index 236

 

มีเซ็กส์ก่อนขึ้นสังเวียนดีหรือไม่

     การมีเซ็กส์ ก่อนที่จะทำการแข่งขันชกมวย จะทำให้การชกแย่ลงจริงหรือไม่ ตามตำนานเชื่อกันว่า ผู้หญิงจะทำให้ท่านเข่าอ่อนระทวย

     ผู้ทดสอบตำนานนี้ คือแชมป์โลกชกมวย สมัย  โดยทดลองกับภรรยา  1 คืนเต็มๆ     (เชิงวิทยาศาสตร์ครับท่าน)  เมื่อเสร็จภารกิจข้ามคืนแล้ว ก็มาชกมวยในวันรุ่งขึ้น เราจะได้เห็นการวัดพลังหมัด พลังงานของกล้ามเนื้อ  และอื่นๆอีกมากมาย  คลิกครับ


Blueberry Cream Cheese Pie

    ครั้งนี้ ขอนำเสนอการทำ Blueberry Cream cheese Pie ให้คุณๆได้ลองนำไปทำเป็นของว่างสำหรับครอบครัวหรือแม้แต่นำไปร่วม party กับเพื่อนๆ ก็เป็นเมนูที่น้อยคนจะปฏิเสธได้ลงคอค่ะ

      วิธีการทำนั้นแสนจะง่าย แต่ผลลัพธ์ออกมารับรองเลยล่ะค่ะว่า...อร่อยมากมาย ^^    คลิกครับ


เค๊กส้ม

คลิกครับ


ไก่ห่อใบเตย

คลิกครับ


การย้อมผ้า 

      เรื่องของการย้อมสีต้องขึ้นกับชนิดของผ้าด้วย เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าเลยอง ผ้ามัสลินหรือวิสโคส สามารถย้อมสีได้ทุกชนิด ผ้าไหมควรใช่สี vat และสี Reactive เนื่องจากส่วนผสมของสีทั้งสามไม่มีส่วนผสมของด่างอย่างแก่ เพราะด่างเป็นอันตรายต่อเส้นไหม ทำให้เส้นไหมเสื่อมคุณภาพ ใยไหมลดความเหนียวและความเป็นเงามันลงไปถ้าจำเป็นต้องใช้สีที่มีส่วนผสมของด่างมาย้อมสี เช่น โซดาไฟ ให้ลดปริมาณของด่างให้น้อยกว่าปกติที่ใช้กับการย้อมผ้าฝ้าย และเมื่อย้อมผ้าเสร็จแล้ว ให้รีบล้างผ้าในน้ำสะอาด  คลิกค่ะ


กาวแป้งเปียก

       สมัยก่อนกาวแป้งเปียกนิยมมาก เพราะยังไม่มีกาวขายมากมายจนเลือกไม่ถูกเหมือนปัจจุบันนี้ แต่ปัจจุบันยังคงมีกลุ่มอาชีพหนึ่งที่ยังคงใช้กาวแป้งเปียกนี้อยู่คือช่างตัดเย็บเสื้อผ้า ลองนำไปทำดูครับอาจได้ตลาดดีๆไม่มีใครแย่งก็ได้  คลิกค่ะ


การทำดอกไม้แห้งด้วยเตาไมโครเวฟ 

      คุณแม่บ้านหลายท่านคงมีเตาไมโครเวฟไว้ใช้กันแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ราคาเตาไมโครเวฟถูกลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อน แถมมีประโยชน์เหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบในตอนเช้า ความสะดวกในการประกอบอาหารและขนม แม้แต่ผมเองยังใช้ต้มน้ำร้อนสำหรับชงกาแฟดื่มทุกวัน วันละหลายครั้ง คราวนี้เราจะมาทำดอกไม้แห้งกันโดยใช้เตาไมโครเวฟที่เรามีอยู่แล้วเพื่อการตกแต่งหรือเพื่อเป็นอาชีพเสริมก็ได้ครับ

คลิกครับ


การทำสบู่

    เรื่องการทำสบู่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีจดหมายมาขอกันมากทีเดียว ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจจริงๆครับเพราะการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก สามารถทำให้เป็นรูปแบบต่างๆได้ตามต้องการ ใครเคยทำเทียนแฟนซีมาแล้วก็จะรู้สึกได้เลยว่าคล้ายๆกัน ปัจจุบันมีบางท่านทำออกมาในรูปลักษณ์ที่สวยงาม บางชนิดเวลาขายก็ยกออกมาเป็นแผ่นใหญ่ๆแล้วตัดแบ่งขายตามน้ำหนัก สบู่ก็มีสีและกลิ่นแปลกๆให้เลือกมากมาย บางแบบมีความสวยงามเหมาะที่จะใช้นำไปเป็นของขวัญหรือของฝาก อันนี้ก็แล้วแต่ฝีมือและไอเดียของแต่ละท่านในการปรุงแต่งรูปแบบต่างๆได้ตามความต้องการ ถ้ามีฝีมือเรื่องการหีบห่อ ก็ทำให้สบู่ที่ได้กลายเป็นสินค้ามีคุณค่ามีราคาขึ้นมาทีเดียว  คลิกครับ


เทียนขนมถ้วยฟู

    เทียนสวยๆเราก็เห็นกันมามากครับ เป็นสินค้าส่งออกที่ทางตะวันตกเขาชอบมาก ฝรั่งเขามีการใช้เทียนเนื่องในโอกาสต่างๆมากกว่าเรา เช่นการจัดงานวันเกิด งานเลี้ยง โดยเฉพาะการตกแต่งบ้านโดยใช้เทียนสวยๆนี่เขาชอบรูปแบบของเรามาก ผู้ส่งออกของเราผลิตส่งไปขายมานานพอสมควรแล้ว ทั้งนี้ตลาดเทียนคงต้องเน้นที่รูปแบบแปลกๆใหม่แต่มีจุดยืน เช่น ปัจจุบันก็จะเน้นเรื่องสุขภาพ สมุนไพร ออกแบบให้มีส่วนประกอบกับวัสดุอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น งานลวด ฯลฯ เทียนที่เราทำก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ทำเลียนแบบสิ่งที่มีอยู่ทั้งจากสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ผลไม้ต่างๆ วัสดุธรรมชาติ ที่เราจะทำจะทำขนมถ้วยฟูครับ ทำง่ายที่สุดใช้เวลาน้อยด้วย.  คลิกครับ


พิมพ์ยางซิลิโคน

พิมพ์ยางซิลิโคนมีประโยขน์อย่างไร
               กรณีที่เราต้องการทำชิ้นงานเมื่อเรามีพิมพ์แล้วก็สามารถทำชิ้นงานออกมาได้หลายๆชิ้นและมีรูปร่างเหมือนกัน ขนาดเท่ากัน ในอุตสาหกรรมการผลิตขนาดใหญ่ก็ได้ใช้หลักการเดียวกันนี้ในการทำต้นแบบเช่นกัน เช่น อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตัวถังไฟเบอร์ที่เราเห็น จุดเริ่มต้นการผลิตเมื่อได้แบบที่ต้องการแล้วก็ต้องทำออกมาเป็นพิมพ์ก่อนเพื่อที่จะสามารถผลิตออกมาได้อีกในปริมาณมากๆให้ทุกชิ้นเหมือนๆกัน เราจะมาเริ่มต้นที่แบบง่ายๆก่อนนะครับ เป็นพิมพ์หน้าเดียว ต้นแบบผมก็ซื้อมาเป็นหอยเชลล์ทำด้วยแก้ว ถ้าอ่านแล้วจะลองทำเองหาซื้อไม่ได้ก็ใช้อย่างอื่นก็ได้ครับ

คลิกค่ะ


การหล่อเรซิ่น


ข้อควรระวังในการทำงานเรซิ่น
               อันนี้สำคัญมากครับ เพราะไอระเหยของน้ำยาเรซิ่นทำร้ายเยื่อบุจมุก มีผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจ มีอันตรายต่อตา ผิวหนัง สรุปว่าอย่าให้น้ำยาเรซิ่นโดนตัวเราก็แล้วกัน ดมก็ไม่ได้ครับ มองได้อย่างเดียว ระหว่างการทำงานเรซิ่นจึงควรใส่ถุงมือ ผ้าปิดจมูก ต้องทำในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หรือทำนอกบ้านเลยยิ่งดีครับ และที่สำคัญมากๆอีกอย่าง เมื่อทำงานเรซิ่นเสร็จแล้วต้องเก็บวัสดุ งานต่างๆให้เรียบร้อยให้พ้นมือเด็ก ปลอดภัยไว้ก่อนครับ

คลิกค่ะ


เอล นิโญ

ภาพ:EI_Nino.jpg


         เอล นิโญ เป็นปรากฎการณ์การไหลย้อนกลับของผิวน้ำทะเลที่อุ่นในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ จากบริเวณเส้นศูนย์สูตรทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ไปยังบริเวณเส้นศูนย์สูตรของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและตามบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของ ทวีปอเมริกาใต้

ทำไมถึงเรียกว่า เอล นิโญ

ภาพ:Elnino_4.jpg


        เอล นิโญ เป็นคำภาษาสเปน (ภาษาอังกฤษออกเสียงเป็น "เอล นิโญ") แปลว่า "บุตรพระคริสต์" หรือ "พระเยซู"เป็นชื่อของกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศเปรูลงไปทางใต้ทุก ๆ 2-3 ปี โดยเริ่มประมาณช่วงเทศกาลคริสต์มาส กระแสน้ำอุ่นนี้จะไหลเข้าแทนที่กระแสน้ำเย็นที่อยู่ตามชายฝั่งเปรูนานประมาณ 2-3 เดือน และบางครั้งอาจจะยาวนานข้ามปีถัดไป เป็นคาบเวลาที่ไม่แน่นอน และมีผลทางระบบนิเวศและห่วงลูกโซ่อาหาร ปริมาณปลาน้อย นกกินปลาขาดอาหาร ชาวประมงขาดรายได้ รวมทั้งเกิดฝนตกและดินถล่มอย่างรุนแรงในประเทศเปรูและเอกวาดอร์

ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ

ภาพ:Elnino_3.jpg


        เอล นิโญ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "El Nino - Southern Oscillation" หรือเรียกอย่างสั้น ๆ ว่า "ENSO" หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้

เอล นิโญ คือ อะไร

ภาพ:Elnino_6.jpg


        เอล นิโญ เป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปกติทางธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิก ตะวันออกบริเวณเส้นศูนย์สูตร ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิ อากาศไปทั่วโลก ซึ่งเป็นผลต่อไปยังภาวะเศรษฐกิจและสังคมในหลายประเทศ รวมทั้งออสเตรเลีย อินโดนีเซีย อินเดีย ตะวันออกเฉียงใต้ของอัฟริกา อเมริกาใต้ อเมริกากลาง และ ตอนใต้ของยุโรป

        โดยปกติอากาศที่อยู่หนือกระแสน้ำอุ่นจะมีอุณหภูมิสูงกว่า และมีความชื้นมากกว่าอากาศที่อยู่ เหนือกระแสน้ำเย็น ลมสินค้าในมหาสมุทรแปซิฟิกจะพัดจากทวีปอเมริกาใต้มายังทวีปเอเซีย ลมนี้จะช่วยพัดพากระแสน้ำอุ่นในมหาสมุทรแปซิฟิกบริเวณเส้นศูนย์สูตรให้เคลื่อนที่จากฝั่ง ทวีปอเมริกาใต้ไปตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกโดยผ่านชายฝั่งทวีปออสเตรเลียและเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เกิดพายุฝนขึ้นในบริเวณดังกล่าว

        ส่วนทวีปอเมริกาใต้บริเวณเส้นศูนย์ สูตรจะแห้งแล้งไม่มีฝกตก เนื่องจากมีความชื้นน้อย แต่เมื่อเกิดความผิดปกติทางธรรมชาติ ขึ้นโดยกระแสน้ำอุ่นบริเวณเส้นศูนย์สูตรไหลย้อนกลับไปจากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก ไปตะวันออกและเข้าแทนที่กระแสน้ำเย็นทำให้น้ำในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกร้อนกว่าน้ำ ทางมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้อากาศเหนือกระแสน้ำเย็นมีอุณห ภูมิสูงขึ้นและมีความชื้นมากขึ้น ทำให้พื้นที่บริเวณทวีปอเมริกาใต้ซึ่งเคยแห้งแล้งกลับมีฝน ตกหนักเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง พายุนี้ก่อให้เกิดอากาศร้อนและมีความชื้นสูงแผ่ขึ้นเหนือท้อง ฟ้า และมีผลต่อระดับความสูงของกระแสลมยังผลให้อากาศทั่วโลกแปรปรวน

 เอล นิโญ ส่งผลกระทบอย่างไร

ผลกระทบในทางลบ


        1. ทำให้พื้นที่ที่เคยชุ่มชื้นเกิดภาวะแห้งแล้งและพื้นที่ที่เคยมีฝนตกน้อยกลับฝนตกหนัก เกิดภาวะน้ำท่วม

        พื้นที่เพาะปลูกในอินโดนีเซียที่เคยอุดมสมบูรณ์สามารถเพาะปลูกข้าวได้ผลดีกลับเกิดความ แห้งแล้ง เพาะปลูกข้าวไม่ได้ผล ทำให้ต้องสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศ โดยที่ปกติเกษตรกร ชาวอินโดนีเซียจะถางไร่เผาป่าหลังเก็บเกี่ยวแล้ว และรอให้ฝนซึ่งตกเป็นประจำในช่วงนั้น ช่วยดับไฟแต่เนื่องจากปีที่ผ่านมาอากาศแห้งแล้ง ฝนไม่ตกเพราะปรากฏการณ์ เอล นิโญ ทำ ให้เกิดไฟป่าลุกลามจนทำให้เกิดหมอกควันพิษปกคลุมไปทั่วภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้

        สำหรับประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน นอกจากหมอกควันพิษจากอินโดนิเซียที่ ส่งผลถึงสุขภาพแล้ว ยังพบว่าปรากฏการณ์ เอล นิโญ ฝนที่ตกในปี พ.ศ.2540 มีปริมาณ น้อยในทุกภาคโดยน้ำในเขื่อนบางเขื่อนมีปริมาณไม่มากนัก และจะส่งผลต่อเนื่องถึงฤดูแล้ง กลางปี พ.ศ.2541 ซึ่งทางราชการได้ประกาศเชิญชวนให้ประชาชนใช้น้ำกันอย่างประหยัด

        2. ทำให้อุณหภูมิของอากาศเปลี่ยนแปลง องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกได้กล่าวว่าปี พ.ศ.2540

        เป็นปีที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าที่เคยปรากฏมาระหว่างปี พ.ศ. 2504 - 2533 ถึง 0.44 องศาเซลเซียส และสาเหตุที่เกิดขึ้นก็เนื่อง จากเอล นิโญเป็นส่วนใหญ่

        จากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าอุณหภูมิของอากาศในประเทศไทยตั้งแต่พฤษภาคม 2540 ถึงมกราคม 2541 นั้นสูงกว่าปกติที่เคยเป็นมา และคาดว่าอุณหภูมิระหว่างมกราคม ถึงมิถุนายน 2541 ก็จะสูงกว่าปกติเช่นกัน

        อุณหภูมิของอากาศที่สูงขึ้นนี้มีผลต่อการแพร่พันธุ์ของจุลินทรีย์บางชนิด เช่น ประเทศ เคนยา ในช่วงเวลาที่มีปรากฏการณ์เอล นิโญ พบว่าประชาชนจำนวนมากเกิดอาการท้องร่วง อย่างรุนแรง เลือดออกตามรูทวารและตายภายใน 24 ชั่วโมง แพทย์สันนิษฐานว่าสิ่งที่ เกิดขึ้นนี้อาจเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ทางการแพทย์ไทยก็ได้เตือนให้ระมัดระวังการ ระบาดของโรคมาเลเรียซึ่งพบว่าในปี พ.ศ.2540 มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้สูงกว่าที่พบในปี พ.ศ.2539 ถึง 31 เปอร์เซนต์

        ในบางประเทศเช่นประเทศเคนยาผู้คนและสัตว์เลี้ยงล้มตายลงเนื่องจากอากาศร้อนจัด อย่างไรก็ตามในขณะที่บางประเทศมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น บางประเทศก็มีอุณหภูมิลดลงทำให้ อากาศหนาวจัดหิมะตกมาก

        3. ทำให้ระบบนิเวศเสียสมดุล เนื่องจากเอล นิโญ ทำให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรสูงขึ้น มีผลให้การเจริญเติบโตและปริมาณของไฟโตแพลงก์ตอนลดลง ปลาซึ่งกินไฟโตแพลงก์ ตอนเป็นอาหาร ต้องหาแหล่งอาหารใหม่และเนื่องจากอุณหภูมิสูงขึ้นด้วยจึงต้องอพยพขึ้น ไปทางเหนือ สัตว์ที่กินปลาเป็นอาหาร เช่น แมวน้ำ และสิงโตทะเลจึงขาดอาหารและมีอัตรา การตายเพิ่มขึ้น

ภาพ:Elnino_2.jpg

ผลกระทบในทางบวก

        1. ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้น

        เกษตรกรชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกของ ประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถเพาะปลูกข้าวสาลีและได้ผลผลิตเป็นจำนวนมาก และในประเทศเปรูเกษตรกรก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้ในบางพื้นที่เพิ่มขึ้น ทำให้ไม่ต้องสั่งซื้อข้าวจากต่างประเทศ

        เนื่องจากความผันผวนทางอากาศจากปรากฏการณ์ เอล นิโญ มีผลให้พืชเจริญเติบโตอย่าง รวดเร็วจึงช่วยให้ปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นแก๊สหนึ่งที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เรือนกระจกค่อยๆลดลง

        องค์การนาซาได้นำข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมเพื่อทำนายการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่สืบเนื่อง จากเอล นิโญ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิต มากที่สุด

         ปรากฏการณ์ เอล นิโญ ยังให้ผลดีกับชาวประมง เนื่องจากกระแสน้ำในมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ซูโอแพลงก์ตอนซึ่งเป็นอาหารของปลาซาลมอนเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ปลาซาลมอนมีปริมาณเพิ่มขึ้น ชาวประมงแถบอ่าวอะลาสกาสามารถ จับปลาชนิดนี้ได้เป็นจำนวนมาก ชาวประมงแถบซานฟรานซิสโกสามารถจับปลาทูน่าได้ง่าย เป็นจำนวนมากโดยไม่ต้องออกเรือไปห่างฝั่งซานฟรานซิสโกมากเหมือนแต่ก่อน

        สำหรับประเทศไทยก็ได้รับผลดีบ้างเช่นกัน เนื่องจากปลาและสัตว์น้ำที่อาศัยชุกชุมในบริ เวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบอเมริกาใต้จะอพยพหนีความผันผวนของกระแสน้ำมายังแถบ เอเซีย ทำให้ปลาในทะเลไทยชุกชุมมากขึ้น ชาวประมงก็จะมีรายได้มากขึ้นจากการจับปลา และสัตว์น้ำ

