index 205

 

 

สามก๊ก ตอน จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า

คลิกค่ะ


เกมเรื่องสามก๊ก คลิกค่ะ


นาฬิกามนุษย์ ใช้คนเรียงต่อกัน  คลิกค่ะ


นาฬิกาโลก ท่านใช้เมาส์ไปคลิกตามตำแหน่งต่างๆของโลก คลิกค่ะ


คณิตศาสตร์กับเวลา

           หลายคนคงนั่งคิดจินตนาการว่า กาลเวลาคืออะไร ทำไมเราจึงแบ่งช่วงเวลาของเราออกเป็นวินาที นาที  ชั่วโมง วัน เดือน ปี ระบบแห่งกาลเวลาที่ใช้กันในอดีตแต่ละท้องที่แตกต่างกัน ต่อมาปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบสากลเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน เช่นปีใหม่ของไทยแต่โบราณใช้วันสงกรานต์ เป็นการบ่งบอกวันเริ่มต้นปีใหม่ ของจีนใช้วันตรุษจีน ปีใหม่สากลใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นต้น

ปฏิทิน & นาฬิกาทราย             ความจริงแล้วกาลเวลาเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์โดยตรง จากที่กล่าวแล้วที่ชาวบาบิโลเนียได้แบ่งหน่วยตัวเลขในระบบฐานหกสิบ  และรู้จักกับการแบ่งเวลาในฐานหกสิบมากกว่าสองพันปีแล้ว เราแบ่งเวลาเป็นวินาที หกสิบวินาทีเป็นหนึ่งนาที หกสิบนาทีเป็นหนึ่งชั่วโมง และให้ยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน

            มนุษย์เกี่ยวข้องกับเวลามาตั้งแต่พัฒนาการเริ่มแรกของชีวิตโลก  เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุริยะจักรวาล มีพัฒนาการมาหลายพันล้านปี กาลเวลาจึงสัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ กาลเวลาสัมพันธ์กับธรรมชาติ มนุษย์สังเกตเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกในตอนเช้า และตกทางทิศตะวันตกในตอนเย็น เห็นดวงจันทร์ขึ้นและตกเช่นเดียวกัน แต่ปรากฏการณ์ของดวงจันทร์แตกต่างจากดวงอาทิตย์ คือ แต่ละวันขึ้นและตก แตกต่างเวลาออกไปเมื่อเทียบกับดาวอาทิตย์ และยังมีปรากฏการณ์แบ่งเป็นข้างขึ้นและข้างแรมดังที่เราเห็นอยู่ ชีวิตความเป็นอยู่จึงสัมพันธ์กับธรรมชาติ บนท้องฟ้าในเวลากลางคืนมีดาวเต็มท้องฟ้า ดาวที่เห็นมีทั้งดาวเคราะห์และดาวฤกษ์ มนุษย์รู้จักแยกแยะดาวเคราะห์และดาวกฤษ์ โดยเห็นดาวเคราะห์ที่ปรากฎเด่นชัดตั้งแต่หลายพันปีแล้ว ซึ่งได้แก่ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร์ และเมื่อรวมกับดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ จึงแบ่งสัปดาห์เป็นเจ็ดวัน และใช้ชื่อดาวที่รู้จักเป็นวันประจำสัปดาห์


ที่มา : รศ. ยืน ภู่วรวรรณ, สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

กาลเวลาสัมพันธ์กับธรรมชาติ

            ณิตศาสตร์ของกาลเวลาอาศัยปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นมาตรฐานของหน่วยนับที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน  วิถีชีวิตในแต่ละวันเริ่มจากเช้า สาย บ่าย ค่ำ ตกกลางคืนและวนเวียนกลับมาใหม่

            มาตรฐานของวัน หากจะบอกว่าระยะเวลาหนึ่งวันยาวนานเท่าไร  เราจะพบว่าธรรมชาติได้สร้างให้มีกลางวัน กลางคืน ถ้าเรานับช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เพิ่งเริ่มขึ้นจากขอบฟ้า จนพระอาทิตย์ตก และเริ่มกลับมาขึ้นใหม่เป็นหนึ่งวัน เราจะพบว่า เวลาแต่ละวันจะไม่เท่ากัน และช่วงเวลาพระอาทิตย์ขึ้นในแต่ละท้องที่ก็ไม่เท่ากัน แต่เรารู้ว่าโลกหมุนรอบตัวเอง 1 รอบ เป็นเวลาหนึ่งวัน

ภาพแสดงโลกหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์            ดังนั้นเราจึงเอาระยะเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบเป็นระยะเวลาหนึ่งวัน ซึ่งจะได้เป็นมาตรฐานกลาง ระบบเวลาแบ่งย่อยให้เป็น 24 ส่วนและเรียกว่า 1 ชั่วโมง

            ความจริงแล้วโลกหมุนรอบตัวเองหนึ่งรอบใช้เวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง แต่ใช้เวลาประมาณ 23 ชั่วโมง 56 นาที 4 วินาที ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

            การแบ่งหน่วยเวลาในระบบสุริยคติ ใช้หลักการที่ให้โลกหมุนรอบตัวเองและสัมพัทธ์กับการเคลื่อนที่ของโลกหมุมรอบดวงอาทิตย์ด้วย  ซึ่งโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบเรียกว่า หนึ่งปี

            โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ระยะเวลาหนึ่งวันเดินทางได้ประมาณ 1 องศา และถ้าเราสังเกตดวงอาทิตย์เคลื่อนที่บนฟากฟ้า 1 องศา จะใช้เวลาประมาณ 4 นาที  ดังนั้นเพื่อให้เกิดความสัมพัทธ์เชื่อมโยงกับการมองเห็นครบหนึ่งรอบพอดี จึงใช้ 1 วัน มี 24 ชั่วโมง

            จากมาตรฐานที่ชาวบาบิโลเนียใช้แบ่งให้วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง และหนึ่งชั่วโมงมีหกสิบนาที และแต่ละนาทีแบ่งออกเป็นหกสิบวินาที  ความเกี่ยวโยงในเรื่องเวลากับธรรมชาติ โดยเฉพาะการอ้างอิงกับดวงอาทิตย์ โดยผู้สังเกตอยู่บนพื้นโลก หรือกล่าวได้ว่า ระยะเวลาของรอบวันได้กำหนดไว้ตามการเคลื่อนที่ของโลกที่หมุนรอบตัวเอง และโคจรรอบดวงอาทิตย์


ที่มา : รศ. ยืน ภู่วรวรรณ, สำนักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


วิธีการให้คะแนนแบบ T-scoreเกณท์ในการให้คะแนน

 

ทำไมการนำคะแนนดิบมาใช้ตัดเกรดจึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด

คะแนนดิบเป็นคะแนนที่ได้จากการสอบ หรือการทำกิจกรรมใดๆ ซึ่งเป็นคะแนนที่บ่งถึงปริมาณที่ทำได้จากทั้งหมดของผู้เรียน ไม่สามารถตีความหมายได้แน่ชัดว่ามีสภาพการเรียนรู้มากน้อยเพียงไร เช่น นิสิตคนหนึ่งสอบวิชาหนึ่งได้คะแนน 35 คะแนนจากทั้งหมด 80 คะแนน เราจะยังบอกไม่ได้ว่านิสิตคนนั้นเก่งหรืออ่อนอย่างไร จนกว่าจะนำคะแนนนี้ไปเปรียบเทียบกับคะแนนของคนอื่นๆ ที่เรียนวิชาเดียวกันกับเขา อีกทั้งคะแนนดิบเป็นคะแนนที่มีช่วงห่างแตกต่างกัน เช่น นาย ก. ได้ 50 นาย ข.ได้ 42 นาย ค. ได้ 31 นาย ง.ได้ 24 จะเห็นได้ว่า ช่วงคะแนนของ ก-ข=8, ข-ค=11,ค-ง=7 จากช่วงคะแนนที่ต่างกันนี้คะแนนดิบจึงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบหรือคำนวณได้


 

คะแนนที่แปลงค่าแล้ว (Derived Score)

1. คะแนนเปอร์เซ็นต์ (Percent)
2. คะแนนอันดับที่ (Percentile)
3. คะแนนมาตรฐาน (Z-Score, T-Score, Normalized T-Score)

   

