index 241

การ์ตูนเรื่อง Cobra เล่ม 2

โดย Buichi terasawa

สารบัญ

  หน้า
ห่างจากทางช้างเผือกหมื่นปีแสง 10
เฮ้อเกือบไปเรา 20
จะเดี่ยวหรือคู่มันไม่สำคัญ 40
ดีมาก เริ่มแผน A ได้ 60
ครืน.... 80
เกิดอะไรขึ้น... 100
นั่นแกจะทำอะไรของแกน่ะ 121
จอมทมิฬกาตังก้า.. 140
นั่น...... 160
ด๊อกซ์.... 180
เปรี้ยง... 200
ทำไมล่ะ... 220
ก็เพราะ... 240
แปลก!! ในห้องนี้มีพลังด้วยเหรอ.. 260
มันเป็นจริงๆ 280
นั่นมันตัวอะไร ? 300
ควับ ... 320
ท่านครับไม่เห็นมีใครอยู่เลยครับ 340
ตึ่ง ตึ่ง 360
มันอ่านความรู้สึกเรานี่เอง 380
อานั่น !!!!! 400
ตอน ดวงตาเทพเจ้า 420
ตายซะเถอะ... 440
บอกมาดีกว่าว่าแกเป็นใคร 460
ทำไมต้องเรียกมันว่าดวงตาเทพเจ้าด้วย 480
บรึม ! 500
ครืนนนน 520
นั่นใครนะ... 540
ฟ้าวว 560
ฮ่ามันโดนเอ็งแล้ว 580
ต้องเทพเจ้าแห่งจักรวาล 600
นักกีฬาทุกคนเตรียมพร้อม 620
คุณระเบิดรถตำรวจนั่นได้ยังไง 640
บรื่นน 660
ตอนกุญแจมรณะ 666
ใต้นี้ยังมีอีกคนนึงครับ 680
แล้วกุญแจนี้มันใช้ได้จริงๆหรือ 700
แบล๊คโบน 720
หึ หึ หึ... 740
มัวทำอะไรอยู่ล่ะ 760
ผู้ที่นอนอยู่ในโลงนี่ 780
ดูนั่นคอบร้า 800
ตอนศึกสองเทพเจ้า 815
และนี่คือสิ่งตอบแทน 820
เลิกก่อเรื่องซะทีเหอะน่า 840
จงดูนี่ให้ดี 859
ข้ายินดีร่วมมือกับท่าน 880
มันอะไรกันนี่ 900
อา !! 920
แกเคยช่วยชีวิตฉัน 940
ศพพวกนี้ !!! 960
ทุกลำแยกย้ายกันออกค้นหา 980
แง่ง... 1000
ถุย ... 1020
คอแห้งจะตายอยู่แล้ว 1040
อย่า อย่า นะ 1060
รอเดี๋ยวนางแม่มด 1080
กัปตันช่วยด้วย 1100
เห็นไม๊ มันสามารถเป็นร่างเล็กด้วย... 1120
เราแน่ใจว่าเจ้านั่นมีพลัง 1140
ฉันก็เชื่อเหมือนกันนะ 1160
ฉันเองก็อยากรู้คำตอบเหมือนกัน 1180
เลดี้ 1200

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

{mospagebreak}

หน้า 108

{mospagebreak}

หน้า 109

{mospagebreak}

หน้า 110

{mospagebreak}

หน้า 111

{mospagebreak}

หน้า 112

{mospagebreak}

หน้า 113

{mospagebreak}

หน้า 114

{mospagebreak}

หน้า 115

{mospagebreak}

หน้า 116

{mospagebreak}

หน้า 117

{mospagebreak}

หน้า 118

{mospagebreak}

หน้า 119

{mospagebreak}

หน้า 120

{mospagebreak}

หน้า 121

{mospagebreak}

หน้า 122

{mospagebreak}

หน้า 123

{mospagebreak}

หน้า 124

{mospagebreak}

หน้า 125

{mospagebreak}

หน้า 126

{mospagebreak}

หน้า 127

{mospagebreak}

หน้า 128

{mospagebreak}

หน้า 129

{mospagebreak}

หน้า 130

{mospagebreak}

หน้า 131

{mospagebreak}

หน้า 132

{mospagebreak}

หน้า 133

{mospagebreak}

หน้า 134

{mospagebreak}

หน้า 135

{mospagebreak}

หน้า 136

{mospagebreak}

หน้า 137

{mospagebreak}

หน้า 138

{mospagebreak}

หน้า 139

{mospagebreak}

หน้า 140

{mospagebreak}

หน้า 141

{mospagebreak}

หน้า 142

{mospagebreak}

หน้า 143

{mospagebreak}

หน้า 144

{mospagebreak}

หน้า 145

{mospagebreak}

หน้า 146

{mospagebreak}

หน้า 147

{mospagebreak}

หน้า 148

{mospagebreak}

หน้า 149

{mospagebreak}

หน้า 150

{mospagebreak}

หน้า 151

{mospagebreak}

หน้า 152

{mospagebreak}

หน้า 153

{mospagebreak}

หน้า 154

{mospagebreak}

หน้า 155

{mospagebreak}

หน้า 156

{mospagebreak}

หน้า 157

{mospagebreak}

หน้า 158

{mospagebreak}

หน้า 159

{mospagebreak}

หน้า 160

{mospagebreak}

หน้า 161

{mospagebreak}

หน้า 162

{mospagebreak}

หน้า 163

{mospagebreak}

หน้า 164

{mospagebreak}

หน้า 165

{mospagebreak}

หน้า 166

{mospagebreak}

หน้า 167

{mospagebreak}

หน้า 168

{mospagebreak}

หน้า 169

{mospagebreak}

หน้า 170

{mospagebreak}

หน้า 171

{mospagebreak}

หน้า 172

{mospagebreak}

หน้า 173

{mospagebreak}

หน้า 174

{mospagebreak}

หน้า 175

{mospagebreak}

หน้า 176

{mospagebreak}

หน้า 177

{mospagebreak}

หน้า 178

{mospagebreak}

หน้า 179

{mospagebreak}

หน้า 180

{mospagebreak}

หน้า 181

{mospagebreak}

หน้า 182

{mospagebreak}

หน้า 183

{mospagebreak}

หน้า 184

{mospagebreak}

หน้า 185

{mospagebreak}

หน้า 186

{mospagebreak}

หน้า 187

{mospagebreak}

หน้า 188

{mospagebreak}

หน้า 189

{mospagebreak}

หน้า 190

{mospagebreak}

หน้า 191

{mospagebreak}

หน้า 192

{mospagebreak}

หน้า 193

{mospagebreak}

หน้า 194

{mospagebreak}

หน้า 195

{mospagebreak}

หน้า 196

{mospagebreak}

หน้า 197

{mospagebreak}

หน้า 198

{mospagebreak}

หน้า 199

{mospagebreak}

หน้า 200

{mospagebreak}

หน้า 201

{mospagebreak}

หน้า 202

{mospagebreak}

หน้า 203

{mospagebreak}

หน้า 204

{mospagebreak}

หน้า 205

{mospagebreak}

หน้า 206

{mospagebreak}

หน้า 207

{mospagebreak}

หน้า 208

{mospagebreak}

หน้า 209

{mospagebreak}

หน้า 210

{mospagebreak}

หน้า 211

{mospagebreak}

หน้า 212

{mospagebreak}

หน้า 213

{mospagebreak}

หน้า 214

{mospagebreak}

หน้า 215

{mospagebreak}

หน้า 216

{mospagebreak}

หน้า 217

{mospagebreak}

หน้า 218

{mospagebreak}

หน้า 219

{mospagebreak}

หน้า 220

{mospagebreak}

หน้า 221

{mospagebreak}

หน้า 222

{mospagebreak}

หน้า 223

{mospagebreak}

หน้า 224

{mospagebreak}

หน้า 225

{mospagebreak}

หน้า 226

{mospagebreak}

หน้า 227

{mospagebreak}

หน้า 228

{mospagebreak}

หน้า 229

{mospagebreak}

หน้า 230

{mospagebreak}

หน้า 231

{mospagebreak}

หน้า 232

{mospagebreak}

หน้า 233

{mospagebreak}

หน้า 234

{mospagebreak}

หน้า 235

{mospagebreak}

หน้า 236

{mospagebreak}

หน้า 237

{mospagebreak}

หน้า 238

{mospagebreak}

หน้า 239

{mospagebreak}

หน้า 240

{mospagebreak}

หน้า 241

{mospagebreak}

หน้า 242

{mospagebreak}

หน้า 243

{mospagebreak}

หน้า 244

{mospagebreak}

หน้า 245

{mospagebreak}

หน้า 246

{mospagebreak}

หน้า 247

{mospagebreak}

หน้า 248

{mospagebreak}

หน้า 249

{mospagebreak}

หน้า 250

{mospagebreak}

หน้า 251

{mospagebreak}

หน้า 252

{mospagebreak}

หน้า 253

{mospagebreak}

หน้า 254

{mospagebreak}

หน้า 255

{mospagebreak}

หน้า 256

{mospagebreak}

หน้า 257

{mospagebreak}

หน้า 258

{mospagebreak}

หน้า 259

{mospagebreak}

หน้า 260

{mospagebreak}

หน้า 261

{mospagebreak}

หน้า 262

{mospagebreak}

หน้า 263

{mospagebreak}

หน้า 264

{mospagebreak}

หน้า 265

{mospagebreak}

หน้า 266

{mospagebreak}

หน้า 267

{mospagebreak}

หน้า 268

{mospagebreak}

หน้า 269

{mospagebreak}

หน้า 270

{mospagebreak}

หน้า 271

{mospagebreak}

หน้า 272

{mospagebreak}

หน้า 273

{mospagebreak}

หน้า 274

{mospagebreak}

หน้า 275

{mospagebreak}

หน้า 276

{mospagebreak}

หน้า 277

{mospagebreak}

หน้า 278

{mospagebreak}

หน้า 279

{mospagebreak}

หน้า 280

{mospagebreak}

หน้า 281

{mospagebreak}

หน้า 282

{mospagebreak}

หน้า 283

{mospagebreak}

หน้า 284

{mospagebreak}

หน้า 285

{mospagebreak}

หน้า 286

{mospagebreak}

หน้า 287

{mospagebreak}

หน้า 288

{mospagebreak}

หน้า 289

{mospagebreak}

หน้า 290

{mospagebreak}

หน้า 291

{mospagebreak}

หน้า 292

{mospagebreak}

หน้า  293

{mospagebreak}

หน้า 294

{mospagebreak}

หน้า 295

{mospagebreak}

หน้า 296

{mospagebreak}

หน้า 297

{mospagebreak}

หน้า 298

{mospagebreak}

หน้า 299

{mospagebreak}

หน้า 300

{mospagebreak}

หน้า 301

{mospagebreak}

หน้า 302

{mospagebreak}

หน้า 303

 