        2. ทำให้ธุรกิจบางชนิดได้รายได้ดี

        เช่น เจ้าของรีสอร์ทสำหรับผู้มาเล่นสกีมีรายได้เพิ่มขึ้น มากเนื่องจากหิมะตกเป็นจำนวนมาก ทำให้นักสกีเดินทางมาเล่นสกีที่นั้น ๆ เป็นจำนวนมากนอกจากนี้ เอล นิโญ ยังทำให้คลื่นในมหาสมุทรมีขนาดใหญ่ เหมาะแก่การเล่นกระดานโต้คลื่นอีกด้วย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)

เว็บไซต์โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย

 


ก๊าซธรรมชาติ

ก๊าซธรรมชาติ คือ ส่วนผสมของก๊าซไฮโดรคาร์บอน และสิ่งเจือปนต่างๆในสภาวะก๊าซ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่พบในธรรมชาติ ได้แก่ มีเทน อีเทน โพรเพน บิวเทน เพนเทน เป็นต้น สิ่งเจือปนอื่นๆที่พบในก๊าซธรรมชาติ ได้แก่ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนไดซัลไฟด์ ฮีเลียม ไนโตรเจนและไอน้ำ เป็นต้น การที่ก๊าซธรรมชาติได้ชื่อว่าเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนเนื่องจากเป็นสารที่มีส่วนประกอบของอะตอม 2 ชนิด คือ ไฮโดรเจน (H) กับ คาร์บอน (C) รวมตัวกันในสัดส่วนของอะตอมที่ต่างๆกัน โดยเริ่มตั้งแต่สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอันดับแรกที่มีคาร์บอนเพียง 1 อะตอม กับ ไฮโดรเจน 4 อะตอม มีชื่อเรียกโดยเฉพาะว่า "ก๊าซมีเทน"

ก๊าซธรรมชาติ ที่ได้จากแต่ละแหล่งอาจประกอบด้วยก๊าซมีเทนล้วนๆ หรืออาจจะมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นๆปนอยู่บ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของแหล่งธรรมชาติ แต่ละแห่งเป็นสำคัญ แต่โดยทั่วไปแล้ว ก๊าซธรรมชาติจะประกอบด้วยก๊าซมีเทนตั้งแต่ 70 เปอร์เซนต์ขึ้นไป และมีก๊าซไฮโดรคาร์บอนชนิดอื่นปนอยู่บ้าง ก๊าซธรรมชาติที่ประกอบด้วยมีเทนและอีเทนเกือบทั้งหมด เรียกว่า “ก๊าซแห้ง (dry gas)” แต่ถ้าก๊าซธรรมชาติใดมีพวก โพรเพน บิวเทน และพวกไฮโดรคาร์บอนเหลว หรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ เช่น เพนเทน เฮกเทน ฯลฯ ปนอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างสูง เรียกก๊าซธรรมชาตินี้ว่า “ก๊าซชื้น (wet gas)”


ก๊าซธรรมชาติ ที่ประกอบด้วยมีเทนหรืออีเทน หรือที่เรียกว่าก๊าซแห้งนั้น จะมีสถานะเป็นก๊าซที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ ดังนั้น การขนส่งจึงจำเป็นต้องวางท่อส่งก๊าซ ส่วนก๊าซชื้นที่มีโพรเพนและบิวเทน ซึ่งทั่วไปมีปนอยู่ประมาณ 4 – 8 เปอร์เซ็นต์ จะมีสถานะเป็นก๊าซ ที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เช่นกัน เราสามารถแยกโพรเพน และบิวเทน ออกจากก๊าซธรรมชาติได้ แล้วบรรจุลงในถังก๊าซ เรียกก๊าซนี้ว่า ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas หรือ LPG ซึ่งก็คือ ก๊าซหุงต้มที่เราใช้กันในครัวที่บ้านนั่นเอง)


ส่วนก๊าซธรรมชาติเหลวหรือก๊าซโซลีนธรรมชาติ ซึ่งเรียกกันว่า "คอนเดนเซท" (Condensate) คือ พวกไฮโดรคาร์บอนเหลว ได้แก่ เพนเทน เฮกเซน เฮปเทน และอ๊อกเทน ซึ่งมีสภาพเป็นของเหลว เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อ บนแท่นผลิต สามารถแยกออกจากก๊าซธรรมชาติ ได้บนแท่นผลิต การขนส่งอาจลำเลียงทางเรือหรือส่งไปตามท่อได้






องค์ประกอบของก๊าซธรรมชาติ

(ส่วนประกอบที่ไม่ใช่ ไฮโดรคาร์บอน เช่น น้ำ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

อยู่ด้านล่างของภาพ)


ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร

ก๊าซธรรมชาติเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากการสะสมและทับถมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปี ระหว่างนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติซึ่งมีสาเหตุมาจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก จนซากสัตว์และซากพืชหรือฟอสซิลนั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด เราจึงเรียกเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ว่า เชื้อเพลิงฟอสซิล



x


ในทางวิทยาศาสตร์ เรารู้กันดีว่า ต้นพืชและสัตว์ รวมทั้งคน ประกอบด้วยเซลล์เล็กๆ มากมาย เซลล์เหล่านี้ประกอบด้วยธาตุไฮโดรเจนและธาตุคาร์บอนเป็นหลัก เวลาซากสัตว์และซากพืชทับถม และเปลี่ยนรูปเป็นน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหิน พวกนี้จึงมีองค์ประกอบ ของสารไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนใหญ่ และเมื่อนำไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้มาเผา จะให้พลังงานออกมาแบบเดียวกับที่เราเผาฟืน เพียงแต่เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ให้ความร้อนมากกว่า 

ขอขอบคุณข้อมูลจากวิชาการ.คอม  http://www.vcharkarn.com/varticle/322


โดยปกติก๊าซธรรมชาติจะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีพิษ ซึ่งเราสามารถนำก๊าซธรรมชาติ มาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่อเอาก๊าซธรรมชาติมาเผา จะเผาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีก๊าซพิษออกมานัก จึงถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นก๊าซธรรมชาติจึงได้ชื่อว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้รถประจำทางของขสมก. ได้เอาก๊าซนี้มาใช้ และโฆษณาว่าเป็นรถปลอดมลพิษ



รถ NGV ที่เห็นวิ่งอยู่ในบ้านเรา


แหล่งกำเนิดก๊าซธรรมชาติ ในประเทศไทยมี 2 แหล่งด้วยกัน คือ

  • ในทะเล (มีปริมาณมาก) ได้แก่ บริเวณอ่าวไทย (ผู้ผลิต : UNOCAL, TOTAL, THAIPO)
  • บนบก (มีปริมาณน้อย) ได้แก่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น (ผู้ผลิต : ESSO)


การใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ


ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ก๊าซธรรมชาติ มีก๊าซหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกันไป คือ ก๊าซมีเทน อีเทน โพรเพน และบิวเทน


ก๊าซพวกนี้เป็นสารไฮโดรคาร์บอนทั้งสิ้น เมื่อจะเอามาใช้ต้องแยกก๊าซออกจากกันและกันเสียก่อน จึงจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงแยก/แปรสภาพก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งด้วยกันคือ

- โรงแยกก๊าซธรรมชาติของการปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง

- โรงแยกก๊าซธรรมชาติของการปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช


กระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม และให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด จะแตกต่าง จากกระบวนการกลั่นน้ำมัน ที่เริ่มต้นการกลั่น ด้วยการแยกองค์ประกอบน้ำมัน ส่วนที่เบาที่สุด ออกมาก่อน ขณะที่การแยกก๊าซธรรมชาตินั้น สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ส่วนที่หนักที่สุด จะถูกแยกออกเป็นลำดับแรก ผลิตภัณฑ์ที่ได ้จากโรงแยกแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ สามารถจำแนกตามลักษณะ ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่แยกออก และนำไปใช้ประโยชน์ต่อกระบวนการผลิตอื่น ๆ ดังนี้


1. ก๊าซมีเทน (C1) : ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม และนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูง เรียกว่าก๊าซธรรมชาติอัด สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ รู้จักกันในชื่อว่า “ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์” (Natural Gas for Vehicles : NGV)


2. ก๊าซอีเทน (C2) : ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น สามารถนำไปใช้ผลิตเม็ดพลาสติก เส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้แปรรูปต่อไป


3. ก๊าซโพรเพน (C3) และก๊าซบิวเทน (C4) : ก๊าซโพรเพนใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นได้เช่นเดียวกัน และหากนำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนมาผสมกัน อัดใส่ถังเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG) หรือที่เรียกว่าก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ และใช้ในการเชื่อมโลหะได้รวมทั้งยังนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย  โอ้โฮ! มีประโยชน์มากจริงเลยน่ะ


4. ไฮโดรคาร์บอนเหลว (Heavier Hydrocarbon): อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิต สามารถแยกจากไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซบนแท่นผลิต เรียกว่า คอนเดนเสท (Condensate) สามารถลำเลียงขนส่งโดยทางเรือหรือทางท่อ นำไปกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปต่อไป


5. ก๊าซโซลีนธรรมชาติ : แม้ว่าจะมีการแยกคอนเดนเสทออกเมื่อทำการผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิตแล้ว แต่ก็ยังมีไฮโดรคาร์บอนเหลวบางส่วนหลุดไปกับไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ เมื่อผ่านกระบวนการแยกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแล้ว ไฮโดรคาร์บอนเหลวนี้ก็จะถูกแยกออก เรียกว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ หรือ NGL (natural gasoline) และส่งเข้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปได้เช่นเดียวกับคอนเดนเสท และยังเป็นตัวทำละลาย ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน


6. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : เมื่อผ่านกระบวนการแยกแล้ว จะถูกนำไปทำให้อยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่า น้ำแข็งแห้ง นำไปใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหาร อุตสาหกรรมน้ำอัดลมและเบียร์ ใช้ในการถนอมอาหารระหว่างการขนส่ง นำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำฝนเทียม และนำไปใช้สร้างควันในอุตสาหกรรมบันเทิง อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต หรือการถ่ายทำภาพยนต์ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้วัยรุ่นคุ้นเคยเป็นอย่างดีล่ะซิ


ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีแหล่งก๊าซของตัวเอง เมื่อแยกก๊าซอื่น ๆ ออกไปแล้วก็จะนำส่วนที่มีปริมาณก๊าซ มีเทนมากนี้มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ เดิมเรียก ก๊าซธรรมชาติอัด (Compressed Natural Gas “CNG”) แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น ก๊าซธรรมชาติสำหรับ ยานพาหนะ หรือ Natural Gas For Vehicles “NGV” หรือที่เรียกกันว่า เอ็นจีวี) ซึ่งสำหรับในประเทศไทยของเราก็ได้มีมาตรการส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดในยานพาหนะ โดยมีการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการทดลองการดัดแปลงเครื่องยนต์เพื่อใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง รายละเอียดของการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้สำหรับยานพาหนะของเราจะเป็นเช่นไร มีผลดี – ผลเสียอย่างไรนั้น...ต้องติดตามต่อไปนะค่ะ


ก๊าซธรรมชาติในสถานะต่างๆที่ควรรู้จัก

1. Pipe Natural Gas หรือก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งโดยทางท่อ เรียกชื่อทางการตลาดว่า Sale Gas คือ ก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ ถูกขนส่งด้วยระบบท่อเพื่อส่งให้กับผู้ใช้ที่เป็นลูกค้า นำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือในโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ผลิตไฟฟ้า


2. NGV หรือ Natural Gas for Vehicles คือ รูปแบบของการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน เมื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติมาทางท่อ จะส่งเข้าสถานีบริการ และเครื่องเพิ่มความดันก๊าซ ณ สถานีบริการจะรับก๊าซธรรมชาติที่มีความดันต่ำจากระบบท่อมาอัดเพิ่มความดันประมาณ 3,000-3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จากนั้น ก็จะสามารถเติมใส่ถังเก็บก๊าซฯ ของรถยนต์ต่อไป

(บางท่านอาจจะสงสัยว่า 3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเนี่ยมันมีแรงดันมากแค่ไหนกันน่ะ จริงๆ แล้วเป็นแรงดันที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว คิดแล้วเท่ากับ 240 เท่าของความดันบรรยากาศ หรือ ลองคิดว่ามีของหนักถึงประมาณ 38,730 กิโลกรัมอยู่บนฝ่ามือข้างเดียวของท่านดูซิ ฮึม หนักมากๆ เลยล่ะ)


3. LNG หรือ Liquefied Natural Gas ในการขนส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตไปยังบริเวณที่ใช้ ปกติจะขนส่งโดยระบบท่อ แต่ในกรณี ที่ระยะทาง ระหว่างแหล่งผลิตกับบริเวณที่ใช้ มีระยะทางไกลเกินกว่า 2,000 กิโลเมตร การวางท่อส่งก๊าซฯ จะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงมีการขนส่งด้วยเรือที่ถูกออกแบบไว้เฉพาะ โดยการทำก๊าซธรรมชาติ ให้กลายสภาพเป็นของเหลว เพื่อให้ปริมาตรลดลงประมาณ 600 เท่า โดยทั่วไปจะมีอุณหภูมิ -160 องศาเซลเซียส (ต่ำกว่าอุณหภูมิที่ขั้วโลกเสียอีกนะค่ะ จากสถิติอุณหภูมิต่ำสุดของโลก คือ ที่ วอสตอก ทวีปแอนตาร์กติก อุณหภูมิอยู่ในระดับ -89.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่วัดในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2526) ซึ่งการขนส่งก๊าซในรูปของ LNG นี้ จะประหยัดค่าใช้จ่าย มากกว่าการขนส่งด้วยระบบท่อ


Natural Gas for Vehicles (NGV) คือ ก๊าซธรรมชาติที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ โดยก๊าซ NGV นี้ มีส่วนประกอบหลักคือ ก๊าซมีเทนที่มีคุณสมบัติเบากว่าอากาศ ส่วนใหญ่จะมีการใช้ อยู่ในสภาพเป็นก๊าซที่ถูกอัดจนมีความดันสูง (ประมาณ 3,000-3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) เก็บไว้ในถัง ที่มีความแข็งแรงทนทานสูงเป็นพิเศษ เช่น เหล็กกล้า บางครั้งเรียกก๊าซนี้ว่า CNG (ซี เอ็น จี) ซึ่งย่อมาจาก Compressed Natural Gas หรือก๊าซธรรมชาติอัด การใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ มีข้อดีคือ เกิดการเผาไหม้สมบูรณ์ให้มลพิษต่ำ โดยเฉพาะปริมาณฝุ่นละออง (Particulate) และควันดำ ดังนั้นเมื่อคำนึง ถึงปัญหาสภาวะที่อุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น และปัญหามลพิษ รวมถึงสภาวะราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติกาล นานาประเทศ ก็มุ่งไปสู่การลดปัญหา โดยส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีการใช้ยานยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยประเทศที่มีการใช้ยานยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว
ก็มีแนวโน้มที่จะขยายการใช้มากขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกาออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลี เป็นต้น ส่วนประเทศที่ยังไม่เริ่มใช้ รัฐบาลก็กำลังส่งเสริมให้มีการใช้ในอนาคต ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย


ตารางข้างล่างนี้แสดงสถิติล่าสุดของข้อมูลจำนวนรถก๊าซ NGV

และสถานีเติมก๊าซในประเทศต่างๆ ของ The International Association for Natural Gas Vehicles (IANGV)

Country

จำนวนรถก๊าซ NGV

จำนวนสถานีเติมก๊าซ

Last Updated

Argentina

1,439,527

1,402

Apr 05

Brazil

1,018,163

1158

Oct 05

Pakistan

850,000

828

Dec 05

Italy

382,000

509

May 05

India

204,000

198

Apr 04

USA

130,000

1,340

Dec 04

China

97,200

355

Jan 05

Ukraine

67,000

147

May 05

Egypt

62,513

94

Oct 05

Colombia

60,000

90

May 05

Iran

48,029

72

Aug 05

Bangladesh

44,534

106

Nov 05

Venezuela

44,146

149

Apr 04

Russia

41,780

213

May 05

Bolivia

38,855

63

Sep 05

Armenia

38,100

60

Feb 05

Germany

27,200

558

Apr 05

Japan

25,000

289

Sep 05

Canada

20,505

222

Sep 03

Malaysia

14,900

39

May 05

Tajikistan

10,600

53

May 05

Ireland

9,780

10

Jul 04

Thailand

9,000

44

Dec 05

France

7,400

105

Jan 05

Sweden

6,709

86

Nov 05

Indonesia

6,600

17

Jul 05

Korea

6,487

170

Feb 05

Bielorussia

5,500

24

May 05

Chile

5,500

12

May 05

Moldova

4,500

8

May 05

Bulgaria

4,177

9

May 05

Trinidad & Tobago

4,000

13

Apr 05

Myanmar (Burma)

4,343

14

Nov 05

Mexico

3,037

6

Mar 04

Switzerland

1,346

56

Jul 05

Australia

895

12

Aug 01

Great Britain

875

34

Jul 03

Spain

797

28

Jan 05

Poland

771

28

Apr 05

United Kingdom

543

31

Nov 04

Austria

500

68

May 05

New Zealand

471

12

Jun 04

Turkey

400

5

Aug 04

Czech Republic

390

16

May 05

Netherlands

348

8

Jun 04

Latvia

310

4

Oct 04

Belgium

300

5

Aug 04

Slovakia

250

7

Sep 04

Portugal

242

5

Jan 05

Hungary

202

13

Feb 05

Norway

147

4

Apr 05

Algeria

125

3

Oct 04

Croatia

100

1

May 05

Serbia & Montenergro

92

2

Dec 04

Finland

84

3

Mar 05

Yugoslavia

81

1

Jul 03

Nigeria

60

2

May 05

Iceland

45

1

May 05

Cuba

45

1

Feb 01

Greece

40

 

May 03

United Arab Emirates

35

 

Dec 05

Macedonia

32

1

Jan 05

Luxembourg

32

3

Jul 04

Liechtenstein

26

1

Sep 04

South Africa

22

1

Jan 00

Uraguay

20

 

Dec 01

Philippines

12

1

Jul 04

Singapore

7

1

May 05

Denmark

5

1

Feb 00

Taiwan

4

1

Apr 05

North Korea

4

1

Aug 00

Bosnia and Herzegovina

1

 

Apr 05

 

 

 

 

TOTALS

4,750,744

8,824

 




การนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์มีมากว่า 80 ปีแล้ว โดยประเทศ อิตาลีเป็นประเทศแรก ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์ใช้ก๊าซกว่า 300,000 คัน และต่อมาความนิยมใช้ก๊าซ NGV ก็มีแพร่หลายมากขึ้นทั้งในทวีปอเมริกาใต้ (เช่นประเทศอาร์เจนติน่า มีกว่า 1,400,000 คัน ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 ในตาราง) ในทวีปอเมริกาเหนือ (สหรัฐอเมริกากว่า 130,000 คัน, แคนาดา 20,000 คัน) และในทวีปเอเชีย (มีในประเทศจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, อินเดีย และปากีสถาน) รวมถึงทวีปอัฟริกา เช่น อียิปต์ (มีประมาณ 62,000 คัน)

ซึ่งในปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติกว่า 4.7 ล้านคัน สำหรับประเทศไทยของเรามีการส่งเสริมอย่างจริงจังมากๆ  ตอนนี้เราอยู่ในอันดับที่ 23


