index 244

 

 

มดตกจากที่สูง 100 เมตร

    มันจะรอดชีวิตหรือไม่ ? ในวีดีโอชุดนี้ ท่านจะได้เห็นการทดลอง ปล่อยมดตัวน้อยๆ  ลงจาก เฮลิคอปเตอร์ที่ความสูงอันเหลือเชื่อ คลิกครับ  


กาวเปลือกส้ม

   เปลือกส้มมีรสเป็นกรด และสามารถละลายโฟมได้  เราจะทำดอกไม้จากโฟมและเปลือกส้มกัน  เป็นดอกทานตะวัน  คลิกครับ  


คลื่นทะเลจากถั่วเขียว

  นำเมล็ดถั่วเขียว ใส่ลงไปในขวดพลาสติก  ไขจุกให้แน่น  เขย่าไปมา  หลับตาฟังเสียง  คล้ายกับคลื่นในทะเล  คลิกครับ  


คลื่นพายุซัดฝั่ง 1/2

    ความลึกของทะเลในอ่าวไทย ประมาณ 40  เมตร  ส่วนของอ่าวเบงกอล ประมาณ 3000 เมตร  การเกิดพายุซัดฝั่งจึงมีความแตกต่างกันมาก   เราจะได้เห็นบันทึกพิบัติภัยที่แหลมตะลุมพุก  พายุเกย์  และพายุลินดา คลิกครับ  


คลื่นพายุซัดฝั่ง 2/2

   คลื่นพายุซัดฝั่งจะเกิดขึ้นคู่กับพายุหมุนเขตร้อน  และมีผลต่อประเทศไทยตั้งแต่ เดือนมิถุนายน  เป็นต้นไป  

    การเตือนภัยพิบัติ  ก่อนเกิดล่วงหน้า จะช่วยผู้ประสบภัยก่อนที่ภัยนั้นจะเกิดขึ้น คลิกครับ  


คลื่นเสียง 1/3

   การทดลองแก้วนักดนตรี  หาแก้วแชมเปญ หลายๆใบ  ใส่น้ำลงไป  แตะนิ้วให้เปียก  และนำนิ้วไปถูกที่ขอบแก้ว  จะเกิดเสียงขึ้น   คลิกครับ  


คลื่นเสียง 2/3

   การทดลองทำเกลือกระโดด  อุปกรณ์ประกอบด้วยถุงพลาสติก  อ่างน้ำ  และเกลือ  ให้ขึงแผ่นพลาสติกก้บอ่างน้ำจนตึง   โรยเกลือบนแผ่นพลาสติก  แล้วเปล่งเสียงคำรามเหนืออ่าง คลิกครับ   


คลื่นเสียง 3/3

  มนุษย์ปกติจะได้ยินเสียงที่ความถี่  20-20000 Hz  เท่านั้น   แต่สุนัขสามารถได้ยินเสียงช่วงกว้างกว่า  ในวีดีโอชุดนี้ท่านจะได้เสร้างเสียงผายลมโดยใช้ลูกโป่ง   และแตรกระป๋อง แต่ระวังกระป๋องจะบาดมือนะ  คลิกครับ  


ความสำเร็จจากความล้มเหลว

   ความล้มเหลวหรือสิ้นหวังไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีเพียงอย่างเดียว  ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จด้วย  ทอมครูซ รูปหล่อ  ในอดีตเป็นนักมวยปล้ำที่ปล้ำแพ้มาแล้ว   และมีคนว่าเขาน่าตาแย่มาก  มาดอนน่า เคยถูกวิจารณ์ว่า จะดังเพียงไม่กี่ปี  และไมเคิล จอร์แดน เคยเป็นเด็กยกของให้นักกีฬามาก่อน คลิกครับ  


ตัดขวดด้วยเชือก

   การทดลองสุดแสนอันตราย  ใช้เชือกเผาไฟตัดขวด  ขั้นตอนการตัดต้องระมัดระวังยิ่ง  อย่างไรก็ตาม เด็กๆสามารถทำได้ แต่..... คลิกครับ  


ต้มกับทอดพร้อมกัน

   ทอดไข่ดาวกับต้มยำในเวลาเดียวกันได้  โดยใช้เตาเพียงเตาเดียว  เพื่อประหยัดพลังงาน และช่วยโลกร้อนด้วย  คลิกครับ  


ทำลายบนถุงผ้าด้วยถุงพลาสติก

   ใช้ถุงพลาสติกที่เราท่านเรียกว่า ถุงก๊อบแก๊บ  มาทำเป็นลายบนถุงผ้า อุปกรณ์ประกอบด้วย กรรไกร และเตารีด เพียงเท่านั้น คลิกครับ  


 

 

 

 

 

 

การซ้อนทับกันและคลื่นนิ่ง

   คลื่นและอนุภาค   Superpositin Principle  คลื่นกล    การซ้อนทับกันของคลื่นในสปริง  ประเภทของการแทรกสอด  ของนิรันดร์ เจริญกูล  คลิกครับ 


การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์ 1
 

การเคลื่อนที่แบบโปรเจกไตล์ของวัตถุด้วยมุมที่ต่างกัน





การเคลื่อนที่แบบวงกลม


การเคลื่อนที่ที่เป็นวงกลมและความเร่งเข้าสู่ศูนย์กลาง

คลิกเข้าทดลองครับ


Planetary Motion

คลิกเข้าทดลองครับ


ฮาร์โมนิก 1


ฮาร์โมนิก 2


ฮาร์โมนิก 3


ฮาร์โมนิก 4


ฮาร์โมนิก 5


การบวกเวคเตอร์หลายเวคเตอร์


การบวกเวกเตอร์

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


ส่วนประกอบของเวกเตอร์

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


คลื่นน้ำ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือก
 เมื่อปลายด้านหนึ่งตรึงแน่นคลื่นที่สะท้อนออกมานั้นจะมีลักษณะเฟสตรงข้าม

 การสะท้อนของคลื่นในเส้นเชือก เมื่อปลายด้านหนึ่งตรึงอิสระ คลื่นที่สะท้อนออกมานั้นจะมีลักษณะเฟสคงเดิม
 คลื่นนิ่งในเส้นเชือก เกิดจากการซ้อนทับของคลื่น 2 ขบวนที่มีอัมปลิจูดเท่ากัน เราจะสังเกต
เห็นว่าตำแหน่งบนตัวคลื่นรวม จะมีตำแหน่งที่การขจัดเท่ากับศูนย์ตลอด( Node) และบาง
ตำแหน่งมีการขจัดเปลี่ยนไปเป็นมากสุดและน้อยสุดอยู่ตลอด ( Antinode )  แต่ในการมองนั้น
ตำแหน่ง Node เห็นได้ชัดเจนตำแหน่งNode และ Node ที่อยู่ถัดกันไปจะเห็นเป็นก้อนเส้นเชือก
ของการสั่นซึ่งเราเรียกว่า  Loop  โดย 1 Loop ยาวเท่ากับ ความยาวคลื่น/2 เสมอ
 
 
การหักเหของคลื่นในเส้นเชือก

คลื่นเสียงสะท้อน


คลื่นตามยาวสะท้อน


การแทรกสอดของคลื่นสองกระบวน

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


Interference Between

Two Sinusoidal Waves

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


Beats

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


ประวัติเพชร ตำนานเพชร

กำเนิดเพชร ราชินีแห่งอัญมณ
           ผลึกเพชรก่อกำเนดขึ้นภายใต้พลังความร้อนและแรงกดดันมหาศาลภายใต้เปลือกโลกลึกนับ 100 กิโลเมตร
ใต้ระดับน้ำทะเล หลังจากระยะเวลา กว่า 100 ล้านปี ผลึกเหล่านี้ถูกผลักดันขึ้นด้านบนผิวโลกโดยภูเขาไฟระเบิด เมื่อเย็นตัวลง ก็แข็งตัวกลายเป็นแร่สีน้ำเงินชื่อ คิมเบอร์ไลท์ เพชรเป็นสสารที่แข็งที่สุดที่มนุษค้นพบบนโลกนี้

                                       

การทำเหมืองแร่เพชร และ การเจียรนัย เจียรนัยเพชร
 

เหมืองแร่แห่งแรกของโลกเกิดขึ้นเมื่อ 4,000 ปีก่อน ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 6 มีการทำเหมืองเพชรที่อินเดีย
เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ในปี คริสตศักราช 1962, มีการทำเหมืองเพชรที่ก้นทะเล เทคนิคการทำเหมืองแบบใหม่
ในอัฟริกาใต้เริ่มขึ้นเมื่อ คริสต์ศตวรรษที่ 19 นี้เอง โดยเฉลี่ยแล้ว ดินในเหมือง 250 ตัน
เมื่อผ่านการคัดเลือกแล้วจะเหลือเพชรที่มีคุณภาพเพียงพอในการทำเครื่องประดับเพียง 1 กะรัตเท่านั้นเอง
ร้อยละ 80 ของเพชรที่ผลิตได้มาจากอัฟริกาใต้ เช่น บอสวานา, นามิเบีย, รัสเซีย, ออสเตรเลีย และ แซร์ และ พบที่
เกาะบอร์เนียว, บราซิล, ไซบีเรีย, และออสเตรเลีย ใน อเมริกาก็มีที่มลรัฐ อาร์คันซอ, มิชิแกน และโคโรราโด )

                         

            เพชรเม็ดใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยพบมา มีน้ำหนักก่อนเจียรนัยถึง 3,106 กะรัต มีชื่อว่าคัลลิแนน  ค้นพบเมื่อปี 1905 ในอัฟริกาใต้ นำมาตัดแบ่งเพื่อเจียรนัยเป็นเม็ดย่อยถึง 9 เม็ด เม็ดใหญ่สุดยังคงใหญ่ที่สุดในโลกมีชื่อว่า คัลลิแนน 1 หรือ ดาวแห่งอัฟริกา มีน้ำหนักถึง 550.2 กะรัต ประดับอยู่บนมุงกุฎเก็บรักษาใน Tower of London



ความเชื่อของเพชร ความเชื่อในพลังอำนาจของเพชร

     คำว่า Diamond มาจากคำว่า Adamas ในภาษากรีก แปลว่า ไม่สามารถเอาชนะได้ ชาวกรีกและโรมันเชื่อว่าเพชรคือหยาดน้ำตาของเทพเจ้า สามารถมีพลังเอาชนะข้าศึกได้ ชาวฮินดูมักฝังเพชรไว้ในลูกตาของเทวรูป

                                                                

       เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีก เชื่อว่าเพชรเป็นสิ่งมีชีวิต ในยุคกลาง และเรเนอซองส์ แหวนที่ฝังเพชรจะถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ สามารถดลใจข่มข้าศึก และเป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง                  

       ชาวยุโรปเริ่มนำเพชรมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 ซึ่งฝรั่งเศษไม่อนุญาต ิให้ผู้อื่นยกเว้นกษัตริย์เท่านั้น คนส่วนหนึ่งสวมใส่เพชรเพื่อ แสดงถึงความกล้าหาญ และ พลังทางเพศ และ เพื่อดึงดูดความสนใจ คนส่วนหนึ่งเชื่อว่า การสวมใส่เพชร สามารถนำพาโชคลาถ และความสำเร็จมาให้ และสามารถแก้ไขดวงชะตาได้ เพชร ได้รับการยอมรับให้เป็นสัญลักษณ์แทน รักแท้ และเป็นอัญมณี ประจำราศี ของราศีเมษ จากอดีตสู่ปัจจุบัน เพชรแท้ยังคงไว้ซึ่งความหลงไหลอย่างลึกซึ้ง ในฐานะสัญลักษณ์แห่ง ความรักและพลัง ความหายาก และความงามอย่างหาเทียบมิได้ คือคำตอบ ของความต้องการครอบครองสิ่งนี้


Electron Gun

คลิกเข้าทดลองครับ


RC Circuits

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


ความเร็ว และ ความเร่ง

คลิกเข้าทดลองครับ


การเคลื่อนที่ในแนวเส้นตรง


การตกอย่างอิสระ


Two Dimensional Elastic Collisions

คลิกเข้าสู่การทดลอง


Charles' Law

คลิกเข้าสู่การทดลอง


Temperature and Kinetic Energy

คลิกเข้าสู่การทดลอง


Molecular Motion

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


Measuring Voltage

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


Measuring Current

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


The Oscilloscope

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


ภาพที่เกิดจาการสะท้อนของกระจกเงาเว้า 1

 

วางวัตถุนอกจุด C
จะได้ภาพจริงหัวกลับ ขนาดเล็กกว่าวัตถุ

ภาพที่เกิดจากการสะท้อนของกระจกเงาเว้า 2

วัตถุวางอยู่ที่จุด C
จะได้ภาพจริงหัวกลับขนาดเท่ากับวัตถุ

ภาพที่เกิดจากการสะท้อนของกระจกเงาเว้า 3

วัตถุอยู่ระหว่างจุด C และ F
จะได้ภาพจริงหัวกลับขนาดขยาย

ภาพที่เกิดจากการสะท้อนของกระจกเงาเว้า 4

วางวัตถุระห่าง F กับกระจก
จะได้ภาพเสมือนหัวตั้งขนาดใหญ่กว่าวัตถุ

ภาพที่เกิดจาการสะท้อนของกระจกเงาเว้า 1

วางวัตถุนอกจุด C
จะได้ภาพจริงหัวกลับ ขนาดเล็กกว่าวัตถุ

ภาพของวัตถุที่สะท้อนจากกระจกเงาเว้า 2

เมื่อวางวัตถุระหว่างจุด C กับ F
จะได้รังสีของแสงตัดกันดังภาพ

ภาพแสดงรังสีสะท้อนของแสง 1


ภาพแสดงรังสีสะท้อนของแสงบนกระจกเงาราบ


Energy Levels of the Hydrogen Atom

คลิกเข้าสู่การทดลองครับ


เครื่องเคียงอาหารสมอง

เราพบเห็นคำหรือวลีจากภาษาอื่นในภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ จนน่ารำคาญ วันนี้ขอนำเสนอบางตัวอย่าง

o eau de cologne (ฝรั่งเศส) ความหมายตามตัวหนังสือคือ Cologne water ซึ่งก็คือน้ำหอมซึ่งมีส่วนผสมของแอลกอฮอร์ น้ำมันหอม ผลิตที่เมือง Cologne เป็นครั้งแรกใน ค.ศ.1709

o cogito ergo sum (ละติน) คือ I think, therefore I am อมตะวลีของ Descartes บิดาของวิชาปรัชญาสมัยใหม่ (ค.ศ.1596-1650)

o uno (สเปญ อิตาลี ละติน) หมายถึง one หรือ someone

o uno animo (ละติน) หมายถึง of one mind หรือเอกฉันท์

o le monde (ฝรั่งเศส) หมายถึง the world หรือ people หรือ society

o ipso facto (ละติน) หมายถึง by the very fact; in the very nature of it

o esprit (ฝรั่งเศส) หมายถึง spirit; wit; soul

o esprit de corps (ฝรั่งเศส) หมายถึง spirit หรือความจงรักภักดีต่อกลุ่ม

o esta" bien (สเปญ) หมายถึง all right! fine!

o diva (อิตาลี ซึ่งมาจากละตินหมายถึงเทพเจ้าเพศหญิง) หมายถึง ดารา หรือนักร้อง หญิงที่มีชื่อเสียงยิ่ง (เข้าใจว่าเกี่ยวพันกับคำว่า Deva หรือเทวะ หรือเทพ จากสันสกฤต)

o ich liebe dich (เยอรมัน) หมายถึง I love you

-----------------

น้ำจิ้มอาหารสมอง

We"ve learned to make a living, but not a life. We"ve added years to life, not life to years.

มนุษย์เรียนรู้การทำมาหาเงิน แต่ไม่รู้จักเรียนรู้ชีวิต

เราเพิ่มจำนวนปีให้แก่ชีวิต แต่ไม่ได้เพิ่มชีวิตให้แก่ปีที่เราอยู่บนโลก

จาก Paradoxes of Our Times

(ปรากฏในอินเตอร์เน็ตโดยไม่รู้ชื่อเจ้าของ)
 


สิ่งประดิษฐ์สมัยโบราณ ก้าวล้ำจนต้องซูฮกให้



มีสิ่งประดิษฐ์โบราณหลายอย่างน่าสนใจ แสดงให้เห็นถึงความคิดล้ำสมัยของท่านผู้ประดิษฐ์เหล่านี้ แม้ผลงานบางอย่างจะ "เวิร์ก" และผลงานบางอย่างจะไม่ "เวิร์ก" แต่นับว่าท่านผู้ประดิษฐ์พยายามสร้างผลงาน เพื่อให้โลกก้าวหน้าและสะดวกสบายยิ่งขึ้น มาดูกันว่า มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง



 

1. อุปกรณ์นำทางทอมทอม

สมัยนี้เราใช้ "จีพีเอส" ระบุแผนที่เส้นทางด้วยดาวเทียม เพื่อชี้ว่า ทางที่เราจะไปนั้นต้องเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ตรงหรือกลับรถ เพื่อช่วยให้ไปถึงจุดหมายโดยไม่ต้องขับรถหลง เนื่องจากนับวันถนนหนทางมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับ "อุปกรณ์นำทางทอมทอม" มีรูปร่างคล้ายกับนาฬิกาข้อมือ ประดิษฐ์ขึ้นเมื่อราว 80 ปีที่แล้ว ในสมัยที่ยังไม่มีดาวเทียม โดยในทอมทอมมีแผนที่เล็กๆ ม้วนอยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีการวางขายทอมทอมในท้องตลาด เพราะเวลานั้นรถราไม่มาก ผู้คนยังมองว่า เป็นเครื่องมือที่แปลกประหลาดมากๆ ด้วย

2. สัญญาณกันขโมย

เห็นรูปร่างหน้าตาก็เดาได้ว่ามีความเก่าแก่ เพราะอายุถึง 130 ปีแล้ว สัญญารกันขโมยนี้วางไว้ด้านล่างของประตู โดยแท่งเล็กๆ จะตั้งอยู่ ถ้ามีผู้บุกรุกเข้ามาและประตูมาถูกแท่งนี้ ก็จะเกิดเสียงกริ่งดังแสบแก้วหู



3. กระเป๋าใส่ปืน

เวลาสตรีเดินทางเมื่อราว 100 ปีก่อนมักมีอันตราย จึงมีผู้ประดิษฐ์กระเป๋าซ่อนปืน ที่เป็นกระเป๋าที่มีความแยบยลเป็นอย่างมาก เพราะดูคล้ายกับกระเป๋าสตรีธรรมดา ปืนนี้บรรจุกระสุนเพียงนัดเดียวเท่านั้น การตัดสินใจยิงจึงต้องทำให้ดี

4. เครื่องนวด

คนขี้เมื่อยมีมาก ความคิดในการประดิษฐ์เครื่องนวดนี้เกิดขึ้นเมื่อราว 70 ปีก่อน เป็นเครื่องนวดแบบไฟฟ้า ที่ชอร์ตบริเวณที่เมื่อย

5. ถุงเท้าสำหรับนิ้วโป้งเท้า

แปลกไหมล่ะ ถุงเท้าก็มี แต่ทำไมต้องสวมถุงเท้าสำหรับนิ้วโป้งเท้าอีก สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้มีชื่อว่า "โทซ็อกซ์" ทำขึ้นเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะต้องการถนอมถุงเท้าไม่ให้ขาดเร็ว พร้อมอ้างว่า ถ้าซื้อถุงนิ้วโป้งเท้าไปใช้แล้ว จะลดค่าใช้จ่ายในการซื้อถุงเท้าได้ถึง 80%

6. เครื่องผนึกซองจดหมาย

ประดิษฐ์โดยบริษัทเรย์โนลด์ส นครชิคาโก สหรัฐอเมริกา คันโยกของเครื่องจะเปิดซองจดหมายออก จากนั้นเครื่องจะพ่นละอองน้ำไปที่กาวบนซอง จากนั้นเครื่องจะปิดซองจดหมายอีกที

7. เครื่องดูรูปโป๊

หยอดเงินไปแค่เพนนีเดียว ผู้ที่อยากชุ่มชื่นหัวใจก็จะได้ดูรูปโป๊ซึ่งข้างในเป็นสไลด์

10. เครื่องนวดกระบอกตา

เพ่งมองอะไรมากๆ มักปวดกระบอกตา สิ่งประดิษฐ์นี้สร้างขึ้นเมื่อราว 80 ปีก่อน หลักการทำงานคือ เมื่อโยกคันบังคับ ยางกลมๆ จะปล่อยลมเบาๆ มาที่กระบอกตา ทำให้เกิดความเย็นมากระทบที่ดวงตา

11. ถ้วยกาแฟกันหนวดเลอะ

สิ่งประดิษฐ์นี้น่าขำจริงๆ แต่ก็น่าเห็นใจสำหรับคนมีหนวด ที่เวลาจะดื่มกินอะไร มักต้องคอยระวังไม่ให้เปื้อนหนวดอยู่เรื่อย จึงมีผู้ประดิษฐ์อุปกรณ์นี้ขึ้นมา ไม่ทราบว่า ท่านผู้ประดิษฐ์มีหนวดหรือเปล่า ถึงเข้าอกเข้าใจคนมีหนวดด้วยกัน?