{mospagebreak}

หน้า 304

{mospagebreak}

หน้า 305

{mospagebreak}

หน้า 306

{mospagebreak}

หน้า 307

{mospagebreak}

หน้า 308

{mospagebreak}

หน้า 309

{mospagebreak}

หน้า 310

{mospagebreak}

หน้า 311

{mospagebreak}

หน้า 312

{mospagebreak}

หน้า 313

{mospagebreak}

หน้า 314

{mospagebreak}

หน้า 315

{mospagebreak}

หน้า 316

{mospagebreak}

หน้า 317

{mospagebreak}

หน้า 318

{mospagebreak}

หน้า 319

{mospagebreak}

หน้า 320

{mospagebreak}

หน้า 321

{mospagebreak}

หน้า 322

{mospagebreak}

หน้า 323

{mospagebreak}

หน้า 324

{mospagebreak}

หน้า 325

{mospagebreak}

หน้า 326

{mospagebreak}

หน้า 327

{mospagebreak}

หน้า 328

{mospagebreak}

หน้า 329

{mospagebreak}

หน้า 330

{mospagebreak}

หน้า 331

{mospagebreak}

หน้า 332

{mospagebreak}

หน้า 333

{mospagebreak}

หน้า 334

{mospagebreak}

หน้า 335

{mospagebreak}

หน้า 336

{mospagebreak}

หน้า 337

{mospagebreak}

หน้า 338

{mospagebreak}

หน้า 339

{mospagebreak}

หน้า 340

{mospagebreak}

หน้า 341

{mospagebreak}

หน้า 342

{mospagebreak}

หน้า 343

{mospagebreak}

หน้า 344

{mospagebreak}

หน้า 345

{mospagebreak}

หน้า 346

{mospagebreak}

หน้า 347

{mospagebreak}

หน้า 348

{mospagebreak}

หน้า 349

{mospagebreak}

หน้า 350

{mospagebreak}

หน้า 351

{mospagebreak}

หน้า 352

{mospagebreak}

หน้า 353

{mospagebreak}

หน้า 354

{mospagebreak}

หน้า 355

{mospagebreak}

หน้า 356

{mospagebreak}

หน้า 357

{mospagebreak}

หน้า 358

{mospagebreak}

หน้า 359

{mospagebreak}

หน้า 360

{mospagebreak}

หน้า 361

{mospagebreak}

หน้า 362

{mospagebreak}

หน้า 363

{mospagebreak}

หน้า 364

{mospagebreak}

หน้า 365

{mospagebreak}

หน้า 366

{mospagebreak}

หน้า 367

{mospagebreak}

หน้า 368

{mospagebreak}

หน้า 369

{mospagebreak}

หน้า 370

{mospagebreak}

หน้า 371

{mospagebreak}

หน้า 372

{mospagebreak}

หน้า 373

{mospagebreak}

หน้า 374

{mospagebreak}

หน้า 375

{mospagebreak}

หน้า 376

{mospagebreak}

หน้า 377

{mospagebreak}

หน้า 378

{mospagebreak}

หน้า 379

{mospagebreak}

หน้า 380

{mospagebreak}

หน้า 381

{mospagebreak}

หน้า 382

{mospagebreak}

หน้า 383

{mospagebreak}

หน้า 384

{mospagebreak}

หน้า 385

{mospagebreak}

หน้า 386

{mospagebreak}

หน้า 387

{mospagebreak}

หน้า 388

{mospagebreak}

หน้า 389

{mospagebreak}

หน้า 390

{mospagebreak}

หน้า 391

{mospagebreak}

หน้า 392

{mospagebreak}

หน้า  393

{mospagebreak}

หน้า 394

{mospagebreak}

หน้า 395

{mospagebreak}

หน้า 396

{mospagebreak}

หน้า 397

{mospagebreak}

หน้า 398

{mospagebreak}

หน้า 399

{mospagebreak}

หน้า 400

{mospagebreak}

หน้า 401

{mospagebreak}

หน้า 402

{mospagebreak}

หน้า 403

{mospagebreak}

หน้า 404

{mospagebreak}

หน้า 405

{mospagebreak}

หน้า 406

{mospagebreak}

หน้า 407

{mospagebreak}

หน้า 408

{mospagebreak}

หน้า 409

{mospagebreak}

หน้า 410

{mospagebreak}

หน้า 411

{mospagebreak}

หน้า 412

{mospagebreak}

หน้า 413

{mospagebreak}

หน้า 414

{mospagebreak}

หน้า 415

{mospagebreak}

หน้า 416

{mospagebreak}

หน้า 417

{mospagebreak}

หน้า 418

{mospagebreak}

หน้า 419

{mospagebreak}

หน้า 420

{mospagebreak}

หน้า 421

{mospagebreak}

หน้า 422

{mospagebreak}

หน้า 423

{mospagebreak}

หน้า 424

{mospagebreak}

หน้า 425

{mospagebreak}

หน้า 426

{mospagebreak}

หน้า 427

{mospagebreak}

หน้า 428

{mospagebreak}

หน้า 429

{mospagebreak}

หน้า 430

{mospagebreak}

หน้า 431

{mospagebreak}

หน้า 432

{mospagebreak}

หน้า 433

{mospagebreak}

หน้า 434

{mospagebreak}

หน้า 435

{mospagebreak}

หน้า 436

{mospagebreak}

หน้า 437

{mospagebreak}

หน้า 438

{mospagebreak}

หน้า 439

{mospagebreak}

หน้า 440

{mospagebreak}

หน้า 441

{mospagebreak}

หน้า 442

{mospagebreak}

หน้า 443

{mospagebreak}

หน้า 444

{mospagebreak}

หน้า 445

{mospagebreak}

หน้า 446

{mospagebreak}

หน้า 447

{mospagebreak}

หน้า 448

{mospagebreak}

หน้า 449

{mospagebreak}

หน้า 450

{mospagebreak}

หน้า 451

{mospagebreak}

หน้า 452

{mospagebreak}

หน้า 453

{mospagebreak}

หน้า 454

{mospagebreak}

หน้า 455

{mospagebreak}

หน้า 456

{mospagebreak}

หน้า 457

{mospagebreak}

หน้า 458

{mospagebreak}

หน้า 459

{mospagebreak}

หน้า 460

{mospagebreak}

หน้า 461

{mospagebreak}

หน้า 462

{mospagebreak}

หน้า 463

{mospagebreak}

หน้า 464

{mospagebreak}

หน้า 465

{mospagebreak}

หน้า 466

{mospagebreak}

หน้า 467

{mospagebreak}

หน้า 468

{mospagebreak}

หน้า 469

{mospagebreak}

หน้า 470

{mospagebreak}

หน้า 471

{mospagebreak}

หน้า 472

{mospagebreak}

หน้า 473

{mospagebreak}

หน้า 474

{mospagebreak}

หน้า 475

{mospagebreak}

หน้า 476

{mospagebreak}

หน้า 477

{mospagebreak}

หน้า 478

{mospagebreak}

หน้า 479

{mospagebreak}

หน้า 480

{mospagebreak}

หน้า 481

{mospagebreak}

หน้า 482

{mospagebreak}

หน้า 483

{mospagebreak}

หน้า 484

{mospagebreak}

หน้า 485

{mospagebreak}

หน้า 486

{mospagebreak}

หน้า 487

{mospagebreak}

หน้า 488

{mospagebreak}

หน้า 489

{mospagebreak}

หน้า 490

{mospagebreak}

หน้า 491

{mospagebreak}

หน้า 492

{mospagebreak}

หน้า  493

{mospagebreak}

หน้า 494

{mospagebreak}

หน้า 495

{mospagebreak}

หน้า 496

{mospagebreak}

หน้า 497

{mospagebreak}

หน้า 498

{mospagebreak}

หน้า 499

{mospagebreak}

หน้า 500

{mospagebreak}

หน้า 501

{mospagebreak}

หน้า 502

{mospagebreak}

หน้า 503

{mospagebreak}

หน้า 504

{mospagebreak}

หน้า 505

{mospagebreak}

หน้า 506

{mospagebreak}

หน้า 507

{mospagebreak}

หน้า 508

{mospagebreak}

หน้า 509

{mospagebreak}

หน้า 510

{mospagebreak}

หน้า 511

{mospagebreak}

หน้า 512

{mospagebreak}

หน้า 513

{mospagebreak}

หน้า 514

{mospagebreak}

หน้า 515

{mospagebreak}

หน้า 516

{mospagebreak}

หน้า 517

{mospagebreak}

หน้า 518

{mospagebreak}

หน้า 519

{mospagebreak}

หน้า 520

{mospagebreak}

หน้า 521

{mospagebreak}

หน้า 522

{mospagebreak}

หน้า 523

{mospagebreak}

หน้า 524

{mospagebreak}

หน้า 525

{mospagebreak}

หน้า 526

{mospagebreak}

หน้า 527

{mospagebreak}

หน้า 528

{mospagebreak}

หน้า 529

{mospagebreak}

หน้า 530

{mospagebreak}

หน้า 531

{mospagebreak}

หน้า 532

{mospagebreak}

หน้า 533

{mospagebreak}

หน้า 534

{mospagebreak}

หน้า 535

{mospagebreak}

หน้า 536

{mospagebreak}

หน้า 537

{mospagebreak}

หน้า 538

{mospagebreak}

หน้า 539

{mospagebreak}

หน้า 540

{mospagebreak}

หน้า 541

{mospagebreak}

หน้า 542

{mospagebreak}

หน้า 543

{mospagebreak}

หน้า 544

{mospagebreak}

หน้า 545

{mospagebreak}

หน้า 546

{mospagebreak}

หน้า 547

{mospagebreak}

หน้า 548

{mospagebreak}

หน้า 549

{mospagebreak}

หน้า 550

{mospagebreak}

หน้า 551

{mospagebreak}

หน้า 552

{mospagebreak}

หน้า 553

{mospagebreak}

หน้า 554

{mospagebreak}

หน้า 555

{mospagebreak}

หน้า 556

{mospagebreak}

หน้า 557

{mospagebreak}

หน้า 558

{mospagebreak}

หน้า 559

{mospagebreak}

หน้า 560

{mospagebreak}

หน้า 561

{mospagebreak}

หน้า 562

{mospagebreak}

หน้า 563

{mospagebreak}

หน้า 564

{mospagebreak}

หน้า 565

{mospagebreak}

หน้า 566

{mospagebreak}

หน้า 567

{mospagebreak}

หน้า 568

{mospagebreak}

หน้า 569

{mospagebreak}

หน้า 570

{mospagebreak}

หน้า 571

{mospagebreak}

หน้า 572

{mospagebreak}

หน้า 573

{mospagebreak}

หน้า 574

{mospagebreak}

หน้า 575

{mospagebreak}

หน้า 576

{mospagebreak}

หน้า 577

{mospagebreak}

หน้า 578

{mospagebreak}

หน้า 579

{mospagebreak}

หน้า 580

{mospagebreak}

หน้า 581

{mospagebreak}

หน้า 582

{mospagebreak}

หน้า 583

{mospagebreak}

หน้า 584

{mospagebreak}

หน้า 585

{mospagebreak}

หน้า 586

{mospagebreak}

หน้า 587

{mospagebreak}

หน้า 588

{mospagebreak}

หน้า 589

{mospagebreak}

หน้า 590

{mospagebreak}

หน้า 591

{mospagebreak}

หน้า 592

{mospagebreak}

หน้า  593

{mospagebreak}

หน้า 594

{mospagebreak}

หน้า 595

{mospagebreak}

หน้า 596

{mospagebreak}

หน้า 597

{mospagebreak}

หน้า 598

{mospagebreak}

หน้า 599

{mospagebreak}

หน้า 600

{mospagebreak}

หน้า 601

{mospagebreak}

หน้า 602

{mospagebreak}

หน้า 603

{mospagebreak}

หน้า 604

{mospagebreak}

หน้า 605

{mospagebreak}

หน้า 606

{mospagebreak}

หน้า 607

{mospagebreak}

หน้า 608

{mospagebreak}

หน้า 609

{mospagebreak}

หน้า 610

{mospagebreak}

หน้า 611

{mospagebreak}

หน้า 612

{mospagebreak}

หน้า 613

{mospagebreak}

หน้า 614

{mospagebreak}

หน้า 615

{mospagebreak}

หน้า 616

{mospagebreak}

หน้า 617

{mospagebreak}

หน้า 618

{mospagebreak}

หน้า 619

{mospagebreak}

หน้า 620

{mospagebreak}

หน้า 621

{mospagebreak}

หน้า 622

{mospagebreak}

หน้า 623

{mospagebreak}

หน้า 624

{mospagebreak}

หน้า 625

{mospagebreak}

หน้า 626

{mospagebreak}

หน้า 627

{mospagebreak}

หน้า 628

{mospagebreak}

หน้า 629

{mospagebreak}

หน้า 630

{mospagebreak}

หน้า 631

{mospagebreak}

หน้า 632

{mospagebreak}

หน้า 633

{mospagebreak}

หน้า 634

{mospagebreak}

หน้า 635

{mospagebreak}

หน้า 636

{mospagebreak}

หน้า 637

{mospagebreak}

หน้า 638

{mospagebreak}

หน้า 639

{mospagebreak}

หน้า 640

{mospagebreak}

หน้า 641

{mospagebreak}

หน้า 642

{mospagebreak}

หน้า 643

{mospagebreak}

หน้า 644

{mospagebreak}

หน้า 645

{mospagebreak}

หน้า 646

{mospagebreak}

หน้า 647

{mospagebreak}

หน้า 648

{mospagebreak}

หน้า 649

{mospagebreak}

หน้า 650

{mospagebreak}

หน้า 651

{mospagebreak}

หน้า 652

{mospagebreak}

หน้า 653

{mospagebreak}

หน้า 654

{mospagebreak}

หน้า 655

{mospagebreak}

หน้า 656

{mospagebreak}

หน้า 657

{mospagebreak}

หน้า 658

{mospagebreak}

หน้า 659

{mospagebreak}

หน้า 660

{mospagebreak}

หน้า 661

{mospagebreak}

หน้า 662

{mospagebreak}

หน้า 663

{mospagebreak}

หน้า 664

{mospagebreak}

หน้า 665

{mospagebreak}

หน้า 666

{mospagebreak}

หน้า 667

{mospagebreak}

หน้า 668

{mospagebreak}

หน้า 669

{mospagebreak}

หน้า 670

{mospagebreak}

หน้า 671

{mospagebreak}

หน้า 672

{mospagebreak}

หน้า 673

{mospagebreak}

หน้า 674

{mospagebreak}

หน้า 675

{mospagebreak}

หน้า 676

{mospagebreak}

หน้า 677

{mospagebreak}

หน้า 678

{mospagebreak}

หน้า 679

{mospagebreak}

หน้า 680

{mospagebreak}

หน้า 681

{mospagebreak}

หน้า 682

{mospagebreak}

หน้า 683

{mospagebreak}

หน้า 684

{mospagebreak}

หน้า 685

{mospagebreak}

หน้า 686

{mospagebreak}

หน้า 687

{mospagebreak}

หน้า 688

{mospagebreak}

หน้า 689

{mospagebreak}

หน้า 690

{mospagebreak}

หน้า 691

{mospagebreak}

หน้า 692

{mospagebreak}

หน้า  693

{mospagebreak}

หน้า 694

{mospagebreak}

หน้า 695

{mospagebreak}

หน้า 696

{mospagebreak}

หน้า 697

{mospagebreak}

หน้า 698

{mospagebreak}

หน้า 699

{mospagebreak}

หน้า 700

{mospagebreak}

หน้า 701

{mospagebreak}

หน้า 702

{mospagebreak}

หน้า 703

{mospagebreak}

หน้า 704

{mospagebreak}

หน้า 705

{mospagebreak}

หน้า 706

{mospagebreak}

หน้า 707

{mospagebreak}

หน้า 708

{mospagebreak}

หน้า 709

{mospagebreak}

หน้า 710

{mospagebreak}

หน้า 711

{mospagebreak}

หน้า 712

{mospagebreak}

หน้า 713

{mospagebreak}

หน้า 714

{mospagebreak}

หน้า 715

{mospagebreak}

หน้า 716

{mospagebreak}

หน้า 717

{mospagebreak}

หน้า 718

{mospagebreak}

หน้า 719

{mospagebreak}

หน้า 720

{mospagebreak}

หน้า 721

{mospagebreak}

หน้า 722

{mospagebreak}

หน้า 723

{mospagebreak}

หน้า 724

{mospagebreak}

หน้า 725

{mospagebreak}

หน้า 726

{mospagebreak}

หน้า 727

{mospagebreak}

หน้า 728

{mospagebreak}

หน้า 729

{mospagebreak}

หน้า 730

{mospagebreak}

หน้า 731

{mospagebreak}

หน้า 732

{mospagebreak}

หน้า 733

{mospagebreak}

หน้า 734

{mospagebreak}

หน้า 735

{mospagebreak}

หน้า 736

{mospagebreak}

หน้า 737

{mospagebreak}

หน้า 738

{mospagebreak}

หน้า 739

{mospagebreak}

หน้า 740

{mospagebreak}

หน้า 741

{mospagebreak}

หน้า 742

{mospagebreak}

หน้า 743

{mospagebreak}

หน้า 744

{mospagebreak}

หน้า 745

{mospagebreak}

หน้า 746

{mospagebreak}

หน้า 747

{mospagebreak}

หน้า 748

{mospagebreak}

หน้า 749

{mospagebreak}

หน้า 750

{mospagebreak}

หน้า 751

{mospagebreak}

หน้า 752

{mospagebreak}

หน้า 753

{mospagebreak}

หน้า 754

{mospagebreak}

หน้า 755

{mospagebreak}

หน้า 756

{mospagebreak}

หน้า 757

{mospagebreak}

หน้า 758

{mospagebreak}

หน้า 759

{mospagebreak}

หน้า 760

{mospagebreak}

หน้า 761

{mospagebreak}

หน้า 762

{mospagebreak}

หน้า 763

{mospagebreak}

หน้า 764

{mospagebreak}

หน้า 765

{mospagebreak}

หน้า 766

{mospagebreak}

หน้า 767

{mospagebreak}

หน้า 768

{mospagebreak}

หน้า 769

{mospagebreak}

หน้า 770

{mospagebreak}

หน้า 771

{mospagebreak}

หน้า 772

{mospagebreak}

หน้า 773

{mospagebreak}

หน้า 774

{mospagebreak}

หน้า 775

{mospagebreak}

หน้า 776

{mospagebreak}

หน้า 777

{mospagebreak}

หน้า 778

{mospagebreak}

หน้า 779

{mospagebreak}

หน้า 780

{mospagebreak}

หน้า 781

{mospagebreak}

หน้า 782

{mospagebreak}

หน้า 783

{mospagebreak}

หน้า 784

{mospagebreak}

หน้า 785

{mospagebreak}

หน้า 786

{mospagebreak}

หน้า 787

{mospagebreak}

หน้า 788

{mospagebreak}

หน้า 789

{mospagebreak}

หน้า 790

{mospagebreak}

หน้า 791

{mospagebreak}

หน้า 792

{mospagebreak}

หน้า  793

{mospagebreak}

หน้า 794

{mospagebreak}

หน้า 795

{mospagebreak}

หน้า 796

{mospagebreak}

หน้า 797

{mospagebreak}

หน้า 798

{mospagebreak}

หน้า 799

{mospagebreak}

หน้า 800

{mospagebreak}

หน้า 801

{mospagebreak}

หน้า 802

{mospagebreak}

หน้า 803

{mospagebreak}

หน้า 804

{mospagebreak}

หน้า 805

{mospagebreak}

หน้า 806

{mospagebreak}

หน้า 807

{mospagebreak}

หน้า 808

{mospagebreak}

หน้า 809

{mospagebreak}

หน้า 810

{mospagebreak}

หน้า 811

{mospagebreak}

หน้า 812

{mospagebreak}

หน้า 813

{mospagebreak}

หน้า 814

{mospagebreak}

หน้า 815

{mospagebreak}

หน้า 816

{mospagebreak}

หน้า 817

{mospagebreak}

หน้า 818

{mospagebreak}

หน้า 819

{mospagebreak}

หน้า 820

{mospagebreak}

หน้า 821

{mospagebreak}

หน้า 822

{mospagebreak}

หน้า 823

{mospagebreak}

หน้า 824

{mospagebreak}

หน้า 825

{mospagebreak}

หน้า 826

{mospagebreak}

หน้า 827

{mospagebreak}

หน้า 828

{mospagebreak}

หน้า 829

{mospagebreak}

หน้า 830

{mospagebreak}

หน้า 831

{mospagebreak}

หน้า 832

{mospagebreak}

หน้า 833

{mospagebreak}

หน้า 834

{mospagebreak}

หน้า 835

{mospagebreak}

หน้า 836

{mospagebreak}

หน้า 837

{mospagebreak}

หน้า 838

{mospagebreak}

หน้า 839

{mospagebreak}

หน้า 840

{mospagebreak}

หน้า 841

{mospagebreak}

หน้า 842

{mospagebreak}

หน้า 843

{mospagebreak}

หน้า 844

{mospagebreak}

หน้า 845

{mospagebreak}

หน้า 846

{mospagebreak}

หน้า 847

{mospagebreak}

หน้า 848

{mospagebreak}

หน้า 849

{mospagebreak}

หน้า 850

{mospagebreak}

หน้า 851

{mospagebreak}

หน้า 852

{mospagebreak}

หน้า 853

{mospagebreak}

หน้า 854

{mospagebreak}

หน้า 855

{mospagebreak}

หน้า 856

{mospagebreak}

หน้า 857

{mospagebreak}

หน้า 858

{mospagebreak}

หน้า 859

{mospagebreak}

หน้า 860

{mospagebreak}

หน้า 861

{mospagebreak}

หน้า 862

{mospagebreak}

หน้า 863

{mospagebreak}

หน้า 864

{mospagebreak}

หน้า 865

{mospagebreak}

หน้า 866

{mospagebreak}

หน้า 867

{mospagebreak}

หน้า 868

{mospagebreak}

หน้า 869

{mospagebreak}

หน้า 870

{mospagebreak}

หน้า 871

{mospagebreak}

หน้า 872

{mospagebreak}

หน้า 873

{mospagebreak}

หน้า 874

{mospagebreak}

หน้า 875

{mospagebreak}

หน้า 876

{mospagebreak}

หน้า 877

{mospagebreak}

หน้า 878

{mospagebreak}

หน้า 879

{mospagebreak}

หน้า 880

{mospagebreak}

หน้า 881

{mospagebreak}

หน้า 882

{mospagebreak}

หน้า 883

{mospagebreak}

หน้า 884

{mospagebreak}

หน้า 885

{mospagebreak}

หน้า 886

{mospagebreak}

หน้า 887

{mospagebreak}

หน้า 888

{mospagebreak}

หน้า 889

{mospagebreak}

หน้า 890

{mospagebreak}

หน้า 891

{mospagebreak}

หน้า 892

{mospagebreak}

หน้า  893

{mospagebreak}

หน้า 894

{mospagebreak}

หน้า 895

{mospagebreak}

หน้า 896

{mospagebreak}

หน้า 897

{mospagebreak}

หน้า 898

{mospagebreak}

หน้า 899

{mospagebreak}

หน้า 900

{mospagebreak}

หน้า 901

{mospagebreak}

หน้า 902

{mospagebreak}

หน้า 903

{mospagebreak}

หน้า 904

{mospagebreak}

หน้า 905

{mospagebreak}

หน้า 906

{mospagebreak}

หน้า 907

{mospagebreak}

หน้า 908

{mospagebreak}

หน้า 909

{mospagebreak}

หน้า 910

{mospagebreak}

หน้า 911

{mospagebreak}

หน้า 912

{mospagebreak}

หน้า 913

{mospagebreak}

หน้า 914

{mospagebreak}

หน้า 915

{mospagebreak}

หน้า 916

{mospagebreak}

หน้า 917

{mospagebreak}

หน้า 918

{mospagebreak}

หน้า 919

{mospagebreak}

หน้า 920

{mospagebreak}

หน้า 921

{mospagebreak}

หน้า 922

{mospagebreak}

หน้า 923

{mospagebreak}

หน้า 924

{mospagebreak}

หน้า 925

{mospagebreak}

หน้า 926

{mospagebreak}

หน้า 927

{mospagebreak}

หน้า 928

{mospagebreak}

หน้า 929

{mospagebreak}

หน้า 930

{mospagebreak}

หน้า 931

{mospagebreak}

หน้า 932

{mospagebreak}

หน้า 933

{mospagebreak}

หน้า 934

{mospagebreak}

หน้า 935

{mospagebreak}

หน้า 936

{mospagebreak}

หน้า 937

{mospagebreak}

หน้า 938

{mospagebreak}

หน้า 939

{mospagebreak}

หน้า 940

{mospagebreak}

หน้า 941

{mospagebreak}

หน้า 942

{mospagebreak}

หน้า 943

{mospagebreak}

หน้า 944

{mospagebreak}

หน้า 945

{mospagebreak}

หน้า 946

{mospagebreak}

หน้า 947

{mospagebreak}

หน้า 948

{mospagebreak}

หน้า 949

{mospagebreak}

หน้า 950

{mospagebreak}

หน้า 951

{mospagebreak}

หน้า 952

{mospagebreak}

หน้า 953

{mospagebreak}

หน้า 954

{mospagebreak}

หน้า 955

{mospagebreak}

หน้า 956

{mospagebreak}

หน้า 957

{mospagebreak}

หน้า 958

{mospagebreak}

หน้า 959

{mospagebreak}

หน้า 960

{mospagebreak}

หน้า 961

{mospagebreak}

หน้า 962

{mospagebreak}

หน้า 963

{mospagebreak}

หน้า 964

{mospagebreak}

หน้า 965

{mospagebreak}

หน้า 966

{mospagebreak}

หน้า 967

{mospagebreak}

หน้า 968

{mospagebreak}

หน้า 969

{mospagebreak}

หน้า 970

{mospagebreak}

หน้า 971

{mospagebreak}

หน้า 972

{mospagebreak}

หน้า 973

{mospagebreak}

หน้า 974

{mospagebreak}

หน้า 975

{mospagebreak}

หน้า 976

{mospagebreak}

หน้า 977

{mospagebreak}

หน้า 978

{mospagebreak}

หน้า 979

{mospagebreak}

หน้า 980

{mospagebreak}

หน้า 981

{mospagebreak}

หน้า 982

{mospagebreak}

หน้า 983

{mospagebreak}

หน้า 984

 

{mospagebreak}

หน้า 985

{mospagebreak}

หน้า 986

{mospagebreak}

หน้า 987

{mospagebreak}

หน้า 988

{mospagebreak}

หน้า 989

{mospagebreak}

หน้า 990

{mospagebreak}

หน้า 991

{mospagebreak}

หน้า 992

{mospagebreak}

หน้า  993

{mospagebreak}

หน้า 994

{mospagebreak}

หน้า 995

{mospagebreak}

หน้า 996

{mospagebreak}

หน้า 997

{mospagebreak}

หน้า 998

{mospagebreak}

หน้า 999

{mospagebreak}

หน้า 1000

{mospagebreak}

หน้า 1001

{mospagebreak}

หน้า 1002

{mospagebreak}

หน้า 1003

{mospagebreak}

หน้า 1004

{mospagebreak}

หน้า 1005

{mospagebreak}

หน้า 1006

{mospagebreak}

หน้า 1007

{mospagebreak}

หน้า 1008

{mospagebreak}

หน้า 1009

{mospagebreak}

หน้า 1010

{mospagebreak}

หน้า 1011

{mospagebreak}

หน้า 1012

{mospagebreak}

หน้า 1013

{mospagebreak}

หน้า 1014

{mospagebreak}

หน้า 1015

{mospagebreak}

หน้า 1016

{mospagebreak}

หน้า 1017

{mospagebreak}

หน้า 1018

{mospagebreak}

หน้า 1019

{mospagebreak}

หน้า 1020

{mospagebreak}

หน้า 1021

{mospagebreak}

หน้า 1022

{mospagebreak}

หน้า 1023

{mospagebreak}

หน้า 1024

{mospagebreak}

หน้า 1025

{mospagebreak}

หน้า 1026

{mospagebreak}

หน้า 1027

{mospagebreak}

หน้า 1028

{mospagebreak}

หน้า 1029

{mospagebreak}

หน้า 1030

{mospagebreak}

หน้า 1031

{mospagebreak}

หน้า 1032

{mospagebreak}

หน้า 1033

{mospagebreak}

หน้า 1034

{mospagebreak}

หน้า 1035

{mospagebreak}

หน้า 1036

{mospagebreak}

หน้า 1037

{mospagebreak}

หน้า 1038

{mospagebreak}

หน้า 1039

{mospagebreak}

หน้า 1040

{mospagebreak}

หน้า 1041

{mospagebreak}

หน้า 1042

{mospagebreak}

หน้า 1043

{mospagebreak}

หน้า 1044

{mospagebreak}

หน้า 1045

{mospagebreak}

หน้า 1046

{mospagebreak}

หน้า 1047

{mospagebreak}

หน้า 1048

{mospagebreak}

หน้า 1049

{mospagebreak}

หน้า 1050

{mospagebreak}

หน้า 1051

{mospagebreak}

หน้า 1052

{mospagebreak}

หน้า 1053

{mospagebreak}

หน้า 1054

{mospagebreak}

หน้า 1055

{mospagebreak}

หน้า 1056

{mospagebreak}

หน้า 1057

{mospagebreak}

หน้า 1058

{mospagebreak}

หน้า 1059

{mospagebreak}

หน้า 1060

{mospagebreak}

หน้า 1061

{mospagebreak}

หน้า 1062

{mospagebreak}

หน้า 1063

{mospagebreak}

หน้า 1064

{mospagebreak}

หน้า 1065

{mospagebreak}

หน้า 1066

{mospagebreak}

หน้า 1067

{mospagebreak}

หน้า 1068

{mospagebreak}

หน้า 1069

{mospagebreak}

หน้า 1070

{mospagebreak}

หน้า 1071

{mospagebreak}

หน้า 1072

{mospagebreak}

หน้า 1073

{mospagebreak}

หน้า 1074

{mospagebreak}

หน้า 1075

{mospagebreak}

หน้า 1076

{mospagebreak}

หน้า 1077

{mospagebreak}

หน้า 1078

{mospagebreak}

หน้า 1079

{mospagebreak}

หน้า 1080

{mospagebreak}

หน้า 1081

{mospagebreak}

หน้า 1082

{mospagebreak}

หน้า 1083

{mospagebreak}

หน้า 1084

{mospagebreak}

หน้า 1085

{mospagebreak}

หน้า 1086

{mospagebreak}

หน้า 1087

{mospagebreak}

หน้า 1088

{mospagebreak}

หน้า 1089

{mospagebreak}

หน้า 1090

{mospagebreak}

หน้า 1091

{mospagebreak}

หน้า 1092

{mospagebreak}

หน้า 1093

{mospagebreak}

หน้า 1094

{mospagebreak}

หน้า 1095

{mospagebreak}

หน้า 1096

{mospagebreak}

หน้า 1097

{mospagebreak}

หน้า 1098

{mospagebreak}

หน้า 1099

{mospagebreak}

หน้า 1100

{mospagebreak}

หน้า 1101

{mospagebreak}

หน้า 1102

{mospagebreak}

หน้า 1103

{mospagebreak}

หน้า 1104

{mospagebreak}

หน้า 1105

{mospagebreak}

หน้า 1106

{mospagebreak}

หน้า 1107

{mospagebreak}

หน้า 1108

{mospagebreak}

หน้า 1109

{mospagebreak}

หน้า 1110

{mospagebreak}

หน้า 1111

{mospagebreak}

หน้า 1112

{mospagebreak}

หน้า 1113

{mospagebreak}

หน้า 1114

{mospagebreak}

หน้า 1115

{mospagebreak}

หน้า 1116

{mospagebreak}

หน้า 1117

{mospagebreak}

หน้า 1118

{mospagebreak}

หน้า 1119

{mospagebreak}

หน้า 1120

{mospagebreak}

หน้า 1121

{mospagebreak}

หน้า 1122

{mospagebreak}

หน้า 1123

{mospagebreak}

หน้า 1124

{mospagebreak}

หน้า 1125

{mospagebreak}

หน้า 1126

{mospagebreak}

หน้า 1127

{mospagebreak}

หน้า 1128

{mospagebreak}

หน้า 1129

{mospagebreak}

หน้า 1130

{mospagebreak}

หน้า 1131

{mospagebreak}

หน้า 1132

{mospagebreak}

หน้า 1133

{mospagebreak}

หน้า 1134

{mospagebreak}

หน้า 1135

{mospagebreak}

หน้า 1136

{mospagebreak}

หน้า 1137

{mospagebreak}

หน้า 1138

{mospagebreak}

หน้า 1139

{mospagebreak}

หน้า 1140

{mospagebreak}

หน้า 1141

{mospagebreak}

หน้า 1142

{mospagebreak}

หน้า 1143

{mospagebreak}

หน้า 1144

{mospagebreak}

หน้า 1145

{mospagebreak}

หน้า 1146

{mospagebreak}

หน้า 1147

{mospagebreak}

หน้า 1148

{mospagebreak}

หน้า 1149

{mospagebreak}

หน้า 1150

{mospagebreak}

หน้า 1151

{mospagebreak}

หน้า 1152

{mospagebreak}

หน้า 1153

{mospagebreak}

หน้า 1154

{mospagebreak}

หน้า 1155

{mospagebreak}

หน้า 1156

{mospagebreak}

หน้า 1157

{mospagebreak}

หน้า 1158

{mospagebreak}

หน้า 1159

{mospagebreak}

หน้า 1160

{mospagebreak}

หน้า 1161

{mospagebreak}

หน้า 1162

{mospagebreak}

หน้า 1163

{mospagebreak}

หน้า 1164

{mospagebreak}

หน้า 1165

{mospagebreak}

หน้า 1166

{mospagebreak}

หน้า 1167

{mospagebreak}

หน้า 1168

{mospagebreak}

หน้า 1169

{mospagebreak}

หน้า 1170

{mospagebreak}

หน้า 1171

{mospagebreak}

หน้า 1172

{mospagebreak}

หน้า 1173

{mospagebreak}

หน้า 1174

{mospagebreak}

หน้า 1175

{mospagebreak}

หน้า 1176

{mospagebreak}

หน้า 1177

{mospagebreak}

หน้า 1178

{mospagebreak}

หน้า 1179

{mospagebreak}

หน้า 1180

{mospagebreak}

หน้า 1181

{mospagebreak}

หน้า 1182

{mospagebreak}

หน้า 1183

{mospagebreak}

หน้า 1184

{mospagebreak}

หน้า 1185

{mospagebreak}

หน้า 1186

{mospagebreak}

หน้า 1187

{mospagebreak}

หน้า 1188

{mospagebreak}

หน้า 1189

{mospagebreak}

หน้า 1190

{mospagebreak}

หน้า 1191

{mospagebreak}

หน้า 1192

{mospagebreak}

หน้า 1193

{mospagebreak}

หน้า 1194

{mospagebreak}

หน้า 1195

{mospagebreak}

หน้า 1196

{mospagebreak}

หน้า 1197

{mospagebreak}

หน้า 1198

{mospagebreak}

หน้า 1199

{mospagebreak}

หน้า 1200

 

