้ก็อาจมีข้อผิดพลาด หากมีธาตุหนักดังกล่าวอยู่จริงก็น่าจะมีจำนวนนิวตรอนมากกว่า 170 ซึ่งตามทฤษฎี "หมู่เกาะแห่งความเสถียร" (island of stability) คาดว่าไอโซโทปของธาตุหนักที่มีอยู่น่าจะมีนิวตรอนอยู่ราว 184 ตัว แต่ยังไม่มีใครสังเคราะห์ได้
       
       แต่ถึงจะมีเสียงแย้งมากมาย มารินอฟก็ยืนยันว่าเขาได้ค้นพบธาตุใหม่จริงๆ ผู้ออกมาวิจารณ์ก็อาจปฏิเสธสิ่งที่เขาค้นพบได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังหวังว่างานชิ้นนี้จะได้รับการตีพิมพ์อยู่นั่นเอง.


เซิร์น:การทดลองสุดยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ ค้นหาจุดเล็กสุดสู่กำเนิดจักรวาล

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 เมษายน 2551 22:48 น.

ภาพจำลองทางคอมพิวเตอร์แสดงหลุมดำที่ตรวจวัดโดยสถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส

  ย่างเข้าสู่หน้าร้อนของทวีปยุโรปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การทดลองอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจะเกิดขึ้นใต้พื้นแผ่นดินสวิส-ฝรั่งเศส การเดินเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของ "เซิร์น" จะเริ่มขึ้น ความมหึมาของเครื่องไม้เครื่องมือผกผันกับอนุภาคขนาดเล็กจิ๋วที่ถูกเร่งให้ชนกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างจับจ้องปริศนากำเนิดจักรวาลที่คาดว่าจะเผยออกมาหลังจากการชนกัน
       
       เอกภพหรือจักรวาลประกอบขึ้นจากอะไร คือคำถามพื้นฐานของมนุษย์เล็กๆ ที่อยากจะเข้าใจในกำเนิดของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ตามทฤษฎี "บิกแบง" (Big Bang) การระเบิดครั้งใหญ่ที่ก่อเกิดจักรวาลเมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีก่อนควรจะมีสสาร (matter) และปฏิสสาร (antimatter) ในปริมาณเท่าๆ กัน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสสารและปฏิสสารที่มีมวลเท่ากันแต่มีประจุตรงข้ามกันนั้นจะหักล้างกันเองแล้วเปลี่ยนมวลกลายไปเป็นพลังงานและไม่น่าจะมีกาแลกซี ดวงดาว โลกหรือสิ่งมีชีวิตอยู่เลย

แม่เหล็กซูเปอร์คอนดัคเตอร์ซึ่งจัดแสดงอยู่หน้า "โกลบ" (Globe) สำหรับแสดงนิทรรศการและนวัตกรรม


 
       หากทฤษฎีนี้เป็นจริงทำไมสสารและปฏิสสารไม่หักล้างกันไปอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เกิดระเบิดครั้งนั้น?
       
       เป็นไปได้หรือไม่ที่มีเอกภพซึ่งประกอบขึ้นด้วยปฏิสสารมากมายอยู่ที่ใดสักแห่ง?
       
       เกิดอะไรขึ้นกับปฏิสสารหลังบิกแบง?

       
       หลากหลายคำถามที่จะนำไปสู่คำตอบว่าเหตุใด จึงมีตัวเราที่อยู่ในเอกภพที่เต็มไปด้วยสสารมากมาย

ภาพเครื่องตรวจวัดซีเอ็มเอส


       
       นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าเกิดสสารที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเราได้อย่างไร ย้อนกลับไปในอดีตเราเชื่อว่าอะตอมคือหน่วยย่อยที่สุดของสสาร แต่ต่อมาเราก็พบว่ายังมีโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอนที่เล็กกว่า และมี "ควาร์ก" (Quark) เป็นสิ่งที่เล็กลงไปอีก
       
       แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่เล็กที่สุดและยังไม่สามารถตอบได้ว่ามวลก่อเกิดขึ้นในจักรวาลอันว่างเปล่าได้อย่างไร
       
       เร่งอนุภาคหา "ฮิกก์ส" ต้นกำเนิดแห่งมวลในจักรวาล
       

 

เจ้าหน้าที่เซิร์นกำลังตรวจสอบแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดของเครื่องซีเอ็มเอส

 

       กว่า 40 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาค "ฮิกก์ส" (Higgs) ที่เสนอโดย ศ.ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ซึ่งอนุภาคฮิกก์สที่ได้รับการขนานนามว่า "อนุภาคพระเจ้า" (God Particle) จะช่วยอธิบายจุดเริ่มต้นของมวล และอธิบายเหตุผลว่าทำไมบางอนุภาคในแบบจำลองมาตรฐาน (Standard model) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายอนุภาคมูลฐานและแรงพื้นฐานทั้งหมดในธรรมชาติด้วยสมการเพียงหนึ่งเดียว จึงมีมวลและบางอนุภาคไม่มีมวล โดยนักฟิสิกส์ได้พบสสารอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นสสารหมดแล้ว ยกเว้นฮิกก์ส

ช่างเทคนิคติดตั้งท่อแก๊สสำหรับเครื่องตรวจวัดอนุภาคอลิซ


       
       การค้นหากำเนิดจักรวาล คล้ายการเก็บร่องรอยคดีฆาตกรรมที่รวบรวมหลักฐาน ณ ที่เกิดเหตุเพื่อวิเคราะห์ย้อนหลังว่าเกิดอะไรขึ้น ทฤษฏีมีอยู่แล้วแต่ยังขาดผลการทดลองมายืนยัน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงฝากความหวังไว้ที่การทดลองขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) หรือ "เซิร์น" (CERN) ซึ่งจะเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ในฤดูร้อนของทวีปยุโรปหรือประมาณ เดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อค้นหาอนุภาคฮิกก์สจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะเติมเต็มความเข้าใจในองค์ประกอบพื้นฐานของจักรวาลได้
       
       ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าตามทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum field) นักฟิสิกส์เชื่อว่าต้องพบบางอย่างจากการชนกันของอนุภาค ที่พลังงานสูงถึงระดับเทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) ซึ่งเป็นระดับพลังงานที่กำลังจะทดลองในเซิร์น
       
       ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะต้องมีอะไรผิดในทฤษฎีสนามควอนตัมและนักวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาคิดกันใหม่ อย่างไรก็ดีนักฟิสิกส์มั่นใจว่าจะไม่เป็นเช่นกรณีหลัง เนื่องจากที่ผ่านมาทฤษฎีสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในระดับพลังงานที่ต่ำกว่าการทดลองของเซิร์นที่จะเกิดขึ้นได้ดี


       
       "เซิร์น" องค์กรแห่งยุโรป-ทำงานระดับโลกเพื่อไขจักรวาล
       

       ความรุ่งเรืองสุดขีดของฟิสิกส์อยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เซิร์นจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเวลาทองของวิทยาศาสตร์เชิงกายภาพยังไม่หมดลง โดยหลังก่อตั้งมากว่า 50 ปีเซิร์นมีการทดลองเร่งอนุภาคในระดับพลังงานต่างๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ไม่กี่สิบกิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ไปจนถึงหลายร้อย GeV และมีการค้นพบอนุภาคมูลฐานบางตัว และให้กำเนิดเวริล์ด ไวล์ด เว็บ (www) ที่เป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลกเมื่อปี 2533
       
       จนกระทั่งเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมาองค์กรวิจัยแห่งยุโรปนี้ได้ตัดสินใจสร้างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่อยู่ในอุโมงค์ใต้เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์และชายแดนฝรั่งเศสลงไป 100 เมตรขดเป็นวงกลมระยะทาง 27 กิโลเมตร และมีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnet) ทำหน้าที่ควบคุมลำอนุภาคให้เบนจนเป็นเส้นรอบวง ทั้งนี้เครื่องเร่งอนุภาคแรกของเซิร์นซึ่งขดเป็นวงกลมเช่นเดียวกันนั้นมีความยาวเพียง 7 กิโลเมตร
       
       ภายในองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งยุโรปนี้จ้างนักวิทยาศาสตร์หลากหลายเชื้อชาติ ทำงานวิจัยโดยอาศัยความพร้อมทางเครื่องมือของเซิร์น เฉพาะเจ้าที่ซึ่งได้รับการว่าจ้างให้ทำงานโดยตรงก็มีถึง 2,500 คน ขณะที่มีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกอีกราว 8,000 ที่แวะเวียนมาทำงานวิจัยที่นี่
       
       ปัจจุบันเซิร์นมีสมาชิกจาก 20 ประเทศในยุโรปซึ่งมีหน้าที่และได้รับสิทธิพิเศษ โดยประเทศเหล่านี้ต้องร่วมลงทุนในค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานของเซิร์น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรและกิจกรรมต่างๆ
       
       สำหรับไทยก็เกี่ยวข้องกับเซิร์นในฐานะที่เป็นประเทศกลุ่ม "ไม่ใช่สมาชิก" (non-Member States) ซึ่งมีอยู่หลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม อิหร่าน เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น แม้ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนหรือร่วมกำหนดทิศทางการวิจัย แต่ก็ได้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษาวิจัยจากข้อมูลการทดลองของเซิร์น

    ภาพจำลองแสดงภาคตัดขวางของห้องปฏิบัติการสำหรับเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี โดยตำแหน่งของท่อที่ขดเป็นวงยาว 27 กิโลเมตรนี้อยู่ลึกลงไปใต้ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ 100 เมตร


       
       เครื่องตรวจวัดสัญญาณกำเนิดจักรวาล
       

       เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีในอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินที่ขดรอบชายแดนฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบไปด้วยสถานีตรวจวัดอนุภาคที่สำคัญๆ คือ
       
       1.สถานีตรวจวัดอลิซ (ALICE) หน้าที่ของเครื่องตรวจวัดที่สถานีนี้คือการตรวจวัดสถานะพลาสมาควาร์ก-กลูออน (quark-gluon plasma) ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานะที่เกิดขึ้นหลังบิกแบง ขณะที่เอกภพยังร้อนสุดขีด โดยการชนกันของอนุภาคที่จะเกิดขึ้นในเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้นจะทำให้เกิดอุณหภูมิสูง 100,000 เท่าของใจกลางดวงอาทิตย์ นักฟิสิกส์หวังว่าภายในสภาวะนี้โปรตอนและนิวตรอนจะ "ละลาย" และปลดปล่อยควาร์กออกจากพันธะ
       
       ทีมวิจัยในส่วนของอลิซวางแผนที่จะศึกษาสถานะพลาสมาควาร์ก-กลูออนเมื่อขยายตัวและเย็นลง รวมถึงสังเกตว่าสถานะพิเศษนี้ค่อยๆ กลายเป็นอนุภาคซึ่งประกอบขึ้นเป็นสสารในเอกภพอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร
       
       2.สถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส (ATLAS) เป็น 1 ใน 2 เครื่องตรวจวัดอเนกประสงค์ภายในเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี มีหน้าที่อย่างกว้างๆ คือตรวจหาอนุภาคฮิกก์ส มิติพิเศษ (extra dimension) และอนุภาคที่อาจก่อตัวขึ้นเป็นสสารมืด (dark matter) โดยจะวัดสัญญาณของอนุภาคที่คาดว่าถูกสร้างขึ้นหลังการชนกันของอนุภาค ทั้งแนวการเคลื่อนที่ พลังงาน รวมไปถึงการจำแนกชนิดอนุภาคนั้นๆ
       
       แอตลาสเป็นระบบแม่เหล็กรูปโดนัทขนาดใหญ่ที่มีความยาวถึง 46 เมตร นับเป็นเครื่องมือชิ้นใหญ่ที่สุดของเซิร์น และมีขดลวดแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดขดเป็นทรงกระบอกยาว 25 เมตร รอบๆท่อลำอนุภาคที่ผ่านใจกลางของเครื่องตรวจวัดอนุภาคนี้ เมื่อเดินเครื่องจะเกิดสนามแม่เหล็กในศูนย์กลางของทรงกระบอก ที่สถานีนี้มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานกว่า 1,700 คน

แผนที่แสดงตำแหน่งของท่อสำหรับเร่งอนุภาคของเซิร์นที่ขดเป็นวงยาว 27 กิโลเมตรนี้อยู่ลึกลงไปใต้ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ 100 เมตร โดย P1 คือตำแหน่งของสถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส


       
       3.สถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส (CMS) เป็นเครื่องตรวจวัดอนุภาคที่มีเป้าหมายเดียวกับแอตลาส แต่มีความแตกต่างในรูปแบบการทำงานและระบบแม่เหล็กในการตรวจวัดอนุภาค ซีเอ็มเอสสร้างขึ้นด้วยขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เกิดจากสายเคเบิลตัวนำยิ่งยวดที่ขดเป็นทรงกระบอก ซึ่งสร้างให้เกิดสนามแม่เหล็กได้มากกว่าโลก 100,000 เท่า ซึ่งทำให้เครื่องตรวจวัดหนักถึง 12,500 ตัน
       
       แทนที่จะสร้างเครื่องมือชิ้นนี้ภายในอุโมงค์ใต้ดินเหมือนเครื่องมืออื่นๆ แต่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีกลับสร้างขึ้นจากบนพื้นดินแล้วแยกเป็นชิ้นส่วน 15 ชิ้นเพื่อนำลงไปประกอบในชั้นใต้ดิน และที่สถานีนี้ก็มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานจำนวนมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสถานีแอตลาสถึง 2,000 คนจากกว่า 150 สถาบันใน 37 ประเทศ
       
       4.สถานีตรวจวัดอนุภาคแอลเอชซีบี (LHCb) ซึ่งจะทำการทดลองเพื่อสร้างความเข้าใจว่าทำไมเราจึงอาศัยอยู่ในเอกภพที่เต็มไปด้วยสสาร แต่กลับไม่มีปฏิสสาร โดยมีหน้าที่พิเศษในการศึกษาอนุภาคที่เรียกว่า "บิวตี ควาร์ก" (beauty quark) เพื่อสังเกตความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างสสารและปฏิสสาร และแทนที่จะติดตั้งเซนเซอร์รอบจุดที่อนุภาคชนกันก็ใช้ชุดเซนเซอร์ย่อยเรียงซ้อนกันเป็นความยาว 20 เมตร
       
       เมื่อแอลเอชซีเร่งให้อนุภาคชนกันแล้วจะเกิดควาร์กชนิดต่างๆ มากมายและสลายตัวไปอยู่ในรูปอื่นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเซนเซอร์เครื่องตรวจวัดแอลเอชซีบีจึงถูกออกแบบให้อยู่ในเส้นทางของลำอนุภาคที่จะเคลื่อนที่เป็นวงไปตามเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี
       
       เครื่องเร่งอนุภาคยักษ์จับอนุภาคจิ๋วชนกัน

แม่เหล็กซูเปอร์คอนดัคเตอร์หรือแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดถูกลำเลียงสู่อุโมงค์ใต้ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติเร่งอนุภาคของเซิร์น


       
       
เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีจะเร่งลำอนุภาคของโปรตอน 2 ลำให้เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามไปตามท่อที่วางขนานกันซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ภายใต้ภาวะสุญญากาศ แล้วชนกันที่ความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง 99.9999% ที่พลังงานสูงระดับ TeV หรือระดับล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์ (1012 eV)
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอคอย เครื่องตรวจวัดอนุภาคต่างๆ จะวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดจากการชนกันนี้เพื่อตามหาสิ่งที่เครื่องตรวจวัดแต่ละเครื่องถูกออกแบบมา
       
       ทั้งนี้ลำอนุภาคถูกควบคุมให้เคลื่อนที่ไปรอบเครื่องเร่งอนุภาครูปวงแหวนด้วยสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่สร้างขึ้นจากแม่เหล็กไฟฟ้าตัวนำยิ่งยวดซึ่งช่วยนำไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีแรงเสียดทานหรือสูญเสียพลังงาน และจำเป็นต้องรักษาความเย็นให้แม่เหล็กเหล่านั้นที่อุณหภูมิ -271 องศาเซลเซียสซึ่งเย็นกว่าอวกาศนอกโลกเสียอีก ดังนั้นเครื่องเร่งอนุภาคจึงต้องเชื่อมต่อระบบที่หล่อเย็นด้วยฮีเลียมเหลว
       
