index 199

 

สารคดี

คนไม่สำคัญ แอนดรูว์ คาร์เนกี ต้นแบบ "นายทุนใจบุญ "ผู้เต็มไปด้วยความย้อนแย้ง

เรื่อง : สฤณี อาชวานันทกุล
http://www.fringer.org

"ใครก็ตามที่ตายอย่างมั่งคั่ง ตายอย่างน่าอัปยศอดสู" - แอนดรูว์ คาร์เนกี

    ในบรรดาตำนานการสร้างตัวที่เหลือเชื่อระดับ "จากดินสู่ดาว" หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "from rags to riches" ตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจวบจนปัจจุบัน มีน้อยคนที่จะยิ่งใหญ่เท่า แอนดรูว์ คาร์เนกี (Andrew Carnegie, ค.ศ. ๑๘๓๕-๑๙๑๙) อภิมหาเศรษฐีชาวอเมริกัน ชาวสกอตอพยพผู้สร้างธุรกิจเหล็กกล้าจากศูนย์จนเป็นผู้ครองตลาดอันดับหนึ่ง ถึงแม้ว่าเขาจะล่วงลับไปกว่าค่อนศตวรรษแล้ว เรื่องราวของคาร์เนกียังเป็นแรงบันดาลใจของสามัญชนจำนวนนับไม่ถ้วน และคงจะเป็นเช่นนั้นไปตราบนานเท่านาน ตราบใดที่คนเรายังฝันอยากจะเป็นเศรษฐีกันอยู่ หรืออย่างน้อยก็อยากใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างสุขสบายไร้กังวล

Braddock Carnegie Library ห้องสมุดคาร์เนกีที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1889 ตั้งอยู่ที่เมือง Braddock รัฐเพนซิลวาเนีย

    สามัญชนนอกประเทศสหรัฐอเมริกาอาจคิดถึงคาร์เนกีแต่ในฐานะนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับชาวอเมริกันหลายล้านคน เขาคือ "บิดาแห่งการกุศล" ผู้มอบมรดกมหาศาลให้แก่สังคม จนไม่อาจลืมเลือน ลำพังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาเพียงเมืองเดียว ก็มีตำนานที่เป็นรูปธรรมของ คาร์เนกีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดคาร์เนกี (Carnegie Library) และสาขา ๓ แห่ง, สถาบันคาร์เนกี (Carnegie Institution) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์อิสระชั้นนำของโลก, มูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) องค์กรไม่แสวงหากำไรที่อาจเป็น "think tank" แห่งแรกที่มีเครือข่ายและอิทธิพลระดับโลก และสำนักงานของมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอน (Carnegie Mellon University) มหาวิทยาลัยชั้นนำในกรุงพิตส์เบิร์ก มลรัฐเพนซิลเวเนีย เมืองที่คาร์เนกีก่อร่างสร้างตัวจนเป็นหนึ่งในอภิมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก

    ตลอดอายุขัยของเขา คาร์เนกีบริจาคเงินกว่า ๓๕๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เท่ากับประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ในมูลค่าปัจจุบัน) ให้แก่มูลนิธิ (ส่วนใหญ่ที่เขาก่อตั้งเอง) มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยอิสระ และองค์กรอื่นๆ อีกมากมายนับไม่ถ้วน ความที่คาร์เนกีเป็นนักอ่านตัวยง ทำให้เขาชอบสร้างห้องสมุดและบริจาคหนังสือให้ห้องสมุด ในระหว่างที่คาร์เนกียังมีชีวิตอยู่ เขาสร้างห้องสมุด ๒,๕๐๙ แห่งทั่วโลก ในจำนวนนี้ ๑,๖๘๙ แห่งอยู่ในสหรัฐอเมริกา (คิดเป็นกว่าร้อยละ ๕๐ ของห้องสมุดทั้งหมดในประเทศในสมัยนั้น) ๖๖๐ แห่งในอังกฤษและไอร์แลนด์ ๑๕๖ แห่งในแคนาดา และที่เหลือในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เซอร์เบีย ประเทศหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน และฟิจิ การสร้างห้องสมุดจำนวนมหาศาลทำให้เขามีสมญานามว่า "นักบุญแห่งห้องสมุด" (patron saint of libraries) ตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่

    พ่อแม่ของคาร์เนกีเป็นชาวสกอตอพยพผู้ยากไร้ ตั้งรกรากในเมืองพิตส์เบิร์กเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๔๘ คาร์เนกีเริ่มทำงานตั้งแต่อายุเพียง ๑๓ ปี ในตำแหน่งเด็กเปลี่ยนกระสวยในโรงงานทอฝ้าย รับเงินค่าจ้าง ๑.๒๐ ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ ต่อมาในปี ๑๘๕๑ คาร์เนกีได้งานเป็นเด็กวิ่งส่งข้อความในสำนักงานโทรเลข ความขยันขันแข็ง เฉลียวฉลาด แคล่วคล่องว่องไว และอุปนิสัยร่าเริง เข้ากับคนง่าย ทำให้เขากลายเป็นพนักงานดาวเด่นในบริษัทอย่างรวดเร็ว ต่อมาคาร์เนกีย้ายไปเป็นพนักงานส่งโทรเลขของบริษัทรถไฟเพนซิลเวเนีย (Pennsylvania Railroad) บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกในยุคนั้น ชีวิตการงานของเขารุดหน้าอย่างรวดเร็วจนได้รับความไว้วางใจจาก โทมัส สกอตต์ (Thomas Scott) นายของเขา ผู้กลายเป็นเพื่อนและพันธมิตรทางธุรกิจในเวลาต่อมา

   สกอตต์เป็นคนแรกที่ชี้ให้คาร์เนกีเห็นความมหัศจรรย์ของ "ดอกเบี้ยทบต้น" (compound interest) จากการลงทุน เขาให้คาร์เนกีกู้เงิน ๖๐๐ ดอลลาร์ไปลงทุนในหุ้นของบริษัท Adams Express ซึ่งเป็นบริษัทรับส่งของที่ประสบความสำเร็จสูงมาก ในอีกหลายปีต่อมาคาร์เนกีเขียนบรรยายความตื่นเต้นตอนที่เขาได้รับเช็คเงินปันผลใบแรกจากบริษัทนี้ไว้ว่า "ผมจะจดจำเช็คใบนี้ไปจนวันตายเพราะมันทำให้ผมมีรายได้สตางค์แรกจากการลงทุน เงินก้อนแรกที่ผมได้รับโดยไม่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง ...นี่เอง ห่านที่ไข่ออกมาเป็นทองคำ !"

    หลังจากที่คาร์เนกีค้นพบว่าเขามีพรสวรรค์และความสามารถเพียงใดในการเป็น "นายทุน"(capitalist) เขาก็ไม่จำเป็นต้องใช้หยาดเหงื่อแรงงานในการหาเลี้ยงชีพอีกต่อไป เมื่อสงครามกลางเมืองอเมริกาปะทุขึ้น คาร์เนกีจ้างชายชาวไอริชผู้หนึ่งด้วยเงิน ๘๕๐ เหรียญ ให้ไปเกณฑ์ทหารแทนเขา งานส่งโทรเลขและประสบการณ์ในบริษัทรถไฟของคาร์เนกี สองช่องทางหลักในการสื่อสารและติดต่อค้าขายในสมัยนั้น ช่วยให้เขามองเห็น "ช่องทางรวย" ในธุรกิจใหม่ๆ ก่อนคนอื่น เขาริเริ่มกิจการผลิตเหล็กกล้าเป็นคนแรกๆ ในอเมริกา คิดค้นกระบวนการผลิตที่ผลิตเหล็กได้ทีละมากๆ (mass production) ด้วยต้นทุนต่ำแต่มีประสิทธิภาพสูง ระหว่างนั้นก็ลงทุนอย่างชาญฉลาดในธุรกิจอื่นๆ เช่นบ่อน้ำมัน ในปี ๑๘๖๕ เมื่อคาร์เนกีมีอายุเพียง ๓๐ ปี เขาก็มีรายได้ถึง ๓๘,๗๓๕ ดอลลาร์ (เท่ากับประมาณ ๕.๖ ล้านดอลลาร์ในมูลค่าปัจจุบัน)

    ถึงแม้ว่าจะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตั้งแต่อายุยังน้อย คาร์เนกีก็ไม่เคยรู้สึกสบายใจกับความมั่งคั่งของเขา เมื่ออายุ ๓๓ ปี ในปี ๑๘๖๘ คาร์เนกีก็เขียนข้อความต่อไปนี้ในจดหมายถึงตัวเอง

    "ผมปวารณาว่าจะไม่รับรายได้เกิน ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์ต่อปี ! (เท่ากับประมาณ ๓ ล้านดอลลาร์ในมูลค่าปัจจุบัน) ผมจะนำส่วนเกินจากเงินจำนวนนี้ที่ผมจำเป็นต้องใช้จริงๆ ไปเพื่อเป้าหมายทางสังคม ! ผมจะเลิกทำธุรกิจตลอดกาล เว้นแต่จะทำเพื่อผู้อื่นเท่านั้น เราจะตั้งรกรากในออกซฟอร์ด ผมจะเรียนจนจบสูงๆ และทำความรู้จักกับปัญญาชนทั้งหลาย ผมคิดว่าเรื่องนี้จะต้องใช้เวลา ๓ ปี ผมจะให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการพูดในที่สาธารณะ เราจะตั้งรกรากในลอนดอน ผมจะซื้อหุ้นใหญ่ในหนังสือพิมพ์หรือวารสารวิจารณ์งานศิลปะอะไรสักอย่าง แล้วก็จะให้เวลากับการบริหารจัดการกิจการนั้นๆ ผมจะมีส่วนร่วมในประเด็นสาธารณะทั้งหลาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาและการปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นรายได้น้อย มนุษย์ทุกคนล้วนมีวัตถุบูชา และการสะสมความมั่งคั่งก็เป็นหนึ่งในลัทธิบูชาวัตถุที่เลวร้ายที่สุด ! ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้คุณค่ามนุษย์เสื่อมถอยเท่ากับการบูชาเงินเป็นพระเจ้าอีกแล้ว ! อะไรก็ตามที่ผมเข้าไปมีส่วนร่วม ผมจะต้องทำอย่างดีที่สุด และดังนั้นผมจึงต้องเลือกวิถีชีวิตที่สูงส่งที่สุด ถ้าผมทำธุรกิจไปนานกว่านี้ หมกมุ่นอยู่กับความคิดที่ว่าจะหาเงินอย่างไรให้ได้เร็วที่สุด วิญญาณของผมคงจะเสื่อมจนถึงจุดที่ไม่สามารถกอบกู้มันคืนมาได้อีก ผมจะวางมือจากธุรกิจตอนอายุ ๓๕ ปี แต่ในระยะเวลาที่เหลืออีก ๒ ปีนับจากนี้ ผมอยากใช้เวลาทุกบ่ายเรียนหนังสือและอ่านหนังสืออย่างเป็นระบบ !"

    คาร์เนกีไม่เคย "วางมือ" จากธุรกิจตอนอายุ ๓๕ ตามที่เขาตั้งใจไว้ แต่มุ่งมั่นทำธุรกิจเหล็กกล้าและลงทุนอย่างชาญฉลาดต่อไปอีกกว่า ๓ ทศวรรษ ในปี ๑๙๐๑ เมื่อเขาขายธุรกิจเหล็กกล้าให้แก่บริษัท เจ.พี. มอร์แกน (J.P. Morgan)ด้วยราคาสูงถึง ๔๐๐ ล้านดอลลาร์ (ต่อมาบริษัทนี้กลายเป็น U.S. Steel ผู้ผลิตเหล็กกล้ารายสำคัญของโลก) คาร์เนกีก็กลายเป็นชายผู้ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา

    คาร์เนกีเป็น "นายทุนใจบุญ" คนแรกๆ ของโลก ผู้มีความเชื่อว่า คนรวยทุกคนมี "หน้าที่ทางศีลธรรม" ที่จะมอบความมั่งคั่งกลับคืนสู่สังคม อุดมการณ์ของคาร์เนกีได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดและข้อเขียนของ เฮอร์เบิร์ต สเปนเซอร์ (Herbert Spencer, ๑๘๒๐-๑๙๐๓) นักปรัชญาชาวอังกฤษ ผู้สอนคาร์เนกีว่า ความสำเร็จของเขาในฐานะนักธุรกิจนั้นตั้งอยู่บนความยึดมั่นในกฎเกณฑ์ของตลาดการแข่งขัน ซึ่งมีมิติของศีลธรรมพอๆ กับที่มันมีเหตุมีผล ถึงแม้ว่าคาร์เนกีจะไม่เคร่งศาสนาใดๆ เขาก็เชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า เขาเป็นหนึ่งใน "ผู้ที่ถูกเลือก" (โดยโชคชะตา พระเจ้า หรืออะไรก็แล้วแต่) ให้ทำหน้าที่จัดสรรความมั่งคั่งในทางที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม เพราะนายทุนมีความสามารถในการทำให้เงินงอกเงยสูงกว่าคนทั่วไป คาร์เนกีเชื่อว่า ยิ่งความมั่งคั่งกระจุกตัวในมือ "นายทุนผู้มีจิตสาธารณะ" อย่างเขาเท่าไร สังคมก็จะยิ่งได้รับประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น เพราะเมื่อนายทุนเหล่านี้วางมือจากธุรกิจแล้ว ก็จะสามารถจัดสรรความมั่งคั่งนั้นให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม ในฐานะตัวแทนและผู้ดูแลผลประโยชน์(trustee) ของพวกเขา ประสบการณ์และความสามารถในการบริหารจัดการของนายทุนจะทำให้นายทุนสามารถทำประโยชน์ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสได้ดีกว่าที่พวกเขาจะทำด้วยตัวเองได้

    คาร์เนกีไม่เพียงแต่ทำตามสิ่งที่เขาเชื่อเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดความคิดของเขาไว้ในบทความและหนังสืออย่างสม่ำเสมอ ในบทความชิ้นสำคัญเรื่อง "Wealth" หรือที่ชาวอเมริกันรู้จักในชื่อ "The Gospel of Wealth" (ตำราแห่งความมั่งคั่ง) ตีพิมพ์ในวารสาร North American Review ในปี ๑๘๘๙ คาร์เนกีสรุปความคิดของเขาในประเด็นสำคัญๆ ที่เริ่มเลือนหายไปจากความทรงจำของสังคมแม้แต่ในอเมริกาเอง ไว้ดังต่อไปนี้

ว่าด้วย "หน้าที่ของคนรวย"
     "(คนรวย) ควรใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่โอ้อวดให้เป็นเยี่ยงอย่าง หลีกเลี่ยงการแสดงออกที่ฟุ่มเฟือยและวิถีชีวิตแบบหรูหรา กันเงินจำนวนหนึ่งให้พอเพียงสำหรับความต้องการที่มีเหตุมีผลของคนที่พึ่งพาเขา (เช่นลูกหลาน) หลังจากนั้นก็ควรเอารายได้ส่วนเกินทั้งหมดที่ได้รับไปไว้ในกองทุน (trust fund) ที่เขาปวารณาตัวว่ามีหน้าที่บริหารจัดการในทางที่เชื่อว่าก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน ในแง่นี้คนรวยจะเป็นเพียงตัวแทนและผู้ดูแลผลประโยชน์ให้แก่พี่น้องในสังคมที่จนกว่าเขาเท่านั้น"

ว่าด้วย "การกุศลตามอำเภอใจ" (indiscriminate charity)
    "เป็นเรื่องดีกว่าสำหรับมนุษยชาติ ถ้าจะโยนเงินล้านของเศรษฐีลงทะเล แทนที่จะใช้เงินนั้นในทางที่ส่งเสริมคนเกียจคร้าน คนมัวเมา และคนที่ไม่สมควรได้รับเงินนั้น ในทุกๆ ๑,๐๐๐ เหรียญที่อ้างว่าทำไปเพื่อการกุศลในปัจจุบัน ผมคิดว่ากว่า ๙๕๐ เหรียญถูกใช้ไปในทางที่ไม่เหมาะไม่ควร ในทางที่เอื้ออำนวยให้เกิดเรื่องเลวร้ายทั้งหลายที่การกุศลเหล่านั้นอ้างว่าจะช่วยบรรเทา"

ว่าด้วยภาษีมรดก
    "ในบรรดาภาษีทุกรูปแบบ ผมคิดว่าภาษีมรดกเป็นภาษีที่ดีที่สุด คนที่สะสมความมั่งคั่งไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิตของพวกเขา ความมั่งคั่งที่ควรจะทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคม ควรจะถูกบังคับให้รู้สึกว่าสังคมซึ่งมีรัฐเป็นตัวแทน ไม่ควรจะถูกกีดกันจากสัดส่วนของความมั่งคั่งที่ควรจะได้รับ รัฐควรจะเก็บภาษีมรดกสูงๆ ตอนคนรวยตาย เพื่อลงโทษเศรษฐีผู้เห็นแก่ตัวที่ใช้ชีวิตอย่างไร้คุณค่า ผมคิดว่าทุกประเทศควรจะทำเช่นนี้ ว่ากันตามจริง เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดสัดส่วนของมรดกคนรวยที่ควรจะตกเป็นของรัฐเมื่อเขาตายลงอัตราภาษีทำนองนี้ควรเป็นขั้นบันได เริ่มจากศูนย์บนมรดกจำนวนพอประมาณที่เหลือไว้ให้ลูกหลาน และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเม็ดเงินเพิ่มขึ้น"

ภาพวาดเหตุการณ์ Homestead Strike บนหน้าปกวารสาร Harper's Weekly ฉบับวันที่ 16 กรกฎาคม 1892

    ถึงแม้ว่าคาร์เนกีจะเป็น "นายทุนใจบุญ" อย่างมั่นคงไม่เสื่อมคลาย ก็ใช่ว่าเขาจะทำธุรกิจอย่างเปี่ยมสำนึกตามไปด้วย ตรงกันข้าม ประวัติของคาร์เนกีในฐานะนักธุรกิจเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ที่แม้หลายกรณีอาจไม่ถึงกับผิดกฎหมายเต็มๆ แต่ก็เป็นเรื่องผิดจรรยาบรรณหรือศีลธรรม กรณีที่สร้างความด่างพร้อยให้ประวัติของเขาที่สุดคือเหตุการณ์ปี ๑๘๙๒ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อ "Homestead Strike" เมื่อคนงานที่โรงงานเหล็กของคาร์เนกีนัดหยุดงานประท้วงเพื่อพยายามกีดกันไม่ให้บริษัทระบุในสัญญาจ้างงานว่า ลูกจ้างยินยอมจะไม่เป็นสมาชิกของสหภาพแรงงานใดๆ (สัญญาจ้างงานแบบนี้เรียกว่า "yellow-dog contract" และเป็นเรื่องผิดกฎหมายแล้วในอเมริกาตั้งแต่ปี ๑๙๓๒) แล้วเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างคนงานกับนักสืบเอกชนติดอาวุธจากบริษัท Pinkerton National Detective Agency ที่โรงงานเหล็กจ้างให้มารับมือกับคนงานทั้งสองฝ่ายยิงต่อสู้กันจนทำให้คนงาน ๗ คนถึงแก่ชีวิต

หลุมฝังศพของคาร์เนกีที่สุสาน Sleepy Hollow ในเมือง Sleepy Hollow รัฐนิิวยอร์ก

    ถึงแม้ว่าตอนที่เกิดเหตุ Homestead Strike คาร์เนกีจะเป็นเพียงผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ไม่ได้เป็นผู้บริหารบริษัทโดยตรงแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยปริปากพูดถึงเหตุการณ์รุนแรงระหว่างบริษัทกับพนักงานของตัวเองซึ่งยังเป็นที่โจษขานในแง่ลบจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้คาร์เนกีเองก็ไม่เคยใช้ชีวิตอย่าง "สมถะ" เท่ากับที่เขาชอบเรียกร้องให้เศรษฐีคนอื่นๆ ทำ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าคาร์เนกีจะเป็น "นักธุรกิจสำคัญ" ผู้มีข้อบกพร่องและรอยด่างในชีวิตมากมายเกินกว่าที่ใครจะยกย่องให้เป็น "นักบุญ" ได้อย่างสนิทใจ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็น "นักการกุศล (ไม่) สำคัญ" ผู้มอบมรดกอันมีค่ามหาศาลและยั่งยืนให้แก่สังคม โดยเฉพาะด้านการศึกษาและวัฒนธรรม และความเชื่อของเขาที่ว่า นายทุนทุกคนมี "หน้าที่" ที่จะต้องตอบแทนสังคมด้วยการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ก็เป็นแนวคิด (ไม่) สำคัญที่ควรได้รับการกล่าวขานและศึกษาวิเคราะห์มากกว่าประวัติการสร้างฐานะของตัวเขาเอง


สารคดี

วันนี้ในอดีต: 11 มิถุนายน  

11 มิถุนายน พ.ศ. 2313
     กัปตัน เจมส์ คุก (Captain James Cook) นักสำรวจชาวอังกฤษ ควบคุมเรือ Endeavour ไปชนแนวหินปะการังขนาดใหญ่ที่เรียกว่า เกรตแบร์เรียรีฟ (Great Barrier Reef) ที่ชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย ส่งผลให้เรือเสียหายจนต้องซ่อมแซมนานถึง 7 สัปดาห์ เกรตแบร์เรียรีฟเป็นแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลกคือ 2,600 กิโลเมตร กินพื้นที่ถึง 344,400 ตารางกิโลเมตร แบ่งแยกออกเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยกว่า 900 เกาะ มีการสำรวจพบปะการังกว่า 3 พันชนิด สัตว์น้ำชนิดต่าง ๆ อีกกว่า 1,500 ชนิด แนวปะการังนี้ตั้งอยู่ที่รัฐควีนส์แลนด์ตอนภาคเหนือของออสเตรเลีย ปัจจุบันอยู่ในการดูแลของอุทยานแห่งชาติทางทะเลเกรตแบร์เรียรีฟ (Great Barrier Reef Marine Park) เมื่อปี 2524 องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้เป็นมรดกโลก (World Heritage Site) ทว่า กิจกรรมการพัฒนาด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ เช่น การขยายตัวของฟาร์ม เมือง และโรงงานอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวดำน้ำดูปะการัง และสภาวะโลกร้อน ได้ทำลายแนวปะการังเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ

 

 เกรตแบร์เรียรีฟ


 

11 มิถุนายน พ.ศ. 2507
    จอมพล ป. พิบูลสงคราม อดีตนายกรัฐมนตรี ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคหัวใจวาย ณ บ้านพักที่ตำบลซากามิโอโน ชานกรุงโตเกียว ขณะลี้ภัยการเมืองไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น รวมอายุได้ 67 ปี จอมพล ป. เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2440 นามเดิม แปลก ขีตตะสังคะ เกิดที่อำเภอเมืองนนทบุรี ศึกษาที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก โรงเรียนเสนาธิการ และไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ประเทศฝรั่งเศส จากนั้นได้กลับมารับราชการจนกระทั่งได้ยศพันตรี มีบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็น "หลวงพิบูลสงคราม" ท่านเป็นหนึ่งใน คณะราษฎร ที่ทำการอภิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 อีกสองปีต่อมาได้เลื่อนยศเป็นพันเอกและดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการทหารบก จอมพล ป. เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของไทย เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 โดยการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป. ตัดสินใจเข้าร่วมกับฝ่ายญี่ปุ่น ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร หลังจากสงครามสิ้นสุดลงจอมพล ป. จึงติดคุกในฐานะอาชญากรสงครามและต้องยุติบทบาททางการเมืองทั้งหมด ท่านกลับไปพำนักที่บ้าน อ. ลำลูกกา จ. ปทุมธานี ก่อนจะคืนสู่อำนาจอีกครั้งในปี 3491 เมื่อทหารกลุ่มหนึ่งทำรัฐประหารแล้วเชิญท่านมาเป็นนายกรัฐมนตรี คราวนี้ท่านครองตำแหน่งนานถึง 9 ปี

     จอมพล ป. ต้องพัฒนาประเทศไทยให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ โดยใช้นโยบาย ชาตินิยม อาทิ ส่งเสริมความเป็นชนชาติไทยเน้นนโยบายเศรษฐกิจแบบ “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” ประกาศ รัฐนิยม เพื่อปฏิวัติวัฒนธรรมของสังคมไทยเสียใหม่ ทั้ง เรื่องภาษา ชีวิตความเป็นอยู่ ดนตรี การละเล่น การแต่งกาย คตินิยม และเปลี่ยนชื่อประเทศสยามมาเป็นประเทศไทย โดยมีคำขวัญว่า "เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย" ถือว่าจอมพล ป. ได้ทำการปฏิวัติวัฒนธรรมครั้งใหญ่ที่สุดของไทย ซึ่งก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มที่ไม่พอใจได้พยายามลอบสังหารท่านหลายครั้ง แต่ก็รอดหวุดหวิดทุกครั้ง จนได้รับฉายาว่า “จอมพลกระดูกเหล็ก” จนในที่สุด พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2500 ท่านจึงต้องลี้ภัยทางการเมืองไปที่ประเทศญี่ปุ่น และพำนักอยู่ที่นั่นจนวาระสุดท้ายของชีวิต

 

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

Green Report : น้ำในโลกที่ร้อนขึ้น

สารคดี


คลองชลประทานหลายแห่งในเมืองไทยอยู่ในสภาพแห้งขอดแสดงถึงวิกฤตขาดแคลนน้ำที่กำลังรุนแรงขึ้นทุกขณะ

เรื่อง : ธารา บัวคำศรี (tara.buakamsri@th.greenpeace.org)
กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ภาพ : สกล เกษมพันธุ์

    มนุษย์ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่เรากำลังทำให้แม่น้ำสายใหญ่เหือดแห้ง เราดึงน้ำบาดาลที่เป็นแหล่งน้ำสำรองขึ้นมาใช้ ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดนี้กำลังหมดลง การคงอยู่และหายไปของน้ำมีผลสะเทือนต่ออารยธรรมมนุษย์อย่างใหญ่หลวง

    แม่น้ำเหลืองของจีนที่ไหลลงผ่านที่ราบลุ่มจะมีน้ำเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเพราะถูกดึงไปใช้ในระบบชลประทานเพื่อป้อนประชากรกว่า ๕๐๐ ล้านคน

    คนในชนบทของอินเดียใช้น้ำบาดาลมากเกินขีดจำกัดจนต้องเจาะบ่อบาดาลลึกลงไปอีกนับร้อยเมตรซึ่งมักปนเปื้อนด้วยสารพิษอย่างฟลูออไรด์ ในซีเรียและอิหร่าน อุโมงค์โบราณที่ดึงน้ำมาจากใต้ภูเขากำลังเหือดแห้งลง ชาวนาในปากีสถานละทิ้งทุ่งนาแห้งแล้งไว้กับแม่น้ำสินธุที่แห้งเหือด ทะเลทรายทางตอนใต้ของสเปนกำลังขยายตัว ปริมาณฝนในภาคพื้นทวีป จากตะวันตกของสหรัฐอเมริกาจนถึงตอนใต้และตะวันออกของแอฟริกากำลังลดลง ยังไม่นับการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และเมือง ที่ตึงเครียดขึ้นทุกขณะในประเทศไทย

    แม้ธรรมชาติจะทำความสะอาดน้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ทุกๆ ๑๐ วันจากการระเหยและตกลงมาในรูปของฝนและหิมะ แต่เรานำน้ำจากธรรมชาติมาใช้มากกว่า ๓ เท่าของอัตราที่คนรุ่นก่อนเคยใช้ ธรรมชาติจึงไม่อาจรักษาสมดุลนี้ไว้ได้

    รายงาน The Economics of Climate Change: The Stern Review (นิยมเรียกย่อๆ ว่า Stern Report) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่เป็นอิสระและเข้าถึงได้ง่ายในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย นิโคลัส สเติร์น อดีตหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลอังกฤษ และอดีตนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก ให้ภาพว่า แหล่งน้ำจืดของโลกร้อยละ ๗๐ ใช้ในการเพาะปลูกพืชในระบบชลประทาน และการผลิตอาหารเลี้ยงประชากร ร้อยละ ๒๒ ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตและพลังงาน (น้ำหล่อเย็นในโรงไฟฟ้าและเขื่อนผลิตไฟฟ้า) ขณะที่ร้อยละ ๘ ใช้เพื่อบริโภค การสุขาภิบาล และนันทนาการในภาคครัวเรือนและธุรกิจ

    รายงานยังระบุอีกว่าประมาณ ๑ ใน ๓ ของประชากรโลกอาศัยอยู่ในประเทศที่กำลังประสบ "วิกฤตขาดแคลนน้ำ (Water Stress)" ระดับปานกลางถึงระดับสูง และมีคนราว ๑.๑ พันล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ทั้งนี้วิกฤตขาดแคลนน้ำเป็นตัวชี้วัดถึงการมีอยู่ของน้ำ แต่ไม่ได้หมายถึงการเข้าถึงน้ำสะอาดเสมอไป และแม้ไม่มีปัจจัยเรื่องภาวะโลกร้อนมาเกี่ยวข้อง การเพิ่มของประชากรก็ทำให้คนนับพันล้านคนต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด

    ในช่วงศตวรรษหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ ๒ องศาเซลเซียส แม้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงอย่างมากก็ตาม สิ่งที่มนุษย์ต้องเผชิญมิใช่เพียงอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกที่เพิ่มขึ้น แต่คืออุทกวิทยาที่เปลี่ยนแปลงไป แบบจำลองสภาพภูมิอากาศส่วนใหญ่ คาดการณ์ว่า พื้นที่ที่มีน้ำมากอยู่แล้วจะมีน้ำมากขึ้น ส่วนพื้นที่ที่มีน้ำน้อย-ที่ซึ่งน้ำคือความเป็นความตาย-จะแห้งแล้งมากขึ้น ภัยพิบัติเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วจากการกระทำของมนุษย์

    พิบัติภัยทางน้ำยังมาจากมหาสมุทร นักธารน้ำแข็งวิทยากล่าวว่า พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกตะวันตกซึ่งมีมวลน้ำแข็งเพียงพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้น ๑๓ เมตร ได้ส่งสัญญาณร้ายออกมา พืดน้ำแข็งกรีนแลนด์สูญเสียมวลน้ำแข็ง ๑ ลูกบาศก์กิโลเมตรทุกๆ ๔๐ ชั่วโมง เจมส์ แฮนเซน ผู้อำนวยการสถาบันกอดดาร์ดเพื่อการศึกษาอวกาศประจำองค์การนาซา(GISS) กล่าวว่า ทันทีที่พืดน้ำแข็งเริ่มแยกตัว ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น ๑-๕ เมตร สามารถไหลเข้าท่วมคนนับร้อยล้าน ทลายปราการป้องกันน้ำท่วมของเมืองใหญ่ๆ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองนิวออร์ลีนส์ในปี ๒๕๔๘ เป็นเพียงการเริ่มต้น ลองนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกันในฤดูแห่งพายุเฮอริเคนเพียงฤดูเดียว นึกถึงน้ำท่วมในเมืองลากอส กรุงเทพฯ ซิดนีย์ หรือลอนดอน นึกถึงคนนับล้านที่ต้องอพยพในบังกลาเทศหรือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์

    มนุษย์อาศัยประโยชน์จากยุคที่สิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศมีความสมดุล เป็นช่วงเวลาที่เราสามารถวางแผนล่วงหน้า สร้างบ้านแปงเมือง และทำการเพาะปลูกตามสภาพดินฟ้าอากาศและน้ำ แต่การแทรกแซงธรรมชาติทำให้ช่วงเวลาเหล่านั้นกำลังหมดลง จากนี้ไปสภาพภูมิอากาศจะโหดร้ายทารุณ ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้น ทะเลทรายขยายตัว วิกฤตขาดแคลนน้ำรุนแรงขึ้น แม้มนุษย์จะมีสัญชาตญาณในการปรับตัว ซึ่งทำให้เราอยู่รอดจากยุคน้ำแข็งมาได้ แต่บทเรียนที่ผ่านมาบอกเราว่าสังคมทันสมัยนั้นช่างเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้

    ไม่เกินเลยไปหากจะกล่าวว่า น้ำเป็นสิ่งกำหนดชะตากรรมของโลกในศตวรรษที่ ๒๑

อ้างอิง :

Fred Pearce. When the Rivers Run Dry: What Happens When Our Water Runs Out?.
Eden Project Books, 2006.
Nicholas Stern. The Economics of Climate Change. Cambridge University Press, 2006.
Sucharit Koontanakulvong. Water Situation in Thailand in the Year 2003. Faculty of
Engineering, Chulalongkorn University, 2003.