 

ลกวิทยาการของ Leonardo da Vinci

เรื่อง : สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน



ปืนใหญ่สำหรับยิงก้อนหิน โจมตีฝ่ายข้าศึก อีกหนึ่งผลงานออกแบบ อาวุธสงครามสุดอลังการของ Leonardo

     โลกรู้จัก Leonardo da Vinci ในฐานะจิตรกรชาวอิตาลีคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ ๕๐๐ ปีก่อน อันเป็นเวลาที่ยุโรปกำลังปั่นป่วนด้วยสงคราม ขณะเดียวกัน Christopher Columbus กับ Amerigo Vespucci ได้เดินทางพบโลกใหม่ ส่วน Vasco da Gama ก็ได้แล่นเรืออ้อมแหลม Good Hope จากยุโรปสู่อินเดีย และ Johann Gutenburg ประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ยุคนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือ Renaissance

    ความสามารถของ Leonardo ในการวาดภาพ Mona Lisa ที่ยิ่งใหญ่อมตะนิรันดร์กาล และภาพอื่น ๆ เช่น The Last Supper กับ Adoration of the Magi นั้นก็เป็นที่ประจักษ์ดี แต่ก็มีคนอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่า Leonardo ชอบบันทึกความนึกคิดและจินตนาการต่าง ๆ ของตนลงในสมุดบันทึก ซึ่งมีจำนวนมากถึง ๑๓ เล่ม รวมเป็นเอกสารที่หนากว่า ๔,๐๐๐ หน้า โดยมีภาพสเกตช์พร้อมคำบรรยายอีกกว่าหมื่นภาพรวมอยู่ในนั้นด้วย เอกสารเหล่านี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่มากนัก จึงมีคนไม่มากที่ได้รับรู้ถึงความสามารถด้านการเขียนเชิงวิชาการของ Leonardo แต่ถ้าเราได้ศึกษาเนื้อหาที่ Leonardo เขียนไว้ในสมุดบันทึกแล้ว เราก็จะเห็นว่า Leonardo มีความเป็นนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยี มากกว่าความเป็นจิตรกรอีก

     Leonardo เริ่มมีนิสัยชอบวาดภาพ สเกตช์ภาพ และจดบันทึกตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะเด็กชาย Leonardo ชอบศึกษาธรรมชาติมาก เขาชอบไล่จับผีเสื้อมาดูวิธีกระพือปีก เพื่อให้เข้าใจว่า เหตุใดมันจึงบินได้ หรือดูหนอนที่กำลังจะเป็นดักแด้ให้เห็นว่ามันกลายเป็นผีเสื้อในเวลาต่อมาได้อย่างไร และชอบดูลักษณะการบินของนก เป็นต้น Leonardo จะวาดภาพสิ่งที่เขาเห็น แล้วบันทึกความรู้สึกขณะเห็นความมหัศจรรย์ของธรรมชาติไว้ด้วย นั่นจึงทำให้บิดาของ Leonardo ปักใจว่าเด็กชายวัย ๑๔ ปีคนนี้ชอบเป็นจิตรกรแน่ ๆ จึงได้พาไปสมัครเรียนวาดภาพกับ Andrea del Verrocchio ผู้มีชื่อเสียงแห่งเมืองฟลอเรนซ์ ที่นี่ Leonardo เริ่มฝึกงานโดยช่วยกวาดพื้น ล้างแปรงระบายสี และวาดภาพส่วนที่อาจารย์กำหนดให้ทำ รวมทั้งได้ฝึกประสบการณ์ออกแบบอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องทอผ้า กว้าน และเครื่องขุดเจาะ เป็นต้น ในภายหลังเมื่อ Verrocchio ประจักษ์ว่าศิษย์ของตนมีความสามารถสูงกว่าครู จึงประกาศแขวนพู่กันทันที

    จากนั้น Leonardo วัย ๒๕ ปี ก็ได้แยกตัวออกมารับจ้างวาดภาพ โดยมีสตูดิโอของตนเอง แต่เมื่องานจิตรกรรมทำเงินได้น้อยกว่างานวิศวกรรมทหาร เขาจึงเดินทางไปมิลานซึ่งเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดในอิตาลีในสมัยนั้น เขาได้เขียนจดหมายสมัครงานเพื่อทำงานกับ Ludovico Sforza โดยบรรยายคุณสมบัติของตนเองว่า เป็นวิศวกรทหารผู้สามารถสร้างสะพานที่เบาและแข็งแรงเพื่อใช้หลบหนีศัตรู สามารถสร้างปืนใหญ่ที่ยิงกระสุนหลายขนาดได้ในระยะไกลและถี่จนดูเสมือนห่าฝนได้ สามารถทดน้ำจากคูเมืองจนแห้งเพื่อให้ทหารเดินทัพประชิดกำแพงเมืองได้ สามารถสร้างปืนใหญ่ที่ยิงถล่มกำแพงเมืองได้ สามารถสร้างรถหุ้มเกราะให้เคลื่อนที่แหวกกองทัพข้าศึกได้ สามารถสร้างเรือที่แข็งแรงทนทานต่อการถูกโจมตีด้วยกระสุนปืนใหญ่เพื่อใช้สู้รบในทะเลได้ รู้วิธีขุดอุโมงค์ลอดใต้กำแพงเมืองหรือลอดใต้แม่น้ำได้ ในยามสงบก็สามารถสร้างท่อระบายน้ำ แกะสลักรูปปั้นที่ทำด้วยหินอ่อนหรือทองสัมฤทธิ์ได้ ถ้าจะให้วาดภาพ ก็ทำได้ด้วย และถ้าจะให้สร้างอนุสาวรีย์คนขี่ม้าเพื่อเทิดพระเกียรติพระราชบิดาของ Ludovico ก็สามารถสร้างได้เช่นกัน ถ้าใครสงสัยว่าสิ่งที่อ้างมานี้เป็นไปไม่ได้ หรือไม่มีประโยชน์ใด ๆ Leonardo ก็ขอโอกาสพิสูจน์ตนเอง


ภาพสเกตช์อนุสาวรีย์คนขี่ม้าที่ Leonardo เตรียมสร้างให้ตระกูล Sforza

     ความสามารถในเรื่องต่าง ๆ ที่ Leonardo เขียนไว้ในจดหมายนี้ ทำให้เราเห็นได้ว่า Leonardo มีความสนใจที่หลากหลายและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวกับอาวุธสงคราม เพราะสิ่งที่ Leonardo นำเสนอคือสิ่งที่โลกจะใช้ในอีก ๔ ศตวรรษต่อมา

    Ludovico รู้สึกประทับใจในจดหมายสมัครงานของ Leonardo มาก เขาจึงรับ Leonardo เข้าทำงานในตำแหน่งวิศวกรและจิตรกรประจำตระกูล Leonardo เริ่มสร้างอนุสาวรีย์ให้บิดาของ Ludovico โดยการศึกษาโครงสร้างของม้า และได้สร้างม้าจำลองที่สูงเกือบ ๘ เมตร หนักประมาณ ๑๐๐ ตันก่อน แต่เมื่อเกิดสงครามระหว่างฝรั่งเศสกับมิลาน Ludovico ได้ตัดสินใจนำทองสัมฤทธิ์ที่เตรียมไว้ใช้หล่อม้า ไปสร้างปืนใหญ่แทน ม้าของ Leonardo จึงเป็นม้าที่ปรากฏอยู่ในกระดาษออกแบบเท่านั้น หาได้เป็นม้าอนุสาวรีย์ไม่ ส่วนม้าจำลองที่ Leonardo สร้างไว้เป็นแบบนั้น ก็ถูกทหารฝรั่งเศสใช้เป็นเป้ายิงธนู จนในที่สุดม้าจำลองนั้นก็พังทลาย

    การพบสมุดบันทึกของ Leonardo ที่ National Library of Madrid เมื่อ ๔๐ ปีก่อน ทำให้มีการศึกษาภาพสเกตช์และข้อความที่เขียนในสมุด และพบว่า Leonardo ได้ออกแบบวิธีการหล่อม้าไว้อย่างละเอียดทุกขั้นตอน จนใครที่อ่านบันทึกนั้นได้ ก็สามารถสร้างอนุสาวรีย์คนขี่ม้านั้นได้ ส่วนช่างหล่อที่ได้วิเคราะห์ขนาดและโครงสร้างของม้าที่ Leonardo คิดสร้าง ก็กล่าวว่า Leonardo ไม่มีทางหล่อม้าได้สำเร็จ เพราะในสมัยของเขายังไม่มีเทคโนโลยีที่เหมาะสมพอจะทำได้

    ดังได้กล่าวแล้วว่า สมุดบันทึกของ Leonardo เท่าที่ปรากฏมี ๑๓ เล่ม สมุดแต่ละเล่มก็มีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน และ ณ วันนี้ สมุดเหล่านั้นก็กระจัดกระจายไปอยู่ตามห้องสมุดส่วนบุคคลและพิพิธภัณฑ์หลายแห่งทั่วโลก เช่น สมุด Codex Madrid อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน สมุดบางส่วนอยู่ที่พระราชวัง Windsor ในอังกฤษ พิพิธภัณฑ์ Louvre ในฝรั่งเศส National Gallery ในสหรัฐอเมริกา ส่วนสมุด Codex Leicester มูลค่า ๓๐.๘ ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้อยู่ในความครอบครองของอภิมหาเศรษฐี Bill Gates

    มีข้อสังเกตหลายประการเกี่ยวกับสมุดบันทึกของ Leonardo ข้อสังเกตแรกคือเขาเขียนบันทึกเป็นภาษาอิตาลี ขณะที่ตำราในสมัยนั้นใช้ภาษาละติน การที่ Leonardo เขียนบันทึกเป็นภาษาอิตาลี ก็เพราะเขาเขียนภาษาละตินไม่ได้ การอ่านภาษาละตินไม่ออก ยังมีส่วนทำให้ Leonardo รู้วิทยาศาสตร์ในสมัยนั้นไม่มากด้วย

    ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ Leonardo เขียนตัวหนังสือกลับข้าง คือเขียนเหมือนภาพตัวอักษรที่เห็นในกระจกเงา และเขียนจากขวาไปซ้าย วิธีการเขียนที่แปลกเช่นนี้ทำให้นักวิชาการบางคนสันนิษฐานว่า เป็นเพราะ Leonardo ไม่ต้องการให้คนอื่นแอบอ่านบันทึก แล้วขโมยความคิดของเขาไปสบาย ๆ ส่วนบางคนก็คิดว่า Leonardo ไม่ต้องการให้ฝ่ายศาสนารู้ว่า ความรู้ใหม่ ๆ หลายเรื่องที่เขาพบนั้นขัดแย้งกับคำสอนทางศาสนา แต่นักวิชาการส่วนมากในปัจจุบันคิดว่าเป็นเพราะ Leonardo ถนัดซ้าย ดังนั้นหากเขาเขียนหนังสือจากซ้ายไปขวาเช่นคนทั่วไป มือซ้ายของเขาจะทับหมึกที่ยังไม่ทันแห้ง ทำให้กระดาษเลอะ และมือเปื้อนหมึก

    ข้อสังเกตประการสุดท้ายคือ ในภาพสเกตช์หลายภาพ มีลายเส้นที่ Leonardo ลากเป็นเส้นตรง แน่วแน่ บางภาพมีรายละเอียดที่สมบูรณ์ แสดงให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่สมุดบันทึกมีขนาดเล็ก และภาพสเกตช์ก็ยิ่งมีขนาดเล็กลงไปอีก แต่ Leonardo ก็สามารถเขียนให้มีรายละเอียดได้ นั่นแสดงว่าเขาใช้ปากกาที่เขาประดิษฐ์เองซึ่งมีปลายคมมาก และใช้พลังนิ้วมือในการลากเส้นในภาพให้ตรงได้


แม่พิมพ์สำหรับหล่อส่วนหัวของม้า

    Leonardo เคยกล่าวว่า การค้นหาความรู้คือวิถีชีวิตของปราชญ์ การศึกษาภาพสเกตช์และการอ่านข้อความที่ปรากฏในสมุดบันทึกทำให้เรารู้ว่า Leonardo กระหายที่จะเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง และวาดทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็น ทำให้เรารู้ว่าเขาสนใจวิทยาการหลายด้าน เช่น กายวิภาคศาสตร์ พฤกษศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ปรัชญา การวางผังเมือง วิทยาการกลาโหม และชลศาสตร์ ความรู้ที่มากมายและหลากหลายรูปแบบเช่นนี้ ทำให้สมุดบันทึกของ Leonardo มีค่าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาพวาดของเขา ถือเป็นมรดกทางปัญญาอันล้ำค่าที่ Leonardo ได้ทิ้งไว้ให้มนุษย์ได้ศึกษาตราบจนทุกวันนี้ เขาเป็นผู้ที่รู้ทั้งศาสตร์และศิลป์มาก จนสมควรได้รับการยกย่องเป็นมนุษย์ Renaissance ตัวจริง

    Leonardo มีความเห็นว่า การแสวงหาความรู้ของมนุษย์ ต้องเกิดจากการได้เห็นด้วยตาก่อน Leonardo จึงใช้สายตาที่แหลมคมของเขาศึกษาธรรมชาติตลอดเวลา แล้วพยายามเข้าใจสิ่งที่เขาเห็นนั้น ด้วยเหตุนี้วิทยาศาสตร์ของ Leonardo จึงเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกิดจากการเห็น ขณะที่วิทยาศาสตร์ของ Galileo เป็นวิชาที่สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ ด้วยการเห็นมากนี่เองที่ทำให้ Leonardo เป็นจิตรกรที่รู้วิทยาศาสตร์มากกว่านักวิทยาศาสตร์ร่วมรุ่นหลายคน และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีฝีมือวาดภาพสูงยิ่งกว่าจิตรกรแทบทุกคนในสมัยนั้น

    ความสนใจด้านดาราศาสตร์ของ Leonardo ปรากฏในการสังเกตดวงจันทร์ข้างขึ้น-แรม Leonardo เป็นบุคคลแรกที่สามารถอธิบายได้ว่า การที่บริเวณมืดของดวงจันทร์ไม่มืดสนิท แต่มีแสงสลัวนั้น ก็เพราะบริเวณนั้นของดวงจันทร์ได้รับแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากมหาสมุทรบนโลก (ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้เรียกว่า แสงโลก) เหมือนกับที่โลกได้รับแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากดวงจันทร์ ซึ่งเราเรียกแสงจันทร์ คำอธิบายของ Leonardo จึงขัดแย้งกับความเชื่อของผู้รู้ในสมัยนั้น ที่คิดว่าดวงจันทร์เป็นดาวที่มีแสงในตัวเอง แต่ความรู้ด้านดาราศาสตร์ของ Leonardo ก็ไม่ถูกต้องเสมอไป เช่นเขาคิดว่าดวงจันทร์มีทะเลห่อหุ้มเช่นเดียวกับโลก อย่างไรก็ตาม การที่ความรู้ของ Leonardo ถูกเก็บไว้เฉพาะในสมุดบันทึกโดยไม่ได้รับการเผยแพร่ ทำให้ความคิดของเขาไม่มีอิทธิพลใด ๆ ต่อการพัฒนาดาราศาสตร์ในยุคนั้นเลย


การอธิบายเรื่องแสงโลก ในบริเวนสลัวของดวงจันทร์ ในสมุดบันทึกของ Leonardo

 

    ในส่วนที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ Leonardo ก็สนใจกลศาสตร์และชลศาสตร์ ในด้านกลศาสตร์ เขาเป็นผู้ที่ทดลองให้เห็นว่า เวลาโยนลูกบอลกระทบพื้น ลูกบอลจะกระดอนกลับขึ้นสูงเกือบเท่าระยะที่มันตก และนี่ก็เกือบเป็นการพบกฎการเคลื่อนที่ข้อที่ ๓ ของ Newton เรื่องแรงปฏิกิริยาเท่ากับแรงกิริยา เขายังเป็นบุคคลแรกที่ศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุลงตามพื้นเอียงด้วย โดยได้สังเกตพบว่า ความเร็วของวัตถุที่ฐานพื้นเอียงขึ้นกับระยะความสูงที่ปล่อยวัตถุ ส่วนกรณีลูกบอลกระดอนเวลากระทบกำแพงหรือพื้น เขาก็ได้พบว่า มุมตกกระทบของลูกบอลเท่ากับมุมสะท้อนทุกครั้งไป

     ในการศึกษาเรื่องปรากฏการณ์แรงเสียดทาน เขาพบว่า แรงความพยายามในการเคลื่อนท่อนไม้หนึ่งบนอีกท่อนไม้หนึ่ง มีค่าประมาณ ๑/๔ ของน้ำหนัก ค่าค่านี้เรารู้จักกันในนาม สัมประสิทธิ์ความเสียดทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ Guillaume Amontons ได้พบในอีก ๒๐๐ ปีต่อมา โดยไม่เคยได้รู้ถึงสิ่งที่ Leonardo ศึกษามาก่อน

     นอกจากนี้ Leonardo ยังศึกษาคุณสมบัติของระบบคาน จนเข้าใจสมบัติของคานว่า ถ้ามีน้ำหนัก = L แขวน และความพยายาม = E หากแขนของน้ำหนักและแขนของความพยายาม เท่ากับ l และ e ตามลำดับแล้ว จะได้ L/E = e/l Leonardo ใช้ความรู้นี้หาจุดศูนย์กลางมวลของพีระมิดได้ว่า อยู่ที่ตำแหน่ง ๑/๔ ของความสูง เมื่อวัดจากฐานถึงจุดยอด

    ข้อสังเกตหนึ่งที่ได้จากการศึกษาผลงานของ Leonardo คือ เขาแทบไม่สนใจคณิตศาสตร์เลย คณิตศาสตร์ที่ปรากฏในสมุดบันทึกมีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้น คืออัตราส่วน หรือแม้จะพูดเรื่องการวัดปริมาณต่าง ๆ Leonardo ก็สนใจค่าประมาณ การมีความคิดเช่นนี้ทำให้เขาประกาศว่า แม้คนที่ไม่เก่งคณิตศาสตร์เลย ก็สามารถอ่านเนื้อหาที่มีในสมุดบันทึกของเขาได้


ความสนใจเรื่องน้ำที่ปรากฏในภาพวาดของ Leonardo

    แม้การค้นคว้าด้านกลศาสตร์ของ Leonardo จะไม่ยิ่งใหญ่ แต่การศึกษาด้านชลศาสตร์ของเขาก็นับว่าสำคัญมาก จนอาจกล่าวได้ว่า Leonardo เป็นนักชลศาสตร์คนแรกของโลกก็ได้ Leonardo สนใจลักษณะการไหลของน้ำมาก การมีสายตาที่เฉียบคม และไว ทำให้ Leonardo สามารถเห็นคลื่นที่ม้วนตัวเป็นเกลียวเหมือนที่กล้องถ่ายภาพความเร็วสูงของ Harold Edgerton สามารถบันทึกได้ทุกประการ

    นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันคิดว่าความสามารถในการเห็นแล้วบันทึกลงเป็นภาพโดย Leonardo นี้ ยิ่งใหญ่พอ ๆ กับการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์และกล้องจุลทรรศน์ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ และเท่าเทียมกับการมีกล้องถ่ายรูปความไวสูงในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ เพราะ Leonardo ได้ทำให้วิทยาศาสตร์เจริญเติบโตจากการเห็น ในด้านการทดลองเรื่องของไหลนั้น Leonardo ได้สังเกตการเคลื่อนที่ของใบไม้ที่ลอยในน้ำจนพบว่า น้ำไหลเป็นเส้นกระแส (streamline) และเห็นลักษณะการม้วนตัวของกระแสวน (vortex) เวลาน้ำปะทะสิ่งกีดขวางด้วย

    การมีความสนใจเรื่องน้ำที่ค่อนข้างมากนี้ ยังแสดงให้ปรากฏในภาพวาดด้วย เช่นในการวาดเส้นผมที่สยายและเส้นผมที่ปลายดัดเป็นเกลียว หรือเสื้อคลุมที่ทอดตัวลงโดยมีกลีบเรียงราย เป็นต้น


