index 234

 

ดวงตาของปลาแบน

    เมื่อมันอายุประมาณ 14 ัน  มันยังว่ายไปมาเหมือนปลาปกติ  ดวงตาอยู่ทั้งสองข้าง คือข้างซ้าย กับข้างขวา  พอถึงวันที่ 20  ันเริ่มนอนราบกับพื้น  วันที่ 30 ดวงตาของมันได้เลื่อนมาอยู่ด้านบน ด้านเดียวกับตาอีกข้างแปลกไหมนี่   คลิกค่ะ


ภาพลวงตา

    เมื่อท่านมองวงกลมที่กำลังหมุนติ้วสัก 20 ินาที  และหันกลับไปดูภาพ  ท่านจะได้เห็นการกระเพื่อมของภาพ ราวกับมันกระเพื่อมอยู่ในน้ำ    คลิกค่ะ


สนามแม่เหล็ก

     ท่านจะได้เห็นเกาะที่ทำให้เข็มทิศหลงทางได้   เพราะก้อนหินบนเกาะทำด้วยสารแม่เหล็ก ดูดเหล็กได้  คลิกค่ะ


การศึกษาอนุภาคมูลฐาน

 การศึกษาอนุภาคมูลฐาน

    Democritus นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมือง Abdera ในประเทศกรีซเมื่อ 2460 ก่อน ได้ เคย พยายาม ทำ อัตวินิบาตกรรม ด้วย การ อด อาหาร แต่ แผน ทำลาย ชีวิต ของ เขา ต้อง ประสบ ความ ล้ม เหลว เมื่อ เขา ได้ กลิ่น ขนม ปัง ร้อน ๆ ทำ ให้ รู้ สึก หิว และ เกิด ความ หวัง ที่ จะ มี ชีวิต อยู่ ต่อ ไป เขา ได้ ตั้ง คำ ถาม ที่ สำคัญ มาก กว่า กลิ่น ขนม ปัง โชย มา สู่ จมูก เขา ได้ อย่าง ไร

     หลัง จาก ที่ ได้ นึก คิด หา คำ ตอบ เป็น เวลา นาน Democritus ก็ ได้ ตั้ง สมมติ ฐาน ขึ้น มา ว่า สสาร ทุก ชนิด ใน จักรวาล ประกอบ ด้วย อนุภาค ที่ เล็ก ที่ สุด ที่ เรียก ว่า อะตอม (atom) อัน เป็น คำ ใน ภาษา กรีก ที่ แปล ว่า แยก ไม่ ได้ และ อะตอม ของ ขนม ปัง นี้ เอง ที่ ได้ หลุด หาย ไป ใน อา กาศ โชย มา สู่ จมูก เขา

    อัน ความ คิด ที่ ว่า มนุษย์ เรา ไม่ สามารถ แบ่ง แยก อะตอม ได้ อีก แล้ว ได้ เป็น ความ รู้ ที่ผู้คน พา กัน เชื่อ มั่น และ ถือ มั่น เป็น เวลา นาน กว่า 2,000 ปี

    จน กระทั่ง E.Rutherford ได้ ทด ลอง ยิง อนุภาคอัลฟา (alpha) ผ่าน แผ่น ทอง คำ เปลว บาง ๆ แล้ว ได้ ข้อ สรุป ว่า อะตอม ประกอบ ด้วย ส่วน ที่ เป็น แกน กลาง ซึ่ง เรียก ว่า นิวเคลียส (nucleus) และ อิเล็กตรอน (electron) ที่ โคจร อยู่ รอบ นิวเคลียส โลก จะ รู้ ว่า อะตอม นั้น จริงๆ แล้ว แบ่ง แยก ได้ !

     เมื่อ วิทยา ศาสตร์ ได้ วิวัฒนาการ ขึ้น เรา ก็ มี ความ รู้ เพิ่ม ขึ้น ๆ ว่า นิวเคลียส ของ อะตอม ยัง ประกอบ ด้วย อนุภาค ที่ เล็ก ลง ไป อีก คือ โปรตอน (proton) ที่ มี ประจุ บวก และ นิวตรอน (neutron) ที่ เป็น กลาง คือ ไม่ มี ประจุ บวก หรือ ลบ ใด ๆ หลัง จาก ที่ ได้ มี การ พบ นิวตรอน แล้ว เป็น เวลา นาน ร่วม 40 ปี ที่ คน ส่วน มาก คิด ว่า โปรตอน และ นิวตรอน เป็น อนุภาค ที่ เล็ก ที่ สุด ของ สสาร แต่ ใน ปี พ.ส . 2503 นั่น เอง J.Friedman , H. Kendall และ R. Taylor ได้ ใช้เครื่องเร่ง อนุภาค (accelerator) ยิง อิเล็กตรอน พลัง งาน สูง ให้ พุ่ง ชน โปรตอน ผล การ ทด ลอง ของ เขา ทั้ง สาม ได้ แสดง ให้ เรา รู้ ลึก ล่วง ไป อีก ระดับ หนึ่ง ว่า โปรตอน นั้น ยัง ประกอบ ด้วย อนุภาค ที่ เล็ก กว่า ลง ไป อีก คือ ควาร์ก (quark)

 

    ปัจจุบัน นัก ฟิสิกส์ ได้ พบ ว่า ควาร์กใน ธรรม ชาติ มี 6 ชนิด คือ ชนิด up, down, strange, charm, top และ bottom เมื่อควาร์ก 6 ชนิด นี้ มา รวม กัน เช่น เมื่อ ชนิด top 2 ตัว กับชนิด down 1 ตัว รวม กัน เรา จะ ได้ โปรตอน และ หาก เรา มี ชนิด top 1 ตัว และ ชนิด down 2 ตัว เรา ก็ จะ ได้ อนุภาค นิวตรอน อนุภาค ตัว อื่น ๆ ก็ ได้ จาก การ รวมควาร์กรูป แบบ ต่าง ๆ กัน

    ควาร์กเป็น อนุภาค ที มี ประจุ แต่ การ ที่ มัน อยู่ รวม กัน ได้ เพราะ มี แรง นิวเคลียร์ ชนิด รุน แรง กระ ทำ มัน แรง ชนิด นี้ แตก ต่าง จาก แรง ชนิด อื่น ๆ ใน ประเด็น ที่ ว่า เมื่อควาร์กอ ยู่ ใกล้ กัน แรง ดึง ดูด จะ มาก มหาศาล และ นี่ ก็ คือ เหตุ ผล ว่า เหตุ ใด ตราบ เท่า ทุก วัน นี้ นัก ฟิสิกส์ จึง ไม่ สามารถ แยกควาร์กอ อก มา ให้ เรา เห็น เป็น อนุภาค อิสระ ได้

     ดัง นั้น ตลอด ระยะ เวลา 37 ปี ที่ ผ่าน มา นัก ฟิสิกส์ จึง มี ความ เชื่อ อย่าง ระ มัด ระวัง ว่า ควาร์กเป็น อนุภาค มูลฐาน (elementary particle) ที่ เล็ก ที่ สุด ที่ เรา ไม่ มี วัน แบ่ง แยก มัน ได้ อีก ต่อ ไป แล้ว

     ใน แง่ ของ ทฤษฎี นัก ฟิสิกส์ ใช้ ทฤษฎี ที่ ชื่อ Standard Model ใน การ อธิบายปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ทางไฟ ฟ้า และ ทางนิวเคลียร์ ทุก รูป แบบ แต่ ทฤษฎี นี้ ก็ ยัง มี สภาพ ที่ ไม่ สมบูรณ์ เพราะ ทฤษฎี ยัง ไม่ สามารถ ตอบ คำ ถาม ง่าย ๆ ที่ ว่า เหตุ ใด โปรตอน จึง หนัก กว่า อิเล็กตรอน และ เหตุ ใด อนุภาค ทั้ง สอง ซึ่ง มี ขนาด แตก ต่าง กัน จึง มี ประจุ ไฟ ฟ้า เท่า กัน

     ใน ความ พยายาม ที่ จะ ตอบ คำ ถาม "พื้น ๆ " เช่น นี้ Standard Model ได้ ตั้ง สมมติ ฐาน ว่า มี อนุภาค อีก ตัว หนึ่ง ชื่อ Higgs อนุภาค นี้ ปัจจุบัน ยัง ไม่ มี ใคร เคย เห็น แต่ เมื่อ ครั้ง จักรวาล อุบัติ เมื่อ 15,000 ล้าน ปี ก่อน โน้น อนุภาค นี้ มี มาก มาย Higgs เป็น อนุภาค ที่ ให้ กำเนิด และ เป็น ตัว กำหนด มวล ของ อนุภาค ต่าง ๆ ทุก ชนิด ใน จักรวาล

    แต่ เมื่อ ยัง ไม่ มี ใคร เคย เห็น Higgs ดัง นั้น ความ ศรัทธา และ เชื่อ มั่น ใน ทฤษฎี Standard Model จึง ยัง ไม่ ถึง 100% เต็ม ใน การ ค้น หา อนุภาค Higgs นัก ฟิสิกส์ ใช้เครื่องเร่ง อนุภาค ที่ มี ชื่อ เป็น ทางการ ว่า Large Electron Position Collider(LEP) อุปกรณ์ นี้ มี ลักษณะ เป็น ท่อ กลม รูป ร่าง คล้าย โดนัท มี เส้น รอบ วง ยาว 25 กิโลเมตร มี เส้น ผ่า ศูนย์ กลาง ของ ท่อ ยาว 4 เมตร มี น้ำ หนัก 80,000 ตัน มี สาย ไฟ ยาว 6,000 กิโลเมตร และ (เหนือ สิ่ง อื่น ใด) มี ราคา 2.5 หมื่น ล้าน บาท เครื่องเร่ง อนุภาค LEP จึง เป็น อุปกรณ์ วิทยา ศาสตร์ ขนาด มโหฬาร ที่ สุด ของ โลก เพราะ ขณะ ที่ อนุภาค กำลัง ถูก เร่ง รัง สี ต่าง ๆ จะ ถูก แผ่ ออก มา มาก มาย ดัง นั้น ตัว อุปกรณ์ ทั้ง ชุด ถูก ฝัง อยู่ ใต้ ดิน ที่ ระดับ ลึก 100 เมตร ณ บริเวณ ชาน เมือง Geneva ใน ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์

    นัก ฟิสิกส์ 4,000 คน จาก ทั่ว โลก ใช้ LEP เร่ง อนุภาค อิเล็กตรอน และ โพ สิต รอน (ซึ่ง เป็น อนุภาค ที่ มี มวล เท่า อิเล็กตรอน แต่ มี ประจุ ชนิด ตรง กัน ข้าม) กระทั่ง มี ความ เร็ว 99.999996% ของ ความ เร็ว แสง จาก นั้น ก็ บังคับ ให้ อนุภาค ทั้ง สอง ชนิด นี้ พุ่ง ชน กัน เวลาอิเล็ก ตรอน และ โพ สิต รอน พลัง งาน สูง ปะทะ กัน พลัง งาน บาง ส่วน จะ ถูก เปลี่ยน ไป เป็น อนุภาค ตัว ใหม่ ตาม สมการ E = mc2 ของ ไอน์สไตน์ ดัง นั้น ใน การ ชน กัน ระหว่าง อนุภาค ทั้ง สอง จะ มี อนุภาค เกิด ใหม่ มาก มาย เปรียบ เสมือน การ ชน รถ โต โยต้า 2 คัน แล้ว มี รถฮอนด้า นิสสัน จักรยาน ยนต์ หรือ แม้ แต่ รถ ไฟ พุ่ง กระเจิดกระเจิง ออก มา

     นัก ฟิสิกส์ คาด หวัง ว่า LEP ที่ มี ขนาด ใหญ่ ราว ภู เขา เครื่องนี้ จะ สามารถ สร้าง อนุภาค Higgs ได้ และ ถึง แม้ อายุ ขัย ของ Higgs จะ น้อย นิด เพียง 0.000,000,000,000,012 วินาที ก็ ตาม แต่ นัก ฟิสิกส์ ยุค ปัจจุบัน ก็ สามารถ เห็น มัน ได้ ความ ยุ่ง ยาก ใน การ หา Higgs จึง เปรียบ เสมือนกับการ ค้น หา เพื่อน ที่ เรา รู้ จัก หนึ่ง คน และ เพื่อน คน นั้น อายุ สั้น มาก ใน ท่ามกลาง คน 1,000 ล้าน คน ใน การ ทด ลอง ยิง อิเล็กตรอน ด้วย โพ สิต รอน ใน ช่วง เวลา สอง ปี ที่ ผ่าน มา ได้ มี เหตุ การณ์ ประหลาด ๆ ที่ นัก ฟิสิกส์ ไม่ คาด ฝัน เกิด ขึ้น 18 ครั้ง ซึ่ง Standard Model อธิบาย ไม่ ได้ เลย เหตุ การณ์ ประหลาด ที่ ว่า นี้ อุปกรณ์ ตรวจ จับ อนุภาคเครื่องหนึ่ง เห็น แต่ อีก สามเครื่องที่ ติด ตั้ง อยู่ ใกล้ กัน ไม่ เห็น

     คำ ตอบ ที่ เป็น ไป ได้ คือ อุปกรณ์ หนึ่ง หรือ สามเครื่องทำ งาน บก พร่อง หรือ Standard Model บก พร่อง ตั้ง แต่ เริ่ม การ ทด ลอง ใน ปี พ.ศ . 2538 เป็น ต้น มา นัก ฟิสิกส์ ได้ เคย เห็น เหตุ การณ์ ประหลาด นี้ 2 – 3 ครั้ง แล้ว แต่ คน หลาย คน คิด ว่า สิ่ง ที่ เห็น เป็น เรื่องฟลุ้ก เป็น ความ แปรปรวน ทางสถิติ ของ เหตุ การณ์ เป็น ผล สืบ เนื่อง จาก การ ทำ งาน บก พร่อง ของเครื่องมือ เป็น ความ สะเพร่า ของ นัก ทด ลอง ฯลฯ ทุก คน จึง คาด หวัง ว่า หาก ได้ มี การ ทดลอง ที่ พลังงาน สูง ขึ้น ไป อีก เหตุ การณ์ ที่ คิด ว่า "มี " นั้น จะ "ไม่ มี "

    แต่ เมื่อ เพิ่ม พลัง งาน ของ อิเล็กตรอน เหตุ การณ์ ประหลาด ก็ มี ให้ เห็น เพิ่ม ขึ้น และ เมื่อ ข้อ มูล การ ทด ลอง ขาด ทฤษฎี สนับสนุน นัก ทด ลอง จึง คิด ว่า ทฤษฎี Standard Model จะ ต้อง มี การ รื้อ ร่าง ใหม่ ส่วน นัก ทฤษฎี ก็ ยัง ไม่ ยอม รับ ผล การ ทด ลอง เพราะ อุปกรณ์ ตรวจ จับ อีก 3 เครื่องของ LEP ราย งาน ว่า ไม่ เห็น อะไร เลย แล้ว เรา จะ หา ทา งอ อก กัน ได้ ยังไงครับ หน ทางเดียว ที่ จะ ยุติ ความ ขัด แย้ง นี้ คือ นัก ฟิสิกส์ ต้อง ทด ลอง หา ข้อ มูล เพิ่ม เติม ต่อ ไป

     ดัง นั้น ใน เดือน พฤษภาคม นี้ LEP จะ เดินเครื่องอีก เหตุ การณ์ 18 เหตุ การณ์ นั้น อาจ จะ เป็น ก้อน น้ำ แข็ง เล็ก ๆ ที่ จะ ละ ลาย หาย ไป ใน ทะเล หรือ เป็น ปลาย ยอด ของ น้ำ แข็ง ก้อน ใหญ่ ที่ ได้ เคย จม เรือ Titanic มา แล้ว ใคร จะ รู้

ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)


Large Hadrons Collider เครื่องมือไขความลับจักรวาล

   เด็กเราคงได้เคยใช้กล้องจุลทรรศน์เพื่อจะส่งดูเซลล์สิ่งมีชีวิต แต่หากจะต้องการดูเข้าไปถึงภายในเซลล์ก็ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน (TEM และ SEM) แต่เพื่อให้ได้ความละเอียดสูงขึ้นไปก็ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์แบบSTEM ซึ่งสามารถทำให้เราเห็นโครงสร้างต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงที่จะมองอนุภาคอย่างไรรัสได้จึงมีการสร้าง กล้องจุลทรรศน์พลังอะตอม (AFM)ขึ้นมองเห็นอะตอมต่าง ๆ ได้ดีขึ้น แต่ด้วยเครื่องมีแค่นี้ก็ยังไม่สามารถบอกถึงรายละเอียดการจัดเรียงตัวของอะตอมธาตุต่าง ๆ ในสารได้จึงมีการสร้างเครื่องซินโครตรอนขึ้นมา ซึ่งเป็นเครื่องเร่งอนุภาคชนิดหนึ่ง ทำให้อนุภาคที่เร่งเข้าไปชนวัตถุและเกิดการกระเจิงของแสงทำให้เราเห็นภาพอนุภาคในระดับอะตอมหรือเล็กกว่านั้นว่ามีการจัดเรียงตัวอย่างไรได้ แต่กำลังในซินโครตรอนในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการที่จะเข้าไปดูถึงวัตถุที่เล็กกว่าอะตอมได้หรืออนุภาคต่ำกว่าอะตอมจึงมีการสร้่าง LHC ขึ้นมา

    Large Hadron Collider (LHC) เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ขนาดยักษ์ ใกล้กรุงเจนีวา ซึ่งมีขอบเขตกินอาณาบริเวณระหว่างฝรั่งเศสและสวิตส์เซอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้ดิน 100-175 เมตร เป็นที่ตั้งของเครื่องเร่งอนุภาคที่มีชื่อว่า Large Hadron Collider (LHC) นักฟิสิกส์จะใช้เครื่องดังกล่าว เพื่อศึกษาหาอนุภาคที่เล็กที่สุด ซึ่งเป็นหน่วยย่อยของสรรพสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ นี้คือการปฏิวัติความรู้ของเราจากโลกขนาดเล็กจิ๋วของอะตอมไปยังจักรวาล

 

ภาพมุมสูงของที่ตั้ง LHC ซึ่งกินอาณาบริเวณชายแดน 2 ประเทศมีเส้นรอบวง 27 กิโลเมตร

ภาพแผนผังที่ตั้ง LHC ลึกลงไปใต้ดิน

    ลำอนุภาค 2 ลำของอนุภาคระดับต่ำกว่าอะตอมที่เรียกว่า hadrons ที่เป็นทั้งโปรตรอนหรือไอออนของตะกั่ว จะเดินทางในทิศทางตรงกันข้ามในเครื่องเร่งอนุภาคทรงวงแหวนนี้ เพื่อเพิ่มพลังงานในแต่ละรอบที่วิ่ง นักฟิสิกส์จะใช้ LHC ในการสร้างปรากฏการณ์หลังการเกิดบิ๊กแบงขึ้นมาใหม่ โดยทีมงานจากทั่วโลกจะทำการวิเคราะห์อนุภาคที่เกิดขึ้นจากการชนโดยการใช้เครื่องตรวจจับพิเศษในการทดลองแต่ละรอบที่ LHC

    มีทฤษฎีมากมายว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังการชน แต่สิ่งแน่นอนที่จะเกิดขึ้นขึ้นคือโลกใหม่ของฟิสิกส์ซึ่งจะถูกเปิดเผยโดยเครื่องเร่งอนุภาคนี้ ซึ่งเรียกโลกใหม่นี้ว่า ฟิสิกส์อนุภาค จะมาอธิบายการทำงานของจักรวาล ด้วยแบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ที่สร้างความเข้าใจเรื่องกฏธรรมชาติให้นักฟิสิกส์มานับทศวรรษ แต่ไม่สามารถบอกเรื่องราวทั้งหมดได้ มีเพียงข้อมูลจากการทดลองด้วยระดับพลังงานที่สูงที่ LHC เท่านั้นที่จะผลักดันความรู้ต่อไปได้ ซึ่งท้าทายคนที่กำลังค้นหาคำยืนยันทฤษฎีของตัวเองที่เสนอไว้ และหลายคนที่กล้าฝันถึงแบบจำลองใหม่ ๆ

ทำไมต้อง LHC

    LHC ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยนักวิทยาศาสตร์หากุญแจที่เป็นคำตอบของปริศนาที่ไขไม่ได้ในฟิสิกส์อนุภาค ซึ่งไม่เคยมีตัวอย่างของพลังงานที่จะไปเคยถึงจุดนี้มาก่อนซึ่งอาจเผยผลที่คาดไม่ถึงที่หลายคนไม่เคยคาดคิด

   ในอดีตที่ผ่านมานักฟิสิกส์สามารถอธิบายปรากฏการณ์อนุภาคฟิสิกส์ที่สร้างจักรวาลขึ้นมาและปฏิกิริยาที่มีต่อกัน ความรู้ในการอธิบายนั้นมาจาก โมเดลมาตรฐาน ในฟิสิกส์อนุภาค แต่ก็ยังมีช่องว่างที่ไม่สามารถบอกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดได้ เพื่อเติมเต็มความรู้ที่หายไป เราต้องการข้อมูลการทดลอง ซึ่งเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ต่อไปของ LHC

ภาพอนุภาคระดับอะตอมและต่ำกว่าอะตอม

LHC ที่สร้างขึ้นจะมาตอบคำถามต่อไปนี้

งานของนิวตันยังไม่จบ

  • มวลคืออะไร ?

