index 194

 

คำถามเรื่องโลหะ

 

ถาม 
    เหล็กน้ำพี้ มีองค์ประกอบอะไรบ้าง ต่างจากเหล็กทั่วไปอย่างไร ?
ตอบ
       เหล็กกล้าคาร์บอนมากกว่า 1 ชนิด (คาร์บอนต่ำ คาร์บอนปานกลางหรือคาร์บอนสูง) ที่มีโครงสร้างจุลภาคและสมบัติทางกลต่างกัน ถูกนำมาทุบตีให้ประสานเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้มีความแข็งแรงกว่าเหล็กกล้าชนิดที่มีโครงสร้างจุลภาคชนิดเดียว โดยหลักการสามารถอธิบายถึงการมีโครงสร้างจุลภาคมากกว่า 1 ชนิดและมีความแข็งแรงมากขึ้น เช่นเดียวกับการมีวัสดุเสริมแรง ได้แก่การมีเหล็กเส้นผูกอยู่ภายในแท่งคอนกรีตช่วยให้แท่งคอนกรีตแข็งแรงขึ้น หรือเรียกว่าหลักการของการทำวัสดุผสม (composite materials) เป็นต้น
ถาม 
    เหล็กบริสุทธิ์ นิยมมาใช้ทำอะไร คุณสมบัติเป็นอย่างไร ?
ตอบ
       ไม่นิยมนำเหล็กบริสุทธิ์ไปทำอะไร เนื่องจากกระบวนการทำเหล็กให้บริสุทธิ์มีความสิ้นเปลืองมาก (กระบวนการสกัดแยกโลหะที่ซับซ้อน) และสมบัติต่าง ๆ ที่ได้จะเหล็กบริสุทธิ์ก็ไม่ได้ดีกว่าเหล็กกล้าคาร์บอน จึงไม่คุ้มที่จะผลิตขึ้นมาใช้ เหล็กบริสุทธิ์จะมีสมบัติใกล้เคียงเหล็กกล้าคาร์บอนต่ำสำหรับการขึ้นรูปที่อัตราการขึ้นรูปสูง เช่น ชามหรือกะละมังที่ทำจากเหล็กกล้าคาร์บอน การมีคาร์บอนต่ำทำให้เหล็กนิ่ม สามารถขึ้นรูปได้มาก
ถาม 
    โลหะส่วนใหญ่จะนำไฟฟ้า ไม่ทราบว่า มีโลหะชนิดใดบ้างที่ไม่นำไฟฟ้า ?
ตอบ
       โลหะทุกชนิดสามารถนำไฟฟ้าได้ที่สภาพปรกติเนื่องจากมีอิเลคตรอนอิสระ แต่ความสามารถนำไฟฟ้าจะต่ำลงเมื่อโลหะอยู่ในสภาวะหรืออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม
ถาม 
    เหล็กมักจะขึ้นสนิมและผุกร่อน ทำอย่างไรจะป้องกันได้ ?
ตอบ
       โลหะหลายชนิด โดยเฉพาะเหล็กในสภาวะที่เสถียรที่สุดจะอยู่ในรูปโลหะออกไซด์ ซึ่งเป็นสภาพของสินแร่ที่พบก่อนนำมาสกัดเปลี่ยนสภาพนั่นเอง การที่โลหะเกิดการผุกร่อนหรือกัดกร่อนก็คือ กระบวนการที่โลหะพยายามเปลี่ยนสภาพตัวเองให้กลับไปอยู่ในรูปของโลหะออกไซด์ซึ่งมีความเสถียรมากที่สุด โดยมีบรรยากาศแวดล้อมและความชื้นเป็นตัวกระตุ้น การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการปกปิดผิวเหล็กด้วยโลหะชนิดอื่นที่มีการป้องกันตังเองจากบรรยากาศแวดล้อมได้ดี เช่น สังกะสี อะลูมิเนียมหรือโครเมียม เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีการที่ประหยัดและนิยมทำกันในปัจจุบัน อีกวิธีการที่นิยมทำให้การป้องกันการกัดกร่อนในระบบท่อปิโตรเคมีภัณฑ์คือการใช้โลหะชนิดอื่นติดกับผิวเหล็กเพื่อรักษาสมดุลทางไฟฟ้า ไม่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนประจุกับสิ่งแวดล้อมและการกัดกร่อนได้ วิธีการนี้เรียกกันว่าแคโทดิกโพรเทคชั่น (cathodic protection) หรือการใช้แซคริฟิเชี่ยลอาโนด (sacrificial anode)
 
ถาม 
    คำว่า "ทองสัมฤทธิ์หรือบรอนซ์ (bronze)" ประกอบด้วยโลหะอะไรบ้าง ?
ตอบ
       ทองสัมฤทธิ์ เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับโลหะอื่น โดยมีทองแดงเป็นโลหะหลักประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือ อีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็น โลหะทอง เงิน เหล็ก ดีบุก ตะกั่ว และปรอท โดยในบางครั้งอาจมีการเติมสังกะสีลงไปด้วย ในปริมาณไม่เกิน 4 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้น้ำโลหะไหลดี อย่างต่อเนื่อง ขณะที่เทลงแบบ

ประวัติของแก้ว

     วัสดุแก้วในธรรมชาติที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือ "แร่ obsidian" ซึ่งมักพบบริเวณภูเขาไฟเกิดจากลาวาที่มีการเย็นตัว อย่างรวดเร็ว เรามีการใช้งานแร่ obsidian ตั้งแต่ยุคหิน เนื่องจากแก้วเมื่อแตกแล้วจะมีความคม มนุษย์ยุคหินจึงนิยม ใช้ป็นเครื่องมือในการล่าสัตว์ หรือเป็นมีดแล่เนื้อนั่นเอง นอกจากนั้นแก้วจากธรรมชาติบางชนิดก็มีความสวยงาม ใช้เป็นเครื่องประดับได้ ส่วนการผลิตแก้วโดยมนุษย์นั้น พบมาตั้งแต่สมัยอิยิปต์ ก่อนคริสตศักราชถึง 1500 ปี โดยจะกล่าวถึงตามลำดับได้ดังนี้

5000 BC        นักเขียนโรมันบันทึกว่าพ่อค้าชาว phoenician ได้แวะพักที่ชายฝั่งของปาเลสไตน์และได้มีการก่อไฟ โดยใช้เนตรอน (คาร์บอเนตของโซดา) สองก้อนแทนเตามารองหม้อซุปที่ตั้งอยู่บนไฟ ทำให้ก้อนเนตรอนหลอมละลายรวมกับพื้นทรายข้างล่างเกิดเป็นแก้วขึ้น จึงเชื่อกันว่า การค้นพบโดยบังเอิญนี้เป็นจุดกำเนิดของแก้วโดยฝีมือมนุษย์นั่นเอง
3500 BC        ตามหลักฐานที่ค้นพบคาดว่าแก้วที่ผลิตโดยมนุษย์นั้น ในช่วงแรกจะเป็นพวกลูกปัดแก้วที่ผลิตในแถบ อียิปต์และแถบเมโสโบเตเมียตะวันออก(ประเทศอิรักปัจจุบัน) ส่วนการทำเคลือบแก้วบนภาชนะ เครื่องปั้นดินเผาเริ่มพบในแถบเมโสโบเตเมียตอนกลาง โดยการเผาหม้อทรายที่มีหินปูน เป็นองค์ประกอบแล้วเกิดการรวมตัวกับโซดาหลอมกลายเป็นเคลือบสีบนภาชนะ
1500 BC        ถือเป็นจุดกำเนิดของการทำ hollow glass เนื่องจากพบชิ้นส่วนของถ้วยแก้วในอียิปต์ ที่มีชื่อของฟาโรห์ Thoutmosis III ปรากฎอยู่ นอกจากนี้ยังพบหลักฐานการทำแก้ว ในประเทศกรีซและจีนอีกด้วย
650 BC        มีการเขียนคู่มือการทำแก้ว ค้นพบที่ห้องสมุดของ Assyrian King Ashurbanipal
27 BC - AD 14 ที่บริเวณ Sidon-Babylon ช่างฝีมือชาวซีเรีย ได้ค้นพบวิธีการ blowing ซึ่งทำให้ สามารถผลิตภาชนะหลายรูปแบบได้ปริมาณมาก

ฝนดาวตก

     ดาวบนท้องฟ้า ก็ร่วงหล่นลงมายังผืนดินได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ดาวฤกษ์นะ เป็นเพียงเศษเล็กเศษน้อยที่หลุดออกมาจากดาวหาง ผ่านเข้ามาในบรรยากาศของโลกเรา แล้วเสียดกับบรรยากาศจนลุกไหม้ กลายเป็นแสงดาวตกให้เราเห็น ทุกวันมีดาวตกอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าช่วงไหนที่โลกโคจรผ่านเข้าเป็นกลุ่มฝ่นที่เหลือจากดาวหาง ก็จะเกิดฝนดาวตก และถ้าไหนเป็นกลุ่มฝนขนาดใหญ่ก็จะเรียกว่าพายุดาวตก เพราะมีดาวตกจำนวนมาก อาจหลายร้อยดวงต่อนาที
ฝนดาวตกที่สำคัญช่วงนี้ก็จะเกิดขึ้นประมาณ วันที่ 18 พฤศจิกายน เรียกว่าฝนดาวตกลีโอนิดส์ รัศมีจากกลุ่มดาวสิงโต และวันที่ 14 ธันวาคม เป็นฝนดาวตกเจมินิดส์ มีรัศมีจากกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกทั้ง 2 กลุ่มนี้จะไม่เหมือนกัน โดยฝนดาวตกลีโอนิดส์ จะมีขนาดใหญ่และสวยงามกว่า ซึ่งบางปีก็เกิดดาวตกจำนวนมาก แต่บางปีก็มีจำนวนน้อย ขณะที่ฝนดาวตกเจมินิดส์ จะมีขนาดเล็ก แต่สีสวยและจำนวนเท่าๆ กันทุกปี

     ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เกิดจากฝุ่นของดาวหาง 55P เทมเพิล-ทัทเทิล มีคาบกรโคจรรอบดวงอาทิตย์ 33 ปี เข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดเมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 ซึ่งได้ทิ้งเศษฝุ่นเอาไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อโลกตัดผ่านกลุ่มฝุ่นก็จะมีฝนดาวตกเกิดขึ้น แต่ปีนี้คาดว่าจะเกิดไม่มาก ประมาณ 10 ดวงต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งถือว่น้อยมาก เมื่อเทียบกับช่วงที่ตกเยอะที่สุดเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งบางที่สูงถึง 100 ดวงต่อชั่วโมง ส่วนฝนดาวตกเจมินิดส์ เกิดจากฝุ่นของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน คาบการโคจรประมาณ 1.43 ปี วงโคจรอยู่ระหว่างดาวพุธและดาวอังคาร จะเข้าใกล้โลกเรามากที่สุดในค.ศ. 2093 ปีนี้คาดว่าจะมีดาวตกได้มากที่สุดประมาณ 120 ดวง
     

      การดูฝนดาวตกสามารถดูที่ไหนก็ได้ที่มืดและปลอดภัย แต่ดาวตกจะตกมากในช่วงหลังจากเที่ยงคืน เพราะว่าโลกโคจรสวนทางกับเศษฝุ่น ทำให้ความเร็วของดาวตกเพิ่มมากขึ้น และมีการเผาไหม้มากขึ้นด้วย ถ้าอยากถ่ายภาพดาวตก ต้องใช้กล้องแบบ SLR ที่สามารถเปิดหน้ากล้องได้นานๆ ใช้ได้ทั้งกล้องฟิล์มและกล้องดิจิตัล ถ้าจะให้ได้ภาพสวยๆ ควรใช้เลนส์มุมกว้างและควรมี กล้องหลายตัว เล็งไปคนละทิศทาง ไม่ว่าดาวตกทางทิศไหนก็จะเก็บภาพไว้ได้หมด หวังว่าฝนดาวตกหน้าหนาวนี้ จะเป็นโอกาศที่ดีที่ท่านจะได้ ออกไปดูดาวสัมผัสความหนาวเย็นยามค่ำคืน ถ้าไม่รู้ว่าจะไปดูดที่ไหน ก็ลองขึ้นไปดูที่หอดูดาวสิรินธร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพราะมีทั้งกล้องดูดาวที่ดูวัตถุท้องฟ้าอื่นๆ ได้ ระหว่างรอดูฝนดาวตก  

โดย  ฝ่ายวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


บนท้องฟ้ามีอะไรบ้าง

      เมื่อเรามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเราจะเห็นดาวต่างๆมากมาย นอกจากดาวฤกษ์แล้วยังมีอย่างอื่น เช่น ดาวเคราะห์ ดาวหาง กระจุกดาว กาแลกซีต่างๆ และวัตถุที่อยู่ไกลที่สุดที่เราเห็นก็คือเควซาร์ที่อยู่ไกลหลายพันล้านปีแสง
 ในระบบสุริยะของเราวัตถุที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นดาวฤกษ์ธรรมดาดวงหนึ่งในกาแลกซีทางช้างเผือก อยู่ห่างจากใจกลางกาแลกซีออกมา 2 ใน 3 ดวงอาทิตย์ของเราเป็นดาวเดี่ยว ขณะที่ดาวฤกษ์ส่วนมากบนท้องฟ้าจะเป็นดาวคู่ มีอายุได้ประมาณครึ่งหนึ่งของชีวิตแล้วคือประมาณ 4500 ล้าน นอกจากดวงอาทิตย์แล้วระบบสุริยะของเรายังมีดาวเคราะห์อีก 8 ดวง ดาวเคราะห์ของเราจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆคือ พวกที่เหมือนโลกเราคือ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก มีดวงจันทร์ 1 ดวง และดาวอังคาร มีดวงจันทร์ 2 ดวง อีกพวกหนึ่งคือพวกที่เป็นดาวเคราะห์แก๊ส มีวงแหวนและดวงจันทร์จำนวนมาก ประกอบด้วยดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัสและดาวเนปจูน ส่วนพลูโตเป็นดาวเคราะห์แคระ มันเป็นดาวเคราะห์เพียงดวงเดียวที่ไม่เคยมียานไปสำรวจเลย นอกจากนี้ก็มีวัตถุขนาดเล็กอย่างดาวเคราะห์น้อย และดาวหางจำนวนมากที่ล้อมรอบรระบบสุริยะของเราอยู่ บางครั้งโลกโคจรผ่านเข้าปในกลุ่มฝุ่นที่ดาวหางทิ้งไว้ เมื่อฝุ่นเสียดสีกับบรรยากาศโลกเราก็กลายเป็นดาวตก


      เมื่ออกจากระบบสุริยะแล้วจะเป็นดาวฤกษ์ซึ่งดวงที่อยู่ใกล้เรามากที่สุดคือ Proxima Centauri อยู่ห่างประมาณ 4.15 ปีแสง ดาวฤกษ์คือก้อนแก๊สที่มีความร้อนในตัวเอง ซึ่งความร้อนหรือพลังงานของมันนั้นมาจากปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์แบบฟิวชันเหมือนใจกลางของดวงอาทิตย์ของเรา ดาวฤกษ์นั้นเกิดจากกลุ่มแก๊สขนาดใหญ่ยุบตัวมาเป็นดาวฤกษ์ ซึ่งส่วนมากนั้นตอนเกิดจะเป็นกลุ่มแล้วค่อยแยกออกจากกัน บางครั้งมาเรียงกันเป็นรูปร่างต่างๆ เราก็เรียกว่ากลุ่มดาว ดาวฤกษ์นั้นมีหลายสีขึ้นอยู่กับอุณหภูมิและมีหลายขนาดด้วย เช่น ดาวยักษ์ใหญ่, ดาวยักษ์, ดาวแคระขาว บางดวงมีขนาดไม่กี่สิบกิโลเมตร ดาวปกติจะอยู่ในแถบกระบวนหลักเมื่อวิวัฒนาการต่อไปก็จะกลายเป็นดาวยักษ์แดง


       ดาวฤกษ์บางดวงก็ระเบิดเป็นซุปเปอร์โนวาเช่น SN1987A ซากที่เหลือก็จะกลายเป็นเนบิวลา เช่น เนบิวลาปู ที่เกิดจากดาวระเบิดเมื่อ 1000 ปีที่แล้ว ดาวฤกษ์ส่วนมากจะอยู่เป็นคู่บางระบบก็มี 3 ดวง เช่น Alpha Centauri แต่บางระบบมีถึง 6 ดวง เช่น Castor ในกลุ่มดาวคนคู่ ดาวบางดวงก็มีการแปรแสงคือความสว่างของมันเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อดาวขนาดใหญ่ระเบิดเปลือกออกมากลายเป็นเนบิวลาดาวเคราะห์ แกนกลางก็จะยุบตัวกลายเป็นดาวแคระขาว ถ้ามวลมากกว่าก็จะกลายเป็นดาวนิวตรอนซึ่งบางดวงมีสนามแม่เหล็กเข้มมากเรียกว่าพัลซาร์ แต่ถ้ามวลมากขึ้นไปอีกก็จะกลายเป็นหลุมดำ


        บางครั้งกลุ่มแก๊สขนาดใหญ่ก็ยุบตัวเป็นดาวฤกษ์หลายๆ ดวง เรียกว่ากระจุกดาวเปิด อยู่บริเวณแขนของกาแล็กซี แต่ถ้าอยู่ด้านนอกของกาแล็กซีจะเป็นกระจุกดาวปิด บางกระจุกมีดาวเป็นแสนดวง อยู่ในทางช้างเผือกของเรา ซึ่งเป็นกาแล็กซีแบบกังหันที่มีแกนกลาง มีขนาดประมาณ 100000 ปีแสง คือกว่าที่แสงจะเดินทางจากปลายด้นหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ต้องใช้เวลาถึงแสนปี มดาวฤกษ์ประมาณ 2 แสนล้านดวง เลยจากทางช้างเผือกออกไปก้เป็นกาแล็กขนาดเล็กที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สำหรับคนที่อยู่ซีกโลกใต้ แต่กาแล็กแอนโดรเมดาที่อยู่ห่างไป 2.2 ล้านปีแสง เป็นวัตถุที่ตาเรามองเห็นได้ไกลที่สุด กาแล็กซีมีอยู่หลายแบบ หลายขนาดด้วยกัน แต่ละอันมีดาวเป็นแสนล้านดวง เมื่อกาแล็กซีอยู่รวมกันก็เรียกว่ากระจุกกาแล็กซี และถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นมาอีกก็เรียกว่าซุปเปอร์คลัสเตอร์ เมื่อหลายๆ ซุปเปอร์คลัสเตอร์รวมกันก็กลายเป็นเอกภพที่เราอาศัยอยู่