       นอกไปจากฮิกก์สซึ่งจะตอบคำถามถึงภาวะเริ่มต้นของกำเนิดจักรวาลแล้ว นักฟิสิกส์ยังรอคอยหลักฐานที่เกิดจากอนุภาคชนกันเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีอีกหลายทฤษฎี อาทิ
       
       - ทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด (supersymmetry theory) ที่อธิบายว่าอนุภาคมูลฐานมีคู่ "ซูเปอร์พาร์ทเนอร์" (superpartner) หรือคู่ยิ่งยวดที่คาดว่ามีมวลมากกว่า เช่น อิเล็กตรอน (electron) มีคู่คือ ซีเล็กตรอน (selectron) ควาร์ก (quark) มีคู่คือ สควาร์ก (squark) เป็นต้น เชื่อว่าคู่ยิ่งยวดเหล่านี้มีอยู่ในช่วงสั้นๆ หลังเกิดบิกแบง โดยเกิดขึ้นและสลายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากมวลที่มากทำให้ไม่เสถียร ซึ่งวิธีที่จะสร้างคู่ยิ่งยวดขึ้นมาต้องสร้างเงื่อนไขให้คล้ายหลังเกิดบิกแบงในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยพลังงานมหาศาล
       
       - ทฤษฎีซูเปอร์สตริง (Superstring theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายอนุภาคและแรงพื้นฐานในธรรมชาติด้วยทฤษฎีเดียว โดยจำลองให้อนุภาคและแรงพื้นฐานเหล่านั้นคือการสั่นของเส้นเชือกสมมาตรเล็กๆ (tiny supersymmetry string) โดยมีแบบจำลองอย่างในทฤษฎีนี้ที่ผลการทดลองของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี
       
       - แบบจำลองที่สมมติว่าเอกภพมีมิติมากกว่า 4 มิติ (Large extra-dimensions theories) โดยเราสามารถรับรู้ได้ถึงมิติของความกว้าง ความยาว ความสูงและเวลา แต่มีทฤษฎีที่เสนอว่าเอกภพมีมิติที่มากกว่านี้และคาดว่าการทดลองของเซิร์นจะเผยให้เห็นมิติพิเศษ (extra-dimension) เพิ่มเติมมากกว่า 4 มิติที่เรารับรู้ได้

ภาพของเจ้าหน้าที่ขณะกำลังติดตั้งเครื่องซีเอ็มเอสซึ่งปัจจุบันติดตั้งเสร็จแล้ว


       
       "เฟอร์มิแล็บ" คู่แข่งหาอนุภาคพระเจ้า
       

       ไม่ใช่แค่เซิร์นที่มุ่งมั่นหาอนุภาคพระเจ้า แต่เครื่องเร่งอนุภาคจากฟากสหรัฐฯ อย่าง "เทวาตรอน" (Tevatron) ของห้องปฏิบัติการเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) ก็มีเป้าหมายที่จะค้นหาอนุภาคฮิกก์สเช่นเดียวกัน ซึ่งการแข่งขันของนักฟิสิกส์ 2 ทวีปเป็นไปอย่างดุเดือดแต่ก็ไม่ถึงขั้นฆ่าแกงกัน โดยสหรัฐและเฟอร์มิแล็บก็กุลีกุจอที่จะมีส่วนร่วมกับเซิร์นในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์" (Observer) และได้สนับสนุนเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญๆ ด้วย
       
       อย่างไรก็ดีขณะที่เซิร์นกำลังจะตัดริบบิ้นเดินเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อหาอนุภาคพระเจ้าในเร็ววันนี้เทวาตรอนก็ใกล้จะปิดตัวลงในปี 2553 แล้ว
       
       ปีเตอร์ ฮิกก์ส ซึ่งขณะนี้อยู่ในวัย 78 ปีแล้วกล่าวว่า บางทีเฟอร์มิแล็บอาจจะค้นพบอนุภาคฮิกก์สได้ก่อนห้องแล็บขนาดใหญ่อย่างเซิร์นก็เป็นได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่นั่น เพราะเป็นไปได้ว่าสัญญาณของฮิกก์สอาจปรากฏอยู่ในข้อมูลการทดลองของพวกเขา แต่ปริมาณของข้องมูลที่มากเกิน ทำให้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ออกมาได้
       
       ตามรายงานของนิตยสารเนชันแนลจีโอกราฟิก (National Geographic) ระบุว่าความยากของการตามหาอนุภาคฮิกก์ส คือการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดจากเศษซากเป็นฝอยกระจายไปทั่ว ขณะพลังงานจากอนุภาคแปรสภาพเป็นมวลซึ่งเกิดหลังจากโปรตอนชนกันแล้ว และเศษซากการสลายตัวของฮิกก์สจะปรากฏก็ต่อเมื่อข้อมูลมหาศาลระดับเพตะไบต์ (petabyte) หรือข้อมูลระดับล้านกิกะบิต อีกทั้งโอกาสเกิดฮิกกส์จากอนุภาคชนกันก็มีเพียงหนึ่งในหลายล้านล้านครั้งเท่านั้น

ภาพจำลองทางคอมพิวเตอร์แสดงร่องรอยการเกิดฮิกก์ส ซึ่งหากการทดลองจริงพบฮิกก์สก็จะได้รับสัญญาณคล้ายกันนี้


       
       อาจเกิด "หลุมดำ" แต่คงไม่กลืนโลก
       
       
อย่างไรก็ดีหลายคนอดหวั่นใจไม่ได้ว่าการทดลองของเซิร์นอาจทำให้เกิดหลุมดำที่กลืนกินโลกทั้งใบได้ แต่ความกังวลนั้นในความเห็นของปีเตอร์ ฮิกก์ส ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีอนุภาคฮิกก์สมองว่าเป็นความกลัวที่เกิดจากการสร้างจินตนาการเกินจริงมากไป และระบุว่าหลุมดำที่เกิดขึ้นจากทดลองนั้นจะไม่ขยายใหญ่จนดูดโลกทั้งใบได้
       
       ขณะที่นักฟิสิกส์ทฤษฎีของไทยอย่าง ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ ผู้ให้ความเห็นต่อการค้นหาอนุภาคฮิกก์สไปก่อนหน้านี้ก็ชี้แจงถึงความกังวลดังกล่าวว่า เป็นไปได้ที่การทดลองของเซิร์นจะทำให้เกิด "หลุมดำจิ๋ว" (mini black hole) แต่มีโอกาสน้อยมากที่หลุมดำดังกล่าวจะดูดกลืนโลก เพราะหลุมดำเหล่านี้เล็กมาก เล็กกว่าโปรตอนและช่องว่างระหว่างอะตอมหลายเท่า
       

       ดังนั้นโอกาสหลุมดำจิ๋วที่จะดูดอนุภาคอื่นๆ จึงน้อยมาก และมีหลายทฤษฎีที่ทำนายว่าหลุมดำจิ๋วที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เสถียรคือเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีและสลายตัวไปเป็นอนุภาคอื่นๆ ส่วนหลุมดำขนาดใหญ่ในอวกาศก็จะไม่ทำอันตรายเราหากเราไม่เข้าไปใกล้มากเกินไป
       
       "โดยทฤษฎีแล้วถ้าหากมีหลุมดำจิ๋วลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริงละก็ มันอาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้วในธรรมชาติ เคยมีผู้ใช้ทฤษฎีเดียวกันนี้ทำนายว่ารังสีคอสมิกพลังงานสูงจากนอกโลกก็สามารถทำให้เกิดหลุมดำขนาดเล็กพวกนี้บนบรรยากาศชั้นสูงของโลกเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้ามันดูดโลกเข้าไปละก็ มันคงดูดไปนานแล้ว ไม่ต้องรอเครื่องแอลเอชซี"
       
       ดร.อรรถกฤตกล่าวและยืนยันว่าการทดลองของเซิร์นจะไม่เกิดระเบิดล้างโลกอย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางทำให้เกิดระเบิดนิวเคลียร์ เนื่องจากการระเบิดแบบนิวเคลียร์นั้นต้องอาศัยปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ธาตุกัมมันตรังสีหลายกิโลกรัม
       
       แต่ปฏิกิริยาในเครื่องเร่งอนุภาคของเซิร์นนั้นเกิดจากการชนกันของโปรตอน 2 ตัว ซึ่งมีมวลน้อยเกินกว่าจะเป็น "มวลวิกฤต" (critical mass) ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ โดยเมื่อโปรตอนชนกันแล้วจะสลายตัวไป ส่วนอนุภาคที่เกิดขึ้นจากการชนก็จะตกที่เครื่องวัดของนักฟิสิกส์และไม่ชนกับธาตุหนักอื่นๆ จึงไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ขึ้นอย่างแน่นอน
       
       สำหรับนักฟิสิกส์แล้วความน่ากลัวคงไม่ใช่ประเด็นว่าเซิร์นจะระเบิดหรือไม่ แต่ความน่ากังวลที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่ "การชนกันครั้งไหน" จะเป็นเงื่อนไขก่อให้เกิดฮิกก์ส เพราะโอกาสการเกิดอนุภาคที่ทุกคนรอคอยมีเพียง "หนึ่งในล้านล้านครั้ง" เท่านั้น
       
       และแม้จะเกิด "ฮิกก์ส" ขึ้นมาจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน เพื่อแกะรอยข้อมูลมากมายมหาศาล ที่ไม่ใครทราบว่าภารกิจการงมเข็มในอภิมหาสมุทรจะจบสิ้นเมื่อไหร่
       
       หรือที่สุดแล้ว...การลงทุนมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบเป็นเงินไทย ของมนุษยชาติเพื่อไขกำเนิดจักรวาล อาจจะลงท้ายที่ไม่พบอะไรเลย
       
       แต่นั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความสนใจใคร่รู้ สู่การค้นหาที่มาของสรรพสิ่ง เพราะคำถามที่ท้าทายที่สุดในขณะนี้ก็คือ "เรามาจากไหน" เพื่อจะตอบคำถามอันยิ่งใหญ่ต่อไปว่า "เรา (จักรวาล, โลก, และสิ่งมีชีวิต) จะเป็นอย่างไรต่อไป"


รู้จัก "ปีเตอร์ ฮิกก์ส" ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีอนุภาคพระเจ้า

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 16 เมษายน 2551

 

แรกได้ยินคำว่า "ฮิกก์ส" ชื่ออย่างเป็นทางการของอนุภาคที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "อนุภาคพระเจ้า" บางคนอาจคาดเดาว่าเป็นชื่อที่มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกหรือละตินเช่นเดียวกับหลายๆ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ หรืออาจเป็นชื่อของเทพสักองค์หรือไม่
       
       แต่แท้จริงแล้วชื่ออันแปลกประหลาดของอนุภาคที่ยังไม่มีใครค้นพบนี้ เป็นนามสกุลของผู้เสนอทฤษฎีที่ว่า ยังมีอีกอนุภาคอันเป็นต้นกำเนิดของมวลแห่งสรรพสิ่ง เขาผู้นั้นมีนามว่า "ปีเตอร์ ฮิกก์ส"

ปีเตอร์ ฮิกก์ส ผู้ให้ทฤษฎีอนุภาคกำเนิดมวล
       

       

     ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ต่างใจจดใจจ่อรอการเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) เครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลกขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) หรือ "เซิร์น" (CERN) ในเดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ ว่าจะเกิด "ฮิกก์ส" (Higgs) อนุภาคที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น "อนุภาคพระเจ้า" (God Particle) ซึ่งจะตอบคำถามถึงการมีอยู่ของมวลในเอกภพหรือไม่
       
       ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) ศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ (Edinburgh University) แห่งสหราชอาณาจักร ผู้เสนอแก่โลกตั้งแต่ปี 2507 ว่ามีอนุภาคนี้อยู่ ก็ลุ้นให้มีการค้นพบ "ฮิกก์ส" อนุภาคที่ได้รับการตั้งชื่อตามนามสกุลของเขาเช่นเดียวกัน
       
       พร้อมๆ กันนั้น "ฮิกกส์" ก็คาดหวังว่าตัวเขาเองจะมีชีวิตยืนยาวได้ทันเห็นการค้นพบ "ฮิกกส์" ที่เป็นอนุภาคสำคัญจากการทดลองครั้งสำคัญนี้ โดยในวันที่ 29 พ.ค.2552 เขาจะมีอายุครบ 80 ปีพอดี
       
       "ผมขอต่ออนุภาคพระเจ้าของผม ให้มีชีวิตยืนยาวอีกสักหน่อย ผมคงจะเปิดขวดแชมเปญหรือวิสกี้ แล้วให้เวลาเพื่อฉลองสักเล็กน้อย" ฮิกก์สกล่าวอย่างติดตลกกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเยี่ยมชมเซิร์นเมื่อวันเปิดบ้านต้นเดือนเมษายนทีผ่านมา ซึ่งการให้สัมภาษณ์ของนักฟิสิกส์ผู้ยืนยันว่ามีอนุภาคผู้ให้กำเนิดนั้นเกิดยากยิ่ง เพราะนอกจากวงการฟิสิกส์อนุภาคจะมีสักกี่คนกันที่จะเข้าใจและเข้าถึง
       
       ฮิกกส์ได้นำเสนอทฤษฎีที่อธิบายจุดกำเนิดของมวลตั้งแต่ปี 2507 อย่างไรก็ดีเขารู้สึกลำบากใจต่อความโด่งดังที่ได้รับจากอนุภาคที่ใช้ชื่อเดียวกับเขา และได้ยกความดีความชอบให้กับกลุ่มนักฟิสิกส์จำนวนมากที่ทำงานจนนำไปสู่ความเข้าใจเกี่ยวกับมวล
       
       ทั้งนี้ความสมมาตร (symmetry) เป็นเรื่องสำคัญยิ่งสำหรับแนวคิดทางฟิสิกส์  หากอนุภาคในแบบจำลองมาตรฐาน (standard model) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายแรงพื้นฐานและอนุภาคมูลฐานในธรรมชาติด้วยสมการเพียงหนึ่งเดียวนั้น สมมาตรกันอย่างสมบูรณ์ ก็จะไม่มีอนุภาคใดเลยในแบบจำลองที่มีมวล
       

       แต่ความจริงที่ว่าอนุภาคมูลฐานส่วนใหญ่ไม่ได้ไร้มวล ดังนั้นต้องมีบางสิ่งที่ที่ทำให้เกิดมวลขึ้นในอนุภาค บางสิ่งที่ว่านั้นก็คือ "สนามฮิกก์ส" (Higgs field)
       
       ย้อนกลับไปทำความรู้จักกับ "ฮิกก์ส" อันหมายถึงตัวปีเตอร์นั้น เขาเกิดที่ประเทศอังกฤษ แต่วัยเด็กต้องเรียนหนังสือที่บ้าน เพราะต้องย้ายบ้านบ่อยครั้ง เนื่องด้วยอาชีพของบิดาที่เป็นวิศวกรเสียง (sound engineer) ของสถานีบีบีซี และเขาเองก็มีอาการหอบหืดเป็นโรคประจำตัว จนกระทั่งเขาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนแกรมมาร์สคูลโคธัม (Cotham Grammar School) ซึ่งขณะนั้นเขาได้แรงบันดาลใจจากผลงานของพอล ดิแรค (Paul Dirac) รุ่นพี่ในโรงเรียนเดียวกันผู้วางรากฐานกลศาสตร์ควอนตัม
       
       เมื่อฮิกกส์อายุ 17 เขาก็สนใจในคณิตศาสตร์ขณะเข้าเรียนที่โรงเรียนซิตีออฟลอนดอน (City of London School) จากนั้นก็ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน (King's College London) จนจบปริญญาเอกและทำงานที่นั้น ก่อนย้ายไปที่มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ (Edinburgh University) ในสก็อตแลนด์ ตอนวัย 30 ซึ่งที่สถาบันนี้เองเขาเริ่มสนใจในมวล และได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์อนุภาคเมื่อปี 2523
       
       สำหรับการค้นหาอนุภาคฮิกกส์นั้น ปีเตอร์ ฮิกก์สเชื่อแน่ว่ามีอนุภาคฮิกก์สอยู่จริงและจะปรากฏในข้อมูลการทดลองอย่างรวดเร็ว
       
       นั่นทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาอย่างมากในการวิเคราะห์ ก่อนที่จะประกาศออกมาว่าพบแล้ว และเขาจะรู้สึกฉงนอย่างมากหากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่ของฮิกก์สได้ ซึ่งนั่นหมายความว่าทฤษฎีที่เชื่อกันมานั้นผิดทั้งหมด
       

       ทั้งนี้การทดลองพิสูจน์ว่าฮิกก์สมีอยู่จริงหรือไม่น่าจะเริ่มขึ้นในเดือนกรฏาคม 2551 ซึ่งเป็นเดือนเดียวกับเมื่อ 44 ปีที่แล้วที่ทฤษฎีเกี่ยวกับการมีอยู่ของอนุภาคพระเจ้าได้รับการเสนอขึ้นมาโดย "ปีเตอร์ ฮิกก์ส".
       
