index 192

 

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

โลกของไวรัส

ของ อพวช.

ตำนานแห่งความลึกลับ

     ปลายสงครามโลกครั้งที่ 1   เกิดโรคระบาดซึ่งมีคนล้มเจ็บมากมาย  ด้วยโรคระบาด  ที่มีชื่อว่า "ไข้หวัดสเปน"  เนื่องจากมีการขนย้ายกองทัพระหว่างประเทศ ทำให้ผู้ตนเสียชีวิตจากโรคนี้ ไปมากกว่า 20  ล้านคน ในยุคนั้นไม่มีใครรู้จักว่า โศกนาฎกรม ครั้งนั้นเนื่องมาจาก เชื้อโรคทีเรียกว่ ไวรัส   คลิกครับ


ชาร์ล ดาร์วิน

ของ อพวช.

 

     เป็นชาวอังกฤษ เกิดเมื่อวันที่ 12  กุมภาพันธ์  1809  มีผลงานคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการ  ได้รับการยอมรับและกลายเป็นรากฐานแนวคิดให้แก่นักชีววิทยา ในลำดับต่อมา คลิกครับ


แผ่นดินไหว

มหันตภัยใต้พิภพ

ของ อพวช.

 

    ารสั่นสะเทือนของแผ่นดินเป็นการปลดปล่อยพลังงาน เพื่อระบายความเครียดที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลัน  เป็นการปรับความสมดุลของเปลือกโลก  คลิกค่ะ


คลื่นวิทยุ

Radio waves

ของ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

 

    ่านจะได้ฟังเสียงเรื่องการค้นพบคลื่นวิทยุ  ประเภทของคลื่นวิทยุ  ระบบวิทยุ  และข้อดี ข้อเสียของคลื่นวิทยุ  คลิกครับ


งู

ของ อพวช

   ลักษณะทางกายภาพของงู  การเคลื่อนที่ของงู  การกินอาหารของงู  วงจรชีวิตของงู การพรางตัวของงู  และสุดท้ายห้องภาพงู  คลิกค่ะ


เอกสารการสอน PDF

กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด

(Scanning Electron Microscope , SEM)

   การศึกษาสิ่งที่มีขนาดเล็ก ๆ หรือที่เรียกว่า จุลทรรศน์ ( Microscope)  นั้นนับว่าเป็นศาสตร์หนึ่ง  ที่มีความสำคัญ อย่างมากในวิทยาการหลายสาขา ในปัจจุบัน  เราอาจขยายภาดวัตถุในระดับ 10-1,000,000  เท่าโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน  คลิกค่ะ

เอกสาร PDF


เครื่องมือวัดพื้นฐาน

      เครื่องมือวัดที่นิยมใช้กันทั่วๆไป  ในงานช่างอุตสาหกรรม ได้แก่ไม้บรรทัด  ตลับเมตร  ฉาก เกจ์วัดต่างๆ    คลิกค่ะ เอกสาร PDF


ปัญหาน้ำมันหยดแก้ให้ถูกจุด

      ก่อนอื่นต้องตรวจสอบว่าหยดน้ำมันที่เห็นเป็นน้ำมันอะไร  โดยดูได้จากสี กลิ่น  และการสัมผัส  ถ้าเป็นน้ำมันเบนซิน  หรือดีเซล จะได้กลิ่นชัด  คลิกค่ะ เอกสาร PDF


รู้จักยางรถยนต์ตอนที่ 1

     ยางรถยนต์ทำจากยางสังเคราะห์ เสริมผ้าใบ  พันรอบด้วยลวด  ในชั้นผ้าใล และหุ้มด้วยยาง  ซึ่งจะหล่อเย็นแก้มยาง  และดอกยาง คลิกค่ะ เอกสาร PDF


รู้จักยางรถยนต์ตอนที่ 2

    ยางรถยนต์เป็นส่วนแรกและส่วนเดียวของรถที่มีโอกาสสัมผัสพื้นผิวถนน ยางที่มีปริสิทธิภาพจะช่วยเสริมสร้างสมรรถนะของรถยนต์ให้สูงขึ้น คลิกค่ะ เอกสาร PDF


เหล็ก

    การผลิตเหล็กจากแร่เหล็ก  การผลิตเหล็กจากเศษเหล็ก  วัตถุดิบสำหรับกระบวนการ BF-BOF  ต้นทุนพลังงาน และต้นทุนอื่นๆ คลิกค่ะ เอกสาร PDF

 


ดอกยาง

แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ)

               ปัจจุบันเทคโนโลยีด้านยานยนต์ได้ถูกพัฒนาไปมาก ทำให้รถยนต์ทั่วไปมีความเร็วสูงขึ้น อันนี้เป็นผลมาจากการ พัฒนา ประสิทธิภาพด้านเครื่องยนต์ และ ระบบพลศาสตร์ นอกจากความเร็วสูงขึ้นแล้ว น้ำหนักของรถยนต์ปัจจุบันก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจาก อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวก และ อุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ที่เพิ่มขึ้นในรถ

................ดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้บทบาทหน้าที่ของยางในปัจจุบันต้องรับภาระสูงขึ้น ทั้งนี้เนื่องมาจาก หน้าที่หลักๆ ของยางคือ รองรับน้ำหนักของรถทั้งหมด ควบคุมและถ่ายทอดแรงขับ อัตราการเร่ง แรงเบรก การเลี้ยว การเข้าโค้ง นอกจากนี้สามารถลดอาการสั่นสะเทือนที่เกิดจากสภาพของผิวถนนที่ผิดปกติ 

................จากสภาพการใช้งานต่างๆ กัน การเลือกใช้ดอกยางให้ถูกต้องและ เหมาะสมกับการใช้งานนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ลายดอกยางจึงได้ถูกคิดค้นและออกแบบให้มีลักษณะที่แตกต่างกัน แบบดอกยางที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แบบใหญ่ๆ ดังนี้

................1. rib pattern (ดอกยางแบบริบ) เหมาะกับสภาพพื้นผิวถนนที่มีความเรียบและต้องการความเร็วสูง นิยมใช้กับ รถบรรทุก และรถบัส ลักษณะของดอกยางแบบนี้ จะเป็นร่องฟันปลาขนานกัน หลายๆ ชั้นรอบเส้นรอบวงของยาง


 คุณสมบัติเฉพาะ

  • เป็นแบบที่มีความต้านทานของยางในขณะที่หมุนกลิ้งไปต่ำ
  • มีความต้านทานในการลื่นไถลออกด้านข้างมาก
  • ลดเสียงดังของยาง


...............2. lug pattern (ดอกยางแบบลัก) เหมาะกับสภาพพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ นิยมใช้กับรถบรรทุก ลักษณะของดอกยางแบบนี้จะเป็นร่องหยาบๆ ขวางตัดหน้ายาง ไปตามเส้นรอบวงของยาง คล้ายฟันตะกุยไปตามพื้นผิวถนน


 คุณสมบัติเฉพาะ

  • ใช้ได้ดีเมื่อมีการเสียดสี
  • มีความต้านทางสูงในขณะที่หมุนกลิ้งไปบนพื้นถนน
  • มีความต้านทานในการลื่นไถลน้อย
  • มีเสียงดังของดอกยางมาก

..............3. rib and lug pattern (ดอกยางแบบผสม) เหมาะกับการขับขี่ภายใต้สภาพถนนที่ขุรขระไม่เรียบ นิยมใช้กับ รถบัสและ รถบรรทุก เป็นการนำเอารูปแบบของดอกยางทั้งสองแบบ ทั้งแบบริบ และ แบบลัก รวมกัน


 คุณสมบัติเฉพาะ

  • ดอกยางบริเวณตรงกลางจะถูกออกแบบให้เป็นแบบริบ เพื่อให้มีการลื่นไถลที่ต่ำ ส่วนบริเวณของยางจะถูก ออกแบบให้เป็นแบบลัก เพื่อเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่และการเบรกที่ดี

 
 

.............4. block pattern (ดอกยางแบบบล็อก) นิยมใช้กับยางลุยหิมะแต่ในปัจจุบันยางเรเดียลใช้กับรถยนต์นั่ง ลักษณะ รูปแบบดอกยางถูกแบ่งเป็นบล็อกอิสระ

{mospagebreak}

หน้า 2

แรงดันลมยาง

     แรงดันลมมาตรฐานของยางรถยนต์ทุกรุ่น    มีระบุไว้บนสติกเกอร์ที่ตัวรถยนต์หรือคู่มือประจำรถยนต์  ส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 28-32 ปอนด์/ตารางนิ้วสำหรับรถยนต์นั่ง การวัดแรงดันลมยาง ต้องใช้อุปกรณ์ตรวจเช็คแรงดันลมยางที่ได้มาตราฐานและวัดตอนที่ยางเย็นหรือร้อนไม่มาก  ( ขับไปไม่เกิน2-3 กม. ) และไม่ควรใช้เพียงสายตาในการเดาแรงดันลมยางโดยดูจากการยุบตัวของ แก้มยางเพราะ   แม้ลมยางจะอ่อนลง 10 ปอนด์/ตารางนิ้ว  ก็อาจมองไม่เห็น ความแตกต่าง

    หากละเลยการตรวจสอบลมยาง มักเกิดปัญหาแรงดันลมน้อย-ยางอ่อน ทำให้แก้มยางมีการบิดตัวมากและร้อนง่าย สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น และอัตรา เร่งลดลง  จากแรงต้านการหมุนที่เพิ่มขึ้น   และหากลมยางอ่อนมากๆ  จะทำให้ โครงสร้างภายในเสื่อมสภาพเร็วขึ้น และมีการลึกหรอบริเวณนอกซ้าย-ขวาของยางมากกว่าแนวกลาง

   บางคนอ่อนแล้วอาจคิดว่า ถ้าอย่างนั้นเติมยางเกินไว้น่าจะดีกว่า   จะได้ไม่ต้องตรวจสอบบ่อยๆซึ่งเป็นความคิดที่ผิด  เพราะแรงดันลมยางที่มากเกิน ไปทำให้ประสิทธิภาพการเกาะถนนลดลง   จากหน้าสัมผัสที่ลดลง   กระด้าง และถ้าลมยางแข็งมากๆ จะเลี่ยงต่อการระเบิด   และมีการสึกหรอบริเวณแนวกลางมากกว่าริมนอกซ้าย-ขวา

เดินทางไกล  เติมแรงดันลมเพิ่ม
 

ควรเติมแรงดันลมยางมากกว่าปกติ 2-3 ปอนด์/ตารางนิ้ว  เพื่อป้องกันยางร้อนอันเนื่องมาจากการบิดตัวของแก้มยาง อาจตรงข้ามกับความคิด ที่ผิดๆที่ว่า   เมื่อเดินทางไกลยางหมุนด้วยความเร็วสูงต่อเนื่อง   ยางน่าจะร้อนและแรงดันเพิ่มขึ้นจากหลักการของก๊าชอากาศร้อนจะขยายตัว  ทำให้แรงดัน ลมยางจากปกติ ซึ่งไม่ถูกต้อง

หากมีการลดแรงดันลมยางต่ำกว่าค่าแรงดันลมยางปกติในการเดินทางไกล โครงสร้างของยางมีโอกาสการเสียรูปสูง อันเนื่องมาจากการบิดตัวของ แก้มยางต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน และทำให้อุณหภูมิของยางสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และเพิ่มโอกาสการเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากยางระเบิดได้   นอกจากนี้ยังทำให้ยางมีอายุการใช้งานสั้นลงมากอีกด้วย

วิธีที่ถูกต้อง คือ เมื่อเดินทางไกล ควรเติมลมยางมากกว่าปกติ 2-3ปอนด์/ตารางนิ้ว แรงดันลมที่เพิ่มขึ้นจะช่วยต้านการบิดตัวของแก้มยาง การบิดตัวของแก้มยาง การบิดตัวของแก้มยางน้อยลง ทำให้ไม่เกิดความร้อนมากเกินไปขณะวิ่งด้วยความเร็วสูง ลดฌอกาสเลี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากยางระเบิด

**เมื่อเสร็จจากการเดินไกลแล้ว ก็ควรลดแรงดันลมยางมาเป็นแรงดันลมปกติ**


 
ยางอะไหล่ต้องพร้อม
 
           ยางรถยนต์ยุคใหม่มีโอกาสรั่วน้อยมาก ถ้าไม่โชคร้ายเกินไปก็ไม่น่าเกิน1-2 ครั้ง/ปี ยางอะไหล่จึงมักไม่ค่อยได้รับความสนใจหรือตรวจสอบเหมือนยางเส้นที่ใช้งานจึงควรเติมลมยางอะไหล่ไว้มากหน่อย คือ 40 ปอนด์/ตารางนิ้วเมื่อต้องการใช้ยางอะไหล่ ถ้าแรงดันลมที่มีอยู่สูงเกินไปก็แค่ปล่อยออกให้เท่าปกติ

{mospagebreak}

หน้า 3

การบำรุงรักษายางรถยนต์

  รถยนต์ที่สามารถวิ่งอยู่บนถนนได้อย่างสมบูรณ์นั้น ล้วนแล้วแต่ประกอบด้วยอุปกรณ์มีความสำคัญยิ่งทุกชิ้น ไม่ว่าจะเป็น  เครื่องยนต์ เกียร์ เบรก ระบบช่วงล่าง และยาง รถยนต์ 

    แต่วันนี้เราจะขอพูดเรื่องของยางรถยนต์ และวิธีการบำรุงรักษา เพราะยางรถเปรียบเสมือนรองเท้า ที่เราสวมใส่ ถ้ารองเท้าไม่พอดี อาจจะทำให้ผู้ใส่เกิดอาการเจ็บเท้าหรือเดินไม่ถนัด ทำให้เสียบุคลิกในการเดินได้ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ยางรถยนต์ เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนของรถยนต์ เพราะยางรถยนต์จะต้องหมุนไปตลอด เมื่อรถยนต์เคลื่อนที่ยางรถยนต์ทำหน้าที่ รองรับน้ำหนักรถ และน้ำหนักบรรทุก ลดแรงกระแทก และแรงสั่นสะเทือน ทำหน้าที่ส่งแรงม้าจากเครื่องยนต์ สู่พื้นผิวถนนและยึดเกาะถนนในการเข้าโค้ง ยางรถยนต์ จะมีประโยชน์และให้สมรรถนะสูงสุดนั้นขึ้นอยู่กับ การใช้งาน และการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ทำให้ผู้ใช้รถมีความปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่าย อีกด้วย การตรวจยางในชั้นพื้นฐานที่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ก็คือ เรื่องการวัดลมยางหรือการสูบลมยาง สาเหตุที่ต้องวัด หรือสูบ หรือเติมลมยางเข้าไปเนื่องจาก ยางรถยนต์ของรถแต่ละประเภท แรงดันของลมในยาง จะไม่เท่ากันซึ่งต้องดูถึงสภาพของรถที่ท่านใช้ด้วย อย่างเช่น รถยนต์นั่งต้องการความนิ่มนวลในการขับขี่ ส่วนยางของรถบรรทุก ต้องมีความสามารถในการรับ น้ำหนักบรรทุก นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงขนาดของยาง และจำนวนชั้นของผ้าใบ ถ้ายางที่มีจำนวนชั้นผ้าใบน้อย ถ้าเติมลมมากไป อาจจะทำให้ยางระเบิดขึ้นมาได้

 ข้อควรปฏิบัติบำรุงรักษายางรถยนต์

    1. ตรวจเช็คลมยางทั้ง 4 ล้อ อย่างน้อย อาทิตย์ละ 1 ครั้ง
    2. ควรสูบ หรือเติมลมยางมาตรฐานที่ทางโรงงานผู้ผลิตกำหนด (ขณะที่ยางเย็น)
    3. การเพิ่ม หรือลดลงยางให้มีความสัมพันธ์กับน้ำหนักบรรทุก
    4. เมื่อขับรถออกต่างจังหวัด หรือใช้ความเร็วสูง ควรเพิ่มลมยางมากกว่าปกติ 3-5 ปอนด์/ตารางนิ้ว
    5. อย่าลดลมยางในขณะที่ฝนตกหรือวิ่งบนถนนเปียก เพราะอาจจะทำให้ การยึดเกาะถนนและประสิทธิภาพการรีดน้ำของดอกยางลดลงด้วย

{mospagebreak}

หน้า 4

วิพากย์ดอกยาง

"ยาง" เป็นอุปกรณ์สำคัญยิ่งของรถ หากปราศจากยางก็เหมือนคนไม่ใส่รองเท้า การเลือกซื้อยางจึงน่าจะมีความรู้ความเข้าใจช่วยประกอบการตัดสินใจบ้าง จะได้ไม่ต้องฟังคำแนะนำกึ่งยัดเยียดจากผู้จำหน่ายเพียงฝ่ายเดียว

บทความนี้ ขอนำท่านผู้อ่านเข้าสู่โลกของดอกยางรถยนต์ ในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่งที่กำลังจะเปลี่ยนยางรถอยู่พอดี

ปัจจุบันยางรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นยางแบบ "จู๊บเลส" (TUBELESS) คือไม่ต้องใช้ยางใน (ยกเว้นยางรถบรรทุกและรถแทรกเตอร์) แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ยางรถสำหรับทางเรียบ (ON ROAD) และยางสำหรับทางลุย(OFF ROAD) ส่วนจะแบ่งย่อยออกเป็นยางทางเรียบกึ่งลุยวิบาก ยางสำหรับลุยทรายหรือลุยหิมะโดยเฉพาะนั้น ก็แล้วแต่บริษัทผู้ผลิตยางจะระบุไว้เป็นการจำเพาะ

อย่างไรก็ตาม ลักษณะของรถก็กำหนดลักษณะของยางไว้แล้วในตัว เช่น รถเก๋ง รถสปอร์ต รถปิกอัพธรรมดา ต้องใส่ยางทางเรียบ รถจี๊ป รถวิบากขับเคลื่อน 4 ล้อ ต้องใช้ยางทางลุย เป็นต้น

เมื่อก้าวเข้าสู่ร้านจำหน่ายยางรถยนต์ สิ่งแรกที่เรียกหาคือ ขนาดของยางที่มีวงในเดียวกับวงล้อรถ ส่วนหน้ากว้างและความสูงของแก้มยางก็เป็นเรื่องต้องพอเหมาะพอดีกับแรงม้าของรถ ซึ่งขนาดของยางและสมรรถนะก็มีระบุไว้บริเวณโดยรอบแก้มยางแล้ว ทว่าสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ควรพิจารณาเพิ่มเติมคือ ลักษณะการออกแบบ หรือลวดลายของดอกยางว่าดีหรือด้อยต่างกันตรงไหน ก่อนตัดสินใจเชื่อตามคำโฆษณาของยางรุ่นนั้นๆ ทั้งนี้ผู้เขียนขอวิพากย์ดอกยางอย่างละเอียดต่อไป จะผิดถูกอย่างไร เชื่อถือได้หรือไม่ ขอได้โปรดใช้วิจารณญาณพิจารณาดู

ยางแต่ละเส้นประกอบด้วยลวดลายดอกยาง 3 แห่ง คือ หน้ายาง มุมยาง และแก้มยาง แต่ละแห่งมีหน้าที่สร้างความฝืดยึดหน่วงป้องกันการลื่นไถลมากน้อยต่างกันตามสภาพถนนที่แข็ง แห้ง เปียก ร่วน ทุกกรณีเมื่อมีการส่งกำลังไปที่ล้อและยางเพื่อขับเคลื่อนตัวรถ หรือห้ามล้อเพื่อหยุดรถให้ทันเหตุการณ์ (ดูภาพประกอบ ชุด 1)

ดอกยางบริเวณหน้ายาง ทำหน้าที่สัมผัสสร้างความฝืดกับผิวถนน เพื่อการขับขี่บังคับรถได้ดังใจบนถนนที่แข็ง ส่วนดอกยางบริเวณมุมยางและแก้มยางทำหน้าที่สร้างความฝืดเสริมให้กับหน้ายางเมื่อขับเคลื่อนบนทางร่วนซุยที่ล้อและยางจมลงไปบางส่วน