รู้จัก NGV

     NGV หรือ Natural Gas Vehicles คือ ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ เกิดขึ้นจากการนำก๊าซธรรมชาติ (ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน) มาอัดจนมีความดันสูง ประมาณ 3,000 ปอนด์/ตารางนิ้ว (เป็นแรงดันที่ค่อนข้างสูงมากเท่ากับ 240 เท่าของความดันบรรยากาศ) แล้วนำไปเก็บไว้ในถัง ที่มีความแข็งแรงทนทานสูงเป็นพิเศษ เช่น เหล็กกล้า เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงใช้ทดแทนน้ำมันเบนซิลหรือดีเซลในรถยนต์ประเภทต่างๆ ซึ่งสากลเรียกว่า Compressed Natural Gas (CNG) หรือ ก๊าซธรรมชาติอัด

จุดกำเนิด NGV


ยานยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติได้มีการพัฒนาขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2403 โดยชาวฝรั่งเศสชื่อ Jean Etienne Lenoir แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้รับความนิยม จนกระทั่งมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วงเกิดวิกฤตการณ์น้ำมันใน ปี ค.ศ. 1973 ซึ่งราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นสูงส่งผลให้มีการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันในรถยนต์มากขึ้น นานาประเทศก็มุ่งไปสู่การลดปัญหา โดยส่งเสริมและสนับสนุน ให้มีการใช้ยานยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โดยประเทศที่มีการใช้ยานยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติอยู่แล้ว ก็มีแนวโน้มที่จะขยายการใช้มากขึ้น ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เกาหลี เป็นต้น ส่วนประเทศที่ยังไม่เริ่มใช้ รัฐบาลก็กำลังส่งเสริมให้มีการใช้ในอนาคต ได้แก่ ฮ่องกง สิงคโปร์ รวมทั้งประเทศไทยของเราด้วย

     การนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์มีมากว่า 80 ปีแล้ว โดยประเทศ อิตาลีเป็นประเทศแรก ซึ่งปัจจุบันมีรถยนต์ใช้ก๊าซกว่า 300,000 คัน และต่อมาความนิยมใช้ก๊าซ NGV ก็มีแพร่หลายมากขึ้นทั้งในทวีปอเมริกาใต้ เช่นประเทศอาร์เจนติน่า จำนวนรถยนต์ที่ใช้ NGV มีทั้งหมด 1,400,000 คัน ซึ่งถือเป็นอันดับที่ 1 ในโลก ในทวีปอเมริกาเหนือ สหรัฐอเมริกามียานยนต์ให้ก๊าซ NGV กว่า 130,000 คัน, ประเทศแคนาดา จำนวน 20,000 คัน และในทวีปเอเชีย มีในประเทศจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, ไต้หวัน, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, อินเดีย และปากีสถาน รวมถึงทวีปอัฟริกา เช่น อียิปต์ มียานยนต์ให้ NGV ประมาณ 62,000 คัน ซึ่งในปัจจุบันทั่วโลกมีรถยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติกว่า 4.7 ล้านคัน

คุณสมบัติพิเศษของก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV)

1.สะอาด เนื่องจาก NGV มีสัดส่วนของคาร์บอนน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และมีคุณสมบัติเป็นก๊าซทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์มากกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกจากเครื่องยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติมีปริมาณต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น NGV จึงนับเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ไม่ก่อให้เกิดควันดำหรือสารพิษ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน จึงสามารถลดปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการศึกษาพบว่าเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจะมีระดับการปล่อยสารพิษที่ต่ำ สามารถลดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ถึงร้อยละ 50-80 ลดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ร้อยละ 60-90, ลดก๊าซไฮโดรคาร์บอนได้ร้อยละ 60-80 และไม่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองหรือเขม่าจากท่อไอเสีย (ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า Green House Effect )

2.ปลอดภัย
ก๊าซ NGV นับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด เพราะก๊าซ NGV เบากว่าอากาศ ในขณะที่ก๊าซหุงต้มและน้ำมันเบนซินหรือดีเซลหนักกว่าอากาศ ดังนั้น เมื่อเกิดรั่วไหล ก๊าซ NGV จะไม่สะสมอยู่บนพื้นดินจนเกิดการลุกไหม้เหมือนเชื้อเพลิงอื่นๆ

นอกจากนี้ อุณหภูมิที่ก๊าซ NGV จะลุกติดไฟในอากาศเองได้ (เมื่อมีความเข้มข้นของเชื้อเพลิงพอ) สูงถึง 650 องศาเซลเซียส ในขณะที่ก๊าซหุงต้มจะติดไฟได้เองที่ 481 องศาเซลเซียส น้ำมันเบนซินที่ 275 องศาเซลเซียส และน้ำมันดีเซลที่ 250 องศาเซลเซียส ส่วนความเข้มข้นขั้นต่ำสุดที่จะลุกติดไฟได้เองของก๊าซ NGV จะต้องมีปริมาณสะสมถึง 5% ในขณะที่ก๊าซหุงต้มจะอยู่ที่ 2.0% จากคุณสมบัติข้างต้นก๊าซ NGV จึงมีโอกาสเกิดการลุกไหม้ได้ยากกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ นอกจากนี้ หากมีการรั่วไหลจะเกิดเสียงดังเนื่องจากมีความดันสูงจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยได้อย่างดี

ก่อนเป็น NGV คือก๊าซธรรมชาติ

รู้จัก “ก๊าซธรรมชาติ”

ก๊าซธรรมชาต เป็นเชื้อเพลิงฟอสซิล เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยเกิดจากการทับถมสะสมของซากสิ่งมีชีวิตตามชั้นหิน ดิน และในทะเลหลายร้อยล้านปี ซึ่งความร้อนและความกดดันของ ผิวโลก ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง จนซากสัตว์และซากพืชเหล่านั้นกลายเป็นน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน ซึ่งเรานำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด โดยทั่วไปก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตจะประกอบด้วยสารไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด ได้แก่ มีเทน โปรเพน บิวเทน เฮกเซน และก๊าซอื่นๆ อาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์

คุณสมบัติของก๊าซธรรมชาติไม่มีสี ไม่มีกลิ่นและพิษ ในสถานะปกติมีสภาพเป็นก๊าซ หรือไอที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ โดยมีค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าอากาศ จึงเบากว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วไหลจะฟุ้งกระจายไปตามบรรยากาศอย่างรวดเร็ว จึงไม่มีการสะสมลุกไหม้บนพื้นราบ และเมื่อเผาไหม้จะเป็นเชื้อเพลิงสะอาดและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมันและถ่านหิน จัดว่าเป็นพลังงานที่ปลอดภัยสูงสุดผลิตภัณฑ์หนึ่งในปัจจุบัน นานาอารยะประเทศชาติจึงนิยมใช้งานแพร่หลายมาเป็นเวลานานหลายศตวรรษ

     ก๊าซธรรมชาตค้นพบได้ในแอ่งใต้พื้นดิน บนบกหรือในทะเล หรืออาจพบร่วมกับน้ำมันดิบ หรือ คอนเดนเสท (ผลิตภัณฑ์ของเหลวไฮโดรคาร์บอนที่กลั่นตัวจากก๊าซธรรมชาติ) โดยคาดว่าจะเป็นแหล่งพลังงานหลัก ที่จะนำมาใช้ได้อีกประมาณ 65 ปีข้างหน้า ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วทั่วโลกเมื่อปี พ.ศ. 2548 มีปริมาณ 6,348 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยพบมากที่สุด ในรัสเซีย มีปริมาณ 1,688 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รองลงมาคืออิหร่าน 944 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต และกาตาร์ 910 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต
 

ก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย

ประเทศไทยได้มีการสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 2 แหล่ง คือ ในทะเลบริเวณอ่าวไทย และบนบก อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งนำขึ้นมาใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2524 โดยการนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า และในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อทดแทนการใช้ถ่านหินและน้ำมันเตาซึ่งมีราคาสูงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งแต่ละปีมีมูลค่ามหาศาล และขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันตลาดโลกซึ่งเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน

การนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยขึ้นมาใช้ จึงเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการพึ่งพาพลังงานที่มีอยู่ภายในประเทศของเราเองอย่างเป็นรูปธรรม และเนื่องด้วยก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด คุณภาพดีและราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ทำให้ปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของไทยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ผู้รับสัมปทานสำรวจและผลิตก๊าซจึงได้เสาะแสวงหาแหล่งก๊าซใหม่ๆ เพื่อนำก๊าซจากแหล่งที่มีอยู่ขึ้นมาใช้ให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ได้พยายามนำก๊าซธรรมชาติมาใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด นอกเหนือจากการนำไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมและยานพาหนะ โดยให้การสนับสนุนพิเศษในการนำก๊าซธรรมชาติ มาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ หรือที่เราเรียกว่า NGV นั่นเอง

ปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศไทย

ในปี พ.ศ. 2548 ปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติของไทยมีอยู่ประมาณ 11 – 32 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต หากไม่ค้นพบแหล่งก๊าซใหม่เพิ่มเลย ด้วยอัตราการใช้ก๊าซธรรมชาติในปัจจุบัน ประเทศไทยจะยังมีก๊าซธรรมชาติเหลือเพียงพอใช้อีก 13 – 38 ปี


1. เครื่องยนต์ที่ใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว (Dedicated NGV)

เป็นเครื่องยนต์ที่ออกแบบให้ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงโดยเฉพาะ โดยมีระบบเผาไหม้เชื้อเพลิง แบบที่ต้องใช้หัวเทียนในการจุดระเบิด จะมีทั้งรถที่ผลิตออกมาจากโรงงานรถยนต์โดยตรง (OEM) และที่ทำการดัดแปลงเครื่องยนต์ภายหลัง

ข้อดี :    ส่วนใหญ่ออกแบบมาจากโรงงาน มีประสิทธิภาพ/สมรรถนะดี และ มีคุณภาพไอเสียดี

ข้อเสีย : ราคาสูงและไม่มีความยืดหยุ่นในการใช้เชื้อเพลิง


2. เครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงได้สองประเภท ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีที่สำคัญ ได้แก่

- เครื่องยนต์ระบบเชื้อเพลิงสองระบบ (Bi-Fuel) เป็นเครื่องยนต์เบนซินที่ติดตั้งอุปกรณ์ใช้ก๊าซธรรมชาติ ถังก๊าซ เพิ่มเติมสามารถเลือกใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งน้ำมันเบนซิน และ ก๊าซธรรมชาติ

- เครื่องยนต์ระบบเชื้อเพลิงร่วม (Diesel Dual Fuel) เป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้งอุปกรณ์ใช้ก๊าซฯและถังก๊าซ เช่นเดียวกับระบบเชื้อเพลิงสองระบบ (Bi-Fuel) ซึ่งต้องใช้น้ำมันดีเซลร่วมกับก๊าซธรรมชาติ โดยใช้น้ำมันดีเซลเป็นตัวจุดระเบิดนำร่อง

ข้อดี :      มีความยืดหยุ่นในการใช้เชื้อเพลิง และราคาติดตั้งอุปกรณ์ใช้ก๊าซธรรมชาติ ถูกกว่าการซื้อรถ NGV ใหม่

ข้อเสีย : ไม่สามารถปรับเครื่องยนต์ให้เหมาะสมกับ NGV ได้อย่างสมบูรณ์


ภาพแสดงรถยนต์ใช้ NGV ระบบเชื้อเพลิงทวิ


 สำหรับประเทศไทยของเรานั้น โดยการนำของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ได้มีการจัดทำแผนการขยายการใช้ก๊าซธรรมชาติในยานยนต์ต่างๆ โดยในระยะแรก เป็นการดำเนินการดัดแปลงเครื่องยนต์ดีเซลเป็นระบบเชื้อเพลิงร่วม (Dual-fuel System) ซึ่งใช้ได้ทั้งน้ำมันดีเซล และก๊าซธรรมชาติ  ต่อมาได้ดัดแปลงเครื่องยนต์เบนซินเป็นระบบเชื้อเพลิงสองชนิด หรือ ระบบเชื้อเพลิงทวิ (Bi–fuel System) ซึ่งเป็นระบบที่สามารถเลือกใช้น้ำมันเบนซิน หรือใช้ NGV เป็นเชื้อเพลิงได้ โดยเพียงแต่ปรับสวิตช์เลือกใช้เชื้อเพลิงเท่านั้น ระบบนี้มีทั้งผลิตจากโรงงานโดยตรง หรือนำรถยนต์เบนซินเดิมมาติดตั้งอุปกรณ์ใช้ NGV เพิ่มเติม ซึ่งแบ่งได้ 2 ระบบ คือ


1. ระบบดูดก๊าซ (Fumigation System)

ซึ่งจะมีอุปกรณ์ผสมก๊าซและอากาศ (Gas Mixer) ทำหน้าที่ผสมอากาศที่เครื่องยนต์ดูดเข้าไปกับก๊าซ NGV ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับการเผาไหม้ก่อนที่จะจ่ายเข้าเครื่องยนต์ อุปกรณ์หลัก ๆ ประกอบด้วย

- ถังก๊าซ

- หัวเติมก๊าซ

- หม้อต้มหรืออุปกรณ์ปรับความดันก๊าซ (Pressure Regulator or Reducer)

- อุปกรณ์ปรับเวลาการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ (Timing Advancer) 

- สวิทช์เลือกชนิดเชื้อเพลิง ทำหน้าที่ตัด/ต่อระบบควบคุมแต่ละเชื้อเพลิง

สามารถเพิ่มประสิทธิภาพโดยติดตั้งแบบวงจรปิด (Closed Loop) ติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม เช่น ชุดควบคุมอิเล็คทรอนิคส์ ชุดควบคุมการจ่ายก๊าซ ฯ  ค่าอุปกรณ์และการติดตั้ง ประมาณ 30,000 – 50,000 บาท




เครื่องยนต์สำหรับรถ NGV ระบบดูดก๊าซ (Fumigation System)



2. ระบบหัวฉีด (Multi Point Injection System, MPI)

ระบบนี้มีการจ่ายเชื้อเพลิงก๊าซด้วยหัวฉีดที่ท่อไอดีของแต่ละสูบโดยเฉพาะ และควบคุมส่วนผสมแบบใช้อากาศพอดี โดยชุดควบคุมอิเลคทรอนิคส์ รับสัญญาณมาจากตัวตรวจวัดออกซิเจน และตัวตรวจวัดอื่นๆ ทำการประมวลผลควบคุมการเปิด-ปิด ของหัวฉีดก๊าซปล่อยก๊าซออกไป ที่ท่อไอดีแต่ละสูบให้เหมาะสม กับปริมาณอากาศทุกสภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ และเกิดการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ค่าอุปกรณ์และการติดตั้ง ประมาณ 52,000 – 65,000 บาท โดยชุดอุปกรณ์หลัก ๆ มีดังนี้

- ชุดควบคุมอิเล็คทรกนิคส์ (Electronic Control Unit)

- อุปกรณ์ปรับความดับก๊าซ (Pressure Regulator)

- อุปกรณ์ปรับเวลาการจุดระเบิดของเครื่องยนต์ (Timing Advancer)

- สวิตช์เลือกชนิดเชื้อเพลิง ถังบรรจุก๊าซ (CNG Cylinder)

- ชุดจ่ายก๊าซ (Gas Distributor) ตัวตรวจวัดออกซิเจน (Oxygen Sensor
)


เครื่องยนต์สำหรับรถ NGV ระบบหัวฉีด (Multi Point Injection System, MPI)


มาถึงตอนนี้เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านต้องมีคำถามอยู่ในใจเป็นคำถามเดียวกันทุกคน คือ “แล้วจะคุ้มไหมน่ะที่จะลงทุนติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้รถสามารถใช้ก๊าซธรรมชาติได้ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเชื้อเพลิงที่ถูกลง???”




ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีก ณ กรุงเทพมหานคร (ข้อมูลเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2549) แสดงให้เห็นว่าราคาก๊าซ NGV ถูกกว่าน้ำมันเบนซิน 95 มาก (ราคาเพียงหนึ่งในสามของน้ำมันเบนซิลเอง) ดังนั้นเพื่อเป็นการตอบข้อสงสัยของทุกท่านเราจะคำนวณระยะเวลาคืนทุนให้เห็นกันชัดเจนเลยดังนี้


ระยะเวลาคืนทุนเมื่อใช้ระบบเชื้อเพลิง NGV (แทนเบนซิน) จะขึ้นกับระยะทางวิ่งใช้งานของรถดังนี้


รายการ

ระบบดูดก๊าซ (วงจรเปิด)

ราคาอุปกรณ์รวมถัง FIBER ขนาด 70 ลิตร (บาท)

35,000

ระยะทางการวิ่งต่อวัน (กม.)

50

100

200

อัตราความสิ้นเปลืองน้ำมันเบนซิน (กม./ลิตร)

10

10

10

อัตราความสิ้นเปลือง NGV (กม./ลิตร)

10

10

10

ราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน (บาท/ลิตร)

26.84

26.84

26.84

ราคาขายปลีก NGV (บาท/ลิตร)

8.5

8.5

8.5

อัตราความประหยัด (บาท/กม.)

1.88

1.88

1.88

ประหยัดค่าเชื้อเพลิงต่อวัน (บาท)

92

184

368

ระยะเวลาคืนทุน (เดือน)

12.68

6.34

3.17



หมายเหตุ  ราคาน้ำมันที่ใช้คำนวณเป็นราคาที่ประกาศโดย ปตท. เมื่อวันที่วันที่ 17 มกราคม 2549


น่าสนใจไม่น้อยเลย เพียงแค่ปีเศษๆ ก็คุ้มทุนแล้ว สำหรับท่านที่ขับรถเพียง 50 กิโลเมตรต่อวัน ส่วนท่านที่ใช้รถมากกว่านั้น... หายห่วงเลย ไม่ถึงปีก็ได้กำไรแล้ว...