12. เครื่องบดอาหาร

นี่เป็นคุณทวดของเหล่าเครื่องบดอาหารในปัจจุบันจริงๆ เพราะผลิตขึ้นในสมัยวิกตอเรีย ประเทศอังกฤษ แค่นำอาหารที่ต้องการบดเข้าไปแล้วหมุนคันโยก เครื่องก็จะทำงาน แถมยังทำงานเงียบกับบรรดาเครื่องบดอาหารอย่างที่เราใช้กันอยู่ในเวลานี้ด้วย

13. เครื่องชงชาแบบตั้งนาฬิกา

คนอังกฤษชอบดื่มชาเสียจริง อุปกรณ์นี้จดทะเบียนลิขสิทธิ์เมื่อค.ศ. 1902 ทำมาจากทองเหลืองและทองแดง เมื่อเวลาน้ำเดือดแล้ว นาฬิกาจะส่งเสียงร้องเตือน

14. ชักโครก

ชักโครกสมัยโบราณดูน่ารักเสียจริง มีการเพนต์สีไวต์แอนด์บลูด้วย ผลิตขึ้นเมื่อราวปี 1870s หรือประมาณ 130 ปีที่แล้ว โดยนายจอร์จ เจนนิ่งส วิศวกรด้านสุขาภิบาลและผู้เชี่ยวชาญด้านประปาผู้มีชื่อเสียงของกรุงลอนดอน มีชีวิตอยู่ตั้งแต่ค.ศ. 1810-1882

วันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 18 ฉบับที่ 6480
ข่าวสด


ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน
รัฐพร คำหอม

 

ภายในงานนิทรรศการ “ราชันแห่งปัญญา พัฒนาไทยให้ยั่งยืน” ที่จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ และกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ โดยได้นำผลงาน 4 ชิ้นที่โดดเด่น จากผลงานทรงประดิษฐ์ 8 ผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตร มาแสดงในงานนิทรรศการ

กังหันชัยพัฒนา

กังหันน้ำชัยพัฒนา เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย เป็นที่คุ้นตากันดีของชาวไทย เพราะในปัจจุบันหลายหน่วยงานได้น้อมนำผลงานตามพระราชดำรินี้ ไปติดตั้งในหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยในความเดือดร้อนจากสภาพปัญหาน้ำเสีย ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรสภาพน้ำเสียในพื้นที่หลายแห่งหลายครั้ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด พร้อมทั้งพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับการแก้ไขน้ำเน่าเสีย ซึ่งในระยะแรกระหว่างปี พ.ศ. 2527-2530 ทรงแนะนำให้ใช้น้ำที่มีคุณภาพดีช่วยบรรเทาน้ำเสียและวิธีกรองน้ำเสียด้วยผักตบชวาและพืชน้ำต่างๆ ซึ่งก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้ผลในระดับหนึ่ง

จนกระทั่งปี 2531 เป็นต้นมา สภาพความเน่าเสียของน้ำบริเวณต่างๆ มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น การใช้วิธีธรรมชาติไม่อาจบรรเทาความเน่าเสียของน้ำอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้ประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศแบบประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถผลิตได้เองในประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ “ไทยทำไทยใช้” โดยทรงได้แนวทางจาก “หลุก” ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านาอันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านเป็นจุดคิดค้นเบื้องต้น และทรงมุ่งหวังที่จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐบาลในการบรรเทาน้ำเน่าเสียอีกทางหนึ่งด้วย

คุณสมบัติของกังหันน้ำชัยพัฒนา หรือเครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย (Chaipattana Low Speed Surface Aerator) ซึ่งเป็น Model RX-2 หมายถึง Royal Experiment แบบที่ 2 มีคุณสมบัติในการถ่ายเทออกซิเจนได้สูงถึง 1.2 กิโลกรัมของออกซิเจน/แรงม้า/ชั่วโมง สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมปรับปรุงคุณภาพน้ำได้อย่างอเนกประสงค์ ติดตั้งง่าย เหมาะสำหรับใช้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่ สระน้ำ หนองน้ำ คลอง บึง ลำห้วย ฯลฯ ที่มีความลึกมากกว่า 1.00 เมตร และมีความกว้างมากกว่า 3.00 เมตร

เมื่อเครื่องกลเติมอากาศ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” ได้รับการพิจารณาและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 2 ก.พ. พ.ศ. 2536 นับเป็นสิ่งประดิษฐ์เครื่องกลเติมอากาศเครื่องที่ 9 ของโลกที่ได้รับสิทธิบัตร และเป็นครั้งแรกที่ได้มีการรับจดทะเบียนและออกสิทธิบัตรถวายแด่พระมหากษัตริย์ด้วย จึงนับได้ว่าสิทธิบัตรเครื่องกลเติมอากาศในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น เป็น “สิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในประวัติศาสตร์ชาติไทยและเป็นครั้งแรกของโลก”

กังหันน้ำชัยพัฒนายังมีชื่อเสียงโด่งดังยิ่งขึ้น เมื่อสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติได้ประกาศให้ได้รับรางวัลที่ 1 ในประเภทรางวัลผลงานคิดค้น หรือสิ่งประดิษฐ์ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติประจำปี 2536 และทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลนี้แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยสดุดีถึงพระปรีชาสามารถในการคิดค้นเครื่องกลเติมอากาศชนิดนี้ว่าสามารถบำบัดน้ำเสียได้ดียิ่ง และคณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 2 ก.พ. ของทุกปี เป็น “วันนักประดิษฐ์” เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ซึ่งสืบเนื่องจากการทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 2 ก.พ. 2536

สำหรับรางวัลเทิดพระเกียรตินานาชาตินั้น The Belgian Chamber of Inventor ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งประดิษฐ์ที่เก่าแก่ที่สุดของยุโรป ได้มีพิธีประกาศรางวัลต่อนักวิจัย นักประดิษฐ์ และผู้เข้าชมงานว่า “รางวัลต่างๆ ที่ประกาศในวันนี้ มิใช่ว่าจะพิจารณามอบให้กันอย่างง่ายๆ สิ่งประดิษฐ์ทุกๆ สาขา จะต้องสามารถนำไปใช้งานได้กว้างขวาง เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมได้ทั่วโลก ดังนั้น Chaipattana Low Speed Surface Aerator, Model Rx-2 เป็นที่น่าสรรเสริญให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ดีเด่นในครั้งนี้” ในคราวที่มีการจัดงาน Brussels Eureka 2000: 49th Anniversary of the World Exhibition of Innovation, Research and New Technology เมื่อเดือน พ.ย. 2543 ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

คณะกรรมการนานาชาติได้กล่าวสดุดีพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความว่า

“พระมหากษัตริย์ของไทยทรงเป็นนักพัฒนา มีพระวิริยะอันสูงส่ง รวมทั้งพระอัจฉริยภาพและพระวิสัยทัศน์ที่ดี ทรงงานหนักเพื่อประชาชนของพระองค์ ทรงใช้เทคโนโลยีที่เรียบง่าย สิ่งประดิษฐ์ในพระองค์สามารถนำไปพัฒนาใช้งานได้อย่างกว้างขวางทั่วโลก”


ฝนหลวง

เมื่อคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรเมื่อปี 2498 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ทรงรับทราบถึงความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงการเกษตร จึงได้มีพระมหากรุณาธิคุณ พระราชทานโครงการพระราชดำริ “ฝนหลวง” ให้กับ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล ไปดำเนินการ ซึ่งต่อมาได้เกิดเป็นโครงการค้นคว้าทดลองปฏิบัติการฝนเทียมหรือฝนหลวงขึ้น ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อปี 2512 ด้วยความสำเร็จของโครงการ จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นในปี พ.ศ. 2518 ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเป็นหน่วยงานรองรับโครงการพระราชดำริฝนหลวง


การทำฝนหลวงเป็นกรรมวิธีการเหนี่ยวนำน้ำจากฟ้า จะต้องให้เครื่องบินที่มีอัตราการบรรทุกมากๆ ขึ้นไปโปรยสารเคมีในท้องฟ้า โดยดูจากความชื้นของจำนวนเมฆ และสภาพของทิศทางลมประกอบกัน ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนคือ ความร้อนชื้นปะทะความเย็น และมีแกนกลั่นตัวที่มีประสิทธิภาพในปริมาณที่เหมาะสม กล่าวคือ เมื่อมวลอากาศร้อนชื้นที่ระดับผิวพื้นขึ้นสู่อากาศเบื้องบน อุณหภูมิของมวลอากาศจะลดต่ำลงจนถึงความสูงที่ระดับหนึ่ง หากอุณหภูมิที่ลดต่ำลงนั้นมากพอก็จะทำให้ไอน้ำในมวลอากาศอิ่มตัว จะเกิดกระบวนการกลั่นตัวเองของไอน้ำในมวลอากาศขึ้นบนแกนกลั่นตัว เกิดเป็นฝนตกลงมา ฉะนั้นสารเคมีที่ใช้จึงประกอบด้วย สูตรร้อน เพื่อใช้กระตุ้นเร่งเร้ากลไกการหมุนเวียนของบรรยากาศ สูตรเย็น ใช้เพื่อกระตุ้นกลไกการรวมตัวของละอองเมฆให้โตขึ้นเป็นเม็ดฝน และสูตรที่ใช้เป็นแกนดูดซับความชื้น เพื่อใช้กระตุ้นกลไกระบบการกลั่นตัวให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ไบโอดีเซล

ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นผู้นำทางด้านการพัฒนาพลังงานทดแทนผ่านโครงการส่วนพระองค์มาตั้งแต่ปี 2522 โดยมีโครงการผลิตแก๊สชีวภาพ เอทานอล แก๊สโซฮอล์ และไบโอดีเซลจากปาล์ม ซึ่งในส่วนของพระราชดำริด้านการพัฒนาน้ำมันปาล์มเพื่อใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลนั้น การพัฒนาไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มในชื่อ “การใช้น้ำมันปาล์มกลั่นบริสุทธิ์เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซล” ได้จดสิทธิบัตรที่กระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2544 อีกทั้งในปี 2546 ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลจาก “โครงการน้ำมันไบโอดีเซลสูตรสกัดจากน้ำมันปาล์ม” ในงาน “บรัสเซลส์ ยูเรกา” ซึ่งเป็นงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ทั้งนี้ปาล์มเป็นพืชที่ให้ปริมาณน้ำมันต่อพื้นที่ปลูกสูง อีกทั้งเกษตรกรสามารถผลิตใช้เองได้ภายในประเทศ ซึ่งจะใช้ทดแทนการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศได้

แกล้งดิน

จากปัญหาดินเปรี้ยวในบริเวณป่าพรุที่ถูกน้ำท่วมในจังหวัดนราธิวาส เนื่องจากมีสารประกอบไพไรต์ซึ่งมีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชดำริให้ทดลอง “แกล้งดิน” ด้วยการทำให้ดินแห้งและเปียกสลับกันไป เพื่อกระตุ้นให้สารไพไรต์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนแล้วปลดปล่อยกำมะถันออกมา ทำให้ดินเปรี้ยวจัด จากนั้นปรับปรุงดินด้วยการใช้น้ำร่วมกับปูนมาร์ลหรือปูนฝุ่นแล้วไถพลิกกลบดิน ความเป็นเบสของปูนจะทำให้ดินซึ่งเปรี้ยวจัดถูกกระตุ้นให้ “ช็อก” จึงปรับสภาพสู่สภาวะปกติ จนกระทั่งเพาะปลูกข้าวได้


การปรับพื้นที่และยกร่องก็เป็นวิธีระบายกรดบนหน้าดินอีกทางหนึ่ง ส่วนจะปลูกพืชชนิดใดนั้นต้องปรับพื้นที่ให้เหมาะสม เช่น หากจะปลูกข้าวต้องปรับดินให้ลาดเอียงเพื่อให้น้ำไหลออก หากจะปลูกผักหรือพืชไร่อื่นให้ยกร่องและทำคูเพื่อป้องกันน้ำท่วม นอกจากนี้ยังต้องใส่ปูนขาวเพื่อปรับให้ดินเป็นกลาง หรืออาจจะใช้น้ำจืดชะล้างก็ได้แต่ใช้เวลานาน

**********

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2550
ข่าวสด


ปฎิมากรรมทีมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

    เรื่องราวแห่งกาลเวลา"The Matter of Time" เป็นแนวคิดและผลงานของศิลปินชาวอเมริกันวัย66ปี นามว่า เซอร่า (Richard Serra's) ซึ่งได้รับการบันทึกให้เป็นปฎิมากรรมทีมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยจัดแสดงขึ้น ณ. พิพิธภัณฑ์ Guggenheim Museum เมืองบิลบาโอ ประเทศสเปน ประติมากรผู้นี้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเยล และ University of California ใช้ชีวิตอยู่ระหว่างนิวยอร์กซิตี้ และในวาสโกเทีย แคนาดา มีชื่อเสียงด้านปฎิมากรรมมาตั้งแต่ปี 1969 และโด่งดังไปทั่วโลก ในเรื่องการสรรค์สร้างงานที่ใช้สิ่งประดิษฐ์ อย่างฉนวนใยแก้ว ยาง และเหล็ก ประคิมากรรมที่ใหญ่ที่สุดชิ้นนี้ มีความยาว 430 ฟุต เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลหนึ่งสนามครึ่ง น้ำหนัก 1200 ตัน ครอบคลุมพื้นที่ 32000 ตารางฟุตของแกลลอรี่ สูงมากกว่า 14 ฟุต


    โดยแบ่งออกเป็น 8 ชิ้น มี 7 ชิ้นที่ต่อเติมออกจากของเดิมที่ชื่อว่า งู (Snake) ซึ่งเซอร่าเคยสร้างไว้เมื่อปี 1997 "The Matter of Time" มีมูลค่าถึง 20 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ ถือว่าเป็นงานที่ใช้ความพยายามมากที่สุด และแพงที่สุดในประว้ติการทำงานของเซอร่าเลยทีเดียว "หัวข้อในการสร้างสรรค์งานชิ้นนี้ของผม คือประสบการณ์และการเดินผ่าน ระหว่างเดินชมคุณจะเกิดความคิดและจินตนาการ เช่น คุณกำลังรอคอยด้วยความหวังว่าคุณจะพบอะไรต่อไป และเมื่อมองไป คุณก็จะพบภาพสะท้อนถึงสิ่งที่คุณเห็น นั่นก็คือตัวคุณนั่นเอง มันจะเป็นเช่นนี้ไปจนสุดปลายทาง และคาดว่าอีกสิบปีข้างหน้า เหล็กเหล่านี้จะรวมตัวเข้ากับออกซิเจน เปลี่ยนสีจากเทาเป็นส้มและสุดท้ายกลายเป็นสีเหลืองอำพัน" ชมความอลังการของปฎิมากรรมนี้ได้ที่เมืองกระทิงดุตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป http://www.guggenheim.org/

 

 


สตีฟ จอบส์ เมื่อความตายเรียกหาและปริศนาแห่งผลแอปเปิล
คอลัมน์ eye wide open
โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา





24 กรกฎาคม 2008 หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เนชันแนล เฮอรัลด์ ทริบูน ตีพิมพ์ภาพโดยเปรียบเทียบของ สตีฟ จอบส์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิลคอมพิวเตอร์ในหน้า 13 ภาพทางขวาเป็นสตีฟ จอบส์ ที่ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์กำลังแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ในปี 1998 ส่วนภาพทางซ้ายเป็นจอบส์คนเดิม หากทว่าซูบผอมอ่อนล้า หน้าตาอิดโรย จนเห็นกระดูกชัดเจน

ภาพดังกล่าวมีนัยอย่างยิ่งสำหรับแอปเปิล คอมพิวเตอร์ แม้ไอโฟน 3G จะได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนผู้ซื้อในบางประเทศต้องไปตั้งเตนท์รอในวันเปิดตัว แต่ความป่วยไข้ของจอบส์ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ได้สร้างความกังวลใจอย่างสูงให้กับผู้ถือหุ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นตกลงไปร้อยละ 2.6 โดยไม่ต้องรอฟังคำแถลงข้อเท็จจริงจากปากจอบส์

ตลอดระยะเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวลือเรื่องโรคมะเร็งที่กลับมาคุกคามจอบส์อีกครั้งได้แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งผู้บริหารระดับสูง รวมทั้งโฆษกของแอปเปิลปฏิเสธที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพของจอบส์ ด้วยการให้เหตุผลว่า "เป็นเรื่องส่วนตัว" ก็ยิ่งทำให้ข่าวลือเรื่องอาการป่วยไข้ของจอบส์ขยายวงกว้างไกลจนกลายเป็นปริศนาว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับหัวเรือใหญ่แห่งแอปเปิล จากหน้าหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีต เจอร์นัลในนิวยอร์ก ไปจนถึง ไฟแนนเชียล ไทมส์ ในลอนดอน ก่อนจะได้รับการขยายความต่อในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของแต่ละประเทศ จากคำถามสั้นๆ ของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ในงานแถลงข่าวผลการดำเนินงานของบริษัท จึงกลายเป็นข่าวใหญ่ทันที เมื่อไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ผู้ถือหุ้น

แม้บริษัทจะอ้างว่า สุขภาพของผู้บริหารเป็นเรื่องส่วนตัว แต่นักวิเคราะห์หลายรายสวนกลับว่า มันจะเป็นเรื่องส่วนตัวก็ต่อเมื่อเป็นผู้บริหารของบริษัทเอกชนเท่านั้น เมื่อบริษัทตัดสินใจกระจายหุ้นเป็นบริษัทมหาชนแล้ว แม้สุขภาพของผู้บริหาร ก็เป็นเรื่องที่ผู้ถือหุ้นมีสิทธิที่จะรู้ และถ้าไม่ชอบความจริงของชีวิตข้อนี้ ก็สมควรจะกลับไปเป็นบริษัทเอกชน ไม่ควรจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

จอบส์ถูกตรวจพบว่าเป็นโรคมะเร็งในปี 2004 เขาเปิดเผยรายละเอียดเรื่องนี้ ผ่านสุนทรพจน์ในพิธีรับปริญญาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในปี 2005 ไว้ว่า

"เมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา หมอบอกว่าผมเป็นมะเร็ง ผมไปเข้าเครื่องสแกนตอนเจ็ดโมงครึ่ง ผลออกมาชัดเจนว่ามีเนื้อร้ายที่ตับอ่อนของผม ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตับอ่อนคืออะไร หมอบอกว่า เขาค่อนข้างแน่ใจว่าผมเป็นมะเร็งแบบรักษาไม่หาย และผมไม่น่าจะอยู่ได้นานเกิน 3-6 เดือน หมอบอกให้ผมกลับบ้านสะสางเรื่องต่างๆ ที่คั่งค้าง ซึ่งเป็นสัญญาณว่า ให้ผมเตรียมตัวตายนั่นเอง"

โชคดีที่จอบส์ไม่ต้องตายไปจริงๆ ในเวลานั้นตามคำวินิจฉัยของหมอ เพราะในช่วงเย็นเมื่อเขากลับไปเข้ากระบวนการตรวจโดยกล้องส่อง ใช้เข็มฉีดยาดูดเอาเซลล์มะเร็งจากตับอ่อนมาวิเคราะห์ หมอหลายคนถึงขนาดร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ เมื่อพบว่าเซลล์มะเร็งนั้นสามารถรักษาหายได้ด้วยการผ่าตัด

จอบส์เข้ารับการผ่าตัดในปีเดียวกัน ซึ่งนับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 4 ปี เป็น 4 ปีที่เขาใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า เพราะเคยเผชิญหน้ากับความตายจนรู้ว่า ความหมายของการมีชีวิตอยู่คืออะไร จอบส์บอกว่า เขาใช้ประสบการณ์ที่ใกล้ชิดกับความตาย เป็นเครื่องนำทางการมีชีวิตอยู่หลังจากนั้น

