index 201

 

เครื่องปฏิกรณ์ปรมาณูวิจัย

สารบัญ

1. เครื่องปฏิกรณ์ในประเทศไทย  2

2. Beam room 3

3. ความหมายของเครื่องปฏิกรณ์  4

4. Reactor pool  5

5. ประตูกั้นน้ำ  6

6. Reactor core 7

7. แท่งควบคุม 9

8. การควบคุมปฏิกิริยาลูกโซ่  10

9. Neutron source  11

10. ปปว-1/1 14

11. ความปลอดภัย 16

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16


"หวั่นนักบินกุ๊กกิ๊กในอวกาศ" นาซ่าเร่งวิจัยหาทางลดกำหนัด
 

    สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารแนวหน้าที่ต้องจากบ้านจากคนรักไปนานๆ ใช้วิธีลดความต้องการทางกายด้วยการใส่เกลือโบรไมด์ลงในชา ล่าสุดมีการแนะกันว่าวิธีลดกำหนัดโบราณอย่างนี้ อาจจะมีประโยชน์กับนักบินอวกาศที่ต้องเดินทางไปไกลไปดาวอังคารเหมือนกัน

    ดร.ราเซล อาร์มสตรอง เป็นผู้จุดประกายข่าวเรื่องดังกล่าว เมื่อเธอกล่าวกลางที่ประชุมสมาคมศึกษาดาวเคราะห์ "บริติซ อินเตอร์พลาเน็ตเทอรี่ โซไซตี้" ว่า องค์การนาซ่ากำลังหาทางพัฒนายาที่จะลดความต้องการทางเพศ ของนักบินอวกาศที่ต้องเดินทางไปยังดาวอังคาร แต่ไม่ทำให้ผู้รับยาเป็นหมัน

    ทั้งนี้ ปฎิบัติการไปดาวอังคาร ซึ่งผู้นำสหรัฐ ประกาศแผนในช่วงต้นปี จะประกอบไปด้วยนักบินอวกาศชายสี่คน และหญิงสองคน ทั้งหมดจะใช้เวลาเดินทางไปดาวอังคารนาน 6 เดือน และต้องรออีก สองปี กว่าที่โลกจะเคลื่อนตัวมาเรียงอยู่ในแนวเดียวกับดาวอังคาร และเปิดโอกาสให้นักบินได้ใช้เวลาอีก 6 เดือนเดินทางกลับโลก

    แม้ว่าองค์การนาซ่าจะออกมาปฎิเสธข่าวดังกล่าว แต่นักวิจัยหลายคนก็เชื่อว่าประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาหารือกันนั้น เป็นปัญหาที่ต้องมีการป้องกันอย่างจริงจัง

    ดักลาส พาวเวลล์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเคยมาร่วมงานกับนาซ่าในปี 1999 โดยการศึกษาด้านพฤติกรรมในการเดินทางในอวกาศเป็นเวลานานๆ กล่าวว่า "(อวกาศ)" มันก็เหมือนกับทุกที่แหละ พวกเขาเป็นคนสุขภาพดีร่างกายอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบนนั้นล่ะ? .... นี่เป็นปัญหาร้ายแรงนะ"

    พาวเวลล์ แสดงความกังวลเรื่องภาวะอารมณ์ของลูกเรือ ในกรณีที่ลูกเรือบางคนเกิดอินเลิฟและมีความสุขกว่าเพื่อนร่วมทีม หรือกรณีที่มีการคบหาและเลิกรา หรือมีปัญหากันระหว่างการเดินทาง ซึ่งเขามองว่าจะเป็น "หายนะ"

    ด้านนักวิทยาศาสตร์บางคนเสนอให้ตัดปัญหา ด้วยการส่งนักบินอวกาศวัย 50 ปีขึ้นไป ไปปฎิบัติหน้าที่ เพราะนอกจากจะไม่มีเรื่องความต้องการทางเพศมากวนใจแล้ว พวกเขายังไม่ต้องกังวลเรื่องครอบครัวหรือปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามหลัง

    ข่าวลือเรื่องนักบินกุ๊กกิ๊กกันในอวกาศนั้น ปรากฎขึ้นให้เห็นประปรายตามเว็บบอร์ดต่างๆ เมื่อปี 2000 ปีแอร์ โคห์เลอร์ นักเขียนชาวฝรั่งเศษอ้างข้อมูลจากรายงานลับปี 1996 ของนาซ่าว่า นักบินอวกาศสองคนได้ทดลองร่วมเพศกันในอวกาศ เพื่อทดสอบดูความสามารถในการอยู่รอดในอวกาศของมนุษย์ ซึ่งนาซ่าออกมาปฎิเสธข่าวอย่างฉุนเฉียวโดยระบุว่า เป็นเพียงข้อมูลในอินเตอร์เน็ตและไม่มีความน่าเชื่อถือ

    ขณะที่รัสเซียก็เคยถูกกล่าวหาลักษณะเดียวกันเมื่อปี 1982 โดยมีการโพสต์ข้อความออนไลน์ระบุว่า นักบินอวกาศหญิงสเวตลาน ซาวิตสกายา ได้ทำการ "ทดสอบ" กับเพื่อนนักบินชาย 2 คน เพื่อให้ได้ "เด็กอวกาศ" คนแรกของโลก

ที่มา : หนังสือพิมพ์ ผู้จัดการรายวัน ฉบับ 3 พค 47 หน้า 27


เพชร

        เพชรธรรมชาติ และเพชรสังเคราะห์  ปี 1950  นุษย์สามารถสังเคราะห์เพชรได้เป็นครั้งแรกของโลกจากคาร์บอนและขนมปังไหม้  การผ่าตัดโดยใช้มีดเพขร  หน้าต่างเพชร    คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ทดสอบประตู