ถังก๊าซซึ่งต้องรับความดันก๊าซโดยปกติสูงถึง 3,000-3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จะต้องมีความแข็งแรงมาก (จากที่เปรียบให้เห็นแล้วข้างต้นว่า เท่ากับท่านใช้มือข้างเดียวถือของหนักถึง 38,700 กิโลกรัม)

โดยทั่วไปแล้วถังก๊าซจะแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ ถังที่ทำด้วยเหล็กหรืออลูมิเนียม และถังที่ทำด้วยพลาสติกและเสริมด้วยวัสดุใยแก้ว ขนาดถังที่ติดตั้งกับรถยนต์ส่วนบุคคลและรถแท็กซี่ ที่ประเทศไทยใช้อยู่ในขณะนี้ส่วนใหญ่เป็นถังเหล็ก ขนาดความจุประมาณ 70 ลิตร (น้ำ) มีน้ำหนักประมาณ  63 กิโลกรัม  เมื่อรวมกับน้ำหนักก๊าซ NGV ที่บรรจุเต็มถังอีกประมาณ 15 กิโลกรัม จะมีน้ำหนักรวมประมาณ  78 กิโลกรัม ติดตั้งอยู่ในกระโปรงหลังรถซึ่งจะทำให้มีที่พื้นที่เก็บของน้อยลงไป เนื่องจากถังบรรจุก๊าซมักมีขนาดใหญ่ และน้ำหนักมาก จึงมีการพัฒนาเพื่อให้น้ำหนักเบาลงและมีความทนทานมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรม มีการผลิตถังอยู่4 ชนิดด้วยกัน คือ


ชนิดที่ 1 ทำด้วยเหล็ก หรือ อลูมิเนียม
ชนิดที่ 2 ทำด้วยเหล็ก หรือ อลูมิเนียม และหุ้มด้วยวัสดุใยแก้ว5 หรือเส้นใยคาร์บอน6 ล้อมรอบตัวถัง
ชนิดที่3 ทำด้วยแผ่นอลูมิเนียมที่บางกว่าชนิดที่ 2 และหุ้มด้วยวัสดุใยแก้วหรือเส้นใยคาร์บอนตลอดตัวถัง
ชนิดที่ 4 ทำด้วยแผ่นพลาสติกและหุ้มด้วยวัสดุใยแก้วและเส้นใยคาร์บอนผสมกัน




 

 

 

 

5วัสดุใยแก้ว (Fiberglass) คือ วัสดุที่เป็นใยของแก้วหรือกระจก มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าหนึ่งในพันของนิ้ว นำมาทำเป็นผ้าแล้วใช้เรซินบางอย่างเคลือบหรือหล่อ เป็นวัสดุที่ทนต่อแรงดึงและทนฤทธิ์กรดกัดกร่อน จึงใช้ทำเรือขนาดเล็ก หรือตัวถัง หรือส่วนประกอบในตัวถังรถยนต์

6เส้นใยคาร์บอน (Carbon fiber) คือ วัสดุที่ทำด้วยเส้นใยสารอินทรีย์ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 7 ไมโครเมตร ใช้ในการเสริมเนื้อสารต่างๆ เช่น พลาสติก กระเบื้อง หรือโลหะ โดยใช้เส้นใยคาร์บอน 600,000 เส้นต่อพื้นที่หน้าตัดหนึ่งตารางเซนติเมตร ทำให้ได้วัสดุที่มีความแข็งแรงและทนความร้อนสูง เช่น ชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ไอพ่นและจรวด






ทั้งนี้ชนิดแรกจะมีน้ำหนักมากที่สุด แต่ต้นทุนต่ำสุด ส่วนชนิดที่ 3 และ 4 มีน้ำหนักเบากว่า แต่ต้นทุนค่อนข้างสูง โดยสามารถเปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนร้อยละให้เห็นความแตกต่างได้ดังนี้




ชนิดที่

วัสดุที่ใช้ทำตัวถัง

ต้นทุน (%)

น้ำหนัก (%)

1

เหล็ก

40

100

2

2

เหล็ก, วัสดุใยแก้ว

อลูมิเนียม, วัสดุใยแก้ว 

80

95

65

55

3

3

อลูมิเนียม, วัสดุใยแก้ว

อลูมิเนียม, เส้นใยคาร์บอน

90

100

45

25

4

พลาสติก, วัสดุใยแก้วผสมเส้นใยคาร์บอน

90

30


ที่มา : Norman L. Newhouse, Ph.D., P.E. Manager, Design Engineering และ Dale B. Tiller, P.E. Manager, NGV Product Development "Development of All-Composite NGV Fuel Containers" May 1998.

การรับรองมาตรฐานของถังบรรจุก๊าซมีหน่วยงานทั้งที่เป็นภาครัฐและหน่วยงานอาสาสมัครเข้ามา ดำเนินการ ได้แก่

  • มาตรฐาน NGV2 (ของสหรัฐอเมริกา โดย The American National Standards Institute)
  • มาตรฐาน FMVSS 304 (ของสหรัฐอเมริกาโดย The U.S. Department of Transportation, National Highway Traffic Safety Administration)
  • มาตรฐาน CSA B-51 Part 2 (เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศแคนาดา)
  • มาตรฐาน ISO/DIS 11439 (โดยคณะกรรมการซึ่งอยู่ภายใต้ The International Association of Natural Gas Vehicles) เป็นต้น

มาตรฐานมากมายขนาดนี้แล้วจะเชื่อใครดีล่ะ เมื่อเกิดความสับสนเกี่ยวกัยมาตรฐานของถังก๊าซเอ็นจีวี สุดท้ายแล้วในช่วงกว่าสามปีที่ผ่านมา คณะกรรมการของ ISO/DIS 11439, NGV 2 และ CSA B-51 Part 2 ได้มี การปรับประสานมาตรฐานให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานที่จำเป็นต้องมีการทดสอบ โดยครอบคลุมถึงสภาพ การใช้งาน การรับประกันคุณภาพ การทดสอบวัสดุที่ใช้ การทดสอบการผลิต และการทดสอบคุณสมบัติของถัง ดังนี้

  • สภาพการใช้งาน (Service Conditions) ได้กำหนดมาตรฐานการออกแบบ การทดสอบ และ ความปลอดภัยของถังบรรจุก๊าซให้มีอายุการใช้งานไม่เกิน 20 ปี ที่ระดับแรงดัน 200-240 บาร์ (200 – 240 เท่า ของบรรยากาศ) ณ อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียส (หรือเท่ากับ 3,000 – 3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ณ อุณหภูมิ 70 องศาฟาเรนไฮท์) และกำหนดให้ถังบรรจุก๊าซต้องมีการตรวจสอบทุกๆ 3 ปี หรือ หลังจากการเกิดอุบัติเหตุ
  • การรับประกันคุณภาพ (Quality Assurance) เกี่ยวข้องกับระยะเวลาในการทดสอบ และ ตรวจสอบคุณภาพของถัง เพื่อให้ผู้ผลิตผลิตถังได้ตามมาตรฐานการออกแบบและทดสอบ ซึ่งส่วนใหญ่จะควบคุม ดูแลโดยหน่วยงานของรัฐ และมีคณะกรรมการ NGV 2 เป็นผู้กำหนดแนวทางปฏิบัติในด้านนี้ ทั้งนี้ ผู้ผลิตซึ่งมี ระบบตรวจสอบคุณภาพจะต้องมีการลงทะเบียนให้เป็นไปตามมาตรฐาน ISO 9001-9002 เพื่อนำไปสู่การ ตรวจสอบและทดสอบการผลิต หรืออาจจ้างผู้ตรวจสอบอิสระ เข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบ และทดสอบระบบคุณภาพ ของผู้ผลิตเป็นระยะๆ โดยผู้ตรวจสอบจะต้องให้การรับรองว่า วัสดุที่ใช้และการออกแบบเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  • วัสดุและการทดสอบวัสดุที่ใช้ (Materials and Material Testing) ตัวถังบรรจุก๊าซที่เป็นถังชั้นนอก และถังชั้นใน ต้องทำด้วยเหล็ก หรืออลูมิเนียม ซึ่งได้รับการทดสอบแล้วว่า มีความแข็งแรงทนต่อแรงกระทบ และการผุกร่อน ในส่วนที่เสริมด้วยเส้นใย ต้องทำจากเส้นใยคาร์บอน และเส้นใยแก้วตามสัดส่วนที่กำหนด ซึ่งทดสอบแล้วว่าทนต่อแรงระเบิดได้ นอกจากนี้ เรซินที่ใช้เคลือบ ต้องเป็นวัสดุพลาสติก ที่ทำให้อ่อนตัวได้โดยใช้ความร้อน โดยคุณสมบัติเดิมไม่เปลี่ยนแปลง (Thermoplastic) หรือเป็นพลาสติกชนิดที่ถูกความร้อนครั้งหนึ่ง แล้วก็หมดคุณสมบัติในการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง (Thermosetting plastic)
  • การทดสอบการผลิต (Batch and Production Testing) เป็นการสุ่มตัวอย่างในการผลิตแต่ละครั้ง เพื่อทดสอบให้มั่นใจว่าในการผลิตถังบรรจุก๊าซแต่ละครั้ง มีการออกแบบ และทำตัวถังเหมือนกันทุกครั้ง หรือมีความคงที่ในกระบวนการผลิต โดยไม่มีการปรับลดคุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ในการผลิต การทดสอบจะรวมถึงการขยายตัวของถังชั้นนอก และถังชั้นใน การเคลือบ การรั่ว ความสมดุลของของเหลว การระเบิด และระยะเวลาการใช้งาน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความชำรุดเสียหายหรือรอยร้าวของถัง
  • การทดสอบคุณสมบัติของถัง (Qualification Testing) เป็นการทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าการ ออกแบบถังบรรจุก๊าซจะมีความปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน โดยจะมีการทดสอบเมื่อมีการออกแบบถังใหม่ หรือเมื่อมีการปรับปรุงถังที่ใช้งานอยู่แล้ว การทดสอบคุณสมบัติของถังมีหลายวิธี ได้แก่
  • การทดสอบการระเบิด (Burst) เพื่อให้มั่นใจว่าการออกแบบถังมีพื้นฐานที่สมบูรณ์ และมี การเสริมเส้นใยตามอัตราส่วนที่กำหนดไว้



+ การทดสอบรอบการใช้งานในสภาพบรรยากาศ (Ambient Cycling) เป็นการทดสอบการรั่ว หรือการแตกร้าวของถัง โดยทดสอบรอบการใช้งาน ณ ระดับอุณหภูมิที่แตกต่างกัน


+ การทดสอบการไหม้ไฟ (Bonfire) เป็นการทดสอบโดยนำถังบรรจุก๊าซไปวางไว้ในกองไฟ ณ ระดับแรงดันใช้งานที่ 25% และ 100% เพื่อตรวจสอบการออกแบบและการติดอุปกรณ์ลดแรงดันของถังที่เหมาะสม



+ การทดสอบการทนต่อการแตกร้าว (Flaw Tolerance) เป็นการใช้เครื่องจักรทดสอบภายนอก ของถังเพื่อตรวจสอบความคงทนต่อการแตกร้าวของถัง



+ การทดสอบการตกจากที่สูง (Drop) เป็นการทดสอบการปล่อยถังตกมาจากที่สูง ตามแนวนอนที่ระดับความสูง 3 เมตร ลงบนพื้นคอนกรีต และตามแนวตั้งที่ระดับความสูง 1.8 เมตร เพื่อตรวจสอบการรั่ว หรือรอยแตกซึ่งเป็นผลมาจากการตกลงมาจากที่สูง

+ การทดสอบโดยใช้ปืนยิง (Gunfire) เป็นการทดสอบเพื่อตรวจสอบความแข็งแรงของถัง โดยใช้อาวุธปืนขนาดลำกล้อง 30 มิลลิเมตร มีความเร็วของวิถีการยิงที่ 850 เมตรต่อวินาที ซึ่งพบว่าไม่มีผล ทำให้ถังเสียหายแต่อย่างใด



เนื่องจากก๊าซธรรมชาติมีความหนาแน่นน้อยกว่าน้ำมัน รถ NGV จึงควรมีถังบรรจุก๊าซติดตั้งที่รถ ประมาณ 2-4 ถัง เพื่อให้สามารถวิ่งได้ระยะทางเกินกว่า 250 ไมล์ หรือเกินกว่า 400 กิโลเมตรโดยประมาณ และ เนื่องจากถังบรรจุก๊าซมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากจึงเป็นปัญหาหลักของรถ NGV ถึงแม้ว่าในปัจจุบันได้มีการ พัฒนาถังบรรจุก๊าซให้มีน้ำหนักเบาลง แต่ก็ยังมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมากกว่าถังน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วไป โดยมีขนาดและน้ำหนักแตกต่างกันไปแล้วแต่ผู้ผลิตแต่ละราย


ประเทศไทยเราเริ่มใช้ก๊าซ NGV ในรถยนต์ ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

ปี พ.ศ. 2523 ประเทศไทยได้มีการนำก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มาใช้ในยานยนต์ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2513 และเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น เนื่องจากราคา LPG มีราคาถูกกว่าน้ำมัน ส่วนใหญ่จะใช้ในรถแท๊กซี่และ รถสามล้อเครื่อง โดยมีการดัดแปลงเครื่องยนต์ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม วิธีการดัดแปลงยังอยู่ในขั้นพื้นฐาน และมาตรฐานทางด้านความปลอดภัยยังไม่ดีพอ รวมทั้ง กฎระเบียบในด้านความปลอดภัยยังไม่รัดกุม จึงมักก่อให้เกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้หรือเกิดระเบิดได้ นอกจากนี้ สถานีเติม LPG ค่อนข้างขาดแคลน เนื่องมาจาก ต้นทุนในการก่อสร้างและราคาที่ดินในกรุงเทพฯ จึงส่งผลให้ตลาดรถยนต์ที่ใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิง ไม่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาเท่าที่ควร แต่ในปัจจุบันเนื่องจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น จึงมีรถแท๊กซี่เปลี่ยนไปใช้ LPG เป็นเชื้อเพลิงมากขึ้นถึงร้อยละ 70 - 80 ของจำนวนแท๊กซี่ที่มีอยู่ขณะนี้ประมาณ 58,000 คัน

ปี 2527 เริ่มมีการทดลองใช้ก๊าซ NGV กับ รถโดยสาร ขสมก. และ รถตุ๊ก ตุ๊ก เป็นครั้งแรก ซึ่งผลการทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์เป็นที่น่าพอใจ แต่เนื่องจากขณะนั้นน้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาถูก การใช้ก๊าซ NGV จึงไม่คุ้มค่ากับการลงทุนดัดแปลงเครื่องยนต์


 

Image


ปี 2536 รัฐบาลของ ฯพณฯ อานันท์ ปันยารชุน ได้ให้ความสำคัญกับปัญหามลพิษทางอากาศ จึงได้สนับสนุนให้มีการใช้ก๊าซ NGV มากขึ้น โดยให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ ขสมก.ในการจัดซื้อรถโดยสาร NGV จำนวน 82 คัน และปตท.ในการก่อสร้างสถานีบริการก๊าซ NGV แห่งแรกในประเทศไทย ณ อู่รถโดยสารรังสิต ของ ขสมก.
 


ปี 2543 ปตท.จัดทำโครงการทดสอบการใช้ก๊าซ NGV ในรถแท็กซี่ จำนวน 100 คัน โดย ปตท. เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ในการติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมด ให้กับรถแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจากผลการสำรวจความคิดเห็น ของผู้ขับรถแท็กซี่เป็นที่น่าพอใจ 

 


ปี 2544 ปตท. จัดทำโครงการนำร่องการใช้ก๊าซ NGV ในรถแท็กซี่ จำนวน 1,000 คัน โดย ปตท. และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมด พร้อมกันนี้ ปตท. ได้เร่งรัดการก่อสร้างสถานีเติมก๊าซ NGV ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ให้ดำเนินไปตามแผนที่ได้วางไว้ปี 2545

รถแท็กซี่ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องการใช้ก๊าซ NGV ในแท็กซี่ 1,000 คัน ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์แล้วเสร็จ และ ปตท. ได้เร่งขยายจำนวนสถานีบริการก๊าซ NGV โดยมีสถานีเปิดดำเนินการ 5 สถานี

 






การใช้ก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในอนาคต

สำหรับประเทศไทยได้มีการกำหนดเป็นนโยบายด้านพลังงานของประเทศ ที่ต้องการให้มีการขยายการใช้ก๊าซ NGV ในภาคคมนาคมขนส่ง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเนื่องจากปัญหาราคาน้ำมันแพง และปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ปตท.จึงได้จัดตั้งโครงการก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV Project) เพื่อสนับสนุนผลักดันให้มีการใช้ก๊าซธรรมชาติในรถยนต์ให้มากขึ้น




ทั้งนี้เนื่องจาก "NGV" มีคุณสมบัติพิเศษ คือ

1. สะอาด  เนื่องจาก NGV มีสัดส่วนของคาร์บอนน้อยกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และมีคุณสมบัติเป็นก๊าซทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์มากกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น และปริมาณไอเสียที่ปล่อยออกจากเครื่องยนต์ใช้ก๊าซธรรมชาติมีปริมาณต่ำกว่าเชื้อเพลิงชนิดอื่น NGV จึงนับเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดไม่ก่อให้เกิดควันดำหรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน จึงสามารถลดปัญหามลพิษทางอากาศซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการศึกษาพบว่าเครื่องยนต์ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจะมีระดับการปล่อยสารพิษที่ต่ำ สามารถลดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้ถึงร้อยละ 50-80 ลดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ได้ร้อยละ 60-90 , ลดก๊าซไฮโดรคาร์บอนได้ร้อยละ 60-80 และไม่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองหรือเขม่าจากท่อไอเสีย (ทั้งก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ เป็นก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า Green House Effect )



 2. ปลอดภัย ก๊าซ NGV นับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุด เพราะก๊าซ NGV เบากว่าอากาศ ในขณะที่ก๊าซหุงต้มและน้ำมันเบนซินหรือดีเซลหนักกว่าอากาศ ดังนั้น เมื่อเกิดรั่วไหล ก๊าซ NGV จะไม่สะสมอยู่บนพื้นดินจนเกิดการลุกไหม้เหมือนเชื้อเพลิงอื่นๆ

นอกจากนี้ อุณหภูมิที่ก๊าซ NGV จะลุกติดไฟในอากาศเองได้ (เมื่อมีความเข้มข้นของเชื้อเพลิงพอ) สูงถึง 650 องศาเซลเซียส ในขณะที่ก๊าซหุงต้มจะติดไฟได้เองที่ 481 องศาเซลเซียส น้ำมันเบนซินที่ 275 องศาเซลเซียส และน้ำมันดีเซลที่ 250 องศาเซลเซียส ส่วนความเข้มข้นขั้นต่ำสุดที่จะลุกติดไฟได้เองของก๊าซ NGV จะต้องมีปริมาณสะสมถึง 5% ในขณะที่ก๊าซหุงต้มจะอยู่ที่ 2.0% จากคุณสมบัติข้างต้นก๊าซ NGV จึงมีโอกาสเกิดการลุกไหม้ได้ยากกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ นอกจากนี้ หากมีการรั่วไหลจะเกิดเสียงดังเนื่องจากมีความดันสูงจึงเป็นสัญญาณเตือนภัยได้อย่างดี


FAQ เกี่ยวกับ NGV

 

 

 

ก๊าซ NGV คืออะไร

 ก๊าซ NGV คือก๊าซธรรมชาติที่ใช้กับรถยนต์ คำว่า NGV ย่อย่อมาจากคำว่า Natural Gas for Vehicle โดยก๊าซธรรมชาติที่ใช้สำหรับรถยนต์ มีส่วนประกอบหลัก คือ ก๊าซมีเทน ซึ่งมีคุณสมบัติไม่มีสี ไม่มีกลิ่น เบากว่าอากาศ (มีค่าความถ่วงจำเพาะ เท่ากับ 0.5-0.8) มีสถานะเป็นก๊าซ และส่วนใหญ่จะมีการใช้งานอยู่ในสภาพเป็นก๊าซด้วย ที่ถูกอัดจนมีความดัน 3000 ปอนด์ ต่อตารางนิ้ว

ก๊าซ NGV ช่วยเราได้อย่างไร

ช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศ เนื่องจาก NGV มีคุณสมบัติเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถผสมเข้ากับอากาศได้ดี และมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ จึงไม่ก่อให้เกิดควันดำ หรือสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ก๊าซ NGV ปลอดภัยหรือไม่

