index 223

 

เครือปลาสงแดง

Apocynaceae


ข้าวอบญี่ปุ่น


นัท-มีเรีย


มาตรฐานเวลาไทยแค่ปรับไม่ได้เลื่อน

  ประเทศไทยปรับเวลาใหม่ ให้ตรงกันทั่ว 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


ขวดพลาสติก อันตราย


แมงมุมยักษ์ (เทียม)


ไอ้ตีนโต 1/3

    การค้นหาคนครึ่งสัตว์ครึ่งวานรว่ามีจริงหรือไม่ ทำกันมานานแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยมีใครเห็นตัวมันแบบจะๆ สักคนเดียว  เห็นได้แต่รอยเท้าขนาดใหญ่  และกลิ่นของมันที่เหมือนกับปลาเน่า


ไอ้ตีนโต 2/3

    ใช้กระต่ายเป็นๆ เพื่อจะล่อให้มันออกมา  และท่านจะได้เห็นวิธีการเก็บรอยเท้าเป็นหลักฐานโดยการหล่อปูน


ไอ้ตีนโต 3/3

    มนุษย์วานรชอบกินแอปเปิ้ล  เมื่อนำแอปเปิ้ลไปแขวนล่อไว้ วันรุ่งขึ้นมาดู พบว่าหายไปหนึ่งลูก  และยังได้กลิ่นทะแม่งๆ   ผู้ค้นหาอีกกลุ่มพบการเลื่อนของก้อนหินที่เกิดจากสัตว์ซึ่งอาจเป็นมนุษย์วานรเลื่อนก็เป็นได้


ตามหา"ไอ้ตีนโต" มนุษย์วานรดึกดำบรรพ์

matichon

อีกครั้งหนึ่งที่ชาวมาเลเซียได้พบเห็นสัตว์กึ่งลิงกึ่งมนุษย์ รูปร่างสูงใหญ่ มีขนยาวรุงรัง ในบริเวณป่าของ รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2005 ที่ผ่านมา

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่หมู่บ้านกำปัง มาไว, โกตา ติงจิ คนงานสามคนเห็นสัตว์กึ่งลิงกึ่งมนุษย์จำนวนสามตัว ตัวหนึ่งยังเล็กอยู่ ขณะกำลังขุดบ่อเลี้ยงปลา ไม่นานนักพวกมันก็จากไปโดยทิ้งรอยเท้าและขนไว้ รอยเท้าตัวหนึ่งมีขนาด 45 เซนติเมตร รูปร่างหน้าตาของสัตว์ดังกล่าวจากภาพสเก๊ตช์ตามคำบอกเล่าของผู้พบเห็นคล้ายกับ "ไอ้ตีนโต" (Big Foot) มนุษย์วานรที่พบเห็นในอเมริกาเหนือ

รายงานการเห็นไอ้ตีนโตในป่าทึบของรัฐยะโฮร์มีมาตั้งแต่ปี 1954 แล้ว โดยสองครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในปี 1995 และปี 2000 เดือนมกราคม ปี 1995 ชาวบ้านแจ้งว่าพบไอ้ตีนโตในป่าทึบของรัฐยะโฮร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารรวมทั้งผู้เชี่ยวชาญสัตว์ป่าของมาเลเซียระดมพลออกค้นหามันในบริเวณกว้างหลายพันตารางไมล์ แต่ทว่าคว้าน้ำเหลว แต่ก็พบรอยเท้าใหม่ๆ ของมัน

อีกครั้งหนึ่งในเดือนมกราคม ปี 2000 ที่ป่าในรัฐยะโฮร์เช่นกัน เหลียง ฉง เซิน ชายวัย 50 ปี อ้างว่าเห็นไอ้ตีนโตสองตัวขณะกำลังทำงานอยู่ในอยู่สวน เขาเล่าว่า อยู่ห่างจากไอ้ตีนโตเพียง 10 เมตรและทัศนวิสัยก็ดีเยี่ยม ไอ้ตีนโตตัวแรกสูงราว 1.83 เมตร ขนยาวสีดำทั่วตัวรวมทั้งที่ใบหน้าด้วย ตัวที่สองสูงราว 1.52 เมตร ขนสีน้ำตาล

"หัวใจผมเต้นเร็วมาก เมื่อเห็นทั้งสองตัวยืนอยู่ใกล้ต้นยาง เพราะกลัวว่ามันจะเข้ามาทำร้าย" เหลียง ฉง เซิน ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

เรื่องที่ค่อนข้างประหลาดนี้เป็นไปได้หรือไม่ หลายคนอาจไม่เชื่อ แต่วินเซนต์ โชว ที่ปรึกษาของ Malaysian Nature Society (MNS) ของรัฐยะโฮร์ เชื่อว่าไอ้ตีนโตมีอยู่จริงในรัฐยะโฮร์ เขาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเบอร์นามา ของมาเลเซีย ว่า

"บิ๊กฟุตมีอยู่จริง เราได้รับรายงานจากคนจำนวนมากว่าเห็นมันในป่าที่ทันจุง เพียไอ, เมอร์ซิง คาฮัง, วนอุทยานแห่งชาติเอ็นดัว

"รอมปินและโกตา ทิงจิ" และว่า นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไอ้ตีนโตเป็นทรัพย์สมบัติพิเศษของยะโฮร์ซึ่งต้องปกปักรักษาไว้ โชวประมาณว่า ไอ้ตีนโตมีความสูงระหว่าง 8-10 ฟุต มีขนสีน้ำตาลโดยดูจากขนที่ร่วงบนพื้นซึ่งมีกลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นรักแร้ของมนุษย์



ภาพสเก๊ตช์ไอ้ตีนโตในป่ารัฐจอร์เจีย
จากคำบอกเล่าของผู้เผชิญหน้าระยะใกล้
นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1930 เป็นต้นมา มีรายงานการพบเห็นไอ้ตีนโตในหลายส่วนของโลก คือ ในอเมริกาเหนือ ออสเตรเลีย และเอเชีย ได้แก่ จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเทือกเขาหิมาลัย ซึ่งชาวพื้นเมืองเรียกไอ้ตีนโตที่นั่นว่า "เยติ" มนุษย์หิมะตีนโต ข้อมูลจากการพบเห็นในอเมริกาเหนือแสดงว่าไอ้ตีนโตมีความสูงประมาณ 7-9 ฟุต และมีน้ำหนักอยู่ในระหว่าง 600-900 ปอนด์

ปัจจุบันประเทศที่มีรายงานการพบเห็นไอ้ตีนโตมากที่สุดคือสหรัฐอเมริกาซึ่งมีเกือบทุกรัฐ ยกเว้นรัฐเดลลาแวร์และฮาวาย นักวิจัยไอ้ตีนโตบอกว่า การพบเห็นไอ้ตีนโตในอเมริกาเหนือมีมานานกว่า 400 ปีแล้ว ชาวอินเดียนแดงในบริติช โคลัมเบีย เรียกมันว่า "Sasquatch" ซึ่งมีความหมายว่า "ลิงยักษ์" รายงานการพบเห็นที่เก่าแก่ที่สุด คือรายงานของเดวิด ทอมสัน พ่อค้าชาวแคนาดาเมื่อปี 1811 เขาพบรอยเท้าประหลาดบนหิมะขนาดยาว 14 นิ้ว กว้าง 8 นิ้ว และมีนิ้วเท้าเพียง 4 นิ้ว


ภาพลวงโลกของโรเจอร์ แพตเตอร์สัน
ในขณะที่เรื่องราวของไอ้ตีนโตได้รับความสนใจจากสาธารณชน ก็มีคนเล่นตลกกับเรื่องนี้ ในปี 1967 ชาวอเมริกันก็ได้ฮือฮากันกับภาพไอ้ตีนโตขณะกำลังเดินไปตามร่องลำธารในป่าตอนเหนือของแคลิฟอร์เนียที่ โรเจอร์ แพตเตอร์สัน ถ่ายไว้ได้ด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ขนาด 16 มิลลิเมตร


ทว่าภายหลังมีผู้จับได้ว่าเป็นเรื่องหลอกลวง ไอ้ตีนโตในภาพคือ ไคลด์ ไรน์เก้ สวมชุดลิงกอริลลาตบตาชาวโลก ต่อมายังพบว่ามีการหลอกลวงด้วยการทำรอยเท้าไอ้ตีนโตขึ้นมาอีกหลายราย และมีรายงานพร้อมภาพถ่ายที่ทำขึ้นคล้ายกับที่แพตเตอร์สันเคยทำออกมามากมาย ทำให้เรื่องราวของไอ้ตีนโตในอเมริกาเหนือขาดความน่าเชื่อถือจากสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในอเมริกาเหนือก็ยังมีผู้สนใจเรื่องราวของไอ้ตีนโตกันเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนักมานุษยวิทยาหลายๆ คนที่คิดว่ามันเป็นไปได้ ในสหรัฐมีองค์กรศึกษาไอ้ตีนโตเกือบทุกรัฐ และมีทีมค้นหาไอ้ตีนโตกันอย่างเอาจริงเอาจัง