       (ข้อมูลและภาพประกอบจากสารานุกรมวิกิพีเดีย, สำนักข่าวต่างประเทศ และเซิร์น)


ชิ้นส่วนสุดท้ายต่อเสร็จ! "เซิร์น" พร้อมเดินเครื่องสู่ "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" กลางปี

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 5 มีนาคม 2551

    เซิร์น/ไซน์เดลี/เดอะรีจิสเตอร์ - ในที่สุดการติดตั้งเครื่องมือชิ้นสุดท้ายซึ่งเปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ยักษ์ของ "เซิร์น" ก็ลุล่วงไปแล้ว จากนี้ไปคือการทดสอบการทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่ชายแดนสวิส-ฝรั่งเศสว่าทำงานเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนเดินเครื่องไขปริศนาเข้าใกล้ "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" กลางปีนี้


       

       อุปกรณ์ที่เรียกว่า "กังหันเล็ก" (small wheel) ซึ่งไม่เล็กดั่งชื่อนั้นเป็นชิ้นส่วนสุดท้ายของเครื่องตรวจจับอนุภาคของกลุ่ม "แอตลาส" (ATLAS) ที่เกิดจากความร่วมมือของนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรกว่า 2,100 คนจาก 167 องค์กรใน 37 ประเทศนั้นได้ถูกลำเลียงสู่อุโมงค์ใต้ดินที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อันเป็นห้องปฏิบัติการทางด้านฟิสิกส์อนุภาคขนาดใหญ่ของ "เซิร์น" (CERN) หรือองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปลายเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา


       
       เครื่องตรวจจับอนุภาคของกลุ่มแอตลาสนี้เป็นเครื่องตรวจจับอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยวัดเป็นความยาวได้ 46 เมตร สูงและกว้าง 25 เมตร มีน้ำหนัก 7,000 ตันและเต้มไปด้วยเซนเซอร์กว่า 100 ล้านตัว ซึ่งอุปกรณ์เหล่านั้นมีหน้าที่ในการตรวจวัดอนุภาคที่คาดว่าเป็น "มิวออน" (muon) ซึ่งเกิดจากการชนกันของอนุภาคโปรตอนในเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่แอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC)
       
       ทั้งนี้ ชิ้นส่วนแรกของแอตลาสสำหรับการทดลองเริ่มติดตั้งมาตั้งแต่ปี 2546 จากนั้นก็มีอุปกรณ์สำหรับตรวจวัดอีกมากมายถูกลำเลียงลงใต้ดินที่อยู่ลึกลงไป 100 เมตร
       
       "นับเป็นวันที่น่าตื่นเต้นสำหรับเรา กระบวนการติดตั้งได้เดินมาบทสรุปแล้วและเราก็กำลังใส่เกียร์เพื่อเริ่มต้นโครงการใหม่สำหรับการวิจัยฟิสิกส์" มาร์ซิโอ เนสซี (Marzio Nessi) ผู้ประสานงานทางเทคนิคของกลุ่มแอตลาสกล่าว
       
       แอตลาสมีกังหันเล็กอยู่ 2 ตัวซึ่งเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องตรวจวัดอนุภาคอื่นๆ โดยทั้งสองเครื่องนั้นต่างมีความเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 9.3 เมตรและหนักถึง 100 ตันเมื่อรวมกับวัสดุซึ่งใช้เป็นฉนวนที่มีมวลมากด้วย และยังมีเครื่องตรวจจับที่มีความไวสูงเพื่อจำแนกโมเมนตัมของอนุภาคที่จะเกิดขึ้นจากเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีด้วย


       


       รวมพื้นที่ทั้งหมดสำหรับระบบตรวจวัดสเปกตรัมของมิวออนนั้นเท่ากับสนามฟุตบอล 3 แห่งและรวม 1.2 ล้านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ขึ้นต่อกันด้วย เมื่ออนุภาคผ่านสนามแม่เหล็กที่สร้างขึ้นจากแม่เหล็กที่เป็นตัวนำยิ่งยวดแล้ว อุปกรณ์ตรวจวัดต่างๆ จะสามารถติดตามอนุภาคได้อย่างแม่นยำถึงระดับความกว้างเท่าเส้นผมเลยทีเดียว
       
       "เครื่องตรวจวัดที่แตกหักง่ายนี้ประกอบขึ้นเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยก่อสร้างเพื่อฟิสิกส์พลังงานสูง" เกออร์ก ไมเกนเบิร์ก (George Mikenberg) หัวหน้าโครงการตรวจจับมิวออนของแอตลาสกล่าว
       
       ด้านอารีลลา แคททาอิ (Ariella Cattai) หัวหน้าทีมกังหันเล็กกล่าวว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญคือการลำเลียงกังหันเล็กลงสู่ใต้ดินด้วยรูปแบบการเคลื่อนที่แบบซิกแซกไปตามเส้นทาง และการจัดเรียงเครื่องตรวจวัดในระยะห่างระดับมิลลิเมตรจากเครื่องตรวจวัดอื่นๆ ที่ติดตั้งเรียบร้อยแล้วภายในอุโมงค์


       


       ทั้งนี้ทีมพัฒนาเครื่องตรวจวัดสเปกตรัมมิวออนซึ่งประกอบด้วยนักฟิสิกส์กว่า 450 คนจาก 48 องค์กรนั้นใช้เวลามากกว่าทศวรรษเพื่อการพัฒนาเครื่องมือตั้งแต่วางแผนไปจนถึงก่อสร้างเครื่องมือสำหรับระบบที่ซับซ้อน หลังการติดตั้งชิ้นส่วนสุดท้ายแล้ว อีกหลายสัปดาห์หลังจากนี้ก็คือการทดสอบเครื่องไม้เครื่องมือ และการทดลองจริงจะเริ่มขึ้นในฤดูร้อนภายในปีนี้ของโลกในเขตอบอุ่นนั้นคือตั้งแต่เดือน ก.ค.เป็นต้นไป
       
       การทดลองเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีจะนำนักฟิสิกส์ไปสู่การก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่เริ่มต้นด้วยคำอธิบายเรื่องแรงโน้มถ่วงของนิวตัน โดยแรงโน้มถ่วงนั้นมีอยู่ทุกหนทุกแห่งเนื่องจากเป็นแรงที่กระทำต่อมวล แต่จนถึงทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมอนุภาคจึงมีมวลอย่างที่เป็น ซึ่งเชื่อว่าการทดลองของเซิร์นนั้นจะให้คำตอบได้
       
       ไม่เพียงเท่านั้นการเดินเครื่องแอลเอชซียังจะพิสูจน์สสารมืดและพลังงานมืดที่ลึกลับของเอกภพด้วย ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์จะได้สืบเสาะหาความจริงถึงเหตุผลในสิทธิพิเศษของธรรมชาติที่ให้สสารมีเหนือกว่าปฏิสสาร และพิสูจน์สสารขณะที่มีอยู่ใกล้เคียงกับการเริ่มต้นของเวลา รวมทั้งมองหามิติพิเศษของกาล-อวกาศ (space-time)
       
       "เราเชื่อว่ามิวออนเป็นสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ที่น่าสนใจ หากมีเหตุการ์ณที่สัมพัทธ์กับมิวออนอย่างเพียงพอ นั่นหมายถึงศาสตร์แห่งฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงได้ก้าวข้ามประตูสู่ยุคแห่งความเข้าใจใหม่ และเป็นไปได้ว่าอาจจะเข้าใกล้ "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" (Theory of everything) ที่ยังคงคลุมเครือ" คำกล่าวของ เจมส์ เบนซิงเกอร์ (James Bensinger) นักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยบรานเดส (Brandeis University) ในสหรัฐฯ
       
       อย่างไรก็ดีย้อนกลับไปเมื่อเดือน มี.ค.ปีที่ผ่านมา แม่เหล็กซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของเครื่องเครื่องเร่งอนุภาคโปรตอนนั้นเกิดเสียหายระหว่างการทดสอบที่เป็นภารกิจประจำ ซึ่งเป็นความเสียหายที่ใกล้ระดับ "เกือบหายนะ" ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเดินเครื่องตามกำหนด.


การทดลองสุดยิ่งใหญ่าของมวลมนุษย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16


ยุคสมัยที่กำลังหมดไป "โทรเลขไทย" เทคโนโลยีแรกย่อโลก

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 เมษายน 2551

กว่า 133 ปีที่โทรเลขรับใช้สังคมเรื่อยมา หลัง 30 เมษาฯ นี้ โทรเลขไทยจะเป็นเพียงตำนานเท่านั้น

"ถ้ามีไม่ต้องมา ถ้าไม่มีให้รีบมาด่วน" ข้อความอะไรไม่รู้ ที่ดูเหมือนจะเข้าใจกันเฉพาะผู้รับกับผู้ส่ง และเพราะต้องส่งเป็นข้อความสั้นๆ จึงทำให้ตีความไปได้หลายอย่างจนชวนตลกขบขัน สร้างสีสันให้แก่ "บุรุษโทรเลข" ที่ทำหน้าที่ในฐานะคนกลางเป็นระยะๆ
       
       "โทรเลข" แรกเริ่มคือรหัสนัดหมายกันระหว่างคนเดินเรือ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับเป็นข้อความที่รู้กันในคู่รักหนุ่มสาวซะอย่างนั้น...ใครจะรู้ว่า 133 ปีแล้วที่ประเทศไทยมีโทรเลขไว้ใช้ ทว่าถึงตอนนี้ โทรเลขได้เดินมาจนสุดปลายทาง และกำลังจะปิดฉากลงในวันที่ 30 เม.ย.51 นี้

       
       กำเนิดโทรเลข

แซมมวล มอร์ส ผู้ให้กำเนิดรหัสมอร์สและโทรเลข


       

       เมื่อเอ่ยถึง "แซมวล มอร์ส" (Samuel Morse) นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้มีชีวิตรุ่งเรืองในคริสต์ศตวรรษที่ 19 "รหัสมอร์ส" (Morse code) คงเป็นสิ่งหนึ่งเดียวที่หลายคนจะนึกถึงคู่กันกับเขา สำหรับคู่ความสัมพันธ์ระหว่างนักประดิษฐ์และสิ่งประดิษฐ์คิดค้นแห่งยุค หากเปรียบต่อไปอีกนิด ระหว่าง "รหัสมอร์ส" และ "โทรเลข" (Telegraph) ด้วยก็จะสัมพันธ์กันดั่งคู่ “สามี-ภรรยา” ไม่ปาน
       
       ว่ากันว่า "มอร์ส" คิดรหัสมอร์สขึ้นใช้กับโทรเลข เพื่อแก้ปมขัดแย้งในจิตใจของเขาที่เกิดจากการสื่อสารยุคเก่าอย่าง "จดหมาย" ที่ทำให้เขาทราบข่าวการเสียชีวิตของภรรยาช้าไปถึง 3 วัน มอร์สจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องพิชิตเงื่อนไขด้านเวลาให้ได้ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารที่ดีกว่า...
       
       รหัสมอร์สถือกำเนิดขึ้นในปี 2380 และวันที่ 24 พ.ค.2387 ตัวของมอร์สเองได้ทดลองใช้ส่งข่าวสารจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ผ่านสายโทรเลขที่รัฐบาลกลางให้เงินอุดหนุนเชื่อมไปถึงเมืองบัลติมอร์ในมลรัฐแมรีแลนด์ เป็นระยะทางประมาณ 57 กม.
       
       โทรเลขฉบับแรกประกอบด้วยตัวอักษรเพียง 18 ตัว แต่เป็นข้อความประวัติศาสตร์ของวงการโทรคมนาคมคือ "What hath God wrought" (วอต ฮัธ ก็อด รอธ) ที่แปลเป็นไทยว่า "สิ่งต่างๆ ล้วนพระผู้เป็นเจ้ารังสรรค์ขึ้น" ตามคำสอนประโยคหนึ่งในไบเบิล วันนั้นจึงเป็นวันที่ได้รับการจารึกในประวัติศาสตร์และปลดสลักในจิตใจของเขาอย่างสิ้นเชิง
       
       โทรเลขที่มอร์สคิดขึ้นเป็นเครื่องส่งสัญญาณไฟฟ้าทางไกลอย่างง่าย ทำงานโดยการกดและปล่อยสวิตซ์ไฟที่ประกอบด้วยสปริงทองเหลือง ส่วนปลายมีปุ่มกดซึ่งติดกับสปริงและแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดเล็ก เมื่อกดปุ่มกระแสไฟฟ้าจะเคลื่อนที่ เมื่อยกมือออกกระแสไฟฟ้าจะถูกตัด หากกดแล้วปล่อยจะได้ผลเป็นจุด (.) และหากกดปุ่มค้างจะได้ผลเป็นขีด (-)
       

       เมื่อสร้างรูปแบบวิธีเรียงจุดและขีดแทนตัวอักษรและตัวเลข เช่น
       
       . -  (จุด ขีด) แทนอักษรตัว "A"
       - . . .  (ขีด จุด จุด จุด) แทนอักษรตัว "B"  
       
       หรือรหัสมอสในภาษาไทย
       
       - - . (ขีด ขีด จุด) แทนอักษร "ก" 
       - . - . (ขีด จุด ขีด จุด) แทนอักษร "ข" 
       
       ส่วน . . . --- . . . (3 จุด 1 ขีด และอีก 3 จุด) หมายถึงรหัสสากลเพื่อขอความช่วยเหลือในนาม "รหัส SOS"
       
       เพียงเท่านี้ การส่งข้อความจากที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งด้วยโทรเลขก็เริ่มขึ้น

ภาพวาดจำลองเหตุการณ์ในวันที่ 24 พ.ค.2387 ที่มอร์สส่งโทรเลขข้ามเมืองได้สำเร็จ จากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ถึงเมืองบัลติมอร์ ระยะทาง 57 กม.