โดย  ฝ่ายวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


ดูดวง ดูดาว

    เวลาที่เราเปิดหนังสือพิมพ์อ่าน บางทีก็สนใจหน้าดูดวง ที่มีตารางเป็นวงกลมและตัวเลขอีกหลายตัว ซึ่งอาจสงสัยว่ามันคืออะไร แล้วเอามาทำนายดวงของแต่วันได้อย่างไร เราลองมาดูกันว่า ดวงของวันที่ 1 ธันวาคม 2550 เวลา 9 นาฬิกา ซึ่งเป็นวันที่เปิดการแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1 ที่จัดที่เชียงใหม่ของเรา ดวงวันนี้จะเป็นอย่างไรบ้าง

      เริ่มจากตารางที่เป็นวงกลม ถูกแบ่งเป็น 12 ช่อง ตามจำนวน 12 ราศีที่เป็นทางเดินของดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ต่างๆ โดยแบ่งช่องละ 30 องศา 12 ช่องก็เท่ากับ 360 องศาพอดี ก็คือดวงอาทิตย์จะอยู่ในแต่ละราศีประมาณ 30 องศา หรือ 30 วัน แต่ละเดือนอาจต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น เพราะว่าจริงๆ แล้ว 1 ปี มี 365.25 วัน แต่ 1 วงกลมมีแค่ 360 องศาเท่า ทำให้หารไม่ลงตัว แต่ก็ใช้โดยประมาณได้ วิธีดูว่าแต่ละช่องคืออะไรก็คือ เราอาจเทียบกับหน้าปัดนาฬิกาก็ได้ เพื่อความสะดวก ช่องบนสุด ที่ตำแหน่ง 12นาฬิกา คือราศีเมษ หรือกลุ่มดาวแกะ ที่ 1 นาฬิกา คือราศีมีน หรือกลุ่มดาวปลา ถัดมาคือราศีกุมภ์หรือกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ ราศีมกรหรือกลุ่มดาวแพะทะเล ราศีธนูหรือกลุ่มดาวคนยิงธนู ราศีพิจิกหรือกลุ่มดาวแมงป่อง ราศีตุลย์หรือกลุ่มดาวคันชั่ง ราศีกันย์หรือกลุ่มดาวหญิงสาว ราศีสิงห์หรือกลุ่มดาวสิงโต ราศีกรกฎหรือกลุ่มดาวปู ราศีมิถุนหรือเมถุนคือกลุ่มดาวคนคู่ และราศีพฤภษหรือกลุ่มดาววัว เพื่อให้จำได้ง่ายอาจเริ่มจากราศีเมษที่อยู่บนสุด แล้วนับไปทาง 11 นาฬิกา คือราศีพฤภษ ถัดไปคือมิถุน ตามเดือนจริงๆ ก็จะช่วยให้จำได้ง่ายขึ้น แต่จริงแล้ว ตามการแบ่งเขตของกลุ่มดาว ดวงอาทิตย์ไม่ได้ผ่านกลุ่มละ 30 องศาเท่ากัน บางกลุ่มดวงอาทิตย์อาจอยู่แค่ 10 กว่าวัน ขณะที่บางกลุ่มก็อยู่นานเกิน 40 วัน แต่เพื่อความสะดวกเราก็ยังสามารถประมาณว่าราศีละ 30 วันได้ โดยอาจมีความคาดเคลื่อนเล็กน้อย
 

      ส่วนตัวเลขที่อยู่ด้านในวงกลมนั้นมีหลายตัว แต่เราจะสนใจเฉพาะที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าคือ ๑ ดวงอาทิตย์ ๒ ดวงจันทร์ ๓ ดาวอังคาร ๔ ดาวพุธ ๕ ดาวพฤหัสบดี ๖ ดาวศุกร์ ๗ ดาวเสาร์ ส่วนดาวยูเรนัส ดาวเนปจูนและพลูโต นั้นมองไม่เห็น ล คือลัคนา เป็นราศีที่อยู่ที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก จากวงกลมด้านบนของในวันที่ 1 ธันวาคม 2550 เวลา 9 นาฬิกา ดวงอาทิตย์และดาวพุธอยู่ในราศีพิจิก ถึงแม้ว่าจะเป็นวันที่ 1 ธันวาคม แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังไม่เคลื่อนเข้าสู่ราศีธนู ต้องรออีกหลายวันกว่าที่ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนเข้าราศีธนู ส่วนดาวพุธ ถ้าดูจากแผนที่ดาวสมัยจะอยู่บริเวณใกล้กับเขตของกลุ่มดาวคันชั่งและกลุ่มดาวแมงป่อง ซึ่งจะเห็นว่าใกล้เคียงกับค่าที่คำนวณได้มาก ดวงจันทร์และดาวเสาร์อยู่ในราศีสิงห์ ดาวอังคารอยู่ในราศีมิถุน ดาวพฤหัสบดีอยู่ในราศีธนู แต่เมื่อดูจากแผนที่ดาวจะอยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู ซึ่งเป็นกลุ่มดาวที่ 13 ที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนผ่าน แต่ไม่นับเป็นกลุ่มดาว 12 ราศี เพราะว่ามีการแบ่ง 12 ราศีมานานกว่า 5000 ปีแล้ว ก่อนที่จะมีการแบ่งกลุ่มดาวสมัยใหม่ ที่ทำการแบ่งเมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา และดาวเคราะห์อีกดวงคือดาวศุกร์ อยู่ในราศีกันย์


     ถ้าอยากรู้ว่าดาวเคราะห์ดวงไหน ขึ้นกี่โมงก็อาจเทียบกับดวงอาทิตย์ โดยสมมติให้ดวงอาทิตย์ขึ้น 6 โมงเช้าและตก 6 โมงเย็น ดาวพุธที่อยู่ใกล้กับดวงอาทิตย์ก็จะมองไม่เห็น เมื่อดวงอาทิตย์ตก จะเห็นดาวพฤหัสบดี อยู่ห่างประมาณ 30 องศา หรือ จะเห็นได้จนถึง 2 ทุ่ม ส่วนดาวอังคารจะขึ้นประมาณ 2 ทุ่ม ทีนี้เรารู้แล้วว่าแต่ละช่องห่างกัน 2 ชั่วโมง จากที่แบ่ง 24 ชั่วโมง เป็น 12 ช่อง ดวงจันทรืและดาวเสาร์ก็จะขึ้นประมาณเที่ยงคืน ส่วนดาวศุกร์จะขึ้นประมาณตี 2 เวลาที่ขึ้น-ตกของแต่ละดวงอาจต่างจากนี้เล็กน้อย แต่อย่างน้อยตอนนี้เราก้สามารถดูดวงแล้วก็ไปดูดาวได้แล้ว     

โดย  ฝ่ายวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


ดวงอาทิตย์

       ดวงอาทิตย์เป็นวัตถุท้องฟ้าที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะของเรา เป็นวัตถุท้องฟ้าซึ่งทรงอิทธิพลต่อความเป็นไปของดาวเคราะห์และวัตถุท้องฟ้าอื่นในระบบสุริยะ ตลอดจนเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานอันมหาศาลและเป็นตัวอย่างที่มีความสำคัญมากในการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับดาวฤกษ์
      ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์รุ่นที่ 2 ก่อกำเนิดจากเนบิวลาสุริยะ ซึ่งเป็นกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ประกอบไปด้วยธาตุไฮโดรเจนเกือบทั้งหมด ที่บริเวณแกนกลางมีความหนาแน่นและอุณหภูมิสูงมากพอที่จะเกิดปฏิกริยานิวเคลียร์ รวมไฮโดรเจนเป็นฮีเลียมและธาตุหนักอื่นๆ รวมถึงพลังงานด้วย ดวงอาทิตย์ตอนนี้อายุ 4,500 ล้านปี  ขนาดประมาณ 109 เท่าของโลก มีคาบการหมุนรอบตัวเอง 25.1 วันที่แนวศูนย์สูตร แต่ละติจูดอื่นมีค่มากกว่านี้  อุณหภูมิที่ผิว 5,780 องศาเคลวิน

      ภายในดวงอาทิตย์ แบ่งเป็น 3 ชั้นด้วยกัน คือ ชั้นในสุดเป็นแกนกลาง ( Core ) มีรัศมีราว 200,000 กิโลเมตร มีอุณหภูมิสูงถึง 15 ล้านองศาเคลวิน ทำให้เกิดปฏิกริยาเทอร์โมนิวเคลียร์  อย่างไรก็ตาม พลังงานที่จะถูกส่งออกมาจากแกนกลางนั้นจะต้องผ่านบริเวณที่ห่อหุ้มแกนกลางไว้เรียกว่า บริเวณการแผ่รังสี ( Radiation Zone ) รัศมี 500,000 กิโลเมตร และอุณหภูมิจะเริ่มลดลงมาที่ประมาณ 7 ล้านองศาเคลวิน มีการส่งถ่ายพลังงานจากแกนกลางออกมาโดยการแผ่รังสีในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ชั้นถัดออกมือ บริเวณการพาความร้อน ( Convection Zone ) บริเวณนี้จะห่อหุ้มบริเวณการแผ่รังสีไปจนถึงผิวของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นชั้นเริ่มต้นของบรรยากาศของดวงอาทิตย์ที่ระดับรัศมี 696,000 กิโลเมตร
      บรรยากาศของดวงอาทิตย์เริ่มจากชั้นโฟโตสเฟียร์ (Photosphere) มีอุณหภูมิ 5,780 องศาเคลวิน ชั้นนี้มีความหนาประมาณ 500 กิโลเมตร สามารถมองเห็นเป็นดอกดวงที่เรียกว่า แกรนูลส์ ( Granules ) ซึ่งเป็นลักษณะของการเคลื่อนไหวของก๊าซร้อนจากภายในดวงอาทิตย์ เพื่อพาพลังงานออกมาสู่ผิวคล้ายลักษณะของการเดือดของก๊าซ
      ถัดมาเป็นชั้นบรรยากาศโครโมสเฟียร์ ( Chromosphere ) มีอุณหภูมิประมาณ 4,500 องศาเคลวิน มีความหนาราว1,500 กิโลเมตร ชั้นนี้ปรากฏเป็นเปลวเพลิงก๊าซพุ่งขึ้นมาจากผิวลักษณะคล้ายหนาม เรียกว่า สปิคุลส์ ( Spicules ) และปรากฏมีพวยก๊าซพุ่งออกไปลอยค้างในอวกาศหลายพันกิโลเมตร มีทั้งที่ลอยค้างไว้ไม่กี่นาทีและที่ค้างเป็นเวลานานนับเดือน เราเรียกพวยก๊าซเหล่านี้ว่า โพมิแนนซ์ ( Prominences )
บรรยากาศชั้นนอกสุดเรียกว่าชั้นโคโรน่า ( Corona ) มีอุณหภูมิสูงถึงล้านองศาเคลวิน และมีรูปร่างไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นบริเวณที่รองรับการส่งถ่ายพลังงานจากภายในดวงอาทิตย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแนวฟลักซ์ของสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ด้วย
     นอกจากนี้ในบรรยากาศของดวงอาทิตย์ยังมีปรากฏการณ์ของจุดบนดวงอาทิตย์ ( Sun Spot ) อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์ และปรากฏการณ์ของบนสุริยะ ( Solar Wind )

โดย  ฝ่ายวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


ดวงจันทร์


     บนท้องฟ้ายามเย็ม เราอาจเคยเห็นดวงจันทร์เป็นเสี้ยวเล็กๆ อยู่ทางทิศตะวันตก แต่บางวันเราก็เห็นดวงจันทร์ดวงกลมโต กำลังลอยพ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แล้วก็บางครั้งดวงจันทร์ก็กลายเป็นสีแดง ทำให้บางคนเชื่อว่าดวงจันทร์ที่สวยงามของเราถูกสัตว์ประหลาดทำร้าย แล้วจริงๆ แล้วดวงจันทร์คืออะไรกันแน่
     ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลกเรา เชื่อว่าเกิดจากการชนกันครั้งใหญ่ของโลกเรากับวัตถุขนาดเท่ากับดาวอังคาร ทำให้มีมวลบางส่วนหลุดออกมา แล้วก็โคจรรอบโลก กลายเป็นวงแหวนเหมือนกับวงแหวนของดาวเสาร์ ต่อมามวลที่เป็นวงแหวนก็มีการรวมตัวกัน กลายเป็นดวงจันทร์อย่างที่เราเห็นทุกวันนี้ เนื่องดวงจันทร์เป็นวัตถุขนาดเล็ก จึงมีแรงโน้มถ่วงน้อย ทำให้ไม่มีบรรยากาศ เวลาที่อุกกาบาตชน ก็จะกลายเป็นหลุมอุกกาบาต แล้วก็คงอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานาน อย่างเช่นรอยเท้าของนีล อาร์มสตรอง ที่ไปเหยีบดวงจันทร์เมือ 30 กว่าปีที่แล้ว มันก็จะคงอยู่แบบนั้นไปอีกหลายล้านปี

      ดวงจันทร์ของโลก เล็กว่าโลก ประมาณ 4 เท่า มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 3476 กิโลเมตร อยู่ห่างจากเราโดยเฉลี่ย 384400 กิโลเมตร เนื่องจากวงโคจรเป็นวงรี บางครั้งก็เข้าหรืออยู่ห่างกว่าระยะนี้ แสงจากดวงจันทร์มาถึงโลกเราใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 วินาที ดวงจันทร์โคจรรอบโลกเรา 1 รอบใช้เวลา 27.32 วัน แต่ที่เราเห็นดวงจันทร์กลับมาอยู่ที่เดิมบนท้องฟ้านั้นจะใช้เวลา 29.53 วัน เนื่องจากว่าระหว่างที่ดวงจันทร์โคจรรอบโลกนั้น โลกเราก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ไปด้วย ทำให้กว่าที่ดวงจันทร์จะกลับมาอยู่ที่เดิมต้องใช้เวลาเกือบเดือน ทำให้จำนวนวันของปฏิทินจันทรคติ บางเดือนก็มี 29 วัน บางวันก็มี 30 วัน คือเดือนคู่มี 30 วัน เดือนคี่มี 29 วัน ดวงจันทร์มีแรงโน้มถ่วงน้อยกว่าโลกเรา 6 เท่า ถ้าเราชั่งน้ำหนักบนโลก ได้ 60 กิโลกรัม บนดวงจันทรจะชั่งได้แค่ 10 กิโลกรัม ทำให้นักบินอวกาศที่สวมชุดหนักๆ สามารถกระโดดได้สูงกกว่าบนโลกเรา
      พื้นผิวบนดวงจันทร์เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ภูเขา ที่ราบ ร่องเขา ทะเลที่ไม่มีน้ำ และอาจมีน้ำแข็งที่ขั้วของดวงจันทร์ คนไทยเราเห็นเห็นพื้นผิวที่หลากหลายเป็นกระต่าย หรือบางคนก็เห็นเป็นตากับยายตำข้าว ฝรั่งเห็นเป็นหญิงสาว หรือเป็นแมลงปีกแข็ง แต่ดวงจันทร์ที่เราเห็นนั้นมีเพียงด้านเดียว ถ้าอยากเห็นอีกด้านต้องนั่งยานอวกาศไปดู เพราะดวงจันทร์หันด้านเดียวเข้าหาโลก บางครั้งเมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์และโลกมาอยู่ในแนวเดียวกันพอดี ก็จะทำให้เกิดสุริยุปราคา ซึ่งมีทั้งแบบเต็มดวง แบบวงแหวนและแบบางส่วน แต่ถ้าเงาของโลกไปตกที่ดวงจันทร์ ก็จะทำให้เกิดจันทรุปราคาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่ากบกินเดือน หรือราหูอมจันทร์ ดวงจันทร์ช่วงที่โดนเงามืดของโลกบังทั้งหมดจะกลายเป็นสีแดง เนื่องจากแสงที่หักเหจากโลกเราไปตกที่ดวงจันทร์ คล้อายๆ กับที่เราเห็นท้องฟ้าช่วงเช้าหรือเย็นเป็นสีแดง ดวงจันทร์ที่เห็นบนท้องฟ้ายังมีอะไรที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ตอนนี้ก็มีโครงการที่จะส่งคนไปลงที่ดวงจันทร์อีกครั้ง เพื่อหาความรู้ใหม่กับดวงจันทร์ที่สวยงามของเรา

โดย  ฝ่ายวิชาการ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


อาหารที่ตกลงบนพื้นควรเก็บขึ้นมารับประทานต่อหรือไม่

     นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า ในเวลาเพียง 5 วินาที อาหารก็เกิดการปนเปื้อนจากเชื้อแบคทีเรียในจำนวนมากพอที่จะทำให้เราป่วยได้

 

       แบคทีเรียทำให้เกิดโรคต่างๆ มากมาย บางชนิดสามารถเจริญเติบโตบนอาหารซึ่งถ้าเรารับประทานเข้าไปอาจทำให้เจ็บป่วยได้ และอาการที่คนส่วนใหญ่เป็นก็คือ อาเจียนและท้องเสีย เชื้อ Salmonella ทำให้คน 1.4 ล้านคนป่วยทุกปี พบบ่อยในไข่ดิบและเนื้อไก่สด  ความร้อนสามารถฆ่าเชื้อนี้ได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องปรุงให้ ไข่, เนื้อไก่ หรือ อาหารต่างๆ สุกก่อนรับประทาน  และการรักษาความสะอาดช่วยป้องกันได้ เพราะ Salmonella มีชีวิตอยู่ได้หลายอาทิตย์ บนพื้นที่ไม่ได้ทำความสะอาด

 

       คณะนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเคลมสัน, เซาท์ แคโรไลน่า ได้ทำการทดลอง โดยการใส่เชื้อ Salmonella ลงบนไม้, กระเบื้อง และพรม  จากนั้นวางขนมปังและไส้กรอกลงไป นาน 5, 30, และ 60 วินาที  โดยพบว่าเพียง 5 วินาที ทั้งขนมปังและไส้กรอกก็ปนเปื้อนเชื้อในปริมาณมากพอที่จะทำให้ป่วยได้ ดังนั้น  จึงไม่ควรเก็บอาหารที่ตกลงบนพื้นมารับประทานอีก

 

ที่มา 

http://www.sciencenewsforkids.org/articles/20070523/Note3.asp

From Science News for Kids May 23, 2007


กำเนิดปฏิทิน

ทำไม 1 วัน มี 24 ชั่วโมง
ทำไม 1 เดือน มี 30- 31 วัน
และทำไม 1 ปี ถึงมี 365- 366 วัน

          คำถามเหล่านี้เคยอยู่ในใจของใครบ้างหรือเปล่า เพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราต่างก็ใช้ประโยชน์จากระบบวัน เวลา ที่มนุษย์เราได้สมมุติขึ้นมานี้ผ่านสิ่งเรียกกันว่า ปฏิทิน มาโดยตลอด หลายคนต้องคอยหามันมาไว้ ใกล้ ๆ ตัว เพื่อใช้ในการติดต่อนัดหมาย หรือให้มันคอยย้ำเตือนถึงวันสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น วันเกิด วันหยุด และวันสำคัญทางศาสนา แต่ใครจะรู้หรือไม่ ว่าที่จริงแล้วปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มันมีความเป็นมาอย่างไร

          หลายพันปีก่อน มนุษย์ต้องการเครื่องกำกับเวลารายปี ต้องการทราบว่าเมื่อใดถึงเวลาเพาะปลูกพืช อยากทราบว่าเมื่อใดถึงเวลาที่จะต้องเฉลิมฉลองตามความเชื่อของลัทธิทางศาสนา บรรพบุรุษในยุคแรกสุดของเราจึงต้องเฝ้าดูวันที่ผ่านไปโดยการดูดวงอาทิตย์ที่โคจรมาเยี่ยมเยือนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน จากนั้น ก็หันมาดู ดวงจันทร์ซึ่งเป็นหลักสังเกตที่ค่อนข้างจะสม่ำเสมอ โดยรู้ว่าดวงจันทร์มีการเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักร จากเสี้ยวรูปเคียวค้างฟ้าเรื่อยไปจนถึงจันทร์เต็มดวง แล้วก็ลดหายไปทีละน้อยเป็นจันทร์ข้างแรม ทั้งหมดนี้ทำให้บรรพบุรุษของเราทราบอย่างคร่าว ๆ ได้ว่าเวลาผ่านไปกี่วันแล้ว
          ต่อมามนุษย์ค่อย ๆ เรียนรู้การนับวัน และจัดระเบียบหน่วยเวลามาจากวงรอบทางดาราศาสตร์ ซึ่งเกิดขึ้นอยู่เสมอในธรรมชาติ "วัน" มาจากการหมุนของโลกรอบแกนใน 24 ชั่วโมง "เดือน" มาจากการเคลื่อนที่ของดวงจันทร์ไปรอบโลก ซึ่งเมื่อนับวันเทียบกับการโคจรของดวงอาทิตย์ก็พบว่าจันทร์เต็มดวงจะเวียนมาครบรอบใหม่ทุก ๆ 29 1/2 วัน เราเรียกห้วงเวลา 29 1/2 นี้ว่า "เดือนทางจันทรคติ" ซึ่งตัวเลขนี้ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้เป็นปฏิทินเลย แต่ก็ยังถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีของการนับวันเวลาได้ ส่วน "ปี" มาจากการเคลื่อนที่ของโลกไปรอบดวงอาทิตย์ แต่มนุษย์โบราณในสมัยนั้นได้ยึดเดือนทางจันทรคติเป็นหลัก ปฏิทินจริง ๆ จึงยังอยู่ห่างไกลนัก โดยปัญหาที่เกิดขึ้น คือ เวลา 1 ปี ประกอบด้วยเดือนทางจันทรคติ 12 เดือน โดยแต่ละเดือนจะมีเพียง 29 1/2 วัน รวมแล้วจะมี 354 วัน ยังขาดอีก 11 วัน ถึงจะเท่ากับการโคจรของโลกไปรอบดวงอาทิตย์ซึ่งใช้เวลาถึง 365 วันเศษ
          จากนั้นไม่นานชาวโรมันก็ค้นพบว่าปฏิทินแบบนี้ทำให้แต่ละปีขาดไป 11 วัน พวกเขาจึงคาดว่าหากเพิ่มเดือนพิเศษเข้าไปอีก 1 เดือนทุก ๆ 2-3 ปี จะสามารถชดเชยส่วนที่ขาดหายไปนั้นได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อจูเลียส ซีซาร์ ได้ปกครองกรุงโรมในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล เขาก็พบว่า ปฏิทินโรมันนั้นช้ากว่าความเป็นจริงเกือบ 3 เดือน ซีซาร์จึงหารือกับนักดาราศาสตร์ชั้นนำคนหนึ่งชื่อ โซซิจีเนส และได้ทราบว่าในหนึ่งปีมี 365 1/4 วัน จึงคิดปฏิทินแบบใหม่ขึ้น โดยให้แต่ละเดือนมี 30 หรือ 31 วัน ยกเว้นเดือนกุมภาพันธ์ที่มี 29 วัน ดังนั้น ในหนึ่งปีก็จะมี 365 1/4 วัน และเพื่อที่จะชดเชยวันที่ขาดหายไป ทุกรอบสี่ปีจะมีการเพิ่มเข้าไปเป็น 30 วัน เหมือน ปีอธิกสุรทิน ในปัจจุบันนั่นเอง
          ปัญหาของเดือนกุมภาพันธ์มิได้จบลงเพียงแค่นั้น เมื่อกษัตริย์ จูเลียส ออกัสตุส ขึ้นครองราชย์ก็ได้เพิ่มจำนวนวันของเดือนสิงหาคม หรือ Augustus ให้เป็น 31 วัน เท่าเทียมกับเดือน Julius หรือ เดือนกรกฎาคม โดยวันที่นำมาเพิ่มก็ดึงมาจากเดือนกุมภาพันธ์ ดังนั้น เดือนกุมภาพันธ์จึงมีแค่ 28 วันในที่สุด
          แต่ปฏิทินโรมัน หรือที่เรียกกันว่า ปฏิทินจูเลียน นั้นก็ยังไม่ถูกต้องอยู่ดี การประเมินของโซซิจีเนสที่ว่าหนึ่งปีมี 365 1/4 วัน ยังไม่ถูกต้อง 100 % เพราะ 1 ปีมิได้ยาวนาน 365 1/4 วันพอดิบพอดี ใน 1 ปียังสั้นกว่านั้นอีกนิด เวลา 365 1/4 วัน ถ้าเทียบก็เท่ากับ 1 ปีมี 365 วันกับอีก 6 ชั่วโมง แต่ความเป็นจริง 1 ปียาวนาน 365 วัน 5 ชั่วโมง 48 นาที กับอีก 46 วินาที นั่นก็หมายความว่า ปฏิทินจูเลียนยังมีเวลาที่เกินไปราว 11 นาที กับอีก 3-4 วินาที ซึ่งถ้าคิดดูแล้วมันก็ไม่ใช่เวลามากมายอะไรนัก แต่พอหลายร้อยปีผ่านไป เวลาที่สะสมมานานก็สามารถทำให้เป็นปฏิทินหลงฤดูได้เหมือนกัน ในศตวรรษต่อมา ผู้คนจึงพบว่า วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ หรือที่เรียกว่า เวอร์นัน อิควิน๊อกซ์ ซึ่งเป็นวันที่กลางวันและกลางคืนยาวเท่ากันนั้น มาเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ในปี ค.ศ. 1582 วันดังกล่าวนี้จะมาถึงเร็วกว่ากำหนดถึง 10 วัน คือมาถึงวันที่ 11 มีนาคม แทนที่จะเป็นวันที่ 21 มีนาคม
          ด้วยเหตุนี้ สันตะปาปาเกรเกอรีที่ 8 จึงได้ทรงขอให้บรรดานักดาราศาสตร์ชั้นแนวหน้าช่วยกันคิดหาวิธีแก้ข้อผิดพลาดของปฏิทินโรมัน นักดาราศาสตร์ชื่อ คริสโตเฟอร์ คลาเวียส ก็ได้เสนอให้ตัดวันในปี 1582 ออกเสีย 10 วัน ซึ่งสันตะปาปาก็ทรงเห็นชอบด้วย วันถัดจากวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1582 จึงถูกประกาศให้เป็นวันที่ 15 ตุลาคม ไม่ใช่วันที่ 5 ตุลาคม แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาในอนาคต สันตะปาปาจึงทรงมีโองการว่า นับแต่นั้นไป ปีอธิกสุรทินที่เป็นปีแรกของศตวรรษ จะไม่มีวันเพิ่มเป็นพิเศษในเดือนกุมภาพันธ์ การยกเว้นดังกล่าวนี้จะได้แก่ปีแรกของศตวรรษซึ่งเลขปี ค.ศ. หารด้วย 400 ได้ลงตัว เช่น ปี ค.ศ. 2000 เป็นต้น เพราะฉะนั้น ปฏิทินเกรเกอเรียนที่ใช้กันอยู่ในประเทศส่วนใหญ่ของโลก จะมีเวลาเกินอยู่ปีละ 26 วินาที หรือมีเวลาเกินไป 1 วันในทุก ๆ 3,323 ปี
          ว่าไปแล้วการวัดเวลานานของรอบต่าง ๆ ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่การจัดระเบียบให้มีระบบวัดเวลา หรือ "ปฏิทิน" นั้น เป็นเรื่องต้องใช้ความคิดกันมาทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในเวลานี้เราก็ยังไม่มีปฏิทินที่แม่นยำแท้ทีเดียว ปฏิทินที่เรามีใช้อยู่เป็นแต่เพียงดีพอสำหรับความต้องการของเราเท่านั้น
          และจากการเดินทางผ่านช่วงเวลาอันยาวนานหลายร้อยศตวรรษ "ปฏิทิน" ก็ได้มีการพัฒนาไปมากมายหลากหลายรูปแบบ ทั้งเพื่อการจำหน่ายและแจกจ่าย ซึ่งนอกจากเราจะได้ใช้ประโยชน์จากมันแล้ว ความสวยงามก็ยังทำให้มันมีคุณค่าสำหรับเรามากยิ่งขึ้น บางครั้งมันก็ให้ความหมายดี ๆ ทางด้านจิตใจ มีปฏิทินจำนวนไม่น้อยที่ผ่านการสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้พบเห็น และคงไม่มีใครปฏิเสธว่าในบางเวลามันยังทำหน้าที่ช่วยบันทึกความทรงจำที่ดีไว้ให้เราได้อีกด้วย


พลิกตำนาน 100 ปีการบินโลก

         นับเป็นเวลา 100 ปีแล้วที่มนุษย์สามารถขึ้นไปบินอยู่บนท้องฟ้าได้เหมือนดั่งนก ซึ่งแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าความใฝ่ฝันของมนุษย์จะเป็นจริงขึ้นมาได้ หากไม่ได้สองพี่น้องตระกูลไรท์ ชาวอเมริกันสองพี่น้อง ที่อดทนสานฝันและจินตนาการของตนเองให้เป็นจริงขึ้นมา และเนื่องในโอกาสวันที่ 17 ธันวาคม 2546 ที่จะถึงนี้เป็นวันครบรอบ 100 ปี การบินโลก วันที่ซึ่งเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ของสองพี่น้องตระกูลไรท์ที่สามารถพาสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า “เครื่องบิน” นกเหล็กตัวโตลอยพ้นพื้นทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกได้เป็นผลสำเร็จในวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2446 (ค.ศ. 1903) หรือเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา

          จะว่าไปแล้ว ความพยายามในการขึ้นไปบินอยู่บนท้องฟ้าเช่นเดียวกับนกของมนุษย์นั้น สองพี่น้องตระกูลไรท์มิใช่พวกแรกเลย หากแต่มนุษย์มีความใฝ่ฝันที่จะบินได้เหมือนนกมานับพัน ๆ ปีแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยกรีกโบราณโน่นแน่ะ ซึ่งต่างก็มีความเพียรพยายามคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และวิธีการต่าง ๆ มากมายเพื่อให้ตัวเองบินได้ ตัวอย่างเช่น ในปี ค.ศ. 1485 เลโอนาโด ดาร์วินซี (Leonardo da Vinchi) จิตรกรเอกของโลกชาวอิตาลีได้ศึกษาการทำงานของปีกนก และเขียนแบบร่างภาพกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยมือและเท้าขึ้น แต่บางคนก็สร้างปีกจากขนนกแล้วติดเข้ากับตัวเองแล้วกระโดดลงมาจากหอคอยหรือหน้าผาสูง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จต้องบาดเจ็บสาหัสและบางรายถึงกับต้องสังเวยชีวิตอย่างน่าเสียดายไปไม่รู้จักกี่รายต่อกี่ราย แต่มนุษย์เราก็ยังคงถือคติที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น” ดังนั้น แม้ว่าจะเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตเช่นไรก็ไม่หวาดหวั่น ยังคงมีมนุษย์ที่อยากจะบินอยู่เรื่อยไปด้วยการทำการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า สองพี่น้องตระกูลไรท์ก็เช่นเดียวกันที่ไม่เคยย่อท้อกับอุปสรรคนานัปการ


          ทีนี้เรามาดูกันดีกว่าค่ะว่า กว่าที่สองพี่น้องตระกูลไรท์จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์การบินได้นั้นเขาต้องใช้ความพยายามมากเพียงไร และอย่างไร ซึ่งสองพี่น้องตระกูลไรท์ที่กล่าวถึงนั้นก็คือ วิลเบอร์ ไรท์ และออร์วิล ไรท์ ชาวเมืองเดย์ตัน มลรัฐโอไฮโอ แห่งสหรัฐอเมริกา แม้ว่าพี่น้องสองคนนี้จะจบการศึกษาเพียงแค่ชั้นมัธยมเท่านั้น แต่ทว่าความพยายาม ความอดทน ความตั้งใจจริง การช่างสังเกตทดลองและใฝ่รู้ของทั้งคู่ที่สามารถเอาชนะความจริงที่ว่ามนุษย์ไม่สามารถบินได้ลงได้อย่างราบคาบ ซึ่งจากการค้นคว้าศึกษาเรื่องการบินมาตลอดเวลา ในปี ค.ศ. 1900 พวกเขาตัดสินใจสร้างเครื่องบินลำแรกขึ้น มีลักษณะคล้ายกับเครื่องร่อนทำด้วยโครงเหล็ก ส่วนปีกทำด้วยผ้า และใช้เครื่องยนต์ขนาด 12 แรงม้า พวกเขาได้นำเครื่องบินทดลองบินในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกันนั้น แม้ว่าเครื่องบินจะบินขึ้นได้แต่ก็เป็นเวลาเพียง 1-2 วินาที อีกทั้งยังไม่สามารถควบคุมทิศทางการบินได้ ต่อมาพวกเขาได้พยายามปรับปรุงข้อบกพร่องด้วยการสร้างเครื่องบินลำที่ 2 ที่ใหญ่กว่าเดิมและมีรูปร่างที่เปลี่ยนไปและทดลองบินหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังคงไม่ประสบผลสำเร็จอยู่ดี


          ในปี ค.ศ. 1902 พวกเขาได้ปรับปรุงเครื่องบินด้วยการเพิ่มหางเสือเข้าทางด้านหน้าและด้านหลังของตัวเครื่อง เพื่อควบคุมทิศทางการบิน ปีกของเครื่องก็เป็นปีก 2 ชั้น ขนาดประมาณ 32 ฟุต สามารถขยับขึ้นลงได้ พวกเขาได้นำเครื่องบินลำที่ 3 นี้ทดลองขึ้นบินที่คิลล์ เดฟวิลล์ ฮิลล์ นับ 1,000 ครั้งนานถึง 39 วัน ซึ่งก็เริ่มประสบผลสำเร็จด้วยดี เพราะสามารถควบคุมทิศทางการบินและระยะเวลาที่เครื่องบินบินอยู่บนอากาศได้ อย่างไรก็ตามพวกเขายังคงกลับมาพัฒนาเครื่องบินของเขาอยู่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เครื่องบินบินได้นานขึ้นและสูงขึ้น ทั้งสองได้ติดต่อกับบริษัทผลิตเครื่องยนต์ให้ผลิตเครื่องยนต์ที่มีขนาด 8 แรงม้า และมีน้ำหนักประมาณ 160 ปอนด์ แต่ไม่มีบริษัทใดสนใจเลย ดังนั้น พวกเขาจึงลงมือประดิษฐ์เครื่องยนต์ขึ้นด้วยตัวเอง โดยเป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดถึง 12-16 แรงม้า น้ำหนัก 170 ปอนด์ ซึ่งพวกเขาได้นำไปทดลองบินหลายครั้งแต่ยังคงไม่ประสบผลสำเร็จ

         เนื่องจากประสบกับสภาพอากาศไม่ดี ทำให้พวกเขามีความคิดว่า เครื่องบินต้องมีล้อเพื่อขึ้นบินได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงลมจากสภาพอากาศ นอกจากนี้ยังได้สร้างทางวิ่งของเครื่องบิน (Run Way) ที่มีความยาว 600 เมตรขึ้น และทดลองบินอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่ดีเท่าที่ควรเพราะแม้ว่าเครื่องบินจะมีล้อแล้วแต่ยังคงต้องใช้คนผลักเพื่อส่งเครื่องบินอยู่ดี ต่อมาพวกเขาจึงปรับปรุงด้วยการใช้ล้อของรถบรรทุกโดยมีโซ่เป็นตัวเชื่อมเข้ากับเฟืองของเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องบินสามารถวิ่งขึ้นเองได้โดยไม่ต้องอาศัยแรงลมหรือแรงคนผลัก เขาได้ทดลองขึ้นบินในวันที่ 14 ธันวาคม ค.ศ. 1903 ที่รัฐนอร์ท คาโรไลนา โดยมีวิลเบอร์ ผู้เป็นพี่ชายเป็นคนขับแต่ไม่สำเร็จ อีก 3 วันต่อมาในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1903 เวลา 10.35 น. พวกเขาได้ทดลองบินอีกครั้งแต่คราวนี้ให้ออร์วิลน้องชายเป็นคนขับบ้าง ผลปรากฎว่าครั้งนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี เขาสามารถขับเครื่องบินติดเครื่องยนต์ที่มีน้ำหนักกว่าอากาศ ทั้งยังสามารถบังคับควบคุมและประคองตัวเครื่องบินได้อย่างต่อเนื่อง