   อะไรคือต้นกำเนิดของมวล ทำไมอนุภาคเล็ก ๆ ถึงมีมวลและบางอนุภาคกลับไม่มี ณ ปัจจุบันเรายังไม่มีคำตอบในคำถามนี้ แต่คำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดในตอนนี้คือทฤษฎี Higgs boson และเป็นอนุภาคที่เป็นกุญแจสำคัญในเรื่องโมเดลมาตรฐานซึ่งยังไม่เคยพบมาก่อน

   การทดลองเพื่อหา Higgs boson นี้จะใช้สถานีตรวจจับ ATLAS และ CMS ในการค้าหาอนุภาคที่กล่าวถึงนี้ (สถานีตรวจจับจะกล่าวถึงรวมกันว่ามีอะไรบ้าง)

ปัญหาที่มองไม่เห็น

  • 96% ของจักรวาลสร้างจากอะไร

   ทุกอย่างที่เราเห็นในจักรวาล จากมดถึงกาแล็กซี่ สร้างจากอนุภาคทั่วไป ซึ่งถูกเรียกทั่วไปว่าสสาร และพบว่ามีอยู่ 4% ในจักรวาล ที่เหลือคืออะไร? สสารมืดและพลังงานมืด ถูกเชื่อว่าเป็นส่วนที่เหลือในจักรวาล แต่มีความยากลำมากในการตรวจจับและศึกษา นอกจากจะค้นพบแรงดึงดูดที่สสารมืดและพลังงานมืดปล่อยออกมา การศึกษาธรรมชาติของสสารมืดและพลังงานมืดเป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปัจจุบันในสายฟิสิกส์อนุภาคและอวกาศวิทยา

    สถานีตรวจจับ ATLAS และ CMS จะรับหน้าที่ในการมองหาอนุภาค supersymmetricเพื่อทดสอบทฤษฎีในการเกิดขึ้นของสสารมืด

ธรรมชาติของธรรมชาติ

  • ไม่มีปฏิสสารบนโลกนี้หรอ?

    เราอยู่บนโลกของสสาร ทุกอย่างในจักรวาลรวมถึงตัวเราเองถูกสร้างจากสสาร ปฏิสสาร เป้นเหมือนคู่ฝาแฝดของสสาร แต่มีขั้วไฟฟ้าอยู่ทางตรงกันข้าม ณ เวลาจักรวาลกำเนิดขึ้นควรจะปริมาณของสสารและปฏิสสารอยู่เท่า ๆ กันหลังจากการเกิดบิ๊กแบง แต่เมื่อสสารและปฏิสสารเจอกัน มันจะทำลายซึ่งกันและกัน แล้วเปลี่ยนเป็นพลังงาน อย่างไรก็ตาม สสารบางส่วนหลงเหลือมาเป็นจักรวลาที่เราอยู่ทุกวันนี้ และแทบจะไม่มีปฏิสสารที่ให้ค้นเจออยู่ ทำไมธรรมชาติจึงมีความโน้มเอียงในการเลือกสสารมากว่าปฏิสสาร

    สถานีตรวจจับ LHCb จะมองหาความแตกต่างระหว่างสสารและปฏิสสาร เพื่อตอบคำถามนี้ การทดลองครั้งก่อนสามารถสังเกตพฤติกรรมที่แตกต่างเล็กน้อยได้ แต่อะไรที่มองเห็นนั้นไม่เพียงพอที่จะเทียบเท่ากับความไม่เสมอภาคของสสารและปฏิสสารในจักรวาลได้

ความลับของบิ๊กแบง

  • สสารเป็นเหมือนอะไรในเสี้ยววินาทีหลังเกิดบิ๊กแบง

    ทุกสิ่งในจักรวาลสร้างขึ้นจากสสาร และเชื่อว่าเกิดอนุภาคพื้นฐานหลายตัวที่มีความเข้มข้นและมีความร้อนสูงมาก ปัจจุบันนี้สสารทั่วไปในจักรวาลสร้างจากอะตอมซึ่งมีนิวเคลียสที่ประกอบด้วยโปรตรอนกับนิวตรอน ซึ่งทั้งสองอนุภาคนั้นเกิดจากการที่ quarks จับตัวกันโดยอนุภาคอีกตัวหนึ่งที่ชื่อว่า gluons พันธะนี้แข็งแรงมาก แต่ในช่วงเวลาก่อนที่จักรวาลจะถือกำเนิดนั้น สภาพแวดล้อมจะมีความร้อนสูงและพลังงานที่สูงเกินไปที่ gluons จะจับ quarks ไว้ได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าช่วงเวลาเสี้ยววินาทีหลังการเกิดบิ๊กแบงของจักรวาล จะเกิดการผสมของ quarks และ gluons ที่มีความร้อนสูงและเข้มข้น เรียกว่า quark–gluon plasma

ภาพ quark–gluon plasma หลังการการชนของไอออนทองคำที่เร่งมา ภาพนี้ตรวจจับโดย STAR ที่ relativistic heavy ion collider ณ Brookhaven national laboratory

สถานีตรวจจับ ALICE จะถูกใช่้ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่คล้ายกับชั่วเสี้ยววินาทีหลังเกิดบิ๊กแบง เพื่อทำการวิเคราะห์ถึงคุณสมบัติ quark–gluon plasma

โลกที่ซ้อนอยู่

  • มีมิติอื่นหรือโลกคู่ขนานหรือไม่

   อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) แสดงให้เห็นว่ามิติ 3 มิตินั้นมีความเกี่ยวข้องกับเวลา แต่มีทฤษฎีที่ตามมาที่หลังนำเสนอเรื่อง มิติที่ซ่อนอยู่ ของจักรวาลนั้นน่ามีอยู่จริง เช่น ทฤษฎี String ที่บอกเป็นนัยถึงการมีมิติของอวกาศอื่นที่ยังไม่เคยถูกพบ ซึ่งผลจากสถานีตรวจจับจะวิเคราะห์อย่างระมัดระวังเพื่อมองหาสัญญาณของมิติอื่น


ทุ่นระเบิด

         ทุ่นระเบิด คือ วัตถุระเบิดหรือวัตถุอื่นๆโดยธรรมดาแล้ว มีเปลือกห่อหุ้มออกแบบเพื่อทำลาย หรือทำความเสียหายแก่ ยานพาหนะ รถถัง หรือบุคคล

         ตามระเบียบกองทัพบก ว่าด้วย การส่งกำลังสิ่งอุปกรณ์ประเภท ๕ พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมาย คำว่า “ทุ่นระเบิด” หมายถึง วัตถุซึ่งใช้วาง ฝัง ทิ้ง หรือโปรยและจะทำงานเมื่อได้รับแรงกด กระทบ หรือตามลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่ต้องการ ได้แก่ ทุ่นระเบิดสังหาร ทุ่นระเบิดดักรถถัง และทุ่นระเบิดฝึก


ชนิดของทุ่นระเบิด

     ทุ่นระเบิด (mines) คืออาวุธชนิดหนึ่งที่ถูกนำมาใช้ในสงคราม แบ่งออกเป็นสองชนิดใหญ่ ๆ ตามการใช้งาน คือ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (anti-personel, AP) และทุ่นระเบิดทำลายยานพาหนะ (anti-tank, AT) สำหรับทุ่นระเบิดสังหารบุคคลยังสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีกตามวัตถุประสงค์ในการใช้งาน เช่น ทุ่นระเบิดที่ต้องการทำลายเฉพาะคนคนเดียวที่เข้าไปเหยียบทุ่นระเบิด โดยคนที่อยู่ใกล้หรือในบริเวณไม่ได้รับบาดเจ็บด้วย และทุ่นระเบิดที่ต้องการทำลายบุคคลเป็นกลุ่ม ซึ่งมีทั้งชนิดสาดเศษเหล็กที่แตกออกเป็นสะเก็ดไปรอบตัว และแบบบังคับทิศทาง

     ทุ่นระเบิดทุกชนิดจะมีโครงสร้างหลักเหมือนกัน ตรงที่มีดินระเบิดหลักจำนวนหนึ่งมากน้อยตามวัตถุประสงค์ในการผลิต เพื่อใช้ทำลายเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป นอกจากดินระเบิดหลักแล้ว ยังมีชนวนที่ทำหน้าที่ในการจุดระเบิด ในชนวนนั้นจะมีกลไกการจุดระเบิดเพื่อให้เกิดประกายไฟจุดเชื้อปะทุที่ประกอบอยู่ในชนวน ซึ่งเชื้อปะทุนั้นจะบรรจุดินระเบิดที่มีอำนาจในการทำลายสูงกว่าดินระเบิดหลัก แต่จะมีจำนวนดินระเบิดน้อยกว่า เมื่อชนวนถูกทำให้ระเบิดด้วยวิธีใด ๆ ตามการออกแบบและการใช้งาน ไม่ว่าจะด้วยการกด แรงดึง การเอียง สั่นสะเทือน หรือกระแทก

     แรงระเบิดจากชนวนจะทำให้ดินระเบิดหลักระเบิดเกิดปฏิกิริยาเคมีต่อเนื่องในเวลาสั้นที่สุด ทำให้อากาศในบริเวณนั้นเกิดแรงอัดอย่างรุนแรง เพื่อทำลายเป้าหมาย หรือทำให้เปลือกของทุ่นระเบิดแตกเป็นสะเก็ดพุ่งออกรอบบริเวณหรือบังคับทิศทาง ใกล้ ไกล ตามการออกแบบของทุ่นระเบิดแต่ละชนิด

ที่มา : http://www.sarakadee.com/feature/2001/09/mine.htm


อลัน ทัวริ่ง ( Alan Turing)


กอร์ดอน มัวร์ ( Gordon Moore)


 

ก๋วยจั๊บญวน

ก๋วยจั๊บญวน โดย... แม่สลิ่ม

ก๋วยจั๊บญวนหรือข้าวเปียกญวน เป็นเส้นคล้ายขนมจีนหรือสปาเก็ตตี้ ลักษณะน้ำใสข้น คล้ายก๋วยจั๊บหรือข้าวต้ม เพียงแต่เปลี่ยนจากข้าวเป้นเส้นข้าวเปียก

เครื่องปรุง

◊ เส้นข้าวเปียกแช่น้ำราวครึ่งชั่วโมง พอพองเทน้ำทิ้งปล่อยให้แห้งหมาด ๒๐๐ กรัม
◊ ซี่โครงหมูอ่อนล้างสะอาด สับเป็นชิ้นขนาดหัวแม่มือ ๓๐๐ กรัม
◊ เนื้อหมูสับละเอียด ๒๐๐ กรัม
◊ หมูยอผ่าแว่นหั่นเป็นเส้น ๒๐๐ กรัม
◊ หอมหัวใหญ่ซอยหยาบ ๑/๒ ถ้วยตวง
◊ ต้นหอมซอย ๓ ช้อนโต๊ะ
◊ หัวหอมแดงเจียวน้ำมัน ๓ ช้อนโต๊ะ
◊ ซอสปรุงรส ๓ ช้อนโต๊ะ
◊ เกลือป่น ๑ ช้อนโต๊ะ
◊ พริกไทยดำป่นให้เหยาะลงชามก่อนเสริฟพอประมาณ
วิธีทำ

◊ นำเนื้อหมูสับละเอียดหมักด้วยซอสปรุงรส เกลือป่น โขลกรากผักชีสักสองรากให้ละเอียด คลุกเคล้าไปด้วยก็ได้จะช่วยให้มีกลิ่นหอม เมื่อคลุกเข้ากันดีแล้วหมักทิ้งไว้ในตู้เย็นราวครึ่งชั่วโมง แล้วออกมาปั้นเป็นก้อนกลมขนาดหัวแม่มือเสร็จแล้วพักไว้

◊ นำซี่โครงหมูอ่อนที่หั่นไว้ตั้งไฟแรง พอเดือดหรี่ไฟเหลือปานกลาง มีฟองช้อนออก ต้มไปเรื่อยๆ ราว ๑ ชั่วโมง ถ้าน้ำแห้งให้เติม จากนั้นเติมเกลือป่นและซอสปรุงรส จะได้ทั้งกระดูกซี่โครงและน้ำซุปเข้มข้น เติมน้ำผสมให้ได้ปริมาณมากขึ้นได้อีก ถ้าจืดเติมซอสปรุงรสและเกลือได้เล็กน้อย พยายามให้รสชาติคงที่

วิธีปรุง

◊ น้ำน้ำซุป ๒ ถ้วยตวงตั้งไฟจนเดือด ใส่เส้นข้าวเปียก (กะพอดี ๑ คน) ต้มพร้อมน้ำซุปจนเดือด เคี่ยวต่ออีก ๒-๓ นาที ตักซี่โครงหมู ๓-๔ ชิ้น เนื้อหมูหมักที่ปั้นไว้ ๓-๔ ชิ้น พร้อมหอมหัวใหญ่ซอยและหัวหอมแดงเจียว เหยาะพริกไทยป่นลงเสริฟ ถ้าต้องการรสแบบไทยจะเติมพริกบดดองน้ำส้มสายชู น้ำปลาหรือเกลือป่นหรือซอสปรุงรส พริกป่นก็ตามแบบแต่จะชอบ
 



ซี่โครงหมูอบ




เครื่องปรุง
  • ซี่โครงหมู 3 กิโลกรัม
  • โรสแมรี่หั่นละเอียด 100 กรัม
  • หอมแดงฝานบาง 100 กรัม
  • กระเทียมสับละเอียด 5 หัว
  • ผลจูนิเปอร์ 10 ลูก
  • ผิวมะนาว 40 กรัม
  • น้ำมะนาว
  • มัสตาร์ดดิจง 50 กรัม
  • ซอสถั่วเหลือง 50 มิลลิลิตร
  • น้ำผึ้ง 40 มิลลิลิตร
  • น้ำมันมะกอก 40 มิลลิลิตร
  • ซอสพริก 10 มิลลิลิตร
วิธีทำ
  • วางซี่โครงหมูลงในถาดอบ ผสมเครื่องปรุงทั้งหมดทาลงบนซี่โครง หมักไว้ประมาณ 8 ชั่วโมง
  • ใส่เตาอบที่อุณหภูมิ 350 องศาเซลเซียส เติมน้ำเล็กน้อย แล้วจึงอบที่อุณหภูมิ 75 องศาเซลเซียส นาน 90 นาที อุ่นให้ร้อนก่อนเสิร์ฟ
สูตรอาหารจาก เชฟ บุญสอน ปิลอง จากห้องอาหารเทรเดอร์ วิคส์
โรงแรม แมริออท รีสอร์ท แอนด์ สปา กรุงเทพฯ ช่างภาพ สมโภช พงศาภิชาติ ดำเนินงานโดย พิมพิไล บุญจอง และ มินทิรา ตัณฑวณิช

ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Harper's Bazaar ฉบับภาษาไทย

ข้าวเหนียวเปียกหยิน - หยาง

เครื่องปรุง (ข้าวเหนียวดำ)
- ข้าวเหนียวดำ 1 ถ้วย
- น้ำเปล่า 6 ถ้วย
- น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วย
- ลำไยกระป๋องตรามาลี 1/2 ถ้วย
- หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
- เกลือป่น 1 หยิบมือ
เครื่องปรุง (ข้าวเหนียวขาว)
- ข้าวเหนียวขาว 1 ถ้วย
- น้ำเปล่า 3 ถ้วย
- น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
- ลำไยกระป๋องตรามาลี 1 ถ้วย
- หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
- เกลือป่น 1 หยิบมือ
วิธีทำ
1 ซาวข้าวเหนียวดำให้สะอาด ใส่ข้าวเหนียวลงไปในหม้อ เทน้ำเปล่าลงไป นำหม้อตั้งไฟต้มจนกระทั่งข้าวเหนียวนุ่ม และหมั่นคนบ่อย ๆ พอข้าวเหนียวนุ่มจึงเติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้ส่วนผสมเข้ากัน
2 ใส่เนื้อลำไยลงไปคนให้ทั่ว ยกลงจากเตาพักไว้ พอเริ่มเย็นเติมเกลือ และหัวกะทิลงไปคนให้เข้ากันดี
3 วิธีทำข้าวเหนียวสีขาวให้ทำเหมือนกับ ข้าวเหนียวสีดำ
4 วิธีเสิร์ฟ เราแบ่งพื้นภาชนะออกเป็น 2 ส่วน ๆ แรกใส่ข้าวเหนียวดำส่วนที่เหลือใส่ข้าวเหนียวสีขาว ตกแตงให้ได้เป็นลักษณะของหยิน - หยาง ก่อนเสิร์ฟเราจะวางลูกลำไย ที่สอดไส้ข้าวเหนียวทั้งสองสีทำเป็นตวงตาให้กับรูปหยิน - หยาง

ที่มา : mcdang.com

น้ำใบเตย

เวลาเตรียม 10 นาที เวลาปรุง 20 นาที
ส่วนผสม
ใบเตย 5-6 ใบ
น้ำเปล่า 4 ถ้วย
น้ำตาลกรวด 3/4-1 ถ้วย
ใบเตยสำหรับคั้นน้ำประมาณ 10 ใบ

วิธีทำ
1. ตำหรือปั่นใบเตยใส่น้ำเล็กน้อยแล้วคั้นน้ำสีเขียวเข้มเก็บไว้
2. ใส่ใบเตยต้มกับน้ำเปล่าจนเดือดและได้กลิ่นหอม ใส่น้ำตาลกรวดรอจนละลายหมด ชิมรส
ให้ได้รสหวานตามชอบ ปิดไฟ พักให้น้ำใบเตยอุ่นๆ ใส่น้ำใบเตยคั้นลงไปให้ได้สีเขียวเข้มสวยตามชอบ ดื่มเป็นเครื่องดื่มร้อนหรือเย็นก็ได้

- น้ำใบเตยคั้นสีเขียวเข้มควรใส่ในน้ำใบเตยที่ต้มแล้วยังอุ่นๆ อยู่ เพราะถ้าเย็นเกินไปจะมีกลิ่นเหม็นเขียว ถ้าร้อนเกินไปหรือใส่น้ำคั้นใบเตยลงไปต้มด้วยจะตกตะกอน
- ควรใช้น้ำตาลกรวดแทนน้ำตาลทรายขาวเพราะรสจะหวานเจื้อยๆ แต่ถ้าใช้น้ำตาลทรายขาวรสจะหวานแหลม


กระบวณการผลิต (การคัดพลอยก้อน)

วัตถุดิบ พลอยก้อนที่จะนำมาผลิตจะต้อง มีความสะอาดได้รูปร่าง และมีสีที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน

การคัดพลอยก้อน -แยกพลอยก้อนที่มีคุณภาพ และแยกพลอยก้อนที่จะนำไปเผา ในกระบวณการการเผาพลอย

กระบวณการผลิต (การเผาพลอย)

กระบวณการเผาพลอย เป็นกระบวณการในการปรับปรุงคุณภาพพลอย ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น โดยใช้ความร้อนสูงในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพการเผาพลอยจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ และความชำนาญในการเผาพลอย บางครั้งการเผาต้องเผาถึง 4-5 ครั้ง เพื่อจะได้พลอยที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ

การเผาพลอยของบริษัท มีการใช้เตาเผาในการปรับปรุงคุณภาพอยู่ 2 ชนิด คือ เตาน้ำมันและเตาแก็ส บุคลากรในการเผาพลอยของบริษัทมีความรู้ ประสบการณ์การเผาพลอยมากกว่า 20 ปี

กระบวณการผลิต (การโกลนพลอย)

การโกลนพลอย เป็นการออกแบบรูปร่างพลอยและตำแหน่งสี(ตั้งน้ำ)

การตรวจพลอยโกลน เพื่อให้ได้พลอยที่สะอาด และมีรูปทรงได้คุณภาพตามมาตรฐาน

กระบวณการผลิต (การแต่งพลอย)

การแต่งพลอย เป็นการขึ้นรูปร่างพลอยอย่างละเอียด เพื่อให้ได้สัดส่วนตามมาตรฐาน

การตรวจพลอยแต่ง เพื่อให้ได้พลอยแต่งตรงตามมาตรฐาน ก่อนจะนำไปสู่กระบวณการเจียรไน

กระบวณการผลิต (การเจียรไน)

การเจียรไน เป็นกระบวณการเจียรเหลี่ยมมุมและขัดเงา เพื่อสร้างการหักเหของแสง

การตรวจสอบพลอยเจียรไน เพื่อตรวจสอบรูปร่าง, เหลี่ยมเงา,ความแวววาว,ให้เป็นไปตามมาตรฐาน

กระบวณการผลิต

(การจัดเกรดพลอยและการตรวจสอบคุณภาพ)

การจัดเกรดพลอยสำเร็จ เป็นขั้นตอนสุดท้ายในการผลิตพลอยของบริษัท โดยจัดชุดพลอยตามระดับสีและขนาด เพื่อให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

การตรวจสอบคุณภาพ, จะได้รับการตรวจสอบคุณภาพครั้งสุดท้ายโดยผู้บริหาร ของบริษัท ผู้ซึ่งมีความรู้ ประสบการณมากกว่า 20 ปี ทำให้มั่นใจได้ในคุณภาพและมาตรฐานของบริษัท


การเผาพลอย

   กระบวณการเผาพลอย เป็นกระบวณการในการปรับปรุงคุณภาพพลอย ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น โดยใช้ความร้อนสูงในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพการเผาพลอยจำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ และความชำนาญในการเผาพลอย บางครั้งการเผาต้องเผาถึง 4-5 ครั้ง เพื่อจะได้พลอยที่มีคุณภาพตามที่ต้องการ   คลิกค่ะ


เซลล์เทียม เลียนแบบปลาไหลไฟฟ้า


กายวิภาคของปลาไหลไฟฟ้า ในภาพบนแสดงชั้นของเซลล์ electrocyte ซึ่งเชื่อมกันเป็นอนุกรมเพื่อสร้างศักย์ไฟฟ้า และเชื่อมแบบสวนทางกัน เพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า ในภาพที่สองแสดงเซลล์หนึ่งเซลล์กับช่องทางไอออนและปั๊มที่อยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์ ในรูปสุดท้ายแสดงรายละเอียดของช่องทางนั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยย่อยของโมเดลในงานวิจัย

     การประยุกต์การออกแบบเครื่องมือวิศวกรรมแบบใหม่ไปสู่หนึ่งในหน่วยย่อยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โดยนักวิจัยอ้างว่าเซลล์เทียมนั้นไม่เพียงแต่จำลองพฤติกรรมการปล่อยไฟฟ้าของเซลล์ปลาไหลไฟฟ้าได้ แต่ยังปรับปรุงประสิทธิภาพนั้นด้วย เซลล์เทียมของปลาไหลไฟฟ้านั้นสามารถนำมาเป็นแหล่งพลังงานสำหรับเครื่องปลูกถ่ายทางการแพทย์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าเล็ก ๆ ชิ้นอื่น ๆ