       
       “โทรเลข” ต้นแบบเทคโนโลยีย่อโลก
       

       หลายคนอาจมองว่าการส่งโทรเลขดูยุ่งยากไปบ้างในสายตาคนยุค "หมู่บ้านโลก" ที่ร้อยรัดด้วยเทคโนโลยีที่ไฮเทคกว่าอย่าง "อินเทอร์เน็ต" แต่สำหรับยุคของมอร์สแล้วต้องถือว่าโทรเลขเป็นช่องทางการสื่อสารที่ฉับไวมาก เทียบไม่ได้กับจดหมายที่ใช้เวลาหลายวันกว่าจะถึงมือผู้รับ
       
       ขณะที่สัญญาณไฟฟ้าจากเครื่องส่งโทรเลขวิ่งรี่ไปยังเครื่องรับในอีกซีกโลก ใช้เวลาประมาณ 2-10 นาที และใช้เวลาอีกนิดหน่อยเพื่อถอดรหัสออกมาเป็นข้อความโดย "บุรุษโทรเลข" เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาลงบนกระดาษ บรรจุในซองหรู และจำหน่ายถึงมือผู้รับปลายทาง โดยทั้งหมดใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง

การทดลองของมอร์สได้เชื่อมต่อการสื่อสารจากกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ไปถึงเมืองบัลติมอร์ในรัฐแมรีแลนด์


       
       "ชัดเจนเลยว่าโทรเลขเป็นเทคโนโลยีแรกๆ ที่ย่อโลกโทรคมนาคมและการสื่อสารให้เล็กลง สมัยก่อนส่งจดหมายอาจใช้เวลา 3-5 วัน แต่โทรเลขวันเดียวก็ถึง" "
       
       "ส่งวันนี้พรุ่งนี้เช้าได้แล้ว หรือไม่ส่งเช้าตอนเย็นก็ได้ สัญญาณมันส่งถึงกันใน 10 นาที แต่จะส่งถือมือผู้รับช้า-เร็วขึ้นกับตอนจำหน่ายไปส่งเท่านั้น
" สมพล จันทร์ประเสริฐ ที่ปรึกษาอาวุโส บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าว
       
       นอกจากนี้โทรเลขเพื่อการพาณิชย์สายแรกของโลกเปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อ 9 เม.ย.2382 โดยเซอร์ ชาร์ลส์ วีตสโตน (Sir Charles Wheatstone) และเซอร์ วิลเลียม ฟอตเธอร์กิลล์ คุก (Sir William Fothergill Cooke) เป็นเวลาไม่นานหลังจากมอร์สจดสิทธิบัตรสิ่งที่เขาค้นพบ
       
       พวกเขาได้วางสายโทรเลขตามรางรถไฟของบริษัท เกร็ต เวสต์เทิร์น เรลเวย์ (Great Western Railway) เป็นระยะทาง 20.8 กม.จากสถานีแพดดิงตันถึงเวสต์เดร์ตันในอังกฤษ จากนั้นสายโทรเลขข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกระหว่างยุโรปและสหรัฐฯ ก็เสร็จสมบูรณ์เมื่อปี 2409 และโทรเลขก็แพร่หลายทั่วโลกนับจากนั้น

เครื่องรับ-ส่งโทรเลขด้วยรหัสมอร์ส


       
       ตะแล้ปแก๊ปในแดนรูปขวาน

บรรยากาศในห้องทำงานของเหล่าบุรุษโทรเลขในอดีต


       

       

      พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำรัสให้สร้างระบบโทรเลขขึ้นเมื่อปี 2418 ในความดูแลของกระทรวงกลาโหม แต่จริงๆ แล้ว ประเทศไทยรู้จักโทรเลขมาตั้งแต่ปี 2404 เมื่อคณะทูตปรุสเซีย (ปรัสเซีย) นำโทรเลขพร้อมบรรณาการมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เพื่อเจริญสัมพันธไมตรี ครั้งนั้นคนไทยรู้จักโทรเลขในนาม "ตะแล้ปแก๊ป"
       

       โทรเลขสายแรกของไทยคือสายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการ ระยะทาง 45 กม.เพื่อแจ้งข่าวเรือรบและเรือสินค้าที่ติดต่อกรุงเทพฯ จากแต่เดิมที่ใช้ม้าเร็ววิ่งสารกินเวลาครึ่งวัน แต่โทรเลขทำได้ในครึ่งชั่วโมง ส่วนโทรเลขสายที่สองในอีก 3 ปีถัดมาคือ สายกรุงเทพฯ-บางปะอิน ระยะแรกของโทรเลขไทยใช้เพื่อราชการเท่านั้น
       
       กระทั่งปี 2426 เมื่อตั้ง "กรมโทรเลข" ได้มีการเปิดโทรเลขสายตะวันออก "กรุงเทพฯ-ไซง่อน" เป็นโทรเลขติดต่อกับต่างประเทศสายแรก และบุกเบิกศักราชใหม่ของโทรเลขไทยที่ให้บริการสำหรับคนทุกชั้นวรรณะ ตั้งแต่กษัตริย์ถึงสามัญชน
       
       
นับจากนั้นโทรเลขไทยก็เติบโตเรื่อยมาพร้อมๆ กับก้าวกระโดดของโทรเลขโลก จากยุคเริ่มต้นของเครื่องรับ-ส่งรหัสมอร์สในปี 2418 ที่ใช้สายลวดสังกะสีเป็นสื่อกลางไปเป็นสู่การใช้ "โทรศัพท์แมกนีโต" ซึ่งเจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อความถึงกันผ่านโทรศัพท์ที่เกิดจากการคิดค้นของ "อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์" (Alexander Graham Bell) ในปี 2419 เพื่อให้ปลายทางจดลงกระดาษและพิมพ์ส่ง

วิธีการเรียงจุดและขีดสำหรับแทนอักษรไทย


       
       อีกความก้าวหน้าของโทรเลขยังเป็นการใช้คลื่นวิทยุ เรียกว่า "วิทยุโทรเลข" ซึ่งจำกัดเฉพาะการติดต่อข้ามประเทศเช่น กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี หรือในพื้นที่ห่างไกลในประเทศที่เสาโทรเลขเข้าไม่ถึง ก่อนขยับไปสู่ "เครื่องโทรพิมพ์" ที่มีลักษณะคล้ายเครื่องพิมพ์ดีดขนาดใหญ่ที่ส่งข้อความภาษาไทย-อังกฤษถึงกันในปี 2472 และสุดท้ายที่ยุค "คอมพิวเตอร์" ในปี 2519 ซึ่งเขียน แก้ และเก็บข้อมูลได้ง่าย
       
       "เราใช้เวลาประมาณร้อยปีหลังจากมีโทรเลขใช้ กว่าจะเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ ปี 2426 เป็นปีแรกที่มีโทรเลขบริการประชาชน แต่มาแพร่หลายจริงๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี 2460 และประมาณปี 2510 ถึงครอบคลุมทั้งหมด" เสรี อับดุลเลาะห์ พนักงานไปรษณีย์ระดับ 7 วัย 52 ผู้ยังทำงานกับโทรเลขมาถึง 34 ปีเล่า
       
       เขาว่าพื้นที่ให้บริการโทรเลขยุคนั้นไม่เว้นแม้แต่ปลายสุดของประเทศที่สถานีสุไหง-โกลก เว้นแต่ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาอย่าง อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน อ.แม่สอด จ.ตาก หรือบางพื้นที่ใน จ.เชียงราย ที่เข้าไปตั้งเสาไม่ได้ อาจต้องส่งโทรเลขไปยังสถานีที่ใกล้ที่สุดเพื่อดั้งด้นส่งต่อไปถึงมือผู้รับ
       
       จากโทรเลขแจ้งข่าวร้ายสู่ "โทรเลขแจ้งข่าวดี"

ตัวอย่างซองโทรเลขแบบเร่งด่วนและแบบธรรมดา โดยเจ้าหน้าที่จะพิมพ์แผ่นบันทึกข้อมูลสีขาวไปบรรจุซองเพื่อส่งถึงมือผู้รับปลายทาง


       
       ทั้งนี้จะเรียกว่าโชคร้ายอันมาจากข้อดีก็น่าจะได้ โทรเลขจึงอยู่ในฐานะผู้แจ้งข่าวร้ายมาตลอด ใครที่มีอายุสักหน่อยและไม่ได้มีกิจธุระที่ต้องคลุกคลีกับโทรเลขเสมอๆ คงยอมรับว่า แวบแรกที่ได้รับโทรเลข ใจจะพาลคิดถึงข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี เพราะถ้าไม่ใช่เรื่องด่วน คอขาดบาดตาย หรือเรื่องร้ายแรงจริงๆ แล้วคงจะไม่มีใครใช้โทรเลขแจ้งข่าว แต่จะใช้การส่งจดหมายมากกว่า
       
       เสรี วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะค่าใช้จ่ายที่แพงของโทรเลข ที่หลายสิบปีมานี้คิดค่าส่งคำละ 1 บาท หากด่วนพิเศษจะคิดคำละ 2 บาท และมีค่าใช้จ่ายต่ำสุดฉบับละ 10 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมากมายในยุคนั้นซึ่งค่าครองชีพไม่แพง ผิดกับการส่งจดหมายที่มีค่าใช้จ่ายไม่เกิน 2-3 บาท แถมบรรจุข่าวสารได้ไม่จำกัด ดังนั้นไม่ด่วนจริงๆ จดหมายย่อมเป็นมิตรกับกระเป๋าและจิตใจของผู้รับมากกว่าโทรเลข
       
       "จริงๆ แล้ว จากประสบการณ์ที่พบมาจริงๆ โทรเลขแจ้งข่าวร้ายมีไม่มาก ในร้อยฉบับจะมีเพียง 4-5 ฉบับเท่านั้นที่เป็นโทรเลขแจ้งข่าวร้าย 80-90% เป็นการแจ้งข่าวดีหรือโทรเลขทางธุรกรรมมากกว่า แต่เรามักจะคิดไปว่าโทรเลขมักเกี่ยวข้องกับข่าวร้ายมากกว่า" พนักงานอาวุโสเล่า
       
       ด้วยเหตุนี้ กรมไปรษณีย์โทรเลขจึงออก "โทรเลขไมตรีจิต" ขึ้นในปี 2535 เพื่อปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของโทรเลขในฐานะผู้แจ้งข่าวร้ายให้เป็นการส่งไมตรีถึงกันในโอกาสมงคล เช่น งานบวช งานแต่ง งานวันเกิดแทน แต่ก็ดูไม่ได้ผลมากนัก สมพลเผยพร้อมวิเคราะห์ว่า สัดส่วนของโทรเลขไมตรีจิตมีไม่ถึงหนึ่งในสิบของโทรเลขทั่วไป เพราะวัฒนธรรมคนไทยชอบไปงานมงคลด้วยตัวเองมากกว่าโทรเลข

ประชาชนนับร้อยทยอยมาส่งกรอกใบส่งโทรเลขฉบับสุดท้ายด้วยกัน


       
       บ๊าย...บาย "โทรเลข"
       

       อย่างไรก็ดี ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่มีวันเลิกรา เมื่อวิทยาการก้าวไปข้างหน้าเหมือนสายน้ำที่ไม่มีวันหยุดไหล การไหลบ่ามาของเทคโนโลยีคลื่นลูกใหม่อย่างโทรศัพท์ โทรสาร วิทยุ โทรทัศน์ หรือแม้แต่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต ก็ได้พัดพาเส้นทางของโทรเลขให้ตีบตัน
       
       สมพล เผยว่า ประเทศต่างๆ ได้ยกเลิกการใช้โทรเลขล่วงหน้าไปหลายปีแล้ว ที่ใกล้ตัวหน่อยเห็นจะเป็นประเทศลาวที่เลิกใช้โทรเลขไปเมื่อปี 2546 เพราะแบกรับต้นทุนการให้บริการไม่ไหวเมื่อไม่มีผลกำไร หนำซ้ำยังขาดทุนมหาศาล สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง อังกฤษ ฟินแลนด์ นอร์เวย์ ออสเตรีย และสหรัฐฯ ต่างยกเลิกกิจการโทรเลขแล้ว
       
       ส่วนโทรเลขไทยก็อยู่ในสภาพไม่ต่างกันกับลมหายใจรวยรินราวกับจะเป็นเฮือกสุดท้ายอยู่รอมร่อ การออกมาประกาศยุติบทบาท 133 ปีของโทรเลขเมื่อวันที่ 1 มี.ค.51 จึงสร้างความใจหายแก่ผู้ทราบข่าวไม่น้อย โดยมีแนวคิดนำเครื่องโทรเลขที่มีอยู่และอะไหล่ที่ใช้การได้มาประกอบเป็นเครื่องใหม่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์โทรเลขที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของมันในอนาคต
       
       ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานอย่างเสาโทรเลขและสายสังกะสีที่คุ้นตาในสมัยก่อน ส่วนใหญ่มีการรื้อถอนไปชั่งกิโลฯ ขายแทบทั้งหมดแล้วในยุคที่การสื่อสารไร้สายกำลังนิยม สำหรับเจ้าหน้าที่โทรเลขที่มีอยู่ไม่มากนักก็ได้รับการปรับเปลี่ยนทำหน้าที่อื่นๆ ในกิจการไปรษณีย์ต่อไป
       
       "ใจหายแน่นอนเพราะว่ามันเป็นความผูกพัน เพราะเราอยู่กับโทรเลข เห็นการเปลี่ยนแปลงเครื่องไม้เครื่องมือมาเป็นระยะๆ เคยใช้บริการมันและเป็นทั้งผู้ปฏิบัติงานเอง แต่มาถึง พ.ศ.นี้มันก็เป็นธรรมดาของโลกที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง โทรเลขก็เช่นกัน" เสน่ห์ แพ่งสภา ผู้จัดการไปรษณีย์นครหลวงใต้ อดีตพนักงานโทรเลขอีกรายกล่าวอย่างอาลัย

นักศึกษาสาวกำลังส่งแบบการส่งโทรเลขให้เจ้าหน้าที่นับคำและคิดสตางค์


       
       คนใช้บริการน้อย ขาดอะไหล่ และขาดทุน
       

       เหตุผลที่ได้รับการถ่ายทอดจาก กสท เป็นระยะๆ เพื่อรองรับการปิดตำนานโทรเลขไทยคือ เทคโนโลยีการสื่อสารที่ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้บริการโทรคมนาคม อาทิ โทรศัพท์มือถือ การส่งข้อมูลทางอีเมล โทรสาร รวมถึงบริการไปรษณีย์อย่างอีเอ็มเอสและธนาณัติออนไลน์มีความสะดวกรวดเร็วและเข้าถึงผู้คนได้ง่ายกว่าโทรเลขมาก ผู้ใช้โทรเลขจึงแทบหมดไป
       
       "โทรเลขในยุครุ่งเรืองเมื่อปี 2528 มีการส่งโทรเลขถึง 8 ล้านกว่าฉบับ แต่พอมาถึงยุคซบเซาอย่างปี 50 ที่ผ่านมา ทั้งปีมียอดใช้โทรเลขแค่ 7 แสนฉบับ หรือเดือนหนึ่งตกประมาณ 6 หมื่นฉบับ ส่วนใหญ่เป็นภาคธุรกิจและธนาคารที่ใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล เรามีต้นทุนเดือนละ 25 ล้านบาท เฉลี่ยปีละ 300 ล้านฯ แต่มีรายได้เพียง 5 ล้านฯ เราจึงขาดทุนถึงปีละ 295 ล้านฯ" ที่ปรึกษาอาวุโส กสท เล่า

เจ้าหน้าที่นับคำของข้อความที่จะส่งโทรเลข


       
       "ก่อนจะตัดสินใจยกเลิก ช่วง พ.ค.-ก.ค. 50 เราได้เก็บข้อมูลกับสถานีโทรเลข 10 แห่งในกรุงเทพฯ อีก 20 แห่งในต่างจังหวัด ตลอด 3 เดือนมีประชาชนมาใช้โทรเลขเพียง 100 ฉบับ"
       
       "เมื่อสอบถาม 70% บอกว่าไม่มีปัญหาถ้าจะยกเลิกโทรเลขไป ส่วนอีก 10% บอกว่าอยากให้มีอยู่เพราะความคุ้นเคย แต่ก็ยอมรับว่าใช้อย่างอื่นทดแทนได้
" เขาเสริม อีกทั้งการขาดแคลนอะไหล่เพื่อการซ่อมบำรุงที่ไม่มีการผลิตเพิ่มมากว่า 15 ปีแล้วจึงไม่ควรดึงดัน
       
       ประสบการณ์ของพนักงานอาวุโสอย่าง "เสรี" บอกสถานการณ์ปัจจุบันของโทรเลขไทยว่า โทรเลขรหัสมอร์สในประเทศไทยหายไปจากการใช้งานตั้งแต่ปี 2525 เห็นจะได้ อีก 15 ปีให้หลังโทรพิมพ์ก็ถึงเวลาโบกมืออำลา ขณะที่โทรเลขยุคคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ชำรุดและใช้การไม่ได้แล้ว
       
       ส่งโทรเลขฉบับสุดท้าย...อำลาโทรเลขไทย
       

       เพื่อเป็นการรำลึกถึงคุณประโยชน์และความดีของโทรเลขที่จะเป็นเพียงประวัติศาสตร์ในวันที่ 1 พ.ค.51 ระหว่างวันที่ 24-30 เม.ย.นี้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้จัด "สัปดาห์อำลาโทรเลขไทย" ขึ้นเพื่อส่งท้ายกิจการโทรเลขไทยตั้งแต่เวลา 08.30-20.00 น. ณ ไปรษณีย์กลาง บางรัก
       