ความสนใจเรื่องน้ำที่ปรากฏในภาพวาดของ Leonardo

    Leonardo ยังเป็นบุคคลแรกที่สังเกตเห็นกระแสน้ำวน (eddy) ปรากฏหลังท่อนไม้ เมื่อเขาลองเอาท่อนไม้ปักลงในเส้นทางน้ำไหล เขายังพบอีกว่า ขนาดของกระแสน้ำวนจะลดลง เมื่อท่อนไม้อยู่ห่างจากฝั่งมากขึ้น
 

    Leonardo มีผลงานค้นคว้าทางด้านฟิสิกส์อีกหลายอย่าง ผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือ การที่ Leonardo เข้าใจธรรมชาติของคลื่น เขาพบว่า เวลาเอาฟางลอยในน้ำที่มีคลื่น ขณะที่คลื่นเคลื่อนที่ไป ฟางจะเคลื่อนที่ขึ้น-ลงอยู่กับที่ เขาจึงสรุปว่าเวลาเกิดคลื่น คลื่นมิได้นำสสารไป นอกจากนี้ยังมีการศึกษาเรื่องเสียงสะท้อน ที่เขาได้สังเกตเห็นว่า มุมตกกระทบของเสียงเท่ากับมุมสะท้อน เหมือนกรณีลูกบอลที่กระดอนจากกำแพงทุกประการ เขาจึงสรุปว่าทั้งเสียงและแสงมีพฤติกรรมการสะท้อนรูปแบบเดียวกัน Leonardo ยังได้ทดลองพบว่า เวลาเขานำพิณน้ำเต้า (lute) ที่เหมือนกัน มาวางเคียงกัน แล้วเอาฟางวางบนสายพิณของตัวหนึ่ง จากนั้นก็ดีดสายพิณของอีกตัวหนึ่ง ฟางบนพิณตัวแรกจะสั่น นี่คือปรากฏการณ์การสั่นพ้อง (resonance) ที่นักเรียนทุกวันนี้รู้จักดี

    ยิ่งไปกว่านั้น Leonardo ก็ยังสนใจปรากฏการณ์การรวมคลื่นด้วย ดังจะเห็นได้จากการที่เขาวาดภาพระลอกคลื่นที่เกิดจากก้อนหิน ๒ ก้อนเวลากระทบผิวน้ำพร้อมกัน รวมตัวกันโดยไม่รบกวนทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่นแต่ละคลื่นเลย

    เป็นที่น่าสังเกตว่า การสังเกตต่าง ๆ ที่ Leonardo กระทำนั้น มักนำเขาไปสู่การสังเกตอื่นต่อ ๆ ไปโดยไม่ทำให้เขาพบกฎฟิสิกส์ของปรากฏการณ์ ทั้งนี้เพราะ Leonardo ไม่ชอบใช้คณิตศาสตร์ในการบรรยายเหตุการณ์นั่นเอง


ความสนใจเรื่องน้ำที่ปรากฏในภาพวาดของ Leonardo

    เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิต Leonardo ก็ยิ่งหมกมุ่นศึกษาการเคลื่อนที่ของน้ำมากขึ้น จนทำให้เขานึกถึงความหายนะที่จะเกิดจากเหตุการณ์น้ำท่วม และปรากฏการณ์น้ำท่วมโลก จึงได้สเกตช์ภาพ Deluges แสดงคลื่นขนาดมโหฬารที่ไหลชนภูเขาอย่างรุนแรง จนคนชั่วร้ายต่าง ๆ ต้องล้มตาย

    ในส่วนของความสนใจด้านวิศวกรรมทหารนั้น Leonardo ก็ได้สเกตช์ภาพอาวุธสงครามไว้มากมาย ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นคนเกลียดสงคราม เขาเคยกล่าวไว้ว่า สงครามคือความบ้าคลั่งเยี่ยงสัตว์ของคน แต่เมื่อในสมัยที่ Leonardo ยังมีชีวิตอยู่ เจ้าครองแคว้นต่าง ๆ เช่น ทัสคานี และลอมบาร์ดี ทำสงครามกันเป็นประจำ และในตอนที่ Leonardo อายุ ๔๒ ปี เขาได้เห็นกองทัพของพระเจ้า Charles ที่ ๘ แห่งฝรั่งเศสบุกอิตาลี อีก ๒ ปีต่อมา เขาก็ได้เห็นกองทัพเยอรมันและสเปนบุกอิตาลีอีก การทำงานรับใช้ Cesare Borgia จึงทำให้ Leonardo ต้องเข้ามามีบทบาทในการออกแบบอาวุธสงคราม

    งานออกแบบทางด้านวิศวกรรมทหารของ Leonardo ได้แก่ วิธีสร้างป้อมปราการป้องกันเมือง อาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับโจมตีข้าศึก อุปกรณ์ขุดเจาะอุโมงค์ทะลุภูเขาและคลอง อีกทั้งยังได้ดัดแปลงอุปกรณ์ทุกชนิดที่เคยใช้มือควบคุม ให้ใช้เครื่องกลแทน และเนื่องจากอาวุธปืนใหญ่ที่ใช้กันในสมัยนั้นยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าไรนัก Leonardo จึงได้ออกแบบวิธีสร้างปืนใหญ่ใหม่ ให้สามารถยิงกระสุนได้หลายนัดพร้อมกัน ทั้งยังศึกษาวิธีที่จะทำให้มีกลไกการยิงที่แม่นยำ โดยได้พบว่า หากลำปืนยาว แล้วเล็งกระสุนทำมุมยกขึ้นต่ำ พิสัยในการยิงกระสุนจะไม่ดีเท่ากับการใช้ปืนที่มีลำกล้องสั้น แต่ยิงกระสุนทำมุมยกขึ้นสูง


รถม้าติดเคียวคมและรถถัง

    ในส่วนของการออกแบบกระสุนนั้น Leonardo ได้ออกแบบกระสุนที่มีลักษณะเรียวยาว และมีครีบ โดยมุ่งหวังให้ครีบทำหน้าที่ควบคุมเสถียรภาพในการบินของกระสุน ขณะพุ่งผ่านอากาศ กระสุนที่มีครีบนี้ มีลักษณะเหมือนจรวดที่ทหารทุกวันนี้ใช้ในการทำสงคราม

    อาวุธสงครามที่มีชื่อเสียงมากชนิดหนึ่งคือ รถม้าที่มีเคียวคม ๆ ติดประดับ เวลาขับรถม้านี้เข้าปะทะกองทัพข้าศึก เคียวคมที่ติดกับรถม้าจะหมุนสับทำร้ายหรือฆ่าศัตรูได้ ในหน้าเดียวกับภาพรถม้ามฤตยู Leonardo ยังวาดภาพของรถถังไว้ด้วย ภาพข้างซ้ายแสดงลักษณะภายในของตัวรถเวลาฝาครอบเปิด ส่วนภาพข้างขวาแสดงตัวรถเวลามีเกราะปิดครอบ Leonardo ยังได้ออกแบบรถให้ทหารที่อยู่ภายใน สามารถใช้ปืนยิงข้าศึกได้ขณะที่รถเคลื่อนที่ ซึ่งหากงานออกแบบนี้ของ Leonardo สร้างได้จริง มันจะเป็นรถมรณะที่น่ากลัวมากในสมัยนั้น

    ในสมัย Leonardo ผู้คนรู้จักทดน้ำจากคลองไปเข่นฆ่าศัตรู และทำลายระบบการคมนาคมรวมทั้งเสบียงอาหารของข้าศึก Leonardo ได้ออกแบบเครื่องกลสำหรับขุดคลอง และในด้านการป้องกันเมือง Leonardo ก็ได้ออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้ผลักบันไดข้าศึกให้ตกจากกำแพงเมือง

    ถึงแม้ Leonardo จะใช้ชีวิตอยู่ไกลทะเล เช่นที่ฟลอเรนซ์และมิลาน แต่ Leonardo ก็มีความรู้สึกผูกพันกับทะเลมาก เขาได้ออกแบบอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับให้มนุษย์เข้าไปอยู่ภายในเพื่อใช้ชีวิตใต้น้ำได้ และนี่ก็คือเครื่องดำน้ำ Leonardo ยังได้เสนอวิธีทำลายเรือข้าศึกเวลาเกิดสงครามทางน้ำ โดยการใช้ของผสมระหว่างกำมะถันกับปูนขาว ซึ่งเมื่อถูกน้ำจะระเบิดเป็นไฟ รวมทั้งได้ออกแบบขอเกี่ยวที่มีพลังสูง จนสามารถเกี่ยวใต้ท้องเรือข้าศึก แล้วเจาะท้องเรือให้ทะลุจนเรือจมได้


อุปกรณ์ผลักบันไดข้าศึก

    Leonardo ยังได้ออกแบบธนูยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งใหญ่เสียจนถ้ามีใครสร้างได้จริง คงขนย้ายไปตามถนนในสมัยนั้นไม่ได้ ถึงกระนั้นการออกแบบอาวุธขนาดมโหฬารเหล่านี้ก็คงทำให้คนออกแบบมีความสุขที่ได้นั่งคิด

    ถึงแม้จะออกแบบอาวุธและกระสุนต่าง ๆ ได้ แต่ Leonardo ก็มิใช่นักฟิสิกส์ผู้สามารถอธิบายวิถีการเคลื่อนที่ของกระสุนได้ เขารู้เพียงว่า เมื่อกระสุนมีความเร็วเพิ่มขึ้น แรงต้านอากาศก็เพิ่มตาม โดยไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างแรงต้านกับความเร็ว นอกจากนี้เวลาวาดวิถีทางเดินของกระสุน เขาก็วาดทางเดินที่โค้งแบบ parabola โดยไม่ได้เอ่ยถึงชนิดของโค้งนี้เลย

    ในการออกแบบอาวุธสงครามนั้น นักประวัติศาสตร์คิดว่า Leonardo คงได้ความคิดมาจากการอ่านงานของ Archimedes และ Pliny ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้สู้สงครามมามากครั้งเช่นกัน

    กายวิภาคศาสตร์ของมนุษย์ก็เป็นความรู้อีกแขนงหนึ่งที่ Leonardo สนใจ เขาศึกษาระบบต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ โดยการผ่าศพคน แล้ววาดภาพอวัยวะส่วนต่าง ๆ อย่างละเอียด การมีสายตาที่เฉียบคมและมีความพิถีพิถันในการวาด ทำให้ภาพที่ Leonardo วาด ละเอียดและถูกต้องยิ่งกว่าภาพใด ๆ ที่ใช้สอนนิสิตแพทย์ในสมัยนั้น ความละเอียดถี่ถ้วนนี้ยังได้ทำให้แพทย์รู้ว่าคำสอนบางคำสอนของ Aristotle และ Galen นั้นผิด

    ครั้งหนึ่งที่ Leonardo ได้ข่าวชายคนหนึ่งซึ่งตายอย่างสงบเมื่ออายุได้ ๑๐๐ ปี เขาอยากรู้ว่าชายคนนี้ตายเพราะสาเหตุใด จึงขอศพจากโรงพยาบาล Santa Maria Nuova มาชำแหละดู และวาดภาพไปด้วย จนรู้สาเหตุการเสียชีวิตว่า หัวใจขาดเลือดที่จะไปหล่อเลี้ยง นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ Leonardo เกือบพบบทบาทและหน้าที่การทำงานของหัวใจก่อน William Harvey


ธนูยักษ์

    Leonardo ยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการศึกษาด้านบรรพชีวินวิทยาและธรณีวิทยา ครั้งหนึ่งเมื่อเขาเห็นปรากฏการณ์ที่เปลือกหอยกองระเกะระกะบนภูเขาในแคว้นทัสคานี เขาไม่เชื่อว่านั่นคือหลักฐานที่แสดงว่าน้ำได้ท่วมโลกจริงดังที่คนในสมัยนั้นเชื่อกัน เขาคิดว่า ถ้าน้ำท่วมจริงเปลือกหอยคงไม่อยู่รวมกันดังที่เห็น แต่จะกระจัดกระจายไปทั่วพื้นที่ เขาคิดว่าบริเวณภูเขาลูกนั้นคงเคยเป็นทะเลมาก่อน ต่อมาเมื่อผิวโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง พื้นดินส่วนนั้นจึงยกตัวขึ้น ทำให้หอยที่ก้นทะเลตกค้างบนยอดเขา ซึ่งนับว่าความเชื่อเช่นนี้ของ Leonardo ขัดแย้งกับคำสอนในคัมภีร์ไบเบิล

    สมุดบันทึกของ Leonardo ยังมีคำคมที่สอนใจ ให้ความคิดด้านปรัชญา และคำแนะนำในการทำงานอีกด้วย เช่น ไม่มีคำแนะนำใด ๆ ที่ไว้ใจได้ยิ่งกว่าคำแนะนำของคนในเรือที่กำลังจะจม การพูดสรรเสริญคนชั่วเป็นบาปพอ ๆ กับการพูดใส่ร้ายคนดี ผึ้งเป็นสัตว์ที่หลอกลวง เพราะปากมีน้ำผึ้ง แต่ก้นมีเข็มพิษ สติปัญญาคือสิ่งที่ได้จากประสบการณ์ และความรู้ได้จากการรับรู้โดยประสาทสัมผัสต่าง ๆ เป็นต้น

    สำหรับความสนใจด้านการบินนั้น Leonardo คิดว่าเมื่อน้ำช่วยให้คนพยุงตัวขณะว่ายน้ำได้ อากาศก็ควรช่วยให้คนบินได้เช่นกัน เขาจึงศึกษาบทบาทของอวัยวะต่าง ๆ ของนกในการบิน และสังเกตวิธีบินของนก ไม่ว่าจะเป็นการบินตรง ๆ บินโค้ง บินเป็นวงกลม หรือบินเป็นรูปเกลียว จากนั้นก็ได้ออกแบบอุปกรณ์สำหรับบินโดยให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของอุปกรณ์ทำหน้าที่เหมือนหัว ลำตัว ปีก หาง และเท้าของนก Leonardo ได้ออกแบบให้คนใช้ขาช่วยบินด้วย เพราะเขาเชื่อว่าถ้าคนที่จะบินมีพลังขามากพอในการกระพือปีก ก็จะบินได้ แต่ Leonardo คิดผิด Girolamo Cardano ลงบันทึกในปี ๒๐๙๓ ว่า Leonardo ประสบความล้มเหลวในการบินจากยอดเขา Ceceri ที่สูง ๑,๔๐๐ ฟุต และตั้งอยู่ใกล้เมืองฟลอเรนซ์

    ถึงกระนั้น จินตนาการที่จะบินของ Leonardo ก็มิได้หยุดลง เขาได้ออกแบบอุปกรณ์ชนิดหนึ่งซึ่งมีรูปร่างเหมือนเต็นท์พีระมิดที่กลวง ผิวเต็นท์ทำด้วยผ้าที่ไร้รูรั่วใด ๆ เขาคิดว่า คนที่กระโดดจากที่สูงโดยมีเชือกยึดตัวให้ลอยอยู่ใต้อุปกรณ์นี้ จะสามารถลงสู่พื้นได้โดยปราศจากอันตรายใด ๆ และนี่ก็คือร่มชูชีพเมื่อ ๔๕๐ ปีก่อน นอกจากนี้ Leonardo ยังได้ออกแบบอุปกรณ์รูปร่างประหลาดที่มีลักษณะคล้ายเฮลิคอปเตอร์ด้วย แต่มิได้กล่าวถึงเครื่องกลที่จะทำให้เกลียวขนาดใหญ่หมุนว่าควรมีลักษณะอย่างไร


Leonardo ศึกษาวิธีบินของนก ก่อนจะออกแบบอุปกรณ์สำหรับบิน

    ช่วงเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๒๐๒๙-๒๐๓๓ ที่ Leonardo รับใช้ Sforza เป็นเวลาที่เขาหมกมุ่นเรื่องการบินมากที่สุด เห็นได้จากภาพวาด ภาพสเกตช์เกี่ยวกับการบิน ที่มีมากกว่า ๕๐๐ ภาพ และคำบรรยายประกอบภาพที่มีมากประมาณ ๔,๐๐๐ คำ

    บทบาทด้านการทหารของ Leonardo สิ้นสุดลงเมื่อเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวิศวกร สถาปนิก และนายช่างแห่งราชสำนักของกษัตริย์ Francois ที่ ๑ แห่งฝรั่งเศส Francois ที่ ๑ ทรงชื่นชมความเป็นอัจฉริยะของ Leonardo มาก จึงได้ทรงวางแผนให้ Leonardo ซึ่งขณะนั้นมีอายุ ๖๓ ปี ไปใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขในฝรั่งเศส โดยพระองค์ทรงหวังจะนำผลงานทุกชิ้นของ Leonardo ไปด้วย ซึ่งรวมถึงผนังโบสถ์ Santa Maria delle Grazie ที่ Leonardo วาดภาพ The Last Supper ไว้ แต่พระองค์ก็ทรงพบว่ามิสามารถกระทำเช่นนั้นได้ ในปี ๒๐๕๙ เมื่อ Leonardo ย้ายไปพำนักที่ปราสาท St. Cloux ในเมือง Amboise ของฝรั่งเศส เขาได้นำภาพ Mona Lisa และภาพอื่น ๆ อีกหลายภาพติดตัวไปด้วย กษัตริย์ Francois ทรงโปรดปรานการสนทนากับปราชญ์ประจำราชสำนักของพระองค์แทบทุกวัน เพราะพระองค์ทรงคิดว่า ไม่มีมนุษย์คนใดในโลกที่รู้มากเท่า Leonardo

    เมื่อใกล้จะเสียชีวิต แขนขวาของ Leonardo เป็นอัมพาต เขาจึงเขียนพินัยกรรม และได้มอบสมุดบันทึกหลายเล่มให้อยู่ในความดูแลของ Francesco Melzi ผู้เป็นศิษย์รัก พร้อมกับถามว่า ช่วยบอกครูหน่อยว่า อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ครูได้ออกแบบไว้นี้ มีอะไรบ้างที่ถูกนำไปสร้าง อีก ๙ วันต่อมา คือในวันที่ ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๐๖๒ เขาก็สิ้นใจ

    ชีวิตของ Leonardo ประสบความผิดหวังหลายครั้งหลายเรื่อง เช่นมีชื่อเสียงในการเขียนภาพไม่เสร็จ แล้วเลิกเขียนดื้อ ๆ ไม่มีเวลาที่จะเก็บรวบรวมบทความ ภาพสเกตช์ต่าง ๆ ให้เป็นหมวดหมู่ โครงการก่อสร้างอุปกรณ์ต่าง ๆ บางครั้งก็สำเร็จลุล่วง แต่หลายเรื่องก็ไม่อุบัติ เช่น การสร้างเฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องร่อน เป็นต้น หรือแม้กระทั่งรถถัง ธนูยักษ์ต่าง ๆ ก็ไม่มีโอกาสได้เป็นตัวเป็นตน ทั้งนี้เพราะโลกยุค Leonardo ไม่มีเทคโนโลยีที่จะรองรับความคิดของเขา แต่เราก็ต้องยอมรับว่า Leonardo มีความสามารถสูงในการคิดสร้างและจินตนาการถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่โลกจะมีในอนาคต

    ดังนั้นในการตัดสินความเป็นอัจฉริยะของ Leonardo เราก็ไม่ควรคิดว่า Leonardo ทำอะไรได้บ้าง แต่ให้พิจารณาว่า เขาจะทำอะไรได้บ้าง ถ้ามีเทคโนโลยีให้เขาใช้อย่างเพียงพอ
 


ดวงจันทร์และแสงโลก

ดวงจันทร์และแสงโลก
ถ่ายภาพโดย : พรชัย อมรศรีจิรทร
สถานที่ : สถานปฏิบัติธรรมมกุฎคีรีวัน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา
วัน/เวลา : 7 มกราคม พ.ศ. 2540
ถ่ายภาพนาน 20 วินาที ฟิล์ม 200

 

 

 

"พระจันทร์ยิ้ม" เหนือฟ้าเมืองกรุง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

       หลายคนคงพอทราบแล้วว่า คืนวันที่ 1 ธ.ค.นี้ มีภาพปรากฎการณ์บนท้องฟ้าที่ไม่มีให้ชมกันบ่อยนัก แต่หลายคนก็อาจจะยังไม่ทราบ ผู้จัดการวิทยาศาสตร์จึงบันทึกภาพปรากฏการณ์ที่หลายคนขนานว่า "พระจันทร์ยิ้ม" มาฝาก
       

       ภาพปรากฎการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" นี้ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติระบุว่า เป็นปรากฏการณ์ดวงจันทร์ ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้กัน (Conjunction of Moon, Venus and Jupiter) ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 1 ธ.ค.นี้ โดยดาวศุกร์ และดาวพฤหัสบดีอยู่ห่างกันเพียง 2 องศา และดวงจันทร์ปรากฏเป็นเสี้ยว หันด้านมืดเข้าหาดาวเคราะห์ทั้งสองพอดี ทั้งนี้ดาวศุกร์จะสว่างกว่าดาวพฤหัสบดีและอยู่เยื้องต่ำกว่าเล็กน้อย
       
       ขณะที่ข้อมูลจากเว็บไซต์สมาคมดาราศาสตร์ไทยระบุว่า ดวงจันทร์ในคืนวันที่ 1 ธ.ค.51 นี้จะตกเวลา 20.46 น. ดังนั้นมีเวลามีไม่มากนักที่จะได้ชมปราฏการณ์ในคืนนี้

       

       

ปรากฏการณ์ดวงจันทร์ ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้กัน

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเชิญชวนประชาชนผู้ที่สนใจรวมทั้งผู้ที่รักในกิจกรรมดูดาวชมปรากฏการณ์ดวงจันทร์  ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้กัน ซึ่งจะปรากฏให้เห็นในช่วงหัวค่ำของวันจันทร์ที่ 1 ธันวาคม 2551  ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งปรากฏการณ์สำคัญทางดาราศาสตร์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นและหาชมได้ยาก