     ช่องในเซลล์ของปลาไหลไฟฟ้าที่มีความพิเศษในการปล่อยกระแสไฟฟ้าที่มีกระแสไฟฟ้าสูงถึง 600 โวลต์ โดยเซลล์นั้นมีชื่อว่า electrocyte ซึ่งกลไกนั้นคล้ายกับเซลล์ประสาท เมื่อสารเคมีสื่อประสาทที่มาถึงเซลล์กระตุ้นการเปิดออกของช่องทางที่มีความเฉพาะในเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้ไอออนของเกลือไหลเข้าเซลล์และไอออนของโพแทสเซียมไหลออก การไหลของไอออนทั้งคู่ทำให้เกิดความต่างศักย์ระหว่างด้านของเยื่อหุ้มเซลล์ ทำให้เกิดการเปิดของช่องทางที่เฉพาะบนเยื่อหุ้มเซลล์มากขึ้น เมื่อผ่านไปยังจุดหนึ่งกลไกดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างถาวร ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าเดินทางผ่านเซลล์ไป ช่องทางที่พิเศษจะปิดลง เปิดให้กลไกอื่นปั๊มเอาไอออนกลับเข้าสู่เซลล์เพื่อให้เข้าสู่ภาวะความเข้มข้นเดิมของไอออน และเซลล์จะกลับเข้าสู่ภาวะพักตัว

    จากการทำงานของนักวิจัยทำให้รู้ว่ามีช่องทางพิเศษนั้นอย่างน้อย 7 แบบ ซึ่งแต่ละแบบนั้นจะเกิดการกระตุ้นได้ต่างกันไม่กี่แบบ อย่างเช่นความหนาแน่นของช่องทางนั้นบนเยื่อหุ้มเซลล์ เซลล์ประสาทสามารถส่งข้อมูลได้มากกว่าพลังงาน สามารถเกิดขึ้นได้เร็วแต่มีพลังงานต่ำ ในขณะที่ electrocyte มีวงจรการเกิดที่ช้ากว่า มีการส่งพลังงานสูงในช่วงระยะเวลาที่นานกว่า นักวิจัยได้พัฒนาโมเดลที่มีความซับซ้อนจำนวนหนึ่ง เพื่อแสดงการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นไอออนมาเป็นกระแสไฟฟ้าและทดสอบ เพื่อดูความแตกต่างกับข้อมูลงานวิจัยที่เคยตีพิมพ์ออกมา ในเรื่อง electrocyte และ เซลล์ประสาท เพื่อประเมิณความแม่นยำของโมเดลที่สร้างขึ้น นักวิจัยหาวิธีประเมินการปรับให้ระบบเข้าสูงจุดสูงสุดที่จะปล่อยพลังงานออกมาโดยการเปลี่ยนรูปแบบส่วนผสมต่างของเซลล์หลายชนิด

    การคำนวนของนักวิจัยแสดงให้เห็นว่าการปรับปรุงต่าง ๆ นั้นมีความเป็นไปได้ หนึ่งในการออกแบบเซลล์เทียมเพื่อสร้างพลังงานเพิ่มขึ้น 40% จากการกระตุ้นครั้งเดียวเมื่อเทียบกับเซลล์ธรรมชาติ อีกแบบหนึ่งสามารถให้พลังงานที่ปล่อยออกมาสูงสุดมากว่า 28% ของเซลล์ปกติ ในทางทฤษฎีแล้วการที่เซลล์เทียมเรียงเป็นชั้น ๆ ในทรงรูปบากศ์ขนาด 4 มิลลิเมตร จะมีความสามารถในการปล่อยพลังงานอย่างต่อเนื่องราว ๆ 300 ไมโครวัตต์เพื่อขับเคลื่อนการทำงานอุปกรณ์ชิ้นเล็ก ๆ

    ส่วนประกอบอื่น ๆ ในเซลล์เทียมนั้นรวมถึง เยื่อหุ้มเซลล์เทียมหนึ่งคู่ ที่จะแยกกันด้วยชั้นฉนวนและช่องทางไอออนที่สามารถสร้างขึ้นจากการออกแบบโปรตีน ได้ถูกวิจัยโดยนักวิจัยกลุ่มอื่นแล้ว เหมือนส่วนต่างทางธรรมชาติอย่างเช่นแหล่งสร้างพลังงานของเซลล์ที่สร้างจากไมโตคอนเดรียหรือส่วนหางของแบคทีเรีย


 

 

 

การเผาพลอย

    จะนำพลอยที่เห็นว่ามีสีไม่สดใสนัก นำมาเข้าเตาเผา และทำการเผาพลอยด้วยอุณหภูมิ ที่สูงมาก ระยะเวลาในการเผาก็ขึ้อยู่กับขนาด และสีของพลอย เช่น ถ้าพลอยมีขนาดใหญ่ก็ใช้ เวลาเผานาน เมื่อได้ทำการเผาพลอยตามวิธีที่ถูกต้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อนำออกจากเตาเผา พลอยก็จะได้พลอยที่มีสีสวยสดใสมากขึ้นอันจะทำให้พลอยเม็ดนั้นมีราคาที่สูงขึ้น แต่ถ้าหากว่า ทำการเผาพลอยโดยไม่ถูกวิธีก้อาจจะทำให้สีของพลอยเม็ดนั้นได้สูญเสียราคาไปอย่างน่าเสียดาย

 

ภาพของภาชนะที่ใช้ใส่พลอยในการเผาที่เรียกว่าเบ้า


เตาที่ใช้ในการเผาพลอย มีอยู่ 3 ชนิด คือ

1.เตาถ่าน

เตาเผาพลอยแบบถ่านนี้จะต้องใช้ไฟแรงมาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยเครื่องเป่าลมเข้าไปในเตา

เพื่อช่วยให้ไฟติดดีและแรงถ่านที่ใช้จะเป็นถ่านหิน จุดไฟอยู่ในเตา

บริเวณปากเตา ซึ่งจะใส่เบ้าพลอยเข้าไปทำการเผา

เวลาที่เป่าลมเข้าไปในเตา ไฟจะแรงจนเกิดประกายไฟพุ่งออกมา


2.เตาไฟฟ้า

แผงควบคุมวงจรไฟฟ้าและหม้อแปลงไฟฟ้า

 

เตาเผาพลอยไฟฟ้า

สายไฟที่ต่อมาจากหม้อแปลงเข้าสู่ตัวเตา

 

ตัวเร่งอุณหภูมิภายในเตา

 

ภายในของเตาเผาพลอยแบบไฟฟ้า

แท่นภายในเตาเผาพลอยแบบไฟฟ้าสำหรับวางเบ้าพลอย

3.เตาน้ำมัน เป็นเตาชนิดที่มีคนนิยมใช้น้อยมาก หาดูได้ยาก


ค้างคาวร้อยล้านวัดเขาช่องพราน

วีดีโอ ชุดที่ 1

วีดีโอ ชุดที่ 2

   ค้างคาวร้อยล้านวัดเขาช่องพราน อยู่ที่วัดเขาช่องพราน ตำบลตำปูน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี โดยในเวลา 18.00 น. ของทุกวัน ค้างคาวนับ 100 ล้านตัวจะพากันบินออกจากถ้ำไปหากินเป็นสายดำมืดสุดสายตา เป็นที่ชื่นชมแก่นักท่องเที่ยวที่ได้มาชมเป็นอย่างยิ่ง สามารถเดินทางไปชมได้ทุกวัน พลบค่ำของทุกวัน ประมาณ 18.00 น. ค้างคาวจะเริ่มบินออกจากถ้ำ โดยไม่เสียค่าเข้าชม

ข้อมูลเพิ่มเติม:
       " เขาช่องพราน " อยู่ที่ตำบลเตาปูน อำเภอโพธาราม มีถ้ำพระนอน ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปมากกว่า 100 องค์ ที่สำคัญคือ พระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่มีความยาวถึง 9 เมตรเศษ สูง 1 เมตรเศษ และยังมี ถ้ำค้างคาว ที่มีค้างคาวอาศัยอยู่กว่า 100 ล้านตัว ยามพลบค่ำในแต่ละวันจะเห็นฝูงค้างคาวบินออกหากิน มองดูคล้ายควันไฟเป็นทางยาว เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง " พื้นที่ภายในถ้ำค้างคาว " พื้นที่ภายในถ้ำค้างคาว ประมาณ 4 ไร่ " ค้างคาวออกหากิน " พลบค่ำของทุกวัน ประมาณ 18.00 น. ค้างคาวจะเริ่มบินออกจากถ้ำเพื่อออกหากิน ประมาณ 3 ชั่วโมง ค้างคาวถึงจะออกจากถ้ำหมด โดยจะบินต่อเนื่องกันเป็นสายยาวมุ่งหน้าไปยังทะเล จังหวัดสมุทรสาคร และจะกลับมาเข้าถ้ำประมาณ ตี 3 - ตี 5




ไข่มุกเป็นอัญมณีชนิดเดียวที่กำเนิดจากสิ่งมีชีวิต และเป็นหนึ่งในรัตนชาติ ที่ชอบนำมาเป็นเครื่องประดับมาช้านาน ไข่มุกเกิดจากหอยชนิดหนึ่ง เรียกว่า หอยมุก ซึ่วมีทั้งหอยฝาเดียวและหอยสองฝา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. ไข่มุกธรรมชาติ ซึ่งเกิดเองตามธรรมชาติ
2. ไข่มุกเลี้ยง

คลิกอ่านต่อครับ


Aerogel: ของแข็งที่เบาที่สุดในโลก

 

มีผงที่ .......เมื่อใส่ลงไปในน้ำ

 

 

     จะไม่เปียก  ในวีดีโอท่านจะได้เห็นผง aerogel   และคุณสมบัติอันแสนประหลาดของมัน 

    

 Aerogel ประกอบด้วยอากาศ 99.8% มีความหนาแน่นน้อยกว่าแก้ว 1,000 เท่า ทนความร้อนได้สูง สามารถใช้เป็นฉนวนกันความร้อน สำหรับใช้ในอวกาศ ซึ่งมีความทนทานมากกว่าไฟเบอร์กลาสที่ดีที่สุด 39 เท่า วัสดุพิเศษชนิดนี้ ประดิษฐ์ขึ้นมาตั้งแต่ปี 1930 แต่นาซาเพิ่งมีการนำมาใช้เมื่อไม่นานมานี้ โดยใช้สำหรับดักจับฝุ่นในอวกาศ มีการใช้ Aerogel ในโครงการสำรวจดาวอังคาร ( Mars Pathfinder ) และใช้ดักจับตัวอย่างจากดาวหาง และอนุภาคขนาดเล็กในโครงการ Stardust

แม้ว่าจะมีความหนาแน่นน้อยกว่าแก้วมาก แต่ Aerogel ก็เป็นของแข็งที่มีซิลิกอนเป็นองค์ประกอบเช่นเดียวกัน จะต่างกันก็ตรงที่ Aerogel มีลักษณะที่เป็นอนุภาคขนาดเล็กระดับนาโนเมตร เกาะกันในโครงสร้างที่มีเนื้อพรุน Aerogel มีคุณสมบัติในการนำความร้อน และดัชนีหักเหต่ำ เป็นตัวพาคลื่นเสียงที่ไม่ดี แต่สามารถลดความเร็วและจับอนุภาคฝุ่นที่มีความเร็วสูงได้ดี โดยไม่ทำให้เกิดความร้อน หรือมีผลกระทบต่อตัวโครงสร้าง

อนุภาคจากดาวหาง Wild 2 ที่วิ่งผ่านยานอวกาศ Stardust มีความเร็วเป็น 6 เท่า ของลูกกระสุนปืนไรเฟิล แต่จะค่อยๆหยุดลงเมื่อใช้ Aerogel โดยทำให้เกิดเป็นรอย (tracks) ของอนุภาค อยู่ในเนื้อโครงสร้างของ Aerogel ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถนำมาตรวจสอบได้

Aerogel มีส่วนประกอบหลักเป็นซิลิกอน ซึ่งมักเรียกว่า frozen smoke หรือ blue smoke ประกอบด้วยอากาศ 99.8% จึงมีลักษณะเป็นฟองน้ำเนื้อแข็ง มีความหนาแน่น 3 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ทำให้เป็นของแข็งที่เบาที่สุดในโลก

วัสดุชนิดนี้ มีคุณสมบัติน่าสนใจหลายอย่าง จากการที่มีโครงสร้างเป็นรูพรุน ทำให้นำความร้อนได้ต่ำ (ประมาณ 0.017 W / mK ) จึงมีคุณสมบัติในการเป็นฉนวนความร้อนได้ดี มีจุดหลอมเหลว 1,200 ?C

มีการนำ aerogel มาใช้งานหลายประเภท เช่น นาซานำมาใช้สำหรับดักจับอนุภาคฝุ่นในอวกาศ ในโครงการ Stardust ใช้เป็นฉนวนกันความร้อนสำหรับยานสำรวจดาวอังคาร ในท้องตลาด มีการนำ aerogel มาใช้ในรูปแบบเม็ด โดยเติมลงในกระจก เพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการเป็นฉนวนความร้อน จากการที่มีโครงสร้างเป็นเนื้อพรุน ทำให้มีพื้นที่ผิวสูงมาก จึงมีการใช้เป็นตัวดูดซับ สารเคมี เพื่อทำความสะอาดในกรณีที่มีการหก ของสารเคมี

Aerogel ประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรกโดย Steven Kistler ในปี 1931 โดยทำให้ซิลิกาที่อยู่ในรูปเจลค่อยๆแห้ง โดยนักวิทยาศาสตร์จะเริ่มโดยการใช้แอลกอฮอล์ที่เป็นของเหลว เช่น เอทธานอล ผสมกับซิลิกาให้อยู่ในรูปเจล แล้วนำไปผ่านกระบวนการที่เรียกว่า supercritical drying เพื่อให้แอลกอฮอล์ระเหยออกไป ได้รับการบันทึกจาก the Guinness Book of Records ให้เป็นวัสดุที่เป็นของแข็งที่เบาที่สุด เป็นฉนวนที่ดีที่สุด Aerogel สามารถรับน้ำหนักได้ 2,000 เท่าของน้ำหนักตัว โดยไม่เกิดความเสียหาย


ซอฟต์แวร์วัดไข้" หาคนป่วยผ่านอินฟาเรด ฝีมือนักวิจัยเนคเทค

   ปรอทวัดไข้ต้องหลีกทางให้ "ซอฟต์แวร์วัดไข้" ชั่วคราว เพราะนักวิจัยเนคเทค พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ให้ไช้ร่วมกับกล้องอินฟาเรดตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย สำหรับคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นได้ทีละหลายคนพร้อมกัน เพียงแค่เดินผ่านหน้ากล้อง พร้อมส่งต่อซอฟต์แวร์และอุปกรณ์ต้นแบบให้โรงพยาบาลราชวิถีทดลองใช้เป็นแห่งแรก

ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี จัดพิธีรับมอบโปรแกรมสำหรับตรวจวัดอุณหภูมิระยะไกล เมื่อวันที่ 23 พ.ค.51 ที่โรงพยาบาลราชวิถี โดยโปรแกรมดังกล่าวเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาของ ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีโฟโทนิกส์ และนักวิจัยอาวุโสของเนคเทค สำหรับใช้ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายและคัดกรองผู้ที่มีอาการป่วยไข้ และอุณหภูมิร่างกายสูงเกินปกติออกจากคนปกติในเบื้องต้น

ดร.ศรัณย์ อธิบายว่า โดยปกติการวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ป่วย จะต้องมีการสัมผัสกับผู้ป่วย ไม่ว่าจะวัดโดยปรอทวัดไข้หรือเครื่องวัดอุณหภูมิที่เสียบเข้าที่รูหู ซึ่งวัดได้ทีละคน และทำให้ช้า ผู้ถูกวัดเกิดความรำคาญ และอาจมีของเสียติดอยู่กับเครื่องมือวัดได้ ทำให้ นพ.ทวีทอง กออนันตกูล ที่ปรึกษาของกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เกิดแนวคิดว่าจะมีวิธีใดแก้ปัญหานี้ได้บ้าง

ประกอบกับขณะนั้นเขาเองกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับการวัดความร้อนอยู่พอดี นพ.ทวีทอง จึงนำโจทย์ดังกล่าวมาเสนอแนะ และได้พัฒนาเป็นระบบตรวจวัดอุณหภูมิบุคคล แบบไม่ต้องสัมผัส โดยใช้กล้องถ่ายภาพรังสีความร้อนหรือกล้องอินฟาเรดที่ใช้ตรวจับวัดอุณหภูมิได้ เพื่อใช้คัดกรองบุคคล และสามารถตรวจวัดได้ทีละหลายๆ คน พร้อมกัน ทั้งนี้ นพ.ทวีทอง เป็นพี่ชายแท้ๆ ของ ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผอ.เนคเทคคนก่อน

ดร.ศรัณย์ อธิบายต่อว่า เทคโนโลยีการตรวจวัดอุณหภูมิคนด้วยกล้องถ่ายภาพรังสีความร้อน ที่ใช้กันอยู่ในหลายประเทศนั้นสามารถวัดได้ทีละคน โดยผู้ที่ถูกวัดจะต้องยืนอยู่ในตำแหน่งเหมาะสมและหยุดนิ่งนาน 2-3 วินาที เพื่อให้ใบหน้าและดวงตาอยู่ภายในกรอบที่กำหนด และแสดงระดับของอุณหภูมิเป็นแถบสีที่ ไม่แสดงค่าเป็นตัวเลข ทำให้ล่าช้าและอาจเกิดความคลาดเคลื่อน

"ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีดังกล่าวถูกพัฒนา ให้ตรวจวัดอุณหภูมิได้ทีละหลายคนพร้อมกัน ทว่าก็ยังแสดงระดับของอุณหภูมิเป็นแถบสี ทั้งใบหน้าของผู้ที่ถูกตรวจและสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความสับสนได้ว่าแถบสีบางแถบคือใบหน้าคนหรือไม่ และการใช้แหล่งกำเนิดรังสีความร้อนอ้างอิงก็ทำให้ต้นทุนของระบบสูงขึ้นด้วย"

"อีกทั้งยังไม่มีระบบการชดเชยอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมด้วย เช่นในสนามบินต่างๆ เมื่อช่วงที่มีการระบาดของโรคซาร์ส เนื่องจากอุณหภูมิค่อนข้างคงที่อยู่แล้ว แต่บริเวณทางเข้าออกโรงพยาลบาลที่เปิดประตูไว้ตลอดเวลาอาจทำให้อุณหภูมิที่วัดได้ไม่แม่นยำนัก" ดร.ศรัณย์ แจง

ดังนั้น ดร.ศรัณย์และทีมงานจึงพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ขจัดปัญหาดังกล่าวออกไปโดยใช้เทคโนโลยีโฟโทนิกส์ ร่วมกับอิเล็กทรอนิกส์และการประมวลผลภาพ จนได้ซอฟต์แวร์ที่สามารถวัดอุณหภูมิร่างกายได้พร้อมกันทีละหลายคน ซึ่งมีระบบค้นหาตำแหน่งใบหน้า และตรวจจับบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดบนใบหน้า แล้วแสดงค่าของอุณหภูมิที่วัดได้ทันที ซึ่งใช้เวลาเพียง 0.03 วินาทีเท่านั้น และมีระบบการชดเชยอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงจากสิ่งแวดล้อมโดยอัตโนมัติ

"ผู้ใช้สามารถตั้งค่าอุณหภูมิอ้างอิงได้ตามความเหมาะสม ผู้ที่เดินผ่านหน้ากล้องก็จะถูกตรวจวัดอุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว และแสดงค่าออกมาเหนือใบหน้าที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ทันที"

"หากตรวจพบว่าผู้ใดมีอุณหภูมิสูงเกินอุณหภูมิอ้างอิง ก็จะแสดงภาพใบหน้าเป็นสีแดงพร้อมกับมีเสียงร้องเตือน และหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะนำบุคคลนั้นไปตรวจวัดอย่างละเอียดอีกทีหนึ่ง" ดร.ศรัณย์อธิบาย

ทั้งนี้จากการพัฒนาโปรแกรมมาเป็นเวลา 4 เดือน และทดลองมาแล้วให้ผลแม่นยำ 90% เนื่องจากสามารถคัดกรองผู้ป่วยได้ 100 คน แต่เมื่อตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ถูกคัดกรองตามวิธีมาตรฐาน พบว่ามีผู้ที่ป่วยไข้จริง 90 คน ที่เหลืออีก 10 คนไม่ป่วย" ดร.ศรัณย์กล่าว และบอกว่าการที่มีผู้ไม่ป่วยติดผ่านเข้ามาด้วยนั้นดีกว่าปล่อยให้ผู้ป่วยหลุดรอดไปได้

ทั้งนี้ นักวิจัยได้จดสิทธิบัตรซอฟต์แวร์ดังกล่าวแล้วเมื่อเดือน ธ.ค.50 และได้มอบซอฟต์แวร์ต้นแบบ ให้โรงพยาบาลราชวิถีนำไปทดลองใช้เป็นแห่งแรก โดยทางโรงพยาบาลจะนำไปใช้ในแผนกคัดกรองผู้ป่วย และจะทำการทดสอบประสิทธิภาพ และเก็บข้อมูลอีกประมาณ 200 คน เปรียบเทียบกับการตรวจวัดอุณหภูมิด้วยวิธีปกติ เพื่อดูว่ามีข้อบกพร่องประการใดที่ต้องแก้ไขอีกหรือไม่

หากใช้ได้ผลดีที่จะดำเนินการติดตั้งเพิ่มเติมในบริเวณหรือแผนกอื่น และเปิดเผยให้เป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ซึ่ง น.พ.สมปอง ธนไพศาลกิจ แพทย์ด้านเวชกรรมของโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่าโปรแกรมและระบบคัดกรองนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากต้องการคัดกรองผู้ป่วยที่มีไข้สูงในกรณีที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก หรือโรคซาร์ส

ดร.ศรัณย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จำนวนบุคคลที่คัดกรองขึ้นอยู่กับชนิดของเลนส์ คุณสมบัติของกล้อง รวมทั้งตำแหน่งของแต่ละคนที่ผ่านหน้ากล้องด้วย ซึ่งต้นทุนของระบบคัดกรองนี้ ขึ้นอยู่กับราคากล้องเป็นหลัก เนื่องจากกล้องชนิดนี้ราคาค่อนข้างแพง และอยู่ในหลักแสนขึ้นไป และต้องเป็นกล้องที่สามารถตรวจจับความร้อนที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 3,000 นาโนเมตรขึ้นไป

หากโรงพยาบาลใดสนใจเทคโนโลยีดังกล่าวก็สามารถติดต่อได้ที่เนคเทค โดยทางเนคเทคยินดีสนับสนุนในส่วนของซอฟต์แวร์ หรือบริษัทเอกชนรายใดสนใจนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ก็สามารถติดต่อที่เนคเทคได้เช่นกัน.