ดร. บัญชา ธนบุญสมบัติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
P

ไอน์สไตน์ : การนำวิทยาศาสตร์ไปเทียบเคียงกับศาสนา (1)

บทสัมภาษณ์ ชวนคิดเรื่องไอน์สไตน์ ต่อไปนี้

     เกิดจากการที่ในปัจจุบันมีการนำวิทยาศาสตร์ไปเทียบเคียงกับศาสนา

โดยมักจะมี ไอน์สไตน์ (Einstein) เป็นสัญลักษณ์แทนวิทยาศาสตร์

อย่างไรก็ดี เนื่องจากประเด็น วิทยาศาสตร์ vs ศาสนา นี้มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนมาก

จึงทำให้บ่อยครั้งที่เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน

โดยเฉพาะแนวคิดและทฤษฎีต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนไป

ซึ่งบางครั้งก็เห็นความผิดเพี้ยนได้ชัดเจน

แต่บ่อยครั้งก็แนบเนียน จนอาจทำให้เข้าใจวิทยาศาสตร์และศาสนาไขว้เขวไปได้

     ผมจึงได้แสดงความคิดเห็นผ่าน นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2551 ในเซ็คชั่น กายใจ

ดังที่ปรากฏในบันทึกชุดนี้

    สำหรับรายละเอียดอื่นๆ ที่อ้างถึง และที่หลายท่านอาจจะยังสงสัยนั้น

ผมจะหาโอกาสนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ รวมทั้ง GotoKnow ในโอกาสต่อไปครับ


ที่มา : นสพ. กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน 2551 เซ็คชั่น กายใจ

URL : http://www.bangkokbiznews.com/bodyheart

URL : http://bangkokbiznews.com/bodyheart/20080404/news.php?news=column_26260947.php



บัญชา ธนบุญสมบัติ ชวนคิดเรื่อง ไอน์สไตน์

เรื่อง : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
ภาพ : ธัชดล ปัญญาพานิชกุล

    การนำทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์มาเทียบเคียงกับศาสนา บางเรื่องราวมีการนำมาใช้ถูกต้องหรือไม่ เรื่องนี้น่าไตร่ตรอง นี่เป็นอีกมุมมองความคิดของนักวิทยาศาสตร์ที่เขียนเรื่องแนววิทยาศาสตร์และอารยธรรม


    ถ้าจะคุยเรื่องวิทยาศาสตร์หลากมุมมองเพื่อเชื่อมโยงในหลายๆ เรื่องทั้งเรื่องศาสนา หรือเรื่องใดก็ตาม ก็ต้องเข้าใจหลักการให้ถูกต้อง และมีคำถามมากมายชวนให้เราคิดอย่างมีเหตุและผล ไม่เช่นนั้นแนวทางวิทยาศาสตร์อาจเป็นได้แค่การรับใช้การตลาด หรือนำไปใช้สู่ความเชื่อบางอย่าง โดยมิได้ไตร่ตรอง

    แม้นักเขียนบางคนจะบอกว่า ธรรมะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่นักวิชาการบางคนกลับบอกว่า ให้ยั้งคิดสักนิด ถ้าจะสื่อสารเรื่องแบบนี้ต้องเข้าใจวิทยาศาสตร์ให้แตกฉานและรู้จริง ไม่เช่นนั้นอาจไม่ได้นำไปสู่การพัฒนาเชิงปัญญาอย่างแท้จริง


    เรื่องนี้จึงต้องไปถามผู้รู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้วิเคราะห์วิจารณ์...

     ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิชาการจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  เป็นคนหนึ่งที่สนใจศึกษาเรื่องวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง และพยายามโยงกับศาสตร์หลายๆ เรื่อง
 

     เขามีผลงานหนังสือแนววิทยาศาสตร์ ทั้งแนวลึกและแนวเข้าใจง่ายๆ ไม่ซับซ้อนจนเกินไป  และพยายามทำความเข้าใจกับสังคมในมิติอื่นๆ ด้วย และต่อไปนี้คือ แง่คิดเพื่อสร้างความเข้าใจในบางเรื่องระหว่างวิทยาศาสตร์และศาสนา เพื่อให้เกิดวิวาทะทางปัญญา และนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น



+การนำแนวคิดวิทยาศาสตร์มาอธิบายศาสนา หรือเรื่องทางจิตวิญญาณ อาจารย์มีความคิดเห็นเรื่องนี้อย่างไรคะ

     ทั้งสองเรื่องคือ วิทยาศาสตร์และศาสนา ต่างก็มีความละเอียดอ่อนและลึกซึ้งทั้งคู่ ถ้าจะนำมาเปรียบเทียบกัน ก็ต้องเข้าใจทั้งสองเรื่องนี้อย่างถูกต้อง

    อย่างหนังสือเรื่อง ‘พุทธศาสนา ในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์’ ของท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ประยุทธ์ ปยุตโต) ซึ่งสมณศักดิ์ในขณะเขียนหนังสือคือ พระเทพเวที ก็เป็นหนังสือที่เขียนได้อย่างมีเหตุมีผล มีข้อมูลถูกต้อง นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางและรอบด้าน เพราะท่านมีความเป็นปราชญ์ เป็นนักวิชาการ และยังมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่น่านำไปคิดต่ออีก
 



  

หนังสือลักษณะนี้ผมอ่านแล้ว ก็เกิดศรัทธาครับ


     อย่างไรก็ดี ถ้าเข้าใจวิทยาศาสตร์หรือศาสนาด้านใดด้านหนึ่งคลาดเคลื่อนไปมาก ก็ย่อมจะทำให้การเปรียบเทียบเกิดปัญหาความผิดเพี้ยนได้ ซึ่งหากผู้รู้มาพบเข้า ก็จะทำให้ความน่าเชื่อถือในการนำเสนอลดลงไป ถ้าผิดมาก ความน่าเชื่อถือก็ลดลงไปมากด้วย

    ตัวอย่างที่เห็นกันในขณะนี้ก็คือ "ข้าพเจ้า (หมายถึง ผู้ที่นำวิทยาศาสตร์มาเทียบกับศาสนา โดยที่พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อาจจะยังไม่แข็งแรงพอ) เป็นคนที่ใฝ่รู้ จึงได้พยายามศึกษาวิทยาศาสตร์จากแหล่งข้อมูลต่างๆ พออ่านไปถึงระดับหนึ่ง ก็เกิดความเข้าใจ สามารถเชื่อมโยงกับความเชื่อทางศาสนาและจิตวิญาณได้อย่างมีเหตุมีผล"

    ผมมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการศึกษาวิทยาศาสตร์ หรือเรื่องใดๆ ก็ตาม โดยการอ่านอย่างนี้ครับ

    คือหนังสือหรือแหล่งข้อมูลมีหลายระดับ ถ้าเป็นพวกมืออาชีพ คือ คนที่ร่ำเรียนมาทางนี้โดยตรง ก็จะอ่านจากตำราหรือบทความวิชาการลึกๆ ซึ่งเข้าใจได้ยาก เพราะเอกสารพวกนี้จะเขียนอย่างแม่นยำและรัดกุม เช่น มีสูตร มีสมการ มีผลการทดลองยุบยั่บ



        

ตัวอย่างหนังสือแนว Popular Science ชั้นดี (อ่านสนุก & ข้อมูลถูกต้อง) ในความคิดเห็นของผม



   แต่สำหรับคนทั่วไป ก็จะอ่านจากหนังสือแนววิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า Popular Science ซึ่งผู้เขียนจะพยายามสื่อสารเรื่องออกไปในวงกว้าง โดยนำเสนอและใช้ศัพท์แสงต่างๆ ให้ง่ายขึ้น ไม่ค่อยมีสูตรสมการที่แม่นยำ เรียกว่าการทำให้เรื่องง่าย (simplification) หนังสือแนวนี้หากเขียนได้ดี ก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่สนใจอย่างยิ่ง

    แต่ในข้อดีของหนังสือที่อ่านได้ง่ายนี้ก็มีจุดเสี่ยงแฝงอยู่ นั่นก็คือ บางครั้งผู้เขียนทำให้เรื่องง่ายเกินไป (oversimplification) ทำให้ผู้รับสารคิดว่าเข้าใจ แต่จริงๆ แล้วเป็นความเข้าใจอย่างหยาบมากๆ เท่านั้น หรือถ้าลงลึกไปในรายละเอียดแล้ว ข้อสรุปที่คิดว่าใช้ได้ อาจจะใช้ไม่ได้ เนื่องจากอยู่นอกเงื่อนไขที่กำหนด

    ผลก็คือ มีการนำข้อมูลหรือข้อสรุปบางอย่างไปสนับสนุนความเชื่อโดยละเลยเงื่อนไขที่ใช้ได้ ส่วนข้อมูลที่ขัดแย้งอาจจะละเลยไม่กล่าวถึง

    อย่างนี้ถ้าเรารู้เท่าทัน ก็จะทำให้เสียศรัทธาได้ แต่ถ้าไม่รู้เท่าทัน ก็อาจจะเชื่อ ไม่เชื่อ หรือเฉยๆ

พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับเรื่องสัมมาทิฐิไว้อย่างสูงนะครับ

{mospagebreak}

หน้า 2

    ไอน์สไตน์ : การนำวิทยาศาสตร์ไปเทียบเคียงกับศาสนา (2)

+มีนักเขียนจำนวนมากนำแนวคิด และทฤษฎีของคนดังอย่างไอน์สไตน์ มาเทียบเคียงในหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษาสมองและศาสนา อาจารย์มีความคิดเห็นอย่างไร

    ไอน์สไตน์ไม่ใช่แค่โลโก้ทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ดูเหมือนเป็นโลโก้ความฉลาดของมนุษย์ในแง่สติปัญญาทางโลกอีกด้วย




 


    จริงๆ แล้วคนทั่วไปคงไม่รู้ว่า ไอน์สไตน์ฉลาดยังไง ทำไมถึงยกย่องกันนัก ถ้าพูดแบบคร่าวๆ ก็คือ ในเรื่องทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่เขาคิดขึ้นมีความลึกซึ้ง เพราะสามารถเปลี่ยนวิธีคิดของเพื่อนนักวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย แล้วต่อมาผลการทำนายจากทฤษฎี ก็ได้รับการทดสอบว่าถูกต้องภายใต้กรอบเงื่อนไขของทฤษฎี แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังมีการทดสอบทฤษฎีบางแง่มุมอยู่

+อธิบายความฉลาดของไอน์สไตน์เพิ่มเติมได้ไหมคะ

    ผมขอใช้การเปรียบเทียบนะ คือ สมัยหนึ่งมีคนเชื่อว่าโลกแบน แต่ก็มีบางคนสังเกตว่า ดวงดาวบนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ต่างก็กลม แล้วทำไมโลกต้องแบน เมื่อราวสองพันปีก่อน มีนักปราชญ์กรีกคนหนึ่งชื่อ เอราทอสเทนีส เป็นบรรณารักษ์ของห้องสมุดแห่งเมืองอะเล็กซานเดรีย





 

    คนนี้รอบรู้สารพัดทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ ปรัชญา ฯลฯ เขาศึกษามาก ใช้ความคิดมาก แต่ที่สำคัญด้วยก็คือ ช่างสังเกต เขาพบว่า ในวันที่ 21 มิถุนายนของทุกปี เวลาเที่ยง หากมองลงไปในบ่อน้ำของเมืองไซอีน จะเห็นภาพดวงอาทิตย์อยู่ก้นบ่อพอดี หมายความว่า ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับผิวโลกที่นี่ แต่วันและเวลาเดียวกันนี้ ที่เมืองอะเล็กซานเดรีย ถ้าเอาไม้ไปปักตั้งฉากกับพื้น จะพบว่าไม้ยังมีเงาอยู่

แบบนี้เป็นไปได้ 2 อย่างครับ

อย่างแรกคือ ถ้าโลกแบน ก็แสดงว่าดวงอาทิตย์อยู่ใกล้โลกมาก
 



 



    แต่อย่างที่สองคือ ถ้าพื้นผิวโลกโค้ง คือ โลกกลม ก็เป็นไปได้เช่นกัน และด้วยการจัดการเพิ่มเติมอีกนิด เขาก็สามารถประมาณขนาดของโลกได้

    ไอน์สไตน์ก็คล้ายๆ กับเอราทอสเทนีสนี่แหละ คือ เข้าใจได้ลึกกว่าคนทั่วไป มีมุมมองที่แตกต่าง แต่ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องในเวลาต่อมา

+การนำทฤษฎีสัมพัทธภาพมาใช้ ต้องทำความเข้าใจอย่างไรคะ

    ถ้าจะนำมาใช้ ต้องเข้าใจเงื่อนไขการใช้งานจริงๆ อย่างเช่นเรื่องเวลาตามทฤษฎีสัมพัทธภาพที่มักจะอ้างถึงบ่อยๆ นั่นแหละ ยกตัวอย่างนะ อย่างทฤษฎีสัมพัทธภาพบอกว่า ตอนที่คุณกับผมนั่งอยู่ด้วยกันนี่ เวลาของเราผ่านไปด้วยอัตราเดียวกัน แต่ถ้าผมเดินทางไปกับจรวดอัตราเร็วสูง แล้วคุณยังอยู่ที่เดิม สิ่งที่เกิดขึ้นจะน่าสนใจ นั่นคือ คุณจะสังเกตเห็นว่าเวลาของผมเดินช้าลง คือ ผมแก่ช้าลง ในขณะที่เวลาของคุณยังคงเป็นปกติ

    แต่จุดน่าสนใจอยู่ตรงนี้ คือ ผมซึ่งอยู่ในจรวด ผมจะบอกว่าเวลาของผมเป็นปกติดี แต่คุณต่างหากที่เคลื่อนที่ห่างจากผมไปด้วยอัตราเร็วสูง นั่นคือ เวลาของคุณเดินช้ากว่าเวลาของผม คุณแก่ช้ากว่า นี่คือ สัมพัทธภาพ (relativity) ไง คือ แต่ละคนมีกรอบอ้างอิงเรื่องเวลาของตนเอง ฟังแล้วแปลก และอาจจะน่าตื่นเต้นสำหรับหลายๆ คน

    แต่นี่ไม่ใช่จุดสำคัญที่สุดของทฤษฎีสัมพัทธภาพ!

    เพราะว่าตามทฤษฎีนี้ แม้เราสองคน หรือใครๆ ก็ตามจะวัดเวลาที่ผ่านไปได้ต่างกัน แต่จะมีหลายสิ่งหลายอย่างเหมือนกัน เช่น ทุกคนวัดอัตราเร็วของแสงได้เท่ากัน ทุกคนใช้กฎทางฟิสิกส์ในรูปแบบเดียวกัน และปริมาณบางอย่างนั้น ไม่ว่าใครไปวัด ก็จะได้เท่าๆ กัน นี่คือ ความไม่แปรเปลี่ยน หรือ อินแวเรียนซ์ (invariance) ซึ่งเป็นอีกแง่มุมหนึ่งของทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง


ภาพแสดงแนวคิดเรื่อง สัมพัทธภาพ (relativity) และความไม่แปรเปลี่ยน (invariance)

 

 

ซ้าย : คนที่อยู่บนถนนจะสังเกตเห็นรถจักรยานและคนขี่ที่เคลื่อนที่ผ่านไปหดสั้นลงในทิศทางการเคลื่อนที่
ขวา : แต่ในมุมมองของคนขี่จักรยาน เขาและจักรยานยังเป็นปกติดี (ไม่มีอะไรหด!) แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเขาต่างหาที่หดสั้นลง

แต่ทุกๆ คนจะบอกว่าแสงมีอัตราเร็วเท่ากันทั้งหมด และกฎทางฟิสิกส์มีรูปแบบเดียวกัน (นี่คือ ความไม่แปรเปลี่ยน)



     อย่างไรก็ดี ผมเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้แล้วนะในหนังสือเล่มหนึ่ง หากมีใครสนใจฟิสิกส์ของไอน์สไตน์ และอยากนำไปเทียบเคียงกับศาสนา หรือเรื่องทางจิตวิญญาณ ก็คงต้องไม่ลืมที่จะนำเรื่องความไม่แปรเปลี่ยนนี้ไปใช้ด้วย [โปรดดูภาพข้างบนสำหรับแนวคิดเบื้องต้น]

    แต่ก็อย่างที่ว่าไว้แต่ต้น ต้องเข้าใจให้ดีก่อนนะ ลองปรึกษานักฟิสิกส์ที่เขารู้เรื่องนี้ก็ได้ครับ ไม่งั้นเดี๋ยวผิดเพี้ยนอีก ชื่อทฤษฎีสัมพัทธภาพมันลวงตาน่ะครับ คือมันชวนให้เข้าใจไปว่าทุกสิ่งเป็นสัมพัทธ (relative) คือ แล้วแต่ว่าใครมอง ซึ่งไม่ใช่ เพราะบางอย่างเป็นสัมพัทธ์ บางอย่างเป็นความไม่แปรเปลี่ยน

+แนวคิดบางอย่างของไอน์สไตน์ทำความเข้าใจได้ยาก

    ที่ว่าเข้าใจยาก เพราะมันขัดกับสามัญสำนึกของคนทั่วไป อย่างคุณเห็นผมแก่ช้ากว่าคุณ ถ้ามองแบบใช้สามัญสำนึกธรรมดา ผมก็ควรจะต้องเห็นคุณแก่เร็วกว่าผมใช่ไหม แต่ไม่ใช่ครับ ต่างคนต่างบอกว่าตนเองเป็นปกติ คนอื่นเปลี่ยน

+คิดว่า ไอน์สไตน์กับพระพุทธเจ้าเกี่ยวข้องกันไหม

    ในทางพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงค้นหาและค้นพบความจริงของชีวิต และค้นพบหนทางดับทุกข์ หัวใจอยู่ตรงนั้น

    ส่วนในทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าไอน์สไตน์หรือนักวิทยาศาสตร์คนไหน ก็พยายามหาความจริงของธรรมชาติในสาขาที่ตนเองสนใจว่า มีหลักการหรือกฎเกณฑ์อย่างไร ธรรมชาติทำงานอย่างไรครับ บางเรื่องก็อาจจะไปคาบเกี่ยวกับศาสนา เช่น การศึกษาเรื่องจิต แต่มักจะมองคนละมุม

+ในความเห็นของอาจารย์ คิดว่าไอน์สไตน์นั่งสมาธิหรือไม่

    ดูตามประวัติน่าจะไม่ ‘นั่งสมาธิ’ ในแง่ที่ว่าฝึกน่ะครับ แต่ไอน์สไตน์มีสมาธิสูงมากในตอนที่ครุ่นคิดในเรื่องต่างๆ ลองไปดูประวัติตอนที่เขาค้นพบหลักแห่งความสมมูล ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปก็ได้ครับ 



 

   การ์ตูนแสดงชั่วเวลาขณะที่ไอน์สไตน์ค้นพบ หลักแห่งความสมมูล (Principle of Equivalence)  ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่นำไปสู่การพัฒนาทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity)  อันเป็นผลงานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของไอน์สไตน์

{mospagebreak}

หน้า 3

+ถ้าจะทำความเข้าใจทฤษฎีสัมพัทธภาพ ต้องอ่านแนวคิดของไอน์สไตน์ให้แตก อาจารย์ศึกษาเรื่องนี้แค่ไหน

    ผมเรียนฟิสิกส์ครับ คือ เป็นวิชาที่ต้องเรียนอยู่แล้ว ส่วนเมื่อ 3 ปีก่อน ก็เคยเขียนหนังสือไว้ 2 เล่ม เล่มหนึ่งลงลึกพอสมควร เอาแบบแม่นยำ และใช้คณิตศาสตร์ระดับมัธยมปลาย ส่วนอีกเล่มหนึ่งเขียนแบบง่ายหน่อย ร่วมกับอาจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล และอาจารย์ ดร.สุทัศน์ ยกส้าน

 

+ อาจารย์เป็นนักวิทยาศาสตร์ ก็เลยไม่เชื่อเรื่องศาสนา

    ถ้าใครได้อ่านข้อเขียนผมช่วงหลังๆ ในเสาร์สวัสดี กรุงเทพธุรกิจ ก็จะรู้ว่า ผมสนใจอารยธรรม โดยเฉพาะทางศาสนา เช่น ฮินดู เชน และโซโรอัสเตอร์

    พุทธศาสนาเกิดท่ามกลางวัฒนธรรมพราหมณ์ แต่เป็นพราหมณ์ที่กำลังอยู่ในขาลง มีสำนักคิดต่างๆ มากมาย ลองไปศึกษาดูนะครับ ตอนหลังพราหมณ์ถึงต้องปรับตัวเพื่อสู้กับพุทธและเชน โดยมีวัด เลิกบูชายัญ กลายเป็นฮินดู

    ผมคิดว่า เราน่าจะเรียนรู้ศาสนาได้ดีขึ้น หากเข้าใจบริบทของสังคมในขณะหนึ่งๆ ด้วย ไม่ต่างจากการดูคนคนหนึ่งหรือคนกลุ่มหนึ่ง เราคิดว่าดูแบบตรงๆ มิติเดียวไม่ได้หรอกครับ

   เช่น เราพูดได้อย่างเต็มปากไหมว่า คนที่อาศัยอยู่ในป่า ล่าสัตว์เพื่อเป็นอาหารเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตนั้นเขา "ทำผิดศีลธรรม" หรือในทางกลับกัน เรามั่นใจได้ไหมว่า การที่เราไปชี้กุ้งปลาเป็นๆ ในตลาด เพื่อให้แม่ค้าฆ่าให้เรานำไปประกอบอาหารนั้น เรา "ไม่ได้ทำผิดศีลธรรม" 

   นอกจากนี้พุทธศาสนายังมีหลายนิกาย ลองไปดูแนวคิดของมหายาน วัชรยาน หรือมนตรยาน ดูสิครับ  พวกเราที่นับถือพุทธแบบเถรวาทอาจจะได้มุมมองที่น่าแปลกใจทีเดียว

+ถ้ามีคนแย้งว่า อาจารย์ศึกษาเรื่องแนวคิดศาสนามากมาย แต่ไม่ได้ปฏิบัติ อาจไม่เข้าใจบางอย่าง จะอธิบายอย่างไรคะ

   ท่านพุทธทาสบอกว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรมนะครับ

   ที่สำคัญ คือ เรื่องที่คุยกันวันนี้ ผมไม่ได้โจมตีเรื่องศาสนาเลย แต่ประเด็นของผมคือ การนำเอาวิทยาศาสตร์มาเทียบเคียง ไม่ว่าสนับสนุนหรือหักล้างความเชื่อทางศาสนา ถ้าทำได้อย่างถูกต้องถูกหลักวิชาการ ก็จะเกิดความรู้ใหม่ๆ ที่งดงามและทรงพลัง และจะทำให้เกิดศรัทธาต่อทั้งวิทยาศาสตร์และศาสนา เป็นศรัทธาที่รองรับด้วยปัญญา

   แต่ถ้านำสิ่งที่ไม่ถูกต้องไปใช้ ก็จะก่อให้เกิดข้อผิดพลาด

   ผมยึดหลักกาลามสูตรของพระพุทธองค์นะครับ โดยข้อที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ อย่าด่วนเชื่อเพราะเข้ากับความเห็นของตน ที่บางทีฝรั่งเรียกว่า confirmation bias นั่นเอง

+นักฟิสิกส์อย่างอาจารย์เชื่อสิ่งที่มองไม่เห็นไหม

   การเห็นมี 2 อย่างหลักๆ นะครับ คือ มีอะไรบางอย่างที่เป็นตัวตนทางกายภาพจริงๆ ซึ่งทุกคนที่มีสายตาปกติจะมองเห็นเหมือนๆ กัน

    ส่วนอีกอย่างหนึ่งคือ การที่สมองสร้างภาพนั้นให้เราเห็น เช่น ภาพในความฝัน ภาพหลอนจากการใช้ยาหรือสารเคมีบางอย่าง

    ถ้าตอบแบบนักฟิสิกส์ ก็อาจจะแถมด้วยว่า เราก็มองไม่เห็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ใช่แสง แต่เรามีหลักฐานว่ามันน่าจะมีอยู่จริง และเรานำมันมาใช้งานได้ด้วย เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ รังสีเอ็กซ์ เป็นต้น

+มีคนบอกว่า จิตเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง อาจารย์คิดว่าเป็นเช่นนั้นไหม

    ถ้าเป็นคำพูดทั่วๆ ไปให้ฟังง่ายๆ ก็พอเข้าใจได้

    แต่ในทางวิทยาศาสตร์นี่ จิตไม่ใช่พลังงานนะครับ จิตเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการผุดบังเกิด เป็นสิ่งที่ผุดขึ้นมาจากปฏิกิริยาทางกายภาพ อย่างความเจ็บ ความป่วย การสัมผัสรับรู้รส ก็เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการผุดบังเกิด [หมายเหตุ : การผุดบังเกิด (emergence) เป็นแนวคิดสำคัญในวิทยาศาสตร์ใหม่แขนงหนึ่งที่มีชื่อว่า ศาสตร์แห่งความซับซ้อน (Science of Complexity)]

+เรื่องการกลับชาติมาเกิด อาจารย์มีความเชื่อเรื่องนี้อย่างไรคะ

    เรื่องนี้น่าสนใจ ถ้ามองย้อนเวลากลับไป ก็มาจากศาสนาฮินดู ทางคริสต์ก็ไม่มีเรื่องนี้นะครับ

 

 

 

     ท่านพุทธทาสตีความคำว่า ‘เกิด’ อีกแบบคือ จิตเกิดดับตลอดเวลา เกิด นี่คือ การเกิดของตัวกู

     [ข้อมูลเพิ่มเติม : ในข้อคิดเห็น #8 หลวงพี่พระมหาชัยวุฒิฯ ได้กรุณาชี้แจงมาว่า คำกล่าวของผมคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง โดยหลวงพี่ได้ให้ข้อเท็จจริงเบื้องต้นมาดังนี้ครับ:

     ขอแย้งว่า มิใช่ความเห็นเบื้องต้นของท่านพุทธทาส เพราะประเด็นนี้ มีเรียนมีสอนกันมาในคัมภีร์นานแล้ว... มีศัพท์บาลีว่า่ จิตฺตูปปาโท ซึ่งบางครั้งก็นิยมแปลทับศัพท์เป็นไทยว่า จิตตูปบาท (ความเกิดขึ้นแห่งจิต) ]

แต่ในสังคมไทย เราพูดเรื่องวิญญาณออกจากร่างไปอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากฮินดู

     นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมอยากย้อนกลับไปดูว่า แนวคิดแบบไหนที่พุทธศาสนารับเข้ามา แล้วมีการตีความใหม่ หรือแนวคิดไหนที่พุทธแตกต่างจากลัทธิความเชื่ออื่นอย่างเด่นชัด

    ลองเอาเรื่องนี้ไปคิดเล่นๆ นะครับ ท่านมหาวีระ ซึ่งเป็นศาสดาของศาสนาเชน เมื่อท่านบรรลุไกวัล ทางเชนก็ถือว่าท่านเป็นสัพพัญญู เมื่อตอนดับขันธ์ เราก็ใช้ว่าท่านปรินิพพานเช่นกัน การใช้คำเหล่านี้มาจากผู้รู้ทางศาสนาที่เป็นราชบัณฑิตครับ



 

 

     (ซ้าย) มหาวีระขณะบรรลุธรรม เรียกว่า เกวัล หรือไกวัล เป็นสัพพัญญูตามคติของศาสนาเชน   (ขวา) ศาสดามหาวีระขณะแสดงปฐมเทศนา



    ขอส่งท้ายว่า ผมมีความเชื่อว่าท่านผู้รู้แต่ละท่าน ที่พยายามเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์เข้ากับศาสนานั้น แต่ละท่านเป็นผู้มีเมตตาธรรมและสติปัญญาสูงทั้งสิ้น


    ดังนั้น หากเราต้องการที่จะทำให้คนไทยได้เรียนรู้ ค่อยๆ ปรับแก้ไขในประเด็นที่ยังคลาดเคลื่อน เน้นแก่นแท้ และมีตัวอย่างที่แม่นยำชัดเจน จนเกิดสัมมาทิฐิ คือ ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดความสุขและภูมิปัญญา ทั้งในระดับปัจเจกและระดับสังคมของเราครับ


เสือลายเมฆ ญาติสนิทของเสือเขี้ยวดาบ?

ข้อความ : ้้http://www.phana.com/webboard/00025.html

ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในวงศ์แมว (Family Felidae) ไม่ว่าจะเป็นแมวบ้านหรือแมวป่า ไม่ว่าจะเป็นเสือขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ คงไม่มีแมวหรือเสือชนิดใด มีสีสันและลวดลายงดงามเท่า เสือลายเมฆ (Clouded Leopard; Neofelis nebulosa) ซึ่งหลายคนอาจเหมือนผม เคยเห็นในสวนสัตว์บางแห่ง เช่น สวนสัตว์พลาต้า แต่การพบตัวจริงๆ ในป่านั้นเป็นไปได้ยากยิ่ง

เสือลายเมฆเป็นแมวป่าที่มีลำตัวโต และมีลักษณะของกระโหลกศีรษะและฟันคล้ายกับเสือดาว ซึ่งเป็นเสือขนาดใหญ่ในสกุล Panthera เช่นเดียวกับเสือโคร่งและสิงโต แต่ไม่สามารถส่งเสียงร้องคำราม (roar) ได้อย่างเสือดาว เสือโคร่ง หรือ สิงโต เพราะมันส่งเสียงร้องแหลมเล็ก (purr) อย่างแมวป่าหรือเสือขนาดเล็กในสกุล Felis เช่น เสือปลา (Fishing Cat) และ แมวป่าลายหินอ่อน (Marbled Cat) จึงเป็นเสือที่มีลักษณะก้ำกึ่งระหว่างแมวป่าหรือเสือขนาดเล็กในสกุล Felis กับเสือขนาดใหญ่ในสกุล Panthera

ด้วยเหตุนี้ นักสัตวศาสตร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะ โรนัล เอ็ม. โนวัค (Ronald M. Nowak) ผู้แต่งหนังสือ Walker's Mammals of the World และนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ผู้แต่งหนังสือ Mammals of Thailand ร่วมกับเจฟฟรี่ แม็คนีลลี่ (Jeffrey McNeely) ต่างจัดเสือลายเมฆไว้ในสกุลของมันเอง คือ สกุล Neofelis

อย่างไรก็ดี นักสัตวศาสตร์บางคนจัดเสือลายเมฆไว้ในสกุล Felis เช่นเดียวกับแมวบ้านและ แมวป่าหรือเสือขนาดเล็กชนิดอื่น เช่น เสือปลา และแมวป่าลายหินอ่อน เพราะมันส่งเสียงร้องแหลมเล็กอย่างแมวป่าหรือเสือขนาดเล็กเหล่านี้ แต่นักสัตวศาสตร์บางคนจัดเสือลายเมฆไว้ในสกุล Panthera เช่นเดียวกับเสือดาว เสือโคร่ง และ สิงโต เพราะมันมีลำตัวโต และลักษณะของกระโหลกศีรษะและฟันคล้ายกับเสือดาว

เสือลายเมฆเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่แพร่กระจายอยู่เฉพาะในเขตโอเรียนตัล (Oriental Realm) เท่านั้น เริ่มจากประเทศเนปาล และรัฐสิกขิมของประเทศอินเดีย เรื่อยมาทางตะวันออกจนถึงประเทศจีนทางตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงลงมา และเกาะไต้หวัน แล้วลงไปทางใต้ ผ่านประเทศพม่า ไทย อินโดจีน รวมทั้งเกาะไหหลำ จนถึงมลายู เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว

เนื่องจากเสือลายเมฆเป็นแมวป่าที่มีลวดลายและสีสันงดงามยิ่งกว่าแมวป่าหรือเสือชนิดใด จึงทำให้มนุษย์คอยตามล้างตามผลาญ เพื่อล่าเอาหนังและขนของมันมาทำเป็นเสื้อผ้าขนสัตว์ และยังเอาหัวกระโหลกและเขี้ยวของมันมาเข้าเครื่องยาอีกด้วย จนเป็นเหตุให้ประชากรของมันต้องลดจำนวนลงอย่างมากมาย นอกเหนือจากการทำลายป่าดงดิบอันรกทึบ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยและหากินของมัน

กล่าวกันว่า เสื้อคลุมตัวหนึ่งๆ ที่ทำจากหนังพร้อมด้วยขนของเสือลายเมฆ จะต้องใช้หนังของเสือลายเมฆถึง 6 ผืน ดังนั้น กว่าจะได้เสื้อคลุมมา 1 ตัว จะต้องฆ่าเสือลายเมฆถึง 6 ตัวทีเดียว ซึ่งนับว่าโหดมาก ด้วยเหตุนี้ เสื้อคลุมที่ทำจากหนังของเสือลายเมฆจึงมีราคาสูงมาก เพราะมันเป็นสัตว์ที่หายาก แต่เนื่องจากหนังของมันเป็นที่ต้องการของตลาด จึงมีการลักลอบล่าเสือลายเมฆอยู่เรื่อยๆ

นอกจากนี้ สวนสัตว์ต่างๆ ทั่วโลก ต่างต้องการเสือลายเมฆตัวเป็นๆ เพื่อเอาไปเลี้ยงไว้ให้คนชมอีกด้วย ปัจจุบัน จึงเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย และจากโลก จนต้องจัดไว้ในภาคผนวก 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES)



ฟันฉีกหรือเขี้ยวคู่บน ใหญ่ยาวมากและแหลมคม

เสือลายเมฆเป็นเสือขนาดกลาง เล็กกว่าเสือดาวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่ มีความยาวจากปลายจมูกถึงโคนหาง 61.6 - 106.6 ซม. หางยาว 55 - 91.2 ซม. ซึ่งนับว่ายาวมากเมื่อเทียบสัดส่วนกับหัวและลำตัว เพราะยาวพอๆ กับหัวและลำตัวเลยทีเดียว มีน้ำหนัก 16 - 23 กก.

