index 229

 

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

   1. จอภาพ (Monitor)

    เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่มีความสำคัญมากที่สุด เพราะจะติดต่อโดยตรงกับผู้ใช้ ชนิดของจอภาพที่ใช้ในเครื่องพีซีโดยทั่วไปจะแบ่งได้เป็น 2 ชนิด

    - จอซีอาร์ที (CRT : Cathode Ray Tube)  โดยมากจะพบในคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ   ซึ่งลักษณะ จอภาพชนิดนี้จะคล้ายโทรทัศน์ ซึ่งจะใช้หลอดสุญญากาศ 

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
จอแบบ CRT

    การทำงานของจอประเภทนี้จะทำงานโดย อาศัยหลอดภาพ ที่สร้างภาพโดยการยิงลำแสงอิเล็กตรอนไปยังที่ผิวหน้าจอ ที่มีสารพวกสารประกอบของฟอสฟอรัส ฉาบอยู่ที่ผิว ซึ่งจะเกิดภาพขึ้นมาเมื่อสารเหล่านี้เกิดการเรืองแสงขึ้นมา เมื่อมีอิเล็กตรอนมากระทบ ซึ่งในส่วยของจอแบบ Shadow Mask นั้น จะมีการนำโลหะที่มีรูเล็กๆ มาใช้ในการกำหนดให้แสงอิเล็กตรอนนั้นยิงมาได้ถูกต้อง และแม่นยำ ซึ่งระยะห่างระหว่างรูนี้เราเรียกกันว่า Dot Pitch ซึ่งในรูนี้จะมีสารประกอบของฟอสฟอรัสวางเรียงกันอยู่เป็น 3 จุด 3 มุม โดยแต่ละจุดจะเป็นสีของแม่สีนั้นก็คือ สีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน ซึ่งแต่ละจุดนี้เราเรียกว่า Triad ในส่วนของจอแบบ Trinitron นั้นจะมีการทำงานที่เหมือนกันแต่ต่างกันที่ ไม่ได้ใช้โลหะเป็นรูแต่จะใช้ โลหะที่เป็นเส้นเล็กๆ ขึงพาดไปตาม แนวตั้ง เพื่อที่จะให้อิเล็คตรอนนั้นตกกระทบกับผิวจอที่มีสารประกอบของฟอสฟอรัสได้มากขึ้น สำหรับจอ Trinitron

    ในปัจจุบันนี่ได้มีการพัฒนาให้มีความแบนราบมากขึ้นซึ่งจอแบบนี้จะเรียกกันว่า FD Trinitron (Flat Display Trinitron) ซึ่งมีมากมายในปัจจุบันและจะเข้ามาแทนที่จะแบบเดิมๆ อีกทั้งราคายังถูกลงเป็นอย่างมากด้วย

    - จอแอลซีดี (LCD : Liquid Crystal Display) ซึ่งมี ลักษณะแบนราบ  จะมี ขนาดเล็กและบาง เมื่อเปรียบเทียบกับจอภาพแบบซีแอลที 


อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
จอแบบ LCD


    การทำงานนั้นจะไม่เหมือนกับจอแบบ CRT แม้สักนิดเดียว ซึ่งการแสดงภาพนั้นจะซับซ้อนกว่ามาก การทำงานนั้นอาศัยหลักของการใช้ความร้อนที่ได้จากขดลวด มาทำการเปลี่ยนและ บังคับให้ผลึกเหลวแสดงสีต่างๆ ออกมาตามที่ต้องการซึ่งการแสดงสีนั้นจะเป็นไปตามที่กำหนด ไว้ตามมาตรฐานของแต่ละ บริษัท จึงทำให้จอแบบ LCD มีขนาดที่บางกว่าจอ CRT อยู่มาก อีกทั้งยังกินไฟน้อยกว่า จึงทำให้ผู้ผลิตนำไปใช้งานกับ เครื่องคอมพิวเตอร์แบบเคลื่อนที่โน้ตบุ๊ค และเดสโน้ต ซึ่งทำให้เครื่องมีขนาดที่บางและเล็กสามารถพกพาไปได้สะดวก ในส่วนของการใช้งานกับเครื่องเดสก์ท็อปทั่วไป ก็มีซึ่งจอแบบ LCD นี้จะมีราคาที่แพงกว่าจอทั่วไปอยู่ประมาณ 2 เท่าของ ราคาในปัจจุบัน

2. เคส (Case)

     เคส คือ โครงหรือกล่องสำหรับประกอบอุปกรณ์ต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ไว้ภายใน การเรียกชื่อ และขนาด ของเคสจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งในปัจจุบันมีหลายแบบที่นิยมกัน แล้วแต่ผู้ซื้อจะเลือกซื้อตามความเหมาะสม ของงาน และสถานที่นั้น
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
เคส (case)


3. พาวเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)
     เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งถ้าคอมพิวเตอร์มีอุปกรณ์ต่อพวงเยอะๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ซีดีรอมไดรฟ์ ดีวีดีไดรฟ์ก็ควรเลือกพาวเวอร์ซัพพลายที่มีจำนวนวัตต์สูง เพื่อให้สามารถ จ่ายกระแสไฟได้เพียงพอ
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Power Supply


4. คีย์บอร์ด (Keyboard)
     เป็นอุปกรณ์ในการรับข้อมูลที่สำคัญที่สุด มีลักษณะคล้ายแป้นพิมพ์ ของเครื่องพิมพ์ดีด มีจำนวนแป้น 84 - 105 แป้น ขึ้นอยู่กับแป้นที่เป็น กลุ่มตัวเลข (Numeric keypad) กลุ่มฟังก์ชัน (Function keys) กลุ่มแป้นพิเศษ (Special-purpose keys) กลุ่มแป้นตัวอักษร (Typewriter keys) หรือกลุ่มแป้นควบคุมอื่น ๆ (Control keys) ซึ่งการสั่งงานคอมพิวเตอร์และการทำงานหลายๆ อย่างจำเป็นต้องใช้แป้นพิมพ์เป็นหลัก
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Keyboard


5. เมาส์ (Mouse)

     อุปกรณ์รับข้อมูลที่นิยมรองจากคีย์บอร์ด เมาส์จะช่วยในการบ่งชี้ตำแหน่งว่าขณะนี้กำลังอยู่ ณ จุดใดบนจอภาพ เรียกว่า "ตัวชี้ตำแหน่ง (Pointer)" ซึ่งอาศัยการเลื่อนเมาส์ แทนการกดปุ่มบังคับทิศทางบนคีย์บอร์ด

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Mouse


6. เมนบอร์ด (Main board)
     แผ่นวงจรไฟฟ้าแผ่นใหญ่ที่รวมเอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญๆมาไว้ด้วยกัน ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุม การทำงานของ อุปกรณ์ต่างๆ ภายในพีชีทั้งหมด มีลักษณะเป็นแผ่น รูปร่างสี่เหลี่ยมแผ่นที่ใหญ่ที่สุดในพีชี ที่จะรวบรวมเอาชิปและไอชี (IC = Integrated Circuit) รวมทั้ง การ์ดต่อพ่วงอื่นๆ เอาไว้ด้วยกันบนบอร์ดเพียงอันเดียวเครื่องพีชีทุกเครื่องไม่สามารถทำงาน ได้ถ้าขาดเมนบอร์ด
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Mainboard


7. ซีพียู (CPU)

     ซีพียูหรือหน่วยประมวลผลกลาง เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ ชิป (chip) นับเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญมากที่สุดของฮาร์ดแวร์ เพราะมีหน้าที่ในการประมวลผลจากข้อมูลที่ผู้ใช้ป้อน เข้ามาทางอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลตามชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการใช้งาน หน่วยประมวลผลกลาง ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ

     1) หน่วยคำนวณและตรรกะ (Arithmetic & Logical Unit: ALU) หน่วยคำนวณตรรกะ ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องคำนวณอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยทำงานเกี่ยวกับการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร อีกทั้งยังมีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่เครื่องคำนวณธรรมดาไม่มี คือ ความสามารถในเชิงตรรกะศาสตร์ หมายถึง ความสามารถในการเปรียบเทียบตามเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางคณิตศาสตร์ เพื่อให้ได้คำตอบออกมาว่าเงื่อนไข นั้นเป็น จริง หรือ เท็จ ได้

     2) หน่วยควบคุม (Control Unit) หน่วยควบคุม ทำหน้าที่ควบคุมลำดับขั้นตอนการประมวลผล รวมไปถึงการประสานงานกับอุปกรณ์นำเข้าข้อมูล อุปกรณ์แสดงผล และหน่วยความจำสำรองด้วย ซีพียูที่มีจำหน่ายในท้องตลาด ได้แก่ Pentium III , Pentium 4 , Pentium M (Centrino) , Celeron , Dulon , Athlon

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
CPU


8. การ์ดแสดงผล (Display Card)

     การ์ดแสดงผลใช้สำหรับเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากซีพียู โดยที่การ์ดบางรุ่นสามารถประมวลผลได้ในตัวการ์ด ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระการประมวลผลให้ซีพียู จึงทำให้การทำงานของคอมพิวเตอร์นั้นเร็วขึ้นด้วย ซึ่งตัวการ์ดแสดงผลนั้นจะมีหน่วยความจำในตัวของมันเอง ถ้าตัวการ์ดมีหน่วยความจำมาก ก็จะรับข้อมูลจากซีพียูได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การแสดงผลบนจอภาพมีความเร็วสูงขึ้นด้วย

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Display Card

     หลักกันทำงานพื้นฐานของการ์ดแสดงผลจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อโปรแกรมต่างๆ ส่งข้อมูลมาประมวลผลที่ ซีพียูเมื่อซีพียูประมวลผล เสร็จแล้ว ก็จะส่งข้อมูลที่จะนำมาแสดงผลบนจอภาพมาที่การ์ดแสดงผล จากนั้น การ์ดแสดงผล ก็จะส่งข้อมูลนี้มาที่จอภาพ ตามข้อมูลที่ได้รับมา การ์ดแสดงผลรุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาส่วนใหญ่ ก็จะมีวงจร ในการเร่งความเร็วการแสดงผลภาพสามมิติ และมีหน่วยความจำมาให้มากพอสมควร


9. แรม (RAM)

     RAM ย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็นหน่วยความจำหลักแต่ไม่ถาวร ซึ่งจะต้องมีไฟมาหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ตลอดในการทำงาน โดยถ้าเกิดไฟฟ้ากระพริบหรือดับ ข้อมูลที่ถูกบันทึกไว้ในหน่วยความจำจะหายไปทันที
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
SDRAM

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
DDR-RAM

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
RDRAM


     โดยหลักการทำงานคร่าวๆ ของแรมนั้นเริ่มต้นที่รับข้อมูลจากผู้ใช้ผ่านอุปกรณ์ Input จากนั้นก็จะส่งข้อมูลไปยัง CPU ในการประมวลผล เมื่อ CPU ประมวลผลเสร็จแล้ว แรมจะรับข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้ว ออกไปยังอุปกรณ์ Output ต่อไป โดยหน่วยความจำแรมที่ใช้ในปัจจุบันมีหลายชนิด เช่น SDRAM, DDR-RAM, RDRAM


10. ฮาร์ดดิสก์ (Hard disk)

     เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลหรือโปรแกรมต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ โดยฮาร์ดดิสค์จะมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่มีเปลือกนอก เป็นโลหะแข็ง และมีแผงวงจรสำหรับการควบคุมการทำงานประกบอยู่ที่ด้านล่าง พร้อมกับช่องเสียบสายสัญญาณและสายไฟเลี้ยง ส่วนประกอบภายในจะถูกปิดผนึกไว้อย่างมิดชิด โดยฮาร์ดดิสค์ส่วนใหญ่จะประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็ก(platters) สองแผ่นหรือมากกว่ามาจัด เรียงอยู่บนแกนเดียวกันเรียก Spindle ทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อม ๆ กัน จากการขับเคลื่อนของมอเตอร์ แต่ละหน้าของแผ่นจานจะมีหัวอ่านเขียนประจำเฉพาะ โดยหัวอ่านเขียนทุกหัวจะเชื่อมติดกันคล้ายหวี สามารถเคลื่อนเข้าออกระหว่างแทร็กต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งอินเตอร์เฟสของฮาร์ดดิสก์ที่ใช้ในปัจจุบัน มีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน


     - IDE (Integrated Drive Electronics)
     เป็นระบบของ ฮาร์ดดิสก์อินเตอร์เฟสที่ใช้กันมากในปัจจุบันนี้ การต่อไดร์ฟฮาร์ดดิสก์แบบ IDE จะต่อผ่านสายแพรและคอนเน็คเตอร์จำนวน 40 ขาที่มีอยู่บนเมนบอร์ด ส่วนใหญ่แล้วใน 1 คอนเน็คเตอร์ จะสามารถต่อฮาร์ดดิสก์ได้ 2 ตัวและบนเมนบอร์ด

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Harddisk แบบ IDE

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
IDE Cable



     - SCSI (Small Computer System Interface)
เป็นอินเตอร์เฟสที่แตกต่างจากอินเตอร์เฟสแบบอื่น ๆ มาก โดยจะอาศัย Controller Card ที่มี Processor อยู่ในตัวเองทำให้เป็นส่วนเพิ่มขยายกับแผงวงจรใหม่โดยจะสนับสนุนการต่ออุปกรณ์ได้ถึง 8 ตัว แต่การ์ดบางรุ่นอาจจะได้ถึง 14 ตัวทีเดียว โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้งานในรูปแบบ Server เพราะมีราคาแพงแต่มีความเร็วในการส่งข้อมูลสูง

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Harddisk แบบ SCSI

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
SCSI controller



     - Serial ATA (Advanced Technology Attachment)
เป็นอินเตอร์เฟสแบบใหม่ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 งาน PC Expo ใน New York มีความเร็วในเข้าถึงข้อมูลถึง 150 Mbytes ต่อ วินาที และให้ผลตอบสนองในการทำงานได้เร็วมากในส่วนของ extreme application เช่น Game Home Video และ Home Network Hub โดยเป็นอินเตอร์เฟสที่จะมาแทนที่ของ IDE ในปัจจุบัน
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Harddisk แบบ Serial ATA

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Serial ATA Cable



11. CD-ROM / CD-RW / DVD / DVD-RW
     เป็นไดรฟ์สำหรับอ่านข้อมูลจากแผ่นซีดีรอม หรือดีวีดีรอม ซึ่งถ้าหากต้องการบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นจะต้องใช้ไดรฟ์ที่สามารถเขียนแผ่นได้คือ CD-RW หรือ DVD-RW โดยความเร็วของ ซีดีรอมจะเรียกเป็น X เช่น 16X , 32X หรือ 52X โดยจะมี Interface เดียวกับ Harddisk

อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
CD-ROM


     การทำงานของ CD-ROM ภายในซีดีรอมจะแบ่งเป็นแทร็กและเซ็กเตอร์เหมือนกับแผ่นดิสก์ แต่เซ็กเตอร์ในซีดีรอมจะมีขนาดเท่ากัน ทุกเซ็กเตอร์ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น เมื่อไดรฟ์ซีดีรอมเริ่มทำงานมอเตอร์จะเริ่มหมุนด้วยความเร็ว หลายค่า ทั้งนี้เพื่อให้อัตราเร็วในการอ่านข้อมูลจากซีดีรอมคงที่สม่ำเสมอทุกเซ็กเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเซ็กเตอร์ ที่อยู่รอบนอกกรือวงในก็ตาม จากนั้นแสงเลเซอร์จะฉายลงซีดีรอม โดยลำแสงจะถูกโฟกัสด้วยเลนส์ที่เคลื่อนตำแหน่งได้ โดยการทำงานของขดลวด ลำแสงเลเซอร์จะทะลุผ่านไปที่ซีดีรอมแล้วถูกสะท้อนกลับ ที่ผิวหน้าของซีดีรอมจะเป็น หลุมเป็นบ่อ ส่วนที่เป็นหลุมลงไปเรียก "แลนด์" สำหรับบริเวณที่ไม่มีการเจาะลึกลงไปเรียก "พิต" ผิวสองรูปแบบนี้เราใช้แทนการเก็บข้อมูลในรูปแบบของ 1 และ 0 แสงเมื่อถูกพิตจะกระจายไปไม่สะท้อนกลับ แต่เมื่อแสงถูกเลนส์จะสะท้อนกลับผ่านแท่งปริซึม จากนั้นหักเหผ่านแท่งปริซึมไปยังตัวตรวจจับแสงอีกที ทุกๆช่วงของลำแสงที่กระทบตัวตรวจจับแสงจะกำเนิดแรงดันไฟฟ้า หรือเกิด 1 และ 0 ที่ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจได้ ส่วนการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีรอมนั้นต้องใช้แสงเลเซอร์เช่นกัน โดยมีลำแสงเลเซอร์จากหัวบันทึกของเครื่อง บันทึกข้อมูลส่องไปกระทบพื้นผิวหน้าของแผ่น ถ้าส่องไปกระทบบริเวณใดจะทำให้บริเวณนั้นเป็นหลุมขนาดเล็ก บริเวณทีไม่ถูกบันทึกจะมีลักษณะเป็นพื้นเรียบสลับกันไปเรื่อยๆตลอดทั้งแผ่น


12. ฟล็อปปี้ดิสก์ (Floppy Disk)
     เป็นอุปกรณ์ที่กำเนิดมาก่อนยุคของพีซีเสียอีก โดยเริ่มจากที่มีขนาด 8 นิ้ว กลายมาเป็น 5.25 นิ้ว จนมาถึงปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 3.5 นิ้ว ในส่วนของความจุเริ่มต้นตั้งแต่ไม่กี่ร้อยกิโลไบต์มาเป็น 1.44 เมกะไบต์ และ 2.88 เมกะไบต์ ตามลำดับ
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
Floppy Disk Drive


     ในปัจจุบันการใช้งานฟล็อปปี้ดิสก์นั้นน้อยลงไปมากเพราะ เนื่องจากจุข้อมูลได้น้อยซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการ แต่ฟล็อปปี้ดิสก์ก็ยังคงเป็นมาตรฐานหนึ่งที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องต้องมี การพัฒนาฟล็อปปี้ดิสก์ก็ไม่ได้หยุดยั้งไปเสียทีเดียว ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้ระบบ Optical ทำให้สามารถขยายความจุไปได้ถึง 120 เมกะไบต์ต่อแผ่น

13. จอภาพสัมผัส ( Touch screen )

จอภาพแบบสัมผัสเป็นอุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ทั้งการรับและการแสดงผลข้อมูล เป็นจอภาพเครือบด้วยสารพิเศษที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้นิ้วสัมผัสบนจอภาพเพื่อป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบได้ทันที แทนที่จะใช้การพิมพ์ทางแป้นพิมพ์ หรือสั่งงาน ด้วยการคลิกเมาส์เพื่อลดขนาดพื้นที่การใช้งาน

การใช้งานระบบภาพสัมผัส ผู้ใช้จะต้องสัมผัสจอภาพที่อาจเป็นข้อความตัวเลข รูปภาพ หรือสัญลักษณ์บอกตำแหน่ง จากนั้นโปรแกรมจะทำหน้าที่แปลงเป็นสัญญาณเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ จอภาพสัมผัสนี้ไม่นิยมใช้กับงานที่ต้องป้อนข้อมูลจำนวนมากเข้าสู่ระบบ ส่วนใหญ่นิยมใช้กับงานเฉพาะอย่างที่ให้ผู้ใช้เลือกจากรายการที่กำหนดไว้ เช่น ตู้ ATM การให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก ตู้เกมตามศูนย์การค้า การตรวจสอบผลการเรียนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมทั้งนิยมใช้ในการทำสื่อนำเสนอกิจกรรมต่างๆ ที่เรียกว่า Information Kiosk เป็นต้น

 


สื่อบันทึกข้อมูล Digital
คือ สื่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลสามารถเอามาเก็บข้อมูลอะไรก็ ได้เหมือนกับแผ่นดิสค์ที่ใช้อยู่ทั่วๆไป อุปกรณ์เหล่านี้จะใช้กับ กล้องดิจิตอล เป็นส่วนใหญ่ทำให้หลายท่านเข้าใจว่า อุปกรณ์พวกนี้สามารถเก็บได้เฉพาะรูปภาพเท่านั้น ซึ่งเป็น ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง สื่อบันทึกข้อมูลเหล่านี้สามารถใช้งานได้กับ อุปกรณ์ อื่นๆ ได้อีกอาทิเช่น PDA, Music Player, Electronic Books, Handheld PCs, Mobile Phones, Notebooks/PCs, Voice Recorders เป็นต้น จุดเด่นของอุปกรณ์ที่เรากำลังพูดถึงนี้คือ ความสามารถในการเก็บข้อมูลได้ถึงแม้จะไม่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยง ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายประเภทดังนี้


Compactflash หรือ CF


มีบริษัท SanDisk ได้ผลิตการ์ดขนาดเล็กที่เรียกว่า CompactFlash (CF) เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1994 โดยใช้มาตรฐานการผลิตแบบ ATA สามารถนำไปใส่ในอะแดปเตอร์แบบพีซีการ์ดได้ ทำให้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายมาจนถึงทุกวันนี้ CompacFlash มีความจุในการเก็บข้อมูลตั้งแต่ 2MB ไปจนถึง 3GB และที่สำคัญคือมีราคาต่อความจุค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบ กับอุปกรณ์เก็บข้อมูลประเภทเดียวกันชนิดอื่นสามารถแบ่งย่อยออกเป็น 2 ประเภท คือ CF Type I, และ CF Type II ต่างกันที่ความหนา โดย CF Type II จะมีความหนาที่ 5.5mm ส่วน CF Type I จะมีความหนา 3.3 mm อุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่ใช้ CF Type II ได้จะสามารถใช้ CF Type I ได้ แต่อุปกรณ์ใดหากใช้ CF Type I ได้เพียงอย่างเดียวจะไม่สามารถใช้ได้กับ
CF Type II