"เกือบทุกสิ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังจากภายนอก ความภาคภูมิใจ ความกลัวเสียหน้าหรือทำเรื่องผิดพลาด ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับความตาย ชีวิตควรจะเหลือทิ้งไว้ เพียงสิ่งสำคัญจริงๆ เท่านั้น"

หลังฟื้นตัวจากการรักษาโรคมะเร็ง จอบส์สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยการเปิดตัว

สินค้าใหม่ๆ เป็นระลอก ตั้งแต่คอมพิวเตอร์ไอแม็คที่สวยงามจับใจ เครื่องเล่นเพลงไอพอดที่เข้ามาช่วยกอบกู้วิกฤตของธุรกิจดนตรีในยุคดิจิทัลและสร้างวัฒนธรรมใหม่ในหมู่ผู้ใช้ทั่วโลกร่วมกับโปรแกรมไอทูนส์ ก่อนจะตามมาด้วยไอโฟน โทรศัพท์มือถือหน้าจอสัมผัสพร้อมด้วยลูกเล่นแพรวพราว จนกลายเป็นความกระหายของผู้ใช้ แม้จะต้องจ่ายราคาแพงกว่าปกติก็ตามที

นวัตกรรมเหล่านี้ทำให้แอปเปิลกลับมาเป็นบริษัทแถวหน้าของโลกอีกครั้ง หลังจากเคยตกต่ำไปในช่วงที่คณะกรรมการบริษัทมีมติให้จอบส์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งพ้นจากตำแหน่งในปี 1985 จอบส์ใช้เวลาเยียวยาตัวเองด้วยการตั้งบริษัทเน็กซ์ ขึ้นมาใหม่ รวมทั้งซื้อกิจการพิกซาร์ สตูดิโอ จากจอร์จ ลูกัส เจ้าของตำนานสตาร์ วอร์ส ในปี 1986 ก่อนจะนำมาปัดฝุ่นจนกลายเป็นสตูดิโอแอนิเมชั่น ที่ทำรายได้มหาศาลทันทีที่เปิดตัว Toy Story สู่ตลาดโลก

พิกซาร์ทำให้โลกได้รู้จักความบันเทิงแขนงใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้นักแสดง และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศ เพราะเรื่องราวทั้งหมดสามารถสร้างขึ้นผ่านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในสตูดิโอ รายได้จากภาพยนตร์แอนิเมชั่นทำให้จอบส์หยั่งขาอีกข้างอย่างมั่นคงลงในธุรกิจบันเทิงเคียงคู่กับธุรกิจคอมพิวเตอร์ของแอปเปิล ซึ่งกำลังแตกตัวสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว จนสินค้าของคู่แข่งแทบจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยในชั่วข้ามคืน

ทุกๆ ครั้งที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ จอบส์ในชุดเสื้อยืดคอเต่าสีดำ กางเกงยีนลีวายส์สีน้ำเงินเข้มจะเป็นผู้ออกมานำเสนอสินค้าเหล่านั้นด้วยตัวเอง ความผูกพันด้านภาพลักษณ์ผนวกกับการนำ

เสนอนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องหลังกลับมารับตำแหน่งซีอีโอ ทำให้แอปเปิลไม่สามารถแยกขาดสตีฟ จอบส์ ได้ ฐานะของจอบส์ในบริษัทจึงมั่นคงขึ้นกว่าเก่า หลังจากเขากลับเข้ามาบริหารงานในปี 1997 โดยไม่ลืมสรุปบทเรียนในอดีต ที่ถูกคณะกรรมการบริษัทตัดสินใจเลิกจ้าง หลังจากสร้างบริษัทมาด้วยตัวเอง

จอบส์เล่าว่า ช่วงที่เขาตกงานจากแอปเปิลเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะเขาไม่ต้องแบกรับความสำเร็จที่เคยทำมาในอดีต ทำให้มีอิสระที่จะสร้างสรรค์สูงสุด ซึ่งผลผลิตของมันคือปรากฏการณ์ระดับโลกที่ผู้คนต่างตั้งตารอ ทั้งสินค้าใหม่ของแอปเปิล ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ

พิกซาร์ จึงไม่น่าแปลกใจที่เรื่องธรรมดาอย่างความเจ็บไข้ได้ป่วยของเขาจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ เพราะนักวิเคราะห์หาได้มีความมั่นใจในตัวบริษัทหากปราศจาก สตีฟ จอบส์

จอบส์ถูกมะเร็งคุกคามอีกครั้งจริงหรือไม่ หรือว่าร่างกายที่ผ่ายผอมเป็นเพียงผลพวงของการรักษา อาจจะเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุน เพราะส่งผลกับการวิ่งขึ้นลงของราคาหุ้นแอปเปิลในตลาดแต่สำหรับจอบส์ผู้ที่เคยกล่าวทักทายกับความตาย ช่วงท้ายของสุนทรพจน์ที่เขาเคยกล่าวว่า

"เวลาของพวกคุณมีจำกัด ฉะนั้น อย่าปล่อยให้มันเปล่าประโยชน์ด้วยการใช้ชีวิตตามแบบของคนอื่น อย่าตกเป็นทาสของกฎเกณฑ์ นั่นคือใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่น อย่าปล่อยให้เสียงของคนอื่นดังกลบเสียงหัวใจของเราเอง และที่สำคัญที่สุด จงมีความกล้าที่จะเดินไปตามสิ่งที่หัวใจและสัญชาตญาณเรียกร้อง ทั้งสองเสียงจะบอกคุณว่า คุณต้องการเป็นอะไร ทุกอย่างที่เหลือ เป็นเรื่องรองลงมาทั้งสิ้น"

มนตราสั้นๆ นี้ น่าจะเป็นปริศนาแห่งผลแอปเปิล ที่ผู้ถือหุ้นทุกคนควรใส่ใจ แม้ว่าความป่วยไข้ กระทั่งความตายของซีอีโอจะยังคงเป็นธุรกิจสำคัญสำหรับนักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นที่เต็มไปด้วยความผันผวนเช่นปัจจุบัน Very Happy

ป.ล. อ่านสุนทรพจน์ฉบับเต็มของสตีฟ จอบส์ ได้ในหนังสือ วิชาสุดท้าย (ที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน) แปลและเรียบเรียง โดย สฤณี อาชวานันทกุล คอลัมนิสต์แห่งประชาชาติธุรกิจ-คอลัมน์ Dog Ear ใน D-Life ซึ่งขณะนี้ติดอันดับหนึ่งของหนังสือขายดีอยู่ที่ร้านคิโนะคูนิยะ สยามพารากอน (หน้าพิเศษ)

วันที่ 04 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4024 (3224)

 


คมความคิดของ "คนดัง"

Steve Jobs ผู้ก่อตั้ง ประธานกรรมการ และซีอีโอบริษัทแอปเปิล

 


Jobs holding a MacBook Air at Macworld Conference & Expo 2008



"...ความสำนึกว่าผมจะต้องตายในไม่ช้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดที่ผมรู้จัก ที่ผมใช้ในการตัดสินใจสำคัญๆ ของชีวิต เพราะเกือบทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นความ คาดหวัง ความภูมิใจ ความกลัวการ หน้าแตกและความผิดพลาดทั้งหลาย ล้วนไม่มีความหมายอะไรเลย เมื่อเทียบกับความตาย เหลือเพียงสิ่งที่สำคัญจริงๆ เท่านั้น มรณานุสติเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ผมรู้ ที่จะหลุดพ้นจากบ่วงความคิดที่ว่า เรามีอะไรต้องเสีย เราทุกคนเปล่าเปลือยอยู่แล้วครับ ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เราจะไม่ทำตามสิ่งที่ใจเราต้องการ"


Bill Gates ผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์

 


Bill Gates



"...ถ้าเราสามารถค้นพบวิธีการที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้ยากไร้ ในทางทำให้ภาคธุรกิจมีกำไรและ นักการเมืองได้คะแนนนิยม ก็เท่ากับว่าเราได้ค้นพบวิถีอันยั่งยืนแห่งการลดระดับความไม่เท่าเทียมกันในโลกนี้ ภารกิจนี้ เป็นภารกิจเปิดซึ่งไม่มีวันสิ้นสุด แต่ความพยายามร่วมกันของทุกฝ่าย ในการรับมือกับความท้าทายครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงโลก

ผมมองโลกในแง่ดีว่าเราสามารถทำเรื่องนี้ได้ แต่ผมก็ได้คุยกับคนขี้สงสัยหลายคนที่อ้างว่าเราไม่มีความหวัง พวกเขา บอกว่า "ความไม่เท่าเทียมกันอยู่กับเรามาตั้งแต่แรก และจะอยู่กับเราไปจนถึงจุดจบของสังคมมนุษย์ เพราะคนทั่วไปไม่มีความห่วงใยในเรื่องนี้เลย" แต่ผมไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิง"


Russell Baker นักเขียนรางวัลพูลิตเซอร์

 


Russell Baker American Pulitzer Prize



"...ลองหยุดฟังเสียงตัวเองสักครู่หนึ่ง มันเป็นเรื่องดีสำหรับจิตวิญญาณที่จะได้ ยินเสียงของตัวคุณเอง แบบเดียวกันกับที่คนอื่นได้ยินเสียงคุณ"


Jerry Zucker ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์

 


Jerry Zucker



"...จงเอาความรู้สึกดีๆ ที่คุณเก็บซ่อนเอาไว้ออกมากระจายไปรอบๆ และหลังจากนั้นอย่าวัดตัวเองด้วยความสำเร็จของคุณ แต่จงวัดมันด้วยความสุขของผู้คนรอบตัวคุณ ถ้าคุณทำแบบนี้ได้ คุณจะทำอะไรก็ได้ ไปที่ไหนก็ได้ ล้มเหลวเรื่องอะไรก็ได้"


Marc Lewis อาจารย์มหาวิทยาลัยเทกซัส ออสติน


"...ในชีวิตของคุณจะมีช่วงเวลาที่สำเร็จ จำเป็นต้องใช้ความเชื่อใจ ช่วงเวลาที่คุณต้องใช้ศรัทธาอันแรงกล้า เมื่อเวลานั้น มาถึง ผมหวังว่าคุณจะกลืนความกลัว เข้าไป และก้าวเข้าไปนั่งในรถเข็น"


Martha Nussbaum นักปรัชญาผู้เชี่ยวชาญด้านกรีกและโรมัน


"...การศึกษาที่ประสบความสำเร็จจะต้องปลูกฝังนิสัยชอบคิดอย่างวิเคราะห์"


David Foster Wallace นักเขียนนวนิยาย เรื่องสั้น และบทความ

 


David Foster Wallace



"...คุณสามารถเลือกมองในมุมที่ต่างจากเดิม เมื่อเห็นผู้หญิงอ้วนแก่ๆ พอกหน้าหนาเตอะตะคอกใส่ลูกของเธอในระหว่างรอคิว บางทีปกติเธออาจไม่เป็นแบบนี้ก็ได้ บางทีเธออาจอดหลับอดนอนมาสามคืนติดกัน กุมมือสามีที่ใกล้ตายจากมะเร็งกระดูก หรือบางทีเธออาจเป็นเสมียนเงินเดือนนิดเดียวที่กรมการขนส่งทางบก ที่เมื่อวานเพิ่งช่วยแฟนคุณให้ผ่านพ้นกระบวนการทางราชการที่น่าโมโหและยืดเยื้อ ด้วยการแสดงความกรุณาเล็กๆ น้อยๆ แน่นอนครับ ฟังดูอาจไม่น่าเชื่อ แต่มันก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"


Bono นักร้องนำและนักแต่งเพลงวง U2

 


Bono



"...ผมไม่อยากให้พวกคุณยอมก้มหัวให้กับอุดมการณ์ โดยเฉพาะต่อหน้าพ่อแม่และพี่น้องของคุณ แต่ถ้าผมพูดถึงลัทธิอเมริกันนิยม (Americanism) ล่ะ ? อย่างน้อยคุณจะยอมก้มหัวให้กับความเชื่อนี้หรือเปล่า ? มันไม่ใช่ลัทธิที่อยู่ในกระแสแฟชั่นทั่วโลก ไม่ใช่สิ่งที่คนยุโรปชื่นชอบด้วยซ้ำไป ไม่เป็นที่นิยมในบริเวณโรงเรียนในไอวีลีกด้วย แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะให้คำนิยาม "อเมริกันนิยม" ว่าอะไร"


Michael Bloomberg นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก


"...โลกภายนอกเป็นโลกแห่งการแข่งขัน ทุกคนล้วนคิดว่า เขามีไอเดียเจ๋งๆ ใหม่ๆ แต่คุณจะพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จจริงๆ นั้น คือคนที่เอาไอเดียเจ๋งๆ เหล่านั้นไปลงมือทำให้มันเกิดขึ้นจริง"


Robert B. Reich อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สหรัฐอเมริกา


"...ความรู้ในตัวตนเป็นสิ่งที่หลายคนขาด และมันก็เป็นสิ่งที่คุณจำเป็นต้องใช้ที่สุดในการทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ แต่คำว่า "ความสำเร็จ" สำหรับผมไม่ได้หมายถึงเงินเพียงอย่างเดียว และก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินเป็นส่วนประกอบด้วย เดี๋ยวนี้มีคนรวยมากเกินไปแล้ว ที่ไม่ชอบสิ่งที่พวกเขาทำระหว่างช่วงเวลา ที่ยังไม่นอน ไม่มีเวลาให้กับคู่ครอง ลูกๆ และเพื่อนๆ หรือไม่ก็ไม่มีพื้นที่และเวลา ให้กับตัวเอง"


วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4023 (3223)
----------------


5 นวัตกรรมเปลี่ยนโลก
14 ธันวาคม 2551 กองบรรณาธิการ ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด


ตลอดช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา เราได้พบเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของคนบนโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไอพอดและไอจูนส์ ที่ปฏิวัติอุตสาหกรรมดนตรีอย่างสิ้นเชิง

หรือเครื่องคอมพิวเตอร์เน็ตบุ๊ค ที่ช่วยให้ทุกคนเป็นเจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ถูกลง หรือจะเป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงแบบไร้สาย ทั้งระบบ 3 จี และไวแมกซ์ ที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา และรวมไปถึงเว็บไซต์ 2.0 และเว็บไซต์เครือข่ายสังคม ที่ช่วยให้คนสามารถติดต่อทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่จากทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย นี่คือตัวอย่างแค่พอสังเขปสำหรับนวัตกรรมเปลี่ยนโลกในช่วงที่ผ่านมา แต่สำหรับโลกในอนาคตแล้ว อาจจะเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ยุคใหม่อะไรบ้าง ที่สามารถสั่นสะเทือนโลกได้ทั้งโลก

แต่ล่าสุดได้ไปเห็นรายงานประจำปีของบริษัท ไอบีเอ็ม ที่สรุปถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามามีบทบาทต่อวิถีชีวิตของคนในโลกอีก 5 ปีข้างหน้า เลยต้องขอหยิบยืมมานำเสนอให้ผู้อ่านได้รับทราบ ทั้งนี้ทีมวิจัยของไอบีเอ็มทั่วโลก ได้ทำการสรุปนวัตกรรมเปลี่ยนโลกออกมาเป็น 5 เทคโนโลยีด้วยกัน ประกอบด้วย

1.เทคโนโลยีโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่จะถูกติดตั้งไว้ตามพื้นถนน ผนังอาคาร และหน้าต่าง

ในอีก 5 ปีข้างหน้า พลังงานแสงอาทิตย์จะเป็นพลังงานทางเลือกที่มีราคาไม่แพง ปัจจุบันวัสดุและกระบวนการผลิตเซลล์สุริยะ หรือโซลาร์เซลล์ ที่ใช้ในการเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ามีราคาแพงเกินกว่าที่จะสามารถนำไปใช้งานอย่างแพร่หลาย แต่ในอนาคต ปัญหาดังกล่าวจะไม่เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไป เนื่องจากการสร้างพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะทำผ่านเซลล์สุริยะแบบ "ฟิล์มบาง" (thin-film) ซึ่งเป็นชุดเซลล์สุริยะราคาประหยัดที่มีความบางกว่าเซลล์สุริยะแบบแผ่นซิลิคอนถึง 100 เท่า และมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าเซลล์สุริยะแบบฟิล์มบางนี้ถูก "พิมพ์" และจัดเรียงไว้บนแผงรองรับที่ยืดหยุ่น โดยนอกจากจะติดตั้งบนหลังคาได้แล้ว ยังสามารถติดตั้งไว้ที่ผนังด้านข้างของอาคาร หน้าต่าง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค รถยนต์ และแม้กระทั่งเสื้อผ้าได้อีกด้วย ดังนั้น อนาคตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินอาจไม่จำเป็นก็ได้

2.แพทย์จะสามารถพยากรณ์อนาคตของสุขภาพท่านได้

ภายใน 5 ปีข้างหน้า แพทย์จะสามารถนำเสนอแผนที่พันธุกรรมที่บอกท่านได้ว่าสุขภาพของท่านมีแนวโน้มจะเผชิญกับความเสี่ยงอะไรบ้าง พร้อมทั้งวิธีการที่แน่ชัดในการป้องกันสิ่งเหล่านั้น โดยอ้างอิงจากดีเอ็นเอของท่านเอง ซึ่งทั้งหมดนี้อาจมีค่าใช้จ่ายไม่ถึง 7,000 บาท (200 เหรียญสหรัฐ) โดยการทราบข้อมูลของพันธุกรรมแบบนี้ ทำให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิตและวิธีการรักษาที่ตรงจุดขึ้น และบริษัทยายังสามารถพัฒนายาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ป่วยแต่ละคนให้เราโดยเฉพาะอีกด้วย

3.ท่านจะสามารถพูดคุยโต้ตอบกับเว็บได้

"การเข้าชม" เว็บกำลังจะเปลี่ยนไปในช่วง 5 ปีข้างหน้า ในอนาคต ท่านจะสามารถท่องอินเทอร์เน็ตแบบแฮนด์ฟรีโดยใช้เสียงแทนข้อความโดยไม่ต้องใช้หน้าจอหรือคีย์บอร์ด โดยในขณะนี้ "การพูดคุย" กับเว็บกำลังพัฒนาแซงหน้าอินเทอร์เฟซอื่นๆ ทั้งหมด และโทรศัพท์มือถือก็กำลังเข้ามาแทนที่พีซีด้วยการใช้งาน "เว็บไซต์เสียง" (VoiceSite) ซึ่งสะดวกและเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และผู้ไม่รู้หนังสือได้

4.ท่านจะมีผู้ช่วยช็อปปิ้งดิจิตอลส่วนตัวของท่านเอง

ท่านเคยติดอยู่ในห้องลองเสื้อพร้อมด้วยเสื้อผ้าผิดขนาดโดยที่ไม่มีพนักงานขายอยู่แถวนั้นเลยหรือไม่? ภายใน 5 ปีข้างหน้า ท่านจะสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น แทนที่จะต้องรอความช่วยเหลือจากพนักงานขายในห้าง การผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ากับโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคใหม่จะทำให้การช็อปปิ้งเป็นเรื่องสนุกมากขึ้น เพราะอีกไม่นานเราจะมีผู้ช่วยช็อปปิ้งดิจิตอล (Digital Shopping Assistant) ในห้องลองเสื้อ ซึ่งประกอบด้วยจอแบบทัชสกรีน และตู้บริการ (Kiosk) ที่สั่งงานด้วยเสียง ซึ่งจะทำให้ท่านเลือกหรือเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แบบครบชุด

เมื่อท่านเลือกสินค้าผ่านผู้ช่วยช็อปปิ้งดิจิตอล พนักงานขายจะได้รับแจ้งและรวบรวมสินค้าเพื่อส่งให้ท่านโดยตรง นอกจากนี้ ท่านยังสามารถถ่ายภาพตัวเองในชุดต่างๆ และอีเมล์หรือส่ง SMS ภาพเหล่านั้นไปให้เพื่อนๆ เพื่อพิจารณาว่าจะซื้อ..หรือไม่ซื้อ นอกจากนี้ ท่านยังจะสามารถเรียกดูความคิดเห็นและเรตติ้งที่ลูกค้าท่านอื่นได้ให้ความเห็นไว้ได้ รวมทั้งสามารถดาวน์โหลดคูปองส่วนลดสำหรับสินค้าที่ต้องการซื้อได้อีกด้วย

5.ความหลงลืมจะกลายเป็นเรื่องราวในอดีต

ท่านคงเคยมีปัญหาหรือกังวลกับความพยายามจดจำข้อมูลมากมายมหาศาลต่างๆ รอบตัวหรือไม่ ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า ปัญหาดังกล่าวอาจหมดไป เนื่องจากท่านจะจำได้ง่ายขึ้น ว่าต้องซื้ออะไร ที่ไหน ท่านมีนัดพบปะกับใครและเมื่อใด รายละเอียดต่างๆ ในชีวิตประจำวันจะถูกบันทึก จัดเก็บ วิเคราะห์ และจัดเตรียมให้เมื่อถึงเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้โดยอาศัยไมโครโฟนและกล้องวิดีโอ ซึ่งจะบันทึกบทสนทนาและกิจกรรมต่างๆ เอาไว้ จากนั้นจะจัดเก็บและวิเคราะห์โดยอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทำให้เราสามารถ "จดจำ" ได้ทันทีถึงการพูดคุยสนทนาทางโทรศัพท์กับบุคคลในครอบครัวหรือแม้แต่กับแพทย์ประจำตัว นอกจากนี้ เทคโนโลยียังช่วยเตือนความจำให้ท่านเวลาแวะซื้อของใช้หรือแวะซื้อยาตามใบสั่งเมื่อเดินทางผ่านร้านค้านั้นๆ อีกด้วย

นี่คือ 5 นวัตกรรมที่ว่า เห็นแล้วรู้สึกว่าชีวิตจะสบายไปถึงไหน ท่านผู้อ่านคิดว่ายังไง??.