ก๊าซ NGV นับว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ในรถยนต์ ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเบนซินน้ำมันดีเซล และก๊าซ LPG ที่รู้จักกันว่าก๊าซหุงต้มที่ใช้ในครัวเรือน เนื่องจากก๊าซ NGV เบากว่าอากาศ เมื่อเกิดการรั่วจะ กระจายตัวไม่สะสมอยู่บริเวณพื้นดินและมีความไวไฟ น้อยกว่า เชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ โดยมีอุณหภูมิที่สามารถติดไฟได้เองสูงถึง 537-540 องศาเซลเซียส

รถที่ติดตั้งอุปกรณ์ NGV ระบบเชื้อเพลิงทวิ (Bi - Fuel System) คืออะไร

คือรถที่สามารถใช้ได้ทั้งก๊าซ NGV และ น้ำมันเบนซิน ดังนั้นถ้าก๊าซหมด ผู้ขับขี่สามารถเลือกมาใช้น้ำมันเบนซินได้ก๊าซ NGV ที่เติมจะเติมจากทางหน้ารถ จากนั้นจะถูกอัดที่ความดัน 3,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว มาเก็บไว้ที่ถังบรรจุก๊าซฯ ซึ่งสามารถทนความดันได้สูงถึง 7,000 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ที่หัวถังวาล์วที่มีอุปกรณ์นิรภัยที่พร้อมระบายก๊าซออกจากถังเมื่อความดันเกิน 3,000 ปอนด์ต่อ

รถโดยสาร ขสมก. ในปัจจุบันใช้ระบบอะไร

ใช้ระบบเป็นระบบ เครื่องยนต์ที่ออกแบบให้ใช้ก๊าซ NGV โดยเฉพาะ หรือที่เรียกกันว่า Dedicated NGV ซึ่งระบบนี้เหมาะกับรถขนาดใหญ่เช่นรถโดยสารหรือรถบรรทุก

รถที่ติดตั้งระบบเชื้อเพลิงร่วม (Dual Fuel) คืออะไร

ส่วนใหญ่แล้วรถที่ติดตั้งระบบ Dual Fuel จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลที่ติดตั้งอุปกรณ์ใช้ก๊าซ และถังก๊าซ ซึ่งจะใช้น้ำมันดีเซลร่วมกับก๊าซธรรมชาติโดยอาศัยน้ำมันดีเซลเป็นตัวจุดระเบิดนำร่อง

จำนวนรถที่ใช้ก๊าซ NGV และสถานีเติมก๊าซ NGV มีเท่าใด (สิ้นปี 2546)

ปัจจุบันมีรถที่สามารถใช้ก๊าซ NGV ได้แล้วประมาณ 1,500 คัน และมีแผนที่จะเพิ่มเป็น 45,000 คัน ภายในปี 2551 สถานีเติมก๊าซ NGV มีทั้งสิ้น 15 สถานี

ราคาก๊าซ NGV แพงหรือไม่

ปัจจุบันราคาขายก๊าซ NGV ถูกกำหนดให้ขายในราคาประมาณ 50% ของน้ำมันดีเซล ซึ่งนับว่า ถูกกว่าการใช้น้ำมันมาก




ทอม นุดสัน นักข่าวสิ่งแวดล้อมยอมเยี่ยมของโลก ผู้กระชากหน้ากากนักอนุรักษ์แห่งแคลิฟอร์เนีย

เกษร สิทธิหนิ้ว : รายงาน

มันเป็นเรื่องน่าฉงน เมื่อรัฐที่เข้มงวดเรื่องสิ่งแวดล้อมขนาดไม่อนุญาตให้มีการตัดไม้และขุดเจาะน้ำมันภายในรัฐอย่างแคลิฟอร์เนีย กลับมีการใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลืองที่สุด

คำถามที่เกิดขึ้นในหัวของ ทอม นุดสัน ก็คือ ไม้และน้ำมันปริมาณมหาศาลที่ชาวแคลิฟอร์เนียใช้กันอยู่ทุกวันนี้มาจากไหน ?
คำถามง่าย ๆ นี้เองนำทอมออกไปสู่ประเด็นปัญหาระดับโลก
๒๗ เมษายน ๒๕๔๖ หนังสือพิมพ์ The Sacramento Bee ตีพิมพ์บทความ “The state of Denial” เปิดเผยเบื้องหลังการขุดเจาะน้ำมันในป่าแอมะซอนและอุตสาหกรรมทำไม้ทางตอนเหนือของแคนาดา ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล

ข่าวเด็ดชิ้นนี้ทำให้ ทอม นุดสัน นักข่าวจากหนังสือพิมพ์ เดอะ ซาคราเมนโต บี (หนังสือพิมพ์รายวันซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองซาคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา) ได้รับรางวัลนักข่าวสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยมระดับโลกปี ๒๕๔๗ (The 2004 Reuter-IUCN Media Environmental Awards) จากมูลนิธิรอยเตอร์และสมัชชาสิ่งแวดล้อมโลก (IUCN) ในงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทยเมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา

“รัฐที่หลอกตัวเอง” ทอมตั้งชื่อบทความไปในทำนองนี้เพราะต้องการบอกกับชาวแคลิฟอร์เนียและผู้ว่าการรัฐคนเหล็กของเขาว่า ขณะที่ทุกคนภูมิใจในการเป็น “very green state”--รัฐสีเขียวที่ปกป้องชายฝั่งและป่าไม้ของตัวเองอย่างดีเยี่ยมนั้น ที่จริงแล้วกลับอยู่เบื้องหลังและเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศในผืนป่าแอมะซอนและป่าสนเก่าแก่ของโลกถูกทำลาย และยังปฏิเสธที่จะพูดถึงและไม่อยากรับรู้ถึงการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้นอีก

ตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา รัฐแคลิฟอร์เนียออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของตัวเองอย่างเข้มงวด มีการออกกฎหมายห้ามตัดไม้ ห้ามการขุดเจาะน้ำมันภายในรัฐ มีมาตรการดูแลชายฝั่งให้ปลอดมลพิษ ฯลฯ

“แต่จะมีประโยชน์อะไรเมื่อพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรของคนในรัฐยังเหมือนเดิม” ทอมตั้งคำถาม “รัฐแคลิฟอร์เนียมีประชากรมากถึง ๓๔ ล้านคน มีการบริโภคไม้ น้ำมัน กระดาษมากกว่ารัฐใด ๆ ในสหรัฐฯ คนที่นี่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงวันละ ๓๘ ล้านแกลลอน มากกว่าที่มลรัฐฟลอริดาและนิวยอร์กใช้รวมกันเสียอีก แต่ไม่มีใครรู้ว่าทั้งไม้และน้ำมันเหล่านั้นมาจากไหน”

เมื่อได้ข้อมูลเบื้องต้นว่าน้ำมันมาจากป่าแอมะซอนแถบประเทศเอกวาดอร์ ส่วนไม้มาจากป่าทางตอนเหนือของประเทศแคนาดา ทอมพร้อมด้วยช่างภาพก็เดินทางไปสืบค้นยังต้นตอของสิ่งเหล่านี้ทันที

ที่เอกวาดอร์ ทอมได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อน บ่อขุดเจาะน้ำมันตั้งอยู่กลางผืนป่าแอมะซอน ท่อน้ำมันขนาดใหญ่พาดผ่านผืนป่าอนุรักษ์ที่สำคัญของโลกข้ามเทือกเขาแอนดีสไปออกมหาสมุทรแปซิฟิกที่เมือง esmeraldas คราบน้ำมันและมลพิษจากการขุดเจาะ กลั่น และลำเลียงน้ำมันเหล่านี้ ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ ดิน และแหล่งน้ำที่ท่อส่งน้ำมันย่างกรายไปถึง

“ไม่ว่าไปที่ไหน พอถามชาวบ้านเรื่องน้ำมันเขาจะโกรธและหงุดหงิดมาก พอบอกว่ามาจากแคลิฟอร์เนีย เขาแสดงความไม่พอใจ เพราะน้ำมันทำให้เกิดมลพิษ สุขภาพชาวบ้านย่ำแย่ หลายคนถลกแขนเสื้อให้ดูแผลที่เกิดจากการใช้น้ำที่มีน้ำมันปนเปื้อน และเล่าให้ฟังถึงผลกระทบหลาย ๆ อย่าง ชาวบ้านคนหนึ่งพาผมเข้าไปในป่าเพื่อดูซากม้าของเขาที่นอนตายอยู่แถวแหล่งน้ำที่ม้ามาดื่มเป็นประจำ แมลงกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดจากคราบน้ำมันที่จับตัวกันอยู่บนผิวน้ำและพื้นดิน หญิงชาวบ้านบางคนบอกผมว่า เธออยากจะเดินไปที่กีโต (เมืองหลวงของเอกวาดอร์) เพื่อประท้วงรัฐบาลให้ยกเลิกการขุดเจาะน้ำมัน แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะรัฐบาลเอกวาดอร์เป็นหนี้สหรัฐฯอยู่” ทอมกล่าว

ปัจจุบันมีบริษัทต่างชาติมากกว่า ๑๒ บริษัทเข้าไปลงทุนขุดเจาะน้ำมันในเอกวาดอร์ แต่ด้วยความที่กฎหมายสิ่งแวดล้อมของเอกวาดอร์อ่อนแอมาก ทำให้บริษัทเหล่านี้สามารถขุดน้ำมันขึ้นมาเท่าไรก็ได้โดยไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทำให้ผืนป่าแอมะซอนเสื่อมโทรมและเต็มไปด้วยมลพิษ ขณะเดียวกันชาวบ้านก็ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านสุขภาพและวิถีชีวิตที่ล่มสลาย โดยเฉพาะชุมชนที่ผ่านฝันร้ายจากอุบัติเหตุท่อน้ำมันระเบิด พวกเขามีชีวิตอยู่อย่างหวาดผวาเช่นเดียวกับชุมชนอีกหลายแห่งที่อยู่ใกล้ท่อส่งน้ำมัน

ร้อยละ ๙๐ ของน้ำมันที่ขุดขึ้นมาจากเอกวาดอร์ถูกส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย (ปีละ ๒๐-๔๐ ล้านบาร์เรล) แต่มลพิษ อุบัติเหตุ ความตาย และความทุกข์ของคนที่นั่น กลับถูกเก็บเงียบไว้มานานกว่า ๑๐ ปี

เรื่องนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่เคยพูดถึง หนังสือพิมพ์ในเอกวาดอร์ก็ไม่เคยพูดถึง
กลับจากเอกวาดอร์ ทอมเดินทางต่อเข้าไปยังตอนเหนือของแคนาดา ในเขตที่เรียกว่า North Boreal Forest ซึ่ง เป็นป่าสนเก่าแก่ขนาดใหญ่และมีความสำคัญระดับโลก ทว่าสิ่งที่ทอมได้เห็นก็คือ ถนนลำเลียงไม้ในผืนป่าที่ตัดไขว้ไปมาราวกับเขาวงกต ป่าสนกว้างใหญ่กลายเป็นป่าผืนเล็กผืนน้อยที่มีรอยเว้าแหว่งเป็นช่องโหว่เพราะการตัดไม้แบบเคลียร์คัต

“ร้อยละ ๙๐ ของไม้จากแคนาดาส่งไปขายให้แก่แคลิฟอร์เนีย โดยที่ร้อยละ ๙๐ ของไม้เหล่านั้นใช้วิธีตัดแบบเคลียร์คัตซึ่งเป็นวิธีการตัดไม้ที่นักอนุรักษ์ทั่วโลกคัดค้านเพราะทำลายความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก คนที่มีอาชีพล่าสัตว์พวกกระรอกและ bob cat บอกว่าตอนนี้สัตว์พวกนั้นหายไปหมดแล้ว

“แคลิฟอร์เนียไม่ยินยอมให้มีการตัดไม้แบบนี้ในรัฐของตัวเอง แต่ก็ยินดีซื้อไม้ที่ตัดโดยวิธีนี้จากที่อื่น เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้มีการทำลายสิ่งแวดล้อมในที่อื่น ๆ ของโลกด้วย ไม่อนุญาตให้ขุดบ่อน้ำมันในรัฐของตัวเอง แต่ไปขุดจากที่อื่น เราดูแลสวนหลังบ้านของเราอย่างดี แต่ไปทำให้บ้านคนอื่นเสียหาย แล้วก็บอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่าเป็นนักอนุรักษ์ มันถูกต้องแล้วหรือ ความจริงแล้วมันเป็นเพียงการส่งออกความเสียหาย อันตราย และโยนสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ไปให้คนอื่นเท่านั้นเอง” ทอมสรุป

ในบทความชิ้นนี้มีการคำนวณว่า ถ้าทุกคนบนโลกนี้มีพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรเหมือนชาวแคลิฟอร์เนีย ก็ต้องมีโลกราวสี่ห้าใบจึงจะมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับทุกคน
บทความนี้ทำให้ฝ่ายบริหารของรัฐแคลิฟอร์เนียต้องทบทวนแนวทางการใช้ทรัพยากรและปรับเปลี่ยนท่าทีต่อคำว่า “อนุรักษ์” เสียใหม่ ขณะที่ชาวแคลิฟอร์เนียหลายคนตั้งคำถามอย่างไม่พอใจว่า บทความชิ้นนี้ทำให้ชื่อเสียงและภาพพจน์ที่ดีของแคลิฟอร์เนียต้องมัวหมอง
แต่ทอมไม่ใส่ใจ
“เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่มีพรมแดน เป็นหน้าที่ของนักข่าวสิ่งแวดล้อมที่จะต้องติดตามและนำเสนอให้สังคมรับรู้ เพราะเป้าหมายของการทำข่าวสิ่งแวดล้อมก็เพื่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย”

นอกจากบรรลุเป้าหมายแล้ว ข่าวชิ้นนี้ยังทำให้ทอมขึ้นชั้นเป็นนักข่าวสิ่งแวดล้อมมือหนึ่งของโลกอีกครั้ง หลังจากเคยได้รับรางวัลพูลิตเซอร์มาแล้วถึงสองครั้ง คือ ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๘ จากนำเสนอข่าวเรื่องอันตรายในการทำฟาร์มของสหรัฐอเมริกา และครั้งที่ ๒ ในปี ๒๕๓๕ จากการข่าวการทำลายเทือกเขาเซียรา ทอมนำเสนอปัจจัยที่ทำให้เทือกเขาที่เก่าแก่ของอเมริกาถูกทำลายแบบครอบคลุมอย่างที่ไม่เคยมีนักข่าวคนไหนทำมาก่อน เป็นผลให้รัฐบาลต้องวางแผนและออกกฎระเบียบจัดการดูแลเทือกเขาใหม่หมดทั้งระบบ
รางวัลที่ทอมได้รับในปีนี้ ยืนยันคำกล่าวของ Rick Rodriguze บรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดอะ ซาคราเมนโต บี ที่ว่า “ทอม นุดสัน เป็นหนึ่งในนักข่าวสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดในโลก” ได้เป็นอย่างดี

“ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับรางวัลนี้ เมื่อนึกถึงการเดินทางอันยาวนานกว่าจะมาถึงจุดนี้แล้ว ก็รู้สึกขอบคุณใครหลาย ๆ คน การได้รางวัลนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ผมยิ่งต้องทำต่อไป เพราะในโลกนี้มีเรื่องเกิดขึ้นมากมาย และผมไม่เคยหยุดความอยากที่จะเขียน” ทอมกล่าว
ทอม นุดสัน เริ่มต้นอาชีพนักข่าวที่ The Des Monies Register หลังจบการศึกษาที่ Iowa State University เมื่อปี ๒๕๒๓ หลังจากนั้นก็ไปทำงานอยู่ที่นิวยอร์กไทม์ เป็นเวลา ๒ ปี ก่อนจะย้ายไปเป็นนักข่าวสิ่งแวดล้อมที่ เดอะ ซาคราเมนโต บี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๑ เป็นต้นมา และนำเสนอข่าวสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามว่ามีแรงบันดาลใจอะไรทำให้เขาต้องเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับอันตรายเพื่อจะเขียนและนำเสนอเรื่องเหล่านี้ ทอมตอบว่า เพราะเขาเป็นลูกชาวนา เกิดและเติบโตมาในสังคมชาวนา เขาย่อมรู้ดีว่า การทำอุตสาหกรรมนั้นสร้างผลกระทบต่อชีวิตอย่างไร
“แม้จะต้องแย่งชิงพื้นที่กับข่าวการเมือง ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวสงคราม แต่สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่ผู้คนมักจะหลงลืม หน้าที่ของนักข่าวสิ่งแวดล้อมก็คือต้องทำให้คนไม่ลืม”


This article comes from Sarakadee สารคดี
http://www.sarakadee.com/web
 

“จันทรายาน1” อินเดีย เปิดตัว สู้ศึกอวกาศ

อินเดีย เปิดตัวสู้ศึกอวกาศ แห่งภูมิภาค

ส่ง “จันทรายาน” สำรวจผิวดวงจันทร์

 

        “อินเดีย” มาแล้ว หลังตั้งเป้า ขึ้นเป็นผู้นำด้าน “อวกาศ” แห่งเอเชียมาหลายปี ในที่สุดก็นำส่ง “จันทรายาน” เก็บข้อมูลแข่ง “ญี่ปุ่น-จีน” ที่กำลังง่วนอยู่บนดวงจันทร์ หวังได้แผนที่ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมก้าวสู้ 2 มหาอำนาจอวกาศแห่งเอเชียอย่างเต็มตัว ฝันเป็นเจ้าของเส้นทางการคมนาคมสู่ดวงจันทร์
      
       เสียงยินดีและปรบมือด้วยความดีใจ ดังขึ้นที่ศูนย์อวกาศเมืองสาธิตดาวัน รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย เมื่อจรวดสัญชาติอินเดียนำ "จันทรายาน 1" (Chandrayaan-1) ยานสำรวจดวงจันทร์ลำแรกแห่งแดนภารตะทะยายสู่ท้องฟ้าตามเป้าหมาย เมื่อเวลา 7.22 น. ของวันที่ 22 ต.ค.51 (ตามเวลาประเทศไทย) ท่ามกลางท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหนา
      
       "นี่นับเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ การเดินทางสู่ดวงจันทร์ของพวกเราเริ่มต้นขึ้นแล้ว และเที่ยวแรกก็เป็นไปอย่างสวยงาม" คำกล่าวแรกระหว่างการแถลงข่าว ของมาธาวัน แนร์ (Madhavan Nair) ประธานองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย หรือ ไอเอสอาร์โอ (Indian Space Research Organisation : ISRO)
      
       ทั้งนี้ ไอเอสอาร์โอมีแผนให้ “จันทรายาน1” ปฏิบัติภารกิจสำรวจดวงจันทร์เป็นเวลา 2 ปี โดยโคจรรอบดวงจันทร์ และบันทึกภาพความละเอียดสูง เพื่อสร้างแผนที่พื้นผิวดวงจันทร์ ที่มีรายละเอียดลักษณะภูมิประเทศ แร่ธาตุ และสภาพทางเคมีต่างๆ
      
       โครงการสำรวจดวงจันทร์ของอินเดียครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เพื่อข้อมูลที่ทันสมัยจากดาวบริวารของโลกเท่านั้น แต่อินเดียต้องการกระโดดเข้าร่วมวงการแข่งขันทางด้านอวกาศของภูมิภาคเอเชีย โดยมีญี่ปุ่นและจีนที่ยังขับเคี่ยว ช่วงชิงการเป็นผู้นำอยู่
      