       ยิ่งไปกว่านั้นได้มีการจำลองบรรยากาศวันวานของกิจการโทรเลขไทย การจัดนิทรรศการตำนานโทรเลขไทย การสาธิตการเคาะรหัสมอร์สวันละ 2 รอบในเวลา 12.30 น.และ 17.30 น. และกิจกรรมร่วมส่งโทรเลขเป็นครั้งสุดท้าย คาดว่าจะมีผู้ส่งโทรเลขรวมกันไม่น้อยกว่า 1 แสนฉบับ
       
       สำหรับผู้ที่ไม่เคยส่งโทรเลขมาก่อนอย่าพึ่งครั่นคร้ามว่าไปร่วมกิจกรรมแล้ว เกรงจะส่งโทรเลขได้ยากเย็นเข็ญใจ เพียงกรอกชื่อและที่อยู่ของผู้รับ และข้อความสั้นๆ สื่อความหมายลงในช่องว่างที่ให้ไว้ ก่อนจะขยับไปยื่นให้พนักงานนับคำคิดค่าบริการเพื่อชำระสตางค์ เพียง 2 ขั้นตอนเท่านี้ ไม่ว่าใครก็จะมีโทรเลขฉบับอำลาส่งตรงไปถึงหมายปลายทางที่อาจเป็นพ่อแม่ พี่น้อง ผองเพื่อน หรือแม้แต่ตัวเองได้แล้ว

เจ้าหน้าที่กำลังพิมพ์โทรเลขส่งไปยังปลายทาง ซึ่งยุคสุดท้ายของโทรเลข คอมพิวเตอร์ซีพีคือผู้ช่วยสำคัญแทนเครื่องเคาะรหัสมอร์ส


       
       "ทุกอย่างมันเป็นสัจธรรม โทรเลขก็เช่นกันที่เขามีเกิด แก่ เจ็บ และตายไป เขารับใช้สังคมเรามาร้อยกว่าปีแล้ว สร้างความเจริญเติบโต ทำให้คนไทยมีความสุขจากการได้รับรู้ข่าวสาร ถึงตอนนี้เขาเหนื่อยแล้ว" ที่ปรึกษาอาวุโส กสท กล่าว
       
       ไฮไลต์ของงานอำลาโทรเลขที่ไม่ควรพลาดเริ่มตั้งแต่ช่วงบ่ายวันที่ 30 เม.ย.จะมีการเสวนา "จับเข่าเล่าเรื่อง...ตะแล้ปแก๊ป" เพื่อบอกเล่าความประทับใจในโทรเลขของวัยวันเก่าๆ ของผู้มากด้วยประสบการณ์

เจ้าหน้าที่ใส่ชุดบุรุษโทรเลขแบบดั้งเดิมสาธิตการเคาะรหัสมอร์ส หนึ่งในกิจกรรมเพื่ออำลาโทรเลขไทย


       
       ที่สำคัญที่สุดในเวลา 20.00 น. ของวันสุดท้ายแห่งการใช้โทรเลขในประเทศไทย นายมั่น พัธโนธัย รมว.ไอซีที พร้อมด้วยอดีตอธิบดีกรมโทรเลขอีก 4 คนจะร่วมกันส่งโทรเลขฉบับสุดท้าย (ที่ยังเป็นปริศนา) ร่วมกันก่อนปิดตำนาน 133 ปีโทรเลขไทย.

หลายข้อความแสดงความอาลัยและขอบคุณโทรเลขไปพร้อมๆ กัน


อวสานโทรเลขไทย

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30


นานาทรรศนะในคราวต้องกล่าวคำอำลา "โทรเลข"

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 เมษายน 2551

ถึงเวลาอวสานของโทรเลขไทยแล้ว หลายคนมีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง?

      1 พฤษภาคม 2551 นี้แล้วที่คนไทยจะไม่ได้ใช้บริการ "โทรเลข" อีก หลังจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ประกาศยุติบทบาทของโทรเลขลงตลอดกาล ลองมาฟังกันว่ามีเสียงสะท้อนอะไรจากสังคมบ้างต่อตำนานที่ยืนหยัดมานานถึง 133 ปีชิ้นนี้

      เสรี อับดุลเลาะห์ อายุ 52 ปี พนักงานไปรษณีย์ระดับ 7 กรมไปรษณีย์กลาง บางรัก
       
       "การที่เคยคุ้นเคย เคยสัมผัสมาตลอด ก็รู้สึกเสียดายนะ ทำงานด้วยกันมานาน ถึงบอกว่าเป็นสิ่งที่ผูกพันมานาน มันก็ใจหายพอสมควรที่จะไม่มีมันอีก ก็ต้องยอมรับว่ามันเป็นไปตามยุคสมัย ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นตัวแปรที่สำคัญ อยากให้มีพิพิธภัณฑ์ให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่าความก้าวหน้าด้านการสื่อสารของไทยเป็นอย่างไร จากนี้ไปคงคิดถึงมันเพราะเคยอยู่กับมันมาถึง 34 ปี"

       สำรวย บุญมานะ อายุ 43 ปี เลขานุการบริษัทเบียร์ชื่อดัง
       

       "ครั้งล่าสุดที่เคยใช้โทรเลขมันนานมากแล้ว ประมาณปี 28 ส่วนใหญ่จะใช้แจ้งข่าวญาติเสีย หรือตามคน ไปหาแล้วไม่อยู่ก็ส่งโทรเลขไปบอก โทรเลขจะนิยมส่งข้อความสั้นๆ จะได้ไม่เสียสตางค์เยอะ ส่วนมากใช้กับการแจ้งข่าวร้าย เพราะถ้าเป็นข่าวดีจะใช้การส่งจดหมายมากกว่าเพราะประหยัดกว่า"
       
       "ใจหายเหมือนกันที่จะยกเลิก ถึงต้องรีบมาส่งครั้งสุดท้ายให้ตัวเอง ให้เพื่อน และมีที่เพื่อนๆ ฝากมาให้ส่งให้ จริงๆ อยากให้มีไว้ เป็นของโบราณที่เกิดมาตั้งแต่สมัย ร.5 อย่างน้อยก็เปิดให้มีเป็นช่วงใดช่วงหนึ่ง ไม่ต้องเปิดให้บริการตลอดก็ได้ เพราะหากเป็นพิพิธภัณฑ์ เด็กๆ ก็ได้แต่อ่านข้อมูลอย่างเดียว ไม่ได้รู้จักกันจริงๆ"

      ศุภสิทธิ์ เลิศอริยานนท์ และประภัสสรณ์ ระตะนะอาพร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
       
       "รู้จักโทรเลขแต่ไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง ไม่เคยได้รับ แต่ก็อยากได้รับเหมือนกัน ได้ข่าวว่าจะยกเลิกจากโทรทัศน์และอินเทอร์เน็ตก็เลยมาส่งโทรเลขครั้งสุดท้ายเป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ส่งให้ตัวเอง พ่อ แม่ และเพื่อนๆ รู้สึกเสียดายที่ไม่มีโทรเลขอีกแล้ว รู้สึกอยากอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้ดูด้วย"

      ไววิทย์ ชัยภัค อายุ 60 ปี ครีเอทีฟบริษัทโฆษณา
       
       "ในสัปดาห์อำลาโทรเลขนี้ ก็มาเก็บบรรยากาศ ส่งโทรเลขถึงตัวเอง ถ่ายภาพและซื้อของที่ระลึกไว้ เช่น พวกซองและเอกสารเกี่ยวกับการส่งโทรเลข ส่วนตัวเคยใช้โทรเลขสมัยที่เดินทางจากบ้านที่ จ.ปัตตานี มาเรียนอาชีวะและมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ จะใช้ส่งไปขอเงินทางบ้านเมื่อมีกิจกรรมพิเศษหรือต้องซื้อหนังสือ ก็จะส่งไปทุกเดือน ทางบ้านก็คงไม่ได้เกรงว่าจะเป็นข่าวร้ายอะไร น่าจะชินมากกว่าเพราะส่งไปขอทุกเดือน"
       
       "ก่อนเข้ากรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ใช้มัน และพอทำงานแล้วก็ไม่ได้ใช้ขอเงินทางบ้านอีก 35 ปีแล้วที่ไม่ได้ใช้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตในอดีตของตัวเองที่เราต้องใช้มัน ปัจจุบันไม่ได้ใช้ก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับมันมากเหมือนเก่า ก็เสียดายที่จะเลิกไปแต่เข้าใจเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามา คนก็หันไปใช้เทคโนโลยีนั้นๆ ของเก่าก็ต้องเลิกไป ถึงวันแล้วที่ต้องเลิก ไม่มีเหตุผลที่บอกว่ามีความจำเป็นที่จะต้องมีอีก"

        ด.ญ.สุธาวรรณ ติณชาติกาญจน์ และด.ช.สรศักดิ์ เค้าพรสวรรค์ 2 นักเรียนชั้นป. 4 จากค่ายไปรษณีย์ไทย
       
       "รู้จักโทรเลข เพิ่งได้ยินจากเพื่อนของแม่ที่บอกว่าไปส่งโทรเลขครั้งสุดท้ายแล้ว ครั้งนี้พวกเราก็มาส่งโทรเลขถึงตัวเองและพ่อแม่กัน เป็นการส่งโทรเลขครั้งสุดท้ายของคนไทย เสียดายที่ไม่มีอีกแล้ว แต่ก็ดีใจที่ได้มาส่งโทรเลขครั้งสุดท้ายด้วย"
       
       แม้ว่าอีกไม่กี่วัน โทรเลขจะเป็นเพียงตำนานไปแล้ว ทว่าคงจะยังไม่ลืมเลือนจากความทรงจำของคนไทยอย่างแน่นอน
       


รู้จักใครบ้าง? "นักวิทย์-นักคิด" ผู้ทรงอิทธิพลใน TIME 100

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 พฤษภาคม 2551

เวียนมาครบอีกขวบปีที่ถึงวาระการจัดอันดับบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกโดยนิตยสารไทม์ ที่คัดเลือกบุคคลผู้โดดเด่นและน่าสนใจในแวดวงต่างๆ ขึ้นทำเนียบ 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปีนี้ ซึ่งก็มีนักคิดนักวิทยาศาสตร์ที่ติดโผเข้าไปด้วยถึง 19 อันดับ มีทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ แต่จะมีใครบ้างนั้น ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จะนำพาไปรู้จักกันเดี๋ยวนี้เลย
       
       หากเอ่ยถึงบุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกที่ถูกจัดอันดับให้โดยนิตยสารไทม์ประจำปีทุกปี ส่วนใหญ่พวกเราก็มักจะนึกถึงคนเด่นคนดังในแวดวงสังคมและการเมืองของประเทศต่างๆ เป็นอันดับต้นๆ แต่ก็ยังมีบุคคลอีกหลายท่านที่มิได้เกี่ยวข้องกับแวดวงดังกล่าวโดยตรงแต่ก็มีอิทธิพลต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชากรโลกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ดังเช่นนักคิดและนักวิทยาศาสตร์ทั้ง 17 คน กับอีก 2 คู่ดูโอต่อไปนี้ที่ติดโผ "Scientists and Thinkers" ใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกประจำปี 2551
       
       11 ผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการแพทย์และสุขภาพ

เจ เครก เวนเทอร์


       
       แม้จะไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล แต่ เจ เครก เวนเทอร์ (J. Craig Venter) วัย 61 ปี ก็มักจะมีผลงานสะท้านวงการวิทยาศาสตร์ออกมาให้ได้เห็นกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (Human Genome Project) เมื่อหลายปีก่อน และล่าสุดกับผลงานสุดฮือฮาที่เขาสามารถสังเคราะห์สิ่งมีชีวิตได้ในห้องปฏิบัติการเป็นครั้งแรกของโลก แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เวนเทอร์ได้รับยกย่องจากไทม์ให้เป็นหนึ่งใน 100 ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
       
       แม้แต่โรบิน คุก (Robin Cook) แพทย์ชาวอเมริกันและนักเขียนชื่อดังเจ้าของผลงานเรื่องโคมา (Coma) ยังยกย่องว่า แนวความคิดของเวนเทอร์นั้นสุดแสนจะบรรเจิดและสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ทีเดียว และตัวเขาก็ยังเป็นนวัตกรที่เปลี่ยนความคิดของเขาให้เป็นความจริงขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง
       
       คุกยังกล่าวถึงผลงานชิ้นโบแดงเรื่องล่าสุดของเวนเทอร์ว่า เป็นการวางรากฐานการประดิษฐ์สิ่งมีชีวิตสังเคราะห์ที่เราสามารถออกแบบได้ด้วยตัวเองแฉกเช่นดีไซเนอร์ และแม้สิ่งมีชีวิตที่เวนเทอร์สร้างขึ้นในวันนี้ยังเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เซลล์เดียว แต่เรื่องนี้จะต้องถูกพัฒนาให้เป็นองค์ความรู้ขั้นสูงได้ในอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน
       
       "ผมคิดว่าเวนเทอร์น่าจะได้รางวัลตอบแทนจากการที่เขามีความคิดที่หาญกล้า สร้างสรรค์ มีจริยธรรมและจรรยาบรรณ รวมไปถึงผู้ร่วมงานทุกคนของเขาด้วย เวนเทอร์ควรจะได้รับการยกย่องเช่นนี้ไปอีกยาวนาน" คุก กล่าว

ชินยะ ยามานากะ (ซ้าย) และ เจมส์ ธอมสัน (ขวา)


       
       ส่วนชินยะ ยามานากะ (Shinya Yamanaka) แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต (Kyoto University) ญี่ปุ่น และเจมส์ ธอมสัน (James Thomson) แห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin) สหรัฐฯ ก็จับมือกันขึ้นแท่นนักคิดนักวิทย์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิจากความสำเร็จในการแปรเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังให้มีคุณสมบัติเหมือนกับเซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากตัวอ่อน (induced pluripotent stem cell: iPS cell) ได้ไม่มีผิดเพี้ยน และแม้ว่าจะยังอยู่แค่ในระดับหนูทดลองเท่านั้น แต่ก็ได้เปิดเส้นทางใหม่ให้กับวงการแพทย์ได้อย่างสวยหรู
       
       แม้แต่ ศ.เอียน วิลมุต (Prof. Ian Wilmut) ผู้ให้กำเนิดแกะดอลลีจากการโคลนนิงยังยกย่องความสำเร็จของทั้ง 2 คน และบอกด้วยว่า สักวันหนึ่งสิ่งที่พวกเขาค้นคว้าวิจัยมานั้นจะได้เข้าไปซ่อมแซมหรืออยู่แทนที่อวัยวะต่างๆ ของผู้ป่วยที่เสียหายหรือหมดอายุการใช้งานได้อย่างไม่มีข้อจำกัด และที่สำคัญยังจะช่วยขจัดปัญหาในเรื่องของจริยธรรมกับการทำลายชีวิตของตัวอ่อนเพื่อการวิจัยและรักษา

พอล อัลเลน


       
       ถัดมาอีกราย ถึงแม้ว่าจะเป็นเจ้าพ่อไมโครซอฟท์ (Microsoft) ในโลกไซเบอร์ที่ก่อตั้งร่วมกับบิล เกตต์ (Bill Gates) แต่พอล อัลเลน (Paul Allen) ก็มีคุณูปการใหญ่หลวงต่อวงการแพทย์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักวิทย์คนอื่นๆ เพราะเขานำทีมนักวิจัยของสถาบันวิทยาศาสตร์สมองอัลเลน (Allen Institute for Brain Science) สร้างแผนที่สมองได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2549 และเผยแพร่ข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างละเอียด เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์หรือใครก็ตามที่สนใจเข้าไปศึกษาค้นคว้าได้อย่างละเอียดลึกซึ้งลงไปในแต่ละเซลล์จนถึงระดับยีนโดยที่ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสักแดงเดียว และขณะนี้ทีมของอัลเลนก็กำลังเดินหน้าสร้างแผนที่การแสดงออกของยีนในมนุษย์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญของนักวิทยาศาสตร์อีกชิ้นหนึ่ง