ภาพสเก๊ตช์ไอ้ตีนโต ที่ยะโฮร์ มาเลเซีย

ภาพวาดลิงยักษ์ giganto
ในปีนี้ทีมค้นหาจะปฏิบัติการที่รัฐฟลอริดาในระหว่างวันที่ 26-29 มกราคม รัฐจอร์เจีย 2-5 กุมภาพันธ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย 2-5 มีนาคม รัฐอริโซนา 30 มีนาคม-2 เมษายน รัฐโอไฮโอ 27-30 เมษายน รัฐโอเรกอน 25-28 พฤษภาคม รัฐวิสคอนซิน 22-25 มิถุนายน รัฐนิวยอร์ก 27-30 กรกฎาคม

มีทฤษฎีหลากหลายที่อธิบายเรื่องราวของไอ้ตีนโต ทั้งทฤษฎีที่ชี้ว่าเป็นไปไม่ได้และทฤษฎีที่ชี้ว่าเป็นไปได้ หนึ่งในทฤษฎีที่ชี้ว่าเป็นไปไม่ได้คือ ทฤษฎีหมี ทฤษฎีนี้อธิบายว่าไอ้ตีนโตที่เห็นกันแท้จริงแล้วเป็นหมีขนาดใหญ่ซึ่งทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจผิด ส่วนทฤษฎีที่เป็นไปได้มีอยู่สองทฤษฎี ทฤษฎีแรกคือ "Bigfoot-Giganto Theory" ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักมานุษยวิทยาและนักไพรเมทวิทยา

ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ไอ้ตีนโตคือลิงเอปยักษ์ญาติของลิงเอปยักษ์ "Gigantopithecus" ซึ่งเชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว ทว่ายังคงมีชีวิตรอดอยู่ในบริเวณซึ่งห่างไกลจากถิ่นที่อยู่ของมนุษย์

อีกทฤษฎีหนึ่งคือ "ทฤษฎีโฮมินิด" ทฤษฎีนี้อธิบายว่า ไอ้ตีนโตคือต้นตระกูลบรรพบุรุษของมนุษย์ที่เรียกว่าโฮมินิด (hominid) หรือมนุษย์วานรซึ่งแยกสายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ของลิงเอป

จอร์จ คาราส นักวิจัยไอ้ตีนโตอธิบายว่า สิ่งที่ยืนยันได้ว่าไอ้ตีนโตแตกต่างจากลิงเอปก็คือ นิ้วเท้าของลิงเอปจะใหญ่และถ่างออก แต่นิ้วเท้าของไอ้ตีนโตไม่มีลักษณะเช่นนั้น รอยเท้าของไอ้ตีนโตคล้ายกับเท้าของมนุษย์โฮโม อีเรคตัส หรือโฮโม ซาเปียน ส่วนขนก็ไม่เหมือนขนของมนุษย์หรือลิงเอป หรือสัตว์ชนิดใดๆ เลย เขาจึงเชื่อว่าไอ้ตีนโตไม่ใช่มนุษย์แต่ใกล้เคียงมนุษย์มากกว่าสัตว์ชนิดใดๆ ของโลกในปัจจุบัน

ขณะที่นักโบราณคดีบางคนเชื่อว่า ไอ้ตีนโตเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล (Neanderthal) บรรพบุรุษของมนุษย์โฮโม ซาเปียนซึ่งมีชีวิตอยู่ประมาณ 250,000-50,000 ก่อนคริสต์ศักราช

ว่าไปเรื่องราวของไอ้ตีนโตเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น ทว่าขณะนี้มันเข้าทำนองเดียวกับเรื่องยูเอฟโอคือยังหาหลักฐานมาพิสูจน์ไม่ได้ คงต้องให้เวลากับนักวิจัยไอ้ตีนโตและทีมค้นหาสักระยะหนึ่ง


"บิ๊กฟุต"ลวงโลก

    "วอชิงตันโพสต์" หนังสือพิมพ์ดังในสหรัฐอเมริกา ระบุว่า กรณีของสัตว์ประหลาด "บิ๊กฟุต" หรือ "ไอ้ตีนโต" ซึ่งชาวอเมริกันเชื่อมาร่วมครึ่งศตวรรษว่ามีตัวตนจริงและใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ในป่ารกทึบทางฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของอเมริกานั้น

     แท้ที่จริงแล้วตำนาน "บิ๊กฟุต" รวมทั้งภาพถ่ายวิดีโอตัว "บิ๊กฟุต" ล้วนเกิดจากการ "เสกสรรค์ปั้นแต่ง" ผสมปนเปกับอาการอยากดังของนักถ่ายหนังสารคดีชาวอเมริกันนาม "โรเจอร์ แพตเตอร์สัน" ย้อนกลับไปเมื่อ 36 ปีก่อน

     "วอชิงตันโพสต์" ได้ข้อเท็จจริงกรณี "บิ๊กฟุตลวงโลก" ภายหลังจากส่งคนไปเจาะใจบุคคล 3 คนที่รู้ลึกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้แก่

(1.) "ฟิลิป มอร์ริส" ผู้ขายชุดลิงกอริลลาให้กับแพตเตอร์สันในราคา 17,400 บาท

(2.) "บ๊อบ เฮโรนิมัส" ผู้สวมชุดลิงกอริลลาและแกล้งทำเป็นตัว "บิ๊กฟุต" วิ่งไปมาให้แพตเตอร์สันถ่ายวิดีโอจนดังทั่วโลก ถึงขั้นนักมานุษยวิทยาบางคนตะลุยค้นคว้าต้นตระกูล "บิ๊กฟุต" กันยกใหญ่

(3.) "เกร็ก ลอง" ผู้ใช้เวลา 4 ปีเต็มรวบรวมข้อมูลเขียนหนังสือ "เดอะ เมกกิ้ง ออฟ บิ๊กฟุต" เพื่อตีแผ่กรณี "บิ๊กฟุตลวงโลก" ส่วนแพตเตอร์สันไปขุดจากหลุมมาสัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2519

นอกจากนั้น เฮโรนิมัสยังสารภาพบาปด้วยว่า เหตุที่ออกมาเผยความจริงเนื่องจากคิดหลายตลบแล้วว่าคงถึงเวลาต้อง "ปล่อยวาง" ยอมถูกตราหน้าเป็นคนลวงโลกเพื่อทำให้ข้อเท็จจริงกรณี "บิ๊กฟุต" ปรากฏสู่สาธารณชนเพื่อจะได้ตายตาหลับเสียที...

     ตายไปพร้อมๆ กับตำนาน "บิ๊กฟุต" ที่ทำเงินให้นักธุรกิจ-นายทุนหัวใสไปมหาศาลเท่าไหร่แล้วก็ไม่ทราบ!

http://www.matichon.co.th/khaosod


ฟองสบู่

    ถ้าหยดน้ำเจอกับฟองสบู่ มันจะ ........  สิ่งที่ท่านจะได้เห็นในวีดีโอชุดนี้ คือความมหัศจรรย์ 


การถ่ายภาพเกอร์เลี่ยน

         การถ่ายภาพแบบเกอร์เลี่ยน (Kirlian Photography) ในกรณีที่จะกล่าวถึงนี้จะมองการถ่ายภาพแบบนี้ในลักษณะของพลาสมา (Plasma Photography) ซึ่งการเกิดภาพแฝง (Latent Image) ในชั้นไวแสง (Photosensitive Layer) จะเกิดโดยแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากวัตถุที่ถูกกระตุ้น (Primary Radiation) และโดยการตกลงสู่ชั้นไวแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากวัตถุที่ถูกกระตุ้นด้วยไฟฟ้า (Charged Particles) จากวัตถุ (Secondary Radiation) ลักษณะของโครงสร้างและสีของภาพที่เกิดขึ้นจะขึ้นอยู่กับสัญญาณไฟฟ้าที่กระตุ้น (Electric Excitation Pulse) ในกรณีของ Primary Radiation พิสูจน์ด้วยการวัดสเปคตรัมของแสงขาว ส่วนในกรณีของ Secondary Radiation จะใช้การคำนวณระยะทางที่อิออนจะสามารถผ่านได้ในอากาศและในฟิล์ม


Kirlian Photographs

เพิ่มเติม คลิกค่ะ


ปริศนาภาพวงกลม 1/3

    16 เมษายน 2550  ภาพถ่าย  ณ.งานสวดของหลวงพ่อจ้อย  ปรากฎวงกลมประหลาดขึ้น สร้างความมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่งกับผู้พบเห็น  วงกลมนี้คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร  เป็นอภิหารของหลวงพ่อใช่หรือไม่ 


ปริศนาภาพวงกลม 2/3

    วงกลมประหลาดมักจะเกิดกับภาพที่ถ่ายจากกล้องดิจิตอลแบบพกพาเท่านั้น วีดีโอชุดนี้จะไขปริศนาให้ท่านได้ทราบ 