       ที่สำคัญยานสำรวจดวงจันทร์ของทั้งญี่ปุ่นและจีน ต่างก็ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่เป้าหมายของ “จันทรายาน” ในขณะนี้ มาราวปีกว่าแล้ว แทบจะเรียกได้ว่า สมรภูมิบนดวงจันทร์เป็นสนามช่วงชิงฝีมือแห่งอวกาศของชาติเอเชีย
      
       อย่างไรก็ดี แม้ว่า “จันทรายาน” จะมาทีหลัง แต่อินเดียการันตีว่า เยี่ยมกว่าคากุยะ (Kaguya) ของญี่ปุ่น และฉางเอ๋อ (Chang'e-1) ของจีนอย่างแน่นอน
      
       เพราะอินเดียได้ร่วมมือกับองค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐอเมริกา (นาซา) ร่วมกันติดตั้งอุปกรณ์มูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อทำแผนที่ดวงจันทร์ที่ละเอียดที่สุดเท่าที่เคยมีมา
      
       ทั้งนี้ อินเดียได้อาศัยความร่วมมือจากหลายชาติ ในการสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้ โดยอุปกรณ์ 11 ชิ้นที่จันทรายานบรรทุกขึ้นไปใช้งานที่ดวงจันทร์นั้น ผลิตโดยอินเดีย 5 ชิ้น จากองค์การอวกาศยุโรป 3 ชิ้น อีก 2 ชิ้นจากสหรัฐฯ และอีก 1 ชิ้นจากบัลแกเรีย
      
       ”เรายังไม่มีแผนที่ดวงจันทร์ที่ดีและทันสมัยจริงๆ จะมีก็แต่แผนที่ดวงอังคารที่มีคุณภาพ ซึ่งแผนที่ดวงจันทร์ที่เรากำลังจัดทำนี้ถือว่าดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา และมีความละเอียดชัดเจนกว่าแผนที่ที่เคยทำไว้ในยุคอะพอลโล” คำวิเคราะห์ของสก็อต เพส (Scott Pace) ผู้อำนวยการนโยบายอวกาศ มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน (George Washington University) ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านสำนักข่าวเอพี
      
       อีกทั้ง ในสายตาของเพสเองก็เห็นว่า กิจการอวกาศของอินเดียเริ่มเป็นจริงเป็นจังมากขึ้น ทั้งดาวเทียมเตือนภัยภูมิอากาศ และดาวเทียมระบบสื่อสารที่อินเดียสามารถผลิต ก็มีประสิทธิภาพดี
      
       ”คุณกำลังจะเห็นอินเดียยกสถานภาพตัวเอง” เพสชี้
      
       ทั้งนี้ เศรษฐกิจของอินเดียเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เงินทุนอันมหาศาล ส่งผลให้ทั้งภาคการเมืองและการทหารสามารถลงทุนทางด้านเทคโนโลยีชั้นสูงได้ พร้อมทั้งต้องการขึ้นมายืนในฐานะผู้นำโลกบ้าง ซึ่งโครงการอวกาศก็นับเป็นสัญลักษณ์สำคัญ ต่อภาพลักษณ์สภาพทางเศรษฐกิจในสายตานานาชาติ
      
       อินเดียเริ่มโครงการอวกาศตั้งแต่ปี 2506 ด้วยความพยายามพัฒนาดาวเทียมและจรวดนำส่งขึ้นเอง เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทขนส่งอวกาศต่างชาติ ซึ่งผลงานการขนส่งอวกาศครั้งแรก ได้เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยนำส่งดาวเทียมพาณิชย์ของอิตาลี และเมื่อต้นปีก็ได้นำส่งดาวเทียมจารกรรมให้แก่อิสราเอล
      
       อีกทั้งการส่งจันทรายานครั้งนี้ นับว่าเป็นการสำรวจอวกาศครั้งแรกของอินเดีย ซึ่งการตั้งเป้าที่จะไล่ตามจีนให้ทันนั้น ยังคงต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะตอนนี้เรียกได้ว่า จีนสามารถขึ้นเทียบชั้นสหรัฐฯ, รัสเซีย หรือองค์การอวกาศแห่งยุโรปแล้ว
      
       อีกทั้งจีนเองก็ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะส่งคนสู่ดวงจันทร์ ตามรอยสหรัฐฯ และอดีตสหภาพโซเวียตในไม่ช้า หลังจากสามารถส่งนักบินอวกาศของตัวเองทดลองเดินอวกาศได้สำเร็จ เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
      
       ส่วนเป้าหมายเฉพาะหน้าของจีนก็คือ ต้องการมีห้องทดลองอวกาศโคจรรอบโลก โดยพยายามขอมีส่วนแบ่งพื้นที่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ที่กำลังต่อเติมส่วนขยาย โดยมีสหรัฐฯ, รัสเซีย, ญี่ปุ่น แคนนาดา และบางประเทศสมาชิกยุโรปร่วมลงขัน
      
       ส่วนญี่ปุ่นซึ่งมีโครงการด้านอวกาศมายาวนาน ก็มีแผนในอีก 12 ปีข้างหน้าว่าจะส่งคนสู่ดวงจันทร์ พร้อมทั้งยังส่งดาวเทียมขนาดเล็ก 2 ดวง เพื่อศึกษาสนามโน้มถ่วงของดวงจันทร์ไปเป็นที่เรียบร้อย
      
       ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงการอวกาศเชิงพาณิชย์ในเอเชีย ก็กำลังขับเคี่ยวกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งศักยภาพในการประยุกต์พัฒนาทางการทหาร อาทิ อาวุธสงครามที่ใช้ฐานบนอวกาศ
      
       ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นก็พยายามหาช่องทางในสนธิสัญญาการห้ามใช้อวกาศเพื่อการทหาร โดยหวังจะนำอุปสรรคทางกฎหมายบางข้อออกจากสนธิสัญญาดังกล่าว เพื่อถางทางสู่การพัฒนาดาวเทียมสอดแนมที่ก้าวล้ำกว่าที่หลายๆ ประเทศผลิตอยู่ในปัจจุบัน
      
       นอกจากนี้ เกาหลีใต้ก็ยังเริ่มเข้าร่วมวงแข่งขันด้านอวกาศ โดยการปล่อยดาวเทียมพาณิชย์ไปแล้ว 3 ดวงตั้งแต่ปี 2538 และยังส่งดาวเทียมสื่อสารทางการทหารไปแล้วอีก 1 ดวงในปี 2549
      
       ทว่า อินเดียก็มีแผนก้าวสู่ดวงจันทร์ต่อจากนี้ ด้วยการส่งยานโรลเวอร์ลงจอดที่ดวงจันทร์ เพื่อสำรวจภาคพื้นดินในปี 2554 (อีก 2 ปีข้างหน้า) พร้อมทั้งแผนการส่งมนุษย์สู่ดวงจันทร์ แต่ยังไมได้กำหนดระยะเวลา
      
       นอกจากนี้ องค์การอวกาศอินเดียยังตั้งเป้าไว้อย่างสวยหรูว่า ถ้าอนาคตอวกาศคือเส้นทางคมนาคม โดยเฉพาะระหว่างโลกและดวงจันทร์ อินเดียจะเป็นประเทศแรกที่พัฒนาเส้นทางดังกล่าว
      
       อย่างไรก็ดี การปล่อย “จันทรายาน” อันเป็นก้าวแรกสู่การแข่งขันทางด้านอวกาศครั้งนี้ ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลหมดเงินไปกับโครงการอวกาศหลายร้อยล้าน แต่ชาวอินเดียส่วนใหญ่ก็ยังคงประสบปัญหาความยากจนอย่างรุนแรงอยู่ต่อไป

บรรยายภาพ


มาธาวัน แนร์ ประธานองค์การวิจัยอวกาศอินเดีย แสดงท่าทางแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ระหว่างการแถลงข่าวปล่อย "จันทรายาน1" นับเป็นก้าวแรกของอินเดียสู่การแข่งขันทางด้านอวกาศ (ภาพ AFP)

 

แบบจำลองของ "จันทรายาน1" ที่จะสร้างแผนที่ดวงจันทร์ที่ดีที่สุด (ภาพ AFP)

 

แม้ท้องฟ้ายามเช้าจะเต็มไปด้วยเมฆหนา แต่ก็สามารถปล่อยจรวดสู่อวกาศได้ด้วยดี (ภาพ AFP)

 

สื่อมวลชนทั้งอินเดียเอง และนานาชาติจับภาพสำคัญครั้งนี้ (ภาพ AFP)

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์


แก๊สธรรมชาติ  1/4 

 

แก๊สธรรมชาติ  2/4 น้ำแข็งแห้ง หรือ (Dry ice)

 

แก๊สธรรมชาติ  3/4 

 

แก๊สธรรมชาติ  4/4 

 

 

      จากที่ครั้งหนึ่ง ก๊าซธรรมชาติเคยเป็นพลังงานที่ไม่เป็นที่ต้องการ เนื่องจากมีการใช้น้อย และในขณะนั้นยังมีน้ำมันดิบอยู่เหลือเฟือ แต่ในช่วง 150 ปีที่ผ่านมา ก๊าซธรรมชาติได้เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาของโลกในทุกๆด้าน และด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างจากเชื้อเพลิงชนิดอื่น โดยมีข้อดีในเรื่องความสะอาด ประโยชน์ที่หลากหลายและมีราคาถูก ก๊าซธรรมชาติ จึงได้รับการยอมรับว่า...เป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสมสำหรับโลกปัจจุบันและโลกอนาคต ในปัจจุบันนี้ ก๊าซธรรมชาติถูกนำมาใช้ทดแทนน้ำมันมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันเหลือน้อยลง และราคาน้ำมันโลกก็สูงขึ้น

     จากข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบและเชื่อถือได้ ระบุว่าก๊าซธรรมชาติมีปริมาณสำรองเหลือให้คนไทยและคนเอเชีย ใช้ได้อีกแค่ 30 ปีเท่านั้น แต่ที่น่ากลัวมากกว่า ก็คือ ในอีก 70 ปีข้างหน้า คนทั่วโลกอาจจะต้องทำพิธีอำลาก๊าซธรรมชาติ กันอย่างถาวร สิ่งที่ทำให้ก๊าซธรรมชาติต้องหมดไปจากโลก ก็คือพฤติกรรมการใช้ก๊าซ อย่างไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ และใช้กันอย่างไม่บันยะบันยัง ทั้งโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัว นั่นเอง

    ถึงเวลาแล้ว...ที่เราจะต้องมาทำความรู้จักก๊าซธรรมชาติให้มากขึ้น เพราะก๊าซธรรมชาติเกี่ยวพันกับกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอน ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ ทาแป้ง แต่งตัว ทำอาหาร การเดินทาง นั่งทำงาน ดื่มน้ำอัดลม และแม้กระทั่งไอศกรีมที่คุณรับประทาน ล้วนมีก๊าซธรรมชาติเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ด้วยทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ก๊าซธรรมชาติจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับสิ่งของและกิจกรรมเหล่านี้ได้อย่างไร และกำลังจะเกิดอะไรขึ้นกับสถานการณ์ก๊าซธรรมชาติในวันนี้ 


การทำน้ำแข็งแห้ง ( Dry Ice )

 

น้ำแข็งแห้งผลิตขึ้นได้อย่างไร  คลิกค่ะ 


กลศาสตร์ วิศวกรรม

อาจารย์ที่ปรึกษา อ. เสริมพันธ์ เอี่ยมจะบก  ขนาด 6 MB คลิกค่ะ 


ยุโรปพร้อมแล้ว ปฏิบัติสู่ดวงจันทร์ “จันทรายาน-1

     สถาบันวิจัยในยุโรปรวมมือกับองค์การอวกาศอินเดีย(Indian Space Agency)ในปฏิบัติการจันทรายาน 1 (Chandrayaan-1)สู่ดวงจันทร์ โดยส่งอุปกรณ์สามชนิดไปทดสอบและติดตั้งกับตัวยานอวกาศ ยานอวกาศจันทรายาน-1 ขณะนี้กำลังอยู่ที่ โรงงานขององค์การวิจัยอวกาศอินเดีย(Indian Space Research Organisation : ISRO)เมืองบังกะลอร์(Bangalore)ประเทศอินเดีย โดยได้รับการติดตั้งในส่วนของตัวอุปกรณ์แล้ว นอกจากนี้ตัวโปรแกรมคอมพิวเตอร์ก็ได้รับการติดตั้งและทดสอบเช่นกัน อุปกรณ์ที่ทาง ESA ส่งมาอินเดียได้แก่
     1. SIR-2 สเปคโตรมิเตอร์ในย่านอินฟราเรดความยาวคลื่นสั้น(near-infrared spectrometer)นำโดยโดย สถาบันมักค์-พลังค์ เพื่อวิทยาศาสตร์ระบบสุริยะ(Max-Planck Institute for Solar System science:MPS)ถูกลำเลียงมาอินเดียเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว อุปกรณ์นี้มีหน้าที่สำรวจองค์ประกอบทางธรณีวิทยาของดวงจันทร์ และผลกระทบของสภาพอวกาศต่อพื้นผิวดวงจันทข้อมูลที่ได้จะช่วยในการศึกษาการก่อรูปของโครงสร้างที่มีอยู่บนดวงจันทร์ SIR-2 ได้รับการพัฒนาขึ้นจาก SIR ที่ติดตั้งไปกับยานอวกาศ SMART-1 ขององค์การอวกาศยุโรป(European Space Agency:ESA)
 

    2. SARA (Sub-kilo electron volt Atom Reflecting Analyser)โดยสถาบันสวีดิชแห่งฟิสิกส์อวกาศจาก(Swedish Institute of Space Physics)และพัฒนาโดยความสนับสนุนจาก ศูนย์ปฏิบัติการณ์ฟิสิกส์อวกาศ(Space Physics Laboratory)ณ ศูนย์อวกาศวิกรัม ซาราพัย(Vikram Sarabhai Space Centre)ประเทศอินเดีย ถูกส่งมาถึงอินเดียเมื่อวันที่ 8 เมษายน ศกนี้ อุปกรณ์ชิ้นนี้มีหน้าที่วัดการแผ่รังสีของอะตอมอันเนื่องมาจากอันตรกิริยาของลมสุริยะ(solar wind)กับผิวดวงจันทร์ ข้อมูลจาก SARA จะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เตรียมใช้กับเครื่องมือลักษณะเดียวกันที่จะติดตั้งไปกับ BepiColombo

    3. สเปคโทรมิเตอร์รังสีเอกซ์ Chandrayaan-1 X-ray Spectrometer (C1XS)จะทำการถ่ายสเปคโตรกราฟในย่านรังสีเอกซ์ของดวงจันทร์ อุปกรณ์นี้ถูกสร้างขึ้นในฐานะมรดกตกทอดจากเครื่อง D-CIXS ซึ่งติดตั้งกับยานอวกาศ SMART-1 และถูกพัฒนาให้ดีกว่าเดิมอีกด้วย C1XS ถูกพัฒนาขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างศูนย์ปฏิบัติการรัทเธอร์ฟอร์ด แอปเพิลตัน(Rutherford Appleton Laboratory)สหราชอาณาจักร กับศูนย์ดาวเทียม ISRO โดยการสนับสนุนจาก ESA
จันทรายาน-1 เป็นดาวเทียมวงโคจรต่ำที่จะโคจรรอบดวงจันทร์ในระยะใกล้ ซึ่งจะทำให้ได้ข้อมูลคุณภาพสูง อุปกรณ์ทั้งสามได้รับการทดสอบและติดตั้งกับยานอวกาศเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา และกำลังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบความพร้อมของตัวยาน และความเข้ากันได้ของอุปกรณ์

ที่มา :
esa.int : Europe all set for lunar mission Chandrayaan-1


อาหารนักบินอวกาศ




อาหารนักบินอวกาศ

          นอกเหนือจากอาหารพกพา และกินสะดวกแบบทหาร ที่ต้องใช้ประทังชีวิต ตลอดหลายเดือนที่ปฏิบัติภารกิจ นักบินอวกาศยังมีโอกาส ได้เลือกอาหารจานโปรด ขึ้นไปกินบนสถานีอวกาศนานาชาติหรือ ISS โดยทุกอย่างจะถูกแพ็กไปอย่างดี และเก็บไว้ได้นานในอวกาศ

          นักบินอวกาศหญิงสุนิตะ วิลเลียม ชาวอินเดีย พกอาหารอินเดียสุดโปรด ขึ้นไปหลายอย่าง เช่น แกงกะหรี่ แกงชีสถั่ว ผักฉีกราดซอสโยเกิร์ต และผงกะหรี่ ส่วนเพื่อนลูกเรือชาวอเมริกัน ไมเคิล โลเปซ-อาเลเกรีย ซึ่งเกิดที่สเปน แต่โตที่สหรัฐพกขนมปังมัฟฟิน และไส้กรอก

          พอว์ลา ฮอล นักโภชนาการประจำสถานีอวกาศ กล่าวว่า "ในทางจิตวิทยาแล้ว เป็นเรื่องสำคัญมากที่ คนเราควรจะรับประทานอาหาร ที่หลากหลายเพื่อความผ่อนคลาย และความสุข อาหารที่ทานแล้วยิ้มได้" แต่มีอยู่หนหนึ่งที่วิลเลียมโชคร้าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเธอพยายามจะกินซูชิ โดยเทวาซาบิลงบนปลาแซลมอนดิบ แต่น้ำวาซาบิกลับพุ่งปรู๊ด ออกจากหลอดกระจายไปทั่ว เนื่องจากสภาวะไร้น้ำหนัก

          วิลเลียม บอกว่า "สุดท้ายเราก็ได้กลิ่นวาซาบิ จากทุกหนทุกแห่งที่มันฟุ้งไป และเช็ดออกจากผนังได้หน่อยเดียว ฉันคิดว่า เราคงไม่ไป แตะต้องมันอีก มันอันตรายจริงๆ"


ข้อมูลและภาพประกอบจาก


นักบินหญิงวิ่ง “มาราธอนอวกาศ” เข้าเส้นชัยนอกโลกแล้ว *

คลิกเพื่อดูขนาดจริง

   นิวไซแอนติสต์/อินเดียไทม์/ไมร์เรอร์-นอกโลกก็ออกกำลังกายได้! นักบินอวกาศหญิงร่วมวิ่งมาราธอนกับ 23,000 คนบนพื้นโลกบนเส้นทางยาว 42.2 กิโลเมตร ทำเวลา 4 ชั่วโมง 24 นาทีเข้าเส้นชัยบนลู่วิ่งในสถานีอวกาศที่อยู่สูงจากพื้นโลกกว่า 300 กิโลเมตร

    “ฉันทำได้แล้ว! วูฮู้!” เสียงตะโกนดีใจของ สุนิตา วิลเลียมส์ (Sunita Williums) หรือ “สุนิ” (Suni) นักบินอวกาศหญิงชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดียซึ่งประจำการอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติหรือไอเอสเอส ถ่ายทอดไปยังศูนย์อวกาศจอห์นสัน (Johnson Space Center) ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐหรือนาซา หลังจากที่เธอใช้เวลา 4 ชั่วโมงกับอีก 24 นาทีสิ้นสุดการวิ่ง “มาราธอนอวกาศ” (Space marathon) พร้อมกับเพื่อนๆ บนพื้นโลกกว่า 23,000 คนที่เข้าแข่งขัน “บอสตันมาราธอน” (Boston marathon) ในสหรัฐ ซึ่งมีระยะทางยาว 26.2 ไมล์หรือประมาณ 42.2 กิโลเมตร