ดร.นิโคลาส สคิฟฟ์


       
       นอกจากนี้ ยังมี ดร.นิโคลาส สคิฟฟ์ (Dr.Nicholas Schiff) จากวิทยาลัยแพทย์วีล คอร์เนล (Weill Cornell Medical College) ในนิวยอร์กซิตี สหรัฐฯ แพทย์วัย 42 ปี ผู้ปลุกสมองส่วนที่เสียหายแล้วให้กลับมามีชีวิตและสั่งการได้อีกครั้งด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีการฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าเข้าไปในสมอง (deep brain stimulation: DBS) อย่างจำเพาะเจาะจง เป็นอีกหนึ่งวิทยาการที่ช่วยรักษาผู้ป่วยสมองพิการได้

จิลล์ โบลต์ เทย์เลอร์


       
       ส่วนจิลล์ โบลต์ เทย์เลอร์ (Jill Bolte Taylor) ผู้เชี่ยวชาญด้านกายวิภาคของสมองวัย 48 ปี แห่งวิทยาลัยแพทย์ ม.อินเดียน่า (Indiana University School of Medicine) ที่พบว่าตัวเองป่วยด้วยโรคเลือดออกในสมองเมื่อปี 2539 ซึ่งเธอก็ไม่ยอมแพ้ต่อโรคร้าย และพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยความอดทนบวกกับความรู้เดิมที่มีอยู่ศึกษาค้นคว้าและรักษาตัวเองจนหายป่วยในปี 2549 พร้อมกับเขียนหนังสือเรื่อง อะ สโทรค ออฟ อินไซต์ (A Stroke of Insight) จากประสบการณ์ตรงของเธอเอง

แลร์รี บริลลิแอนต์


       
       แลร์รี บริลเลียนท์ (Larry Brilliant) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยาวัย 64 ปี บุคคลสำคัญที่เคยร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) ในการกวาดล้างโรคไข้ทรพิษให้หมดไป และยังร่วมกับองค์การสหประชาชาติต่อสู้เพื่อประเทศกำลังพัฒนา และด้วยความเป็นผู้ในบุญและเสียสละทำให้เขาได้รับเกียรติจากกูเกิล (Google) ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกูเกิลด็อตโออาร์จี (Google.org) ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลของกูเกิลที่เพิ่งก่อตั้งเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อที่จะให้การช่วยเหลือและสนับสนุนสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม เช่น พัฒนาพลังงานสะอาดให้มีราคาถูก ส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กในประเทศกำลังพัฒนา ดำเนินการด้านรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
       
       "จิตวิญญาณแห่งความมีมนุษยธรรมและเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันของบริลเลียนท์ประกอบกับความรู้ลึกซึ้งในวิทยาศาสตร์ทำให้เขากลายเป็นนักลงทุนทางด้านสังคมระดับแถวหน้าเลยทีเดียว" ความเห็นของจิมมี คาร์เตอร์ (Jimmy Carter) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ

แนนซี บริงเกอร์


       
       นักวิทย์นักคิดด้านการแพทย์และสุขภาพยังมีแนนซี บริงเกอร์ (Nancy Brinker) สตรีชาวอเมริกันวัย 61 ปี ผู้ก่อตั้งมูลนิธิซูซาน จี โคเมน ฟอร์ เดอะ เคียว (Susan G. Komen for the Cure) ที่ตั้งชื่อตามพี่สาว เพื่ออุทิศตัวเองช่วยเหลือสตรีทั่วโลกที่ป่วยเป็นมะเร็งเต้านมหลังจากที่สูญเสียพี่สาวเพียงคนเดียวไปด้วยโลกดังกล่าวเมื่อปี 2523

ดร.ปีเตอร์ โพรโนโวสต์


       
       นอกจากนี้ยังมี ดร.ปีเตอร์ โพรโนโวสต์ (Dr.Peter Pronovost) จากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอพกินส์ (Johns Hopkins University) เจ้าของแนวคิดที่ไม่ซับซ้อนแต่ช่วยรักษาชีวิตผู้ป่วยได้นับพันคนจากผลงานวิจัยการตรวจสอบรายการสิ่งของในโรงพยาบาล (checklist) เป็นประจำเพื่อลดโอกาสความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น,

ดร.เมห์เมท ออซ


       
       ดร.เมห์เมท ออซ (Dr.Mehmet Oz) ศัลยแพทย์โรคหัวใจเชื้อสายตุรกี วัย 47 ปี จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย (Columbia University) เจ้าของงานเขียนด้านสุขภาพที่ติดอันดับหนังสือขายดีในสหรัฐฯ และกำลังจะมีรายการโทรทัศน์ของตัวเองในเร็วๆ นี้ และสุดท้ายคือ แฮร์โรลด์ แมคกี (Harrold McGee) นักวิทยาศาสตร์วัย 56 ปี เจ้าของหนังสือที่ให้ความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ที่แฝงอยู่ในอาหารการกิน (On Food and Cooking: The Science and Lore of the Kitchen)

แฮร์โรลด์ แมคกี


       
       5 ผู้ทรงอิทธิพลแห่งโลกไร้พรมแดน

มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก

 

       ต่อกันด้วยผู้ทรงอิทธิพลของโลกในด้านเทคโนโลยีกันบ้าง เริ่มที่หนุ่มน้อยที่มีความคิดไม่ธรรมดา มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ "เฟซบุค" (Facebook) ด้วยวัยเพียง 20 ปี ขณะเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และกลายเป็นเศรษฐีติดอันดับโลกของนิตยสารฟอร์บส์ที่มีอายุน้อยที่สุดเพียง 23 ปี ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
       

       ในปี 2547 ระหว่างนั่งทำงานอยู่ที่หอพักในมหาวิทยาลัย ซักเกอร์เบิร์กก็เกิดความคิดที่จะสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสำหรับอัพเดตรูปภาพ และติดต่อ พูดคุย หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเดียวกัน และเขาก็ทำสำเร็จพร้อมกับเปิดตัวเว็บไซต์เฟซบุคไม่นานหลังจากนั้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากนักศึกษาฮาร์วาร์ดอย่างท่วมทน เพียงแค่ 2 สัปดาห์แรกหลังจากเปิดตัวก็มีเพื่อนนักศึกษาเข้าไปใช้บริการมากถึง 2 ใน 3 และความนิยมก็แพร่ออกไปสู่มหาวิทยาลัยอื่นๆ จนในปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 70 ล้านคนทั่วโลก
       
       ไม่เพียงแค่เป็นช่องทางติดต่อสื่อสารถึงมิตรสหายผ่านโลกไซเบอร์เท่านั้น ซักเกอร์เบิร์กยังทำให้เฟซบุคเป็นแพลตฟอร์ม (platform) ที่รองรับแอพพลิเคชัน (application) ต่างๆ ของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ รวมถึงผลักดันให้เป็นตลาดออนไลน์บริษัทหรือผู้สนใจเข้ามาทำการค้าผ่านเฟซบุคได้นับว่าเป็นเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองทีเดียว

แมรี โลว เจพเซน


       
       แมรี ลู เจพเซน (Mary Lou Jepsen) ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลในด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จากวิศวกรผู้มากประสบการณ์ของเอ็มไอทีมีเดียแล็บ (MIT Media Lab) สู่หัวหน้าทีมพัฒนาแล็บท็อปโลว์คอสต์ (แต่ไม่โลโซ) ในราคาเพียงแค่ 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเด็กด้อยโอกาสทั่วโลก ภายใต้โครงการโอแอลพีซี (One Laptop Per Child: OLPC) ที่เริ่มขึ้นเมื่อปี 2548 ซึ่งก็ทำสำเร็จได้ใน 2 ปีถัดมา
       
       แต่หลังจากนั้น เจพเซนก็แยกตัวออกมาก่อตั้งบริษัทใหม่ของตัวเอง (Pixel Qi) ด้วยหวังจะพัฒนาต่อยอดและผลิตแล็บท็อปออกจำหน่ายได้ในราคาต่ำกว่า 100 เหรียญ แต่ประสิทธิภาพเยี่ยม สามารถใช้งานได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่จำกัดของประเทศกำลังพัฒนา เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้เด็กด้อยโอกาสที่มีอยู่ครึ่งโลก และนี่เองที่เพื่อนๆ ของเธอตั้งสมญาให้ว่า "ไลต์เลดี" (light lady)

เจฟ ฮาน

 


       
       ส่วนเจฟ ฮาน (Jeff Han) หนุ่มเชื้อชาติเกาหลีวัย 32 ปี ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ไฟแรง แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีมัลติทัชสกรีน (multi-touch screens) ที่ทำให้หน้าจอของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์มีระบบเซ็นเซอร์ที่สามารถรับจุดสัมผัสจากนิ้วมือได้มากกว่า 1 จุดในเวลาเดียวกัน ซึ่งฮานถึงกับบอกว่าเทคโนโลยีนี้จะทำให้ผู้ที่ไม่ชำนาญการใช้งานได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ที่เชี่ยวชาญแล้วจะให้ความรู้สึกราวกับเป็นศิลปินที่กำลังบรรเลงเพลงด้วยเปียโน

ไมเคิล กริฟฟิน


       
       ข้ามไปที่เทคโนโลยีอวกาศกันบ้าง เพราะไมเคิล กริฟฟิน (Michael Griffin) ผู้อำนวยการองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (นาซา) ก็ติดโผเป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลกกับเขาด้วย หนุ่มใหญ่วัย 58 ปี ผู้นี้หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเป็นผู้บริหารของนาซาให้ได้นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา และเขาก็ทำสำเร็จดังหวัง ส่วนจุดมุ่งหมายต่อไปของเขานั้นคือส่งนักบินอวกาศกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้งภายในปี 2563 และถ้าจะให้ดียิ่งก็ต้องไปถึงดาวอังคารให้ได้ด้วย

เวนดี คอปป์


       
       ด้านเทคโนโลยีการศึกษาก็มีผู้ทรงอิทธิพลอย่างเวนดี คอปป์ (Wendy Kopp) วัย 40 ปี บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน (Princeton University) ที่หวังจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและยกระดับคุณภาพนักเรียนในโรงเรียนที่ขาดโอกาศของสหรัฐ จึงก่อตั้ง ทีช ฟอร์ อเมริกา (Teach for America) องค์กรด้านการศึกษาระดับชาติที่มุ่งปั้นครูรุ่นใหม่ไฟแรงที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัยเพื่อให้กระจายไปสอนยังโรงเรียนต่างๆ ในชนบททั่วสหรัฐฯ ซึ่งวันนี้เธอก็พิสูจน์ให้เป็นแล้วว่า แม้แต่โรงเรียนชั้นนำในสหรัฐกว่า 75% ยังต้องการจ้างงานครูจากทีช ฟอร์ อเมริกา
       
       5 ผู้ทรงอิทธิพลที่กล้าเผชิญหน้ากับอิทธิพลของภาวะโลกร้อน

ไมเคิล บลูมเบิร์ก

 


       

       กระแสโลกร้อนและสิ่งแวดล้อมก็ยังแรงไม่ตก ทำให้ปีนี้มีนักอนุรักษ์ธรรมชาติเข้าป้ายเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้วยถึง 4 อันดับ ที่ฮอตสุดนั้นเห็นจะไม่มีใครเกิน ไมเคิล บลูมเบิร์ก (Michael Bloomberg) นายกเทศมนตรีคนเก่งแห่งเมืองนิวยอร์กซิตี 2 สมัยซ้อน วัย 66 ปีผู้นี้ ที่ยังเป็นทั้งนักธุรกิจ นักสังคมสงเคราะห์ และนักสิ่งแวดล้อมตัวยง แถมยังได้รับคะแนนนิยมจากชาวเมืองอย่างล้นหลาม
       
       บลูมเบิร์กมีอุดมการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแรงกล้า เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ประชากร 8 ล้านคน ในนิวยอร์กซิตีได้อาศัยอยู่อย่างมีความสุขภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตร มีน้ำดื่มสะอาด อากาศบริสุทธิ์ ร่มรื่นด้วยเงาไม้ สะดวกสบายด้วยสาธารณูปโภคครบครัน ที่สำคัญเขายังให้คำมั่นว่าจะเนรมิตให้นิวยอร์กกลายเป็นเมืองต้นแบบแห่งการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน โดยตั้งเป้าปลูกต้นไม้ให้ได้ 1 ล้านต้น ขจัดก๊าซเรือนกระจกออกไปให้ได้ 30% ในปี 2573 และเป็นมหานครที่มีอากาศสะอาดที่สุด
       
       "บลูมเบิร์กกล่าวไว้ว่าอนาคตที่สดใสของนิวยอร์กจะไม่ได้มาจากการจ้างงานหรือบ้านสิ่งปลูกสร้างเพียงอย่างเดียว แต่จะต้องมีพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัยมาช่วยเติมเต็มชีวิตให้กับชาวเมือง แม้ว่าสิ่งที่บลูมเบิร์กกำลังกระทำอยู่นี้จะสวนทางกับรัฐบาลที่ปฏิเสธการเป็นผู้นำต่อต้านภาวะโลกร้อน แต่เขาก็พยายามแสดงให้เห็นว่าในเมืองเดียวสามารถรุ่งเรืองได้ทั้งเศรษฐกิจและทรัพยากร และถ้าแนวคิดนี้ทำได้จริงที่นี่ ดังนั้นไม่ว่าที่ไหนๆ ก็ทำได้เหมือนกัน" คำกล่าวของ โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ (Robert F. Kennedy Jr.) หลานชายคนดังของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ นักกฏหมายอาวุโสของคณะกรรมการการป้องกันทรัพยากรธรรมชาติ (Natural Resources Defense Council: NRDC)

อีริค ชีเวียน (ซ้าย) และ ริชาร์ด ซิซิก (ขวา)


       
       เรื่องของสิ่งแวดล้อมไม่ใช่หน้าที่ของนักปกครองเท่านั้น แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรมาขวางกั้นการทำงานพิทักษ์สิ่งแวดล้อมร่วมกันของ 2 บุรุษที่อยู่คนละฟากฝั่งความคิดระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้นำองค์กรทางศาสนา ซึ่งเขาทั้ง 2 ก็ครองตำแหน่งผู้ทรงอิทธิพลของโลกร่วมกันทั้งอีริค ชีเวียน (Eric Chivian) คุณหมอวัย 65 ปี จากวิทยาลัยแพทย์ฮาร์วาร์ด (Harvard Medical School) และริชาร์ด ซีซิก (Richard Cizik) วัย 56 ปี หัวหน้านักบวชในสายหนึ่งของนิกายโปแตสแตนต์ (Evangelical Presbyterian)
       
       ชีเวียนเคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2528 ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งเป็น ผอ.ศูนย์สุขภาพและสิ่งแวดล้อมโลก (Center for Health and Global Environment) ส่วนซิซิกก็เป็นหัวหน้าสำนักงานการปกครอง สมาพันธ์อีแวนเจลิคแห่งชาติ (National Association of Evangelicals: NAE) ทั้งสองร่วมกันแสดงปาฐกถา เทศนา รวมทั้งปฏิบัติตนเป็นตัวอย่างแก่กลุ่มบุคคลต่างๆ ด้วยความมุ่งหวังให้ทุกคนช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลงานที่พระผู้เป็นเจ้ารังสรรค์ขึ้นมา
       
       ส่วนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปีล่าสุด 2550 อย่างไอพีซีซี

ซูซาน โซโลมอน

 

          (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) หากจะไม่ติดโผผู้ทรงอิทธิพลของโลกก็กระไรอยู่ ซึ่งก็ได้หญิงเหล็กวัย 52 ปี ซูซาน โซโลมอน (Susan Solomon) เข้ามาเป็นตัวแทนขององค์กรอย่างสง่างาม เธอเป็นหนึ่งในหัวหน้าคณะทำงานกลุ่มที่ 1 ของไอพีซีซี และเป็นนักเคมีบรรยากาศขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Oceanic and Atmospheric Administration: NOAA) และเธอคนนี้นี่เองที่เคยพิสูจน์ว่าสารซีเอฟซี (CFCs) เป็นตัวทำลายชั้นโอโซน
       
       "โซโลมอนเป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการจัดทำรายงานที่ทำให้โลกรู้ว่าภาวะโลกร้อนก่อให้เกิดหายนะรุนแรงต่อโลกได้มากแค่ไหน และเมื่อไอพีซีซีได้รับรางวัลโนเบลร่วมกับอัล กอร์ (Al Gore) ก็ต้องยกความดีความชอบให้เธอด้วย หากพิจารณาผลสำเร็จที่แล้วมาและที่กำลังจะมาถึงของเธอ โซโลมอนนับว่าเป็นบุคคลที่ไม่อาจมองข้ามได้จริงๆ" โซโลมอนในมุมมองของราเชนดรา ปาจาอุรี (Rajendra Pachauri) ประธานไอพีซีซี