SD/MMC

เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลชนิดใหม่ที่คิดค้นขึ้นโดย 3 บริษัทคือToshiba/Panasonic/Sandiskมีลักษณะเด่นคือมีขนาดเล็ก เท่าแสตมป์เมื่อเปิดตัวมีความจุให้เลือกใช้ตั้งแต่ 8/16/32/64/128/256 และ 512MB ทั้ง SD Card/MMC มีลักษณะภายนอกเหมือนกันเกือบทุกประการ ทั้งขนาดและรูปร่าง โดย SD Card จะหนากว่า MMC เล็กน้อย นอกจากนั้น SD Card จะมีตัวล็อคเพื่อป้องกันการ เขียนทับ ข้อมูล ส่วนการทำงานภายใน SD Card จะมีระบบการเข้ารหัสข้อมูล (Data Encryption) เพื่อป้องกันการก๊อปปี้ข้อมูล ส่วน MMC จะมีความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดอยู่ที่ 2.5 MB ต่อวินาที ในขณะที่ SD Cardจะมีความเร็วอยู่ที่10MBต่อวินาทีหรือเร็วกว่าเป็น4 เท่าแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความเร็วจริงในการทำงานจะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ร่วมกันด้วย อย่างไรก็ดี เนื่องจาก SD Card และ MMC ได้ถูกออกแบบให้มี Controller อยู่ในตัวเช่นเดียวกับ CF ในอนาคตจึงเป็นไปได้ว่าจะมีการปรับปรุงความสามารถในการทำงานให้เร็วขึ้นดังที่เกิดขึ้นกับ CF ปัจจุบันได้รับความนิยมมากในกล้องหลายยี่ห้อ มีผู้ผลิตหลายยี่ห้อและราคาไม่แพงนอกจากใช้กับกล้องดิจิตอลแล้ว ยังได้ถูกนำไปใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆอีกหลายอย่าง เช่น คอมพิวเตอร์มือถือขนาดเล็ก เครื่องบันทึกเสียง เป็นต้น


Memory Stick & Memory Stick Pro

การ์ดชนิดนี้มีขนาดเล็กมาก รูปทรงยาวคล้ายหมากฝรั่ง ออกแบบโดยบริษัท โซนี่ ใช้ได้กับกล้องดิจิตอล เครื่องบันทึกเสียง กล้องวีดีโอดิจิตอล กรอบรูปดิจิตอล เครื่องเล่นเพลง MP3 และอื่นๆ อีกมากมาย MS แบ่งออกเป็นสองประเภทคือสีม่วงและสีขาวทั้งสองประเภททำงาน เหมือนกันประสิทธิภาพเท่ากันแต่ต่างกันที่สีขาวที่มีชื่อเรียกต่อท้ายว่า MagicGate นั้นมีระบบป้องกันการก๊อปปี้เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์โดย MS ทั้งสองชนิดสามารถ นำมาใช้กับกล้องดิจิตอลได้เหมือนกันความจุเริ่มต้นตั้งแต่ 4MB ขึ้นไปจนถึง 128MB แต่ทางบริษัท Sony ได้ประกาศแล้วว่าจะมีการผลิตรุ่น 256MB ออกมาในไม่ช้า แต่ยังไม่มีประกาศใดๆ เกี่ยวกับ MS ที่มีความจุมากกว่านั้น และมีแบบ Memory Stice Pro ความจุสูงสุดถึง 1 GB. แต่นำไปใช้กับกล้องรุ่นเก่าๆไม่ได้ ปัจจุบันมีผู้ผลิตอิสระทำการ์ดชนิดนี้ออกมาขายด้วย


MicroDrive

พัฒนาขึ้นโดยบริษัท IBM มีรูปร่างหน้าตาคล้าย Compact Flash แต่มีขนาดหนากว่า CF Type II อยู่ .5 mm ภายในไม่ได้ใช้ Flash Memory เหมือนกับ Compact Flash แต่เป็น Hard disk ที่มีขนาดเล็กมากๆ หากจะนำมาใช้ต้องระมัดระวังเรื่องการกระแทก/กระเทือนเป็นอย่างมาก ข้อเสียของ Microdrive เมื่อเทียบกับ Compact Flash แล้วมีอยู่มากมาย เช่น ความเร็วในการทำงานช้ากว่า, กินกำลังไฟฟ้ามาก ทำให้ Battery หมดเร็วมีความร้อนสูง และอาจเสียหายได้ง่ายมากหากทำตก แต่มีข้อดีมากๆ อยู่หนึ่งข้อที่ทำให้ Microdrive ได้รับความนิยม คือเมื่อเทียบราคาต่อความจุแล้ว Microdrive มีราคาถูกมากประมาณแค่ 40% ของCompactFlash (หรือหากเทียบจากราคา Microdrive แล้วCompactFlashจะมีราคาอยู่ที่250%ของราคาMicrodrive เลยทีเดียว) การพัฒนา Microdrive แบ่งออกเป็นสองช่วงหลักๆ คือรุ่นแรก 340/512 MB และรุ่นหลัง 1GB ซึ่งรุ่นหลังถูกออกแบบมาให้มีความจุสูงกว่า ใช้กำลังไฟฟ้าน้อยกว่า และทดต่อแรงกระเทือนได้สูงกว่า (หากไม่ได้ทำงานรุ่น 340MB จะทนแรงกระเทือนได้ 1000G แต่รุ่น 1GB จะสามารถทนได้ 1500G)

การนำ Microdrive มาใช้กับกล้องดิจิตอลนั้นต้องศึกษาให้แน่ใจก่อนว่ากล้องของเราสามารถใช้กับ Microdrive ได้หรือไม่ และสามารถนำรุ่นใดมาใช้ได้บ้าง หรือหากนำมาใช้ต้องมีข้อระมัดระวังอะไรบ้าง เท่าที่ผู้เขียนทราบ เช่นกล้อง Nikon D1 สามารถใช้ MD ได้ทั้งสองรุ่น แต่จะต้องระมัดระวังในการลบภาพที่ไม่ต้องการ ซึ่งจะทำได้เฉพาะภาพล่าสุดที่เพิ่งถ่ายไปเท่านั้น ไม่เช่นนั้น MD ตัวนั้นจะไม่สามารถทำงานกับกล้อง Nikon D1 ได้อีกจนกว่าจะทำการ Format MD ด้วยอุปกรณ์อื่นๆ เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ก่อนถึงจะใช้งานต่อไปได้ หรือ Olympus E-10 ใช้ได้กับ MD 340GB รุ่น dmdm-10340 เท่านั้น ห้ามใช้กับรุ่น 1GB หรือ 340MB รุ่นอื่นเด็ดขาดมิเช่นนั้นกล้องอาจจะหยุดทำงาน และต้องส่งเข้าศูนย์เพื่อแก้ปัญหา

กล้องบางรุ่นอาจจะระบุมาเลยว่าถูกออกแบบมาให้ใช้กับ Microdrive ได้เช่น Nikon D1x ซึ่งระบุมาในเอกสารเลย ว่าสามารถใช้กับ Microdrive ได้แต่จะต้องเป็นรุ่น 1GB เท่านั้น หรือ Olympus E-20 ซึ่งระบุมาเลยว่าใช้ได้ทุกรุ่นเป็นต้น เป็นดิสก์ที่มีขนาดเล็กมาก ออกแบบให้มีขนาดเละรูปร่างเหมือนการ์ด CF จึงใช้ได้กับกล้องหลายรุ่นที่ใส่การ์ดแบบ CF และ Microdrive ถือเป็นคู่แข่งสำคัญของแฟลชเมมโมรี เช่น Compact Flash และ Memory Stick ของโซนี่ (Sony) นอกจากนั้นยังโดดข้ามตลาดไปชนกับ Digital Capture Technology 1.5GB ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่นใหม่ของบริษัทไอโอเมก้า (Iomega)


Smart Media

เป็นอุปกรณ์ที่ขับเคี่ยวกับ CF มาตั้งแต่แรก มีจุดเด่นคือขนาดที่บางมาก มีสองรุ่น คือรุ่นที่ใช้ความดันไฟ 3.3V และ 5V ในขณะที่ CF ตัวเดียวสามารถทำงานได้กับแรงดัน ไฟฟ้าสองระดับ แต่ SM จะถูกผลิตออกมาเพื่อทำงานระบุเจาะจงกับความดันไฟฟ้าแต่ ละระดับโดยเฉพาะเลยการใช้งานห้ามใช้งานผิดแรงดันมิฉะนั้น
SMจะเสียหายได้มาตรฐาน ที่นิยมนำมาใช้กับกล้องดิจิตอลจะทำงานอยู่ที่ระดับไฟ 3.3Vซึ่งต่างจาก CF ที่ทำงานอยู่ที่ 5V ทำให้กินกระแสไฟฟ้าในการทำงานน้อยกว่าข้อเสียของ SM อยู่ที่การออกแบบมาตั้งแต่แรกที่ออกแบบให้ในตัวSMมีแต่หน่วยความจำเพียงอย่างเดียว ตัวควบคุมการทำงานที่เรียกว่าControllerจะอยู่ในตัวกล้อง
ดิจิตอลดังนั้นกล้องดิจิตอลที่ใช้Controllerรุ่นเก่าอาจจะไม่รู้จักSMความจุสูงรุ่นใหม่ ๆ ที่พัฒนาขึ้นมาทีหลังได้ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อมีการพัฒนา SM ที่มีความจุ 64MB ขึ้นมา และเมื่อมีการพัฒนา SM ที่มีความจุ 128MB ขึ้นมาก็เกิดปัญหาแบบเดียวกันขึ้นอีกครั้งเป็นครั้งที่สอง ต่างจาก CF จะมี Controller อยู่ในตัวอุปกรณ์เก็บข้อมูลเลยปัจจุบันหยุดการพัฒนาไปแล้วแต่ยังมีผลิตเพื่อจำหน่ายอยู่ โดยผู้สนับสนุน SM รายใหญ่คือ Fuji และ Olympus ได้เปลี่ยนไปพัฒนาอุปกรณ์เก็บข้อมูลที่มีชื่อว่า xD Picture Card แทน


XD Picture Card

XD Picture Card เกิดจากการร่วมมือกันระหว่าง 2 บริษัทยักษ์ในวงการกล้องถ่ายภาพคือ Fuji Photo Film Co.,Ltd และ Olympus Optical Co.,Ltd. โดยทั้งสองเคยร่วมกันพัฒนาในตัวสื่อบันทึกข้อมูลมาก่อนคือ Smart Media ซึ่งมีชื่อเสียงมากถือว่าเป็นสื่อชั้นแนวหน้าในอุปกรณืประเภทพอร์เทเบิล สามารถทำงานร่วมกับเครื่อง PC ประหยัดต้นทุน ปัจจุบัน Smart Media ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสื่อบันทึกข้อมูลชิ้นหนึ่ง และในที่สุดการโคจรมาพบกันระหว่าง / บริษัทก็เกิดขึ้นอีก โดยครั้งนี้ มาในนาม XD Picture Card โดยมีความเห็นพ้องกัน 3 ประการคือ

  1. การพัฒนาให้กล้องดิจิตอลมีขนาดเล็กที่สุด
  2. ความต้องการขนาดความจุของสื่อบันทึกข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มากๆ
  3. ให้สื่อบันทึกข้อมูลต่างยี่ห้อสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างดีที่สุด

และชื่อ XD Picture Card นั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจมากจากคำว่า Extreme Digital ซึ่งชวนให้นึกถึงสื่อบันทึกข้อมูลแบบใหม่ที่มีความเป็นเลิศในเรื่องของการบันทึก การเก็บรักษาข้อมูล และการส่งผ่านข้อมูล ซึ่ง เป็นอุปกรณ์เก็บข้อมูลชนิดใหม่ที่ออกแบบมาแทนที่ SM มีความสามารถในการเก็บข้อมูลตั้งแต่ 16 MB ไปสูงสุดที่ 8 GB มีความขนาดความจุข้อมูลให้เลือกใช้ตั้งแต่ 16/32/64/128 MB ส่วนขนาด 256MB นั้นทางบริษัท Olympus ประกาศ ว่าจะนำออกวางตลาดในเร็วๆ นี้ ในเรื่องของความเร็วในการทำงานนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น เช่นรุ่นที่มีความจุ 16/32 MB จะมีความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูล 1.3 MB ต่อวินาที ในขณะที่รุ่นความจุ 64 MB จะมีความเร็วที่ 5 MB ต่อวินาที XD Card ใช้หลักการออกแบบเช่นเดียวกับ SM คือไม่มี Controller ในตัวซึ่งจะทำให้มีข้อเสียเช่นเดียวกับ SM แต่อย่างไรก็ดีทางบริษัทFujiเชื่อมั่นว่าข้อจำกัด ของความจุที่ 8 GB นั้นเพียงพอต่อการใช้งานไปอีกนานมาก นอกจากนั้นการทำเช่นนี้ ยังมีข้อดีอีกหลายอย่าง เช่น ในอนาคตอาจจะมีการผลิต Adapter ออกมาในรูปแบบของ Compact Flash ที่จะทำให้เราสามารถนำ xD Card ไปใช้กับกล้องที่ใช้อุปกรณ์เก็บข้อมูลประเภท CF ได้ รวมไปถึงต้นทุนการผลิตต่ำกว่า อุปกรณ์เก็บข้อมูล ชนิดอื่นเช่น SD Card ปัจจุบันกล้องดิจิตอลรุ่นใหม่ทั้งของ Fuji และ Olympus ได้หันมาใช้ xD Card กันหมดแล้ว โดยกล้องบางรุ่นอาจจะ สามารถใช้ได้ทั้ง SM และ xD Card แต่กล้องบางรุ่นก็จะใช้ได้เฉพาะ xD Card เท่านั้น

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


สแกนเนอร์ (Scanner)

สแกนเนอร์ (Scanner)
สแกนเนอร์ คืออุปกรณ์จับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพ จากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอล ซึ่งคอมพิวเตอร์ สามารถแสดง, เรียบเรียง, เก็บรักษาและผลิตออกมาได้ ภาพนั้นอาจจะเป็นรูปถ่าย, ข้อความ, ภาพวาด หรือแม้แต่วัตถุสามมิติ สแกนเนอร์แบ่งป็น 3 ประเภทหลัก ๆ คือ


1. สแกนเนอร์ดึงกระดาษ (Sheet - Fed Scanner)
2. สแกนเนอร์แท่นเรียบ (Flatbed Scanner)
3. สแกนเนอร์มือถือ (Hand - Held Scanner)


สแกนเนอร์ดึงกระดาษ (Sheet - Fed Scanner)
สแกนเนอร์แบบนี้จะรับกระดาษแล้วค่อย ๆ เลื่อนหน้ากระดาษแผ่นนั้นให้ผ่านหัวสแกน ซึ่งอยู่กับที่ข้อจำกัดของสแกนเนอร์ แบบเลื่อนกระดาษ คือสามารถอ่านภาพที่เป็นแผ่นกระดาษได้เท่านั้น ไม่สามารถ อ่านภาพจากสมุดหรือหนังสือได้
สแกนเนอร์แท่นเรียบ (Flatbed Scanner)
สแกนเนอร์แบบนี้จะมีกลไกคล้าย ๆ กับเครื่องถ่ายเอกสาร เราแค่วางหนังสือหรือภาพไว้ บนแผ่นกระจกใส และเมื่อทำการสแกน หัวสแกนก็จะเคลื่อนที่จากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง ข้อจำกัดของสแกนเนอร์ แบบแท่นนอนคือแม้ว่าอ่านภาพจากหนังสือได้ แต่กลไกภายในต้องใช้ การสะท้อนแสงผ่านกระจกหลายแผ่น ทำให้ภาพมีคุณภาพไม่ดีเมื่อเทียบกับแบบแรก
สแกนเนอร์มือถือ (Hand - Held Scanner)
สแกนเนอร์แบบนี้ผู้ใช้ต้องเลื่อนหัวสแกนเนอร์ไป บนหนังสือหรือรูปภาพเอง สแกนเนอร์ แบบมือถือได้รวม เอาข้อดีของสแกนเนอร์ ทั้งสองแบบเข้าไว้ด้วยกันและมีราคาถูก เพราะกลไกที่ใช้ไม่ สลับซับซ้อน แต่ก็มีข้อจำกัด ตรงที่ว่าภาพที่ได้จะมีคุณภาพแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอ ในการเลื่อนหัวสแกนเนอร์ของผู้ใช้งาน นอกจากนี้หัวสแกนเนอร์แบบนี้ยังมีหัวสแกนที่มีขนาดสั้น ทำให้ อ่านภาพบนหน้าหนังสือขนาดใหญ่ได้ไม่ครบ 1 หน้า ทำให้ต้องอ่านหลายครั้งกว่าจะครบหนึ่งหน้า ซึ่งปัจจุบันมีซอฟต์แวร์หลายตัว ที่ใช้กับสแกนเนอร์ แบบมือถือ ซึ่งสามารถต่อภาพที่เกิดจากการสแกนหลายครั้งเข้าต่อกัน


เทคโนโลยีการสแกนภาพ

  • แบบ PMT (Photomultiplier Tube)
    เทคโนโลยีแบบ PMT หรือ Photomultiplier tube ใช้หัวอ่านที่ทำจากหลอดสูญญากาศให้เป็นสัญญาณ ไฟฟ้าและสามารถขยาย สัญญาณได้กว่าร้อยเท่า ทำให้ภาพที่ได้มีความละเอียดสูงและมีราคาแพง
  • แบบ CIS (Contact Image Sensor)
    เทคโนโลยีแบบ CIS หรือ Contact image sensor ใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์แบบสัมผัสภาพซึงเป็นระบบการทำงานที่ตัวรับแสง จะรับแสงที่สะท้อนกลับจากภาพมายังตัวเซนเซอร์โดยตรงไม่ต้องผ่านกระจกเลนส์ ลำแสงสีขาวที่ใช้ในการสแกนจะมี 3 หลอดสีคือ สีแดง , น้ำเงิน และ เขียว ทั้ง 3 หลอดจะสร้างแสงสีขาวขึ้นมาเพื่อใช้สแกน สำหรับสแกนเนอร์ที่ใช้ระบบ CIS นี้ ให้ความละเอียดสูงสุดได้ประมาณ 600 จุดต่อนิ้วเท่านั้น ระบบนี้จะมีข้อจำกัดเรื่องของการโฟกัส คือ ไม่สามารถโฟกัสได้เกิน 0.2 มม. จึงทำให้ไม่สามารถสแกนวัตถุที่มีความลึกหรือวัตถุ 3 มิติได้
  • แบบ CCD (Charge-Coupled Deiver)
    เทคโนโลยีแบบ CCD หรือ Charged-coupled device ใช้หัวอ่านที่ไวต่อการรับแสงและสามารถแปลงเป็นสัญญาณไฟฟ้า สแกนเนอร์ส่วนใหญ่ใช้เซนเซอร์แบบ CCD จึงทำให้สามารถสแกนวัตถุที่มีความลึกหรือวัตถุ 3 มิติได้ แต่รูปทรงจะมีขนาดใหญ่กว่าแบบ CIS เพื่อรองรับแผงวงจรที่ใช้พลังงานสูง การทำงานของสแกนเนอร์แบบ CCD คือการส่องแสงไปที่วัตถุที่ต้องการสแกน เมื่อแสงสะท้อนกับวัตถุและสะท้อนกลับมาจะถูกส่งผ่านไปที่ CCD เพื่อตรวจวัดความเข้มข้นของแสงที่สะท้อน กลับออกมาจากวัตถุ และแปลงความเข้มของแสงให้เป็นข้อมูลทางดิจิตอล เพื่อส่งผ่านไปยังคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลภาพหรือสีนั้นๆ ออกมา ในลักษณะความเข้มข้นของแสงที่ออกมาจากวัตถุ (ส่วนของสีที่มีสีเข้มจะสะท้อนแสงน้อยกว่าส่วนที่มีสีอ่อน) การทำงานของเครื่องสแกนเนอร์จะถูกควบคุมโดยซอฟแวร์ที่เรียกว่า TWAIN ซึ่งจะควบคุมการอ่านข้อมูลที่อยู่ในรูปดิจิตอล เป็นข้อมูลที่ CCD สามารถตรวจจับปริมาณความเข้มข้นของแสงที่สะท้อนออกมาจากวัตถุนั้น แต่ในกรณีที่วัตถุนั้นเป็นลักษณะโปร่งแสง เช่น ฟิล์ม หรือแผ่นใส แสงที่ออกมาจากเครื่องสแกนเนอร์ จะทะลุผ่านม่านวัตถุนั้นออกไป โดยจะไม่มีการสะท้อน หรือถ้ามีการสะท้อน ก็จะน้อยมากจน CCD ตรวจจับความเข้มของแสงนั้นไม่ได้ หรือถ้าได้ก็อาจเป็นข้อมูลที่มีความผิดเพี้ยนไป ดังนั้นการสแกนวัตถุที่มีลักษณะโปร่งแสงนั้น ต้องมีชุดหลอดไฟส่องสว่างด้านบนของวัตถุนั้น ซึงอุปกรณ์ชนิดนี้ได้แก่ Transparency Unit หรือ Film Adapter


ประเภทของภาพที่เกิดจากการสแกน แบ่งเป็นประเภทดังนี้

  • ภาพ Single Bit
    ภาพ Single Bit เป็นภาพที่มีความหยาบมากที่สุดใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล น้อยที่สุดและ นำมาใช้ประโยชน์อะไรไม่ค่อยได้ แต่ข้อดีของภาพประเภทนี้คือ ใช้ทรัพยากรของเครื่องน้อยที่สุดใช้พื้นที่ ในการเก็บข้อมูลน้อยที่สุด ใช้ระยะเวลาในการสแกนภาพน้อยที่สุด Single-bit แบ่งออกได้สองประเภทคือ
    Line Art ได้แก่ภาพที่มีส่วนประกอบเป็นภาพขาวดำ ตัวอย่างของภาพพวกนี้ ได้แก่ ภาพที่ได้จากการสเก็ต
    Halftone ภาพพวกนี้จะให้สีที่เป็นโทนสีเทามากกว่า แต่โดยทั่วไปยังถูกจัดว่าเป็นภาพประเภท Single-bit เนื่องจากเป็นภาพหยาบๆ
  • ภาพ Gray Scale
    ภาพพวกนี้จะมีส่วนประกอบมากกว่าภาพขาวดำ โดยจะประกอบด้วยเฉดสีเทาเป็นลำดับขั้น ทำให้เห็นรายละเอียดด้านแสง-เงา ความชัดลึกมากขึ้นกว่าเดิม ภาพพวกนี้แต่ละพิกเซลหรือแต่ละจุดของภาพอาจประกอบด้วยจำนวนบิตมากกว่า ต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลมากขึ้น
  • ภาพสี
    หนึ่งพิกเซลของภาพสีนั้นประกอบด้วยจำนวนบิตมหาศาล และใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมาก ควาามสามารถในการสแกนภาพออกมาได้ละเอียดขนาดไหนนั้นขึ้นอยู่กับว่าใช้สแกนเนอร์ขนาดความละเอียดเท่าไร
  • ตัวหนังสือ
    ตัวหนังสือในที่นี้ ได้แก่ เอกสารต่างๆ เช่น ต้องการเก็บเอกสารโดยไม่ต้อง พิมพ์ลงในแฟ้มเอกสารของเวิร์ดโปรเซสเซอร์ ก็สามารถใช้สแกนเนอร์สแกนเอกสาร ดังกล่าว และเก็บไว้เป็นแฟ้มเอกสารได้ นอก จากนี้ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถใช้ โปรแกรมที่สนับสนุน OCR (Optical Characters Reconize) มาแปลงแฟ้มภาพเป็น เอกสารดังกล่าวออกมาเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถแก้ไขได้