    ทั้งนี้สุนิตาในวัย 41 ได้เริ่มต้นวิ่งมาราธอนบนอวกาศไปพร้อมกับคนอื่นๆ ที่วิ่งมาราธอนอยู่บนพื้นโลกเมื่อเวลา 21.00 น.ของวันที่ 16 เม.ย.และสิ้นสุดการวิ่งที่เวลา 01.24 น.ของวันที่ 17 เม.ย.นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเธอได้ตื่นเช้ากว่าเพื่อนๆ ที่อยู่ในสถานีอวกาศหลายชั่วโมงเพื่อมาวิ่งบนลู่วิ่งพร้อมด้วยหมายเลขประจำตัวผู้เข้าแข่งขันลำดับที่ 14,000 ซึ่งสมาคมการกีฬาบอสตันได้ส่งหมายเลขประจำตัวของสุนิตาผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ให้กับนาซาเพื่อส่งต่อไปให้เธออีกที

    สุนิตาซึ่งวิ่งอยู่เหนือพื้นโลก 210 ไมล์หรือ 337.89 กิโลเมตรไม่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่ค่อยจะเป็นใจเช่นเดียวกับผู้เข้าแข่งขันบนพื้นโลก ซึ่งต้องวิ่งท่ามกลางอุณหภูมิ 48 องศาฟาเรนไฮน์หรือประมาณ 9 องศาเซลเซียส มีฝน หมอกและลมที่คาดว่ามีความเร็ว 28 ไมล์ต่อชั่วโมงหรือประมาณ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ในสถานีอวกาศมีอุณหภูมิ 78 องศาฟาเรนไฮน์หรือประมาณ 26 องศาเซลเซียส มีความชื้น 50% และไม่มีลม ไม่มีฝน อย่างไรก็ดีมีเรื่องพูดกันสนุกปากว่าสุนิตาน่าจะใช้เวลาไม่กี่นาทีในการวิ่งระยะทาง 26.2 ไมล์ เมื่อคำนวณจากความเร็วของสถานีอวกาศที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 17.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

    การวิ่งครั้งนี้สุนิตายกความดีความชอบให้กับลู่วิ่งของเธอที่ช่วยให้เธอไปวิ่งถึงเป้าหมายสำเร็จโดยไม่แสดงอารมณ์โมโห เธอกล่าวว่าทุกอย่างลื่นไหลไปด้วยดี ไม่มีปัญหาหรือข้อบกพร่องใดๆ และเธอสามารถทำทุกอย่างที่เธอต้องการได้ แต่ตำแหน่งผู้ชนะการแข่งขันบอสตันมาราธอนประเภทหญิงครั้งนี้ตกเป็นของ ลิดิยา กริกอร์เยฟวา (Lidiya Grigoryeva) หญิงชาวรัสเซียที่ทำเวลาได้เร็วที่สุด 2 ชั่วโมง 29 นาที

    เมื่อปี 2549 ที่ผ่านมาสุนิตาเคยเข้าร่วมการแข่งขันฮุสตันมาราธอน (Houston Maraton) โดยในครั้งนั้นเธอใช้เวลา 3 ชั่วโมง 29 นาทีเข้าสู่เส้นชัย สำหรับการวิ่งครั้งนี้เธอต้องการจะส่งเสริมให้เด็กๆ ได้เริ่มต้นสร้างร่างกายที่สมบูรณ์ด้วยกิจกรรมที่ทำได้ในชีวิตประจำวัน และคิดว่าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่จากการวิ่งมาราธอนจะช่วยส่งข้อความเหล่านี้ไปถึงเยาวชนได้ ขณะเดียวกันเธอก็มีเหตุผลที่แสนจะเรียบง่ายว่าการออกกำลังกายเป็นประจำนั้นจะช่วยรักษาความหนาแน่นของกระดูกขณะที่อยู่ในอวกาศได้

    “ในที่แรงโน้มถ่วงต่ำ ทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อต่างเริ่มที่จะเสื่อมสมรรถภาพ เพราะเราไม่ต้องใช้ขาเดินไปรอบๆ และไม่ต้องใช้ทั้งกระดูกและกล้ามเนื้อที่จะพยุงเราภายใต้แรงโน้มถ่วง” สุนิตากล่าว

    ส่วนเพื่อนๆ ในสถานีอวกาศที่หลับใหลระหว่างที่สุนิตาเข้าร่วมแข่งขันวิ่งมาราธอนอีก 5 คนได้แก่ นักบินอวกาศสหรัฐ มิเกล โลเปซ-อเลเกรีย (Miguel Lopez-Alegria) ไมเคิล มิคาอิล ไทอูริน (Mikhail Tyurin) ไฟโอดอร์ ยัวร์ชิคิน (Fyodor Yurchikhin) และโอเลค โคตอฟ (Oleg Kotov) นักบินอวกาศชาวรัสเซีย พร้อมด้วย ชาร์ลส ซิโมนี (Charles Simonyi) เศรษฐีซอฟต์แวร์ชาวอเมริกัน ลูกทัวร์อวกาศคนที่ 5 ของโลก


เทคโนประดิษฐ์-ลิฟต์อวกาศนิยายฝันเฟื่องหรือเรื่องจริง

    อีกหน่อยคงไม่ต้องใช้กระสวยอวกาศส่งอุปกรณ์ และสัมภาระไปยังสถานีอวกาศแล้ว เพราะนาซาจะสร้าง "ลิฟต์อวกาศ" ไว้ชักรอกส่งของแทน

 แนวคิดสร้างลิฟต์อวกาศมีมานานแล้ว แต่ยังดูเหมือนเป็นฝันกลางวันอยู่ วิศวกรหลายคนสงสัยว่า มันจะเป็นไปได้แค่ไหน ถ้าจะสร้างลิฟต์ขึ้นไปบนฟ้าสูงเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตรโดยใช้พลังงานจากลำแสงเลเซอร์ยิงขึ้นไป

 การประชุมลิฟต์อวกาศ 2008 ที่สหรัฐเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้สนใจเทคโนโลยีลิฟต์อวกาศมาร่วมแสดงความคิดเห็นกัน และได้คำตอบที่ฟังแล้วถึงกับอึ้ง ทึ่ง เสียว

 แบรนด์ลีย์ เอ็ดเวิร์ด ประธานบริษัทแบล็ค ไลน์ แอสเซนชั่น เป็นคนรุ่นบุกเบิกคนหนึ่งที่หนุนให้สหรัฐสร้างลิฟต์อวกาศ เขาบอกว่า สร้างลิฟต์อวกาศไม่น่าจะใช้เวลาเกิน 50 ปี เผลอๆ อาจใช้เวลาแค่ 12-15 ปีเท่านั้น แต่ที่สำคัญต้องมีเงินอย่างน้อย 7,000-10,000 ล้านดอลลาร์

 อีกฟากที่ไม่เชื่อว่าเป็นไปได้คือ ทอม นูเกนต์ ผู้จัดการโครงการบริษัทเลเซอร์โมทีฟ โดยมองว่ายังติดปัญหาด้านเทคนิคและความปลอดภัยอยู่

 ฝ่ายญี่ปุ่น เจ้าแห่งเทคโนโลยีขออยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่าย ขณะเดียวกัน ลูกพระอาทิตย์อุทัยทำพิมพ์เขียวเทคโนโลยีรอไว้แล้ว โดยเสนอให้สร้างลิฟต์อวกาศ และโรงไฟฟ้าอวกาศพลังแสงอาทิตย์ภายในปี 2573 ส่วนนาซาเองคาดการณ์ว่า ลิฟต์อวกาศจะเป็นจริงได้คงอีกสัก 200 ปี หรือนานกว่านั้น

 อีกคนหนึ่งชื่อ เท็ด ซีมอน ประธานสเปซ ลีเอเวเตอร์ บล็อค พูดตัดบทไปเลยว่า ถ้าจะสร้างลิฟต์อวกาศต้องระดมพันธมิตรธุรกิจอเมริกันมาร่วมด้วยช่วยกัน โดยรัฐบาลจัดหางบประมาณมาสนับสนุน อีกทางเลือกหนึ่งคือ ให้รัฐบาลหลายชาติร่วมโครงการ เช่น ดูไบ และอินเดีย น่าจะพร้อมที่สุด

 การสร้างลิฟต์อวกาศต้องอาศัยเทคโนโลยี 2 เทคโนโลยีด้วยกัน ได้แก่ การพัฒนาวัสดุน้ำหนักเบาหวิว แต่แข็งแกร่งรับน้ำหนักได้มหาศาล เทคโนโลยีที่สองคือ ระบบยิงลำแสงเลเซอร์

 อย่างที่รู้กันดีว่า ลิฟต์ที่ใช้ขนคนขึ้นลงตึกสูงใช้สายสลิงคอยชักรอก ลิฟต์อวกาศก็เช่นกัน ต้องใช้วัสดุชักรอกเหมือนกับสลิง อาจทำจากวัสดุสังเคราะห์ที่ขึงจากพื้นขึ้นไปบนฟ้าสูงราว 1 แสนกิโลเมตร วัสดุที่เป็นตัวเลือกสำคัญคือ ท่อคาร์บอนนาโน

 สายสลิงพิเศษอาจขนขึ้นไปบนฟ้าด้วยจรวด หลังจากผูกกับทุ่นอวกาศแล้ว สลิงจะถูกปล่อยลงมายึดกับแท่นบนพื้นโลก อาจเป็นแท่นลอยน้ำกลางมหาสมุทรสักแห่งที่สภาพอากาศไม่ผันผวน

 สายสลิงที่ทำจากคาร์บอนนาโนรับหน้าที่เป็นเหมือนกับ "รางรถไฟ" ให้หุ่นยนต์ปีนขึ้นลงระหว่งภาคพื้นกับสถานีอวกาศ ฝ่ายสนับสนุนสร้างลิฟต์มั่นใจว่า ต้นทุนสำหรับขนส่งสัมภาระด้วยหุ่นยนต์ตกราว 100 ดอลลาร์ต่อน้ำหนัก 45 กรัม ห่างกันลิบลับเมื่อเทียบกับการส่งของด้วยกระสวยอวกาศด้วยขนาดน้ำหนักเท่ากัน แต่เสียค่าใช้จ่ายถึง 2,000-60,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับส่งอะไร และไกลแค่ไหน

 เรื่องที่ต้องคิดกันต่อมาคือ เจ้าหุ่นยนต์ส่งของควรใช้พลังงานรูปแบบใดสำหรับวิ่งรอกขึ้นลง ระยะทางไกลขนาดนั้นเลิกคิดได้เลยว่าจะมีปั๊มน้ำมันแวะให้เติมกลางทาง หนทางที่คิดกันคือ ระบบป้อนกระแสไฟฟ้าไร้สายทางไกล โดยใช้ระบบเลเซอร์ยิงลำแสงไฟฟ้าให้หุ่นยนต์อย่างต่อเนื่อง บางทีอาจใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากอวกาศคงช่วยอีกแรง

 ถ้าทำลิฟต์อวกาศสำเร็จแล้วจะใช้ประโยชน์อะไรได้บ้าง อันดับแรกคือ ใช้สร้างระบบพลังงานแสงอาทิตย์อวกาศเพื่อป้อนไฟฟ้ามายังโลก ประโยชน์อีกอย่าง ใช้ส่งคนและสิ่งของไปยังโรงแรมอวกาศ เพื่อเดินทางต่อไปดวงจันทร์ และดาวอังคาร และอาจใช้กำจัดขยะกัมมันตรังสีที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทิ้งที่ไหนแล้ว


หอยลายผัดพริกเผานมสด

ส่วนผสม หอยลายผัดพริกเผานมสด

หอยลาย 1/2 กิโลกรัม
กระเทียม
พริกไทย
พริกขี้หนู
พริกชี้ฟ้า
น้ำพริกเผา
นมสด
ใบโหระพา
ซอสหอยนางรม
น้ำตาลปึก
น้ำปลา
น้ำมันพืช

     เริ่มแรกนำหอยลายมาล้างน้ำเอาดินที่ติดออก ใช้มีดเฉาะปากหอย ให้อ้าออกค่ะ (หึหึ) หลังจากนั้นตำพริกไทยให้ละเอียด (ใครไม่ชอบเผ็ดร้อนไม่ต้องใส่ค่ะ) ปลอกกระเทียมนำลงไปตำด้วยกันพอบุบ
     ตั้งน้ำมันในกะทะไม่ต้องร้อนจัด ใส่เครื่องที่ตำไว้ลงไปผัดพอหอม ใส่พริกขี้หนูที่บุบไว้เพิ่มความเผ็ด ใส่น้ำพริกเผา น้ำตาลปึก(บี้ให้ละเอียดก่อนนะคะ) ซอสหอยนางรม น้ำปลาลงไปผัด พอให้เดือดซักพักใส่นมสดลงไป ชิมดูรสชาติตามชอบแต่ให้รสจัดหน่อย จากนั้นใส่หอยลายลงไปผัดพอสุกให้เครื่องปรุงเคลือบบนตัวหอย ( ให้มันเข้าเนื้ออ่ะ จะพูดยังไงดี) จากนั้นใส่ใบโหระพา พริกชี้ฟ้าหั่นเฉียงลงไป เสร็จแล้วตักใส่จาน


หอยลายผัดน้ำพริกเผา

 

เครื่องปรุง

หอยลายสดๆ ตัวใหญ่ 500 กรัม
น้ำพริกเผา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำพรริกแดง 1 ช้อนชา
น้ำปลา 1 ช้อนชา
น้ำมันกระเทียมเจียว 1/4 ถ้วยตวง
นมสด 1 ช้อนโต๊ะ
พริกเหลือง แดง 2 ดอก
โหระพา พอประมาณ

วิธีทำ

1.เจียวกระเทียม พริกไทย รากผักชีให้หอม ใส่เครื่องปรุงผัด (ยกเว้น ข้าวเหนียว ไข่แดง) ผัดจนหอม แล้วจึงใส่ข้าวเหนียวกับน้ำเปล่า ปิดฝา
2.เปิดไฟประมาณ 140 สัก 10 นาที เปิดฝาไว้จนข้าวเหนียวเริ่มแห้ง ใช้ไม้พายกลับข้าวเหนียว พอข้าวเหนียวเริ่มสุก จัดวางไข่แดงบนข้าวเหนียว ให้ข้าวเหนียวระอุสุกดีจึงเทใส่จาน

 

 

 

 

ยำหมูยอ

เครื่องปรุงยำหมูยอ หมูยอ หัวหอมใหญ่ ผักชีฝรั่ง ต้นหอม มะเขือเทศ มะนาว น้ำปลา น้ำตาล พริกป่น เครื่องปรุง
หมูยอ ½ แท่ง
ผักกาดหอม 2 ใบ
หัวหอมใหญ่ ¼  หัว
ผักชีฝรั่ง 3 ต้น
ต้นหอม 1 ต้น
มะเขือเทศ 1 ลูก
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) 1 ½  ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ½  ช้อนชา
พริกป่น ½ ช้อนชา
น้ำเปล่า 3 ถ้วย

วิธีทำ
1. หั่นหมูยอเป็นชิ้นขนาดพอคำ
วิธีทำยำหมูยอ หั่นหมูยอเป็นชิ้นขนาดพอคำ

2. เปิดเตาที่ไฟแรง นำน้ำเปล่าใส่หม้อ รอจนน้ำเดือด เมื่อน้ำเดือดแล้วให้นำหมูยอที่หั่นไว้ลงไปลวกประมาณ 2 นาที จากนั้นก็เทน้ำที่ลวกทิ้งไปให้หมด
วิธีทำยำหมูยอ ต้มน้ำให้เดือดแล้วนำหมูยอที่หั่นไว้ลงไปลวกประมาณ 2 นาที จากนั้นก็เทน้ำที่ลวกทิ้งไปให้หมด

3. นำเครื่องปรุงต่างๆ คือ น้ำมะนาว ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) น้ำตาลทราย และพริกป่น มาผสมรวมกันในถ้วยผสม ชิมรสตามชอบ
วิธีทำยำหมูยอ ผสมน้ำยำในถ้วยผสม ชิมรสตามชอบ

4. ปลอกเปลือกหัวหอมใหญ่ ตัดรากผักชีฝรั่งและต้นหอม เด็ดก้านมะเขือเทศและผักกาดหอมแล้วนำผักต่างๆ ไปล้างน้ำให้สะอาด จากนั้น นำหัวหอมใหญ่มาซอยบางๆ นำผักชีฝรั่งและต้นหอมมาซอยหยาบๆ ส่วนมะเขือเทศนำมาแบ่งเป็น 4 ส่วน ควักไส้ออกแล้วหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ
วิธีทำยำหมูยอ นำหัวหอมใหญ่มาซอยบางๆ นำผักชีฝรั่งและต้นหอมมาซอยหยาบๆ ส่วนมะเขือเทศนำมาแบ่งเป็น 4 ส่วน ควักไส้ออกแล้วหั่นเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ

5. นำผักต่างๆ ไปใส่ลงในชามผสมรวมกับหมูยอที่ลวกไว้แล้ว เทน้ำยำที่ปรุงรสไว้ลงไป คลุกเคล้าเครื่องทั้งหมดให้เข้ากัน
วิธีทำยำหมูยอ นำผักต่างๆ ไปใส่ลงในชามผสมรวมกับหมูยอที่ลวกไว้แล้ว เทน้ำยำที่ปรุงรสไว้ลงไป คลุกเคล้าเครื่องทั้งหมดให้เข้ากัน

6. จัดใส่จานที่รองด้วยผักกาดหอมเอาไว้ จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ

จัดใส่จานที่รองด้วยผักกาดหอมเอาไว้ จากนั้นก็ยกเสริฟได้เลยค่ะ


ส้มตำ

เครื่องปรุงส้มตำ มะละกอดิบ มะเขือเทศ มะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊ป กระเทียม พริกสด ถั่วลิสงคั่ว กุ้งแห้ง เครื่องปรุง
มะละกอขูดหรือสับ 2 ถ้วย
มะเขือเทศลูกใหญ่ 1 ลูก
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) 1 ½  ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊ป 2 ½  ช้อนโต๊ะ
กระเทียมกลีบใหญ่ 2-3 กลีบ
พริกสด 2 เม็ด
ถั่วลิสงคั่ว 2 ช้อนโต๊ะ
กุ้งแห้ง 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. นำมะละกอดิบมาปลอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด แบ่งครึ่ง ขูดเป็นเส้นๆ หรือจะสับทั้งลูกแล้วฝานเป็นเส้นๆ ก็ได้
วิธีทำส้มตำ นำมะละกอดิบมาปลอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด แบ่งครึ่ง ขูดเป็นเส้นๆ