 

 


ปริศนาภาพวงกลม 3/3

    เลนส์หลายชิ้นซ้อนกัน  ดวงไฟแฟลช  การถ่ายภาพย้อนแสง  โลหะแวววาว  การกระเด้งของแสงในเลนส์  ภาพจากแสงสะท้อน  และความจริงทางวิทยาศาสตร์


กิ่งก่ากับเจ้าตูบ

    เมื่อพวกมันเผชิญหน้ากัน  ใครจะเป็นฝ่ายชนะ    โดยที่ กิ่งก่าหนัก 10 กรัม  เจ้าตูบหนัก 30 กิโลกรัม  


ปลา VS กุ้ง

    ปลาทะเลลึกสู้กับกุ้ง  โดย กุ้งมีความยาว 8 เซนติเมตร  ปลายาว 15 เซนติเมตร  กุ้งอาศัยอยู่ที่ระดับความลึก 1000 เมตร และ ปลาอยู่ที่ระดับความลึก 4000 เมตร 


สมเสร็จ VS อาหาร

   ท่านจะได้เห็นสมเสร็จสู้กับต้นไม้  โดยที่ ต้นไม้มีน้ำหนัก 1 ล้านกิโลกรัม  สมเสร็จหนัก 300 กิโลกรัม ต้นไม้สูง 100 เมตร  และสมเสร็จสูง 1 เมตร  


แหล่งพลังงานเชื้อเพลิง

   แกลบ ถ่านหิน น้ำมันเตา ฟืน คือเชื้อเพลิงเบื้องต้นสำหรับโรงงานไฟฟ้าพลังงานความร้อน  


ผีมีจริงหรือไม่ 1/3

   ท่านจะได้เข้าไปชมห้องขังของนักโทษการเมืองที่ถูกประหาร   โดยผู้คุมห้องขังเล่าว่า มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ยินเสียงดังโหยหวนมาจากห้องนี้  


ผีมีจริงหรือไม่ 2/3

   คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับดวงวิญญาณ  ภาพถ่ายของผีบนยอดเขา  แสงออรอร่าที่เปล่งออกจากร่างกาย  คลื่นความร้อนจากมือ  และเทคนิคการถ่ายภาพ Kirlian 


ผีมีจริงหรือไม่ 3/3

   สำนักงานปรากฎการณ์เหนือธรรมชาติ  เครื่อง EMF  ประสาทสัมผัสของสุนัข  แสงสะท้อนจากอินฟาเรด  และสงสัยผีจะขี้อาย  


งูกับสิงโต

     งูสู้กับสิงโตเจ้าป่า  โดย งูหนัก 5 กิโลกรัม  สิงโตหนัก 180 กิโลกรัม  งูเป็นสัตว์เลือดเย็น  ส่วนสิงโตเป็นสัตว์เลื่อดอุ่น


อาหารสำหรับทหาร

     อาหารสำหรับทหารที่กำลังรบ ผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกมีชื่อว่า C-ration  ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองโดยกองทัพสหรัฐ  ประกอบด้ว แฮมเบอร์เกอร์  สเต๊ก  ของหวาน มีลูกเกด  ลูกอม และคุ๊กกี้ 


ลิงญี่ปุ่น

     แกล้งลิง โดยนำอาหารไปไว้ในกล่อง มันจะสามารถกินได้หรือไม่  ท่านจะได้เห็นความแสนฉลาดของเจ้าจ๋อ


พลังงานนิวเคลียร์

    1 นาทีกับพลังงาน  ทุกวันนี้ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นแหล่งพลังงานมากที่สุด  รองลงมาคือ น้ำมัน ถ่านหิน และพลังงานน้ำ ฯลฯ   และยังต้องนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากลาว  อนาคตจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องมีโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์


แรคคูนอเมริกา

    สัญชาตญาณแปลกของแรคคูนอเมริกา คือ มันจะล้างอาหารก่อนกินเสมอ  ท่านจะได้เห็นผู้ทดลองแกล้งมัน ได้อย่างน่ารักน่าชัง


สวยด้วยน้ำยางธรรมชาติ

    การเพนท์สีบนร่างกายด้วยน้ำยางธรรมชาติ ดีกว่าการเพนท์สีจากสีสังเคราะห์  เพราะสีสรรสวยงามแถมยังไม่ระคายเคืองด้วย 


โรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์

     การเป็นผู้สร้างสรรเทคโนโลยีควรเป็นอย่างไร  สำนักงานการอาชีวศึกษา และสวทช.  ได้ร่วมมือกันสร้างโรงเรียนเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์  เพื่อบ่มเพาะนักเทคโนโลยี  (เหมือนบ่มไข่อย่างไงอย่างงั้น)


คางคกพิษ

    คางคกต้นอ้อยมีพิษที่ร้ายกาจมาก มันสามารถชนะสัตว์เกือบทุกประเภท  แต่มันจะชนะคนได้หรือไม่  คางคกหนัก 2 กิโลกรัม  คนหนัก 60 กิโลกรัม  คางคกมีขนาด 23 เซนติเมตร และคนสูง 173 เซนติเมตร


การทรมาน

    ในสมัยโรมัน โบราณมีการใช้แพะ เป็นเครื่องทรมานร่างกาย  เพื่อให้เชลยสารภาพความจริง  เป็นเทคนิคที่สุดแสนทรมาน


ภาพของประกายไฟฟ้า

 

5 pointed arc
5 pointed arc
DRSSTC
small DRSSTC Arcs
SSTC arcs
SSTC arcs

คลิกดูต่อครับ


นาคเล่นน้ำ

    เหตุการณ์นี้เกิดที่ ต.เกรียงไกร  อ.เมือง  จ.นครสวรรค์  บันทึกผ่านมือถือของผู้พบเห็น  สูงขนาดตึก 30  ชั้นกลางบึงบรเพ็ด  วันที่ 9 กันยายน 2551


บัญชา ธนบุญสมบัติ
buncht@mtec.or.th

     ในช่วงสงกรานต์ปี ๒๕๔๘ นี้ มีปรากฏการณ์ทางลมฟ้าอากาศที่น่าตื่นตาตื่นใจเกิดขึ้นในบ้านเรา ตามข่าวระบุว่า
     “พายุงวงช้างที่เกิดขึ้นกลางทะเลอันดามัน ห่างชายฝั่ง ต. ราชกรูด อ. เมือง จ. ระนอง ไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๐ กม. ถูก ๒ ช่างภาพสมัครเล่นบันทึกภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญเอาไว้ได้ ... โดยมีนักกอล์ฟที่สนามกอล์ฟค่ายรัตนรังสรรค์เห็นเหตุการณ์หลายสิบคน โดยนายอำนวย เจริญวิภาสเจต อายุ ๕๒ ปี ระบุว่า เห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม จึงมองออกไปในทะเล พบเส้นสีเทาหมุนเป็นเกลียวพุ่งจากท้องฟ้าลงไปในทะเล เกิดเป็นเกลียวหมุนอย่างรวดเร็วดูดน้ำทะเลขึ้นไปบนอากาศแบบเดียวกับพายุทอร์นาโดในสหรัฐอเมริกา ทำเอาคนในสนามกอล์ฟพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น” (ข่าวจาก ไทยรัฐ ฉบับวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๔๘ หน้า ๑ และเว็บไซต์ของ ไทยรัฐ) พายุดังกล่าวกินเวลานาน ๒๐ นาทีไม่ได้พัดเข้าสู่ชายฝั่ง แต่สลายตัวไปในอากาศ
     ปรากฏการณ์นี้น่าสนใจเหลือเกิน เพราะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักในบ้านเรา เท่าที่ค้นได้จากเว็บ เข้าใจว่าเคยมีคนเห็นที่ทะเลจังหวัดตราด และได้นำไปโพสต์ไว้ โดยเรียกว่า “พายุงวงช้าง” เหมือนข่าวจากหนังสือพิมพ์ครั้งนี้ อย่างไรก็ตามผมขอให้ข้อมูลเบื้องต้นก่อนว่า พายุหมุนแบบนี้จะเรียกว่าพายุงวงช้างก็ไม่ผิด แต่ชื่อเรียกที่ชัดเจนกว่าคือ “นาคเล่นน้ำ” หรือ “พวยน้ำ” เพราะเกิดในน้ำ (ฝรั่งเรียกว่า waterspout)
     “นาคเล่นน้ำ” มาจากไหน ? ทำไมจู่ๆ จึงเกิดท่อเชื่อมผืนฟ้าและพื้นน้ำขึ้นมาได้ ?