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


Keyboard
Key board เป็นอุปกรณ์หลักที่ใช้ในการนำข้อมูลลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นปุ่มตัวอักษรเหมือนปุ่มเครื่องพิมพ์ดีด เป็นอุปกรณ์รับเข้าพื้นฐานที่ต้องมีในคอมพิวเตอร์ทุกเครื่อง จะรับข้อมูลจากการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยน เป็นรหัสเพื่อส่งต่อไปให้กับคอมพิวเตอร์ แป้นพิมพ์ที่ใช้ในการป้อนข้อมูลจะมีจำนวนตั้งแต่ 50 แป้นขึ้นไป แผงแป้นอักขระส่วนใหญ่มีแป้นตัวเลขแยกไว้ต่างหาก เพื่อทำให้การป้อนข้อมูลตัวเลขทำได้ง่ายและสะดวกขึ้น การวางตำแหน่งแป้นอักขระ จะเป็นไปตามมาตรฐานของระบบพิมพ์สัมผัสของเครื่องพิมพ์ดีด ที่มีการใช้แป้นยกแคร่ (shift) เพื่อทำให้สามารถใช้พิมพ์ได้ทั้งตัวอักษร ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็ก ซึ่งระบบรับรหัสตัวอักษรที่ใช้ในทางคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่จะเป็นรหัส 7 หรือ 8 บิต กล่าวคือ เมื่อมีการกดแป้นพิมพ์ แผงแป้นอักขระจะส่งรหัสขนาด 7 หรือ 8 บิต นี้เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์

แผงแป้นอักขระสำหรับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูลไอบีเอ็มที่ผลิตออามารุ่นแรก ๆ ตั้งแต่ พ.ศ. 2524 จะเป็นแป้นรวมทั้งหมด 83 แป้น ซึ่งเรียกว่า แผงแป้นอักขระ PCXT ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 บริษัทไอบีเอ็มได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระ กำหนดสัญญาณทางไฟฟ้าของแป้นขึ้นใหม่ จัดตำแหน่งและขนาดแป้นให้เหมาะสมดียิ่งขึ้น โดยมีจำนวนแป้นรวม 84 แป้น เรียกว่า แผงแป้นอักขระพีซีเอที และในเวลาต่อมาก็ได้ปรับปรุงแผงแป้นอักขระขึ้นพร้อม ๆ กับการออกเครื่องรุ่น PS/2 โดยใช้สัญญาณทางไฟฟ้า เช่นเดียวกับแผงแป้นอักขระรุ่นเอทีเดิม และเพิ่มจำนวนแป้นอีก 17 แป้น รวมเป็น 101 แป้น

ประเภทของ Key board ดูได้จากจำนวนปุ่ม และรูปแบบการใช้งาน Key board ที่มีอยู่ปัจจุบันจะมีอยู่ 5 แบบ

  1. Desktop Keyboard
    ซึ่ง Key board มาตรฐาน จะเป็นชนิด 101 คีย์

  2. Desktop Keyboard with hot keys
    เป็น Key board ที่มีจำนวนคีย์มากกว่า 101 คีย์ ขึ้นไปแล้วแต่วัตถุประสงค์ใช้งาน ซึ่งจะมีปุ่มพิเศษสำหรับระบบปฏิบัติการ Windows ตั้งแต่เวอร์ชัน 95 เป็นต้นไป

    นอกจากนั้นยังมี Key board ซึ่งบางรุ่นจะมีการออกแบบ ตามหลักสรีระการวางข้อมือในขณะพิมพ์ เรียกว่า Ergonomic keyboard ซึ่งมองดูเหมือนเป็นรอยหักแบ่งช่องตรงกลาง Key boardบางชนิดยังได้รวมอุปกรณ์ Trackball และ Finger Pad เพื่อความสะดวกในการนำมาใช้แทน Mouse เมื่อใช้งานบางโอกาส

  3. Wireless Keyboard
    Key boardไร้สายเป็นKey boardที่ทำงานโดยไม่ต้องต่อสายเข้ากับตัว เครื่องคอมพิวเตอร์แต่จะมีอุปกรณ์ที่รับสัญญาณจากตัวKey boardอีกทีหนึ่ง การทำงานจะใช้ความถี่วิทยุในการสื่อสาร ซึ่งความถี่ที่ใช้จะอยู่ที่ 27 MHz อุปกรณ์ชนิดนี้มักจะมาคู่กับอุปกรณ์ Mouse ด้วย

  4. Security Keyboard
    รูปร่างและรูปแบบการทำงานจะเหมือนกับKey boardแบบ Desktop แต่จะมีช่องสำหรับเสียบ Smart Card เพื่อป้องกันการใช้งานจากผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของ Key boardชนิดนี้เหมาะกับการใช้งานที่ต้องการปลอดภัยสูง หรือใช้ควบคุมเครื่อง Server ที่ยอมให้เฉพาะ Admin เท่านั้นเป็นคนเปลี่ยนแปลงข้อมูล
  5. Notebook Keyboard
    เป็นKey boardที่ถูกออกแบบมาให้มีขนาดบางเบา ขนาดความกว้าง และยาวจะขึ้นอยู่กับเครื่อง Notebook ที่ใช้ ปุ่มบนแป้นพิมพ์จะอยู่ติดกันและบางมาก คีย์พิเศษต่างจะถูกลด และเพิ่มเฉพาะปุ่มที่จำเป็นในการ Present งาน หรือ การพักเครื่องเพื่อประหยัดพลังงาน

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


ความรู้เกี่ยวกับ DIGITAL CAMERA
กล้องดิจิตอลสามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่มหลักดังนี้
  1. กล้องระดับคอนซูเมอร์

    สำหรับผู้ใช้กล้องทั่วไปนั้น จะว่าไปแล้วก็คือกลุ่มผู้ใช้กล้องที่กำลังเติบโตขึ้นมาก ด้วยจุดเด่นที่นำมาก็คือราคาต่ำ การออกแบบกล้องจะเน้นให้มีขนาดเล็กและเบา แต่ก็ต้องแลกด้วยประสิทธิภาพที่จำกัด เหมาะสำหรับคนที่ต้องการนำไปถ่ายภาพเล็กๆ น้อยๆ แต่อาจจะไม่เหมาะนักถ้าต้องนำไปถ่ายภาพในที่มืด เนื่องจากว่ามีค่า ISO ต่ำ แสงแฟลชบนตัวกล้องนั้นไม่สว่างมากระบบการซูมที่ไม่ดี ระยะมาโครอยู่ในระดับปานกลาง ความละเอียดของ CCD จะมีความละเอียดต่ำสุด ในขณะที่กล้องระดับโปรจะใช้ความละเอียดอยู่ที่ 6 เมกะพิกเซิล แต่กล้องระดับคอนซูมเมอร์นี้จะมีความละเอียดอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง สามเมกะพิกเซิลเท่านั้น ซึ่งก็ต้องยอมรับสภาพล่ะครับว่าฟังก์ชั่นที่ใช้งานจำกัดจริงๆ แต่ก็ใช่ว่ากล้องระดับนี้จะคุณภาพไม่ดี เพราะแต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นในตัวเอง
  2. กล้องระดับโปรซูเมอร์

    มีจุดเด่นที่ CCD มีความละเอียดสูง ตัวกล้องมีลูกเล่นและความสามารถอยู่ในดับสูง สามารถให้ผู้ใช้ปรับรายละเอียดในการถ่ายภาพได้เกือบทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง สำหรับ CCD ที่ใช้กับกล้องโปรซูเมอร์นี้ในปัจจุบันจะอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านเมกะพิกเซล ตัวกล้องสามารถปรับระยะโฟกัสได้ มีระยะมาโครที่ต่ำตั้งแต่ 2 ถึง 10 เซนติเมตร มีโหมด Scene ที่หลากหลายให้เลือกใช้ถ่ายภาพได้ตามสถานการณ์ การซุมภาพจะมีตั้งแต่ 4X จนถึง 10X ทั้งในแบบ Digital Zoom และ Optical Zoom เลนซ์ส่วนใหญ่ที่ใช้จะเป็นเลนซ์ที่มีความกว้างมาก มีค่า ISO สูง ปรับได้หลายระดับตั้งแต่ 100-400 ปรับค่า White Balance ได้ มีฟิลเตอร์ถ่ายภาพขาวดำและภาพซีเปียได้
  3. กล้องระดับโปร

    กล้องส่วนใหญ่จะเป็นกล้อง Digital SLR สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้เทียบเท่ากับกล้องฟิลม์ที่เป็น SLR ตัวกล้องในระดับนี้จะมีขนาดใหญ่ ไม่มีลูกเล่นสำเร็จรูปมาก เพราะงานในระดับนี้ต้องขึ้นกับผู้ใช้งานด้วยว่าต้องการภาพแบบใด และใช้กับเลนซ์แบบใด โดยกล้องที่จำหน่ายกันส่วนใหญ่จะจำหน่ายกันแต่ Body ซึ่งผู้ใช้งานต้องไปหาซื้อเลนซ์มาเองต่างหาก ความละเอียดของจอ LCD จะอยู่ที่ประมาณ 6 ล้านเมกะพิกเซลขึ้นไป ซึ่งกล้องระดับนี้จะมีจุดเด่นที่ความคมชัดและความสามารถ ในการสร้างมิติของภาพแล้วยังสามารถเขียนไฟล์ภาพในรูปแบบของ RAW ไฟล์ได้ด้วย

เทคโนโลยี Sensor ที่ใช้ในยุคปัจจุบัน

สำหรับ Sensor ที่กล้องดิจิตอลแต่ละตัวนำมาใช้ ควรมีความละเอียดของ CCD ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านเมกะพิเซล CCR ( Charge Coupled Device) คืออุปกรณ์ชิ้นเล็กที่จะมีหน้าที่ใน การแปรสัญญาณแสงที่ตกกระทบให้กลายเป็นสัญญาณไฟฟ้า ก่อนที่จะส่งให้กล้องนั้นแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นภาพ และแสดงให้เราเห็นในหน้าจอนี่เอง แต่ถ้ากล้องดิจิตอลมีแต่ CCD ในเทคโนโลยี CCD สามารถแบ่งออกไปอีก




CCD Sensor

CCD นี้ก็คือตัว Sensor ที่แต่ละพิกเซลจะมีตัวที่ทำหน้าที่ในการตรวจความเข้มของแสงที่เข้ามากระทบบน CCD ก่อนที่ CCD นั้นจะแปรค่าแสงเหล่านั้นเป็นตัวเลขเพื่อที่จะช่วยให้ตัวกล้อง สามารถนำไปใช้งานเพื่อแสดงผลออกมาเป็นภาพได้ กล้องของ Fuji นั้นจะใช้เทคโนโลยีที่พัฒนา CCD นั้นให้มีความละเอียดมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเทคโนโลยีที่ว่านี้ก็คือ Super CCD สำหรับ Super CCD นี้ Fuji จะพัฒนาให้แต่ละพิกเซลใน CCD นี้มีลักษณะเป็น 8 เหลี่ยม ในขณะที่ CCD ทั่วไปจะมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม และทาง Fuji แจ้งว่าการทำพิกเซลให้เป็น 8 เหลี่ยมนี้จะช่วยให้สามารถเพิ่มจำนวนพิกเซลของ CCD และจำทำให้สามารถถ่ายภาพได้ที่ความละเอียดสูงขึ้น หมุนพิกเซลไป 45 องศาจัดเรียงพิกเซลใหม่เป็นรูปรังผึ้ง ความละเอียดในแนวตั้ง / นอน สูงกว่าในแนว 45 องศา เหมาะกับการมองเห็นของมนุษย์ความละเอียดในแนวตั้ง / นอน ต่ำกว่าในแนว 45 องศา ไม่เหมาะกับการมองเห็นของมนุษย์ ความละเอียดโดยรวมของ Super CCD สูงกว่า CCD แบบเดิมถึง 60%CCD แบบเดิมใช้วิธีการสร้างจุดที่เรียกว่า “Interpolation” ซึ่งได้ภาพที่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก เนื่องจาก

  • ขนาดพิกเซล (โฟโต้ไดโอด) มีขนาดเล็ก
  • แต่ละพิกเซลมีระยะห่างกันมากพิกเซลใหม่มีความละเอียดในแนว ตั้ง / นอน ต่ำ
    แต่วิธีการ “Generation” ใน Super CCD มีคุณภาพที่สูงกว่า และใกล้เคียงกับพิกเซลเดิมเนื่องจาก
  • Super CCD มีขนาดพิกเซลใหญ่
  • แต่ละพิกเซลอยู่ใกล้กัน
  • จุดที่ Generate ขึ้นใหม่ มีความละเอียดในแนว ตั้ง / นอน สูง





อุปกรณ์เก็บข้อมูล

SmartMedia


เป็นสื่อบันทึกข้อมูลแบบ Solid State ที่เป็นที่นิยมใช้กันในช่วงแรก เป็นเทคโนโลยีที่บริษัท Toshiba เปิดตัวขึ้นมาเมื่อปี 1995 มีจุดเด่นอยู่ที่ความบางแค่ 0.8 มิลลิเมตร และสามารถพกไปใช้งานได้สะดวก กินไฟต่ำ แต่ในขณะเดียวกัน SmartMedia ก็มีจุดด้อยอยู่ตรงที่ขนาดของความจุต่อแผ่นนั้นจะถูกจำกัดอยู่ที่ 128 เมกะไบต์ และความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลนั้นจะน้อยกว่าสื่อบันทึกข้อมูลชนิดอื่น SmartMedia นั้นจะมีอยู่สองแบบ และทั้งสองชนิดนี้จะใช้ไฟฟ้าต่างกัน โดยรุ่นแรกจะใช้ไฟ 5V และอีกรุ่นจะใช้ไฟ 3.3V



Compact Flash และ Microdrive


เป็นสื่อบันทึกข้อมูลที่เก่าแก่ที่สุด เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 1994 ถ้าจะนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันก็เป็นสื่อบันทึกข้อมูล ของกล้องดิจิตอลที่มีผู้นิยมใช้งานมากที่สุด ด้วยจุดเด่นที่มีน้ำหนักเบา มีขนาดเล็กพอกับ SmartMedia แต่หนากว่าเล็กน้อย (3.3 มิลลิเมตร) มีขนาดที่หลากหลายตั้งแต่ 8 เมกะไบต์ ไปจนถึง1 กิกะไบต์ กินไฟต่ำ สามารถเขียนข้อมูลได้เร็วกว่า SmartMedia เกือบเท่าตัว แต่ความเร็วในการส่งข้อมูลนั้นพอกัน CompactFlash สำหรับ Compact Flash สามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภท แบบแรกหรือแบบดั้งเดิมนั้นจะเป็น Compact Flash ที่จัดเก็บข้อมูลในลักษณะ Solid State Memory แต่เนื่องจากเจอข้อจำกัดในด้านความจุของข้อมูลที่จะมีจำกัด ทำให้บริษัท IBM ได้พัฒนา Compact Flash Type II ขึ้นมาซึ่งเริ่มเปิดตัวด้วยความจุสูงถึง 340 เมกะไบต์ มีจุดเด่นที่การทำงานภายในจะคล้ายกับฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็ก เก็บข้อมูลได้มาก เขียนและอ่านข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิม ซึ่งตอนนี้ความจุสูงสุดของ Compact Flash Type II อยู่ที่ 1 กิกะไบต์ แต่ว่า Compact Flash Type II นี้จะกินไฟมาก ทำให้เปลืองแบตเตอรี่มากขึ้นกว่า Compact Flash แบบแรก Compact Flash Type II ส่วนใหญ่มักจะเป็นกล้องระดับโปรซูมเมอร์ถึงกล้อง Digital SLR ระดับโปรซึ่งการใช้งานในระดับสูงนั้นจะต้องการพื้นที่ในการเก็บข้อมูลมาก

Memory Stick


พัฒนาขึ้นมาโดยบริษัท Sony Memory Stick นี้มีความเร็วในการเขียนและอ่านข้อมูลพอกับ Compact Flash มาก เป็น Memory แบบ Solid State มีความจุที่หลากหลาย แม้ว่าในระยะแรกของการเปิดตัวจะทำความจุได้สูงสุดที่ 64 เมกะไบต์ และมีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลที่เป็นรองอยู่มากแต่ทาง Sony ก็พัฒนาขึ้นมาตามลำดับ ปัจจุบันสามารถพัฒนาให้มีความจุสูงสุดที่ 4 กิกะไบต์ได้สามารถนำ Memory Stick ไปใช้ร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นของ Sony ได้ อย่างเช่นกล้อง DV หรือ แม้แต่นำ Memory Stick ไปไว้เก็บไฟล์เสียงหรือ MP3 ได้เช่นกันv

CD และ Floppy

ยังมีการบันทึกข้อมูลอีกรูปแบบหนึ่งคือกล้องที่ใช้สื่อบันทึกข้อมูลแบบ CDR และแผ่น Floppy สำหรับกล้องที่มีไดร์ฟ CDR ในตัวนั้น จุดเด่นที่น่าสนใจอยู่ที่สามารถถ่ายรูปลง Buffer และเลือกภาพที่ต้องการเขียนลงบนแผ่นได้ทันที แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อเสียอยู่ตรงที่ตัวกล้องนั้นจะมีน้ำหนักมาก และกินไฟค่อนข้างมากครับ ส่วนกล้องที่สามารถเขียนไฟล์ภาพลงบน Floppy นั้นก็คล้ายกันคือ ตัวกล้องจะมีขนาดใหญ่ และมีความเร็วในการเขียนข้อมูลที่ช้ามาก แต่ถ้าจะนับกันตามความจุและความสะดวกแล้วก็ต้องยอมรับว่าหาได้ง่ายกว่า

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


USB Flash Memory Drive
อุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลที่ถูกเรียกกันหลากหลายชื่ออย่างเช่น Thumb Drive บ้าง Flash Dirve บ้างได้มีการพัฒนาให้มีขนาดเล็กแต่การเก็บข้อมูลมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่นิยมกันในปัจจุบัน และเจ้าตัว USB Flash Memory Drive ก็ได้มีการพัฒนากันอย่างต่อเนื่องในเรื่องของความจุ จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นก็จะรู้เพียงว่า USB Flash Memory Drive นั้นมีไว้เก็บ File ข้อมูล ในบทความนี้จะนำเสนอในเรื่อง Technology และการทำงานของ USB Flash Memory Drive

USB Flash Memory Drive แบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ

  1. ส่วนเก็บข้อมูล (Memory) เป็นส่วนที่เรียกว่า Flahs Memory Chip เป็นส่วนที่ใช้เก็บข้อมูลทั้งหมด โดยการเก็บข้อมูลนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ไฟเข้าไปเลี้ยงตลอดเวลา
  2. ส่วนควบคุมการทำงาน ( Controller) เป็นส่วนที่รวม CPU, เฟิร์มแวร์และ controller มาอยู่ใน Chip ตัวนี้เพียงตัวเดียว ทำให้เมื่อต่อพ่วงกับ Port ที่เป็น USB สามารถเห็นได้คล้ายกับ Removable Storage ทั่วไป ซึ่งใช้สำหรับ Windows ME/XP/2000 ส่วน Linux เมื่อทำการ mont จะเห็นเหมือน Drive 1 drive
  3. ส่วนควบคุมความถี่ (X-tal) ทำหน้าที่ควบคุมความถี่ 12 MHz ซึ่งเป็นความถี่เดียวกันกับที่ใช้ใน Mainboard โดยกลไก Timing นี้เอาไว้ดูแลและควบคุมข้อมูลเข้าออกจาก Cell memory
  4. ส่วนเชื่อมต่อ (Connector) เป็นส่วนที่ต่อเข้ากับ USB Post ของเครื่อง PC หรือ Notebook


การทำงานของ Flash Memory
หลักในการทำงานของ Flash Memory เริ่มจากเซล Memory จะถูกจัดเรียงแบบ Grid โดยเซลแต่ละเซลในชิฟ Flash Memory จะเก็บข้อมูลแบบถาวรเหมือนกับห้องขังที่มีประตูกั้นกระแสไฟฟ้าเอาไว้เป็นกลุ่มของ Electron เช่น ถ้าใน 1 Cell สามารถบรรจุ Electron ได้ถึง 13 ตัว เมื่อมีกระแสไฟฟ้าเข้าไป Electron จะถูกปล่อยออกมาโดยแต่ละ Cell จะถูกไฟฟ้ากระตุ้นไม่เท่ากัน ซึ่งการกระตุ้นจะเกิดจากการแปลงค่าข้อมูลที่เข้ามาเป็นค่าตัวเลขที่เป็นเลขฐาน 2 ตัว Controller จะมีการกำหนดว่า Electron ที่อยู่ภายในแต่ละ Cell ควรมีค่าเป็นเท่าใด เช่น ถ้ามีค่า Electron น้อยกว่าหรือเท่ากับที่กำหนดไว้ให้มีค่าของ Cell นั้นเป็น 1 นอกนั้นให้เป็น 0 เป็นต้น
ข้อมูลที่อยู่ในรูปของตัวเลขจะถูกเก็บไว้และมีค่าคงเดิมจนกว่าจะเกิดการกระตุ้นของไฟฟ้า เพื่อทำการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เนื่องจากเมื่อมีการนำไฟฟ้าออก Cell จะทำการปิดไม่ให้ Electron นั้นออก หรือกลับเข้ามาได้เลย
รูปแบบของ Electronic Farm ใน Flash Memory


ภาพด้านบนแสดงแถวของแต่ละ Cell ในขณะที่ยังไม่มีการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า ประตูที่กัน Electron ก็ไม่สามารถเปิดออกได้



เมื่อมีการกระตุ้นด้วยไฟฟ้า Electron ก็จะกระจายออกมา เพราะประตูของ Cell ถูกเปิดออก โดยการบังคับของส่วน Controller