คะแนนอันดับที่ (Percentile)

หลังจากเรียงลำดับคะแนนแล้ว

1.       หาค่าความถี่ (f)

2.       ความถี่สะสม (cf)

3.       หาค่า cff ได้จาก cff = cf – 0.5f

4.       คะแนน Percentile = cff x (100/n)


 

คะแนนซี (Z-Score)

 

 

 

หาได้จากสูตร Z=(X-Mean)/SD โดยที่ X คือคะแนนดิบของแต่ละคน Mean คือคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม SD คือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของกลุ่ม (Standard Deviation ตัวย่อ คือ S หรือ SD) Mean=0, SD=1



คะแนน Linear T-Score

 

  

 

 

หาได้จากสูตร T=10Z + 50 นั่นคือต้องหาค่า Z ก่อน แล้วจึงได้ค่าคะแนน T (ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาในการตีความคะแนน Z ซึ่งบางส่วนมีคะแนนน้อยกว่า 0 จึงเป็นค่าติดลบ) Mean=50, SD=10

   

คะแนนดิบ คะแนนซี และคะแนน Tปกติ

 

  

 

Web Link : http://www.health.nu.ac.th/score/intro.htm

   

คะแนนที-ปกติ(Normalized T-Score)

เป็นคะแนนมาตรฐานเช่นเดียวกับคะแนนที แต่ที-ปกตินี้จะมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ ซึ่งปกติคะแนนดิบที่เราได้มานั้นมักจะไม่เป็นโค้งปกติถ้าหากเราแปลงเป็นคะแนนที โดยใช้สูตร T=10Z+50การแจกแจงของคะแนนก็ยังเป็นรูปเดิม หรือรักษาเค้าโครงของคะแนนดิบทุกประการ แต่ข้อเท็จจริงแล้ว การกระจายสติปัญญาของมนุษย์นั้น ควรจะเป็นโค้งปกติ แต่ที่ไม่เป็น เนื่องมาจากข้อสอบ หรือเครื่องมือวัดของเราคุณภาพไม่ดีพอ ดังนั้นจึงทำการปรับคะแนนให้เป็นโค้งปกติเสีย โดยการคิดเป็นคะแนนที-ปกติ(T-Score)

นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญที่สามารถปฏิวัติการตัดเกรดแบบคะแนนดิบหรือคะแนนเปอร์เซนต์ได้สำเร็จแบบยึดคะแนนที-ปกตินับว่าเป็นวิธีที่สมบูรณ์และดีที่สุดเท่าที่ในปัจจุบันจะมีได้ โดยหลักการเป็นการตัดสินคะแนนแบบสัมพันธ์และวิธีการใช้คะแนนT-Scoreเป็นสิ่งที่ถูกในหลักวิชา เนื่องจากมันเข้าใจง่ายและทั้งนี้คะแนนที-ปกติมีพื้นฐานมาจากคะแนนมาตรฐานและการกระจายโค้งปกติ

ความหมายของคะแนนที-ปกติ

ใครได้ T30 หมายความว่าชนะเพื่อนประมาณ 2ใน 100 คน
ใครได้ T40 หมายความว่าชนะเพื่อนประมาณ 16ใน 100 คน
ใครได้ T50 หมายความว่าชนะเพื่อนประมาณ 50ใน 100 คน
ใครได้ T60 หมายความว่าชนะเพื่อนประมาณ 84ใน 100 คน
ใครได้ T70 หมายความว่าชนะเพื่อนประมาณ 98ใน 100 คน

ลำพังคะแนนดิบเราไม่สามารถหาความหมายอะไรได้เลย เพราะไม่ได้นำไปเปรียบเทียบกับอะไร เช่น เด็กคนหนึ่งบอกพ่อว่า "พ่อครับผมได้คะแนนสังคม25คะแนน"เราจะไม่รู้ไรเลยเด็กต้องบอกต่อว่าได้25จากคะแนนเต็ม50คะแนน เราก็รู้ขึ้นมาอีกหน่อยคือทำงานไปได้50%ที่ครูมอบให้ และถ้าเราบอกต่อไปอีกว่า"คะแนนเฉลี่ยของห้องเป็น45คะแนน"เราจะรู้ทันทีว่าอยู่เกือบที่โหล่หรือสุดท้ายเลยทีเดียว แต่เรายังไม่ทราบว่าอยู่ตำแหน่งไหนแน่