        ทดสอบความทนทานของประตู  ทั้งบานประตูและตัวล๊อค  โดยการเปิดปิด มากกว่า 50,000 รั้ง มีการสร้างสภาพอากาศ มีฝน พายุ และแสงอาทิตย์เทียม    คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ทีวีหมอก

       ทำไมหม่านหมอกถึงคงสภาพอยู่ได้

  1. วงจรไฟฟ้า

  2. ขั้วอากาศ

  3. คลื่นอัลตร้าซาวด์

 คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ผ่ากระปุกเกียร์

        ท่านจะได้เห็นการทำงานของห้องเกียร์จากภายใน   คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ความร้อนกับความเย็น

       การต่อสู้ระหว่างความร้อนกับความเย็น

  1. ดินปืนไม่ติดไฟ

  2. ไนโตรเจนระเหยไปหมด

  3. ดินปืนไฟยังลุก

 คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


แม่เหล็ก

        สนามแม่เหล็กของโลก  สัญชาติญาณของนกพิราบ แม่เหล็กไฟฟ้า  เบรกแม่เหล็กไฟฟ้าในสวนสนุก   ยกรถทั้งคันด้วยแม่เหล็ก  เครื่อง NMR  ุถไฟแม่เหล็ก  ห้องทดลองสนามแม่เหล็กแรงสูงสามารถยกผลสตอบอรี่ได้  คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


พลาสม่ากับไมโครเวฟ

       การต่อสู้ระหว่างความร้อนกับความเย็น

  1. ดินปืนไม่ติดไฟ

  2. ไนโตรเจนระเหยไปหมด

  3. ดินปืนไฟยังลุก

 คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


พลาสม่ากับไมโครเวฟ

     ไม้ขีดไฟที่ไหม้อยู่ในไมโครเวฟจะทำให้เกิดสิ่งใดขึ้น

  1. อำพัน

  2. ลูกไฟ

  3. เพขร

 คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


มันฝรั่ง

        กรรมวิธีการผลิตมันฝรั่ง ในระบบอุตสาหกรรม  ขั้นตอนแรก ล้างมันฝรั่งบนสายการผลิต  นำไปยังเครื่องหั่น ซึ่งมีมีดที่คมมากผ่าได้ถึง 1/1000 เซนติเมตร เลื่อนไปทอดในกระทะน้ำมันดอกทานตะวัน  ยกลงจากกระทะ  เขย่าน้ำมันออก  ตรวจสอบ  ชั่งน้ำหนัก และบรรจุถุง  คลิกที่โลโก้download  จากฟิสิกส์ราชมงคล


ทอมัส แอลวา เอดิสัน


ผงชูรส


หนังสือพิมพ์


สนามกีฬากรุงโรม


Rudolf Virchow


โรงเรียนเป็นทางการครั้งแรก


เทฟลอน (Teflon)


หอประภาคารโรส


การเรียนการสอนผ่านเว็บ

เรื่องคอมพิวเตอร์เบื้องต้น


ปราสาทเขาพระวิหาร


ปราสาทอันสวยงาม


มหัศจรรย์ "ถ้ำพุงช้าง"

โดย ผู้จัดการออนไลน์

หินงอกหินย้อยในถ้ำพุงช้าง(ภาพ : ททท.)

      เมื่อพูดถึง "พังงา" นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติส่วนใหญ่มักจะรู้จักจังหวัดนี้ ในแง่มุมของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลอันลือชื่อ ไม่ว่าจะเป็น หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน ทะเลเขาหลัก หรืออ่าวพังงา
       
       แต่หากได้ทำความรู้จักกับพังงาอย่างลึกซึ้ง ก็จะรู้ว่าพังงาไม่ได้มีดีเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลเท่านั้น แต่พังงายังมีสถานที่เที่ยวทางบก(บนฝั่ง)ที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ทั้งภูเขา น้ำตก ป่าไพร รวมถึงถ้ำที่มีความน่าสนใจในระดับอันซีนไทยแลนด์ อย่าง "ถ้ำพุงช้าง" ที่ "รอบรู้เรื่องเที่ยว" ได้มีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวมาพร้อมกับเหล่าคาราวานสัญจร จากอีซูซุ ซูเปอร์คอมมอนเรล ที่พากันไปชื่นชมความงดงามมหัศจรรย์ของถ้ำพุงช้างที่ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ยกเป็นหนึ่งในอันซีนอินไทยแลนด์
       
       "ถ้ำพุงช้าง" เป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนกายอยู่ภายในใจกลางภูเขาช้าง ที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองพังงา มีรูปลักษณ์เหมือนช้างหมอบ ถ้ำพุงช้างนี้ถือว่าเป็นถ้ำที่ยังมีความบริสุทธ์ของธรรมชาติ และเป็นถ้ำที่มีชีวิต คือยังมีการเจริญเติบโตของพวกหินงอก หินย้อยต่างๆ อยู่มาก และเป็นถ้ำที่มีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งถ้ำ
       
       ถ้ำแห่งนี้มีความยาวประมาณ 1,200 เมตร ใช้เวลาในการเที่ยวชมประมาณ 1.30 ชม. โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำถ้ำเป็นไกด์คอยนำทาง ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้สนุกสนานผจญภัยไปในถ้ำพุงช้าง ด้วยพาหนะอันหลากหลาย เริ่มจากปากถ้ำจะได้นั่งเรือแคนูล่องเข้าไปภายในถ้ำ เพื่อชมความสวยงามของหินงอก หินย้อย รูปต่างๆ บ้างก็เป็นรูปช้างยืนอยู่ บ้างก็เป็นรูปจระเข้ตัวใหญ่ และเมื่อมองขึ้นไปบนเพดานถ้ำจะได้เห็นค้างคาวอาศัยอยู่มากมาย
       