        นับเป็นเครื่องบินลำแรกที่บินอยู่ในอากาศได้นานถึง 15 วินาที บินได้ไกลถึง 200 เมตร สูงจากพื้นดิน 850 ฟุต และสามารถบังคับทิศทางการบินได้ และในวันเดียวกันนั้นวิลเบอร์พี่ชายได้ขอลองขับใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้วิลเบอร์ทำได้สำเร็จและไกลกว่าถึง 260 เมตร ด้วยเวลา 59 วินาที ความสำเร็จในครั้งนั้นทำให้พวกเขาพัฒนาเครื่องบินอย่างต่อเนื่องจนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนถึงขนาดที่วิลเบอร์สามารถบินได้ไกลข้ามทวีปไปยังประเทศฝรั่งเศส และในปี ค.ศ. 1909 ออร์วิลได้บินข้ามช่องแคบอังกฤษได้สำเร็จ แถมยังมีที่นั่งสำหรับ ผู้โดยสารอีก 1 ที่นั่งอีกด้วย


          ความสำเร็จของสองพี่น้องตระกูลไรท์ในวันที่ 17 ธันวาคม ค.ศ. 1903 ณ เนินทรายในมลรัฐ นอร์ทแคโรไลนาคือ จุดเริ่มต้นของการบินแบบใช้เครื่องยนต์นี่เอง ที่สามารถพลิกโฉมและสร้างประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญแห่งวงการการบินโลก อันนำมาซึ่งการสร้างคุณประโยชน์ให้กับโลกใบนี้อย่างมหาศาล เนื่องจากคนรุ่นต่อมาได้นำความคิดของพวกเขามาพัฒนาเครื่องบินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง พร้อม ๆ กับการสร้างนิยามใหม่ให้กับการเดินทาง การทำสงคราม และความคิดพื้นฐานว่าด้วยระยะทางและเวลา ทั้งคู่ทำให้การเดินทางจากโลกหนึ่งสู่อีกโลกหนึ่งในอดีตที่แสนยาวนานและไกลโพ้นทะเลกลับกลายเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกขึ้น และนี่แหละคือ เหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์แห่งโลกการบินที่เราทุกคนไม่ควรลืมเลือน แม้ว่าในวันนี้สองพี่น้องตระกูลไรท์ได้เสียชีวิตลาจากโลกนี้ไปนานแล้วก็ตาม แต่ผลงานจากความพยายามอุตสาหะของพวกเขาย่อมถูกจารึกไว้ตราบนานเท่านาน


          จากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็จะเป็นเวลาที่ครบรอบ 100 ปีในวันที่ 17 ธันวาคม 2546 อีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้ หากสองพี่น้องตระกูลไรท์ยังคงมีชีวิตอยู่จนทุกวันนี้ วิลเบอร์ผู้พี่ก็จะมีอายุถึง 135 ปี ส่วนออร์วิลล์ ผู้น้องก็จะมีอายุ 131 ปีแล้วล่ะค่ะ ซึ่งความสำเร็จของทั้งสองทำให้หลายหน่วยงานได้ตระหนักถึงความสำคัญและจัดงานเพื่อรำลึกถึงสองคุณปู่คนเก่งแห่งตระกูลไรท์และเหตุการณ์ในวันนั้น


“อโรมาเธอราปี” ธรรมชาติแห่งการบำบัดด้วยกลิ่นหอม

          ยุคนี้สมัยนี้หันไปมองทางไหนก็มักจะเจอแต่สาว ๆ ผิวขาวผุดผ่องเดินอวดผิวสวยใสให้ได้เห็นเยอะแยะจนลายตาไปหมด สิ่งหนึ่งอาจเป็นเพราะปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์บำรุงผิวดี ๆ ให้เลือกใช้กันมากมาย ยิ่งตอนนี้กระแสการบำรุงผิวพรรณความงามตามวิถีธรรมชาติกำลังกลับมาเป็นที่นิยมกันอีกครั้ง และบ่อยครั้งที่เรามักจะได้ยินคำว่า “อโรมาเธอราปี” (Aromatherapy)

          หรือการบำบัดรักษาสุขภาพและความงามด้วยกลิ่นจากน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากพืชพรรณธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ ใบไม้ เปลือกไม้ หรือแก่นไม้ หลายคนอาจเคยลิ้มลองรสสัมผัสแห่งความหอมพิสุทธิ์ที่ว่านี้กันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะตามสปาหรูที่ขึ้นเป็นดอกเห็ดให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหว หรือแม้แต่ตามร้านเสริมความงามแถวบ้านที่มีให้ได้ลองกันในราคาถูกพอสบายกระเป๋า จนแทบจะกลายเป็นค่านิยมของสาว ๆ ในสังคมชั้นสูงลงมาถึงสาวชนชั้นกลางกันไปแล้ว แต่กลิ่นหอมจากมันหอมระเหยจะบำบัดรักษาสุขภาพและเสริมความงามของเราได้อย่างไร ฉบับนี้เรามีข้อมูลมาบอกน้อง ๆ กันค่ะ
          “อโรมาเธอราปี” แม้ว่าจะเพิ่งเป็นที่นิยมกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้เอง แต่น้องเชื่อหรือไม่ว่าชาวอียิปต์เริ่มมีการใช้กลิ่นในการบำบัดรักษามานานกว่า 6,000 ปีมาแล้ว นอกจากนี้ “พระนางคลีโอพัตรา” ราชินีองค์ สุดท้ายของอียิปต์ยังนำความหอมรัญจวนของน้ำมันหอมระเหยมาใช้ในการประทินผิวเพื่อเรียกความประทับใจและความเย้ายวนใจต่อเพศตรงข้ามอีกด้วย อันที่จริงจะว่าไปแล้วเราทุกคนต่างก็เคยสัมผัสอโรมาเธอราปีกันมาแล้วทั้งนั้น ดูง่าย ๆ จากการใช้ยาดม ยาหม่อง เตยหอมหรือการบูนดับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์สิคะ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นการบำบัดรักษาด้วยกลิ่นทั้งสิ้น แต่ปัจจุบันมีหลากหลายวิธีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำน้ำมันหอมระเหยมาผสมน้ำอาบ ใช้ผสมน้ำมันนวดตัว ทำสเปรย์ฉีดปรับอากาศ หรือแม้แต่ผสมในเทียนหอม
          แต่ทำไมกลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยจึงสามารถบำบัดรักษาร่างกายและจิตใจของเราได้?
          เราว่าคำตอบนี้ช่างเป็นสิ่งที่ยากจะอธิบาย ทั้งนี้ เนื่องจากกลไกอันสลับซับซ้อนของการรับรู้กลิ่นของมนุษย์นั่นเอง ดูตัวอย่างง่าย ๆ จากกลิ่นไข่เจียวหอมกลุ่นจากเตา ทุกครั้งที่เราได้กลิ่นมันช่างหอมหวนชวน น้ำลายสอให้อยากกินข้าวทุกครั้งไป แต่พอเราได้กลิ่นขยะกลับรู้สึกขยะแขยงอยากจะอาเจียนเสียให้ได้ ปฏิกิริยาการตอบโต้ต่อกลิ่นต่าง ๆ นั้น ว่ากันว่าเกิดจากระบวนการรับรู้กลิ่น เมื่อกลิ่นเข้าจมูกของเราก็จะกระทบเนื้อเยื่อและประสาทรับกลิ่น แล้วเดินทางอย่างรวดเร็วเข้าสู่สมองและส่งต่อไปยัง “ลิมบิกซิสเต็ม” (Limbic System) ซึ่งเป็นประสาทรับรู้กลิ่น เจ้าตัวนี้เองที่มีความลึกลับซับซ้อนและมหัศจรรย์ มันมีหน้าที่ ควบคุมความจำ และการเรียนรู้ ขณะเดียวกันยังมีผลในการสั่งการให้ต่อมต่าง ๆ หลั่งฮอร์โมนและเอ็นไซม์ออกมาอีกด้วย
          กลิ่นของน้ำมันหอมระเหยก็เช่นเดียวกัน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะซึมผ่านเนื้อเยื่อส่วนรับรู้กลิ่นในโพรงจมูกไปยังลิมบิกซิสเต็ม แล้วกระตุ้นให้เกิดการหลั่งสารเคมีต่าง ๆ ออกมา ซึ่งส่งผลต่อระบบในร่างกายโดยเฉพาะระบบประสาทของเรา ส่วนสมองก็จะบันทึกจดจำกลิ่นนั้นไว้ นอกจากน้ำมันหอมระเหยจะถูกส่งไปยังลิมบิกซิสเต็มแล้ว ละอองบางส่วนจะถูกสูดเข้าไปยังปอดพร้อมกับออกซิเจนเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตกระจายไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้น้ำมันหอมระเหยสามารถเข้าไปลดหรือกระตุ้นการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ได้ เช่น บรรเทาความเจ็บปวด คลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ กระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต หรือดึงสารพิษออกจากร่างกาย ดังนั้น กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยจึงเป็นส่วนสำคัญในการบำบัดอย่างแท้จริง
          สารเคมีที่หลั่งออกมาจากการรับรู้กลิ่นมีหลายตัวและแต่ละตัวก็ทำหน้าที่ต่างกัน ได้แก่ เอ็นดอร์ฟินจะช่วยลดความเจ็บปวดและสร้างความสุข, เอ็นเซฟฟาลีนช่วยส่งเสริมให้มีอารมณ์ดี และเซโรโทนินที่ช่วยให้รู้สึกสงบเยือกเย็นและผ่อนคลาย
          มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่าน้ำมันหอมระเหยแต่ละตัวจะกระตุ้นลิมบิกซิสเต็มต่างกัน ตัวอย่างเช่น กลิ่นลาเวนเดอร์ มาโจแรม และดอกส้ม ทำให้ร่างกายผลิตสารเซโรโทนินที่ช่วยบำบัดอาการเครียด นอนไม่หลับ กังวล และช่วยลดความดันโลหิต
          ส่วนกลิ่นกุหลาบและแคลรี่เสจ ว่ากันว่าเป็นกลิ่นที่ทำให้มีความสุขค่ะ เพราะไปกระตุ้นทาลามัสและการผลิตเอนเซฟฟาลีน ช่วยให้ผ่อนคลายจากอารมณ์ตึงเครียด หดหู่ และซึมเศร้า ในขณะที่กลิ่นเปปเปอร์มินต์และโรสแมรี่ จะช่วยกระตุ้นการผลิตอะดรินาลีน ทำให้มีพลังงานมากขึ้น ลดการเหนื่อยล้าของร่างกาย ช่วยให้ จิตใจแจ่มใสขึ้น สมองทำงานได้ดี และแก้อาการปวดหัวได้
          กลิ่นต่าง ๆ เมื่อร่างกายได้รับ สมองจะเก็บข้อมูลเป็นประสบการณ์ของชีวิต ในแต่ละคนจะมี ประสบการณ์ต่อกลิ่นต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ทำให้การตอบสนองทางอารมณ์ต่อกลิ่นก็จะแตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น เราจะพบว่ากลิ่นนี้เราชอบสุด ๆ แต่ทำไมเพื่อนเรากลับไม่ชอบเอาซะเลย
          อย่างที่บอกกันไปในตอนต้นแล้วว่า “อโรมาเธอราปี” ไม่เพียงแต่จะถูกใช้เพื่อการบำบัดรักษาเท่านั้น หากแต่มนุษย์ยังใช้กลิ่นหอมนี้เป็นเสน่ห์มัดตรึงใจเพศตรงข้ามอีกด้วย ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับหลักทฤษฎีการปล่อยกลิ่นฟีโรโมนตามธรรมชาติของมนุษย์และสัตว์ ที่จะหลั่งออกมาจากเพศเมียเมื่อถึงเวลาเจริญพันธุ์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากเพศตรงข้าม แม้ว่าฟีโรโมนตามธรรมชาติที่ว่านี้จะไม่มีกลิ่น แต่เพศผู้จะรับรู้กลิ่นนี้ด้วยสมอง มีการค้นพบว่ากลิ่นฟีโรโมนจากสัตว์ให้กลิ่นหอมติดทนนานกว่าสารหอมที่ได้จากพืช ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีบริษัทน้ำหอมหัวใสหันมาผลิตน้ำหอมด้วยการผสมฟีโรโมนจากสัตว์ลงไปในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำหอมกลิ่นนั้นมีความเย้ายวนเซ็กซี่และกลิ่นติดทนนานมากขึ้น อย่างเช่น กลิ่นมัสก์ (Musk) ซึ่งเป็นสิ่งขับถ่ายที่ได้จากกระเปาะข้าง ๆ อวัยวะสืบพันธุ์ของกวางภูเขาตัวผู้ประเภทหนึ่ง แต่วิธีการที่จะได้กลิ่นมัสก์มานั้นออกจะโหดร้ายเกินไปสักหน่อยนั่นคือ ต้องฆ่ากวางให้ตายเสียก่อนแล้วผ่าเอากระเปาะดังกล่าวออกมา จึงทำให้มัสก์มีราคาแพงพอ ๆ กับฟีโรโมนที่ได้จากสัตว์ชนิดอื่น ๆ
          อย่างไรก็ตามแม้ว่าอโรมาเธอราปีจะช่วยบำบัดรักษาสุขภาพและเสริมความงามได้ แต่ก็อาจมีบางคนที่เกิดอาการแพ้ อย่างเช่น ผู้ที่เป็นโรคหอบ หืด โรคปอด รวมทั้ง ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ เพราะการสูดดมกลิ่นจากสารสกัดเข้าไปอาจก่อให้เกิดการชักอย่างเฉียบพลันได้ ที่สำคัญคือ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรบำบัด ด้วยอโรมาเธอราปี เพราะน้ำมันหอมระเหยจากจูนิเปอร์ โรสแมรี่ และซาจ อาจทำให้เกิดอาการมดลูกหดตัว ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อชีวิตลูกน้อย ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์และใช้อย่างระมัดระวัง มิเช่นนั้น ธรรมชาติที่ว่าดีก็อาจเป็นภัยร้ายแก่ร่างกายของเราได้ค่ะ


หน้าสวยใสไร้มันด้วย “แผ่นซับหน้าไคโตซาน”

    หนาวนี้ หากต้องออกแดดทีไร “นายลูกเต๋า” และหนุ่มๆ สาวๆ ผิวผสมและผิวมันอีกหลายต่อหลายคนคงร้อง “ว้า” กันยกใหญ่ ยิ่งกับคนที่เหงื่อออกง่ายด้วยแล้ว มิวายที่นอกจากจะต้องเรียกหา “ซันบล็อก” กันแทบไม่ทันแล้ว ยังคงจะต้องร้องหา “แผ่นซับหน้ามัน” ที่ใช้ง่าย พกพาสะดวก มาช่วยซับความมันส่วนเกินให้ออกไปจากใบหน้าโดยไว ก่อนที่ใบหน้าใสๆ นิ้งๆ ของวัยกระเตาะทั้งหลายจะต้องมันเยิ้ม เหนียวเหนอะหนะกันจนหมดสวยหมดหล่อ !!!

     ใช่แล้วครับ เรื่องราวที่ “นายลูกเต๋า” จะหยิบมาเล่ากันในฉบับนี้คือ เรื่องของ “แผ่นซับหน้ามัน” ที่หนุ่มสาวหน้าใสมักพกติดกระเป๋ากันเป็นประจำทุกคนนั่นเอง โดย ผศ.ดร.ภูริวัฒน์ ลี้สวัสดิ์ นักวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เล่าให้ว่า แผ่นซับหน้ามันที่มีวางขายกันโดยทั่วไป ส่วนใหญ่จะทำมาจากพอลิเมอร์ซึ่งมีปัญหาในการย่อยสลาย เพราะมีบางส่วนที่ทำมาจากลินินหรือเยื่อกระดาษ แถมยังต้องเติมส่วนผสมอื่นๆ ลงไปด้วย คือ สารดูดซับหรือพลาสติกไซเซอร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซับความมัน และทำให้แผ่นซับหน้ามันมีความเหนียวและความยืดหยุ่นที่เหมาะสม 


      แต่สังเกตไหมครับว่า...แผ่นซับหน้ามันที่มีขายกันอยู่นั้น จะมีหลายแบบและหลายราคาให้เลือกหาด้วยกัน หากเป็นแผ่นซับที่มีคุณภาพดีหน่อย เมื่อนำไปซับหน้าแล้วก็จะทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ทาแป้งไปในตัวด้วย ซึ่งมันก็จะมีราคาแพงอยู่สักหน่อย ดังนั้น หากมีการวิจัยพัฒนาลดต้นทุนการผลิตลง แต่ยังได้แผ่นซับหน้ามันที่มีคุณภาพดีเหมือนเก่าแล้ว ก็น่าจะเป็นทางเลือกทางหนึ่งให้แก่ผู้บริโภคได้เลือกใช้กันแบบสบายกระเป๋าเลยทีเดียวครับ !!!