หัวกระโหลกของเสือลายเมฆใหญ่กว่าหัวกระโหลกของแมวป่าหรือเสือขนาดเล็กในสกุล Felis มาก เพราะมีขนาดพอๆ กับหัวกระโหลกของเสือดาว แต่ไม่ใหญ่เท่ากับหัวกระโหลกของเสือโคร่ง หัวกระโหลกของมันดูคล้ายกับหัวกระโหลกของเสือดาวตรงที่มีปากสั้น โพรงสมอง (braincase) ต่ำ กระดูกจมูก (nasals) ตรง และเบ้าตาไม่สมบูรณ์

อย่างไรก็ดี หัวกระโหลกของมันแตกต่างจากหัวกระโหลกของเสือดาวตรงที่กระดูกจมูกกว้างกว่า คางตั้งตรงมากกว่า และขอบล่างของเบ้าตาหนากว่า ปุ่มกระดูกบริเวณกระหม่อม (sagittal crest) แข็งแรง และบริเวณท้ายทอยเป็นรูปสามเหลี่ยม ตรงที่ปุ่มกระดูกบริเวณกระหม่อม (sagittal crest) พบกับปุ่มกระดูกบริเวณท้ายทอย (occipital crest) มีลักษณะแหลม

ฟันฉีก (canine) หรือเขี้ยวคู่บนของเสือลายเมฆมีขนาดใหญ่มาก ทั้งยังยาวและแหลมคมอีกด้วย เนื่องจากยาวราว 3.81-4.44 ซม.จึงยื่นออกมานอกปากอย่างเห็นได้ชัดเจน นับว่าใหญ่และยาวกว่าฟันฉีกหรือเขี้ยวคู่บนของเสือหรือแมวป่าชนิดใด นอกจากนี้ ทางด้านหลังของฟันฉีกหรือเขี้ยวคู่บนนี้ยังคมมากอีกด้วย ยิ่งกว่านั้น ฟันรองกราม (premolar) ซี่บนซี่แรกเล็กมากหรือไม่มี จึงทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟันฉีกหรือเขี้ยวคู่บนกับฟันรองกรามซี่ถัดไปมาก ทำให้เสือลายเมฆมีกำลังในการงับเหยื่อด้วยฟันฉีกหรือเขี้ยวคู่บนมากยิ่งขึ้นด้วย

จากลักษณะของฟันฉีกหรือเขี้ยวคู่บนซึ่งยาวมากเช่นนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์บางคนเข้าใจว่ามันมีเชื้อสายใกล้ชิดกับ เสือเขี้ยวดาบ (Sabre-toothed Tiger; Smilodon sp.) เสือโบราณที่สูญพันธุ์ไปนานมากแล้ว ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เมื่อราว 1,000,000 ปีที่ผ่านมา แต่ฟันฉีกหรือเขี้ยวคู่บนของเสือเขี้ยวดาบมีไว้ใช้งับหลังคอของสัตว์ที่มีหนังหนาๆ เช่น ช้างแมมมอธ (Mammoth) แรด และสล็อธดิน (Ground Sloth)

สิ่งที่น่าสนใจและสะดุดตาที่สุดของเสือลายเมฆ คือ ความงามของสีสันและลวดลายตามลำตัว ซึ่งเป็นลายก้อนเมฆที่สวยงามมาก จนทำให้ชาวผิวขาวเรียกเสือชนิดนี้ว่า Clouded Leopard ซึ่งแปลว่า เสือดาวลายเมฆ ลวดลายเช่นนี้เป็นลักษณะเฉพาะตัวของเสือชนิดนี้เท่านั้น

พื้นลำตัวของเสือลายเมฆเป็นสีน้ำตาลแกมเหลืองแดง แต่สีค่อยๆ จางลงทางใต้คาง ใต้คอ เรื่อยมายังหน้าอก และใต้ท้อง รวมทั้งด้านในของขาทั้งสี่ บริเวณไหล่และถัดจากไหล่ไป มีลายคล้ายก้อนเมฆขนาดเท่าฝ่ามือหรือโตกว่าฝ่ามือราว 5 - 6 ลายขวางลำตัวไว้ ซึ่งบางลายอาจยาวจากหลังลงมาจนเกือบจดท้อง ลายก้อนเมฆนี้มีสีน้ำตาลแกมเขียว แต่ขอบหลังของลายเป็นสีดำ เนื่องจากลายก้อนเมฆออกสีเขียว จึงทำให้ชาวบ้านบางคนเรียกเสือชนิดนี้ว่า เสือเขียว

บริเวณสันหลังของลำตัว มีจุดสีดำเรียงเป็นแถว ดูคล้ายเส้นสีดำที่คดเคี้ยว นอกจากนี้ ยังมีเส้นยาวๆ สีดำที่ข้างคอไปยังไหล่อีก 4 - 5 เส้น ที่หน้าผากมีจุดดำเล็กๆ หลายจุดเป็นกระจุก ส่วนที่แก้มมีลายเป็นเส้นโค้งสีดำ รอบๅ ปากเป็นสีขาว หนวดก็เป็นสีขาว ด้านในของใบหูที่ค่อนข้างกลมของมันเป็นสีจาง แต่ด้านหลังของใบหูสีดำและมีจุดสีขาว ที่ขาและส่วนล่างของท้องมีจุดสีดำเล็กๆ ด้วย

หางซึ่งยาวเกือบเท่าความยาวของหัวและลำตัว มีลายเป็นปล้องสีดำ มีโคนหางหนาและเรียวไปทางปลายหางเล็กน้อย ปกคลุมด้วยขนที่ยาวและหนา ทำให้เห็นหางของมันดูใหญ่ไม่สมตัว เพราะลำตัวของมันค่อนข้างบอบบาง และขาทั้งสี่ค่อนข้างสั้น แต่เท้าใหญ่

สีสันและลวดลายของเสือลายเมฆนี้ ดูเผินๆ คล้ายคลึงกับสีสันและลวดลายของ แมวป่าลายหินอ่อน (Marbled Cat; Felis marmorata) มาก จึงทำให้ชาวบ้านบางคนสับสน เห็นแมวป่าลายหินอ่อนเป็นเสือลายเมฆ หรือเรียกแมวป่าลายหินอ่อนว่าเสือลายเมฆ

อย่างไรก็ดี แมวป่าลายหินอ่อนมีขนาดเล็กกว่าเสือลายเมฆ และถึงแม้ว่าสีสันและลวดลายของแมวป่าลายหินอ่อนจะคล้ายคลึงกับเสือลายเมฆ แต่แมวป่าลายหินอ่อนมีหนวดสีดำตอนโคนและออกสีเหลืองตอนปลาย ไม่ใช่สีขาวอย่างหนวดของเสือลายเมฆ ที่หน้าผากของแมวป่าลายหินอ่อนไม่มีจุดสีดำๆ เป็นกระจุกอย่างเสือลายเมฆ มีแต่ลายเส้นสีดำ และหางของแมวป่าลายหินอ่อนมีจุดสีดำๆ ตลอดความยาวของหาง

เนื่องจากเสือลายเมฆในภูมิภาคต่างๆ มีขนาดของลำตัวและลวดลายสีสันแตกต่างกันบ้าง นักสัตวศาสตร์จึงจำแนกเสือลายเมฆออกเป็น 4 ชนิดย่อย แต่พบในประเทศไทยเพียง 2 ชนิดย่อย คือ เสือลายเมฆพันธุ์เหนือ (N. n. nebulosa) ซึ่งแพร่กระจายอยู่เหนือระดับคอคอดกระขึ้นไป รวมทั้งอินโดจีน จีนตอนใต้ และเกาะไหหลำ และ เสือลายเมฆพันธุ์ใต้ (N. n. diardi) ซึ่งแพร่กระจายอยู่ต่ำจากระดับคอคอดกระลงมา จนถึงมลายู สุมาตรา และบอร์เนียว เสือลายเมฆพันธุ์ใต้นี้มีลำตัวโตกว่าและมีลายเมฆใหญ่กว่าพันธุ์เหนือ แต่โดยเฉลี่ยแล้ว มีขนาดของหัวกระโหลกเล็กกว่าพันธุ์เหนือ

{mospagebreak}

หน้า 2



เสือลายเมฆอีก 2 พันธุ์ ซึ่งไม่พบในประเทศไทยนั้น คือ เสือลายเมฆพันธุ์พม่า (N. n. macrosceloides) ซึ่งพบตั้งแต่เนปาลเรื่อยมาจนถึงพม่า และเสือลายเมฆพันธุ์ไต้หวัน (N. n. brachyurus) ซึ่งพบเฉพาะบนเกาะไต้หวัน แต่ในปัจจุบันเข้าใจว่าคงสูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

ปีนป่ายต้นไม้ได้เก่ง ยิ่งกว่าเสือหรือแมวป่าชนิดใด

ถึงแม้ว่าเสือลายเมฆจะพึ่งถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2364 แต่เสือชนิดนี้เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่หาได้ยากมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า จำนวนประชากรของมันในโลกนี้มีอยู่ไม่มากนัก และยังชอบอาศัยอยู่ในป่าดงดิบที่อุดมสมบูรณ์ ซึ่งมีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่นจนรกทึบ จนไม่ค่อยมีใครได้พบเห็นกัน และหาตัวของมันได้ยากมาก ซึ่งผิดกับเสือและแมวป่าชนิดอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าที่ไม่รกทึบนัก จึงพบเห็นกันได้ไม่ยาก

ในประเทศไทย มักพบเสือลายเมฆในป่าดิบแล้งที่ค่อนข้างโปร่ง แต่ในต่างประเทศ บางครั้ง อาจพบได้แม้กระทั่งในป่าชั้นสอง ป่าที่มีการทำไม้ ทุ่งหญ้า และ ป่าละเมาะ สำหรับในบอร์เนียวนั้น พบได้แม้กระทั่งในป่าชายเลน ส่วนแถบเชิงเขาหิมาลัย จะพบได้จนถึงป่าดิบเขาในระดับความสูง 1,450 เมตร แต่บางครั้งอาจขึ้นไปถึงระดับความสูง 3,000 เมตรก็ได้

เสือลายเมฆออกหากินในเวลากลางคืน และหลับนอนในเวลากลางวันเช่นเดียวกับเสือและแมวป่าชนิดอื่นๆ แต่ออกหากินในเวลากลางวันบ้างในบางครั้ง มันมีความสามารถในการปีนป่ายต้นไม้ยิ่งกว่าเสือหรือแมวป่าชนิดใด สามารถวิ่งลงมาจากต้นไม้ หรือ ไต่ไปใต้กิ่งไม้ที่ทอดนอนได้อย่างสบายๆ ในบางครั้ง มันก็ห้อยตัวลงมาจากกิ่งไม้ที่โน้มเอนโดยใช้เฉพาะเท้าหลังทั้งสองเท่านั้นที่เกาะกิ่งไม้ไว้ แต่มันก็มิได้อาศัยอยู่บนต้นไม้มากไปกว่าบนพื้นดิน

เนื่องจากเสือลายเมฆเชี่ยวชาญในการปีนป่ายต้นไม้มาก ลักษณะโครงสร้างของร่างกายบางอย่างจึงดัดแปลงไปให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้ของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หางที่ยาวมากเป็นพิเศษ เพราะยาวเกือบเท่าความยาวของหัวและลำตัว ซึ่งมีประโยชน์ในการทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้เล็กๆ ที่มันกำลังไต่หรือปีนป่ายขึ้นไป ช่วยรักษาน้ำหนักของมันมิให้โอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง

นอกจากนี้ ลำตัวของมันยังค่อนข้างบอบบางและขาทั้งสี่ค่อนข้างสั้น แต่เท้าใหญ่ จึงทำให้มันมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ ซึ่งช่วยให้มันทรงตัวอยู่บนกิ่งไม้ได้ดี ยิ่งกว่านั้น นิ้วทั้งสี่ของเท้าแต่ละข้าง ทั้งเท้าหน้าและเท้าหลัง ยังมีแผ่นพังผืดขึงติดกันอีกด้วย และปลอกเล็บของมันก็มีสองชั้น ซึ่งช่วยให้มันหดเล็บเข้าไว้ในปลอกได้หมด จึงทำให้มันปีนป่ายต้นไม้ได้คล่องแคล่ว และเหมาะที่จะใช้ชีวิตอยู่บนต้นไม้

นอกจากจะปีนป่ายต้นไม้ได้เก่งแล้ว เสือลายเมฆยังว่ายน้ำได้เก่งอีกด้วย เพราะเคยมีพบมันอยู่บนเกาะเล็กๆ นอกชายฝั่งของรัฐซาบาห์ (Sabah) และนอกชายฝั่งของเวียดนาม ซึ่งแสดงว่ามันจะต้องว่ายน้ำข้ามทะเลไป จึงไปอยู่บนเกาะเล็กๆ นั้นได้

ในเวลากลางวัน เสือลายเมฆชอบนอนพักผ่อนหรือหลับนอนอยู่แต่บนกิ่งไม้ใหญ่ที่ทอดเอน ภายใต้ร่มเงาของใบไม้ที่หนาแน่นจนรกทึบ จนยากที่ใครจะพบเห็นตัวหรือแลเห็นได้ง่ายๆ เพราะลวดลายและสีสันของมันกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมได้ดีมาก และพรางตาของเราได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ค่อยมีใครได้รู้จักชีวประวัติของเสือชนิดนี้เท่าใดนัก

เข้าใจว่าเสือลายเมฆคงอยู่ด้วยกันเป็นคู่ ตัวผู้และตัวเมีย และออกล่าเหยื่อพร้อมๆ กัน แต่ในเวลาล่าเหยื่อ ส่วนใหญ่มันมิได้ตระเวนหาหรือไล่ตะปบเหยื่อตามต้นไม้ จะจับเหยื่อตามต้นไม้บ้างเฉพาะในบางโอกาสเท่านั้น แต่พอถึงเวลาพลบค่ำมันจะลงจากต้นไม้ เพื่อออกล่าเหยื่อบนพื้นดิน

เหยื่อของมันมีมากมายหลายชนิด ตั้งแต่นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งขนาดเล็ก เช่น ลิง ชะนีและเม่น และขนาดใหญ่ เช่น เก้ง กวาง และหมูป่า ไปจนถึงสัตว์เล็กๆ เช่น งู เขี้ยวที่ใหญ่ยาวและแหลมคม ประกอบกับลำตัวที่ล่ำสัน คงทำให้มันล่าสัตว์กีบที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ได้ดี

ในบอร์เนียว เคยมีผู้พบเสือลายเมฆกำลังกินซากลิงจมูกงวง (Proboscis Monkey) บนต้นไม้เล็กๆ ซึ่งขึ้นอยู่ริมน้ำ และในป่าชายเลน ส่วนในประเทศไทย ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เคยมีผู้พบเสือลายเมฆกำลังกินลิงกัง และชะนี นอกจากนี้ ในต่างประเทศ เคยมีรายงานว่า เสือลายเมฆเข้าทำร้ายแพะ แกะ หมู ลูกควาย และ สุนัขที่มนุษย์เลี้ยงไว้ด้วย แต่ไม่เคยมีรายงานว่ามันเข้าทำร้ายมนุษย์เลย

ชาวกระเหรี่ยงเล่าว่า ในเวลาที่เสือลายเมฆจะจู่โจมไล่ตะปบเหยื่อบนพื้นดิน เมื่อมันมองเห็นเหยื่อ มันจะหมอบราบๆ อยู่หลังดงไม้อันรกทึบ ซึ่งกลมกลืนกับลวดลายและสีสันของมัน เพื่อหลบซ่อนตัวไม่ให้เหยื่อเห็น แล้วจึงค่อยๆ คืบคลานอย่างช้าๆ แหวกดงไม้นั้นออกมา และกระโดดตะปบเหยื่อนั้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเล็บเท้าหน้า เหยื่อที่ถูกตะปบมักจะมึน แล้วถูกกัดซ้ำจนตาย ด้วยเขี้ยวคู่บนซึ่งยาวและแหลมคมมาก

ตามปกติ เสือและแมวป่าชนิดอื่นๆ จะกินเหยื่อจนหมดทั้งตัว รวมทั้งขนของเหยื่อด้วย แต่เสือลายเมฆจะไม่กินขนของเหยื่อเข้าไปด้วย เพราะก่อนกินเหยื่อ มันจะใช้ลิ้นที่สากเหมือนตะไบเช็ดถูขนของเหยื่อให้หลุดออกหมดเสียก่อน แล้วจึงกินเหยื่อ แต่ถ้ามันกินเหยื่อไม่หมด มันจะทิ้งเหยื่อไว้ที่เดิม แล้วกลับมากินเหยื่อใหม่จนหมด

เสือลายเมฆยังชอบดักซุ่มโจมตีเหยื่ออยู่บนกิ่งไม้ที่ห้อยลงมา ทำนองเดียวกับเสือดาวอีกด้วย พอแลเห็นเหยื่อบนพื้นดิน ซึ่งเดินมาใกล้ๆ ต้นไม้ที่มันกำลังดักซุ่มอยู่ มันจะกระโจนลงมาจากกิ่งไม้ทันทีเพื่อตะปบเหยื่อนั้น

มีรายงานว่า เสือลายเมฆชอบส่งเสียงร้องคร่ำครวญนานๆ ณ เนินสูงๆ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งมักเรียกกันว่า " เนินเสือ " เสียงร้องนี้ดังไปทั่วทั้งป่า สามารถได้ยินได้ในระยะไกลพอสมควร

ลูกเสือลายเมฆ ดูเผินๆ คล้ายแมวลายหินอ่อน

ในกรงเลี้ยง เสือลายเมฆผสมพันธุ์และตกลูกในระหว่างเดือนมีนาคม ถึง เดือนสิงหาคม ตัวเมียตกลูกครอกละ 1-5 ตัว แต่ส่วนใหญ่มักตกลูกเพียงครอกละ 2 ตัว ภายหลังจากตั้งท้องนาน 86-93 วัน ลูกเสือลายเมฆเกิดมาใหม่ๆ มีน้ำหนักราว 140-170 กรัม ยังไม่ลืมตา และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย พออายุได้ 10-12 วัน จึงจะลืมตาได้ และพอมีอายุได้ราว 6 สัปดาห์ จึงหย่านมและเริ่มหัดปีนป่าย พอมีอายุได้ราว 11 1/2 สัปดาห์ มันจึงสามารถล่าเหยื่อได้เอง

 

ลูกเสือลายเมฆนี้ ดูเผินๆ คล้ายแมวลายหินอ่อนมาก แต่แมวลายหินอ่อนมีสีคล้ำกว่าและลายเล็กกว่า พอมีอายุได้ 6 เดือน ลูกเสือลายเมฆจะมีลายคล้ายเสือลายเมฆที่โตเต็มวัยแล้ว พอมีอายุได้ประมาณ 9 เดือน จึงโตเต็มวัย ถ้าหากนำมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเล็ก พอโตขึ้นจะเชื่องง่าย และยังขี้เล่นอีกด้วย

พอมีอายุประมาณ 26 เดือน ทั้งตัวผู้และตัวเมียจึงพร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้เป็นครั้งแรก และสืบพันธุ์ครั้งสุดท้ายเมื่อมีอายุได้ 12-15 ปี ตัวผู้และตัวเมียจะมีลูกครอกหนึ่งๆ ทุกๆ 2-4 ปี เสือลายเมฆมีอายุยืนโดยเฉลี่ย 11 ปี แต่อาจถึง 17 ปีจึงแก่ตาย แต่เมื่อมันมีอายุมากขนาดนี้ ลวดลายตามลำตัวจะเลือนหายไปจนไม่เหมือนลายเมฆ

ลูกเสือลายเมฆตัวหนึ่งที่สวนสัตว์แฟรงค์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ออกจากรังเมื่อมีอายุได้ 12 วัน พอมีอายุได้ 6 สัปดาห์ จึงหย่านม และเริ่มปีนป่ายได้ อายุได้ 10 ? สัปดาห์ มันเริ่มกินอาหารแข็งๆ ได้ พอมีอายุได้ 111/2 สัปดาห์ มันสามารถล่าเหยื่อได้เอง
 


การผลิตแก้ว

   กรรมวิธีการผลิตแก้ว  ส่วนประกอบที่สำคัญของแก้ว  โซดาไฟ  ซิลิคา  และ Limestone   การเป่าแก้ว ฟองแก้ว  แก้วใสที่ไร้สี  คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


กระจก

   การทดสอบแก้วกับเสียงสูงระดับโอเปร่า ว่าเสียงจะทำให้แก้วแตกหรือไม่  กรรมวิธีการผลิตแผ่นกระจกเรียบ และท่านจะได้เห็นแผ่นกระจกลอยตัวอยู่เหนือตะกั่วเหลว คลิกที่โลโก้ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


บันไดเลื่อน

   นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันเป็นคนคิดขึ้นได้เป็นคนแรก  ท่านจะได้เห็นการทำงานของบันไดเลื่อน   ความหมายของ escalator   การทดสอบบันไดเลื่อนโดยคนขาเดียว คลิกที่โลโก้ download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


สบู่

   จำนวนคนกว่าพันล้านต่อวันที่ใช้สบู่  ท่านจะได้เห็นกรรมวิธีการผลิตสบู่  เส้นสบู่  แผ่นสบู่  และสุดท้ายปั๊มเป็นก้อนสบู่  คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


การทดสอบกระจก

   ใช้ตุ้มน้ำหนักเหวี่ยงไปที่แผ่นกระจก  เพื่อทดสอบความทนทานของแผ่นกระจก  กระจกเนื้อเหนียวพิเศษ  กระจกไฟฟ้าที่สามารถเปลี่ยนจากทึบแสงเป็นโปร่งใสได้  กระจกป้องกันความร้อนสูง  คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ผ่าลูกบิลเลียด

   ใช้เลื่อยไฟฟ้า ผ่าลูกสนุกเกอร์  ดูว่าข้างในทำด้วยอะไร  คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เสื้อทนไฟ

   ซิป เป็นหุ่นทดลอง ที่สวมเสื้อทนไฟ เมื่อฉีดไฟความร้อนสูง เข้าหาเขาทุกทิศทุกทาง เขาจะไหม้หรือไม่ คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เกร็ดวิทย์ชวนรู้: บันไดเลื่อน.....ห้างดัง!

 

       สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ อย่าพึ่งด่วนสรุปจากหัวข้อข้างต้นว่าบันไดเลื่อนห้างดังทำเหตุกลืนขาเด็ก หรือ ดูดใครเข้าไปคาบันไดให้สยดสยองเล่น  ฟามจริงเอ้ย ความจริงคือ เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้ไปเดินซื้อสินค้าที่ห้าง ห้างหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะซุปเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ หลังจากเสร็จภารกิจการซื้อ การจ่าย  ผู้เขียนพร้อมรถเข็น(ของหนักจริงๆครับ ทั้งน้ำปลา น้ำตาล ข้าวสาร)  จะเดินลงโดยบันไดเลื่อน  บันไดเลื่อนที่นี่จะเป็นแผ่นยาว ไม่ได้เป็นขั้น  ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถเข็นบันไดเลื่อนได้สะดวกกว่า หวังว่าผู้อ่านทุกท่านคงจะนึกภาพออกนะครับ  เมื่อผู้เขียนเข็น รถเข็นลงไป โอ้ว ไม่น่าเชื่อเลย รถเข็นที่เคยเข็นได้กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

       ยังความสงสัยให้ผู้เขียนอย่างมาก แต่ผู้เขียนไม่ได้ ทิ้งความสงสัยให้ลอยไปกับสายลม ด้วยความเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เขียนเลยตั้งสมมติฐานทันที   สมมติฐานแรกคือ ใต้บันไดเลื่อนเนี่ยต้องเป็นแม่เหล็กขนาดใหญ่  แน่นอนเมื่อเราเลื่อนรถเข็นลงไป แม่เหล็กด้านล่างก็เลยดูดรถเข็นไว้เหนียวหนึบ (คิดได้ไง)  แต่ยังเชื่อไม่ได้จนกว่าจะได้พิสูจน์ ถ้าเป็นแม่เหล็กจริง มันต้องดูดติดโลหะ ไม่รอช้าพวงกุญแจ bm ของเรา วางลงไปทันที ติดแน่นอน  แทนที่จะติดไปกับบันไดเลื่อน มันกลับติดมือผู้เขียนดังเดิม สรุปว่าแม่เหล็กใต้บันไดเลื่อนไม่มีจริง   เอ้าอย่าย่อท้อ ลองสังเกตให้ดีอีกที รถเข็นไม่เลื่อน แสดงว่าล้อก็ต้องไม่เลื่อน ล้อ ล้อแน่ๆ  ไปหามุมสงบๆหงายท้องมันเลย  ล้อรถเข็นที่นี่ทำจากโลหะ แต่ว่าหน้าล้อไม่เต็มเหมือนยางรถยนต์ แต่เว้าเข้าไปเป็นตัวยู  และที่สำคัญมียางติดอยู่ด้านใน  เข้าทาง ยางเป็นวัสดุชนิดหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นตัวสูง 

      ในขณะเดียวกันเป็นวัสดุที่เกิดแรงเสียดทานในการเคลื่อนที่สูงด้วย  แล้วเกี่ยวกับบันไดเลื่อนอย่างไรหละ  ทดลองกันอีกที เข็นลงมาใหม่ ถึงบางอ้อเลยครับ ที่บันไดเลื่อนแบบเป็นแผ่นยาวนี้จะมีลักษณะเป็นร่องถี่ๆ ซึ่งเจตนาเพื่อให้ล้อที่เป็นเสี้ยวตัวยู หล่นลงไปได้ ร่องนี้ลึกพอที่จะทำให้ยางที่อยู่ภายในสัมผัสกับผิวบันไดเลื่อน แน่นอนครับทุกท่านเมื่อยางทั้งสี่ล้อของรถเข็นสัมผัสกับพื้น แรงเสียดทานมหาศาลก็เกิดขึ้น และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้รถเข็นไม่ไหวติง นอกจากยางที่ช่วยไม่ให้รถเข็นไหลแล้ว การที่บันไดเลื่อนมีลักษณะเป็นร่องที่วางสลับกัน ช่วยให้ล้อตัวยูของรถเข็นไม่สามารถไหลลงไปได้ด้วยครับ
         จริงๆแล้วเรื่องยางกับแรงเสียดทานนี่นะครับ เราๆท่านๆ เรียกว่าพบเห็นกันในชีวิตประจำวันเสมอๆ  เช่น ผ้าเบรกจักรยาน สังเกต สัมผัสดู รู้ว่ายางดีๆนี่เอง  หรือถ้าท่านใดอยากจะมาลองทดลองที่ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ เรามีชิ้นงาน เป็นรางทดสอบความเสียดทาน โดยที่พื้นรางทำจากวัสดุต่างชนิดกัน เช่น ไม้ พลาสติก โลหะ และ ยาง แล้วปล่อยวัตถุให้ไหลลงมา ก็จะทราบว่าวัสดุใด เกิดแรงเสียดทานมากน้อย ต่างกันอย่างไร
        ครับ ก่อนจากกัน วิทยาศาสตร์อยู่ใกล้เราแค่ปลายจมูก  ลองสังเกต ตั้งสมมติฐาน และ ทดลองให้เห็นผล  ผู้เขียนเชื่อว่าเราจะมีความสุขจากการค้นพบคำตอบ
                                                                                                 สวัสดีครับ
                                                                                                westland  


นิตยสาร สารคดี ฉบับเดือน มกราคม ๒๕๔๒

ที่มาของบันไดเลื่อน และบันไดเลื่อนตัวแรกของไทย

     บันไดเลื่อน มีวิวัฒนาการ มากจาก สายพาน ที่เลื่อนไปได้ ไม่มีจบสิ้น ใช้สำหรับ นำสินค้า เลื่อนไปในโรงงาน ต่อมา มีการใช้สายพานนี้ วางเอียงๆ เป็นเครื่องพา นักท่องเที่ยว ขึ้นไปบน หน้าผา นั่นเป็นรูปแบบดั้งเดิม ของบันไดเลื่อน ที่ไม่มีขั้นบันได

      สำหรับบันไดเลื่อน รูปแบบที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันนั้น บันไดแต่ละขั้น จะยึดติดกัน และมี ล้อเลื่อนขึ้นลงได้ ไปตามรางใต้บันได ขั้นบันได จะเลื่อนไปสู่ ปลายด้านหนึ่ง ของบันไดเลื่อน โดยจะค่อยๆ ลดระดับลง จนสุดที่ ปลายบันไดเลื่อน พาผู้ใช้ ขึ้นไปถึง ที่พักบันได เพื่อเลื่อน กลับมา การทำงานของบันไดเลื่อน จะมีมอเตอร์ไฟฟ้า หมุนเฟืองอันใหญ่ ฉุดให้ขั้นบันได เคลื่อนที่ นอกจากนี้ ยังฉุดราวบันได ซึ่งเป็น สายพานวิ่งได้รอบ ให้เคลื่อนที่ตามด้วย สำหรับให้ ผู้ใช้บันไดเลื่อน ยึดจับได้มั่น
คลิกเพื่อดูรูปใหญ่

 

      ความเร็วของบันไดเลื่อนนั้น ประมาณ ๔๐ ฟุตต่อนาที แม้ลิฟท์ จะขนคนขึ้นที่สูง ได้เร็วกว่า แต่บันไดเลื่อน ก็ยังเป็น สิ่งจำเป็นอยู่ดี เพราะ บันไดเลื่อน เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้ ขนย้าย จำนวนคน ได้มากกว่าลิฟท์ ในเวลาเท่ากัน

     ห้างสรรพสินค้า ไทยไดมารู ราชประสงค์ เป็นผู้นำ บันไดเลื่อน ตัวแรก เข้ามาในเมืองไทย เปิดบริการเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๐๗ ปรากฏว่า ชาวกรุง แห่กันไป ใช้บันไดเลื่อน กันเนืองแน่น ยายของ "ซองคำถาม" เอง ยังอุตส่าห์ นั่งรถจาก นครปฐม มาขึ้น บันไดเลื่อน กับเขาด้วย ห้างสรรพสินค้า ไทยไดมารู ที่ติดตั้ง บันไดเลื่อนตัวแรกนี้ ตั้งอยู่ทางฝั่ง ศูนย์การค้า เวิร์ลเทรดปัจจุบัน ต่อมา ห้าง ย้ายไปอยู่ ฝั่งตรงข้าม ไม่ทราบว่า เขาย้ายบันไดเลื่อนตัวแรก ตามไปด้วยหรือไม่ ปัจจุบัน อาคารห้างสรรพสินค้า ไทยไดมารู ถูกทุบทิ้ง ไปนานหลายปีแล้ว

     ภาพโฆษณา ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู และภาพผู้ได้รับเชิญ ไปทดลองใช้ บันไดเลื่อน ที่นำมาให้ชมกันนี้ ศรันย์ ทองปาน ถ่ายเอกสารมาจาก สยามรัฐ ฉบับวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๐๗


Ocean in Motion: Waves - Tsunamis

Tsunamis animation.

Causes of tsunami.