       เมื่อนั่งเรือแคนูเข้าสู่ถ้ำด้านในช่วงหนึ่งแล้ว ทางเจ้าหน้าที่จะเปลี่ยนอารมณ์ด้วยการให้นั่งแพไม้ไผ่ล่องผ่านเข้าไปตามช่องทางของโขดหินน้อยใหญ่ เพื่อชื่นชมกับหินที่มีลวดลายอันแปลกตาที่สวยงามน่ายล โดยมีหินที่เด่นๆอย่าง หินรูปช้างพันๆเชือกที่ก่อตัวเรียงกันเหมือนเจดีย์ช้างเป็นตัวชูโรง
       
       หลังจากล่องแพมาได้ระยะทางหนึ่ง ก็มาถึงไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้ลงไปเดินสัมผัสกับบรรยากาศภายในถ้ำกันด้วยเท้าของตัวเอง โดยจะเดินไปตามทางน้ำภายในถ้ำที่มีสายลมพัดผ่าน มีความเย็นและมีระดับความลึกแตกต่างกันไป ตั้งแต่สูงระดับแค่ข้อเท้าไปจนถึงสูงในระดับน่อง
       
       ระหว่างทางที่เดินจะได้เพลินเพลินกับการประติมากรรมหินที่น่าอัศจรรย์ใจ อาทิ บ่อน้ำมนต์รูปหัวช้าง หินรูปไดโนเสาร์ รูปเต่ายักษ์ เป็นต้น ส่วนหินยอกหินย้อยที่จัดว่าเป็นอันซีนของถ้ำพุงช้าง ก็คือ หินรูปช้างเผือกสีขาวนวล มีดวงตา มีใบหู มีขาหน้า และมีงวงยื่นออกมา เหมือนช้างจริงๆ แถมยังมีหินสีแดงปกคลุมเฉพาะตัวช้างอีกต่างหาก เปรียบเสมือนช้างที่มีเสวตฉัตรปกคลุมอยู่เหนือเศียรของช้าง ดูแล้วน่าทึ่งในความมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้รังสรรค์และหยิบยื่นความงดงามให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชม
       
       
       
       "ถ้ำพุงช้าง" ตั้งอยู่ในพื้นที่วัดประพาสประจิมเขต หลังศาลากลางจังหวัด ถ.เพชรเกษม อ.เมือง จ.พังงา เปิดให้เที่ยวทุกวัน ตั้งแต่ 08.30-16.00 น. ค่าเข้าชมคนไทย 200 บาท ชาวต่างชาติ 500 บาท สนใจท่องเที่ยวติดต่อที่ หจก.ทองแท้ ซี แคนู โทร. 0-7626-4320, 08-6683-6844, 08-5784-4839 สำหรับการถ่ายรูปในถ้ำพุงช้าง ต้องขออนุญาตอย่างเป็นทางการก่อนและห้ามใช้แฟลช เพราะแสงแฟลชจากกล้องจะไปกระทบต่อหินงอก หินย้อย ในถ้ำ จนอาจทำให้หินหยุดการเจริญเติบโตได้


กองทัพอากาศไทยใน Pitch Black 2008 - ภาค 1

     การฝึกผสม Pitch Black เป็นการฝึกที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพอากาศออสเตรเลีย สำหรับในปี 2008 นี้ การฝึกจะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน ไปจนถึงวันที่ 27 มิถุนายน โดยมีผู้เข้าร่วมการฝึกจากออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา, สิงคโปร์, ไทย, มาเลเซีย, ฝรั่งเศส, เยอรมันนี, แคนาดา, อังกฤษ และนาโต้ จำนวนกำลังพลกว่า 3000 นาย อากาศยานกว่า 60 เครื่อง ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่กำลังจากมาเลเซียและนาโต้เข้าร่วมในการฝึกด้วย การฝึกในปีนี้จะเป็นการฝึกปฏิบัติการตอบโต้ทางอากาศเชิงรุกและเชิงรับ (OCA และ DCA) โดยแบ่งพื้นที่การฝึกบริเวณรัฐ Northern Territory เป็น 2 ส่วน คือ Blueland และ Redland หรือประเทศน้ำเงินและแดง และแต่ละฝ่ายต่างก็มีกำลังอากาศยานและระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบรวมการเป็นของตัวเอง โดยกำลังของฝ่ายน้ำเงินจะวางกำลังที่ฐานทัพอากาศ Darwin ส่วนฝ่ายแดงจะวางกำลังที่ฐานทัพอากาศ Tindal

กำลังที่เข้าร่วมในส่วนของอากาศยานประกอบด้วย

1. กองทัพอากาศออสเตรเลีย

- บ.ขับไล่ F/A-18A/B จำนวน 24 เครื่อง
- บ.โจมตี F-111G จำนวน 6 เครื่อง
- บ.เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Boeing-707 จำนวน 1 เครื่อง
- บ.ลำเลียง DHC-4 Caribou จำนวน 1 เครื่อง
- บ.ตรวจการณ์ทางทะเล AP-3C Orion จำนวน 1 เครื่อง

2. นาวิกโยธินสหรัฐฯ
- บ.ขับไล่ F/A-18C/D จำนวน 12 เครื่อง
- บ.เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130J จำนวน 1 เครื่อง

3. กองทัพอากาศสิงคโปร์
- บ.ขับไล่ F-16D จำนวน 8 เครื่อง
- บ.ขับไล่ F-5S/T จำนวน 6 เครื่อง
- บ.เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-135R จำนวน 1 เครื่อง
- บ.ควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ E-2C จำนวน 1 เครื่อง

4. กองทัพอากาศไทย
- บ.ขับไล่ F-16A/B จำนวน 10 เครื่อง (ฝูงบิน 102 และ 403)
- บ.ลำเลียง Airbus-310 จำนวน 1 เครื่อง (ฝูงบิน 602 รอ.)