    ด้วยเหตุนี้เอง ผศ.ดร.ภูริวัฒน์ และคณะวิจัยจากคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้ทำโครงการพัฒนา “แผ่นซับหน้ามันจากไคโตซาน” ขึ้น โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นผู้ให้การสนับสนุน

    ผศ.ดร.ภูริวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า สำหรับ เจ้า “ไคโตซาน” (Chitosan) หรืออนุพันธ์ของไคติน (Chitin) นี้เป็นพอลิเมอร์ชีวภาพ (Biopolymer) ชนิดหนึ่งที่ได้จากธรรมชาติ พบมากในโครงสร้างส่วนเปลือกของสัตว์จำพวกกุ้ง ปู ปลาหมึก แมลง และพบในเห็ดราบางชนิด สามารถนำมาพัฒนาเป็นแผ่นซับหน้ามันคุณภาพดีได้ จึงเป็นการนำส่วนที่เหลือทิ้งในอุตสาหกรรมอาหารทะเลมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า และมีมูลค่าเพิ่มสูงที่สุด ทั้งนี้เพราะไคโตซานเป็นพอลิเมอร์ประจุบวก จึงมีคุณสมบัติในการจับกับไขมันและดูดซับน้ำมันได้ดีนั่นเอง ดังนั้น เมื่อนำมาทำแผ่นซับหน้ามันแล้ว จึงช่วยลดความเหนียวเหนอะหนะบนใบหน้าและความมันอย่างได้ผล 

     “ที่สำคัญคือ ไคโตซานเข้ากับเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตได้ดี สามารถย่อยสลายตัวได้เองในสิ่งมีชีวิต และมีความเฉื่อยทางชีวภาพ จึงไม่ทำให้แพ้หรือเกิดอาการระคายเคืองใด ๆ สามารถใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัย แม้ในคนที่ผิวแพ้ง่าย แถมยังไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะทำการพัฒนาขึ้นทั้งในรูปแบบของฟิล์มและกระดาษ ซึ่งเป็นสองประเภทหลักของแผ่นซับหน้ามันที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน” นักวิจัยคนเก่งกล่าว

     สำหรับข้อดีของแผ่นซับหน้าไคโตซานยังไม่หมดเพียงเท่านี้ “นายลูกเต๋า”ยังได้ทราบมาอีกว่า เจ้า “ไคโตซาน” เมื่อนำมาผสมกับ “เยื่อปอสา” ในสัดส่วนที่พอเหมาะ ยังมีประสิทธิภาพในการดูดซับความมันเทียบเท่าแผ่นซับหน้ามันในท้องตลาดและมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ยิ่งกว่านั้น ยังมีต้นทุนการผลิตต่ำ คือใช้วัสดุที่ผลิตได้ภายในประเทศ จึงช่วยลดการนำเข้าสารเคมีและวัตถุดิบ แถมส่วนใหญ่ยังใช้เครื่องมือในการผลิตที่หาได้ง่าย น้อยชิ้น ไม่ซับซ้อนยุ่งยาก โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการขอจดสิทธิบัตร และแสวงหาความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ต่อไปด้วย

    “แผ่นซับหน้ามัน” จึงเป็นอีกหนึ่งงานวิจัยของไทยที่น่าสนใจ และควรแก่การสนับสนุนต่อไป มองในแง่หนึ่งเพื่อการพัฒนาทางด้านวัสดุศาสตร์ที่กำลังมาแรงให้มีความก้าวหน้ามากขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นงานวิจัยที่เอาใจวัยรุ่น เพราะช่วยให้หนุ่มๆ สาวๆ ยังคงใบหน้าอ่อนใส ไร้ความมันส่วนเกิน ได้พร้อมๆ กันไปด้วย จริงไหมครับ...  

ข้อมูลภาพจาก http://www.trf.or.th/ (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)


คอปเตอร์ไม้ไผ่

      ของเล่นนี้เกิดจากภูมิปัญญาของเด็กเลี้ยงควายตามท้องไร่ท้องนาในอดีต ที่ประดิษฐ์ของเล่นชิ้นนี้ขึ้นมาเพื่อแก้เหงาโดยได้แนวคิดมาจากลูกไม้ที่หล่นจากต้นแล้วหมุนติ้วลงสู่พื้นดิน  ประยุกต์กับแนวคิดเรื่องรูปร่างใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ เพื่อให้ของเล่นชิ้นนี้สามารถทะยานขึ้นสู่ฟ้าได้ เรามาลองดูวิธีการทำซึ่งน้องๆ สามารถประดิษฐ์ได้เอง

วัสดุ  ไม่ไผ่แก่ เช่น ไม้ไผ่สีสุก  ไม้ไผ่สีทอง ไผ่บง ฯลฯ
วิธีทำ
1. ตัดไม่ไผ่เป็นท่อนขนาดความกว้าง 1.5 ซ.ม. ยาว 10 ซ.ม. หนา 2 ซ.ม.แล้วเจาะรูตรงกลาง
2. ใช้มีดเหลา ปาดทั้ง 2 ข้างให้เหมือนใบพัดเฮลิคอปเตอร์ โดยเฉือนไม้ 35 องศาทั้ง  2 ด้าน โดยเฉือนแต่ละด้านสลับกัน
3. เหลาไม้ไผ่ให้กลมเล็ก ขนาดยาวประมาณ 15 ซ.ม. สำหรับใส่เป็นแกนใบพัด แล้วนำใบพัดประกอบเข้ากับแกน ดังรูป
วิธีเล่น
     ใช้มือประสานที่แกนใบพัดแล้วปั่นไปข้างหน้า คอปเตอร์ไม้ไผ่ก็จะหมุนขึ้นสู่ท้องฟ้า เหมือนเฮลิคอปเตอร์ ที่บินด้วยการหมุนใบพัดโรเตอร์ที่มีรูปร่างเหมือนปีกเครื่องบิน เมื่อใบพัดนี้หมุนก็จะเกิดแรงยก เนื่องจากแรงดันใต้ใบพัดมีมากกว่าบนใบพัด  ดันให้เคลื่อนที่ขึ้นข้างบน ส่วนการเลี้ยวซ้ายขวาจะถูกบังคับด้วยใบพัดที่อยู่ด้านหางของเฮลิคอปเตอร์  ส่วนคอปเตอร์ไม้ไผ่ของเราก็สามารถปั่นให้เคลื่อนที่ไปในหลายทิศทาง ไม่ว่าจะปั่นให้ ทะแยงขึ้นหรือทะแยงลงก็ได้


CAPTCHA

      หลายคนที่เคยใช้งานอินเตอร์เน็ตคงเคยเห็นตัวอักษรที่มีลักษณะประหลาด บางตัวเอียง บางตัวหนา บางตัวบาง ไม่เท่ากัน หรือบางทีก็มีเส้นขีดคร่อมที่ตัวอักษร หรือมีฉากหลังยุ่งเหยิงดูยาก ซึ่งตัวอักษรเหล่านี้เรามักจะพบในบางเว็บที่มีการลงทะเบียนรับสมัครสมาชิก การโพสต์กระทู้ โดยตัวอักษรที่ปรากฏนี้เรียกกันว่า CAPTCHA อ่านออกเสียงว่า แคปช่า ย่อมาจาก Completely Automated Public Turing test to tell Computers and Humans Apart

      มีความหมายว่า แบบทดสอบคอมพิวเตอร์เพื่อแยกแยะระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์  แนวคิดของ CAPTCAH มาจากนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ Alan Turing ซึ่งมีผลงานที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย คือ Turing Test ที่เป็นแบบทดสอบเพื่อแยกแยะระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ โดยอาศัยหลักการที่ว่า มนุษย์นั้นสามารถเข้าใจภาพได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์  
       CAPTCHA ทำงานโดยป้อนข้อมูลในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์ไม่สามารถตีความได้ โดยใช้ตัวอักษรที่ถูกบีบและวางโย้เย้ไปมาบนพื้นหลังที่มีลวดลาย เพื่อทดสอบว่าผู้ใช้งานอยู่นั้นเป็นมนุษย์หรือคอมพิวเตอร์ โดยใช้วิธีการให้ผู้ใช้งานบอกตัวอักษรที่สร้างมาในลักษณะผิดรูปทรงดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อป้องกันการใช้งานระบบโดยคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องใช้เทคนิคการประมวลผลภาพ (Image Processing) ในการถอดข้อความออกมาจากรูปภาพที่มีให้ เนื่องจากคอมพิวเตอร์นั้นคิดไม่ได้ ไม่มีจินตนาการ จึงต้องใช้การประมวลผลภาพ และความน่าจะเป็น ในการคำนวณอย่างซับซ้อนและต้องอาศัยเวลาในการประมวลผล ซึ่งผิดกับมนุษย์ที่สามารถเข้าใจภาพต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
        ปัจจุบันมีการนำเอา CAPTCHA มาใช้เพื่อประโยชน์หลายอย่าง เช่นในระบบอีเมล์มีการใช้ CAPTCHA เพื่อป้องกันสแปมเมล์ หรืออีเมล์ขยะที่ถูกโปรแกรมมาโดยให้คอมพิวเตอร์เป็นผู้ส่งอีเมล์เหล่านั้นไปยังผู้ใช้ หรือแม้แต่การโพสต์กระทู้ต่างๆ การโหวตคะแนนในการแข่งขันต่างๆ ที่ต้องการให้มนุษย์เป็นผู้ใช้งานด้วยตัวเอง เป็นต้น

ผู้เขียน :   นางสาวณัฐวรรณ  ป้องกัน

สังกัด :    พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
เบอร์โทรติดต่อ : 
0-2577-9999 ต่อ 4131

ที่มาของรูป http://www.narisa.com


สุราทำให้มึนเมาได้อย่างไร?

    สุราจัดอยู่ในพวกเครื่องดื่มที่ผสมอัลโกฮอล์ ผสมน้ำอัลโกฮอล์ น้ำตาล น้ำผลไม้คั้น หรือสารพวกอาโรเมติก อัลโกฮอล์เป็นตัวสำคัญในการทำให้เกิดการเร่งแก่หัวใจทำให้สูบฉีดโลหิตเร็วขึ้น โลหิตจึงถูกส่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายมากขึ้น ทำให้เราเห็นคนเมาส่วนใหญ่ตัวจะแดงกล่ำ ส่วนสาเหตุการที่เรามึนเมาก็เพราะโลหิตถูกส่งขึ้นไปเลี้ยงสมองมากเกินไป อีกอย่างคือ เส้นเลือดในสมองจะพองใหญ่ขึ้นกว่าปกติ ซึ่งเป็นการบีบเส้นประสาทในสมองเป็นเหตุให้ประสาทปั่นป่วนมึนเมา


 ดาวน์โหลดไฟล์ฉับไวโดยใช้ Bit Torrent


    ผู้ใช้คอมพิวเตอร์หลายท่านคงเคยดาวน์โหลดไฟล์จากอินเทอร์เน็ตมาแล้ว วิธีการดาวน์โหลดไฟล์ที่เราใช้โดยทั่วไปจะมีลักษณะเป็นแบบ Client – Server คือผู้ใช้บริการจะต้องติดต่อไปยังผู้ให้บริการไฟล์ที่ต้องการดาวน์โหลด แล้วทำการดาวน์โหลดไฟล์จากเครื่องให้บริการ (Server) นั้น แต่วิธีนี้จะมีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้บริการต้องการดาวน์โหลดไฟล์ที่มีขนาดใหญ่

    หรือเมื่อมีผู้ใช้บริการจำนวนมากเรียกใช้บริการจากเครื่องให้บริการพร้อมๆ กัน มันจะทำให้เกิดปัญหาคอขวดขึ้นที่เครื่องให้บริการ การแก้ปัญหาแบบง่ายที่สุดก็คือการสร้างเครื่องที่ทำหน้าที่ให้บริการขึ้นหลายๆ ตัวเพื่อแบ่งภาระการทำงานกัน โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะติดต่อกับเครื่องให้บริการเครื่องใด แต่วิธีนี้ก็ยังคงมีปัญหาเกิดขึ้นได้ถ้าเครื่องให้บริการเกิดขัดข้องก็จะไม่สามารถให้บริการดาวน์โหลดได้

    จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงได้เกิดแนวคิดในการใช้หลักการกระจายการทำงานขึ้น เรียกการทำงานในรูปแบบการกระจายการทำงานนี้ว่า Distributed Computing

    Bit Torrent ก็คือการแลกเปลี่ยนไฟล์ในลักษณะกระจายการทำงานเช่นเดียวกัน กล่าวคือเป็นการทำงานแบบ peer-to-peer หรือ p2p เป็นการทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะมีการติดต่อกันโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเครื่องให้บริการ ซึ่งสามารถแก้ปัญหาคอขวดที่เครื่องให้บริการได้

    Bit Torrent ใช้แนวความคิดของการเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับในเวลาเดียวกัน โดยไฟล์ที่เราต้องการดาวน์โหลดจะถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ และในการรับ-ส่งไฟล์ก็จะทำงานทีละส่วนซึ่งอาจจะไม่ใช่ชิ้นส่วนที่ต่อเนื่องกันก็ได้ เช่น ไฟล์ A แบ่งออกเป็นส่วนที่ 1-10 เมื่อเกิดการดาวน์โหลดอาจจะเริ่มดาวน์โหลดจากไฟล์ส่วนที่ 1 แล้วต่อด้วยไฟล์ส่วนที่ 4 ก่อน แต่เมื่อดาวน์โหลดจนครบทั้ง 10 ส่วนแล้วจะมีการจัดเรียงไฟล์ตามลำดับถือเป็นการดาวน์โหลดเสร็จสมบูรณ์ และในขณะที่เรากำลังดาวน์โหลดชิ้นส่วนของไฟล์อยู่นั้น เครื่องเราก็จะให้บริการอัพโหลดไฟล์ที่เราดาวน์โหลดมาเรียบร้อยแล้วให้แก่ผู้อื่นด้วย

    สำหรับการดาวน์โหลดไฟล์ที่ต้องการนั้น เริ่มต้นด้วยการติดต่อไปยังเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่เป็น Tracker ซึ่งจะเก็บข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างของไฟล์ที่ต้องการดาวน์โหลด เช่น ชื่อไฟล์ ขนาดไฟล์ และจำนวนชิ้นส่วนที่ไฟล์นั้นถูกแบ่ง เป็นต้น นอกจากนี้ Tracker ยังทำหน้าที่เป็นผู้ติดตามว่ามีใครกำลังรับ-ส่งไฟล์อยู่บ้าง จากนั้นให้เราเลือกไฟล์ที่ต้องการดาวน์โหลด แล้วใช้โปรแกรมที่เป็น Client ติดต่อไปยังเครื่องต่างๆ ที่ได้รายชื่อมาจาก Tracker ทั้งนี้โปรแกรม Client ที่ว่านี้เราจะต้องติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ตัวอย่างโปรแกรม Client เช่น Bitcomet, Bittornado, Azureus, TorrentStorm เป็นต้น  เราเรียกเครื่องที่กำลังรับ-ส่งชิ้นส่วนของไฟล์ว่า Peer เมื่อเราเริ่มการรับ-ส่งไฟล์ เครื่องเราก็จะกลายเป็น Peer ไปด้วย และผู้อื่นก็สามารถติดต่อมาที่เราเพื่อขอรับชิ้นส่วนไฟล์ที่เรามีได้ด้วย

     เป็นธรรมเนียมและมารยาทว่าผู้ใช้ Bit Torrent ควรจะเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับที่ดี คือควรเปิดการอัพโหลดไฟล์ให้ผู้อื่นด้วยถึงแม้ว่าเราจะได้รับชิ้นส่วนไฟล์มาครบแล้ว ก็ควรจะเปิดช่องทางการสื่อสารค้างไว้อีกระยะหนึ่งเพื่อให้ผู้อื่นมาดาวน์โหลดชิ้นส่วนไฟล์จากเราต่อไปได้ อย่างน้อยควรให้ได้ปริมาณข้อมูลที่อัพโหลดไม่น้อยกว่าปริมาณข้อมูลที่ดาวน์โหลด เรียกผู้ที่มีชิ้นส่วนของไฟล์ครบและยังเปิดการให้บริการให้กับผู้อื่นว่าเป็น Seeder

    ด้วยหลักการนี้หากมีผู้ใช้ทำการรับ-ส่งไฟล์มาก ก็จะยิ่งทำให้การดาวน์โหลดไฟล์เร็วมากขึ้นเพราะจะมีจำนวน Peer ที่ติดต่อกันได้มากขึ้น และด้วยวิธีนี้หาก Tracker เกิดมีปัญหาขัดข้อง เราก็ยังสามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้เพราะเราได้ติดต่อกับ Peer ต่างๆ ไว้แล้ว

    ด้วยความสามารถของ Bit Torrent จึงเป็นวิธีการดาวน์โหลดไฟล์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้แล้วผู้ใช้ก็ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของระบบด้วย โดยควรป้องกันการแอบแฝงของโปรแกรมไม่พึงประสงค์ที่จะลักลอบเข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยการเปิดไฟล์วอลล์ ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส โปรแกรมป้องกันสปายแวร์ และควรอัพเดตระบบปฏิบัติการที่เราใช้งานอยู่อย่างสม่ำเสมอด้วย


 

ผู้เขียน :   นางสาวณัฐวรรณ  ป้องกัน

สังกัด :    พิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
เบอร์โทรติดต่อ : 
0-2577-9999 ต่อ 4131

ที่มาของรูป http://www.vcharkarn.com

ที่มา :    http://www.dessent.net/btfaq/

            http://www.vcharkarn.com

                http://www.adslthailand.com/bbhowto/002_bit1.htm


เปลือกส้มเปลือกมะนาว ช่วยให้ครัวหอม

    การประยุกต์ของเหลือใช้ในครัวอย่างเปลือกส้มและเปลือกมะนาวให้สามารถนำมากำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ในห้องครัว  วิธีแก้ไขให้กลิ่นหมดไปแถมช่วยเปลี่ยนให้ห้องครัวมีกลิ่นหอม ทำได้ด้วยการนำเปลือกส้มหรือเปลือกมะนาวไปอบในเตาไฟอ่อนประมาณ 200-300 องศาฟาเรนไฮต์ นาน 4 นาที แล้วเปิดเตาอบออกให้กลิ่นหอมของส้มหรือมะนาวกระจายไปทั่วครัว วิธีนี้นอกจากทำให้ครัวหอมสดชื่นแล้ว ยังช่วยไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ ได้อีกด้วย แต่ถ้าหากไม่มีเตาอบนำเปลือกส้มหรือเปลือกมะนาวไปคั่วในกระทะด้วยไฟอ่อน ๆ ก็ได้นะคะ


เมื่อมีไฟลุกติดน้ำมันในกระทะควรทำอย่างไร?