การติดต่อกับ System Bus
เมื่อนำ USB Flash Memory Drive ต่อเข้ากับ USB Port ข้อมูลจะถูกส่งผ่านไปยัง Chip ที่เป็นตัวควบคุมการทำงาน ที่เรียกว่า North Bridge หรือ I/O HUB แล้วข้อมูลที่มีอยู่ใน USB Flash Memory Drive ก็จะถูกส่งผ่านไปยัง System BUS และก็จะต่อไปยัง Main Memory ไปเรื่องๆจนถึง CPU จะเห็นว่าสำดับการ Transfer ข้อมูลจะไม่ต่างไปจาก Hard Disk Drive เลย แต่ความสะดวกในการพงพา และเก็บรักษาก็ไม่ยาก เพราะขนาดที่เล็ก และ เบา แต่ ณ ปัจจุบันความจุของตัว USB Flash Memory Drive ยังไม่มากนัก จึงเหมาะกับ file ที่ไม่ใหญ่จนเกินไป

    ความเร็วในการ Transfer ข้อมูลของ Flash Memory แต่ละชนิด
  • Compact Flash card: 350KB/s
  • Smart media card: 250KB/s
  • Multi media card: 150KB/s
  • Memory stick: 250KB/s
  • Secure Digital card: 200KB/s Micro drive: 300KB/s

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


PMPO และ RMS

PMPO และ RMS ในเครื่องขยายเสียงคืออะไร?
ในปัจจุบันจะเห็นเครื่องเสียงและตู้ลำโพงที่มีเครื่องขยายอยู่ในตัว อย่างเช่นลำโพงที่ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ตามห้างฯ หรือตามร้านค้าต่างๆ จะบอกกำลังขยายของเครื่องเสียงเป็น PMPO Watt เป็นส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเห็นที่เป็น RMS คุณเคยสงสัยไหมครับว่าเจ้า PMPO และ RMS นี้มันคืออะไร เรามาทำความรู้จักกับเจ้าสองตัวนี้เลยครับ


PMPO (Peak Music Power Output) เป็นหน่วยวัดของกำลังขับเสียงระดับสูงที่สุดจากทั้งช่องเสียงซ้าย ( L ) และขวา ( R ) รวมกันสำหรับการขับเสียงในระยะเวลาสั้นๆ โดยไม่ทำให้เสียงเพี้ยน


RMS (Root Mean Square) หมายถึงประสิทธิภาพหรือค่าเฉลี่ยของกำลังเสียงที่ขับอย่างต่อเนื่อง หน่วยวัด RMS เป็นตัวบอกที่ดีกว่าสำหรับกำลังขับของเครื่องขยายเสียง


วัตต์ P.M.P.O. ต่างจาก RMS อย่างไร?
P.M.P.O. คือกำลังเสียงสูงสุดที่เครื่องเสียงจ่ายมาได้ ณ ช่วงสั้น ๆ มิใช่กำลังเสียงที่แท้จริง ส่วน RMS คือ กำลังเสียงที่แท้จริงหรือกำลังเสียงเฉลี่ย ใช้บ่งบอกถึงความดังเสียงของเครื่องเสียงนั้นๆ


ระบบโฮมเธียเตอร์คืออะไร?
โฮมเธียเตอร์คือการผสมผสานกันของชุดอุปกรณ์เครื่องเสียง และภาพที่มีคุณภาพสูงเพื่อสร้างภาพและเสียงภายในบ้านโดยประกอบไปด้วยทีวีจอใหญ่ เครื่องเสียง/เครื่องเล่นวิดีโอ (เครื่องเล่นวิดีโอระบบไฮ-ไฟ ทีวีสเตอริโอ หรือเครื่องเล่นเลเซอร์ดิสก์) เครื่องถอดสัญญาณเสียงเซอร์ราวน์ (ระบบ Dolby Prologic หรือระบบอื่น) ลำโพงหลายชนิด (ลำโพงหน้า 2, ลำโพงหลัง 2, ลำโพงเซ็นเตอร์ 1 และควรจะมีลำโพงซับวูฟเฟอร์) ที่มีคุณภาพสูง


Dolby Surround และ Dolby Pro-Logic คืออะไร?

Dolby Surround คือรูปแบบเสียงที่สร้างบรรยากาศเสียงให้เหมือน ภายในโรงภาพยนตร์ เครื่องเล่นวิดีโอและเลเซอร์ดิสก์ส่วนมากจะติดตั้งตัวถอดสัญญาณ Dolby Surround ซึ่งแยกช่องเสียงออกเป็น 4 ช่องสัญญาณ: หน้าซ้าย, หน้าขวา, กลาง และเซอร์ราวน์ ในขั้นตอนการบันทึกเสียงช่องสียงทั้ง 4 ช่องจะถูกบันทึกผสมผสานรวมกันลงในองค์ประกอบของเสียง 2 ช่องสัญญาณ (ซ้าย และขวา) จากนั้นตัวถอดสัญญาณ Dolby Pro-Logic จะทำการถอดรหัสสัญญาณและแยกเสียงเพื่อเล่นออกเป็น 4 ช่องสัญญาณตามโครงสร้างเสียงต้นฉบับที่ได้บันทึก


THX คืออะไร?
THX คือชื่อที่ตั้งขึ้นโดย LucasArts Entertainment สำหรับคุณภาพมาตรฐานของเสียงในฟิล์ม ทั้งภายในโรงภาพยนตร์ (THX) หรือภายในบ้าน (Home THX) THX ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ ระบบ หรืออุปกรณ์ใดๆ แต่เป็นชุดมาตรฐานสำคัญทางเทคนิคสำหรับการสร้างเสียงซาวน์แทร็กลงในฟิล์มภาพยนต์

DSP คืออะไร?
DSP ย่อมาจาก Digital Signal Processing (การประมวลสัญญาณดิจิตอล) ซึ่งช่วยให้ท่านเพลิดเพลินกับความกลมกลืนของสภาพแวดล้อมของภาคเสียง เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นธรรมชาติสอดคล้องกับดนตรีหรือภาพยนต์ให้มากที่สุด และเนื่องจากระบบ DSP จะแปลงและทำงานกับสัญญาณทั้งหมดในระบบดิจิตอลจึงทำให ้สามารถขจัดเสียงที่ด้อยคุณภาพออก ไปเพื่อให้ได้เสียงที่เป็นธรรมชาติอันโดดเด่นอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


USB Universal Serial Bus
usbUSB หรือ Universal Serial Bus ถูกวางโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้นำทางด้านอุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็คทรอนิคส์ และคอมพิวเตอร์ ช่วยกันวางมาตรฐาน โดยในยุคเริ่มแรกนั้น ก็มี COMPAQ, IBM, DEC, Intel, Microsoft, NEC และ Northern Telecom มาตรฐานของ USB นั้น ออกสู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2537ด้วย Revision 0.7 และได้ปรับปรุงแก้ไขเรื่อยมา จนกระทั่ง เมื่อ วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2539 ออกมาเป็น Revision 1.0 (USB1.0)ได้สำเร็จและยังได้ปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่างๆ จนเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2541 ได้เป็น Revision 1.1 (USB1.1)

เมื่อความเร็วที่ได้ ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้นทางกลุ่มผู้พัฒนา หรือ USB-IF ( USB Implementers Forum, Inc. )  ได้ร่างมาตรฐาน USB รุ่นใหม่ และได้ข้อสรุป เป็นมาตรฐานที่แน่นอน คือ USB 2.0 ในเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2543  สำหรับความเร็วในการ รับ-ส่ง ข้อมูลนั้น USB1.1 จะมีความเร็วอยู่ที่ 12Mbps ส่วน USB 2.0 นั้น รองรับระดับการรับส่งข้อมูลได้ถึง 3 ระดับ คือ

  1. ความเร็ว 1.5 Mbps ( Low Speed ) สำหรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นต้องส่งข้อมูลคราวละมากๆ
  2. ความเร็ว 12 Mbps  ( Full Speed ) สำหรับการเชื่อมต่อกับ USB 1.1
  3. ความเร็ว 480 Mbps ( Hi-Speed ) สำหรับการเชื่อมต่อกับ USB 2.0 ด้วยกัน

     Connector มีอยู่ 2 แบบ คือ แบบ A และ แบบ B และ Socket ดังรูป

Connector

 ลักษณะของการทำงานของหัวต่อทั้งสองแบบมีดังนี้

  • แบบ A จะเป็นการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ไปยังเครื่อง Computer เพื่อการประมวล เรียกว่า UpStream
  • แบบ B  จะกลับกันคือจะส่งข้อมูลเข้าหาอุปกรณ์ เรียกว่า DownStream  

ลักษณะการเชื่อมต่อ

 การเชื่อมต่อใช้งานนั้นสามารถเชื่อมต่อร่วมกันได้ทั้งที่เป็น USB1.1  และ USB 2.0 แต่จะได้ความเร็วที่ต่างกัน 

 ถ้าหากต่ออุปกรณ์มาตรฐาน USB1.1 บนระบบบัสที่เป็น USB2.0 จะได้ความเร็ว = 12Mbps

 ถ้าหากต่ออุปกรณ์มาตรฐาน USB2.0 บนระบบบัสที่เป็น USB1.1 จะได้ความเร็ว = 12Mbps

  ถ้าหากต่ออุปกรณ์มาตรฐาน USB2.0 บนระบบบัสที่เป็น USB2.0 จะได้ความเร็ว = 480Mbps

 USB port นั้นสามารถต่ออุปกรณ์ได้สูงสุดถึง 127 ตัว ซึ่งจะต้องอาศัย USB HUB ช่วยในการเชื่อมต่อและ ความยาวของสายสัญญาณที่จะใช้กับอุปกรณ์ USB นั้นจะได้ความยาวสูงสุดอยู่ที่ 5 เมตร แต่ถ้าหากใช้ HUB เป็นตัวขยายสัญญาณ ก็จะสามารถต่อพ่วงได้ยาวที่สุด 30 เมตร  โดยผ่านสายเคเบิ้ล 6 เส้น เส้นละ 5 เมตร และ ใช้ HUB ช่วย 5 ตัว

  ตารางเปรียบเทียบความเร็วการรับ-ส่งข้อมูล

Connections Speed (Mbps) Speed (MB/sec)
Standard parallel port 115 .115
ECP/EPP parallel port   3
Original USB 12 1.5
IDE   3.3-16.7
UltraIDE   33-150
SCSI-1   5
SCSI-2 (Fast SCSI, Fast Narrow SCSI)   10
Fast Wide SCSI (Wide SCSI)   20
Ultra SCSI (SCSI-3, Fast-20, Ultra Narrow)   20
Wide Ultra SCSI (Fast Wide 20)   40
Ultra2 SCSI   40
IEEE-1394 100-400Mbits/s 12.5--50
Hi-Speed USB2.0 480Mbits/s 60
Wide Ultra2 SCSI   80
Ultra3 SCSI   80
Wide Ultra3 SCSI   160-320
FC-AL Fiber Channel   100-400
SATA   150-600

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าอุปกรณ์นั้นเป็น USB1.1 หรือ USB2.0
ลักษณะของอุปกรณ์ภายนอกของ USB ทั้งสองความเร็วจะเหมือนกันทุกประการดังนั้นการที่เราจะดูว่าเป็น USB ความเร็ว
เท่าไรต้องดูจาก สติกเกอร์ผู้ผลิตเท่านั้น หรือต้องลงมือทดสอบกันเลย วิธีดูให้สังเกตโลโก้ที่ผู้ผลิตติดไว้จะมีดังนี้]


usb


HARDDISK

 

คอมพิวเตอร์มีส่วนที่สำคัญคือ ส่วนประมวลผล ส่วนรับข้อมูล และก็ส่วนแสดงผล แต่ก่อนที่คอมพิวเตอร์จะนำข้อมูลมาประมวลผลก็ต้องมีข้อมูล ซึ่งข้อมูลนั้นจะต้องถูกนำมาจากที่แห่งหนึ่งนั้นก็คือส่วนที่เรียกว่า Storage ซึ่งคอมพิวเตอร์ในยุคแรกจะเป็นกระดาษที่เป็นรู ซึ่งใช้งานยาก จากนั้นได้พัฒนามาใช้ แผ่นพลาสติกที่เครื่องด้วยสารแม่เหล็ก ที่เรียกว่า Diskette ต่อมาเมื่อข้อมูลมากขึ้นจำนวนการเก็บข้อมูลก็มากขั้นทำให้การเก็บข้อมูลลงบนแผ่น Diskette นั้นไม่เพียงพอ ต่อมาก็ทำการพัฒนามาเป็น Hard Disk ในปัจจุบัน
ระบบของ Hard disk ต่างจากแผ่น Diskette โดยจะมีจำนวนหน้าในการเก็บข้อมูลมากกว่า 2 หน้า ในการเก็บข้อมูลของ Hard Disk นั้นก็ไม่ต่างกับการเก็บข้อมูลลงบน Diskette ทั่วไปมากนัก Hard Disk ส่วนใหญ่ประกอบด้วยแผ่นจานแม่เหล็กมากกว่า 2แผ่นเรียงกันอยู่บนแกน Spindle

ทำให้แผ่นแม่เหล็กหมุนไปพร้อมๆกัน Hard Disk ใช้หัวอ่านเพียงหัวเดียวในการทำงาน ทั้งอ่านและเขียนข้อมูล ในการเขียนข้อมูลหัวอ่านจะได้รับกระแสไฟฟ้าผ่านเข้าสู่คอยล์ของหัวอ่าน เพื่อรับข้อมูล เป็นการแปลงความหนาแน่นของสารแม่เหล็กที่เคลือบอยู่บน Disk ออกมาให้กับ CPU เพื่อทำการประมวลผล ส่วนการเก็บข้อมูล จะเก็บอยู่ในรูปแบบของสัญญาณดิจิตอล โดยเก็บเป็นเลขฐาน 2 คือ 0 และ 1 การเก็บข้อมูลจะเริ่ม

Seek Time

เป็นระยะเวลาที่แกนยืดหัวอ่านเขียน Hard Disk เคลื่อนหัวอ่านเขียนไประหว่างแทร็คของข้อมูลบน Hard Disk ซึ่งในปัจจุบัน Hard Disk จะมีแทร็คข้อมูลอยู่ประมาณ 3,000 แทร็คในแต่ละด้านของแพล็ตเตอร์ ขนาด 3.5 นิ้ว ความสามารถในการเคลื่อนที่ จากแทร็คที่อยู่ไปยังข้อมูลในบิตต่อไป อาจเป็นการย้ายตำแหน่งไปเพียง อีกแทร็คเดียวหรืออาจย้ายตำแหน่งไปมากกว่า 2,999 แทร็คก็เป็นได้ Seek time จะวัดโดยใช้หน่วยเวลาเป็น มิลลิเซก (ms) ค่าของ Seek time ของการย้ายตำแหน่งของแขนยึดหัวอ่านเขียน ไปในแทร็คถัดไปในแทร็คที่ อยู่ติดๆกันอาจใช้เวลาเพียง 2 ms ในขณะที่การย้ายตำแหน่งจากแทร็คที่อยู่นอกสุดไปหาแทร็คที่อยู่ในสุด หรือ ตรงกันข้ามจะต้องใช้เวลามากถึงประมาณ 20 ms ส่วน Average seek time จะเป็นค่าระยะเวลาเฉลี่ย ในการย้ายตำแหน่ง ของหัวเขียนอ่านไปมาแบบสุ่ม (Random) ในปัจจุบันค่า Average seek time ของ Hard Disk จะอยู่ ในช่วงตั้งแต่ 8 ถึง 14 ms แม้ว่าค่า seek จะระบุเฉพาะคุณสมบัติในการทำงานเพียง ด้านกว้างและยาวของ แผ่นดิสก์ แต่ค่า Seek time มักจะถูกใช้ในการเปรียบเทียบ คุณสมบัติทางด้านความ เร็วของ Hard Disk ปกติจะเรียกรุ่นของ Hard Disk ตามระดับความเร็ว Seek ค่า Seek time ยังไม่สามารถแสดงให้ประสิทธิภาพทั้งหมดของ Hard Disk ได้ จะแสดงให้เห็นเพียงแต่การค้นหาข้อมูลในแบบสุ่ม ของตัว Drive เท่านั้น ไม่ได้แสดงในแง่ของ การอ่านข้อมูลแบบเรียงลำดับ (sequential)

Cylinder Switch Time

เวลาในการสลับ Cylinder สามารถเรียกได้อีกแบบว่าการสลับแทร็ค (track switch) ในกรณีนี้แขนยึดหัวอ่านเขียนจะวางตำแหน่งของหัวอ่านเขียนอยู่เหนือ Cylinder ข้อมูลอื่น ๆ แต่มีข้อแม้ว่า แทร็คข้อมูลทั้งหมดจะต้องอยู่ใน ตำแหน่งเดียวกันของแพล็ตเตอร์อื่น ๆ ด้วย เวลาในการสลับระหว่าง Cylinder จะวัดด้วยระยะเวลาเฉลี่ยที่ตัว ไดร์ฟใช้ในการสลับจาก Cylinder หนึ่งไปยัง Cylinder อื่น ๆ เวลาในการสลับ Cylinder จะวัดด้วยหน่วย ms

Head Switch Time

เป็นเวลาสลับการทำงานของหัวอ่านเขียน แขนยึด หัวอ่านเขียนจะเคลื่อนย้ายหัวอ่านเขียนไปบนแพล็ตเตอร์ที่อยู่ในแนวตรงกัน หัวอ่านเขียนเพียงหัวเดียวทำหน้าที่อ่านหรือบันทึกข้อมูลในเวลาใดเวลาหนึ่ง ระยะเวลาในการสลับกันทำงานของหัวอ่านเขียนจะวัดด้วยเวลาเฉลี่ยที่ตัวไดร์ฟใช้สลับ ระหว่างหัวอ่านเขียน สองหัวในขณะ อ่านบันทึกข้อมูล เวลาสลับหัวอ่านเขียนจะวัดเป็นหน่วย ms

Rotational Latency

เป็นช่วงเวลาที่คอยการหมุนของแผ่นดิสก์ภายในการหมุนภายใน Hard Disk เกิดขึ้นเมื่อหัวอ่านเขียนวางตำแหน่งอยู่เหนือแทร็คข้อมูลที่เหมาะสม ระบบการทำงานของหัวอ่านเขียนข้อมูลจะรอให้ตัวไดร์ฟ หมุนแพล็ตเตอร์ไปยังเซ็กเตอร์ที่ถูกต้อง ช่วงระยะเวลาที่รอคอยนี้เองที่ถูกเรียกว่า Rotational Latency ซึ่งจะวัดเป็นหน่วย ms แต่ระยะเวลาก็ขึ้นอยู่กับ RPM (จำนวนรอบต่อนาที)

การควบคุม Hard Disk

Hard Disk จะสามารถทำงานได้ต้องมีการควบคุมจาก CPU โดยจะมีการส่งสัญญาณการใช้งานไปยัง Controller Card ซึ่ง Controller Card แบ่งออกได้ประมาณ 5 ชนิด ซึ่งจะกล่าวถึงเพียง 3 ชนิดที่ยังคงมีและใช้อยู่ในปัจจุบัน

IDE (Integrated Drive Electronics)

ระบบนี้มีความจุใกล้เคียงกับแบบ SCSI แต่มีราคาและความเร็วในการขนย้ายข้อมูลต่ำกว่า ตัวควบคุม IDE ปัจจุบันนิยมรวมอยู่ใน
แผงตัวควบคุม


รูปแสดง Slot IDE บนแผงวงจร Mainboard

SCSI (Small Computer System Interface)

เป็น Controller Card ที่มี Processor อยู่ในตัวเองทำให้เป็นส่วนเพิ่มขยายกับแผงวงจรใหม่ ใช้ควบคุมอุปกรณ์เสริมอื่นที่เป็นระบบ SCSI ได้ เช่น Modem CD-ROM Scanner และ Printer ใน Card หนึ่งๆจะสนับสนุนการต่ออุปกรณ์ได้ถึง 8 ตัว


รูปแสดง อุปกรณ์ Hard Disk ที่เป็น SCSI

Serial ATA (Advanced Technology Attachment)

เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 26 มิถุนายน 2545 งาน PC Expo ใน New York ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากที่มีการนำเสนอ Parallel ATA มากว่า 20 ปี รวมถึงเทคโนโลยีอื่นๆที่ทำให้การอ่านข้อมูลได้เร็วขึ้น วันนี้บริษัท Intel Seagate และบริษัทอื่นๆ คอยช่วยกันพัฒนาให้เกิดเทคโนโลยี Serial ATA ขึ้นมาแทนที่
Serial ATA มีความเร็วในเข้าถึงข้อมูลถึง 150 Mbytes ต่อ วินาที และให้ผลตอบสนองในการทำงานได้เร็วมากในส่วนของ extreme application เช่น Game Home Video และ Home Network Hub มีจำนวน pin น้อยกว่า Parallel ATA
Serial ATA II ของทาง Seagate คาดว่าจะออกวางตลาดภายในปี 2546 และจะทำงานได้กับ Serial ATA 1.0 ทั้งทางด้าน products และ maintain software




รูปแสดง สายสัญญาณแบบ Serial ATA


การบำรุงรักษา
การ Defrag ซึ่งก็คือการจัดเรียงข้อมูลใน Hard Disk เสียใหม่เพื่อให้ Hard Disk ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ทุกครั้งที่เราเขียนข้อมูล ไม่ว่าจะด้วยการติดตั้งโปรแกรมใหม่ หรือว่าใช้คำสั่ง Save จากโปรแกรมใดๆ ก็ตาม หรือการ Download ข้อมูล Program จาก Internet รวมไปถึงการ Copy ข้อมูลลงไปใน Hard Disk นั้น สิ่งที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ต้องสั่งให้ Hard Disk ทำคือ เขียนข้อมูลเหล่านั้นลงไปบนพื้นที่ว่างบน Hard Disk ซึ่งการเขียนข้อมูลของ Hard Disk นั้นจะไม่เหมือนกับการเขียนข้อมูลในหนังสือหรือกระดาษอย่างที่เราทำกัน แต่โครงสร้างของ Drive จะแบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ เป็นบล็อกอย่างที่เรารู้จักกันคือ Cluster ในการเขียนข้อมูลนั้น เครื่องคอมพิวเตอร์ต้องเข้าไปจองพื้นที่เป็น Cluster โดยที่ไม่สนใจว่าจะใช้เต็มพื้นที่หรือไม่ ถ้าข้อมูลมีขนาดใหญ่เกินไปก็จะใช้พื้นที่หลายๆ Cluster ซึ่งจะว่าไปแล้วในตอนแรกนั้นข้อมูลก็ยังคงจะเรียงกันอย่างเป็นระเบียบอยู่อย่างที่ควรจะเป็น แต่ว่าเมื่อมีการใช้งานหนักเข้าเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Application ต่างๆ บนวินโดวส์จำเป็นต้องมีการเปิด File หลายๆ File พร้อมกัน รวมทั้งมีการเขียนและลบ File บ่อยๆ จะทำให้ข้อมูลกระจายออกไป


ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


แรม (RAM)
RAM ย่อมาจากคำว่า Random-Access Memory เป็นหน่วยความจำของระบบ มีหน้าที่รับข้อมูลเพื่อส่งไปให้ CPU ประมวลผลจะต้องมีไฟเข้า Module ของ RAM ตลอดเวลา ซึ่งจะเป็น chip ที่เป็น IC ตัวเล็กๆ ถูก pack อยู่บนแผงวงจร หรือ Circuit Board เป็น module

เทคโนโลยีของหน่วยความจำมีหลักการที่แตกแยกกันอย่างชัดเจน 2 เทคโนโลยี คือหน่วยความจำแบบ DDR หรือ Double Data Rate (DDR-SDRAM, DDR-SGRAM) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากเทคโนโลยีของหน่วยความจำแบบ SDRAM และ SGRAM และอีกหนึ่งคือหน่วยความจำแบบ Rambus ซึ่งเป็นหน่วยความจำที่มีแนวคิดบางส่วนต่างออกไปจากแบบอื่น


SDRAM


รูปแสดง SDRAM

อาจจะกล่าวได้ว่า SDRAM (Synchronous Dynamic Random Access Memory) นั้นเป็น Memory ที่เป็นเทคโนโลยีเก่าไปเสียแล้วสำหรับยุคปัจจุบัน เพราะเป็นการทำงานในช่วง Clock ขาขึ้นเท่านั้น นั้นก็คือ ใน1 รอบสัญญาณนาฬิกา จะทำงาน 1 ครั้ง ใช้ Module แบบ SIMM หรือ Single In-line Memory Module โดยที่ Module ชนิดนี้ จะรองรับ datapath 32 bit โดยทั้งสองด้านของ circuite board จะให้สัญญาณเดียวกัน

DDR - RAM



รูปแสดง DDR - SDRAM


หน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM นี้พัฒนามาจากหน่วยความจำแบบ SDRAM เอเอ็มดีได้ทำการพัฒนาชิปเซตเองและให้บริษัทผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่อย่าง VIA, SiS และ ALi เป็นผู้พัฒนาชิปเซตให้ ปัจจุบันซีพียูของเอเอ็มดีนั้นมีประสิทธิภาพโดยรวมสูงแต่ยังคงมีปัญหาเรื่องความเสถียรอยู่บ้าง แต่ต่อมาเอเอ็มดีหันมาสนใจกับชิปเซตสำหรับซีพียูมากขึ้น ขณะที่ทางเอเอ็มดีพัฒนาชิปเซตเลือกให้ชิปเซต AMD 760 สนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยความจำแบบ DDR เพราะหน่วยความจำแบบ DDR นี้ จัดเป็นเทคโนโลยีเปิดที่เกิดจากการร่วมมือกันพัฒนาของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างเอเอ็มดี, ไมครอน, ซัมซุง, VIA, Infineon, ATi, NVIDIA รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรายย่อยๆ อีกหลายDDR-SDRAM เป็นหน่วยความจำที่มีบทบาทสำคัญบนการ์ดแสดงผล 3 มิติ

ทางบริษัท nVidia ได้ผลิต GeForce ใช้คู่กับหน่วยความจำแบบ SDRAM แต่เกิดปัญหาคอขวดของหน่วยความจำในการส่งถ่ายข้อมูลทำให้ทาง nVidia หาเทคโนโลยีของหน่วยความจำใหม่มาทดแทนหน่วยความจำแบบ SDRAM โดยเปลี่ยนเป็นหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM การเปิดตัวของ GeForce ทำให้ได้พบกับ GPU ตัวแรกแล้ว และทำให้ได้รู้จักกับหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM เป็นครั้งแรกด้วย การที่ DDR-SDRAM สามารถเข้ามาแก้ปัญหาคอคอดของหน่วยความจำบนการ์ดแสดงผลได้ ส่งผลให้ DDR-SDRAM กลายมาเป็นมาตรฐานของหน่วยความจำที่ใช้กันบนการ์ด 3 มิติ ใช้ Module DIMM หรือ Dual In-line Memory Module โดย Module นี้เพิ่งจะกำเนิดมาไม่นานนัก มี datapath ถึง 64 bit โดยทั้งสองด้านของ circuite board จะให้สัญญาณที่ต่างกัน

Rambus


รูปแสดง Rambus


Rambus นั้นทางอินเทลเป็นผู้ที่ให้การสนับสนุนหลักมาตั้งแต่แรกแล้ว Rambus ยังมีพันธมิตรอีกเช่น คอมแพค, เอชพี, เนชันแนล เซมิคอนดักเตอร์, เอเซอร์ แลบอเรทอรีส์ ปัจจุบัน Rambus ถูกเรียกว่า RDRAM หรือ Rambus DRAM ซึ่งออกมาทั้งหมด 3 รุ่นคือ Base RDRAM, Concurrent RDRAM และ Direct RDRAM RDRAM แตกต่างไปจาก SDRAM เรื่องการออกแบบอินเทอร์-เฟซของหน่วยความจำ Rambus ใช้วิธีการจัด address การจัดเก็บและรับข้อมูลในแบบเดิม ในส่วนการปรับปรุงโอนย้ายถ่ายข้อมูล ระหว่าง RDRAM ไปยังชิปเซตให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น มีอัตราการส่งข้อมูลเป็น 4 เท่าของความเร็ว FSB ของตัว RAM คือ มี 4 ทิศทางในการรับส่งข้อมูล เช่น RAM มีความเร็ว BUS = 100 MHz คูณกับ 4 pipline จะเท่ากับ 400 MHz

วิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนถ่ายข้อมูลของ RDRAM นั้นก็คือ จะใช้อินเทอร์เฟซเล็ก ๆ ที่เรียกว่า Rambus Interface ซึ่งจะมีอยู่ที่ปลายทางทั้ง 2 ด้าน คือทั้งในตัวชิป RDRAM เอง และในตัวควบคุมหน่วยความจำ (Memory controller อยู่ในชิปเซต) เป็นตัวช่วยเพิ่มแบนด์วิดธ์ให้ โดย Rambus Interface นี้จะทำให้ RDRAM สามารถขนถ่ายข้อมูลได้สูงถึง 400 MHz DDR หรือ 800 เมกะเฮิรตซ์ เลยทีเดียว

แต่การที่มีความสามารถในการขนถ่ายข้อมูลสูง ก็เป็นผลร้ายเหมือนกัน เพราะทำให้มีความจำเป็นต้องมี Data path หรือทางผ่านข้อมูลมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อรองรับปริมาณการขนถ่ายข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นก็ส่งผลให้ขนาดของ die บนตัวหน่วยความจำต้องกว้างขึ้น และก็ทำให้ต้นทุนของหน่วยความจำแบบ Rambus นี้ สูงขึ้นและแม้ว่า RDRAM จะมีการทำงานที่ 800 เมกะเฮิรตซ์ แต่เนื่องจากโครงสร้างของมันจะเป็นแบบ 16 บิต (2 ไบต์) ทำให้แบนด์วิดธ์ของหน่วยความจำชนิดนี้ มีค่าสูงสุดอยู่ที่ 1.6 กิกะไบต์ต่อวินาทีเท่านั้น (2 x 800 = 1600) ซึ่งก็เทียบเท่ากับ PC1600 ของหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM

สัญญาณนาฬิกา

DDR-SDRAM จะมีพื้นฐานเหมือนกับ SDRAM ทั่วไปมีความถี่ของสัญญาณนาฬิกาเท่าเดิม (100 และ 133 เมกะเฮิรตซ์) เพียงแต่ว่า หน่วยความจำแบบ DDR นั้น จะสามารถขนถ่ายข้อมูลได้มากกว่าเดิมเป็น 2 เท่า เนื่องจากมันสามารถขนถ่ายข้อมูลได้ทั้งในขาขึ้นและขาลงของหนึ่งรอบสัญญาณนาฬิกา ในขณะที่หน่วยความจำแบบ SDRAM สามารถขนถ่ายข้อมูลได้เพียงขาขึ้นของรอบสัญญาณนาฬิกาเท่านั้น
ด้วยแนวคิดง่าย ๆ แต่สามารถเพิ่มแบนด์วิดธ์ได้เป็นสองเท่า และอาจจะได้พบกับหน่วยความจำแบบ DDR II ซึ่งก็จะเพิ่มแบนด์วิดธ์ขึ้นไปอีก 2 เท่า จากหน่วยความจำแบบ DDR (หรือเพิ่มแบนด์วิดธ์ไปอีก 4 เท่า เมื่อเทียบกับหน่วยความจำแบบ SDRAM) ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง เพราะจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับกรณีของ AGP ซึ่งพัฒนามาเป็น AGP 2X 4X และ AGP 8X

หน่วยความจำแบบ DDR จะใช้ไฟเพียง 2.5 โวลต์ แทนที่จะเป็น 3.3 โวลต์เหมือนกับ SDRAM ทำให้เหมาะที่จะใช้กับโน้ตบุ๊ก และด้วยการที่พัฒนามาจากพื้นฐานเดียว DDR-SDRAM จะมีความแตกต่างจาก SDRAM อย่างเห็นได้ชัดอยู่หลายจุด เริ่มตั้งแต่มีขาทั้งหมด 184 pin ในขณะที่ SDRAM จะมี 168 pin อีกทั้ง DDR-SDRAM ยังมีรูระหว่าง pin เพียงรูเดียว ในขณะที่ SDRAM จะมี 2 รู ซึ่งนั่นก็เท่ากับว่า DDR-SDRAM นั้น ไม่สามารถใส่ใน DIMM ของ SDRAM ได้ หรือต้องมี DIMM เฉพาะใช้ร่วมกันไม่ได้

การเรียกชื่อ RAM

Rambus ซึ่งใช้เรียกชื่อรุ่นหน่วยความจำของตัวเองว่า PC600, PC700 และ ทำให้ DDR-SDRAM เปลี่ยนวิธีการเรียกชื่อหน่วยความจำไปเช่นกัน คือแทนที่จะเรียกตามความถี่ของหน่วยความจำว่าเป็น PC200 (PC100 DDR) หรือ PC266 (PC133 DDR) กลับเปลี่ยนเป็น PC1600 และ PC2100 ซึ่งชื่อนี้ก็มีที่มาจากอัตราการขนถ่ายข้อมูลสูงสุดที่หน่วยความจำรุ่นนั้นสามารถทำได้ ถ้าจะเปรียบเทียบกับหน่วยความจำแบบ SDRAM แล้ว PC1600 ก็คือ PC100 MHz DDR และ PC2100 ก็คือ PC133 MHz DDR เพราะหน่วยความจำที่มีบัส 64 บิต หรือ 8 ไบต์ และมีอัตราการขนถ่ายข้อมูล 1600 เมกะไบต์ต่อวินาที ก็จะต้องมีความถี่อยู่ที่ 200 เมกะเฮิรตซ์ (8 x 200 = 1600) หรือถ้ามีแบนด์วิดธ์ที่ 2100 เมกะไบต์ต่อวินาที ก็ต้องมีความถี่อยู่ที่ 266 เมกะเฮิรตซ์ (8 x 266 = 2100)

อนาคตของ RAM

บริษัทผู้ผลิตชิปเซตส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสนใจกับหน่วยความจำแบบ DDR กันมากขึ้น อย่างเช่น VIA ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตชิปเซตรายใหญ่ของโลกจากไต้หวัน ก็เริ่มผลิตชิปเซตอย่าง VIA Apollo KT266 และ VIA Apollo KT133a ซึ่งเป็นชิปเซตสำหรับซีพียูในตระกูลแอธลอน และดูรอน (Socket A) รวมถึงกำหนดให้ VIA Apolle Pro 266 ซึ่งเป็นชิปเซตสำหรับเซลเลอรอน และเพนเทียม (Slot1, Socket 370) หันมาสนับสนุนการทำงานร่วมกับหน่วยความจำแบบ DDR-SDRAM แทนที่จะเป็น RDRAM


แนวโน้มที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดของทั้ง DDR II กับ RDRAM เวอร์ชันต่อไป เทคโนโลยี quard pump คือการอัดรอบเพิ่มเข้าไปเป็น 4 เท่า เหมือนกับในกรณีของ AGP ซึ่งนั่นจะทำให้ DDR II และ RDRAM เวอร์ชันต่อไป มีแบนด์-วิดธ์ที่สูงขึ้นกว่างปัจจุบันอีก 2 เท่า ในส่วนของ RDRAM นั้น การเพิ่มจำนวนสล็อตในหนึ่ง channel ก็น่าจะเป็นหนทางการพัฒนาที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งนั่นก็จะเป็นการเพิ่มแบนด์วิดธ์ของหน่วยความจำขึ้นอีกเป็นเท่าตัวเช่นกัน และทั้งหมดที่ว่ามานั้น คงจะพอรับประกันได้ว่า การต่อสู้ระหว่าง DDR และ Rambus คงยังไม่จบลงง่าย ๆ และหน่วยความจำแบบ DDR ยังไม่ได้เป็นผู้ชนะอย่างเด็ดขาด


ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


เครื่องอ่านหรัสแท่ง (Bar code Reader)

    เป็นอุปกรณ์รับข้อมูลที่คิดค้นขึ้นเพื่อนำเข้าข้อมูลที่เป็นรหัสแท่งโดยเฉพาะ โดยก่อนที่จะนำระบบการอ่านรหัสแท่งมาใช้ในงานใดๆ ต้องกำหนดมารตฐานของรหัสแท่งที่ใช้ก่อนซึ่งประกอบด้วยแถบสีดำ เช่น ในห้างสรรพสินค้า นิยมใช้มาตรฐานยูพีซี ( Universal Product Code:UPC) ซึ่งเข้ารหัสโดยใช้ตัวเลขความยาว 12 ตัว โดยตัวเลขแต่ละตัวจะมีความยาวที่สามารถอ้างถึงสินค้าได้ ในขณะที่หน่วยงาน เช่น โรงเรียน โรงงาน มักนำมาตนฐานโค้ด 39 (Three of Nine ) มาใช้งานเนื่องจากมีความยืดหยุ่นกว่า และสามารถเข้ารหัสได้ทั้งตัวเลขตัวอักษรภาษาอังกฤษและอักขระพิเศษ

    การทำงานของเครื่องอ่านรหัสแท่งนั้นใช้หลักการของการสะท้อนแสง โดยเครื่องอ่านจะส่องลำแสงไปยังรหัสแท่งที่อยู่บนสินค้า แล้วแปลงรหัสที่อ่านได้นั้นเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งผ่านสายที่เชื่อมต่ออยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อ ให้ซอฟต์แวร์ที่สร้างขึ้นใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ เช่น ถ้าเป็นการขายสินค้า เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์รับสัญญาณจากเครื่องอ่านจะสามารถรู้ได้ ว่าสินค้าชนิดใดบ้างที่ถูกขายไป เครื่องอ่านรหัสแท่งนี้ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากสามารถอำนวยความสะดวกในการนำเข้าข้อมูลแทนการนำข้อมูลเข้าผ่านทางคีย์บอร์ด นอกจากนี้ยังสามารถลดความผิดพลาดระหว่างการนำเข้าข้อมูลได้ด้วยเช่นกัน

    อุปกรณ์ด้านฮาร์ดแวร์ในส่วนที่ทำหน้าที่รับข้อมูล (Input Unit) ที่กล่าวมาให้ท่านผู้อ่านได้ทราบกันก่อนนั้น ได้แก่ คีย์บอร์ด ซึ่งเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ใช้ในการรับข้อมูล โดยการกดแป้นแล้วทำการเปลี่ยนเป็นรหัส เพื่อส่งต่อไปให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ในส่วนของเมาส์ (Mouse) และแทร็กบอล ( Track ball) ก็ทำงานโดยการชี้ตำแหน่งและเลือกข้อมูลผ่านทางหน้าจอภาพ แต่อุปกรณ์ 2 อย่างนี้แตกต่างกันตรงที่แทร็กบอลนั้นชี้ตำแหน่งโดยใช้มือลูบเบาๆ บริเวณลูกบอลที่ติดอยู่กับแป้นพิมพ์ ส่วนสแกน เนอร์ (Scanner) นั้นก็จะทำหน้าที่จับภาพและเปลี่ยนแปลงภาพจากรูปแบบของแอนาลอกเป็นดิจิตอล โดยการฉายแสงบนเอกสารที่ต้องการ และสุดท้ายเครื่องอ่านรหัสแท่ง ซึ่งได้รับความนิยมมาก เนื่องจากสามารถอำนวยความสะดวกในการนำเข้าข้อมูล โดยแปลงรหัสที่อ่านได้นั้นเป็นสัญญาณไฟฟ้า แล้วส่งผ่านสายที่เชื่อมต่ออยู่กับคอมพิวเตอร์
DVD

ในโลกของสื่อบันทึกข้อมูลภาพ และเสียงในยุคดิจิตอลอย่างปัจจุบัน สื่อบันทึกข้อมูลที่ดีที่สุดในขณะนี้คงไม่มีใครไม่ยอมรับ ดีวีดี (DVD ย่อมาจาก Digital Versatile Disk หรือ Digital Video Disk)

มีคนจำนวนไม่น้อยเลย (รวมทั้งตัวผมเองเมื่อก่อน) ที่พากันสงสัยว่า เจ้าแผ่นดีวีดีที่มีขนาดไม่แตกต่างไปจากแผ่นซีดีเนี่ย มันมีดียังไง ถึงได้สามารถที่จะบันทึกข้อมูลภาพ และเสียง ได้ทั้งนานกว่า และมีคุณภาพกว่าสื่อบันทึกข้อมูลแบบซีดี ทั้งๆ ที่มันก็เป็นการบันทึกแบบดิจิตอลเหมือนๆ กัน…

ดังนั้นผมก็เลยหาข้อมูลมาคลายข้อสงสัยว่าเจ้าดีวีดีเนี่ย มันทำงานกันยังไง และมีคุณสมบัติ (ฟีเจอร์) อะไรกันบ้าง?!?

รู้จักกับแผ่นดีวีดีกันก่อน

แผ่นดีวีดีนั้น ดูๆ ไปมันก็ไม่ต่างไปจากแผ่นซีดีหรอกครับ เพียงแต่ว่ามันมีความจุที่มากกว่ามากๆ โดยมาตรฐานของแผ่นดีวีดีแล้ว มันจะมีความจุมากกว่าแผ่นซีดีถึงเจ็ดเท่าทีเดียว ซึ่งด้วยขนาดความจุที่มากมายขนาดนี้นี่เอง ที่ทำให้เจ้าแผ่นดีวีดีสามารถที่จะบันทึกข้อมูลภาพยนตร์ที่เข้ารหัสแบบ MPEG-2 ได้เต็มๆ ซึ่งลักษณะของภาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดีนั้นมีดังนี้ครับ
 • สามารถบันทึกข้อมูลวิดีโอที่ความละเอียดสูงได้ถึง 133 นาที
 • การบีบอัดของวิดีโอในรูปแบบ MPEG-2 นั้นมีอัตราส่วนอยู่ที่ 40:1
 • สามารถมีเสียงในฟิล์มได้มากถึง 8 ภาษา โดยมีระบบเสียง 5.1 Channel Dolby Digital Surround Sound
 • มีคำบรรยาย (Subtitle) ได้มากสูงสุดถึง 32 ภาษา
 • ภาพยนตร์ดีวีดีบางแผ่นนั้น สามารถเปลี่ยนมุมกล้องได้ด้วย
 • นอกเหนือไปจากความสามารถที่เอ่ยถึงไป หากเราเอาแผ่นดีวีดีมาใช้บันทึกข้อมูล ภาพและเสียงด้วยระดับคุณภาพของซีดี ก็จะสามารถบันทึกได้นานถึงเกือบ 8 ชั่วโมง ทีเดียว!! (เพียงแต่ว่าไม่มีใครเขาทำกันเท่านั้นเองครับ)



การบันทึกข้อมูลลงแผ่นดีวีดี

ก็อย่างที่รู้ๆ กันนี่แหละครับว่าแผ่นดีวีดีนั้นไม่ต่างจากแผ่นซีดีเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาด ความหนา หรือแม้แต่วัสดุที่นำมาใช้ทำ แม้แต่การบันทึกข้อมูลนั้นก็ใช้หลักการเดียวกัน ก็คือการเข้ารหัสข้อมูลให้อยู่ในรูปของ pit และ land บนแทร็คต่างๆ

แผ่นดีวีดีนั้นประกอบไปด้วยชั้นของพลาสติกหลายๆ ชั้น รวมกันเป็นความหนา 1.2 มิลลิเมตร โดยแต่ละชั้นนั้นมาจากการฉีดเอาโพลีคาร์บอเนตพลาสติกเหลว (Polycarbonate Plastic) เข้าไปเป็นชั้นบางๆ เคลือบตัวแผ่นดิสก์ ซึ่งขั้นตอนนี้ได้สร้างแผ่นดิสก์ที่มี bump เรียงตัวเป็นแถวเดียว และหมุนวนไปทั่วแผ่นดิสก์ แบบเกลียว… (ดูรูปประกอบ)


bump เรียงตัวเป็นแถวเดียว และหมุนวนไปทั่วแผ่นดิสก์ แบบเกลียว

เมื่อเลเยอร์ของโพลีคาร์บอเนตพลาสติกถูกสร้างเสร็จเรียบร้อย ก็จะมีการเคลือบด้วยชั้นสะท้อนแสง (Reflective Layer) หุ้ม bump อีกที โดยชั้นในจะเป็นอลูมิเนียม ส่วนชั้นนอกจะเป็นทองครับ เพื่อให้แสงเลเซอร์นั้นผ่านจากเลเยอร์ชั้นนอก เข้ามาสู่ชั้นในได้… สุดท้าย เลเยอร์ทั้งหมดก็จะถูกเคลือบด้วยแลคเกอร์ (Lacquer) อีกชั้นหนึ่ง

แผ่นดีวีดีไม่ได้มีเพียงแบบเดียวนะครับ แต่ว่ามันมีด้วยกัน 4 แบบก็คือ
 • Single-Sided Single Layer (DVD-5)
 • Single-Sided Double Layer (DVD-9)
 • Double-Sided Single Layer (DVD-10)
 • Double-Sided Double Layer (DVD-18)

ซึ่งแต่ละแบบ จะมีความจุต่างกันไปครับ (ดูรูปประกอบ)

แน่นอนครับว่าแผ่นดีวีดีก็ต้องมีการสกรีนแผ่นด้วย ไม่งั้นก็ไม่รู้กันแหงๆ ว่าแผ่นนี้มีข้อมูลอะไรบันทึกเอาไว้… สำหรับแผ่นแบบ Single-Sided นั้นจะมีการสกรีน เอาไว้บนแผ่นด้านที่ไม่มีข้อมูลบันทึกครับ

ส่วนแผ่นแบบ Double-Sided ที่มีการบันทึกข้อมูลเอาไว้ทั้งสองด้านนั้น จะมีการสกรีนเอาไว้รอบๆ รูตรงกลางแผ่นครับ เอาแค่พออ่านได้ว่าแผ่นนี้มีข้อมูล อะไร การที่สามารถบันทึกข้อมูลเอา ไว้ได้ทั้งสองด้านของแผ่นดิสก์ แถมด้าน ละสองเลเยอร์นั้น ช่วยให้แผ่นดีวีดีนั้นสามารถบันทึกข้อมูลได้มาก แต่นอกเหนือ ไปจากนั้นก็คือ ระยะห่างของแต่ละแทร็คบนแผ่นดิสก์ และขนาดของ pit

เจ้าแผ่นดีวีดีนี่ มีระยะห่างของแทร็คข้อมูลเพียง 740 นาโนเมตร (1 นาโนเมตร เท่ากับ 1 ส่วนในพันล้านส่วนของเมตร ครับ) ส่วนขนาดของ pit นั้นก็แค่ กว้าง 320 นาโนเมตร ยาว 400 นาโนเมตร และสูง 120 นาโนเมตร เท่านั้นเอง (ดูรูปประกอบ)

เมื่อทั้งระยะระหว่างแทร็ค และขนาดของ pit มาผนวกกันเข้ากับการเรียงตัวแบบเกลียววน (Sprial) แล้ว หากคุณนำข้อมูลพวกนี้ออกมายืดออกเป็นเส้นตรงละก็ สำหรับแผ่นแบบ Single-Sided Single Layer คุณจะได้แทร็คข้อมูลที่มีความยาวถึงกว่า 13 กิโลเมตรทีเดียว!! และยิ่งหากเป็นแผ่นแบบ Double-Sided Double Layer แล้วละก็ คุณจะได้แทร็คข้อมูลที่มีความยาวร่วม 50 กว่ากิโลเมตรทีเดียว!!!!