EARTHQUAKES ----------LANDSLIDES------------VOLCANOES


ขวดมหัศจรรย์

   สิ่งที่อยู่ในขวดมหัศจรรย์คืออะไร

  1. น้ำมัน
  2. แม่เหล็ก
  3. อากาศ

 คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ทำความสะอาด DVD (ดีวีดี)ป

     ท่านจะได้เห็นว่ายาสีฟันสามารถทำความสะอาดดีวีดีได้จริงๆนะ

 คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ยิงปืนทะลุกระป๋อง

   ของเหลวในกระป๋อง จะพุ่งออกมาทางใดเมื่อถูกยิง

  1. รูที่กระสุนพุ่งเข้า
  2. รูที่กระสุนพุ่งออก
  3. ไม่มีความแตกต่าง

 คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ความร้อนกับสีดำ

   เสื้อผ้าสีดำมีคุณสมบัติในการปกป้องสิ่งใดได้ดีกว่าเสื้อผ้าสีขาว

  1. ความเย็น
  2. การถูกเผา
  3. ไม่มีข้อใดถูก

 คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


นิวเคลียร์ Fusion

     ท่านจะได้เห็นโรงงานนิวเคลียร์ Fusion  ที่ใช้สนามแม่เหล็กเก็บกักพลาสม่าความร้อนสูง

 คลิกที่โลโก้  download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


เวกเตอร์ (Vector)

     เวกเตอร์ 2 มิติ     เวกเตอร์ 3 มิติ   การประยุกต์เกี่ยวกับเวกเตอร์  คลิกครับ 


     วันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันบริจาคโลหิตโลก" (World Blood Donor Day) เพื่อเป็นวันที่ระลึกถึง ดร.คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) ผู้ค้นพบหมู่โลหิตระบบเอบีโอ เป็นครั้งแรก

     จากการที่สหพันธ์สภากาชาดสากล (International Federation of Red Cross and Red Crescent) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization), The International Federation of Blood Organization และ The International Society of Blood Transfusion ได้กำหนดให้วันที่ 14 มิถุนายน ของทุกปี เป็น "วันบริจาคโลหิตโลก" (World Blood Donor Day) เพื่อเป็นวันที่ระลึกถึง ดร.คาร์ล แลนด์สไตเนอร์ (Karl Landsteiner) ผู้ค้นพบหมู่โลหิตระบบเอบีโอ เป็นครั้งแรก

      ดร.คาร์ล แลนด์สไดเนอร์ (Karl Landsteiner) เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ค.ศ. 1868 ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในครอบครัวนักกฎหมาย และนักหนังสือพิมพ์ ที่ถือได้ว่ามีชื่อเสียงในยุคนั้น พออายุได้ 6 ขวบ บิดาของเขาก็เสียชีวิต

     คาร์ลมีความสนใจทางการแพทย์ มาตั้งแต่ต้น เขาได้เข้าศึกษาในวิชาแพทยศาสตร์ จนสำเร็จเป็นนายแพทย์ เมื่อปี ค.ศ. 1891 ต่อจากนั้น เขาก็ได้ทำงานทางด้านวิจัย และค้นคว้าทางการแพทย์ เกี่ยวกับแบคทีเรียและพยาธิวิทยา ในโรงพยาบาลที่กรุงเวียนนา และเริ่มสนใจ เรื่องรากฐานของภูมิคุ้มกันและพยาธิวิทยา ตลอดระยะเวลาร่วม 20 ปี ที่เขาทำการค้นคว้าวิจัยนั้น

      เขาได้เขียนตำรา และเอกสารทางการแพทย์ ออกมามากมาย ซึ่งส่วนใหญ่มีประโยชน์ และมีความสำคัญ ทางวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นอันมาก อาทิเช่น ลักษณะของเนื้อเยื่อที่เป็นโรค เรื่องภูมิคุ้มกันโรคของร่างกาย โรคเลือดในปัสสาวะ สาเหตุของโรคไขสันหลังอักเสบ และภูมิคุ้มกันของร่างกายที่มีต่อโรคนี้ และการค้นพบ ที่ทำให้เขาได้รับชื่อเสียงมากที่สุด ก็คือ การค้นพบชนิดของหมู่เลือดในคน

       ในสมัยนั้นการให้เลือดแก่ผู้ป่วย ยังไม่ค่อยได้รับผลสำเร็จนัก เพราะเลือดที่ให้ มักตกตะกอนในสายเลือดของผู้ป่วย และเม็ดเลือดมักจะแตก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อค เป็นดีซ่าน โดยคาร์ลได้ให้ข้ออธิบายไว้ว่า ที่เป็นเข่นนี้ ก็เพราะเม็ดเลือดในคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน จึงเป็นสาเหตุให้เกิดปฏิกิริยา ระหว่างเม็ดเลือดที่ต่างชนิดกัน และเกิดการตกตะกอนขึ้น

       ในปี ค.ศ. 1909 เขาได้ตีพิมพ์เอกสาร แสดงให้เห็นว่าเลือดของมนุษย์ สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด คือ เอ บี เอบี และโอ และได้ทำการชี้แจงว่า การถ่ายเลือดจากบุคคลหนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่ง ที่มีกลุ่มเลือดเดียวกัน เลือดจะไม่เกิดปฏิกิริยาตกตะกอน นอกจากว่าบุคคลทั้งสอง จะมีเลือดคนละกลุ่ม ซึ่งการค้นพบในครั้งนี้ ก่อให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์อย่างมหาศาล จากการค้นพบในครั้งนี้ ทำให้คาร์ลได้รับรางวัลโนเบล ในปี ค.ศ. 1930 ต่อมาคาร์ลเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1943 ด้วยโรคหัวใจ รวมอายุได้ 75 ปี

      ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั่วโลก ก็ยังคงจัดงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ โดยในปี 2005 นี้ได้กำหนดคำขวัญไว้ว่า "โลหิต...ให้เพื่อชีวิต" หรือ “Celebrating your gift of blood”


 

ความเป็นมาของคาร์บอนเครดิต

ตามข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต กำหนดให้ประเทศพัฒนาแล้ว (Annex1) ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกริยาเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ "โลกร้อน" ในหลายแนวทาง หนึ่งในนั้นคือ

"การซื้อขายมลพิษ" หรือ คาร์บอนเครดิต กับประเทศที่กำลังพัฒนา (Non-Annex1)

เพราะประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังอยู่ในภาวะ "จนแต้ม" จากการที่ไม่สามารถลดก๊าซ ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกลงได้

เนื่องจากพิธีสารดังกล่าว ที่มีผลบังคับใช้ไปแล้วเมื่อ 16 ก.พ.2549 โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว ที่ลงนามไว้ อาทิ สหภาพยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้ต่ำกว่าระดับก๊าซที่เป็นมลพิษในปี 2533 โดยเฉลี่ย 5.2% ระหว่างปี 2551-2555

หากผู้ที่ร่วมโครงการไม่สามารถดำเนินการได้ตามข้อกำหนด จะต้องมี "บทปรับ" โดยในสหภาพยุโรป มีค่าปรับถึงตันละ 40 ยูโร ตามแผนการลดมลพิษในระยะที่ 1 (2548-2550) และเพิ่มค่าปรับเป็นตันละ100 ยูโร ตามแผนในระยะที่ 2 (2551-2555) ซึ่งสูงกว่าราคารับซื้อหลายเท่าตัว ปฏิบัติการ "ควานหา" (Matching) ผู้ซื้อพบผู้ขายจึงเกิดขึ้น จากดีมานด์ในประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรป เป็นเหตุ !

คาร์บอนเครดิตกับประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยจัดว่าเป็นเพียงการเริ่มต้น เพราะยังไม่มีโรงงานใด ที่ได้รับใบรับรอง (Certified Emission Reduction-CERs) เมื่อเทียบกับ อินเดีย จีน เวียดนาม เกาหลีใต้ บราซิล และอาเจนติน่า

บริษัทเอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งขยายไลน์จากตรวจสอบมาตรฐานคุณภาพไอเอสโอ 9000 และ 14000 มาสู่การตรวจประเมินและรับรองโครงการ (Designated Operational Entity-DOE) เครดิต คาร์บอน บอกว่า บริษัทเพิ่งเริ่มเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าวในไทยเป็นปีแรก หลังจากประสบความสำเร็จในการดำเนินการในอินเดีย ซึ่งเอสจีเอสเป็นผู้ตรวจและยืนยันโครงการให้กับโรงงานอุตสาหกรรมกว่า 100 บริษัท

สำหรับบริษัทในไทย เอสจีเอสได้เข้าไปตรวจรับรองเอกสารประกอบโครงการ (Validation) ให้แก่ โรงไฟฟ้าขอนแก่น ในเครือเคเอสแอล เป็นบริษัทแรก โดยได้รับรองเอกสารดังกล่าวแล้ว และขณะนี้ได้ส่งเอกสาร Recommend ให้คอมมิททรีของสหประชาชาติรับรอง เพื่อออก CERs ให้กับโรงไฟฟ้าขอนแก่น เพื่อซื้อขายคาร์บอนเครดิตต่อไป โดยคาดว่าโรงไฟฟ้าขอนแก่น น่าจะได้รับใบรับรองฯ เป็น "รายแรก" ในไทย ราวปลายเดือนมีนาคม หรือ ต้นเดือนเมษายนนี้ ในปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ 5.7 หมื่นตันต่อปี หรือคิดเป็นเงินในการซื้อขายราว 21 ล้านบาท (37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) จากการใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า

ราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิต คร่าวๆจะอยู่ที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อ 1 ตัน โรงงานหนึ่งก็พูดกันที่ประมาณก๊าซที่ลดได้ปีละ 5 หมื่นตัน แต่ละโรงงานจะมีก๊าซที่เป็นมลพิษหลายตัว เช่น มีเทน ซีเอฟซี ฯลฯ แต่เราจะแปลง (Transfer)ให้อยู่บนพื้นฐานของคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งหมด เพื่อให้ง่ายต่อการคำนวณ"

ปัจจุบันโรงงานในไทยจำนวน 19 แห่ง ที่ประสงค์จะขอซื้อขายคาร์บอนเครดิต และผ่านการรับรองจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจรับรองเอกสารประกอบโครงการ (Validation) จากบริษัทตรวจประเมินและรับรองโครงการรายอื่นๆ

ขั้นตอนการขออนุญาตซื้อขายเครดิตตาร์บอน

1.เมื่อโรงงานต้องการจะทำเรื่องคาร์บอนเครดิต ขั้นตอนแรกจะต้องจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อไปจดทะเบียนกับหน่วยงานราชการ รับรองว่าโรงงานของคุณเข้าหลักการที่สามารถทำได้ ปัจจุบันรัฐบาลมอบหมายให้ สผ.ตั้งคณะกรรมการขึ้นมารองรับไปก่อน

2.เพื่อผ่านการรับรองจากสผ.แล้ว ก็ต้องมาผ่านการรับรองจากคณะรัฐมนตรี

ปัจจุบันโรงงานในไทยจำนวน 19 แห่ง ที่ประสงค์จะขอซื้อขายคาร์บอนเครดิต และผ่านการรับรองจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจรับรองเอกสารประกอบโครงการ (Validation) จากบริษัทตรวจประเมินและรับรองโครงการรายอื่นๆ

3.จากนั้นจะต้องส่งเรื่องไปให้ สหประชาชาติรับรอง ในชั้นต้น

4.ให้บุคคลที่สามอย่างเอสจีเอสเข้าไปตรวจ เมื่อตรวจแล้ว ก็ต้องส่งเอกสารการตรวจสอบกลับไปให้สหประชาชาติพิจารณาอีกครั้ง

5.คณะกรรมการของหน่วยงานสหประชาชาติ จะออกใบรับรองที่มีอายุ 1 ปี "

แม้ขั้นตอนจะค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน แต่ต่อไป เรื่องนี้จะเป็นประเด็นร้อน ที่สร้างรายได้ให้กับหลายบริษัทในไทย แม้แต่ยักษ์คอร์ปอเรทในไทย อย่าง เครือซิเมนต์ไทย (ธุรกิจในทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์) ยังขยับที่จะขายคาร์บอนเครดิต โดยเริ่มดำเนินการในส่วนของโรงปูนซีเมนต์ ขณะนี้กำลังจะเริ่มขั้นตอนการออกแบบโครงการ (Project Design) ซึ่งอยู่ในขั้นเริ่มต้นมากๆ

ธุรกิจที่เหมาะส มกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต

ธุรกิจที่มีศักยภาพในการดำเนินการ จะเป็นธุรกิจที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Energy) เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล เขื่อน ธุรกิจบำบัดน้ำเสียด้วยชีวมวล โรงปูนซีเมนต์ เป็นต้น แต่การสร้างใหม่น่าจะคุ้มค่ากว่าการปรับปรุงเครื่องจักรเก่า เพราะถ้าปรับปรุงได้ ประเทศพัฒนาแล้วทางฝั่งตะวันตก คงจะลงทุนเปลี่ยนระบบการผลิตดีกว่าจะยอมมาซื้อเครดิต จากประเทศกำลังพัฒนา

โรงงานเก่าก็สามารถทำได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีเทคโนโลยีใหม่ๆ มาลดมลพิษ ซึ่งอาจจะต้องลงทุนมากกว่า แต่ถ้าเป็นโรงงานใหม่ ก็สามารถคุยกับที่ปรึกษาฯได้เลยว่า เข้าข่ายที่จะทำได้หรือไม่ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการไฟแนนซ์โครงการ จากรีเทริ์นที่จะกลับมาจากการขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจจะคุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนเรื่องเทคโนโลยี ที่จะมาลดปฏิกิริยาเรือนกระจก"

ด้าน มร.ซานดี้ มัคคินนอน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท McKinnon & Clarke บริษัทที่ได้รับอนุญาตในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Emission Trader) สัญชาติยุโรป บอกว่า เขาได้จะเป็นบริษัทต้นๆ ที่เข้ามาดำเนินการการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในไทย โดยได้ตั้งหน่วยงานใหม่ด้านบริการสิ่งแวดล้อม (Environmental Services) ในไทย เพื่อดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเห็นว่าประเทศกำลังพัฒนาเช่นไทย มีต้นทุนต่ำหากจะลดการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงมีโอกาสที่จะขายคาร์บอนเครดิตจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทนให้กับประเทศที่พัฒนาแล้ว

จะขายคาร์บอนเครดิต ต้องลงทุนสูง มีขั้นตอน แต่สหภาพยุโรปพร้อมจ่าย

เราคิดว่าธุรกิจเทรดคาร์บอนเครดิต จะเป็นธุรกิจที่จะโตต่อไป นอกจากเราจะเข้ามาช่วยลูกค้าเรื่องไฟแนนซ์แล้ว ก็ยังจะเกิดประโยชน์กับสิ่งแวดล้อม ในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง โดยเราจะมีซอฟว์แวร์เพื่อเข้าไปช่วยลูกค้า ช่วงนี้ถือเป็นช่วงเริ่มต้นดำเนินการ ซึ่งเราต้องแน่ใจเกี่ยวกับมาตรการต่างๆของรัฐบาล ว่าวิธีการทำงานเป็นอย่างไรก่อน" เขาระบุ

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่า เรื่องการลงทุนลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ยังคงเป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสำหรับลูกค้าคนไทย เพราะค่อนข้างใช้เงินลงทุนสูง หากลงทุนแล้วไม่ได้รับใบรับรองเพื่อนำไปสู่การซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต การดำเนินการต่างๆ จึงต้องทำเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด โดยเขาระบุว่า การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในสหภาพยุโรป มีวิธีการที่ง่าย แค่ยกบิลค่าไฟฟ้าให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดู เท่านี้ก็ได้เงินกลับคืนมา ถ้าเทียบกับในไทยที่มีความซับซ้อนมากกว่า

คาร์บอนเครดิต ทำแล้วได้อะไร

การซื้อขายคาร์บอนเครดิต ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้มลพิษลดลง เพราะคนอื่นเป็นคนก่อแต่เราเป็นคนเข้าไปแก้ แต่อย่างน้อยก็สร้างแรงจูงใจ ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ในการลงทุนเพื่อลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ถ้าลดแล้วสามารถนำไปซื้อขายกันได้ในอนาคต จะสร้างแรงจูงใจให้ทุกคน เกิดความกระตือรืนร้น ที่จะทำอะไรเพื่อสิ่งแวดล้อมขึ้นมา แม้ว่าราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตในปัจจุบัน จะไม่จูงใจผู้ขายมากนักก็ตาม

พิธีสารเกียวโต ยังไม่ทำให้เกิดการลดการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ลงอย่างมากมาย เพราะราคาซื้อขายยังไม่สูงพอที่จะสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลดการใช้พลังงาน หรือปล่อยคาร์บอนฯ ต้องผมเชื่อว่าราคาซื้อขายในปี2551-2555 จะสูงขึ้น จากเกณฑ์การลดปริมาณการใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จะเข้มงวดมากขึ้น"

สาเหตุที่สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ปล่อยมลพิษสูงสุดในโลก แต่กลับไม่ยอมลงนามในพิธีสารเกียวโตนั้น เพราะเกรงว่าธุรกิจจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน อเมริกา แต่สำหรับประเทศอังกฤษ ยุโรป แม้จะเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่ แต่ก็เริ่มมีการดำเนินการเรื่องนี้ ดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการ Back UpUp

     การสำรวจข้อมูลและไฟล์ระบบเอาไว้แต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งที่ควรทำหลังจากที่คุณได้ใช้งานคอมพิวเตอร์ไปสักระยะ เพราะมันจะไม่ทำให้คุณต้องมานั่งคอตกในยามที่วินโดวส์ได้รับความเสียหายจนไม่อาจเข้าไปเอาข้อมูลคืนได้!!!

     ปัญหาระบบวินโดวส์ล่มข้อมูลสูญหาย ไวรัสกล้ำกรายเป็นสิ่งที่เราพบเห็นกันจนชินตา ในปัจจุบันซึ่งผู้ใช้บางคนที่ไม่ทราบวิธีแก้ปัญหาก็ได้แต่ยกเครื่อง ไปที่ร้านซ่อมคอมพ์ และเสีย 300 บาท เพื่อรักษาทุกอาการ! โดยวิธีการปัญหาของร้านพวกนี้ก็คือ หากเข้าไปเอาข้อมูลที่คุณต้องการไม่ได้พวกเขาก็มักจะบอกคุณว่า "ต้องลงวินโดวส์ใหม่" จากนั้นก็จัดการโคลนนิ่งวินโดวส์พร้อมโปรแกรมต่าง ๆ จากฮาร์ดดิสก์ตัวหลักที่ใช้ประจำ ไปยังฮาร์ดดิสก์ของคุณ ใช้เวลาไม่ถึง 20 นาที ก็ได้วินโดวส์พร้อมโปรแกรมคืนมา แต่ทว่าโปรแกรมประเภท Anti Virus หากโคลนนิ่งมาแล้ว เมื่อถึงเวลาต้องอัพเดตแพตช์มันจะไม่สามารถทำได้ เพราะไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้อง ซึ่งทำให้เมื่อใช้ไปนานๆ พอมีไวรัสใหม่ๆ มาโปรแกรม Anti Virus จะไม่มีไฟล์แพตเทิร์นของไวรัสพวกนี้ ผลที่ตามมาก็คือคอมพิวเตอร์ของคุณจะไร้ซึ่งภูมิคุ้มกัน และหากติดไวรัสเข้าละก็ ปัญหาระบบวินโดวส์ล่ม ข้อมูลสูญหาย ก็คงจะเกิดขึ้นได้อีกครั้ง

มาแบ็กอัพข้อมูลกันเถอะ
    คุณพร้อมหรือยังสำหรับการแบ็กอัพ? เพราะความเสี่ยงที่ข้อมูลและไฟล์ระบบได้รับความเสียหายจะลดลงหากคุณเริ่มต้นแบ็กอัพตั้งแต่ตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องมองหาเครื่องมือหรือโปรแกรมภายนอกมาช่วยเลยก็ยังได้ เพราะวินโดวส์ได้เตรียมมาให้คุณแล้ว หากจะถามว่าการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบมีประโยชน์อย่างไรบ้าง? อย่างแรกเลยก็คือ คุณสามารถเรียกข้อมูลกลับคืนมาได้ทุกเวลาที่ต้องการ และอย่างที่สองนั้นหากวินโดวส์เกิดล่มขึ้นมาจริง ๆ คุณก็มีวิธีรับมือกับมันด้วยตัวเอง นอกจากนั้นหากคุณมั่นแบ็กอัพข้อมูลอยู่เป็นประจำแล้วละก็ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณก็จะมีภูมิคุ้มกันมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าคุณได้เตรียมการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว...

    ก่อนอื่นเราไปดูกันว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้นั้น มีเครื่องมือหรือยูทิลิตี้อะไรบ้างสำหรับการแบ็กอัพข้อมูลและเรียกาคืนกลับมา เมื่อต้องการซ่อมแซม (บทความตอนนี้จะอ้างอิงถึงผู้ใช้ Windows XP เป็นหลัก)

System Restore
    
หนึ่งในโปรแกรมแบ็กอัพและรียกข้อมูลกลับคืน ที่หลายคนมักจะไม่ค่อยใช้งานนั้น ด้วยเหตุผลเดียวที่ว่า "ไม่รู้จะใช้ทำอะไร" เพราะไม่ทราบวิธีการใช้งานนั่นเอง! ซึ่งอันที่จริงแล้วโปรแกรม System Restore ใช้งานง่ายกว่าที่คุณคิดซะอีก เพราะวินโดวส์จะสร้างจุดสำหรับแบ็กอัพเพื่อใช้ในการเรียกข้อมูลกลับคืนให้เป็นระยะๆ อยู่แล้ว (อัตโนมัติ) ดังนั้น หากวินโดวส์มีปัญหาคุณก็สามารถใช้การ Restore ได้ทันที นอกจากนั้นหากคุณต้องการกำหนดจุดแบ็กอัพเองเพื่อเพิ่มความถี่ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องเรียนรู้เทคนิคอีกนิดหน่อย ซึ่งไม่ยากเกินไปสำหรับคุณแน่นอน

Backup Utility
    
สำหรับโปรแกรมตัวที่สองนี้ ค่อนข้างมีสมรรถนะการทำงานที่สูงพอตัว เพราะไมโครซอฟท์ได้เลือกใช้ซอฟต์แวร์ของ VERITAS ซึ่งเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงด้านซอฟต์แวร์โซลูชันและดาต้าเบส Backup Utility ช่วยให้ผู้ใช้ที่ต้องการแบ็กอัพข้อมูลและไฟล์ระบบสามารถทำได้ง่ายขึ้นเพราะมีโหมดการทำงานอย่าง Wizard ที่เพียงแคคลิ้กเมาส์ตามก็ได้เช่นกัน ซึ่งโปรแกรมก็ได้เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ มาให้เพียบ รับรองว่าลองใช้ดูแล้วจะรู้ว่าดีจริง!
คุณสามารถใช้โปรแกรม Backup Utility โดยไปที่ Start->All Programs -> Accessories -> System Tools ->Backup

แบ็กอัพข้อมูลด้วยอุปกรณ์ฮาร์แวร์
     สำหรับการแบ็กอัพข้อมูลโดยใช้อุปกรณ์นั้น แน่นอนว่าย่อมลดความ เสี่ยงจากการที่ข้อมูลอาจสูญหายได้อีกขั้น นั่นก็เพราะคุณได้สำรองข้อมูลเอาไว้มากกว่าหนึ่งที่ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ในฮาร์ดดิสก์เพียงอย่างเดียวอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับแบ็กอัพข้อมูลในปัจจุบันก็ได้แก่ฮาร์ดดิสก์แบบติดตั้งภายนอกผ่านพอร์ต USB เทปแบ็กอัพ ที่มักจะใช้กับการสำรองข้อมูลขนาดใหญ่ ซิปไดรฟ์ (Zip Drive) เครื่องบันทึก DVD/CD นอกจากนั้นยังมีการใช้แฟลชเมโมรี่ความจุสูง รวมทั้งไมโครไดรฟ์ที่ใช้กับอุปกรณ์โมบายมาแบ็กอัพข้อมูลด้วยเช่นกันซึ่งทำให้ข้อมูลสำคัญๆ ของคุณยังคงถูกรักษาเอาไว้ แม้ฮาร์ดดิสก์หลักของระบบจะได้รับความเสียหายก็ตาม ดังนั้น หากคุณมีงบเหลือพอที่จะซื้ออุปกรณ์แบ็กอัพข้อมูลสักชิ้นก็จะดีไม่น้อย!

back up

ข้อมูลจาก Action (คอมพิวเตอร์.ทูเดย์)
สุดยอดการแปลง PDF เป็น word เนียนมาก ๆ ได้ผล 99.99%

วันนี้ผมมีโปรแกรมแปลง PDF เป็น word มาแนะนำใช้ได้ผลดีมาก ๆ เลย ด้วยโปรแกรม Able2Extract 3.0 ดาวน์โหลดได้โปรแกรมได้ที่นี่ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

1. หลังการติดติดตั้งให้เปิดโปรแกรมขึ้นมา ให้คลิกที่ Open ดังรูปด้านล่าง เพื่อหาไฟล์ PDF ที่ต้องการแปลง

2. ให้ทำการเลือกตำแหน่งที่ต้องการแปลง หรือถ้าต้องการแปลงทั้งหมดก็ไปที่เมนู Edit > Select All Pages

3. คลิกที่ตัว W ดังรูปด้านล่าง

4. คลิกที่ Convert

5. แล้วคลิกที่ Convert อีกครั้ง

6. จากนั้นตั้งชื่อไฟล์ และเลือกว่าจะเก็บไว้ที่ไหน แล้วคลิกที่ Save

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถแปลงไฟล์ PDF เป็น word ได้แล้วครับ


สารคดี

E-Book หนังสือยุคใหม่ที่อาจจะมาแทนกระดาษ ?  

สังคมไร้กระดาษ (Paperless) เป็นแนวคิดการคาดการณ์ทางสารนิเทศศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1975 ผ่านบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน Business Week ภายหลังจากการกำเนิดของเครื่องพีซี(PC-Personal Computer) ขณะเดียวกันข้อมูล ข่าวสารต่างๆ ก็สามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลรูปแบบต่างๆ ในลักษณะดิจิตอลแทนการตีพิมพ์ลงกระดาษ โดยคาดการณ์กันว่าในอนาคตสังคมมนุษย์จะเลิกใช้กระดาษทั้งการพิมพ์เพื่ออ่านและการเขียน

ในยุคที่ทุกสำนักงานมีเครื่องอินเตอร์เนตความเร็วสูงใช้กันทุกคน, สังคมบนโลกเสมือนก็แพร่ขยายมากขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ภายหลังการเกิดเว็บไซต์ประเภท Blog แนวคิดดังกล่าวดูจะได้รับการตอกย้ำมากขึ้นกว่าสมัยอดีต และล่าสุดกับผลิตภัณฑ์ประเภท E-Books เครื่องที่สามารถดาวน์โหลดหนังสือต่างๆ มาอ่านได้บนหน้าจอในลักษณะไฟล์แบบ Pixel


บทความจากรอยเตอร์ เรื่อง E-books read well, but readers prefer paper เป็นการรายงานสถานการณ์ปัจจุบันของเครื่องมือประเภท E-Book ที่แม้ปัจจุบันจำนวนสมาชิกหนังสือพิมพ์จะน้อยลงจากการเปิดอ่านทางอินเตอร์เนตแทน แต่ตรงกันข้ามกับยอดขายของผู้อ่านหนังสือทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์ที่ยังไม่อาจเทียบได้เลยกับตลาดหนังสือที่ตีพิมพ์บนแผงทั่วไป




Sony Reader Digital Book วางจำหน่ายเมื่อเดือนตุลาคม 2007



Kindle วางจำหน่ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2007


นับเป็นการลงทุนที่ผิดพลาดของบริษัท และผู้ขายเทคโนโลยีหนังสือดิจิตอลหลายต่อหลายรายที่ไม่ประสบความสำเร็จกับสินค้าที่พวกเขาผลิต โซนี่ ขายเครื่องอ่านหนังสือที่ชื่อ Reader Digital Book เพียง 299 เหรียญฯ หรือแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่บนโลกออนไลน์อย่าง Amazon ก็ยังต้องขายเครื่อง Kindle เพียง 399 เหรียญฯ ทั้งๆ ที่เครื่องมือเหล่านี้ช่วยให้ผู้อ่านทั้งหลายไม่ต้องแบบนิยายปกแข็งเล่มหนา แถบยังมีรายการให้เลือกดูไม่ต่ำกว่า 200 เรื่อง


มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ หนอนหนังสือหลายคนจึงมอง เครื่องมือดิจิตอลเหล่านี้แล้วร้องยี้ อุทานตามโฆษณาชาเขียวชื่อดังว่า “มันไม่ใช่อะกิ๊บ ! มันไม่ใช่ !”


“ฉันเชื่อว่าความผิดพลาดคือมันลืมความรู้สึกที่เราถือหนังสือค่ะ มันทำให้เราเห็นความพยายามของคนๆ หนึ่งในการรังสรรค์มันขึ้นมา คุณจะเสียอารมณ์นั้นไปเมื่ออ่านหนังสือดิจิตอล” แคธี่ ฟาริน่า นักศึกษาวัย 21 ปี จากมอนโกเมอรี่ รัฐนิวเจอร์ซี่ แสดงความคิดเห็น เธอเรียนอยู่ที่วิทยาลัยด้านศิลปะและการออกแบบ มินนิอาโปลิส และมักเลือกซื้อหนังสือจากร้าน Borders ใกล้กับเมดิสัน สแควร์ การ์เด้น โดยยืนอ่านจนเวลาปิด จนรู้สึกดีกับกลิ่นของหนังสือที่แผ่ซ่านไปทั่วร้านเลยทีเดียว


“ฉันรู้สึกได้จริงค่ะ มันทำให้คนอ่านจมดิ่งไปกับเรื่องราวได้มากกว่า” เธอกล่าว

แฮร์รี่ โฮลว์ อาจารย์สอนบัญชี ณ มหาวิทยาลัย Geneseo และใช้ชีวิตในโรเชสเตอร์ ของนิวยอร์ค ซึ่งเพิ่งซื้อ Surrender Is Not an Option ที่เขียนโดย จอห์น โบลตัน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ เผยว่าเขาอาจจะใช้ E-Book ในการอ่าน Blog หรือ เว็บไซต์ ถ้าเขาอยากจะอ่านอะไรนอกบ้าน แต่ไม่ใช่กับการอ่านนิยายแน่นอน


“มันไม่ใช่แค่เรื่องทางภายนอกนะครับที่ผมรู้สึกดีกว่า ส่วนเหตุผลอีกประการคือผมไม่ได้อ่านอะไรที่ประเทืองปัญหาในเว็บไซต์ทั้งหลาย”


อย่างไรก็ตาม ฟาริน่าเองก็มองว่ากรณีที่จะใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็เมื่อเดินทาง เพราะเธอคงเอาหนังสือติดตัวไปหลายเล่มไม่ได้ ซึ่ง เจน ฟรายด์แมน ซีอีโอ ประจำ HarperCollins Publishers Worldwide เห็นว่าเป็นจุดเด่นสำคัญของเครื่องมือประเภทนี้ เธอชี้ว่าแรกเริ่มนักอ่านทั้งหลายย่อมไม่ชิน ไม่กล้าที่จะใช้อุปกรณ์พวกนี้ แต่พอพวกเขาเห็นข้อดีตรงนี้ ก็จะคุ้นเคยไปเอง

ฟรายด์แมนยืนยันเธอเป็นคนหนึ่งที่คิดเสมอว่า “เราจะหาประสบการณ์แทนการเปิดอ่านหนังสือด้วยมือได้สักแค่ไหน ? ฉันยังคงสัมผัสความรู้สึกนี้ได้กับหนังสือเล่ม แต่ก็ไม่ได้เป็นกับหนังสือทุกเล่มที่อ่านนะคะ”


ไม่ว่าทาง โซนี่ หรือ Amazon จะมองว่ายอดขายของผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะไม่ตรงเป้า แต่หลายคนก็ให้ความสนใจอยากลองใช้ ผู้บริหารของ Amazon เผยว่าในงาน Consumer Electronics Show ที่ลาสเวกัสสัปดาห์ก่อน เครื่อง Kindle สามารถขายหมดตั้งแต่วันแรกภายในเวลาแค่ 5 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ด้วยข้อดีที่สามารถซื้อหนังสือมาอ่านผ่านเครื่องได้ด้วยระบบไร้สาย ง่ายไม่ต่างกับการสั่งซื้อหนังสือทางเว็บไซต์ Amazon ราคาก็ถูกกว่าหนังสือเล่มหลายดอลลาร์เพราะไม่ต้องเปลืองค่าหมึก หรือเย็บเล่ม เช่นเดียวกับ E-Book ของ โซนี่ ที่ดาวน์โหลดได้ผ่านทางเครื่อง PC โดยใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัท

  


Sony Reader Digital Book แบบแถมปกหนังหุ้มสวยงาม


แม้แต่ทางโซนี่เองก็พยายามหากลยุทธ์ใหม่ให้ผู้อ่านรู้สึกจับต้องได้กับ E-Book นั่นคือปกหนังหุ้มอย่างสวยงาม ซึ่งโฮลว์ถึงกับชมเปาะว่า “ผมว่ามันทำให้ดูภูมิฐาน ดูย้อนยุคดีด้วย! ”
 
อาจเป็นได้ว่า รสนิยม กับ รูปลักษณ์ สามารถปรับเปลี่ยนได้เสมอในโลกปัจจุบัน


ยัติภังค์
แปลจากบทความ
E-books read well, but readers prefer paper สำนักข่าวรอยเตอร์(Reuters Life!) โดย โรเบิร์ต แม็คมิลแลน วันที่ 10 มกราคม 2008
ข้อมูล Paperless จาก Wikipedia.org


ภาพจาก
http://images.pcworld.com/reviews/graphics/139829-kindle_%20front.jpg
http://www.techshout.com/images/sony-prs505-reader.jpg
http://regmedia.co.uk/2007/01/17/sony_reader_1.jpg


สารคดี

เตาเผาขยะอุตสาหกรรม แห่งแรกของประเทศไทย  

    ทุกวันนี้ทั่วประเทศไทยมีโรงงานอุตสาหกรรมที่สร้างของเสียอันตรายประมาณ 20,000 แต่ละปีโรงงานเหล่านี้ได้สร้างของเสียอันตรายกว่า 1.3 ล้านตัน ในจำนวน 74,000 ตัน จะต้องถูกทำลายโดยวิธีการเผาด้วยเตาอุณหภูมิสูง ที่ผ่านมาของเสียบางส่วนต้องถูกส่งไปทำลายที่ต่างประเทศ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก และมีผู้ประกอบการบางรายนำกากสารพิษไปฝังกลบ ซึ่งก่อให้เกิดการปนเปื้อนในดินและจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในระยะยาว  ด้วยเหตุนี้ "ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม" หรือเตาเผาขยะอุตสาหกรรม จึงเกิดขึ้น