5. กองทัพอากาศมาเลเซีย
- บ.ขับไล่ F/A-18D จำนวน 6 เครื่อง
- บ.เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ KC-130M จำนวน 1 เครื่อง

6. กองทัพอากาศฝรั่งเศส
- บ.ควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ E-3F จำนวน 1 เครื่อง

7. กองกำลังนาโต้
- บ.ควบคุมและแจ้งเตือนทางอากาศ E-3A จำนวน 1 เครื่อง


วันที่ 2 มิถุนายน กำลังของไทยเดินทางไปถึงฐานทัพอากาศ Darwin ด้วย บ.ลำเลียง A310 โดยลำเลียงกำลังพลทั้งหมด และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น อุปกรณ์สนับสนุนภาคพื้นดินสำหรับ บ.ขับไล่ F-16A/B ที่จะเดินทางตามมาในวันรุ่งขึ้น (สังเกตในภาพที่ 6 เห็นกล่องอะไรไหมครับ มีตัวอักษรเขียนชื่อบริษัท Thomson เอาไว้ ให้ทายว่ากล่องอะไรเอ่ย)















(Copyright : Australia Department of Defence)



วันที่ 3 มิถุนายน F-16A/B จำนวน 10 เครื่อง จากฝูงบิน 102 และ 403 เดินทางถึงฐานทัพอากาศ Darwin โดยอาศัยการเติม ชพ. กลางอากาศจาก บ.KC-135R ของ ทอ.สิงคโปร์ อีกเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะติดตั้งถัง ชพ. ภายนอก 3 ถัง แต่ยังไงก็ไม่พอ (สังเกตว่าปีนี้ไม่มีฝูงบิน 103 เข้าร่วมการฝึก ให้ลองเดากันดูว่าเพราะอะไรเอ่ย)



(Copyright : Australia Department of Defence)

กองทัพอากาศไทยใน Pitch Black 2008  ภาค 2

วันที่ 4 มิถุนายน เริ่มการฝึกบินเพื่อสร้างความคุ้นเคย โดยทำการบินในพื้นที่ที่จะใช้ในการฝึกจริง ระหว่างฐานทัพอากาศ Darwin และ Tindal อันเป็นการเตรียมพร้อมทั้งในส่วนของอากาศยาน นักบิน และเจ้าหน้าที่สนับสนุนต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการฝึกที่จะเริ่มขึ้นต่อไป

























(Copyright : Australia Department of Defence)

5นักวิทย์โชคร้าย

 

    เด อะลิสต์ยูนิเวิร์สต์ เจ้าของเว็บไซต์ http:/ listverse.com/ จัดอันดับ 5 นักวิทยาศาสตร์โชคร้ายที่สุดในโลก ที่เสียชีวิตเพราะการทดลองของตนเอง การทดลองของท่านเหล่านี้ สร้างประ โยชน์ให้กับมนุษยชาติ แม้ต้องแลกกับชีวิต

    นักวิทยาศาสตร์ที่โชคร้ายที่สุดลำดับแรกคือ นายหลุยส์ สโลทิน (1 ธันวาคม ค.ศ. 1910 - 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1946) ชาวแคนาดา ทำงานให้กับโครงการ "แมนฮัตตันโปรเจ็กต์" ขณะทำการทดลอง สโลทินทำลูกบีรีเลียมตกลงบนลูกบีรีเลียมอีกลูกหนึ่ง ทำให้เกิดปฏิกิริยาอย่างรุนแรงขึ้นมา เนื่องจากลูกบีรีเลียมหุ้มด้วยพลูโตเนียม ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เห็นแสงสีฟ้าในอากาศและรู้สึกว่ามีคลื่นความร้อน สโลทินเสียชีวิตในอีก 9 วันต่อมา พบว่า รังสีที่เขาได้รับเหมือนกับยืนอยู่ห่างจากระเบิดปรมาณู 4,800 เมตรเท่านั้น

    อันดับ 2 อเล็กซานเดอร์ บอกกานอฟ (22 สิงหาคม ค.ศ. 1873 - 7 เมษายน ค.ศ. 1928) เป็นทั้งแพทย์ นักปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์ นักเขียนนวนิยายไซไฟ ชาวรัสเซีย เมื่อค.ศ. 1924 เขาทำการทดลองเรื่องการถ่ายเลือด มีตัวเองเป็นหนูทดลอง เพื่อหาวิธีสร้างความอ่อนเยาว์ และปี 1928 เขาเสียชีวิตเพราะเลือดที่ผู้บริจาคให้มามีเชื้อมาลาเรียและวัณโรค

    อันดับ 3 อลิซาเบธ แอสเชม สมรสกับน.พ.วูล์ฟ ที่มีความสนใจด้านรังสีเอกซเรย์ ทำให้เธอสนใจศาสตร์ด้านนี้ด้วย ทั้งสองซื้อเครื่องเอกซเรย์มา นับเป็นห้องทดลองเอกซเรย์แรกของนครซานฟรานซิสโก ทั้งวูล์ฟและภรรยาใช้ตนเองทดลองโดยไม่ทราบผลกระทบของรังสี ภายหลังเธอเสียชีวิตเพราะโรคมะเร็ง