สำหรับปรากฏการณ์ดวงจันทร์  ดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีอยู่ใกล้กันนี้ คือ การที่เราจะสามารถมองเห็นวัตถุท้องฟ้า 3 วัตถุที่สว่างที่สุดยามค่ำคืน  ได้แก่  ดวงจันทร์  ดาวศุกร์  และดาวพฤหัสบดีมาชุมนุมกัน  โดยดาวศุกร์และดาวพฤหัสบดีจะอยู่ห่างกันเพียง 2 องศา  ส่วนดวงจันทร์จะปรากฏเป็นเสี้ยว (ขึ้น 4 ค่ำ)  และหันด้านมืดเข้าหาดาวเคราะห์ทั้งสองพอดี  ดังนั้นปรากฏการณ์ในครั้งนี้จึงเป็นภาพที่น่าสนใจและหาชมได้ไม่บ่อยนัก

               ท่านสามารถติดตามข่าวสารอื่นๆ ของทางสถาบันวิจัยดาราศาสตร์เพิ่มเติมได้ที่ http://www.narit.or.th/


 

แสงโลกไขความลับภูมิอากาศ

22 เมษายน 2544 รายงานโดย: วรเชษฐ์ บุญปลอด (worachateb@hotmail.com)

ด้านมืดของดวงจันทร์ สว่างขึ้นได้เนื่องจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนมาจากโลก (ภาพโดยพรชัย อมรศรีจิรทร สมาคมดาราศาสตร์ไทย)

    นักวิทยาศาสตร์ได้รื้อฟื้นและปรับปรุงวิธีการติดตามสภาพภูมิอากาศโลกที่เกือบจะถูกลืมไปแล้ว นั่นคือการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของ "แสงโลก (earthshine)" ซึ่งเป็นการที่ด้านมืดของดวงจันทร์สว่างขึ้นเนื่องจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนมาจากโลก การติดตามการเปลี่ยนแปลงของการสะท้อนแสงของโลกในระยะยาวจะช่วยบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงของหมอกควันในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

แสงโลกเป็นปรากฏการณ์ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า โดยเฉพาะในช่วงที่ดวงจันทร์มีส่วนสว่างเหลือเป็นเสี้ยวน้อย ๆ ลีโอนาร์โด ดาวินชี เป็นคนแรกที่อธิบายปรากฏการณ์นี้ ดวงจันทร์เป็นเสมือนฉากขนาดใหญ่ที่แสดงให้เห็นแสงอาทิตย์ที่สะท้อนไปจากโลก ความสว่างของแสงโลกจึงเป็นสิ่งบอกถึงความสามารถในการสะท้อนแสงของโลก ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีนิวเจอร์ซี และสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ได้รายงานค่าการสะท้อนแสงที่เรียกว่าดัชนีสะท้อนแสงของโลกว่ามีค่า 0.297 คลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.005 ในวารสาร Geophysical Research Letters ซึ่งจัดพิมพ์โดย American Geophysical Union ฉบับวันที่ 1 พฤษภาคม

"ภูมิอากาศของโลกแปรเปลี่ยนได้ด้วยแสงอาทิตย์ที่โลกดูดซับไว้" ฟิลิป อาร์ กูด หัวหน้าทีมของสถาบันเทคโนโลยีนิวเจอร์ซี ผู้อำนวยการหอสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์บิกแบร์และศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ผู้มีชื่อเสียงของ NJIT กล่าว "เราได้พบว่าการสะท้อนแสงของโลกมีการเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลมากถึงร้อยละ 20 อย่างน่าประหลาดใจ ยิ่งไปกว่านั้นเราพบสิ่งที่อาจบอกว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่าการสะท้อนแสงของโลกลดลงราวร้อยละ 2.5" หากโลกมีการสะท้อนแสงออกไปที่ลดลงแม้เพียงเปอร์เซ็นต์เดียว นั่นแสดงได้ว่าโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 อังเดร หลุยส์ ดังฌอง นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ได้สังเกตการณ์แสงโลกอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรก แต่ไม่มีการศึกษาต่อยอดเป็นเวลาเกือบ 50 ปี จนกระทั่งศาสตราจารย์ สตีเวน คูนิน แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียอธิบายถึงความสำคัญของการสังเกตการณ์นี้ในผลงานของเขาเมื่อปี พ.ศ. 2534 ข้อมูลที่มีการตีพิมพ์ใหม่นี้เป็นครั้งแรกที่สามารถตรวจวัดอย่างเป็นระบบเพียงพอที่จะแสดงถึงภูมิอากาศโลกได้

คูนินกล่าวว่า "การศึกษาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจำเป็นต้องมีการตรวจวัดอย่างมีมาตรฐาน มีการศึกษาในพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกในระยะยาว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการใช้ดาวเทียมแล้ว การสังเกตการณ์แสงโลกสามารถทำได้โดยง่าย และไม่ต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง และยังครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกได้" การวัดค่าดัชนีสะท้อนแสงของโลกครั้งใหม่นี้ได้จากการวัดความสว่างของด้านมืดของดวงจันทร์ด้วยกล้องโทรทรรศน์แบบหักเหแสงขนาด 6 นิ้ว กับซีซีดี ที่หอสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์บิกแบร์เป็นเวลา 200 คืน ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และอีก 70 คืนในระหว่างปี พ.ศ. 2537-2538 ด้วยการวัดความสว่างของแสงจากดวงจันทร์พร้อมกันกับแสงโลก พวกเขาจะชดเชยแสงที่เกิดจากผลของการกระเจิงในบรรยากาศ ข้อมูลเหล่านี้จะดีที่สุดเมื่อได้จากการทำการวัดในช่วงหนึ่งสัปดาห์ก่อนและหลังวันเดือนดับ คือช่วงระหว่างคืนแรม 8 ค่ำถึงคืนขึ้น 7 ค่ำ ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงจันทร์มีส่วนสว่างน้อยกว่าครึ่งดวง การศึกษานี้ต้องทำระยะยาวเพราะค่าดัชนีสะท้อนแสงเปลี่ยนแปลงไปทุกคืนเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางอุตุนิยมวิทยา ค่าที่วัดได้มีความแตกต่างกันมากในแต่ละฤดูเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของหิมะและน้ำแข็ง สถานที่ที่เป็นพื้นดินยังมีผลต่อดัชนีสะท้อนแสงด้วย เช่น มีการตรวจพบความสว่างที่เพิ่มขึ้นของแสงโลกจากสถานีสังเกตการณ์ในแคลิฟอร์เนีย ในจังหวะที่ดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือทวีปเอเชียซึ่งมีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นดินซึ่งสะท้อนแสงได้มากกว่ามหาสมุทรแปซิฟิก ดังนั้นปริมาณข้อมูลยิ่งมากก็จะสามารถหาค่าเฉลี่ยที่จะชดเชยออกจากค่าที่วัดได้

ข้อมูลแสงโลกนี้ยังบ่งชี้ว่าโลกสะท้อนแสงออกไปในอวกาศได้น้อยลงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ดวงอาทิตย์มีปฏิกิริยารุนแรงมากขึ้น ผลจากการวัดนี้จึงสนับสนุนแนวคิดที่ว่าสนามแม่เหล็กจากดวงอาทิตย์มีบทบาททางอ้อมต่อภูมิอากาศโลก และการศึกษานอกเหนือจากนี้อาจช่วยสนับสนุนการค้นพบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเปลี่ยนแปลงตามจำนวนจุดมืดดวงอาทิตย์ แม้ว่าความสว่างของดวงอาทิตย์ที่เปลี่ยนแปลงในรอบวัฏจักรจะส่งผลต่อโลกน้อยมาก นักวิจัยยังคงวางแผนที่จะสังเกตการณ์ต่อไป พวกเขาหวังว่าการสังเกตการณ์นี้จะเป็นตัวทดสอบความเชื่อมโยงระหว่างปฏิกิริยาบนดวงอาทิตย์กับภูมิอากาศโลก "ถ้าคุณนึกดู มันน่าทึ่งจริง ๆ ที่คุณมองไปที่แสงสะท้อนจากด้านมืดของดวงจันทร์ แล้วสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกได้" คูนินกล่าวในที่สุด

การศึกษาวิจัยนี้ได้รับทุนจากนาซาซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 และศูนย์ Western Center for Global Environmental Change ในระหว่างปี พ.ศ. 2537-38

ที่มา:

 

ปรากฏการณ์ Earth Shine คืออะไร
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
.....

ผู้คนบนโลกได้สังเกตเห็น และรู้ความสัมพันธ์ระหว่างปรากฏการณ์น้ำขึ้นน้ำลง กับเหตุการณ์ข้างขึ้นข้างแรม ของดวงจันทร์มานานหลายพันปีก่อนที่นิวตัน จะอธิบายได้ว่า อุบัติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เป็นเพราะดวงจันทร์ส่งแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงกระทำต่อน้ำบนโลก นอกจากดวงจันทร์จะมีอิทธิพลต่อโลกในเรื่องนี้แล้ว เมื่อไม่นานมานี้เองนักวิทยาศาสตร์ก็ยังได้พบอีกว่าแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงจากดวงจันทร์ ยังสามารถทำให้ชั้นหินบนโลกอยู่ในสภาพเครียดได้ และทำให้กระแสลมบนโลกแปรปรวนอีกด้วย ดังที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอริโซนา ในประเทศสหรัฐอเมริกาได้พบเมื่อต้นปี 2532 ว่าในคืนวันเพ็ญอุณหภูมิของอากาศที่ระยะความสูง 6 กิโลเมตร จะสูงขึ้นประมาณ 0.2 องศาเซลเซียส เพราะแสงอาทิตย์ที่สะท้อนจากผิวดวงจันทร์ กลับมาสู่โลกได้นำพลังงานความร้อน มาสู่ชั้นบรรยากาศเหนือโลก

นักวิทยาศาสตร์ได้รู้มานานแล้วว่า ผิวดวงจันทร์สะท้อนแสงได้ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ดังนั้นมันจึงสะท้อนแสงดีพอๆ กับยางแอสฟัลท์ที่ใช้ราดถนน เมื่อเป็นเช่นนี้ดวงจันทร์วันเพ็ญ จึงมีความสว่างน้อยกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 5 แสนเท่า และในยามข้างแรมเมื่อดวงจันทร์ปรากฏบนฟ้าเป็นเสี้ยว เราก็รู้ว่าเสี้ยวจันทร์ส่วนที่สว่างจ้านั้น เป็นส่วนที่สะท้อนแสงอาทิตย์ ส่วนเสี้ยวจันทร์ที่สลัวๆ นั้นก็เป็นส่วนที่ได้รับแสงสะท้อนจากโลก ซึ่งเราเรียกว่าแสงโลก แสงโลกเกิดจากแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบก้อนเมฆ หิมะ ภูเขาน้ำแข็ง ฯลฯ บนโลกแล้วสะท้อนกลับสู่ดวงจันทร์

D.Huffman แห่งมหาวิทยาลัย Arizona และ S. Koonin แห่ง California Institute of Technology ในสหรัฐอเมริกากำลังใช้แสงโลกนี้ ในการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะดินฟ้าอากาศบนโลก โดยเขาทั้งสองได้พบว่า หากความสว่างไสวของแสงโลกที่ปรากฏบนดวงจันทร์ลดลง 1 เปอร์เซ็นต์นั่นก็หมายความว่าอุณหภูมิของอากาศบนโลกได้ลดลง 1 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากเขาทั้งสอง สามารถวัดความเข้มของแสงโลกได้อย่างถูกต้อง และต่อเนื่องเป็นเวลานาน เขาก็สามารถสรุปสถานภาพของปรากฏการณ์เรือนกระจก ที่กำลังคุกคามโลกได้ทันที

โครงการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศ บนโลกตามปกติเป็นโครงการวิจัยที่ต้องการเงินมาก และต้องการเวลาศึกษานาน ในอดีตนักวิทยาศาสตร์ นิยมใช้ดาวเทียมในการศึกษาเรื่องนี้ แต่วิธีนี้ก็มีปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาเงินงบประมาณที่ต้องใช้ในการสร้างดาวเทียม และจรวดสำหรับส่งดาวเทียมขึ้นไป ซึ่งต้องเผชิญกับการเสี่ยงเรื่องการทำงานบกพร่องของจรวด และการมีชีวิตทำงานที่ค่อนข้างสั้นของดาวเทียม แต่ข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดคือ ดาวเทียมนั้นสามารถศึกษาลม และอากาศของโลกได้เฉพาะเหนือพื้นที่แคบๆ หาได้ครอบคลุมพื้นที่ที่กว้างไม่

A. Danjon คือนักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศสคนแรก ที่ได้พบในปี พ.ศ. 2468 ว่าเงาจันทร์นั้นคือ แสงโลกนั่นเอง เขาจึงสร้างกล้องโทรทรรศน์ที่มีปริซึมภายใน และปริซึมได้แยกภาพของดวงจันทร์ข้างแรม ออกเป็นสองภาพที่เหมือนกันทุกประการ เขาได้หรี่แสงของเสี้ยวจันทร์ส่วนที่สว่าง จนกระทั่งมีความเข้มเท่ากับส่วนที่ไม่สว่าง ความเข้มแสงที่ถูกหรี่ลง ชี้บอกปริมาณแสงที่สะท้อนจากโลก

นักวิทยาศาสตร์หลายคน ยังไม่ค่อยมีความมั่นใจในความถูกต้องของการศึกษาสภาพของลมฟ้าอากาศบนโลกโดยใช้แสงโลกนัก เพราะมีความเห็นว่า มีแสงอาทิตย์หลายส่วนที่เวลาตกกระทบโลกแล้วไม่สะท้อนสู่ดวงจันทร์ ดังนั้นแสงโลกส่วนนี้จะหายไป แต่ผลการคำนวณของ Huffman และ Koonin ที่ใช้คอมพิวเตอร์ศึกษาแสงสะท้อนจากโลก ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า โดยเฉลี่ยแล้ว 30 เปอร์เซ็นต์ของแสงสะท้อนจากโลกจะตกลงบนดวงจันทร์ และถ้าเราสามารถวัดความเข้มแสงชนิดนี้ได้อย่างละเอียด และถูกต้องโดยผิดพลาดไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ เราจะสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของลมฟ้าอากาศได้อย่างผิดพลาดไม่เกิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้เทคนิคการศึกษาแสงโลกยังมีราคาถูกกว่าเทคนิคการใช้ดาวเทียม ซึ่งแพง และให้ภาพรวมของลมฟ้าอากาศในระยะยาวได้ดีกว่าดาวเทียมมาก

จึงนับว่าความคิดของ Danjon เมื่อ 70 ปีก่อนโน้นนั้นแยบยลและหลักแหลม ทั้งๆ ที่เขาไม่มีอุปกรณ์ดีๆ ที่จะศึกษาปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เขาใคร่รู้ แต่การมีสติปัญญาที่เฉียบคมทำให้เขาสามารถเอาชนะข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของเขาได้ ทุกวันนี้นักวิจัยสภาวะเรือนกระจกบางคนกำลังใช้วิธีการของ Danjon เป็นกระจกศึกษาสภาวะอากาศของโลก

ที่มา : ดร.สุทัศน์ ยกส้าน
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)


อธิบายเพิ่มเติมการเกิดปรากฏการณ์แสงโลก
แสงโลก (earthlight หรือ Earth Shine) คือ แสงสะท้อนของแสงอาทิตย์จากโลกคล้าย ๆ กับแสงจันทร์ที่เป็นแสงอาทิตย์สะท้อนจากดวงจันทร์ ต่อไปในอนาคตเมื่อมนุษย์ไปอาศัยอยู่อย่างถาวรบนดวงจันทร์ ก็จะเห็นโลกสว่างนวลด้วยแสงสะท้อนของแสงอาทิตย์ แต่จะสว่างกว่าแสงจันทร์มากหลายเท่า เพราะโลกมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ (มนุษย์กับจักรวาล ตอนที่ 3 (18))

ปรากฏการณ์แสงโลก Earth Shine เกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผิวโลกไปยังดวงจันทร์ และสะท้อนกลับมายังผู้สังเกตบนโลกอีกต่อหนึ่ง ทำให้ผู้สังเกตบนโลกเห็นแสงจางๆจากด้านกล่างคืนของดวงจันทร์ (วิภู รุโจปการ , เอกภพเพื่อความเข้าใจในจักรวาล , 2547 , หน้า 187)

* เป็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ดวงอาทิตย์ โลก ดวงจันทร์ ผู้สังเกตบนโลก โดยมีแสงจากดวงอาทิตย์ส่องมาที่พื้นโลก(กลางวัน)แสงนี้ก็สะท้อนไปถึงดวงจันทร์ ดังนั้นในวันขึ้น 1 - 3 ค่ำ หรือ แรม 12 - 14 ค่ำ เราจะเห็นแสงเรื่อๆ จากด้านมืดของดวงจันทร์ แสงนี้ไม่ใช่แสงจากดวงอาทิตย์โดยตรง(กลางคืนด้านมืดของดวงจันทร์) แต่เป็นแสงจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนแสงจากผิวโลกไปยังดวงจันทร์และแสงนี้จะสะท้อนมายังผู้สังเกตบนโลกอีกครั้งหนึ่ง*
*ถ้าเราสังเกตจากบนโลกโดยมองไปที่ดวงจันทร์ในข้างขึ้นและข้างแรมในคืนวันดังกล่าว เราจะเห็นดวงจันทร์เป็นทรงกลมมีแสงอยู่ 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรงมองเห็นดวงจันทร์ปรากฏเป็นเสี้ยวบางๆแบบขึ้น 1 - 3 ค่ำ หรือ แรม 12 - 14 ค่ำ เป็นเฟสบางๆนั้นเอง(แสงจากดวงอาทิตย์) ส่วนที่ 2 ที่ด้านมืดของดวงจันทร์ (ไม่ได้รับแสงของดวงอาทิตย์โดยตรงแต่จะได้รับแสงสะท้อนจากผิวโลกซึ่งที่ผิวโลกจะได้รับแสงจากดวงอาทิตย์โดยตรง)ดังนั้นเมื่อมนุษย์มองดวงจันทร์ด้านที่เป็นกลางคืนมนุษย์บนโลกจะสังเกตเห็นแสงเรื่อๆ จากด้านมืดของดวงจันทร์แสงนี้ก็คือ แสงโลก ครับ*

หมายเหตุ แสงโลก ถ้ามองดวงจันทร์จากโลกก็คือส่วนที่ 2 ครับ


สำหรับประโยชน์ของแสงโลก ถ้าจะหมายถึงการใช้ประโยชน์ดังเช่นที่มนุษย์ใช้ประโยชน์ของแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานหรือเป็นตัวพลังงานในลักษณะเป็นเชื้อเพลิง นำไปใช้งานโดยตรงในรูปของความร้อน หรือนำไปเปลี่ยนเป็นไฟฟ้า ดังเช่น เซลล์สุริยะ หรือ solar cell แล้ว แสงโลกก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะไม่แรงหรือเข้มพอ ประโยชน์ที่เห็นชัดเจนของแสงโลก ก็จะเป็นประโยชน์คล้าย ๆ กับที่มนุษย์โลกใช้แสงจันทร์นั่นเอง คือ ขับไล่ความมืดบนดวงจันทร์ได้ และอย่างค่อนข้างดี อีกทั้งยังมีผลทางอารมณ์สำหรับมนุษย์บนดวงจันทร์ในอนาคต ดังเช่นมนุษย์โลกตั้งแต่อดีตกาลนานมาได้รับอิทธิพลของแสงจันทร์ด้านความรู้สึกนั่นแหละครับ


ดวงจันทร์ขึ้นช้าวันละประมาณ 50 นาที ครับ
ลองศึกษาจากลิงค์ การขึ้นและตกของดวงจันทร์ ดูก่อนนะครับ
http://www.vcharkarn.com/include/vcafe/showkratoo.php?Cid=101&Pid=24387

31441
ภาพการเกิดปรากฏการณ์แสงโลก
ภาพคัดลอกจาก (วิภู รุโจปการ , เอกภพเพื่อความเข้าใจในจักรวาล , 2547 , หน้า 187)


ปรากฎการณ์แสงโลกเกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผิวโลกไปยังดวงจันทร์ และสะท้อนกลับมายังผู้สังเกตบนโลกอีกต่อหนึ่ง ทำให้ผู้สังเกตบนโลกเห็นแสงจางๆจากด้านกลางคืนของดวงจันทร์ (วิภู รุโจปการ , เอกภพเพื่อความเข้าใจในจักรวาล , 2547 , หน้า 187)

ที่มา เว็บบอร์ดวิชาการดอทอคอม


 

 

Earth shine ดาวพฤหัสบดีเข้าใกล้ดาวศุกร์มองเห็นบนท้องฟ้าระยะ 4 องศาแล้ว
 
ดาวพฤหัสบดีเข้าใกล้ดาวศุกร์มองเห็นบนท้องฟ้าระยะ 4 องศาแล้ว ก่อนเป็นดาวคู่พระจันทร์เสี้ยวมองเห็นเหมือนหน้าคนยิ้มบนท้องฟ้า

เมื่อเวลา 12.30 น. วันนี้ (28 พ.ย. 51) นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต นักดาราศาสตร์ไทย กล่าวว่า จากที่จะเกิดปรากฏการณ์ดาวพฤหัสบดีคู่ดาวศุกร์และมีดวงจันทร์เสี้ยวด้านล่าง ซึ่งปรากฏการณ์นี้มีหลายคนจินตนาการว่าคล้ายใบหน้าของคนกำลังอมยิ้มอย่างมีความสุขบนฟากฟ้าในช่วงค่ำวันที่ 1 ธันวาคม 2551 ตั้งแต่เวลา 17.00-21.30 น. โดยสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว โดยสามารถมองเห็นดาวศุกร์อยู่เคียงข้างกับดาวพฤหัสบดีใกล้กันเพียง 2 องศา และจะมีดวงจันทร์ขึ้น 3 ค่ำ อยู่ ข้างล่างดาวทั้ง สองดวง ห่างดาว เพียง 2 องศาเช่นกัน พร้อม Earth shine คือปรากฏการณ์แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังโลกและสะท้อนไปยังดวงจันทร์ทำให้ดวงจันทร์ในวันขึ้น ๓ ค่ำที่จะต้องมองเห็นเป็นจันทร์เสี้ยว แต่กลับมองเห็นเป็นจันทร์เต็มดวง ซึ่งสวยงามมากนั้น