การออกแบบดอกยางที่บริเวณหน้ายางมักอาศัยร่องลึกรูปแบบต่างกัน 3 ร่องแนวเป็นอย่างน้อยประกอบกันเพื่อสร้างดอกยาง ซึ่งร่องแนวทั้ง 3 นี้มีคุณสมบัติเฉพาะตัวคือ

ร่องแนวตรงตลอดรอบเส้นยาง เพื่อสร้างดอกยางแนวตรงที่มีคุณสมบัติในการยึดเกาะถนนขณะเลี้ยวโค้งและรักษาทางตรงอย่างมั่นคง
ร่องแนวขวาง เพื่อสร้างดอกยางแนวขวางที่ช่วยขับเคลื่อนและหยุดรถไม่ให้ลื่นไถล
ร่องแนวเฉียง โค้ง เว้า หรือซิกแซก เพื่อสร้างดอกยางที่ช่วยยึดเกาะถนนตอนเลี้ยวโค้ง ช่วยขับเคลื่อนและหยุดเฉลี่ยกัน


ทั้งนี้แนวร่องและรูปแบบต่างๆ ยังทำหน้าที่ระบายน้ำให้ออกจากผิวหน้าของดอกยางอย่างรวดเร็วเมื่อมีการบดทับบนผิวถนนเจิ่งน้ำ

ส่วนการออกแบบยางที่บริเวณมุมยางและแก้มยางนั้น ก็อาศัยร่องลึกแนวขวาง หรือเฉียงลากเลยจากหน้ายางขึ้นมาทางแก้มยางเล็กน้อย อาจเพิ่มเติมเหลี่ยมหลุมหรือลิ่มหยักตื้นๆ โดยรอบมุมยาง รวมทั้งมีอักษรตัวนูนบอกยี่ห้อ บอกรุ่น และบอกขนาดรอบๆ แก้มยาง ซึ่งล้วนช่วยสร้างความฝืดยึดเกาะถนนตอนเข้าโค้งแรงๆ หรือขับเคลื่อนลุยจมในทางร่วนซุยได้ดี

อนึ่งดอกยางบางแบบจะมีรูหรือขีดร่องเล็กๆ ที่มีความลึกประมาณครึ่งหนึ่งของร่องดอกยางอยู่ตามบริเวณหน้ายาง เพื่อทำหน้าที่เตือนการสึกหรอของยาง กล่าวคือ เมื่อรู หรือขีดเหล่านี้หายไปหมดเมื่อใดก็ควรเปลี่ยนยางใหม่เมื่อนั้น (ดูภาพประกอบ ชุด 1)

{mospagebreak}

หน้า 5

ลักษณะดอกยาง

ดยทั่วไปในบ้านเรา แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ

 

1.) ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง
      ดอกยาง ประเภทนี้ จะสามารถ ทำการ สลับยาง ได้ทุกตำแหน่ง ลักษณะมี ดอกยาง สวนทางกัน  จึงไม่เน้นในเรื่องของ ความเร็วสูงมากนัก แต่ก็ใช้ได้อย่าง สะดวกสบาย 

 

 

 2.) ดอกยางแบบทิศทางเดียว
       ดอกยางจะมีลักษณะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งยังมีสัญญาลักษณ์ลูกศรแสดงไว้ที่บริเวณแก้มยาง เพื่อบ่งบอกถึงตำแหน่งของการหมุนของล้อให้เราสามารถใส่ได้อย่างถูกต้อง ดอกยางประเภทนี้ ถูกออกแบบมาให้สามารถรีดน้ำได้ดีกว่าประเภทแรก เพื่อประโยขน์ในการควบคุมการทรงตัวในขณะใช้ความเร็วได้ดี

 

 การสลับยาง

     ควรมี การสลับยาง กับรถที่เราใช้อย่างน้อย ทุกๆ10,000 กิโลเมตร สำหรับ รถขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป และ ทุกๆ 4,000 กิโลเมตร สำหรับ รถที่ขับเคลื่อน 4 ล้อ และนี่คือ รูปแบบของการ สลับยาง ในแต่ละประเภทของ รถยนต์ โดยแบบเป็น 2 ประเภท หลักๆ ดังนี้ ...

การสลับแบบ 4 ล้อ

  • สำหรับ รถขับเคลื่อนล้อหน้า การสลับยาง จะทะแยง จากหลังไปหน้า ตามรูป ที่ (1) หรือ อาจจะเลือกการ สลับยาง แบบกากบาท แบบรูปที่ (2) ก็ได้ 
  • สำหรับ รถที่ขับหลัง หรือ ขับเคลื่อน 4 ล้อ ก็ให้ สลับยาง จากหน้าไปหลัง ดังรูปที่ (3)
  • และหาก ล้อรถ ของท่าน ใส่ยางเป็นแบบชนิด มีทิศทางการหมุนทางเดียว ก็ต้องใช้การ สลับยาง แบบในรูปที่ (4)
  • และสำหรับรถที่ใส่ล้อ และ ยาง ที่มีขนาด หน้า-หลัง ไม่เท่ากัน และดอกยางไม่เป็นชนิดแบบมีทิศทาง การสลับยาง ก็ควรใช้แบบที่ (5)   

 

การสลับยาง แบบ 5 วง ( รวมยางอะไหล่ )

     การ สลับยาง แบบใช้ ยางอะไหล่ ด้วยนี้  ก็เพื่อต้องการปรับดอกยาง ให้มีขนาด ที่เท่าๆ กัน ทั้ง 5 เส้น  แต่ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับแต่ละค่ายรถด้วย ที่จะมีล้อและ ยางอะไหล่ ใส่ติดมา เป็นแบบเดียวกัน กับที่เราใส่อยู่หรือไม่ ? แต่ที่จะพูดถึงนี้ เป็นยางแบบไม่มีทิศทาง  ก็ให้ทำการ สลับยาง ตามรูปแบบที่ (6) และ (7) ได้

 

การถ่วงล้อ

      เมื่อไรที่ต้องถ่วงล้อ ?  แนะนำให้ทำการถ่วงล้อทุกครั้งที่เราถอดยางออกจากกะทะล้อ หรือตอนที่เปลี่ยนยางใหม่  เพราะไม่เช่นนั้น อาจเกิดการสั่น หรือ เกิดเสียงดังสร้างความรำคาญ ในขณะวิ่ง ซึ่งควรทำการถ่วงล้อ อย่างน้อย ปีละครั้ง เพราะอาจเกิดมีปัญหาเรื่องของตะกั่วถ่วงล้ออาจหลุดได้ในระหว่างใช้งานไปนานๆ

 


เชื้อเพลิงเครื่องดีเซล

แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ)

สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงส่วนมาก หรือ เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล จะมีให้เลือกอยู่ 2 ชนิด (ตามหัวจ่าย) มีดังนี้
  1. น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลหมุนเร็ว
  2. น้ำมันเชื้อเพลิงไบโอดีเซล

ซึ่งทั้ง 2 ชนิด มีอัตราส่วนผสมของ เมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันไม่เท่ากัน แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของรัฐบาล สำหรับ น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลหมุนเร็ว ปัจจุบันทางรัฐบาลให้มีการผสม เมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมันไม่ต่ำกว่า 1.5% แต่ต้องไม่เกิน 2% ซึ่งการที่กำหนดไว้อย่างนี้ ถือว่าเป็นการช่วยชาติในเรื่องของการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้มีราคาจำหน่ายที่ถูกลง พร้อมทั้งช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย เช่นเดียวกันกับน้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน ที่เรียกว่า แก๊สโซฮอล์ ที่นำพืชผลทางการเกษตรมาผลิตเป็นเอทานอล ผสมลงในน้ำมันเบนซินอ๊อกเทนต่างๆ ดังที่ใช้กันอยู่ ณ ปัจจุบันนั่นเอง แต่น้ำมันดีเซลหมุนเร็วนั้น ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ยังคงใช้หัวจ่ายว่าดีเซลเหมือนเดิม

ในด้านน้ำมันเชื้อเพลิงไบโอดีเซลก็คล้ายกับน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว แต่มีการผสมของเมทิลเอสเตอร์ของกรดไขมัน ไม่ต่ำกว่า 4% แต่ไม่เกิน 5% ซึ่งเชื้อเพลิงประเภทนี้ จะมีราคาถูกกว่าดีเซลหมุนเร็ว ไม่ว่าการเลือกใช้งานแบบใด จะมีอัตราสิ้นเปลืองใกล้เคียงกัน ยกเว้นในเรื่องของราคาจำหน่าย ส่วนการเลือกใช้ก็แล้วแต่ท่านเจ้าของรถที่จะเติมประเภทไหน เพียงแค่บอกเจ้าหน้าที่บริการของปั้มน้ำมันนั้นๆ แต่ก็มีหลายสถานีที่ยังคงมีหัวจ่ายดีเซลเพียงแค่อย่างเดียว ซึ่งไม่ผิดกฎบังคับแต่อย่างใด การเข้าเติมคงจะต้องให้ตรงช่อง หากว่าสถานีนั้น มีเชื้อเพลิงเครื่องดีเซลหลายประเภท ถ้าเข้าเติมแล้วบอกว่า ดีเซลเต็มถัง อาจจะมีการผิดพลาดได้ ดังนั้น ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ให้ดี ว่าต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างไร ก็มีบ่อยครั้งที่เครื่องยนต์ดีเซลเติมเบนซิน หรือ เครื่องยนต์เบนซินเติมดีเซล เป็นเพราะการเข้าจอดตรงช่องเติม ทำให้เข้าใจว่า เติมน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทนั้น นั่นเอง

แต่ยังมีน้ำมันดีเซลอีกประเภทหนึ่ง คือ ไบโอดีเซลชุมชน หรือ ไบโอดีเซล สำหรับเครื่องยนต์ทางการเกษตร ซึ่งเชื้อเพลิงประเภทนี้ไม่สามารถใช้ในรถยนต์ได้ จะใช้กับเครื่องยนต์ทางการเกษตรเท่านั้น โดยทางรัฐบาลได้กำหนด คุณสมบัติของเชื้อเพลิงประเภทนี้ไว้อยู่แล้ว

ส่วนทางด้านไบโอดีเซล B5 นั้น มีบางสถานีได้มีการจำหน่ายกันบ้างแล้ว แต่ทางรัฐบาลมี นโยบายว่า จะให้มีการจำหน่ายในปี 2554 ซึ่งผู้ผลิตรถยนต์กำลังอยู่ในขั้นตอนทดสอบรถยนต์ดีเซล, เพื่อรองรับเชื้อเพลิง B5 หากผู้ที่จะใช้เชื้อเพลิงประเภทนี้ขอให้ศึกษาให้ดีก่อนก็จะส่งผลดีแก่รถยนต์ของท่าน หากยังไม่มีการประกาศเป็นทางการของผู้ผลิตรถยนต์ ไม่ควรเติมใช้งานอย่างเด็ดขาด ขอย้ำ อย่างเด็ดขาด เพราะส่งผลโดยตรงต่อเครื่องยนต์ของรถยนต์ ดังนั้น ไม่ควรเติม ถึงแม้ว่าจะมีราคาจำหน่ายที่ถูกกว่าเชื้อเพลิงดีเซลหมุนเร็วก็ตาม

มีบางท่านได้ทดลองใช้ B5 แล้ว พบว่า ไม่มีผลใดๆ เลย ใช้ได้เหมือนปกติ บางท่านก็บอกว่า อัตราเร่งสู้ดีเซลหมุนเร็วไม่ได้ บางท่านก็บอกว่าไม่ใช้ดีกว่า เพราะกลัวว่าไม่เห็นผลตอนนี้ แต่อาจจะออกอาการในอนาคต ซึ่งก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่า สามารถใช้ได้หรือไม่ คงต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ดังนั้น ในการเลือกใช้ ขอให้พิจารณาให้ดี เพื่อรถยนต์ของท่านมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ


แก๊สโซฮอล์ 95 (GASSOHOL)

แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ)

 

 คำว่า แก๊สโซฮอล์ มาจากคำว่า GASSOLINE (แก๊สโซลีน) บวกกับคำว่า ALGOHOL (แอลกอฮอล์) ซึ่งนำ 2 คำแรกของแก๊สโซลีน+คำสุดท้ายของแอลกอฮอล์ ก็จะได้ แก๊สโซฮอล์ (GASSOHOL)

สำหรับประเทศไทย ณ ปัจจุบัน (พ.ศ.2550) ได้ใช้แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ได้มาจากใช้น้ำมันเบนซิน ออกเทน 91 (พิเศษ) จำนวน 90% ผสมกับ เอทานอล 10% จึงได้ E10 นั่นเอง อนาคตสำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ.2551 จะมี E20 ใช้ในประเทศไทย หลายคนยังวิตกว่าสามารถใช้งานเหมือนออกเทน 95 หรือ 91 ได้หรือไม่ บางคนก็บอกว่าใช้แล้วไม่แตกต่าง บ้างก็ว่าแตกต่าง แต่อย่างน้อยก็มีข้อดีมากกว่าข้อเสียอยู่ดี เช่น
  1. ลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ
  2. ลดการขาดดุลการค้า ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  3. สนับสนุน และใช้ประโยชน์ต่อพืชผลทางการเกษตร
  4. ประหยัดเงินค่าเติมน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะแก๊สโซฮอล์ ถูกกว่า (ประมาณ 4 บาท/ลิตร ธันวาคม 2550)
  5. ใช้แล้วช่วยลดมลพิษไอเสียในอากาศ
  6. ช่วยเรื่องโลกร้อน ลดก๊าซเรือนกระจก
  7. สามารถปลูกทดแทนได้ อย่างต่อเนื่องไม่มีวันหมด

ข้อดีที่กล่าวมานั้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจภายในประเทศ และสิ่งแวดล้อม หลายๆประเทศในโลก ได้ใช้แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ได้แก่ สหภาพยุโรป, อินเดีย, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, แคนนาดา, โคลัมเบีย, ปารากวัย, เปรู, แอฟฟิกา, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์ และประเทศไทย ส่วนประเทศที่ใช้เอทานอล มากกว่า 10% ได้แก่ บราซิล, สหรัฐอเมริกา, แคนนาดา และสวีเดน

ประเทศที่มีการยกเลิกสารตะกั่วในน้ำมันเบนซิน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้สารเพิ่มค่าออกเทนชนิดอื่นมาทดแทน ซึ่งสารที่สามารถนำมาใช้ได้ และไม่มีผลกระทบต่อสมรรถนะของเครื่องยนต์ คือ สาร MTBE และ เอทานอล บริษัท รถยนต์ได้ทำการทดสอบแล้ว ไม่ส่งผลกระทบต่อท่อยาง หรือ พลาสติก ได้มีการพัฒนาวัสดุที่ใช้ในระบบฉีดเชื้อเพลิงให้สามารถทนต่อสาร MTBE และ เอทานอลได้ ดังนั้นผู้ผลิตรถยนต์จึงได้ให้ความมั่นใจว่า รถยนต์ที่ผลิตมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1995 เป็นต้นมา สามารถใช้น้ำมันเบนซินที่ผสมเอทานอลได้ ในประเทศไทยได้ใช้น้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2544

 ข้อมูล การทดสอบแก๊สโซฮอล์ 95 เปรียบเทียบกับ น้ำมันเบนซิน 95 ของ ปตท. ดังนี้
1. จากการประเมินด้านสมรรถนะและมลพิษทางไอเสีย

  • มลพิษไอเสีย, คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) ลดลงประมาณ 20%
  • อัตราการสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1-2 %
  • กำลังรถยนต์ และอัตราเร่งไม่แตกต่างกัน
  • การเร่งแซง แก๊สโซฮอล์ อาจจะดีกว่าเบนซินเล็กน้อย;

2. ทดสอบโดยการขับภาคสนาม ระยะ 100,000 กิโลเมตร

  • ความสะอาดของเครื่องยนต์อยู่ในเกณฑ์ดี
  • ผลการวิเคราะห์ของน้ำมันเครื่องใช้งานทุกๆ 10,000  กิโลเมตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การประเมินชิ้นส่วนเครื่องยนต์ หลังวิ่งครบ 100,000 กิโลเมตร ไม่พบความผิดปกติด้านการสึกหรอของเครื่องยนต์ เช่น หัวฉีด, ท่อยาง, โอริง และพลาสติก

และนี่ก็เป็นผลของการทดสอบของ บริษัท ปตท. หลังจากการใช้ แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง แก๊สโซฮอล์ 95 (E10) ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง


การดูแลรักษารถของท่านด้วยตนเอง

การดูแลรักษารถด้วยตนเองที่นำเสนอนี้ เป็นแนวทาง ทั่วๆไป ที่เน้นหนักไปที่รถ TOYOTA แต่สำหรับรถยี่ห้ออื่นก็สามารถ  นำไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าสิ่งที่นำเสนอนี้ต่างไปจากหนังสือคู่มือรถ ก็ขอให้ยึดถือข้อมูลในหนังสือคู่มือเป็นหลัก

รายการที่ควรตรวจเช็ค
1. น้ำหล่อเย็น
ควรตรวจเช็คระดับน้ำหล่อเย็นให้อยู่ในระดับ Full อยู่เสมอ โดยตรวจเช็คในขณะที่ดับเครื่องและเครื่องเย็น ถ้าระดับน้ำลดลงเป็นปริมาณมากก็อาจ จะมีปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นได้ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องพิจารณาหาสาเหตุ หรือนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจเช็คสาเหตุ (อย่าลืมเติมน้ำก่อนนำรถไป)
2. ระดับน้ำมันเครื่อง การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องอุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงานแล้วดับเครื่องเช็คระดับน้ำมันเครื่องโดยใช้ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง

     - เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้อง รถควรอยู่ในแนวระดับเครื่องยังร้อน และทำการวัดหลังจากดับเครื่อง 2-3 นาทีเพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงด้านล่างก่อน
     - ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออก เช็คน้ำมันเครื่องที่ติดกับก้านวัดด้วยผ้า
     - เสียบก้านวัดน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิม
     - ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่าง " F " กับ " L "  แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ

  ข้อควรระวัง
   
- หลีกเลี่ยงการเติมน้ำมันเครื่องมากเกินไป เพราะอาจ ทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้
    - ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติม น้ำมันเครื่องลงไป

 

3. ระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ ควรตรวจเช็คระดับน้ำกลั่น แบตเตอรี่ ให้อยู่ในตำแหน่ง UPPER/LEVEL และไม่ควรเติมเกิน กว่าระดับ UPPER/LEVEL เพราะถ้าเติม มากเกินไป น้ำยาอิเลคโทรไลท์ซึ่งเป็นสารละลายกรด ซัลฟูริค จะเจือจางทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง นอกจากนี้ น้ำยาอิเลคโทรไลท์อาจจะกระเด็นออกทาง รูระบายไอ และไปกัดกร่อนชิ้นส่วนต่างๆ ในห้องเครื่องยนต์ได้


  
 ข้อควรระวัง

- ปิดฝาเติมน้ำกลั่นให้แน่น
- ขั้วแบตเตอรี่ที่ขั้วบวกและลบขันแน่น
- แบตเตอรี่ยึดแน่นกับฐานที่ตั้ง

 

 4. ระดับน้ำมันเบรค ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันเบรคมีคำว่า MAX และ MIN ระดับน้ำมันเบรคควร อยู่ที่ระดับ MAX อยู่เสมอ สาเหตุที่เป็นไปได้ ที่มีผลทำให้ปริมาณน้ำมันเบรคในกระปุกน้ำมันเบรค ลดลงต่ำลงมี 2 ข้อ คือ

   - มีการรั่วของน้ำมันเบรคออกจากระบบเบรค
   - การสึกหรอของผ้าเบรค ซึ่งระดับน้ำมันเบรคจะลดลงน้อย และช้ามาก ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องเติมน้ำมันเบรคถ้าพบว่าระดับน้ำมันเบรคในกระปุกน้ำมันเบรค ลดลงต่ำลงรวดเร็ว ควรนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจ เช็คสาเหตุ

 5. ระดับน้ำมันคลัทช์ ควรตรวจเช็คด้วยสายตา สังเกตดูที่กระปุกน้ำมันคลัทช์ จะมีคำว่า MAX กับ MIN ระดับน้ำมันคลัชท์  ควรอยู่ที่ระดับ MAX เสมอ ถ้าพบว่าระดับ น้ำมันคลัทช์ในกระปุกลดลงต่ำลง ควรนำรถเข้าศูนย์ บริการ เพื่อตรวจเช็คหาสาเหตุ