 

 

 

 

สิ่งประดิษฐ์เลิศสุดของปี
อาหารสมอง
วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th


TIME's Best Inventions of 2008
The Best Inventions of the Year

    นิตยสาร Time ฉบับ 10 พฤศจิกายน 2008 ได้รวบรวมสิ่งประดิษฐ์เลิศสุด 50 ชิ้นของปีไว้อย่างน่าสนใจ ขอนำบางสิ่งประดิษฐ์มาเล่าสู่กันฟัง

   อันดับหนึ่งที่นิตยสารนี้ให้เป็นเลิศสุดคือสิ่งประดิษฐ์ชื่อ "23 and Me" ซึ่งเป็นชุดตรวจสอบ DNA จากน้ำลายในราคาชุดละ 399 เหรียญสหรัฐ เครื่องตรวจนี้จะให้ผลของการตรวจจาก 600,000 จุดของ DNA พร้อมกับการตีความ

   มนุษย์ทุกคนมี DNA ในแต่ละเซลล์ยาว 1.3 เมตร บรรจุข้อมูล 3 พันล้านข้อมูล โดยทำหน้าที่เสมือนคอมพิวเตอร์สั่งให้ร่างกายแต่ละคนทำงาน สิ่งซึ่งประกอบกันเป็น DNA ก็คือ โครโมโซมโดยมียีนส์บนโครโมโซมเป็นตัวบอกบทให้ร่างกายทำงาน

    อย่างไรก็ดีแต่ละคนมี DNA หรือยีนส์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนมียีนส์บางตัวบกพร่อง จนทำให้มีโอกาสเกิดความเจ็บป่วยขึ้นในอนาคต หรือมีโอกาสที่อวัยวะบางส่วนไม่ทำงานเป็นปกติ

    ปัจจุบันมนุษย์ทำแผนที่ DNA สำเร็จแล้ว กล่าวคือรู้มากพอควรว่ายีนส์ตัวใดบนโครโมโซมตัวใดที่เป็นตัวสั่งให้ระบบ หรืออวัยวะส่วนใดทำงาน ดังนั้นการตรวจยีนส์ที่อยู่ในตำแหน่งที่รู้ว่าเป็นคำสั่งให้ทำงานอะไร จึงช่วยให้รู้ว่าร่างกายจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคอะไรหรืออวัยวะใดมีโอกาสทำงานบกพร่อง

    เล่ามาถึงตรงนี้ หลายคนอาจบอกว่าไม่อยากรู้ แต่หลายคนก็อยากรู้เพื่อเตรียมตัวแก้ไขปัญหาหรือเตรียมรับมือกับมันได้ถูกต้อง และอาจบอกว่าเมื่อไม่อยากรู้ก็อย่าไปตรวจมันซิ จุดนี้แหละเป็นประเด็นอื้อฉาวของเครื่องมือนี้ นักวิจัยหลายคนเห็นว่า การตีความยังไม่ถูกต้องทั้งหมด การได้รับข้อมูลจากการตีความที่อยู่บนพื้นฐานของการตรวจ อาจทำให้เกิดความทุกข์โดยไม่จำเป็น และเป็นความทุกข์ที่ไม่เข้าท่า อีกทั้งเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ไม่ควรให้ใครได้รู้วาตนเป็นอย่างไร และจะเป็นอะไรในอนาคต

    ไม่ว่าจะวิจารณ์กันอย่างไร เครื่องมือนี้ก็ออกมาขายแล้วให้บุคคลซื้อหามาได้และเข้าถึงข้อมูล ซึ่งเมื่อก่อนนี้เฉพาะแวดวงนักวิจัยเท่านั้นที่เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ ถ้าใครใจไม่ถึงอย่าไปตรวจเป็นอันขาด ถ้าอยากรู้ว่าทำไมทำให้เป็นทุกข์ได้กรุณาอ่านตัวอย่างต่อไปนี้

    การตรวจ DNA หรือยีนส์จาก "23 and Me" นี้ จะให้ข้อมูลหลายลักษณะเช่น (1) มีความเป็นไปได้สูงกว่า หรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะมีอายุถึง 100 ปี (2) มีความเสี่ยงสูงหรือต่ำกว่าโดยเฉลี่ยที่จะเป็นโรคต้อหิน มะเร็งในลำคอ โรคเก๊าท์ ฯลฯ (3) มีความเป็นไปได้ในระดับใดที่จะเป็นเบาหวานที่พัฒนาขึ้นตอนโต เป็นโรคเกี่ยวกับไต เป็นโรคจิตเภท เป็นมะเร็งในลำไส้ใหญ่ เป็นมะเร็งในช่องปาก หัวใจวายเฉียบพลัน เป็นโรครูมาตอยน์ อ้วนเกินสมควรก่อนอายุ 59 ฯลฯ

(4) ลูกมีโอกาสมากเพียงใดที่มีศีรษะล้าน เป็น Parkinson"s Disease (มือไม้สั่น) มีน้ำหนักต่ำกว่าเฉลี่ยเมื่อแรกเกิด ฯลฯ

(5) มีภูมิต้านทานมากน้อยเพียงใดต่อโรคมาเลเรีย/ ต่อ HIV/ การเสพติดสารเฮโรอีน/ การเป็นโรคซึมเศร้า ฯลฯ

    นอกจากตัวอย่างข้างต้นนี้แล้ว การตรวจยังบอกความเป็นไปได้ในการเป็นโรคที่เกิดขึ้นยาก เช่น Crohn"s หรือ Lou Gehrig หรือ CJD (โรควัวบ้าในคน) หรือ Sjogren"s Syndrome ฯลฯ และบอกแม้กระทั่งว่าเป็นคนชอบกินหวานหรือไม่ เป็นคนประเภทขี้หูเปียกหรือแห้ง ถ้าบริโภคคาเฟอีนอาจเพิ่มโอกาสฮาร์ทแอ็ดแท็คที่ไม่ถึงกับตายได้ ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงมีความเสี่ยงที่จะมีความดันโลหิตสูง ฯลฯ

พูดง่ายๆ ว่าอ่านแล้วรู้สึกอัศจรรย์ใจและรู้สึกกลัวที่จะตรวจเพราะไม่อยากรู้ความจริง ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ "23 and Me" ในเรื่องความแม่นยำและการตีความจึงมีน้ำหนักพอควร

    สิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นหนึ่งถึงแม้จะไม่อยู่ในอันดับสูงแต่ก็น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับ แฟนๆ หนังทีวีชุด CSI นั่นก็คือเทคนิคใหม่ในการหาลายนิ้วมือบนปลอกกระสุนปืนที่เช็ดจนสะอาดแล้วก็ตาม หลักการที่ John Bond นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษใช้ก็คือเหงื่อทำให้โลหะเกิดสนิม ดังนั้น เขาจึงผ่านกระแสไฟฟ้า และผงคาร์บอนละเอียด ลงบนปลอกกระสุนปืนที่มีสนิมซึ่งมองไม่เห็นและปรากฏรอยนิ้วมือขึ้น ขณะนี้ตำรวจหลายแห่งกำลังใช้เทคโนโลยีอายุ 4 เดือนนี้รื้อฟื้นคดีเก่าๆ ซึ่งในขณะนั้นเทคโนโลยียังไปไม่ถึง

    ชิ้นที่สามคือซีเมนต์ที่กิน Smog (Fog + Smoke หรือหมอกควัน) ถ้าเอาสาร Photo-Catalyzer (หรือ Titanium Dioxide) ผสมลงไปในซีเมนต์เหลวตามปกติมันจะช่วยเร่งกระบวนการตามธรรมชาติที่ย่อยสลาย Smog

    ที่เมือง Segrate ใกล้เมือง Milan ในอิตาลี มีการใช้ซีเมนต์ที่กิน Smog นี้ซึ่งมีชื่อว่า TX Active (บริษัทในอิตาลีชื่อ Italcement เป็นผู้พัฒนาขึ้นโดยใช้เวลาถึง 10 ปี) สร้างถนนจอแจสายหนึ่ง บริษัทยืนยันว่ามันช่วยลด nitric oxides ในบริเวณนั้นลงถึงร้อยละ 60 และอาคารที่สร้างด้วย TX Active ก็สะอาดอย่างคงทนอีกด้วย

    ชิ้นที่สี่คือเครื่องมือสร้างพลังงานไฟฟ้าจากการเดิน เมื่อใช้เครื่องมือหนัก 1.6 กิโลกรัมพันเหนือแต่ละเข่าขณะเดินออกกำลังกาย ทั้งสองเครื่องจะร่วมกันผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงถึงประมาณ 5 วัตต์ ซึ่งเพียงพอสำหรับโทรศัพท์มือถือ 10 เครื่องทีเดียว ไอเดียก็คือสามารถเอามาใช้เป็นพลังงานในการใช้ IPod หรือ PDA ได้อย่างสบาย

    มนุษย์ปัจจุบันมีความรู้มากมายจนสามารถผลิตสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ได้ แต่กลับมีสามัญสำนึกและวิจารณญาณน้อยลง มียารักษาโรคเพิ่มขึ้นแต่ร่างกายแข็งแรงน้อยลง มีทรัพย์สมบัติมากขึ้นแต่มีเวลาหาความสุขจากมันน้อยลง และเห็นคุณค่าของมันน้อยลงด้วย เราเอาชนะข้างนอกได้แต่กลับแพ้ข้างใน
 



 

 

 

‘บิลล์ เกตส์’ : จงเป็นนักเคลื่อนไหว เลือกประจัญกับความไม่เสมอภาคที่ร้ายแรง
ถอดความโดย ดร. ไสว บุญมา

คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ‘บิลล์ เกตส์’ ผู้ครองตำแหน่งอภิมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของโลกในช่วงเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดก่อนเรียบจบหลักสูตรปริญญาตรี ปัจจัยที่ทำให้เขาออกกลางคันได้แก่ ความต้องการที่จะทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ผลของความทุ่มนั้นเป็นที่รู้กันอย่างทั่วถึงแล้ว ตอนนี้ บิลล์ เกตส์ อายุยังไม่ครบ 52 ปี แต่ได้ประกาศว่า เขาจะเกษียณจากบริษัทไมโครซอฟท์ในราวอีก 1 ปี

หลังจากนั้นเขาจะทุ่มเทเวลาให้กับการแก้ปัญหาของโลก ผ่านมูลนิธิ ซึ่งขณะนี้มีเงินทุนที่ได้รับจากเขาราว 30,000 ล้านดอลลาร์และกำลังจะได้รับจาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหาเศรษฐีหมายเลขสองของโลกอีก 37,000 ล้านดอลลาร์

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้ประสาทปริญญากิตติมศักดิ์ให้ บิลล์ เกตส์ และได้เชิญให้เขากล่าวคำปราศรัยในพิธีประสาทปริญญาของผู้จบการศึกษาในปีนี้ด้วย ผมเห็นว่าคำปราศรัยของเขามีแง่คิดที่น่าใส่ใจยิ่ง จึงนำมาถอดความสำหรับผู้ที่อาจไม่มีโอกาสฟังหรืออ่านคำปราศรัยนั้น

เนื่องจากคำปราศรัยอ้างถึงภูมิหลังบางอย่าง ซึ่งผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย เพื่อความกระจ่างและเพื่อให้เห็นมุขขบขันของเขา ผมได้เพิ่มคำอธิบายสั้นๆ ไว้ในวงเล็บ […] คำปราศรัยนั้นอาจถอดได้ดังนี้ :

 


Speech at Harvard by Bill Gates
Microsoft chairman Bill Gates delivers the Commencement address at Harvard University in Cambridge, Massachusetts.
Photo: Brian Snyder



ท่านอธิการบดีบอค ท่านอดีตอธิการบดีรูเดนสไตน์ ท่านอธิการบดีที่จะเข้ามารับตำแหน่งต่อไปเฟาสต์ สมาชิกของบรรษัทฮาร์วาร์ดและคณะกรรมการดูแลมหาวิทยาลัย คณาจารย์ พ่อแม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บัณฑิต:

ผมคอยมา 30 ปีที่จะพูดว่า “คุณพ่อครับ ผมบอกคุณพ่อเสมอมาใช่ไหมว่า วันหนึ่งผมจะกลับมาเอาปริญญาให้ได้” [ผู้ฟังหัวเราะกันอย่างทั่วถึง]

ผมขอขอบคุณมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ประสาทปริญญาให้ผมทันเวลาพอดิบพอดี ผมจะเปลี่ยนงานปีหน้า และมันน่าจะดีเมื่อในที่สุดผมจะมีปริญญาพ่วงท้ายในใบประกาศคุณสมบัติของผมเสียที [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

ผมขอปรบมือให้ผู้จบการศึกษาวันนี้ที่เดินไปสู่จุดมุ่งหมายด้วยทางสายตรง สำหรับผม ผมมีความสุขที่หนังสือพิมพ์คลิมสัน [หนังสือพิมพ์รายวันของนักศึกษาฮาร์วาร์ด] ให้สมญาผมว่า “ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในหมู่ผู้เรียนไม่จบของฮาร์วาร์ด” ผมเดาเอาว่า นั่นหมายถึงผมคือผู้ทำคะแนนได้สูงสุดในรุ่นพิเศษของผม ผมทำได้ดีที่สุดในหมู่ผู้สอบตกด้วยกัน [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

แต่ผมต้องการได้รับการยอมรับว่าผมเป็นผู้ที่ทำให้สตีฟ บอลล์เมอร์ [เพื่อนซี้ของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งขณะนี้เป็นประธานผู้บริหารของบริษัทไมโครซอฟท์] เลิกเรียนวิชาบริหารธุรกิจ ผมมักชักนำคนไปในทางเสีย นั่นคือเหตุผลที่ผมได้รับเชิญมาพูดในวันรับปริญญาของคุณ ถ้าผมมาพูดในวันปฐมนิเทศของคุณ คุณบางคนอาจยังเรียนไม่จบในวันนี้ก็ได้ [เสียงหัวเราะจากผู้ฟัง]

 


ฮาร์วาร์ด เป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษสำหรับผม ชีวิตการเรียนประทับใจยิ่ง ผมได้เข้าไปนั่งฟังวิชาต่างๆ มากมายซึ่งผมไม่ได้แม้กระทั่งลงทะเบียนเรียน และชีวิตในหอพักก็สุดยอด ผมพักที่แรดคลิฟฟ์ [วิทยาลัยหญิงซึ่งต่อมายุบรวมกับฮาร์วาร์ด] ในหอพักชื่อเคอร์รี่เออร์

มีคนจำนวนมากเข้ามาอยู่ในห้องของผมตอนดึกๆ เพื่อคุยกันถึงเรื่องต่างๆ เสมอ เนื่องจากทุกคนรู้ว่าผมไม่ค่อยวิตกเรื่องการจะต้องลุกจากที่นอนหรือไม่ในวันรุ่งขึ้น นั่นคือที่มาของการเป็นผู้นำของกลุ่มต่อต้านสังคมของผม เราเกาะกลุ่มกันเพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าเราไม่เอาด้วยกับพวกสังคมจัดทั้งหลาย

แรดคลิฟฟ์เป็นที่อยู่อันยอดเยี่ยม มีสาวๆ ยั้วเยี้ยไปหมด และหนุ่มๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกวิทย์-คณิต ปัจจัยทั้งสองรวมกันเอื้อให้ผมมีโอกาสสูงยิ่ง คุณคงพอจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไรใช่ไหม [เสียงหัวเราะ] ณ จุดนี้เองที่ผมเรียนรู้เรื่องชวนหดหู่ใจว่า การเพิ่มโอกาสไม่นำไปสู่ความสำเร็จเสมอไป [เสียงหัวเราะ]

ความทรงจำอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งเกี่ยวกับฮาร์วาร์ดของผมเกิดขึ้นในเดือนมกราคม1975 เมื่อผมโทรศัพท์จากหอพักเคอร์รี่เออร์ไปหาบริษัทหนึ่งที่เมืองอัลบูเคอร์คี [ในรัฐนิวเม็กซิโก] ซึ่งได้เริ่มทำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกในโลก ผมเสนอขายซอฟท์แวร์ให้เขา

ผมกังวลว่า เขาจะรู้ว่าผมเป็นเพียงนักศึกษาในหอพักและจะไม่พูดด้วย แต่เขากลับพูดว่า “เรายังไม่เสร็จเรียบร้อยนัก เดือนหน้าค่อยมาหาเราก็แล้วกัน” ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะเรายังไม่ได้เขียนซอฟท์แวร์ชิ้นนั้นเลย นับแต่เสี้ยววินาทีนั้นเอง ผมทำโครงการเพื่อเอาคะแนนพิเศษเล็กๆ ชิ้นนั้นแบบหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งเป็นจุดพลิกผันที่นำไปสู่การยุติการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของผมทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันพิเศษสุดกับบริษัทไมโครซอฟท์

สิ่งที่ผมจำได้เหนืออื่นใดเกี่ยวกับฮาร์วาร์ด ได้แก่ การอยู่ท่ามกลางพลังงานและปัญญา มันอาจทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา น่าขวัญเสีย บางทีถึงกับน่าท้อถอย แต่ก็มีความท้าทายเสมอ มันเป็นอภิสิทธิ์อันน่าทึ่ง – และแม้ว่าผมจะออกไปก่อนเรียนจบ ผมได้ถูกปฏิรูปขนานใหญ่จากเวลาที่ผมอยู่ในฮาร์วาร์ด จากมิตรภาพที่ผมได้สร้างขึ้น และจากแนวคิดที่ผมได้พัฒนา

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปจริงๆ ผมมีความสลดใจอยู่อย่างหนึ่ง

ผมออกจากฮาร์วาร์ดไปโดยไม่มีความตระหนักอย่างแท้จริงเลยถึงความไม่เสมอภาคอันแสนโหดร้ายในโลก – ความเหลื่อมล้ำอันน่าขนหัวลุกในด้านสุขภาพ และด้านทรัพย์สิน และด้านโอกาสซึ่งสาปแช่งคนเรือนล้านให้มีชีวิตอันสิ้นหวัง

ผมได้เรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ด้านเศรษฐศาสตร์และด้านการเมืองอย่างมากมายที่ฮาร์วาร์ด ผมได้สัมผัสใกล้ชิดถึงความก้าวหน้าซึ่งกำลังเกิดขึ้นในด้านวิทยาศาสตร์

ทว่าความก้าวหน้าของมนุษยชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการค้นพบ – แต่อยู่ที่การค้นพบเหล่านั้นถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดความไม่เสมอภาคกันได้อย่างไรต่างหาก ไม่ว่าจะผ่านทางระบอบประชาธิปไตย การศึกษาที่แข็งแกร่ง ระบบดูแลสุขภาพที่ดี หรือโอกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างขวาง – การลดความไม่เสมอภาคกันถือเป็นผลสำฤทธิ์อันสูงที่สุดของมนุษย์เรา

 


Bill Gates in the early 80’s



ผมออกจากมหาวิทยาลัยไปโดยแทบไม่รู้เลยว่าเยาวชนนับล้านคนถูกโกงโอกาสทางการศึกษาในประเทศของเรานี่เอง และผมไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคนเป็นล้านๆ ที่ต้องมีชีวิตอยู่กับความยากจนแสนสาหัสและโรคร้ายในประเทศกำลังพัฒนา

เป็นเวลาหลายทศวรรษกว่าผมจะค้นพบ

คุณๆ บัณฑิตทั้งหลายมาเรียนที่ฮาร์วาร์ดในช่วงเวลาที่ต่างไปจากเดิม คุณรู้เกี่ยวกับความไม่เสมอภาคกันในโลกมากกว่ารุ่นที่มาก่อนคุณ ในช่วงเวลาที่คุณอยู่ที่นี่ ผมหวังว่าคุณจะมีโอกาสได้คิดว่า – ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าในอัตราเร่งนี้ – ในที่สุดเราจะสามารถประจัญกับความไม่เสมอภาคกันเหล่านั้นได้ และเราก็จะเอาชนะมันได้ด้วย

ลองจินตนาการดูซิ นี่เพียงเพื่อคิดเล่นๆ เท่านั้นนะ ว่าคุณมีเวลาสองสามชั่วโมงต่อสัปดาห์และมีเงินสองสามดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับอุทิศให้เพื่ออะไรสักอย่าง – และคุณต้องการใช้เวลาและเงินนั้นในที่ซึ่งมีผลสูงสุดในด้านการช่วยชีวิตและการปรับปรุงชีวิตให้ดีขึ้น คุณคิดว่าคุณจะใช้เวลาและเงินนั้นที่ไหน ?