    อันดับ 4 ฌอง ฟรังซัวร์ เดอ โรสิเอร์ (30 มีนาคม ค.ศ. 1754 - 15 มิถุนายน ค.ศ. 1785) เป็นนักฟิสิกส์และนักเคมีชาวฝรั่งเศส จากการที่เขาเห็นบอลลูนลูกแรกของโลกที่ลอยขึ้นไปในท้องฟ้า ทำให้เขาอยากจะบิน หลังจากนำแกะ ไก่ เป็ดทดลองขึ้นไปบนบอลลูน เขาทำการทดลองกับตนเองโดยพยายามบินข้ามช่องแคบอังกฤษ แต่เมื่อบอลลูนขึ้นไปถึงระดับ 1,500 ฟุต ก็ตกลงมา ทำให้เขาและคู่หมั้นเสียชีวิต

    อันดับ 5 คาร์ล สคีล (19 ธันวาคม ค.ศ.1742 - 21 พฤษภาคม ค.ศ. 1786) เป็นนักเคมีชาวสวีเดนและเป็นผู้ค้นพบออกซิเจน ทังสเตน แมงกานีส คลอรีน เป็นผู้มีนิสัยชอบชิมรสสารเคมีที่ค้นพบใหม่ๆ ชิมไฮโดรเจนไซยาไนด์แต่รอดชีวิตมาได้ ท้ายสุดมีอาการเหมือนกับได้รับสารปรอท


20 เรื่องเหลือเชื่อทางวิทยาศาสตร์



1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก

2. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยา วกว่า 2000 กิโลเมตร

3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง

4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน

5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก



6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่ึงดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน

7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง

8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแ สงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า

9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย

10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์



11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทัี่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต

12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร

13. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต

14. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 - 65 ล้านปีก่อน

15. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน



16. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี

17. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์

18. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

19. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน

20. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่


Credit คุณ ParanoiD จาก bbs.asiasoft.co.th
ข้อมูลทั้งหมดมาจาก listverse.com/science/top-20-amazing-science-facts

เหตุผลใดไทย จึงแพ้คดีปราสาทพระวิหาร

เขาพระวิหาร

บทความโดย ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

           ...คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็นเพราะว่า ประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก...

              ประเด็นเรื่องปราสาทพระวิหารกลายเป็นหัวข้อที่สาธารณชนให้ความสนใจอีกครั้ง เมื่อประเทศกัมพูชายื่นเรื่องการขอเสนอให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตาม อนุสัญญา Convention Concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage โดยที่ประเทศไทยคัดค้านการยื่นฝ่ายเดียวของกัมพูชา โดยอ้างเรื่องความสมบูรณ์ทางวิชาการด้านโบราณคดีและการที่ทั้งสองประเทศยัง ตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับเขตแดน

           แม้คดีนี้จะผ่านความรับรู้ของคนไทยมายาวนานแล้วก็ตามแต่ปรากฏว่ามีคนไทยน้อยมากที่รู้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในเรื่องนี้

           เหตุผลที่คนไทยไม่ค่อยรู้ความเป็นมาเป็นไปในคดีปราสาทพระวิหารอาจเป็น เพราะว่าประเทศไทยแพ้คดีนี้ให้กับประเทศเพื่อนบ้านคือกัมพูชา จนทำให้สังคมไทยไม่อยากกล่าวถึงคดีนี้มากนัก

           และด้วยเหตุที่คนไทยรู้จักกับคดีนี้น้อย จึงอาจมีการบิดเบือนข้อมูลได้ง่าย เนื่องจากคดีนี้มีสองประเด็นใหญ่ที่ต้องพิจารณาคือ ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลและการพิจารณาขั้นเนื้อหา จึงขอแยกอธิบาย ดังนี้

  ประเด็นเรื่องเขตอำนาจศาลโลก

           ประชาชนคนไทยมักจะสงสัยอยู่เสมอว่า ทำไมประเทศไทยต้องไปขึ้นต่อสู้คดีต่อศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีอธิปไตย มีเอกราช การขึ้นต่อสู้คดีของประเทศไทยมิเท่ากับเป็นการเสียเอกราชหรือ

           ประเด็นนี้ เป็นประเด็นข้อกฎหมายที่สลับซับซ้อน หากใช้ความรู้สึกชาตินิยมหรือสามัญสำนึกย่อมไม่เข้าใจว่าทำไมประเทศไทยต้อง ขึ้นศาลโลก ผู้เขียนจะขออธิบายช่องทางการยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเสียก่อนว่ามีวิธีการใด บ้าง การยอมรับเขตอำนาจศาลโลกนั้นทำได้อยู่สามประการคือ

             ประการแรก การยอมรับเขตอำนาจการพิจารณาคดีโดยการเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาใดอนุสัญญาหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า หากมีปัญหาในการตีความสนธิสัญญา ให้ศาลโลกเป็นผู้พิจารณา

             ประการที่สอง ประเทศคู่พิพาทตกลงทำความตกลงยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเป็นเฉพาะกรณีๆ ไป กล่าวคือ เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้นมาแล้ว รัฐคู่พิพาทได้ทำสนธิสัญญายอมรับเขตอำนาจศาลเฉพาะข้อพิพาทนั้น และ

             ประการที่สาม รัฐได้ทำคำประกาศฝ่ายเดียวยอมรับเขตอำนาจศาล ทั้งนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่รัฐกำหนดไว้

           ประเด็นเรื่องการยอมรับเขตอำนาจศาลโลก (ทั้งศาลโลกเก่าและใหม่) ของประเทศไทยนั้นเป็นประเด็นที่คนไทยไม่ใคร่ได้กล่าวถึง อาจเป็นเพราะว่าเป็นประเด็นข้อกฎหมายมากเกินไปประชาชนทั่วไปจึงไม่ค่อยได้ สนใจ