     นักอุตุนิยมวิทยา (ฝรั่ง) บอกว่า นาคเล่นน้ำมี ๒ แบบ แบบแรกเป็นพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือผืนน้ำ (ซึ่งอาจจะเป็นทะเล ทะเลสาบ หรือแอ่งน้ำใดๆ) โดยพายุทอร์นาโดจะเกิดขึ้นระหว่างที่มีฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบซูเปอร์เซลล์ (supercell thunderstorm) และมีระบบอากาศหมุนวนที่เรียกว่า เมโซไซโคลน (mesocyclone) จึงเรียกพายุนาคเล่นน้ำแบบนี้ว่า นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด (tornadic waterspout) ใครที่เคยชมภาพยนตร์เรื่อง Twister คงพอจะนึกภาพออก เพราะมีอยู่ฉากหนึ่งที่มีทอร์นาโดหลายงวงอาละวาดอยู่ในน้ำ
     ส่วนนาคเล่นน้ำอีกแบบหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นบ่อยกว่า และน่าจะตรงกับกรณีที่เกิดขึ้นในบ้านเรา (เพราะตามข่าวดูเหมือนจะไม่มีฝนฟ้าคะนองร่วมด้วย) เกิดจากการที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า โดยบริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำมีความชื้นสูง และไม่ค่อยมีลมพัด (หรือถ้ามีก็พัดเบาๆ เอื่อยๆ) ผลก็คืออากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำซึ่งอุ่นในบางบริเวณจะยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จากนั้นจึงพุ่งเป็นเกลียวขึ้นไป แบบนี้เรียกว่า นาคเล่นน้ำของแท้ (true waterspout) หรือ นาคเล่นน้ำที่เกิดในช่วงอากาศดีพอสมควร (fair-weather waterspout)
     จุดแตกต่างระหว่างนาคเล่นน้ำทั้ง ๒ แบบนี้ก็คือ นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโดจะเริ่มจากอากาศหมุนวน (ในบริเวณเมฆฝนฟ้าคะนอง) แล้วหย่อนลำงวงลงมาแตะพื้น คือ จากบนลงล่าง ส่วนนาคเล่นน้ำของแท้นั้น จะเริ่มจากอากาศหมุนวนบริเวณผิวน้ำ แล้วพุ่งขึ้นไป คือจากล่างขึ้นบน
     ในช่วงที่อากาศพุ่งขึ้นเป็นเกลียววนนี้ หากน้ำในอากาศยังอยู่ในรูปของไอน้ำ เราจะยังมองไม่เห็นอะไร แต่หากอากาศขยายตัวและเย็นตัวลงถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นท่อหรือ “งวงช้าง” เชื่อมผืนน้ำและเมฆ

     พายุนาคเล่นน้ำส่วนใหญ่ยาวประมาณ ๑๐-๑๐๐ เมตร แต่ก็เคยพบที่ยาวมากถึง ๖๐๐ เมตร
     เส้นผ่าศูนย์กลางก็มีตั้งแต่เล็กๆ แค่ ๑ เมตร ไปจนถึงหลายสิบเมตร ในนาคเล่นน้ำแต่ละตัวอาจมีท่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อก็ได้ โดยแต่ละท่อจะหมุนด้วยอัตราเร็วในช่วง ๒๐-๘๐ เมตรต่อวินาที (ลองเปรียบเทียบกับพายุทอร์นาโดซึ่งมักจะยาวประมาณ ๑๐๐-๓๐๐ เมตร และหมุนวนเร็วกว่าคือ ๔๐-๑๕๐ เมตรต่อวินาที) กระแสลมในตัวพายุเร็วถึง ๑๐๐-๑๙๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจสูงถึง ๒๒๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งคว่ำเรือเล็กๆ ได้สบาย
     นอกจากหมุนวนรอบตัวเองแล้ว นาคเล่นน้ำยังสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วตั้งแต่ ๓-๑๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ค่อนข้างช้าประมาณ ๑๘-๒๘ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงมีคำแนะนำสำหรับชาวเรือว่า ให้สังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ให้ดี แล้วหนีไปในทิศตรงกันข้าม
     อย่างไรก็ดี พายุนาคเล่นน้ำมีอายุไม่ยืนยาวนัก คืออยู่ในช่วง ๒-๒๐ นาที (แต่นานถึง ๓๐ นาทีก็เคยพบ) และหากนาคเล่นน้ำขึ้นฝั่ง ก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

     นาคเล่นน้ำมักจะเกิดพร้อมๆ กันคราวละหลายตัว คือมากันเป็นครอบครัว ตามสถิติพบว่า เคยเกิดขึ้นพร้อมกันทีเดียว ๗ ตัว ที่เกรตเลกส์ (Great Lakes) ตามแนวพรมแดนระหว่างแคนาดากับอเมริกา ในเหตุการณ์ที่เรียกว่า “เหตุการณ์นาคเล่นน้ำครั้งมโหฬารแห่งปี ๒๐๐๓“ (The Great Waterspout Outbreak of 2003) เพราะมีนาคเล่นน้ำปรากฏโฉมถึง ๖๖ ตัวเป็นอย่างต่ำ ในช่วงเวลามหัศจรรย์ ๗ วัน คือตั้งแต่วันที่ ๒๗ กันยายน ถึง ๓ ตุลาคม ค.ศ. ๒๐๐๓
     ส่วนในเขตประเทศอเมริกาเองนั้น นาคเล่นน้ำมักจะเกิดแถวๆ ฟลอริดา ในบริเวณที่เรียกว่า ฟลอริดา คียส์ (Florida Keys) ซึ่งอยู่ใกล้ๆ สามเหลี่ยมเบอร์มิวดา ทำให้บางคนสันนิษฐานว่า นาคเล่นน้ำอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินและเรือจำนวนมากสูญหายไปในบริเวณสามเหลี่ยมลึกลับนี้ก็เป็นได้
     รู้จักนาคเล่นน้ำกันไปแล้ว เลยอยากแถมพายุงวงช้างอีกแบบหนึ่งที่เคยเกิดในบ้านเรา เพราะมีบันทึกอยู่บนปกของวารสาร อุตุนิยมวิทยา ฉบับหนึ่ง โดยในหน้าสารบัญ ให้ข้อมูลสั้นๆ เพียงว่า “พายุฤดูร้อนรูปงวงช้าง ที่ก่อตัวขึ้นกลางท้องนา จังหวัดพิษณุโลก”
      อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสังเกตเพิ่มเติมดังนี้

     หากพายุนี้เกิดขึ้นพร้อมกับพายุฤดูร้อนจริง พายุนี้ก็ควรเรียกว่า พายุทอร์นาโด เหมือนในต่างประเทศ เพราะเมฆที่ให้กำเนิดพายุจะต้องเป็นเมฆคิวมูโลนิมบัส (cumulonimbus) หรือเมฆฝนฟ้าคะนอง แต่จะต้องเป็นฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก และเกิดเมโซไซโคลน ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว (แต่ดูเหมือนจะไม่มี)
     แต่หากไม่ใช่พายุทอร์นาโด ก็ต้องดูพื้นผิวของบริเวณที่เกิดงวงช้าง ซึ่งถ้าเป็นผืนน้ำ พายุนี้ก็คือ พายุนาคเล่นน้ำของแท้นั่นเอง แต่หากเป็นพื้นดิน พายุนี้จะเรียกว่า แลนด์สเปาต์ (landspout) (ผมค้นชื่อไทยไม่พบ แต่จะเรียกว่า “นาคเล่นดิน” ก็ยังไงๆ อยู่)
     พายุแลนด์สเปาต์มีกลไกคล้ายกับนาคเล่นน้ำของแท้ กล่าวคือ เกิดจากมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่ผ่านพื้นดินที่ร้อนจัด เพราะถูกแดดแผดเผา อากาศก็เลยยกตัวลอยขึ้นไปและหมุนวนเป็นเกลียว
     ดูจากข้อมูลอันน้อยนิดที่มีแล้ว ผมขอเดาว่า พายุบนปกวารสารเล่มนี้น่าจะเป็นแลนด์สเปาต์ เพราะไม่เห็นพื้นน้ำในภาพ แต่หากผู้รู้ท่านใดทราบข้อเท็จจริง ช่วยกรุณาแจ้งให้ผมทราบด้วยครับ

     ถึงวันนี้เราก็ได้เห็นกันแล้วว่าพายุนาคเล่นน้ำสามารถเกิดในบ้านเราได้จริงๆ นั่นย่อมแสดงว่า ในอนาคตอาจเกิดได้อีก หากสภาวะลมฟ้าอากาศเป็นใจ กล่าวคือ เป็นช่วงหน้าร้อนและมีมวลอากาศเย็นเคลื่อนที่ผ่านผิวน้ำ
      ถ้าใครโชคดีมีโอกาสได้พบเห็นก็ช่วยเล่าสู่กันฟังบ้าง และหากถ่ายภาพไว้ได้ ลองพิจารณาส่งมาที่ สารคดี ได้เลยครับ ! (ส่วนรางวัลสมนาคุณจะเป็นอะไรนั้น โปรดทวงถามจาก บ.ก. วันชัย ตัน ก็แล้วกันครับ...แหะแหะ)
     แนะนำขุมทรัพย์ทางปัญญา
     ขอแนะนำบทความ “Water Twisters” เขียนโดย Keith C. Heidorn, Ph.D. ใน The Weather Doctor Almanac 2002 ที่ http://www.islandnet.com/~see/weather/almanac/arc2002/alm02oct.htm
     สำหรับกรณีศึกษาในการเกิดเหตุการณ์นาคเล่นน้ำครั้งมโหฬารแห่งปี ๒๐๐๓ โปรดอ่านเรื่อง “The Great Waterspout Outbreak of 2003” เขียนโดย Wade Szilagyi ใน Mariners Weather Log Vol. 48 No. 3 December 2004 ที่ http://vos.noaa.gov/MWL/dec_04/waterspout.shtml