ไอแซค เบอร์ซิน


       
       ปิดท้ายนักวิทย์นักคิดผู้ทรงอิทธิพลของโลกกับผู้ชายคนนี้ที่ชื่อว่าไอแซค เบอร์ซิน (Isaac Berzin) วิศวกรเคมีวัย 40 ปี ที่มีความรู้เกี่ยวกับสาหร่ายเพียงน้อยนิด แต่พบว่ามีความลับยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ว่าสาหร่ายเล็กๆ เหล่านั้นสามารถดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศในแปรเปลี่ยนให้เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ
       
       เบอร์ซินจึงได้ก่อตั้งบริษัทกรีนฟูเอลเทคโนโลจีส์ (GreenFuel Technologies) ขึ้นมาในปี 2544 ในเมืองแคมบริดจ์ มลรัฐแมสซาชูเสตต์ เพื่อสร้างเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์จากสาหร่ายและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ก็มีการนำไปใช้กำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าเรดฮอว์ก (Redhawk) ในมลรัฐแอริโซนา
       
       นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนักวิทย์นักคิดที่เป็นตัวอย่างที่น่านับถือของผู้คนในสังคมจนได้รับยกย่องจากนิตยสารไทม์ให้เป็นผู้ทรงอิทธิพลของโลก แต่เพราะเป็นสื่อของสหรัฐฯ หรืออย่างไรมิทราบ จึงมีแต่นักวิทย์นักคิดชาวอเมริกันเสียส่วนใหญ่ที่ติดโผเข้ามา หรือหากเป็นชาวต่างชาติก็ต้องมีผลงานโดดเด่นสะดุดตาและอยู่ในสถาบันของสหรัฐฯ ทั้งที่จริงแล้วยังมีนักวิทย์นักคิดที่ไม่ได้เข้าสังกัดลุงแซมจำนวนไม่น้อยที่มากความสามารถและอาจมีอิทธิพลต่อชาวโลกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
       
       ปีหน้าฟ้าใหม่ก็มาคอยลุ้นกันต่อไปว่าจะมีนักวิทย์นักคิดชาติไหนหรือหน้าใหม่ๆ เข้าป้ายติดอันดับผู้ทรงอิทธิพลของโลกอีกบ้าง ส่วนใครที่ยังได้รับข้อมูลไม่จุใจก็สามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมหรือทำความรู้จักกับผู้ทรงอิทธิพลของโลกในด้านอื่นๆ กันได้ที่ http://www.time.com/time/time100/


พายุสุริยะ

ตั้งแต่สมัยโบราณมนุษย์รู้ว่า ดวงอาทิตย์มีความสำคัญต่อชีวิต เพราะดวงอาทิตย์ให้แสงสว่างและความร้อนแก่โลก และสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการดำรงชีพ คนโบราณจึงนับถือดวงอาทิตย์เสมือนเป็นเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจลึกลับ และถึงแม้ว่า วันเวลาจะผ่านไปนานร่วมพันปีแล้วก็ตาม มนุษย์ก็ยังไม่เข้าใจธรรมชาติของดวงอาทิตย์

ย้อนอดีตไปเมื่อ 300 ปีก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้รู้ว่า ดวงอาทิตย์ประกอบด้วยก๊าซร้อนและความดันที่มีอยู่ในก๊าซนั้นมีค่าสูงพอที่จะรับ น้ำหนักของก๊าซที่กดลงมาได้ ดังนั้นดวงอาทิตย์จึงสามารถทรงตัว ทรงรูปร่างและทรงขนาดอยู่ได้

และเมื่อ 100 ปีก่อนนี้ นักวิทยาศาสตร์ก็เริ่มรู้ว่า ดวงอาทิตย์มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบหลัก และมีฮีเลียมเป็นองค์ประกอบรอง และนอกจากธาตุทั้งสองนี้แล้วดวงอาทิตย์ก็ยังมีธาตุอื่นๆ เช่น คาร์บอน โซเดียม แคลเซียม และเหล็กบ้าง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2476 นักดาราศาสตร์ได้พบว่า ในบางขณะผิวดวงอาทิตย์จะมีเหตุการณ์ระเบิดอย่างรุนแรง ทำให้มีเปลวก๊าซร้อน พุ่งออกจากผิว และในบางครั้งเปลวก๊าซอาจจะพุ่งไกลถึงล้านกิโลเมตร เหตุการณ์ระเบิดที่ผิวแล้วทำให้มีเปลวก๊าซร้อนพุ่งออกไปใน อวกาศนี้ เราเรียกว่า พายุสุริยะ (solar wind)

การศึกษาพายุสุริยะในเวลาต่อมาได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า พายุนี้เป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง เพราะเมื่อเรารู้ว่า เปลวก๊าซร้อนที่พุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์นั้นนำอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าออกมากมายด้วย ดังนั้น เมื่ออนุภาคเหล่านี้พุ่งถึงชั้นบรรยากาศ เบื้องบนของโลก ถ้าขณะนั้นมีนักบินอวกาศร่างกายของนักบินอวกาศคนนั้นก็จะได้รับอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าและรังสีต่างๆ มากเกินปรกติ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเป็นอันตรายได้

นอกจากนี้ พายุอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าอาจพุ่งชนดาวเทียมที่กำลังโคจรอยู่รอบโลกจนทำให้ดาวเทียมหลุดกระเด็นออกจากวงโคจรได้ และถ้าอนุภาคเหล่านี้พุ่งชนสายไฟฟ้าบนโลก ไฟฟ้าในเมืองทั้งเมืองก็อาจจะดับ ดังเช่นเหตุการณ์ไฟฟ้าดับที่เมือง Quebec ในประเทศ คานาดาเป็นเวลานาน 9 ชั่วโมง เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2532 เพราะโลกถูกพายุสุริยะจากดวงอาทิตย์พัดกระหน่ำอย่างรุนแรง

ความจริงเหตุการณ์ครั้งนั้นได้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 11 ปีมาแล้ว แต่เมื่อนักวิทยาศาสตร์รู้อีกว่า ทุกๆ 11 ปีจะเกิดเหตุการณ์พายุสุริยะ ที่รุนแรงบนดวงอาทิตย์อีก ดังนั้นปี พ.ศ. 2543 จึงเป็นปีที่นักวิทยาศาสตร์คาดหวังจะเห็นโลกถูกดวงอาทิตย์คุกคามอย่างหนักอีก ครั้งหนึ่ง และเมื่อขณะนี้โลกมีดาวเทียมที่กำลังปฏิบัติงานอยู่ประมาณ 800 ดวงและสหรัฐอเมริกาเองก็มีโครงการจะส่งนักบินอวกาศ ขึ้นไปสร้างสถานีอวกาศนานาชาติในปีนั้นอีกเช่นกัน บุคลากรและดาวเทียมเหล่านี้จึงมีโอกาสถูกพายุสุริยะจากดวงอาทิตย์พัดกระหน่ำ จนเป็นอันตรายได้ ก็ในเมื่อเวลาพายุไต้ฝุ่นหรือทอร์นาโดจะพัด เรามีสัญญาณเตือนภัยห้ามเรือเดินทะเลและให้ทุกคนหลบลงไปอยู่ห้อง ใต้ดิน จนกระทั่งพายุพัดผ่านไป การเตือนภัยพายุสุริยะก็เป็นเรื่องที่จำเป็นเช่นกัน เพราะถ้าเรารู้ว่าพายุสุริยะกำลังจะมาถึงโลก โรงไฟฟ้า ก็ต้องลดการผลิตกระแสไฟฟ้า คือไม่ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกจากเครื่องเต็มกำลังเพราะถ้าไฟฟ้าเกิดช็อต ภัยเสียหายก็จะไม่มาก ดังนั้น การแก้ไขล่วงหน้าก็จะสามารถทำให้ความหายนะลดน้อยลง

แต่ความสามารถของผู้เชี่ยวชาญสภาวะของอวกาศ วันนี้ก็ดีพอๆ ความสามารถของนักอุตุนิยมวิทยาที่สามารถทำนายสภาพของอากาศ บนโลก เมื่อ 40 ปีมาแล้ว ดังนั้น รัฐบาลสหรัฐฯ จึงได้จัดตั้งศูนย์สภาวะแวดล้อมของอวกาศ (Space Environment Center) ขึ้นมา โดยให้นักวิทยาศาสตร์มีหน้าที่ทำนายสภาพของอวกาศล่วงหน้า และผลงานการพยากรณ์เท่าที่ผ่านมาได้ทำให้เรารู้ว่า คำพยากรณ์นี้มี เปอร์เซ็นต์ถูกถึง 90% ถ้าเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดในหนึ่งชั่วโมง แต่เปอร์เซ็นต์ความผิดพลาดก็จะสูง ถ้าเป็นกรณีการทำนายล่วงหน้า หลายวัน

เพื่อให้คำทำพยากรณ์ต่างๆ มีเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องมากขึ้น องค์การ NASA ของสหรัฐฯ จึงได้วางแผนส่งดาวเทียมดวงใหม่ขึ้น อวกาศเพื่อสำรวจสถานภาพของพายุสุริยะทุกลูกที่จะพัดจากดวงอาทิตย์สู่โลกในอีก10 ปี ข้างหน้านี้

ความรู้ปัจจุบันที่เรามีอยู่ขณะนี้คือ ผลกระทบของพายุสุริยะจะรุนแรงอย่างไร และเช่นไร ขึ้นกับ 3 เหตุการณ์ต่อไปนี้ คือ

เหตุการณ์แรกเกี่ยวข้องกับจุดดับบนดวงอาทิตย์ (sunspot) ซึ่งเป็นบริเวณผิวดวงอาทิตย์ที่มีอุณหภูมิต่ำกว่าบริเวณส่วนอื่น และเป็น บริเวณที่สนามแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์สามารถทะลุออกจากดวงอาทิตย์ออกมาสู่อวกาศภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อเกิดการระเบิดที่ผิวดวง อาทิตย์ในบริเวณนี้ กระแสอนุภาคจะถูกผลักดันออกมาตามแนวเส้นแรงแม่เหล็กนี้มาสู่โลก และเมื่อกระแสอนุภาคจากจุดดับพุ่งชน บรรยากาศเบื้องบนของโลก มันจะปะทะอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลก (ionosphere) การชนกันเช่นนี้จะทำให้ เกิดกระแสประจุซึ่งมีอิทธิพลมากมายต่อการสื่อสารทางวิทยุ

เหตุการณ์สองที่มีอิทธิพลทำให้สภาวะของอวกาศระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ปรวนแปร ในกรณีมีพายุสุริยะที่รุนแรงคือ ชั้นบรรยากาศ ของโลกอาจจะได้รับรังสีเอกซ์มากกว่าปกติถึง 1,000 เท่า รังสีเอกซ์นี้ จะทำให้อิเล็กตรอนที่กำลังโคจรอยู่รอบอะตอม กระเด็นหลุดออก จากอะตอม และถ้าอิเล็กตรอนเหล่านี้ชนยานอวกาศ ยานอวกาศก็จะมีความต่างศักย์ไฟฟ้าสูง ซึ่งจะทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ในยานเสีย และนั่นก็หมายถึงจุดจบของนักบินอวกาศ

ส่วนเหตุการณ์สาม ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด เกิดขึ้นเมื่อกลุ่มก๊าซร้อนหลุดลอยมาถึงโลก และเมื่อมันพุ่งมาถึงโลกสนาม แม่เหล็กในก๊าซร้อนนั้นจะบิดเบนสนามแม่เหล็กโลก ทำให้มีกระแสไฟฟ้าไหลในชั้นบรรยากาศของโลกอย่างมากมาย กระแสไฟฟ้านี้ จะทำให้ชั้นบรรยากาศของโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น มันจึงขยายตัว ทำให้ยานอวกาศที่เคยโคจรอยู่เหนือบรรยากาศ ต้องเผชิญแรงต้านของ อากาศ ซึ่งจะมีผลทำให้ยานมีความเร็วลดลงแล้วตกลงสู่วงโคจรระดับต่ำ และตกลงโลกเร็วกว่ากำหนด

เหล่านี้คือเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นเวลาโลกถูกพายุสุริยะกระหน่ำ ดังนั้น เพื่อเตือนภัยล่วงหน้า ศูนย์สภาวะแวดล้อมของอวกาศจึงได้ประกาศ คำพยากรณ์สภาวะของอวกาศล่วงหน้าหนึ่งวันทุกวัน เพื่อให้คนเกี่ยวข้องได้รู้ว่า พายุจากอวกาศที่กำลังจะเกิดนั้นรุนแรงเพียงใด และจะมาถึงเมื่อใด โดยใช้ดาวเทียมที่ชื่อ Solar and Heliospheric Observatory (SOHO) ซึ่งถูกส่งขึ้นไปเมื่อ 5 ปีก่อนนี้ ให้สำรวจดวงอาทิตย์ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพราะดาวเทียมดวงนี้อยู่ห่างจากโลก 1.5 ล้านกิโลเมตร และมีกล้องโทรทรรศน์สำหรับ วิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ บนดวงอาทิตย์ ดังนั้น SOHO ก็สามารถบอกได้ว่า ความเร็วของกลุ่มก๊าซร้อนเป็นเช่นไร และกลุ่มก๊าซนั้นมี ขนาดใหญ่หรือไม่เพียงใด และนอกจากดาวเทียม SOHO แล้วสหรัฐฯ ก็ยังมีดาวเทียมที่ชื่อ Advanced Composition Explorer หรือ ACE อีกด้วย ซึ่ง ACE ถูกส่งไปโคจรรอบดวงอาทิตย์กับโลก และทำหน้าที่รายงานให้โลกรู้ว่า มหพายุสุริยะกำลังจะมาหรือไม่

เพราะถ้ามาจริงๆ เราจะได้มีเวลาปลง


 

ภาพที่สร้างขึ้นจากภาพถ่ายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนแสดง แนวการเคลื่อนตัวของไซโคลนนาร์กิสที่พัดกระหน่ำหลายเขตของพม่าในช่วงสุปสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นไซโคลนลูกแรกจากมหาสมุทรอินเดียในปีนี้ อนุภาพการทำลายล้างอาจจะหนักหน่วงกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด (ภาพ: Xinhua)

 


พายุไซโคลน NARGIS ขึ้นฝั่งพม่า วันที่ 2 พ.ค.