เปรียบเทียบแผ่นดีวีดีกับแผ่นซีดี

ปัจจัยที่ทำให้แผ่นดีวีดีนั้นมีความจุสูงกว่าแผ่นซีดีมีอยู่สามหัวข้อหลักๆ ก็คือ

ความหนาแน่นของข้อมูลที่มากกว่า

การบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นดีวีดีนั้นมีระยะห่างระหว่างแทร็คของข้อมูลที่น้อยมาก แถมยังมีขนาดของ pit ที่เล็กมากๆ ด้วย มาลองเปรียบเทียบกันกับแผ่นซีดีก็ได้ครับ

มาลองคำนวณกันง่ายๆ กันดีกว่าครับ ว่าความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นมาขนาดนี้ ช่วยให้แผ่นดีวีดีมีความจุเพิ่มได้เท่าไหร่?!? เริ่มจากระยะระหว่างแทร็คที่เล็กกว่า 2.16 เท่า และความยาวของ pit ที่สั้นกว่าอีก 2.08 เท่า ซึ่งเมื่อนำมาคูณกันแล้ว จะได้ประมาณ 4.5 เท่า นั่นแสดงว่าแผ่นดีวีดีนั้นมีพื้นที่สำหรับการเก็บ pit มากกว่าแผ่นซีดีถึง 4.5 เท่าทีเดียว และนี่หมายถึงความจุที่มากกว่าแผ่นซีดี 4.5 เท่าเช่นกัน

Overhead ที่น้อยกว่า

ในรูปแบบของแผ่นซีดี จะมีข้อมูลพิเศษที่ถูกเข้ารหัสเอาไว้บนแผ่นดิสก์เพื่อใช้ในการ แก้ไขข้อมูลในกรณีที่ผิดพลาด (Error Correction) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จริงๆ แล้วก็คือข้อมูล ที่มีอยู่แล้วบนแผ่นดิสก์นั่นเอง… สำหรับวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดที่ใช้กันอยู่ในแผ่นซีดี นั้นค่อนข้างจะเก่า และมีประสิทธิภาพสู้วิธีที่ใช้กันในแผ่นดีวีดีไม่ได้เลย โดยเจ้าแผ่นดีวีดีนั้นไม่สิ้นเปลืองเนื้อที่มากนักในส่วนของการแก้ไขข้อผิดพลาด ซึ่งส่งผลให้มีเนื้อที่ในการบันทึกข้อมูลจริงๆ มากกว่า

การบันทึกข้อมูลลงในเลเยอร์หลายๆ เลเยอร์

ในแผ่นซีดีนั้น การบันทึกข้อมูลจะกระทำบนเลเยอร์เดียว แต่สำหรับแผ่นดีวีดี การบันทึกข้อมูลสามารถทำได้ถึง 2 เลเยอร์ และสองด้านของแผ่น ซึ่งรวมๆ แล้วก็นับเป็น 4 เลเยอร์ทีเดียว

อาจจะแปลกใจอยู่บ้าง ที่ความจุไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ทั้งๆ ที่เราได้บันทึกข้อมูลเพิ่มจากเดิมเลเยอร์เดียว เป็นสองเลเยอร์ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อ ทำเลเยอร์เป็นสองชั้นแล้ว ความยาวของ pit นั้นต้องมากขึ้นครับ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการรบกวนกันระหว่างเลเยอร์ซึ่งจะทำให้เกิด ข้อผิดพลาดเวลาเล่นดิสก์ครับ

รูปแบบของวิดีโอบนแผ่นดีวีดี

ถึงแม้ว่าขนาดความจุของดีวีดีนั้นจะมีมากมายก็ตาม แต่หากว่าเราจะทำการบันทึกข้อมูล ภาพยนตร์ซักเรื่องลงไปโดยไม่มีการบีบอัดใดๆ เลย รับรองได้ว่าไม่มีทางพอครับ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็ต้องทำการบีบอัดข้อมูลมันเสียก่อน แล้วค่อยบันทึก… สำหรับการบีบอัดข้อมูลของแผ่นดีวีดีนั้น ใช้การเข้ารหัสเป็นรูปแบบของ MPEG-2 แล้วจึงค่อยเก็บข้อมูลวิดีโอนั้นลงในแผ่นดิสก์ครับ ซึ่งเจ้ารูปแบบ MPEG-2 นั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นมาตรฐานสากล

โดยปกติแล้วภาพยนตร์ทั่วๆ ไปจะมีอัตราความเร็วของการฉายอยู่ที่ 24 เฟรมต่อวินาที ซึ่งหมายความว่าในหนึ่งวินาทีนั้นจะมีภาพทั้งหมด 24 ภาพถูกฉายออกมา… เจ้าตัวเข้ารหัส MPEG จะทำการตรวจสอบแต่ละเฟรม แล้วก็ตัดสินใจว่าจะเข้ารหัสอย่างไรดี โดยแต่ละเฟรมนั้นสามารถถูกเข้ารหัสเป็นแบบใดแบบหนึ่งได้ ในสามแบบต่อไปนี้ครับ
 • แบบ Intraframe ซึ่งจะมีข้อมูลของภาพที่สมบูรณ์ของเฟรมนั้นๆ เลย วิธีนี้จะบีบอัดข้อมูล ได้น้อยที่สุด
 • แบบ Predicted frame จะมีข้อมูลแค่เพียงพอที่จะบอกเครื่องเล่นดีวีดีว่า จะแสดงภาพออกมาอย่างไร โดยมีพื้นฐานจากเฟรมที่ถูกเข้ารหัสแบบ Intraframe หรือ Predicted frame ที่ผ่านมาล่าสุด พูดง่ายๆ ก็คือเฟรมปัจจุบันจะมีเพียง ข้อมูลอ้างอิงว่าเฟรมใน ปัจจุบันนี้มีอะไรบ้าง ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเฟรมที่ผ่านมา
 • แบบ Bidirectional frame จะใช้ข้อมูลของเฟรมที่เข้ารหัสแบบ Intraframe และ Predicted frame ที่อยู่รอบๆ มาใช้คำนวณหาจุดที่ตั้ง และสีของแต่ละพิกเซล ของรูปภาพแต่ละส่วนในเฟรม

ชนิดของฉาก (Scene) ที่จะถูกเข้ารหัสจะเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจของเจ้าอุปกรณ์เข้ารหัส ว่าจะใช้รูปแบบของเฟรมแบบไหนดี อย่างเช่นถ้าเป็นการรายงานข่าว ก็อาจจะใช้รูปแบบ Predicted frame มากหน่อย เพราะว่าในฉากแบบนึ้ การเปลี่ยนรูปจากเฟรมหนึ่งไปเป็นอีกเฟรมจะไม่ค่อยมีการ เปลี่ยนแปลงมากเท่าไหร่ แต่หากเป็นฉากแอ็คชันแบบบู๊สุดๆ ละก็ การเปลี่ยนรูปจากเฟรมหนึ่งไป เป็นอีกเฟรมก็จะมีรายละเอียดที่เปลี่ยนแปลงมาก และนั่นทำให้อุปกรณ์เข้ารหัสเลือกที่จะใช้รูปแบบเฟรม อย่าง Intraframe ครับ

ดีวีดีกับไฟล์ออดิโอ

แผ่นดีวีดีไม่ได้มีเอาไว้ใช้บันทึกข้อมูลภาพยนตร์อย่างเดียวนะครับ มันยังเอาไว้ บันทึกข้อมูลเสียงเพลงในรูปแบบของไฟล์ออดิโอด้วย แต่ว่ารูปแบบของการบันทึก นั้นต่างกันครับ

ในปัจจุบันแผ่นออดิโอดีวีดีนั้นยังหายากอยู่ แต่อีกไม่นานคิดว่ามันคงจะเป็นอะไร ที่หาไม่ยากละครับ แล้วทีนี้คุณก็จะได้สัมผัสถึงความแตกต่างของคุณภาพ ของเสียงระหว่างซีดีออดิโอ กับ ดีวีดีออดิโอกัน แต่เพื่อที่จะได้ประโยชน์จากการ ฟังเพลงแบบดีวีดีออดิโอได้สูงสุด อันนี้คุณจำเป็นที่จะต้องมีแผ่นดีวีดีออดิโอ คุณภาพสูง และเครื่องเล่นดีวีดีที่มีตัวแปลงสัญญาณจากดิจิตอลเป็นอนาล็อก (Digital to Analog Converter หรือ DAC) ระดับ 192kHz/24-bit (เครื่องเล่นดีวีดีทั่วๆ ไปมี DAC แบบ 96kHz/24-bit เท่านั้น)… ด้วยความจุที่มากกว่าแผ่นซีดีมากๆ ของแผ่นดีวีดี ทำให้มันสามารถที่จะบันทึก ข้อมูลของเสียงได้ละเอียดกว่ามาก ในเวลาการเล่น (Playback time) ที่เท่าๆ กัน

ลองมาเปรียบเทียบกันระหว่างซีดีออดิโอ และดีวีดีออดิโอ ที่คุณภาพสูงสุด ซึ่งสามารถบันทึกข้อมูลออดิโอได้นาน 74 นาทีกันครับ

รายละเอียด ซีดีออดิโอ ดีวีดีออดิโอ
Sample Rate 44.1kHz 192kHz
จำนวน Sample ต่อวินาที 44,100 192,000
Sampling Accuracy 16 bits 24 bits
จำนวนระดับของเอาต์พุต 65,536 16,777,216

ไม่ว่าจะเป็นซีดีออดิโอ หรือ ดีวีดีออดิโอก็ตาม ข้อมูลแต่ละบิต จะเป็นการบอกตัว DAC ว่าระดับของความต่างศักย์เอาต์พุตจะต้องเป็นเท่าไหร่ ซึ่งผลที่ได้ก็จะเป็นรูปคลื่น (Waveform) ที่คล้ายกับสัญญาณต้นแบบ… ทีนี้เราลองมาดูรูปภาพเปรียบเทียบรูปคลื่นสัญญาณต้นแบบกับรูปคลื่นของซีดีออดิโอ กับดีวีดีออดิโอกันครับ

จะเห็นว่าดีวีดีออดิโอนั้นจะให้สัญญาณเอาต์พุตออกมาได้ใกล้เคียงกับ สัญญาณต้นแบบ มากกว่าซีดีออดิโอมากๆ ทีเดียว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากจำนวน Sample และ Sampling accuracy ที่มากกว่า ทำให้ระดับของเอาต์พุตนั้นมีมากกว่านั่นเอง… ถ้าเราใช้แผ่นดีวีดีบันทึกข้อมูลออดิโอที่คุณภาพระดับซีดีออดิโอละก็ เราจะสามารถที่จะบันทึกข้อมูลได้นานถึง กว่า 7 ชั่วโมงทีเดียว

ข้อมูลจาก
http://www.sanambin.com/


Joystick

     อุปกรณ์รับเข้าชนิดหนึ่งที่ใช้ควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวชี้ตำแหน่งเช่นเดียวกับเมาส์ ซึ่งคงจะเป็นที่คุ้นเคยของนักเรียน นักศึกษาที่นิยมเล่นเกมคอมพิวเตอร์ชนิดที่มีการแสดงผลเป็นกราฟิก ที่ตัวผู้เล่นที่ปรากฏบนหน้าจอภาพต้องมีการเคลื่อนที่ทำภาระกิจตามกติกาของเกม ตัวผู้เล่นที่ปรากฏบนจอภาพเปรียบได้กับตัวชี้ตำแหน่งที่ปรากฏในการซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป และก้านควบคุมนี้ก็ทำหน้าที่คอยกำหนดการเคลื่อนที่ของตัวชี้บนจอภาพ โดยลักษณะของก้านควบคุมจะคล้ายกล่องที่มีก้านโผล่ออกมา และก้านนั้นสามารถบิดขึ้น ลง ซ้าย ขวา ได้การเคลื่อนที่ของก้านนี้เองที่เป็นการกำหนดทิศทางการเคลื่อนที่ของตัวชี้ตำแหน่ง หลักการทำงานของก้านควบคุม จะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ภาย


ก่อนถูกเรียกว่า Memory
แปลกจริงหนอ จากทรายที่เห็นกันอยู่เต็มชายหาดได้ถูกนำมาทำเป็น Memory ได้ เนื่องจากในทราย นั้นมี Silicon ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการผลิตอุปกรณ์จำพวก สารกึ่งตัวนำ (Semiconductors) หลังจากที่ Silicon ผ่านขบวนการผลิตแล้วจะถูกบรรจุลงใน Silicon Wafer จากนั้นนำ Wafer ต่อเชื่อมเข้าด้วยกันจนเป็นระบบเรียกว่า Chip หรือ IC (Integrated Circuit) นำ Chip เหล่านั้นเชื่อมกับวงแผงวงจร PCB ทำการทดสอบ แล้วแผงวงจรด้วยพลาสติกหรือ เซรามิก


Memory มีหลากหลายขนาดและรูปร่าง แต่โดยทั่วไปที่เห็นจะมีลักษณะเป็นแท่ง แบน และประกอบด้วยวัตถุสีเหลี่ยมสีดำ ว่างเรียงตัวไปในแนวเดียวกัน ซึ่งส่วนประกอบเหล่านั้นจะเป็นส่วนที่จะนำเสนอต่อไป

PCB (Printed Circuit Board)
เป็นแผงวงจรที่รวม Memory chip มาไว้รวมกัน สำหรับแผงวงจรจะมีด้วยกันหลายชั้น แต่ละชั้นจะเชื่อมต่อกันเป็นระบบซึ่งเป็นการออกแบบจากโรงงาน และยิ่งจำนวนชั้นมากคุณภาพของ Memory ก็สูงขึ้น ในขณะที่มีชั้นมากก็จะมีช่องทางในการเชื่อมต่อกันมากชึ้น แผงวงจรไฟฟ้าจะมีเส้นทางในการเดินทางมากขึ้น


DRAM (Dynamic Random Access Memory)
เป็น Memory ที่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็น Dynamic RAM เพราะมันจะเก็บข้อมูลได้ในขณะที่มีไฟฟ้าเลี้ยงเท่านั้น โดยทั้วไปแล้วตัว Chip จะมีสีดำ ซึ่งเป็นวัสดุที่เป็นฉนวนเพื่อป้องกันลายวงจรที่อยู่ข้างใน


Contact Fingers
หรือเรียกว่า Connector เป็นส่วนที่ไว้สำหรับต่อกับ System board เพื่อให้เกิดการส่งผ่านข้อมูลระหว่างกัน Internal Trace Layer
จากรูป แว่นขยาย จะเห็นลายวงจรเชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากซึ่งไม่มีเพียงแค่ชั้นเดียว แต่ละชั้นจะเชื่อมต่อกัน แต่จะเชื่อมต่อกันแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับผู้ผลิต

Chip Packaging
รูปแบบของ Chip ที่อยู่บน PCB จะเห็นว่ามีความแตกต่างกัน ถ้าทำการมองดูใกล้ๆจะเห็นว่าขาที่เชื่อมต่อกับ PCB จะมีความต่างกันรวมถึงตัว Chip ด้วย เนื่องจาก การผลิตที่ต่างโรงงานกัน Technology ที่ใช้ในการผลิตก็ต่างกัน ทำให้รูปร่างภายนอกก็ต่างกันไปด้วย
DIP (Dual In-Line Package) จะมีลักษณะขาที่ต่อตรงกับ PCB โดยเจาะไปในเนื่อ PCB ในปัจจุบันแทบจะไม่มีให้เห็นแล้ว
SOJ (Small Outline J-Lead) ตัว J นั้นได้มาจาก ขาของ Chipซึ่งงอเป็นรูปตัว J ซึ่งจะเป็นการต่อกับผิวหน้าของ PCB
TSOP (Thin Small Outline Package) ตัวของ Chip มีขนาดบางกว่าแบบ SOJ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมใช้ในเครื่อง Notebook

CSP (Chip Scale Package) มีรูปร่างที่ต่างออกไป ไม่เหมือน Package ของ Chip ตัวอื่นๆ ที่กล่าวมา โดยตัวของ Chip ประหนึ่วว่าไม่มีขาต่อกับ PCB แต่จะมีปุ่มเล็กๆ ที่ใช้แทนขาที่เรียกว่า BGP (Ball Grid Array) เมื่อมองทางด้านบน Chip จะไม่เห็นว่ามีขาออกมาจากตัว Chip เลย แต่ถ้าพลิกดูอีกด้านหนึ่งของ Chip จะเห็นมีปุ่มอยู่เป็นจำนวนมากเรียงกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นการจำแนก Chip ออกเป็นชนิด แต่ยังมีความแปลกของการออกแบบวงจรอีกคือ ถ้าต้องการให้ความจุของ Memory เพิ่มขึ้นแต่พื้นที่ PCB และ ขนาดความจุของ Chip จำกัด ก็สามารถนำ Chip มาวางซ้อนกันได้ ซึ่งจะเรียกว่า Stacked Chips

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


Mouse
Mouse เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลอย่างหนึ่งแต่ที่เห็นการทำงาน โดยทั่วไปจะเป็นตัวที่ใช้ควบคุมลูกศรให้เคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนจอภาพ เหมาะสำหรับใช้งานเมื่อต้องเลือก หรือเลื่อนวัตถุต่างๆ บนจอ Mouse ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ได้ 2 แบบ ได้แก่ 9 Pin, Serial Port และ PS/2 (Personal System Version2)

Mouse แบ่งได้เป็นสองแบบคือ
  1. แบบทางกล
  2. แบบใช้แสง

1. แบบทางกล
เป็นแบบที่ใช้ลูกกลิ้งกลม ที่มีน้ำหนักและแรงเสียดทานพอดี เมื่อเลื่อน Mouse ไปในทิศทางใดจะทำให้ลูกกลิ้งเคลื่อนไปมาในทิศทางนั้น ลูกกลิ้งจะทำให้กลไกซึ่งทำหน้าที่ปรับแกนหมุนในแกน X และแกน Y แล้วส่งผลไปเลื่อนตำแหน่งตัวชี้บนจอภาพ Mouse แบบทางกลนี้มีโครงสร้างที่ออกแบบได้ง่าย มีรูปร่างพอเหมาะมือ ส่วนลูกกลิ้งจะต้องออกแบบให้กลิ้งได้ง่ายและไม่ลื่นไถล สามารถควบคุมความเร็วได้อย่างต่อเนื่องสัมพันธ์ระหว่างทางเดินของMouseและจอภาพ

  • Ball Mouse
    มีชนิดที่เป็น Ball อยู่ในแนวตั้งและแนวนอน Mouse แบบ Ball การใช้งานต้องเลื่อน Mouse ยังแกนต่างๆบนหน้าจอเพื่อเลือก หรือยกเลิกโปรแกรมที่ทำงานอยู่ ต่อมาได้พัฒนา Mouse ให้มี wheel เพื่อให้สะดวกในการใช้งานกับ Windows ตั้งแต่เวอร์ชัน 95 เป็นต้นมา ซึ่งช่วยในการเลื่อนหน้าต่าง Window ได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเลื่อน Mouse เพียงแต่ใช้นิ้วขยับไปที่ wheel ขึ้นลงเท่านั้น
  • Wireless Mouse
    เป็น Mouse ที่มีการทำงานเหมือน Mouse ทั่วไปเพียงแต่ไม่มีการใช้สายไฟต่อออกมาจากตัว Mouse ซึ่ง Mouse ชนิดนี้จะมีตัวรับและตัวส่งสัญญาณซึ่งทางด้านตัวรับสัญญาณอาจจะเป็นหัวต่อแบบ PS/2 หรือ แบบ USB ที่เรียกว่า Thumb USB receiver ซึ่งใช้ความถี่วิทยุอยู่ที่ 27MHz
  • Mouse สำหรับ Macintosh
    เป็น Mouse ที่ใช้เฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh ซึ่งเป็น Mouse ที่ไม่มี wheel และปุ่มคลิ๊ก ก็ มีเพียงปุ่มเดียวแต่สามารถใช้งาน ได้ครอบคลุมทุกหน้าที่การทำงาน ซึ่งทางบริษัท Apple ออกแบบมาเพื่อใช้กับเครื่อง Macintosh เท่านั้น