LHC ปฏิบัติการที่มาของโลก

   ความแตกต่างระหว่างเครื่อง LHC  ับเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน  ประโยชน์จากการทดลอง  และจะกระทบกับโลกหรือไม่


เซิร์น:การทดลองสุดยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์ ค้นหาจุดเล็กสุดสู่กำเนิดจักรวาล

โดย ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจำลองทางคอมพิวเตอร์แสดงหลุมดำที่ตรวจวัดโดยสถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส

         ย่างเข้าสู่หน้าร้อนของทวีปยุโรปในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การทดลองอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติจะเกิดขึ้นใต้พื้นแผ่นดินสวิส-ฝรั่งเศส การเดินเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่สุดในโลกของ "เซิร์น" จะเริ่มขึ้น ความมหึมาของเครื่องไม้เครื่องมือผกผันกับอนุภาคขนาดเล็กจิ๋วที่ถูกเร่งให้ชนกัน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ต่างจับจ้องปริศนากำเนิดจักรวาลที่คาดว่าจะเผยออกมาหลังจากการชนกัน
       
       เอกภพหรือจักรวาลประกอบขึ้นจากอะไร คือคำถามพื้นฐานของมนุษย์เล็กๆ ที่อยากจะเข้าใจในกำเนิดของธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ตามทฤษฎี "บิกแบง" (Big Bang) การระเบิดครั้งใหญ่ที่ก่อเกิดจักรวาลเมื่อ 1.37 หมื่นล้านปีก่อนควรจะมีสสาร (matter) และปฏิสสาร (antimatter) ในปริมาณเท่าๆ กัน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสสารและปฏิสสารที่มีมวลเท่ากันแต่มีประจุตรงข้ามกันนั้นจะหักล้างกันเองแล้วเปลี่ยนมวลกลายไปเป็นพลังงานและไม่น่าจะมีกาแลกซี ดวงดาว โลกหรือสิ่งมีชีวิตอยู่เลย

แม่เหล็กซูเปอร์คอนดัคเตอร์ซึ่งจัดแสดงอยู่หน้า "โกลบ" (Globe) สำหรับแสดงนิทรรศการและนวัตกรรม


       
       หากทฤษฎีนี้เป็นจริงทำไมสสารและปฏิสสารไม่หักล้างกันไปอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่เกิดระเบิดครั้งนั้น?
       
       เป็นไปได้หรือไม่ที่มีเอกภพซึ่งประกอบขึ้นด้วยปฏิสสารมากมายอยู่ที่ใดสักแห่ง?
       
       เกิดอะไรขึ้นกับปฏิสสารหลังบิกแบง?

       
       หลากหลายคำถามที่จะนำไปสู่คำตอบว่าเหตุใด จึงมีตัวเราที่อยู่ในเอกภพที่เต็มไปด้วยสสารมากมาย

ภาพเครื่องตรวจวัดซีเอ็มเอส


       
       นอกจากนี้ยังมีคำถามว่าเกิดสสารที่ประกอบขึ้นเป็นตัวเราได้อย่างไร ย้อนกลับไปในอดีตเราเชื่อว่าอะตอมคือหน่วยย่อยที่สุดของสสาร แต่ต่อมาเราก็พบว่ายังมีโปรตอน นิวตรอน อิเล็กตรอนที่เล็กกว่า และมี "ควาร์ก" (Quark) เป็นสิ่งที่เล็กลงไปอีก
       
       แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่เล็กที่สุดและยังไม่สามารถตอบได้ว่ามวลก่อเกิดขึ้นในจักรวาลอันว่างเปล่าได้อย่างไร
       
       เร่งอนุภาคหา "ฮิกก์ส" ต้นกำเนิดแห่งมวลในจักรวาล
       

       กว่า 40 ปีที่ผ่านมาจึงเกิดทฤษฎีเกี่ยวกับอนุภาค "ฮิกก์ส" (Higgs) ที่เสนอโดย ศ.ปีเตอร์ ฮิกก์ส (Peter Higgs) นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ซึ่งอนุภาคฮิกก์สที่ได้รับการขนานนามว่า "อนุภาคพระเจ้า" (God Particle) จะช่วยอธิบายจุดเริ่มต้นของมวล และอธิบายเหตุผลว่าทำไมบางอนุภาคในแบบจำลองมาตรฐาน (Standard model) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายอนุภาคมูลฐานและแรงพื้นฐานทั้งหมดในธรรมชาติด้วยสมการเพียงหนึ่งเดียว จึงมีมวลและบางอนุภาคไม่มีมวล โดยนักฟิสิกส์ได้พบสสารอื่นๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นสสารหมดแล้ว ยกเว้นฮิกก์ส

เจ้าหน้าที่เซิร์นกำลังตรวจสอบแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดของเครื่องซีเอ็มเอส


       
       การค้นหากำเนิดจักรวาล คล้ายการเก็บร่องรอยคดีฆาตกรรมที่รวบรวมหลักฐาน ณ ที่เกิดเหตุเพื่อวิเคราะห์ย้อนหลังว่าเกิดอะไรขึ้น ทฤษฏีมีอยู่แล้วแต่ยังขาดผลการทดลองมายืนยัน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายคนจึงฝากความหวังไว้ที่การทดลองขององค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) หรือ "เซิร์น" (CERN) ซึ่งจะเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ในฤดูร้อนของทวีปยุโรปหรือประมาณ เดือน ก.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อค้นหาอนุภาคฮิกก์สจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย ที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจะเติมเต็มความเข้าใจในองค์ประกอบพื้นฐานของจักรวาลได้
       
       ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าตามทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum field) นักฟิสิกส์เชื่อว่าต้องพบบางอย่างจากการชนกันของอนุภาค ที่พลังงานสูงถึงระดับเทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) ซึ่งเป็นระดับพลังงานที่กำลังจะทดลองในเซิร์น
       
       ถ้าไม่เป็นเช่นนั้นจะต้องมีอะไรผิดในทฤษฎีสนามควอนตัมและนักวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาคิดกันใหม่ อย่างไรก็ดีนักฟิสิกส์มั่นใจว่าจะไม่เป็นเช่นกรณีหลัง เนื่องจากที่ผ่านมาทฤษฎีสามารถอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในระดับพลังงานที่ต่ำกว่าการทดลองของเซิร์นที่จะเกิดขึ้นได้ดี
       
       "เซิร์น" องค์กรแห่งยุโรป-ทำงานระดับโลกเพื่อไขจักรวาล
       

       ความรุ่งเรืองสุดขีดของฟิสิกส์อยู่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เซิร์นจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าเวลาทองของวิทยาศาสตร์เชิงกายภาพยังไม่หมดลง โดยหลังก่อตั้งมากว่า 50 ปีเซิร์นมีการทดลองเร่งอนุภาคในระดับพลังงานต่างๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ไม่กี่สิบกิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ไปจนถึงหลายร้อย GeV และมีการค้นพบอนุภาคมูลฐานบางตัว และให้กำเนิดเวริล์ด ไวล์ด เว็บ (www) ที่เป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารของคนทั้งโลกเมื่อปี 2533

ช่างเทคนิคติดตั้งท่อแก๊สสำหรับเครื่องตรวจวัดอนุภาคอลิซ


       
       จนกระทั่งเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมาองค์กรวิจัยแห่งยุโรปนี้ได้ตัดสินใจสร้างเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ที่อยู่ในอุโมงค์ใต้เมืองเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์และชายแดนฝรั่งเศสลงไป 100 เมตรขดเป็นวงกลมระยะทาง 27 กิโลเมตร และมีแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวด (Superconducting Magnet) ทำหน้าที่ควบคุมลำอนุภาคให้เบนจนเป็นเส้นรอบวง ทั้งนี้เครื่องเร่งอนุภาคแรกของเซิร์นซึ่งขดเป็นวงกลมเช่นเดียวกันนั้นมีความยาวเพียง 7 กิโลเมตร
       
       ภายในองค์กรวิจัยวิทยาศาสตร์แห่งยุโรปนี้จ้างนักวิทยาศาสตร์หลากหลายเชื้อชาติ ทำงานวิจัยโดยอาศัยความพร้อมทางเครื่องมือของเซิร์น เฉพาะเจ้าที่ซึ่งได้รับการว่าจ้างให้ทำงานโดยตรงก็มีถึง 2,500 คน ขณะที่มีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกอีกราว 8,000 ที่แวะเวียนมาทำงานวิจัยที่นี่
       