 "ในเวลาพลบค่ำขณะนี้ ดาวพฤหัสบดี กับดาวศุกร์เริ่มเข้าใกล้กันมากตามลำดับ โดยอยู่ห่างกันเป็นระยะเชิงมุมไม่เกิน 4 องศา กว้างขนาดของนิ้วหัวแม่มือ2นิ้วประกบกัน ที่มองเห็นเมื่อยืดแขนออกไปข้างหน้า การปรากฏใกล้กันของดาวศุกร์กับดาวพฤหัสบดีเป็นเพียงมุมมองจากโลกเท่านั้น ในความเป็นจริงดาวเคราะห์ 2 ดวงนี้อยู่ห่างกันในอวกาศถึง 760 ล้านกิโลเมตร”

 นายวรวิทย์ กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 1 ธ.ค. 51 จะเข้าใกล้กันในระยะ 2 องศาบนท้องฟ้าโดยด้านล่างจะมีดวงจันทร์เสี้ยว เมื่อมองขึ้นไปจะเห็นเหมือนกับใบหน้าคนยิ้มบนท้องฟ้าดังกล่าวข้างต้น และในวันเดียวกันนี้ในทางทวีปยุโรปทั้งหมดจะเห็นเป็นปรากฏการณ์ดวงจันทร์บังดาวศุกร์พอดี ในขณะอเมริกาดวงจันทร์จะเลยสูงขึ้นไป”นายวรวิทย์กล่าวในที่สุด


 ขณะที่นายมรกต อารียะ ศูนย์ศึกษาดาราศาสตร์และเครือข่ายวิทยุสมัครเล่น จ.อุตรดิตถ์กล่าวว่า “ช่วงที่จะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวศูนย์ศึกษาดาราศาสตร์อุตรดิตถ์จะได้นำกล้องดูดาวและกล้องสองตาตั้งสังเกตการณ์ดาวคู่เดือนที่บริเวณสนามกีฬาพระยาพิชัยดาบหัก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งสถานที่ดังกล่าวเป็นที่โล่งมองเห็นขอบฟ้าตะวันตกได้ดี ซึ่งเชื่อว่าช่วงนี้เป็นช่วงฤดูหนาว ท้องฟ้ามืดเร็วและจะสามารถมองเห็นได้ โดยไม่มีอุปสรรครบกวน เหมือนช่วงที่เกิดฝนดาวตกเลโอนิคส์ 16-19 พฤศจิกายน 2551 ที่ผ่านมา

ขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก คมชัดลึก

 

 

 

ช่วงเวลาสำคัญแห่งประวัติศาสตร์การบิน

 

คลิกครับ

วีรบุรุษการบิน

คลิกค่ะ

 

Aircraft Engines

GAS TURBINE (กังหันก๊าซ) เป็นชื่อที่มีความหมายตรงตัวตามชื่อ เครื่องยนต์ชนิดกังหัน ทำงานโดยใช้ก๊าซ ไม่ได้ทำงานโดยใช้ไอน้ำ หรือน้ำ กาซที่ใช้หมุน กังหัน (turbine) เป็นผลมาจากการเผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิง ที่ผสมกับอากาศ ที่ไหลผ่านเครื่องยนต์ในอัตราที่พอเหมาะ


การค้นคว้าหาแหล่งให้พลังขับดัน (Propulsion) สำหรับอากาศยานนั้นได้มีการพัฒนามาโดยต่อเนื่อง นับตั้งแต่ ลีโอนาโด ดาวินซี (Leonardo Da Vinci, 1490) ผู้ใฝ่ฝันที่จะบินได้เหมือนนก จนกระทั่งพี่น้องตระกูลไรท์ (Orvil and Wilbur Wright Brothers, 1903) ได้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ขึ้นมาใช้กับอากาศยานของเขาเป็นผลสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม แนวความคิดเรื่องเครื่องยนต์เจ๊ตเกิดขึ้นก่อนเครื่องยนต์ลูกสูบแต่มีการพัฒนาที่ช้ามาก ดังจะเห็นได้จากประมาณ 250 ปีก่อนคริสศักราช ฮีโร (Hero) นักเขียนและนักคำนวณชาวกรีก ได้ประดิษฐ์ แอร์โอลิไฟล์ (Aeolipile) ซึ่งใช้พลังไอน้ำไปหมุนลูกกลมบนแกน (รูปที่ 1) ซึ่งต่อมาชาวโลกได้ถือว่า Hero เป็นบรมครูทางด้านเครื่องยนต์เจ๊ต และต่อมา เซอร์ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้นำหลักการของ Hero มาใช้เป็นกฏข้อที่ 3 ของขาที่ว่า "แรงที่กระทำต่อวัตถุใดๆ จะมีแรงปฏิกิริยาโต้ตอบมาในทิศทางตรงกันข้ามด้วยขนาดเท่ากัน" และเขาได้สร้างรถลากให้ชื่อว่า Newton's Steam Carriage (รูปที่ 2)






Da Vinci อธิบายอุปกรณ์ chimney jack ว่าอากาศที่ร้อนในเตาย่าง ลอยตัวขึ้นไหลผ่านระบบของใบพัดที่ต่อเนื่อง และระบบฟันเฟือง มันก็จะไปหมุน turn ของที่ย่างอยู่ในเตา



Tip
Propulsion มาจากรากศัพท์ภาษาละติน 2 คำคือ pro แปลว่า befoer หรือ forward และคำว่า pellere แปลว่า to drive เมื่อรวมกันแล้ว propulsion แปลว่า to push forward หรือ drive an object forward



HISTORY

***ประเทศอังกฤษ
Sir Frank Whittle :Whittle เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป ว่าเป็นบิดาแห่งเครื่องยนต์ Jet ในปี 1930 Sir Frank Whittle ได้ยื่นเรื่องขอจดทะเบียน สำหรับเครื่องยนต์ jet ที่ใช้กับเครื่องบิน







เครื่องยนต์เครื่องแรกของ Whittle หลังจากสร้างขึ้นมา มีชื่อว่า Power Jet W.1 มันถูกใช้บินกับเครื่องบิน Gloster G.40 ของอังกฤษ ในวันที่ 15 พ.ค. 1941


***Germany
VON OHAIN ในเวลานั้น von Ohain ประเทศเยอรมันนี ก็กำลังพัฒนาเครื่องยนต์ Jet สำหรับเครื่องบิน อยู่ เช่นเดียวกัน เขาสร้าง และทดลองเครื่องยนต์ที่เขาสร้างขึ้นมาในปี 1937 เครื่องยนต์ HES 3 B ของเขา ได้ใช้กับเครื่องบินครั้งแรก กับเครื่องบิน HE178 เมื่อวันที่ 27ส.ค.1939

เครื่องยนต์ของ Whittle และ von Ohain ได้นำไปสู่ความสำเร็จ ของเครื่องบินรบ ที่ใช้เครื่องยนต์ Jet และเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง เครื่องยนต์ Messerschmitt Me262 ที่ใช้ใน กองทัพอากาศ ของเยอรมันนี

เป็นที่น่าสังเกตุว่าการผลิตเครื่องยนต์ของอังกฤษ รุ่นแรกๆ นั้นเป็นเครื่องยนต์ที่ใช้ระบบ centrifugal compressor ในขณะที่ในเยอรมันนี เครื่องยนต์ที่สร้างขึ้นมา มีความก้าวหน้าในการสร้าง ระบบ axial flow compressor.







***America
America เป็นผู้ที่มาทีหลังเกี่ยวกับเครื่องยนต์ Jet และได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศอังกฤษ General Electric Corporation ได้รับการคัดเลือก ให้ได้รับ สัญญาในการสร้าง W.1 ( American Version.) เครื่องยนต์ Jet ที่ติดตั้งบนเครื่องบิน ในอเมริกา มีขึ้นในเดือน ต.ค. 1942, บน Bell XP-59A . และเครื่องยนต์ก็คือ เครื่องยนต์ General Electric I-A โดยใช้ สองเครื่องยนต์ บนเครื่องบินลำนี้ เครื่องยนต์ I-A engine มีแรงขับ (thrust)ประมาณ 1300 lb. ในปลายปี 1941 , กองทัพเรือ ได้ให้บริษัท Westinghouse ออกแบบ เครื่องยนต์ ใช้ระบบ axial compressor และ ห้องเผาไหม้แบบวง (anular combustion chamber) หลังจากนั้นไม่นาน หลายๆบริษัทก็ได้เริ่มที่จะออกแบบ และสร้างเครื่องยนต์ gas turbine.









เครื่องยนต์เจ๊ต หรือเดิมเรียกว่าเครื่องยนต์ปฏิกิริยา (Reaction Engine) จากกฏการเคลื่อนที่ข้อที่ 3 ของนิวตัน แรงกิริยา (Action) อันเนื่องจากแรงขับ (Thrust) ของเครื่องยนต์เจ๊ตก่อให้เกิดแรงปฏิกิริยา (Reaction) ทำให้อากาศยานเคลื่อที่ไปข้างหน้าได้ เครื่องยนต์เจ๊ตที่ใช้ในกิจการการบินมีอยู่ 4 ชนิด คือ




***จรวด (Rocket) เป็นเครื่องยนต์ที่ไม่มีอากาศในตัวเอง ต้องบรรทุกออกซิเจนและเชื้อเพลิงไปด้วย มี 2 ชนิด คือ จรวดใช้เชื้อเพลิงแข็ง และจรวดใช้เชื้อเพลิงเหลว จรวดจะติดตั้งไว้ข้างหรือใต้ลำตัวอากาศยานเพื่อช่วยในการวิ่งขึ้น (รูปที่ 3)




***แรมเจ๊ต (Ram Jet) ปกติรู้จักกันในชื่อ ATHODYD หรือ Aerothermo Dynamic Duct ลำตัวสร้างเป็นรูปกรวย เครื่องยนต์ขนิดนี้ต้องมีความเร็วไปข้างหน้าอย่างน้อย 300 ไมล์/ชั่วโมง จึงจะทำงานได้ โดยการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปผสมกับอากาศที่พุ่งเข้ามาทางด้านหน้าด้วยความเร็วจึงเกิดการอัดตัวขึ้น แล้วจุดด้วยหัวเทียน เกิดการเผาไหม้อย่างรุนแรงและต่อเนื่อง กระแสอากาศร้อนที่พุ่งออกทางท่อท้ายก่อให้เกิดแรงขับผลักดันให้ Ram Jet พุ่งไปข้างหน้า (รูปที่ 4)





***พัลสเจ๊ต (Pulse Jet) มีรูปร่างคล้ายกับแรมเจ๊ต ต่างกันที่ด้านหน้ามีลิ้นปิดเปิด (Shutter Valve) ติดตั้งเพิ่มขึ้นมา การทำงาน เมื่ออากาศผลักดันลิ้นเปิดเข้ามาในห้องเผาไหม้ (รูปที่ 5A) ผสมกับเชื้อเพลิงที่ฉีดออกมาจากหัวฉีด แลัวจุดด้วยหัวเทียน เกิดการลุกไหม้ก๊าซขยายตัวดันให้ลิ้นปิด (รูปที่ 5B) กระแสอากาศร้อนพุ่งออกทางท่อท้ายก่อให้เกิดแรงขับผลักดันให้ Pulse Jet พุ่งไปข้างหน้า ความดันในห้องเผาไหม้ก็ลดลง อากาศภายนอกก็ดันให้ลิ้นเปิดเข้าไปในห้องเผาไหม้ได้อีก การทำงานก็จะเป็นวงรอบต่อเนื่องกันไป




***เครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ (Gas Turbine Engine) เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาเครื่องยนต์เจ๊ต 3 ชนิดข้างต้น เพื่อใช้เป็นหน่วยพลังงานขับเคลื่อนอากาศยานแทนเครื่องยนต์ลูกสูบ (รูปที่ 6) การพัฒนาเครื่องยนตก๊าซเทอร์ไบน์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นไปในเชิงการค้าเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกับสายการบินต่างๆ นอกจากจะใช้กับอากาศยานแล้ว ปัจจุบันเครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ยังมีใช้กับ รถยนต์ เรือ และเครื่องปั่นไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ราคายังค่อนข้างสูง จึงพบเห็นได้ยากโดยทั่วไป

ปัจจุบันนี้ในกิจการการบินนิยมใช้เฉพาะเครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ (Gas Turbine Engine) เป็นหน่วยกำลังขับเคลื่อนให้กับอากาศยาน เครื่องยนต์ gas turbine ของเครื่องบินสามารถที่จะแบ่งออก ตามลักษณะได้ดังนี้
(1) the type of compressor used and
(2) power usage produces by the engine.
แบ่งตาม แบบของ Compressor ได้ดังนี้:
1. Centrifugal flow
2. Axial flow
3. Centrifugal-Axial flow.
แบ่งตามกำลังที่ได้ และการนำเอาไปใช้ ได้ดังนี้ :
1. Turbojet engines.
2. Turbofan engines.
3. Turboshaft engines.
4. Turboprop engines.


***Centrifugal Compressor Engines
เครื่องยนต์แบบ Centrifugal flow ทำการอัดอากาศ โดยเพิ่มอัตราเร่งของอากาศ ออกจากศูนย์กลางตั้งฉากกับแกนตามยาว เครื่องยนต์ Centrifugal compressor ยังแยกออกเป็น Single-Stage และ Two-Stage compressor. จำนวน หรือค่าของแรงขับ ( thrust ) มีข้อจำกัด เพราะว่าค่าสูงสุดของอัตราการอัด ที่ compressor ประเภทนี้สามารถทำได้





ความได้เปรียบของ Centrifugal Compressor
1. น้ำหนักเบา
2. ไม่ซับซ้อน
3. ราคาไม่แพง


***Axial Flow Compressor Engines
เครื่องยนต์แบบ Axial flow compressor อาจจะประกอบไปด้วย ส่วนที่หมุนเป็น หนึ่ง , สอง , หรือ สาม กรูป (spools ) (Spool คือกรูปของ compressor ที่หมุนด้วย ความเร็วเดียวกัน หรือหมุนด้วยกัน ) . Two spool engine , มีส่วนที่หมุนอยู่ สองส่วนแยกจากกัน ไม่เกี่ยวกันส่วนของกังหัน (turbine) สำหรับ low pressure compressor ก็คือ กังหันชุดท้ายสุด ชุดนี้ของกังหัน ( turbine ) จะต่อกับ ส่วนหน้าสุด คือ low pressure compressor โดยแกน( shaft ) ร้อยอยู่ในรูขอ แกน ( Shaft ) ของ high pressure compressor และ turbine







ข้อได้เปรียบ และ ข้อเสียเปรียบ
ข้อได้เปรียบ (Adventages): เครื่องยนต์ Gas Turbine ขนาดใหญ่จะใช้ Axial Flow Compressor เพราะว่า มันสามารถรับอากาศให้ไหลผ่านได้ เป็นจำนวนมาก ด้วย อัตราส่วน ความดันที่เข้า และ ออกจาก เครื่องยนต์ ที่สูง
ข้อเสียเปรียบ (Disadventages): วัสดุอื่นๆที่ไม่ใช่อากาศ มีโอกาศ เข้าไปในเครื่องยนต์ได้มากกว่า ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย, ราคาแพงในการสร้าง , และมีน้ำหนักมากเมื่อเปรียบเทียบ กับแบบ centrifugal compressor ด้วยอัตราส่วนของความดันที่เท่ากัน (compression ratio).



***Axial-Centrifugal Compressor Engine
เครื่องยนต์ Centrifugal compressor มีการใช้กับเครื่องยนต์ Jet มานานแล้ว, ประสิทธิภาพ ของ single stage centrifugal compressor ค่อนข้างต่ำ แต่ multi-stage compressors จะมีประสิทธิภาพมากกว่า และดีกว่า แต่ก็ยัง เทียบกับ axial flow compressors ไม่ได้. แต่เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้ กับ เครื่องใบพัด และเฮลิคอปเตอร์ (turbo-prop and turbo-shaft) สมัยใหม่ นับว่าได้ผลดี มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยใช้ แบบผสมระหว่าง axial flow and centrifugal compressor เช่น PT6 (Pratt and Whitney of canada) ซึ่งได้รับความนิยม ในตลาดปัจจุบัน รวมถึงเครื่อง T53 (Lycoming)




*เครื่องยนต์ turbojet engine : เครื่องยนต์ Turbojet ให้แรงขับ (thrust) ด้วยการ เร่งอัตราความเร็วของ มวลอากาศ ทั้งหมดที่ผ่านเครื่องยนต์ เนื่องจาก ความเร็วของ มวลอากาศ ที่เป่าออกมา เพื่อให้ได้แรงขับ (thrust) , ระบบกังหันของเครื่องยนต์ Jet ออกแบบมาเพื่อให้รับแรงจากกระแส ลมร้อน หรือไอเสียเพียงเพื่อให้พอกับการไปหมุน compressor และ อุปกรณ์อื่นๆ แรงผลักทั้งหมด (100% of thrust ) เกิดจาก มวลของอากาศที่เป่าออกมา (ก๊าซไอเสีย)




*เครื่องยนต์ Turbofan : เครื่องยนต์ Turbofan Fan จะอยู่ข้างหน้า และมีโครงสร้างหุ้มอยู่ เรียกว่า fan duct จะถูกขับเคลื่อน หรือ หมุน ด้วย ความเร็วเท่ากับ compressor (ยกเว้น free turbine) ถ้าเป็น Free turbine ก็จะมีความเร็วเท่ากับ Turbine ชุดหลังสุดต่อจากชุดของ Turbine ที่ขับหรือหมุน Compressor มวลอากาศจาก Fan จะถูกผลักออกมาแยก จาก มวลของอากาศ ที่ ผ่านภายใน เครื่องยนต์ หรืออาจจะถูกนำไปใช้ ผสมกับ มวลอากาศที่ผ่าน ภายในเครื่องยนต์ ที่ตอนท้ายของเครื่องยนต์ พลังงานหรือแรงผลัก (Thrust) ประมาณ มากกว่า 75% มาจากมวลของอากาศจาก Fan และน้อยกว่า 25 % มาจาก กระแสลมร้อนที่เป่าออกมา ( Exhaust Gas)




*เครื่องยนต์ Turboshaft : เครื่องยนต์ Turboshaft ให้แรงขับด้วยการ เปลี่ยนพลังงานจากกระแสมวลของกาซ ไปเป็น กำลัง หรือ พลังงานกล เพื่อที่จะนำไปหมุน อุปกรณ์ หมุน Compressor เหมือนกับเครื่องยนต์ turboprop แต่ เพลาของกังหัน turbine จะไปใช้งานกับ อย่างอื่น ที่ไม่ใช่ใบพัดของเครื่องบิน เช่น ได้แก่ rotor ของเฮลิคอปเตอร์ โดยต่อผ่านระบบ เฟือง ทดรอบ ก่อน เป็นต้น. The engine is called turboshaft




*เครื่องยนต์ turboprop : เครื่องยนต์ Turboprop ให้แรงขับ ด้วยการเปลี่ยน พลังงานจากกระแสมวลของกาซ ไปเป็น กำลัง หรือ พลังงานกล เพื่อที่จะ เอาไปหมุน อุปกรณ์ หมุน Compressor และ ใบพัดเครื่องบิน Shaft หรือเพลา ของกังหัน Turbine จะยึดติดกับใบพัด โดยผ่านระบบเฟืองทดรอบ ประมาณ 90% ของแรงผลักทั้งหมด มาจากใบพัด และเพียงไม่ถึง 10% ที่มาจาก กระแสมวลของกาซร้อน หรือ ลมเป่าของท่อไอเสีย







***หลักการทำงานของเครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ ( Operation of Gas Turbine Engine)




*วัฏจักรการทำงานของเครื่องยนต์อากาศยานมีอยู่ 2 วัฏจักร ทั้งสองวัฏจักรนี้ได้อธิบายถึง ขั้นตอนการทำงานของ พลังงานทาง เคมีอันเกิดจากเชื้อเพลิง กลายมาเป็นพลังงานความร้อน และเป็นพลังงานกลในที่สุด



-*- OTTO Cycle เป็นการอธิบายถึงเหตุการที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์ลูกสูบ เป็นวัฏจักรการทำงานที่ "ปริมาตรคงที่" เพราะว่าพลังงานที่เพิ่มเข้าไปในอากาศนั้น มิได้ไปเปลี่ยนแปลงปริมาตรเลย เหตุการทั้งหมดของวัฏจักรออโต คือ ดูด, อัด, จุด, ระเบิด และคาย นั้น ได้กระทำในที่เดียวกันภายในกระบอกสูบของเครื่องยนต์ แต่กระทำในเวลาที่ต่างกัน




-*- Braton Cycle เป็นการอธิบายถึงเหตุการที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์ กล่าวว่าในเครื่องยนต์ ก๊าซเทอร์ไบน์ เชื้อเพลิงทำให้เกิดพลังงาน เมื่อมีพลังงานความดันก๊าซคงที่ แต่ปริมาตรของก๊าซเพิ่มขึ้น และความเร็วที่ออกจากเครื่องยนต์ของ ก๊าซก็เพิ่มขึ้นด้วย ตำราบางเล่มเรียกวัฏจักรนี้ว่า "วัฏจักรความดันคงที่" (Constant Pressure Cycle)



จากรูปอากาศที่ไหลเข้าเครื่องยนต์ คืออากาศรอบตัวเรา มีความดันเท่ากับความดันอากาศภายนอก (Ambient Pressure) เส้นโค้งจาก 1 ไป 2 แสดงให้เห็นว่าความอัดอากาศเพิ่มจากดูดไปอัด และปริมาตรจะลดลง เมื่อมีการเผาไหม้ส่วนผสมเชื้อเพลิง-อากาศ ในห้องเผาไหม้ เส้นตรงจาก 2 ไป 3 จะมีพลังงานเกิดขึ้น แต่ความดันก๊าซยังคงที่ แต่ขอให้สังเกตุว่าปริมาตรของก๊าซจะเพิ่มขึ้น นั่นคือ คุณลักษณะที่สำคัญของวัฏจักรเบรตัน (Braton Cycle)