    "ในอดีตเรามีกฎหมายแต่ไม่เข้มงวด โรงงานส่วนหนึ่งจึงหลบเลี่ยงได้ง่าย บางโรงงานแอบเอาขยะอันตรายไปฝังกลบ ซึ่งจะมีผลต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในระยะยาว  บางโรงงานที่มีความรับผิดชอบหน่อยก็จะส่งไปเผาที่โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ ซึ่งเขารับเผาขยะอุตสาหกรรมด้วย  แต่บางโรงงานที่มีมาตรฐานสูง ๆ ซึ่งสวนใหญ่จะเป็นโรงงานข้ามชาติ เขาจะค่อนข้างแคร์เรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อมก็จะยอมส่งขยะอุตสาหรรมไปทำลายที่ต่างประเทศ ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก ขยะตันหนึ่งต้องเสียค่าทำลายเป็นแสนบาท  ทางรัฐบาลจึงได้ก่อตั้ง 'ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตหสากรรม' หรือเตาเผาขยะอุตสาหกรรมขึ้น" เริงชัย เรืองพยุงศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการวัสดุเเหลือใช้อุตสาหกรรม กล่าว

วราเทพ รัตนากร ประธานในพิธีเปิด

     เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้พาคณะสื่อมวลชนไปดูงานและเยี่ยมชมโครงการ "ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตหสากรรม" หรือเตาเผาขยะอุตสาหกรรมประสิทธิภาพสูงแห่งแรกของเมืองไทย และในวันเดียวกันนี้ กรมสรรพสามิตร กระทรวงการคลังก็ได้นำของกลางที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ยาสูบ ซึ่งดำเนินคดีเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ บุหรี่ต่างประเทศและในประเทศ 1,017,556 ซอง 187,963 มวน 5,250 กรัม และยาเส้นอีก 1,187,944.80 กรัม มาเผาทำลายที่เตาเผาขยะอุตสาหกรรมแห่งนี้ด้วย  โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายวราเทพ รัตนากร ให้เกียรติมาเป็นประทานในครั้งนี้ด้วย

เจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ พาผู้ที่สนใจและสื่อมวลชนเข้าเยี่ยมชมเตาเผาขยะอุตสาหกรรม

กลางที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ. ยาสูบ

     โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นจากมติของคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2541  เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2544 แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2547  ใช้งบประมาณทั้งหมด 1,486 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทปราการ  เตาเผาขยะอุตสาหกรรมแห่งนี้สามารถเผาทำลายกากอุตสาหกรรมอันตราย ขยะติดเชื้อ และกากสารพิษต่าง ๆ ได้เผาในอุณหภูมิสูงทำให้เกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ และพิเศษคือ เป็นเตาที่มีระบบฟอกอากาศ และระบบบำบัดขึ้เถ้าที่เกิดจาการเผาในตัว ทางกรมโรงงานฯ จึงกล้ายืนยันว่าจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่าง ๆ ตามมาอย่างแน่นอน

     "เราได้นำเข้าเทคโนโยลีล่าสุดมาจากต่างประเทศ แต่นำเข้ามาประกอบในเมืองไทยเพื่อประหยัดต้นทุน ดำเนินการออกแบบและก่อสร้างซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญทุกกระบวนการ สามารถเผาได้ชั่วโมงละ 2 ตัน โดยเหลือปริมาณเถ้าตะกอนเพียงแค่ 4 % ก่อนที่เราจะปล่อยควันออกไปก็ได้มีการดักกากเถ้าลอย และบำบัดอากาศ  เตาของเราจึงมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับของประเทศที่เจริญแล้ว และอาจจะดีกว่าบางที่เสียด้วยซ้ำ" ผอ. ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเหลือใช้อุตสาหกรรม ยืนยัน

เถ้าจากกากสารพิษอุตสาหกรรมที่ผ่านเตาเผาอุตสาหกรรม จะถูกนำไปอัดเป็นแท่งซีเมนต์ก่อนจะฝังกลบอีก 30 ปี สารพิษตกค้างจึงจะหมด

     เตาเผาขยะแห่งนี้จะเปิดทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ความสามารถในการเผา 48 ตันต่อวัน เผาในอุณหภูมิ 1,100 องศาเซลเซียส ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง  ควบคุมการทำงานทั้งหมดด้วยระบบ PLC (Programmable Logic Controll) พร้อมด้วยระบบฟอกอากาศเสียสมรรถภาพสูง  และระบบบำบัดกากเถ้าลอย เถ้าหนัก โดยการปรับเสถียรทำให้เป็นก้อนแข็งก่อน แล้วจึงนำไปฝังกลบยังหลุมฝังกลบกากต่อไป 

    "ขณะนี้เราเปิดรับขยะอันตรายจากโรงงานอุตสาหกรรมแล้ว โรงงานไหนที่สนใจก็สามารถแจ้งมาที่เรา แล้วเราจะไปเก็บตัวอย่างมาตรวจประเภทของขยะ เพื่อจะได้รวบรวมเผาขยะประเภทเดียวกันพร้อม ๆ กัน หลังจากนั้นก็ให้โรงงานนำขยะเข้ามาที่ศูนย์ฯ เราจะตรวจอีกครั้ง ก่อนจะนำไปเผา ซึ่งเราคิดราคาตันละประมาณ 10,000 บาท แล้วแต่ประเภทของขยะ ซึ่งถือว่าถูกกว่าต่างประเทศเกือบสิบเท่า  อยากให้โรงงานที่มีขยะอันตรายส่งมาให้เราจัดการ ดีกว่าจะไปฝังกลบเอง ซึ่งนอกจากจะผิดกฏหมายแล้ว ยังอันตรายในระยะยาวด้วย" เริงศักดิ์ กล่าว

    ขณะนี้ศูนย์บริหารจัดการวัสดุเเหลือใช้จากอุตสาหกรรม หรือเตาเผาขยะอุตสาหกรรมกำลังอยู่ในระห่วางการรอความเห็นชอบจาก ครม. เพื่ออนุมัติให้จัดหาเอกชนเข้ามาเช่าดำเนินการต่อไป  หากดำเนินการอย่างเติมที่ โครงการนี้จะสามารถช่วยกำจัดกากอุตสาหกรรรมและกากสารพิษอันตรายได้ปีละประมาณ 15,000 ตัน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านกากอุตสาหกรรม ด้านมลพิษทางอากาศในบริเวณที่มีโรงงานอุตสาหกรรมหนาแน่น

     "หากดูสัดส่วนเตาเผาขยะอุตสาหกรรมกับจำนวนขยะแล้ว วันนี้คงยังไม่เพียงพอกับปริมาณขยะ ถ้าจะให้พอ ประเทศไทยคงต้องการเตาเผาขยะแบบนี้อีก 5 โรง  แต่เตาเผาขยะแห่งนี้เราจะใช้เป็นโครงการนำร่อง เป็นเตาเผาทดลองก่อนจะขยายออกไปยังแหล่งอุตสาหกรรมอื่น ๆ" ผอ. เริงชัยกล่าว


Rhodoferax Ferireducens  

    Anonymous writes "Rhodoferax Ferireducens เป็น Bacteria ชนิดหนึ่งที่อาศัยในโคลนใต้น้ำ แตกต่างจาก Bacteria อื่น คือจะแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนที่จับมาได้กับออกซิเจน แต่  Ferireducens จะแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนกับเกลือแร่ เช่นไอออนออกไซม์ และถึงแม้ว่าไอออนออกไซม์จะไม่ละลายน้ำ แต่ Ferireducens จะมีวิธี การผลักอิเล็กตรอนออกนอก cell membran ไปสู่บริเวณที่มีไอออนออกไซม์

    ออกซิเจนส่วนมาก รับอิเล็กตรอนภายในเซลล์ และเป็นตัวการสำคัญในการส่งอิเล็กตรอนให้กับไอออนออกไซม์ เป็นวิธีที่ฉลาดมากที่จะหลอกจุลินทรีย์ให้ผ่านอิเล็กตรอนที่จับได้ สู่เกลือแร่ที่เราต้องการ นำขั้วไฟฟ้าที่ผลิตจากกราไฟต์ที่ไม่ขัดผิว จุ่มเชื้อ จุลินทรีย์ไปในถังเล็ก บรรจุนำเชื่อม (สารละลายน้ำตาล) ก็จะทำให้จุลินทรีย์ไปเกาะที่ขั้วไฟฟ้า อิเล็กตรอน ก็จะส่งต่อไปที่ขั้วไฟฟ้าโดยตรงทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า

     Rhodoferax   Ferireducens จะส่งผ่านอิเล็กตรอนไปยังขั้วไฟฟ้า 80% Bacteria อื่น จะส่งผ่านอิเล็กตรอนไปยังขั้วไฟฟ้า 50%พลังงานที่ได้นี้พอจ่ายให้กับหลอดไฟต้นคริสต์มาส 1หลอด คิดดูนะเราอาจสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้จากจากแหล่งปฏิกูลแล้วอาจจะต่อเข้ากับแบตเตอร์รี่ของโลก ทีนี้โลกเราอาจจะสว่างไปด้วยกระแสไฟที่มาจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆแต่ไม่ธรรมดานะ

จาก Atom CH-BI


รู้จักคลื่นยักษ์ ''สึนามิ''  

    "สึนามิ"(Tsunami) หรือคลื่นยักษ์ เกิดจากการสมาสของคำในภาษาญี่ปุ่นระหว่างคำว่า "สึ" (Tsu) ซึ่งแปลว่า ท่าเรือ และคำว่า "นามิ" (Nami) แปลว่า คลื่น รวมแล้วแปลได้ว่า คลื่นที่เข้าสู่ฝั่งหรือท่าเรือ ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า Harbor Wave เหตุที่เรียกว่า Harbor Wave ก็เพราะเมื่อเคลื่อนตัวเข้าสู่ระดับน้ำตื้นใกล้ชายฝั่ง ความเร็วของคลื่นจะลดลง แต่พลังของคลื่นจะดันให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดคลื่นสูงมหาศาล ยิ่งหากคลื่นเข้าปะทะชายฝั่งที่มีรูปร่างคล้ายตัววี(V) ความเร็วและความแรงของคลื่นจะยิ่งเพิ่มขึ้น และส่งให้ยอดคลื่นมีความสูงมากขึ้น จนสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่รอบชายฝั่ง
(จากหนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 27 ธันวาคม 2547)


     คลื่น "สึนามิ" ต่างจากคลื่นตามปกติทั่วไปที่เราเห็นตามชายหาด(Tidal Wave) โดยคลื่นทั่วไปจะเกิดจากการขึ้น-ลงของกระแสน้ำ บวกด้วยแรงลมที่พัดบนผิวน้ำ แต่คลื่นสึนามิ ไม่เกี่ยวกับกระแสน้ำและไม่เกี่ยวกับสภาวะอากาศเลย หากแต่เกิดจากแผ่นดินไหวใต้มหาสมุทร หรือบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเล เมื่อแผ่นดินเกิดรอยแยก น้ำทะเลจะถูกดูดเข้าไประหว่างรอยแยกที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดภาวะน้ำลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นแรงอัดใต้เปลือกโลกจะดันน้ำทะเลขึ้นมา กลายเป็นระลอกคลื่นใหญ่

     คลื่นยักษ์ยังเกิดขึ้นได้อีกจากการที่ภูเขาไฟใต้มหาสมุทรเกิดระเบิด การทดลองระเบิดปรมาณูในมหาสมุทร หรือมีวัตถุขนาดใหญ่เช่นดาวเคราะห์น้อย อุกกาบาตตกลงในมหาสมุทร ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาในมหาสมุทร จนทำให้เกิดคลื่นยักษ์ได้ แต่กรณีหลังมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย

    "สึนามิ" มีความยาวของคลื่นถึงราว 80-200 กิโลเมตร ทำให้เรือที่แล่นอยู่ในทะเลไม่รู้ว่าเกิดคลื่นยักษ์ขึ้น แต่ละลูกจะทิ้งช่วงห่างกันมากกว่า 15 นาที เคลื่อนที่ด้วยอัตราความเร็วเฉลี่ยประมาณ 700-1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

     คลื่นยักษ์ชนิดนี้มักเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก เพราะเป็นแนวที่มีการเกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟใต้มหาสมุทรมาก อีกทั้งยังล้อมรอบด้วยร่องน้ำลึกก้นมหาสมุทรที่เกิดจากแผ่นดินโลกมุดตัว จุดเกิดคลื่นยักษ์ในมหาสมุทรแปซิฟิกอยู่บริเวณร่องน้ำลึกก้นมหาสมุทรนอกชายฝั่งอลาสกา หมู่เกาะคูริล ทวีปอเมริกาใต้ โดยเฉพาะแปซิฟิกตอนกลางและรัสเซีย ประมาณว่าร้อยละ 80 ของคลื่นยักษ์ที่เกิดทั้งหมดอยู่บริเวณ Pacific Seismic Belt ส่วนพื้นที่ที่เกิดคลื่นยักษ์บ่อยครั้งคือหมู่เกาะฮาวาย(เกิดขึ้นทุกปี)

    จุดอื่นที่เกิดความเสี่ยงจากสึนามิ ก็อย่างเช่นหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา ได้แก่ แคลิฟอร์เนีย โอเรกอน วอชิงตัน

    คลื่นยักษ์มีแรงปะทะสูงและก่อให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือน ชีวิต และทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เหตุการณ์ความเสียหายที่เกิดจากคลื่นยักษ์ครั้งร้ายแรง เช่นเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 แผ่นดินไหวที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย วัดได้ 7.2-7.8 ริกเตอร์ ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ มีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน หรือเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2541 เกิดแผ่นดินไหววัดได้ 7.1 ริกเตอร์ ที่ปาปัวนิวกินี จากนั้นได้เกิดคลื่นยักษ์ตามมาจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน

    เพื่อป้องกันความเสียหายจากคลื่นยักษ์ จึงมีการตั้งศูนย์เตือนภัยคลื่นยักษ์ขึ้นคือ ศูนย์เตือนภัยสึนามิอลาสกา(ATWC) ตั้งอยู่ที่อลาสก้า รับผิดชอบพื้นที่อลาสก้า บริติช โคลัมเบีย วอชิงตัน โอเรกอน และแคลิฟอร์เนีย และศูนย์เตือนภัยซูนามิภาคพื้นแปซิฟิก รับผิดชอบพื้นที่ฮาวายและแปซิฟิก

    สำหรับกรณีของประเทศไทยนั้น นายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตรองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้เคยกล่าวเอาไว้เกี่ยวกับแนวโน้มที่ซูนามิจะเกิดในประเทศไทยไว้เมื่อปลายเดือนสิงหาคม 2541 หลังจากเกิดเหตุการณ์ซูนามิในปาปัวนิวกินีว่า จากการวิเคราะห์เบื้องต้น(ของนักวิชาการด้านแผ่นดินไหว) ซูนามิอาจเกิดขึ้นในทะเลอันดามันตอนบนและมีผลกระทบต่อชายฝั่งทะเลทิศตะวันตกของไทย โดยอาจเกิดขึ้นได้ในจุดที่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่มาแล้ว 2-3 จุด ในทะเลอันดามัน ทั้งนี้ในอดีตมีประวัติการเกิดแผ่นดินไหวทิ้งระยะห่างหลายสิบปี คล้ายคลึงกับการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศปาปัวนิวกินี

     นอกจากนี้ จากการวิเคราะห์เพิ่มเติมยังพบว่ามีรอยเลื่อนขนาดใหญ่คือรอยเลื่อนระนองและรอยเลื่อนคลองมะรุย ซึ่งเป็นรอยเลื่อนที่พาดผ่านแผ่นดินและเทือกเขาตะนาวศรีลงไปในทะเลอันดามันทางทิศตะวันตกของชายฝั่งทะเลไทย ซึ่งแนวรอยเลื่อนที่อยู่ในทะเลมีระยะใกล้กับฝั่งทะเลไทยเป็นอย่างมาก ถ้ามีการเกิดแผ่นดินไหวในรอยเลื่อนใหญ่สองรอยเลื่อนนี้มีขนาดรุนแรงเกิน 6.2 ริกเตอร์ ก็จะทำให้เกิดคลื่นสึนามิขนาดใหญ่พัดเข้าหาชายฝั่งทะเลทางทิศตะวันตกของไทยได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสียหายใหญ่หลวงได้

ปริศนามือระเบิดพลีชีพ  

    มือระเบิดพลีชีพที่สร้างความสะเทือนขวัญอยู่ในหลายภูมิภาคทั่วโลกเวลานี้ มักถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่สติไม่ดี คลั่งศาสนา หรือไม่ก็ยากจนข้นแค้น  ทว่าผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร New Scientist เปิดเผยว่า ความเข้าใจข้างต้นห่างไกลจากความเป็นจริง


     นิตยสารวิทยาศาสตร์รายสัปดาห์ของอังกฤษเล่มนี้รวบรวมผลงานของผู้เชี่ยวชาญหลายคนที่ศึกษามือระเบิดพลีชีพ พบว่าคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้เคร่งศาสนา  หลายคนเกิดในตระกูลร่ำรวย มีการศึกษาดี และเป็นผู้มีสติในการเลือกทางเดินชีวิต

     ดังเช่นผลการศึกษานักโจมตีพลีชีพกลุ่มฮามาสและปาเลสไตน์ระหว่างทศวรรษ ๑๙๘๐ ถึงปี ๒๐๐๓  โดย เคลาด์ เบอร์เรบี นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน พบว่า เพียง ๑๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่มาจากครอบครัวยากจน ขณะที่กว่าครึ่งเป็นผู้มีอนาคตทางการศึกษา

     ส่วน อาเรียล เมอร์รารี นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ได้ทำการศึกษาภูมิหลังของมือระเบิดพลีชีพทุกคนในตะวันออกกลาง นับแต่ปี ๑๙๘๓  เขาพบว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีผู้ใดมีปัจจัยเสี่ยงต่อการกระทำรุนแรง ไม่มีใครเป็นผู้มีปัญหาทางอารมณ์ เป็น โรคจิตเภท (schizophrenia) มีประวัติถูกทำร้ายในวัยเด็ก หรือเคยพยายามฆ่าตัวตายแต่อย่างใด
     ขณะที่ อียาด อีล ซอร์ราจ ประธานองค์กรสุขภาพจิตแห่งชุมชนกาซา ได้ศึกษากลุ่มผู้พลีชีพชาวปาเลสไตน์ และพบว่าแทบทุกคนได้รับประสบการณ์เจ็บปวดฝังใจในวัยเด็ก  ส่วนใหญ่เคยเห็นพ่อของตนถูกทหารอิสราเอลทำร้ายหรือหยามเหยียดศักดิ์ศรี

     นิตยสาร New Scientist ระบุว่า ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ให้กำเนิดมือระเบิดพลีชีพก็คือ บุคคลเหล่านี้ถูกชักจูงจากองค์กรที่มีการจัดตั้งอย่างดี ซึ่งทำการปลูกฝังแนวทางการต่อสู้  และช่วยสรรเสริญภารกิจของเหล่าผู้พลีชีพต่อชุมชนของพวกเขา  นิตยสาร New Scientist ยังเตือนว่า

     "มันหมายความว่า ในสถานการณ์ที่เหมาะสม ใคร ๆ ก็สามารถเป็นมือระเบิดพลีชีพได้"

มาตรฐานแห่งชาติด้านการสั่นสะเทือน

    ชุดเครื่องมือมาตรฐานการสั่นสะเทือนระดับปฐมภูมิ เป็นเครื่องมือวัดค่า sensitivity ของ?หัววัดการสั่นสะเทือนมาตรฐาน โดยใช้เทคนิคของ laser interferometry มีพิสัยการวัด 50 Hz ถึง 5000 Hz


การทำสบู่ใส

       สบู่ใสเป็นสบู่ที่มีผู้สนใจมาก เนื่องด้วยความสวยงามดูแปลกตาและการทำก็สามารถพลิกแพลงรูปแบบต่างๆได้ บางแบบก็ใส่ดอกไม้หรือตุ๊กตาน่ารักๆไว้ภายในสบู่ บางแบบนำทองคำเปลว ใส่ไว้ให้เห็นทำให้ดูมีราคาขึ้นมาก แต่ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นมากด้วยตามวัตถุดิบที่เราใช้ มีบางท่านทำรูปแบบออกมามากหลายแบบ ทำหีบห่อดี จัดหน้าร้านดี สามารถขายสบู่ได้ราคาก็เป็นแนวความคิดที่ดีทีเดียว สินค้าตัวนี้ทำไม่ยาก ดังนั้นใครๆก็อาจจะทำได้ครับ จุดขายของสบู่จึงน่าจะเป็นที่รูปแบบที่ไม่เหมือนใคร งานประณีต ดูทันสมัยมากกว่า เรามาเริ่มกันดีกว่าครับ...

 เครื่องมือ  
 1

มีดคมๆสำหรับตัดสบู่ออกเป็นชิ้นเล็กๆ 

 2 ตาชั่งที่มีความเที่ยงตรง 
 3 หม้อเหล็กหรือหม้อเคลือบ 2 ใบ ซ้อนกันสองชั้น ชั้นนอกใส่น้ำส่วนชั้นในใส่เนื้อสบู่ ในรูปใช้แก้วทนไฟ
 4 ถ้วยตวง
 5 พายไม้ ใช้คนส่วนผสม
 6 เทอร์โมมิเตอร์ 100 องศาเซนติเกรด ขึ้นไป
 7 กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษที่ไม่ใช้แล้วใช้ปูโต๊ะกันเปื้อน 
8 ดรอปเปอร์สำหรับใช้หยดสี
9 แบบพิมพ์ตามต้องการ
วัตถุดิบ  
1 glycerin soap bar  หรือเนื้อสบู่ใส
 2 สีและกลิ่นตามต้องการ

การทำสบู่ใส

               เรามาดูวิธีการทำเป็นขั้นๆจากภาพซ้ายไปขวาครับ

 นำเนื้อสบู่มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆเพื่อให้ละลายได้ง่าย หั่นเสร็จใส่ลงในภาชนะชั้นใน
 แล้วยกขึ้นวางในหม้อ(ชั้นนอก)
 
นำหม้อใส่น้ำขึ้นตั้งไฟ พยายามรักษาอุณหภูมิที่ 70 องศาเซ็นติเกรด ต้องคนตลอดเวลา เมื่อหลอมเหลวแล้วก็เติมสีที่ต้องการ 2-3 หยด คนให้สีเนียนเท่าๆกัน
 
เติมกลิ่น คนให้เข้ากัน ตรวจดูว่าไม่มีฟองอากาศแล้วค่อยเทลงพิมพ์ที่สะอาดและแห้ง  หากมีฟองอากาศ ปล่อยทิ้งไว้ 5 นาทีก่อนจึงเทลงพิมพ์
ปล่อยให้เย็นไว้ 40 นาที แล้วนำไปแช่ไว้ในตู้เย็น หลังจากที่สบู่แข็งตัวแล้ว นำพิมพ์วางกลับด้านแล้วดันออกลงบนภาชนะที่สะอาด
 พักสบู่ที่นำออกจากพิมพ์แล้วประมาณ 1 ชั่วโมง
 ห่อหุ้มด้วยพลาสติกใสที่เราใช้ในครัวเพื่อป้องกันรอยนิ้วมือ

               
               เสร็จแล้วครับการทำสบู่ใส รูปแบบก็ขึ้นอยู่กับไอเดียของแต่ละท่านจะสรรหามาคิดมาทำ ถ้านึกอะไรไม่ออกลองไปร้านหนังสือดูรูปแบบของต่างประเทศแล้วมาปรับดูให้เป็นแบบของเราเองจะได้ไม่ไปซ้ำกับใครครับ
               


เทคโนโลยีอวกาศ

การออกไปนอกโลกและความหมายของอวกาศ จรวด ดาวเทียม ยานอวกาศ สถานีอวกาศ

อวกาศ คือที่ว่างนอกโลก นอกดวงดาว ดังนั้นจึงมีอวกาศระหว่างโลกกับดวงจันทร์ ระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ระหว่างดาวฤกษ์และระหว่างเมืองของดาวฤกษ์

จรวด เป็นเครื่องยนต์พลังสูงที่สามารถเพิ่มความเร็วจนสามารถส่งดาวเทียมหรือยานอวกาศออกไปโคจร รอบโลก ได้ ถ้าความเร็วของจรวดไม่สูงมากพอหัวจรวดจะตกกลับมายังผิวโลกคล้าย ๆ การเคลื่อนที่ของ ลูกกระสุนปืน

ดาวเทียม หมายถึงวัตถุที่มนุษย์ส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก แปลมาจากคำว่า Satellite ซึ่งปกติแปลว่าดาวบริวาร ดาวเทียมดวงแรกที่ขึ้นไปโคจรรอบโลกคือสปุตนิค 1 ซึ่งเป็นดาวเทียมของประเทศสหภาพโซเวียตรัสเซีย ส่งขึ้นไปเมื่อ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2500 และดาวเทียมดวงแรกของสหรัฐอเมริกาคือเอ็กพลอเรอร์ 1 ซึ่งขึ้นไปเมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2501 ปัจจุบันมีดาวเทียมหลายประเภทและทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน เช่น ดาวเทียมที่ ใช้ประโยชน์ ในการติดต่อสื่อสารเรียกว่า ดาวเทียมสื่อสาร ดาวเทียมที่ใช้สำรวจทรัพยากรโลกเรียกว่า ดาวเทียมสำรวจพิภพ ดาวเทียมที่ถ่ายภาพและส่งข้อมูลเกี่ยวกับเมฆ ตลอดลมฟ้าอากาศ เรียกว่า ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา นอกจากนี้ยังมี ดาวเทียมดาราศาสตร์ ที่ใช้สำรวจศึกษาดวงดาวอีกมากมาย

ยานอวกาศ หมายถึงยานที่ออกไปนอกโลก โดยมีมนุษย์ขึ้นไปด้วยพร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ สำหรับการสำรวจหรือไม่มีมนุษย์อวกาศขึ้นไป แต่มีอุปกรณ์และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น จึงอาจแยกยานอวกาศออกเป็น 2 พวกคือ ยานอวกาศที่มีมนุษย์ขับคุม และยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์ขับคุม

ยานอวกาศของสหรัฐอเมริกาที่มีมนุษย์อวกาศขึ้นไปด้วยได้แก่ ยานอวกาศเมอร์คิวรี ส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปครั้งละ 1 คน ยานอวกาศเจมินีส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปครั้งละ 2 คน ยานอวกาศอะพอลโลส่งมนุษย์อวกาศขึ้นไปคราวละ 3 คน ยานอวกาศอะพอลโล 11 เป็นยานอวกาศที่นำมนุษย์ไปลงบนดวงจันทร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2512 ยานขนส่งอวกาศสามารถนำมนุษย์อวกาศหลายคนและสัมภาระต่าง ๆ รวมทั้งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ แล้วนำนักบินอวกาศกลับสู่พื้นโลกได้คล้ายเครื่องร่อน

ยานอวกาศที่ไม่มีมนุษย์อวกาศขับคุมได้แก่ยานอวกาศที่ส่งไปสำรวจดาวดวงอื่น เช่น ยานเซอร์เวเยอร์ ซึ่งไปลงดวงจันทร์ ยานไวกิงไปลงดาวอังคาร ยานกาลิเลโอไปสำรวจดาวพฤหัสบดี ยานแมกเจลแลนสำรวจดาวศุกร์ ฯลฯ

สถานีอวกาศ หมายถึงสถานีหรือสิ่งก่อสร้างซึ่งเคลื่อนรอบโลก เช่น สถานีอวกาศเมียร์ของรัสเซีย สถานีอวกาศฟรีดอมของสหรัฐอเมริกา โดยความร่วมมือขององค์การอวกาศยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดาและรัสเซีย

การออกไปนอกโลก ความเร็วต่ำสุดที่จะพาดาวเทียมหรือยานอวกาศออกไปนอกโลกได้ต้องไม่ต่ำกว่า 7.91 กิโลเมตรต่อวินาที หรือ 28,476 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ถ้าออกไปเร็วมากกว่านี้ยานจะออกไปไกลจากผิวโลกมากขึ้น เช่น ถ้าไปเร็วถึง 38,880 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะไปอยู่สูงถึง 35,880 กิโลเมตร และเคลื่อนรอบโลกรอบละ 24 ชั่วโมง เร็วเท่ากับการหมุนรอบตัวเองของโลก ดาวเทียมที่อยู่ในวงจรเช่นนี้จะอยู่ค้างฟ้า ณ ที่เดิมตลอด 24 ชั่วโมง

ดาวเทียมสื่อสาร

ดาวเทียมสื่อสารเป็นดาวเทียมที่ใช้ประโยชน์ในการสื่อสารภายในและระหว่างประเทศ โดยดาวเทียมของประเทศใดประเทศหนึ่ง มักอยู่สูงในระดับประมาณ 36,000 กิโลเมตรเหนือประเทศนั้น ๆ ดาวเทียมสื่อสารจึงเป็นดาวเทียมค้างฟ้า ที่อยู่คงที่บนฟ้าของประเทศใดประเทศหนึ่งตลอดเวลา นับว่าสะดวกต่อการรับสัญญาณจากดาวเทียมเป็นอย่างยิ่ง

ปัจจุบันมีดาวเทียมสื่อสารระหว่างประเทศของบริษัทอินเทลแซท ซึ่งส่งดาวเทียมอิสเทลแซทขึ้นไปอยู่เหนือมหาสมุทรอินเดียดวงหนึ่ง เหนือมหาสมุทรแปซิฟิคดวงหนึ่งและเหนือมหาสมุทรแอตแลนติคอีกดวงหนึ่ง ทำให้สามารถสื่อสารติดต่อระหว่างประเทศได้ทั่วโลกตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

ดาวเทียมสำรวจพิภพ สถานีรับสัญญาณจากดาวเทียม

ดาวเทียมสำรวจพิภพเป็นดาวเทียมที่เคลื่อนรอบโลกอยู่ในระดับต่ำประมาณ 500 กิโลเมตร และมีความสามารถในการแยกภาพสูง ดาวเทียมสำรวจพิภพ สำรวจทรัพยากรของโลก เช่น ป่าไม้ ทรัพยากรธรณี ทรัพยากรในทะเล และเนื่องจากเป็นดาวเทียมที่อยู่ในระดับต่ำ จึงไม่ใช่ดาวเทียมค้างฟ้า แต่จะเปลี่ยนตำแหน่งโดยเขยื้อนไปทางทิศตะวันตกของเส้นทางเดิม และกลับมาผ่านเส้นทางเดิมในเวลาหลายวัน เช่น ดาวเทียม อีอาร์เอส ของญี่ปุ่น

สัญญาณจากดาวเทียมขณะผ่านประเทศไทยเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยโดยตรง ดังนั้นเราจึงมีสถานีรับสัญญาณจากดาวเทียมซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองสำรวจทรัพยากรธรรมชาติด้วยดาวเทียม

สถานีรับสัญญาณจากดาวเทียมตั้งอยู่ที่ ถนนฉลองกรุง เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร โทร. 3269151-2

หลายประเทศมีดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศของตนเอง เช่น

ประเทศ

ชื่อดาวเทียมสื่อสาร

ไทย

อินโดนีเซีย

ฮ่องกง

แคนาดา

ออสเตรเลีย

สหรัฐอเมริกา

ญี่ปุ่น

ฝรั่งเศส

ไทยคม

ปาลาปา

เอเซียแซท

แอนิค

ออสแซท

เวสตาร์

ซากุระ

ยูริ

ดาวเทียมไทยคมเป็นดาวเทียมสื่อสารดวงแรกของไทยซึ่งออกแบบโดยบริษัทฮิวจ์แอร์คราฟท์ สหรัฐอเมริกา ส่งขึ้นสู่อวกาศโดยอาศัยจรวดอารีอานขององค์การอวกาศยุโรปที่เฟรนกิอานา ดาวเทียมไทยคมจึงขึ้นไปอยู่เหนือละจิจูด 7องศาเหนือและลองจิจูด 78.5 องศาตะวันออก

ประโยชน์ของดาวเทียมไทยคมคือช่วยการสื่อสารภายในประเทศในเรื่องโทรศัพท์ การถ่ายทอดโทรทัศน์ โทรสาร โทรพิมพ์ โดยไม่ต้องเช่าดาวเทียมปาลาปาของอินโดนีเซีย สถานีภาคพื้นดินส่งสัญญาณขึ้นสู่ดาวเทียมอยู่ที่ ถนนรัตนาธิเบศร์ อ.เมือง จ.นนทบุรี


ทำไมดวงจันทร์ถึงทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลงบนโลก?