ภาพ โทโป กราฟิค ของพม่าค่ะ










 

สภาพบ้านเมืองของพม่าหลังโดน Nargis  ถล่ม

 

 

    ภาพที่สร้างขึ้นจากภาพถ่ายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวซินหัวของทางการจีนแสดง แนวการเคลื่อนตัวของไซโคลนนาร์กิสที่พัดกระหน่ำหลายเขตของพม่าในช่วงสุปสัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นไซโคลนลูกแรกจากมหาสมุทรอินเดียในปีนี้ อนุภาพการทำลายล้างอาจจะหนักหน่วงกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด (ภาพ: Xinhua)

   ภาพที่สร้างขึ้นจากภาพถ่ายดาวเทียม TERRA ขององค์การนาซ่า ที่เผยแพร่โดยสำนักข่าวรอยเตอร์แสดงที่ตั้งเขตอิรวดีกับเมืองพะสิม (Pathein) และกรุงย่างกุ้งที่ถูกทำลายล้างอย่างหนัก



ภาพถ่ายวันที่ 5 พ.ค.2551-- แสดงให้เห็นหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ในเขตที่ราบปากแม่น้ำอิรวดีที่ถูกไซโคลนนาร์กิสพัดทำลายเสียหาย
โรงงานอุตสาหกรรมในภาพนี้หลังคาอาคารถูกพัดหายไปทั้งหมด (ภาพ: AFP)


โรงงานหลังนี้ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้อีกต่อไป
พายุนาร์กิสสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่พม่าอย่างใหญ่หลวง
และยังประเมินค่ามิได้ (ภาพ: AFP)
 


ภาพถ่ายวันที่ 5 พ.ค.2551 ซึ่งเผยแพร่ในวันอังคารที่ผ่านมาแสดงให้เห็นเมืองเล็กๆ
ในเขตที่ราบปากแม่น้ำสายหลักของประเทศ บ้านเรือนราษฎรถูกทำลายเสียหายทั้งเมือง (ภาพ: AFP)  



ไซโคลน

(Cyclone)

เครื่องจับฝุ่นชิงกล  กลไกในการจับอนุภาค  ชนิดของไซโคลน  สมรรถนะของไซโคลน  การใช้ไซโคลนหลายตัว   PDF  คลิกครับ


เพลง / Title เนื้อเพลง: ขอนไม้กับเรือ คลิกครับ
ศิลปิน / Artist : บ่าววี
อัลบั้ม / Album : บ่าววี 2

โดดเดี่ยวเดียวดายในท้องเล
ลมพัดลมเพลอยมาไกล เป็นแค่ขอนไม้ไม่มีทิศทาง
ประคองตัวเองไปเหงาเหงา กลางคืนเหน็บหนาวจนใจจะพัง
ไม่เหลือความหวังอะไรเลย

วันหนึ่งน้องสาวลอยคอมา มือเจ้าไขว่คว้าขอนไม้เอาไว้
เพียงหวังในใจ พยุงให้รอย
อยากส่งให้เธอไปถึงฝั่ง พื้นดินทางนั้นยังรอคอย
แรงเหลืออยู่น้อยจะไปอย่างไร

* หากมีเรือสักลำแล่นมา ก็ขอให้เธออย่าช้าขึ้นเรือนั้นไป

** เปรียบกับพี่เป็นแค่ขอนไม้
ต่อให้รักเจ้ามากพียงไหน ผุพังไป พึ่งพาก็ได้ไม่นาน
เปรียบกับพี่เป็นแค่ขอนไม้
เกาะลอยคอให้เพียงข้ามวัน แต่ฝั่งฝัน ขอเพียงให้เรือพาเจ้าไป

โดดเดี่ยวเดียวดายในท้องเล ลมพัดลมเพไปตามกระแส
ขอนไม้อ่อนแอจะไปไหนไกล
พี่อยากให้จมไปด้วยกัน ไม่ยอมให้ฝันเจ้าต้องสลาย
เมื่อพี่จมหายให้เจ้ายังมีหวัง

(ซ้ำ *, **, **)


ชื่อเพลง / Song : ชั่วฟ้าดินสลาย  คลิกครับ

ศิลปิน / Artist : พลพล

มันเกิดอะไรกับคำว่ารัก
ที่คิดว่าซึ้งใจเกินคำไหนใด ๆ
ที่แท้ก็ร้ายกับเรากว่าทุก ๆ คำ
หัวใจเขาทำด้วยอะไร

* ชั่วฟ้าดินสลาย สัญญาใจคนไหนบอก
รักแล้วไม่ลวงหลอก คนที่บอกอยู่ที่ไหน
ก็ฟ้ายังฟ้าอยู่ ดินก็ดูไม่เป็นไร
แล้วรักก็จากไป ที่สลายคือใจคน

ที่บอกว่ารักก็จากไปแล้ว
ที่ซ้ำไปแล้วก็ยังไม่แล้วกันไป
คิดถึงเสมอหัวใจเฝ้าเพ้อพะวง
ยังหลับไม่ลงยังคงร้องไห้

( * )

( Solo)

( * / * )

ชั่วฟ้าดินสลาย จะไม่รักใครสักคน


ฟังเพลง ขอบคุณที่ยังรักกัน - หลวงไก่ คลิกครับ

เนื้อเพลง : ขอบคุณที่ยังรักกัน
ศิลปิน : หลวงไก่
อัลบั้ม : รักหลาวรักเดียว



อยากขอบคุณอีกสักครั้ง ที่เธอยังไม่ทอดทิ้งกัน
ที่เธอนั้นยืนข้างฉัน ในวันที่ไม่มีใคร
ในวันที่ฉันล้มลง ในวันที่ฉันร้องไห้
วันที่ต้องเหงาเดียวดาย เธออยู่ข้างกายเสมอ

ขอบคุณฟ้าและสวรรค์ ที่ให้เราได้มารักกัน
แต่งเติมชีวิตของฉัน เติมฝันให้เต็มหัวใจ
ขอบคุณที่เธอรักกัน ขอบคุณที่เธอมั่นใจ
ด้วยศักดิ์ศรีของลูกผู้ชายให้เธอมั่นใจได้เลย

*ผู้ชายคนนี้สัญญา จะเก็บรักษาใจเธอ
จะรักให้สมที่เธอ มอบใจของเธอให้ฉัน
จะดูแลรักตัวเธอ ให้เท่าที่เธอรักฉัน
ตราบใดที่เธอรักกัน คำมั่นคือฉันรักเธอ

อยากขอบคุณอีกพันครั้ง ฉันว่ามันคงยังน้อยไป
ในตอนนี้ไม่มีคำใด จะอธิบายใจฉัน
ตอนนี้พูดได้คำเดียว ขอบคุณที่เธอรักกัน
แต่นี้และทุก ทุกวัน ฉันจะรักเธอคน

( ซ้ำ *,* )

จะดูแลรักตัวเธอ ให้เท่าที่เธอรักฉัน
ตราบใดที่เธอรักกัน คำมั่นคือฉันรักเธอ


images
 


 

 

รางวัลครูวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี  2549

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


ต้นไม้อิเล็กตรอน

{mospagebreak}

หน้า 2


 

ทำความรู้จักกับ CPU รุ่นต่าง ๆ ที่มีใช้งานมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


      สำหรับหน้านี้ มีความต้องการให้ท่านได้พอรู้จัก CPU ต่าง ๆ บ้าง ก่อนอื่นก็ต้องบอกก่อนว่า ทั้งหมดที่ได้รวบรวมมา อาจจะมีบางอยผิดพลาดได้บ้าง ทั้งนี้ได้พยายามสรุปมาเท่าที่ ความรู้ ความสามารถจะพอทำได้ หวังเพียงว่าให้ท่าน ได้พอรู้จักการพัฒนาของ CPU แบบต่าง ๆ ที่มี ใช้งานกันบ้าง

CPU รุ่นเก่า ๆ ในอดีต

เริ่มจากยุคแรก ๆ สมัยที่มีคอมพิวเตอร์ใช้กันเลยอันนี้ก็เป็นการพัฒนาของ Intel

  • 1971 : 4004 Microprocessor รุ่นแรกของ Intel ใช้งานในเครื่องคิดเลข
  • 1972 : 8008 Microprocessor รุ่นที่พัฒนาต่อมา ใช้งานแบบ "TV typewriter" กับ dump terminal
  • 1974 : 8080 Microprocessor รุ่นนี้เป็นการใช้งานแบบ Personal Computer รุ่นแรก ๆ
  • 1978 : 8086-8088 Microprocessor หรือรุ่น XT ยังเป็นแบบ 8 bit เป็น PC ที่เริ่ม ใช้งานจริงจัง
  • 1982 : 80286 Microprocessor หรือรุ่น AT 16 bit เริ่มเป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้งาน แพร่หลายกันแล้ว
  • 1985 : 80386 Microprocessor เริ่มเป็น CPU 32 bit และสามารถทำงานแบบ Multitasking ได้
  • 1989 : 80486 Microprocessor เข้าสู่ยุคของการใช้จอสี และมีการติดตั้ง Math-Coprocessor ในตัว
  • 1993 : Pentium Processor ยุคแรกที่ Intel ใช้ชื่อว่า Pentium
  • 1995 : Pentium Pro Processor สำหรับเครื่อง Server และ Work Station
  • 1997 : Pentium II Processor ปัจจุบันยังพอมีคนใช้งานอยู่บ้าง
  • 1998 : Pentium II Xeon(TM) Processor สำหรับ Server และ Work Station
  • 1999 : Celeron(TM) Processor สำหรับตลาดระดับล่างของ Intel ที่ตัดความสามารถ บางส่วนออก
  • 1999 : Pentium III Processor เป็นที่นิยมกันมากในช่วงนั้น
  • 1999 : Pentium III Xeon(TM) Processor สำหรับ Server และ Work Station
  • 2001 : Pentium 4 Processor ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

      ในยุคของ 80486 และ Pentium ส่วนของ AMD ก็เริ่มออก CPU มาบ้างแล้วเท่าที่เคยได้ยิน มาบ้างก็มีดังนี้ X86, AM186, AM386, AM486 แต่รุ่นที่เริ่มพอจะเคยได้ยินมาก็จะเริ่มที่ 5x86, K5, K6, K6-II, K6-III, Duron, Athlon และ Thunderbird หรือตระกูล XP ครับ

      ยุคกลาง ๆ ก็ยังมี Cyrix อีกยี่ห้อหนึ่ง เริ่มจากไหนไม่แน่ใจ แต่ที่เคยได้ยินก็จะเป็น 6x86, 6x86MX และ Cyrix MII ซึ่งปัจจุบันนี้ยังพอเห็นมีขายอยู่บ้าง

มาดู CPU ในแต่ละรุ่นเปรียบเทียบกันดีกว่า

Brand

Model

Detail

Intel

8086

?

Intel

8088

?

Intel

80186

?

Intel

80286

?

Intel

80386 (SX/DX)

16-33 MHz Vcore 5.5V.

Intel

80486 (SX/DX2)

25-66 MHz L1=8K Vcore 5.25V.

Intel

80486 (DX4)

75-100 MHz L1=16K Vcore=3.6V.

Intel

80586 (Pentium)

60-100MHz L1=8+8K

Intel

Pentium Classic (P54C)

100-166MHz L1=8+8K Vcore 3.3V

Intel

Pentium MMX (P55C)

166-233MHz MMX, L1=16+16K Vcore 2.8V

AMD

5x86

L1=16K

AMD

K5

L1=8+16K

AMD

K6

166-300MHz MMX L1=32+32K

Cyrix

6x86

PR166 Vcore 3.5V

Cyrix

6x86MX

PR200-233 Vcore 2.9V

Cyrix

M II

PR300-333 Vcore 2.9V

 

CPU รุ่นที่ยังพอมีใช้งานอยู่บ้างและรุ่นที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

ทีนี้มาดู CPU รุ่นที่ยังพอมีใช้งานกันอยู่บ้าง แต่คิดว่าของใหม่ คงไม่มีผลิตออกมาแล้วครับ

Brand

Model

Speed

FSB

Vcore

Interface

Techonoly

Intel

Pentium II

233-333 MHz

66 MHz

2.8 V.

Slot-1

0.35Micron MMX L1=32K L2=512K Half Speed

Intel

Pentium II

350-450 MHz

100 MHz

2.0 V.

Slot-1

0.25Micron MMX L1=32K L2=512K Half Speed

Intel

Celeron

266-300 MHz

66 MHz

2.0 V.

Slot-1

0.25Micron MMX L1=32K no L2

Intel

Celeron

300-533 MHz

66 MHz

2.0 V.

FC-PGA 370 / Slot-1

0.25 Micron MMX L1=32K L2=128K Full Speed

Intel

Celeron II

533-766 MHz

66 MHz

1.50 V.

FC-PGA 370

0.18Micron MMX SSE Ondie L2=128K Full Speed

Intel

Celeron II

800-1000 MHz

100 MHz

1.50 V.

FC-PGA 370

0.18Micron MMX SSE Ondie L2=128K Full Speed

Intel

Celeron II - Tualatin

1.0A-1.3A GHz

100 MHz

1.47 V.

FC-PGA 370

0.18Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed

AMD

K6-II

266-366 MHz

66 MHz

2.2 V.

Socket 7

0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K

AMD

K6-II

350-500 MHz

100 MHz

2.2 V.

Socket 7

0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K

AMD

K6-III

400-450 MHz

100 MHz

2.4 V.

Socket 7

0.25Micron MMX 3DNow! L1=64K L2=256K Full Speed

AMD

K6-II+

500-550 MHz

100 MHz

2.0 V.

Socket 7

0.18Micron MMX 3DNow! L2=128K

AMD

K6-III+

450 MHz

100 MHz

2.0 V.

Socket 7

0.18Micron MMX 3DNow! L2=256K

AMD

Athlon K7

500-1000 MHz

200 MHz DDR

1.60 V.

Slot-A

0.25Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=512K Half Speed

Cyrix

C3

700-933 MHz

?

?

Socket 370

?

Intel

Pentium III

450-600 MHz

100 MHz / 133 MHz

2.0 V.

Slot-1

0.25 Micron MMX SSE L1=32K ECC L2=512K Half Speed

Intel

Pentium III

500-733 MHz

100 MHz / 133 MHz

1.65 V.

FC-PGA 370

0.18Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed

Intel Pentium III 800-1130 MHz 133 MHz 1.70 V. FC-PGA 370 0.18 Micron MMX SSE Ondie L2=256K Full Speed
AMD Duron (Spitfire) 600-950 MHz 200 MHz DDR 1.60 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=64K Full Speed
AMD Duron (Morgan) 1.0-1.3 GHz 200 MHz DDR 1.60 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=64K Full Speed
AMD Athlon (Thunder-Bird) 700-1333 MHz 200/266 MHz DDR 1.70 V. Socket A 0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed
Intel Celeron W 1.7-2.0 GHz 400 MHz QDP 1.70 V. FC-PGA 423 0.18 Micron MMX SSE2 L2=128K Full Speed
Intel Pentium 4 (423) 1.3-1.8 GHz 400 MHz QDP 1.70 V. FC-PGA 423 0.18 Micron MMX SSE2 L2=256K Full Speed
 

และ CPU ที่ยังมีขายและใช้งานอยู่ในตลาดขณะนี้ คงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับใครที่กำลังมองหาซื้อ CPU ใหม่

Brand

Model

Speed

FSB

Vcore

Interface

Techonoly

AMD

Athlon XP (Palamino)

1500+ to 2600+

266 MHz DDR

1.75 V.

Socket A

0.18Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed

AMD

Athlon XP (Through-Bred)

1700+ to 2800+

266 MHz DDR

1.50 - 1.60 V.

Socket A

0.13Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=256K Full Speed

AMD

Athlon XP (Barton)

2500+ to 3000+

333 MHz DDR

1.50 - 1.60 V.

Socket A

0.13Micron MMX E-3DNow! L1=128K L2=512K Full Speed

Intel

Celeron 4 (Willamette)

1.7-2.4 GHz

400 MHz QDP

1.70 V.

FC-PGA 478

0.18Micron MMX SSE2 L1=64K L2=128K Full Speed

Intel

Pentium 4 (Willamette)

1.5-2.0 GHz

400 MHz QDP

1.70 V.

FC-PGA 478

0.18Micron MMX SSE2 L1=64K L2=256K Full Speed

Intel

Pentium 4A (Northwood)

1.6-2.2 GHz

400 MHz QDP

1.50 V.

FC-PGA 478

0.13Micron MMX SSE2 L1=64K L2=512K Full Speed

Intel

Pentium 4B (Northwood)

2.26-3.06 GHz

533 MHz QDP

1.50 V.

FC-PGA 478

0.13Micron MMX SSE2 L1=64K L2=512K Full Speed

Intel

Pentium 4C (Northwood)

2.4-3.0 GHz

800 MHz QDP

? V.

FC-PGA 478

0.13Micron MMX SSE2 L1=64K L2=512K Full Speed

 

AMD Advance Micro Device
MMX MultiMedia eXtension
SSE Streaming SIMD Extensions
PGA Pin Grid Array
SECC Single Edge Contact Cartridge
SEPP Single Edge Processor Package
SMP Symmetric Multi-Processor
FC-PGA Flip-Chip Pin Grid Array
DDR Double Data Rate
QDP Quad-Pumped Techonology
L1 Cache Level 1 จะอยู่ภายในชิป
L2 Cache Level 2 อยู่ในหรือนอกชิป
On die Cache Level 2 ที่อยู่ในตัวชิป
ก็ต้องบอกก่อนนะครับว่าในหน้านี้ทั้งหมด ผมเพียงแค่สรุปมาให้เห็นภาพและเข้าใจง่าย ๆ เท่านั้น หากท่านใดต้องการข้อมูลของ CPU แบบละเอียด ลึกซึ้งละก็ ไปดูที่เว็บไซต์ตาม Link เหล่านี้

 


 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์