    หลักการง่ายๆ  จากความรู้ที่ว่าไฟลุกได้ เพราะมีออกซิเจน ดังนั้นเมื่อเราทำกับข้าวอยู่ แล้วเกิดเหตุการณ์ไฟลุกติดจนไม่ดับแล้ว อย่าได้เอาน้ำไปราดเด็ดขาด ขอแนะนำให้หาฝาหม้อหรือฝาปิดกระทะครอบเอาไว้ซักพัก เมื่ออากาศเขาไปไม่ได้ไฟก็จะดับเอง


หมาป่าไฮยีนา ขี้ขลาดจริงหรือ?

  

     ว่ากันว่า หมาป่าไฮยีนาเป็นสัตว์ที่ขี้ขลาด แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์ที่ฆ่าสัตว์อื่นเป็นอาหารที่แข็งแรงชนิดหนึ่งแต่จะมีจุดอ่อนที่วิ่งเร็วๆ ได้ไม่นาน   เพราะขาหลังไม่ได้สัดส่วนกับขาหน้า  มันจึงเป็นสัตว์ที่มักจะคอยวิ่งตามหาเศษอาหารจากซากสัตว์ที่สิงโตกินเหลือทิ้งไว้ ไฮยีนามีขากรรไกรที่แข็งแรงมาก สามารถกัดฝังเขี้ยวเข้าไปในกระของสัตว์ได้ไม่ว่าขนาดไหนก็ตาม  มันจึงไม่เหลือเศษไว้ให้ใครอีกเลย   นาน ๆ ครั้งเมื่อมันหิวจัดมันก็จะล่าสัตว์กินเอง  แต่มักจะเลือกล่าเฉพาะสัตว์ที่อ่อนแอหรือสัตว์ที่ยังไม่โตต่อสู้ป้องกันตัวเองไม่ได้  มันจึงถูกตราหน้าว่า  ขี้ขลาด  เวลาล่าเหยื่อก็จะไปกันเป็นฝูงใหญ่ ๆ เข้าทำนอง หมาหมู่นั้นเอง


ทารกอายุ 4-6 เดือน บอกความแตกต่าง

ของภาษาจากใบหน้าของผู้พูดได้

       งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าทารกอายุ 4-6 เดือน บอกความแตกต่างระหว่างสองภาษาจากใบหน้าของผู้พูดโดยไม่จำเป็นต้องได้ยินเสียงพูด เด็กที่มีอายุ ระหว่าง 6-8 เดือน และได้รับการเลี้ยงดูในบ้านที่ใช้ภาษาเดียวจะทำให้ความสามารถนี้หายไป แต่เด็กที่ ได้รับการเลี้ยงดูในบ้านที่ใช้สองภาษาจะสามารถอ่านใบหน้าได้จนถึงอายุ 8 เดือน
       นักวิจัยของมหาวิทยาลัย บริทิช โคลัมเบีย, ประเทศแคนาดา ได้ทำการศึกษาในเด็กทารก 36 คน จากครอบครัวที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยมีเด็กอายุ 4 เดือน จำนวน 12 คน, อายุ 6 เดือน จำนวน 12 คน และอายุ 8 เดือน จำนวน 12 คน โดยให้เด็กนั่งบนตักแม่และดูวีดีโอที่มีภาพผู้หญิงพูดแต่ไม่มีเสียง  หลังจากที่ดูวีดีโอภาพผู้หญิงพูดภาษาเดียวซ้ำแล้วซ้ำอีก เด็กเริ่มมีอาการเบื่อ และเมื่อ
เปลี่ยนวีดีโอเป็นภาพผู้หญิงพูดภาษาอื่น เด็กอายุ 4-6 เดือน จะสนใจดูอีกครั้ง แต่เด็กอายุ 8 เดือน ยังไม่สนใจเหมือนเดิม  และจากการศึกษาในเด็กอีก 36 คน ซึ่งมีอายุเช่นเดียวกับกลุ่มแรก โดยเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่ใช้ภาษาอังกฤษ โดยให้ดูวีดีโอที่มีภาพผู้หญิงพูดภาษาใดภาษาหนึ่งจนเบื่อจากนั้น เปิดวีดีโอภาพผู้หญิงพูดเนื้อหาต่างจากเรื่องแรก แต่เป็นภาษาเดียวกัน  พบว่าไม่มีเด็กคนไหนให้ความสนใจที่จะดูอีก
       จากนั้น ได้ทดลองในเด็ก จำนวน 24 คน ที่มาจากครอบครัวที่ใช้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส โดยให้ดูวีดีโอ 2 เรื่อง โดยแต่ละเรื่องพูดต่างภาษากัน  พบว่า เด็กทุกคนให้ความสนใจนานขึ้น เมื่อเปลี่ยนภาษา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่ใช้สองภาษามีความสามารถในการแยกแยะภาษาได้จนถึงอายุ 8 เดือน
        จากผลการวิจัยนี้ทำให้ทราบว่า สื่อที่เป็นภาพอาจมีผลต่อการเรียนรู้ภาษามากกว่าที่คิดไว้  แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเด็กเหล่านี้สังเกตใบหน้าของผู้พูดได้อย่างไร
http://www.sciencenewsforkids.org/articles/20070530/Note3.asp From Science News for Kids May 30, 2007


เอกสารการสอน PDF

กระบวนการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า

    การถลุงเหล็ก  Blast Furnace  Pig Iron     Basic oxygen Furnace    Electric Arc  Furnace   การขึ้นรูปด้วยแรงทางกล   และการ Forging  เอกสาร PDF 

  คลิกค่ะ


10 สุดยอดการค้นพบทางการแพทย์แห่งทศวรรษ


    การวิจัย และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนโฉมหน้าการรักษาโรคและการใช้ยาไปสู่ยุคใหม่

    การคิดค้นไม่เคยหยุดนิ่ง ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อ...ยืดชีวิตมนุษย์ให้อยู่ยืน อยู่ดีอย่างมีสุข ด้วยการเอาชนะสังขารและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทำให้มนุษย์พยายามคิดค้นวิทยาการใหม่ๆ ทางการแพทย์มากมาก มีทั้งที่สำเร็จแล้ว และอยู่ระหว่างการทดลองวิจัย มาดูกันว่าตลอดทศวรรษที่ผ่านมามีวิทยาการใดบ้างที่ผ่านการคิดค้นวิจัยและนำมาใช้กันบ้างแล้ว...

www.HealthtodayThailand.com

สเต็มเซลล์


    สเต็มเซลล์หรือ “เซลล์ต้นกำเนิด” เป็นเซลล์ชนิดหนึ่งในร่างกายมนุษย์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้แทบทุกชนิด ทั้งเซลล์เม็ดเลือดขาว เซลล์กระดูก เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ หรือแม้กระทั่งเซลล์สมอง และสเต็มเซลล์ยังมีขีดความสามารถในการแบ่งตัวได้อย่างไม่จำกัด

    การวิจัยสเต็มเซลล์เป็นการก้าวย่างผ่านขอบเขตของความไม่จำกัด สเต็มเซลล์สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลายโดยเฉพาะโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคหัวใจเบาหวาน อัลไซเมอร์ กระดูกพรุน รวมทั้งโรคที่ต้องมีการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อที่ปลูกถ่ายเข้าไปใหม่ ด้วยการใช้สเต็มเซลล์ของตัวผู้ป่วยเองมาเพาะเลี้ยงให้เพิ่มจำนวนภายนอกแล้วนำกลับเข้าไปในร่างกาย

    ในประเทศไทยได้มีการสนับสนุนการวิจัยสเต็มเซลล์มา 6-7 ปีแล้ว และประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์ได้หลายชนิด รวมทั้งเริ่มมีการนำมาใช้รักษาจริง เช่น ในกรณีเปลี่ยนกระจกตา โรคธาลัสซีเมีย และโรคหัวใจ

ฮอร์โมนทดแทนดีจริงหรือ ?


    การใช้ฮอร์โมนทดแทนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการใช้แก้ปัญหาด้านสุขภาพในสตรีวัยหมดประจำเดือนที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนเพศหญิง เช่น อาการร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง และป้องกันกระดูกพรุน แต่ผลการวิจัยของ Women’s Health Initiative (WHI) เมื่อปี ค.ศ.2000 ได้ลบล้างข้อดีของฮอร์โมนเพศทดแทนเมื่อศึกษาพบว่าอาจทำให้เกิดความเสี่ยงมากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับ การศึกษานี้ทำในสตรีวัยหมดประจำเดือนอายุระหว่าง 50-79 ปี จำนวน 16,608 ราย โดยพบว่าความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม โรคหลอดเลือดหัวใจ และหลอดเลือดดำอุดตันเพิ่มมากขึ้นกว่าผู้หญิงที่ไม่ได้ใช้ฮอร์โมนทดแทน ส่วนการเกิดกระดูกสะโพกหักและมะเร็งลำไส้ใหญ่มีความเสี่ยงลดลง

    แต่อย่างไรก็ตามผู้ที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนไม่ควรวิตกกังวลกับผลการวิจัยนี้มากเกินไปจนหยุดใช้ยา เนื่องจากยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมทั้งในแง่ของระยะเวลา ชนิดของฮอร์โมนที่ใช้ และข้อดีข้อเสียที่จะได้รับจากการใช้ในระยะยาว ดังนั้นก่อนที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนสตรีที่ใช้ฮอร์โมนทดแทนควรปรึกษาแพทย์ถึงประโยชน์และผลเสียที่อาจจะเกิดเพื่อหารูปแบบและระยะเวลาการใช้ฮอร์โมนทดแทนที่เหมาะสมต่อไป
 


ก้าวสำคัญในการรักษาโรค Multiple sclerosis


     โรค Multiple sclerosis หรือ MS เป็นโรคที่มีการอักเสบของแผ่นไขมันที่หุ้มเส้นประสาทในสมองและไขสันหลัง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเข้าใจว่าเนื้อเยื่อเหล่านั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้มีอาการเกิดได้หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงคล้ายอัมพาต กล้ามเนื้อเกร็ง เป็นต้น

     MS เป็นโรคที่รักษาไม่หาย เป็นเวลานานมาแล้วที่แพทย์ไม่สามารถทำอะไรได้มากนักกับโรคนี้ จนกระทั่งมีการค้นพบว่า interferon beta สามารถใช้ได้ผล ซึ่ง interferon beta เป็นสารอย่างหนึ่งที่พบได้ในร่างกายเราเอง มีฤทธิ์ยับยั้งการโจมตีปลอกหุ้มเส้นประสาทของระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ชะลอการดำเนินของโรคได้อย่างมาก ผลจากการค้นพบนี้ทำให้ผู้ที่เป็นโรค MS จำนวนมากมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนคนปกติ

วัคซีนสำหรับอัลไซเมอร์
 

    อัลไซเมอร์เป็นโรคทางสมองที่พบได้บ่อยชนิดหนึ่ง และพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ อาการเด่น คือ อาการหลงๆ ลืมๆ มีปัญหาด้านการพูด เป็นต้น เชื่อว่าโรคนี้เกิดจากการสะสมของโปรตีนที่ชื่อว่าเบตา อะมีลอยด์ (beta amyloid)ในเนื้อสมอง ทำให้เซลล์ประสาทได้รับความเสียหายและนำไปสู่อาการของโรคอัลไซเมอร์

    เดือนธันวาคม ค.ศ. 2000 นักวิทยาศาสตร์จากประเทศแคนาดาได้พัฒนาวัคซีนที่มีฤทธิ์ในการป้องกันและรักษาการสูญเสียความทรงจำ โดยใช้หลักการเดียวกันกับวัคซีนป้องกันโรคอื่นๆ คือ กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านสารก่อโรค จะใช้วัคซีนที่ผลิตจากเบตา อะมีลอยด์นี้ฉีดเข้าไปในร่างกายเพื่อกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้สร้างแอนติบอดี ที่ทำหน้าที่คล้ายทหารในร่างกายขึ้นมาโจมตีเบตา อะมีลอยด์ จากการทดลองทางคลินิกพบว่า ผู้ที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์บางส่วนมีการตอบสนองต่อวัคซีน และมีการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้น ทำให้คราบเบตา อะมีลอยด์ที่สะสมในสมองลดลง ผู้ป่วยมีความจำที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตามวัคซีนนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการทดลองเพื่อศึกษาถึงประสิทธิภาพ ผลข้างเคียง และความปลอดภัยต่อไป

ถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์


     เป็นครั้งแรกที่มนุษย์ได้ล่วงรู้ถึงความลับอันยิ่งใหญ่ของรหัสพันธุกรรม ภายหลังสิ้นสุดการวิจัยจากความร่วมมือของนานาชาติเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990-2003 โครงการฮิวแมน จีโนม (Human Genome Project) นับเป็นการปฏิวัติทางวงการแพทย์ครั้งสำคัญที่สุด ส่งผลกระทบต่อวงการวิจัยพัฒนายา การวินิจฉัยโรค และเป็นความหวังในการป้องกันหรือการรักษาโรคที่ในปัจจุบันไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ เช่น โรคมะเร็ง

     โดยการใช้ประโยชน์จากความรู้เรื่องรหัสพันธุกรรมมาเป็นตัววิเคราะห์วินิจฉัยสาเหตุยีนที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งจะทำให้แนวทางการรักษาโรคต่างๆ เปลี่ยนไปเป็นการรักษาตรงไปยังยีนที่มีความผิดปกติหรือบกพร่องนั้นๆ รหัสพันธุกรรมยังจะทำให้การวินิจฉัยโรคทำได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ส่วนการวิจัยยา ก็จะเป็นยาที่ผลิตมาให้เหมาะกับพันธุกรรมของแต่ละคนโดยเฉพาะ หรืออาจจะก้าวกระโดดไปถึงการค้นหาวิธีการชะลอความชราของมนุษย์ด้วยก็เป็นได้

     แต่อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีและข้อมูลที่ได้จากโครงการฮิวแมน จีโนมยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการวิเคราะห์และนำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ใช้ได้จริง และยังจะต้องคำนึงถึงปัญหาทางจริยธรรม และกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นจากการค้นคว้าทดลองในอนาคต

ยาเพิ่ม HDL


     เอชดีแอล (HDL: High density lipoprotein) เป็นโคเลสเตอรอลชนิดดีที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ ในผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงจะพบว่ามีโคเลสเตอรอลชนิดร้าย คือ แอลดีแอล (LDL: Low density lipoprotein) สูงกว่าปกติและมักมีระดับเอชดีแอลต่ำอีกด้วย จึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อต้นปี ค.ศ. 2004 คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียและมหาวิทยาลัยทัฟทส์ได้ค้นพบยาใหม่ที่เป็นความหวังสำหรับผู้ป่วยเหล่านี้ ยานี้คือ torcetrapib ที่สามารถกระตุ้นให้ระดับเอชดีแอลเพิ่มขึ้นได้ถึงสองเท่า และยังช่วยลดระดับแอลดีแอลได้ด้วย การค้นพบยานี้ทำให้การรักษาผู้ที่มีระดับโคเลสเตอรอลสูงมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มระดับเอชดีแอลให้มากขึ้นร่วมกับการลดแอลดีแอลโดยใช้ยา torcetrapib ร่วมกับยากลุ่ม statins ซึ่งขณะนี้ยาผสมระหว่าง torcetrapib และ atorvastatin อยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก ในอีกไม่เกิน 3-4 ปีข้างหน้าเราคงจะได้เห็นยานี้ออกสู่ตลาด

ยาต้านมะเร็งอัจฉริยะ


     ยามะเร็งแบบเดิมๆ จัดการกับเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวอย่างไม่เลือกทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติของร่างกาย ทำให้เกิดผลข้างเคียงสูงมาก เช่น ผมร่วง เม็ดเลือดขาวต่ำ แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบยามะเร็งตระกูลใหม่ที่ออกฤทธิ์อย่างจำเพาะเจาะจงเปรียบเหมือนกับจรวดนำวิถีที่ล็อคเป้าหมายให้ทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น ยาเหล่านี้ได้แก่ Imatinib และ gefitinib

     Imatinib เป็นยาสำหรับมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิด CML (chronic myeloid leukemia) ส่วน gefitinib ใช้กับมะเร็งปอด ยาทั้งสองชนิดนี้อาจจะใช้ได้กับมะเร็งชนิดอื่นๆ ด้วย ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก ข้อดีของยาใหม่นี้คือมีผลข้างเคียงต่ำกว่ายาต้านมะเร็งแบบเดิม แทบไม่ทำให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำลง แต่ข้อเสีย คือ ยามีราคาแพง และอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ที่เป็นมะเร็งทุกราย ในอนาคตวิทยาการของยาต้านมะเร็งชนิดออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงต่อเซลล์มะเร็งต่างๆ (Novel and targeted therapies) คงจะมีมากชนิดขึ้นเรื่อยๆ พร้อมไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทางการแพทย์ และในที่สุดนักวิทยาศาสตร์อาจค้นพบยารักษามะเร็งให้หายขาดก็เป็นได้

เปลี่ยนความคิดเป็นการกระทำ
 

      คงไม่เคยมีใครคาดคิดว่าคนที่เป็นอัมพาตแขนขาทั้งสองข้างไม่สามารถขยับได้ จะสามารถเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ เช็คอีเมล์ เปิดปิดไฟ หรือเปลี่ยนช่องโทรทัศน์ได้ด้วยตัวเอง แต่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจริงแล้ว เมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 นักวิทยาศาสตร์ประสบความสำเร็จในการฝังชิปที่ผิวสมองของชายที่เป็นอัมพาตแขนขาทั้งสองข้าง ทำให้เขาสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยความคิดของเขาเอง

     อุปกรณ์นี้เรียกว่า BrainGateTM พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Cyberkinetics เพื่อใช้เป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ชิปมีขนาด 4 ตารางมิลลิเมตร ต่อกับอิเล็กโทรดเส้นเล็กบางกว่าเส้นผมจำนวนมากที่ทำหน้าที่รับสัญญาณประสาทจากสมอง และส่งต่อไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อแปลผล ถึงแม้ว่าแขนขาจะไม่สามารถขยับได้แต่สมองก็ยังมีการส่งสัญญาณประสาทออกมา เมื่อผ่าน BrainGateTM จะแปลผลจากความคิดให้กลายเป็นการกระทำให้ลูกศรบนจอคอมพิวเตอร์ขยับได้ดังใจ ส่งผลให้ผู้เป็นอัมพาตสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยผ่านคอมพิวเตอร์

     ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้อยู่ในระหว่างการทดลองทางคลินิก และมีการต่อยอดแนวความคิดนี้ออกไปอีกมาก เช่น รถเข็นผู้ป่วยที่ควบคุมด้วยความคิด และในอนาคตหวังว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถทำให้ผู้ที่เป็นอัมพาตรุนแรงสามารถขยับแขนขาได้อีกครั้ง

หัวใจเทียมเสมือนจริง
 

     ถึงแม้ว่าจะมีผู้ป่วยนับแสนรายที่กำลังรอคอยผู้บริจาคหัวใจที่เข้ากันได้ แต่มีคนจำนวนเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะโชคดี ในเดือนกันยายน ค.ศ. 2004 เป็นครั้งแรกที่องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้มีการอนุมัติให้มีการทำการตลาดหัวใจเทียมชนิดสมบูรณ์สำหรับเปลี่ยนแทนหัวใจดวงเดิมได้ หัวใจเทียมนี้ คือ AbioCor โดยบริษัท Abiomed ออกแบบและวิจัยพัฒนามากว่า 30 ปี AbioCor เป็นหัวใจเทียมที่ผลิตจากไททาเนียมและพลาสติกชนิดพิเศษ ได้รับการออกแบบให้ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปยังปอดและส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้เหมือนกับหัวใจจริง เลียนแบบจังหวะการเต้นของหัวใจ และเป็นหัวใจเทียมชนิดแรกที่สามารถผ่าตัดใส่ในร่างกายได้สมบูรณ์ ไม่ต้องเจาะผิวหนังเพื่อต่อท่อและปั๊มเหมือนกับหัวใจเทียมแบบเดิม จึงลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อลงได้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ตรวจวัดสัญญาณชีพและเตือนได้เมื่อผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ

     AbioCor ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ขนาดเล็กไร้สายที่อยู่ภายนอกร่างกาย และมีแบตเตอรี่ภายในซึ่งอยู่ได้นานกว่า 60 นาที ทำให้ผู้ป่วยทำกิจกรรมต่างๆ ได้โดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ภายนอก เช่น อาบน้ำ ว่ายน้ำ ปัจจุบันนี้มีคนเป็นโรคหัวใจล้มเหลวที่ได้รับการผ่าตัดใส่หัวใจเทียม AbioCor แล้ว 14 ราย สามารถยืดอายุได้เฉลี่ยนาน 5.3 เดือน 6 รายสามารถมีชีวิตอยู่จนฉลองวันเกิดในปีต่อไปได้ ขณะนี้กำลังพัฒนา AbioCor II ซึ่งมีขนาดเล็กลงและพอดีกับสรีระได้มากกว่ารุ่นแรก

ยาต้านมะเร็งรุ่นใหม่


    ในเดือนสิงหาคม ปี ค.ศ. 2004 ยา bevacizumab ได้รับการอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาให้ใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ ทำไมยานี้จึงจัดเป็นสุดยอดการค้นพบทางการแพทย์ ต้องมาดูที่กลไกการออกฤทธิ์อันเป็นเอกลักษณ์ของมัน bevacizumab ออกฤทธิ์โดยการปิดกั้นไม่ให้มีการสร้างหลอดเลือดมาเลี้ยงก้อนมะเร็ง

    หลายทศวรรษมาแล้วที่แพทย์ทราบว่าเซลล์มะเร็งต้องสร้างระบบหลอดเลือดขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตและแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ซึ่งมีโปรตีนที่เป็นเหมือนพลังงานในกระบวนการสร้างหลอดเลือดคือ VEFG (vascular endothelial growth factor) ดังนั้นโปรตีนตัวนี้เองที่เป็นเป้าหมายของยา bevacizumab เนื่องจากหลอดเลือดจำเป็นในการนำอาหาร ออกซิเจน และสารจำเป็นอื่นๆ มายังเซลล์มะเร็ง การยับยั้ง VEGF จึงทำให้ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กลงและแพร่กระจายได้ช้าลง และยานี้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการรักษาด้วยเคมีบำบัดอีกด้วย

    วิทยาการใหม่ๆ ที่นักวิทยาศาสตร์คิดค้นขึ้นยังมีอีกมากมายนัก มีทั้งที่ประสบความสำเร็จ ล้มเหลว และอยู่ระหว่างการทดลอง แต่ที่แน่ๆ เทคโนโลยีย่อมมีราคาเสมอ คนในโลกกำลังพัฒนาอย่างเราจึงควรอยู่อย่างพอเพียง และรักษาสุขภาพให้ดีเสมอต้นเสมอปลาย เพราะการรักษาโรคทุกชนิดในวันนี้ล้วนต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลจริงๆ !!!


รังสีเอ็กเรย์

  โครงสร้างของเครื่องกำเนิดรังสี   ส่วนประกอบ  ไฟฟ้า  ไฟฟ้ากระแสสลับ  หม้อแปลงไฟฟ้า  และการแปลงไฟฟ้าสลับเป็นไฟตรง  คลิกค่ะ powerpoint


รังสีเอกซ์

x-ray

ของณํฐกานต์ ภู่อิน

    ถูกค้นพบโดยใคร   เกิดขึ้นได้อย่างไร  แหล่งกำเนิด  Xeroradiography  (ซีโรเรดิโอกราฟี )  การนำรังสีมารักษาโรค  คลิกค่ะ powerpoint


game

เล่มเกม  ดูท่านประธานาธิบดีของอเมริการ  ผ่านทางแว่น X-ray  คลิกค่ะ


X-ray

Absorption

Spectroscopy

   แผ่นใสแบบ Shockwave    แสดงให้เห็นถึงหลักการทำงานของหลอดรังสีเอ็กซ์  วิธีการยิงรังสีเข้าไปในตัวอย่าง  ตัวตรวจจับรังสี  X-ray Monochromator

คลิกค่ะ


คำคม

The one

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

 


โลกและการเปลี่ยนแปลง

       แก่นโลก  รอยเชื่อมที่มีพลัง  ภูเขาไฟ  วงแหวนแห่งไฟ   สิ่งที่ประทุออกมาพร้อมลาวา  Plate tectonic     คลิกค่ะ powerpoint


ประเทศไทยกับการเกิดแผ่นดินไหว

    แผ่นดินไหวคืออะไร  เกิดที่ไหนบ้าง   แบบจำลอง  คลื่นปฐมภูมิ  และคลื่นทุติยภูมิ   อิพิเซ็นเตอร์  (epicenter)  จุดเกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย     คลิกค่ะ powerpoint


คลื่นยักษ์สึนามิ

    การก่อตัวของคลื่นยักษ์  สาเหตุการเกิด  การหลบภัย  การเคลื่อนไหว  การเตือนภัย  ผลกระทบของคลื่นยักษ์สึนามิ   คลิกค่ะ powerpoint


มหัศจรรย์น้ำยาล้างจาน

อุปกรณ์

      1.  จานรองถ้วยกาแฟ
      2.   นมสด
      3.   สีผสมอาหาร 4 สี
      4.   น้ำยาล้างจาน

วิธีทดลอง

       1.  เทนมลงไปในจานรองถ้วยกาแฟ
       2.  หยดสีผสมอาหารแต่ละสี 1-2 หยดลงในนม บริเวณขอบจาน
       3.  หยดน้ำยาล้างจาน 2-3 หยด บริเวณกลางจาน
       4. ลองสังเกตการเคลื่อนที่ของสีแต่ละสี
        
        น้ำนมอยู่นิ่งๆ ในจานเพราะมีแรงตึงผิว   เมื่อเราเติมน้ำยาล้างจานลงไป จะทำให้แรงตึงผิวของน้ำนมลดลง  แรงตึงผิวของน้ำนมบริเวณขอบจานที่มีมากกว่าตรงกลางทำให้น้ำนมไหลไปที่ขอบจานและพาสีผสมอาหารไปด้วย  สีต่างๆ ก็เลยเกิดการเคลื่อนที่ จนกว่าน้ำยาล้างจานจะละลายไปจนหมดนั่นเอง

อ้างอิง
www.csiro.au


สงครามด้วยกากนิวเคลียร์
ดร. พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ
ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย


คุณตั้มหลังจากขับรถให้ศาสตราจารย์พีีมือหนึ่งทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ของประเทศมาหลายปีจนหง่อมลงไปพร้อม ๆ กับนาย ได้ปรารภขึ้นกับศาสตราจารย์ว่า ศาสตราจารย์ครับในโลกนี้มันไม่ค่อยมีความยุติธรรมเลย ดูผมกับศาสตราจารย์เป็นต้น อายุก็ใกล้ ๆ กัน หน้าตาก็คล้าย ๆ กัน ถ้าผมโกนหนวดก็จะยิ่งเหมือนศาสตราจารย์ ผมขับรถพาศาสตราจารย์ไปบรรยายนับร้อย ๆ แห่ง แต่ผมยังเป็นคนขับรถต๊อกต๋อยอยู่ ศาสตราจารย์ก็ไปพูดทุก ๆ แห่งเหมือน ๆ กันจนผมจำได้ขึ้นใจพูดอย่างศาสตราจารย์ได้ไม่ผิดเพื้ยนเพราะนั่งฟังบรรยายอยู่หลังห้องนับร้อยครั้งแล้ว แต่ผมได้เงินน้อยกว่าท่านเป็นสิบเท่ามันไม่ยุติธรรมเลย ศาสตราจารย์นั่งฟังโดยสงบเมื่อคิดตรึกตรองดูจึงบอกว่า เออจริง เอาอย่างนี้แล้วกันเดี๋ยวที่ต้องไปบรรยายให้มหาวิทยาลัยชั้นนำในบ่ายนี้นายกับฉันลองสับหน้าที่กัน ให้นายลงไปพูดให้อาจารย์ทั้งหลายฟัง แล้วฉันจะนั่งอยู่หลังห้องในฐานะคนขับรถของนายแทนดีไหม คนขับรถดีใจตกลงตามนั้น เมื่อคนขับรถเริ่มบรรยายแทนศาสตราจารย์ในบ่ายวันนั้น คำพูดได้พรั่งพรูออกมามีแอ็กชั่นการเคลื่อนไหวไม่ผิดเพี้ยนกับตัวศาสตราจารย์เลย เพราะจำได้ขึ้นใจหลังจากที่ได้ดูเจ้านายบรรยายนับร้อย ๆ ครั้ง เมื่อจบการบรรยายผู้ฟังทั้งห้องโถงใหญ่ก็ตบมือให้เกียรติกึกก้องมิผิดเพี้ยนจากที่อื่น ๆ ที่ศาสตราจารย์ตัวจริงบรรยายแม้แต่น้อย

      พอมาถึงช่วงตอบคำถามจากผู้ฟัง นักศึกษาปริญญาเอกคนหนึ่งได้ลุกขึ้นถามถึงเรื่องการปฏิสัมพันธ์ของควากกับทฤษฎีใหม่ทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ คุณตั้มตอบได้อย่างฉาดฉานเพราะเคยฟังคำถามแบบนี้ในที่อื่น ๆ มาแล้วหลายครั้ง เมื่อตอบคำถามไปอย่างคล่องแคล่วเกือบทุกคำถาม มาถึงคำถามอีกอันที่นักฟิสิกส์หนุ่มของสถาบันได้ถามถึงเรื่องของผลของฮิโดรอิกทางการสปินสวนทางต่ออนุภาคอะคลิออนบางตัว นายตั้มเหงื่อแตกเพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ก็ไหวพริบดีบอกว่าเป็นคำถามที่ดีมาก แต่คำถามนี้ง่ายมากไม่น่านำมาถามในที่ประชุมผู้เชี่ยวชาญอย่างนี้ ซึ่งผมจะพิสูจน์ให้ดูว่าแม้แต่คนขับรถของผมที่นั่งอยู่ที่หลังห้องก็สามารถตอบคำถามนี้ได้ นายตั้มจึงชี้เรียกให้นายตั้มตัวปลอมว่าไหนตั้มลองตอบคำถามง่าย ๆ อันนี้แทนผมหน่อยซิ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่" ครับ

     การแผ่รังสีนิวเคลียร์จะแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 3 กลุ่มคือ รังสีแอลฟา รังสีเบตา และรังสีแกมมา รังสีแอลฟาเป็นนิวเคลียส์ของฮีเลียมคือ มีโปรตอน 2 ตัว และนิวตรอน 2 ตัว มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำสุด แม้แต่กระดาษก็สามารถกันรังสีดังกล่าวได้ ส่วนรังสีเบตาคืออนุภาคอิเล็กตรอนที่มีอำนาจทะลุทะลวงสูงกว่ารังสีแอลฟา ซึ่งสามารถให้แผ่นตะกั่วกั้นอนุภาครังสีนี้ได้ ส่วนรังสีแกมมาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีคลื่นสั้นมากมีอำนาจทะลุทะลวงสูงแม้แต่แผ่นตะกั่วขนาดหนาหลายนิ้วก็ยังไม่สามารถสะกัดกั้นรังสีดังกล่าว 100% ได้ นอกจากรังสีนิวเคลียร์หลักดังกล่าวจะมีรังสีรองอื่น ๆ อีกเช่นรังสีเอ็กซ์ รังสีนิวตรอน เป็นต้น

 

      ในการทำระเบิดปรมาณูนั้น ถ้าจะให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่อย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องมีมวลสารที่มากพอถึงระดับหนึ่งซึ่งเรียกว่า Critical Mass จึงจะทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่องได้สมบูรณ์ หรือใช้พลังงานจำนวนมากทำให้สามารถเกิดปฏิกิริยาน้อย ๆ ขึ้นได้ถ้ามวลสารมีปริมาณไม่ถึง

ในระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมาพัฒนาการทางทหารโดยเฉพาะอาวุธสงครามเป็นไปอย่างรวดเร็วมาก และอาวุธหลักในสนามรบที่ใช้เป็นกำลังสำคัญในการยึดพื้นที่ภาคพื้นดินนั้นรถถังมีบทบาทอย่างมาก รถถังสมัยใหม่นอกจากติดจรวดนำวิถีได้แล้วอาวุธหลักได้แก่ปืนประจำรถถัง ซึ่งในภาษาอังกฤษแยกปืนใหญ่ออกเป็นประเภทหลักที่กระสุนวิถีตรงและกระสุนวิถีโค้ง ซึ่งจำแนกออกตามความเร็วขั้นต้นของกระสุนปืน กระสุนปืนรถถังสมัยใหม่มักจะมีความเร็วขั้นต้นมากกว่า 2 เท่าของความเร็วเสียงและถ้ายิงเป้าหมายอยู่ห่างออกไปไม่เกิน 2 กิโลเมตรเกือบจะเรียกได้ว่าเปิดท้ายลำกล้องเล็งด้วยตาเปล่าใส่ลูกและยิงได้เลยเพราะระยะที่กระสุนโค้งลงด้วยแรงดึงดูดของโลกจะน้อยมาก

 

       หัวกระสุนปืนรถถังที่มีความเร็วสูงมาก ๆ นั้นจำเป็นจะต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงใช้พลังงานมากของดินขับเพื่อที่จะให้หัวรบที่มีน้ำหนักบรรทุกดินระเบิดมากพอที่จะเจาะเกราะเข้าไประเบิดภายในเป้าหมายได้ หัวรบเดิมนั้นจะมีดินโพรงเจาะเกราะปกติอยู่ แต่ต่อ ๆ มาพวกลูกคุณช่างคิดฝรั่งคำนวณพลังงานจลน์ที่ลูกกระสุนตกกระทบเป้าแล้วคิดว่าถ้าให้ความเร็วกระสุนปืนสูงขึ้นมากขึ้นอีกนิด และใช้กากนิวเคลียร์มาทำเป็นหัวรบ เมื่อตกกระทบเป้าด้วยความเร็วสูง พลังงานจลน์ที่เปลี่ยนสภาพไปทันทีสามารถทำให้กากนิวเคลียร์สามารถลุกไหม้มีปฏิกิริยาต่อเนื่องออกไปได้อีกกลายเป็นหัวกระสุนเจาะเกราะอย่างวิเศษ แม้ปริมาณกากนิวเคลียร์ที่ใช้ในหัวกระสุนปืนใหญ่รถถังที่ใส่ไว้จะมีปริมาณไม่มาก คือราวเศษ 1 ส่วน 3 กิโลกรัมต่อหัวรบ ก็จะให้อำนาจทะลุทะลวงเจาะเกราะได้มหาศาลและเกิดการระเบิดลุกไหม้ทำลายเป้าหมายได้อย่างเบ็ดเสร็จ

     หัวกระสุนที่ใช้ยูเรเนียมนี้ถูกพัฒนาขึ้นใช้กับปืนหลายชนิด ชนิดที่ดังที่สุดใช้กับปืนรถถังและปืนใหญ่สนามในระยะเวลา 10 ปีที่แล้ว สหรัฐและนาโตใช้ลูกกระสุนชนิดนี้ไม่ต่ำกว่า 9 แสนนัด รวมน้ำหนักกากยูเรเนียมที่ใช้ทำมากกว่า 300 ตัน ส่วนใหญ่ที่ใช้จะอยู่ที่สงครามอ่าวเปอร์เซียกับอิรัก (1991) ราว 290 ตัน สงครามบอสเนีย (1995) ไม่ต่ำกว่า 3 ตัน และสงครามในโคโซโว (1999) สด ๆ ร้อน ๆ ไม่ต่ำกว่า 9 ตัน