     ดวงจันทร์และโลกดึงดูดซึ่งกันและกัน และจะอยู่ใกล้กันถ้าโลกและดวงจันทร์ไม่ได้หมุนรอบจุดศูนย์กลางของตัวมันเอง การหมุนจะผลักโลกและดวงจันทร์ออกจากกันและป้องกันรวมตัวกัน แรงดึงของดวงจันทร์จะมีความแรงมากบนพื้นผิวโลกบริเวณที่หันหน้าไปหามัน และจะอ่อนลงในบริเวณที่อยู่ตรงข้ามกับมัน ความแตกต่างนี้เองทำให้เกิดแรงดึงพิเศษที่ดึงดวงจันทร์ในบริเวณที่อยู่ใกล้กับดวงจันทร์และผลักดันดวงจันทร์ออกไปด้วยแรงที่เท่ากันในด้านที่ไกลที่สุด (ด้านตรงกันข้าม) น้ำจะสูงขึ้นบริเวณที่ใกล้และไกลจากดวงจันทร์ แต่น้ำจะลดลงในบริเวณระหว่างจุดสองจุดนี้ เพราะฉะนั้น น้ำขึ้นจึงเกิดขึ้นทั้งด้านที่อยู่ใกล้และไกลจากดวงจันทร์ในเวลาเดียวกัน และเมื่อโลกหมุนก็จะทำให้พื้นที่หนึ่งเกิดน้ำขึ้น 2 ครั้งต่อวัน ดวงอาทิตย์ก็สร้างน้ำขึ้น-น้ำลงด้วยวิธีเดียวกัน แต่ดวงจันทร์อยู่ใกล้โลกมากกว่าจึงทำให้มีความสำคัญมากกว่าดวงอาทิตย์ถึง 2 เท่า



    เนื่องจากโลกมีรูปร่างคล้ายกับลูกบอล แรงดึงที่เกิดขึ้นบริเวณพื้นผิวจึงมีความหลากหลายในเรื่องความแรงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง และนี้ก็ทำให้เกิดความสูงของน้ำขึ้นที่แตกต่างกันในแต่ละที่ ความหลากหลายของน้ำขึ้น-น้ำลงมีความซับซ้อนจากความจริงที่ว่า การเอียงของโลกที่หันหน้าเข้าหาดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเดือนและปี ความลึกของมหาสมุทรที่มีความแตกต่างกันมาก และพื้นดินที่ถูกน้ำไหลเข้ามา ในบางพื้นที่ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ทำให้เกิดน้ำขึ้น-น้ำลงเพียงหนึ่งครั้งต่อวัน และในพื้นที่อื่นๆ จะมีน้ำขึ้นที่สูงมาก

การทดลองเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง



 

กด Play

ตอบคำถามต่อไปนี้

  • น้ำขึ้นน้ำลงเกิดจากอะไร
  • ช่วงใดที่น้ำขึ้นมากที่สุด
  • High Tides คืออะไร  และ Low Tides  คืออะไร  คลิกค่ะ

 

 

 

 

 

 

 

image

Ernesto Rafael Guevara de la Serna


      Ernesto Che Guevara (เช กูวารา) เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1928 (ข้อมูลหลายแห่งบอกว่า เขาเกิดในเดือนมิถุนายน แต่จริง ๆ แล้วมารดาของเขา ต้องการปกปิดว่าเธอตั้งครรภ์ก่อนแต่งราว สามเดือน จึงให้แพทย์ลงในใบเกิดว่าคลอดเดือนมิถุนายน เพราะการคลอดก่อนกำหนดเจ็ดเดือน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้) ที่เมือง โรซาริโอ (Rosario) อำเภอเล็ก ๆ ของกรุงบัวโนส ไอเรส (Buenos Aires) ประเทศอาร์เจนตินา ครอบครับของเขาเป็นชนชั้นกลาง เขาเป็นบุตรของ Ernesto Guevara Lynch และ Celia de la Serna Llosa มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน และ Ernesto เป็นพี่ชายคนโต บิดาเป็นนักธุรกิจที่มีปัญหาเรื่องการเงินอยู่เสมอ แต่ก็สามารถประคับประคองครอบครัวให้มีความสุขตลอดมา



image

 

image


     ในวัยเด็ก Ernesto เกิดและโตอยู่ท่ามกลางเรื่องราวความแตกต่างของชนชั้นทางสังคมมาตลอด สายเลือดแห่งความเป็นนักสังคม และการมีบุคลิกที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้คนยอมรับภาวะการเป็นผู้นำของเขา ก็ได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดามารดานั่นเอง

      หนูน้อย Ernesto เริ่มเป็น โรคหอบหืด (Asthma) ตอนเอายุได้เพียงสองขวบเท่านั้น และโรคนี้ก็กลายเป็นโรคประจำตัว ของเขาไปตลอดชีวิต โรคหอบหืด เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของ Ernesto ในเวลาต่อมา เนื่องจาก เมื่อโตขึ้น เขาตั้งใจว่าจะเรียนวิชาแพทย์เพื่อหาทางรักษามันให้หายให้ได้

image
image
 
image

    ปี 1947 Ernesto เข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัย Universidad Nacional de Cordoba โดยเน้นวิชาการด้านผิวหนัง (Lepraleiden (โรคเรื้อน)) ครอบครัวของเขาตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่ที่เมือง Alta Gracia ซึ่งอยู่ใกล้กับเมือง Cordoba เมืองที่เขาเรียนอยู่ ทั้งนี้เพราะที่เมืองนี้ มีอากาศที่เหมาะสมและดีต่อสุขภาพของ Ernesto

     ในช่วงของการเรียนมหาวิทยาลัย Ernesto พยายามเล่นกีฬาหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ลัคบี้ เบสบอล ปีนเขา และอื่น ๆ โดยหวังจะเอาชนะโรคหอบหืด แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ครั้งหนึ่งในช่วงปี 1951 เขาตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวระยะยาวร่วมกับเพื่อนชื่อ อัลแบร์โต กรานาโด (Alberto Granado) ไปทั่วอเมริกาใต้ ด้วยรถมอร์เตอร์ไซด์

image
    บันทึกการเดินทางของเขา ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ เมื่อปี 2005 คือ "The Motorcycle Diaries" การเดินทางครั้งนั้น นอกจากทำให้เขาโด่งดังไปทั่วแล้ว ยังเป็นการเดินทางที่มีผลต่อแนวคิดครั้งยิ่งใหญ่ และเป็นแรงผลักดันให้เขากลายเป็นนักปฏิวัติ ผู้ตั้งใจอุทิศชีวิต และเลือดเนื้อเพื่อคนชั้นล่างของสังคม ในเวลาต่อมาด้วย

    ในช่วงที่เดินทางผ่านประเทศโบลิเวีย, ชิลี, เวเนซูเอลา รวมทั้งการทำงานเป็นแพทย์อาสาในระยะเวลาสั้น ๆ ที่เปรู ทำให้ Ernesto ได้เห็นภาพความยากจน ของชาวบ้าน ที่โดนกดขี่ขมเหงจากบรรดานักการเมืองและนักธุรกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่กำลังไหลบ่าเข้าท่วมประเทศเหล่านี้ Ernesto เริ่มหันมาสนใจการเมืองในอเมริกาใต้อย่างจริงจัง และ แนวคิดที่มีอิทธิพลต่อเขาอย่างยิ่ง ก็คือ มาร์กซิสต์ (Marxismus)

    อย่างไรก็ตาม จริง ๆ แล้ว แนวคิดมาร์กซิสต์นี้ Ernesto เคยศึกษามาก่อนหน้าที่เขาจะท่องเที่ยวแล้ว ด้วยเขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือ รวมทั้งสนใจศึกษาปรัชญา การเมืองการปกครองมาแต่สมัยเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองการปกครองของประเทศอาร์เจนตินา บ้านเกิดของเขาเอง ภายใต้การนำของผู้นำที่เขาเกลียด Juan Domingo Peron เพราะคอยกดขี่ประชาชน อยู่เเสมอ

    ภาพการถูกกดขี่ข่มเหงของประชาชนในอเมริกาใต้ที่สามารถพบเห็นได้โดยทั่วไป กลายเป็นสิ่งบ่มเพาะจิตสำนึก จนทำให้ Ernesto ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่า เขาจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อปลดปล่อยสภาพแบบนั้น ให้กับประชาชนชาวอเมริกาใต้ และเขาเริ่มคิดได้ว่า การทำงานเป็นแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว คงไม่สามารถเปลี่ยนแปลง หรือผลักดันให้เกิดภาพที่เขาอยากเห็นเหล่านั้นได้
image

    ดังนั้น ปี 1953 หลังเรียนจบที่คณะแพทย์ ในขณะที่ Granado เพื่อเก่าที่เคยเดินทางด้วยกัน ย้ายไปทำงานที่เวเนซูเอล่า Ernesto กลับเดินทางไปประเทศกัวเตมาลา เพื่อขอเข้าร่วมกับคณะรัฐประหาร ที่ต่อต้าน Jacobo Arbenz Guzmαn ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศสหรัฐอเมริกา และที่นี่เองที่เขาพบรักกับ Hilda Gadea Acosta หญิงชาวเปรูที่ลี้ภัยการเมือง

    แม้จะเป็นเพียงแพทย์ในกลุ่ม แต่ด้วยประสบการณ์และความทรงจำในกัวเตมาลา ผลักดันให้ Ernesto เดินทางต่อไปยังประเทศเม็กซิโก และได้แต่งงานกับ Hilda ที่นั่น และในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 1956 เขาก็ได้ลูกสาวคนแรกชื่อ Hildita


image

image
image


    เม็กซิโก คือสถานที่สำคัญในการพลิกชีวิตของเขาอีกครั้ง เมื่อ Ernesto ได้พบกับ ฟิเดล คาสโตร (Fidel Casto) นักปฎิวัติหนุ่มชาวคิวบา (ผู้นำประเทศคิวบาคนปัจจุบัน) เป็นครั้งแรกในช่วงเดือนกรกฎาคมของปี 1955 ซึ่งในขณะนั้น ฟิเดล คาสโตร ซึ่งเป็นผู้นำกลุ่ม Moncadistas เดินทางไปเม็กซิโกเพื่อลี้ภัยทางการเมือง ภายหลังที่เขาพึ่งพ้นโทษ ในข้อหาหัวหน้ากบฎจากปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 1953 เพื่อโค่นล้มอำนาจประธานาธิบดีบาติสตา รัฐบาลผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และกดขี่ชาวคิวบาอย่างแสนสาหัส

    คาสโตร เริ่ม รวบรวมสมัครพรรคพวกใหม่ รวมทั้งแอบฝึกกองกำลังติดอาวุธกับเพื่อนที่ลี้ภัยทางการเมืองชาวคิวบา ที่เคยร่วมปฎิบัติการวันที่ 26 กรกฎาคม (M-26-7) มาด้วยกัน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการกลับไปปฏิวัติ นำประชาธิปไตยสู่ประเทศคิวบาอีกครั้ง โดยคาสโตรจะเน้นการรบแบบสงครามกองโจรเป็นหลัก Ernesto มีโอกาสได้เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย โดยในการร่วมกับกลุ่มครั้งแรก Ernesto ทำหน้าที่เป็นหน่วยแพทย์ โดยมีชื่อสมาชิกว่า Che (ภาษาอาร์เจนตินา เป็นคำเรียกเพื่อนสนิท หรือเพื่อนตาย หรือ อาจใช้เป็นคำทักทายกัน ทำนองเดียวกับ Hey ก็ได้) โดยเหตุที่ Ernesto ได้รับชื่อ Che นี้ ก็เพราะตัวเขาเอง มักทักทายเพื่อน ๆ ในกลุ่มว่า Hey เสมอ ๆ

    วันที่ 25 พฤศจิกายน 1956 กลุ่มคณะปฏิวัติรวมทั้งสิ้น 82 คน ออกเดินทางด้วยเรือยนตร์ขนาดเล็ก ชื่อ Granma จากเมือง Tuxpan ประเทศเม็กซิโกมุ่งหน้าสู่ประเทศคิวบา แต่เนื่องจากวันเดินทางเป็นคืนเดือนมืด และต้องแรมเรืออยู่ในทะเลราวเจ็ดคืน จึงขึ้นฝั่งที่คิวบาได้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1956 การเดินทางครั้งนั้นคณะปฏิวัติต้องประสบกับคลื่นลมแรง จนลูกเรือหลายคนเมาคลื่น รวมทั้งทำให้ขึ้นฝั่งผิดเป้าหมายที่วางแผนกันไว้ เป็นผลทำให้กองกำลังปฏิวัติถูกโจมตีโดยกองทัพของประธานาธิบดีบาติสตา จนแตกพ่ายที่เทือกเขาในเขตเมือง Sierra Maestra เหลือกำลังพลเพียง 12 คน เท่านั้น และหนึ่งในนั้นก็คือ Che Guevara

image

    และด้วยวิธีปฏิบัติการรบแบบกองโจรของคาสโตรนั้นเอง ที่ทำให้ Che ต้องปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเขาอย่างรวดเร็ว จากการทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยแพทย์ ก็ค่อย ๆ กลายเป็นนักรบที่ต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู่โดยตรง และด้วยการปฏิบัติการที่เด็ดขาดแน่วแน่ รวมทั้งไหวพริบปฏิพานที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ทำให้ Che กลายเป็นทหารที่มีความสำคัญต่อกลุ่มในไม่ช้า

    หลังจากหน้าที่ของกองกำลังแรก (Comandante en Jefe) ซึ่งเป็นกองเริ่มต้นภายใต้การบังคับบัญชาของ ฟิเดล คาสโตร สิ้นสุดลงในราวปลายปี 1956 เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 1957 Che ก็ได้ยกฐานะขึ้นทำหน้าที่เป็นผู้บังคับการกองกำลังทหารปฏิวัติช่วงที่สอง (Comandante der Rebellenarmee) ซึ่งเป็นหนึ่งจากที่มีทั้งหมด 9 ช่วงในการปฏิวัติครั้งนั้น นอกจากนั้นเขายังได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้บัญชาการของกลุ่ม II Kolonne อีกด้วย

     นักรบกองโจร คือ คนที่เสมือนผู้นำทาง เขาจะต้องช่วยคนจนเสมอ เขาจะต้องมีความรู้พิเศษทางเทคนิค มีวัฒนธรรมและศีลธรรมสูง มีความอดทนยิ่งต่อความทุกข์ทรมาน และความยากลำบาก และมีความสำนึกทางการเมืองสูงด้วย Che (Guevara) ผู้เชื่อมั่นในวิธีการต่อสู้ด้วยสงครามกองโจร

    หลังจากกลุ่มของเขา ต่อสู้แบบกองโจรได้ราวสองปี แม้จะต้องแตกพ่ายในช่วงแรก แต่ในที่สุดวันที่ 1 มกราคม 1959 ที่เมือง Santa Clara (ซานตาครูส) กองกำลังก็สามารถเข้ายึดอำนาจจากประธานาธิบดีบาติสตาได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่่ประธานาธิบดีบาติสตา สามารถ ลอบหนีออกจากคิวบาไปได้ทัน

    ก่อนหน้าที่จะยึดอำนาจ ได้สำเร็จ กลุ่มของคาสโตมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่ม นายทุนอเมริกัน ผู้คาดหวังว่าจะมีโอกาสได้เข้ามากอบโกยในคิวบา โดยอาศัยชัยชนะของคาสโตร แต่คาสโตเองก็ขอรับการ สนับสนุนการปฏิวัติจากสหภาพโซเวียตด้วยในเวลาเดียวกัน และหลังจากการปฎิวัติสำเร็จลง คาสโตร เลือกที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับสหรัฐอเมริกา ซึ่ง นั่นหมายถึง เขาเลือกอยู่ข้างค่ายคอมมิวนิสต์

image
    Che ได้รับสัญชาติคิวบา ในปี 1959 ทั้งนี้เพื่อเป็นการขอบคุณเขา ในฐานะเป็นผู้ร่วมโค่นล้มบาติสตาลงได้ และนอกจาก ฟิเดล คาสโตร, หลุย์ คาสโตร, คามิโล คีนฟูโก แล้ว Che ก็มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลใหม่แห่งคิวบาด้วย โดยมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันดำเนินการปฏิรูปประเทศในส่วนสำคัญ ๆ อย่างเร่งด่วน

    อย่างไรก็ตาม ในรัฐบาลสังคมนิยมชุดนี้ แนวทางคอมมิวนิสต์ยังคงมีอิทธิพลต่อแนวคิดของ Che เสมอ และดูเหมือนจะเข้มแข็งมากกว่าแนวปฏิบัตินิยม และการเมืองนิยมของคาสโตร

    จุดสูงสุดทางตำแหน่งทางการเมืองของ Che คือ ช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งเป็น ที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และเป็นผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งชาติของคิวบา ราวต้นปี 1960 รวมทั้งช่วงสั้น ๆ ของการเป็นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมใน ปี 1961 ด้วย

    นอกจากงานทางด้านการเงิน การคลังแล้ว Che ยังได้รับมอบหมายงานที่เกี่ยวกับนโยบาย การปฎิรูปที่ดินในคิวบา โดยเขาเป็นผู้ผลักดัน และดำเนินการตามเป้าหมายแรกสุดของกลุ่ม ซึ่งตั้งเป้าจะทำให้ได้ภายหลังการปฏิวัติสำเร็จ ก็คือ ยึดที่ดินของนักธุรกิจทั้งหลายมาแปลงให้เป็นทรัพย์สินสาธารณะ แล้วแจกจ่ายให้กับประชาชนชาวคิวบาโดยทั่วหน้ากัน

image
    เมื่อเห็นว่า รัฐบาลของคาสโตร ประกาศยึดที่ดินจากนายทุน มาแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยให้ผลตอบแทนนายทุนเพียงเล็กน้อย ฝ่ายข่าวกรอง นอกประเทศของสหรัฐ ก็ตัดสินใจเข้ามามีบทบบาทในการแทรกแซงการเมืองประเทศคิวบาทันที ด้วยการหันไปหนุนบาติสตาผู้สูญเสียอำนาจ ให้กลับมาช่วงชิงอำนาจคืนอีกครั้ง แต่ก็ทำไม่สำเร็จ ฝ่ายอำนาจเก่า พ่ายแพ้ในการปะทะอย่างราบคาบ

    ในช่วงเวลาที่เป็นผู้อำนวยการธนาคาร แห่งชาตินั้น Che กำหนดนโยบายที่ชัดเจนในเรื่อง เศรษฐศาสตร์การเมือง และกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจ โดยอาศัยและชูแนวทาง "คุณธรรมจริยธรรม" เป็นพื้นฐานเท่านั้น เขาพยายามเรียกร้องให้คิวบา เลิกพึ่งพาความช่วยเหลือจากประเทศสหรัฐอเมริกาในทุก ๆ ด้าน แล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากค่ายสหภาพโซเวียตแทน รวมทั้งให้ทุก ๆ คนใช้ชีวิตอย่างไม่ฟุ่มเฟือย สิ้นเปลือง Che เรียกโปรเจคชิ้นนี้ของเขาว่า “New Man”

    แม้แนวคิดดังกล่าวจะถูกโต้แย้งอย่างมาก แต่ยิ่งได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นแรงผลักให้ Che พยายามปฏิบัติตนให้เห็นเป็นตัวอย่างว่า สิ่งที่เขาคิดเป็นเรื่องที่ทำได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน

    วันที่ 22 พฤษภาคม 1956 Che แยกทางกับ Hilda ซึ่งอยู่ที่เม็กซิโก แล้วแต่งงานใหม่ เมื่อวันที่ 2 มิถุนยน 1956 กับหญิงชาวคิวบา Aleida March ซึ่งทำงานเป็นหน่วยส่งเอกสาร ให้กับคณะปฏิวัติ ซึ่งได้รู้จักกันในระหว่างการสู้รบที่คิวบา ภายหลังการรับ ตำแหน่งสำคัญ ๆ เหล่านั้น Che ทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ เขาวางแผน ศึกษา เรียนรู้ ทั้งวันทั้งคืนเท่าที่จะทำได้ แม้เขาจะมีบุตรกับ Aleida 4 คน แต่ลูก ๆ ของเขาได้เจอเขาน้อยมาก เพราะเขาทำงานวันละ 18 ชั่วโมง

image

image

 

     Che ทำงานด้วยความสมัครใจของเขาเอง เขาปฏิเสธที่จะรับเงิน หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ อันเนื่องมาจากการมีตำแหน่งนั้น ๆ ทั้งสำหรับตัวเขาเองและครอบครัว ครั้งใดที่ Aleida จำเป็นต้องใช้รถประจำตำแหน่ง Che จะจ่ายเงินค่าน้ำมันรถเอง เป้าหมายแห่งความพยายามในการดำรงชีวิตเหล่านี้ของ Che ก็คือ เขาอยากให้ใคร ๆ ได้เห็นภาพของวิธีคิดและการปฏิบัติตัว (New Man) โดย Che ยินดีที่จะเริ่มทำเป็นตัวอย่างให้เห็นก่อน

     และด้วยการทำงานหนัก และการดำเนินการตามแผนเศรษฐกิจอย่างเคร่งครัดของ Che ในช่วงนั้นเอง ที่ช่วยทำให้เศรษฐกิจที่เคย
ล้มเหลวของคิวบากระเตื้องขึ้น รวมทั้งช่วยหยุดความขาดแคลนทั้งหลายที่เกิดขึ้นได้จนถึงทุกวันนี้

1961 Che ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

1962 เขาเปิดเจรจรข้อตกลงกับสหภาพโซเวียต (Union der Sozialistischen Sowjetrepubliken หรือ UdSSR ) เกี่ยวกับการขอความสนับสนุนด้านอาวุธ และด้านอื่น ๆ อย่างจริงจัง ภายหลังจากทีอเมริกาเริ่มไม่พอใจที่คิวบากระทำต่อนักธุรกิจอเมริกัน แล้วหันไปเข้ากับสหภาพโซเวียตแทน

image

    อเมริกาเพิ่มแรงกดดันทางการทหารกับคิวบามากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ชายฝั่งเมือง Havanna เรือสัญชาติฝรั่งเศษ (La Coubre) ถูกรอบวางระเบิด ในปี 1961 เป็นผลให้คนบนเรือตายไป 75 คน และอีก 200 คนได้รับบาดเจ็บ และรัฐบาลคิวบาสืบทราบว่า CIA เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการวางระเบิดครั้งนั้น

    การยืนไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตในครั้งนั้นเอง ที่ภาพของ Che ถูกบันทึกไว้ โดยช่างภาพชื่อ Alberto Diaz Korda แล้วถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับบ่ายของวันที่ 5 มีนาคม 1960

    ในภาพซึ่งแสดงให้เห็นดวงตาที่ฉายแววแห่งความเศร้า ปนความโกรธ และความมุ่งมั่นดื้อรั้นของ Che ทำให้ภาพนั้นกลายเป็นภาพที่โด่งดังที่สุด ในบรรดาภาพถ่ายทั้งหลายของเขา เพราะเป็นเหมือนภาพสัญลักษณ์ของนักต่อสู้ และการปฏิวัติที่แน่วแน่ และยิ่งใหญ่

    1964-65 Che เดินทางไปในหลายประเทศ เพื่อเจรจาเรื่องต่าง ๆ อาทิ ประเทศในทวีปเอเชีย สิงคโปร์ จีน หรือแม้แต่การเข้าประชุมกับองค์การสหประชาชาติ UN เพื่อประกาศความไม่สนใจ หรือไม่ต้องการพึ่งพาเศรษฐกิจจากประเทศสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป อันเป็นการกล่าวคำปราศรัยที่โด่งดังที่สุดอีกครั้งหนึ่งของ Che

    อย่างไรก็ตาม ในเดือนตุลาคม ปี 1965 คาสโต ได้รับจดหมายลาออกจาก Che มีใจความสำคัญว่า เขาขอสละตำแหน่งทางการเมืองทั้งหมด รวมทั้งสัญชาติคิวบาด้วย เพื่อที่เขาจะได้กลับไปต่อสู้กับลัทธิจักรวรรดินิยม อีกครั้ง

    ผมไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรไว้ให้ภรรยา และลูกๆ ของผม แต่ผมไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย กลับรู้สึกมีความสุขเสียอีก ที่มันเป็นไปอย่างนี้ (จดหมายลา ถึงคาสโตร)

image
     ครั้งนั้นเองที่แสดงให้เห็นว่า แม้ Che Cuevara จะได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ในประเทศคิวบา และเป็นบุคคลสำคัญอัน เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกแล้ว ก็ตาม แต่ด้วยวิญญาณแห่งการปฏิวัติที่ไม่เคยมอดไหม้ ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ของเขา ที่จะช่วยประชาชนชาวอเมริกาใต้ให้หลุดพ้นจากการถูกกดขี่ข่มเหง โดยไม่เคยคิดแบ่งแยกเชื้อชาติหรือสัญชาติ ยศฐาบรรดาศักดิ์ และทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ก็ไม่อาจทำลายแนวคิดเหล่านั้นลงได้

     อย่างไรก็ตาม เคย มีผู้กล่าวว่า หนึ่งในหลาย ๆ เหตุผลที่ Che ตัดสินใจกลับเข้าป่า แล้วปฏิวัติอีกครั้ง ทั้งที่อายุย่างเข้าวัยกลางคน แถมยังมีโรคหืดหอบประจำตัวด้วย ก็คือ ความไม่สมหวังในการสร้างคิวบา

     Che ชิงชังความเห็นแก่ตัว และการให้ความช่วยเหลืออย่างเสียไม่ได้ที่โซเวียต และประเทศยุโรปตะวันออกในยุคครุสชอพ มอบให้แก่ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย Che จึงตัดสินใจลอกคราบการเป็นนักบริหาร และนักการฑูตของคิวบา ซึ่งตัวเขาเป็นมาหลายปีทิ้งไปแบบไม่ไยดี แล้ว หันกลับไปหาความจริงใจในป่า แล้วมุ่งทำงานปฏิวัติอย่างไม่หยุดหย่อน ในประเทศอื่น ๆ ที่ยังตกอยู่ภายใต้ ลัทธิจักวรรดินิยม โดยเขาเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิต และความรู้สึกเยี่ยงมนุษย์ที่ยากจนที่สุด อีกครั้ง
image



image


      Che พร้อมเพื่อน ๆ อีกจำนวนหนึ่งเข้าร่วมสงครามปฏิวัติที่ คองโก ในทวีปแอฟริกา ในปี 1965 แต่ก็ล้มเหลว จากนั้นปี 1966 เขาเดินทางเข้าไปยังประเทศโบลิเวีย เพื่อร่วมกับกลุ่มกบฏโบลิเวีย ทำสงครามปฏิวัติโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการโบลิเวียในสมัยนั้น

image

     กลุ่มนักรบของ Che ราว 44 คน พยายามนำยุทธวิธีการรบแบบกองโจร ที่ใช้ได้ผลมาแล้วสมัยสู้รบกับคาสโตครั้งปฏิวัติคิวบา มาใช้อย่างเต็มที่ แต่ด้วยความแตกต่างกันทาง ด้านลักษณะภูมิประเทศ อีกทั้งแนวคิดพื้นฐานของชาวโบลิเวีย ที่แตกต่างไปจากชาวคิวบา ทำให้วิธีการของเขาใช้ไม่ค่อยได้ผล แม้ในด้านหนึ่ง ชาวบ้านโบลิเวียจะเห็นด้วย และชื่นชมกลุ่มของเขา แต่ก็มีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะหักหลังกลุ่มของพวกเขาเช่นกัน

     กองกำลังปฏิวัติของ Che โดนตีแตกกระจาย หัวหน้ากลุ่มที่แตกไปถูกฆ่าตายตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคม 1967

    ส่วน Che และพวกที่เหลืออีกเพียง 14 คน โดนยิงบาดเจ็บ และถูกจับได้ในเดือนตุลาคม 1967 โดยกองกำลังทหารของรัฐบาลโบลิเวีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CIA ของสหรัฐอเมริกา ที่ La Higuera อันเป็นเขตพื้นที่เล็ก ๆ ในเทือกเขา Cordillera ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของโบลิเวีย

    Che ถูกจองจำไว้ที่ La Higuera โดยมีเจ้าหน้าที่ของ CIA โดยมี Felix Rodrνguez ผู้ลี้ภัยชาวคิวบา ทำหน้าที่สอบปากคำ Che ในฐานะเชลยศึก และโดยไม่มีการพิพากษาใด ๆ ทั้งสิ้นในชั้นศาล Che ถูกสั่งฆ่าด้วยการยิงเป้า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1967 เวลา 13.10 น. จบชีวิตนักปฏิวัติที่มุ่งมั่น ด้วยวัยเพียง 39 ปี
image


image

     ภายหลังการถูกฆาตรกรรม ร่างของ Che ถูกทำให้ไร้ร่องรอย มือทั้งสองข้างของเขาถูกตัดทิ้งเพื่อปิดช่องทางในการพิสูจน์ตัวตน ร่างของ Che ถูกนำไปฝังในสถานที่ลับแห่งหนึ่ง ซึ่งห่างจากเมือง Vallegrande ราว 30 กิโลเมตร (เมืองเล็ก ๆ ในโบลิเวีย ห่างจากซานตาครูซประเทศคิวบาราว 125 กิโลเมตร) แต่ในที่สุด โครงกระดูกของ Che ก็ถูกค้นพบเมื่อปี 1997 โดยนักวิทยาศาสตร์ในโบลิเวียเป็นผู้พิสูจน์ ว่าโครงกระดูกนั้นเป็นของ Che Guevara จริง ๆ

image


image




     กระดูกของเขา ถูกส่งกลับไปยังเมืองซานตาครูส ประเทศคิวบา สถานที่ที่เขาเคยเป็นวีรบุรุษ ผู้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับประธานาธิบดี ฟิเดล คาสโตร เมื่อปี 1958 เพื่อล้มรัฐบาลกดขี่ของบาติสตา คิวบาเก็บโครงกระดูกของ Che ไว้ที่ Mausoleum หลุมฝังศพอันทรงเกียรติในซานตาครูซ และที่นั่นเอง (รวมทั้งอีกหลาย ๆ แห่งทั่วประเทศคิวบา) ชาวคิวบาได้สร้างอนุเสารีย์ Ernesto Che Guevara ในรูปที่พวกเขาคุ้นเคย คือ มือหนึ่งถือปืน ส่วนแขนข้างซ้ายเข้าเฝือกไว้ ขึ้นเป็นตัวแทนแห่งวีรบุรุษนักปฏิวัติ ที่ต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชนชั้นล่างของสังคมจากการกดขี่ข่มเหงของนายทุน ใน ลัทธิจักวรรดินิยม

     นอกจากนี้ ยังมีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ Che Guevara เพื่อแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติชีวิต และการต่อสู้ของ Che เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมด้วย

      แนวคิดสังคมนิยมของ Che มีความหมายมากกว่า การพัฒนาทางวัตถุ หรือมุ่งเน้นแต่เรื่องการยกระดับการครองชีพ

      "คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น ก็ด้วยการทำให้ ความหมายของการครองชีวิต ดำเนินควบคู่ไปกับความก้าวหน้าทางวัตถุ...ผู้ใช้แรงงานจะได้รู้สึกว่า การทำงาน เป็นความภาคภูมิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์...