 6. ระดับน้ำมันเกียร์ AUTO ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการดึงก้านวัดน้ำมันเกียร์ AUTO ออกเช็คน้ำมันเกียร์ ที่ติดก้านวัดด้วยผ้า แล้วเสียบก้านวัด น้ำมันเกียร์คืนกลับจุดเดิม ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจระดับน้ำมันเกียร์ที่ปลายก้านวัด ถ้าระดับน้ำมัน เกียร์อยู่ที่ขีด F พอดี แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์ปกติ

 7. ตรวจเช็คระดับน้ำมัน POWER ควรตรวจเช็คขณะที่เครื่องยนต์ติดอยู่ โดยการหมุนฝาปิดกระปุกน้ำมันPOWER จะติด อยู่กับฝากระปุกน้ำมัน POWER ที่ก้าน วัดจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน ถ้าวัดตอนที่ เครื่องยนต์ยังเย็นอยู่ให้ดูด้าน COLD ถ้าวัดตอนเครื่อง ร้อนให้ดูด้าน HOT ถ้าเป็นรุ่นใหม่ให้ดูที่กระปุกน้ำมัน POWER จะเป็นพลาสติกใส ที่กระปุกจะมีคำว่า HOT และ COLD อยู่คนละด้าน และมีขีดระดับ MAX กับ MIN อยู่ด้วยระดับน้ำมัน POWER ควรอยู่ระดับ MAX เสมอ ถ้าดูตอนเครื่องยนต์เย็นให้ดูด้าน COLD และถ้าดูตอน เครื่องยนต์ร้อนให้ดูด้าน HOT

 8. ตรวจเช็คสภาพของสายพาน โดยวิธีการมองดูที่สายพานถ้าพบรอยแตกเกิดขึ้น ควรทำการเปลี่ยนแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะใช้รถได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้ก็ควรตรวจดูความตึง ของสายพานด้วย โดยการใช้นิ้วกดลงบนสายพานตรงกลาง ระหว่างมู่เล่สองข้าง ถ้าสามารถกดลงได้เล็กน้อย ประมาณ 10 มม. ก็น่าจะพอใช้ได้ ( ถ้าไม่แน่ใจควรให้ช่างตรวจสอบ เพราะการตรวจด้วยวิธีดังกล่าว ผู้ตรวจต้องมีความชำนาญ พอสมควร )

 9. ตรวจเช็คสภาพภายในห้องเครื่อง โดยวิธีการมองดูรอบๆภายในห้องเครื่อง ให้สังเกตดูว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น ท่อยางหม้อน้ำมีคราบน้ำซึมหรือไม่ สายไฟภายใน ห้องเครื่องเรียบร้อยดีหรือไม่ มีหนูขึ้นมากัดหรือไม่ มีคราบ น้ำมันเครื่องรั่วซึมหรือไม่ เป็นต้น

 10. ตรวจเช็คระบบไฟส่องสว่าง และไฟสัญญาณต่างๆ เปิดไฟทั้งหมดดูว่าทำงานตามปกติหรือไม่ มีหลอดไหนไม่ติด หรือไม่ ถ้าพบว่ามีไฟหลอดไหนไม่ติดควรเปลี่ยน ให้อยู่สภาพพร้อมใช้งาน หรือนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อ ตรวจเช็ค

 11. ตรวจเช็คที่ปัดน้ำฝน ยางปัดน้ำฝนเมื่อใช้ไประยะหนึ่ง ก็อาจมีการเสื่อมสภาพ ซึ่งเนื่องมาจากสาเหตุเหล่านี้
  - ผิวสัมผัสส่วนปลายมีการสึกหรอ จากการทำงานปกติของ ใบปัด
  - มีสิ่งสกปรก และหินทรายละเอียดอยู่ระหว่างยางใบปัดกับกระจกทำให้ยางปัดน้ำฝนสึกหรอ
  - เมื่อใบปัดน้ำฝนผ่านการใช้งานนานๆ ยางใบปัดน้ำฝน จะแข็งตัว การยืดหยุ่นจะลดลง และความบกพร่องในการ ปัดจะเกิดขึ้น เนื่องจากหน้าสัมผัสระหว่างยางใบปัดกับ กระจกไม่ดี รวมทั้งอาจเกิดจากใบปัดน้ำฝนเกิดอาการ สั่นเต้น หรืออาการอื่นๆ ถ้าพบอาการเหล่านี้ควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนใหม่

 12. ตรวจเช็คยาง ควรเช็คแรงดันลมยางอยู่เสมอๆ โดยใช้ ความดันลมยางตามที่ผู้ผลิตกำหนด และควรเช็คขณะที่รถ ยังไม่ได้ใช้งาน( ยางยังไม่ร้อน ) ถ้าลมยางอ่อนผิดปกติ ควรนำไปตรวจสอบว่า มีตะปูตำหรือไม่ ดูสภาพยางด้วยตา ดูที่ผิวยางมีรอยแตกเล็กๆ หรือไม่ ดูการสึกหรอของดอกยาง กล่าวคือ ดอกยางสึกมากไปหรือยัง หรือมีการสึกหรอผิด ปกติ เช่น ลึกเฉพาะตรงกลางหน้ายาง ( เติมลมมากเกินไป ) สึกเฉพาะขอบยางทั้ง 2 ข้าง ( ลมยางอ่อนเกินไป ) หรือสึก ด้านใดด้านหนึ่ง ฯลฯ ซึ่งกรณีเหล่านี้ ควรปรึกษาช่าง เพราะ ควรจะมีการตรวจเช็คช่วงล่าง และศูนย์ล้อ เอาเล็บมือกดดู ที่เนื้อยางว่า นิ่ม หรือ แข็ง ถ้ายางหมดสภาพ เนื้อยางจะกดไม่ลงจะแข็งมาก

 


 การบำรุงรักษารถด้วยตนเองที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ควรทำบ่อยแค่ไหน ?
คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับรถของท่านว่า ใหม่หรือเก่า มีสภาพเป็นอย่างไร ถ้าเป็นรถใหม่ๆ ทำอาทิตย์ละครั้งก็มากพอแล้ว แต่ถ้าเป็นรถเก่าสภาพไม่ดีนักก็อาจต้องทำทุกวัน

 คำแนะนำ 
       ข้อควรระวังในการบำรุงรักษารถด้วยตัวของท่านเองถ้าท่านทำการบำรุงรักษารถด้วยตัวท่านเอง , ก่อนอื่นต้อง แน่ใจว่า ได้ปฏิบัติตามข้อควรระวังที่ให้ไว้ในส่วนนี้ อย่างถูกต้องไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นได้คำแนะนำในส่วนนี้ใช้เฉพาะในการบำรุงรักษารถ เฉพาะส่วนที่บำรุงรักษาง่ายๆการทำงานใดๆ เกี่ยวกับรถยนต์ของท่านควรจะใช้ความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นตาม คำแนะนำ หรือคำเตือนดังต่อไปนี้

 คำเตือน : 
    - ขณะเครื่องยนต์กำลังทำงาน ระวังอย่าให้มือ , เสื้อผ้าและ เครื่องมือต่างๆเข้าใกล้ใบพัด และสายพานขับเครื่องยนต์ ( ควรถอดแหวน , นาฬิกา และเนคไท ออกก่อนทำการ ตรวจซ่อม )
    - หลังจากใช้รถให้ระวังอย่าสัมผัสกับเครื่องยนต์ , หม้อน้ำและท่อไอเสีย เนื่องจากความร้อนของสิ่งเหล่านี้
    - อย่าสูบบุหรี่ ใกล้น้ำมันเชื้อเพลิง เนื่องจากไอน้ำมันเชื้อ- เพลิงจะไวไฟมาก
    - ให้ระมัดระวังอันตรายจากน้ำกรด และไอน้ำกรดจากแบตเตอรี่ เมื่อทำงานอยู่กับแบตเตอรี่
    - อย่าเข้าใต้ท้องรถโดยมีเพียงแม่แรงรองรับเท่านั้น ควรใช้ขาตั้งรองรับเสียก่อน
    - ใช้อุปกรณ์ป้องกันตาขณะทำงานในที่ที่อาจมีของตก มีการพ่นหรือละอองของเหลวกระเด็นออกมาไม่ว่าจะอยู่บนหรือใต้รถก็ตาม - ควรระมัดระวังเมื่อมีการเติมน้ำมันเบรค เนื่องจากน้ำมันเบรคเป็นอันตรายต่อตาของท่าน และทำลายสีรถได้ ถ้า น้ำมันเบรคกระเด็นเข้าตาหรือโดนสีรถให้รีบล้างด้วยน้ำสะอาดโดยทันที

  ข้อควรระวัง : 
     - จำไว้ว่าสายจากแบตเตอรี่และสายไฟจุดระเบิด มีกระแส หรือแรงดันไฟสูงมาก จะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดการลัดวงจร
     - ก่อนปิดกระโปรงหน้า ตรวจสอบให้แน่ใจว่า ไม่ลือเครื่อมืออุปกรณ์ต่างๆ ไว้
     - ถ้าท่านทำน้ำมันต่างๆ หกรดโดนชิ้นส่วนต่างๆ ให้รีบล้างออกโดยน้ำสะอาดเพื่อป้องกันชิ้นส่วน หรือสีเสียหาย
     - อย่าเติมน้ำมันเกียร์อัตโนมัติมากเกิน มิฉะนั้นระบบเกียร์อาจเสียหายได้
     - อย่าเติมน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์มากเกิน มิฉะนั้นระบบพวงมาลัยเพาเวอร์อาจจะเสียหายได้


วิธีการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องและระดับน้ำหล่อเย็น

การตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่อง
       
ระดับน้ำมันเครื่องควรมีการตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับรถที่ใช้งานปกติ และหากเป็นรถที่ใช้งานหนักหรือวิ่งทางไกลอยู่เป็นประจำควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนออกรถหรือทุกเช้าก่อนออกรถ

        วิธีการตรวจสอบ
        อุ่นเครื่องยนต์จนถึงอุณหภูมิทำงาน *1 แล้วดับเครื่องยนต จากนั้นให้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องจากก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องหลังจากดับเครื่องยนต์ประมาณ 2-3 นาที เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลกลับลงอ่างเสียก่อน

1.เพื่อให้การตรวจเช็คถูกต้องแม่นยำควรจอดรถบนพื้นราบ
2.ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออก ใช้เศษผ้าจับที่ปลายก้านวัดแล้วเช็ดน้ำมันที่ติดกับก้านวัดออก
3.เสียบก้านวัดกลับลงไปใหม่ที่จุดเดิมให้ลึกที่สุด มิฉะนั้นค่าที่วัดได้จะไม่ถูกต้อง
4.ดึงก้านวัดออกมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่ปลายก้านวัด ซึ่งระดับน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ระดับ F แสดงว่าระดับน้ำมันเครื่องปกติ

         ถ้าระดับน้ำมันเครื่องต่ำกว่า L หรืออยู่เหนือระดับ L เพียงเล็กน้อยให้เติมน้ำมันเครื่องชนิดเดียวกันเพิ่มลงไป และหากว่าจำเป็นต้องเติมน้ำมันเครื่องแต่ไม่มีน้ำมันเครื่องชนิดเดียวกัน ก็สามารถหาน้ำมันเครื่องที่มีชนิดหรือเกรดที่ใกล้เคียงกันเติมลงไปได้ แต่จะให้ดีควรเติมน้ำมันเครื่องชนิดเดียวกันจะดีกว่า เพราะว่าน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดหรือแต่ละเกรดจะมีอุณหภูมิหรือจุดเดือดที่แตกต่างกัน หากเติมน้ำมันเครื่องต่างชนิดกันลงไปก็จะส่งผลถึงประสิทธิภาพการหล่อลื่นของชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์ และทำให้ชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องยนต์สึกหรอเร็วขึ้นกว่าปกติ โดยเปิดฝาช่องเติมน้ำมันเครื่องแล้วค่อยๆเติมน้ำมันเครื่องลงที่ละน้อย ซึ่งปริมาณน้ำมันเครื่องที่เติมเพิ่มจากระดับ L จนถึงระดับ F จะอยู่ที่ประมาณ 1 ลิตร พร้อมกับตรวจดูระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัด และควรเติมให้ปริมาณน้ำมันเครื่องอยู่ที่ระดับ F อยู่เสมอ เมื่อระดับน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับที่ถูกต้องให้เสียบก้านวัดกลับเข้าที่แล้วปิดฝาช่องเติมน้ำมันเครื่องโดยใช้มือขันปิดให้แน่น

          *1เครื่องยนต์หัวฉีดบางรุ่นจะมีการเร่งรอบเดินเบาให้สูงกว่าปกติในขณะเครื่องยนต์เย็นเพื่ออุ่นเครื่องยนต์โดยอยู่ที่ประมาณ 1,200-1,500 รอบ/นาที สัก 3-5 นาที ก็จะตัดมาที่รอบเดินเบาปกติ               
              เครื่องยนต์ที่ไม่มีระบบเร่งรอบเดินเบาเพื่ออุ่นเครื่องยนต์ให้แตะคันเร่งไว้นิ่งๆที่ไม่เกิน 1,500 รอบ/นาที สักประมาณ 3 นาที
              ในรถยนต์บางรุ่นจะมีไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นต่ำ(สีน้ำเงิน) จะติดขึ้นมาในขณะที่เครื่องยนต์เย็นให้รอจนกว่าไฟเตือนอุณหภูมิน้ำหล่อเย็นต่ำดับลงเสียก่อน
              เมื่อถึงรอบเดินเบาปกติแล้วจึงทำการดับเครื่องยนต์ เพื่อรอการตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่องต่อไป

       ข้อควรระวัง
1.ระมัดระวังอย่าไปสัมผัสถูกท่อร่วมไอเสียที่ร้อน
2.ระมัดระวังอย่าทำน้ำมันเครื่องหกลงบนชิ้นส่วนรถยนต์
3.ควรตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่องที่ก้านวัดอีกครั้งหลังเติมน้ำมันเครื่องเสร็จแล้วน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ระดับ F 4.ฝาปิดช่องเติมน้ำมันเครื่องควรปิดให้แน่นโดยใช้มือขันปิด

        การตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็น
        
ระดับน้ำหล่อเย็นควรมีการตรวจสอบอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับรถที่ใช้งานปกติ และหากเป็นรถที่ใช้งานหนักหรือวิ่งทางไกลอยู่เป็นประจำควรตรวจสอบทุกครั้งก่อนออกรถหรือทุกเช้าก่อนออกรถ

         วิธีการตรวจสอบ
        
ให้ตรวจดูระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักขณะเครื่องยนต์เย็นลงแล้ว ระดับน้ำหล่อเย็นควรอยู่ระหว่างขีดระดับเต็ม FULL และ ขีดระดับต่ำ LOW ถ้าระดับน้ำหล่อเย็นต่ำกว่าขีด LOW ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นจนถึงขีดระดับ FULL ควรใช้น้ำยาหล่อเย็นชนิดเดียวกับที่เติมอยู่ก่อน และหากน้ำยาหล่อเย็นไม่มีหรือหาไม่ได้ ก็สามารถหาน้ำกลั่นหรือน้ำประปาทั่วไปแทนได้แต่ขอให้เป็นน้ำที่สะอาดเท่านั้นก็สามารถเติมลงไปในถังพักน้ำหล่อเย็นได้ ซึ่งหลังจากนั้นให้สังเกตดูระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักสัก 1-2 วัน ดูว่าระดับน้ำหล่อเย็นในถังพักลดลงผิดปกติหรือไม่ หากระดับน้ำหล่อเย็นลดลงถึงขีด LOW อีก หรือถ้าระดับน้ำหล่อเย็นลดลงผิดปกติหลังจากเติมเสร็จแล้ว แสดงว่าอาจเกิดการรั่วซึมภายในระบบให้ตรวจเช็คหม้อน้ำ,ท่อยางน้ำ,ฝาปิดถังพักน้ำหล่อเย็น,ฝาปิดหม้อน้ำ,ก๊อกถ่ายน้ำหล่อเย็นและปั๊มน้ำ หากตรวจสอบพบรอยรั่วหรือตรวจสอบไม่พบรอยรั่วก็ให้รีบนำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการตรวจสอบและแก้ไขต่อไป

      ข้อควรระวัง
1. ควรตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นในขณะที่เครื่องยนต์เย็นลงแล้ว
2.ไม่ควรเปิดฝาหม้อน้ำตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นให้ตรวจสอบระดับน้ำหล่อเย็นที่ถังพักน้ำหล่อเย็นเท่านั้น
3.ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ร้อนจัดเพราะจะได้รับอันตรายจากไอน้ำที่พุ่งออกมา
4.ถ้าน้ำยาหล่อเย็นกระเด็นไปถูกชิ้นส่วนอื่นๆ ต้องใช้น้ำล้างออก


เปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ออก..ทำอย่างไรดี??

แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ)

รถยนต์ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นรถเก๋ง, รถกระบะ หรือรถตู้ ทุกครั้งที่จะต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดฝาปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ในสมัยก่อนจะใช้กุญแจในการไขเปิดฝาปิด แต่สมัยนี้ใช้สายเคเบิ้ลในการดึงเปิดก็มีคำถามต่อไปว่า ถ้าต้องการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง แล้วเปิดฝาปิดไม่ได้จะทำอย่างไร

ปัญหาที่เปิดฝาปิดถังน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ได้ ส่วนใหญ่ที่มักเกิดขึ้น ได้แก่ สายดึง, ตัวล็อคฝาปิดฝาถัง, สปริงหรือตัวกระดกเมื่อดึงเปิด ผู้ขับขี่อาจจะไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น และตรงจุดใด แต่ถึงอย่างไร ก็ต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้ได้ ดังนั้น ให้ผู้ขับขี่ ปฏิบัติดังต่อไปนี้
      เมื่อดึงเปิดแล้วเปิดไม่ได้
   1. ตรวจสอบก่อนว่าขณะทำการดึงเปิด แล้วมีความรู้สึกอย่างไร เหมือนกับทุกครั้งที่มีการดึงเปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงหรือไม่ ถ้ามีให้ผู้ขับขี่ดึงสายดึงค้างไว้ แล้วให้อีกคนหนึ่ง หรือ เด็กปั้มที่บริการก็ได้ ทำการกดบริเวณฝาเปิดด้านที่มีบานพับ ถ้ามีการเปิดออก เป็นไปได้ว่า บานพับหรือสปริง (ตัวกระดก) เกิดการล้าตัว, เสื่อม หรือ หัก หรือ หายไป ถ้าเป็นเช่นนี้ ให้ทำการเปลี่ยนใหม่
   2.  เมื่อทำการดึงเปิดแล้วไม่มีความรู้สึกที่ตอบสนองเหมือนก่อน เบามือ อาจเป็นไปได้ว่าสายอาจจะหลุดออกจากตัวดึงเปิด หรือ แม้กระทั่งสายเคเบิ้ลขาด คงจะต้องตรวจสอบที่บริเวณตัวดึงเปิดว่ามีสายเคเบิ้ลคล้องอยู่หรือไม่ ถ้าอยู่คงจะต้องดำเนินการในหัวข้อถัดไป


 
   3. เมื่อพบอาการดังหัวข้อที่ 2 ให้ทางผู้ขับขี่สังเกตว่า ฝาปิดน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ทางด้านใด สำหรับรถเก๋งให้ทำการเปิดฝากระโปรงท้าย แล้วนำแผงบุคอนโซลบริเวณที่จะไปสู่ปลายเคเบิ้ล ด้านฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อพบแล้วให้โยกปลายสายเคเบิ้ลให้ถอยหลัง เพื่อที่จะทำการปลดล็อกฝาปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิง และฝาปิดก็จะกระดกและเปิดได้โดยง่าย
  