       ปัจจุบันเซิร์นมีสมาชิกจาก 20 ประเทศในยุโรปซึ่งมีหน้าที่และได้รับสิทธิพิเศษ โดยประเทศเหล่านี้ต้องร่วมลงทุนในค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงานของเซิร์น และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับองค์กรและกิจกรรมต่างๆ
       
       สำหรับไทยก็เกี่ยวข้องกับเซิร์นในฐานะที่เป็นประเทศกลุ่ม "ไม่ใช่สมาชิก" (non-Member States) ซึ่งมีอยู่หลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม อิหร่าน เกาหลี ไต้หวัน เป็นต้น แม้ประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีส่วนร่วมในการลงทุนหรือร่วมกำหนดทิศทางการวิจัย แต่ก็ได้ใช้ประโยชน์ทางการศึกษาวิจัยจากข้อมูลการทดลองของเซิร์น

ภาพจำลองแสดงภาคตัดขวางของห้องปฏิบัติการสำหรับเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี โดยตำแหน่งของท่อที่ขดเป็นวงยาว 27 กิโลเมตรนี้อยู่ลึกลงไปใต้ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ 100 เมตร


       
       เครื่องตรวจวัดสัญญาณกำเนิดจักรวาล
       

       เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีในอุโมงค์ยักษ์ใต้ดินที่ขดรอบชายแดนฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ประกอบไปด้วยสถานีตรวจวัดอนุภาคที่สำคัญๆ คือ
       
       1.สถานีตรวจวัดอลิซ (ALICE) หน้าที่ของเครื่องตรวจวัดที่สถานีนี้คือการตรวจวัดสถานะพลาสมาควาร์ก-กลูออน (quark-gluon plasma) ซึ่งเชื่อว่าเป็นสถานะที่เกิดขึ้นหลังบิกแบง ขณะที่เอกภพยังร้อนสุดขีด โดยการชนกันของอนุภาคที่จะเกิดขึ้นในเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีนั้นจะทำให้เกิดอุณหภูมิสูง 100,000 เท่าของใจกลางดวงอาทิตย์ นักฟิสิกส์หวังว่าภายในสภาวะนี้โปรตอนและนิวตรอนจะ "ละลาย" และปลดปล่อยควาร์กออกจากพันธะ
       
       ทีมวิจัยในส่วนของอลิซวางแผนที่จะศึกษาสถานะพลาสมาควาร์ก-กลูออนเมื่อขยายตัวและเย็นลง รวมถึงสังเกตว่าสถานะพิเศษนี้ค่อยๆ กลายเป็นอนุภาคซึ่งประกอบขึ้นเป็นสสารในเอกภพอย่างทุกวันนี้ได้อย่างไร
       
       2.สถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส (ATLAS) เป็น 1 ใน 2 เครื่องตรวจวัดอเนกประสงค์ภายในเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี มีหน้าที่อย่างกว้างๆ คือตรวจหาอนุภาคฮิกก์ส มิติพิเศษ (extra dimension) และอนุภาคที่อาจก่อตัวขึ้นเป็นสสารมืด (dark matter) โดยจะวัดสัญญาณของอนุภาคที่คาดว่าถูกสร้างขึ้นหลังการชนกันของอนุภาค ทั้งแนวการเคลื่อนที่ พลังงาน รวมไปถึงการจำแนกชนิดอนุภาคนั้นๆ
       
       แอตลาสเป็นระบบแม่เหล็กรูปโดนัทขนาดใหญ่ที่มีความยาวถึง 46 เมตร นับเป็นเครื่องมือชิ้นใหญ่ที่สุดของเซิร์น และมีขดลวดแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดขดเป็นทรงกระบอกยาว 25 เมตร รอบๆท่อลำอนุภาคที่ผ่านใจกลางของเครื่องตรวจวัดอนุภาคนี้ เมื่อเดินเครื่องจะเกิดสนามแม่เหล็กในศูนย์กลางของทรงกระบอก ที่สถานีนี้มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานกว่า 1,700 คน

แผนที่แสดงตำแหน่งของท่อสำหรับเร่งอนุภาคของเซิร์นที่ขดเป็นวงยาว 27 กิโลเมตรนี้อยู่ลึกลงไปใต้ฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ 100 เมตร โดย P1 คือตำแหน่งของสถานีตรวจวัดอนุภาคแอตลาส


       
       3.สถานีตรวจวัดอนุภาคซีเอ็มเอส (CMS) เป็นเครื่องตรวจวัดอนุภาคที่มีเป้าหมายเดียวกับแอตลาส แต่มีความแตกต่างในรูปแบบการทำงานและระบบแม่เหล็กในการตรวจวัดอนุภาค ซีเอ็มเอสสร้างขึ้นด้วยขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่เกิดจากสายเคเบิลตัวนำยิ่งยวดที่ขดเป็นทรงกระบอก ซึ่งสร้างให้เกิดสนามแม่เหล็กได้มากกว่าโลก 100,000 เท่า ซึ่งทำให้เครื่องตรวจวัดหนักถึง 12,500 ตัน
       
       แทนที่จะสร้างเครื่องมือชิ้นนี้ภายในอุโมงค์ใต้ดินเหมือนเครื่องมืออื่นๆ แต่เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีกลับสร้างขึ้นจากบนพื้นดินแล้วแยกเป็นชิ้นส่วน 15 ชิ้นเพื่อนำลงไปประกอบในชั้นใต้ดิน และที่สถานีนี้ก็มีนักวิทยาศาสตร์ทำงานจำนวนมากไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสถานีแอตลาสถึง 2,000 คนจากกว่า 150 สถาบันใน 37 ประเทศ
       
       4.สถานีตรวจวัดอนุภาคแอลเอชซีบี (LHCb) ซึ่งจะทำการทดลองเพื่อสร้างความเข้าใจว่าทำไมเราจึงอาศัยอยู่ในเอกภพที่เต็มไปด้วยสสาร แต่กลับไม่มีปฏิสสาร โดยมีหน้าที่พิเศษในการศึกษาอนุภาคที่เรียกว่า "บิวตี ควาร์ก" (beauty quark) เพื่อสังเกตความแตกต่างเพียงเล็กน้อยระหว่างสสารและปฏิสสาร และแทนที่จะติดตั้งเซนเซอร์รอบจุดที่อนุภาคชนกันก็ใช้ชุดเซนเซอร์ย่อยเรียงซ้อนกันเป็นความยาว 20 เมตร

แม่เหล็กซูเปอร์คอนดัคเตอร์หรือแม่เหล็กตัวนำยิ่งยวดถูกลำเลียงสู่อุโมงค์ใต้ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติเร่งอนุภาคของเซิร์น


       
       เมื่อแอลเอชซีเร่งให้อนุภาคชนกันแล้วจะเกิดควาร์กชนิดต่างๆ มากมายและสลายตัวไปอยู่ในรูปอื่นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเซนเซอร์เครื่องตรวจวัดแอลเอชซีบีจึงถูกออกแบบให้อยู่ในเส้นทางของลำอนุภาคที่จะเคลื่อนที่เป็นวงไปตามเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี
       
       เครื่องเร่งอนุภาคยักษ์จับอนุภาคจิ๋วชนกัน
       
       
เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีจะเร่งลำอนุภาคของโปรตอน 2 ลำให้เคลื่อนที่ในทิศทางตรงกันข้ามไปตามท่อที่วางขนานกันซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ภายใต้ภาวะสุญญากาศ แล้วชนกันที่ความเร็วเข้าใกล้ความเร็วแสง 99.9999% ที่พลังงานสูงระดับ TeV หรือระดับล้านล้านอิเล็กตรอนโวลต์ (1012 eV)
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เฝ้ารอคอย เครื่องตรวจวัดอนุภาคต่างๆ จะวิเคราะห์ข้อมูลที่เกิดจากการชนกันนี้เพื่อตามหาสิ่งที่เครื่องตรวจวัดแต่ละเครื่องถูกออกแบบมา

ภาพของเจ้าหน้าที่ขณะกำลังติดตั้งเครื่องซีเอ็มเอสซึ่งปัจจุบันติดตั้งเสร็จแล้ว


       
       ทั้งนี้ลำอนุภาคถูกควบคุมให้เคลื่อนที่ไปรอบเครื่องเร่งอนุภาครูปวงแหวนด้วยสนามแม่เหล็กความเข้มสูงที่สร้างขึ้นจากแม่เหล็กไฟฟ้าตัวนำยิ่งยวดซึ่งช่วยนำไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีแรงเสียดทานหรือสูญเสียพลังงาน และจำเป็นต้องรักษาความเย็นให้แม่เหล็กเหล่านั้นที่อุณหภูมิ -271 องศาเซลเซียสซึ่งเย็นกว่าอวกาศนอกโลกเสียอีก ดังนั้นเครื่องเร่งอนุภาคจึงต้องเชื่อมต่อระบบที่หล่อเย็นด้วยฮีเลียมเหลว
       