      ลัทธิทุนนิยม คือสิ่งที่เข้ามาติดสินบนความภาคภูมิใจของคนงาน และเปลี่ยนพวกเขาไปสู่ความละโมบเพื่อตัวเอง ซึ่งนั่นเป็นความใฝ่ฝันผิด ๆ เพราะพวกเขาทำงานเพื่อเงิน ไม่ใช่ทำงานเพื่องานของสังคม

     การพัฒนาจิตสำนึก หมายถึง การปลุกเร้าให้กรรมกรทำงานด้วยความเต็มใจและยินดี ไม่ใช่เพื่อความทะเยอทะยานส่วนตัว หรือเพราะความกลัวส่วนบุคคล แต่เพื่อให้บรรลุอุดมการณ์ของพวกเขาเอง เพื่อความเชื่อในตัวผู้นำของเขา และเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของระบบสังคมโดยรวม ซึ่งนั่นมันจะย้อนกลับมาสู่ตัวพวกเขาเองในภายหลัง โดยมีรัฐเป็นผู้ดูแล ตอบสนองสิ่งที่เขาต้องการทุกอย่าง

     และด้วยวิธีนี้ จะทำให้คนงานสามารถใช้แรงงานเพื่อสิ่งที่ดีงามอย่างสมบูรณ์ จนกระทั่งเงินตรากลายเป็นสิ่งล้าสมัย เหมือนกับการค้าทาสที่ต้องสิ้นสุดลง"

     นั่นคือ สังคมในอุดมคติของ Che เป็นฝันไกลที่มนุษย์ยังไปไม่ถึง แม้แต่ประเทศที่ปกครองด้วยระบบสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์เองก็ตาม แต่ก็ไม่ควรด่วนสรุปว่า ความฝันแบบนี้ ไม่มีความหมายใด ๆ เลย เพราะครั้งหนึ่ง มันก็เคยกระตุ้น คนหนุ่มสาว ให้ร่วมฝัน ร่วมสู้ และร่วมสร้าง มาแล้ว

 

image


     เคยมีผู้กล่าวว่า สิ่งที่ Che ทำนั้น มันไม่เคยสำคัญเลยว่า เขาจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว จิตใจ ความมุ่งมั่น และการได้ลงมือทำอย่างเอาจริงเอาจังของเขา ชนิด ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังหาคนทำเช่นนั้นไม่ได้ ต่างหากที่สำคัญยิ่งกว่า เพราะมันคือการกระทำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตใจที่ดีงาม อยากช่วยปลดปล่อยชนชั้นกรรมาชีพผู้ถูกกดขี่ และไม่เคยได้รับความเป็นธรรม

     และซากความฝันของ Che ก็ยังอาจมีพลังจาง ๆ แอบแฝงอยู่ในสังคมปัจจุบัน สังคมที่กำลังมุ่งหน้าไปสู่งแนวทางทุนนิยมสุดโต่ง อยู่บ้างก็เป็นได้

image

     คงเพราะ Che Geuvara ไม่ยึดติดกับตำแหน่งใหญ่โตในคิวบา และไม่ได้ทำทุก ๆ อย่างเพื่อความสุขสบายของตัวเขาเองและครอบครัวเลย เขาจึงกลายเป็นตำนาน ในจิตใจคนหนุ่มสาวทั่วโลก แม้เวลาจะผ่านมานานถึง 30 กว่าปีแล้วก็ตาม

ที่มา และแหล่งข้อมูล : Wikipedia, Che-Lives.com
 

McDonald


               แมคโดนัลด์

(อังกฤษ: McDonald's Corporation) เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเครือร้านอาหาร แบบฟาสต์ฟู้ดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

    แมคโดนัลด์ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2491 (ค.ศ.​1948) โดยพี่น้องดิ๊กและแมคโดนัลด์เปิดเป็นร้านแฮมเบอร์เกอร์ชื่อว่า "แมคโดนัลด์" เป็นแบบไดร์ฟทรูในซานเบอร์นาดิโน ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆในรัฐ

 

    แคลิฟอร์เนีย แต่เริ่มนำระบบการบริการอย่างรวดเร็วเข้ามาใช้ในปี พ.ศ. 2491 ภายหลังทั้งสองได้ขายกิจการให้กับ นายเรย์มอนด์ อัลเบิร์ด คร็อก เพื่อนำไปขยายสาขา และเป็นต้นกำเนิดของร้านอาหารแบบฟาสต์ฟู้ดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา อย่างไร ก็ตามปัจจุบันบริษัทแมคโดนัลด์ได้นับเอาการเปิดร้านแฟรนไชส์สาขาแรก เมื่อปี พ.ศ. 2498 (ค.ศ.​1955) เป็นวันก่อตั้งบริษัท

    ปัจจุบันแมคโดนัลด์มีสาขากว่า 30,000 สาขาใน 121 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ให้บริการลูกค้ามากกว่า 50 ล้านคนต่อวัน เครือแมคโดนัลด์ยังประกอบธุรกิจร้านอาหารยี่ห้ออื่น และธุรกิจอื่นๆ นอกเหนือไปจากร้านอาหาร เช่น ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น มีผลประกอบการ 20.46 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี  (ตัวเลขปี พ.ศ. 2548)

    รูปแบบทั่วไปของร้านแมคโดนัลด์คือแบบเคาเตอร์และแบบ drive-through หรือขับรถเข้าไปซื้อโดยไม่ต้องลงจากรถ อาหารหลักที่ขายทั่วไปคือ แฮมเบอร์เกอร์ ชีสเบอร์เกอร์ บิ๊กแมค เฟรนช์ฟราย ไก่ทอด สลัด ชุดอาหารเช้า ชุดอาหารสำหรับเด็กชื่อ แฮปปี้มีล และของหวานอีกหลายชนิด เช่น ไอศกรีม เป็นต้น

 

    แมคโดนัลด์กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอเมริกันและทุนนิยม การเปิดสาขาของร้านแมคโดนัลด์ในประเทศ ต่างๆ มักถูกมองเป็นการบุกรุกของวัฒนธรรมอเมริกัน นอกจากนี้อาหารของแมคโดนัลด์ยังได้รับการวิจารณ์ในเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพอีกด้วย



อาวุธชีวภาพ ( Biological weapons )

     หมายถึง อาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูง ทำให้คนจำนวนมากในพื้นที่กว้างได้รับบาดเจ็บ ป่วย และตาย เป็นอาวุธที่แตกต่างจากอาวุธประเภทอื่น คือ มีการบรรจุสิ่งมีชีวิตไว้ข้างใน ในทางทหารนั้น จุลินทรีย์ที่สามารถนำมาผลิตเป็นอาวุธชีวภาพได้ ต้องมี คุณสมบัติผลิตง่าย ต้นทุนต่ำมีความคงทนในการผลิต เก็บรักษาไว้ได้นาน โดยไม่เปลี่ยนแปลงคุณสมบัติ และเข้าสู่ร่างกายได้หลายทางการรบโดยใช้อาวุธชีวภาพ จะทำได้ 3 วิธีได้แก่ การปล่อยกระจายเป็นแอโรซอล ( Aerosol Method ) โดยการใช้สเปรย์ หรือวัตถุระเบิดให้กระจายอยู่ในอากาศ เช่น ฝุ่นละออง ควันหมอก คาดว่าการปล่อยกระจายวิธีนี้เป็นวิธีหลักที่จะถูกใช้มากที่สุด ส่วนการปล่อยกระจายไปกับสัตว์พาหะจะใช้วิธีการทำให้สัตว์ที่ดูดเลือดเป็นอาหาร ให้ตัวสัตว์นั้นติดเชื้อ แล้วจึงปล่อยให้สัตว์เหล่านั้นเข้าไปในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อให้สัตว์ที่เป็นพาหะนำสารชีวะเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ เช่น ยุง หมัด เห็บ เหา ไร โดยปัจจุบันมีโรคติดต่อร้ายแรงกว่า 100 ชนิด เช่น ไข้เหลือง กาฬโรค ไข้คิว ไข้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และไข้เลือดออก แต่วิธีการนี้เป็นวิธีรอง ๆ ลงไป


      และสุดท้ายเป็นการใช้วิธีการก่อวินาศกรรม หรือปล่อยกระจายโดยวิธีปกปิด แม้ว่าที่ผ่านมาจะยังไม่มีใครใช้อาวุธชีวภาพโดยเปิดเผย แต่เชื่อว่า การปล่อยกระจายสารอย่างลับ ๆ ในอากาศ น้ำ อาหาร หรืออื่น ๆ เพื่อทำอันตรายมนุษย์ สัตว์ หรือพืชจะทำได้ง่ายกว่า และป้องกันได้ยาก เนื่องจากจะใช้สารชีวะในปริมาณน้อยมาก หากมีการนำสารดังกล่าวไปใช้ต้องมีการซุกซ่อนอย่างดีวิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับสายลับ ผู้ก่อการร้าย และหน่วยรบพิเศษ เป็นวิธีเสริมการปล่อยกระจายด้วยวิธีหลัก
สำหรับการใช้อาวุธชีวะในสงครามนั้น จุดประสงค์ คือ ผู้ใช้ต้องการทำให้ประชาชน สัตว์เลี้ยง หรือว่า พืชของฝ่ายตรงข้ามป่วยเป็นโรค จนอาจถึงตายได้ โดยการโจมตีมนุษย์เป็นการกระทำโดยตรงเพื่อลดอำนาจกำลังรบ ส่วนการโจมตีสัตว์เลี้ยง และพืชผลเป็นการกระทำทางอ้อมเพื่อต้องการลดขีดความสามารถในการทำสงคราม และยังทำให้เกิดอาการเสียขวัญ การรบและการส่งกำลังบำรุงล้มเหลว


      ส่วนการใช้อาวุธชีวะทำลายในสัตว์ ก็จะทำให้เกิดความเสียหายทางอ้อมต่อมนุษย์ด้วยการจำกัดปริมาณอาหาร จำกัดสัตว์พาหนะ จำกัดขีดความสามารถในการเพาะปลูก ผลิตภัณฑ์ชีวภาพทางการแพทย์ อย่างไรก็ตามในพืชที่เป็นเป้าหมายหลักในการใช้อาวุธเชื้อโรคทำลายส่วนใหญ่จะเป็นพืชอาหารหลัก พวก ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว มันฝรั่ง ข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่วเหลือง มะนาว ฯลฯ และพืชเศรษฐกิจ อย่าง ชา กาแฟ ฝ้าย ยางพารา โดยจะใช้ในพื้นที่ศูนย์กลางการผลิตอาหารทางการเกษตร เพื่อทำให้เกิดภาวะขาดแคลนอย่างหนัก ในยามสงคราม

เชื้ออาวุธชีวะอันตราย


     เนื่องจากเชื้อโรคต่าง ๆ มีต้นทุนต่ำ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ระยะฟักตัวสั้น และตรวจสอบได้ยากในฝ่ายศัตรูมีความสามารถในการแพร่กระจายสูง และมีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาได้ดี จึงมีการคัดเลือกเชื้อจุลินทรีย์บางประเภทผลิตอาวุธชีวภาพ เช่น เชื้อ Clostridium botulinum ทำให้เกิดพิษที่ชื่อว่า บอตทูลินั่ม ( Botulinum Toxin ) ซึ่งในปี ค.ศ. 1995 อิรักได้ยอมรับว่าผลิตเชื้อนี้เพื่อใช้เป็นอาวุธชีวภาพ
นอกจากนี้ก็ยังมีเชื้อ C. perfrigens ซึ่งทำให้เกิดพิษบอตทูลินั่ม ได้เช่นกัน หรือเชื้อ Bacillus anthracis ทำให้เกิดโรคแอนแทรกซ์ หรือเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้ทรพิษ อย่างไรก็ตามสำหรับการผลิตเชื้อ จุลินทรีย์เพื่อนำมาผลิตอาวุธชีวภาพนั้น จะใช้วิธีการคัดเลือกโดยธรรมชาติ แต่ปัจจุบันการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพอาจจะพัฒนาจุลินทรีย์ได้ เช่น ทำให้ผลิตเอนไซม์หรือสารพิษที่มีอำนาจทำลายล้าง หรือดื้อยาต้าน จุลชีพ หรือวัคซีนมากขึ้น แต่ก็สามารถใช้เทคโนโลยีชีวภาพป้องกันอาวุธชีวะภาพได้เช่นเดียวกัน
 

      สำหรับจุลินทรีย์ที่มีศักยภาพในการผลิตเป็นอาวุธ และเป็นสารชีวะทำอันตรายมนุษย์ คือ แบคทีเรียริคเกทเซีย และไวรัส โดยเฉพาะจุลินทรีย์ก่อโรคติดต่อระหว่างสัตว์ และมนุษย์ เพราะมีข้อได้เปรียบกว่าโรคติดต่อเฉพาะมนุษย์ คือ มีภูมิต้านทานโรคเหล่านี้ต่ำ และแพทย์เองก็ไม่ค่อยชำนาญในการวินิจฉัย และการรักษาโรคเหล่านี้ ส่วนใหญ่ยังไม่มียาป้องกัน และวิธีการรักษาก็ไม่ได้พัฒนาไปมากนัก
 

     ส่วนจุลินทรีย์ที่เหมาะสำหรับใช้เป็นสารชีวะทำอันตรายพืช คือ เชื้อรา และไวรัส และจุลินทรีย์ที่เหมาะสำหรับใช้เป็นสารทำอันตรายสัตว์ มีทั้งแบคทีเรีย และไวรัส เช่นเดียวกัน โดยเชื้อจุลินทรีย์และสารพิษหลัก ๆ ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพร้ายแรงมีเชื้อแบคทีเรีย เช่น แอนแทรกซ์ มีชื่อว่า Bacillus anthracis มีการสืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ เมื่อตกไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะบ่มตัวอย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างเกราะหุ้มได้ ทำให้ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ฟักตัวอยู่ในดินนานนับ 10 ปี หากตกอยู่ในพื้นที่ใดจะทำให้พื้นที่นั้น ๆ ไม่สามารถใช้งานทางปศุสัตว์ได้อย่างน้อย 2 – 3 ปี
 

      เชื้อดังกล่าวจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบเลือด และทางเดินหายใจ เมื่อรับเชื้อผู้ป่วยจะมีอาการเหมือนไข้หวัด มีน้ำมูกไหล หลังจากนั้นจะช็อก หมดสติ และเสียชีวิตใน ที่สุด การรักษาทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะ การป้องกันทำได้โดยฉีดวัคซีน


- การใช้เชื้อแอนแทรกซ์เป็นอาวุธ ทำได้โดยการนำเชื้อแอนแทรกซ์ที่เพาะเลี้ยงไว้และเก็บในรูปสารละลายมาฉีดพ่นโดยเครื่องบิน หรือใช้ทำเป็นหัวรบ ซึ่งญี่ปุ่นเคยใช้อาวุธเชื้อโรคแอนแทร็กซ์นี้กับชาวจีนมาแล้วเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2


- เชื้อ C. botulinum เป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสารพิษบอตทูลินั่มทำให้อาหารกระป๋อง เน่าเสีย อาหารเป็นพิษ เชื้อเพียงจุดเล็ก ๆ ก็ สามารถทำลายชีวิตคนได้ถึง 10 คน โดยซึมเข้าทางเยื้อบุ ของร่างกาย เช่น เยื่อบุทางเดินหายใจ เป็นสารที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ผู้ที่ได้รับสารนี้เข้าไปจะไม่มีโอกาสรู้ตัวจนกว่าพิษจะเริ่มแสดงอาการ ผู้รับพิษจะมีอาการตาพร่า กล้ามเนื้ออ่อนแรงคลื่นไส้อาเจียนระบบประสาทจะถูกทำลาย และผู้ป่วยจะเสียชีวิตในที่สุด
 

     การแก้พิษป้องกันได้ โดยการฉีดวัคซีน หรือใส่หน้ากากป้องกันก๊าซพิษ แต่เนื่องจากพิษของเชื้อโรคดังกล่าวยังสามารถแยกย่อยได้อีก ดังนั้นการป้องกันจึงทำได้ยาก หากไม่ทราบว่าศัตรูจะแพร่พิษ BOTULINUM ชนิดใด ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าถูกใช้ในสงครามมาก่อน


- เชื้อ Clostridium perfringens เป็นแบคทีเรียอีกชนิดหนึ่งที่ทำให้อาหารเน่าเสียและเกิดอาหารเป็นพิษได้ หากแบคทีเรียชนิดนี้เข้าไปอยู่ในบาดแผลที่สกปรกและอากาศเข้าไม่ถึง จะทำให้เกิดก๊าซในบาดแผล เมื่อครั้งที่องค์การสหประชาชาติเข้าทำลายแหล่งอาวุธชีวภาพที่เมืองอัลฮากัม ใกล้กรุงแบกแดกในปี 1996 ได้พบคลังเก็บเชื้อดังกล่าวนี้ด้วย


- Pasteurella pestis P. pestis ทำให้เกิดกาฬโรค ติดต่อได้เร็วมาก ทำให้ผู้ป่วยเป็น ปอดบวม มีไข้สูงอาเจียน และตายในที่สุด


- P. tularensis P. tularensis ทำให้เกิดโรค tularemia โดยผู้ป่วยจะไม่ตาย แต่จะทำให้สูญเสียน้ำหนักตัว ปวดศรีษะ ปวดตามร่างกาย และปอดบวม


- เชื้อรา A. flavus เป็นเชื้อราที่มีอยู่ในธรรมชาติ ชอบขึ้นบนสินค้าเกษตรที่เก็บรักษาไม่ดีส่วนใหญ่อยู่ใน ถั่ว ข้าวโพด พริกป่น สามารถผลิตสารพิษอะฟลาท็อกซิน เป็นสารที่ก่อมะเร็งในตับ ยังไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้สารพิษชนิดนี้เป็นอาวุธชีวภาพมากนัก เนื่องจากสารดังกล่าว คือ สารก่อมะเร็ง ในระยะยาว ดังนั้น จึงไม่ใช่อาวุธที่ให้ผลฉับพลัน แต่เป็นการสังหารแบบตายผ่อนส่งมากกว่า เคยมีรายงานว่า พบสารพิษชนิดนี้ถูกบรรจุในระเบิดและหัวรบในแหล่งผลิตอาวุธชีวภาพของอิรัก


- เชื้อไวรัส ( Virus ) Ebola เป็นสาเหตุของ Ebola hemorrhagic fever (EHF) เกิดจากเชื้อไวรัสที่เป็นอันตรายมาก


- Marburg disease เป็น viral hemorrhagic fever เช่น อีโบล่า มีอาการคล้ายกัน ทำให้มีไข้สูง ตกเลือด ผิวหนังเป็นผื่น อาเจียน และเสียชีวิต เป็นโรคที่ถ่ายทอดถึงมนุษย์ ได้จากลิงสีเขียวจาก แอฟริกาที่นำมาใช้เป็นสัตว์ทดลอง


- Small pox virus หรือโรคไข้ทรพิษ ถูกจำกัดไปจากธรรมชาติแล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ทั่วโลกได้หยุดการฉีดวัคซีนไข้ทรพิษ แต่ยังคงมีสองประเทศที่เก็บเชื้อ smallpox ไว้ในห้องปฏิบัติการ คือ อเมริกา และรัสเซีย แต่รัสเซียเริ่มมีปัญหาเนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทำให้เป็นแหล่งอันตรายเพราะหากผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคนี้ได้รับเชื้อ ก็จะทำให้เสียชีวิต 20 – 30% เนื่องจากไม่มียารักษา


- สารพิษ ( toxin ) สารพิษไรซิน สกัดจากเมล็ดละหุ่ง ใช้เป็นยาปราบศัตรูพืช สารดังกล่าวจะไปยับยั้งการผลิตโปรตีนของเซลล์ในร่างกาย ผู้ที่ได้รับพิษจะเสียชีวิตเนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างโปรตีนที่จำเป็นในการดำรงชีวิตได้


     ไม่มีวิธีการรักษาหรือรายงานเกี่ยวกับการใช้สารไรซินในสงครามชีวภาพ แต่เคยมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นในกรุงลอนดอน โดยผู้เสียชีวิตถูกแทงด้วยปลายร่มที่เคลือบสารไรซินขณะที่เหยื่อรอรถอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง
 

     ทั้งนี้โรคที่มีศักยภาพในการใช้เป็นอาวุธชีวะ ซึ่งเป็นโรคติดต่อระหว่างสัตว์ และมนุษย์แบ่งได้ 8 ประเภท คือ โรคแอนแทรกซ์, แท้งติดต่อ, กาฬโรค, ไข้รากสาดใหญ่, ไข้ผื่น, ไข้คิว, โรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ, ไข้เหลือง ส่วนโรคของสัตว์ที่ใช้อาวุธชีวะทำลายสัตว์ได้มี 5 ประเภท คือ อหิวาห์สุกร, อหิวาห์สุกรแอฟริกา, โรคปากและเท้าเปื่อย, โรคนิวคาสเซิล และโรครินเดอร์เปสท์
ส่วนจุลินทรีย์ที่มีศักยะภาพในการใช้เป็นอาวุธชีวะทำอันตรายพืชมี 12 ตัว


- Sclerotium rofsii ทำให้เกิดโรคของถั่วเหลือง หัวผักกาดหวาน ฝ้ายและมันเทศ
- phytopthera infestans ทำให้เกิดโรคใบแห้งของมันฝรั่ง
- Helminthosporium oryzae ทำให้เกิดโรคใบจุดสีน้ำตาลของข้าว
- Pyricularia oryzae ทำให้เกิดโรคไหม้ของข้าว
- Pucinia graminis ทำให้เกิดโรคราสนิมของข้าวสาลี ข้าวโอ็ต ข้าวไรน์ และข้าวบาเลย์
- Pseudomonas alboprecipitans ทำให้เกิดโรคใบแห้งของข้าวโพด
- Rice Tungro Spherical Virus ทำให้เกิดโรคใบสีส้มของข้าว ซึ่งเป็นโรคจากไวรัสที่ทำลายผลผลิตของข้าวทั่วโลกมากที่สุด
- Rice Tungro Bacilliform Virus ทำให้เกิดโรคใบสีส้มของข้าว
- Rice Transitory Yellowing Virus ทำให้เกิดโรคใบหงิกของข้าวที่ชาวนาเรียกว่าโรคจู๋
- Rice Ragged Stunt Virus ทำให้เกิดโรคหูดของข้าว
- Rice Gall Dwarf Virus และ Rice Grassy Stunt Virus ทำให้เกิดโรคเขียวเตี้ยของข้าว


    ส่วนท็อกซินที่มีศักยภาพในการใช้เป็นอาวุธมี 6 ประเภท คือ บอตทูลิน ชนิดเอ จากแบคทีเรีย Clostridium botulinum และ C.parabotulinum, สแตฟไฟโลคอคคัส เอ็นเทโรทอกซิน ชนิดบี จากแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, ไรซินจากเมล็ดละหุ่ง, แซกซิทอกซินซึ่งเป็นแพลงก์ตอน, ไทรโคธซิน จากราหลายชนิด และเทโรโดทอกซิน ( Tetrodoxin ) จากปลาปักเป้า
 

     ในส่วนของประเทศไทย ได้มีกำหนดไว้ในกฎกระทรวงเกี่ยวกับเชื้อโรคต่าง ๆ ที่จะพัฒนาเป็นอาวุธชีวภาพไว้หลายชนิดด้วยกัน คือ โรครินเดอร์เปสต์, โรคเฮโมราจิกเซพติซีเมีย, โรคแอนแทรกซ์, โรคเซอร่า, สารติก, แกรนเดอร์, ปากเท้าเปื่อย, อหิวาต์สุกร, ส่วนโรคอื่น ๆ แม้จะยังไม่ปรากฎการณ์แพร่ระบาดใน ประเทศไทย แต่เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น สำนักงานโรคระบาดระหว่างประเทศ (OIE) ได้กำหนดให้โรคระบาดอีกรวม 14 โรคต้องควบคุมด้วยเช่นกัน
     ประกอบด้วยโรคทริคโนซีส, บรูเซลโลซีส, วัณโรค, เลปโทสไปรา, แซลโมนิลา, สมองอักเสบนิปาห์, วัวบ้า, กาฬโรคเป็ด, นิวคาสเซิล, เอเวียนอินฟลูอินซา, รวมทั้งโรคระบาดในม้า เช่นกาฬโรคแอฟริกาในม้า, ไข้วัดใหญ่ในม้า, ไข้เห็บม้า, ดูรีน, ปากอักเสบพุพอง, ปิคาน่า, โพรงจมูกและปากอักเสบในม้า, มดลูกอักเสบติดต่อในม้า, เรื้อนม้า, โลหิตจากติดเชื้อในม้า, สมองและไขสันหลังอักเสบในม้า, สมองและไขสันหลังอักเสบเวเนซุเอล่าในม้า, สมองอักเสบเจเปนิส, หลอดเลือดแดงอักเสบติดเขื้อในม้ารวมทั้งหมดมีเชื้อโรคที่สามารถพัฒนา ศักยภาพในการทำอาวุธชีวะภาพได้ 32 เชื้อด้วยกัน

พลิกปูมอาวุธเชื้อโรคอดีต – ปัจจุบัน


      มีหลักฐานระบุว่า การทำสงครามด้วยอาวุธชีวะ หรืออาวุธเชื้อโรคไม่ใช่เรื่องใหม่ ดังจะเห็นจากบันทึกของชนชาติเปอร์เซีย กรีก โรมัน ซึ่งเคยใช้ซากศพผู้เสียชีวิตด้วยโรค และสิ่งปฏิกูลใส่ในแหล่งน้ำ หรือดีดเข้าไปในเมืองที่ปิดล้อม โดยใช้เครื่องดีดก้อนหิน เพื่อให้ทหาร และพลเมืองฝ่ายตรงข้ามป่วยและตาย ทั้ง ๆ ที่ขณะนั้น ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค
 

      กระทั่งในปี ค.ศ. 1356 พวกตาด ( Tatars ) ชนชาติเชื้อสายมองโกล ได้ใช้เครื่องดีดก้อนหินดีดซากศพผู้เสียชีวิตด้วยกาฬโรค ข้ามกำแพงเข้าไปในเมืองคัฟฟา บนฝั่งทะเลดำ ทำให้เกิดกาฬโรคระบาดจนเป็นเหตุให้เสียเมือง
 

      ส่วนชาวเมืองที่เป็นชาวอิตาลี หลบหนีกลับทางเรือนำกาฬโรคไปแพร่ระบาดในอิตาลี และทวีปยุโรป ระหว่างปี ค.ศ. 1346 – 1351 ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 25 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของพลเมืองของทวีปดังกล่าว
 

       เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าอาวุธชีวะ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ และไม่สามารถประเมินผลความเสียหายที่เกิดขึ้นในระยะยาวได้เลย เนื่องจากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่จำกัดเฉพาะที่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมด้วย
 

       อย่างไรก็ตาม การใช้อาวุธชีวะในการทำสงครามนั้น ไม่ได้ยุติแค่ชาวตาดใช้ทำลายมนุษย์ในเมืองคัฟฟาเท่านั้น หากในการสู้รบระหว่างทหารอังกฤษกับชนพื้นเมืองชาวอินเดียนแดง ในปี ค.ศ. 1763 ผู้บังคับหน่วยในทหารที่ค่ายฟอร์ทพิท ( Fort Pitt ) ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการกองทับอังกฤษ ให้ใช้เชื้อโรคไข้ทรพิษ ทำอันตรายฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน
 

      ต่อมาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 มีการกล่าวหากันระหว่างสหรัฐอเมริกากับฝ่ายเยอรมัน โดยฝ่ายฝักใฝ่เยอรมันในสหรัฐกล่าวหาว่าลอบทำปศุสัตว์ที่สุส่งไปให้ฝ่ายสัมพันมิตรในทวีปยุโรปเป็นโรคระบาดตายจำนวนมาก และพยายามทำให้กาฬโรคระบาดในรัสเซีย
 

      ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี ค.ศ. 1931 พบว่า กองทัพญี่ปุ่นได้จัดตั้งหน่วย 731 หรือหน่วยสงครามชีวะ ที่เมืองฮาบิน ประเทศจีน ซึ่งญี่ปุ่นได้เข้าไปยึดครองได้ โดยมี พล.ท.ชิโร อิชิไอ เป็นผู้บัญชาการหน่วย โดยมีชื่อเรียกเพื่อปกปิดปฎิบัติการลับนี้ว่า หน่วยต่อด้านโรคระบาด ทำน้ำบริสุทธิ์ และจ่ายน้ำแห่งกองทัพกวางตุ้ง มีการใช้เชลยศึกจากชาติต่างเป็นหนูทดลอง
 

     วิธีการของการทดลองนั้น กล่าวกันว่า เป็นการทำให้ติดเชื้อ นำร่างกายบางส่วนไปแช่หิมะ แล้วนำไปสัมผัสกับเชื้อโรค หน่วย 731 นี้ ประกอบด้วยหน่วยรอง ซึ่งเป็นเหน่วยแยก ประมาณ 18 แห่ง ทำหน้าที่ทดลองอาวุธชีวะ ครั้งนั้นมีประมาณการว่า เชลยศึกนับหมื่นคนได้ถูกนำไปทดลอง และมีผู้เสียชีวิตจากการทดลองหลายพันคน
 

     ขณะเดียวกัน กองทัพญี่ปุ่นยังได้เข้าไปตั้งสถานีวิจัยอาวุธชีวะในสิงคโปร์ เพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับกาฬโรค และส่งให้หน่วยทหารญี่ปุ่นในประเทศไทยด้วยกองทัพญี่ปุ่นใช้อาวุธชีวะ ในการทำสงครามกับจีนและโซเวียต ระหว่างปี ค.ศ. 1940 – 1944
 

     ทั้งนี้ เชื้อโรคที่ญี่ปุ่นเคยศึกษาวิจัย ได้แก่ โรคแอนแทรกซ์ โรคแท้งติดต่อ อหิวาตกโรค บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ กาฬโรค ไข้รากสาด ไข้รากสาดน้อย ไข้ทรพิษ และวัณโรค ไม่เพียงการใช้อาวุธชีวะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น แต่ใน ค.ศ. 1941 – 1942 อังกฤษได้ทำการทดลองปล่อยกระจายสารชีวะเพื่อเตรียมไว้ใช้โต้ตอบเยอรมัน หากพบว่าเยอรมันหันมาใช้อาวุธชีวะกับทหารอังกฤษ ในครั้งนั้น อังกฤษได้พ่นละอองเชื้อแอนแทรกซ์ใส่เกาะกรินาร์ด ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันตกของแคว้นสก็อตแลนด์
 

      ในกว่า 40 ปี ต่อมา การสำรวจยังพบว่า เชื้อดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ได้ ทกให้รัฐบาลอังกฤษ ต้องใช้เงินหลายล้านปอนด์ ฆ่าเชื้อที่ฝังอยู่ในดิน ด้วยวิธีการตัดหน้าดินทั้งเกาะไปทิ้งและราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรค
      ยุคสงครามเกาหลี – ปัจจุบัน แม้จะไม่มีการแสวงหาเชื้อโรคใหม่มาทำสารชีวะ แต่มีการคัดเลือกสายพันธุ์ของโรคไว้แล้วว่า จะมาใช้ทำสารชีวะ โดยเลือกเอาสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงได้ไม่นาน พบว่า สหรัฐอเมริกา อังกฤษ โซเวียต และแคนาดา ได้ทำการลองและผลิตอาวุธชีวะ อย่างเปิดเผย
 

      แม้ว่าจะมีอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวะ ค.ศ. 1942 บังคับให้เลิกแล้วก็ตาม แต่มีหลายประเทศไม่ยอมปฏิบัติตามพันธกรณี ปัจจุบันคาดว่า ถ้าจะมีการผลิตสารชีวะแล้วน่าจะเป็นการใช้วิธีพันธุวิศวกรรมจากธรรมชาติมากกว่า
 

      อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ จี โซเวียต และเกาหลีเหนือ กล่าวหาสหรัฐว่า ใช้อาวุธในสงครามเกาหลี คิวบา โดยทำให้เกิดโรคระบาดของสุกร ในปี ค.ศ. 1967 และปล่อยเพลี้ยไฟจากเครื่องบินในปี ค.ศ. 1998 ทำให้เกิดโรคพืชซึ่งมีเพลี้ยไฟเป็นพาหะ
 

      ในส่วนของโซเวียตนั้น แม้จะมีอนุสัญญาห้ามผลิตอาวุธชีวะ แต่ในปี ค.ศ. 1980 หลังจากเกิดอุบัติเหตุที่โรงงานผลิตสารชีวะ ที่เมืองสเวิดลอฟก็ หรือ เยแคเทอรินสเบิร์ก ทำให้มีเชื้อโรคแอนแทรกซ์ แพร่ออกไป ส่งผลให้ประชาชนที่ได้รับเชื้อเสียชีวิตหลายร้อยคน
แน่นอน ครั้งนั้นโซเวียตได้ออกมาปฏิเสธ แต่หลังจาก เมื่อสหภาพโซเวียต ล่มสลาย แคว้นต่าง ๆ ได้แยกออกมาตั้งตัวเป็นอิสระเป็นประเทศเกิดใหม่และรัธเวีย เป็นประเทศที่ยอมรับว่า เกิดอหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นจริง
 

     สำหรับการใช้อาวุธชีวะในสงครามอ่าวเปอร์เซีย เมื่อปี ค.ศ. 1995 ประเทศอิรัก ได้เปิดเผยข้อมูลว่ามีการบรรจุเชื้อประเภท Smallpox virus และ Sterillity toxin รวมทั้ง black population ถึง 11,200 ลิตร ไว้ในจรวด Scud ทั้งนี้อิรักมีโครงการผลิตอาวุธเชื้อโรคตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985
โดยปี ค.ศ. 1990 นักวิจัยอิรักได้เคยทดสอบศักยภาพของอาวุธเชื้อโรค โดยใช้แบคทีเรีย 5 ชนิด และเชื้อรา 1 ชนิด ผลิต Biological bombs 200 ลูก ติดหัว Botulinum และอีก 50 ลูก ติดหัวรบที่มีเชื้อแอนแทรกซ์ แต่ยังไม่ได้มีการใช้งาน
 

      ต่อมาคณะผู้ตรวจอาวุธชีวะของสหประชาชาติ ( UNSOM ) ตรวจพบโครงการวิจัยพัฒนาอาวุธชีวะของอิรัก ทำให้ทราบว่า อิรักสามารถผลิตเชื้อแอนแทรกซ์ได้ และมีโครงการวิจัยสารชีวะชนิดอื่น และเชื่อว่ายังคงมี Bombs นี้อยู่ เนื่องจากยูซอม เองก็ยังไม่สามารถตรวจยืนยันการทำลาย Bombs นั้นได้
      ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในการสัมมนา เรื่องอนุสัญญาห้ามอาวุธชีวะภาพกับประเทศไทย ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ปาร์ค จัดโดยศูนย์ความหลากหลายทางชีวะภาพ และสำนักพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ระบุว่าในปัจจุบันมีข้อมูลที่เชื่อว่า ประเทศเกาหลีเหนือยังคงผลิตอาวุธชีวะอยู่