           อีกทั้งทางการก็มิได้ชี้แจงประเด็นนี้ต่อสาธารณชน มากนักทั้งๆ ที่ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก และเป็นประเด็นที่หากมีการกล่าวถึงในวงกว้างแล้วก็อาจมีผลกระทบต่อผู้ เกี่ยวข้องได้ แต่เนื่องจากประเด็นนี้สำคัญ ผู้เขียนจึงมิอาจหลีกเลี่ยงที่จะข้ามไปได้จึงขอกล่าวถึง ดังนี้

           ประเทศไทยได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจของศาลโลก ทั้งหมด 3 ฉบับ ดังนี้

             ฉบับแรกทำเมื่อวันที่ 20 กันยายน ค.ศ.1929 และเริ่มมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ในปี ค.ศ.1930 โดยคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการคือ "ศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ" (Permanent Court of International Justice : PCIJ) เป็นเวลา 10 ปี

             ฉบับที่สอง รัฐบาลไทยทำคำประกาศโดยมิวัตถุประสงค์เพื่อ "ต่ออายุ" (renew) เขตอำนาจศาลโลกเก่า โดยคำประกาศฉบับที่สองนี้ทำเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ.1940 โดยคำประกาศที่สองนี้เริ่มมีผลใช้บังคับวันที่ 9 พฤษภาคม ค.ศ.1940

             ฉบับที่สาม รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ค.ศ.1950 ซึ่งหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สอง (ที่ต่ออายุคำประกาศฉบับแรก) หมดอายุเป็นเวลา 14 วัน

           มีข้อสังเกตที่น่าสนใจและเป็นประเด็นข้อกฎหมายที่ฝ่ายไทยนำมาอ้างก็คือ ศาลโลกเก่านั้นได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 19 เมษายน ค.ศ.1946 และตามธรรมนูญของศาลโลกใหม่ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ" (International Court of Justice : ICJ) นั้นมาตรา 36 วรรค 5 ได้กำหนดว่า ให้การยอมรับเขตอำนาจ "ศาลโลกเก่า" โอนถ่ายไปยัง "ศาลโลกใหม่" หากว่า คำประกาศนั้นยังมีผลใช้บังคับอยู่หรือกล่าวง่ายๆ คือ ยังไม่ขาดอายุนั่นเอง

           ข้อต่อสู้เกี่ยวกับการคัดค้านเขตอำนาจศาลโลกใหม่ที่ทนายความฝ่ายไทยต่อ สู้ในชั้นของการคัดค้านเขตอำนาจของศาลโลกใหม่นั้นมีว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ยุติลงอันเป็นผลมาจากการสิ้นสุดของศาล โลกเก่า ดังนั้น คำประกาศต่ออายุเขตอำนาจศาลโลกเก่าเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 จึงไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป

           อีกทั้งคำประกาศดังกล่าวมิใช่คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ ดังนั้น ศาลโลกใหม่จึงไม่มีเขตอำนาจ

           แต่ข้อต่อสู้นี้อ่อนมาก ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามที่รัฐบาลไทยทำเมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ.1950 นั้น ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการต่ออายุยอมรับเขตอำนาจศาลโลกเก่าได้ เพราะว่า คำประกาศฉบับที่สามนี้ ทำหลังจากที่คำประกาศฉบับที่สองหมดอายุแล้วสองอาทิตย์

           ศาลโลกเห็นว่า สิ่งที่จะต่ออายุได้นั้น สิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ยังมีอยู่ มิใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว อีกทั้งรัฐบาลไทยก็รู้ดีว่าขณะที่ทำคำประกาศฉบับที่สามนั้นทำหลังจากที่ศาล โลกเก่าได้สิ้นสุดลงแล้วกว่าสี่ปี (ศาลโลกเก่าสลายตัวเมื่อปี ค.ศ.1946 แต่คำประกาศฉบับที่สามทำเมื่อปี ค.ศ.1950) ข้ออ้างของประเทศไทยจึงฟังไม่ขึ้น

           ประเด็นต่อไปมีว่า ในเมื่อคำประกาศฉบับที่สามฟังไม่ได้ว่าเป็นคำประกาศต่ออายุยอมรับเขตอำนาจ ศาลโลกเก่าแล้ว ผลในทางกฎหมายของคำประกาศฉบับที่สามคืออะไร ศาลโลกเห็นว่า คำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลฉบับที่สามเป็นคำประกาศใหม่ ที่แยกเป็นเอกเทศออกจากคำประกาศฉบับแรกและฉบับที่สอง

           และหากพิจารณาเนื้อหาของคำประกาศที่สามแล้ว ศาลโลกเห็นว่า เป็นการประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลโลกใหม่ โดยอิงเงื่อนไขจากคำประกาศฉบับแรก

           ดังนั้น ศาลโลกจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศาลโลกมีเขตอำนาจพิจารณาข้อพิพาทที่รัฐบาลกัมพูชาฟ้องรัฐบาลไทย ข้อต่อสู้ทางกฎหมายของฝ่ายไทยฟังไม่ขึ้น


  ประเด็นเรื่องเนื้อหาของข้อพิพาท

           คําร้องของกัมพูชาที่สำคัญที่ให้ศาลโลกวินิจฉัยคือประเด็นที่ว่า กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนอันเป็นที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร การนำเสนอพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายนั้นมีดังนี้

           ฝ่ายไทยเสนอว่า หากพิจารณาตามสนธิสัญญาที่สยามทำกับประเทศฝรั่งเศส (ขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสปกครองกัมพูชา) เมื่อปี ค.ศ.1904 ซึ่งตามสนธิสัญญาจะใช้ "สันปันน้ำ" (watershed) ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งไทย แต่หากพิจารณาตามแผนที่ ปราสาทพระวิหารจะอยู่ฝั่งกัมพูชา