สำหรับในรถกระบะหรือรถตู้ ก็ให้กระทำเช่นเดียวกับรถเก๋ง เพียงแต่ตำแหน่งปลายสายเคเบิ้ลนั้น จะไม่เหมือนรถเก๋ง อาจจะต้องมีการก้มและเงย หรือแกะวัสดุที่บังไว้บางอย่างออกถึงจะเข้าถึงตัวล็อคนั้นๆ และอาจจะสกปรกบ้างก็ต้องยอม จากนั้นก็ให้โยกปลายสายเคเบิ้ลให้ถอยหลัง เพื่อปลดล็อคฝาปิดฝาถัง เพียงแค่นี้ก็สามารถเปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงได้

หลังจากที่เติมน้ำมันเชื้อเพลิงแล้ว ปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงเรียบร้อยแล้ว แต่ท่านจะปิดฝาครอบถังไม่ได้ เพราะได้ถอดปลายสายเคเบิ้ลที่เป็นตัวล็อคฝาปิดออก เมื่อเป็นดังนี้ให้ทางผู้ขับขี่หาวัสดุสามารถปิดทับได้ปิดไว้ก่อน เช่น สติ๊กเกอร์ เทปกาว เป็นต้น แล้วให้นำรถเข้าตรวจสอบกับศูนย์บริการ เพื่อทำการแก้ไขต่อไป

ไม่ต้องกังวลใจกับการเปิดฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ออก เพราะทางผู้ผลิตรถยนต์ได้คำนวณมาเป็นอย่างดีแล้วว่า ถ้าพบปัญหาดังกล่าว จะมีการแก้ไขอย่างไร และที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นก็เป็นวิธีที่ใช้ในการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยตัวท่านเอง
 


ชิ้นส่วนของระบบเบรก ABS

น้ำมันเบรกเป็นของเหลวชนิดหนึ่ง สามารถดูดความชื้นได้ง่าย จะสัมผัสกับอากาศที่อยู่ในกระปุกน้ำมันเบรก เพราะว่าจะมีอากาศเข้าไปภายในได้ ผ่านทางรูหายใจ เมื่อมีการเบรก น้ำมันเบรกจะดูดซับไอน้ำจากอากาศ เพราะฉะนั้น จำนวนไอน้ำที่ผสมอยู่ในน้ำมันเบรก จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ใช้ และจึงทำให้จุดเดือดลดต่ำลง น้ำมันเบรกจึงกลายเป็นไอได้ง่ายเมื่อน้ำมันเบรกร้อน ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพในการส่งแรงดันไปยังผ้าเบรกต่ำลง และในบางครั้งเกิดฟองอากาศในระบบ จะทำให้เวลาเบรกเกิดอาการจมหาย ซึ่งการเบรกจะเกิดอันตรายอย่างมาก 
  
ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก ก็เหมือนกับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซึ่งจะต้องมีการบำรุงรักษาตามระยะทางที่กำหนด หมายความว่า จะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรก รถยนต์โตโยต้าทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร นั่นเอง นอกจากจะเพิ่มประสิทธิภาพในการเบรกแล้ว ยังช่วยยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนของระบบเบรกด้วย เช่น ลูกยางเบรก, กระบอกเบรก, แม่ปั้มเบรก และอื่นๆ ถ้ารถยนต์คันนั้นมีระบบเบรก ABS ก็อาจทำให้ตัวสร้างแรงดันในระบบเบรก ABS เกิดการขัดข้องได้ 
  
เห็นมั้ยครับว่า น้ำมันเบรกมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะนำพาแรงเบรกส่งต่อไปยังชุดเบรกในการห้ามล้อ หรือ หยุดรถ คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ขับรถแล้วไม่ใช้เบรก เพราะฉะนั้นอย่ามองข้าม หรือ ละเลยน้ำมันเบรกนะครับ (จำเป็นจริง ๆ)
 
การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกจะต้องทำการเปลี่ยนถ่ายทั้งระบบไม่ว่าจะมีระบบ ABS หรือไม่ก็ตาม และในการเปลี่ยนถ่ายจะต้องมีการบริการอย่างถูกวิธี ผู้ปฏิบัติจะต้องมีทักษะค่อนข้างดี และการปฏิบัติจะกระทำเพียงคนเดียวไม่ได้ (ยกเว้นใช้เครื่องมือพิเศษ) จะต้องมีอย่างน้อย 2 คน กล่าวโดยรวม ต้องอาศัย ผู้ชำนาญงานเป็นดีที่สุดครับ 
 
เพิ่มเติม การเลือกใช้น้ำมันเชื้อเบรกควรเลือกซื้อชนิดที่มีคุณสมบัติตามคู่มือการใช้รถกำหนดและเลือกที่มีสีใส เพราะสามารถสังเกตความสกปรกได้ง่ายกว่าชนิดที่มีสีเข้มครับ


มาตรวจไฟเบรกกันเถอะ

สาเหตุที่ทำให้ไฟเบรกไม่ติดอันดับหนึ่ง (ใช้งานปกติ) นั่นก็คือ หลอดไฟไส้ขาด (หลอดหมดอายุ) อายุของหลอดไฟไม่สามารถระบุได้แน่นอน จะขึ้นอยู่กับการใช้งาน พฤติกรรมของผู้ใช้รถส่วนใหญ่ เวลาติดไฟแดง, บนสะพาน และอื่นๆ ชอบเหยียบเบรกค้างไว้ ผู้ที่อยู่รถคันหลังในตอนกลางวันความสว่างไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นกลางคืน แสงจากไปเบรกจะเข้าตาอย่างชัดเจน จนบางครั้งทำให้หน้ามืดเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นรถจอดบนพื้นระดับ (เรียบ) ควรเข้าเกียร์ว่างและเอาเท้าออกจากคันเหยียบเบรก เท่านั้นหลอดไฟก็จะใช้งานนานขึ้น และผู้ขับรถตามหลังก็ไม่รำคาญด้วย

ไฟเบรกท้ายมีส่วน สำคัญ อย่างมากที่จะแจ้งให้ผู้ขับรถตามหลัง ทราบว่ารถคันหน้าทำการเบรก เพื่อชะลอ หรือ หยุดรถ  บ่อยครั้งที่เจอรถคันหน้าทำการเบรกแล้วไฟเบรกท้ายไม่ติด หรือ ติดเพียงบางดวง  ทำให้ตกใจขณะขับรถตามหลัง  ถึงขนาดอารมณ์เสียขึ้นมาทันทีก็มีไม่น้อย  แทบจะเดินไปเคาะกระจกบอกว่า คุณ คุณ ไฟเบรกท้ายรถคุณไม่ติดนะคะ ถ้าสามารถทำได้ ตอนกลางวันยังพอทน แต่ในตอนกลางคืนนะสิ อันตรายอย่างสูงมาก ยิ่งไฟท้าย, ไฟหรี่ และไฟอื่นๆ ไม่ติดด้วย ยิ่งไปกันใหญ่เลย

ตรวจไฟเบรกกันเถอะ

ในกรณีมีเพียงคนเดียว ให้หันท้ายรถเข้ากับกำแพง หรือ วัสดุที่สามารถเห็น สะท้อนได้ชัดเจน ทำการเหยียบเบรก แล้วมองดูว่าติดครบทุกดวงหรือไม่ ถ้าหลอดไฟหลอดหนึ่งขาดให้ทำการถอดเปลี่ยน
ในกรณีมี 2 คน ทำการเหยียบเบรก 1 คน อีก 1 คน อยู่ท้ายรถ เพื่อดูสถานะของไฟเบรก เช่นเดียวกับกรณีมีคนเดียว
ในการถอดเปลี่ยน ในแต่ละรุ่น  แต่ละแบบ แตกต่างกันไป และต้องใช้ขนาดของหลอดที่เท่ากัน
ในบางครั้ง หลอดไฟเบรกติดครบหมดทุกดวง แต่พอเปิดไฟหรี่ หรือ ไฟหน้า แล้วทำการเหยียบเบรก ไฟเบรกบางดวงเกิดดับไป แสดงว่า มีการขัดข้องเกิดขึ้น ส่วนนี้คงต้องให้ผู้ชำนาญงานตรวจสอบอีกครั้ง

ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ถ้าต้องการเปลี่ยนหลอดไฟเบรกด้วยตนเอง โดยซื้อหามาใส่เอง ควรเลือกชนิดหลอดไฟที่มีขนาดและค่ากำหนดเท่ากัน  มิฉะนั้นจะส่งผลกระทบถึงส่วนอื่น  เช่น  ในรถยนต์ที่มีระบบ ABS ถ้าใช้หลอดไฟไม่เหมือนกัน จะทำให้ไฟโชว์ ABS ติดค้างได้

ที่กล่าวมาทั้งหมด คงไม่ยากเกินไปนะครับ สำหรับตรวจสอบไฟเบรกด้วยตนเอง ดังนั้น ผู้ขับขี่ก่อนออกเดินทาง ให้สังเกต ไฟเบรก สักนิด   เพื่อความปลอดภัยของท่านและเพื่อนร่วมทาง


เพิ่มขนาดแบตเตอรี่ดีจริงหรือ?

แบตเตอรี่ (BATTERY) คือ ชิ้นส่วนที่ใช้เก็บพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดของรถยนต์ และจะทำหน้าที่จ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าในรถยนต์ แบตเตอรี่สามารถทำหน้าที่ต่างๆ แม้ว่าตัว อัลเทอร์เนเตอร์ (ไดชาร์จ) จะไม่ได้ทำงานก็ตาม

ส่วนประกอบในแบตเตอรี่ ประกอบไปด้วย แผ่นธาตุบวก (+) และแผ่นธาตุลบ (-) ซึ่งจุ่มอยู่ในสารละลายอิเล็กโทรไลต์ หรือ น้ำกรด ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมี เราก็จะได้กระแสไฟฟ้า ค่ามาตรฐานจะมีแรงดันหรือแรงเคลื่อน ประมาณ 12 โวลต์ และกระแสจะอยู่ระหว่าง 40-70 แอมแปร์ต่อชั่วโมง เพราะว่าปัจจุบันอุปกรณ์ไฟฟ้าในรถยนต์มีมากขึ้น จึงทำให้การทำงานของแบตเตอรี่และไดชาร์จกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการออกแบบรถยนต์รุ่นต่างๆ

การที่จะเพิ่มขนาดแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้นนั้น มีปัจจัยอะไรที่มาเกี่ยวข้องบ้าง ควรหรือไม่ควร เรามาลองทำความเข้าใจกันนะครับ

แบตเตอรี่บรรจุอยู่ในรถยนต์ที่ประกอบมาจากโรงงานประกอบของรถยนต์รุ่นนั้นๆ ทางวิศวกรหรือผู้ผลิตได้คำนวณมาเป็นอย่างดีแล้วว่า เพียงพอต่อการใช้งาน และการใช้งานได้ยาวนาน ในยามใช้งานปกติทั่วไป ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็น ถ้าหากว่า มีการเพิ่มอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นระบบกันขโมย, เครื่องเสียง, ทีวี, ไฟต่างๆ และอื่นๆ อะไรทำนองนี้ บางครั้งอาจต้องเพิ่มขนาดของแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้นได้ แต่การเพิ่มขนาดจะมีผลต่อระบบไฟชาร์จอย่างแน่นอน กล่าวคือ ตัวอัลเทอร์เนเตอร์หรือไดชาร์จ จะต้องผลิตกระแสไฟฟ้าให้มากขึ้น ตามปริมาตรความจุ (กระแส) ของแบตเตอรี่

ดังนั้น อายุการใช้งานของไดชาร์จย่อมสั้นลง แต่ก็มิได้หมายความว่า จะเสียหายภายใน 1 ปี หรือ 2 ปี นะครับ

เหมือนกับการที่เรา เปิดไฟไว้ตลอดวัน กับ จะเปิดไฟเมื่อจำเป็นเท่านั้น เวลาที่เข้าห้องน้ำ แน่นอนที่สุด การเปิดไฟไว้ทั้งวัน ย่อมทำให้อายุการใช้งานของหลอดไฟสั้นลง มากกว่าเปิดยามจำเป็นนั่นเองครับ

การที่เพิ่มขนาดแบตเตอรี่ให้ใหญ่ขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างแน่นอน คือ

  • ฐาน หรือ ที่ไว้แบตเตอรี่ จะต้องขยายตามไป หรือ เปลี่ยนถาดรองแบตเตอรี่ บางรุ่นอาจจะทำไม่ได้
  • เหล็กรัด หรือ ตัวรัดแบตเตอรี่ ต้องเปลี่ยนใหม่ เพราะจะไม่พอดีกับขนาด
  • ไอระเหยของน้ำกรดในแบตเตอรี่ เวลาหกใส่บริเวณใกล้เคียง อาจไปถูกอุปกรณ์ที่สำคัญง่ายยิ่งขึ้น
  • แน่นอนที่สุดราคาของแบตเตอรี่ลูกใหญ่ แพงกว่า แบตเตอรี่ลูกเล็ก
    เพราะฉะนั้น การที่จะเพิ่มหรือไม่เพิ่มก็แล้วแต่ความจำเป็นของแต่ละคน บทความดังกล่าวอาจนำไปช่วยพิจารณาในการตัดสินใจได้ครับ ทางผู้เขียนขออนุญาตแนะนำ ดังนี้ ถ้าไม่มีการเพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าใดๆ หมายความว่า รถยนต์ที่ออกมาจากโรงงานประกอบอย่างไร ขอให้มีขนาดแบตเตอรี่เท่าใด มีขนาดเท่านั้นครับ เป็นการดีที่สุดครับ และการรับประกันของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ก็จะได้ไม่มีปัญหาด้วยครับ

 

ใส่ใจ ในการใช้ (แบตเตอรี่)
แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ)


ความปลอดภัยในการเดินทางเท้า

แผนกเทคนิคและฝึกอบรม
บริษัท พิธานพาณิชย์ จำกัด (กรุงเทพฯ)

     ช่วงนี้มีฝนหลงฤดูเข้ามาทำให้แผนกเทคนิคคิดถึงการเตรียมรถสำหรับหน้าฝน จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ การใช้รถในฤดูฝนและฝนหลงฤดู มาให้ผู้ที่แวะชม Web Site ของเราได้เตรียมพร้อม รับมือกับฤดูฝน โดยการตรวจสอบอุปกรณ์ต่างๆ ในรถยนต์ว่าพร้อมหรือไม่สำหรับหน้าฝนนี้ 
 
อันดับแรก เรามาตรวจสอบดู ใบปัดน้ำฝน ของเราก่อน ว่ายังสามารถใช้งานได้อยู่หรือไม่ซึ่งโดยปกติหากนำรถเข้าตรวจเช็คที่ศูนย์บริการ จะมีการตรวจสอบจากช่างเทคนิคอยู่แล้วในทุกระบบ แต่ถ้าหากผู้ใช้รถไม่ได้นำรถเข้ามา ตรวจเช็คตามระยะ ท่านสามารถที่จะตรวจดูได้ตัวท่านเองโดยสังเกต ดูว่า ใบปัดน้ำฝนแห้งกรอบหมดสภาพหรือไม่ ต้องแน่ใจว่าใบปัดน้ำฝนสามารถปัดสิ่งสกปรกบนกระจก หน้ารถได้หมดจด โดยเมื่อปัดแล้วจะต้องไม่เป็นเส้นหรือหลงเหลือ คราบน้ำเอาไว้ และไม่ควรจะมีเสียงดัง หากมีอาการดังกล่าวก็ควรจะเปลี่ยนใบปัดน้ำฝนได้แล้ว  
   
อันดับที่สอง เรามาตรวจสอบดู ยางรถยนต์ กัน ยางรถยนต์ควรอยู่ในสภาพที่ดี มีดอกยางที่ยังสามารถรีดน้ำได้ อย่างมีประสิทธิภาพ และอายุการใช้งานไม่ควรเกิน 2 ปี หรือ 50,000 กม. เพราะถ้ายางที่มีอายุมากกว่านี้เนื้อยางอาจจะแข็งกระด้าง ทำให้การยึดเกาะถนนไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งอาจเกิด การลื่นไถลได้หากต้องเบรกรถแรงๆ ในส่วนของลมยางก็มีความสำคัญไม่น้อยควรมีการตรวจสอบลมยาง ให้อยู่ในค่าที่คู่มือการใช้รถระบุไว้เสมอ เพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะมีผลต่อการกินยาง, กินน้ำมันเชื้อเพลิง และยังมีผลต่อการวิ่งลุยน้ำ เนื่องจากในขณะที่วิ่งบนถนนที่นองด้วยน้ำ สันยางตรงกลางจะเป็นร่อง ซึ่งจะอุ้มน้ำเอาไว้แทนที่จะรีดน้ำออกไป ดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบลมยางและสภาพของดอกยางอยู่เป็น ประจำ เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่ไม่ว่าจะเป็นในฤดูใดก็ตาม  
 
อันดับต่อไป ก็มาว่ากันถึง ระบบเบรก ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยในการใช้รถยนต์เนื่องจากหากระบบเบรก เกิดความผิดปกติขึ้นมา อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุและสูญเสียทรัพย์สินได้ โดยเราสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้จากระดับน้ำมันเบรกที่อยู่ในกระปุก ว่ายังอยู่ในระดับที่กำหนดหรือไม่ โดยจะต้อง อยู่ระหว่าง MAX กับ MIN ซึ่งไม่ได้มีการเติมน้ำมันเบรกเพิ่มเข้าไป ถ้ายังอยู่ก็แสดงว่าผ้าเบรกยังพอใช้ได้ อยู่แต่จะยึดถือเป็นเกณฑ์ตายตัวไม่ได้ เพราะถ้าลูกสูบแม่ปั๊มเบรกติดตายน้ำมันเบรกที่กระปุกก็จะไม่ค่อย ยุบเหมือนกัน สิ่งที่จะได้มาคืออาการขณะที่เบรกจะเบรกไม่ค่อยอยู่หากรถยนต์มีอาการดังกล่าวควรนำเข้ามาตรวจสอบที่ศูนย์บริการ เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองรวมถึงคนที่ท่านรักด้วยอีกเรื่องเกี่ยวกับระบบเบรกคือ เมื่อขับพ้นเขตน้ำท่วม น้ำขัง หรือฝนตกแล้วควรเหยียบเบรกด้วย เท้าซ้ายเบาๆ ไว้สัก ระยะ โดยที่เท้าขวายังเหยียบคันเร่งไว้ตามปกติ เพื่อทำให้ผ้าเบรกแห้งโดยใช้ความเร็วต่ำๆ ไปก่อน จนแน่ใจแล้วว่า ระบบเบรกสามารถเบรกได้ตามปกติ จึงขับขี่ตามความเร็วปกติต่อไป 
   
อันดับสุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด เรามาดูกันที่ ระบบส่องสว่าง เนื่องจากระบบส่องสว่าง เปรียบเสมือนดวงตาของเราโดยกฎหมายกำหนดให้เปิดไฟใหญ่ในกรณีที่มองไม่เห็นสิ่งต่างๆ หรือเห็นได้ ในระยะ 150 เมตร ซึ่งในการเปิดไฟนั้นจะทำให้เรามองเห็นทางและยังทำให้รถคันอื่นมองเห็นเราด้วย สิ่งที่ควรตรวจสอบคือระบบไฟส่องสว่างและ ไฟสัญญาณต่างๆเช่น ไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยว ไฟเบรก จะต้องติดครบทุกดวง หากดวงไหนไม่ติดควรรีบทำการเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และหากโคมไฟสกปรก ก็ควรทำความสะอาดด้วย ดังนั้นหากทัศนะวิสัยไม่ดี มองเห็นได้ไม่ชัดเจนก็ควรเปิดไฟใหญ่ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน
 
 ท้ายสุด สิ่งที่ควรระลึกไว้ในการขับขี่ขณะฝนตก 
 
  1.ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่ไม่ควรขับเร็วเกินไป เพราะอาจจะเกิดอาการเหินน้ำได้ (การเหินน้ำ คือ อาการที่รถยนต์มีการยกตัวขึ้น เนื่องจากน้ำจำนวนมากที่ปะทะกับ ดอกยางแล้วดอกยางรีดน้ำออกไม่ทันทำให้การควบคุมรถยนต์ทำได้ลำบาก)
  2.ระยะห่างระหว่างรถยนต์คันหน้ากับรถยนต์ของเรา ควรทิ้งระยะห่างพอควรสำหรับการเบรกในขณะที่ผ้าเบรกเปียกน้ำ หรือทิ้งระยะห่างเป็น 2 เท่าของระยะปกติ
  3.เปิดไฟใหญ่ในขณะที่ฝนตกหนักหรือมีละอองหมอก เพื่อเพิ่มทัศนะวิสัยในการมองเห็นและให้ผู้อื่นมองเห็นเราด้วย
 