ประวัติแอนแทรกซ์ (Anthrax) 

ภาพแผลที่เกิดจากการติดเชื้อ
แอนแทรกซ์ทางผิวหนัง ภาพ A
อาการที่เห็นนี้เป็นอาการในขั้นต้น
แม้จะได้รับการรักษาโดยใช้ยา
ปฏิชีวนะและทำความสะอาดบาดแผลแล้ว
แต่อาการและก็ยังลุกลามต่อไปอีกระยะ
หนึ่ง ภาพ D และ E เป็นสภาพของ
แผลหลังได้รับการรักษา 10 วันและ 15
วันตามลำดับ


เชื้อแอนแทรกซ์สามารถนำไป
บรรจุในหัวรบของขีปนาวุธ
เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายในระยะ
ไกลได้

นายวิลเลียม โคเฮน รัฐมนตรีกลาโหม
ของสหรัฐอเมริกากำลังถือห่อ
น้ำตาลทรายหนักราว 2 กิโลกรัมอยู่ในมือ
โคเฮนกำลังเปรียบเทียบให้เห็นว่าเชื้อโรค
แอนแทรกซ์ปริมาณเท่าห่อนี้ก็สามารถคร่า
ชีวิตผู้คนได้ถึง 3 ล้านคน


(CNN) – ถึงแม้ว่าเชื้อแอนแทรกซ์จะเริ่มขึ้นมามีบทบาทในรูปแบบของอาวุธสำหรับกลุ่มผู้ก่อการร้าย, โรคแอนแทรกซ์ที่อันตรายและร้ายแรงนี้ได้เกิดขึ้นและระบาทในโลกของเรามาหลายศตวรรษแล้ว เวลาของมันนับย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ยุคสมัยของคัมภีร์ไบเบิ้ล
     แอนแทรกซ์ได้ถูกระบุหลายครั้งว่าเป็นตัวการในการระบาทอันร้ายแรงซึ่งคร่าชีวิตทั้งคนและสัตว์, หลังจากที่นักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับมันมากขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800, มันก็ได้กลายมาเป็นอาวุธชีวะภาพในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1
     มีหลายประเทศที่เชื่อว่ามีการทดลองเกี่ยวกับเชื้อแอนแทรกซ์ แต่การนำใช้ในสงครามนั้นอยู่ในวงที่จำกัด เช่น เยอรมัน, ญี่ปุ่น, สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, อิรัก และอดีตสหภาพโซเวียต
     1500 ปีก่อนคริสตศักราช – การระบาทของโรคครั้งที่ 5 ในอาณาจักรอียิปต์โบราณ, มีผลร้ายต่อการทำปศุสัตว์, และครั้งที่ 6, เป็นที่เรียกกันในนาม”โรคระบาทหัวฝี” หรือ “Plague of Boils”, มีอาการของโรคคล้ายกับแอนแทรกซ์


ปี 1600 – “พิษดำ” หรือ “Black Bane” สันนิฐานว่าเป็นเชื้อแอนแทรกซ์, ฆ่าปศุสัตว์ในยุโรปไป 60,000 ตัว
1876 – มร. Robert Koch ได้ยืนยันถึงการมีตัวตน และที่มาของแอนแทรกซ์
1880 – ประสพความสำเร็จครั้งแรกในการให้ภูมิต้านทานแอนแทรกซ์แก่ปศุสัตว์
1915 – เชื่อว่าสายลับเยอรมันในสหรัฐอเมริกาได้ฉีดเชื้อแอนแทรกซ์ให้กับม้า, ล่อ, และปศุสัตว์, ระหว่างการเดินทางเข้ายุโรปในสงครามโลกครั้งที่ 1
1937 – ญี่ปุ่นเริ่มโครงการสงครามชีวะภาพในเมือง Manchuria, ซึ่งมีการทดลองของเชื้อแอนแทรกซ์
1942 – อังกฤษทดลองเชื้อแอนแทรกซ์ ณ เกาะ Gruinard ใกล้ๆกับสก็อตแลนด์, ซึ่งพึ่งจะทำลายเชื้อและยุติโครงการลงเมื่อไม่นานมานี้
1943 – สหรัฐอเมริกาเริ่มพัฒนาอาวุธชีวะภาพจากเชื้อแอนแทรกซ์
1945 – แอนแทรกซ์ระบาทในประเทศอิหร่านและฆ่าแกะไปกว่า 1 ล้านตัว
ในทศวรรษที่1950 และ 60 – โครงการสงครามชีวะภาพของสหรัฐอเมริกายังดำเนินงาน และวิจัยต่อหลังเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ เมือง Fort Detrick, มลรัฐ Maryland
1969 – ประธานาธิปดี Richard Nixon สั่งปิดโครงการสงครามชีวะภาพ
1970 – วัคซีนแอนแทรกซ์ได้รับการรับรองจากองค์กรอาหาร และยาสหรัฐอเมริกา
1972 – การประชุมระหว่างประเทศตกลงให้การสร้าง, พัฒนา หรือสะสมอาวุธชีวะภาพเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
1978 -1980 – เชื้อแอนแทรกซ์ระบาทในประเทศซิมบับเวย์, มีผู้ติดเชื้อกว่า 6,000 คนและเสียชีวิตไปกว่า 100 ราย
1979 – แอนแทรกซ์สปอร์ถูกปล่อยออกมาโดยอุบัติเหตุที่โรงงานของกองทัพสหภาพโซเวียตแห่งหนึ่ง, ทำให้มีผู้เสียชีวิต 68 คน
1991 – กองทัพสหรัฐได้รับการฉีดวัคซีนแอนแทรกซ์ระหว่างการเตรียมตัวทำสงครามอ่าว (พายุทะเลทรายกับอิรัก)
1990-93 – กลุ่มผู้ก่อการร้ายโอมชินรีเกียว (Aum Shinrikyo) ปล่อยสารแอนแทรกซ์ในกรุงโตเกียวแต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ
1995 – อิรักยอมรับถึงการผลิตหัวเชื้อแอนแทรกซ์ 8,500 ลิตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการอาวุธชีวะภาพ
1998 – เลขาธิการฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐ William Cohen อนุมัติแผนการให้วัคซีนแก่บุคลากรทุกคนในกองทัพ
2001 – มีจดหมายบรรจุสปอร์ของเชื้อแอนแทรกซ์ส่งไปยังสำนักข่าว NBC 1 อาทิตย์หลังจากการก่อ

     วินาศกรรมกับอาคารกระทรวงกลาโหม และตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ มันเป็นครั้งแรกที่ใช้วิธีนี้ในสหรัฐ ส่วนในมลรัฐ Florida, ชายคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากสูดดมเชื้อแอนแทรกซ์เข้าไปภายในสำนักงานของสื่ออเมริกัน (the Office of American Media Inc.)
สารพิษที่อาจนำไปใช้เป็นอาวุธเคมี


สารเคมีที่ใช้ในสงคราม ( Chemical Warfare Agent ) แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ 5 กลุ่ม ดังนี้


1. Nerve Gases สารพิษทำลายประสาท เป็นสารที่มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบสำคัญ Tabun
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลวมีกลิ่นผลไม้ ( bitter almonds ) เข้ากันได้และ hydrolyzed ด้วยน้ำ ( chlorinated ion ) ละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ ผงฟอกขาวสามารถทำลาย Tabun ได้รวดเร็วมากแต่จะให้ cyanogen chloride ซึ่งมีพิษมาก ขนาดที่ทำให้คนตายต่ำกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
ข้อควรระวัง สารนี้เป็นพิษต่อมนุษย์ทำให้เอนไซม์ cholinesterase activity ต่ำลง ความเป็นพิษนอกจากหายใจเข้าไปแล้ว สามารถดูดซึมทางผิวหนัง และตาได้ ถ้าถูกดูดซึมเข้าไปจะมีอาการรูม่านตาหรี่ หายใจลำบาก หมดสติ และตายได้ในที่สุด


1.2 Sarin
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลว เข้ากันได้ และถูก hydrolyzed ด้วยน้ำ ถูกทำลายอย่างรวดเร็วด้วยสารละลายเจือจางของ sodium hydroxide หรือ sodium carbonate ซึ่งจะให้สารที่ไม่มีพิษ ( non – toxic acid ) ขนาดที่ทำให้คนตายต่ำกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
ข้อควรระวัง เป็นพิษต่อมนุษย์ ทำให้เอนไซม์ cholinesterase activity ต่ำลง ถ้าถูกดูดซึมเข้าไป จะมีอาการรูม่านตาหรี่ หายใจลำบาก หมดสติ และตายได้ในที่สุด อาการคล้ายกับได้รับสารเคมีกำจัดแมลงประเภท organophosphate ชนิด parathion แต่อาการรุนแรงกว่า


1.3 Soman
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลว ขนาดที่ทำให้คนกินตายต่ำกว่า 0.01 มิลลิกรัมต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
ข้อควรระวัง เป็นสารที่ทำให้เอนไซม์ cholinesterase activity ต่ำลง ความเป็นพิษคล้ายกับ Tabun และ Sarin

 
1.4 VX

คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลว ไม่มีกลิ่น ไม่ระเหย
ข้อควรระวัง ทำให้เอนไซม์ cholinesterase activity ลดลงมากกว่าสารพิษ Sarin
สรุป สารพิษทำลายประสาท ส่วนมากเป็นสารในกลุ่ม organophosphate ทำให้เอนไซม์ cholinesterase activity ลดลง สารแก้พิษจึงใช้คล้ายกันคือ Atropine Sulfate และ 2 – PAM การตรวจทางห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถตรวจเอนไซม์ Cholinesterase activity ในซีรั่ม โดยใช้เลือดประมาณ 2 – 3 มิลลิกรัม ไม่ใส่สารกันเลือดแข็งตัว สามารถให้ผลการตรวจได้ภายใน 1 วันทำการ


2. Blood Gases
2.1 Hydrocyanic acid


คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นก๊าซไม่มีสี หรือของเหลวมีกลิ่นเฉพาะตัว ถ้าเผาไหม้ในอากาศ จะให้เปลวไฟสีน้ำเงินเข้ากันได้กับน้ำและแอลกอฮอล์
ข้อควรระวัง เป็นสารที่มีพิษต่อมนุษย์ ถ้าปริมาณสูงอาจทำให้หมดสติ การหายใจ ล้มเหลว
สรุป Blood Gases สามารถทำให้เกิด methaemoglobin การแก้พิษอาจใช้ Sodium nitrite,dimethylaminophenol เป็นต้น การตรวจทางห้องปฏิบัติการกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถตรวจ Urine thiocyanate โดยการเก็บปัสสาวะประมาณ 50 มิลลิลิตร ไม่ใส่สารช่วยรักษา ( preservative ) สามารถให้ผลการตรวจวิเคราะห์ได้ภายใน 1 วันทำการ


3. Choking agents ( lung irritants ) เป็นสารเคมีที่ทำให้หายใจไม่ออก
 

3.1 Phosgene
คุณสมบัติทางกายภาพ ไม่มีสีเป็นก๊าซที่มีพิษมาก ละลายได้เล็กน้อยในน้ำ ละลายได้ดีในตัวทำลายอินทรีย์
ข้อควรระวัง มีพิษต่อมนุษย์แต่ไม่ทำให้ตายทันที เมื่อหายใจเข้าไปปริมาณมาก จะทำให้ปอดบวมน้ำ ถ้าความเข้มข้นสูงจะทำให้หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ไอเป็นเลือด นอกจากนี้ ไอที่เข้มข้นทำให้ตาระคายเคือง
 

3.2 Chloropicrin
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลว ไม่ละลายน้ำ ละลายได้ดีใน ether
ข้อควรระวัง สารนี้มีพิษต่อระบบทางเดินหายใน ถ้ากินเข้าไปอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เป็นต้น


4. Vesicants ( blister gases ) เป็นก๊าซทำให้เกิดพุพลง


4.1 Mustard gas
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลวคล้ายน้ำมัน ละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ สามารถทำให้หมดฤทธิ์ โดยใช้ผงฟอกขาว และ Sodium hypochlorite ( ชื่อทางการค้า เช่น ไฮเตอร์ )
ข้อควรระวัง เป็นพิษต่อมนุษย์ ทำให้ตาแดง ตาบอด และมีผลต่อเนื่อง เช่น 1 – 12 ชม. หลังจากได้รับสารจะมีอาการไอ เปลือกตาบวมน้ำ ผิวหนังเป็นผื่นแดง คันอย่างรุนแรง ทำลายระบบทางเดินหายใจ สารนี้ US.EPA. จัดเป็นสารก่อมะเร็ง


4.2 Dichloro ( 2 - chloroviny ) arsine ( Lewisite )
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลว มีกลิ่นคล้ายดอก geranium ละลายได้ในตัวทำละลายอินทรีย์ ไม่ละลายน้ำ ทำลายฤทธิ์โดยใช้ผงฟอกขาว
ข้อควรระวัง เป็นสารที่มีพิษต่อมนุษย์มาก ถ้าถูกผิวหนังเพียงเล็กน้อย ( 0.5 มล. ) ทำให้มีอาการเป็นพิษ ถ้าปริมาณ 2 มิลลิลิตร ทำให้ตายได้ สารแก้พิษ คือ BAL, dimercaptopropanol


5. Tear gases and other disabling chemicals
ก๊าซน้ำตา หรือ สารเคมีที่ทำให้เสียหาย


5.1 Phenarsazine Chloride
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นก๊าซที่ใช้ในสงคราม แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในอากาศ
ข้อควรระวัง ระคายเคืองต่อผิวหนัง และทางเดินหายใจ ถ้าเข้าไปในโพรงจมูกจำนวนมาก จะทำให้เป็นแผลคลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ระบบรับสัมผัสจะถูกรบกวนในเวลาต่อมา

 
5.2 P – Chloroacetophenone ( ethanone )
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของเหลว ไม่ละลายน้ำ ละลายได้มากใน alcohol, ether
ข้อควรระวัง ระคายเคืองต่อตา และเยื่อเมือกอย่างแรง


5.3 µ - Bromobenzyl Cyanide
คุณสมบัติทางกายภาพ กลิ่นคล้ายผลไม้บูด ไม่ละลายน้ำ ละลายดีใน alcohol ether chloroform และตัวทำละลายอินทรีย์อื่น ๆ
ข้อควรระวัง เป็นสารขับน้ำตาที่แรงมาก ปริมาณที่ทำให้ตาย 0.90 มิลลิกรัมต่อลิตร ( 30 นาที )


5.4 o - Chlorobenzylidenemalonitrile
คุณสมบัติทางกายภาพ เป็นของแข็งผลึกสีขาว ละลายได้ดีใน acetone, dioxane
ข้อควรระวัง อาจทำให้ผิวหนัง คอหอย และตาระคายเคือง ขนาดที่ทำให้หนูตายลงครึ่งหนึ่ง LD5028 มิลลิกรัม/กิโลกรัม


ระเบิดแสวงเครื่อง / โดย Necromancer /

 

      ระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งผู้ที่มีความรู้ทางเคมีหรือไฟฟ้าทั่วไปก็สามารถประกอบขึ้นมาได้ (เหมือนแม็คไกเวอร์) แต่เนื่องจากเป็นการผลิตและประกอบกันเอง จึงไม่มีมาตรฐานและขั้นตอนที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ผลิตแต่ละคน ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นผู้ก่อความไม่สงบนั่นเอง (คนดีๆ คงไม่ทำระเบิดเล่นๆ จนชำนาญหรอก)

     เพราะฉะนั้น เวลาเราเจอระเบิดที่ผู้ก่อการร้ายมาวางเอาไว้ ก็มักจะไม่สามารถบอกได้แน่ชัดว่า นั่นคือระเบิดหรือไม่ เพราะรูปร่างหน้าตาจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตามความสามารถและหัวคิดด้านดีไซน์ของผู้ผลิต รวมถึงความสะดวกในการหาวัสดุมาดัดแปลงเป็นวัตถุระเบิดอีกด้วย

     ทางที่ดีเราควรจำแนกสิ่งที่คิดว่าจะเป็นระเบิดหรือไม่ จากสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในมากกว่ารูปร่างภายนอก เพราะรูปร่างของระเบิดแสวงเครื่องมักจะไม่ซ้ำกันเลยอย่างที่บอก

     ทีนี้ เราจะจำแนกสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในได้อย่างไร อันนี้ไม่แนะนำให้ผู้พบเห็นวัตถุต้องสงสัยเดินเข้าไปคุ้ยแคะแกะดูเองนะครับ อันดับแรก โทรแจ้ง 191 ก่อนเลย แล้วถอยไปให้ห่างๆ ยิ่งไกลยิ่งดี

     อย่างไรก็ตาม เราลองมาทำความรู้จักกับระเบิดสักนิดหนึ่งดีกว่า ว่ามันประกอบด้วยอะไรบ้างและทำงานอย่างไร จะได้ช่วยกันสังเกตได้มากขึ้น

     ส่วนใหญ่ระเบิดแสวงเครื่องจะตั้งเวลาจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือหรือไม่ก็นาฬิกา ในที่นี้ผมพอจะทราบข้อมูลเฉพาะการจุดชนวนด้วยนาฬิกา ยังไม่รู้เนื้อหาภายในของการจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ แต่คิดว่าหลักการน่าจะคล้ายกัน

     ระเบิดเวลาแบบเก่ามักจะใช้นาฬิกาปลุก แต่สมัยนี้จะใช้นาฬิกาข้อมือ จะเป็นอนาล็อกหรือดิจิตอลก็ได้ทั้งนั้น หรือถ้าเป็นโจรไฮเทคหรือไฮโซมาก ก็อาจจะใช้คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปหรือโน้ตบุ๊คไปเลย แต่แบบหลังนี้หาได้น้อยมาก พวกโจรใต้ไม่นิยม เท่าที่เห็นอย่างมากก็จะเป็นนาฬิกาข้อมือคาสิโอ

     ส่วนประกอบที่สำคัญอีก 2 อย่างก็คือ ตัวจุดชนวนและแบตเตอรี่ ตัวจุดชนวนเป็นส่วนสำคัญของระเบิดครับ เพราะมันจะลุกเป็นไฟหรือระเบิดได้ทันทีที่มีประกายไฟเพียงเล็กน้อย หรือที่ความร้อนต่ำๆ เท่านั้นเอง ส่วนแบตเตอรี่ก็ทำหน้าที่ปล่อยกระแสไฟให้ตัวจุดชนวน และบางครั้งก็ทำหน้าที่จ่ายไฟให้นาฬิกาด้วย

     และชิ้นส่วนทั้งหมดนี้จะถูกต่อเชื่อมกันเป็นวงจร โดยเมื่อนาฬิกาเดินไปถึงเวลาที่ตั้งไว้ วงจรไฟฟ้าก็จะทำงาน ส่งผลให้แบตเตอรี่จ่ายกระแสไฟไปยังตัวจุดชนวน และระเบิดออกมาในที่สุด ซึ่งหลังการระเบิด โดยปกติแล้วชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะถูกทำลายไปด้วย ยกเว้นพวกประกอบระเบิดฝีมือไม่เอาไหน ก็จะทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้เจ้าหน้าที่ตรวจพบได้

     สำหรับบรรจุภัณฑ์ของชิ้นส่วนต่างๆ นั้น ผู้ประกอบระเบิดมักใช้กล่อง ถุง กระเป๋า หรืออะไรก็ได้ที่พอจะตบตาคนทั่วไปได้เนียนๆ อย่างเช่นเหตุระเบิดที่ห้างซีคอนสแควร์ คนร้ายยัดระเบิดไว้ในกระป๋องมันฝรั่งยี่ห้อพริงเคิล ซึ่งดูเนียนมาก แต่แม่บ้านของห้างก็ยังอุตส่าห์เปิดเจอจนได้

     เพราะฉะนั้น ถ้าใครเห็นวงจรไฟฟ้าอยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่มันไม่ควรอยู่ ก็ให้สงสัยไว้ก่อนว่าเป็นระเบิดครับ อย่าคิดว่าเป็นของเล่นหรือกล้องแอบถ่าย อย่าเสี่ยงคิดเช่นนั้นครับ

***** มีคำถามเกี่ยวกับการทำตัวเป็นพระเอกมาฝากกัน (ห้ามนำไปใช้จริงเด็ดขาด) *****

     ถ้าคุณพบระเบิดที่มีสายไฟโผล่มา 2 เส้น และคุณอยากเป็นพระเอก/นางเอกช่วยกอบกู้สถานการณ์ คุณต้องเลือกตัดสายไฟเส้น สีแดง หรือ สีน้ำเงิน เพียงหนึ่งเส้น เพื่อหยุดนาฬิกาที่ใกล้จะถึงเวลาจุดชนวนระเบิดแล้ว คุณควรจะตัดเส้นไหน

     ถ้าตัดผิดเส้น นาฬิกาจะเดินเร็วขึ้น ถ้าตัดถูกเส้น นาฬิกาจะหยุดเดิน

    เป็นคุณทคุณจะตัดเส้นไหนดี…แดง หรือ น้ำเงิน ???


 

 

 

 

 

สบู่ดำ

              สบู่ดำ เป็นพืชน้ำมันชนิดหนึ่ง น้ำมันที่ได้จากเมล็ดสบู่ดำ สามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลที่เกษตรกรใช้อยู่ได้ โดยไม่ต้องใช้น้ำมันชนิดอื่นผสมอีก ใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรค ใช้ปลูกเป็นแนวรั้ว เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าทำลายผลผลิต เนื่องจากมีสารพิษ Hydrocyanic มีกลิ่นเหม็นเขียว สบู่ดำจึงเป็นพืชที่น่าให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งในสภาวะที่ราคาน้ำมันดีเซลมีราคาสูงอย่างในปัจจุบัน สบู่ดำมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Jatropha Curcas Linn. อยู่ในวงศ์ไม้ยางพารา ซึ่งเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ ชาวโปรตุเกสนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เพื่อนำมาบีบน้ำมันสำหรับทำสบู่ ปัจจุบันสบู่ดำมีปลูกอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น ภาคเหนือเรียกว่ามะหุ่งฮั้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่ามะเยาหรือสีหลอด ภาคใต้เรียกว่ามาเคาะ

ประโยชน์ของสบู่ดำ

                    1.ยางจากก้านใบ ใช้ป้ายรักษาโรคปากนกกระจอก ห้ามเลือด แก้ปวดฟัน แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว โดยผสมกับน้ำนมมารดาป้ายลิ้น
                    2.ลำต้น ตัดเป็นท่อนต้มน้ำให้เด็กกินแก้ซางตาลขโมย ตัดเป็นท่อนแช่น้ำอาบแก้โรคพุพอง ใช้เป็นแนวรั้วป้องกันสัตว์เลี้ยง เช่น โค กระบือ ม้า แพะ เข้าทำลายผลผลิต
                    3.เมล็ด ้หีบเป็นน้ำมัน ใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล  ใช้บำรุงรากผม ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ โดยใช้กากที่เหลือจากการหีบน้ำมัน ซึ่งมีธาตุอาหารหลัก มากกว่าปุ๋ยหมักและมูลสัตว์หลายชนิด ยกเว้นมูลไก่ที่มีฟอสฟอรัส และโปรแตสเซี่ยม มากกว่า และยังมีสารพิษ Curcin มีฤทธิ์เหมือนสลอด เมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้ท้องเดิน

           

ลักษณะลำต้นสบู่ดำ

                   ต้นสบู่ดำ เป็นไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง ความสูง 2-7 เมตร อายุยืนไม่น้อยกว่า 20 ปี ลำต้นและยอดคล้ายละหุ่ง แต่ไม่มีขน ลำต้นเกลี้ยงเกลาใช้มือหักได้ง่ายเพราะเนื้อไม้ไม่มีแก่น ใบหยักคล้ายใบละหุ่งแต่หยักตื้นกว่า มี 4 หยัก                          

 

              ลักษณะสบู่ดำ                  

                     ดอกสบู่ดำ ดอกสบู่ดำเป็นช่อกระจุกที่ข้อส่วนปลายยอด ขนาดเล็กสีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ มีดอกตัวผู้มากกว่าดอกตัวเมียในช่อเดียวกั

                    ผลสบู่ดำ ผลมีลักษณะเป็นพู โดยส่วนมากจะมี 3 พู สีเขียวอ่อน เวลาสุกแก่จัด
จะมีสีเหลืองอายุของผลสบู่ดำตั้งแต่ออกดอกถึง
ผลแก่ ประมาณ 60 – 90 วัน


ลักษณะผลสบู่ดำ

 ลักษณะเปรียบเทียบผลสบู่ดำ



ลักษณะเมล็ดสบู่ดำ

                    เมล็ดสบู่ดำ เมล็ดมีสีดำ ขนาดเล็กกว่าเมล็ดละหุ่งพันธุ์ลายขาวดำเล็กน้อย สีตรงปลายเมล็ดมีจุดสีขาวเล็ก ๆ ติดอยู่ ความยาวประมาณ 1.7 – 1.9 เซนติเมตร หนาประมาณ 0.8 – 0.9 เซนติเมตร น้ำหนัก 100 เมล็ด ประมาณ 69.8 กรัม
                    แมลงที่เข้าทำลายต้นสบู่ดำ ไรขาว เป็นศัตรูอันดับ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรง เพลี้ยไฟ เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง เพลี้ยจักจั่น

                     การขยายพันธุ์สบู่ดำ

                1. เพาะเมล็ด เมล็ดสบู่ดำไม่มีระยะพักตัว สามารถเพาะในถุงเพาะหรือกระบะทรายก็ได้อายุประมาณ 2 เดือนจึงนำไปปลูก สำหรับต้นที่ได้จากการเพาะเมล็ด จะให้ผลผลิตได้ประมาณ 8 – 10 เดือนหลังปลูก

               

               ลักษณะการปักชำด้วยกิ่งของต้นสบู่ดำ

         2. การปักชำ ต้องคัดท่อนพันธุ์ที่มีสีเขียวปนน้ำตาลเล็กน้อย หรือกิ่งที่ไม่อ่อนและแก่เกินไป ความยาว 50 เซนติเมตร โดยปักลงในถุงเพาะหรือกระบะทรายก็ได้ ใช้เวลาปักชำประมาณ 2 เดือน จึงนำไปปลูก โดยจะให้ผลผลิตหลังปลูก ประมาณ 6 – 8 เดือน
         3.การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ  ปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรได้ทำการขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อได้แล้ว ซึ่งได้ผลเหมือนกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืชชนิดอื่นทั่วไป                   

                     การสกัดน้ำมันสบู่ดำ
                           1.การสกัดในห้องปฏิบัติการโดยใช้วิธีบดให้ละเอียด   แล้วสกัดด้วยตัวทำละลาย ปิโตรเลี่ยมอีเทอร์ จะได้น้ำมัน 34.96 % จากเมล็ดรวมเปลือก และ 54.68 % จากเนื้อเมล็ด
                            2.การสกัดด้วยระบบไฮดรอริค จะได้น้ำมันประมาณ 25-30 % มีน้ำมันตกค้างในกาก 10-15 %
                            3.การสกัดด้วยระบบอัดเกลียว จะได้น้ำมันประมาณ 25-30 % มีน้ำมันตกค้างในกาก 10-15 %



เครื่องสกัดน้ำมันสบู่ดำ

            การสกัดน้ำมันด้วยวิธีที่ 2,3 จะต้องนำเมล็ดมาทุบพอแตก แล้วนำไปเพิ่มความร้อน  โดยการนำไปตากแดด หรือนึ่ง  หรือนำเข้าตู้อบ  ก่อนนำเข้าเครื่องสกัด เพื่อให้การสกัดน้ำมันกระทำได้งายขึ้น น้ำมันที่ได้จากการสกัดจะต้องนำไปกรองสิ่งสกปรกออก หรือทิ้งให้ตกตะกอน ก่อนนำไปใช้งาน

การใช้น้ำมันสบู่ดำกับเครื่องยนต์ดีเซล



ลักษณะน้ำมันสบู่ดำ

น้ำมันที่ได้จากการสกัดสามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลที่เกษตรกรใช้อยู่ได้เลยโดยไม่ต้องใช้น้ำมันชนิดอื่นผสมอีก ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะ ทำให้เกษตรกรมีความสะดวกที่จะใช้งาน

 ผลทดสอบเปรียบเทียบการใช้น้ำมันสบู่ดำกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก

การทำงานของเครื่องยนต์

(รอบ/นาที)

อัตราการกินน้ำมัน

สบู่ดำ(ซีซี/ชม.)

อัตราการกินน้ำมันดีเซล

(ซีซี/ชม.)

1500

498

500

1600

494

498

1700

528

540

1800

576

586

1900

614

629

2000

665

696

2100

720

758

2200

770

804

2300

852

869

จากการทดสอบโดยใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กคูโบต้า ET 70 ปรากฏว่าเครื่องยนต์เดินเรียบสม่ำเสมอ ไม่มีการน๊อค สามารถเร่งเครื่องยนต์ได้ตามปกติและการใช้น้ำมันสบู่ดำสิ้นเปลืองน้อยกว่าน้ำมันดีเซลเล็กน้อย

การทดสอบไอเสียจากเครื่องยนต์

  

น้ำมันสบู่ดำ

น้ำมันดีเซล

เครื่องยนต์

รอบ/นาที

ควันดำ (%)

คาร์บอนมอน

น๊อกไซด์ (ppm)

ควันดำ (%)

คาร์บอนมอน

น๊อกไซด์ (ppm)

คูโบต้า

840

12.0

550

10.5

650

7 แรงม้า

2160

13.0

450

14.5

750

 

2600

12.0

725

12.5

500

ยันม่าร์

1000

11.5

500

10.0

500

18 แรงม้า

1600

14.5

650

15.5

500

 

2200

18.5

650

19.0

600

เฉลี่ย

1733

13.42

587

13.67

583

                จากการทดสอบและวิเคราะห์ไอเสียของเครื่องยนต์ ทั้ง 2 เครื่องพบว่า ค่าควันดำของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันสบู่ดำ เฉลี่ย 13.42 % ดีเซล 13.67 % ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 40 % ส่วนคาร์บอนมอนน๊อกไซด์ จากเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันสบู่ดำ เฉลี่ย 587 ppm ดีเซล 583 ppm ต่ำกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 % หรือ 60,000 ppm ค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ สำหรับเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันสบู่ดำไม่พบ ในขณะที่น้ำมันดีเซลพบ 125 ppm

                    ผลจากการทดสอบกับเครื่องยนต์ เมื่อเดินเครื่องยนต์ด้วยน้ำมันสบู่ดำครบ 1000 ชั่วโมง ได้ถอดชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ออกมาตรวจสอบ เสื้อสูบ ลูกสูบ แหวน ลิ้น หัวฉีด และอื่น ๆ ไม่พบยางเหนียวจับ ทุกชิ้นยังคงสภาพดีเหมือนเดิม แสดงว่าน้ำมันสบู่ดำสามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กเพื่อการเกษตรได้ ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนในการประกอบอาชีพของเกษตรกรรวมทั้งใช้พื้นที่ ที่ไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้มาปลูกต้นสบู่ดำ เช่นที่ว่างเปล่า ที่ดอน และหัวคันนาเป็นต้น เป็นการใช้ประโยชน์ในที่ดินได้เต็มที่

 

 

 

 

 

เวกเตอร์

(Vector)

สารบัญ

บทที่ เวกเตอร์ มิติ
  1.1 เวกเตอร์ 1
  1.2 การบวกและการลบเวกเตอร์ 5
  1.3 การคูณเวกเตอร์ด้วยสเกลาร์ 6
  1.4 ผลคูณเชิงสเกลาร์ของสองเวกเตอร์ 8
บทที่ เวกเตอร์ มิติ
  2.1 ระบบพิกัดฉาก 13
  2.2 การบวกและการลบเวกเตอร์ 16
  2.3 การคูณเวกเตอร์ 17
  2.4 ผลคูณเชิงสเกลาร์ 18
  2.5 ผลคูณเชิงเวกเตอร์ 19
บทที่ การประยุกต์เกี่ยวกับเวกเตอร์
  3.1 การพิสูจน์กฎของโคไซน์ 23
  3.2 พื้นที่สี่เหลี่ยมด้านขนาน 24
  3.3 Parallelpiped 25
  3.4 งาน 26
  3.5 แรงแม่เหล็กอันเนื่องมาจากการเคลื่อนที่ของประจุไฟฟ้าในสนามแม่เหล็กคงที่ 28
  3.6 แรงแม่เหล็กอันเนื่องมาจากการไหลของกระแสไฟฟ้าคงที่ในเส้นลวดตัวนำ 29
  บรรณานุกรม 31

 

  

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31


ศาสตราจารย์ ดร. วิรุฬห์ สายคณิต

นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น พ.ศ. 2525

นักวิจัยดีเด่น พ.ศ. 2529

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | ŧ