สำหรับเมลินดา [ภรรยาของบิลล์ เกตส์] กับผม ความท้าทายก็เหมือนกัน นั่นคือ เราจะทำอย่างไรให้เกิดผลดีที่สุดต่อคนจำนวนมากที่สุดจากทรัพยากรที่เรามีอยู่

ในระหว่างที่เราปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับคำถามนี้ เมลินดาและผมได้อ่านบทความเกี่ยวกับเด็กในประเทศยากจนนับล้านคนซึ่งตายไปทุกปีจากโรคที่เราทำให้หมดอันตรายไปนานแล้วในประเทศนี้ หัด มาลาเรีย ปอดชื้น ไวรัสบีในตับ ไข้เลือดออก โรคหนึ่งซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย นั่นคือโรตาไวรัส คร่าชีวิตเด็กปีละครึ่งล้านคน – ไม่มีเด็กในสหรัฐอยู่ในกลุ่มนั้นแม้แต่คนเดียว

เรารู้สึกตกใจ เราคิดว่าถ้าเด็กเป็นล้านคนกำลังจะตาย แต่จริงๆ แล้วพวกเขาอาจรอดหากได้รับความช่วยเหลือ ชาวโลกคงจะเร่งค้นหาและส่งยาไปช่วยชีวิตแก่พวกเขา แต่ชาวโลกก็ไม่ทำ ด้วยเงินเพียงไม่ถึงดอลลาร์เท่านั้น มีความช่วยเหลือซึ่งจะช่วยชีวิตพวกเขาได้ที่ไม่ถูกส่งไป

หากคุณเชื่อว่าทุกชีวิตมีค่าเท่ากัน มันช่างน่าอับอายยิ่งเมื่อเรียนรู้ว่าบางชีวิตถูกมองว่ามีค่าพอน่าช่วยไว้และบางชีวิตไม่มีค่าพอ เราบอกกับตัวเราเองว่า“นี่มันไม่จริง แต่ถ้ามันจริง มันเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับความช่วยเหลือในลำดับต้นๆ ของเรา”

ดังนั้นเราจึงเริ่มงานของเราในแนวเดียวกันกับทุกคนที่นี่คงจะเริ่ม เราถามว่า“ชาวโลกปล่อยเด็กเหล่านั้นตายได้อย่างไร ?”

คำตอบนั้นง่าย แต่บาดหู ระบบตลาดไม่ให้รางวัลต่อการช่วยชีวิตเด็กเหล่านั้น และรัฐบาลไม่ให้เงินสนับสนุน ดังนั้นเด็กจึงตายเพราะแม่และพ่อของพวกเขาไม่มีอำนาจในตลาดและไม่มีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นในระบบ

แต่คุณกับผมมีทั้งสองอย่าง

เราจะทำให้อานุภาพของตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสำหรับคนจน หากเราสามารถพัฒนาระบบทุนนิยมให้มีความสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นได้ – ถ้าเราสามารถขยายอานุภาพของตลาดออกไปจนทำให้คนจำนวนมากขึ้นแสวงหากำไรได้ หรืออย่างน้อยก็พอทำมาหาเลี้ยงชีพได้ จะเป็นการช่วยเหลือผู้ที่ต้องรับเคราะห์จากความไม่เสมอภาคที่โหดร้ายที่สุด เราสามารถกดดันรัฐบาลทั่วโลกให้ใช้เงินของผู้เสียภาษีไปในทางที่สะท้อนคุณธรรมของผู้เสียภาษีได้ดีขึ้น

หากเราสามารถค้นหากลวิธีที่จะสนองความต้องการของคนจนได้ ด้วยหนทางที่ทำกำไรให้ภาคธุรกิจและสร้างคะแนนเสียงให้นักการเมืองได้พร้อมๆ กัน เราก็จะพบหนทางที่ยั่งยืนสำหรับลดความไม่เสมอภาคกันในโลก กิจอันนี้ไม่มีขอบเขต มันไม่มีวันสิ้นสุด แต่ความพยายามอันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับความท้าทายนี้จะเปลี่ยนโลกอย่างแน่นอน

ผมมองว่าเราทำได้ แต่ผมคุยกับผู้ที่มีความกังขาซึ่งอ้างว่าไม่มีหวัง พวกเขากล่าวว่า “ความไม่เสมอภาคกันอยู่กับเรามาตั้งวันแรก และก็จะอยู่กับเราไปจนวันสุดท้าย – ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรา ไม่มี น้ำใจ ” ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ

ผมเชื่อว่าเรามีน้ำใจมากจนไม่รู้ว่าจะใช้ทำอะไรหมด

เราทุกคนในที่นี้ ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ได้เคยเห็นโศกนาฏกรรมของเพื่อนมนุษย์ที่ทำให้หัวใจของเราแตกสลาย แต่เราก็มิได้ทำอะไรลงไป – ไม่ใช่เพราะเราไม่มีน้ำใจ หากเพราะเราไม่รู้ว่าจะทำอะไร หากเรารู้ว่าจะช่วยเขาอย่างไร เราคงได้ทำไปแล้ว

อุปสรรคของความเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่การมีน้ำใจน้อยเกินไป ; หากอยู่ที่ความสลับซับซ้อนมากเกินไป

เพื่อจะแปลงความมีน้ำใจไปสู่การปฏิบัติ เราต้องเข้าใจปัญหา มองเห็นทางแก้ไข และมองเห็นผลลัพธ์ แต่ความสลับซับซ้อนปิดกั้นขั้นตอนทั้งสามจนหมดมิด

แม้จะมีระบบอินเตอร์เนตและข่าวตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม มันยังเป็นภารกิจที่สลับซับซ้อนยิ่งที่จะทำให้คนเราเข้าใจปัญหาอย่างทะลุปรุโปร่ง เมื่อเครื่องบินตก เจ้าหน้าที่จะออกแถลงการณ์ทันที เขาสัญญาว่าจะสืบสวน พิจารณาสาเหตุ และป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกในอนาคต

แต่ถ้าเจ้าหน้าที่มีความตรงไปตรงมาจริงๆ เขาคงจะพูดว่า: “ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้งหมดในโลกที่ตายลงในวันนี้จากสาเหตุที่ป้องกันได้ ราวครึ่งเปอร์เซ็นต์ของพวกเขาอยู่ในเครื่องบินลำนั้น เราตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าเราจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อแก้ปัญหาที่คร่าชีวิตของคนครึ่งเปอร์เซ็นต์นั้น”

ปัญหาที่ใหญ่กว่าไม่ใช่การตกของเครื่องบิน หากเป็นความตายของคนเป็นหลักล้านที่ป้องกันได้

เราไม่ค่อยได้อ่านข่าวเกี่ยวกับความตายพวกนี้ สื่อรายงานเฉพาะสิ่งใหม่ๆ – และเรื่องคนตายเป็นหลักล้านไม่มีอะไรใหม่ ดังนั้นมันจึงเป็นเพียงเรื่องประกอบ ซึ่งง่ายต่อการมองข้าม แต่เมื่อเราเห็นหรืออ่านพบ ก็ยังยากที่จะเฝ้าดูปัญหานั้น มันยากยิ่งที่จะมองดูความทุกข์ร้อนในเมื่อสถานการณ์แสนจะสลับซับซ้อนจนเราไม่รู้ที่จะช่วยอย่างไร และดังนั้นเราจึงเมินหน้าหนี

หากเราเข้าใจปัญหาจริงๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนแรก เราจะมาถึงขั้นตอนที่สอง นั่นคือ การทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนเพื่อให้ได้มาซึ่งทางแก้ไข

การค้นหาทางแก้ไขให้พบนั้นสำคัญยิ่ง หากเราจะใช้ความมีน้ำใจของเราให้ได้ผลสูงสุด หากเรามีคำตอบที่ชัดเจนและได้พิสูจน์มาแล้วเมื่อองค์กรหรือบุคคลใดถามว่า “ผมจะช่วยได้อย่างไร ?” เราจะดำเนินการได้ทันที – และเราจะสามารถทำให้เกิดความมั่นใจได้เลยว่าไม่มีน้ำใจในโลกนี้ที่จะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์แม้แต่หยดเดียว แต่ความสลับซับซ้อนทำให้ยากแก่การที่จะวางแนวทางดำเนินการสำหรับทุกๆ คนที่มีน้ำใจ – และนั่นแหละที่มันยากที่จะทำให้การมีน้ำใจของพวกเขาบรรลุผล

การทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนเพื่อค้นหาทางแก้ไขมีขั้นตอนที่พอจะคาดได้อยู่สี่ขั้นด้วยกัน คือ พิจารณาจุดหมาย ค้นหากลวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แสวงหาเทคโนโลยีทีเหมาะสมที่สุดสำหรับกลวิธีนั้น และในระหว่างที่แสวงหาอยู่ ก็ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วอย่างชาญฉลาด – ไม่ว่าจะเป็นชนิดที่ต้องใช้ความรอบรู้ค่อนข้างสูง เช่น ยา หรือชนิดที่ง่ายกว่า เช่น มุ้ง

ขอยกการแพร่ระบาดของโรคเอดส์มาเป็นตัวอย่าง จุดหมายกว้างๆ แน่ละ ย่อมได้แก่การกำจัดโรคนั้น กลวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดได้แก่การป้องกัน เทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดน่าจะเป็นวัคซีนที่ฉีดเพียงครั้งเดียวแล้วคุ้มครองได้ตลอดชีวิต ดังนั้นรัฐบาล บริษัทยา และมูลนิธิทั้งหลายจะต้องสนับสนุนเงินแก่การวิจัยวัคซีน แต่งานวิจัยคงใช้เวลาเกินทศวรรษ ดังนั้นในระหว่างที่งานวิจัยกำลังดำเนินไป เราต้องใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในมือแล้ว – และกลวิธีป้องกันที่ดีที่สุดที่เรามีในปัจจุบันได้แก่การชักจูงผู้คนให้หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยง

การจะไปให้ถึงจุดหมายนั้นต้องเริ่มจากวงจรที่มีสี่ขั้นตอนด้วยกันอีก นี่คือรูปแบบ สิ่งสำคัญคือต้องไม่หยุดคิดและหยุดทำ – และจะหัวเด็ดตีนขาดอย่างไรจะต้องไม่ทำสิ่งที่เราทำกับมาลาเรียและวัณโรคในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 – ซึ่งได้แก่การยอมแพ้แก่ความสลับซับซ้อนและวางมือไปเลย

ขั้นตอนสุดท้าย – หลังจากเข้าใจปัญหาและค้นพบกลวิธีแล้ว – ได้แก่การวัดผลงานของคุณและเผยแพร่ความสำเร็จและความล้มเหลวของคุณเพื่อคนอื่นจะได้เรียนรู้จากความพยายามของคุณ

คุณต้องมีข้อมูล แน่ละ คุณต้องแสดงให้เห็นได้ว่าโครงการหนึ่งฉีดวัคซีนให้เด็กจำนวนล้าน คุณต้องแสดงให้เห็นได้ว่าจำนวนเด็กที่ตายด้วยโรคร้ายเหล่านั้นลดลง นี่มีความสำคัญยิ่งไม่เฉพาะต่อการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น แต่เพื่อช่วยดึงการลงทุนเพิ่มขึ้นจากภาคธุรกิจและรัฐบาลด้วย

แต่ถ้าคุณต้องการดลใจให้คนอื่นเข้าร่วม คุณจะต้องแสดงให้เห็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือตัวเลข; คุณต้องแสดงให้เห็นถึงผลดีที่งานนั้นมีต่อบุคคลในแบบที่ให้ภาพชนิดติดตา – เพื่อให้คนอื่นเกิดความรู้สึกว่าการช่วยชีวิตหนึ่งนั้นสำคัญแค่ไหนต่อครอบครัวที่ได้รับผล

ผมจำได้ครั้งผมไปดาวอส [การพบปะกันประจำปีของผู้นำทางธุรกิจและการเมือง ณ เมืองสำหรับพักผ่อนซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาของสวิตเซอร์แลนด์] เมื่อหลายปีมาแล้วและเข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการซึ่งกำลังปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับหนทางที่จะช่วยชีวิตคนเป็นหลักล้าน หลักล้านนะครับ ! ลองนึกถึงความตื่นเต้นของการช่วยชีวิตคนเพียงคนเดียว – แล้วคูณด้วยหลักล้าน ทว่านั่นเป็นคณะกรรมการที่น่าเบื่อที่สุดที่ผมเคยมีส่วนร่วม – น่าเบื่อที่สุดในประวัติศาสตร์ น่าเบื่อเสียจนผมเองก็ทนไม่ไหว

สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ครั้งนั้นโดดเด่นเป็นพิเศษได้แก่ผมเพิ่งมาจากรายการที่เราเปิดตัวซอฟท์แวร์รุ่นที่ 13 ชิ้นหนึ่ง และเราทำให้คนกระโดดขึ้นลงและส่งเสียงดังลั่นด้วยความตื่นเต้น ผมชอบทำให้คนตื่นเต้นเกี่ยวกับซอฟท์แวร์ – แต่ทำไมเราสร้างความตื่นเต้นเกินนั้นไม่ได้ในการช่วยชีวิตคน ?

คุณจะทำให้ผู้คนตื่นเต้นไม่ได้ หากคุณไม่สามารถทำให้เขามองเห็นและเกิดความรู้สึกต่อผลลัพธ์ที่จะออกมา และคุณจะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร – เป็นคำถามที่สลับซับซ้อน

อย่างไรก็ดี ผมยังมีความเชื่อมั่นว่าทำได้ ใช่ ความไม่เสมอภาคกันมีอยู่คู่กับเรามาชั่วกัปชั่วกัลป์แล้ว แต่เครื่องมือใหม่ที่เรามีสำหรับทะลุทะลวงความสลับซับซ้อนมิได้มีอยู่คู่กับเรามาชั่วกัปชั่วกัลป์ด้วย มันเป็นของใหม่ – มันจะช่วยทำให้ความมีน้ำใจของเราเกิดผลสูงสุด – และนั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมอนาคตจึงอาจต่างจากอดีตได้

นวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่และที่กำลังเกิดขึ้นในยุคนี้ – เทคโนโลยีชีวภาพ คอมพิวเตอร์ ระบบอินเตอร์เนต – ให้โอกาสซึ่งเราไม่เคยมีมาก่อนแก่เรา ที่จะกำจัดความยากจนข้นแค้นระดับแสนสาหัสสุดๆ และกำจัดความตายจากโรคร้ายที่ป้องกันได้

เมื่อหกสิบปีที่แล้ว จอร์จ มาร์แชล [นายพลเมริกันซึ่งต่อมาดำรงทั้งตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมและรัฐมนตรีต่างประเทศ] มาในพิธีประสาทปริญญานี้และได้แถลงเกี่ยวกับโครงการเพื่อช่วยเหลือประเทศในยุโรปหลังสงคราม [โลกครั้งที่ 2] เขาพูดว่า “ผมคิดว่าความยากลำบากอย่างหนึ่งได้แก่ปัญหานั้นแสนสลับซับซ้อนจนทำให้ข้อมูลจำนวนมหาศาลที่สื่อและวิทยุนำมาเสนอต่อสาธารณชนยากเกินสำหรับคนทั่วไปที่จะประเมินสถานการณ์ได้อย่างแจ้งชัด จากระยะทางอันแสนไกลนี้ เป็นไปไม่เลยที่จะรู้ซึ้งถึงความหมายที่แท้จริงทั้งหมดของสถานการณ์ ”

สามสิบปีหลังจากวันที่มาร์แชลกล่าวคำปราศรัย เมื่อเพื่อนร่วมรุ่นของผมจบการศึกษาโดยปราศจากผม เทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่จะทำให้โลกใบนี้เล็กลง เปิดกว้างขึ้น เห็นได้ง่ายขึ้น ลดระยะทางลง

การพัฒนาของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลราคาต่ำทำให้เกิดโครงข่ายอันทรงพลังอย่างหนึ่งซึ่งได้ปรับเปลี่ยนโอกาสเพื่อการเรียนรู้และเพื่อการติดต่อสื่อสาร

สิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับโครงข่ายนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะที่มันทำให้ระยะทางหดหายไปและทำให้ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านของคุณเท่านั้น มันยังช่วยเพิ่มจำนวนของผู้ที่มีปัญญาเฉียบแหลมทั้งหลายที่เราจะให้ทำงานเพื่อแก้ปัญหาเดียวกันอีกด้วย – และนั่นได้ยกระดับอัตราของนวัตกรรมให้สูงขึ้นอย่างไร้เทียมทานทีเดียว

ในขณะเดียวกัน ต่อทุกคนในโลกที่เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ จะมีอีกห้าคนที่เข้าไม่ถึง

นั่นหมายความว่าผู้มีปัญญาทางสร้างสรรค์จำนวนมากถูกปล่อยทิ้งไว้นอกวงของการปรึกษาหารือนี้ – นั่นหมายถึงคนฉลาดที่มีความรอบรู้อันเกิดจากการปฏิบัติงานและจากประสบการณ์อันตรงกับปัญหาซึ่งไม่มีเทคโนโลยีสำหรับฝึกฝนตนเอง หรือมีส่วนร่วมในการให้แนวคิดแก่ชาวโลก

เราต้องการให้คนจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้เข้าถึงเทคโนโลยีนี้ เพราะความก้าวหน้าเหล่านี้กำลังจุดชนวนให้เกิดการปฏิวัติในด้านที่มนุษยชาติสามารถทำอะไรให้กันและกัน มันไม่ได้ช่วยเฉพาะรัฐบาลเท่านั้น แต่ยังช่วยมหาวิทยาลัย บริษัท องค์กรเล็กๆ และบุคคล ให้เข้าใจปัญหา มองเห็นกลวิธี และวัดผลของความพยายามของพวกเขาในด้านการแก้ปัญหาความหิวโหย ความยากจน และภาวะสิ้นหวังที่จอร์จ มาร์แชลล์ พูดถึงเมื่อ 60 ปีที่แล้ว

ท่านสมาชิกของครอบครัวฮาร์วาร์ดครับ ณ ที่นี้มีการรวมตัวกันอันยิ่งใหญ่ของผู้ที่มีพรสวรรค์ทางปัญญาของโลก

รวมตัวกันเพื่ออะไรครับ ?

แน่นอนละที่คณาจารย์ ศิษย์เก่า นักศึกษา และผู้บริจาคทรัพย์ให้แก่ฮาร์วาร์ดได้ใช้พลังอำนาจของตนช่วยปรับปรุงชีวิตของคนที่นี่และทั่วโลก แต่ว่าเราจะทำมากกว่านี้อีกได้ไหม ? ฮาร์วาร์ดสามารถจะอุทิศพลังทางปัญญาของตนเพื่อช่วยปรับปรุงชีวิตของผู้คนที่ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อของตนได้ไหม ?

ผมใคร่จะขอสิ่งหนึ่งจากท่านคณบดีและท่านศาสตราจารย์ – ผู้นำทางปัญญาของฮาร์วาร์ด นั่นคือ เมื่อท่านจ้างคณาจารย์ มอบตำแหน่งถาวรให้อาจารย์ ทบทวนหลักสูตร และพิจารณาคุณสมบัติสำหรับประสาทปริญญา กรุณาถามตัวของท่านเองดังนี้:

สติปัญญาชั้นยอดเยี่ยมของเรานั้นควรจะอุทิศให้แก่การแก้ปัญหาที่หนักหนาสาหัสที่สุดของเราหรือไม่ ?