2. Mouse แบบใช้แสง
อาศัยหลักการส่งแสงจาก Mouse ลงไปบนแผ่นรอง Mouse (mouse pad)

  • Optical Mouse
    เป็น Mouse ชนิดใช้แสงซึ่งปัจจุบัน บริษัทผู้ผลิต Mouse ชนิดนี้ได้เพิ่มให้มีความสวยงามต่างๆกันไป เช่น ใส่แสงให้กับ wheel หรือไม่ก็ออกแบบให้มีแสงสว่างทั้งตัว Mouse แต่หน้าที่การทำงานก็ไม่เปลี่ยนแปลงไปจาก Ball Mouse

 

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


PROJECTOR (โปรเจกเตอร์)
ปัจจุบันโปรเจกเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก เนื่องจากราคาต่อหน่วยลดลงมามากหรือพูดง่ายๆ ก็คือราคาถูกลงมาทำให้นำเอาโปรเจกเตอร์มาทำเป็น “โฮมเธียเตอร์” เรามาดูว่าโปรเจกเตอร์นั้นมีเทคโนโลยีอะไรบ้าง

เทคโนโลยีโปรเจกเตอร์
ปัจจุบันโปรเจกเตอร์ได้มีการพัฒนาให้มีความสามารถสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน คุณจะพบว่านอกจากเทคนิคเดิมๆ ที่เป็นหลอดภาพแบบเก่าแล้ว ยังมีเทคนิคใหม่ๆ อีกถึงสองแบบคือแบบ Liquid Crystal Display (CLD) และ แบบ Digital Light Processing (DLP)

  • โปรเจกเตอร์แบบ LCD : โดยหลักการแล้วโปรเจกเตอร์นี้จะทำงานคล้ายกับจอภาพ TFT มากนั่นคือแสงจากหลอดไฟจะถูกรวมโดยระบบมัลติเลนส์ และเนื่องจาก LDCD-Panel ต้องใช้แสงโพลาไรซ์ดังนั้นปริซึมที่ทำหน้าที่บังคับแสงที่อยู่ถัดมาจึงยอมให้แสง ที่มีการแกว่งในระนาบเดียวผ่านไปได้เท่านั้นจากนั้นกระจกไดโครอิคจำนวนสองตัวจะทำหน้าที่แยกสีแยก แสงสีขาวออบเป็นสีพื้นฐานต่างๆ (RGB) โดยจะไปส่องส่วางที่จอ LCD Panel ซึ่งเป็นแบบโมโนโครมและกันด้วยปริซึมอีกครั้งก่อนถูกฉายออกไป



  • โปรเจกเตอร์แบบ DLP : โปรเจกเตอร์ลักษณะนี้จะทำงานโดยอาศัยความเฉี่อยของดวงตามนุษย์ด้วยการฉายแสงสีพื้น (RGB) ทั้งสามสีคราวละหนึ่งสีบนจอ โดยแสงจะถูกส่งไปยัง Color – Wheel เพื่อสร้างเป็นสีเขียว แดง และน้ำเงินสลับกันไป จากนั้นแต่ละสีจะถูกส่งไปที่ชิป DMD (Digital Mirror Device) ซึ่งจะมีกระจกปรับทิศอยู่บนพื้นผิวสำหรับสร้างจุดภาพแต่ละภาพ ซึ่งสีและความสว่างที่เกิดขึ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับ ระยะเวลาที่กระจกสะท้อนแสงไปยังโปรเจกเตอร์ออปติก ซึ่งการทำงานด้วยการใช้เทคนิคนี้โปรเจกเตอร์จะให้คุณภาพภาพและความสว่างในเกณฑ์ที่ดี นอกจากนี้ยังทำให้สามารถออกแบบโปรเจกเตอร์ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดต่างกันไป

การสะท้อนแสงลักษณะต่างๆ ของจอภาพ

  1. สะท้อนแสงแบบกระจาย : สำหรับการใช้เป็นชุดโฮมเธียเตอร์



    ไม่รวมแสง : จอภาพจสะท้อนแสงได้ทุกทิศทางทำให้จอภาพลักษณะนี้เหมาะทั้งการแขวนและตั้งโต๊ะและ เนื่องจากจอภาพไม่มีการรวมแสงที่มาตกกระทบ ทำให้จอภาพมีมุมมองที่ก้าวแต่จะให้ความคมชัดดีที่สุด เมื่อใช้งานในสภาพแสงที่ค่อนข้างมือเท่านั้น

  2. สะท้อนแสงตามปกติ : สำหรับงานนำเสนอหรือพรีเซนเทชัน



    สำหรับโปรเจกเตอร์แบบแขวน : จอภาพลักษณะนี้จะให้มุมตกกระทบของแสงเท่ากับมุมสะท้อน ส่วนจะมีการรวมแสงมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาใช้งาน ด้วย เหตุนี้จอภาพจึงมีมุมมองที่ค่อนข้างจำกัด แต่ก็ให้ความคมชัดที่ดีแม้ในสภาพแสงที่สว่าง

  3. สะท้อนแสงกลับทางเดิม : สำหรับงานนำเสนอหรือพรีเซนเทชัน



    สำหรับโปรเจกเตอร์แบบตั้งโต๊ะ : ด้วยลักษณะพิเศษของจอภาพ ทำให้เมื่อมีแสงมากระทบแสงจะสะท้อนกับไปในทิศทางเดิม แต่คุณสมบัติส่วนใหญ่ก็ยังคงคล้ายคลึงกับจอภาพในข้อที่สอง ทังมุมมองที่จำกัดและความคมชัดของภาพแม้ในที่สว่าง แต่ลักษณะการใช้งานจะต่างกัน

ข้อมูลจาก http://www.dcomputer.com/


ROM

ROM (Read-OnlyMemory)

คือหน่วยความจำชนิดหนึ่ง ที่มีโปรแกรม หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับ ไมโครโปรเซสเซอร์ได้โดยตรง ซึ่งโปรแกรม หรือข้อมูลนั้นจะไม่สูญหายไป

แม้ว่าจะไม่มีการจ่ายไฟเลี้ยงให้แก่ระบบ ข้อมูลที่เก็บอยู่ใน ROM จะสามารถอ่านออกมาได้ แต่ไม่สามารถเขียนข้อมูลเข้าไปได้ เว้นแต่จะใช้วิธีการพิเศษซึ่งขึ้นกับชนิดของ ROM

ชนิดของROM

Manual ROM
ROM (READ-ONLY MEMORY)
 • ข้อมูลทั้งหมดที่อยู่ใน ROM จะถูกโปรแกรม โดยผู้ผลิต (โปรแกรม มาจากโรงงาน) เราจะใช้ ROM ชนิดนี้ เมื่อข้อมูลนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และมีความต้องการใช้งาน เป็นจำนวนมาก ผู้ใช้ไม่สามารถ เปลี่ยนแปลงข้อมูลภายใน ROM ได้
 • โดย ROM จะมีการใช้ technology ที่แตกต่างกันตัวอย่างเช่น BIPOLAR, CMOS, NMOS, PMOS

PROM (Programmable ROM)
PROM (PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
 • ข้อมูลที่ต้องการโปรแกรมจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เอง โดยป้อนพัลส์แรงดันสูง (HIGH VOLTAGE PULSED) ทำให้ METAL STRIPS หรือ POLYCRYSTALINE SILICON ที่อยู่ในตัว IC ขาดออกจากกัน ทำให้เกิดเป็นลอจิก “1” หรือ “0” ตามตำแหน่ง ที่กำหนดในหน่วยความจำนั้นๆ เมื่อ PROM ถูกโปรแกรมแล้ว ข้อมูลภายใน จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก หน่วยความจำชนิดนี้ จะใช้ในงานที่ใช้ความเร็วสูง ซึ่งความเร็วสูงกว่า หน่วยความจำ ที่โปรแกรมได้ชนิดอื่นๆ

EPROM (Erasable Programmable ROM)
EPROM (ERASABLE PROGRAMMABLE READ-ONLY MEMORY)
 • ข้อมูลจะถูกโปรแกรม โดยผู้ใช้โดยการให้สัญญาณ ที่มีแรงดันสูง (HIGH VOLTAGE SIGNAL) ผ่านเข้าไปในตัว EPROM ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่ใช้ใน PROM แต่ข้อมูลที่อยู่ใน EPROM เปลี่ยนแปลงได้ โดยการลบข้อมูลเดิมที่อยู่ใน EPROM ออกก่อน แล้วค่อยโปรแกรมเข้าไปใหม่ การลบข้อมูลนี้ทำได้ด้วย การฉายแสง อุลตร้าไวโอเลตเข้าไปในตัว IC โดยผ่าน ทางกระจกใส ที่อยู่บนตัว IC เมื่อฉายแสง ครู่หนึ่ง (ประมาณ 5-10 นาที) ข้อมูลที่อยู่ภายใน ก็จะถูกลบทิ้ง ซึ่งช่วงเวลา ที่ฉายแสงนี้ สามารถดูได้จากข้อมูล ที่กำหนด (DATA SHEET) มากับตัว EPROM และ มีความเหมาะสม ที่จะใช้ เมื่องานของระบบ มีโอกาส ที่จะปรับปรุงแก้ไขข้อมูลใหม่

EAROM (Electrically Alterable ROM)
EAROM (ELECTRICALLY ALTERABLE READ-ONLY MEMORY)
 • EAROM หรืออีกชื่อหนึ่งว่า EEPROM (ELECTRICAL ERASABLE EPROM) เนื่องจากมีการใช้ไฟฟ้าในการลบข้อมูลใน ROM เพื่อเขียนใหม่ ซึ่งใช้เวลาสั้นกว่าของ EPROM
 • การลบขึ้นอยู่กับพื้นฐานการใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ดังนั้น EAROM (ELECTRICAL ALTERABLE ROM) จะอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีแบบ NMOS ข้อมูลจะถูกโปรแกรมโดยผู้ใช้เหมือนใน EPROM แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ ข้อมูลของ EAROM สามารถลบได้โดยทางไฟฟ้าไม่ใช่โดยการฉายแสงแบบ EPROM

โดยทั่วไปจะใช้ EPROM เพราะเราสามารถหามาใช้ และทดลองได้ง่าย มีราคาถูก วงจรต่อง่าย ไม่ยุ่งยาก และสามารถเปลี่ยนแปลงโปรแกรมได้ นอกจากระบบ ที่ทำเป็นการค้าจำนวนมาก จึงจะใช้ ROM ประเภทโปรแกรมสำเร็จ

จากรูปแสดงให้เห็นส่วนประกอบพื้นฐานของ ROM ซึ่งจะมีสัญญาณต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ROM และทุกชิปที่อยู่ใน ROM มักมีการจัดแบ่งแยกหน้าที่เสมอ เช่น ขาแอดเดรสของ ROM เป็นอินพุต ส่วนขาข้อมูลจะเป็นเอาต์พุต โดยหลักการแล้ว ขาข้อมูลจะต่อเข้ากับบัสข้อมูลซึ่งเป็นบัส 2 ทาง ดังนั้นเอาต์พุตของ ROM ในส่วนขาข้อมูลนี้มักจะเป็นลอจิก 3 สถานะ ซึ่งถ้าไม่ใช้ก็จะอยู่ในสถานะ ที่มีอิมพีแดนซ์สูง (High Impedence)

ลักษณะโครงสร้างภายในของข้อมูลในหน่วยความจำ สามารถดูได้จาก Data Sheet ของ ROM นั้นๆ เช่น ROM ที่ระบุเป็น 1024 8 ,2048 8 หรือ 4096 8 ตัวเลขชุดแรก (1024 ,2048 หรือ 4096) จะบอกจำนวนตำแหน่ง ที่ใช้เก็บข้อมูลภายใน ส่วนตัวเลขชุดที่สอง (8) เป็นตัวบอกจำนวนบิตของข้อมูลแบบขนาน ที่อ่านจาก ROM

ในการกำหนดจำนวนเส้นของบัสแอดเดรสที่ใช้กับ ROM เราสามารถรู้ได้ด้วยสูตร
2x = จำนวนแอดเดรสที่อ้างถึง
เช่น 2x = 4096 จะได้ x = 12 ซึ่งก็คือ จำนวนเส้นบัสแอดเดรสนั่นเอง

ขั้นตอนการอ่านข้อมูลจาก ROM
1. CPU จะส่งแอดเดรสไปให้ ROM แอดเดรสดังกล่าวจะปรากฏ เป็นแอดเดรสที่ต้องการอ่าน ใน ROM โดยข้อมูลจะถูกอ่านออกมาเพียงครั้งละ 1 ไบต์เท่านั้น
2. CPU จะต้องให้ช่วงเวลาของการส่งแอดเดรสยาวนานพอประมาณ (Wait State) เรียกว่า Access Time โดยปกติต้องประมาณ 100-300 นาโนวินาที ขึ้นกับชนิดของ ROM ซึ่ง ROM จะใช้เวลานั้นในการถอดรหัสแอดเดรส ของข้อมูลที่ต้องการจะอ่านออกมาที่เอาท์พุทของ ROM ซึ่งถ้าใช้เวลาเร็วกว่านั้น ROM จะตอบสนองไม่ทัน
3. CPU จะส่งสัญญาณไปทำการเลือก ROM เรียกว่า สัญญาณ /CS (Chip Select) เพื่อบอกว่าต้องการเลือก ROM ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณเพื่อยืนยันการเลือกชิปนั่นเอง
4. ข้อมูลจะผ่านออกทางขาข้อมูลชั่วขณะจังหวะการเลือกชิป และเมื่อขาการเลือกชิปไม่แอคตีฟ ข้อมูลก็จะเข้าสู่ภาวะที่มีอิมพีแดนซ์สูง

ลักษณะดังกล่าว สามารถเขียนเป็นแผนผังเวลาออกมาได้ ดังแสดงในรูป

ข้อมูลจาก http://www.sanambin.com/

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

    การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์   ผลกระทบที่เกิดจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง  โลกรอไม่ได้  แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า  ปฏิกิริยาแตกตัว  ปฏิกิริยาลูกโซ่  เชื้อเพลิงนิวเคลียร์  แหล่งเชื้อเพลิงยูเรเนียม   วงจรเชื้อเพลิงยูเรเนียม  คลิกครับ


ลูกไฟในอากาศ

อ.สุทัศน์ ยกส้าน

    โลกมีรายงานเห็นลูกไฟ ในอากาศมานานกว่า  500  ปี แล้ว ว่าอยู่ดีๆ  ก็มีลูกไฟ (ball lightning)  ปรากฎแล้ว ก็ลอยเรี่ยๆ  ไปเหนือพื้นดิน  ในบางครั้งมันกระดอนขึ้นและลง หายวับไปกับตา  คลิกครับ 


เชื้อเพลิงแห่งอนาคต

    BioOil เป็นเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ระบบการจัดเก็บ การนำมาใช้ และการขนส่งเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมทั่วไป และสามารถนำมาใช้ได้กับเครื่องกังหันก๊าซ เครื่องยนต์ดีเซล และหม้อไอน้ำ (boilers) นอกจากนี้ ในการเผาไหม้ BioOil ยังไม่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก เนื่องจากไม่มีการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SOx) ส่วนการปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซต์ มีปริมาณที่น้อยกว่าน้ำมันดีเซล จึงนับได้ว่า BioOil เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด บริษัท DynaMotive Technologies Corporation ประเทศแคนาดา กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อผลิต BioOil ในเชิงพาณิชย์ โดยใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า fast pyrolysis และได้ร่วมมือกับบริษัท Orenda Aerospace Corporation ประเทศแคนาดา ทำการทดสอบและพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจาก BioOil โดยใช้ระบบกังหันก๊าซ OGT 2500 ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าขนาด 2.85 เมกะวัตต์

คลิกอ่านต่อครับ


เกม บริษัทที่รัก

   พิมพชื่อ ใส่อายุ  บริษัท  และ Satrt  กด Enter    คลิกครับ


เกม สุขภาพ

   ใส่น้ำหนัก  ความสูง  กด Enter    คลิกครับ


 

 

 

 

 

 

 

 

กระบวนการผลิต Pyrolysis

       คือกระบวนการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้ความร้อน ในสภาวะไร้อากาศ โดยเกิดการแตกของพันธะโมเลกุลในองค์ประกอบ จากสายโซ่พันธะเคมียาวๆ กลายเป็นสายโซ่สั้นๆส่วนที่เป็นองค์ประกอบ คาร์บอนระเหยได้ ก็กลายเป็นก๊าซเชื้อเพลิง บางส่วนที่ถูกควบแน่น ก็กลายเป็นของเหลว (น้ำมัน)

     โดยพลาสติกหรือ(ขยะพลาสติก) มีส่วนประกอบไปด้วย ethylene, propylene, styrene และอื่นๆ เป็นหลัก ซึ่งสารประกอบจากปิโตรเลียม ซึ่งเกือบเหมือนกับ น้ำมันเบนซินและดีเซล โดยสิ่งที่แตกต่างกัน คือ ช่วงของห่วงโซ่ของที่ยาวกว่า โดยจากกระบวนการ Pyrolysis นั้นสามารถทำลายห่วงโซ่ดังกล่าวของพลาสติก ให้แคบลงคล้ายกับน้ำมันเบนซินและดีเซล (ซึ่งกระบวนการดังกล่าวสามารถ นำไปใช้ได้กับวัตถุดิบประเภทอื่นๆที่เป็น คาร์บอนเบส)

ตารางแสดงประเภทวัตถุดิบและความเหมาะสม

ประเภทของพลาสติก

ผลผลิตที่ได้

Polyethylene (PE)

ดีมาก

Polypropylene (PP)

ดีมาก

Polystyrene (PS)

ดีมาก

ABS resin (ABS)

ดี

Polyurethane (PUR)

พอใช้

Polyvinylchloride (PVC)

ไม่เหมาะสม

คุณสมบัติของน้ำมันที่ได้จากขยะพลาสติก

 

   ในระหว่างปี พ.ศ.2533-2534 ของกองการจัดการสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ (2536 ) จากการสำรวจพบว่า โรงงานอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และเยื่อกระดาษ จำนวน 26 โรงงานมีปริมาณน้ำเสียและกากตะกอนน้ำเสีย เกิดขึ้นเฉลี่ย 40,200 ตัน/เดือน/โรงงาน (คิดเป็นปริมาณน้ำเสียและกากตะกอนเกิดขึ้นทั้งหมด 1,045,200 ตัน/เดือน) และมีปริมาณการนำไปใช้ประโยชน์เฉลี่ย 8,333.33 ตัน/เดือน/โรงงาน เพียง 13 โรงงาน (คิดเป็นปริมาณการนำ ไปใช้ประโยชน์ 108,333 ตัน/เดือน) จะเห็นได้ว่ามีการนำน้ำเสียและกากตะกอนน้ำเสียไปใช้ประโยชน์เพียง 10.36% ของปริมาณที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งๆ ที่กากตะกอน น้ำเสียดังกล่าว ยังมีประโยชน์ทางด้านพลังงาน

คุณสมบัติในเบื้องต้นของน้ำมัน ที่ผลิตได้จาก กากตะกอนโรงงาน

 

 

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

 

{mospagebreak}

หน้า 2

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

ก๊าซเรือนกระจก

{mospagebreak}

หน้า 3

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

การปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

{mospagebreak}

หน้า 4

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

ค่าเฉลี่ยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์

{mospagebreak}

หน้า 5

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

ผลกระทบที่เกิดจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

{mospagebreak}

หน้า 6

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

รถไฟฟ้า

{mospagebreak}

หน้า 7

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

Cost

{mospagebreak}

หน้า 8

ต้องช่วยปรับเปลี่ยน

{mospagebreak}

หน้า 9

การเตรียมการศึกษา

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์

ดร. กมล ตรรกบุตร

การผลิตพลังงานไฟฟ้าแยกตามประเภทเชื้อเพลิง

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

ประมาณต้นทุนไฟฟ้า

{mospagebreak}

หน้า 12

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า

{mospagebreak}

หน้า 13

โรงไฟฟ้าพลังความร้อน

{mospagebreak}

หน้า 14

Nuclear Fission

{mospagebreak}

หน้า 15

Nuclear Chain Reaction

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

เชื้อเพลิงนิวเคลียร์

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

วงจรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

BWR

{mospagebreak}

หน้า 23

PWR

{mospagebreak}

หน้า 24

Candu reactor

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

จำนวนโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

 


 

เซรามิกซ่อมแซมตัวเอง


ทำความเข้าใจ CNG และ LNG

{mospagebreak}

หน้า 2

ทำความเข้าใจ CNG และ LNG

เลือกใช้อะไรดี


Conductor path (วิถีตัวนำชนิดพิมพ์)


จุดจบวิชาเอกภพวิทยา

 โดย อัจฉรีย์ อู่พุฒินันท์

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

จุดจบวิชาเอกภพวิทยา

โลกร้อนฉ่า


เหล็กตระกูลใหม่ ทนหนาวสุดๆ


อวกาศในอุ้งมือแห่งหญิงสาว โดย ไพรัตน์ ยิ้มวิสัย

 

{mospagebreak}

หน้า 2

อวกาศในอุ้งมือแห่งหญิงสาว

นักดาราศาสตร์หญิงคนแรก

{mospagebreak}

หน้า 3

อวกาศในอุ้งมือแห่งหญิงสาว

นางแรกแห่งอเมริกา

{mospagebreak}

หน้า 4

อวกาศในอุ้งมือแห่งหญิงสาว

สัมผัสอวกาศ

{mospagebreak}

หน้า 5

อวกาศในอุ้งมือแห่งหญิงสาว

ผู้บังคับการหญิง

{mospagebreak}

หน้า 6

อวกาศในอุ้งมือแห่งหญิงสาว

นักบินสาวแดนโสม

 


วิศวกรรมดาวเคราะห์ อภิมหาโปรเจ็กต์เปลี่ยนแปลงโลก ตอนที่ 1 โดย ผศ. ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ

{mospagebreak}

หน้า 2

ยาลดไข้

{mospagebreak}

หน้า 3

กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ ลงสู่ดินและทะเล

{mospagebreak}

หน้า 4

ปลูกป่าในทะเล


พลานุภาพแห่งปรมาณู โดย หนูชะเอม


ดาวเทียมรอบโลก โดย เจนวราหะ

{mospagebreak}

หน้า 2

อวกาศประหลาดไหม

 

{mospagebreak}

หน้า 3

ขยะอวกาศ


เมาอวกาศ โดย คาลลิสโต

{mospagebreak}

หน้า 2

สถานีอวกาศนานาชาติ

 

{mospagebreak}

หน้า 3

แขนขาในอวกาศหายไป


แผ่นดินไหวรุ่นใหญ่ กระตุ้นรุ่นเล็กทั่วโลก


วิศวกรรมดาวเคราะห์ อภิมหาโปรเจ็กต์เปลี่ยนแปลงโลก ตอนที่ 2 โดย ผศ. ดร. ธีรเกียรติ์ เกิดเจริญ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