ดร.ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร สาธิตการใช้งานของชุดอุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายโดยไม่ต้องสัมผัสโดยมีคณะแพทย์ของ รพ.ราชวิถี ให้ความร่วมมือ

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 พฤษภาคม 2551


TMEC โชว์ผลงานเด่น เซ็นเซอร์วัดความชื้นข้าวเปลือก

      สถานการณ์ราคาข้าวในปัจจุบันทำให้ทีเมคไม่รอช้าที่จะพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตรวจสอบความชื้นในข้าวเปลือก ซึ่ง ดร.อัมพร โพธิ์ใย ผอ.ทีเมค ให้ข้อมูลว่าความชื้นเป็นตัวแปรสำคัญที่มีผลต่อราคาซื้อขายข้าวเปลือก
      
       "ก่อนจะสีข้าวเปลือกจะต้องอบให้แห้งพอเหมาะ เพราะถ้าแห้งมากไปก็จะสิ้นเปลืองพลังงาน เมื่อนำไปสีจะทำให้เมล็ดข้าวแตก แต่ถ้าอบไม่แห้งก็จะและเป็นแป้ง หากควบคุมความชื้นขณะอบให้เหมาะสมได้ก็จะช่วยให้ได้ข้าวเปลือกที่มีคุณภาพดี ขายได้ในราคาสูง ซึ่งทีเมคก็ได้พัฒนาหัววัดความชื้นในไซโลอบข้าว (ตู้อบข้าว) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว" ดร.อัมพร เผย
      
       ด้านนายสุรพันธ์ ทองรังสี นักวิจัยของทีเมคเผยว่า ใช้เวลาพัฒนาเครื่องวัดความชื้นดังกล่าวมาแล้ว 6 เดือน ขณะนี้อยู่ระหว่างจดสิทธิบัตร และทดสอบประสิทธิภาพร่วมกับเอกชนรายหนึ่งใน จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเครื่องวัดความชื้นจะมีหัวเซนเซอร์ที่วัดความชื้นในข้าวเปลือกแล้วบ่งบอกเป็นสัญญาณความถี่ดิจิทัล ซึ่งหากมีความถี่น้อยแสดงว่ามีความชื้นมาก หากความถี่มากแสดงว่าความชื้นน้อย และสามารถใช้เครื่องวัดความชื้นข้าวเปลือกในขณะอบก็ได้ โดยติดตั้งหัววัดความชื้นไว้กับผนังของไซโล เพื่อควบคุมให้มีความชื้นที่พอเหมาะและเป็นที่ยอมรับของตลาดคือประมาณ 13.72%RH หรืออยู่ระหว่าง 12-15%RH
      
       อย่างไรก็ดี เครื่องวัดความชื้นนี้มีความแม่นยำอยู่ที่บวกลบ 5% ซึ่งนักวิจัยยังต้องปรับปรุงให้แม่นยำมากขึ้นโดยผิดพลาดได้ไม่เกิดบวกลบ 1% จึงจะสามารถนำไปใช้งานได้จริง ซึ่งนักวิจัยบอกว่าต้นทุนการผลิตเครื่องวัดความชื้นนี้มีราคาถูกกว่าเครื่องวัดความชื้นที่นำเข้าจากต่างประเทศถึงครึ่งหนึ่ง และในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถตรวจวัดความชื้นได้กับผลิตผลทางการเกษตรจำพวกเมล็ดทุกชนิด เพราะขณะนี้สามารถวัดได้ในข้าวเปลือกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น


มีสูตรที่ทำให้ ...ด้วย

    ดอกเตอร์ นาธาน เอฟรอน  จักษุวิทยา  มหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์  คิดสูตรที่ทำให้คนตาถั่วได้  โดยนำปัจจัย เรื่อง 1. จำนวนแก้วเบียร์ที่ดื่ม  2. ปริมาณควัน  3. ความสว่าง  4. ค่าสายตาของผู้ทดลอง  5. ระยะห่าง


ลูกวัวนมจะ .... หลังอาหาร 30 นาที

   ปรากฎการณ์ประหลาดของลูกวัวเมื่อมันทานอาหารเสร็จ  มันจะจูบกันหลังอาหาร 30 นาที  เหตุผลเป็นเพราะ ....


มีข้าวโพดที่ ..... ด้วย

      สามารถทานได้โดยไม่ต้องนึ่งหรือต้ม   เรียกว่า ข้าวโพดหวานบริทเทิล  ได้จากการผสมพันธุ์ ระหว่างข้าวโพดพันธุ์บริทเทิลกับพันธุ์พื้นเมือง  มีเพียงสีที่แปลกไป   


เราสามารถจับแมลงวันได้โดยใช้ ... ก็ได้

     คำตอบก็คือ น้ำยาล้างจาน  แต่มันจับได้ยังไงกัน?   ผู้ให้ข้อมูลเรื่องนี้คือทหารที่ทำหน้าที่เสิร์ฟอาหารของกองทัพเกาหลี 


ทำสมุดโน๊ดด้วยกระดาษ A4 เพียง 1 แผ่น

   อุปกรณ์ประกอบด้วยกระดาษ A4  1 แผ่น  กับกรรไกร 1 อันเพียเท่านั้น 


มีแมลงที่นอน .....ด้วย

    คำตอบก็คือ ทั้งนอนและว่ายน้ำ  และมันยังนอนหงายซะด้วย  เราจะพาท่านไปดูแมลงมวนวน ที่บึงใหญ่ที่สุดในเกาหลีทีมีขนาด 23 ตารางกิโลเมตร  ในปี  1998  ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเขตอนุรักษ์ 


เราสามารถสร้างเมฆจากขวดพลาสติกได้หรือไม่ ?

    ก่อนอื่นให้ล้างขวดให้สะอาด  ปิดฝาไว้ ใช้เท้าเหยียบย่ำเป็นเวลา 30 วินาที  และเมื่อเปิดฝาออก .....  มันจะ ....


สัตว์ประหลาดในทะเลสาบ 1/4

    มีคนเห็นสัตว์ประหลาดกลางทะเลสาบ ตัวยาวๆ เหมือนงู  ดำลงไปและไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย  อย่างไรก็ตามมีคนถ่ายภาพได้ 


การทำมัมมี่ไก่ 2/4

    ซื้อไก่สดจากซุปเปอร์มาเก็ต  มาล้างน้ำให้สะอาด  ควักเอาสมอง กับเครื่องในออกให้หมด  ทำไก่ให้แห้งโดยโรยเกลือให้ทั่วจนท่วมตัวไก่  เราจะได้มัมมี่ไก่ในอีกหลายวันต่อมา 


ดั้นด้นค้นหาสัตว์ประหลาดใต้น้ำ  3/4

    ใช้เครื่องกำเนิดเสียง Sonar  ค้นหาสัตว์ประหลาดใต้ทะเลสาบ   และใช้เครื่อง Cat scan เอ็กซเรย์ ดูภายในของมัมมี่  


มัมมี่สาวปวดฟัน  4/4

   บ้านผีสิงที่มีเสียงประหลาด  นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เสียงนี้เกิดจากการขยายตัวของไม้ในตอนกลางวัน และการหดตัวของไม้ในตอนกลางคืน 

   หมอฟันได้ตรวจสอบมัมมี่สตรีพบ ฟันครุด  มีน้ำหนองเกิดขึ้นรากฟัน   นักสเก็ตภาพของตำรวจสามารถร่างภาพของมัมมี่สาว  ปรากฎว่าได้ภาพของหญิงสาวฟันหลอ  และพบว่าเหงือกเจ้าหล่อนอักเสบด้วย


เส้นทางเวลาความเข้าใจเรื่องแสงของมนุษย์

ดร. ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ

แสงเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตของพวกเราตั้งแต่เมื่อไหร่ ลองมาดูประวัติการใช้แสงและการคิดค้นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแสงตามเส้นทางของเวลาที่สรุปได้ดังต่อไปนี้

 

1.4 ล้านปีก่อนคริสต์ศักราช ปรากฏหลักฐานการใช้ไฟของมนุษย์
12,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ปรากฏหลักฐานการใช้คบไฟ (Oil Burning Lamps)
3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช คนในเอเชียและตะวันออกกลางเริ่มศึกษาเรื่องแสง เงา และ การนำไปใช้ในการเฉลิมฉลองต่างๆ คนในเอเชียยังได้เริ่มสร้างและใช้กระจกเงาด้วย
900-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ได้มีการสร้างเลนส์นูนที่มีกำลังขยายต่ำขึ้นโดยชาวบาบิโลเนียน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องประดับ
400-300 ปีก่อนคริสต์ศักราช Plato เสนอว่าวิญญาณเป็นจุดกำเนิดของการมองเห็นของเรา และแสงมีจุดกำเนิดมาจากดวงตา
Democritus ได้นำความรู้ในเรื่องของขนาด รูปร่าง และความหยาบของอะตอมมาอธิบายถึงการมองเห็นและสีของวัตถุ
Euclid ได้เผยแพร่ผลงาน Optica ซึ่งอธิบายถึงกฎการสะท้อนของแสง และการเดินทางเป็นเส้นตรงของแสง
Aristotle ได้คาดเดาเกี่ยวกับการมองเห็น และได้ปฏิเสธทฤษฎีที่ว่าแสงมีจุดกำเนิดมาจากดวงตา
280 ปีก่อนคริสต์ศักราช ประภาคารได้ถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกโดยชาวอียิปต์
250 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ถึง 100 หลังคริสต์ศักราช

ชาวจีนเป็นชนกลุ่มแรกที่เริ่มใช้เลนส์ โดยเฉพาะในเรื่องการแก้ปัญหาสายตา
นักมายากล Shao Ong ได้ประดิษฐ์หนังตะลุงที่มีการฉายเงาของหุ่นต่างๆ ไปบนจอ
นักปรัชญาชาวโรมันชื่อ Seneca ได้อธิบายถึงกำลังขยายของภาพของวัตถุเมื่อมองผ่านทรงกลมที่มีน้ำบรรจุอยู่
ผู้ครองจักรวรรดิโรม Nero Claudius Caesar ได้นำมรกตที่เจียรไนแล้วมาช่วยแก้ปัญหาสายตาที่สั้นเพื่อให้เห็นการประลองสู้รบกันในสนามได้ชัดขึ้น
Hero (Alexandria) ได้ตีพิมพ์ผลงานที่มีชื่อ Catoptrica ซึ่งมีความหมายว่า การสะท้อน และได้สาธิตให้เห็นว่า มุมสะท้อนของแสงมีค่าเท่ากับมุมที่แสงตกกระทบ
100-950 ปีหลังคริสต์ศักราช Claudius Ptolemy เป็นบุคคลแรกที่ได้รวบรวมและตีพิมพ์ข้อมูลเกี่ยวกับการทดลองทางด้านแสง ทั้งยังเป็นบุคคลที่ให้การสนับสนุนหลักการที่ว่าแสงก่อกำเนิดมาจากดวงตา และ ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก
นักวิทยาศาสตร์ชาวจีน Ting Huan ได้ค้นพบภาพเคลื่อนไหวที่มองผ่านกระแสของไอร้อน
นักฟิสิกส์ชาวกรีก Galen ได้ศึกษากล้องสองตา
นักคณิตศาสตร์ชาวโรมัน Anicus Boethius ได้พยายามที่จะวัดความเร็วของแสง
Yu Shao Lung ได้สร้างเจดีย์ขนาดเล็กเพื่อใช้ศึกษาภาพ และ การเดินทางของแสง จากกล้องรูเข็ม
Gerber นักเล่นแร่แปรธาตุชาวอาหรับ พบว่าเมื่อ Silver Nitrate ถูกแสงสว่างจะเปลี่ยนเป็นสีดำ การค้นพบนี้เป็นจุดเริ่มต้นของฟิล์มที่ใช้ถ่ายรูป
999 ปีหลังคริสต์ศักราช Alhazen ได้ใช้กระจกทรงกลม และ ทรงพาราโบลอยด์ ในการศึกษาการบิดเบี้ยวของภาพ ทั้งเป็นบุคคลแรกที่เสนอว่าดวงตาไม่ได้เป็นจุดกำเนิดของแสงแต่ทำหน้าที่รับแสง นอกจากนี้เขายังได้ศึกษาถึงกำลังของภาพของวัตถุที่เกิดจากการหักเหของแสงผ่านชั้นบรรยากาศ ได้ศึกษาเกี่ยวกับกายวิภาคของดวงตา และการเกิดภาพบนเรตินาของดวงตา และได้อธิบายถึงความเพิ่มความคมชัดของภาพที่เกิดจากกล้องรูเข็มด้วยการลดขนาดของรูที่แสงผ่าน

 

ค.ศ. 1000-1199 นักปรัชญาและนักฟิสิกส์ชาวอิหร่าน Ibn Sina ได้เสนอทฤษฎีที่ว่าแสงมีความเร็วจำกัดที่ค่าๆ หนึ่ง
นักปรัชญาชาวจีน Shen Kua ได้อธิบายการเกิดภาพที่เกิดจากกระจกโค้งนูน และเป็นคนที่ประดิษฐ์นาฬิกาแดดจากทองสัมฤทธิ์

 

ค.ศ. 1268-1272 Roger Bacon เป็นบุคคลแรกที่เสนอทฤษฎีที่เกี่ยวกับการนำเลนส์มาใช้ในการแก้ปัญหาสายตา และเป็นบุคคลแรกที่ได้นำเรขาคณิตมาใช้ในการศึกษาเรื่องแสง ทั้งยังได้ตั้งสมมุติฐานว่าสีของรุ้งเกิดจากการสะท้อนและการหักเหของแสงอาทิตย์ผ่านหยดน้ำ แต่เขาไม่ได้พิสูจน์สมมุติฐานนี้
ค.ศ. 1275 Albertus Magnus ได้ศึกษาสีของรุ้ง และได้ตั้งสมมุติฐานว่าแสงมีความเร็วสูงมาก และมีค่าจำกัดที่ค่าๆ หนึ่ง

 

ค.ศ. 1303 Bernard ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส ได้บันทึกถึงการใช้แว่นตาในการแก้ปัญหาสายตายาว
ค.ศ. 1304 Theodoric ชาวเยอรมัน ได้สาธิตการเกิดรุ้ง และอธิบายว่าเกิดจากการหักเหและสะท้อนของแสงภายในหยดน้ำ สอดคล้องกับทฤษฎีของ Roger Bacon ที่ได้เสนอไว้เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว

 

ค.ศ. 1480 Leonardo da Vinci ได้ศึกษาเรื่องการสะท้อนของแสง และได้เปรียบเทียบกับการสะท้อนของคลื่นเสียง

 

ค.ศ. 1520 Franciscus Maurolycus ได้อธิบายวิธีการสร้างกล้องไมโครสโคป และได้อธิบายถึงตำแหน่งของภาพในกล้องรูเข็มที่เปลี่ยนไปเมื่อวัตถุเปลี่ยนตำแหน่ง
ค.ศ. 1556 George Fabricius ได้พบว่าเมื่อมีการเพิ่มสารละลายของเกลือและ Silver Nitrate ในธาตุโลหะบางชนิด โลหะนั้นจะเปลี่ยนจากสีขาวไปเป็นสีดำถูกแสงอาทิตย์
ค.ศ. 1558 Giovanni Battista Della Porta ได้เปรียบเทียบการมองเห็นของคนกับภาพที่ได้จากกล้อง โดยอาศัยความรู้ในเรื่องการหักเหของแสง ปริซึม และเลนส์
ค.ศ. 1568 Daniel Barbaro ได้อธิบายวิธีการใช้เลนส์นูนเพื่อเพิ่มความชัดของภาพ และได้ชี้ให้เห็นว่าภาพที่คมชัดขึ้นสามารถนำมาใช้ร่างบนกระดาษด้วยดินสอ
ค.ศ. 1585 Giovanni Bennedetti นักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลี ได้อธิบายถึงการใช้กระจกเว้าร่วมกับเลนส์นูนในการแก้ปัญหาภาพที่บิดเบี้ยวไป
ค.ศ. 1590 Zacharias Janssen ช่างทำเลนส์ชาวเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมกับพ่อของเขาในการประดิษฐ์กล้องไมโครสโคปที่เกิดจากการใช้ชุดของเลนส์ที่ประกอบไปด้วยเลนส์วัตถุที่เป็นเลนส์นูนและเลนส์ตาที่เป็นเลนส์เว้า ได้อธิบายวิธีการสร้างกล้องไมโครสโคป และได้อธิบายถึงตำแหน่งของภาพในกล้องรูเข็มที่เปลี่ยนไปเมื่อวัตถุเปลี่ยนตำแหน่ง

 

ค.ศ. 1604 Johannes Kepler ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มแสงกับระยะห่างจากแหล่งกำเนิดแสงว่าความเข้มแสงจะแปรผกผันกับระยะห่างยกกำลังสอง นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงภาพบนเรตินาที่เกิดจากเลนส์ในดวงตา ทั้งยังได้อธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดสายตาสั้นและยาว
ค.ศ. 1608 Hans Lippershey ช่างทำเลนส์ชาวเนเธอร์แลนด์ ได้สร้างกล้องดูดาวขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยเลนส์วัตถุที่ทำหน้าที่รวมแสงกับเลนส์ตาที่ทำหน้าที่กระจายแสง และภายหลังต่อมา Galileo Galilei ได้นำมาใช้เพื่อศึกษาทางด้านดาราศาสตร์
ค.ศ. 1611 Johannes Kepler ได้เสนอแบบของกล้องดูดาวชนิดใหม่ที่ประกอบไปด้วยเลนส์นูนสองชิ้น ซึ่งโครงสร้างใหม่นี้เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบกล้องดูดาวหลากหลายชนิดในเวลาต่อมา
ค.ศ. 1616 Nicolas Zucchi ได้สร้างกล้องดูดาวที่มีการใช้กระจกเว้าเข้ามาช่วยในการขยายภาพร่วมกับการใช้เลนส์
ค.ศ. 1619 Cornelius Drebbel ได้สร้างเครื่องฝนเลนส์เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1621 Willebrord Snell ได้ค้นพบกฎการหักเหของแสง และได้พิสูจน์ว่าองค์ประกอบของวัตถุที่ให้แสงเคลื่อนที่ผ่านมีผลต่อค่าดัชนีหักเหของแสง ซึ่งการค้นพบนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกมาโดย Christiaan Huygens ในปี ค.ศ. 1703
ค.ศ. 1637 René Descartes ได้อธิบายถึงการเกิดรุ้ง และได้เผยแพร่ผลงานเรื่องการค้นพบกฎการสะท้อนของแสง และกฎการหักเหของแสง
ค.ศ. 1647 Bonaventura Cavalieri สามารถหาความสัมพันธ์ระหว่างรัศมีของเลนส์บางกับความยาวโฟกัสของมัน
ค.ศ. 1658 Pierre de Fermat ได้ให้คำจำกัดความของ "เวลาที่น้อยที่สุด (least time) ซึ่งบ่งบอกให้รู้ว่าลำแสงจะเคลื่อนที่ตามเส้นทาง ที่ใช้เวลาที่น้อยที่สุด หลักการนี้สอดคล้องกับพื้นฐานที่สำคัญของกฎการหักเหของแสง และ กฎการสะท้อนของแสง
ค.ศ. 1663 James Gregory ได้อธิบายกล้องดูดาวแบบสะท้อน
ค.ศ. 1664 Robert Hooke เป็นคนแรกที่สร้างกล้องดูดาวแบบสะท้อนตามวิธีการที่ James Gregory ได้อธิบายไว้
ค.ศ. 1664 หนังสือของ Francisco Maria Grimaldi ที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่หลังจากเขาได้ลาผ่านโลกนี้ไปเป็นเวลา 2 ปี ได้กล่าวถึงการเลี้ยวเบนของแสงขาว และได้มีการกล่าวถึงว่าแสงมีพฤติกรรมเป็นคลื่นได้ด้วย
ค.ศ. 1666 Isaac Newton พบว่าแสงขาวสามารถถูกแยกออกเป็นหลากหลายสีเมื่อเคลื่อนที่ผ่านปริซึม
ค.ศ. 1668 Isaac Newton ได้ประดิษฐ์กล้องดูดาวแบบสะท้อนเพื่อลดการบิดเบือนของภาพที่ได้ โดยอาศัยหลักการของกล้องดูดาวที่ James Gregory ได้อธิบายไว้ก่อนหน้า
ค.ศ. 1669 Erasmus Bartholin ค้นพบการหักเหแบบสองครั้ง (Double Refraction) เมื่อมองผ่านคริสตอลชนิดหนึ่ง
ค.ศ. 1672 Isaac Newton ได้สรุปว่าแสงขาวสามารถถูกแยกออกเป็นหลากหลายสีเมื่อเคลื่อนที่ผ่านปริซึม และแสงแต่ละสีก็มีมุมหักเหที่แตกต่างกันไป
ค.ศ. 1676 Ole Roemer สามารถสรุปได้ว่าแสงมีความเร็วจำกัดที่ 225,000 กิโลเมตรต่อวินาที
ค.ศ. 1678 Christiaan Huygens ได้นำเสนอทฤษฎีคลื่นของแสง

 