 ท้ายที่สุด ทางแผนกเทคนิคและฝึกอบรมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความเกี่ยวกับการเตรียมรถยนต์ สำหรับ ์หน้าฝนนี้ จะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านทุกท่าน ที่ใช้รถยนต์ในการเดินทางไปทำงาน ,ทำธุระหรือท่องเที่ยว จะได้มีความปลอดภัยมากขึ้นและมีความสุขในการเดินทางกับรถยนต์ที่ท่านรัก


มาตรวิทยา (Metrology)

เขียนโดย Mr.Bee

         เป็นศาสตร์ว่าด้วยการวัด มีขอบเขตครอบคลุมในเรื่องของหน่วยของการวัด มาตรฐานอ้างอิงที่ใช้วัด เครื่องมือที่ใช้วัด สาขาของการวัด ทฤษฏี และเทคนิควิธีการที่เกี่ยวเนื่องกับการวัด
        
การวัดเป็นสิ่งที่สำคัญต่อกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ อันได้แก่ การควบคุมการผลิต การวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม การวัดเพื่อสุขภาพ และการประเมินความปลอดภัย การกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และการเป็นการรับประกันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า

          มาตรวิทยาสามารถแบ่งออกเป็น 3 สาขาหลักได้แก่

          1. มาตรวิทยาเชิงเทคนิค(Scientific Metrology)
         
มาตรวิทยาเชิงเทคนิคเป็นหนึ่งในสาขามาตรวิทยาหลักที่สำคัญอันเกี่ยวข้องกับทุกปัญหาของการวัด มิใช่แค่เพียงสนใจแค่ค่าที่ทำการวัด หาแต่สนใจครอบคลุมถึงทฤษฏีทั่วไป และปัญหาทางเทคนิคที่เกี่ยวเนื่องไปถึงหน่วยการวัด ทั้งยังครอบคลุมถึงข้อเท็จจริงวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ปัญหาความคลาดเคลื่อน และค่าความไม่แน่นอนในการวัด รวมไปถึงปัญหาในเรื่องคุณสมบัติทางมาตรวิทยาของเครื่องมือวัด
ซึ่งที่กล่าวมาแล้วนั้น มาตรวิทยาเชิงเทคนิคยังสามารถแบ่งย่อยลงไปในสาขาเฉพาะได้อีก อาทิเช่น
            
มาตรวิทยาเชิงมวล(Mass Metrology) เป็นสาขามาตรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการวัดมวล
            
มาตรวิทยาเชิงมิติ(Dimensional Metrology) เป็นสาขามาตรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการวัดความยาว และมุม
            
มาตรวิทยาเชิงอุณหภูมิ(Temperature Metrology) เป็นสาขามาตรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการวัดอุณหภูมิ
            
มาตรวิทยาเชิงไฟฟ้า(Electrical Metrology) เป็นสาขามาตรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการวัดปริมาณทางไฟฟ้า
            
มาตรวิทยาเชิงเคมี(Chemical Metrology) เป็นสาขามาตรวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการวัดปริมาณทางเคมี

          2. มาตรวิทยาเชิงอุตสาหกรรม(Industrial Metrology)
         
มาตรวิทยาเชิงอุตสาหกรรมเป็นสาขาหลักที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิต และการควบคุมคุณภาพ รวมไปถึงขั้นตอนการสอบเทียบ(Calibration procedures) การเว้นช่วงเวลาการสอบเทียบ (calibration intervals) ควบคุมกระบวนการวัด และจัดการเครื่องมือวัด เพื่อให้แน่ใจว่าอยู่ในสภาพยอมรับได้ตามความต้องการใช้งาน

          3. มาตรวิทยาเชิงควบคุม มาตรวิทยาเชิงกฎหมาย หรือการชั่งตวงวัด (Legal Metrology)
          มาตรวิทยาเชิงควบคุม มาตรวิทยาเชิงกฎหมาย หรือการชั่งตวงวัดเป็นสาขาหลักที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของข้อกฎหมาย/ข้อกำหนดควบคุม ตามที่บัญญัติไว้ในพจนานุกรมศัพท์สากลว่าด้วยการชั่งตวงวัด (International Vocabulary of Legal Metrology) ได้ให้ความหมายไว้ว่า เป็นสาขาของมาตรวิทยาที่มีกิจกรรมอันเป็นผลมาจากข้อกำหนดโดยชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการวัด หน่วยของการวัด เครื่องมือวัด วิธีการวัด และได้ปฏิบัติโดยผู้ที่มีความรู้ความสามารถ

          โดยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จะเห็นถึงแนวโน้มของการค้าในยุคโลกาภิวัตน์ที่มีการผลักดันให้เห็นถึงความสำคัญของงานด้านมาตรวิทยา และเร่งพัฒนางานด้านนี้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ท้าทายที่สำคัญมากสำหรับงานด้านการชั่งตวงวัด ในส่วนของข้อตกลงทางการค้าบนพื้นฐานการขจัดการกีดกันทางการค้า และจะต้องร่วมกันให้การรับรองข้อตกลงรวมถึงปฏิบัติตามอย่างจริงจัง การชั่งตวงวัดมีลักษณะเป็นกฎข้อบังคับโดยตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นกฎข้อบังคับที่มีความอ่อนไหวต่อการขจัดการกีดกันทางการค้า ข้อกำหนดที่บัญญัติโดยรัฐเป็นข้อบังคับที่ปราศจากข้อยกเว้นอย่างแท้จริง และอาจเป็นตัวเพิ่มการกีดกันทางการค้า นอกเสียจากจะมีการปรับขอบเขตให้สอดคล้องกับนานาชาติ การปรับข้อกำหนดทางด้านมาตรวิทยาให้เป็นไปตามข้อกำหนดและขั้นตอนการตรวจสอบให้คำรับรองที่สอดคล้องกับนานาชาตินั้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งกระทำและยังเป็นสิ่งสำคัญที่ท้าทายต่องานด้านการชั่งตวงวัดอีกด้วย


การเกิด bad ของฮาร์ดดิสก์

เขียนโดย Wonder Man

การ Low-level Format และ High-level Format

       การ Low-lovel Format เป็นกระบวนการทำงานของฮาร์ดดิสก์โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างหรือกำหนด Track, Sector หรืออธิบายได้อีกอย่างว่าเป็นการเขียนโครงสร้างของ Track,Sector ตามรูปแบบที่ Firmware ภายในฮาร์ดดิสก์ได้กำหนดไว้ เพื่อให้การทำงานของกลไกภายในกับวงจรควบคุมหรือ PCB สอดคล้องเป็นระบบเดียวกัน ซึ่งการ Low-level Format นั้นเป็นการลบข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่าง โดยที่ข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกลบไปอย่างถาวร

       จริง ๆ ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจกันเสียก่อนว่า การ Low-level Format นั้น เป็นกระบวนการทำงานหรือเป็นคำสั่งของฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่า ที่ยังใช้ Actuator แบบ Stepper Motor ,ใช้ระบบ Servo เก่า ๆ แบบ Dedicated Servo, มีการใช้โครงสร้างของ Track, Sector แบบเก่า ซึ่งฮาร์ดดิสก์ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่และไม่เหมือนกันเลย การใช้ Stepper Motor เป็น Actuator ของฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่า ๆ นั้น มีข้อเสียหรือจุดอ่อนตรงที่เมื่อเราใช้ไปนาน ๆ เฟืองกลไกภายใน Motor จะหลวม ทำให้การควบคุมให้หัวอ่าน/เขียนอยู่นิ่ง ๆ บน Track (ที่จะอ่านข้อมูล)เป็นไปได้ยาก และอีกสาเหตุที่กลไกหลวม ก็เพราะอุณหภูมิที่สูงซึ่งเกิดจากการที่ตัว Actuator เคลื่อนที่ไปมาเพื่อหาข้อมูล

       แน่นอนครับ มันเป็นโลหะที่ต้องมีความร้อนเกิดขึ้น เปรียบเทียบก็เหมือนกับ Ster รถจักรยานหรือรถจักรยานยนต์ ที่ต้องรูด เมื่อเจอกับโซ่ที่ลากผ่านไปมาเป็นเวลานาน ๆ และก็เป็นสาเหตุให้หัว/อ่านเขียน ไม่สามารถอ่านข้อมูลได้อย่าง ถูกต้อง ยิ่งนับวันอาการก็จะรุนแรงมากขึ้น อีกประการหนึ่งที่การ Low-level Format ไม่สามารถนำมาใช้กับ ฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ได้ก็เพราะโครงสร้างการจัดวาง Track, Sector ไม่เหมือนกัน ฮาร์ดดิสก์รุ่นเก่าจะมีจำนวนของ Sector ต่อ Track คงที่ ทุก ๆ Track แต่ในฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ จำนวนของ Sector จะแปรผันไปตามความยาว ของเส้นรอบวง (ของ Trackนั่นแหละครับ) ยิ่งต่างรุ่นต่างยี่ห้อต่างความจุ ก็ยิ่งต่างไปกันใหญ่ หากเราฝืนไป Low-level Format

       ผมบอกตรง ๆ ครับว่านึกไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฮาร์ดดิสก์อาจไม่รับคำสั่งนี้เพราะ ไม่รู้จักหรืออาจรับคำสั่งแล้วแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร จนอาจจะทำให้วงจรคอนโทรลเลอร์ (PCB) สับสนกันเอง (ระหว่าง IC) จนตัวมันเสียหายก็ได้ แต่ถ้าฮาร์ดดิสก์ของเพื่อนท่านใดเป็นรุ่นเก่า ซึ่งมีลักษณะตรงกับที่ผมเอ่ยมา และมี BIOS ที่สนับสนุนก็สามารถ Low-level Format ได้ครับ (เช่น คอมฯ รุ่น 286 ของผม Hdd 40MB.) เราจะเห็นได้ว่า BIOS รุ่นใหม่จะไม่มีฟังก์ชั่น Low-level Format แล้ว เพราะ BIOS ก็ไม่อาจที่จะรู้จักโครงสร้าง Track, Sector ของฮาร์ดดิสก์ได้ทุกยี่ห้อ ทุกรุ่นเพราะความต่างอย่างที่ผมบอกไว้ละครับ กลับมาสู่ความจริงของความรู้สึกเรากันหน่อยนะครับ ซึ่งผมเข้าใจดีว่า

       เพื่อน ๆ ทุกคนหากเมื่อเจอ Bad Sector ในฮาร์ดดิสก์ของตัวเองย่อมใจเสียแน่นอน เพราะข้อมูล ที่อยู่ข้างในนั้นมีผลกับจิตใจ กับความรู้สึกของเรามาก และเราต้องการที่จะได้มันคืน และในตอนนั้นเราก็ไม่ได้คิด ถึงด้วยซ้ำว่าเราซื้อมันมาแพงแค่ไหน และถ้าหากเราได้ยิน ได้ฟังอะไรที่เล่าต่อกันมาว่า มันสามารถที่จะทำให้ฮาร์ดดิสก์ของเราดีเช่นเดิมได้ เราย่อมให้ความสนใจ อยากลอง อยากได้ อยากมี แต่เพื่อน ๆ ครับ อย่างที่ผมบอกละครับว่าการ Low-level Format นั้นใช้ไม่ได้กับฮาร์ดดิสก์รุ่นใหม่ ๆ ตัวผมเองก็เป็น Salary Man หรือมนุษย์ เงินเดือนเหมือนเพื่อน ๆ ละครับ ผมรู้สึกเสียดายเป็นเช่นกัน แต่เมื่อผมมาถึงจุด ๆ หนึ่งที่รู้ว่าเราไม่สามารถเอา สนามแม่เหล็กมาเรียงให้ดีเหมือนเดิมได้ และไม่มีเครื่องมืออะไรที่จะมาช่วยได้ด้วย ผมก็ต้องปลง และถนอมมัน ให้ดีที่สุด เอาละผมขอพากลับมาที่เนื้อหากันต่อนะครับ

       การ High-level Format หรือการ Format (หลังจากการแบ่ง Partition แล้ว) ที่เราเรียกกันอยู่บ่อย ๆ โดยใช้ DOS นั้นมีจุดประสงค์เพื่อทำการเขียนโครงสร้างของระบบไฟล์ (FAT: File Allcation Table ซึ่งมีทั้ง FAT32 และ FAT16) และเขียน Master Boot Record (ซึ่งเป็นพ.ท.ที่จะเก็บแกนหลักของระบบปฏิบัติการเช่น DOS) การ Format นี้นั้นฮาร์ดดิสก์จะไปลบ FAT และ Master Boot Record ทิ้งไป แต่มันไม่ได้ทำการลบทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนดังเช่นเรากวาดของบนโต๊ะทิ้งไปจนเหลือแต่พื้นเรียบๆ มันแค่ทำการเขียนข้อมูล "0000" ลงไปบนแผ่นดิสก์ เท่านั้น ซึ่งคำว่า "เขียนข้อมูล 0000 ก็คือการFormat ของเรานั่นแหละครับ" ดังนั้นหากใครคิดว่าการ Format บ่อย ๆ นั้น ไม่ดีก็... (ผมขอไม่ตอบเพราะมันเป็นเรื่องนานาจิตตังครับ)

       เพื่อน ๆ บางคนถามในกระทู้ว่า Virus ทำให้เกิด Bad Sector ได้หรือไม่ ผมขอตอบว่าไม่ แต่มันทำให้ ฮาร์ดดิสก์เสียได้ครับ เพราะการที่มันเข้าไปฝังที่ Master Boot Record ครับ ก็ต้องแก้กันโดยการ Fdisk กำหนด Partition กันใหม่ และVirus ก็เป็นเพียงแค่ข้อมูล ๆ หนึ่งที่เราจะลบทิ้งไปก็ได้ และ Virus จะเข้าไปใน Firmware และSystem Area ของฮาร์ดดิสก์ก็ไม่ได้เด็ดขาด เพราะ Firmware ของฮาร์ดดิสก์จะไม่ยอมให้แม้กระทั่ง BIOS ของคอมฯเห็น Cylinder นี้ซึ่งเสมือนว่า Cylinder นี้ไม่มีอยู่จริง การที่ฮาร์ดดิสก์พบ Bad Sector นั้น มันจะทำการทดลองเขียน/อ่านซ้ำ ๆ อยู่พักหนึ่งจนกว่าจะครบ Loop ที่ กำหนดแล้ว ว่าเขียนเท่าไหร่ก็อ่านไม่ได้ถูกต้องซักที ฮาร์ดดิสก์ก็จะตีให้จุดนั้นเป็นจุดต้องห้ามที่จะเข้าไปอ่านเขียนอีก แต่ถ้าข้อมูลสามารถกู้คืนมาได้มันก็จะถูกย้ายไปที่ ๆ เตรียมไว้เฉพาะ

      เมื่อฮาร์ดดิสก์ตีว่าจุดใดเสียแล้วมันจะเอาตำแหน่งนั้นไปเก็บที่ System Area ซึ่งข้อมูลที่บอกว่ามีจุดใดที่เสียบ้างนั้นจะถูกโหลดมาทุกครั้งที่ฮาร์ดดิสก์ Boot และเราไม่สามารถเข้าไปแก้ข้อมูลนี้ได้ด้วยครับ Norton ก็ทำไม่ได้ สิ่งที่มันทำ ก็ทำได้แค่ Mark ไว้แล้วก็เก็บข้อมูล นี้ไว้ จากนั้นก็ทำเหมือนกับที่ Firmware ฮาร์ดดิสก์ทำ คือไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว พ.ท.นี้อีก หรือหลอกเราว่าไม่มี พ.ท.เสีย เกิดขึ้นเลย การ Format ด้วย DOS ก็แก้ไขไม่ได้เช่นกันครับ เพื่อน ๆ บางคนคิดว่าหากมี Bad Sector แล้วมันจะขยายลุกลามออกไป ผมขอตอบว่าไม่จริงครับ เราไม่ควรลืม ว่า บนแผ่นดิสก์นั้นคือสารแม่เหล็กที่ฉาบอยู่ และมันหลุดได้ยาก ต่อให้หลุดแล้วก็ลามไม่ได้ด้วยนะครับ ไม่เหมือน กับโรคผิวหนังครับ


เครื่องมือวัดความสูง

        การสร้างเครื่องมือชิ้นนี้  อาศัยหลัก "ตรีโกณมิติ"ิ กับ "คณิตศาสตร์" ธรรมดาๆ  ตามที่เราเคยเรียนกันมา นำมาประยุกต์เข้าด้วยกัน  สรุปได้ดังต่อไปนี้ 

  ความถูกต้องของการใช้เครื่องมือ

    ความแม่นยำที่ทดลองใช้  วัดหอน้ำสูง 10 เมตร คลาดเคลื่อนเพียง 10 ซม.  ข้อจำกัดของการใช้กล้องวัดความสูง เช่นจุดที่จะเล็งหาความสูงของต้นไม้บริเวณเรือนยอด  จะเป็นข้อจำกัดตามปกติของเครื่องมือวัดความสูงทั่วไปอยู่แล้ว   แต่อย่างไรก็ตาม ความคลาดเคลื่อนของการวัดอยู่ที่

   1. ต้องกำหนดจุดของยอดไม้ที่เป็นจุดที่จะใช้วัดความสูงของต้นไม้ให้ถูกต้อง  

   2. ตำแหน่งที่ยืนวัด  ควรเป็นแนวราบ  มองเห็นจุดที่จะวัดได้ชัดเจน 

        การสร้างใช้หลักการง่ายๆดังรูปที่แสดงไว้แล้ว  สามารถทำได้หลายแบบ  ที่เลือกให้ขนาดกล้องเท่ากับ 10 ซม. เพราะทำให้ง่ายในการคำนวณ  หลักการการสร้างมีดังนี้

1. ในส่วนของตัวของกล่องอลูมิเนียม  ใช้หน้ากว้าง 5  ซม. หนา 2.5 ซม.  ยาว 10 ซม.  ใส่น๊อตตรงกลางยึดติดกับขาไม้  ทำให้สามารถขยับปรับมุม "ก้ม - เงย" ได้  ฝังไม้ไว้ด้านหน้าและหลังสำหรับติดเข็มหมุดเล็ง  และไม้บรรทัดหรือเวอร์เนียร์ฯ  สำหรับไม้บรรทัด  เราใช้การเซาะร่องไม้ให้หนาน้อยกว่าความหนาของไม้บรรทัดเล็กน้อย  แล้วปิดด้วยแผ่นพลาสติกใสหนา 1 หุน  ยึดด้วยน็อตอีกที  จะใช้ก็เอาไม้บรรทัดเสียบลงไป จุดเล็ง ถึงไม้บรรทัด ยาว 10 ซม.   จุดเล็งควรใช้เข็มหมุด  จะเติมด้วยปลอกปากกาก็ได้ 

2. ทำที่เสียบไม้บรรทัดหรือเวอร์เนียรฯไว้ด้านหน้า  ให้ขีด 0 อยู่ในแแนว เล็ง

3. ใช้ระดับน้ำที่มีขายทั่วไปเป็นตัวกำหนดแนวเล็งให้อยู่ในแนวระนาบ

4. หากต้องการหมุนกล้องส่องได้  ก็ต้องใช้ขาตั้งกล้องช่วย  โดยใช้น๊อดที่มีขนาดเท่ากับสกรูที่อยู่กับขาตั้งกล้อง  เชื่อมติดกับแผ่นเหล็ก  แล้วหุ้มเข้าที่ขากล้องเล็ง  เท่านี้ก็ใช้ได้

 การประยุติใช้หาระยะทาง

     เราสามารถใช้เครื่องมือนี้ในการวัดระยะทางได้โดยคำนวณจากสูตร

 

 

แบบถัดไปนี้ ได้ลองทำทีหลังก็พบว่าใช้งานได้ดี แถมถูกกว่าตรงที่ใช้ไม้บรรทัดธรรมดาอันละ 3 บาท