ฮาร์วาร์ดควรจะกระตุ้นคณาจารย์ให้ประจัญกับความไม่เสมอภาคที่หนักหนาสาหัสที่สุดของโลกหรือไม่? นักศึกษาของฮาร์วาร์ดควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับความลึกล้ำของความยากจนบนผืนโลกหรือไม่ ความแพร่หลายของความหิวโหยของชาวโลก ความขาดแคลนน้ำสะอาด เด็กผู้หญิงไร้โอกาสเรียนหนังสือ เด็กซึ่งตายจากโรคร้ายที่เราสามารถเยียวยาได้ ?

ผู้ที่มีอภิสิทธิ์มากที่สุดในโลกควรจะเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของผู้ที่มีอภิสิทธิ์ต่ำที่สุดในโลกหรือไม่ ?

นี่มิใช่คำถามเชิงเล่นคำ – ท่านจะตอบด้วยนโยบายของท่าน

คุณแม่ของผม ผู้ซึ่งแสนจะภูมิใจเมื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้รับผมเข้าเรียน – ไม่เคยเลิกกดดันผมให้ช่วยผู้อื่นให้มากขึ้น ไม่กี่วันก่อนวันแต่งงานของผม ท่านจัดงานเป็นเกียรติแก่เจ้าสาว ซึ่งในงานนั้นเองที่ท่านอ่านจดหมายเกี่ยวกับชีวิตแต่งงานที่ท่านเขียนถึงเมลินดาออกมาดังๆ คุณแม่ของผมกำลังป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งในตอนนั้น แต่ท่านเห็นโอกาสอีกครั้งที่จะส่งสารด้านแก่นคิดของท่าน และในตอนจบจดหมายท่านพูดว่า “จากผู้ที่ได้รับมากทั้งหลาย มีความคาดหวังว่าพวกเขาจะให้มากด้วย”

เมื่อท่านพิจารณาสิ่งที่เราทั้งหลายในที่นี้ได้รับ – ในด้านพรสวรรค์ ด้านอภิสิทธ์ และด้านโอกาส – โลกมีสิทธิ์คาดหวังจากเราอย่างแทบไม่จำกัด

ในกรอบของความเป็นไปได้ในยุคนี้ ผมขอแนะนำบัณฑิตแต่ละคนในที่นี้ให้หยิบประเด็นขึ้นมาสักประเด็น –ปัญหาที่สลับซับซ้อน ความไม่เสมอภาคที่ลึกล้ำ และสร้างความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับประเด็นนั้นขึ้นมา หากคุณทำให้มันเป็นจุดมุ่งเน้นในชีวิตการงานของคุณ นั่นจะวิเศษยิ่ง แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นเพื่อให้เกิดผลดี ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ คุณอาจใช้อานุภาพที่กำลังเพิ่มขึ้นของระบบอินเตอร์เนตเพื่อเรียนรู้ สืบหาผู้ที่มีความสนใจคล้ายกัน ทำความเข้าใจถึงอุปสรรค และหาทางทะลุทะลวงมัน

อย่าให้ความสลับซับซ้อนยับยั้งคุณ จงเป็นนักเคลื่อนไหว เลือกประจัญกับความไม่เสมอภาคที่ร้ายแรง มันจะเป็นประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ในชีวิตของคุณ

คุณๆ บัณฑิตทั้งหลายเติบใหญ่ขึ้นมาในช่วงเวลาอันน่าทึ่งยิ่ง เมื่อคุณออกจากฮาร์วาร์ดไป คุณมีเทคโนโลยีที่สมาชิกในรุ่นผมไม่เคยมี คุณมีความตระหนักในความไม่เสมอภาคกันในโลก ซึ่งเราไม่มี และกับความตระหนักนั้น คุณคงจะมีจิตวิญญาณที่รอบรู้ซึ่งจะตามหลอนคุณหากคุณทอดทิ้งคนที่ชีวิตของเขาคุณอาจเปลี่ยนได้ด้วยความพยายามเพียงน้อยนิด

คุณมีมากกว่าเรามี คุณต้องเริ่มให้เร็วกว่า และสู้ต่อไปให้ยาวนานกว่า

ในเมื่อคุณรู้สิ่งที่คุณรู้ คุณจะงอมืองอเท้าอยู่ได้อย่างไร ?

และผมหวังว่าคุณจะกลับมาที่ฮาร์วาร์ดนี่อีก 30 ปีจากวันนี้ไป และมาไตร่ตรองถึงการใช้พรสวรรค์และพลังงานของคุณ ผมหวังว่าคุณจะวินิจฉัยตัวคุณเองไม่เฉพาะในด้านของความสำเร็จในอาชีพเท่านั้น แต่ในด้านผลงานของคุณที่เกี่ยวกับความไม่เสมอภาคกันอันล้ำลึกที่สุดด้วย ในด้านที่เกี่ยวกับคุณได้ปฏิบัติต่อคนที่อยู่คนละฟากโลกได้ดีแค่ไหนในเมื่อคนเหล่านั้นไม่มีอะไรร่วมกับคุณเลยเว้นแต่ความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเท่านั้น

ขอให้โชคดีครับ

 
โดย : ประชาไท
ขอขอบคุณ : สำนักพิมพ์โอ้พระเจ้า ที่เอื้อเฟื้อข้อมูล
ประวัติ ดร.ไสว บุญมา
จบปริญญาตรี โท เอก สาขาเศรษฐศาสตร์จากสถาบัน Claremont McKenna College และ Claremont Graduate University ด้วยคะแนนสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังเคยได้รับรางวัล Wall Street Journal Achievement Award สาขาเศรษฐศาสตร์ เคยทำงานให้ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) และเป็นนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก (World Bank)

ปัจจุบันเดินทางหาความรู้ตามต่างประเทศบ้าง แวะกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดบ้าง และเขียนหนังสือเพื่อนำรายได้มอบเป็นทุนการศึกษาของเด็กยากจนตามชนบทในประเทศไทย

ปัจจุบันอาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา
email: sawaib@hotmail.com

 


 

 

 

 

 

 

พลังงานของการแกว่งแบบลูกตุ้มนาฬิกา


กราฟแสดงการกระจัด, ความเร็วและความเร่งของวัตถุ


กราฟแสดงการกระจัด, ความเร็วและความเร่งของวัตถุ
เมื่อวัตถุมี ความเร็วเพิ่มขึ้น
เมื่อวัตถุมี ความเร็วลดขึ้น

กราฟแสดงการกระจัด, ความเร็วและความเร่งของวัตถุ
เมื่อวัตถุมี ความเร็ว ลดลง
เมื่อวัตถุมี ความเร็ว เพิ่มลง

กราฟแสดงการกระจัด, ความเร็วของวัตถุ

กราฟแสดงความเร็วของวัตถุ

กราฟแสดงการเคลื่อนที่แนวดิ่ง

การเคลื่อนที่เป็นวงกลม

การเคลื่อนที่เป็นแนวโค้ง

"สตีเฟน ฮอว์กิ้ง"อัจฉริยะผู้พิการ ส่ง"ดีเอ็นเอ"ขึ้นสู่"อวกาศ"คอลัมน์ จูนคลื่น
โดย waisang@matichon.co.th


กระสวยเครื่องตรวจพันธุกรรม Archon X Prize for Genomics

 

ชื่อของศาสตราจารย์ สตีเฟน วิลเลี่ยม ฮอว์กิ้ง (Prof. STEPHEN WILLIAM HAWKING) คนไทยก็รู้จักเขาไม่น้อย แม้ว่าเขาจะถูกโรคร้ายคุกคามตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่ม เวลานี้ในวัย 66 ปี เขายังสร้างชื่อในฐานะเขียนงานที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย หนึ่งในหลายๆ เล่ม ชื่อ ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief History of Time) นับได้ว่าโดดเด่นยิ่งนักในวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เพราะช่วยบุกเบิกให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงหลักการทางฟิสิกส์และจักรวาลวิทยาที่ซับซ้อน โดยแปลถ่ายทอดออกไปกว่า 40 ภาษา และมียอดจำหน่ายมากกว่า 10 ล้านเล่มทั่วโลก

คนจำนวนมากมักเรียกเขาว่า อัจฉริยะพิการ ผู้ถอดรหัสจักรวาล แต่จะเรียกอะไรก็ตาม สตีเฟน ฮอว์กิ้ง ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่สืบทอดแนวทางของ ไอน์สไตน์ และ นิวตัน สองผู้ยิ่งใหญ่ในโลกวิทยาศาสตร์ บางคนระบุว่า เขาคือคนที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในโลกยุคปัจจุบัน เขาได้สร้างคุณูปการไว้ในวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์มากมาย

 


สตีเฟน วิลเลี่ยม ฮอร์กิ้ง


เรื่องราวของกาลเวลาที่ถูกย่อเป็นประวัติกลายเป็นตัวอักษรนั้น ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในวงการ (หนังสือ) วิทยาศาสตร์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เกิดการค้นพบและปรากฏผลจากการสังเกตการณ์ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคมากมาย สอดคล้องกับการทำนายตามทฤษฎีของสตีเฟน ฮอว์กิ้ง ที่ได้เพิ่มเนื้อหาความรู้ใหม่ๆ ที่เกิดจากผลการสังเกตการณ์ล่าสุด ว่าด้วย "รูหนอน" และ "การเดินทางข้ามเวลา"

ไม่บ่อยครั้งนัก "นักวิทยาศาสตร์" จะได้รับเสียงชื่นชม โห่ร้องปรบมือราวกับเป็น "ซุปเปอร์สตาร์เพลงร็อค" แต่อัจฉริยะฟิสิกส์หนึ่งเดียวในโลกอย่างเขาทำได้ ทั้งยังพาผู้คนท่องไปในเอกภพครั้งใหม่ ซึ่งเขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าในอนาคตอันใกล้ วิทยาศาสตร์จะไขปริศนาต้นกำเนิดเอกภพได้สำเร็จ

"ถึงทุกวันนี้ มนุษย์เรายังไม่มีข้อมูลจากการสังเกตอย่างเพียงพอว่า เหตุใดเอกภพ (Universe) ถึงกลับมาขยายตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ภายหลังจากที่มันขยายตัวช้าๆ มาอย่างยาวนาน อนาคตของเอกภพจะเป็นอย่างไรนั้น เรายังไม่แน่ใจ เป็นไปได้หรือไม่ที่การขยายตัวของเอกภพเป็นกฎธรรมชาติ หรือแท้ที่จริงแล้วเอกภพกำลังจะถึงคราวแตกดับอีกครั้งหนึ่ง?"

 



ณ วันนี้ สตีเฟน ฮอว์กิ้ง วัย 63 ปี นักวิทยาศาสตร์ผู้ได้รับการยกย่องว่าปราดเปรื่องที่สุดนับตั้งแต่ยุค "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" ได้ทำปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ใหม่อีกครั้ง โดยเขาและลูกสาว ลูซี่ ฮอว์กิ้ง วางแผนร่วมกันในการส่ง "ดีเอ็นเอ" ขึ้นไปในอวกาศ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงการ NCsoft"s Operation ImmortalityLongevity-Industry Dec-07 โดยได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเอ็กซ์ ไพรซ์ (X Prize Foundation)

วัตถุประสงค์ในการส่งดีเอ็นเอคนอัจฉริยะขึ้นไปในอวกาศ เริ่มต้นเมื่อมูลนิธิเอ็กซ์ ไพรซ์ จัดแข่งขัน Archon X Prize for Genomics เพื่อหาคนสร้างเครื่อง DNA sequencer (เครื่องตรวจหารหัสพันธุกรรม หรือว่าดีเอ็นเอประมาณนี้) โดยสามารถตรวจรหัสดีเอ็นเอของคนร้อยคนภายในเวลาสั้นๆ มีความผิดพลาดน้อยที่สุด ชนิดแค่ 1 ใน 10,000 และค่าใช้จ่ายต้องไม่เกิน 10,000 เหรียญต่อดีเอ็นเอ 1 ชุด (per genome) ได้เครื่องต้นแบบกันเรียบร้อย

คราวนี้ก็ถึงเวลาจัดส่งดีเอ็นเอคนเก่งขึ้นไปไว้ในสถานีอวกาศ ซึ่งมีแผนจะนำพันธุกรรมของสตีเฟน ฮอว์กิ้ง และลูกสาว พร้อมเพื่อนอัจฉริยะทั้งหลายไปในอยู่อวกาศ ที่ไร้แรงดึงดูด เพื่อทดสอบสภาพไร้น้ำหนัก และปัจจัยหลากหลายมากมาย ในการนำสิ่งมีชีวิตเล็กใหญ่น้อย ขึ้นไปเก็บและติดตามดูผล

ที่สำคัญ เพื่อหวังทดสอบการใช้และตรวจดีเอ็นเอ เพื่อพยากรณ์อายุชีวิตและความสมบูรณ์ของสุขภาพร่างกาย เพื่อก้าวเข้าสู่ยุค personalized medicine ด้วยคาดหวังว่าหากทำสำเร็จ ดีเอ็นเอจะเป็นตัวสำคัญที่ช่วยในการรักษาความเจ็บป่วยทั้งหลาย

...เหมือนที่หนังในฮอลลีวู้ด มักถ่ายทอดจินตนาการจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีออกมาเป็นภาพ และเป็นความฝัน และความหวังของคนทั้งโลกมาแล้ว


วันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 11161

 

 

จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการบทที่ 1 กระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูล
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยนเหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4048

Arthur Schopenhauer (February 22, 1788 – September 21, 1860) was a German philosopher known for his atheistic pessimism and philosophical clarity

"มนุษย์มักนำข้อมูล และวิสัยทัศน์อันจำกัดคับแคบของตนมาตัดสินโลก"

- อาเธอร์ โชเพนฮอยเออร์ (ค.ศ.1788-1860) นักปรัชญาชาวเยอมัน ผู้นำเสนอหลักปรัชญาคล้ายคลึงกับปรัชญาพุทธศาสนา ผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างสูงต่อนักปรัชญารุ่นหลัง อาทิ เฟรดิช นิตเช่ ริดชาร์ด วากเนอร์ ลุดวิก วิกเกนสไตน์ และซิกมันด์ ฟรอยด์

---------------------

Sri Lankabhimanya Sir Arthur Charles Clarke, CBE (16 December 1917–19 March 2008) was a British science fiction author

"เทคโนโลยีอันก้าวหน้า ไม่ต่างอะไรจากเวทมนต์อันแสนมหัศจรรย์"

- กฎข้อที่ 3 ของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก (ค.ศ.1917-2008) นักประพันธ์นิยายวิทยาศาสตร์ นวัตกร นักอนาคตศาสตร์ ชาวอังกฤษ

ผมไม่แน่ใจว่าผมได้ตระหนักถึงภาวะเอกฐาน (singularity) เป็นครั้งแรกเมื่อไหร่ คงจะดำเนินไปในลักษณะค่อยๆ สั่งสมภูมิปัญญาจนถึงขั้นตื่นรู้ในท้ายที่สุด ผมใช้ชีวิตทุ่มเทอยู่กับคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องเป็นเวลาเกือบห้าสิบปี ได้พยายามทำความเข้าใจ ค้นหาความหมาย และคุณูปการของอุบัติการณ์พลิกโลกที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งผมได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ผมจึงค่อยๆ ซึมซับถึงปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 21 เป็นปรากฏการณ์ที่จะปฏิรูปทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์เคยรู้จัก

เปรียบเสมือนหลุมดำในห้วงอวกาศที่แปรเปลี่ยนแบบแผนของสสารและพลังงาน ซึ่งเคลื่อนเข้าสู่ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon) อย่างพิสดาร เอกฐานทางเทคโนโลยี ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ จะพลิกโฉมหน้าทุกสถาบัน ทุกองคาพยพ จากวิถีชีวิตจนถึงจิตวิญญาณ

แล้วเอกฐานคืออะไรกันแน่ เอกฐานคือช่วงเวลาในอนาคต ที่ซึ่งการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าในปัจจุบันหลายเท่าตัว ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทุกด้าน ทุกมิติของสังคม มนุษยชาติจะก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการวิวัฒนาการครั้งใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง และไม่อาจหวนคืน ดังเช่นในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์

ไม่ว่าในที่สุดแล้วจะเป็นอนาคตในอุดมคติ หรืออนาคตอันน่าสะพรึงกลัว มหายุคแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่จะปฏิรูปแนวคิดที่เรายึดถือกันมายาวนาน เกี่ยวกับความหมายของชีวิต และวิถีการดำเนินชีวิต จากโมเดลธุรกิจ จนถึงวัฏจักรชีวิต แม้กระทั่งรูปแบบและนิยามใหม่ของความตาย การทำความเข้าใจภาวะเอกฐาน จะเปลี่ยนความคิดของเราเกี่ยวกับบทบาทและความสำคัญของประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะส่วนที่มีความสำคัญต่ออนาคต

สมมุติฐานหลักของภาวะเอกฐานที่กำลังจะมาถึง อยู่บนพื้นฐานที่ว่าเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นกำลังก้าวหน้าเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่ง ขณะที่พลังอำนาจและศักยภาพเพิ่มขึ้นในอัตราทวีคูณ

โดยทั่วไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงด้วยอัตราเร่งเป็นสิ่งที่พอจะสังเกตเห็นได้ แต่การเติบโตในอัตราทวีคูณมักถูกมองข้าม เริ่มต้นด้วยการขยายตัวทีละน้อย ต่อเมื่อแสดงพลังก็สายเกินแก้ หรือยากที่จะต้านทาน ตัวอย่าง เช่น การแพร่พันธุ์ของวัชพืช

ในปี 1992 แกรี่ คาสปารอฟ แชมป์โลกหมากรุกสากล เคยดูหมิ่นศักยภาพของคอมพิวเตอร์ในการเล่นเกมหมากรุก เพียงห้าปีต่อมา จากการทวีคูณของศักยภาพคอมพิวเตอร์ก็สามารถสยบคาสปารอฟลงได้

พลังอำนาจและศักยภาพของสมองกลกำลังทวีคูณอย่างรวดเร็ว เหนือกว่าศักยภาพของมนุษย์ในหลายๆ ด้าน และมากด้านขึ้นเรื่อยๆ ตัวอย่าง เช่น ปัจจุบันคอมพิวเตอร์สามารถตรวจวินิจฉัยสัญญาณคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และภาพถ่ายทางการแพทย์หลายชนิด ควบคุมการบินและนำเครื่องบินลงจอด ควบคุมและตัดสินใจทางยุทธวิธีในระบบอาวุธอัตโนมัติ ตัดสินใจด้านธุรกิจการเงินและการออกเครดิต ทั้งหมดนี้และศักยภาพอีกหลายด้าน คอมพิวเตอร์สามารถทำได้ดีกว่าและมีประสิทธิภาพมากกว่าสติปัญญาของมนุษย์ ยังไม่นับปัจจัยต่างๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินการและการตัดสินใจของมนุษย์ ระบบเหล่านี้อิงอยู่กับการผนวกประสานการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ชั้นยอด (artificial intelligence) หลากหลายประเภท ถึงกระนั้นปัญญาประดิษฐ์ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่มากพอควร ดังนั้นจึงมีผู้แสดงจุดยืนและทรรศนะต่อต้านว่าถึงอย่างไร ผลผลิตจากปัญญาของมนุษย์จะไม่มีวันมีศักยภาพสูงกว่ามนุษย์ไปได้

หนังสือเล่มนี้จะพยายามแสดงให้เห็นว่า ในอนาคตอันใกล้ และภายในเวลาอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า เทคโนโลยีบนพื้นฐานระบบข้อมูลจะมีบทบาทครอบคลุมองค์ความรู้ ทักษะความช่ำชอง และสติปัญญาทุกด้านของมนุษย์ ทั้งศักยภาพในการจดจำแบบแผน (pattern-recognition) ทักษะการแก้ไขปัญหา (problem-solving) อารมณ์ความรู้สึก และแง่มุมทางศีลธรรม จริยธรรม

แม้ว่าสมองของมนุษย์จะทำงานได้อย่างพิสดารน่ามหัศจรรย์หลายประการ แต่สมองมนุษย์ก็ยังมีจุดอ่อนและขีดจำกัดมากมาย สมองสามารถดำเนินกระบวนการด้วยระบบเชื่อมโยงเซลล์ประสาทหลายร้อยล้านล้านหน่วยคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน ทำให้สามารถรับรู้ถึงแบบแผนต่างๆ ในลักษณะการจดจำ ท่องจำแล้วนำมาใช้ตอบโจทย์ และโต้ตอบแบบผิวเผินได้อย่างรวดเร็ว แต่ระบบทำงานของกระบวนการคิดอย่างลึกซึ้ง คิดอย่างสร้างสรรค์ดำเนินไปค่อนข้างเชื่องช้า กระบวนการส่งผ่านข้อมูลพื้นฐานของสมองยังช้ากว่าวงจรอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันหลายล้านเท่า นั่นหมายความว่าด้วยข้อจำกัดด้านสรีรศาสตร์ ช่วงความถี่ในการส่งสัญญาณข้อมูลใหม่ๆ เพื่อดำเนินกรรมวิธีในสมอง ยังมีขีดจำกัดอยู่มาก เมื่อเทียบกับข้อมูลความรู้โดยรวมของมนุษย์ที่กำลังเพิ่มขึ้นในอัตราทวีคูณ