           ขออธิบายตรงนี้เลยว่าหลังจากที่มีการทำสนธิสัญญาทวิภาคีในปี ค.ศ.1904 ทั้งสองฝ่ายได้ตั้งคณะกรรมการผสมขึ้น และไม่นานนัก คณะกรรมการชุดนี้ก็มิได้ทำงานอีกต่อไป ต่อมา ฝ่ายไทยได้ร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสจัดทำแผนที่ขึ้น ข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนที่เจ้าปัญหาฉบับนี้ มีดังนี้

             ประการแรก แผนที่นี้เป็นการร้องขอจากฝ่ายไทยให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้น แผนที่นี้ทำขึ้นที่กรุงปารีส การที่ประเทศร้องขอให้ประเทศฝรั่งเศสทำขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าในขณะนั้น ประเทศไทยยังขาดผู้เชี่ยวชาญในการทำแผนที่

             ประการที่สอง การปักปันเขตแดนแล้วลงมาตราส่วนลงในแผนที่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของประเทศฝรั่งเศส โดยที่ฝ่ายไทยไม่มีส่วนร่วมเลย

             ประการที่สาม การทำแผนที่นี้ไม่เกี่ยวกับคณะกรรมการผสมแต่อย่างใด ในประเด็นนี้ผู้พิพากษาฟิสต์มอริสซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะกล่าวว่า คณะกรรมการผสมไม่เคยแม้แต่จะ "เห็น" แผนที่นี้ อย่าว่าแต่ "รับรอง" เลย เป็นการร้องขอฝ่ายเดียวจากรัฐบาลไทย

             ประการที่สี่ เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดและเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลโลกวินิจฉัยให้ประเทศไทยแพ้ก็คือ แม้ประเทศไทยจะไม่มีส่วนในการทำแผนที่ แต่ประเทศไทยก็ไม่เคยคัดค้านหรือประท้วงเกี่ยวกับความถูกต้องของแผนที่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีโอกาสอยู่หลายครั้งที่จะทักท้วงหรือประท้วงถึงความคลาด เคลื่อนหรือความผิดพลาดของแผนที่

           โอกาสที่จะประท้วงความไม่ถูกต้องของแผนที่ เช่น กรณีการเจรจาทำสนธิสัญญาทางไมตรี พาณิชย์และการเดินเรือกับประเทศฝรั่งเศสที่ทำขึ้นในปี ค.ศ.1925-1937 แต่ไทยก็มิได้ทักท้วง

           ซึ่งศาลโลกเห็นว่า การนิ่งเฉยของประเทศไทยเป็นเวลานานเท่ากับเป็นการยอมรับความถูกต้องของแผนที่แล้ว จะมาปฏิเสธในภายหลังนั้น ไม่อาจกระทำได้ เป็นการปิดปากประเทศไทยว่าจะมาปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ไม่ได้

           ยิ่งไปกว่านั้น ทางการของไทยเองยังได้ทำแผนที่ใช้ขึ้นเองอีกด้วยในปี ค.ศ.1937 โดยแผนที่ที่เจ้าหน้าที่ของไทยเป็นผู้จัดทำ ได้แสดงว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนของกัมพูชา ประเด็นนี้ไทยอ้างว่า แผนที่ที่ไทยทำขึ้นเองฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการทหารเป็นการภายในเท่านั้น แต่ศาลโลกไม่เห็นด้วยกับข้ออ้างของไทยในประเด็นนี้

           เหตุผลประการหนึ่งที่ศาลโลกเห็นว่า ประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาเหนือที่ตั้งปราสาทพระวิหารก็คือ การที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ไปเยือนกึ่งเป็นทางการที่ปราสาทพระวิหาร ในครั้งนั้น กองทหารฝรั่งเศสได้ตั้งกองทหารเกียรติยศรับการเสด็จอย่างเต็มที่ และยังชักธงชาติของประเทศฝรั่งเศสด้วย

           ซึ่งศาลโลกเห็นว่า เท่ากับประเทศไทยยอมรับอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหารว่าเป็นของกัมพูชา (ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส) อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ ผู้พิพากษาศาลโลกท่านหนึ่งคือ ท่านเวลลิงตัน คู ซึ่งเป็นตุลาการเสียงข้างน้อยได้ทำความเห็นแย้งว่า ในเวลานั้นกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้ว แต่ดำรงตำแหน่งนายกราชบัณฑิตยสถานแห่งประเทศไทย อีกทั้งพระองค์ยังตรัสว่า การมาเยือนปราสาทพระวิหารนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง

           นอกจากนี้ สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ไทยแพ้คดีอาจเป็นผลมาจากการตั้งรูปคดีที่ผิดพลาดมา ตั้งแต่ต้น แทนที่ประเทศไทยจะปฏิเสธความผิดพลาดของแผนที่ ควรรับประเด็นเรื่องแผนที่ แล้วยกข้อต่อสู้ว่า ในกรณีที่ข้อความในสนธิสัญญาที่ให้ใช้ "สันปันน้ำ" แย้งกับ "แผนที่" ในกรณีนี้ให้ถือว่าข้อความในสนธิสัญญามีค่าบังคับเหนือกว่า

           ซึ่งอนุสัญญาแวร์ซายส์ มาตรา 29 ก็มีข้อความทำนองนี้ อีกทั้งก็มีคดีที่ศาลตัดสินให้ความน่าเชื่อถือของสนธิสัญญายิ่งกว่าแผนที่