แต่ถ้าเด็กคนนี้รายงานโดยใช้คะแนนT-Scoreว่า"ผมได้คะแนนของสัมคมT40"แล้ววิ่งหนีไป เราเป็นพ่อ(ที่รู้เรื่องวัดผลดี)จะรู้ว่าลูกเรามีความรู้วิชาสัมคมสูงกว่าเพื่อน 16 คน ในเพื่อน100คนทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาถามว่าคะแนนเต็มเท่าไร คะแนนสูงสุดเท่าไร ต่ำสุดเท่าไร เฉลี่ยเท่าไร

ดังนั้นเราจึงคิดว่าคะแนนT-Scoreเป็นคะแนนที่เพื่อนๆจะสามารถนำไปยื่นคะแนนโดยไม่ต้องคิดเป็นคะแนนดิบได้เลยเพราะมานเป็นคะแนนที่คิดในรูปแบบใหม่และถ้าเราจะคิดเป็นคะแนนดิบเราก้อไม่รู้ค่าSDที่แท้จริงเพราะค่าSDจะแตกต่างกันไปในแต่ละวิชา ดังนั้นเราจึงสามารถนำคะแนนT-Scoreไปยื่นคะแนนได้หายกังวลนะจ๊ะเพื่อน

 

Web Link : http://www.dek-d.com/board/view.php?id=545580


 

 

 

 

 

 

 

กำแพงเมืองจีน

(The Great Wall)

 

{mospagebreak}

หน้า 2

อาณาเขตของกำแพงเมืองจีน

{mospagebreak}

หน้า 3

ประวัติศาสตร์ของกำแพงเมืองจีน

{mospagebreak}

หน้า 4

ลักษณะของกำแพงเมืองจีน

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

หนึ่งในมรดกโลก กำแพงเมืองจีน

{mospagebreak}

หน้า 7

แหล่งอ้างอิง และค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม


พระเจดีย์ชเวดากอง

(Shwe Dagon Pagoda)

{mospagebreak}

หน้า 2

สถานที่ตั้ง

พระเจดีย์ชเวดากอง

{mospagebreak}

หน้า 3

ความสำคัญ

พระเจดีย์ชเวดากอง

 

{mospagebreak}

หน้า 4

พระเจดีย์ชเวดากอง

 

{mospagebreak}

หน้า 5

ลักษณะชเวดากอง

{mospagebreak}

หน้า 6

ประวัติความเป็นมา

พระเจดีย์ชเวดากอง

 

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

คลิกชมดูเจดีย์ชเวดากอง    คลิกที่


พระปฐมเจดีย์

Phra Pathom Chedi

{mospagebreak}

หน้า 2

พระปฐมเจดีย์

 

{mospagebreak}

หน้า 3

ระยะเวลาการก่อสร้าง

พระปฐมเจดีย์

 

{mospagebreak}

หน้า 4

ลักษณะของเจดีย์

พระปฐมเจดีย์

{mospagebreak}

หน้า 5

ประวัติความเป็นมา

พระปฐมเจดีย์

{mospagebreak}

หน้า 6

การบูรณะปฏิสังขรณ์

พระปฐมเจดีย์

{mospagebreak}

หน้า 7

การประดับไฟ

พระปฐมเจดีย์

{mospagebreak}

หน้า 8

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

พระปฐมเจดีย์


ตึกไทเป 101

Teipei 101 Tower

 

{mospagebreak}

หน้า 2

10 อันดับตึกที่สูงที่สุดในโลก

Teipei 101 Tower

{mospagebreak}

หน้า 3

สถานที่ตั้ง

Teipei 101 Tower

{mospagebreak}

หน้า 4

เทคโนโลยี

Teipei 101 Tower

{mospagebreak}

หน้า 5

ศิลปะ

Teipei 101 Tower

{mospagebreak}

หน้า 6

ผู้คน

Teipei 101 Tower

{mospagebreak}

หน้า 7

แหล่งข้อมูลอ้างอิงและค้นคว้าเพิ่มเติม

Teipei 101 Tower


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์