       นอกไปจากฮิกก์สซึ่งจะตอบคำถามถึงภาวะเริ่มต้นของกำเนิดจักรวาลแล้ว นักฟิสิกส์ยังรอคอยหลักฐานที่เกิดจากอนุภาคชนกันเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีอีกหลายทฤษฎี อาทิ
       
       - ทฤษฎีสมมาตรยิ่งยวด (supersymmetry theory) ที่อธิบายว่าอนุภาคมูลฐานมีคู่ "ซูเปอร์พาร์ทเนอร์" (superpartner) หรือคู่ยิ่งยวดที่คาดว่ามีมวลมากกว่า เช่น อิเล็กตรอน (electron) มีคู่คือ ซีเล็กตรอน (selectron) ควาร์ก (quark) มีคู่คือ สควาร์ก (squark) เป็นต้น เชื่อว่าคู่ยิ่งยวดเหล่านี้มีอยู่ในช่วงสั้นๆ หลังเกิดบิกแบง โดยเกิดขึ้นและสลายตัวอย่างรวดเร็วเนื่องจากมวลที่มากทำให้ไม่เสถียร ซึ่งวิธีที่จะสร้างคู่ยิ่งยวดขึ้นมาต้องสร้างเงื่อนไขให้คล้ายหลังเกิดบิกแบงในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เต็มไปด้วยพลังงานมหาศาล
       
       - ทฤษฎีซูเปอร์สตริง (Superstring theory) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่พยายามอธิบายอนุภาคและแรงพื้นฐานในธรรมชาติด้วยทฤษฎีเดียว โดยจำลองให้อนุภาคและแรงพื้นฐานเหล่านั้นคือการสั่นของเส้นเชือกสมมาตรเล็กๆ (tiny supersymmetry string) โดยมีแบบจำลองอย่างในทฤษฎีนี้ที่ผลการทดลองของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี
       
       - แบบจำลองที่สมมติว่าเอกภพมีมิติมากกว่า 4 มิติ (Large extra-dimensions theories) โดยเราสามารถรับรู้ได้ถึงมิติของความกว้าง ความยาว ความสูงและเวลา แต่มีทฤษฎีที่เสนอว่าเอกภพมีมิติที่มากกว่านี้และคาดว่าการทดลองของเซิร์นจะเผยให้เห็นมิติพิเศษ (extra-dimension) เพิ่มเติมมากกว่า 4 มิติที่เรารับรู้ได้
       
       "เฟอร์มิแล็บ" คู่แข่งหาอนุภาคพระเจ้า
       

       ไม่ใช่แค่เซิร์นที่มุ่งมั่นหาอนุภาคพระเจ้า แต่เครื่องเร่งอนุภาคจากฟากสหรัฐฯ อย่าง "เทวาตรอน" (Tevatron) ของห้องปฏิบัติการเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) ก็มีเป้าหมายที่จะค้นหาอนุภาคฮิกก์สเช่นเดียวกัน ซึ่งการแข่งขันของนักฟิสิกส์ 2 ทวีปเป็นไปอย่างดุเดือดแต่ก็ไม่ถึงขั้นฆ่าแกงกัน โดยสหรัฐและเฟอร์มิแล็บก็กุลีกุจอที่จะมีส่วนร่วมกับเซิร์นในฐานะ "ผู้สังเกตการณ์" (Observer) และได้สนับสนุนเครื่องมือทดลองทางวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญๆ ด้วย
       
       อย่างไรก็ดีขณะที่เซิร์นกำลังจะตัดริบบิ้นเดินเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อหาอนุภาคพระเจ้าในเร็ววันนี้เทวาตรอนก็ใกล้จะปิดตัวลงในปี 2553 แล้ว
       
       ปีเตอร์ ฮิกก์ส ซึ่งขณะนี้อยู่ในวัย 78 ปีแล้วกล่าวว่า บางทีเฟอร์มิแล็บอาจจะค้นพบอนุภาคฮิกก์สได้ก่อนห้องแล็บขนาดใหญ่อย่างเซิร์นก็เป็นได้ แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่นั่น เพราะเป็นไปได้ว่าสัญญาณของฮิกก์สอาจปรากฏอยู่ในข้อมูลการทดลองของพวกเขา แต่ปริมาณของข้องมูลที่มากเกิน ทำให้ยังไม่สามารถวิเคราะห์ออกมาได้
       
       ตามรายงานของนิตยสารเนชันแนลจีโอกราฟิก (National Geographic) ระบุว่าความยากของการตามหาอนุภาคฮิกก์ส คือการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดจากเศษซากเป็นฝอยกระจายไปทั่ว ขณะพลังงานจากอนุภาคแปรสภาพเป็นมวลซึ่งเกิดหลังจากโปรตอนชนกันแล้ว และเศษซากการสลายตัวของฮิกก์สจะปรากฏก็ต่อเมื่อข้อมูลมหาศาลระดับเพตะไบต์ (petabyte) หรือข้อมูลระดับล้านกิกะบิต อีกทั้งโอกาสเกิดฮิกกส์จากอนุภาคชนกันก็มีเพียงหนึ่งในหลายล้านล้านครั้งเท่านั้น

ภาพจำลองทางคอมพิวเตอร์แสดงร่องรอยการเกิดฮิกก์ส ซึ่งหากการทดลองจริงพบฮิกก์สก็จะได้รับสัญญาณคล้ายกันนี้


       
       อาจเกิด "หลุมดำ" แต่คงไม่กลืนโลก
       
       
อย่างไรก็ดีหลายคนอดหวั่นใจไม่ได้ว่าการทดลองของเซิร์นอาจทำให้เกิดหลุมดำที่กลืนกินโลกทั้งใบได้ แต่ความกังวลนั้นในความเห็นของปีเตอร์ ฮิกก์ส ผู้ให้กำเนิดทฤษฎีอนุภาคฮิกก์สมองว่าเป็นความกลัวที่เกิดจากการสร้างจินตนาการเกินจริงมากไป และระบุว่าหลุมดำที่เกิดขึ้นจากทดลองนั้นจะไม่ขยายใหญ่จนดูดโลกทั้งใบได้
       
       ขณะที่นักฟิสิกส์ทฤษฎีของไทยอย่าง ดร.อรรถกฤต ฉัตรภูติ ผู้ให้ความเห็นต่อการค้นหาอนุภาคฮิกก์สไปก่อนหน้านี้ก็ชี้แจงถึงความกังวลดังกล่าวว่า เป็นไปได้ที่การทดลองของเซิร์นจะทำให้เกิด "หลุมดำจิ๋ว" (mini black hole) แต่มีโอกาสน้อยมากที่หลุมดำดังกล่าวจะดูดกลืนโลก เพราะหลุมดำเหล่านี้เล็กมาก เล็กกว่าโปรตอนและช่องว่างระหว่างอะตอมหลายเท่า
       

       ดังนั้นโอกาสหลุมดำจิ๋วที่จะดูดอนุภาคอื่นๆ จึงน้อยมาก และมีหลายทฤษฎีที่ทำนายว่าหลุมดำจิ๋วที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่เสถียรคือเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีและสลายตัวไปเป็นอนุภาคอื่นๆ ส่วนหลุมดำขนาดใหญ่ในอวกาศก็จะไม่ทำอันตรายเราหากเราไม่เข้าไปใกล้มากเกินไป
       
       "โดยทฤษฎีแล้วถ้าหากมีหลุมดำจิ๋วลักษณะนี้เกิดขึ้นได้จริงละก็ มันอาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้วในธรรมชาติ เคยมีผู้ใช้ทฤษฎีเดียวกันนี้ทำนายว่ารังสีคอสมิกพลังงานสูงจากนอกโลกก็สามารถทำให้เกิดหลุมดำขนาดเล็กพวกนี้บนบรรยากาศชั้นสูงของโลกเช่นเดียวกัน ดังนั้นถ้ามันดูดโลกเข้าไปละก็ มันคงดูดไปนานแล้ว ไม่ต้องรอเครื่องแอลเอชซี"
       
       ดร.อรรถกฤตกล่าวและยืนยันว่าการทดลองของเซิร์นจะไม่เกิดระเบิดล้างโลกอย่างแน่นอน เพราะไม่มีทางทำให้เกิดระเบิดนิวเคลียร์ เนื่องจากการระเบิดแบบนิวเคลียร์นั้นต้องอาศัยปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ และเป็นปฏิกิริยานิวเคลียร์แบบต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ธาตุกัมมันตรังสีหลายกิโลกรัม
       
       แต่ปฏิกิริยาในเครื่องเร่งอนุภาคของเซิร์นนั้นเกิดจากการชนกันของโปรตอน 2 ตัว ซึ่งมีมวลน้อยเกินกว่าจะเป็น "มวลวิกฤต" (critical mass) ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ โดยเมื่อโปรตอนชนกันแล้วจะสลายตัวไป ส่วนอนุภาคที่เกิดขึ้นจากการชนก็จะตกที่เครื่องวัดของนักฟิสิกส์และไม่ชนกับธาตุหนักอื่นๆ จึงไม่เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ขึ้นอย่างแน่นอน
       