ค.ศ. 1800 William Herschel ได้ค้นพบแสงในย่านอินฟาเรด
ค.ศ. 1801 Thomas Young ได้ค้นพบการแทรกสอดกันของแสง ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันได้ว่าแสงมีพฤติกรรมเป็นคลื่นด้วย
Johann Wilhelm Ritter ได้ค้นพบแสงในย่านอุลตราไวโอเล็ต
ค.ศ. 1802 William Hyde Wollaston ได้ค้นพบว่าสเปกตรัมของแสงอาทิตย์มีความไม่ต่อเนื่องเกิดขึ้น โดยมีแถบดำขั้นอยู่
ค.ศ. 1808 Étienne-Louis Malus ได้ค้นพบว่าแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากวัตถุมีความเป็นโพลาไรซ์ (สามารถบอกทิศทางการสั่นของสนามไฟฟ้าของคลื่นได้)
ค.ศ. 1811 Augustin-Jean Fresnel และ François Arago พบว่าแสงสองลำที่มีลักษณะของโพลาไรเซชันของแสงตั้งฉากกันไม่สามารถแทรกสอดกันได้
ค.ศ. 1812-1814 Joseph von Fraunhofer ได้ทำการวัดสเปกตรัมเส้นที่ 324 และ 500 ซึ่งพบครั้งแรกโดย Wollaston การวัดครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของพื้นฐานทางด้านสเปกโตรสโคปี (Spectroscopy)
ค.ศ. 1815 David Brewster สามารถหาความสัมพันธ์ทางคณิตศาสต์อย่างง่ายระหว่างมุมตกกระทบของแสงบนวัตถุที่จะทำให้แสงที่สะท้อนมีความเป็นโพลาไรซ์
ค.ศ. 1816 Augustin-Jean Fresnel สามารถอธิบายถึงการเลี้ยวเบนและการแทรกสอดกันของแสงด้วยคณิตศาสตร์ที่มีความสมบูรณ์มาก
ค.ศ. 1817 Thomas Young ได้เสนอว่าแสงเป็นคลื่นตามขวาง (มีการสั่นของคลื่นในทิศทางที่ตั้งฉากกันกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น)
ค.ศ. 1821 Joseph von Fraunhofer ได้สร้างเกรตติ้งเป็นครั้งแรก ซึ่งมี 260 เส้น
Augustin-Jean Fresnel ได้เสนอสมการที่ใช้คำนวณหาปริมาณของแสงหักเหและสะท้อน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า "สัมประสิทธิ์การสะท้อนและการหักเห"
ค.ศ. 1828 William Nicol ได้ประดิษฐ์ปริซึม "Nicol Prism" จาก Calcite สองชิ้น เพื่อใช้แยกแสงออกเป็นโพลาไรเซชันเชิงเส้นที่มีทิศทางตั้งฉากกัน
ค.ศ. 1833 Camille Sébastien Nachet ได้ประดิษฐ์กล้องไมโครสโคปสำหรับใช้ดูความเป็นไบริฟรินเจน (Birefrigence) ของวัสดุ
ค.ศ. 1839 William Tabot ได้ค้นพบกระบวนการอัดรูปลงบนกระดาษที่เคลือบสารไวแสงไว้ เขายังได้บังเอิญพบว่าสารซิลเวอร์ฮาไรด์ก็มีความไวแสงและช่วยลดเวลาการฉายแสงจากเดิมใช้ 1 ชั่วโมง ลงเหลือประมาณ 1-3 นาที เท่านั้น
ค.ศ. 1840 Giovanni Battista Amici ได้เสนอหลักการ "oil immersion" เพื่อลดความบิดเบือนของภาพที่ดูจากกล้องไมโครสโคป
ค.ศ. 1842 Alexandre Edmund Becquerel สามารถถ่ายภาพสเปกตรัมของแสงจากดวงอาทิตย์ได้
ค.ศ. 1845 Michael Faraday ค้นพบปรากฎการณ์ "Faraday Effect" ที่สนามแม่เหล็กสามารถนำไปใช้หมุนลักษณะโพลาไรเซชันของแสงได้
ค.ศ. 1846 Michael Faraday ได้ตั้งสมมุติฐานที่ว่าแสงสามารถพิจารณาว่าเป็นแรงชนิดหนึ่งก็ได้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเขาได้ค้นพบก่อนหน้านี้ว่าสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กสามารถทำให้เกิดแรงขึ้นได้ และแสงเองก็มีทั้งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก
ค.ศ. 1849 Armand-Hippolyte-Louis Fizeau เป็นบุคคลแรกที่สามารถหาค่าความเร็วของแสงได้ละเอียดที่สุด
Henry Clifton Sorby เป็นบุคคลแรกที่ใช้หลักการของโพลาไรเซชันมาตรวจร่องรอยต่างๆ บนหิน
David Brewster ได้นำหลักการของโพลาไรเซชันมาช่วยสร้างภาพเคลื่อนไหว
ค.ศ. 1850 Jean-Bernard-Leon Foucault สามารถวัดความเร็วของแสงได้ 298,000 กิโลเมตรต่อวินาที และพบว่าความเร็วของแสงในน้ำมีค่าแตกต่างกับในอากาศ
ค.ศ. 1861 James Clerk Maxwell สามารถบันทึกภาพสีได้เป็นครั้งแรก โดยใช้ตัวกรองแสงสีแดง เหลือง และน้ำเงิน
Robert Wilhelm Bunsen และ Gustav Kirchoff ได้สรุปว่าแถบสเปกตรัมของแสงอาทิตย์เป็นผลมาจากการดูดซับแสงของอะตอมในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์
ค.ศ. 1865 James Clerk Maxwell พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ด้วยสมการที่เรารู้จักกันว่า Maxell Equation ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีความเร็วเท่ากับความเร็วแสง และ ได้สรุปว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ค.ศ. 1871 John William Strut (Lord Rayleigh) ได้เสนอสมการคณิตศาสตร์ที่ใช้อธิบายการกระเจิงของแสงที่ทำให้เราเห็นสีฟ้าของท้องฟ้า
ค.ศ. 1872 บริษัท Bausch & Lomb เริ่มผลิตกล้องไมโครสโคป
Henry Draper เป็นคนแรกที่สามารถถ่ายภาพสเปกตรัมของดวงดาวได้
ค.ศ. 1873 Ernst Abbe ได้เสนอสมการคณิตศาสตร์อย่างละเอียดที่ใช้อธิบายถึงการนำแสงไปใช้ในการประมวลผลภาพ และได้พบความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของรูที่ให้แสงผ่าน ความยาวคลื่นแสง และ รายละเอียดของภาพที่มองผ่านกล้องไมโครสโคป
ค.ศ. 1875 John Kerr ค้นพบว่าสนามไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนคุณสมบัติเชิงแสงของวัตถุได้ ซึ่งคือปรากฏการณ์อิเล็กโตรออปติกส์อันดับสอง (Quadratic Electro-Optics)
ค.ศ. 1878 Ernst Abbe และ Carl Zeiss ได้ปรับปรุงเลนส์วัตถุแบบ oil-immersion
ค.ศ. 1879 Thomas Alva Edison ได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า
ค.ศ. 1880 Alexander Graham Bell ได้ประดิษฐ์โทรศัพท์แสง โดยใช้หลักการสะท้อนของแสงแทนการใช้สายส่งสัญญาณไฟฟ้า
ค.ศ. 1881 William Wheeler ได้จดสิทธิบัตรท่อนำแสงที่อาศัยการสะท้อนของแสงกลับไปกลับมาภายในท่อ
Marey ได้ประดิษฐ์ "Photographic Gun" ซึ่งใช้บันทึกภาพเคลื่อนไหว อันเป็นจุดกำเนิดของกล้องถ่ายภาพวีดีโอ
Frederick Ives ได้ประดิษฐ์วิธีการพิมพ์แบบ Half Tone
Albert Abraham Michelson ได้ประดิษฐ์เครื่องแทรกสอดกันของแสงเพื่อนำมาใช้วัดความเร็วของโลก
ค.ศ. 1885 Henry Rowland ได้ประดิษฐ์เครื่องสลักที่สามารถสร้างลายเส้นจำนวน 20,000 เส้นตลอดความยาวหนึ่งนิ้วได้ สำหรับใช้ทำเกรตติ้ง
Johann Jakob Balmer ได้เสนออนุมกรมคณิตศาสตร์ที่สามารถคำนวณหาแถบสเปกตรัมของก๊าซไฮโดรเจน และเป็นที่รู้จักกันว่า Balmer Series
George Eastman เริ่มทำตลาดฟิล์มถ่ายรูป ซึ่งเรารู้จักกันในยี่ห้อ Kodak
ค.ศ. 1887 Albert Michelson และ Edward Morley ได้พิสูจน์ว่าไม่มี Ether ในจักรวาล (เดิมทีทุกคนเชื่อว่ามีตัวกลางชนิดนี้อยู่)
Heinrich Hertz บังเอิญค้นพบปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก (Photoelectric Effect) ขณะทำการทดลองเกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ค.ศ. 1888 Heinrich Hertz ได้ทำการทดลองเพื่อพิสูจน์ Maxell Equation
ค.ศ. 1820-1893 John Tyndall เป็นบุคคลแรกที่แสดงให้เห็นปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมดของแสงซึ่งเป็นพื้นฐานของการส่งแสงผ่านท่อนำแสง (Waveguide) และ เส้นใยแก้วยำแสง (Optical fiber)
ค.ศ. 1893 Friedrich Pockels ได้อธิบายถึงปรากฏการณ์อิเล็กโตรออปติกส์เชิงเส้น (Linear Electro-Optics)
ค.ศ. 1895 Wilhelm Wien ศึกษาการแผ่รังสีของวัตถุดำ (Blackbody) และสามารถหาสมการคณิตศาสตร์ที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิของวัตถุและรังสีที่ถูกปลดปล่อยออกมา นอกจากนี้ยังได้อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างสีของดวงดาวกับอุณหภูมิของดวงดาวนั้น
ค.ศ. 1862-1942 William Henry Bragg  ผู้พ่อ และ William Lawrence Bragg ผู้เป็นลูกได้ศึกษาการหักเหของแสงอันเนื่องมาจากโครงสร้างพีรีโอดิด (Periodic Structure) ของวัสดุที่เกิดจากเสียงหรืออุลตร้าซาวด์ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการศึกษาทางด้านการควบคุมแสงด้วยเสียง (Acousto-Optics)

 

ค.ศ. 1900 Max Planck ได้เสนอทฤษฎีการแผ่รังสีของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าว่าเป็นแบบไม่ต่อเนื่อง (Discrete) และเรียกระดับพลังงานว่า ควอนตา (Quanta)
ค.ศ. 1902 Phillipp E. A. Lenard ทำการทดลองเกี่ยวกับ Photoelectric Effect และพบว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างน้อยแสงที่ใช้ต้องมีความถี่ที่เหมาะสม
ค.ศ. 1905 Albert Einstein นำเสนอผลงานตีพิมพ์เกี่ยวกับ Photoelectric Effect โดยอาศัยความไม่ต่อเนื่องของระดับพลังงานมาใช้ในการอธิบาย
ค.ศ. 1906 Charles Barkla พบว่ารังสี X เป็นคลื่นตามขวางเช่นเดียวกันกับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และ แสง
ค.ศ. 1913 Neils Bohr ได้เสนอโครงสร้างของอะตอม โดยอธิบายด้วยว่าการดูดซับแสงและการปลดปล่อยแสงของอะตอมเกิดขึ้นเมื่ออิเล็กตรอนมีการเคลื่อนที่จากระดับพลังงานหนึ่งไปยังอีกระดับพลังงานหนึ่ง แสงที่ถูกดูดซับหรือปลดปล่อยออกมาจะมีระดับพลังงานเป็นแบบ Quanta ซึ่งมีค่าเท่ากับพลังงานที่อิเล็กตรอนดูดไปหรือสูญเสีย
ค.ศ. 1924 Louis de Broglie พัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับคลื่นของอิเล็กตรอน และสรุปว่าอนุภาคมีพฤติกรรมแบบคลื่นได้เช่นกันขึ้นอยู่กับสภาวะขณะนั้น
Satyendra Nath Bose ได้เสนอสมการคณิตศาสตร์ที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ระหว่างคลื่นกับอนุภาค ซึ่งภายหลังต่อมาเมื่อได้ร่วมงานกับ Albert Einstein เกิดเป็นทฤษฎีทางสถิติที่รู้จักกันว่า Bose-Einstein Statistics รวมไปถึงการควบแน่นของสสารที่เรียกว่า Bose-Einstein Condensation
ค.ศ. 1926 Albert Michelson ใช้เครื่องแทรกสอดของแสงวัดความเร็วของแสงที่มีความถูกต้องมากขึ้นกว่าที่เคยมีมา
ค.ศ. 1928 Chandrasekhara Raman สังเกตเห็นว่าเมื่อแสงเคลื่อนที่ผ่านวัตถุโปร่งใส แสงบางส่วนจะเบี่ยงเบนไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนความยาวคลื่นของแสง ปรากฏการณ์นี้เป็นที่รู้จักกันว่า Raman Effect หรือการกระเจิงของแสงแบบ Raman (Raman Scattering)
ค.ศ. 1930 Bernhard Schmit ประดิษฐ์กล้องดูดาว Schmit โดยใช้กระจกทรงทรงแทนกระจกทรงพาราโบลอยด์และมีแผ่นชดเชยความบิดเบี้ยวของภาพด้วย
Frits Zernike ค้นพบหลักการของ Phase Contrast ซึ่งช่วยให้เห็นโครงสร้างภายในของวัตถุโปร่งใสได้
ค.ศ. 1932 Edwin H. Land พัฒนาแผ่นกรองโพลาไรเซชันของแสงได้ และเป็นที่รู้จักกันว่า แผ่น Polaroid
ค.ศ. 1936 Torbjörn Oskar Caspersson ใช้กล้องไมโครสโคปร่วมกับแสงอุลตราไวโอเล็ตศึกษาจีนของเซล
ค.ศ. 1938 Frits Zernike สร้างกล้องไมโครสโคปที่ใช้หลักการ Phase Contrast
ค.ศ. 1947 Edwin H. Land ประดิษฐ์กล้องโพลารอยด์ที่ได้รูปบนกระดาษออกมาในเวลาไม่กี่วินาที
ค.ศ. 1948 Denis Gabor ค้นพบหลักการฮอโลกราฟี (Holography) ที่สามารถนำมาสร้างภาพสามมิติ และ ฮอโลแกรม
ค.ศ. 1951 Charles Townes ได้จดสิทธิบัตรเกี่ยวกับการขยายสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งเป็นพื้นฐานของเลเซอร์ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้คิดค้นหลักการของเลเซอร์รวมไปถึง Nikolai G. Basov, Aleksandr M. Prokhorov, และ Arthur L. Schawlaw
ค.ศ. 1954 Abraham van Heel และ Harold H. Hopkins ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับภาพที่ได้จากชุดของท่อนำแสง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเส้นใยแก้วนำแสง
ค.ศ. 1955 Marvin Minsky ประดิษฐ์ Confocal Scanning Microscope
ค.ศ. 1960 Theodore Mailman สร้างเลเซอร์จากทับทิมสำเร็จเป็นคนแรก
ค.ศ. 1962 ทีมวิจัยที MIT, GE และ IBM สร้างเลเซอร์จากสารกึ่งตัวนำสำเร็จ
ค.ศ. 1961 Ali Javan, William Bennet, และ Donald Herriott สร้างเลเซอร์จากก๊าซ He-Ne เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1964 Chandra K. N. Patel ประดิษฐ์เลเซอร์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สำเร็จ
ค.ศ. 1964 Emmett Leith และ Juris Upatnieks สร้างภาพฮอโลแกรมสำเร็จเป็นครั้งแรก
ค.ศ. 1966 Peter P. Sorokin และ J. R. Lankard สร้างเลเซอร์จากสารอินทรีย์ได้เป็นครั้งแรก
Alain Werts เสนอการลักษณะของเส้นใยแก้วนำแสงเหมือนกับของ Kao แต่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเนื่องจากขาดเงินทุน
Charles Kao และ George Hockham ได้เสนอและออกแบบเส้นใยแก้วนำแสงสำหรับใช้ในการสื่อสาร
ค.ศ. 1969 Paul Davidovits และ Dabid Egger ตีพิมพ์ผลงานเกี่ยวกับ Confocal Laser Scanning Microscope ซึ่งสามารถสร้างภาพสามมิติของเซล ชิ้นส่วนของสารกึ่งตัวนำ และเนื้อเยื่อขนาดเล็กได้
ค.ศ. 1970 Robert Maurer, Donald Keck และ Peter Schultz จาก Corning สามารถผลิตเส้นใยแก้วนำแสงคุณภาพสูงสำหรับใช้ในการสื่อสารได้สำเร็จ
Arthur Ashkin ได้แสดงให้เห็นว่าแสงมีแรงและสามารถนำไปใช้ในการจับอนุภาคระดับไมโครเมตร-นาโนเมตร รวมถึงการประยุกต์ใช้ในการทำให้อะตอมเย็นลง
ค.ศ. 1972 E. A. Ash และ G. Nicholls สาธิต Scanning Microscope จากการใช้รูที่ให้แสงผ่านที่มีขนาดเล็กกว่าความยาวคลื่นทำให้ได้ความละเอียดของภาพจากสนามไฟฟ้าระยะใกล้ดีขึ้น
ค.ศ. 1975 Wineland, Dehmelt, Theodor W. Hänsch และ Arthur Leonard Schawlow เสนอแนวคิดที่นำแสงมาทำให้อะตอมเย็นลง
ค.ศ. 1980 Philips Electronics N. V. และ Sony Corporation ได้ผลิตแผ่น CD สำหรับใช้บันทึกเสียง
ค.ศ. 1981 Arthur Leonard Schawlow และ Nicolaas Bloembergen ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เกี่ยวกับการนำเลเซอร์มาใช้กับหลักการทางด้านสเปกโตรสโคปี
ค.ศ. 1990 กล้องดูดาว Hubble Space Telescope ได้ถูกส่งขึ้นไปโคจรรอบโลก
ค.ศ. 1995 Eric Cornell และ Carl Wieman สามารถพิสูจน์การควบแน่นแบบ Bose-Einstein Condensation ได้สำเร็จ และได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 2001
ค.ศ. 1997 Steven Chu, Claude Cohen-Tannoudji และ William D. Phillips ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ที่สามารถนำเลเซอร์มาทำให้อะตอมเย็นลงได้
ค.ศ. 1999 Ahmed Zewail ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีจากการนำ Febtosecond Laser มาใช้ศึกษาปฏิกิริยาทางเคมี

 

ค.ศ. 2002 นักวิจัยที่ Harvard University สามารถชลอและหยุดแสงด้วยไอของก๊าซได้     Peter P. Sorokin และ J. R. Lankard สร้างเลเซอร์จากสารอินทรีย์ได้เป็นครั้งแรก
ค.ศ. 2005 Theodor W. Hänsch, John L. Hall และ Roy J. Glauber ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากการพัฒนา Laser-based Precision Spectroscopy และ เทคนิค Optical Frequency Comb ที่จะไปแทนนาฬิกาอะตอม

 


จัดการ กับวัตถุ ขนาดเล็ก ด้วยแสง

ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร saruns@notes.nectec.or.th

    ลองมาดูพื้นฐานของงานวิจัยที่เป็นจุดกำเนิดของการนำแสงมาทำให้อะตอมหยุดนิ่ง ซึ่งก็คือ การใช้แสงมาจับอนุภาคขนาดเล็กๆ ให้หยุดนิ่งและช่วยให้เราสามารถเขยิบสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ไปในทิศทาง และตำแหน่งที่ต้องการได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

    ขนาดของสิ่งเล็กๆ ที่เรากำลังพูดถึงนี้อยู่ในระดับไมโครเมตร (หนึ่งส่วนหนึ่งล้านเมตร) และระดับนาโนเมตร (หนึ่งส่วนหนึ่งพันล้านเมตร) เช่น เซลล์สิ่งมีชีวิต แบคทีเรีย ไวรัส เม็ดแก้วใสและเม็ดโลหะขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งไม่ง่ายเลยที่เราจะหาเครื่องไม้เครื่องมือที่เล็กมากๆ และเราควบคุมได้ถนัดมาช่วยในการหยุดและเขยิบสิ่งเล็กๆ เหล่านี้

    วิธีการหนึ่งที่ทำได้ก็คือ การใช้แสงมาทำให้สิ่งเล็กๆ เหล่านี้หยุดอยู่กับที่ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่า คีมจับเชิงแสง (Optical tweezer) หลักการของการใช้แสงมาจับสิ่งเล็กๆ นี้คิดค้นและทดลองจนสำเร็จโดยคนที่ชื่อ Dr. Arthur Ashkin เมื่อปี พ.ศ. 2512 ซึ่ง Prof. Steve Chu นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ที่ใช้แสงมาทำให้อะตอมเย็นลงก็เคยร่วมทีมกับ Dr. Ashkin เช่นกัน

    Dr. Ashkin ยังเคยให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำหลังจากที่ Prof. Chu ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ว่า บุคคลที่สร้างสถานะของสสารที่เรียกว่า Bose Einstein Condensate (BEC) และ สร้างเลเซอร์อะตอมได้ มีโอกาสที่จะได้รับรางวัลโนเบลเช่นกัน ในส่วนบุคคลที่สร้าง BEC ได้สำเร็จก็ได้รับไปเรียบร้อยแล้วเมื่อ พ.ศ.2544 เราคงต้องจับตาดูในส่วนของเลเซอร์อะตอมกันต่อในอนาคตครับ

    ย้อนกลับมาดูกันต่อครับ...ทีนี้อาจมีคำถามตามมาว่าแล้วแสงเอาแรงมาจากไหนในการทำให้สิ่งเล็กๆ เหล่านี้หยุดอยู่กับที่ได้ ทั้งๆ ที่โฟทอน หรือ อนุภาคของแสงเองไม่มีมวล คำตอบก็คือ จะอาศัยการเปลี่ยนแปลงโมเมนตัมของสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ในช่วงเวลาหนึ่งเข้ามาช่วยเหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการทำให้อะตอมหยุดนิ่งนั่นแหละ

    เพียงแต่ว่าในกรณีนี้โมเมนตัมที่เปลี่ยนไปจะขึ้นอยู่กับชนิดของสิ่งของเล็กๆ ที่ต้องการจะจับว่ามีคุณสมบัติทางแสงเป็นอย่างไร วัตถุรอบข้างของมันก็เช่นกัน และกำลังของแสงที่ใช้ โดยถ้าใช้แสงที่มีกำลังประมาณ 10 มิลลิวัตต์ แรงที่ได้จะอยู่ในระดับพิโคนิวตัน (หนึ่งส่วนหนึ่งล้านล้านนิวตัน)