แสดงการยึดติดเวอร์เนียรคาลิปเปอร์ไว้ด้านหน้าโดยใช้แป้นพลาสติก และใช้เข็มหมุดตอกผ่านปลอกปากกาเพื่อช่วยเล็ง

 

แสดงการยึดขาตั้งกล้องเล็ง  ซึ่งเป็นขาไม้  เจาะช่องด้านล่างของกล่อง  แล้วสอดไม้เข้าไป ยึดด้วยน๊อต

ใช้เชือกมัดกับหลักไม้เล็งเอาก็สามารถทำได้  ถ้าไม่มีขาตั้งกล้องช่วย  หรือแบบรูปถัดไป  ก็สามารถทำได้โดยช่างเชื่อมทั่วๆไป

 

 
แวนเดอร์กราฟอย่างง่าย
(VanderGraaff)
 
   สร้างอุปกรณ์สื่อการสอนเรื่องการเกิดไฟฟ้าสถิตย์อย่างง่ายได้
คลิกค่ะ เอกสาร PDF

 

 
 
การผลิตโลหะและโลหะผสม

การหล่อโหะและโลหะผสม

       ในกระบวนการหล่อโลหะหรือโลหะผสม โดยมากจะใช้วิธีหลอมโลหะในเตาหลอมเสียก่อนๆ ที่จะนำไปเทลงในแบบ และถ้าจะทำโลหะผสมก็จะใช้วิธีเติมโลหะอีกชนิดหนึ่งหรือหลายๆชนิดลงในโลหะที่กำลังหลอม เหลวอยู่แล้วคนให้ผสมกันดีจน ได้ส่วนผสมที่ต้องการ จากนั้นก็จะนำไปหล่อให้เป็นแท่ง หรือเป็นแผ่นให้เป็นรูป ตามที่ต้องการหรือทำให้เป็นวัสดุสำเร็จรูปต่อไป ซึ่งในปัจจุบันนี้มีวิธีการมากมายในการผลิตโลหะด้วยกรรมวิธีต่างๆ โดยข้อมูลที่เรานำมาแสดงนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยข้อมูลที่เรานำมาจัดเสนอนี้เป็นข้อมูลเกี่ยวกับกรรมวิธีการ ผลิตเหล็กกล้าและเตาถลุงเหล็กชนิดต่างๆ

รายชื่อผู้เรียบเรียง

  1. นาย สิริภัทร ธรรมมนูญกุล
  2. นาย จตุพร อุปสัน
  3. นาย เอกราช รอดสว่าง
  4. นาย สมสกุล  คงรอต

บรรณานุกรม

  1. รศ.แม้น อมรสิทธิ์,ดร.สมชัย อัครทิวา วัศดุวิศวกรรม,กทม., Mc Graw Hill,2541,pp 147
  2. สุรสิทธิ์ แก้วพระอินทร์  โลหะวิทยา(Metallurgy) บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด(มหาชน),2541 pp 74-99

{mospagebreak}

หน้า 2

กรรมวิธีการผลิตเหล็กกล้า

    ยุคแห่งการผลิตเหล็กกล้าเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อต้นศตวรรษที่ 19 โดยชาวอังกฤษชื่อเฮนรี่ เบสเซเมอร์(Henry Bessemer) ได้ค้นพบวิธีการถลุงเหล็กกล้าโดยอาศัยการเป่าอากาศเข้าไปในเตาทำให้เกิดปฏิกิริยาการรวมตัวกับออกซิเจนกับสารเจือปน(impurity) สามารถผลิตและหลอมเหล็กได้เหล็กกล้าในเวลารวดเร็ว ประหยัดจึงทำให้อังกฤษการเป็นประเทศชั้นนำในการผลิตเหล็กและเป็นผู้นำในการผลิตเหล็กชนิดต่างๆโดยเฉพาะกรรมวิธีการผลิตเหล็กแบบเบสเซเมอร์ การผลิตดังกล่าวนี้เป็นการเริ่มต้นและเพื่อนำแนวทางสู่การผลิตด้วยวิธีใหม่ๆให้รวดเร็วและทันสมัยได้ถูกวิวัฒนาการมาเรื่อยๆจนในปัจจุบันได้ใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์แทนอากาศธรรมดา

    เตาถลุงเหล็กที่ใช้ในปัจจุบันที่นิยมใช้ 7 แบบ คือ

  1. เตาสูง ( blast furnace)
  2. เตาเบสเซเมอร์ (Bessemer furnace)
  3. เตากระทะ (open hearth furnace)
  4. เตาแอลดี (L.D. process)
  5. เตาคาลโด (kaldo process)
  6. เตาไฟฟ้า (electric arc furnace)
  7. เตาความถี่สูง (high frequency furnace)

การผลิตเหล็กดิบ สินแร่เหล็ก

     บริเวณพื้นโลกของเรามีสินแร่อยู่เป็นจำนวนมากมายและอยู่ในลักษณะสารผสม เช่น ดิน หิน ทราย และสินแร่เหล็กผสมกันอยู่ สินแร่เหล็กที่อยู่ในรูปโดดเดี่ยวนั้นไม่มีเลย เพราะแะนั้นการที่จะได้แร่เหล็กบริสุทธิ์นั้นต้องมีขั้นตอนในการผลิตแล้วนำมาผสมกับเนื้อเหล็กผสมอีกครั้งหนึ่งเพื่อปรับปรุงคุณภาพของเหล็กที่จะนำมาใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เหล็กที่ได้สามารถทนแรงเค้น แรงดึง แรงกด และแรงเฉือนได้ดี ตลอดจนมีความแข็งเพิ่มขึ้น

     วัตถุดิบที่ใช้ในการถลุงเหล็กเพื่อให้ได้เหล็กดิบ ประกอบด้วย

1.  ถ่านโค้ก (coke) เป็นเช้อเพลิงสำคัญที่ให้ความร้อนต่อการถลุงในเตาถลุง ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ได้จากกระบวนการโดยการนำถ่านหินมาบรรจุในกล่องเหล็กเพื่อไม่ให้อากาศเข้าได้แล้วนำมาให้ความร้อนจนถ่านภายในร้อนแดง สารไฮโดรคาร์บอนท่อยู่ภายในถ่านหินก็จะระเหยกลายเป็นก๊าซ หลังจากนั้นเทถ่านหินที่ร้อนแดงลงในน้ำก็จะได้ถ่านโค้กซึ่งมีลักษณะเป็นรูพรุนและให้ค่าความร้อนสูง ก๊าซที่ได้จากการเผาถ่านก็นำมาใช้ประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรมเคมีได้ เช่น ทำยา ทำสีย้อมผ้า เป็นต้น สำหรับถ่านโค้กที่เหมาะสำหรับในการถลุงควรมีกำมะถันน้อยที่สุด เพราะเมื่อกำมะถันเข้าไปรวมตัวกับเหล็กดิบจะทำให้มีความเปราะ

2. หินปูน (limestone) หรือแคลเซียมคาร์บอเนต(CaCo3)ทำหน้าที่แยกธาตุสารเจือปนในสินแร่เหล็กออกมาเป็นขี้ตระกรัน(slag) จะลอยตัวอยู่เหนือผิวน้ำเหล็กดิบ และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาลดออกซิเจนในเตาถลุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

3. สินแร่ (ores)ได้มาจากเหมืองแร่แหล่งต่างๆ ก่อนทำการถลุงควรจะขจัดหรือแยกสารเจือปนออกเสียก่อนเพื่อจะทำให้ได้สินแร่เหล็กที่มีคุณภาพดี เราสามารถแบ่งสินแร่เหล็กออกได้เป็น คือ

  • แมกนีไทต์ (magnetite) เป็นแร่แม่เหล็กมีสูตรว่า (Fe3O4) หรือบางครั้งเรียกว่าเหล็กออกไซต์ มีลักษณะเป็นก้อนสีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ ถ้านำไปเข้าเครื่องบดบดให้ละเอียดจะมีเนื้อสีดำ มันวาว มีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กเลยเรียกว่าแร่แม่เหล็ก มีเนื้อเหล็กอยู่มากถึง 75% มีแมกนีเซียมและแมงกานีสปะปนอยู่บ้าง พบมากที่สุดในประเทศสวีเดน ต่อมาสวีเดนจึงได้ชื่อว่ามีแร่เหล็กที่คุณภาพมากที่สุด
  • เรดฮีมาไทต์(red hematite)มีสูตรคือ Fe2O3 หรือเรียกว่าเหล็กออกไซต์ มีลักษณะเป็นสีแดงหรือน้ำตาลเข้ม เมื่อบดจะมีสีแดงมันวาว มีเนื้อเหล็กประมาณ 70 % มีไทเทเนียมผสมบ้างเล็กน้อย พบมากในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ในทะเลสาบสุพีเรียของอเมริกา
  • บราวน์ฮีมาไทต์(brows hematite) มีสูตรคือ Fe2O3 + n(H2O) หรือเรียกว่าลิโมไนต์ มีลักษณะเป็นสีน้ำตาลหรือสีเหลืองเข้ม มีสินแร่ประมาณ 50-67 % พบมากในประเทศเยอรมัน สหรัฐอเมริกา
  • ซิเดอไรต์ (siderite) มีสูตรคือ FeCO3 หรือเรียกว่าเหล็กคาร์บอเนต มีลักษณะเป็นก้อนสีน้ำตาลเข้ม มีสินเหล็กค่อนข้างน้อยประมาณ 48-60 % และมีคาร์บอเนตผสมอยู่ประมาณ 38% พบมากในประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา
  • เหล็กไพไรต์ (iron pyrite) มีสูตรว่า FeS2 มีกำมะถันปนอยู่มากทำให้เหล็กมีคุณสมบัติเปราะและมีสินแร่อยู่น้อยมาก ประมาณ 46% กำมะถัน 53% และยังมีโคบอลต์และนิกเกิลผสมอยู่บ้างเล็กน้อย พบมากในประเทศสเปน สหรัฐอเมริกาและไทย

การถลุงเหล็ก

    ขั้นตอนในการเตรียมสินแร่เหล็กก่อนทำการถลุงในเตาสูง

  • เตรียมสินแร่เหล็ก
  • ล้างหิน ดิน กรวด ทราย
  • บดให้เป็นผง
  • ใช้แม่เหล็กดูดสินแร่เหล็ก
  • ผสมหินปูน ถ่านโค้ก
  • อบไล่ความชื้น
  • อัดทำเป็นก้อนกลมขนาด10-15 มิลลิเมตร
  • เข้าถลุงในเตาสูง

       จากสินแร่เหล็กที่ได้นำมาถลุงให้เป็นเหล็กดิบด้วยเตาสูง การถลุงเหล็กดิบจากแร่เหล็กโดยตรงจะกระทำได้เฉพาะแร่เหล็กที่มีคุณภาพ กล่าวคือ แร่ที่มีปริมาณเหล็กสูงและมีสารเจือปนต่ำ แต่ในปัจจุบันนี้ปริมาณแร่ที่มีคุณภาพสูงนับวันจะหายากและค่อยๆหมดไป ดังนั้น การถลุงเหล็กที่มีคุณภาพต่ำจึงสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก และปริมาณของตระกรันหรือสารประกอบที่เกิดจากการรวมตัวของสารเจือปนรวมกับออกซิเจนจำนวนมากทำให้เกิดปัญหาในการแยกหรือนำออกทิ้ง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาวิธีกำจัดสิ่งที่ไม่ต้องการที่ติดมากับแร่เหล็กขั้นแรกก่อนเพื่อทำให้มีปริมาณแร่เหล็กสูงขึ้น เรียกกรรมวิธีนี้ว่าการเพิ่มปริมาณเหล็กในแร่เหล็ก(concentration)

        การเพิ่มปริมาณเหล็กในแร่เหล็ก เริ่มโดยการเอาแร่เหล่านี้มาทำใหแตกเป็นก้อนเล็กๆด้วยเครื่องบดที่เรียกว่า จอว์ครัชเชอร์ (jaw crusher) ชุดบกเรียกว่า บอลมิลล์(ball mill) ชุดบอลมิลล์มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกหมุนรอบแกนได้ ภายในบรรจุด้วยลูกบอลเหล็กขนาดต่างๆเมื่อใส่แร่เหล็กลงไป บอลมิลล์จะทำหน้าที่หมุนรอบแกนทำให้ลูกบอลเหล็กไปกระทบแร่เหล็กทำให้แตกออกเป็นผงเล็กๆนำออกไปผ่านตระแกรงแยกเอาผงเหล็กที่มีขนาดโตออกไปเข้าเครื่องบดใหม่ ส่วนผงเหล็กละเอียดที่ได้ขนาดนำไปผ่านเครื่องแยกอีกครั้ง เครื่องนี้เรียกว่า แมกเนติก เซเปอเรเตอร์(magnatic separater) โดยอาศัยหลักการคุณสมบัติของแม่เหล็กดูดติดผงเหล็ก และให้แร่เหล็กที่บดแล้วเคลื่อนผ่านแม่เหล็กผงเหล็กจะดูดติด ส่วนที่ไม่ใช่เหล็กก็จะเคลื่อนที่ออกไปต่างหาก จากกรรมวิธีนี้จะได้ผงแม่เหล็กที่มีปริมาณสูงถึง 70% ซึ่งเหมาะที่จะนำไปถลุงในเตาสูง

        แต่การที่จะนำเอาแร่เหล็กที่มีลักษณะเป็นผงไปบรรจุในเตาถลุงจะกระทำได้ยาก เพราะว่าเหล็กที่ได้อาจจะถูกลมที่พ่นเข้ามาเผาไหม้เชื้อเพลิงเป่าหายไป ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องเอาผงเหล็กที่ได้ไปทำเป็นก้อนเสียก่อน โดยผสมกับตัวประสานแล้วอัดเป็นก้อน เรียกวิธีนี้ว่า บริเคตติ้ง (briquetting) หรือนำเอาไปเผาให้แร่เหล็กหลอมละลายบางส่วนเพื่อให้จับรวมตัวกันเป็นก้อนเรียกว่า ซินเตอริ่ง(sintering) ซึ่งนิยมทำกันมากกว่ากรรมวิธีแรก กรรมวิธีซินเตอริ่งทำโดยให้ผงเหล็กที่ผ่านการบดมาผสมกับเชื้อเพลิงที่เป็นผงละเอียดประมาณ 4-6 เปอร์เซ็นต์ และเติมผงเหล็กออกไซต์ที่ได้จากการรีดเหล็กมิลล์สเกล(mill scale)ประมาณ25-30 เปอร์เซ็นต์ จะเกิดออกไซต์เป็นแผ่นบางๆปกติเราจะเอาออกทิ้งแต่วิธีนี้จะนำมาผสมกับแร่เหล็ก หลังจากที่ผสมแร่เหล็กกับถ่านโค้ก และผงมิลล์สเกลแล้ว จึงนำไปเผาที่อุณหภูมิประมาณ 750-850 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้ถ่านโค้กเดผาไหม้ช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นอีกจนประมาณ 1300 องศาเซลเซียส

       ในขณะที่เผาปรากฎว่าแร่เหล็กรวมตัวกับหินหรือทราบปนมากับแร่เหล็ก และรวมตัวกับคาร์บอมอนอกไซต์ที่เกิดจากการเผาไหม้ของถ่านโค้ก ได้สารประกอบร่วมกันระหว่างเหล็กกับซิลิกอนไดออกไซต์ซึ่งเรียกเหล็กนี้ว่า เหล็กซิลิเกต หรือ ฟายาไลต์ (fayalite) มีสูตรคือ 2FeOSiO2 ปกติฟายาไลต์จะมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า 1200 องศาเซลเซียส ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นตัวประสานให้กับผงเหล็กในขณะหลอมเหลวบางส่วน เมื่อทิ้งให้เย็นจะทำให้ผงเหล็กจับตัวกันเป็นก้อนแข็งเรียกว่าซินเตอริ่งโปรดักต์(sintering product)ซึ่งเหมาะที่จะนำไปถลุงในเตาสูง ในการทำซินเตอริ่งมีผลดีอย่างหนึ่งคือ การกำจัดกำมะถันในเหล็กดังปฎิกิริยา  3FeS+5O2 --------> Fe3O4+3SO2  และโดยทั่วไปการทำซินเตอริ่งจะผสมพวกฟลักซ์ ได้แก่พวกหินปูนรวมเข้าไปด้วยเพื่อจะได้ลดปริมาณของฟลักซ์ที่ใช้ในเตาสูงได้น้อยและเพิ่มประสิทธิภาพให้ฟลักซ์มากด้วยจากแร่เหล็กที่ผ่านกรรมวิธีซินเตอริ่งแลัวนำไปใส่เตาสูง

ลักษณะของเตาสูง

    เตาสูง(blast furnace) มีลักษณะเป็นปล่องสูง ตอนล่างป่องและกลับเล็กลงเมื่อใกล้ถึงพื้น ตัวเตาจะทำด้วยแผ่นเหล็กหุ้มภายนอก ส่วนภายในเตาเรียงด้วยอิฐทนไฟชนิดต่างๆตัวเตาแบ่งออกเป็นช่วงๆ คือ

  1. ฐานราก(foundation)
  2. พื้นเตา(furnace bottom)
  3. ก้นเตา(hearth)
  4. ท้องเตาหรือบอช(bosh)
  5. ส่วนบน(top)

    ส่วนที่ร้อนที่สุดของเตาสูงคือ ส่วนที่ถัดมาจากก้นเตา อุณหภูมิประมาณ 1900 องศาเซลเซียส เตาสูงจะมีส่วนประกอบดังนี้