ร่างกายชีวภาพเวอร์ชั่น 1.0 ของมนุษย์ เป็นสิ่งที่เปราะบาง และอ่อนแอต่อการแทรกแซง ทำลายกระบวนการข้อมูล แถมยังต้องพึ่งพากรรมวิธีอันซับซ้อนในการบำรุงรักษา ยังไม่นับพิธีกรรมต่างๆ นานาทางสังคมที่มอมเมา ยัดเยียด ปิดกั้น โน้มน้าวชักจูงไปในทางบั่นทอนศักยภาพที่แท้จริงของมนุษย์ ให้เดินตามไปอย่างเชื่องๆ พลังปัญญาของมนุษย์สามารถแสดงศักยภาพอันโดดเด่นและพัฒนาการสร้างสรรค์เพื่อมนุษยชาติโดยรวมได้ในบางครั้ง แต่น่าเสียดายที่โดยส่วนใหญ่คำนึงถึงแต่ความอยู่รอดของตนเอง แข่งขันและพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อตอบสนองต่อความปรารถนาส่วนบุคคล หรืออาจขยายไปสู่พวกพ้องที่เอื้อประโยชน์ให้กันในวงจำกัด โดยไม่สำเหนียกว่านี่คือสาเหตุหลักของการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน หากมองให้กว้างออกไปในประวัติศาสตร์ จะพบว่าหลักคิดเช่นนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์เศษเสี้ยวเล็กๆ ในกาลเวลา เป็นแนวคิดอันต่ำต้อยที่สูญหายและเกิดขึ้นใหม่ตามห้วงเวลา เพื่อบั่นทอนศักยภาพของมนุษย์ และมิใช่พัฒนาการกระแสหลักของวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต

ภาวะเอกฐานอันใกล้จะมาถึง จะทำให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดเหล่านี้ ข้ามข้อจำกัดทางชีวภาพทั้งร่างกายและสมอง มนุษย์จะก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการรู้แจ้งและกำหนดตนเองอย่างแท้จริง ชะตาชีวิตของเราจะอยู่ภายใต้การตัดสินใจของเราอย่างแท้จริง โดยปราศจากปัจจัยล่อลวง แอบแฝงใดๆ

เราจะมีชีวิตยืนยาวตราบที่เราต้องการ ด้วยหลักคิดการทำประโยชน์ให้ผู้อื่นและส่วนรวม มากกว่าความคิดอันคับแคบเฉพาะตน (ซึ่งแตกต่างจากความต้องการมี "ชีวิตอมตะ" แบบเพ้อฝัน) เราจะตระหนักถึงศักยภาพ เป้าหมายที่แท้จริงของมนุษย์ และสามารถใช้ศักยภาพเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่

เมื่อถึงช่วงเวลาสิ้นสุดศตวรรษนี้ โลกจะไม่ใช่โลกที่เราและบรรพบุรุษของเราเคยรู้จัก พลังปัญญาของสมองชีวภาพจะประสานเป็นหนึ่งเดียวกับพลังปัญญาประดิษฐ์ เพื่อก้าวพ้นข้อจำกัดทั้งปวง เป็นผลผลิตที่ก้าวหน้าที่สุดของมนุษย์และธรรมชาติ

---------------------------
สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการบทที่ 1 กระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูล (2)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4049


Carl Edward Sagan (November 9, 1934 – December 20, 1996)

"เมื่อประมาณสองพันล้านปีก่อน บรรพบุรุษของเราเป็นจุลินทรีย์ ห้าร้อยล้านปีก่อน กลายเป็นปลา หนึ่งร้อยล้านปีก่อน เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมคล้ายหนู สิบล้านปีก่อน เป็นมนุษย์วานรที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ และหนึ่งล้านปีก่อนเป็นมนุษย์ต้นแบบ ที่เริ่มเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากไฟ วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลายครั้ง และมาในยุคสมัยของมนุษย์การเปลี่ยนแปลงยิ่งทวีความเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ"

- คาร์ล ซาแกน (ค.ศ.1934-1996) นักดาราศาสตร์ นักเขียนสารคดีและนักประพันธ์นิยายวิทยาศาสตร์ ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการถ่ายทอดเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติสาขาอื่นๆ จนได้รับความนิยมจากสาธารณชน


Thomas Alva Edison (February 11, 1847 – October 18, 1931)

"ความไม่พอใจ คือปัจจัยสำคัญประการแรกของความก้าวหน้า"

-โทมัส อัลวา เอดิสัน (ค.ศ.1847-1931) หนึ่งในนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก และนักธุรกิจผู้บุกเบิกให้ความสำคัญ กับการวิจัยและพัฒนา ผลงานประดิษฐ์หลายชิ้นได้พลิกโฉมหน้าโลก และวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ทั่วโลก

ในช่วงทศวรรษ 1950 จอห์น ฟอน นอยมานน์ นักทฤษฎีข้อมูลระดับตำนาน กล่าวไว้ว่า " ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในอัตราเร่ง กำลังนำเราไปสู่ภาวะเอกฐานครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ ก้าวพ้นไปจากภาวะเดิมๆ ที่เราเคยรู้จัก"

คำกล่าวของฟอน นอยมานน์ มีข้อสังเกตสำคัญอยู่ 2 ประการ คือการเติบโตในอัตราเร่ง (acceleration) กับเอกฐาน (singularity)

ข้อสังเกตแรกบ่งชี้ว่า ความก้าวหน้าของมนุษยชาติกำลังดำเนินไปแบบทวีคูณหรือยกกำลัง (การคูณซ้ำๆ ด้วยค่าคงที่) มากกว่าจะเป็นการเติบโตแบบเส้นตรง (การบวกซ้ำๆ ด้วยค่าคงที่)

ประการที่สอง การเติบโตแบบทวีคูณมักสังเกตเห็นได้ยาก เพราะจะเริ่มต้นด้วยการขยายตัวอย่างช้าๆ แต่เมื่อถึงช่วงหักเห หรือช่วงเข่าของเส้นโค้ง (knee of curve) การเติบโตขยายตัวจะดำเนินไปในลักษณะของการระเบิดปะทุ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและแปรรูปอย่างลึกซึ้ง จนยากจะคาดคะเน



( คำบรรยายภาพ

Linear vs Exponential Growth = การเติบโตแบบทวีคูณกับการเติบโตแบบเส้นตรง

Linear Plot = ภาพแสดงการเติบโตเชิงเส้น

Exponential trend = ทิศทางการเติบโตแบบทวีคูณ

Linear trend = ทิศทางการเติบโตแบบเส้นตรง

Knee of curve = ช่วงหักเห

ตัวอักษรเอนแนวดิ่ง technology capability = ศักยภาพทางเทคโนโลยี

Time = เวลา)

บรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญมักมองอนาคตแบบผิดๆ แม้บรรพชนในอดีตโดยส่วนใหญ่ต่างก็คาดการณ์ว่า อนาคตคงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากยุคสมัยที่พวกเขาดำรงอยู่ ซึ่งก็ไม่ต่างจากอดีตกาลเท่าใดนัก เพราะฉะนั้นหนทางที่ดีและดูจะปลอดภัยที่สุดคือ การจำกัดตนเองมุ่งอยู่กับปัจจุบันเฉพาะหน้า โดยไม่พยายามค้นหาความหมายที่แท้จริงของอดีต เพื่ออธิบายและทำความเข้าใจถึงภาวะที่เป็นจริงในปัจจุบัน อันเป็นพื้นฐานสำคัญยิ่งสำหรับการเลือกเส้นทางก้าวสู่อนาคตที่ดีกว่าเดิม มิใช่อนาคตที่ซ้ำรอยเดิม หรืออนาคตที่ถดถอยลงกว่าเดิม

ในความเป็นจริง ทิศทางแนวโน้มของการเติบโตแบบทวีคูณได้หยั่งรากลงนับพันปีมาแล้ว เพียงแต่เราไม่ได้สังเกตเห็น เพราะเป็นระยะต้นๆ ที่การเติบโตดำเนินไปในแบบเส้นตรง และดำเนินไปอย่างช้าๆ ดังนั้นเหล่าผู้สังเกตการณ์และวิเคราะห์โลก จึงเห็นพ้องต้องกันว่า อนาคตจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากมายนัก

ทุกวันนี้ ผู้คนจำนวนมากเริ่มตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นปรากฎการณ์ที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่อง และเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มนุษย์ในยุคแรก หากข้ามเวลามาอยู่ในยุคปัจจุบัน อาจมองว่ามนุษย์ทุกวันนี้ คือพระเจ้าหรือเทพเจ้าในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ส่วนมนุษย์เมื่อหลายพันปีก่อนอาจมองว่ามนุษย์ปัจจุบัน คือผู้วิเศษ พ่อมดหมอผี หรือผู้เรืองเวทย์แขนงใดแขนงหนึ่ง

อนาคตข้างหน้าอีกไม่ไกลเท่าใดนัก จากความก้าวหน้าด้านฟิสิกส์ ควอนตั้ม เคมี ชีวภาพโมเลกุล นาโนเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศ การถอดรหัสและและปรับแต่งพันธุกรรม ก้าวข้ามไปถึงการสำรวจอวกาศ หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ การเกษตรอุตสาหกรรมก้าวหน้า พลังงานและวัสดุรูปแบบใหม่ การแพทย์ การปรับปรุงฟื้นฟูสภาพแวดล้อมด้วยกรรมวิธีใหม่ๆ ที่ลงลึกและยั่งยืนอย่างแท้จริง ยังจะมีสิ่งที่สร้างความประหลาดใจ ความมหัศจรรย์ให้กับมนุษย์ในรุ่นปัจจุบันอีกมากมาย (จะกล่าวถึงรายละเอียดในเนื้อหาตอนต่อๆ ไป) ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ สังคม การดำเนินธุรกิจ ตลอดจนถึงปรัชญาความเชื่อ และหลักจริยธรรม คุณธรรมที่เป็นจริงในทางปฏิบัติ

ตัวอย่างหนึ่งของการเติบโตในอัตราเร่ง โดยที่เราไม่คาดคิดมาก่อน ได้แก่ ความก้าวหน้าด้านเคมีชีวภาพ ในปี 1990 นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งใช้เวลาทั้งปี แต่สามารถวิเคราะห์และถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ (genome) ได้เพียงหนึ่งในหนึ่งหมื่นส่วน ซึ่งหมายความว่า ถ้าจะไขปริศนาจีโนมให้ได้ทั้งหมดต้องใช้เวลาหลายร้อยปีจนถึงพันปี แต่โครงการถอดรหัสและเรียงลำดับจีโนมประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ภายในเวลาเพียง 15 ปี

อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นพัฒนาการของอินเทอร์เน็ต ช่วงกลางทศวรรษ 1980 หลายคนมองว่าอินเทอร์เน็ต เป็นเพียงของเล่นใหม่ธรรมดาๆ ผู้คนคงเห่อตามกระแสแฟชั่นของยุคสมัย แล้วก็คงตกยุคไปตามวิถีของแฟชั่น ในเวลานั้นมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ในโลกเพียงประมาณหมื่นเครื่อง และบรรดานักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า จำนวนเซิร์ฟเวอร์คงเพิ่มไม่กี่พันเครื่องในแต่ละปี แต่ปรากฏการณ์ที่เป็นจริงคือ จำนวนเซิร์ฟเวอร์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปี และเพิ่มขึ้นเป็นสิบล้านเครื่องในเวลา 10 ปีต่อมา ยังไม่นับคุณูปการมากมายในทางการแพทย์ การติดต่อสื่อสาร การค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การถ่ายทอดองค์ความรู้ การทำธุรกิจ การเดินทางท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนถึงสันทนาการรูปแบบต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การเติบโตแบบทวีคูณทางเทคโนโลยี ยังก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางลบด้วยเช่นกัน เพราะบรรดาผู้คนที่นิยมแนวคิดเล็งผลเลิศ หรือฝักใฝ่การเก็งกำไรล่วงหน้าโดยปราศจากการพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานอย่างรอบคอบระมัดระวัง เมื่อมองเห็นถึงความเฟื่องฟูทางกายภาพ ต่างก็พุ่งกระโจนเข้าสู่ธุรกิจเทคโนโลยีเกิดใหม่ ผลลัพธ์จึงกลายเป็นการแตกสลายของฟองสบู่ดอตคอม และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ระหว่างปี 1997 ถึงปี 2000 แต่ถึงอย่างไรปรากฏการณ์เหล่านี้ก็เป็นเพียงผลข้างเคียง ซึ่งไม่อาจขัดขวางพัฒนาการกระแสหลักได้

ความขัดแย้งแตกต่างระหว่างพัฒนาการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปกินเวลายาวนานแต่ถึงจุดจบภายในระยะเวลาอันสั้นมากๆ เพียงเพราะปัจจัยเล็กๆ บางประการ กับการเติบโตแบบทวีคูณพลิกโฉมหน้าภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่ยั่งยืนไปยาวนานหลายพันปี มีบทบาทสำคัญยิ่งในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต มนุษยชาติ และโลกโดยรวม แสดงให้เห็นถึงสัจธรรมและวิถีที่แท้จริงของโลกธรรมชาติ

-----------------------
สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 1 กระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูล (3)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 03 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4050

"แรกเริ่ม เราสร้างเครื่องมือ จากนั้นเครื่องมือสร้างเรา"

- มาร์แชล แม็คลูฮาน (ค.ศ.1911-1980) ชาวแคนาดา นักปรัชญา นักการศึกษา ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการสื่อสาร เป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดคนหนึ่งในพัฒนาการของทฤษฎีสื่อ

"วิวัฒนาการก็เป็นเช่นนั้นเอง ผู้ที่อยู่ข้างบนมักเปลี่ยนแปลงหรือสาบสูญไปเป็นอันดับแรกเสมอ นี่คือมนต์เสน่ห์อันน่าทึ่งของวิวัฒนาการ"

- เจอร์มาน เกียร์ (ค.ศ.1939) ชาวออสเตรเลีย นักวิชาการ นักหนังสือพิมพ์ และนักเขียน นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรี ได้รับการยกย่องว่าเป็นกระบอกเสียงคนสำคัญที่สุดของฝ่ายเฟมินิสต์ในยุคครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20

"เรื่องน่าเศร้าที่สุดของมนุษย์ในยุคปัจจุบันก็คือ วิทยาศาสตร์สร้างองค์ความรู้ได้รวดเร็วกว่าสังคมสร้างภูมิปัญญา"

- ไอแซก อาสิมอฟ (ค.ศ.1920-1992) ชาวอเมริกันเชื้อสายรัสเซีย ศาสตราจารย์ด้านชีวเคมี หนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาลแห่งวงการไซ-ไฟ ผู้สร้างกฎสามข้อของหุ่นยนต์ และทฤษฎีประวัติศาสตร์อนาคต


Isaac Asimov (c. January 2, 1920 – April 6, 1992),

- มหายุคทั้ง 6

วิวัฒนาการเป็นกระบวนการสร้างแบบแผนที่เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นในเอกภพ วิวัฒนาการแต่ละยุคสมัยหรือแต่ละขั้น เกิดจากกรรมวิธีกระบวนการข้อมูลของยุคก่อนหน้า สร้างให้เกิดกระบวนการข้อมูลที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อรับมือกับสถานการณ์ใหม่ๆ วิกฤตใหม่ๆ ที่ต้องเผชิญ โดยที่กระบวนการข้อมูลแบบเดิมไม่สามารถรับมือหรือแก้ไขปัญหาได้

ผมได้แบ่งวิวัฒนาการทางชีวภาพและเทคโนโลยีออกเป็น 6 มหายุค หรือ 6 ขั้นตอน วิวัฒนาการของแบบแผนเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญของโลก โดยเอกฐานจะอุบัติขึ้นในมหายุคที่ 5

- มหายุคที่ 1 : ฟิสิกส์และเคมี

เราสามารถสืบสาวราวเรื่องจุดกำเนิดของเรา ย้อนหลังกลับไปได้ถึงภาวะที่ข้อมูลถูกเก็บไว้ในโครงสร้างพื้นฐานที่สุด นั่นคือแบบแผนของสสารและพลังงาน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนถึงสภาวะของเอกภพในยุคต้นๆ ทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแบบควอนตัม (quantum gravity) ที่เพิ่งกำเนิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ บ่งชี้ว่า เวลาและอวกาศ มีองค์ประกอบเป็นหน่วยย่อยที่มีลักษณะเป็นก้อนๆ (quanta) โดยพื้นฐานก็คือเป็นชิ้นส่วนของข้อมูล ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าธรรมชาติที่แท้จริงของสสาร และพลังงานมีรูปแบบเป็นแอนะลอก (คลื่น) หรือดิจิทัล (อนุภาค) กันแน่ แต่ไม่ว่าข้อยุติจะเป็นอย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ชัดก็คือโครงสร้างพื้นฐานในระดับอะตอม เป็นแหล่งที่เก็บข้อมูลของเอกภพในยุคต้นๆ

หลังจากบิ๊กแบงไม่กี่แสนปี อะตอมเริ่มก่อตัวขึ้น จากการรวมตัวของนิวเคลียสซึ่งประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน โดยมีอิเล็กตรอนติดอยู่ในวงจรรอบนิวเคลียส โครงสร้างทางไฟฟ้าของอะตอม ทำให้องค์ประกอบยึดติดกันอย่างเหนียวแน่น หลายล้านปีต่อจากนั้น จึงเกิดเป็นกระบวนการทางเคมี เมื่ออะตอมหลายตัวผนึกรวมกันเป็นโครงสร้างที่มั่นคงเรียกว่า โมเลกุล ในบรรดาธาตุทั้งมวล คาร์บอนมีความยืดหยุ่นมากที่สุด สามารถยึดติดกับโมเลกุลของธาตุอื่นๆ ได้ทั้ง 4 ทิศทาง (ขณะที่ธาตุอื่นๆ ทำได้เพียงหนึ่งถึงสามทิศทาง) ก่อให้เกิดโครงสร้างสามมิติที่สลับซับซ้อน และอุดมไปด้วยข้อมูลมากกว่าเดิม

กฎที่ควบคุมเอกภพและความสมดุลของปฏิกิริยาของแรงพื้นฐานทั้งสี่ มีความละเอียดอ่อนพิสดาร สอดคล้องเหมาะสมอย่างพอดีต่อกระบวนการประมวลและวิวัฒนาการของข้อมูล (ส่งผลให้กระบวนการข้อมูลมีระเบียบและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น) จนเกิดคำถามว่าสถานการณ์อันแสนมหัศจรรย์เช่นนี้ อุบัติขึ้นได้อย่างไร บางคนระบุว่าเป็นเพราะพระบัญชาอันศักดิ์สิทธิ์ และสามารถแทรกแซงปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ได้ทุกเมื่อ ทุกหนแห่ง แต่บางคนเชื่อว่าเป็นวิถีที่เรากำหนดตนเอง ภายใต้กฎเกณฑ์อันเป็นสากลหนึ่งเดียว

บรรดาทฤษฎีใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ บ่งชี้ถึงพหุภพ หรือการก่อกำเนิดของเอกภพอันหลากหลาย โดยแต่ละเอกภพมีกฎเกณฑ์เป็นเอกเทศของตนเอง แตกต่างจากกัน แต่เอกภพเหล่านั้นโดยส่วนใหญ่ จะหายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกฎเกณฑ์ที่ควบคุม และองค์ประกอบขาดความสมดุล ไม่สอดคล้องกันอย่างเพียงพอที่จะทำให้เอกภพดำรงอยู่อย่างยาวนานได้ หรือหากดำรงอยู่ได้ ก็ไม่อาจสร้างให้เกิดแบบแผนและกระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูลอันสลับซับซ้อน จนสามารถสร้างชีวิต หรือสิ่งใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ได้