    แรงจากแสงนี้จะเกิดขึ้นเมื่อเราโฟกัสลำแสงลงไปใกล้ๆ กับสิ่งที่เราต้องการจะจับ ที่มีความโปร่งใสระดับหนึ่ง เพื่อให้แสงสามารถหักเหเข้าไปภายในและสะท้อนที่พื้นผิวได้ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแสงหักเหจากซ้ายไปขวาผ่านเข้าไปภายในสิ่งของเล็กๆ นี้ก็จะเกิดแรงปฏิกิริยาย้อนกลับจากขวาไปซ้ายด้วย ตามกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน

    แรงที่เกิดขึ้นมีสองแบบ แบบแรกเป็นแรงกระเจิง (Scattering force) ที่มีทิศทางขนานกับทิศทางของแสงตกกระทบ ส่วนแรงอีกชนิดหนึ่งเรียกว่าแรงเกรเดียนท์ (Gradient force) ซึ่งมีทิศทางตั้งฉากกับ ทิศทางของแสงตกกระทบและพุ่งเข้าสู่บริเวณที่มีกำลังของแสงสูงสุด (แสงเลเซอร์ส่วนใหญ่จะมีกำลังของแสงสูงสุดที่บริเวณกลางลำแสงและค่อยๆ ลดลงออกมาตามแนวรัศมี)

    ในกรณีที่อนุภาคขนาดเล็กอยู่ในตำแหน่งที่เยื้องไปจากจุดโฟกัสของลำแสง จะทำให้มันถูกดึงเข้าไปให้อยู่ในแนวเดียวกับจุดโฟกัสของแสงด้วยแรงเกรเดียนท์ ซึ่ง ณ ตำแหน่งนี้ผลรวมของแรงเกรเดียนท์จะเป็นศูนย์ ทำให้อนุภาคขนาดเล็กเขยิบไปทางด้านข้างได้ยากขึ้น

    หลังจากที่อนุภาคขนาดเล็กอยู่ตรงกลางแล้ว เราก็สามารถใช้แรงกระเจิงมาช่วยในการทำให้อนุภาคขนาดเล็กนั้นลอยขึ้น (Levitation) เหนือฐานรองรับได้ ซึ่งต้องเอาชนะแรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำกับอนุภาคขนาดเล็กนี้ด้วย คล้ายๆ กับที่รถไฟความเร็วสูงลอยขึ้นเหนือรางนั่นล่ะครับ

    แรงกระเจิงที่ได้จากแสงยังสามารถนำมาใช้ในลักษณะของคีมจับ คือ อนุภาคขนาดเล็กอาจเคลื่อนที่ไปมาและเราเอาแสง (คีมจับเชิงแสง) มาทำให้มันหยุดและติดอยู่กับคีมจับเชิงแสงนี้ ทำให้เราสามารถเคลื่อนมันไปในที่ต่างๆ ที่ต้องการได้

    ทีนี้พอเราจับได้หนึ่งอนุภาคแล้ว เราอาจต้องการจับมากกว่านั้นอีก ซึ่งวิธีการที่ทำได้ก็คือ ใช้ลำแสงหลายๆ ลำเข้ามาช่วย โดยจะไม่ใช่การใช้เลเซอร์หลายๆ เครื่องตามจำนวนลำแสงที่ต้องการ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองเกินไป แต่จะใช้หลักการเลี้ยวเบนของแสงเข้ามาช่วยในการสร้างจำนวนลำแสง และรูปร่างการจัดเรียงตัวของลำแสงเหล่านี้ตามต้องการ เหมือนกับที่เราใช้สร้างรูปลูกศร หรือ รูปหัวใจ ตอนที่เราส่องเลเซอร์ระหว่างนำเสนอหน้าเวทีนั่นแหละครับ

    เพียงแต่ว่าในกรณีนี้เราจะไม่ใช้เกรตติ้งที่ให้รูปร่างของลำแสงออกมาเพียงรูปหนึ่งรูปใดเท่านั้น แต่จะใช้เกรตติ้งที่โปรแกรมได้ หรือ เปลี่ยนแปลงได้ ด้วยการสร้างเกรตติ้งบนจอแอลซีดี เพราะเราสามารถควบคุมจอแอลซีดีให้แสดงรูปต่างๆ ตามที่ต้องการได้ง่าย ซึ่งในปัจจุบันก็สามารถนำมาจับ และ เรียงกลุ่มอนุภาคให้เป็นรูปต่างๆ และเรียงเป็นชั้นในสามมิติได้อย่างง่ายดาย

    อีกวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยได้ก็คือ การควบคุมโพลาไรเซชันของแสงหรือทิศทางและขนาดของสนามไฟฟ้าของแสง เช่น ถ้าแสงมีลักษณะโพลาไรเซชันเป็นแบบวงกลม ก็จะทำให้เราสามารถหมุนกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กได้อย่างสบายเช่นกัน

    เมื่อนักวิทยาศาสตร์สามารถจับอนุภาคขนาดเล็กได้แล้ว ก็ได้นำมาประยุกต์ใช้งานกันมากขึ้น โดยเฉพาะทางด้านชีววิทยา ที่ได้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณสิบหกปีที่แล้ว ในการนำแสงมาจับและแยกแยะชนิดของแบคทีเรีย การใช้แสงมาจับให้เซลล์สิ่งมีชีวิตหยุดนิ่งและผ่าตัดเซลล์นั้น การใช้แสงมาจับให้เซลล์สองเซลล์มาเชื่อมต่อกัน

    การวัดแรงที่สเปิร์มใช้ในการเคลื่อนที่ การศึกษาการเคลื่อนที่ของเซลล์กล้ามเนื้อ การศึกษาแรงจากเอ็นไซม์ RNA ที่ดึงอยู่รอบๆ DNA การทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเปลี่ยนรูปร่าง รวมไปถึง การศึกษาความยืดหยุ่นและการคืนสภาพของเซลล์เม็ดเลือดแดง  

 


สสารคืออะไร

 

    สสารคืออะไรวัตถุต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเรา เช่น อากาศ ก๊าซ ดิน น้ำ หรือหนังสือ เป็นสสารทั้งสิ้น ตัวเราเองก็เป็นสสาร สัตว์และพืชก็เป็นสสาร

สสารจะมีคุณสมบัติ 2 ประการ คือ

     ต้องการที่อยู่ ถ้าเราเอาหินใส่ในกล่องกระดาษใบหนึ่งทีละก้อน ในที่สุดก้อนหินจะเต็มกล่อง ไม่สามารถใส่ก้อนหินได้อีก เพราะก้อนหินต้องการที่อยู่กล่องจึงเต็ม หรือถ้วยแก้วที่เรามองดูว่าว่างเปล่า แท้ที่จริงแล้วมีอากาศอยู่ภายใน แต่เรามองไม่เห็นมัน ลองเอากระดาษมาหนึ่งชิ้น ใส่ลงไปในก้นแก้วเปล่า แล้วคว่ำถ้วยแก้วนี้ลงไปในถังน้ำ หรืออ่างน้ำ กดให้แก้วจมอยู่ในน้ำสักครู่ จึงยกถ้วยแก้วขึ้นมาตรงๆ จะเห็นว่ากระดาษจะไม่เปียก เพราะน้ำเข้าไปในแก้วไม่ได้ แสดงว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ในแก้ว นั่นก็คือ อากาศ ดังนั้นอากาศก็ต้องการที่อยู่ น้ำจึงเข้าไปในแก้วไม่ได้

    มีน้ำหนัก สสารทุกอย่างต้องมีน้ำหนัก เช่น กระดาษเราอาจจะไม่รู้สึกว่ากระดาษมันหนัก แต่ถ้าลองยกหนังสือสัก 10 เล่ม จะรู้สึกได้ว่ากระดาษนั้นก็มีน้ำหนัก หรือนำลูกบอลที่ยังไม่ได้สูบลมมาวางไว้บนตาชั่ง แล้วดูว่าหนักเท่าไร หลังจากนั้นนำลูกบอลไปสูบ ให้อากาศเข้าไปจนเต็มลูกบอล แล้วนำไปวางบนตาชั่งอีกครั้ง จะเห็นว่าครั้งนี้ลูกบอลจะหนักกว่าครั้งแรก แสดงว่าอากาศที่เพิ่มเข้าไปในลูกบอลนั้นมีน้ำหนัก

สสารมี 3 สถานะ คือ ของแข็ง ของเหลวและก๊าซ

ของแข็ง (Solid) คือ สถานะของสสารที่มีอนุภาคอยู่ชิดกัน มีช่องว่างระหว่างอนุภาคน้อย อนุภาค ของสสารจึงเคลื่อนไหวได้ยาก ดังนั้นสสารจึงมีรูปร่างคงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ยาก สสารที่มีสถานะเป็นของแข็ง เช่น

ของเหลว (Liquid) คือ สถานะของสสารที่มีอนุภาคอยู่ห่างกันมากกว่าของแข็ง จึงอยู่กันอย่างหลวม ๆ อนุภาคของสสารจึงเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้น ดังนั้นสสารจึงมีรูปร่างไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามภาชนะที่บรรจุ สสารที่มีสถานะเป็นของเหลว เช่น

ก๊าซ (Gas) คือ สถานะของสสารที่มีอนุภาคอยู่ห่างกัน จึงมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างกันน้อยมาก ทำ ให้อนุภาคเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ดังนั้นสสารจึงมีรูปร่างไม่แน่นอน เมื่อสสารอยู่ในภาชนะใดอนุภาคของสสารจะฟุ้งกระจายเต็มภาชนะสสารที่มีสถานะเป็นก๊าซ เช่น อากาศ ก๊าซหุงต้ม เป็นต้น


BEC สามารถไหลได้ในห้องทดลองแล้ว


      ของไหลยิ่งยวด (superfluid) ซึ่งเป็นสถานะที่ของไหลนั้นไหลโดยไม่มีความเสียดทาน และตัวนำยิ่งยวด (Superconductor) ซึ่งเป็นวัสดุที่มีกระแสไฟฟ้าไหลไปได้โดยไม่มีความต้านทานไฟฟ้า ทั้งสองเป็นสสารควบแน่นอุณหภูมิตํ่าที่คุ้นเคยกันดี ในเหล่านักฟิสิกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติการไหลที่ไม่หยุดยั้งของมัน ตอนนี้นักฟิสิกส์ในสหรัฐอเมริกาได้จัดการทดลองให้สังเกตพบการไหลในลักษณะนั้นในสสารควบแน่นโบซ-ไอน์สไตน์ (Bose-Einstein Condensate หรือ BEC) ซึ่งการค้นพบนี้อาจจะช่วยในความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสถานะ BEC กับตัวนำยิ่งยวดและของไหลยิ่งยวด

      สสารควบแน่นโบซ – ไอน์สไตน์ หรือ BEC จะเกิดขึ้นเมื่อก๊าซของอนุภาคชนิดโบซอน (boson) อย่างอะตอมที่มีสปินเป็นจำนวนเต็มถูกทำให้เย็นลงจนถึงอุณหภูมิต่ำค่าหนึ่งที่ทำให้อะตอมแทบทั้งหมดตกลงสู่สถานะที่โมเมนตัมเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นผลทำให้อะตอมมากมายประพฤติเป็นสถานะเดียวกัน โดยคุณสมบัตินี้เกิดขึ้นกับทั้งตัวนำยิ่งยวดและของไหลยิ่งยวด อย่างไรก็ตาม สถานะเหล่านี้ไม่ใช่ BEC โดยสมบูรณ์เนื่องจากอันตรกิริยาระหว่าง อะตอมที่สูง ซึ่งแตกต่างจาก BEC ที่มีอันตรกิริยาระหว่างอะตอมตํ่า

     นักวิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นก่อนหน้านี้แล้วว่าถึงแม้จะมีความแตกต่างระหว่าง BEC และของไหลยิ่งยวด แต่ทั้งคู่ก็สามารถประพฤติตัวเหมือนกันเนื่องจากการ Quantized การหมุนวนของอะตอม แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่สามารถทำให้ BEC มีการไหลแบบไม่มีแรงต้านทานอย่างในของไหลยิ่งยวดหรือตัวนำยิ่งยวดได้เลย

     Bill Philips, Kris Helmerson และผู้ร่วมงานที่ National Institute of Standards and Technology (NIST) ใน Maryland สามารถทำให้เกิดการไหลที่ไม่มีแรงต้านใน BEC ที่ประกอบด้วยก๊าซของอะตอม sodium ที่เย็นจัด

     พวกเขาเริ่มต้นโดยการกัก BEC ในลักษณะวงกลมด้วยสนามแม่เหล็ก จากนั้นจึงทำให้เกิดรูตรงกลางด้วยเลเซอร์เพื่อที่จะทำให้เกิดความต่างศักย์ที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้กลายเป็นรูปโดนัทหรือวงแหวน จากนั้นจึงยิงเลเซอร์ใส่ BEC ในทิศทางตรงข้ามกัน อะตอมแต่ละตัวของ BEC จะดูดกลืนโฟตอนตัวหนึ่งจากหลาย ๆ ตัวในลำเลเซอร์และปลดปล่อยโฟตอนไปอีกด้านหนึ่ง ด้วยกระบวนเช่นนี้กับอะตอมต่าง ๆ ของ BEC จะทำให้เกิดการหมุนวนของ BEC เนื่องจากความแตกต่างโดยรวมของโมเมนตัมเชิงมุมของลำเลเซอร์ทั้งสอง
 

    ผลของการส่งผ่านโมเมนตัมทำให้อะตอมทั้งหมดในวงแหวนประพฤติที่ทำให้เกิดการไหล ที่ไม่มีแรงต้าน ทีมวิจัยที่ NIST ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้เป็นเวลาถึง 10 วินาที แต่ Helmerson กล่าวว่า "ถ้าไม่มีการเลื่อนตัวในการทดลองและภาวะสูญญากาศถูกทำให้ดีกว่านี้ การไหลนั้นก็น่าจะเกิดขึ้นแบบที่ไม่มีการหยุด"

    ทีมวิจัยเสนอว่า Quantum tunnel barrier สามารถใส่เข้าไปในวงแหวนได้โดยอาศัยหลักการเดียวกับ "Superconduucting Quantum Interference Device (SQUID)" พวกเขาคิดว่าจะสามารถปรับปรุงให้วงแหวนมีขนาดเล็กลง ซึ่งจะช่วยให้นักฟิสิกส์สามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง BEC กับของไหลยิ่งยวดใน 1 และ 2 มิติ

โดย SpufriendsWebContents

วันที่ อังคาร มกราคม 2551


EPR paradox

    ระหว่างการดำเนินชีวิตในวิชาชีพในขั้นต่อไปของไอน์สไตน์ โดยเขาได้คิดถึงสิ่งที่มีความขั้นแย้งในตัว (paradox) ซึ่งเขาต้องการที่จะแสดงให้ผู้ร่วมงานเห็นว่า มันเป็นไปในทางที่ไม่ถูกต้อง  การเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้ดำเนินการในปี 1935 พร้อมด้วยเพื่อนร่วมงานอีก 2 คน เขาได้เสนอส่วนที่เรียกว่า EPR paradox (มีที่มาจาก Einstein, Podolsky, และ Rosen)

    EPR paradox มีเนื้อหาโดยสรุปคือ ถ้าเรามีนิวเคลียสที่สลายตัวออกเป็นอนุภาค 2 อนุภาคที่เหมือนกัน อนุภาคเหล่านี้จะต้องออกติดๆ ไล่เลี่ยกันกัน ถ้าอนุภาคมีการสปิน และถ้าอนุภาคหนึ่งเคลื่อนที่ไปทางขวาจะต้องสปินตามเข็มนาฬิกา และอนุภาคที่เคลื่อนที่ไปทางซ้ายกำลังสปินทวนเข็มนาฬิกา อะไรจะเกิดขึ้นถ้าให้ทั้งสองอนุภาคเคลื่อนที่ไปตามระยะทางยาวโดยไม่มีการวัด และวัดเพียงอนุภาคเดียวเท่านั้น เช่นวัดอนุภาคที่ไปทางขวา ถ้าอนุภาคนี้สปินตามเข็มนาฬิกา อนุภาคทางซ้ายก็จะสปินทวนเข็มนาฬิกา และไอน์สไตย์ได้โต้แย้งว่า อนุภาคทั้งสองจะต้องมีสปินไปโดยตลอดไม่ว่าจะทำการวัดหรือไม่ โดยแย้งว่าเป็นการพิสูจน์ว่าอนุภาคควอนตัมจริงๆแล้วมีคุณสมบัติที่แน่นอนโดยตลอด และหลักแห่งความไม่แน่นอนเป็นเพียงผลของความไม่สามารถของเราที่จะวัด และแน่นอนว่า ถ้าเป็นจริงตามนี้แล้ว ทฤษฎีจริงที่อธิบายในโลกควอนตัมคงไม่จำเป็นต้องอธิบายด้วยความน่าจะเป็น

eprpara.jpg


ควอนตันคอมพิวเตอร์

    คงไม่ปฏิเสธกันว่าทุกวันนี้คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับชีวิตของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคอมพิวเตอร์ถูกนำมาช่วยในการคำนวณทำให้สามารถประมวลผลคำสั่งได้หลาย ๆ คำสั่งด้วยกัน ภายใต้ระยะเวลาเพียงเสี้ยววินาที

    เมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทกับเรามากขนาดนั้น จะว่าไปแล้วชีวิตเราทุกวันนี้จึงผูกพันอยู่กับเลข 0 และ 1 อย่างแยกไม่ออก ก็เลข 0 และ 1 นี่เองที่เป็นตัวแทนของยุคดิจิทัล แทบไม่น่าเชื่อว่าการคำ นวณหรือข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้ล้วนประกอบขึ้นมาจากเลข 0 และ 1 ทั้งสิ้น

    แต่สิ่งหนึ่งกำลังจะเข้ามามีบทบาทอย่างสูงในอนาคตที่ไม่ไกลนักก็คือ \"ควอนตัม คอมพิวเตอร์\" สิ่งที่คุณผู้อ่านคงจะสงสัยก็คือว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์แตกต่างจากคอมพิวเตอร์ธรรมดาอย่างไร แล้วมันจะส่งผลอย่างไรกับมนุษย์เรา

    จากคำถามดังกล่าวสามารถเปรียบเทียบกันได้พอให้เห็นภาพ แต่จะไม่ลงลึกไปในรายละ เอียดนัก เดี๋ยวคุณผู้อ่านจะงงเสียก่อนเนื่องจากว่าต้องอาศัยพื้นฐานความรู้เรื่องอิเล็กตรอนพอสมควร เอาเป็นว่าที่บอกว่าการคำนวณหรือข้อมูลที่เก็บอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ทุกวันนี้มีพื้นฐานมาจากเลข 0 และ 1 นั้นให้คุณผู้อ่านลองนึกภาพว่ามีฝาน้ำอัดลมอยู่ในมือ 1 ฝา

    การที่เราหงายฝาขึ้นหรือคว่ำฝาลงทำให้เราได้ข้อมูล 2 ชุดที่ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าเรามีฝาน้ำอัดลม 8 อันนำมาเรียงต่อกันแล้วลองดูว่าฝาน้ำอัดลม 8 อันนั้นถ้าลองหงายแต่ละฝาขึ้นลงแล้วจะสามารถทำได้มากที่สุดกี่แบบ คำตอบก็คือ 256 แบบ ซึ่งเทียบได้กับหน่วยข้อมูลของคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า 1 ไบต์ (8 บิต) แล้ว 1 ไบต์ที่ว่าก็คือ 1 ตัวอักษรที่เราเห็นในคอมพิวเตอร์นั่นเอง

    แต่ที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ต่างจาก อมพิวเตอร์ธรรมดาก็คือข้อมูล 1 บิตของคอมพิวเตอร์แบบ ธรรมดาถูกแทนที่ด้วยสัญญาณทางไฟฟ้าของทรานซิสเตอร์ในวงจรรวม ซึ่งจะมี 2 แบบก็คือปิดหรือเปิด แต่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งนั้นข้อมูล 8 บิตสามารถใช้แทนข้อมูลหรือตัวอักษรได้ 256 แบบเท่านั้น

    แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ที่อาศัยการหมุนของอิเล็กตรอนเป็นตัวแทนของข้อมูล 1 บิต จากหลักการ Quantum superposition (คำอธิบายและรายละเอียดให้ลองค้นในหน้าภาษาไทยของ google) ทำให้ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งข้อมูล 1 บิตของควอนตัมคอมพิวเตอร์ (qubits) สามารถเป็นได้ทั้ง 0 และ 1 ในเวลาเดียวกัน หมายความว่า ณ เวลาหนึ่ง ๆ นั้นอิเล็กตรอน 8 ตัวสามารถเป็นตัวแทนของข้อมูล 256 แบบได้พร้อม ๆ กัน !

   ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย UCLA ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จล่าสุดในการควบคุมการหมุนของอิเล็กตรอน รวมไปถึงการตรวจจับการเปลี่ยน แปลงดังกล่าวด้วยเครื่องมือที่สร้างขึ้น นักวิจัยจาก UCLA ใช้คลื่นไมโครเวฟในการควบคุมทิศ ทางการหมุนของอิเล็ก ตรอนว่าจะให้หมุนจากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย รวมไปถึงการกลับหัวกลับหางของอิเล็ก ตรอนซึ่งจะทำให้ทิศทางการหมุนเปลี่ยนไปทำให้กระแสไฟฟ้าที่วัดได้มีการเปลี่ยนแปลง

    ที่น่าตื่นเต้นก็คือว่าอิเล็กตรอนที่นักวิจัยสามารถควบคุมได้นี้ก็คืออิเล็กตรอนในทรานซิสเตอร์ที่อยู่ในชิปคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราใช้งานในปัจจุบันและมีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป อันนี้เองที่ทำ ให้ความหวังในการใช้งานควอนตัมคอมพิวเตอร์มีความเป็นไปได้มากขึ้นในเร็ววันนี้โดยไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีในฝันที่ยังมาไม่ถึง

    นักวิจัยได้ลองยกตัวอย่างว่าเพียงแต่นำทรานซิสเตอร์ที่ว่ามาเพียงแค่ 100 ตัว แต่ละตัวมีอิเล็กตรอนที่สามารถบังคับทิศทางการหมุนนี้ได้อย่างละหนึ่งตัว ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำมาประยุกต์เพื่อทำให้ทรานซิสเตอร์ 100 ตัวที่มีอิเล็กตรอนที่ว่า สามารถกลายสภาพเป็นแหล่งเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ที่มีความจุเท่ากับความจุของฮาร์ดดิสก์ทั้งหมดในโลกที่ผลิตขึ้นในปีนี้คูณอายุของจักรวาลเป็นปีเลยทีเดียว

    อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมที่นักวิจัยสามารถควบคุมการหมุนของอิเล็กตรอนได้นั้นยังต้องอยู่ในสภาพ อุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำมาก คือประมาณ -240 องศาเซลเซียส ซึ่งคงต้องอาศัยระยะเวลาอีกสักพักหนึ่งเพื่อทำให้สามารถควบคุมการหมุนของอิเล็กตรอนได้ที่อุณหภูมิห้อง ซึ่งก็คงต้องรอกันต่อไป.

 ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


 

 

 

 
ตำนานผี มัมมี่ Mummy
- ชาวอียิปต์โบราณมีคติเกี่ยวกับเรื่องชีวิตหลังความตาย ซึ่งเชื่อกันว่าดวงวิญญาณจะกลับมาเข้าร่างในวันหนึ่งข้างหน้า จึงคิดวิธีการทำ มัมมี่ ขึ้นมาเพื่อรักษาสภาพศพเอาไว้ไม่ให้เน่าเปื่อย หรือพยายามหาวิธีให้ศพคงสภาพสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

วิธีการทำมัมมี่

- การทำมัมมี่มีวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ของอียิปต์โบราณ ร่างของคนตายจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าหรือเสื่อ อย่างลวกๆ และถูกฝังไว้ในหลุมแคบๆภายในพื้นทรายซึ่งลึกลงไปไม่กี่ฟุต ทั้งนี้เพราะความร้อนของทะเลทรายทำให้ศพอยู่ ในสภาพที่เหมือนถูกอบแห้งด้วยวิธีการอาศัยปัจจัยทางธรรมชาติ

- ในยุคราชวงศ์แรกของอียิปต์หรือราว 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ศพของชาวอียิปต์ถูกห่อหุ้มด้วยผ้าลินินซึ่งอาบน้ำยาและมัดไว้ อยางแน่นหนา ล่วงเลยมาจนถึงราชวงศ์ที่ 2 ของอียิปต์ ราว 2,800 ปีก่อนคริสศักราช การห่อศพจึงเริ่มพิถีพิถันมากขึ้น โดนมีการพันผ้าลินินอาบน้ำยารอบตัวทั้งบริเวณหัว แขน ขา หน้าอก ท้องและลำตัวจนเห็นเห็นรูปทรงของคน รวมทั้งบริเวณนิ้วมือ ก็มีการพัน

- ช่วงปลายราชวงศ์ที่ 3 แห่ง อียิปต์โบราณ มีการผ่าพระศพของกษัตริย์หรือองค์ฟาโรห์และพระราชวงศ์ เพื่อนำเอาอวัยวะภายใน อันเป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ศพเน่าเปื่อย ออกมาดองไว้ต่างหากด้วยตัวยาที่เชื่อว่าสามารถป้องกันการเน่าเปื่อยได้ เช่นแช่ไว้ด้วยของเหลวที่เรียกว่า เนตรอน ( Natron ) อันเป็นสารละลายของโซดาชนิดหนึ่งดังเช่นการค้นพบพระบรมศพของ ราชินี เฮเตเฟเรส ( Hetepheres ) พระชายาแห่ง สเนฟูรู ( Snefru ) ซึ่งเป็นพระชนนีของฟาโรห์คีออปส์( ผู้มีชื่อเสียงเกี่ยวกับ ปิรามิด แห่งคีออปส์ ) ปรากฎว่าอวัยวะภายในของพระนางถูกดองเอาไว้และมีการปิดผนึกอย่างดี สามารถคงสภาพไว้ได้เป็นเวลาถึง 4,000 ปี วิธีการนำอวัยวะออกมาดองนี้ต่อมาได้แพร่หลายสู้พวกอัศวินหรือขุนนางและบุคคลสำคัญอื่นๆ สหรับช่องท้องนั้นได้ถูกยัดไว้ด้วยผ้า ลินินอาบน้ำยา

- ในช่วงประวัติศาสตร์ของราชวงศ์อียิปโบราณที่ 4-5 หรือราว 2570-2450 ก่อนคริสศักราช เทคนิคการทำมัมม ี่ได้วิวัฒนาการใช้ยางสนแสดงรูปลักษณ์ภายนอกของมัมมี่ซึ่งมี ความคงทนถาวรถึงขนาดขนคิ้วหรอกหนวดของผู้ตายยังแสดง ออกให้เห็น ดังเช่นมัมมี่ของ เพตริค ( Petric ) ซึ่งค้นพบโดย วิลเลี่ยม เอ็ม.เอฟ.เพตริค ( Willam M.F. Petric ) นัก อียิปต์วิทยาชาวอังกฤษ และมัมมี่ของ เยนตี้ ( Yenty ) อัครมหาเสนาบดีในยุคราชวงค์ที่ 5 ( เป้นเพียงข้อสันนิษฐาน ทางประวัติศาสตร )์ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในโลงหินแกรนิตสามารถรักษาเค้าหน้าของมัมมี่ ไว้ได้อย่างน่าทึ่ง ค้นพบโดย ยอร์ช เอ. ไรส์เนอร์ ผู้ขุดพบปิรามิดแห่ง กีซา

- จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อกันว่าเริ่มทฃมีการใช้ปูนปลาสเตอร์ฉาบหน้าหรือศีรษะและบางทีก็พอกมมมี่ทั้งตัว ในยุคราชวงศ์ ที่ 6 หรือราว 2300 ปีก่อนคริสกาล และมีการเขียนตบแต่งรูปใบหน้าให้สวยงาม ต่อมาจีงมีการสวมทับด้วยหน้ากากซึ่งทำด้วยสาร คาร์ตันเนจ ( Cartonnage ) อันเป็นส่วนผสมของกระดาษ ปาปิรัส ( Papyrus ) กับ ผ้าปลาสเตอร์รวมกับกาว ต่อมาจึงมีการคลุมหรือปิดทันทั้งตัวไม่ใช่เฉพาะส่วนของหน้า และในยุคอาณาจักรของพระเจ้าทีปส์ ( Thebes ) หรือราว 1550 ปีก่อนคริสศักราช ได้มีการดูดมันสมองออกมาจากศพและการฉีดสารเคมีบางอย่างเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อรักษาสภาพเอาไว้ให้คงอยู่ ได้นานที่สุด

โลงศพสำหรับมัมมี่

- ในยุคแรก โลงศพของชาวอียิปต์มีลักษณะคล้ายตุ่มมีฝาปิด และจารึกคำขอความคุ้มครองจากเทพเจ้าเอาไว้ที่ด้านข้าง และได้วิวัฒนาการตามการทำมัมมี่มาตามลำดับ ลักษณะของดลงจึงเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือรูปหีบซึ่งทำด้วยไม้และหินแข็ง อย่างหินแกรนิต มีการตบแต่งลวดลายของหีบศพทั้งภายนอกและภายใน จนในที่สุดได้มีการจำลองรูปคนโดยแกะสลักให้มีหน้าตาเป็นรูปคนยืนเหยียดตรงมือทั้งสองผสานไว้ที่หน้าอกดังที่เราพบเห็นกันทั่วไปตามหน้า นิตยสาร หรือภาพถ่าย

- สำหรับอวัยวะภายใน เมื่อมีการนำออกมาดองก็ต้องทำภาชนะสำหรับเก็บรักษา ซึ่งมีชื่อเรียกว่า คาโนปิค ( Canopic ) มาจากชื่อของ คาโนปัส ( Canopus ) นักรบแห่งเมนาเลียส ( Menaleus ) ซึ่งศพของเขาถูกเก็บไว้ในภาชนะรูปตุ่มมีฝาครอบซึ่งคาดนปิคนี้มีอยู่ถึง 4 ใบ เนื่องจากอวัยวะภายในของศพที่สำคัญถูกแบ่งออกเป็น 4 อย่าง ได้แก่ ตับ กระเพาะ ปอด และลำไส้ใหญ่ สำหรับหัวใจนั้นชาวอียิปต์จะไม่นำออก มาจากร่างของศพ

- ฝาครอบของคาโนปิค ต่อมาได้ถูกแกะสลักเป็นรูปของ "ผู้คุ้มครองทั้ง 4 " อันได้แก่ อิมเซตี้ ( Imsety ) แกะสลักเป็นรูปหัวคน เดวาอุมาอุเตฟ ( Dewau-Mautef ) แกะสลักเป็นรูปหัวสุนัข ฮาปิ ( Hapy ) แกะสลักเป็นรูปหัวลิง และ เคเบห์สเนเวท ( Kebehsnewet ) แกะสลักเป็นรุปหัวเหยี่ยว

สิ่งที่บรรจุรวมอยู่ในโลงศพ

- นอกจากศำขอมัมมี่แล้วในการทำพิธีของชาวอียิปต์โบราณจะมีการนำข้าวของเครื่อใช้ที่สำคัญใส่ลงไปในโลงด้วย เช่น เสื้อผ้า เครื่องประดับ และอาวุธ ฯลฯ เพื่อให้ผู้ตายเอาไว้ใช้สอยดังนั้นหีบศพจึงต้องทำเป็นหลายๆชั้นวางซ้อนกัน เพื่อจะให้ได้บรรจุข้าวของเครื่องใช้ และอีกทางหนึ่ง ก็เพื่อป้องกันการรบกวนศำโดยทำให้ซับซ้อนยากแก่การเปิด แต่กลับเป็นเครื่องท้าทายความสามารถของบรรดาเหล่าขดมยและมิจฉาชีพ จึงปรากฎว่าพระบรมศพหรือมัมมี่ขององค์ฟาดรห์ส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เลยแม้แต่พระองค์เดียว เห็นจะมีแต่มัมี่ของ ตุตันคามัน ( Tutankhamun ) ฟาโรห์องค์หนึ่งซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนักในประวัติศาสตร์ แต่เมื่อมีการค้นพบกลับเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก และนักอียิปต์ศาสตร์ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมัมมี่ซึ่งอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่มีการขุดพบมา

- สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้สำหรับคนตายตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณคือ " คนรับใช้" ในยุคแรกใช้วิธีวาดภาพ การปั้นด้วยดินเหนียว หรือสีผึ้ง จนถึงการแกะสลักด้วยไม้ และได้มีการทำตัวแทนของคนรับใช้เป็นรูปมัมมี่เหมือนผู้ตายในยุคราชวงศ์ที่ 12 โดยบรรจุไว้ในหีบศพจำลองซึ่งเรียกว่า "ชาวับติ" ( Chawabti ) ซึ่งมีความหมายว่า " ผู้ขานรับ "

ปิรามิดสถานที่ฝังพระบรมศพ

- หลุม หรือสถานที่ฝังศพของชาวอียิปต์โบราณในยุคเริ่มแรก อาจทำอย่างง่ายๆด้วยการขุดหลุม ฝังในพื้นทราย ต่อมาจึงมีวิวัฒนาการเป็นหลมศพที่มีหลังคา และสำหรับสถานที่ของผู้มีฐานะดีหรือมี ความสำคัญเช่นองค์ฟาโรห์ก็ต้องทำให้วิจิตรพิสดารมากขึ้น จนเกิดการสร้างปิรามิดอันยิ่งใหญ่ในที่สุด

- หลุ่มฝังศพในยุคแรกๆเรียกว่า "มัสตาบา" ( Mastaba ) ลักษณะเป็นสีเหลี่ยมผืนผ้าสร้างด้วยอิฐ ทำไว้เหนือหลุมศพ ต่อมาพัฒนาเป็นการสร้างด้วยหินจนกลายเป็นปิรามิดในยุคเริ่มต้น เรียกว่า ปิรามิดขั้นบันได ลักษณะเป็นทางสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียงซ้อนจากใหญ่ไปหาเล็กซึ่งอยู่ทางสูงสุดยอด ต่อมามีการฉาบด้านทั้งสี่ให้เรียบ ส่วนภายนอกออกแบบเป็นห้องหับต่างๆ อย่างสลับซับซ้อนมีทางเดินสถานที่ไว้พระบรมศพขององค์ฟาโรห์ วิหารสำหรับสักการะพระบรมศพ และด้านนอกได้สร้างรูปแกะสลักอสุรกายสฟิงซ์หรือสัตว์ครึ่งคนครึ่งสิงโต ไว้สำหรับเป็นผู้เฝ้าสุสานของฟาโรห์

ความมหัศจรรย์ของปิรามิด

- ปิรามิด เป็นสิ่งก่อสร้างรูปทรงเลขาคณิตที่มีอายุยาวนานหลายพันปีและเชื่อกันว่าจะคงอยู่ไปอีกหลายพันปี หรือนับ หมื่นปี ฮีโรโดตัส ( Herodotus ) นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกได้บันทึกว่า การสร้างปิรามิดนั้น ต้องใช้แรงงาน ของคนราว 10,000- 400,000 ใช้เวลาก่อสร้าง 20 ปี โดนทำงานเพียง 3 เดือนในช่วงหยุดพักจากการทำนา

- ปิรามิดใหญ่กีซา ( The Great Pyramid of Giza ) มีฐานแต่ละด้านยาวประมาณ 756 ฟุต พื้นที่ฐาน 13.1เอเคอร์ ( 1 เอเคอร์ = 4046.86 ตารางเมตร ) ความสูงของปิรามิดถึงยอดเดิม 481.4 ฟุต ( ปัจจุบัน ได้ขาดหายไป 31 ฟุต )

- จำนวนหินที่นำมาใช้สร้าง ประมาณ 23,000,000 แท่ง น้ำหนักประมาณ 2.5 ตัน ต่อแท่ง แท่งหใญ่ที่สุดมี น้ำหนักถึง 15 ตัน หินที่นำมาสร้างถูกลำเลียงมาจากเมืองหินทางตอนใต้ของอียิปต์ดดยทางเรือ ตามแม่น้ำไนล์ ซึ่งในหน้าน้ำท่วมจะท่วมเข้าไปในบริเวณที่ราบห่างจาสถานที่สร้างปิรามิดประมาณ 1/4 ไมล์เท่านั้น และลำเลียงแท่งหินไปสู่สถานที่ก่อสร้างด้วยวิธีการใช้เครื่องมือลักษณะคล้ายแคร่เลื่อน ( Sled ) และชักลาก ไปด้วยเชือก

- ฐานของปิรามิดออกแบบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีความยาวด้านละประมาณ 756 ฟุต ผู้สร้างต้องการแสดงความรู้ เกี่ยวกับค่าทางคณิตศาสตร์คือถ้าเอา 2 เท่าของความสูงปิรามิดหารความยาวรอบฐานจะได้ค่า พาย อาร์ (เทียบกับวงกลมคือ สองเท่ารัศมีหารเส้นรอยวง ) แม้ว่าการวัดอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง แต่ก็ปรากฎว่าคลาดเคลื่อนไปเพียง 0.1 % เท่านั้นเอง

- เชื่อกันว่าปิรามิด มีความมหัศจรรย์สามารถรักษาสภาพของมัมมี่ให้อยู่ในสภาพที่ ไม่เน่าเปื่อย นอกจากนั้นยังสามารถรักษาวัตถุต่างๆให้คงทนได้เช่นเดียวกัน เคยมีการทดลองนำปิรามิดจำลองครอบใบมีดโกนที่ใช้จนทื่อ ปรากฎว่าใบมีดกลับ คมเหมือนเดิม

 

 อิทฤทธิ์ของมัมมี่

เรื่องราวเกี่ยวกับมัมมี่นั้นมีการเล่าขานสืบต่อกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน ไม่ว่าจะเป็น การออกอาละวาดหลอกหลอนหรือสร้างวีรกรรม ขวัญผวาได้ไม่แพ้ผีระดับแนวหน้าตัวอื่นๆ เช่น แฟรงเก็นสไตน์ ท่านเคาท์แดร๊คคูล่า แวมไพร์ ซึ่งนับกันแล้ว มัมมี่เป็นปีศาจที่มีอายุยืนยาว ที่สุดและมีกำเนิดมาก่อนเผ่าพันธุ์อื่นๆ เจ้ามัมมี่นี้เวลาอาละวาด คาดว่าจะมีพละกำลังมหาศาลถึงได้สามารถหักคอเหยื่อได้ อย่างเช่นหนังเรื่อง มัมมี่ หลายๆภาค บางตัวสามารถใช้อาวุธ หรือเดินไต่ตามกำแพงได้เลยทีเดียว แต่ออกจะโอเวอร์ไปนิด ส่วนใหญ่มักจะจินตนาการกันว่า มัมมี่เดินโทงๆ เข้ามาหักคอ เสียมากกว่า

วิธีป้องกันและจัดการกับมัมมี่

- มัมมี่ก็เหมือนกันปีศาจตัวอื่นๆที่กลัวแสงแดด เพราะถ้าโดนแผดเผาก็จะกลายเป็นผุยผง แต่หากโดนน้ำก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน เพราะเป็นศพผีแห้ง อายุหลายพันปี หรือถ้าโดนเอาน้ำมันราด จุดไฟเผาคงเห็นทีจะไม่รอด ดีไม่ดีอาจโป๊หรือถูกถ่ายรูปนู๊ดเอาง่ายๆ หากถูกแก้ผ้าลินินที่พันไว้ออก

-ไม่ปรากฎข้อมูลว่าปีศาจมัมมี่แปลงเป็นค้างคาว หรือตัวแปลกอะไรอย่างผีตัวอื่นๆ แต่คิดว่าไม่และคงไม่ต้องดูดเลืดหรือกินอาหารใดๆ เพราะตับไต ไส้พุงถูกเอาออกหมดถูกควกออกไปดองในโหลเรียบร้อย

- เรื่องของขลังที่สามารถปราบได้ อันนี้ยังพิสูจน์ไม่ไดเพราะไม่มีใครเคยลองเอาไปทดสอบ ส่วนเรื่องมัมมี่กระเทยนั้นยังไม่แน่เหมือนกันว่า สมัยก่อนมีกระเทยถูกจับมาทำมัมมี่บ้างหรือไม่ เอาเป็นว่าขอจบเรื่องของผีมัมมี่พันปีแต่เพียงเท่านี้ อิอิ


 

 

ข้าวคลุกกระปิ

เครื่องปรุงข้าวคลุกกะปิ ข้าวสวย กะปิ กระเทียม ไข่ไก่ แอ๊ปเปิ้ลเขียว หัวหอมแดง กุ้งแห้งทอด ถั่วฝักยาว พริก มะนาว
เครื่องปรุง
ข้าวสวย 4 ถ้วย
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมกลีบใหญ่สับละเอียด 4-5 กลีบ
น้ำมันสำหรับผัด 2 ช้อนโต๊ะ

เครื่องเคียง
ไข่ไก่ 2 ฟอง
ซีอิ้วขาว ½  ช้อนชา
แอ๊ปเปิ้ลเขียวลูกเล็ก 1 ลูก
หัวหอมแดง 3 หัว
กุ้งแห้งทอด ¼ ถ้วย
พริกสด 2 เม็ด
มะนาว 1 ลูก
ถั่วฝักยาว 8 ฝัก


วิธีผัดข้าว

1. ตั้งกะทะที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันเริ่มร้อนให้นำกระเทียมสับลงไปเจียวจนเริ่มเหลืองและหอม


วิธีผัดข้าวคลุกกะปิ ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันลงไป พอน้ำมันเริ่มร้อนให้นำกระเทียมสับลงไปเจียวจนเริ่มเหลืองและหอม



2. ใส่กะปิลงไปผัดกับกระเทียม พอกะปิเริ่มละลายให้นำข้าวสวยที่เตรียมไว้ลงไปผัด (แบ่งข้าวเป็น 2 ส่วนนะคะ เวลาคลุกข้าวกับกะปิจะได้คลุกทั่วกันง่าย)


วิธีผัดข้าวคลุกกะปิ ใส่กะปิลงไปผัดกับกระเทียม พอกะปิเริ่มละลายให้นำข้าวสวยที่เตรียมไว้ลงไปผัด

 

3. ผัดข้าวกับกะปิจนกะปิคลุกกับข้าวจนทั่ว ปิดเตา ยกลงและพักไว้


วิธีผัดข้าวคลุกกะปิ ผัดข้าวกับกะปิจนกะปิคลุกกับข้าวจนทั่ว ปิดเตา ยกลงและพักไว้

วิธีเตรียมเครื่องเคียง:
ไข่ฝอย
1. ตอกไข่ใส่ชาม ตีไข่ให้เข้ากัน (ไม่ต้องตีให้ขึ้นฟูมาก) ใส่ซีอิ้วขาวลงไปแล้วตีให้เข้ากันซักพัก จากนั้น ตั้งกระทะที่ไฟแรง ใส่น้ำมันลงไปประมาณ ½ ช้อนโต๊ะ กลิ้งกระทะให้น้ำมันเคลือบกระทะจนทั่ว เมื่อกระทะร้อนได้ที่แล้วให้เทไข่ลงไป รีบเอียงกระทะให้ไข่กลิ้งไปจนทั่วกระทะ


วิธีทำไข่ฝอย ตีไข่ให้เข้ากัน ใส่ซีอิ้วขาวลงไป คนให้เข้ากัน จากนั้น ตั้งกระทะ ใส่น้ำมัน รอจนกระทะร้อนได้ที่ให้เทไข่ลงไป รีบเอียงกระทะให้ไข่กลิ้งไปจนทั่วกระทะ



2. ทิ้งไว้ซักพักจนขอบของไข่เริ่มล่อนออกจากกระทะแล้วก็ให้เริ่มม้วนไข่จนหมดแล้วตักขึ้นพักไว้


วิธีทำไข่ฝอย ทิ้งไว้ซักพักจนขอบของไข่เริ่มล่อนออกจากกระทะแล้วก็ให้เริ่มม้วนไข่จนหมดแล้วตักขึ้นพักไว้



3. นำไข่ที่ได้ไปหั่นเป็นฝอยๆ แล้วพักไว้


วิธีทำไข่ฝอย นำไข่ที่ได้ไปหั่นเป็นฝอยๆ แล้วพักไว้

 

กุ้งแห้งทอด
ตั้งกระทะที่ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ พอน้ำมันเริ่มร้อนให้นำกุ้งแห้งลงไปทอดจนกุ้งแห้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็ตักขึ้นพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน


วิธีทำกุ้งแห้งทอด ตั้งกระทะที่ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันลงไปประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ พอน้ำมันเริ่มร้อนให้นำกุ้งแห้งลงไปทอดจนกุ้งแห้งเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลก็ตักขึ้นพักไว้บนกระดาษซับน้ำมัน



ผักต่างๆ
1. ปลอกเปลือกหัวหอมแดง เด็ดขั้วพริก นำไปล้างน้ำให้สะอาด ซอยหัวหอมแดงบางๆ ซอยพริกให้ละเอียด และหั่นมะนาวเป็นซีกเตรียมไว้


วิธีเตรียมผักเครื่องเคียง ซอยหัวหอมแดงบางๆ ซอยพริกให้ละเอียด และหั่นมะนาวเป็นซีกเตรียมไว้



2. นำแอ๊ปเปิ้ลเขียวและถั่วฝักยาวมาล้างให้สะอาด ปลอกเปลือกแอ๊ปเปิ้ลเขียว ฝานบางๆ แล้วซอยเป็นเส้นๆ นำไปแช่ในน้ำเย็นผสมเกลือป่นประมาณ ½ ช้อนชา ประมาณ 5 นาทีแล้วนำไปล้างด้วยน้ำเปล่าและสะเด็ดน้ำออกเพื่อไม่ให้แอ๊ปเปิ้ลดำง่าย


วิธีเตรียมผักเครื่องเคียง ปลอกเปลือกแอ๊ปเปิ้ลเขียว ฝานบางๆ แล้วซอยเป็นเส้นๆ นำไปแช่ในน้ำเย็นผสมเกลือป่นประมาณ ½ ช้อนชา ประมาณ 5 นาทีแล้วนำไปล้างด้วยน้ำเปล่าและสะเด็ดน้ำ



3. นำถั่วฝักยาวมาตัดหัวตัดท้ายออกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้น นำผักต่างๆ มาจัดใส่จานพร้อมเครื่องเคียงอื่นๆ เตรียมไว้สำหรับเสริฟ


วิธีเตรียมผักเครื่องเคียง หั่นถั่วฝักยาวเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้น นำผักต่างๆ มาจัดใส่จานพร้อมเครื่องเคียงอื่นๆ เตรียมไว้สำหรับเสริฟ



วิธีเสริฟ
ตักข้าวใส่จาน วางเครื่องเคียงต่างๆ ได้แก่ ไข่ฝอย กุ้งแห้งทอด แอ๊ปเปิ้ลซอย หอมแดงซอย ถั่วฝักยาวซอย และตักหมูหวานใส่ถ้วยเล็กๆ หรือจะราดลงไปบนข้าวเลยก็ได้ แล้วแต่ความชอบ จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ

ตักข้าวใส่จาน วางเครื่องเคียงต่างๆ จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ
 

 

วันวิสาขบูชา


การวัดและประเมินผล โดยทัศนียา รัตนฤาทัย


 

แผนที่เส้นทางรถไฟฟ้า BTS 14/10/51

คลิกดูภาพขยาย 


เส้นทางรถไฟใต้ดิน 14/10/51


ที่มา :การรถไฟขนส่งมวลชน แห่งประเทศไทย


ผู้เข้าร่วมประชุมโซลเวย์ 1927 (Solvay conference)

 

 

คำโปรย ของ  ริชาร์ด ฟายน์แมน


นักบินอวกาศ Bruce McCandless


ริ้วรอยการแทรกสอดของแสงจากสลิตคู่


 

การจัดเรียงอิเล็กตรอนในอะตอม


แนวโน้มสมบัติธาตุ


แนวโน้มการเกิดพันธะเคมี


ตารางเปรียบเทียบสมบัติของธาตุหมู่ต่างๆ


 

 

การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ


การแทรกสอดของอิเล็กตรอน


Atomic Force Microscope

กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แรงของอะตอม
(Atomic force  microscopy)

แนวคิดของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แรงของอะตอม หรือ  AFM

                    กล้องจุลทรรศน์แบบนี้ เป็นกล้องที่อาศัยเข็มขนาดเล็กกวาดไปบนพื้นผิวของชิ้นงานตัวอย่าง    เราสามารถวัดคุณสมบัติของพื้นผิวชิ้นงานได้  ดังเช่น  ความสูง   การดูดกลืนแสง  หรือ สนามแม่เหล็กเป็นต้น  เนื่องจากปลายเข็มมีขนาดเล็กมาก  จึงสามารถที่จะตรวจสอบได้ในบริเวณที่เล็กมากๆ  ถึงขนาดระดับอะตอม   เข็มจะกวาดไปบนพื้นผิว  และแปรผลที่ได้ออกเป็นภาพกราฟฟิกทางคอมพิวเตอร์

ภาพจากกล้องจุลทรรศ

 

 
 

รูปที่  1      (ภาพซ้าย)  คานกระเดื่องที่มีเข็มติดอยู่ด้านล่าง สัมผัสกับพื้นผิวของชิ้นงานตัวอย่าง   (ภาพขวา)  แสงเลเซอร์ที่สะท้อนจากคานกระเดื่อง ใช้ตัวดีเทคเตอร์ความไวสูงรับ และแปรผลออกมาเป็นภาพ    หลอดสแกน(scanner tube)  ด้านล่างมีหน้าที่ขยับชิ้นงานตัวอย่าง เพื่อให้เข็มสามารถกวาดไปได้บนพื้นผิวของชิ้นงาน หลอดสแกนมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง  24 mm   ขณะที่กระเดื่องยาวเพียง  100 ไมโครเมตรหรือ 0.0001 เมตร  คลิกอ่านต่อค่ะ

 


Scanning Tunneling Microscopy (STM)

    ถูกพัฒนาขึ้นมาเมื่อประมาณ 20ปีที่แล้ว (โดย Gerd Binnig และ Heinrich Rohrer จาก IBM Research Laboratories, Zurich, Switzerland ในปี 1981 และทั้งสองได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี1986) เพื่อใช้ศึกษาพื้นผิวของของแข็งตัวนำ(รวมทั้งสารกึ่งตัวนำ) รวมทั้งการดูดติด(adsorption) ของโมเลกุลและปฎิกิริยาเคมีที่ผิวของของแข็งตัวนำนั้น โดยมีความละเอียดในระดับอะตอมเลยทีเดียว


    การทำงานของSTMอาศัยสิ่งที่เราเรียกว่า tunneling current ซึ่งเกิดขึ้น(สามารถวัดได้)เมื่อเจ้าเข็มแหลมๆ(tip หรือprobe)ถูกนำเข้าไปใกล้กับผิวตัวนำที่ต้องการศึกษา(sample)ในระยะประมาณ1nm(10ยกกำลัง-9 m) โดยกระแสที่วัดได้นี้ก็มีค่าในระดับ nAหรือ10nA และมีความสัมพันธ์แบบ exponential decay กับระยะห่างระหว่างsampleกับtip
 

    tipของเครื่องSTMจะถูกติดอยู่กับแท่งpiezoelectric ซึ่งมีคุณสมบัติที่สามารยืดหรือหดได้เมื่อมีความต่างศักย์คร่อม ซึ่งทำให้เราสามารควบคุมตำแหน่งของtipได้โดยการใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ควบคุมศักย์ไฟฟ้าที่ให้กับขั้วไฟฟ้า(electrodes)ที่ติดอยู่กับแท่งpiezoelectric
 

    เมื่อเราควบคุมให้ tip เคลื่อนที่ไปทีละน้อยตามผิวของ sample (scanning) โดยการควบคุมการยืดหดของpiezoelectricในแนวระดับ (x,y) คอมพิวเตอร์หรือวงจรอิเล็กทรอนิกส์ก็จะควบคุมการยืดหดของpiezoelectricในแนวดิ่ง(z) ในลักษณะที่ทำให้ tunneling current คงที่ (Constant-Current mode) นั่นก็คือให้ระยะห่างระหว่างtipกับsampleคงที่ เราก็จะได้ความสูงต่ำของผิว ของsample ณจุดที่ตรงกับtip(เทียบกับจุดอื่นๆ) จากตำแหน่งของtipและความสูงต่ำที่เราบันทึกไว้(ในรูปของความต่างศักย์ที่ควบคุมการเคลื่อนที่ของpiezoelectric) คอมพิวเตอร์ก็จะนำไปสร้างภาพ topography (ภาพแสดงความสูงต่ำเหมือนกับแผนที่ภูมิศาสตร์) ของพื้นผิว sampleออกมาได้
 

    รูปข้างล่างนี้ยืมมาจาก http://www.iap.tuwien.ac.at/www/surface/STM_Gallery/stm_schematic.html


17426

 

 


เครื่องมือที่ใช้ในงานนาโนเทคโนโลยี

               1. เครื่อง Scanning Tunneling Microscope (STM)
อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่านาโนเทคโนโลยี เกี่ยวกับการจัดเรียงตัวของอนุภาคขนาดเล็ก เช่น อะตอมหรือ โมเลกุลเข้าด้วยกัน ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้จึงต้องมีความสามรถในการมองเห็นอะตอมได้ ซึ่ง ดร. เกิร์ด บินนิก (Gerd Binnig) และ ดร. ไฮริกช์ รอเรอร์ (Heinrich Rohrer) เป็นผู้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ชนิดพิเศษขึ้นมาที่เรียกว่า Scanning Tunneling Microscope หรือที่เรียกย่อว่า STM ซึ่งสามารถให้เราได้เห็นภาพของอะตอมเป็นครั้งแรก ในปี ค.ศ. 1981 และได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานนี้ในปี ค.ศ. 1986
               กล้องนี้ทำงานด้วยการใช้ความต่างศักย์และกระแสไฟฟ้าบังคับปลายเข็มที่แหลมมาก หัวเข็มนี้เป็นหัวอ่านขนาดจิ๋วที่ใช้ส่องกวาด (สแกน) บนพื้นผิวของโลหะที่เป็นตัวนำไฟฟ้าและวัดกระแสไฟฟ้าแล้วส่งสัญญาณไฟฟ้าเพื่อมาสร้างเป็นภาพของพื้นผิวนั้นได้ ซึ่งก็เป็นวิธีการคล้ายกับการทำงานของเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่แปลงข้อมูลที่ฝังอยู่บนแผ่นมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าและเป็นเสียงหรือภาพในที่สุด
               นอกจาก STM จะทำให้เราสามารถมองเห็นอะตอมได้เป็นครั้งแรกแล้ว เครื่องมือนี้ยังสามารถนำมาใช้เคลื่อนย้ายและจัดเรียงอะตอมให้อยู่บนพื้นผิวตามตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งในปี ค.ศ. 1989 ดร. ดอน ไอเกลอร์ (Don Eigler) นักฟิสิกส์จากบริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด เป็นผู้แรกที่สาธิตการนำอะตอม 35 อะตอม ของก๊าซซีนอน (xenon) มาเรียงบนผิวของโลหะนิเกิล (nickel) เป็นตัวอักษร IBM ที่เล็กที่สุดในโลกอีกทั้ง ดร.ไอเกลอร์ และทีมงานยังสามารถสร้างกับดักอิเล็กตรอนที่เรียกว่า "ปะการังควอนตัม" (quantum corral) ทำให้เห็นภาพปฏิกิริยาตอบสนองของคลื่นอิเล็กตรอนและคุณสมบัติทางควอนตัมได้เป็นครั้งแรกโดยการวางอะตอมของธาตุเหล็ก 48 อะตอม เป็นรูปวงกลมบนแผ่นผิวโลหะของธาตุทองแดง
               อะตอมของธาตุเหล็ก 48 อะตอม

 

ตัวอักษร IBM ที่เล็กที่สุดในโลก  
หลักการและขั้นตอนในการใช้เครื่อง STM แบ่งเป็น 2 วิธีการหลักกล่าวคือ
               1. การสแกนภาพอะตอม (Atom Imaging Mode) วิธีนี้เป็นการใช้หัวเข็ม STM ที่แหลมมากในการสแกนไปบนพื้นผิวของโลหะที่มีอะตอมวางอยู่ การบังคับปลายเข็มทำได้โดยใช้ความ ต่างศักย์และกระแสไฟฟ้าในการกระตุ้นผลึกเซรามิกส์ที่ยึดติดกับหัวเข็มให้หดหรือคลายตัว โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถนำมาใช้ในการใส่ข้อมูลหรือตัวแปรที่ต้องการควบคุม ตัวอย่างเช่น พื้นที่ในการสแกน ค่าความต่างศักย์และกระแสไฟฟ้า เป็นต้น ในขณะการสแกน สัญญาณไฟฟ้าจะถูกนำมาสร้างเป็นภาพจำลองของพื้นผิวนั้นได้
               2. การเคลื่อนย้ายอะตอม (Atom Manipulation Mode) วิธีนี้จะใช้หัวเข็มในการหยิบอะตอมและเคลื่อนย้ายไปวาง ณ จุดที่ต้องการ การเคลื่อนย้ายอะตอมทำได้โดยโดยควบคุมความ ต่างศักย์และกระแสไฟฟ้าควบคุมปลายหัวเข็มของ STM นำไป "ผลัก" และเคลื่อนย้ายอะตอมไปวาง ณ จุดที่ต้องการแล้วจำลองหลักการการจัดเรียงอะตอม

               ปัจจัยที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเคลื่อนย้ายอะตอมมีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน ตัวอย่างเช่น ปลายหัวเข็มอุปกรณ์เครื่องมือที่ใช้ต้องมีความแหลมคมอย่างยิ่งยวด ผิวโลหะที่วางอะตอมต้องมีความสะอาดสูงปราศจากสิ่งปนเปื้อน เป็นต้น
               เมื่อไม่นานมานี้ทางทีมนักวิจัยของ ดร. ดอน ไอเกลอร์ที่ IBM Almaden Research Center ได้ร่วมมือกับนักวิจัยไทยจากศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ใช้นาโนเทคโนโลยีในการจัดเรียงตัวคาร์บอนมอน็อกไซด์ (CO) จำนวน 50 โมเลกุล เขียนลงบนผิวของโลหะทองแดง (Cu) เป็นพระภรมาภิไทยย่อ ภ.ป.ร. เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในฐานะที่เป็นพระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์โลกที่อักษรไทยได้ถูกจารึกไว้ในระดับอะตอม พระภรมาภิไทยย่อ ภ.ป.ร. นี้มีขนาดความยาว 14 นาโนเมตร และความสูง 7 นาโนเมตร ตัวอักษร "ภ" เขียนด้วยคาร์บอนมอน็อกไซด์ 17 โมเลกุล ตัวอักษร "ป" เขียนด้วยคาร์บอนมอน็อกไซด์ 18 โมเลกุล และ ตัวอักษร "ร" เขียนด้วยคาร์บอนมอน็อกไซด์ 15 โมเลกุล

 

 

 


 

 

 

 

 

 

ตารางธาตุ

 

 

STM ติดตามการเคลื่อนที่ของอะตอม


เกิร์ด บินนิก (Gerd Binnig)


โวลฟกัง พอล (Wolf Paul)


ฮันส์ เดเมลต์ (Hans Demelt)


อิเล็กตรอนในอะตอมของไฮโดรเจน


STM แสดงอะตอมเหล็กจำนวน 48 อะตอม


Spectrum ของแสง


เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด (Ernest Rutherford)


ภาพอันน่าสยองของแบคทีเรีย


จอร์จ ซไวก์ (George Zweig)


เมอร์เรย์ เกลล์มันน์ ( Murray Gell-Mann)


เออร์วิน ชเรอดิงเจอร์ (Erwin Schrodinger)


เจ้าชายหลุยส์ เดอบรอยล์ (Prince Louis de Broglie)


ขนาดของสิ่งของ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

สเกลของมวล

{mospagebreak}

หน้า 3

สเกลของระยะทางทั่วไป

{mospagebreak}

หน้า 4

สเกลของความเร็ว

{mospagebreak}

หน้า 5

ช่วงเวลา


การแก้สมการชเรอดิงเจอร์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


 

 

 

 

 

หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน
เทคโนโลยีสารสนเทศ
ช่วงชั้นที่ 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544
-------------------------------

สารบัญ


โดราเอมอน ตอน บุกดินแดนมหัศจรรย์

สารบัญ

  หน้า
ซ่า ซ่า.... 4
ดาวเทียมส่วนบุคคล 10
ได้กลิ่นอะไรเข้ามั้ง ? 20
โขลงช้างเต็มเลย 30
มุมแม่น้ำคองโก 40
ข้าวราดแกงกระหรี่ 50
ทาร์ซานสาว 60
ดูเปะโกะสิ 70
โฮโฮโฮ.. บาวังโก 80
เปโกะ  อย่าไปเองตัวเดียว 90
เรื่องเทพเจ้าอะไรเนี่ย ฉันไม่เชื่อหรอก 100
อะไรก็ไม่รู้  แต่อย่าเข้าใกล้ น่าจะดีกว่า 110
หมอบลง 120
ตึก ตึก ตึก... 130
รีบหนีไปจากที่นี่ 140
หมายความว่ายังไง 150
บ้าน่า.. จะเดินไปหาความตายรู้มั้ย ? 160
ไอ้พวกนั้นมันเป็นใครกัน 170
อะไรกันเนี่ย ? 180
อวสาน 189

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

.

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

{mospagebreak}

หน้า 174

{mospagebreak}

หน้า 175

{mospagebreak}

หน้า 176

{mospagebreak}

หน้า 177

{mospagebreak}

หน้า 178

{mospagebreak}

หน้า 179

{mospagebreak}

หน้า 180

{mospagebreak}

หน้า 181

{mospagebreak}

หน้า 182

{mospagebreak}

หน้า 183

{mospagebreak}

หน้า 184

{mospagebreak}

หน้า 185

{mospagebreak}

หน้า 186

{mospagebreak}

หน้า 187

{mospagebreak}

หน้า 188

{mospagebreak}

หน้า 189

 


โดราเอมอน ตอน ตะลุยปราสาทใต้สมุทร

สารบัญ

  หน้า
แย่แล้ว เรือนั่นถูกค้นพบเข้าแล้วหละ 2
บุ๋ง บุ๋ง ... 10
คาดว่าเป็นเรือในสมัยราว 450 ปีก่อน 20
ออกเดินทาง พรุ่งนี้เช้าตกลงมั้ย 30
ฉันชอบจัง 40
คอมพิวเตอร์ปุโรทั่ง 50
เช้าที่สดใส 60
ได้ยินอะไรมั้ย 70
ความลึกเท่ากับหอคอยโตเกียวต่อกัน 33 หอ 80
ปลาประหลาด 90
สวยราวกับความฝัน 100
ไม่ได้ถามนี่นา 110
ปลาหมึกแผ่หลาไปเลย 120
นี่หรือคนดี 130
ผิวนอกจะเปลี่ยนเป็นเหมือนพื้นดินเปี๊ยบ 140
มีเรื่องบ้าๆ แบบนี้ด้วยเหรอ? 150
เจ้าบ้าเอ๊ย ขืนโอ้เอ้ ฉันทุบจริงๆด้วย 160
สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าปีศาจ 170
หน้าตาน่าเกลียดชะมัด 180
นั่นคือปราสาทหินปีศาจ 191
อะไรกัน กำลังพูดอยู่กับใคร 200
อวสาน 207

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

.

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

{mospagebreak}

หน้า 174

{mospagebreak}

หน้า 175

{mospagebreak}

หน้า 176

{mospagebreak}

หน้า 177

{mospagebreak}

หน้า 178

{mospagebreak}

หน้า 179

{mospagebreak}

หน้า 180

{mospagebreak}

หน้า 181

{mospagebreak}

หน้า 182

{mospagebreak}

หน้า 183

{mospagebreak}

หน้า 184

{mospagebreak}

หน้า 185

{mospagebreak}

หน้า 186

{mospagebreak}

หน้า 187

{mospagebreak}

หน้า 188

{mospagebreak}

หน้า 189

{mospagebreak}

หน้า 190

{mospagebreak}

หน้า 191

{mospagebreak}

หน้า 192

{mospagebreak}

หน้า 193

{mospagebreak}

หน้า 194

{mospagebreak}

หน้า 195

{mospagebreak}

หน้า 196

{mospagebreak}

หน้า 197

{mospagebreak}

หน้า 198

{mospagebreak}

หน้า 199

{mospagebreak}

หน้า 200

{mospagebreak}

หน้า 201

{mospagebreak}

หน้า 202

{mospagebreak}

หน้า 203

{mospagebreak}

หน้า 204

{mospagebreak}

หน้า 205

{mospagebreak}

หน้า 206

{mospagebreak}

หน้า 207

 


โดราเอมอน ตอน กำเนิดประเทศญี่ปุ่น

สารบัญ

  หน้า
จ๋อม จ๋อม ... 4
เอะ อะ อะไรกันจ๊ะ 10
นายทำอะไรเนี่ย 20
ฮัดเช้ย 30
ขนาด โดราเอมอน ยังดูถูกฉันด้วย 40
นี่ก็หัวไชเท้า 50
เจ้าบ้าเอ๊ย แสบมากนะ 60
เยอะแยะขนาดนั้น 70
คนโบรานคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีวิญญาณสิงสถิตอยู่ 80
เออ จริงด้วย 90
ร่องรอยกองไฟ 100
เจอแล้ว 110
หญ้าที่ตัดแล้วจะทำยังไงหรือคะ 120
แล้วจะรีบกลับมา 130
ที่นั่นจะเป็นที่แบบไหน 140
เจอพายุหิมะหนักเข้าแล้ว 150
เดี๋ยวก่อนซิ 160
เปรี้ยง 170
เพดานถล่ม 180
อวสาน 189

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

.

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

{mospagebreak}

หน้า 174

{mospagebreak}

หน้า 175

{mospagebreak}

หน้า 176

{mospagebreak}

หน้า 177

{mospagebreak}

หน้า 178

{mospagebreak}

หน้า 179

{mospagebreak}

หน้า 180

{mospagebreak}

หน้า 181

{mospagebreak}

หน้า 182

{mospagebreak}

หน้า 183

{mospagebreak}

หน้า 184

{mospagebreak}

หน้า 185

{mospagebreak}

หน้า 186

{mospagebreak}

หน้า 187

{mospagebreak}

หน้า 188

{mospagebreak}

หน้า 189

{mospagebreak}

หน้า 190

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์