เมื่ออากาศร้อนออกจากห้องเผาไหม้ผ่านชุดเทอร์ไบน์ ความดันก๊าซจะลดลงแต่ปริมาตรยังคงเพิ่มขึ้น สังเกตุเส้นกราฟระหว่าง 3 และ 4 ก๊าซเผาไหม้เกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็วพุ่งออกจากเครื่องยนต์ ในขณะเดียวกันที่ชุดเทอร์ไบน์นี้ พลังงานความร้อนจะเปลี่ยนเป็นพลังงานกล ไปหมุนขับชุดอัดอากาศ (Compressor) และชุดเฟืองขับอุปกรณ์ (Gear Box) ของเครื่องยนต์ก๊าซเทอร์ไบน์

หลังจากที่ก๊าซร้อนผ่านชุดเทอร์ไบน์ ก็จะพุ่งออกท่อท้าย เส้นจาก 4 ไป 5 ซึ่งออกแบบให้เป็นรูปบาน-ตีบ (Converging Exhaust System) ซึ่งจะทำให้ความดันก๊าซลดลง และความเร็วของก๊าซเพิ่มขึ้น พุ่งออกสู่บรรยากาศภายนอก ครบวัฏจักรและได้ผลผลิตออกมา เป็นแรงขับ (Thrust)




 

 

ENGINE TYPES and APPLICATIONS

Introduction

เครื่องบินพลเรือน และเครื่องบินทหาร ที่ทันสมัยในปัจจุบัน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Gas Turbine หรือเรียกว่าเครื่องยนต์ Jet มี เครื่องยนต์ Gas Turbine อยู่หลายแบบ แต่เครื่องยนต์ Gas Turbine ทั้งหมดจะมี ชิ้นส่วนที่ทำหน้าเหมือนกันอยู่ เครื่องยนต์ gas turbine ของเครื่องบินสามารถที่จะแบ่งออก ตามลักษณะได้ดังนี้ (1) the type of compressor used and (2) power usage produces by the engine.
แบ่งตาม แบบของ Compressor ได้ดังนี้:
    1. Centrifugal flow
    2. Axial flow
    3. Centrifugal-Axial flow.
แบ่งตามกำลังที่ได้ และการนำเอาไปใช้ ได้ดังนี้ :
   1. Turbojet engines
   2. Turbofan engines.
   3. Turboshaft engines.
Centrifugal Compressor Engines
เครื่องยนต์แบบ Centrifugal flow ทำการอัดอากาศ โดยเพิ่มอัตราเร่งของอากาศ ออกจากศูนย์กลางตั้งฉากกับแกนตามยาว เครื่องยนต์ Centrifugal compressor ยังแยกออกเป็น Single-Stage และ Two-Stage compressor. จำนวน หรือค่าของแรงขับ ( thrust ) มีข้อจำกัด เพราะว่าค่าสูงสุดของอัตราการอัด ที่ compressor ประเภทนี้สามารถทำได้
  
ความได้เปรียบของ Centrifugal Compressor
1. น้ำหนักเบา
2. ไม่ซับซ้อน
3. ราคาไม่แพง
Axial Flow Compressor Engines
เครื่องยนต์แบบ Axial flow compressor อาจจะประกอบไปด้วย ส่วนที่หมุนเป็น หนึ่ง , สอง , หรือ สาม กรูป (spools ) (Spool คือกรูปของ compressor ที่หมุนด้วย ความเร็วเดียวกัน หรือหมุนด้วยกัน ) . Two spool engine , มีส่วนที่หมุนอยู่ สองส่วนแยกจากกัน ไม่เกี่ยวกันส่วนของกังหัน (turbine) สำหรับ low pressure compressor ก็คือ กังหันชุดท้ายสุด ชุดนี้ของกังหัน ( turbine ) จะต่อกับ ส่วนหน้าสุด คือ low pressure compressor โดยแกน( shaft ) ร้อยอยู่ในรูขอ แกน ( Shaft ) ของ high pressure compressor และ turbine
  
ข้อได้เปรียบ และ ข้อเสียเปรียบ
ข้อได้เปรียบ (Adventages): เครื่องยนต์ Gas Turbine ขนาดใหญ่จะใช้ Axial Flow Compressor เพราะว่า มันสามารถรับอากาศให้ไหลผ่านได้ เป็นจำนวนมาก ด้วย อัตราส่วน ความดันที่เข้า และ ออกจาก เครื่องยนต์ ที่สูง
ข้อเสียเปรียบ (Disadventages): วัสดุอื่นๆที่ไม่ใช่อากาศ มีโอกาศ เข้าไปในเครื่องยนต์ได้มากกว่า ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย, ราคาแพงในการสร้าง , และมีน้ำหนักมากเมื่อเปรียบเทียบ กับแบบ centrifugal compressor ด้วยอัตราส่วนของความดันที่เท่ากัน (compression ratio).
Axial-Centrifugal Compressor Engine
เครื่องยนต์ Centrifugal compressor มีการใช้กับเครื่องยนต์ Jet มานานแล้ว, ประสิทธิภาพ ของ single stage centrifugal compressor ค่อนข้างต่ำ แต่ multi-stage compressors จะมีประสิทธิภาพมากกว่า และดีกว่า แต่ก็ยัง เทียบกับ axial flow compressors ไม่ได้. แต่เครื่องยนต์ขนาดเล็กที่ใช้ กับ เครื่องใบพัด และเฮลิคอปเตอร์ (turbo-prop and turbo-shaft) สมัยใหม่ นับว่าได้ผลดี มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยใช้ แบบผสมระหว่าง axial flow and centrifugal compressor เช่น PT6 (Pratt and Whitney of canada) ซึ่งได้รับความนิยม ในตลาดปัจจุบัน รวมถึงเครื่อง T53 (Lycoming)
 
คุณสมบัติ และการนำไปใช้
เครื่องยนต์ turbojet engine : เครื่องยนต์ Turbojet ให้แรงขับ (thrust) ด้วยการ เร่งอัตราความเร็วของ มวลอากาศ ทั้งหมดที่ผ่านเครื่องยนต์ เนื่องจาก ความเร็วของ มวลอากาศ ที่เป่าออกมา เพื่อให้ได้แรงขับ (thrust) , ระบบกังหันของเครื่องยนต์ Jet ออกแบบมาเพื่อให้รับแรงจากกระแส ลมร้อน หรือไอเสียเพียงเพื่อให้พอกับการไปหมุน compressor และ อุปกรณ์อื่นๆ แรงผลักทั้งหมด (100% of thrust ) เกิดจาก มวลของอากาศที่เป่าออกมา (กาซไอเสีย)
เครื่องยนต์ turboprop : เครื่องยนต์ Turboprop ให้แรงขับ ด้วยการเปลี่ยน พลังงานจากกระแสมวลของกาซ ไปเป็น กำลัง หรือ พลังงานกล เพื่อที่จะ เอาไปหมุน อุปกรณ์ หมุน Compressor และ ใบพัดเครื่องบิน Shaft หรือเพลา ของกังหัน Turbine จะยึดติดกับใบพัด โดยผ่านระบบเฟืองทดรอบ ประมาณ 90% ของแรงผลักทั้งหมด มาจากใบพัด และเพียงไม่ถึง 10% ที่มาจาก กระแสมวลของกาซร้อน หรือ ลมเป่าของท่อไอเสีย
เครื่องยนต์ Turbofan : เครื่องยนต์ Turbofan Fan จะอยู่ข้างหน้า และมีโครงสร้างหุ้มอยู่ เรียกว่า fan duct จะถูกขับเคลื่อน หรือ หมุน ด้วย ความเร็วเท่ากับ compressor (ยกเว้น free turbine) ถ้าเป็น Free turbine ก็จะมีความเร็วเท่ากับ Turbine ชุดหลังสุดต่อจากชุดของ Turbine ที่ขับหรือหมุน Compressor มวลอากาศจาก Fan จะถูกผลักออกมาแยก จาก มวลของอากาศ ที่ ผ่านภายใน เครื่องยนต์ หรืออาจจะถูกนำไปใช้ ผสมกับ มวลอากาศที่ผ่าน ภายในเครื่องยนต์ ที่ตอนท้ายของเครื่องยนต์ พลังงานหรือแรงผลัก (Thrust) ประมาณ มากกว่า 75% มาจากมวลของอากาศจาก Fan และน้อยกว่า 25 % มาจาก กระแสลมร้อนที่เป่าออกมา ( Exhaust Gas)
เครื่องยนต์ Turboshaft : เครื่องยนต์ Turboshaft ให้แรงขับด้วยการ เปลี่ยนพลังงานจากกระแสมวลของกาซ ไปเป็น กำลัง หรือ พลังงานกล เพื่อที่จะนำไปหมุน อุปกรณ์ หมุน Compressor เหมือนกับเครื่องยนต์ turboprop แต่ เพลาของกังหัน turbine จะไปใช้งานกับ อย่างอื่น ที่ไม่ใช่ใบพัดของเครื่องบิน เช่น ได้แก่ rotor ของเฮลิคอปเตอร์ โดยต่อผ่านระบบ เฟือง ทดรอบ ก่อน เป็นต้น. The engine is called turboshaft.
 


© 2001 Thai Technics.Com All Rights Reserved
 

 

การบิน

อากาศยาน

เนื้อเรื่อง

  1. อากาศยาน
  2. แรงยกของปีกเครื่องบิน
  3. นิทานของชาวกรีก
  4. ว่าว
  5. ประวัติอากาศยาน
  6. บอลลูนบรรจุควันไฟของมองต์โกลฟิเยร์
  7. เรือเหาะ ของเคานต์ เซปเปลิน
  8. แพนอากาศบางแบบ
  9. ล้อหลักและห้ามล้อ
  10. ห้องนักบิน
  11. เครื่องบินแบบคองคอร์ด (concord)
  12. มนุษย์จรวดกำลังเหาะ
  13. เครื่องบินแบบเบรเกต์

 

จาก สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน

โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ 1

ฟิสิกส์ราชมงคลขอขอบคุณครับ

 

 


 
เครื่องบินที่เก่าแก่ที่สุด
ไรต์ ฟลายเออร์ 1 ของวิลเบอร์และออร์วิล ไรต์ สัญชาติอเมริกัน เที่ยวบินแรกมีขึ้นในปี 1904 



เครื่องบินที่พังเร็วที่สุด
Bachem Ba-39 "Natter"
เป็นเครื่องบินที่ใช้เครื่องยนต์จรวดของฝ่ายเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง หลักการก็แสง่าย
กล่าวคือยิงมันขึ้นไปบนท้องฟ้าและสาดกระสุนใส่เครื่องบินทิ้งระเบิดของสัมพันธมิตรให้มากที่สุด
ก่อนจะถอดหัวและกลับลงพื้นด้วยร่มชูชีพเนื่องจากไม่มีล้อเพราะสร้างไม่ทัน (จะแพ้สงครามอยู่แล้ว)
การทดสอบด้วยเครื่องควบคุมภาคพื้นดินเป็นไปได้ด้วยดี
แต่เพียงขึ้นทดสอบด้วยนักบินครั้งแรกก็ตูม เนื่องจากฝาครอบห้องนักบินล็อกไม่สนิท
เมื่อขึ้นไปกลางอากาศเกิดแรงต้านจึงร่วงวูบ นักบินช็อกจากแรงปะทะของอากาศและหมดสติขณะเครื่องโหม่โลก 
เครื่องบินโดยสารไอพ่นรุ่นแรกสุด
เดอ ฮาวิลแลนด์ โคเมต ของอังกฤษ ใช้เครื่องยนต์เดอ ฮาวิลแลนด์ โกสต์ 4 เครื่อง
ตอนแรกดูเหมือนจะไปได้ด้วยดี แต่ในที่สุดก็เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นติดๆกัน
จากการสอบสวนพบว่าขอบหน้าต่างสี่เหลี่ยมเกิดร้าวเนื่องจากการรับการเปลี่ยนแรงกดดันเมื่อลงจอดและอยู่ในระ
ดับบินซึ่งค่อนข้างสูง ในที่สุดเมื่อบ่อยครั้งเข้าเครื่องทั้งเครื่องก็ฉีกออกเป็นชิ้นๆด้วยแรงดันอากาศ
เครื่องทั้งหมดถูกสั่งห้ามบิน และกว่าจะได้บินอีกครั้งก็ถูกโบอิ้ง 707 และดักลาส DC-8
ของอเมริกันแย่งตลาดไปหม่ำเรียบร้อยโรงเรียนจีน ขายไม่ออก เจ๊งครับ.....

B707

DC-8


เครื่องบินที่ใช้งานในเชิงพาณิชย์นานที่สุด
ดักลาส DC-3 ผลิตโดยดักลาส สัญชาติอเมริกัน ใช้มาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง
จนบัดนี้ยังคงใช้อยู่บ้างในบางสายการบินโดยเฉพาะในแอฟริกาและอเมริกาใต้ รวมทั้งกองทัพอากาศไทยก็มี DC-3
สำหรับใช้ขนส่งทางทหาร (ชื่อเรียก Dakota) อยู่ด้วย


เครื่องบินไอพ่นเชิงพาณิชย์ที่ขายดีที่สุด
โบอิ้ง 737 ตั้งแต่รุ่น 100 ที่อวดโฉมต่อสายตาชาวโลกเมื่อทศวรรษ 1960 จนถึงรุ่น
-600/-700/-800/-900/BBJ ที่อยู่ในตลาดทุกวันนี้รวมกันได้มากกว่าสามพันห้าร้อยลำ กินขาดโบอิ้ง 707 และ
727 สบายๆ


เครื่องบินเชิงพาณิชย์ที่บินได้ไกลที่สุด (ในการปฏิบัติการปกติ)
แอร์บัส เอ340-500 โดยแอร์บัส SAS ของฝรั่งเศส อังกฤษ เยอรมัน สเปนและเนเธอiNแลนด์
บินได้ไกลประมาณ 16,000 กิโลเมตร


เครื่องบินไอพ่น 2 เครื่องยนต์ที่บินได้ไกลที่สุด
โบอิ้ง 777-200LR แน่นอนว่าโดยโบอิ้ง บินได้ไกล 17,000 กิโลเมตร
ออกโชว์ครั้งแรกในงานปารีสแอร์โชว์ 2005 ที่ท่าอากาศยานเลอเบอร์เก้ ปารีส ฝรั่งเศส


เครื่องบินทิ้งระเบิดไอพ่นที่ใช้งานนานที่สุด
โบอิ้ง B-52 สตราโตฟอร์เทรส ใช้มาตั้งแต่ปี 1952 บัดนี้มีตั้งแต่รุ่น B-52A ถึง B-52H


เครื่องบินที่ถูกนับว่าปลอดภัยที่สุด
อิลยุชชิน IL-96 ของอิลยุชชิน รัสเซีย บินครั้งแรกในปี 1986
ยังไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลยสักลำ ยกเว้นการเสียเล็กเสียน้อย


เครื่องบินที่ใหญ่ที่สุด และมีน้ำหนักบินขึ้น (Max Takeoff Weight) มากที่สุด
แอนโตนอฟ An-225 Mriya (Dream) โดยแอนโตนอฟ รัสเซีย น้ำหนักบินขึ้นสูงสุด (Max Takeoff Weight
- MTOW) ประมาณ 1,250,000 ปอนด์ เป็นเครื่องบินลำแรกที่มีน้ำหนักบินขึ้นสูงสุดเกินหนึ่งล้านปอนด์
และสามารถบรรทุกสินค้าได้สูงสุดกว่า 500,000 ปอนด์ ความกว้างปลายปีกถึงปลายปีก 85 เมตร
(โดยปกติแล้วน้ำหนักบินขึ้นถือเป็นเกณฑ์วัด "ความใหญ่" ของเครื่องบิน)


เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุด (ที่ใช้งานแล้วในปัจจุบัน)
โบอิ้ง 747-400 (หากจะนับน้ำหนักบินขึ้นมากที่สุดก็คือรุ่น 747-400D
ซึ่งเพิ่มความสามารถในการบรรทุกแต่ลดพิสัยบินลง สามารถจุคนได้กว่า 550 คน)


เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุด
แอร์บัส เอ380-800 นั่งได้ 555 คนในการจัดที่นั่งแบบ 3 ชั้น (ตามที่แอร์บัสเคลมเอาไว้)
กำหนดส่งมอบละแรก (ให้สิงคโปร์แอร์ไลน์ส) ในปลายปี 2549 นี้ การบินไทยสั่งจอง 6 ลำ
กว่าจะได้คงอีกชาติเศษๆ


เครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดของรัสเซีย
อิลยุชชิน IL-96 ของอิลยุชชิน รัสเซีย นั่งได้ประมาณ 300 คน ขนาดพอๆกับโบอิ้ง 767-200ER
อิลยุชชินหมดตังค์เลยไม่ได้พัฒนาต่อ ถ้าพัฒนาต่อมันจะใหญ่พอๆกับโบอิ้ง 777 หรือแอร์บัส เอ340-300
และคงขายได้เยอะเพราะถูกกว่าบริษัทคู่แข่งทั้งสอง


เครื่องบินเชิงพาณิชย์ที่บินเร็วที่สุด
ตูโปเลฟ Tu-144 ของตูโปเลฟ รัสเซีย ชื่อเรียกของ NATO เรียกว่า Charger หรือ Concordski
(นัยว่าเป็นคองคอร์ดสัญชาติรัสเซีย) ความเร็วสูงสุด มัค 2.5 ซึ่งเร็วกว่าคองคอร์ดที่บินได้เพียงมัค
2.0-2.2 เท่านั้น


เครื่องบินทางทหารที่บินได้เร็วที่สุด
เครื่องบินสอดแนมระดับสูงล็อกฮีด SR-71 แบล็กเบิร์ด ของล็อกฮีด สหรัฐอเมริกา บินได้เร็วมัค
3.3 ปัจจุบันตกงานเนื่องจากดาวเทียมสะดวกกว่า บ๊ายบาย แบล็กเบิร์ด


เครื่องบินคนบังคับที่บินได้เร็วที่สุด
นอร์ท อเมริกัน X-15 ซึ่งเป็นเครื่องบินวิจัยการบินด้วยความเร็วเหนือเสียงระดับสูง
(Hypersonic) บินได้เร็ว 6.5มัคซึ่งถือเป็นความเร็วสูงสุดที่เครื่องบินที่มีมนุษย์ควบคุมทำได้
ที่เร็วกว่านั้นจะเป้นบังคับจากภาคพื้นดินทั้งหมด


เครื่องบินใช้ใบพัดที่บินเร็วที่สุด
เครื่องบินทิ้งระเบิดตูโปเลฟ Tu-95 ของรัสเซีย บินได้เร็ว 575 นอต
ซึ่งเทียบเท่าความเร็วของเครื่องบินไอพ่นระดับ B-52 เลยทีเดียว
ที่แรงดีขนาดนี้ก็เพราะใช้เครื่องยนต์ที่มีกำลังมากที่สุดในโลกคือ Kuznetsov NK-12MV Turboprop
ซึ่งให้กำลัง 59,180 แรงม้า 4 เครื่อง และขับเคลื่อนใบพัดเครื่องละสองใบหมุนในทิศตรงข้ามกัน
ซึ่งยังผลให้เสริมแรงซึ่งกันและกัน ทำให้ไก้ความเร็วและแรงม้าระดับนี้ขึ้นมา


เครื่องบินที่ถูกสร้างขึ้นมามากรุ่นที่สุด
ดักลาส DC-8 ของดักลาส สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่บินครั้งแรกในปี 1958 ในรหัสรุ่น DC-8-10
ก็มีรุ่นต่อมาเรื่อยๆ จนเลิกผลิตที่ DC-8-62
แต่ยังคงมีคนดัดแปลงโดยการติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่และให้ชื่อรุ่นว่า DC-8-72 และ -73


แอร์ ฟอร์ซ วัน (สหรัฐฯ)
โบอิ้ง VC-25A (747-2G4B หรือ 747-200B นั่นเอง)


เครื่องบินโดยสารในปัจจุบันที่ใช้เครื่องยนต์ไอพ่นที่มีแรงขับดันน้อยที่สุด
แยคคอฟเลฟ Yak-42 ของรัสเซีย ใช้เครื่องยนต์ Ivchenko Turbofan แรงขับดัน 3,100 ปอนด์ 3 เครื่อง


เครื่องบินโดยสารในปัจจุบันที่ใช้เครื่องยนต์ไอพ่นที่มีแรงขับดันมากที่สุด
โบอิ้ง 777 ใช้เครื่องยนต์ Pratt & Whitney PW4000 series/GE GE90 series/Rolls Royce
Trent 800 series ซึ่งมีแรงขับดันระหว่าง 76,000-115,000 ปอนด์)


เครื่องบินไอพ่นที่ใช้เครื่องยนต์มากที่สุด
โบอิ้ง B-52 Stratofortress ใช้เครื่องยนต์ TF-33-P-3/103 Turbofan ทั้งหมด 8 เครื่อง
แต่แรงขับดันรวมเพียง 605 กิโลนิวตัน (ประมาณ 136,000 ปอนด์) ซึ่งน้อยกว่าโบอิ้ง 777 หรือแอร์บัส เอ330 เสียอีก


เครื่องบินที่มีแรงขับดันรวมของเครื่องยนต์มากที่สุด
แอนโตนอฟ AN-225 Mriya เจ้าเก่า ใช้เครื่องยนต์ ZMKB-Lotarev D-18T Turbofan 6 เครื่อง
เครื่องละ 226kN รวมเป็น 1,326 kN


สายการบินที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงให้บริการ
เอเวียนคา โคลัมเบีย ตั้งขึ้นในปี 1918


สายการบินที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงใช้ชื่อเดิมตั้งแต่ก่อตั้งไม่เคยเปลี่ยน
Koninklijke Luchivaart Maatschappij NV หรือที่รู้จักกันทุกวันนี้ว่าKLM โรยัล ดัตช์
แอร์ไลน์ ตั้งในปี 1919 ยังคงใช้ชื่อเดิมอยู่ และคงจะใช้ต่อไปอีกนาน


เครื่องบินลำแรกสุดที่ลงที่สนามบินสุวรรณภูมิ
แอร์บัส A340-600 ทะเบียน HS-TNA "วัฒนานคร" (ลำที่สองเป็นโบอิ้ง 747-4D7
(747-400))


เครื่องบินรบรุ่นใหม่ล่าสุดของโลก
ล็อกฮีด YF-35 ของสหรัฐฯ

มิโกยัน Mig-144 (ชื่อไม่เป็นทางการ) ของรัสเซีย

ซุคฮอย Su-37 เบอร์คุต (อินทรีทอง) รัสเซียเช่นกัน

ยูโรไฟท์เตอร์ 2000 (ยูโรไฟท์เตอร์ ไต้ฝุ่น) โดยความร่วมมือระหว่างประเทศในยุโรป


เครื่องบินที่ไม่มีหางลำแรกของโลก
นอร์ธรอป YB-49 ของนอร์ทรอป แต่กองทัพสหรัญไม่สั่ง เนื่องจากปัญหาด้านเครื่องยนต์ที่ซ่อมยาก
การควบคุมที่ไม่ดีและอุบัติเหตุหลายครั้งหลายครา จนในที่สุดโครงการก็มีอันต้องพับฐานไป และแจ็ค นอร์ธรอป
(ผู้เสนอไอเดีย) ก็ฝันค้าง....