  1. ฐานราก สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งจะฝังลึกลงไปในดินบางส่วน และมีบางส่วนที่โผล่พื้นดินขึ้นมาและเป็นส่วนที่ต้องรับน้ำหลักของเตาทั้งหมด ขนาดบรรจุของเตาประมาณ 1306 ลูกบาศก์เมตร น้ำหนักประมาณ 7000 ตัน
  2. พื้นเตา เป็นส่วนที่ต่อขึ้นมาจากฐานราก จะก่อด้วยอิฐทนไฟ ปกติจะมีความสูงประมาณ 4-5 เมตรทำหน้าที่รับตัวเตารองจากฐานรากและเป็นส่วนที่ปิดก้นเตา
  3. ก้นเตา เป็นส่วนที่รองรับน้ำเหล็กเมื่อละลายแล้วจะมากองหรือสะสมอยู่ที่ก้นเตานี้และมีพวกตระกรันไหลมากองอยู่ แต่จะอยู่ส่วนบนของน้ำเหล็กซึ่งมีรู(tuyere) เจาะไว้สำหรับให้เหล็กและตระกรันไหลออกมา บริเวณนี้จะเรียงด้วยอิฐทนไฟที่มีคุณภาพต่อการทนร้อนได้ดี ประกอบต้องมีความหนาตั้งแต่ 0.5-1.5 เมตร
  4. บอช คือบริเวณที่ร้อนที่สุด และเป็นบริเวณที่เกิดการหลอมละลายของแร่เหล็กหรือแร่จากกรรมวิธีซินเตอริ่ง เพราะในช่วงนี้จะเกิดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงให้อุณหภูมิสูงมากทางตอนล่างของบอชจะมีรูลม ซึ่งจะมีลมพ่นเข้ามาเพื่อการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงทำให้เกิดความร้อนได้ดี
  5. ปล่องเตา(stack) เป็นส่วนที่ต่อขึ้นมาจากบอช โดยมีเปลือกนอกทำด้วยเหล็กเป็นโครงเพื่อให้ยึดติดกับเสาบนของเตาและเรียงด้วยอิฐทนไฟ เพราะบริเวณนี้จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าตอนล่าง
  6. ส่วนบน เป็นส่วนที่ใช้กับการบรรจุแร่เหล็ก ฟลักซ์ และถ่านโค้กที่เติมลงในเตา และส่วนที่เป็นก๊าซเกิดการสันดาปภายในเตาลอยออกมา
  7. อุปกรณ์พ่นลม(blower) เป็นส่วนที่พ่นลมเข้าไปในเตาเพื่อทำให้เกิดการเผาไหม้ โดยภายในอุปกรณ์พ่นลมจะเป็นใบพัด กังหัน ซึ่งหมุนด้วยความเร็วรอบสูง และลดความเร็วลมได้ตามต้องการ ซึ่งผ่านเข้าไปในเตาทางตอนล่างของบอช โดยลมจะผ่านไปยังท่อลมใหญ่(wind box) ที่มีลักษณะกลมติดอยู่รอบๆบอช จากนั้นก็มีท่อเล็กแยกมาจากท่อลมใหญ่ไปเข้าเตาทางรูลมหลายๆแห่งที่มีอยู่รอบเตา ทั้งนี้เพื่อให้ลมเข้าไปเผาไหม้ภายในเตาได้ทั่งถึงและอย่างสม่ำเสมอไม่มีจุดดับ โดยทั่วๆไปหลักการในทางปฏิบัติก่อนที่ลมจะเข้า เตาจะต้องถูกเผาให้ร้อนก่อน(pre heat)โดยให้ร้อนประมาณ 700-1000 องศาเซลเซียส ทั้งนี้เพื่อให้เชื้อเพลิงสูญเสียน้อยและได้ค่าของความร้อนสูง การเผาอากาศก่อนพ่นเข้าเตานั้นได้นำมาจากที่อื่นกระทำได้โดยใช้ตัวของมันเอง โดยต่อท่อจากปล่องของเตาซึ่งมีความร้อนอยู่และมีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ติดมาด้วย ทำให้ได้ค่าความร้อนมากแล้วนำมาผ่านตัวเผาอากาศ(cowper) และเตาที่เผาอากาศนี้ต้องอยู่ใกล้กับตัวเตา และบางทีก็ใช้จำนวนหลายหน่วยเพื่อสลับกันในการเผาอากาศ
  • ตัวเผาอากาศ จะมีลักษณะเป็นรูปโดม เปลือกชั้นนอกทำด้วยเหล็กแผ่นชั้นในเรียงด้วยอิฐทนไฟ แต่ภายในตัวเตาเผาอากาศจะมีช่วงก๊าซร้อนเข้าทางตอนล่างผ่านขึ้นมาทางตอนบนแล้วหมุนกลับลงทางตอนล่างของเตาอีกด้านหนึ่งระหว่างการเดินทางของก๊าซร้อนจะมีอิฐขวางไว้ลักษณะสลับกันไปมาเพื่อให้อิฐมีโอกาสได้สัมผัสกับก๊าซร้อนได้มากการให้ความร้อนแบบนี้เราเรียกว่าเชกเกอร็เวิร์ก(checker work) ตัวเตาจะมีช่องลมผ่านเข้าและออกอีกชุดหนึ่งเพื่อปิดให้ลมเย็นผ่านเข้าออกไปยังเตาสูงได้ดีและสะดวกยิ่งขึ้น

รูป ภาพตัดขวางของเตาสูง

การทำงานของเตาเผาอากาศ

      ในขั้นแรกจะเปิดให้ก๊าซร้อนออกจากเตาสูงผ่านเข้าไปเพื่อเผาอิฐเชกเกอร์(checker)ให้ร้อนประมาณ 1200-1400 องศาเซลเซียส ในกรณีเช่นนี้ก๊าซร้อนจากเตาสูงจะร้อนไม่เพียงพอจะต้องใช้เชื้อเพลิงและอากาศพ่นเข้าไปเผาไหม้ช่วยให้อุณหภูมิสูงขึ้นเมื่ออิฐเชกเกอร์ร้อนจนแดงแล้วจึงปิดก๊าซร้อนกับเชื้อเพลิง และเปิดให้ลมเย็นผ่านเข้าไปเพื่ออุ่นให้ร้อนแล้วค่อยปล่อยให้ผ่านเข้าไปในเตาสูง การที่ต้องใช้เตาเผาอากาศหลายๆชุดก็เพื่อจะได้ทำงานสลับกันคือ เตาหนึ่งทำหน้าที่เผาลมให้ร้อน ส่วนเตาอื่นๆก็เตรียมเผาให้ร้อนเตรียมไว้พร้อมที่เปลี่ยนสลับกันได้ ตลอดเวลา

ปฏิกิริยาภายในเตา

      ตามที่เราได้ทราบแล้วว่า แร่เหล็กที่ได้เป็นการผ่านกรรมวิธีซินเตอริ่งมาแล้วก็ตามแต่จะอยู่ในรูปของออกไซต์ ดังเช่น Fe2O3 หรือ Fe3O4 ปฏิกิริยาที่เกิดภายในเตาส่วนใหญ่จะเป็นการทำปฏิกิริยาของออกซิเจน(reduction)เพื่อเป็นการดึงเอาธาตุออกซิเจนให้ออกมาจากเหล็กออกจนกลายเป็นเหล็กเสียก่อน หลังจากนั้นจึงใช้ความร้อนทำให้เกิดการหลอมละลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ตัวที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิงควรจะต้องเป็นตัวที่ช่วยให้เกิดปฏิกิริยาลดออกซิเจนด้วยซึ่งเราพบว่าถ่านโค้กเหมาะสมที่สุด คือเป็นตัวที่ให้ทั้งความร้อนในการลุกไหม้รวมกับออกซิเจนในอากาศ และเป็นตัวที่ช่วยลดออกซิเจนด้วย ปฏิกิริยาที่เกิดการลดออกซิเจนจะเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ ซึ่งเกิดจากคาร์บอนในถ่านโค้กรวมตัวกับออกซิเจนในลมที่พ่นผ่านเข้าไปในเตาสูง ปฏิกิริยาที่เกิดเมื่อพ่นลมร้อนเข้าไปในเตาสูงทางตอนล่างของบอช ออกซิเจนในลมร้อนจะเข้ารวมตัวกับถ่านโค้กให้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ ดังสมการ

C + O ----------> CO2 + 94.03 kCal ...................(1)

     เมื่อก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์เคลื่อนตัวขึ้นทางด้านบนสัมผัสกับถ่านโค้กตามแนวตั้ง จะทำให้เกิดปฏิกิริยาให้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์อย่างสมบูรณ์ จาการทดลองในการวัดปริมาณของก๊าซคาบอนไดออกไซต์และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ตรงบริเวณรูลมจนถึงใจกลางของเตาสูงในขณะที่ทำงานพบว่าที่บริเวณรอบๆจะพบก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์แต่ไม่มีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์อยู่เลย พอระยะห่างออกมาจากรูลมใกล้ถึงใจกลางของเตาจะพบก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์มากขึ้น แล้วค่อยๆลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งหายไปก่อนที่จะถึงใจกลางของเตา ตรงกันข้ามบริเวณใจกลางของเตาจะพบว่าปริมาณของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์มากที่สุด เป็นเครื่องที่ยืนยันได้ว่าปฏิกิริยาที่กล่าวมาเป็นความจริง สำหรับไนโตรเจนที่ติดมากับอากาศไม่ทำปฏิกิริยาใดๆ แต่มันจะเคลื่อนตัวไปข้างบนพร้อมกับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ จากกการที่วัดปริมาณก๊าซที่ติดมากับอากาศและจากการวัดปริมาณของก๊าซที่ก้นเตาจะพบว่ามีก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ 34.7 เปอร์เซ็นต์และก๊าซไนโตรเจน 65.3 เปอร์เซ็นต์ ปฏิกิริยาการลดออกซิเจนของเหล็กออกไซต์ จะมีการลดเป็นขั้นๆดังนี้

Fe2O3 ----------> Fe3O4 ----------> FeO -------> Fe
ทำหน้าที่ลดออกซิเจนดังตัวอย่าง

3Fe2O3 + CO --------> 2Fe3O4 + CO2 + 15.5 kCal

Fe3O4 + CO --------> 3FeO + C O - 5.35 kCal

FeO + CO --------> Fe(solid) + CO2 + 3.15 kCal
   แต่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า572 องศาเซลเซียสอาจเกิดปฏิกิกริยาลดออกซิเจนโดยตรงจาก Fe3O4 ได้เพราะ FeO ที่เกิดไม่มีเสถียรภาพจะให้เหล็ก ดังปฏิกิริยา

Fe3O4 + 4CO ----------> 3Fe + 4CO2 + 4.22 kCal
   เหล็กที่ได้จากปฏิกิริยาลดออกซิเจนจะมีลักษณะเป็นของแข็งและพรุนเราเรียกว่าเหล็กพรุนหรือ สปองไอออน(sponge iron)|ซึ่งจะค่อยๆเคลื่อนต่ำลงมาจนถึงบริเวณบอชซึ่งเป็นบริเวณที่ร้อนจัดที่สุด เหล็กพรุนจะหลอมละลายไหลลงก้นเตา เราจะพบว่าการที่เรานำแร่เหล็กมาทำการซินเตอริ่งจะมีผลดีกับผงเหล็กเล็กๆของแร่เหล็กเพราะได้มีโอกาสสัมผัสกับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ได้ดีขึ้น ทำให้ปฏิกิกริยาการลดออกซิเจนได้รวดเร็วกว่าการถลุงแร่เหล็กหรือสินแร่เหล็กโดยตรง อัตราสำหรับการถลุงเหล็กดิบ อัตราทั่วๆไปสำหรับการถลุงเหล็กดิบมีดังนี้ ปริมาณเหล็กดิบ 1 ตันจะต้องบรรจุแร่เหล็กประมาณ 2 ตันถ่านโค้ก 1 ตันและฟลักซ์ประมาณ 0.5 ตัน และลมที่พ่นเข้าเตาที่อุณหภูมิ 700 อุณหภูมิ ต้องใช้จำนวน 4.5 ตัน ก๊าซที่ออกจากปากเตาจะมีอุณหภูมิประมาณ 200 องศาเซลเซียส ประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจน 10-17 เปอร์เซ็นต์ ก๊าซคาร์บอนไดอกไซต์ 10-70เปอร์เซ็นต์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์22-77 เปอร์เซ็นต์ ในกรณีที่แร่เหล็กมีโลหะอื่นปนอยู่ด้วย เช่น แมงกานีสออกไซต์(MnO2) และซิลิคอนออกไซต์(Sio2) ปฏิกิริยาลดออกซิเจนที่เกิดภายในเตามีลักษณะคล้ายคลึงกันดังเช่นปฏิกิริยาลดออกซิเจนของแมงกานีสออกไซต์จะได้เป็นดังนี้
2MnO2 + CO ---------> MnO3 + CO2 + 54.18 kCal
3Mn2O3 + CO ----------> 2Mn3O4 + CO2 + 40.66 kCal
Mn2O4 + CO ---------> 3MnO + CO2 + 12.40 kCa
 

     ซึ่งแมงกานีสออกไซต์นี้จะละลายกลายเป็นตะกรันแต่จะมีแมฝกานีสออกไซต์บางส่วนลดลง ออกซิเจนจะทำปฏิกิริยากับคาร์บอนให้โลหะแมงกานีสละลายอยู่ในเหล็กดิบปฏิกิริยา การหลอมเหลวของเหล็กพรุนนั้นไม่หลอมเหลวโดยตรงด้วยความร้อน เพราะเหล็กพรุนความจริงคือเหล็กที่เกือบบริสุทธิ์นั่นเอง ดังนั้นจุดหลอมเหลวจะสูงมากประมาณ 1500-16000 องศาเซลเซียส แต่การหลอมเหลวของเหล็กพรุนเป็นเหล็กดิบจะเกิดขึ้นดังนี้
3Fe (sponge) + 2CO ---------> Fe3C + CO2
    การเกิดปฏิกิริยาเกิดเฉพาะรอบๆเหล็กพรุนมีปริมาณคาร์บอนสูงขึ้น ซึ่งมีผลช่วยให้จุดหลอมเหลวต่ำลง แต่ถ้าในเหล็กดิบมีคาร์บอนประมาณ 4.30 เปอร์เซ็นต์ จุดหลอมเหลวของเหล็กดิบจะเป็น 1,130 องศาเซลเซียส บทบาทของฟลักโดยทั่วๆไปฟลักที่ใช้ในการถลุงเหล็กดิบ ได้แก่ หินปูนและบทบาทของฟลักซ์ที่สำคัญคือ ทำหน้าที่กำจัดสารที่ติดมากับแร่เหล็ก(gangue)และเป็นตัวที่พาเอาขี้เถ้ที่เกิดจากเผาไหม้ของถ่านโค้กออกมาในรูปของตะกรัน นอกจากนี้ฟลักซ์ยังมีส่วนช่วยให้เกิดปฏิกิริยาลดออกซิเจนให้เร็วขึ้น โดยที่หินปูนเมื่อถูกความร้อนจะสลายตัวให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์และแคลเซียมออกไซต์ คาร์บอนไดออกไซต์จะทำปฏิกิริยากับถ่านโค้กให้ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซต์ซึ่งจะช่วยในการลดออกซิเจนจากแร่เหล็ก สำหรับแคลเซียมออกไซต์ที่เกิดขึ้นจะทำหน้าที่ช่วยกำจัดกำมะถันในเหล็กและกลายเป็นตะกรัน ดังปฏิกิริยา


CaCO3 ---------> CaO + CO2
CO2 + C ----------> 2CO
FeS + CaO + C --------> CaS(slag) + Fe + CO

ประเภทของเหล็กดิบ

    เหล็กดิบอาจจะถูกแยกประเภทตามลักษณะของการผลิตขั้นสุดท้าย เพื่อเป็นไปตามลักษณะของส่วนผสม หรือตามลักษณะเชื้อเพลิงที่ใช้ในการถลุง เช่น เหล็กดิบที่ใช้ผลิตเหล็กกล้า จะแยกออกเป็น 3 ชนิด คือ

  • เบสิกพิก (basic pig) หมายถึงเหล็กดิบที่นำไปถลุงเป็นเหล็กกล้าด้วยกรรมวิธีของเตากระทะที่เป็นด่าง(basic open hearth)
  • เบสเซเมอร์พิก(bessemer pig) หมายถึงเหล็กดิบที่นำไปถลุงเหล็กกล้าด้วยกรรมวิธีเบสเซเมอร์
  • ฟาวน์ดรีพิก(foundry pig) หมายถึง เหล็กดิบที่นำไปถลุงในโรงหล่ออาจจะเป็นเหล็กหล่อหรือเหล็กหล่อเหนียวกำได้

การแบ่งลักษณะเหล็กดิบ

     การแบ่งลักษณะเหล็กดิบตามส่วนผสมของสารเจือปน(impurities)แยกออกเป็นหลายประเภทตามชนิดของสารเจือปน เช่น เหล็กดิบฟอสฟอรัส เหล็กดิบกำมะถัน หรือเหล็กดิบแมงกานีส การแบ่งลักษณะเหล็กดิบตามชนิดของเชื้อเพลิงที่ใช้แบ่งไว้ดังนี้ เหล็กดิบถ่านไม้ (charcoal pig) หมายถึงเหล็กดิบที่ถลุงด้วยถ่านไม้ โค้กพิก(coke pig) หมายถึงเหล็กดิบที่ถลุงด้วยถ่านโค้ก สำหรับส่วยผสมของเหล็กดิบทั่วๆไปประกอบด้วยธาตุต่างๆดังนี้

  • คาร์บอน (C) 3-4 เปอร์เซ็นต์
  • ซิลิคอน (Si) 1-3 เปอร์เซ็นต์
  • ฟอสฟอรัส (P) 0.1- 1.0 เปอร์เซ็นต์
  • แมงกานีส (Mn) 0.5-2.5 เปอร์เซ็นต์
  • กำมะถัน (S) 0.05-0.1 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ได้จากเตาสูง คือ
  • เหล็กดิบสีเทากับเหล็กดิบสีขาว เหล็กดิบสีเทาคือ (gray pig iron)เหล็กที่มีซิลิคอนผสมอยู่เป็นหลัก เป็นตัวช่วยแยกคาร์บอนในเหล็กให้อยู่ในรูปแกรไฟต์ ใช้เหล็กดิบชนิดนี้ไปถลุงเหล็กหล่อสีเทา
  • เหล็กดิบสีขาว (white pig iron)เหล็กที่มีแมงกานีสผสมอยู่เป็นหลัก และคาร์บอนจะรวมอยู่กับเหล็กในรูปของซีเมนไทต์(Fe3C)เหมาะสำหรับนำไปถลุงเหล็กกล้าที่ใช้งานต่อไป ปัจจุบันมีการทดลองผลิตซีเมนไทต์ (Fe3C)โดยเฉพาะเพื่อนำไปเป็นตัวเพิ่มคาร์บอนในเหล็กกล้าผสม เพราะการควบคุมจะสะดวกง่ายกว่าการใช้คาร์บอนในรูปของแกรไฟต์หรือผงคาร์บอน โดยทั่วๆไปแล้วเหล็กดิบที่ได้จากเตาสูงนี้จะถูกนำไปทำเหล็กกล้าเป็นชิ้นๆโดยกระบวนการแตกต่างกันออกไปซึ่งเราเรียกว่า รีไฟนิ่งพิกไอออน (refining pig iron)ดังรูป

กระบวนการผลิตเหล็กแบบแอสตัน

     กระบวนการผลิตเหล็กแบบแอสตัน(Aston process)เป็นกระบวนกสรผลิตเหล็กกล้าหรือเหล็กเหนียวอีกวิธีหนี่งซึ่งทำได้ครั้งละมากๆผู้คิดค้นคือนายเจมส์ แอสตัน(James Aston)ได้ผลิตเหล็กนี้ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2473 โดยการนำเหล็กดิบไปใล่สารมลทินในเตาเบสเซเมอร์แล้วเทลงไปผสมกับตระกรันที่หลอมเหลว เนื่องจากอุณหภูมิหลอมเหลวของตะกรันต่ำกว่าอุณหภูมิแข็งตัวของเหล็กจึงทำให้เหล็กที่เทลงไปผสมกัยตะกรันนั้นแข็งตัวอย่างทันทีทันใด นำเอาเหล็กที่ได้ไปทุบหรือไล่ตะกรันออกเมื่อมีตะกรันมากเกินไป แล้วนำไปอัดเป็นแท่งเพื่อสะดวกในการแปรรูปต่อไปการผสมครั้งหนึ่งๆประมาณ 3-4 วัน และอัดเป็นแท่งสี่เหลี่ยมด้านขนานด้วยเครื่องไอดรอลิกก่อนที่จะนำแท่งไปรีดต่อไป กรรมวิธีนี้สามารถผลิตเหล็กเหนียวได้วันละ 800 ตัน เหล็กหล่อ (cast iron) เป็นเหล็กที่ใกล้เคียงกับเหล็กดิบมากในด้านคุณสมบัติเหล็กหล่อได้มา โดยการนำเหล็กดิบมาหลอมกับเศษเหล็กในเตาคิวโพลา(Cupola) ซึ่งมีลักษณะคล้ายเตาสูงแต่มีขนาดเล็กกว่า เหล็กหล่อที่ออกจากเตาคิวโพลาแต่บริสุทธิ์กว่าเหล็กดิบ และสามารถควบคุมส่วนผสมของคาร์บอนได้ ก่อนที่จะกล่าวถึงเหล็กหล่อจะกล่าวถึงการรวมตัวของธาตุคาร์บอนในเหล็กสักเล็กน้อยเสียก่อน คือ คาร์บอนผสมอยู่ในเหล็กได้ 3 ลักษณะ คือ

  • คาร์บอนละลายในเหล็กอยู่ในรูปของสารละลายของแข็ง (solid solution) คาร์บอนจะละลายในเหล็กในลักษณะของสารละลายของแข็งได้สูงสุด 2 เปอร์เซ็นต์ ที่อุณหภูมิ1130 องศาเซลเซียส ซึ่งทำให้เหล็กแข็งขึ้น แต่เนื้อแท้จริงของเหล็กบริสุทธิ์จะอ่อน

  • คาร์บอนรวมกับเหล็กในรูปของสารประกอบ เช่น รวมกับเหล็กได้สารประกอบที่มีความแข็งมากคือ ซีเมนไทต์ หรือไอออนคาร์ไบต์ และจะมีคาร์บอนสูงสุดได้ไม่เกิน 6.67 เปอร์เซ็นต์

  • คาร์บอนแยกตัวออกจากเหล็ก และอยู่ในอัยรูปของแกรไฟต์หรือคาร์บอนบริสุทธิ์ตกผลึกแทรกอยู่ใรเนื้อพื้นของเหล็กทำให้รอยแตกหักของเหล็กมองดูเป็นสีเทา