2. เด็ดขั้วพริกและมะเขือเทศ ปลอกเปลือกกระเทียม นำไปล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำ นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นชิ้นๆ จากนั้น หั่นพริกและกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปโขลกให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้งลงไป โขลกให้พอนิ่มแล้วจึงใส่ถั่วสิสงคั่วลงไปทุบพอแหลก
วิธีทำส้มตำ นำมะเขือเทศมาหั่นเป็นชิ้นๆ จากนั้น หั่นพริกและกระเทียมเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปโขลกให้ละเอียด ใส่กุ้งแห้งลงไป โขลกให้พอนิ่มแล้วจึงใส่ถั่วสิสงคั่วลงไปทุบพอแหลก

3. ใส่มะเขือเทศ บุบให้นิ่มแล้วคลุกกับเครื่องที่โขลกไว้
วิธีทำส้มตำ ใส่มะเขือเทศ บุบให้นิ่มแล้วคลุกกับเครื่องที่โขลกไว้

4. ผสมน้ำมะนาว ซีอิ้วขาว (หรือน้ำปลา) และน้ำตาลปี๊ป ในถ้วยผสม ชิมให้ได้ 3 รส จากนั้นจึงนำมะละกอขูดมาใส่ในชามผสม นำเครื่องที่โขลกไว้และน้ำปรุงรสมาคลุกกับมะละกอให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
วิธีทำส้มตำ ผสมน้ำยำ ชิมให้ได้ 3 รส จากนั้นจึงนำมะละกอขูดมาใส่ในชามผสม นำเครื่องที่โขลกไว้และน้ำปรุงรสมาคลุกกับมะละกอให้เข้ากัน

5. ตักใส่จาน จากนั้นก็เสริฟพร้อมกับผักต่างๆ ได้เลยค่ะ

ตักใส่จาน จากนั้นก็เสริฟพร้อมกับผักต่างๆ ได้เลยค่ะ


จาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน

โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 24 

ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ

ปิโตรเลียมและการผลิต

สารบัญ

  หน้า
คลังน้ำมันปิโตรเลียม 2
บ่อหลวง 4
แหล่งน้ำมันดิบลึกลงใต้ผิวดิน 6
ประวัติของคำว่า ปิโตรเลียม 8
Biogenic gas 12
ลักษณะและสมบัติของปิโตรเลียม 14
ธรณีฟิสิกส์ Geophysics 16
ฟิสิกส์ในทะเล 18
ระบบน้ำโคลนที่ใช้ในการเจาะ 20
การผลิตแก๊สธรรมชาติ 22
บริเวณโรงกลั่นน้ำมัน 24
น้ำมันหนัก (Heavy oils) 26
ผลิตภัณฑ์พลาสติก 28
พื้นที่ภาคกลาง 30

 

 

หน้าแรก     หน้าต่อไป


 

 

 

 

 

 ความแตกต่างระหว่างก๊าซธรรมชาติ & ก๊าซหุงต้ม

 

ก๊าซธรรมชาต

 

                ก๊าซธรรมชาติเกิดจากการทับถมของซากพืชซากสัตว์

จำพวกจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในโลกนับหลายล้านปีแล้ว ซึ่งแปรสภาพเนื่องจากความร้อนและความกดดันของผิวโลก ก๊าซธรรมชาติประกอบด้วย

ก๊าซไฮโดรคาร์บอนหลายชนิดผสมรวมอยู่ด้วยกัน และยังมีส่วนที่เป็น

ของเหลวที่เรียกว่าคอนเดนเสทอยู่ด้วย

“ก๊าซธรรมชาติไม่มีกลิ่น..ไม่มีสี..เผาไหม้สมบูรณ์กว่า และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า”

เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน หรือถ่านหิน จึงเป็นเชื้อเพลิงที่ช่วยลดมลภาวะที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของประเทศได้เป็นอย่างดี 

ก๊าซหุงต้ม

 

                ก๊าซปิโตรเลียม หรือก๊าซหุงต้ม         ( LPG ) เป็นก๊าซที่ได้จาก

การแยกก๊าซธรรมชาติในโรงแยกก๊าซฯ และผลิตได้จากโรงกลั่นน้ำมันโดย

นำมาบรรจุในถังภายใต้ความดันสูงจึงกลายเป็นของเหลวไม่มีสี ไม่มีกลิ่น

ผู้ผลิตจึงจำเป็นต้องเติมสาร             เมอร์เคปเทน ซึ่งมีกลิ่นฉุนคล้ายไข่เน่า

ลงไป เพื่อเป็นสัญญาณเตือนในกรณีเกิดการรั่ว

 

 

 

 

ความแตกต่างระหว่างก๊าซธรรมชาติ & ก๊าซหุงต้ม

 

ก๊าซธรรมชาติ ( NGV )

·        เบากว่าอากาศ

·        สถานะเป็นก๊าซสามารถนำมาใช้ได้เลย

·        ไม่มีสี  ไม่มีกลิ่น  (มีการเติมสารเพื่อความปลอดภัย) มีการเผาไหม้สมบูรณ์ปราศจากเขม่า

·        ติดไฟยากกว่า LPG

·        ขนส่งโดยระบบท่อเข้าสู่โรงงานใช้งานได้ทันทีไม่ต้องเสียพื้นที่

ในการจัดเก็บ

ก๊าซหุงต้ม ( LPG )

·        หนักกว่าอากาศ

·        สถานะเป็นของเหลว

·        ไม่มีสี  ไม่มีกลิ่น  (มีการเติมสารเพื่อความปลอดภัย) มีการเผาไหม้

สมบูรณ์ปราศจากเขม่า

·        ติดไฟง่าย

·       ต้องมีถังสำรองเชื่อเพลิงและเสียพื้นที่ในการจัดเก็บ การขนส่งต้องใช้

รถบรรทุกขนาดใหญ่

วิธีการตรวจสอบการรั่วไหลของก๊าซธรรมชาติ

 

ตรวจสอบโดยวิธีการสังเกตโดยบุคคล

 

                1. กลิ่นของก๊าซ ตามทฤษฎีแล้วคุณสมบัติของก๊าซมีเทนจะไม่มีสีและไม่มีกลิ่น แต่ในก๊าซธรรมชาติจะประกอบไปด้วยสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด และสารที่ปนมากับก๊าซบางส่วน ซึ่งส่วนต่างๆเหล่านี้บางชนิดจะมีกลิ่นโดยธรรมชาติ

                2. สำรวจลักษณะของพืชที่อยู่ในบริเวณท่อส่งก๊าซ โดยอาจตรวจพบพืชที่มีการเจริญเติบโตมากว่าในบริเวณข้างเคียงหรือเกิดการแคระแกรนเสื่อมสภาพอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับบริเวณข้างเคียง โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของดิน ชนิดของพืช สิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ ปริมาณการรั่วไหล และระยะเวลาที่เกิดการรั่วไหล

                3. สำรวจการรวมกลุ่มของแมลง (แมลงสาบ,แมลงวัน,แมงมุม) การรวมกลุ่มของแมลงบริเวณท่อก๊าซบางครั้งอาจเป็นสัญญาณบอกถึงการรั่วของก๊าซได้อีกทางหนึ่งเนื่องจากแมลงเหล่านี้มีปฏิกิริยาต่อสารบางชนิดในก๊าซธรรมชาติ

                4. สำรวจการเกิดเชื้อรา เนื่องจากเชื้อราสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่ปริมาณก๊าซออกซิเจนต่ำ โดยราที่เกิดจะมีลักษณะเป็นราสีขาว หรือเทา-ขาว

                5. เสียงของการรั่วของก๊าซ ในบางครั้งการรั่วไหลของก๊าซผ่านระบบท่อที่เกิดการผุกร่อน หรือรั่วออกทางข้อต่อ และหน้าแปลนอาจก่อให้เกิดเสียงที่จุดรั่ว

 

ตรวจสอบโดยการใช้อุปกรณ์

 

                1. สำรวจปริมาณการใช้ก๊าซในช่วงเวลาที่กำหนด ทำการเก็บข้อมูลปริมาณการใช้ก๊าซในช่วงเวลาที่กำหนด แล้วทำการเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อตรวจสอบหาปริมาณการใช้ที่ผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีการรั่วไหลของก๊าซ

                2. สำรวจการรั่วไหลของก๊าซผ่านระบบ Shut Down เมื่อมีการหยุดก๊าซทั้งระบบเป็นที่เรียบร้อยแล้วสามารถตรวจสอบการหมุนของมิเตอร์วัดปริมาณก๊าซที่ศูนย์ควบคุมของ ปตท. ว่าหยุดหมุนหรือไม่ หากยังคงหมุนอยู่แสดงว่ายังคงมีการรั่วไหลของก๊าซ

 

                3. การใช้สบู่ เป็นวิธีที่สามารถบ่งชี้ว่าเกิดการรั่วไหลขึ้นที่จุดใด โดยการใช้น้ำสบู่ฉีดลงในบริเวณที่คาดว่าน่าจะเกิดการรั่วไหลหากมีฟองสบู่เกิดขึ้นแสดงว่าเกิดการรั่วไหลให้ทำการแก้ไขโดยทันที

 

                4. การใช้อุปกรณ์ในการตรวจวัด เป็นวิธีที่สามารถ ทำการชี้จุดของการรั่วไหล และบอกถึงความรุนแรงการรั่วไหลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ทั้งนี้อุปกรณ์จะต้องอยู่ในการควบคุมของผู้ใช้ที่มีความรู้ความชำนาญในการตรวจวัด การบำรุงรักษา อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการสอบเทียบกับอุปกรณ์มาตรฐาน อย่างน้อย 1 ปี

 

 

 

 

 

 

 

ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว

            ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่รวมตัวกันโดยมีสัดส่วนของอะตอมที่แตกต่างกัน คือ ก๊าซมีเทน (methane;CH4) ก๊าซอีเทน (ethane; C2H6) ก๊าซโพรเพน (propane;C3H8) ก๊าซบิวเทน (butane; C4H10) ก๊าซเพนเทน (pentane; C5H12) ก๊าซเฮกเทน (hextane; C6H14) ก๊าซเฮปเทน (heptane; C7H16) และก๊าซออกเทน (octane; C8H19) นอกจากนี้ยังอาจมีก๊าซอื่นเจือปนอยู่ด้วย เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) และก๊าซไนโตรเจน

a "horse head" pump :API


            ประโยชน์ของก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว สามารถจำแนกคุณสมบัติของชนิดก๊าซและการใช้ประโยชน์ได้เป็น 3 ประเภท คือ
            ก๊าซแห้ง (dry gas) ได้แก่ ก๊าซที่มีองค์ประกอบของก๊าซมีเทนและอีเทน ซึ่งมีสถานะเป็นก๊าซที่มีอุณหภูมิและความดันปกติ ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตก๊าซเหลว (liquefied natural gas;LNG) เพื่อบรรจุถังและขนส่งไปจำหน่ายต่างประเทศได้ ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเมธานอล ปุ๋ย ไนโตรเจน แอมโมเนีย และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต่างๆ ใช้แทนน้ำมันเตาในการผลิตกระแสไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
            ก๊าซชื้น (wet gas) ได้แก่ ก๊าซที่มีองค์ประกอบของก๊าซโพรเพนและบิวเทน มีสถานะเป็นก๊าซที่มีอุณหภูมิและความดันปกติ ใช้เป็นวัตถุดิบผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (liquefied petroleum gas;LPG) หรือก๊าซหุงต้ม ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหุงต้มในครัวเรือน ขับเคลื่อนรถยนต์ ใช้กับระบบตู้เย็นและเครื่องทำความเย็น ใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานกลั่นน้ำในดิบบางส่วน และใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่างๆ
            ก๊าซธรรมชาติหรือก๊าซโซลีนธรรมชาติเหลว (condensate) คือ ก๊าซที่มีองค์ประกอบของก๊าซเพนเทน เฮกเทน และออกเทน ซึ่งมีสภาพเป็นก๊าซเมื่ออยู่ในแหล่งกักเก็บและจะมีสภาพเป็นของเหลว เมื่อนำขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิต สามารถแยกออกจากก๊าซธรรมชาติได้เลยจากบนแท่นผลิต ใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานกลั่นน้ำมัน ใช้นำไปเพิ่มออกเทนให้เท่ากับน้ำมันเบนซิน ใช้กับรถยนต์ และใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมต่างๆ

a chrirtmas tree :NGSA

บทนำ

วัสดุวิศวกรรม

     วิวัฒนาการของวัสดุ  การค้นพบทองแดง   What is Engineering Materials  โลหะ  โพลิเมอรื  วัสดุโพลิเมอร์  วัสดุกึ่งตัวนำ   อุตสาหกรรมรถยนต์  ก่อสร้าง  โลหะผสม  และวัสดุแห่งอนาคต

คลิกค่ะ   


บทที่ 2

โครงสร้างอะตอม

     Demokritos   ,   John Dalton  , การค้นพบอิเล็กตรอน  ทฤษฎีควอนตัม  การแผ่รังสีของวัตถุดำ   Photoelectric effect , สเปกตรัมของไฮโดรเจน  รัศมีของอิเล็กตรอน  กลศาสตร์คลื่น  การจัดเรียงตัวของอิเล็กครอน  คลิกค่ะ   


บทที่ 2

พันธะเคมี

    Atomic orbital   สมบัติตามตารางธาตุ  ขนาดของอะตอม  ประเภทของพันธะเคมี  พันธะโควาเลนต์  Octet   ไฮบริดออร์บิตอล  พันธะโลหะ   ทฤษฎีแถบพลังงาน  Forbidden gap  ประจุฟอร์มาล  คลิกค่ะ   


โครงสร้างอะตอม 1

Atomic structures

    อัตราส่วนประจุต่อมวล   โรเบิร์ต มิลลิแกน  การค้นพบโปรตรอน   รังสีแคแนล  การทดลองของรัทเทอร์ฟอร์ด  การค้นพบนิวตรอน  ทฤษฎีของแมกซ์เวลล์  สมบัติของคลื่น   สถานะกระตุ้นของอะตอม  อนุกรมในสเปกตรัมอะตอมไฮโดรเจน   Schrodinger  เลขควอนตัมสปิน  คลิกค่ะ   


บทที่ 3

โครงสร้างผลึก ภาค 2

     Atomic packing  factor  ,  Hexagonal closed pack , พิกัดของโครงร่างผลึก    กำหนดทิศทางของผลึก  ตัวอย่างทิศทางในผลึก  Miller indices  ระนาบ  และผลึกหกเหลี่ยม  คลิกค่ะ   


บทที่ 4

ความไม่สมบูรณ์ของผลึก

    ความไม่สมบูรณ์แบบจุด ( Point defect)  การเข้าไปอยู่ในช่องว่างเสียเอง , Frenkel defect ,  Schottky defect , Edge dislocation , Screw dislocation , ขนาดของเกรน  คลิกค่ะ   


บทที่ 6

แผนภาพของเฟส

    ขอบเกรน (Grain Boundaries)  , Macroscopic Defects  ,  เฟส (Phase)  ,  Cooling curves  , Intermetallic compounds , Eutectic Alloys , Lead-Tin alloy , Silver-palladium  คลิกค่ะ   


 

 

 

กระสวยอวกาศโคลัมเบีย การเดินทางอย่างไม่มีวันกลับ
    ฮัลโหล จากเหนือโลกที่งดงามของเรา “ ลอเรล คลาร์ก แพทย์หญิงกองทัพเรือสหรัฐ นักบินอวกาศ วัย 41 ปี ของกระสวย อวกาศโคลัมเบีย เริ่มต้นข้อความในอีเมล์ของเธอ ที่ส่งมายังครอบครัว และเพื่อนก่อนหน้าที่กระสวยอวกาศโคลัมเบีย จะเดินทางกลับโลก ในเช้าวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2003 เพียงวันเดียว
     “ฉันเห็นบางภาพที่ดูเหลือเชื่อ แสงสว่างกระจายไปทั่วแปซิฟิก แสงออโรร่าที่ขอบฟ้า มีแสงเรืองๆ ของเมืองในออสเตรเลีย อยู่ข้างล่าง และพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว ลอยเด่นอยู่ด้านข้างของโลก ที่ราบอันกว้างใหญ่ของแอฟริกา และเนินทรายที่แหลมฮอร์น “ และสิ่ง ที่ทำให้เธอตื่นเต้นที่สุด คือภาพรัฐที่เธออาศัยอยู่ “ มันช่างน่าอัศจรรย์ วันแรกๆเราบินเหนือทะเลสาบมิชิแกน ฉันเห็นวินพอยต์ [วิสคอนซิล] อย่างชัดเจน” คลิกค่ะ

 


ทดสอบความรู้รอบตัว

แบบทดสอบความรู้ก่อนเรียน – หลังเรียน

คำสั่ง ให้นักเรียนพิจารณาตัวเลือกจากคำถามแต่ละข้อแล้วเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

1.  ประชากรในกลุ่มเพื่อนบ้านของเราส่วนใหญ่เป็นเผ่าพันธุ์ในข้อใด

1. ออสเตรลอยด์ 2. นิโกรลอยด์
3. เมลานีซอยด์ 4. มองโกลอยด์

คลิกทำต่อค่ะ


แร่ หิน และปิโตรเลียมที่พบในภาคเหนือ

พลวง (Antimony) ฟลูออไรต์ (Fluorite)  ทองแดง (Copper)
ดีบุก (Tin) สังกะสี (Zinc) ไดอะทอไมต ์(Diatomite)
เหล็ก (Iron) แบไรต์ (Barite)  แมงกานีส (Manganese)
ฟอสเฟต (Phosphate)  เฟลด์สปาร์ (Feldspar)  หินปูน (Limestone)
ทองคำ (Gold)  ถ่านหิน (Lignite)  น้ำมันดิบ (Petroleum) 
ทับทิมและแซปไฟร ์(Ruby and Sapphire)  หินแกรนิต (Granite) ก๊าซธรรมชาติและก๊าซเหลว (Natural gas and Condensategas)

(ข้อมูลจาก งามพิศ แย้มนิยม, "ทรัพยากรแร่ในประเทศไทย",กองเศรษฐธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี, 2543)


แร่ หิน และปิโตรเลียมที่พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  

(ข้อมูลจาก งามพิศ แย้มนิยม, "ทรัพยากรแร่ในประเทศไทย", กองเศรษฐธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี, 2543)


Content of herbal Beverage


 

 

 

 

 

เหมียวมุ่งมั่น


หนูน้อยวัย 5 เดือน แยกเพลงคลาสสิค"เศร้า-สุข"ได้


เลียนแบบไดโนเสาร์

 


ลาบเห็ดเข็มทอง


ฉัตรพระอินทร์


อานุภาพธรรมชาติ


เรือกอและ


ภาพโลกใบเล็ก


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

นกปรอดเล็กสีไพลตาแดง Olive Bulbul


กล้อง CCTV ใช้ปัองกันปัญหาอาชญากรรม


ผจญเพลิงบ่อน้ำมัน

ของ หนังสือรีดเดอร์สไดเจสท์  รู้รอบตอบได้ ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

วีรบุรุษผจญเพลิง

{mospagebreak}

หน้า 3

ไฟบรรลัยกัลป์


เรด อะแดร์ วีรบุรุษพจญเพลิง


อาจารย์ท่านที่ 18 : วิ่งร้อยเมตร "คู่แข่ง- ยิ่งเอาชนะได้ยากยิ่งดี"


กลิ่นอวกาศ


แผ่นซับหน้ามัน


มาร์ตติ อาห์ติซารี เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ 2551

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์