            จริงหรือที่ "การนิ่งเฉย" หรือ "กฎหมายปิดปาก" มิใช่เป็นหลักกฎหมาย

           หลังจากที่ไทยแพ้คดี นายถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเวลานั้นกล่าวทำนองว่าศาลโลกนำหลักกฎหมายที่ไม่ชัดเจนมาตัดสินคดี ที่น่าคิดก็คือ ทำไมทนายฝ่ายไทยไม่ทราบ หรือว่า "หลักกฎหมายปิดปาก" หรือ "การนิ่งเฉย" นั้น ศาลโลกหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศเคยนำมาใช้หลายคดีแล้ว

           อีกทั้งนักกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังได้เขียนบทความเรื่อง "หลักกฎหมายปิดปากที่ใช้ในศาลระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ของหลักกฎหมาย ดังกล่าวกับการนิ่งเฉย" (Estoppel before Internationals and Its Relation to Acquiescence) เขียนโดยนักกฎหมายระหว่างประเทศชื่อ Bowett ลงในวารสาร British Yearbook of International Law ปี ค.ศ.1957 และบทความชื่อ "หลักกฎหมายปิดปากในกฎหมายระหว่างประเทศ" โดย Mcgibborn ในวารสาร International and Comparative Law Quarterly ปี 1958 ซึ่งตีพิมพ์ก่อนที่ศาลโลกจะตัดสินประมาณ 3-4 ปี

           ไม่อาจคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าฝ่ายไทยได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ แต่ไม่ว่าฝ่ายไทยจะได้เคยอ่านบทความนี้หรือไม่ก็ตาม ประเด็นที่น่าคิดก็คือ ทนายความของฝ่ายไทยน่าจะย่อมรู้ถึงหลักกฎหมายปิดปากเป็นอย่างดี

           เพราะหลักว่าด้วย "การถูกการตัดสิทธิ" (Preclusion) หรือ "การนิ่งเฉย" อาจเทียบได้หรือมีผลเท่ากันกับ "หลักกฎหมายปิดปาก" อันเป็นหลักกฎหมายอังกฤษ หรือแองโกลแซกซอน

  บทส่งท้าย

           สรุปเหตุผลที่แท้จริงที่ประเทศไทยเสียปราสาทพระวิหารคือ การยอมรับความคลาดเคลื่อนของแผนที่อันเป็นผลมาจากการทำแผนที่ฝ่ายเดียวของ เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศส ซึ่งศาลโลกเห็นว่า หลังจากที่ทำสนธิสัญญาประเทศสยามอยู่ในฐานะที่จะคัดค้านความไม่ถูกต้องของ แผนที่ได้หลายครั้ง แต่ก็มิได้คัดค้าน จึงปิดปากประเทศสยามว่าต่อมาจะปฏิเสธความไม่ถูกต้องของแผนที่ไม่ได้

           หากประเทศไทยจะเสียดินแดนอีกครั้งคงไม่ใช่เพราะนำข้อมูลการต่อสู้ทาง กฎหมายคดีความเอาไปขายให้กับประเทศเพื่อนบ้านหรือเกิดจากความไม่รักชาติ ไม่สามัคคีอย่างที่คนไทยหลายคนเข้าใจกัน (ซึ่งรวมถึง พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ด้วย) แต่เกิดจากความไม่รอบคอบ ความประมาท และไม่รู้จักหน้าที่ของตนเองมากกว่า เหมือนกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสามจังหวัดภาคใต้ของเรา


ข้อมูลจาก

ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

ดาวเทียม

Download โปรแกรม Acrobat เพื่ออ่านเอกสาร .pdf

Sputnik พ.ศ.2500


เทคโนโลยีชีวภาพกับชีวิต (Biotechnology and life)

     มีความสำคัญอย่างไร  เพื่อการเกษตร  เพื่อสิ่งแวดล้อม  เพื่อสุขภาพ  บทบาทของจุลินทรีย์  การนำมาใช้ประโยชน์ อุตสาหกรรมอาหาร  และเครื่องดิ่ม powerpoint    คลิกค่ะ


 

 

 

 

 

ปลาหายใจได้อย่างไร


การหาความสูงแบบต่างๆ ตอนที่ 1

โดย สุรัชน์ อินทสังข์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


การหาความสูงแบบต่างๆ ตอนที่ 2

โดย สุรัชน์ อินทสังข์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 

 


ยานรบเสตลท์ ยานรบล่องหน ตอนที่ 1

โดย บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


ยานรบเสตลท์ ยานรบล่องหน ตอนที่ 2

โดย บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


ขอบเขตของจักรวาล

โดย ชัยคุปต์

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

 

 

100 ปี ไคลด์ ทอมบอ นักล่าดาวเคราะห์ผู้ยิ่งใหญ่

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6


เทคโนโลยีชีวภาพกับชีวิต (Biotechnology and life)

สารบัญ

-  เทคโนชีวภาพมีความสำคัญอย่างไร  5

-  ประโยชน์ต่อมวลมนุษย์  9

-  เพื่อสิ่งแวดล้อม  12

เพื่อสุขภาพ  13

บทบาทของจุลินทรีย์  14

การนำมาใช้ประโยชน์  17

อุตสาหกรรมอาหาร  23

อุตสาหกรรมเครื่องดิ่ม  28

-  อุตสาหกรรมยา  31

penicillin  33

Aeration basin  35

Oxidation pond  39

อีเอ็ม (EM) คืออะไร  41

EM 5  กลุ่ม  44

การประยุกต์ใช้ปุ๋ยชีวภาพ 49

แบคทีเรียขจัดสารพิษ  54

อาวุธชีวภาพ  56

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58


 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์