เครื่องบินไม่มีหางที่ใช้งานจริงได้ลำแรกของโลก
นอร์ธรอป (ตอนนี้โดนโบอิ้งเทคโอเวอร์ไปเรียบร้อย) B-2 สร้างห่างจาก YB-49 ถึงเกือบ 40 ปี โดย
B-2 ใช้ระบบ "Fly-by-wire" หรือการใช้ไฟฟ้าควบคุมอุปกรณ์และระบบบังคับต่างๆ
รวมทั้งนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ช่วยในการควบคุม ทำให้ความฝันของนอร์ทรอปเป็นจริงขึ้นมาจนได้.....
(คลาสสิก)


ลายเรือพระที่นั่ง 3 ลำของการบินไทย
โบอิ้ง 747-4D7 HS-TGJ นามพระราชทาน หริภุญชัย (ลายสุพรรณหงส์)
โบอิ้ง 747-4D7 HS-TGO นามพระราชทาน บวรรังสี (ลายสุพรรณหงส์เช่นเดียวกัน)
แอร์บัส A330-322 HS-TEK นามพระราชทาน ศรีจุฬาลักษณ์ (ลายนารายณ์ทรงสุบรรณ)
(โบอิ้ง 747-400 ทั้งสองลำถูกนำไปทำสีใหม่ (ลายหางม่วง) เรียบร้อยแล้ว น่าเสียดาย.....)


ภาพประกอบอ้างอิงจาก
http://www.airliners.net/
www.aerospaceweb.org/aircraft
http://www.yak42.com/
http://www.tupolev.ru/
http://www.planepictures.net/


 

 

กล่องดำ

กล่องดำ

คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์

          เกิดข่าวเครื่องบินตกขึ้นทีไร ใครๆ ก็ถามหาแต่กล่องดำ

          กล่องดำ แท้จริงมีอยู่หลายสี ไม่เฉพาะสีดำ สีที่เห็นกันบ่อย คือสีส้ม เพื่อให้ค้นหาง่ายหากเครื่องบินตก แต่ไม่นิยมเรียกว่า กล่องส้ม จะรวมๆ เรียกว่า กล่องดำ ซึ่งอาจมีที่มาจากคำว่า Black Box ที่หมายถึงกล่องซึ่งเราไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น หรือกล่องปริศนานั่นเอง

          เครื่องบินแต่ละลำจะมีกล่องดำ 2 กล่องกล่องหนึ่งใช้บันทึกข้อมูลการบิน สภาพอากาศ ความเร็ว ระดับความสูง การเร่งผ่อนคันบิดปิดเปิดน้ำมัน แรงขับของเครื่อง และตำแหน่งของปีก

          อีกกล่องบันทึกเสียงสนทนาในห้องนักบิน การติดต่อระหว่างนักบินกับหอบังคับการบิน เสียงของลูกเรือที่เข้ามาในห้องนักบิน โดยจะเริ่มบันทึกตั้งแต่นักบินติดเครื่องไปจนถึงดับเครื่อง

          เวลาเครื่องบินตก กล่องดำมักไม่เสียหาย เพราะตำแหน่งที่ติดตั้งจะอยู่ส่วนหางของเครื่องบิน ซึ่งเป็นบริเวณที่แข็งแรงและได้รับผลกระทบกระเทือนน้อยที่สุดเวลาเครื่องบินตก

          นอกจากนี้ ตัวกล่องยังแข็งแรง ทนแรงกระแทกแรงระเบิด ทนน้ำ ทนไฟ เพราะประกอบด้วยวัสดุ 3 ชั้น ชั้นในสุดทำจากแผ่นอะลูมิเนียมบางๆ ห่อหุ้มอุปกรณ์บันทึกข้อมูลไว้ ชั้นที่สองเป็นฉนวนทนความร้อน และชั้นที่สามทำด้วยเหล็กกล้าไร้สนิมทนความร้อนสูง

          โลกเริ่มมีการนำกล่องดำมาใช้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2493


ข้อมูลเเละภาพประกอบจาก

 กล่องดำ
กล่องดำ
 กล่องดำ
กล่องดำ
 กล่องดำ
กล่องดำ

ไขปริศนากล่องดำ

สุรศักดิ์ ไวทยวงศ์สกุล

 

    ทุกครั้งเมื่อเกิดอุบัติเหตุกับเครื่องบิน ภารกิจหลักของหน่วยกู้ภัย นอกเหนือจากการช่วยเหลือผู้รอดชีวิต และค้นหาศพ ผู้เสียชีวิต จากอุบัติเหตุแล้วนั้น ก็คือ การค้นหาวัตถุที่เรียกว่า ‘กล่องดำ’ เจ้ากล่องที่ว่านี้คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และเหตุไฉนมันจึงไม่บุบสลายไป ในขณะที่เครื่องบินเกิดอุบัติเหตุ วันนี้เราจะมาลองไขปริศนาของกล่องดำกัน

    ความคิดในการติดตั้งกล่องดำ บนเครื่องบินเริ่มตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 1950 ภายในกล่องดำแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วน ได้แก่ เครื่องบันทึกเสียง ทำหน้าที่บันทึกเสียงสนทนา และเสียงอื่นๆ ในห้องนักบิน และเครื่องบันทึกข้อมูลการบิน ซึ่งบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น ตำแหน่งและความสูงของเครื่องบิน ความเร็วลม การทำงานของ เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องบิน เป็นต้น เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้เชี่ยวชาญ ในการตรวจสอบ หาสาเหตุของอุบัติเหตุ

    ในอดีต การบันทึกข้อมูลใช้เทปแม่เหล็ก แต่นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมาได้เปลี่ยนมาใช้ชิปแทน ทำให้มีขนาดเล็กลง แต่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากกว่าเดิม เครื่องบันทึกแต่ละตัวมีแผงหน่วยความจำขนาด 80 เมกะไบต์ เพียงพอต่อการบันทึกเสียงได้ 2 ชั่วโมง หรือบันทึกข้อมูลการบินได้กว่า 1 วัน แผงหน่วยความจำของ เครื่องบันทึกข้อมูลจะถูกหุ้มด้วย ชั้นอะลูมิเนียมบางๆ บรรจุอยู่ในกล่องซึ่งทำจากแผ่นเหล็กกล้าไร้สนิมที่หนาถึง 0.25 นิ้ว เพื่อป้องกันแรงกระแทก ภายใต้ชั้นเหล็กยังมีชั้นซิลิกาหนา 1 นิ้ว สำหรับป้องกันความร้อน ที่เกิดจาก การไหม้ของเครื่องบิน มิให้ทำลายแผงหน่วยความจำดังกล่าว กล่องดำสมัยใหม่ ยังมีระบบ ส่งสัญญาณภายใต้น้ำ เพื่อช่วยในการค้นหา และมีระบบไฟสำรอง เพื่อให้สามารถทำงานได้ แม้ว่าระบบไฟฟ้าในเครื่องบินจะขัดข้องก็ตาม

    กล่องดำทุกกล่อง ต้องผ่านการทดสอบตามมาตรฐาน เช่น ทดสอบการทนต่อแรงกระแทก แรงกดดันสูง ในกรณีที่จมอยู่ใต้น้ำลึก การทนต่ออุณหภูมิสูง 1,100 องศาเซลเซียส การกัดกร่อนจากน้ำทะเล การรั่วซึมของแก๊ส และของเหลว เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ว่าเครื่องบินจะเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงเพียงใด ข้อมูลต่างๆ ที่ถูกบันทึกไว้ในกล่องดำ ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ได้ อย่างมั่นคงอยู่เสมอ กล่องดำจะติดตั้งไว้ที่ส่วนหางของเครื่องบิน ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบจากการเกิดอุบัติเหตุน้อยที่สุด

    มีเรื่องน่ารู้อย่างหนึ่งก็คือ สีของกล่องดำ หาได้เป็นสีดำตามชื่อของมันไม่ สมาคมการบินของสหรัฐ กำหนดให้ ทาผิวนอกของกล่องดำ ด้วยสีที่สว่าง เช่น สีส้ม เพื่อให้สะดุดตาสามารถพบเห็นได้ง่ายในขณะค้นหา ดังนั้น ชื่อของกล่องดำ แท้จริงจึงหมายถึง ‘กล่อง’ ที่ช่วยให้สามารถไขปริศนาดำมืด ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับ เครื่องบินนั่นเอง

 

เอกสารอ้างอิง

  • Mark Alpert, A Better Black Box, http://www.sciam.com/2000/0900issue/0900working.html
  • Kevin Bonsor, How Black Boxes Work, http://www.howstuffworks.com/black-box.htm

พระราชประวัติ พระพี่นางฯ

         ข่าว ข่าวในพระราชสำนัก รายงาน หลังการเสด็จสู่สวรรคาลัยของ พระพี่นาง พระพี่นางเธอ สมเด็จพระพี่นาง สมเด็จพระพี่นางเธอ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง นราธิวาสราชนครินทร์ เหล่าพสกนิกรชาวไทยสามารถอ่าน ข่าว พระพี่นาง ประวัติพระพี่นาง พระพี่นางเธอ สมเด็จพระพี่นาง พระราชประวัติพระพี่นาง พระราชประวัติพระพี่นางเธอ ได้ที่นี่ค่ะ

พระพี่นางฯ


          ทรงพระเยาว์

          สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นพระธิดาพระองค์แรกใน สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก และ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2466 ณ สถานพยาบาล กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระนามในพระสูติบัตรเมื่อแรกประสูติ คือ เมย์ ตามเดือนที่ประสูติ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงมีพระอนุชา 2 พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร์ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

          พระภัทรมหาราช พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2470 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาเป็นพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา และ ในพ.ศ. 2478 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงเฉลิมพระเกียรติเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ครั้นเมื่อทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ ใน พ.ศ. 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯสถาปนาพระอิสริยศักดิ์ เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในตามธรรมเนียมราชประเพณีเป็นพระองค์แรกในรัชกาลทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 

          หลังจากที่ประสูติได้ไม่นานนัก สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงย้ายจากกรุงลอนดอนไปประทับอยู่ที่เมืองเซาท์บอน ทางฝั่งตะวันออก และหลังจากนั้นไปประทับที่เมืองบอสคัม ทางชายฝั่งทะเลด้านใต้ของประเทศอังกฤษ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ประทับ ณ ประเทศอังกฤษ จนถึงเดือน ต.ค. พ.ศ. 2466 ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมราชชนก และสมเด็จพระบรมราชชนนี เสด็จกลับประเทศไทย 

          เมื่อเสด็จถึงประเทศไทย สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานพระตำหนักใหญ่ของวังสระปทุมเป็นที่ประทับ พระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตดุล ซึ่งเป็นพระสหายสนิทของสมเด็จพระบรมราชชนนี ระหว่างที่ทรงศึกษาวิชาพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช เป็นผู้ถวายการอภิบาล 

          ต่อมาพ.ศ. 2468 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ตามเสด็จ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีไปประเทศเยอรมนีและประเทศฝรั่งเศส

พระพี่นางฯ


          การศึกษา

          ใน พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศไทย เพื่อทรงร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างนั้น สมเด็จพระบรมราชชนนี ได้ทรงนำพระธิดาและพระโอรสพระองค์ แรกไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และทรงฝากให้อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กโซเลย์ (Champ Soleil) หลายเดือน สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศส 

          ในปลาย พ.ศ. 2469 สมเด็จพระบรมราชชนกได้ทรงนำครอบครัวไปประทับที่เมืองบอสตัน (Boston) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเริ่มศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ค (Park School) ใน พ.ศ. 2471 

          เมื่อสมเด็จพระบรมราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาด (Harvard) จึงได้ทรงนำครอบครัวเสด็จกลับประเทศไทย และประทับ ณ พระตำหนักใหญ่ วังสระปทุม สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี และทรงศึกษาอยู่จนถึง พ.ศ. 2476 ภายหลังที่สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จทิวงคตใน พ.ศ. 2472 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประทับอยู่ที่กรุงเทพฯ ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จนถึง พ.ศ. 2476 

          สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงได้รับพระบรมราชานุญาตให้นำพระโอรส-พระธิดาทั้ง 3 พระองค์ไปประทับ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้เข้าศึกษาในโซเลย์อีกครั้งหนึ่ง เป็นเวลา ๒ เดือน แล้วจึงเข้าศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาชื่อเมียร์มองต์ (Miremont) การศึกษาที่เมียร์มองต์นั้นครูมีการอ่านเรื่องสั้นๆ ให้ฟัง นักเรียนจะต้องเขียนเรื่องที่ได้ฟังส่งให้ครูตรวจ ในระยะแรกทรงเขียนได้เพียง 1 บรรทัด จากเรื่องยาวประมาณครึ่งหน้ากระดาษที่ครูอ่าน ครั้งหนึ่งครูให้เขียนประโยคเกี่ยวกับ TAON (ตัวเหลือบ) ทรงเข้าพระทัยคิดว่าเป็น PAON (นกยูง) เพราะเสียงคล้ายกัน จึงทรงเขียนว่า "TAON เป็นนกที่สวยงาม" แต่อีกต่อมาประมาณ 2 ปี ก็ทรงเขียนร่วมกับนักเรียนชาวสวิตได้อย่างดี จนจบชั้นประถมศึกษา 

          พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกาศสละราชสมบัติ และรัฐบาลได้กราบบังคมทูลเชิญ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลขึ้นครองราชย์สมบัติ หลังจากนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงนำพระโอรส-พระธิดา ไปประทับที่บ้านซึ่งพระราชทานนามว่า วิลล่าวัฒนา (Villa Vadhana) เมืองปุยยี ใกล้กับโลซาน 

          พ.ศ. 2478 สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเข้าศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรี ชื่อ École Supérieure de Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ชั้นมัธยมศึกษาในประเทศสวิตเซอร์แลนด์นับจาก ชั้น 6 5 4 3 2 1 ทรงสามารถสอบเข้าชั้น 5 ในระดับมัธยมศึกษาได้ ทรงเรียนภาษาเยอรมันและภาษาละตินด้วย พ.ศ. 2481 ทรงย้ายไปศึกษาต่อที่เจนีวา ในลักษณะของนักเรียนประจำที่ International School of Geneva ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดของระดับมัธยมศึกษาได้เยี่ยมเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

          พ.ศ. 2485 ได้เสด็จเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ในคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมี ทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี และได้รับ Diplôme de Chimiste A เมื่อ พ.ศ. 2491 ในระหว่างที่ทรงศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยโลซานน์ ได้ทรงเข้าศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ - ครุศาสตร์ Diplime de Sciences Sociales Podagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่างๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยา แม้เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีสาขาวิชาเคมีแล้ว ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัย

พระพี่นางฯ


          การทรงงาน

          เมื่อสมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จนิวัติประเทศไทยใน พ.ศ. 2493 สมเด็จพระบรมราชชนนี ทรงทราบดีว่าพระธิดาโปรดการเป็นครูมาแต่ทรงพระเยาว์ ได้รับสั่งแนะนำให้ทรงงานเป็นอาจารย์ จึงทรงรับงานเป็นอาจารย์พิเศษสอนภาฝรั่งเศสที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงสอนวิชาสนทนาภาษาฝรั่งเศส วิชาอารยธรรมฝรั่งเศส และวิชาวรรณคดีฝรั่งเศส นิสิตที่ได้มีโอกาสเป็นศิษย์ด้วยล้วนปีติยินดีในพระกรุณาธิคุณยิ่งนัก หลายคนรำลึกได้ว่าในวิชาวรรณคดีฝรั่งเศสทรงสอนผลงานของ Victor Hugo นักประพันธ์เอกของโลก สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนถึง พ.ศ. 2501 ใน พ.ศ.2512 คณะศิลปศาสตร์ 

          มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ขอรับพระราชทานพระกรุณาให้ทรงเป็นอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงรับงานสอนและงานบริหารโดยทรงเป็นหัวหน้าสาขาสอนวิชาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศส และผู้อำนวยการภาษาต่างประเทศ อันประกอบด้วยภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น และรัสเซีย สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงสอนวิชาภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสแก่นักศึกษาชั้นปีต่างๆ และทรงดูแลการสอนของอาจารย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
นอกจากนี้ได้ทรงจัดทำหลักสูตรระดับปริญญาตรีภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสจนสำเร็จในปี พ.ศ. 2516 เป็นหลักสูตรที่ผสมผสานความรู้ด้านภาษาและวรรณคดีฝรั่งเศสเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม 

          ในระหว่างที่ทรงปฏิบัติงานสอนที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กราบทูลเชิญเป็นองค์บรรยายพิเศษตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 ในปี พ.ศ. 2519 เมื่อพระราชกิจด้านอื่นๆ เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จึงทรงลาออกจากตำแหน่งอาจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ก็ยังเสด็จเป็นองค์บรรยายพิเศษต่อไปอีก นอกจากนั้น ยังทรงรับเป็นองค์บรรยายพิเศษวิชาภาษาฝรั่งเศสในคณะวิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อีกด้วย
ต่อมาเมื่อทรงทราบปัญหาการขาดแคลนอาจารย์ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งอยู่ในจังหวัดห่างไกลและมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย ก็ได้พระราชทานพระเมตตา เสด็จไปทรงสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสโดยประทับอยู่ในวิทยาเขตปัตตานี ดังเช่นอาจารย์อื่นๆ 

          ระหว่างที่ทรงงานสอน ได้ทรงร่วมกิจกรรมทางวิชาการหลายด้าน เช่น ทรงเป็นกรรมการสอบชิงทุน ก.พ. ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทรงเป็นประธานออกข้อสอบภาษาฝรั่งเศสในการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ หลังจากที่ปฏิบัติงานด้านการสอนมาจนถึงเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ทรงได้รับการโปรดเกล้าฯ พระราชทานตำแหน่ง ศาสตราจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 


          ด้วยพระปรีชาญาณจากประสบการณ์ที่ทรงงานสอนภาษาฝรั่งเศสมาเป็นระยะเวลานาน จึงทรงตระหนักถึงปัญหาความต่อเนื่องในการเรียนภาษาฝรั่งเศสระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ทรงริเริ่มก่อตั้งสมาคมครูภาษาฝรั่งเศสแห่งประเทศไทยขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การปรับปรุงวิธีการสอนทั้งระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา 

          ทรงดำรงตำแหน่งนายกสมาคมฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2520 จนถึง พ.ศ. 2524 จากนั้นก็ทรงดำรงตำแหน่งนายกกิตติมศักดิ์สมาคมฯ มาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้พระราชทานพระอนุเคราะห์แก่สมาคมฯ ในทุกทาง อาทิ ทรงสนับสนุนการพิมพ์วารสารของสมาคม เพื่อเผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ พระราชทานพระนิพนธ์บทความลงวารสาร ทรงส่งเสริมให้สมาชิกครูได้เข้ารับการสัมมนา ดูงานและศึกษาต่อ เป็นต้น การเรียนการสอนวิชาภาษาฝรั่งเศสและการวิจัยด้านภาษาฝรั่งเศสในประเทศไทยทั้งระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษาจึงเจริญรุดหน้าเป็นลำดับ

ข้อมูลและภาพประกอบจาก


 

 

ดร. เสาวภาคย์ โสตถิวิรัช

Dr.Saowapak Sotthivirat

นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ประจำปี พ.ศ. 2551

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

 


รายนามเทคโนโลยีดีเด่น

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 


ผศ. นพ. ตวงสิทธิ์ วัฒกนาธา

Asst. Prof. Tuangsit Wataganara , MD

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7


 

 

 

 

ท่าอากาศยรานมิวนิค

 

 

นิ้วเทียม


คู่ผัวเมียเฒ่ากลับไวไฟ


ใครต้องฉีด วัคซีนป้องกันหวัด


ไขมันรอบเอวทำให้อายุสั้น


 

นอนน้อยเสี่ยงโรคหัวใจมาก



เครื่องบินจัมโบทะยานขึ้นสู่อากาศได้อย่างไร

 

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

{mospagebreak}

หน้า 3

 

{mospagebreak}

หน้า 4


 

 

 

 

เฮลิคอปเตอร์ อากาศยานปีกหมุน

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

{mospagebreak}

หน้า 3

 

 

 

เพื่อนกัน


ครอบครัวเดี่ยว


กระดูกตามสั่ง


แสงดาวเสาร์


อันธพาลได้กลิ่นของเหยื่อแบบเดียวกับเสือสิงห์ในป่าได้กลิ่นของเหยื่อ

 


รอยไดโนเสาร์

 


14 สไตล์มรณะ ปัจจัยเสี่ยงมะเร็ง

 


หนวดยาว

 


เที่ยวทดสอบ

 


ท่าจะไม่รอด

 


ยาฉลาด


 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์