       สำหรับนักฟิสิกส์แล้วความน่ากลัวคงไม่ใช่ประเด็นว่าเซิร์นจะระเบิดหรือไม่ แต่ความน่ากังวลที่ยิ่งใหญ่อยู่ที่ "การชนกันครั้งไหน" จะเป็นเงื่อนไขก่อให้เกิดฮิกก์ส เพราะโอกาสการเกิดอนุภาคที่ทุกคนรอคอยมีเพียง "หนึ่งในล้านล้านครั้ง" เท่านั้น
       
       และแม้จะเกิด "ฮิกก์ส" ขึ้นมาจริงๆ นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน เพื่อแกะรอยข้อมูลมากมายมหาศาล ที่ไม่ใครทราบว่าภารกิจการงมเข็มในอภิมหาสมุทรจะจบสิ้นเมื่อไหร่
       
       หรือที่สุดแล้ว...การลงทุนมูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท เมื่อเทียบเป็นเงินไทย ของมนุษยชาติเพื่อไขกำเนิดจักรวาล อาจจะลงท้ายที่ไม่พบอะไรเลย
       
       แต่นั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความสนใจใคร่รู้ สู่การค้นหาที่มาของสรรพสิ่ง เพราะคำถามที่ท้าทายที่สุดในขณะนี้ก็คือ "เรามาจากไหน" เพื่อจะตอบคำถามอันยิ่งใหญ่ต่อไปว่า "เรา (จักรวาล, โลก, และสิ่งมีชีวิต) จะเป็นอย่างไรต่อไป"


เครื่องพร้อม-คนพร้อม "เซิร์น" พร้อมยิงแสงแรก 10 ก.ย. 51

โดย ผู้จัดการออนไลน์

นักฟิสิกส์ประจำที่เซิร์น ดูผลการทดสอบเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ผ่านคอมพิวเตอร์ ก่อนเดินเครื่องจริง 10 ก.ย.นี้

 

       "เซิร์น" ทดสอบยิงลำอนุภาค โคจรรอบเครื่องเร่งอนุภาคผ่านฉลุย ทั้งทวนเข็มและตามเข็ม เตรียมเดินเครื่องครั้งแรก 10 ก.ย.นี้ หวังจะได้เห็นลำแสงวิ่งไปตามทางที่กำหนด และเกิดการชนกันตามที่คาดการณ์ไว้
       
       เซิร์น (CERN) หรือ องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Center for Nuclear Research) ออกมาประกาศถึง ความสำเร็จของการทดสอบการทำงาน ระบบประสานงานลำอนุภาคของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ซึ่งทดลองเป็นครั้งที่สอง และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 ส.ค.51 ที่ผ่านมา ทำให้ทีมดำเนินงาน สามารถวางแผนยิงลำอนุภาคแรก เข้าไปในเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีได้

นักฟิสิกส์ประจำที่เซิร์น ดูผลการทดสอบเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ผ่านคอมพิวเตอร์ ก่อนเดินเครื่องจริง 10 ก.ย.นี้


       
       ทั้งนี้ เซิร์นมีกำหนดยิงแสงแรก หรือการพยายามทดลองเดินเครื่องครั้งแรกเร่งอนุภาคแอลเอชซีในวันที่ 10 ก.ย.51 เวลา 09.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือเวลาประมาณ 14.15 น. ของวันเดียวกันตามเวลาประเทศไทย โดยที่เซิร์นเรียกวันแห่งการทดลองครั้งแรกนี้ว่า "แอลเอชซี เฟิร์สต์ บีม เดย์" (LHC First Beam Day) พร้อมทั้งเปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าชม ณ ห้องควบคุม และนำชมห้องแล็บทั้ง 4
       
       ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน มีการส่งกลุ่มอนุภาค จากเครื่องซินโครตรอนซูเปอร์โปรตอน หรือ เอสพีเอส (Super Proton Synchrotron: SPS) ไปยังเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี และผ่านไปเป็นเวลาพอสมควร กลุ่มอนุภาคหนึ่งได้เคลื่อนเข้าสู่ท่อลำอนุภาคของแอลเอชซี แล้วหมุนตามเข็มนาฬิการอบแอลเอชซีเป็นระยะทาง 3 กิโลเมตร
       
       "ขอบคุณทีมงานทียอดเยี่ยม ทั้งการทดสอบยิงลำอนุภาคแบบทวนเข็ม และตามเข็มนาฬิกา เป็นไปโดยปราศจากอุปสรรค เราจดจ่อกับความสำเร็จอันกึกก้อง ในความมุ่งมั่นแรกที่จะส่งลำอนุภาคทั้งหมดรอบๆ เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี" ลิน อีวานส์ (Lyn Evans) หัวหน้าโครงการเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี กล่าว

 

ลิน อีวานส์ นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ หัวหน้าโครงการเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี กับข้อความระบุ "ฮิกก์ส" (Higgs) ซึ่งเป็นอนุภาคคาดว่าจะพบจากการเดินเครื่องของเซิร์น
       


       การทดสอบยิงลำอนุภาคทั้งทวนเข็มและตามเข็มนาฬิกานั้น เป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมความพร้อม ของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคที่ทรงพลังที่สุดในโลก เพื่อให้ที่สุดแล้ว ลำอนุภาค 2 ลำ ถูกเร่งและชนกัน ที่ระดับพลังงานของลำอนุภาคละ 5 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) ซึ่งเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ ได้รับการทำนายว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2551
       
       ทั้งนี้ เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี สามารถเร่งอนุภาคให้มีความเร็วเข้าใกล้แสง 99.9999% โดยการเร่งอนุภาคดังกล่าวเกิดขึ้นภายในท่อที่ขดเป็นวงกลม 27 กิโลเมตร ซึ่งฝังอยู่ใต้ดินลึกลงไป 100 เมตร ระหว่างชายแดนฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์
       
       สำหรับ หนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของการทดลองสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้ คือการหาอนุภาคตามที่ทฤษฎีทำนายไว้ที่เรียกว่า "ฮิกก์ส" (Higgs) ที่จะสามารถอธิบายความลึกลับของมวล และอนุภาคนี้ยังมีชื่อเรียกซึ่งเป็นที่รู้จักอีกชื่อว่า "อนุภาคพระเจ้า" ซึ่งมีอยู่ทั่วไปแต่หาได้ยาก

บรรยากาศในห้องควบคุมเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีของเซิร์น


       
       ทั้งนี้ กำหนดการเดินเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี ในวันที่ 10 ก.ย. นี้จะเป็นการยิงลำอนุภาคที่ระดับพลังงาน 450 กิกะอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ให้เคลื่อนที่ในอุโมงค์ รอบเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี และมีการถ่ายทอดผ่านอินเทอร์เน็ตตั้งแต่เวลา 09.00 - 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือตามเวลาประเทศไทย 14.00 น. เป็นต้นไป ที่ http://webcast.cern.ch/
       
       นอกจากนี้ ในวันที่ 3 ต.ค.51 ที่จะถึงนี้ เซิร์นจะเป็นเจ้าภาพงาน "แอลเอชซีกริดเฟสต์" (LHC Grid Fest) ซึ่งเป็นการฉลองระบบคอมพิวเตอร์กริด ของแอลเอชซี (LHC Computing Grid) ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์กริด ที่ออกแบบมารับมือกับข้อมูล ของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีที่จะออกมาถึงปีละ 15 ล้านกิกะไบต์ โดยภายในงานจะมีการนำเสนอคุณสมบัติของระบบ การสาธิตการทำงาน พร้อมนำชมศูนย์คอมพิวเตอร์ของเซิร์น ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.cern.ch/Icg/lhcgridfest


Large-Hadron-Collider

   การทดลองสุดยิ่งใหญ่ของมวลมนุษย์  เครื่องตรวจวัดอนุภาคขนาดใหญ่  นักฟิสิกส์ของเซิร์น  John Ellis  ภาพจำลองของคอมพิวเตอร์  คลิกค่ะ  


 

 

 

เฮอร์คิวลิสกับทางสองแพร่ง


ดาวินซี-ไอน์สไตน์


Faberge กับ ไข่อัญมณีวิจิตร โดย อ.สุทัศน์ ยกส้าน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


20 แง่มุมที่ควรรู้เกี่ยวกับฟ้าผ่า ของ อ.บัญชา ธนบุญสมบัติ

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10


โลกสีเขียว

หอยต้นไม้ลาย

 

{mospagebreak}

หน้า 2

ต้นไม้เทียม ช่วยดูดคาร์บอนไดออกไซด์

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

วันสุดท้ายในปฏิทินมายัน

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

ครีมกันแดด


 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์