     รังสีนิวเคลียร์ที่เหลืออยู่ในการยิงเป้าหมายต่าง ๆ ดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นรังสีแอลฟาที่แตกตัวออกมาจากยูเรเนียม ซึ่งแม้มีอำนาจทะลุทะลวงต่ำแต่มีงานวิจัยจำนวนมากขึ้นทุกทีที่เริ่มจะให้เกิดความแน่ใจได้ว่าถ้ารับรังสีแอลฟาแม้แต่นิดเดียวไม่ว่าจะทางลม ทางหายใจ หรือการสัมผัสปนเปื้อน จะมีแนวโน้มให้เกิดมะเร็งขึ้นได้ทั้งผู้ยิงและผู้ถูกยิงเอง ถ้าไม่ได้ทำการป้องกันรังสีไว้มาแต่เริ่มต้น

     ทั้งสหรัฐและเยอรมันออกมาปฏิเสธข่าวอย่างวุ่นวายในเบื้องต้นว่าไม่มีพิษมีภัยแก่ทหารราบในสนามรบ ทั้งที่ยิงและเข้าเคลียร์พื้นที่หลังยึดพื้นที่ได้ แต่ข้อมูลต่าง ๆ ก็เริ่มโผล่ขึ้นมาเพราะการเกิดมะเร็งและเนื้องอกต่าง ๆ ในอัตราส่วนที่สูงขึ้นในทหารส่วนที่ส่งไปรบและมีโอกาสสัมผัสกับรังสีดังกล่าว รังสีแอลฟาให้ผลดังกล่าวแก่ผู้คนหลังจากที่กลับจากสงครามมาแล้ว 2 ปี ดังนั้นทางการทั้งสหรัฐและเยอรมันจึงพอใจที่จะบอกว่า โรคภัยไข้เจ็บที่เกิดแก่ทหารในสงครามเหล่านั้นมิได้เกิดขึ้นจากผลของกระสุนปืนใหญ่จากกากยูเรเนียมและรังสีแอลฟาเหล่านี้ แต่เป็นเพราะสาเหตุอื่น

 

     เมื่อเวลาผ่านไปและในอังกฤษมีการค้นคว้าด้านนี้มากขึ้นทุกที และมีกรณีศึกษาของทหารที่เคยสัมผัสอาวุธมรณะดังกล่าว มีกรณีการเกิดมะเร็งมากขึ้นทั้งทหารอเมริกัน แคนาดา และอังกฤษเองจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย

     ต่อมาฝรั่งก็คือฝรั่ง แม้ว่าจะรู้อยู่แก่ใจว่ายูเรเนียมเป็นสารที่เป็นพิษโดยเฉพาะการแผ่รังสีนิวเคลียร์จึงมีการเรียกร้องกันอย่างหนักแก่นาโตที่จะให้รับผิดชอบเข้าไปล้างกากนิวเคลียร์ที่หลงเหลืออยู่ในพื้นที่ที่สงครามโคโซโวซึ่งฝรั่งรบกับฝรั่ง แต่ก็ไม่มีใครสนใจที่จะเข้าไปวัดรังสีจากยูเรเนียม 235 ซึ่งเป็นส่วนน้อยในหัวรบแต่เป็นส่วนที่ทำให้เกิดอันตรายจากรังสีนิวเคลียร์มากที่สุด โดยการปฏิเสธความรับผิดชอบ NGO ทั้งหลายก็พยายามผลักดันภาระกิจดังกล่าวอย่างขะมักเขม้น เพราะประชาชนตาฟ้า ๆ โคโซโวหลังสงครามจะต้องอยู่กับรังสีแอลฟาที่เป็นพาหะมรณะของโรคมะเร็งอย่างตามยถากรรม

 

     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่ากากยูเรเนียม 9 ตันที่ยิงในโคโซโวเมื่อ 1999 ที่จะทำให้ประชากรฝรั่งในโคโซโวล้มตายอย่างน่าสงสารในอนาคตนั้นได้รับการเหลียวมองจาก NGO ที่จะพยายามผลักดันให้เกิดการเข้าไปเคลียร์พื้นที่ แต่รัฐบาลชาตินาโตที่รับผิดชอบในการใช้อาวุธยังไม่ให้การเหลียวแลเพียงแต่มีทหารของตนเองที่เป็นมะเร็งจำนวนหนึ่งที่จะฟ้องร้องแก่รัฐบาลในอเมริกา เยอรมัน แคนาดา และอังกฤษ

 

    ในทำนองเดียวกันสิ่งที่มันที่สุดของบทความนี้ก็คือ กากยูเรเนียมถูกใช้เป็นลูกปืนใหญ่และลูกปืนรถถังในสงครามอ่าวเปอร์เซียกับอิรักถึง 290 ตัน มากกว่าที่ใช้ในโคโซโวกว่า 30 เท่า ซึ่งประชาชนตาดำ ๆ ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิรักต้องรับกรรมอยู่กับรังสีดังกล่าว ไม่มีฝรั่งหน้าไหนกล่าวถึงหรือเหลียวแลแม้แต่น้อย ดังนั้นที่ตา ซัดดัม ฮุสเซน แกเกลียดชังอเมริกาโดยเข้าไส้และสามารถรวมกำลังใจของคนในชาติอิรักทั้งหมดอยู่ได้ทุกวันนี้ก็คงจะเป็นด้วยเหตุผลดังกล่าวมีส่วน

     เทคโนโลยีทางการทหารที่ต่างกันจะชี้เป็นชี้ตายได้ในสงครามเบ็ดเสร็จ ดังนั้นทางรอดของประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาถ้าจะสู้กับประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะเหลืออยู่ด้วยสงครามทางชีวเคมี อย่างโรควัวบ้า หรืออะไรที่คล้ายคลึงกันในอนาคต ที่จะสามารถเข้าไปแก้แค้นทำลายล้างเศรษฐกิจของประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกาได้ เพราะมีความเป็นไปได้สูงและสามารถสร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจเป็นวงกว้างได้


 

 

 

 

“ภาวะโลกร้อน” Global Warming พิบัติภัยจากน้ำมือมนุษย์หรือธรรมชาติ !!!

าวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ เป็นดวงดาวที่เราเรียกว่า “โลก” ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดสิ่งมีชีวิตหลายหลายสายพันธุ์ รวมทั้งมนุษย์เราด้วย กว่าที่โลกของเราจะมาเป็นดวงดาวที่สวยงามในทุกวันนี้ ต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 4,600 ล้านปี.......



      โลกของเรากำเนิดขึ้นมาพร้อมๆกับดวงอาทิตย์ และดาวเคราะห์ดวงอื่นๆในระบบสุริยะ เมื่อประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว แก๊สและฝุ่น รวมตัวก่อกำเนิดเป็นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์ โลกในยุคแรกเป็นของเหลวหนืด ร้อน ถูกกระหน่ำชนด้วยอุกกาบาตขนาดใหญ่ตลอดเวลา  องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุหนัก เช่น โลหะจมตัวลงสู่แกนกลางของโลก องค์ประกอบซึ่งเป็นธาตุเบา เช่น ซิลิกอน และแก๊สต่างๆลอยตัวขึ้นสู่พื้นผิว
 
      โลกถูกปกคลุมด้วยแก๊สไฮโดรเจน ไนโตรเจน และคาร์บอนไดออกไซด์  เนื่องจากพื้นผิวโลกร้อนมาก ประกอบกับอิทธิพลจากลมสุริยะ จึงทำให้แก๊สไฮโดรเจนแตกตัวเป็นประจุ(Ion) และหลุดหนีสู่อวกาศ ปริมาณแก๊สไฮโดรเจนในบรรยากาศจึงลดลง

      ในเวลาต่อมา เปลือกโลกเริ่มเย็นตัวลงเป็นของแข็ง องค์ประกอบที่เบากว่าซึ่งถูกกักขังไว้ภายใน พยายามแทรกตัวออกตามรอยแตกของพื้นผิว เช่น ภูเขาไฟระเบิด องค์ประกอบหลักของบรรยากาศโลกเป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และไนโตรเจน  ต่อมาเมื่อโลกเย็นตัวลง จนไอน้ำในอากาศสามารถควบแน่นทำให้เกิดฝน น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ลงมาบนพื้นผิวโลก ทำให้ปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง น้ำฝนจำนวนมากสะสมและรวมตัวกันในบริเวณแอ่งที่ต่ำ กลายเป็นทะเลและมหาสมุทร

      จนกระทั่งเมื่อประมาณ 3,800 ล้านปีที่ผ่านมา สิ่งมีชีวิตได้กำเนิดขึ้น และได้วิวัฒนาการให้มีการสังเคราะห์แสง เช่น แพลงตอน สาหร่าย และพืช ดึงคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศและน้ำทะเล มาสร้างน้ำตาล และให้ผลผลิตเป็นแก๊สออกซิเจนออกมา

      องค์ประกอบของบรรยากาศโลกจึงเปลี่ยนแปลงไป แก๊สออกซิเจนกลายเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญแทนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และยังมีการผลิตแก๊สมีเทนเกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สมีเทนนั้น เป็นแก๊สเรือนกระจก(greenhouse gases)

      โลกได้เริ่มต้นเข้าสู่วัฎจักรที่ผ่านยุคที่เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง(Snowball Earth) และยุคที่น้ำแข็งละลายจนกระทั่งอุ่นขึ้นสลับไปมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ประมาณ 3 ล้านปีที่ผ่านมา

      อุณหภูมิของโลกเกิดจากการที่ได้รับพลังงานจากดวงอาทิตย์โดยตรง พลังงานบางส่วนจะถูกส่งกลับออกไปยังอวกาศโดยก้อนเมฆและน้ำแข็งบนโลก บางส่วนจะถูกโลกดูดซับพลังงานนั้นไว้  ถ้าพลังงานถูกส่งกลับและดูดซับไว้มีปริมาณที่เท่ากัน อุณหภูมิของโลกก็จะคงที่ แต่ตราบใดก็ตามถ้าสมดุลนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิของโลกแน่นอน

      บรรยากาศของโลกประกอบด้วย แก๊สไนโตรเจน 78% แก๊สออกซิเจน 21% แก๊สอาร์กอน 0.9% นอกนั้นเป็น ไอน้ำ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนเล็กน้อย แม้ว่าไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอน จะเป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ แต่ก็มิได้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของโลก ในทางตรงกันข้ามแก๊สโมเลกุลใหญ่ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน แม้จะมีอยู่ในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย กลับมีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรดที่โลกแผ่ออกมา และมีอิทธิพลทำให้อุณหภูมิของโลกอบอุ่น เราเรียกแก๊สพวกนี้ว่า “แก๊สเรือนกระจก” (Greenhouse gases)    “เรือนกระจก” หมายถึงโรงเพาะปลูกต้นไม้ ซึ่งมีผนังที่ห่อหุ้มด้วยวัสดุโปร่งใส เช่น แก้ว หรือพลาสติก เพื่อป้องกันมิให้สูญเสียความร้อนออกไป ทำให้อากาศภายในมีอุณหภูมิสูง ช่วยให้ต้นไม้เจริญเติบโต
  
      โลกของเราก็มีสภาวะนี้ เรียกว่า “ภาวะเรือนกระจก”(Greenhouse effect) โมเลกุลของแก๊สเรือนกระจกในบรรยากาศ จะทำหน้าที่ดูดกลืนรังสีอินฟราเรดที่โลกแผ่ออกมา ไม่ให้พลังงานสูญหายไปในอวกาศจนหมด ซึ่งช่วยให้โลกมีอุณหภูมิอบอุ่นขึ้น การทำงานของแก๊สเรือนกระจกนี้มีประโยชน์  โดยในเวลากลางวันเมฆและบรรยากาศจะช่วยสะท้อนแสงอาทิตย์ส่วนหนึ่งออกไป ทำให้อุณหภูมิไม่สูงมาก และรังสีอินฟราเรดที่แผ่จากไอน้ำและแก๊สเรือนกระจก ช่วยรักษาอุณหภูมิไว้ไม่ให้ต่ำมากเวลากลางคืน ทำให้กลางวันและกลางคืนบนโลกมีอุณหภูมิไม่แตกต่างกันมาก แต่ถ้ามีปริมาณแก๊สเรือนกระจกมากเกินไปก็จะส่งผลถึงอุณหภูมิของโลกที่จะสูงขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

      จากข้อมูลทางวิชาการนั้น ปริมาณของแก๊สเรือนกระจกจะมีผลต่ออุณหภูมิของโลก จากกราฟจะเห็นได้ว่า ก่อนปี คศ.1800ปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศมีไม่สูงมากนัก แต่ในช่วงเวลาประมาณ 150-200 ปี ที่ผ่านมาปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มสูงขึ้นมากเห็นได้อย่างชัดเจน และส่งผลถึงอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณขั้วโลกเหนือ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาที่โลกเริ่มเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมพอดี  ของเสียจากกระบวนการผลิตในระบบอุตสาหกรรมและการบริโภคก่อให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ที่เก็บกักความร้อนทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง ระบบนิเวศถูกทำลายอย่างไม่ปราณีปราศัย ผลจากการที่ธรรมชาติถูกรุกราน คือภาวะโลกร้อน(global warming) อันเป็นที่มาของสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน(climate change)

      ถึงแม้ว่านักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญจะกล่าวว่า ภาวะโลกร้อนเป็นวัฎจักรตามธรรมชาติก็ตาม  แต่มนุษย์เราก็มีส่วนอยู่มิใช่น้อย ในการที่จะเร่งให้กระบวนการต่างๆ เสมือนหนึ่งเป็นเอนไซม์ที่ไปเร่งปฎิกิริยาที่เกิดขึ้นในธรรมชาตินั้นให้เร็วขึ้นกว่าปกติ  ภัยจากโลกร้อนนี้เป็นภัยใกล้ตัวที่คนทั้งโลก รวมทั้งคนไทยที่ต้องเจอกับภัยธรรมชาติเหล่านี้ มีการค้นคว้าวิจัยและประมวลผลทางสถิติ และเผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของสาเหตุ ผลกระทบที่เกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการแก้ไขบรรเทา เพื่อให้มนุษย์ผู้เป็นเจ้าของโลกตระหนักถึงภัยร้าย และใส่ใจกับโลกที่ตนเองอาศัยอยู่มากขึ้น 

      สาเหตุหลักของการเกิดภาวะโลกร้อนมาจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เป็นสำคัญ ดังนั้นเมื่อต้องการลดภาวะเรือนกระจก การควบคุมปริมาณการผลิตแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จึงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเป็นเรื่องแรก  โดยเริ่มต้นจากสำนึกในตัวเอง ประหยัดการใช้พลังงานทุกชนิด โดยเฉพาะพลังงานจากฟอสซิล ลดการกินทิ้งกินขว้างที่จะทำให้เกิดแก๊สมีเทน ไม่ซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย ควรบริโภคผลิตภัณฑ์ในประเทศเพื่อลดการใช้ทรัพยากรเพื่อการขนส่ง ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน เป็นต้น หากมีการนำสิ่งเหล่านี้ไปปฏิบัติอย่างจริงจังก็จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดี เนื่องจากโลกเกิดจากความสมดุล หากเมื่อใดที่มนุษย์บริโภคอย่างไม่รู้จักพอ และทำลายทรัพยากรธรรมชาติ โดยนำมาใช้สนองความโลภอย่างไร้ขอบเขต เมื่อนั้นสมดุลของระบบนิเวศจะผิดปกติ และความแปรปรวนก็จะเกิดขึ้นบนโลกนี้มากขึ้นทุกวัน ทางออกของปัญหานั้นมีรออยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะมีใครใส่ใจปฏิบัติหรือไม่ มนุษย์ยังคงต้องอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ต่อไป มาช่วยกันทนุถนอมและไม่สร้างภาระให้โลกต้องมัวหมองมากขึ้นกว่านี้ก็พอแล้ว........


สุดยอดการค้นพบทางการแพทย์

มาลินี อัศวดิษฐเลิศ หน่วยบริหารจัดการความรู้  ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เขียน

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14


 

ภาพถ่าย X-ray

ภาพแรกของโลก


การทดลองเรื่อง ผลการยิง X-ray ชนเข้ากับอะตอม

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ

ตอบคำถามต่อไปนี้

  1. คลิก โฟโต้อิเล็กตริก  อธิบายผลที่เกิดขึ้น ?

  2. คลิก คอมป์ตัน อธิบายผลที่เกิดขึ้น ?

  3. คลิก Pair Production  อธิบายผลที่เกิดขึ้น ?

 

 

 

กระบวนการผลิตเหล็กและเหล็กกล้า 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56


x-ray absorptio -spectroscopy 1

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

 

{mospagebreak}

หน้า 4

 

{mospagebreak}

หน้า 5

 

{mospagebreak}

หน้า 6

 

{mospagebreak}

หน้า 7

 

{mospagebreak}

หน้า 8


นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น พ.ศ. 2531-2537

สารบัญ

สมบัติ จำปาเงิน เรียบเรียง

2531 ศาสตราจารย์  ดร. สถิตย์ สิริสิงห  จุลชีววิทยา   หน้า 7

2532 ศาสตราจารย์  ดร. ถาวร วัชราภัย  พฤกษศาสตร์   หน้า 23

2533 ศาสตราจารย์  สดศรี ไทยทอง  ชีววิทยา (สัตววิทยา)   หน้า 44

         ศาสตราจารย์  ดร. วิสุทธิ์ ใบไม้  ขีววิทยา (พันธุศาสตร์)   หน้า 63

2534 ศาสตราจารย์  ดร. ไพรัช ธัชยพงษ์  วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์   หน้า 81

2535 ศาสตราจารย์  ดร. อมเรศ  ภูมิรัตน  เทคโนโลยีชีวภาพ  หน้า 98

2536 ศาสตราจารย์  ดร. ณัฐ ภมรประวัติ  วิทยาศาสตร์การแพทย์   หน้า 119

2537 ศาสตราจารย์  นายแพทย์ วิศิษฎ์  สิตปรีชา  วิทยาศาสตร์การแพทย์   หน้า 137

2536 ศาสตราจารย์  นายแพทย์ อารี วัลยะเลวี  วิทยาศาสตร์การแพทย์   หน้า 148

ภาคผนวก  159


{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

.

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์