หัวใจเทียมที่มีชีวิต โดย เสาวนีย์ ธรรมสถิติ

{mospagebreak}

หน้า 2

ปลุกชีวิตให้หัวใจ

{mospagebreak}

หน้า 3

เริ่มต้นกระตุ้นหัวใจ


เมื่อสุริยาถูกจันทราบดบัง โดยหนูชะเอม

 


ปมปริศนาฆาตกรรม

 


สายสัมพันธ์มีงวง


 

เรื่องของช้าง

ช้างโบราณ "แมมมอธ" Mammoth
ช้างโบราณ "แมมมอธ"
(ภาพจากโปสเตอร์ของชมรมศูนย์ธรรมชาติศึกษาเพื่อการอนุรักษ์ช้าง)

สนใจเรื่องช้าง คลิกค่ะ


 

 


ไฟป่า

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

ไฟมาป่าลั่น

{mospagebreak}

หน้า 3

ใต้ทิวสน

{mospagebreak}

หน้า 4

ไฟป่าที่ดี

{mospagebreak}

หน้า 5

ดูจะไม่มีอะไรหยุดยั้งไฟป่าได้

{mospagebreak}

หน้า 6

ขวานไฟ

{mospagebreak}

หน้า 7

ภูมิประเทศ

{mospagebreak}

หน้า 8

ภัยไฟป่าเมืองไทย

{mospagebreak}

หน้า 9

เชื้อเพลิงอย่างดี

{mospagebreak}

หน้า 10

เราสามารถอยู่ร่วมกับไฟได้

 

{mospagebreak}

หน้า 11

ภาพถ่ายดาวเทียม

{mospagebreak}

หน้า 12

นักพยากรณ์ไฟป่า

{mospagebreak}

หน้า 13

บ้านเรือนวายวอด

{mospagebreak}

หน้า 14

พายุลูกไฟ

{mospagebreak}

หน้า 15

วอดวายเหลือแต่ซาก

 

 


 

 

 

 

 

 

 


 

คลิกครับ

ทดสอบความไวของสายตา

วิธีเล่น  เมื่อแกะวิ่งออกมาให้กดที่ลูกศร  จำนวนแกะที่วิ่งออกมามี ตัว ยิ่งกดเร็วแสดงว่าท่านเร็วจริง แต่อย่าเร็วเกินไปครับ จะถือว่า ฟาวว์

 


Essence of Modern Physics ม4 ว 021-022

สารบัญ

  หน้า
บทนำ 10
การวัด 10
เลขนัยสำคัญ 15
การเขียนเลขแบบ Exponential Form 16
ระดับขนาด 18
การบวกเลขนัยสำคัญ 18
การคูณและการหาเลขนัยสำคัญ 19
เวกเตอร์และสเกลาร์ 21
การรวมเวกเตอร์โดยวิธีการคำนวณ 21
การรวมเวกเตอรืโดยวิธีการเขียนรูป 28
การแตกเวกเตอร์ใดเวกเตอร์หนึ่งออกเป็นท 2 เวกเตอร์ที่ตั้งฉากกัน 30
การหาเวกเตอร์ลัพธ์โดยวิธีการใส่แกนแตกเวกเตอร์ 32
แบบฝึกหัด 38
บทที่ 1 การเคลื่อนที่ 48
1.1 ปริมาณต่างที่ควรทราบ 48
1.2 กราฟความสัมพันธ์ในการเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง 65
1.3 เครื่องเคาะสัญญาณเวลา 103
1.4 การคำนวณการเคลื่อนที่ตามแนวเส้นตรงด้วยความเร่งคงที่ 107
1.5 การเคลื่อนที่ตามแนวดิ่งภายใต้แรงดึงดูดของโลก 123
1.6 ความเร็วสัมพัทธ์ 137
แบบฝึกหัด 146
บทที่ 2 มวล แรง  และกฎการเคลื่อนที่ 162
2.1 กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 162
2.2 การเคลื่อนที่บนลิฟต์ 196
2.3 แรงเสียดทาน 212
แบบฝึกหัด 235
บทที่ 3 สภาพสมดุล 248
3.1 สมดุลต่อการเลื่อนตำแหน่ง 248
3.2 สมดุลต่อการหมุน 279
3.3 การไถลและการล้มของวัตถุ 281
3.4 เสถียรภาพของวัตถุ 283
3.5 การคำนวณการสมดุลของแรงมากกว่า 3 แรง และตัวอย่างการคำนวณ 285
แบบฝึกหัด 302
บทที่ 4 การเคลื่อนที่ในแนวโค้ง 318
4.1 การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์ 318
4.2 การเคลื่อนที่ของวัตถุเป็นวงกลม 347
4.3 การเคลื่อนที่บนทางโค้ง 391
4.4 กฎแรงดึงดูดระหว่างมวลของนิวตัน 403
แบบฝึกหัด 413
บทที่ 5 งานและพลังงาน 430
5.1 งาน 430
5.2 พลังงาน 439
แบบฝึกหัด 494
บทที่ 6 โมเมนตัม 506
6.1 โมเมนตัม 506
6.2 แรงและการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม 506
6.3 การดล และการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัม 507
6.4 หลักการทรงโมเมนตัม 516
6.5 การชน 516
6.6 การชนใน 1 มิติ 518
6.7 การหาความเร็วของกระสุนปืนด้วย Ballastic Pendulum 529
6.8 มวล 2 ก้อนติดกันด้วยสปริง 530
6.9 การชน 2 มิติ 557
6.10 การระเบิด 559
แบบฝึกหัด 566
เฉลย 576

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

.

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

{mospagebreak}

หน้า 174

{mospagebreak}

หน้า 175

{mospagebreak}

หน้า 176

{mospagebreak}

หน้า 177

{mospagebreak}

หน้า 178

{mospagebreak}

หน้า 179

{mospagebreak}

หน้า 180

{mospagebreak}

หน้า 181

{mospagebreak}

หน้า 182

{mospagebreak}

หน้า 183

{mospagebreak}

หน้า 184

{mospagebreak}

หน้า 185

{mospagebreak}

หน้า 186

{mospagebreak}

หน้า 187

{mospagebreak}

หน้า 188

{mospagebreak}

หน้า 189

{mospagebreak}

หน้า 190

{mospagebreak}

หน้า 191

{mospagebreak}

หน้า 192

{mospagebreak}

หน้า 193

{mospagebreak}

หน้า 194

{mospagebreak}

หน้า 195

{mospagebreak}

หน้า 196

{mospagebreak}

หน้า 197

{mospagebreak}

หน้า 198

{mospagebreak}

หน้า 199

{mospagebreak}

หน้า 200

{mospagebreak}

หน้า 201

{mospagebreak}

หน้า 202

{mospagebreak}

หน้า 203

{mospagebreak}

หน้า 204

{mospagebreak}

หน้า 205

{mospagebreak}

หน้า 206

{mospagebreak}

หน้า 207

{mospagebreak}

หน้า 208

{mospagebreak}

หน้า 209

{mospagebreak}

หน้า 210

{mospagebreak}

หน้า 211

{mospagebreak}

หน้า 212

{mospagebreak}

หน้า 213

{mospagebreak}

หน้า 214

{mospagebreak}

หน้า 215

{mospagebreak}

หน้า 216

{mospagebreak}

หน้า 217

{mospagebreak}

หน้า 218

{mospagebreak}

หน้า 219

{mospagebreak}

หน้า 220

{mospagebreak}

หน้า 221

{mospagebreak}

หน้า 222

{mospagebreak}

หน้า 223

{mospagebreak}

หน้า 224

{mospagebreak}

หน้า 225

{mospagebreak}

หน้า 226

{mospagebreak}

หน้า 227

{mospagebreak}

หน้า 228

{mospagebreak}

หน้า 229

{mospagebreak}

หน้า 230

{mospagebreak}

หน้า 231

{mospagebreak}

หน้า 232

{mospagebreak}

หน้า 233

{mospagebreak}

หน้า 234

{mospagebreak}

หน้า 235

{mospagebreak}

หน้า 236

{mospagebreak}

หน้า 237

{mospagebreak}

หน้า 238

{mospagebreak}

หน้า 239

{mospagebreak}

หน้า 240

{mospagebreak}

หน้า 241

{mospagebreak}

หน้า 242

{mospagebreak}

หน้า 243

{mospagebreak}

หน้า 244

{mospagebreak}

หน้า 245

{mospagebreak}

หน้า 246

{mospagebreak}

หน้า 247

{mospagebreak}

หน้า 248

{mospagebreak}

หน้า 249

{mospagebreak}

หน้า 250

{mospagebreak}

หน้า 251

{mospagebreak}

หน้า 252

{mospagebreak}

หน้า 253

{mospagebreak}

หน้า 254

{mospagebreak}

หน้า 255

{mospagebreak}

หน้า 256

{mospagebreak}

หน้า 257

{mospagebreak}

หน้า 258

{mospagebreak}

หน้า 259

{mospagebreak}

หน้า 260

{mospagebreak}

หน้า 261

{mospagebreak}

หน้า 262

{mospagebreak}

หน้า 263

{mospagebreak}

หน้า 264

{mospagebreak}

หน้า 265

{mospagebreak}

หน้า 266

{mospagebreak}

หน้า 267

{mospagebreak}

หน้า 268

{mospagebreak}

หน้า 269

{mospagebreak}

หน้า 270

{mospagebreak}

หน้า 271

{mospagebreak}

หน้า 272

{mospagebreak}

หน้า 273

{mospagebreak}

หน้า 274

{mospagebreak}

หน้า 275

{mospagebreak}

หน้า 276

{mospagebreak}

หน้า 277

{mospagebreak}

หน้า 278

{mospagebreak}

หน้า 279

{mospagebreak}

หน้า 280

{mospagebreak}

หน้า 281

{mospagebreak}

หน้า 282

{mospagebreak}

หน้า 283

{mospagebreak}

หน้า 284

{mospagebreak}

หน้า 285

{mospagebreak}

หน้า 286

{mospagebreak}

หน้า 287

{mospagebreak}

หน้า 288

{mospagebreak}

หน้า 289

{mospagebreak}

หน้า 290

{mospagebreak}

หน้า 291

{mospagebreak}

หน้า 292

{mospagebreak}

หน้า  293

{mospagebreak}

หน้า 294

{mospagebreak}

หน้า 295

{mospagebreak}

หน้า 296

{mospagebreak}

หน้า 297

{mospagebreak}

หน้า 298

{mospagebreak}

หน้า 299

{mospagebreak}

หน้า 300

{mospagebreak}

หน้า 301

{mospagebreak}

หน้า 302

{mospagebreak}

หน้า 303

{mospagebreak}

หน้า 304

{mospagebreak}

หน้า 305

{mospagebreak}

หน้า 306

{mospagebreak}

หน้า 307

{mospagebreak}

หน้า 308

{mospagebreak}

หน้า 309

{mospagebreak}

หน้า 310

{mospagebreak}

หน้า 311

{mospagebreak}

หน้า 312

{mospagebreak}

หน้า 313

{mospagebreak}

หน้า 314

{mospagebreak}

หน้า 315

{mospagebreak}

หน้า 316

{mospagebreak}

หน้า 317

{mospagebreak}

หน้า 318

{mospagebreak}

หน้า 319

{mospagebreak}

หน้า 320

{mospagebreak}

หน้า 321

{mospagebreak}

หน้า 322

{mospagebreak}

หน้า 323

{mospagebreak}

หน้า 324

{mospagebreak}

หน้า 325

{mospagebreak}

หน้า 326

{mospagebreak}

หน้า 327

{mospagebreak}

หน้า 328

{mospagebreak}

หน้า 329

{mospagebreak}

หน้า 330

{mospagebreak}

หน้า 331

{mospagebreak}

หน้า 332

{mospagebreak}

หน้า 333

{mospagebreak}

หน้า 334

{mospagebreak}

หน้า 335

{mospagebreak}

หน้า 336

{mospagebreak}

หน้า 337

{mospagebreak}

หน้า 338

{mospagebreak}

หน้า 339

{mospagebreak}

หน้า 340

{mospagebreak}

หน้า 341

{mospagebreak}

หน้า 342

{mospagebreak}

หน้า 343

{mospagebreak}

หน้า 344

{mospagebreak}

หน้า 345

{mospagebreak}

หน้า 346

{mospagebreak}

หน้า 347

{mospagebreak}

หน้า 348

{mospagebreak}

หน้า 349

{mospagebreak}

หน้า 350

{mospagebreak}

หน้า 351

{mospagebreak}

หน้า 352

{mospagebreak}

หน้า 353

{mospagebreak}

หน้า 354

{mospagebreak}

หน้า 355

{mospagebreak}

หน้า 356

{mospagebreak}

หน้า 357

{mospagebreak}

หน้า 358

{mospagebreak}

หน้า 359

{mospagebreak}

หน้า 360

{mospagebreak}

หน้า 361

{mospagebreak}

หน้า 362

{mospagebreak}

หน้า 363

{mospagebreak}

หน้า 364

{mospagebreak}

หน้า 365

{mospagebreak}

หน้า 366

{mospagebreak}

หน้า 367

{mospagebreak}

หน้า 368

{mospagebreak}

หน้า 369

{mospagebreak}

หน้า 370

{mospagebreak}

หน้า 371

{mospagebreak}

หน้า 372

{mospagebreak}

หน้า 373

{mospagebreak}

หน้า 374

{mospagebreak}

หน้า 375

{mospagebreak}

หน้า 376

{mospagebreak}

หน้า 377

{mospagebreak}

หน้า 378

{mospagebreak}

หน้า 379

{mospagebreak}

หน้า 380

{mospagebreak}

หน้า 381

{mospagebreak}

หน้า 382

{mospagebreak}

หน้า 383

{mospagebreak}

หน้า 384

{mospagebreak}

หน้า 385

{mospagebreak}

หน้า 386

{mospagebreak}

หน้า 387

{mospagebreak}

หน้า 388

{mospagebreak}

หน้า 389

{mospagebreak}

หน้า 390

{mospagebreak}

หน้า 391

{mospagebreak}

หน้า 392

{mospagebreak}

หน้า  393

{mospagebreak}

หน้า 394

{mospagebreak}

หน้า 395

{mospagebreak}

หน้า 396

{mospagebreak}

หน้า 397

{mospagebreak}

หน้า 398

{mospagebreak}

หน้า 399

{mospagebreak}

หน้า 400

{mospagebreak}

หน้า 401

{mospagebreak}

หน้า 402

{mospagebreak}

หน้า 403

{mospagebreak}

หน้า 404

{mospagebreak}

หน้า 405

{mospagebreak}

หน้า 406

{mospagebreak}

หน้า 407

{mospagebreak}

หน้า 408

{mospagebreak}

หน้า 409

{mospagebreak}

หน้า 410

{mospagebreak}

หน้า 411

{mospagebreak}

หน้า 412

{mospagebreak}

หน้า 413

{mospagebreak}

หน้า 414

{mospagebreak}

หน้า 415

{mospagebreak}

หน้า 416

{mospagebreak}

หน้า 417

{mospagebreak}

หน้า 418

{mospagebreak}

หน้า 419

{mospagebreak}

หน้า 420

{mospagebreak}

หน้า 421

{mospagebreak}

หน้า 422

{mospagebreak}

หน้า 423

{mospagebreak}

หน้า 424

{mospagebreak}

หน้า 425

{mospagebreak}

หน้า 426

{mospagebreak}

หน้า 427

{mospagebreak}

หน้า 428

{mospagebreak}

หน้า 429

{mospagebreak}

หน้า 430

{mospagebreak}

หน้า 431

{mospagebreak}

หน้า 432

{mospagebreak}

หน้า 433

{mospagebreak}

หน้า 434

{mospagebreak}

หน้า 435

{mospagebreak}

หน้า 436

{mospagebreak}

หน้า 437

{mospagebreak}

หน้า 438

{mospagebreak}

หน้า 439

{mospagebreak}

หน้า 440

{mospagebreak}

หน้า 441

{mospagebreak}

หน้า 442

{mospagebreak}

หน้า 443

{mospagebreak}

หน้า 444

{mospagebreak}

หน้า 445

{mospagebreak}

หน้า 446

{mospagebreak}

หน้า 447

{mospagebreak}

หน้า 448

{mospagebreak}

หน้า 449

{mospagebreak}

หน้า 450

{mospagebreak}

หน้า 451

{mospagebreak}

หน้า 452

{mospagebreak}

หน้า 453

{mospagebreak}

หน้า 454

{mospagebreak}

หน้า 455

{mospagebreak}

หน้า 456

{mospagebreak}

หน้า 457

{mospagebreak}

หน้า 458

{mospagebreak}

หน้า 459

{mospagebreak}

หน้า 460

{mospagebreak}

หน้า 461

{mospagebreak}

หน้า 462

{mospagebreak}

หน้า 463

{mospagebreak}

หน้า 464

{mospagebreak}

หน้า 465

{mospagebreak}

หน้า 466

{mospagebreak}

หน้า 467

{mospagebreak}

หน้า 468

{mospagebreak}

หน้า 469

{mospagebreak}

หน้า 470

{mospagebreak}

หน้า 471

{mospagebreak}

หน้า 472

{mospagebreak}

หน้า 473

{mospagebreak}

หน้า 474

{mospagebreak}

หน้า 475

{mospagebreak}

หน้า 476

{mospagebreak}

หน้า 477

{mospagebreak}

หน้า 478

{mospagebreak}

หน้า 479

{mospagebreak}

หน้า 480

{mospagebreak}

หน้า 481

{mospagebreak}

หน้า 482

{mospagebreak}

หน้า 483

{mospagebreak}

หน้า 484

{mospagebreak}

หน้า 485

{mospagebreak}

หน้า 486

{mospagebreak}

หน้า 487

{mospagebreak}

หน้า 488

{mospagebreak}

หน้า 489

{mospagebreak}

หน้า 490

{mospagebreak}

หน้า 491

{mospagebreak}

หน้า 492

{mospagebreak}

หน้า  493

{mospagebreak}

หน้า 494

{mospagebreak}

หน้า 495

{mospagebreak}

หน้า 496

{mospagebreak}

หน้า 497

{mospagebreak}

หน้า 498

{mospagebreak}

หน้า 499

{mospagebreak}

หน้า 500

{mospagebreak}

หน้า 501

{mospagebreak}

หน้า 502

{mospagebreak}

หน้า 503

{mospagebreak}

หน้า 504

{mospagebreak}

หน้า 505

{mospagebreak}

หน้า 506

{mospagebreak}

หน้า 507

{mospagebreak}

หน้า 508

{mospagebreak}

หน้า 509

{mospagebreak}

หน้า 510

{mospagebreak}

หน้า 511

{mospagebreak}

หน้า 512

{mospagebreak}

หน้า 513

{mospagebreak}

หน้า 514

{mospagebreak}

หน้า 515

{mospagebreak}

หน้า 516

{mospagebreak}

หน้า 517

{mospagebreak}

หน้า 518

{mospagebreak}

หน้า 519

{mospagebreak}

หน้า 520

{mospagebreak}

หน้า 521

{mospagebreak}

หน้า 522

{mospagebreak}

หน้า 523

{mospagebreak}

หน้า 524

{mospagebreak}

หน้า 525

{mospagebreak}

หน้า 526

{mospagebreak}

หน้า 527

{mospagebreak}

หน้า 528

{mospagebreak}

หน้า 529

{mospagebreak}

หน้า 530

{mospagebreak}

หน้า 531

{mospagebreak}

หน้า 532

{mospagebreak}

หน้า 533

{mospagebreak}

หน้า 534

{mospagebreak}

หน้า 535

{mospagebreak}

หน้า 536

{mospagebreak}

หน้า 537

{mospagebreak}

หน้า 538

{mospagebreak}

หน้า 539

{mospagebreak}

หน้า 540

{mospagebreak}

หน้า 541

{mospagebreak}

หน้า 542

{mospagebreak}

หน้า 543

{mospagebreak}

หน้า 544

{mospagebreak}

หน้า 545

{mospagebreak}

หน้า 546

{mospagebreak}

หน้า 547

{mospagebreak}

หน้า 548

{mospagebreak}

หน้า 549

{mospagebreak}

หน้า 550

{mospagebreak}

หน้า 551

{mospagebreak}

หน้า 552

{mospagebreak}

หน้า 553

{mospagebreak}

หน้า 554

{mospagebreak}

หน้า 555

{mospagebreak}

หน้า 556

{mospagebreak}

หน้า 557

{mospagebreak}

หน้า 558

{mospagebreak}

หน้า 559

{mospagebreak}

หน้า 560

{mospagebreak}

หน้า 561

{mospagebreak}

หน้า 562

{mospagebreak}

หน้า 563

{mospagebreak}

หน้า 564

{mospagebreak}

หน้า 565

{mospagebreak}

หน้า 566

{mospagebreak}

หน้า 567

{mospagebreak}

หน้า 568

{mospagebreak}

หน้า 569

{mospagebreak}

หน้า 570

{mospagebreak}

หน้า 571

{mospagebreak}

หน้า 572

{mospagebreak}

หน้า 573

{mospagebreak}

หน้า 574

{mospagebreak}

หน้า 575

{mospagebreak}

หน้า 576

{mospagebreak}

หน้า 577

{mospagebreak}

หน้า 578

{mospagebreak}

หน้า 579

{mospagebreak}

หน้า 580

{mospagebreak}

หน้า 581

{mospagebreak}

หน้า 582

{mospagebreak}

หน้า 583

{mospagebreak}

หน้า 584

{mospagebreak}

หน้า 585

{mospagebreak}

หน้า 586

{mospagebreak}

หน้า 587

{mospagebreak}

หน้า 588

{mospagebreak}

หน้า 589

{mospagebreak}

หน้า 590

{mospagebreak}

หน้า 591

{mospagebreak}

หน้า 592

{mospagebreak}

หน้า  593

{mospagebreak}

หน้า 594

{mospagebreak}

หน้า 595

{mospagebreak}

หน้า 596

{mospagebreak}

หน้า 597

{mospagebreak}

หน้า 598

{mospagebreak}

หน้า 599

{mospagebreak}

หน้า 600

 

 

 

 

 

สภาพอากาศ Weather

นำมาจาก พจนานุกรมรูปภาพ ไทย-อังกฤษ สี่สี โลกของเรา

โดยทิวา ศุภจรรยา และคณะ

เป็นคำที่ใช้แสดงสภาวะ ของอากาศตามช่วงเวลาของบริเวณใดบริเวณหนึ่ง  คลิกดูต่อค่ะ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


สู้รบกับไฟป่า

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์