{mospagebreak}

หน้า 3

การถลุงเหล็กกล้าคาร์บอน

     การถลุงเหล็กกล้าคาร์บอนส่วนใหญ่ถลุงจากเหล็กดิบที่ได้จากเตาสูงแล้วนำมาถลุงต่อโดยการลดปริมาณของธาตุต่างๆที่ผสมอยู่ ให้น้อยลงไป ทำได้หลายวิธีด้วยกันคือ การถลุงเหล็กแบบเตากระทะ ( open-heart furnace ) หรือกรรมวิธีแบบซีเมนซ์และมาร์ติน ( Siemens and Martin )การถลุงด้วยกรรมวิธีนี้ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2205 โดยมาร์ตินได้พยายามที่จะถลุงเหล็กกล้าโดยใช้เตาแบบเตากระทะ และใช้อากาศพ่นเข้าไปในเตาเพื่อให้เกิดการเผาไหม้ แต่ปรากฏว่าอุณหภูมิภายในเตาไม่ร้อนพอที่จะทำให้เหล็กกล้าหลอมเหลวได้ อีก 5 ปีต่อมาคือในปี พ.ศ. 2210 วิลเลียม ซีเมนส์ ( William Simens ) ได้พยายามแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆได้สำเร็จ โดยการนำก๊าซเชื้อเพลิงกับอากาศที่ก่อนจะพ่นเข้าไปในเตามาเผาให้ร้อนเสียก่อนแล้วค่อยเข้าไปในเตา ซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า Regenerative โดยการให้ความร้อนก่อนพ่นเข้าเตาและความร้อนที่ได้ก็ได้จากเตากระทะนั่นเอง

     ทำให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้อีกด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงตั้งชื่อการถลุงเหล็กแบบนี้ว่า กระบวนการถลุงเหล็กแบบซีเมนส์และมาร์ติน ลักษณะของเตาแบบนี้ประกอบด้วย พื้นเตา ( foundation ) มีลักษณะคล้ายกับกระทะ ( heart ) ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งก่อด้วยอิฐทนไฟที่มีคุณภาพสูง เพราะต้องทำหน้าที่รองรับน้ำเหล็ก ทางด้านบนเหนือแอ่งกระทะขึ้นไปเป็นหลังคาที่มีลักษณะ โค้งเล็กน้อยและถูกยึดไว้ด้วยโครงเหล็ก ตัวเตาก็เช่นเดียวกันจะอยู่สูงจากพื้นโดยมีเสาคอนกรีตและโครงเหล็กยึดไว้ อิฐที่ใช้ก่อหลังเตาก็เช่นเดียวกันจะต้องมีคุณภาพที่ดี ที่ฝาผนังของเตาจะเป็นช่องว่างไว้โดยมีฝาปิดสำหรับบรรจุน้ำเหล็กดิบ และเศษเหล็กที่เข้าในเตา บริเวณก้นเตาจะมีรูสำหรับเจาะเอาน้ำเหล็กออกจากเตา รูปที่ 3.3 แสดงให้เห็นว่า ทางเดินของลมกับทางเดินของก๊าซหรือหัวฉีดเป็นท่อติดต่อกันทั้งสองหัว

      ท้ายของเตาจะมีท่อลมและท่อก๊าซที่ต่อไปยังเตาซึ่งประกอบกันด้วยทั้งหมด 4 ชุด คือ ทางตอนหัวมี 2 ชุด และทางท้ายมีอีก 2 ชุด แต่ละชุดมีหน้าที่สำหรับเผาอากาศและก๊าซเชื้อเพลิงที่แยกออกจากกัน ตัวเตากระทะ ประกอบด้วยเตาที่ทำด้วยอิฐทนไฟ เรียงสลับกันภายในเตาเพื่อให้ก๊าซร้อน ( exhaust gas ) ที่ออกจากเตาผ่าน และคลายความร้อนให้อิฐที่เรียงสลับกัน ( checker work ) เพื่อใช้สำหรับอุ่นอากาศและก๊าซเชื้อเพลิงให้ร้อนก่อนที่ จะไปผสมกันและเกิดการเผาไหม้ให้ความร้อนภายในเตา วิธีนี้จะช่วยให้ปริมาณความร้อน ที่จะต้องสูญเสียไปมีน้อยมาก และสามารถควบคุมอุณหภูมิของเตากระทะให้มีความร้อนสูงขึ้นด้วย เตานี้จะต้องมีท่อเข้าเตาทั้ง 2 ข้างคือทางตอนหัว และท้ายเวลาทำงานต้องสลับกัน กล่าวคือเมื่อใช้เตาทางตอนหัวทำหน้าที่เผาอากาศและก๊าซเชื้อเพลิง เตาอีกด้านหนึ่ง ก็จะเป็นทางผ่านของก๊าซเสียเพื่อเผาอิฐให้ร้อนเมื่อเตาทำงานเผาอากาศกับก๊าซเชื้อเพลิงอุณหภูมิจะลดลงประมาณ 600-800 องศาเซลเซียส มันก็จะทำหน้าที่เป็นลิ้นเพื่อเปลี่ยนทางเดินของก๊าและอากาศกับเชื้อเพลิง การทำงานก็จะสลับกันดังนี้

     ก๊าซเชื้อเพลิงที่ใช้ส่วนใหญ่กับเตากระทะใช้กับก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซที่ได้จาการเผาถ่านโค้กซึ่งประกอบด้วย ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิภายในเตาก่อนทำ ก๊าซเชื้อเพลิงกับอากาศจะร้อนประมาณ 1,200 องศาเซลเซียส เมื่อก๊าซเชื้อเพลิงกับอากาศผ่านจะถูกเผาให้ร้อนประมาณ 1,000 องศาเซลเซียส เมื่อไปเผาไหม้ภายในเตากระทะจะทำให้อุณหภูมิภายในเตาสูงประมาณ 1,700-1,800 องศาเซลเซียส ซึ่งเพียงพอในการหลอมเหล็กกล้า

รูปที่ 3.3 ตำแหน่งการปิดเปิดลิ้นและทางเดินก็าซ-อากาศของเตากระทะ

กรรมวิธีถลุงเหล็กกล้าของซีเมนส์และมาร์ติน

กรรมวิธีถลุงเหล็กกล้าของซีเมนส์และมาร์ตินแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
1.แบบที่เป็นด่าง ( basic )เป็นแบบที่ใช้ฟลักซ์และอิฐทนไฟประเภทที่เป็นด่างที่สำคัญมี 3 ชนิดคือ
  1. อะลูมิเนียม ( Alumina : Al2O3 ) มีจุดหลอมเหลวประมาณ 2,600 องศาเซลเซียส
  2. โดโลไมต์ ( Dolomite : CaOMgO ) มีจุดหลอมเหลวประมาณ 2,300 องศาเซลเซียส
  3. แมกนีไซต์ ( Magnesite : MgCO3 ) มีจุดหลอมเหลวประมาณ 2,800 องศาเซลเซียส

     ฟลักซ์ที่เป็นด่าง ได้แก่ หินปูน หรือปูนขาว เตาประเภทด่างนี้ได้ผลดีกว่าประเภทที่เป็น กรด ( acid ) คือ สามารถกำจัดสารเจือปนต่างๆ ได้ดีโดยเฉพาะฟอสฟอรัส ( P ) และยังกำจัดกำมะถัน ( S ) ได้อีกเล็กน้อย

    แต่ราคาอิฐทนไฟที่ใช้มักมีราคาสูงกว่าแบบเป็นกรดปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในขณะถลุงมีลักษณะดังนี้ ในตอนแรกต้องบรรจุหินปูนหรือฟลักซ์เข้าเตาพร้อมกับเหล็กออกไซด์จากโรงรีดและเหล็กดิบ การที่ต้องบรรจุแร่เหล็กลงไปในเตาบ้างก็เพื่อต้องการให้ออกซิเจนในแร่เหล็กมาช่วยกำจัดสารเจือปน ในตอนแรกหินปูนเมื่อถูกความร้อน จะแตกตัวให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ดังปฏิกิริยา CaCO3CaO+ CO2
 

     เมื่อเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นจะไปทำปฏิกิริยากับเหล็กให้เหล็กออกไซด์ จากนั้นเหล็กออกไวด์ก็จะถูกลด ( reduced ) ด้วยซิลิคอน คาร์บอน และแมงกานีส ให้กลับเป็นเหล็ก ส่วนซิลิคอนกับแมงกานีสก็จะกลายเป็นออกไซด์รวมตัวกันเป็นตระกรัน ดังสมการ

C + FeOCO + Fe

CO2 + FeFeO + CO : Mn +FeOMnO + Fe

Si + 2FeOSiO2 + 2Fe : MnO + SiO2MnO + SiO
    ในกรณีที่ในเหล็กดิบมีฟอสฟอรัส การกำจัดฟอสฟอรัสจะเป็นลักษณะดังนี้ ในตอนแรกฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับเหล็กอยู่ในรูปของฟอสฟอรัส และทำปฏิกิริยากับเหล็กออกไซด์ให้เหล็กกับสารประกอบรวม ซึ่งจะได้กำจัดออกไปเป็นบางส่วนโดยการทำปฏิกิริยากับแคลเซียมออกไซด์ จากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะเห็นว่ามีก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์เกิดขึ้นมาก ก๊าซนี้จะทำให้น้ำเหล็กเกิดอาการเดือด เรียกว่า การต้มคาร์บอน (carbon boil) ซึ่งเป็นผลดีทำให้น้ำเหล็กเกิดการปั่นป่วนและไหลเวียนช่วยทำให้เกิดปฏิกิริยาต่างๆได้อย่างทั่งถึง การกำจัดสารเจือปนทำให้ได้ผลดีขึ้น

    แต่อย่างไรก็ตามการถลุงด้วยวิธีนี้เหล็กมีโอกาสหนีไปเป็นตระกรัน การควบคุมการเป็นด่างของปฏิกิริยาของการถลุงเหล็ก ในทางปฏิบัติจะต้องให้ตะกรันที่เกิดมีความเป็นด่างอยู่เสมอ โดยจะต้องควบคุมปริมาณของฟลักซ์ที่ใช้ให้เพียงพอที่จะให้อัตราส่วน ระหว่างแคลเซียมไดออกไซด์ต่อซิลิคอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในตะกรันมีค่าอยู่ระหว่าง 2 ต่อ 3

2. แบบกรด ( acid ) ได้แก่ เตาที่ใช้อิฐทนไฟและฟลักซ์เป็นกรด อิฐทนไฟที่เป็นกรดได้แก่ อิฐที่ประกอบด้วยซิลิกา ( Silica : SiO2 )ทนความร้อนได้ถึง 1,720 องศาเซลเซียสเป็นส่วนใหญ่ แต่บางทีก็อาจจะใช้อิฐที่เป็นกลาง ( neutral ) ได้ เช่น พวกที่เป็นโครไมต์ ( Chromite : Cr2O3FeO ) หรือ ซิลิเมไนต์ ( Al2O3SiO2 )  ฟลักซ์ที่เป็นกรด ได้แก่ หินควอตซ์ ( quartz ) หรือซิลิกา เตาประเภทนี้สามารถกำจัดสารเจือปนได้บางตัวเท่านั้น เช่น การกำจัดซิลิคอน ( Si ) และแมงกานีส ( Mn )ได้เท่ากับเตาแบบด่าง แต่ฟอสฟอรัส ( P ) และกำมะถัน ( S ) ไม่อาจกำจัดได้เพราะฟลักซ์ที่ใช้ไม่ใช่หินปูน โอกาสที่กำมะถันจะทำปฏิกิริยาแยกตัวเป็นตระกรันจึงไม่มี

     ฉะนั้นการถลุงเหล็กกล้าแบบกรดจึงไม่แพร่หลายแพราะจะต้องเลือกชนิดของเหล็กดิบที่มีฟอสฟอรัสและกำมะถันต่ำ แต่ข้อดีของแบบกรดคือ อิฐทนไฟราคาถูกกว่าด่างมาก     จากการถลุงเหล็กกล้าแบบซีเมนส์และมาร์ตินทั้ง 2 วิธีนั้น น้ำเหล็กกล้าที่ได้มาจะมีลักษณะเดือด วิธีที่จะทำให้การเดือดสงบลง โดยการเติมโลหะผสมเฟอร์โรซิลิคอน  ( ferro silicon หรือ aluminium ) ลงไป จะปรากฏว่าซิลิคอนและอะลูมิเนียมจะไปดึงเอาออกซิเจนจากน้ำเหล็ก และตัวซิลิคอนหรืออะลูมิเนียมก็จะกลายเป็นซิลิคอนออกไซด์ ( SiO2 ) หรืออะลูมิเนียมไดออกไซด์ ( Al2O3 ) ซึ่งเป็นตะกรันลอยขึ้นอยู่บนผิวหน้า อาการเดือดก็จะสงบลง และได้น้ำเหล็กที่เรียกว่าคิลล์สตีล ( killed steel )

การถลุงเหล็กด้วยกรรมวิธีเบสเซเมอร์

   ในปี พ.ศ. 2398 ได้มีชาวอังกฤษชื่อ เฮนรี่ เบสเซเมอร์ ( Henry Bessemer ) เป็นผู้คิดค้นและประสบความสำเร็จในการถลุงเหล็กกล้า จากเหล็กดิบและสามารถขจัดสารเจือปนออกจากเหล็กดิบที่กำลังหลอมเหลวโดยใช้ออกซิเจนในอากาศทำปฏิกิริยากับสารเจือปนในเหล็กดิบ หลอมเหลวโดยปฏิกิริยา ออกซิเดชัน ( oxidation ) เตาที่ใช้เรียกว่าเตาคอนเวอร์เตอร์ ( converter ) มีลักษณะคล้ายปล่องสั้นๆเปลือกนอก ทำด้วยเหล็กแผ่น ภายในก่อตัวด้วยอิฐทนไฟมีทั้งแบบกรดและด่าง ปากเตามีลักษณะเป็นปากปล่อง เอียงขึ้นลงได้ ตัวเตาตั้งอยู่บนแกนหมุน ทำให้เตาสามารถหมุนได้รอบแกน ดังรูป

รูปที่ 3.4 เตาเบสเซเมอร์และเตาออกซิเจน

     การผลิตเหล็กกล้าโดยวิธีเบสเซเมอร์นี้ บางกรณีที่เหล็กมีฟอสฟอรัสมากอาจจะกำจัดฟอสฟอรัสโดยอาศัยปฏิกิริยาการออกซิเดชั่น ถ้าไม่หมดก็ต้องใช้วิธีเติมหินปูน หรือแร่โดโลไมต์ลงไปในน้ำเหล็กดิบก่อนที่จะเป่าลมร้อนเข้าไป เพื่อดึงเอาฟอสฟอรัสออกมาได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เหล็กมีความสะอาด เรียกกรรมวิธีนี้ว่าวิธีโทมัส ( Thomass process ) การกำจัดฟอสฟอรัสให้หมดอาจกระทำได้โดยอีกวิธีหนึ่ง โดยการเอาน้ำเหล็กที่ได้จากกรรมวิธีเบสเซเมอร์ขณะที่กำลังหลอมเหลวไปถลุงต่อในเตาอีกครั้ง ใช้เวลาไม่มากนัก จะทำให้เหล็กที่ได้มีคุณภาพสูง

การถลุงเหล็กโดยกรรมวิธีพ่นออกซิเจน

     จากการที่ได้ศึกษาการถลุงเหล็กกล้าด้วยกรรมวิธีเบสเซเมอร์มาแล้ว จะเห็นได้ว่าเราอาศัยออกซิเจนที่อยู่ในอากาศโดยตรง ซึ่งทำให้เหล็กกล้าที่ได้มีราคาถูกกว่าการถลุงเหล็กด้วยวิธีอื่น แต่การใช้ออกซิเจนจากอากาศโดยตรงมีข้อเสียมากคือ ในอากาศ มีไนโตรเจนอยู่มาก ก๊าซไนโตรเจนนี้สามารถละลายแทรกอยู่ในเนื้อของเหล็กกล้า และสามารถรวมกับอะตอมของเหล็กให้สารประกอบ เรียกว่าเหล็กไนไตรด์ ( nitride ) จับกลุ่มอยู่ตามขอบเกรน ( grain boundary ) ของเหล็ก ทำให้เหล็กมีความแข็งและเปราะทีละน้อย ซึ่งเรียกว่าเอจจิ้ง ( aging ) ถ้าเหล็กชนิดใดเกิดเอจจิ้ลขึ้นถือว่าเป็นเหล็กที่มีคุณภาพไม่ดี เพราะจะทำให้ความอ่อนตัวเสียไปมีความเปราะ เข้ามาแทนที่ ซึ่งไม่พึงประสงค์ในเหล็ก เฮนรี่ เบสเซเมอร์ ได้พยายามแก้ข้อเสียนี้โดยการเพิ่มปริมาณของออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าไปแทนที่จะใช้ อากาศเพียงอย่างเดียว และทำการลดปริมาณไนโตรเจนในอากาศได้ด้วย แต่เนื่องจากราคาออกซิเจนที่ใช้ในการผลิตในสมัยนั้นมีราคา ค่อนข้างแพงมากจึงไม่มีโรงงานใดกล้าถลุงด้วยกรรมวิธีนี้ จนกระทั้งเมื่อปี พ.ศ. 2472ได้มีโรงงานผลิตออกซิเจนทำให้มีราคาถูก จึงทำให้ผู้นิยมใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์แทนกรรมวิธีเบสเซเมอร์ และทำได้สำเร็จเมื่อปี พ.ศ. 2496 โดยใช้ชื่อกรรมวิธีใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์ แทนนี้ว่า กรรมวิธีแอลดี ( LD process ) ตามชื่อคนที่ผลิตเป็นครั้งแรกของประเทศออสเตรีย

เตาถลุงแบบแอลดี

     เตาแอลดีนี้ได้ถูกปรับปรุงและแก้ไขมาจากเตาซึ่งเฮนรี่ เบสเซเมอร์เป็นผู้คิดค้นขึ้นแต่แทนที่จะใช้อากาศธรรมดาเป่าลมเข้าไป เพื่อเกิดการเผาไหม้ภายในเตาก็เปลี่ยนมาใช้ออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าแทน และผู้ที่ได้คิดและนำมาใช้คือ ลินซ์ ( Linz ) และดอนไวตซ์ ( Donwitz ) ซึ่งทั้งสองเป็นชาวออสเตรีย และได้จดทะเบียนไว้เมื่อปี พ.ศ. 2499


เนื้อหาที่น่าสนใจ

แผ่นดินไหว
ปรากฎการณ์เอลนิโน
ไดโนเสาร์
ดีบุก
แร่นิกเกิล
ประวัติพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์
การยื่นคำขอสิทธิสำรวจและการทำเหมืองแร่
เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับแก้ว กระจก และขวด
การผุและการกัดกร่อนกับการอนุรักษ์โบราณสถานและโบราณวัตถุ
เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
A technique for the decomposition and dissolution of silicates
เพอร์ไลต์
เหล็กพรุน
แร่ตะกั่วของไทย

 

 

 

จงให้อภัยศัตรูเถิด  ออสการ์ ไวลด์ นักเขียน

จาก Reader' s Diget  เมษายน 51

 

 

มหัศจรรย์แห่งท้องทะเล

 

วัสดุ  การสึกกร่อนของเหล็ก

จากหนังสือวัสดุ Materials  ของ Nanmeebooks  วิไลวรรณ ถิรวนิชย์ แปล


โครงสร้างอะตอม

จากหนังสือวัสดุ Materials  ของ Nanmeebooks  วิไลวรรณ ถิรวนิชย์ แปล

 

 

 

รู้จักยางรถยนต์ (ตอนที่ 1)

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

 


รู้จักยางรถยนต์ (ตอน 2)

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 

 


เครื่องวัดอุณหภูมิแบบไม่สัมผัส

Non-contact Thermometer(infared Thermometer)


แวนเดอร์กราฟอย่างง่าย

(Van der Graaff)

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9


การใช้พลังงานกับอุตสาหกรรมเหล็ก

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์