- มหายุคที่ 2 : ชีวภาพและดีเอ็นเอ

กระบวนการข้อมูลดำเนินเรื่อยมาจนเมื่อหลายพันล้านปีก่อน องค์ประกอบบนพื้นฐานคาร์บอน ได้ทวีความซับซ้อนมากขึ้น มากขึ้น จนกำเนิดเป็นโมเลกุลที่สามารถสร้างสำเนาตนเองได้ ณ จุดนี้เองที่ชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาเป็นครั้งแรก ถึงที่สุดระบบกลไกทางชีวภาพก็ได้สร้างและพัฒนาโครงสร้างดีเอ็นเอ อันเป็นแหล่งเก็บและดำเนินกรรมวิธีกับข้อมูลซึ่งสั่งสมมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของเอกภพ อันซับซ้อนที่สุดและทรงประสิทธิภาพมากที่สุด เป็นข้อมูลทั้งมวลของประชาคมโมเลกุล ซึ่งพร้อมที่จะนำไปใช้ประโยชน์ในวิวัฒนาการขั้นต่อๆ ไป

- มหายุคที่ 3 : สมอง

วิวัฒนาการแต่ละขั้นตอน เป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของกระบวนการข้อมูลแบบเดิม ขึ้นสู่ระดับที่สูงกว่าเดิม ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ในมหายุคที่สาม วิวัฒนาการที่ควบคุมด้วยดีเอ็นเอ ได้สร้างสัตว์ต้นแบบ ซึ่งมีกลไกพิเศษนานาชนิดในการตรวจจับข้อมูลจากภายนอก แล้วดำเนินกรรมวิธีด้วยตนเอง โดยส่งไปจัดเก็บภายในระบบประสาทและสมองของตน เพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จากการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงของเอกภพและโลก เกิดเป็นกระบวนจดจำแบบแผนในสมอง ซึ่งยังคงเป็นกิจกรรมที่ครอบครองพื้นที่โดยส่วนใหญ่ภายในสมองของมนุษย์ปัจจุบัน ที่สุดแล้ว กระบวนการข้อมูลในสมองก็ได้พัฒนาสร้างแบบแผนการคิดเชิงนามธรรม จากข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจควบคุมได้ อนาคตที่มองไม่เห็น อันเป็นภัยคุกคามและสั่นคลอน กระบวนการข้อมูลทางชีวภาพโดยรวม มนุษย์สามารถออกแบบ สร้างความเชื่อ ลัทธิ พิธีกรรม และปรับเปลี่ยนโลกตามที่สมองอยากให้เป็น โดยไม่ตระหนักถึงวิวัฒนาการของธรรมชาติและเอกภพโดยรวม

- มหายุคที่ 4 : เทคโนโลยี หรือประยุกต์วิทยา

เมื่อมนุษย์เริ่มเรียนรู้และสร้างเครื่องมือ ซึ่งปัจจุบันเรียกว่าเทคโนโลยี ทุกวันนี้หลายคนอาจมีความเห็นต่อต้านคัดค้านเทคโนโลยี มองว่าเทคโนโลยีคือศัตรูของมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และวิถีธรรมชาติ แต่อันที่จริงเทคโนโลยีไม่ใช่อื่นไกล คือผลผลิตจากกระบวนการข้อมูลมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ สสารและพลังงานต้องอาศัยสมบัติทางไฟฟ้า และกลไกการยึดโครงสร้าง สิ่งมีชีวิตยุคแรกต้องอาศัยกลไกภายนอก เพื่อใช้ประโยชน์จากแสงและน้ำ พืชและสัตว์ต่างต้องพึ่งพาหิน ดิน ทราย แร่ธาตุ และสารเคมี หากมนุษย์ไม่อาจใช้ประโยชน์จากไฟ และเครื่องมือหินยุคต้น มนุษย์จะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร

พืชใช้กลไกสังเคราะห์แสง เรียกว่าเป็นเทคโนโลยีของพืช หรือวิถีธรรมชาติ สัตว์สร้างกับดักและล่อลวงเหยื่อ เพราะข้อมูลพื้นฐานหรือการประยุกต์จากปัจจัยแวดล้อม แมลงและนกสร้างรังและปรับเปลี่ยนสีผิว ด้วยเทคโนโลยี ข้อมูลใหม่หรือข้อมูลเก่า

เมื่อมนุษย์ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่กว้างขวางมากกว่า และมีประสิทธิภาพสูงกว่า เหตุใดจึงคัดค้านผลผลิตจากกระบวนการข้อมูลทางธรรมชาติของมนุษย์ และชี้ว่าไม่ใช่วิถีของธรรมชาติ

---------------------------------
สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 1 กระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูล (4)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 06 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4051

"ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม สิ่งมีชีวิตนานาชนิดล้วนแทรกแซงวิถีของโลก ซึ่งพวกเราเข้าใจกันว่าเป็นวิถีธรรมชาติ วิวัฒนาการเกิดขึ้นได้เพราะกระบวนการข้อมูลซึ่งพยายามสร้างความเป็นระเบียบภายใต้ภาวะยุ่งเหยิง หากไม่มีความเป็นระเบียบที่ต่อต้านวิถีความไร้ระเบียบ กาแล็กซี่ก็เป็นเพียงถังปฏิกูลอวกาศ ดวงดาวก็ไม่ต่างอะไรจากฝุ่นอวกาศที่แวดล้อมด้วยขยะของเหลือ และสิ่งมีชีวิตก็คงเป็นแค่แบคทีเรีย จุลชีพไปตลอดกาล"

- เวอร์เนอร์ วิงจ์ (ค.ศ.1944) ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์และคอมพิวเตอร์ นักประพันธ์นิยายวิทยาศาสตร์รางวัลฮิวโก้ หนึ่งในผู้บุกเบิกเสนอทฤษฎี เอกฐานทางเทคโนโลยี

"อีกไม่นาน พลังปัญญาของมนุษย์ จะล้าหลังกระบวนการข้อมูลยุคใหม่ไปหลายช่วงตัว สมองจักรกลผสมผสานสมองชีวภาพ คือทางออกสุดท้าย หากมนุษย์ยังคาดหวังถึงอนาคตที่มนุษย์ไม่ทำลายเผ่าพันธุ์ตนเองเหมือนสิ่งมีชีวิตในอดีต"

- เออร์วิง จอห์น กู้ด (ค.ศ 1916) นักสถิติ นักสร้างระบบรหัสชั้นหัวกะทิ หนึ่งในผู้บุกเบิกแนวคิดเอกฐานทางเทคโนโลยี


Karl Heinrich Marx (May 5, 1818 – March 14, 1883)

"ยิ่งสร้างเครื่องมือที่เป็นประโยชน์มากเท่าไหร่ มนุษย์ก็ยิ่งไร้ค่ามากเท่านั้น"

- คาร์ล มาร์กซ์

เทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น เริ่มต้นจากเครื่องมือกลไกแบบง่ายๆ ไม่ซับซ้อน แล้วพัฒนาไปสู่กลไกระบบอัตโนมัติ จนท้ายที่สุดปรากฏเป็นระบบสมองกลที่มีความสลับซับซ้อน และเครื่องมือสื่อสารก้าวหน้า เทคโนโลยีโดยตัวของมันเอง มีศักยภาพในการตรวจวัด จัดเก็บ และประเมินแบบแผนของข้อมูล ทั้งหมดนี้เป็นผลผลิตจากการทำงานประสานร่วมกันระหว่างการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล กับการคิดเชิงนามธรรม มิใช่การเชื่ออย่างงมงาย พิธีกรรมเพื่อปกป้องตนเองจากความหวาดกลัว ในสิ่งที่มองไม่เห็นหรือไม่รู้จักเข้าใจ มิใช่การคาดเดาพยากรณ์จากการมองปรากฏการณ์แคบๆ เฉพาะด้าน หรือจากปัจจัยที่สอดคล้องกันเพียงชั่วคราวบางประการ

เราสามารถเปรียบเทียบวิวัฒนาการทางปัญญาชีวภาพกับวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีได้จากพัฒนาการของศักยภาพกระบวนการข้อมูล โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีเนื้อสมองเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งนิ้วในทุกหนึ่งแสนปี ส่วนศักยภาพของคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าทุกปี

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าขนาดของสมองและศักยภาพกระบวนการข้อมูลของคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการตัดสินระดับสติปัญญา แต่ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการสร้างสติปัญญา

การเติบโตในอัตราเร่งของกระบวนการข้อมูล อาจพิจารณาได้จากการมองย้อนกลับไปประมาณห้าหมื่นปีก่อน ภายในช่วงเวลาพันปีมนุษย์ดึกดำบรรพยุคต้นๆ แทบไม่ได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เลย ท่ามกลางการดำเนินชีวิตแบบสุ่มเสี่ยงลองผิดลองถูก มุ่งเน้นพิธีกรรม และการรับมือกับความหวาดกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น เผชิญโชคท่ามกลางสัตว์ร้าย ภัยพิบัติ และโรคระบาดร้ายแรงนานาชนิด มีการเปลี่ยนแปลงไปน้อยมาก แต่ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาและในปัจจุบัน เราได้พบเห็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์มากมาย อาทิ พัฒนาการของเวิรลด์ไวด์เว็บ ภายในเวลาเพียงสิบปีจากจุดกำเนิดในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ได้มีผู้ใช้นับร้อยล้านคน

จากสถิติล่าสุดเมื่อสิ้นสุดเดือนมิถุนายน 2008 มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกประมาณ 1,463 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรโลก มีเว็บเพจที่สามารถแสดงผลในเซิร์ชเอ็นจิ้นประมาณ 63,000 ล้านเว็บเพจ และเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2008 วิศวกรซอฟต์แวร์ของกูเกิล ประกาศว่า Google Search ได้พบ URL ถึงหนึ่งล้านล้าน URL

จากพัฒนาการข้างต้น และอีกหลายด้านๆ รวมถึงปัญหาและวิกฤตการณ์ในโลกยุคปัจจุบัน และที่กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้ หมายความว่า กระบวนการข้อมูลของเอกภพกำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ ที่ซึ่งสมองชีวภาพไม่อาจรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะมีขีดจำกัด และปัจจัยแอบแฝงมากมาย ทั้งด้านจิตวิทยาและทางกายภาพ จำเป็นต้องพึ่งพาวิวัฒนาการขั้นตอนต่อไป

@ มหายุคที่ 5: เมื่อเทคโนโลยีผนวกรวมกับปัญญามนุษย์เป็นหนึ่งเดียว

เมื่อมองไปข้างหน้าภายในเวลาอีกไม่กี่สิบปี เอกฐานจะอุบัติขึ้นในมหายุคที่ 5 นี้เอง เมื่อพลังปัญญาของมนุษย์ได้ผนวกรวมกับศักยภาพของเทคโนโลยีอย่างแท้จริง อารยธรรมมนุษย์-จักรกล จะสามารถก้าวข้าม ข้อจำกัดของวิวัฒนาการอันเชื่องช้าทางชีวภาพ วิวัฒนาการของข้อมูลอันอ่อนแอ เปราะบาง ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน และสูญสลายไปโดยส่วนใหญ่

ภาวะเอกฐาน อันเกิดจากการประสานรวมระหว่างความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ดีเอ็นเอและการปรับปรุงพันธุกรรม ควอนตั้มและนาโนเทคโนโลยี จะช่วยให้มนุษย์สามารถเอาชนะปัญหาและวิกฤตต่างๆ ที่มนุษย์เผชิญมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ รวมทั้งขยายศักยภาพของมนุษย์ในเชิงสร้างสรรค์ออกไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด แต่ถึงกระนั้น พัฒนาการขั้นต่อไป ยังมีผลข้างเคียงทางลบหลายประการแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น ทางที่ดีที่สุด คือการส่องสำรวจภาวะเอกฐาน และพัฒนาการของกระบวนการข้อมูลอย่างจริงจัง (ดังจะกล่าวถึงในรายละเอียดต่อไป)

@ มหายุคที่ 6 : เอกภพที่ไม่เหมือนเดิม

เอกภพล้วนประกอบด้วยข้อมูล นั่นหมายความว่า เมื่อกระบวนการข้อมูลของเอกภพพัฒนาไป ท้ายที่สุดแล้ว กระบวนการข้อมูลจะเปลี่ยนแปลงเอกภพ นี่อาจจะเป็นจุดหมายปลายทางที่แท้จริงของมนุษยชาติและเอกภพที่เราดำรงอยู่ แบบแผนของสสารและพลังงานพื้นฐานจะแปรเปลี่ยนไป เอกภพจะไม่เป็นเอกภพแบบเดิมที่เราเคยรู้จัก

@ เอกฐานกำลังใกล้เข้ามา

เอกฐานมีหลายหน้า เมื่อกระบวนการข้อมูลพัฒนาไป องค์ความรู้ของมนุษย์ก็พลิกโฉมหน้าไปอย่างต่อเนื่อง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันเป็นผลผลิตล่าสุดของกระบวนการวิวัฒนาการข้อมูล กำลังเร่งความเร็วมากยิ่งขึ้น และประสานรวมองค์ความรู้หลากหลายสาขามากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ผลลัพธ์อย่างย่อ จะดำเนินไปเช่นนี้ ในส่วนของรายละเอียดจะกล่าวถึงต่อไป

- นวัตกรรมทางเทคโนโลยี อันส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิต เศรษฐกิจ สังคม ละการเมือง จะอุบัติขึ้นมากมาย และทวีความเร็วเป็นสองเท่าทุกๆ สิบปี ขณะที่การปรับเปลี่ยนวิถีของมนุษย์และมิติทางสังคม ดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

- ศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ต้นทุนราคา/ การทำงาน ความเร็ว ปริมาณการจัดเก็บ และช่องทางเชื่อมโยง) จะยิ่งก้าวหน้าไปสู่ต้นทุนที่ต่ำ และครอบคลุมองค์ความรู้ทุกด้าน ทุกช่องทาง ในพัฒนาการข้อมูล

- เมื่อองค์ความรู้ทางดีเอ็นเอ พันธุวิศวกรรม สามารถเชื่อมต่อปัญญาประดิษฐ์เข้ากับปัญญาชีวภาพได้อย่างกลมกลืนมีประสิทธิภาพ ผลลัพธ์เป็นภาวะเอกฐาน ที่ไม่อาจคาดหมาย

- สิ่งที่เรียกว่า อารมณ์ความรู้สึก ในกระบวนการข้อมูล อาจกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ไม่มีความหมาย ในเชิงกระบวนการข้อมูล สามารถแยกแยะได้ว่าเป็นเพียงผลผลิตข้างเคียง ของกระบวนข้อมูลเชิงลบในกลไกสมอง


-------------------------------------------

มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนสุดสัปดาห์ ศิลปวัฒนธรรม เทคโนโลยีชาวบ้าน เส้นทางเศรษฐี ศูนย์ข้อมูล สำนักพิมพ์ อบรมอาชีพ ท่องเที่ยว ฟอรั่ม หางาน ข้อมูลบริษัท

Copyright (c) by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved. Matichon Information Center. Thailand Web Stat Cluster & Load Balance by

--------------------------
จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการบทที่ 1 กระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูล (5)
คอลัมน์ จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาทrowhim@yahoo.com
วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4052


Albert Einstein

"จะชื่นชอบหรือไม่ก็ตาม แต่ชัดเจนแล้วว่าศักยภาพของเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้ามนุษย์ไปมาก"

- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (ค.ศ.1879-1955)

"คือการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดพัก และการเปลี่ยนแปลงที่มิอาจหลีกพ้น เป็นปัจจัยมูลฐานอันสำคัญเอกอุในสังคมทุกวันนี้ การตัดสินใจใดๆ ในโลกปัจจุบัน ไม่อาจกระทำได้โดยคำนึงถึงแต่เหตุการณ์ปัญหาเฉพาะหน้า และการเปลี่ยนแปลงเฉพาะส่วนแคบๆ แต่จำเป็นต้องคิดว่า โลกโดยรวมจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรในอนาคต"

- ไอแซก อาสิมอฟ (ค.ศ.1920-1992)

"อันตรายที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่คอมพิวเตอร์เริ่มคิดเหมือนมนุษย์ แต่อยู่ที่มนุษย์เริ่มคิดเหมือนคอมพิวเตอร์"

- ซิดนีย์ เจ. แฮร์ริส (ค.ศ.1917-1986)

- ศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สามารถส่งผ่านแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ด้วยความเร็วสูง เมื่อเทียบกับการส่งผ่านแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้อันเชื่องช้าของมนุษย์ ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนภาษา ในที่สุดปัญญาที่ไม่ใช่ชีวภาพ (nonbiological intelligence) จะสามารถดาวน์โหลด ทักษะและข้อมูลความรู้ทุกด้านจากมนุษย์

- จักรกลจะดำเนินกรรมวิธีและส่งผ่านสัญญาณข้อมูลด้วยความเร็วใกล้เคียงความเร็วแสง (ประมาณ 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที) เมื่อเทียบกับการส่งสัญญาณเคมีไฟฟ้าภายในสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีความเร็วประมาณ 100 เมตรต่อวินาที ซึ่งเท่ากับ 3 ล้านเท่า

- ปัญญาประดิษฐ์จะเข้าถึงองค์ความรู้และข้อมูลทั้งมวลของอารยธรรมมนุษย์-จักรกล ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลความรู้เหล่านั้นได้ทั้งหมด

- จักรกลจะสามารถประสานรวมทรัพยากร พลังปัญญา และหน่วยความจำระหว่างกัน จักรกล 2 เครื่อง หรือ 1 ล้านเครื่อง จะสามารถทำงานประสานร่วมกันเป็นหนึ่ง และแยกกันทำงานได้อย่างเป็นอิสระ รวมทั้งทำงานทั้ง 2 สถานะไปพร้อมๆ กัน

- จักรกลทรงปัญญาจะสามารถออกแบบและสร้างสรรค์ปรับปรุงเทคโนโลยีได้เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่ามาก เมื่อจักรกลสามารถเข้าถึงพิมพ์เขียวหรือฐานข้อมูล source code ที่สร้างตนเองขึ้นมา จักรกลจะสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงตนเองได้ ขณะที่มนุษย์จะเปลี่ยนแปลงตนเองโดยผ่านเทคโนโลยีชีวภาพ (การปรับปรุงองค์ประกอบทางพันธุกรรม และกระบวนการข้อมูลทางชีวภาพอื่นๆ)

- ขณะที่ปัญญาที่ไม่ใช่ชีวภาพมีพัฒนาการในอัตราเร่ง นาโนเทคโนโลยีจะสามารถปรับเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพ ได้ลึกถึงระดับโมเลกุล

- ความก้าวหน้าทางนาโนเทคโนโลยี จะสร้างหุ่นนาโน (nanobot) อันเป็นหุ่นยนต์ในระดับโมเลกุล สามารถทำงานนานาชนิด ภายในร่างกายมนุษย์ ทั้งการบำบัดรักษาโรค ซ่อมแซมอวัยวะส่วนที่เสียหาย รวมถึงการต่อต้านความชราภาพ

- หุ่นนาโนจะสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับนิวรอนชีวภาพในสมอง สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับมนุษย์ ผ่านความจริงเสมือน (virtual reality) ที่สร้างขึ้นภายในระบบประสาท

- หุ่นนาโนจำนวนนับพันล้านตัวจะสามารถทำงานร่วมกับสมอง ช่วยเพิ่มศักยภาพทางปัญญาของมนุษย์อย่างกว้างขวาง

- เมื่อปัญญาที่ไม่ใช่ชีวภาพ ก้าวเข้าไปมีบทบาทภายในสมองของมนุษย์ (ปัจจุบันได้มีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหลายสถาบัน) จักรกลทางปัญญาที่ทำงานภายในสมองจะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว โดยมีศักยภาพสูงขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าในทุกปี

- หุ่นนาโนจะสามารถปรับปรุงคุณภาพของสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยกำจัดมลพิษที่ตกค้างสะสมมาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของยุคอุตสาหกรรม

- ความสามารถในการรับรู้เข้าใจและตอบสนองต่ออารมณ์ (หรือที่เรียกว่า ความฉลาดทางอารมณ์-emotional intelligence) เป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการข้อมูลของมนุษย์ ซึ่งจักรกลที่ทรงปัญญาในอนาคต จะเข้าควบคุมการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยจะปรับให้กลายเป็นปัจจัยส่งเสริมต่อพลังปัญญาของมนุษย์ ภายใต้ขีดจำกัดด้านกายภาพของร่างกายชีวภาพอันเปราะบาง

ในส่วนของจักรกลทรงปัญญาเองก็จะมี "ร่างกาย" เป็นของตัวเองด้วยเช่นกัน เพื่อใช้ทำหน้าที่รับรู้และตอบสนองต่อโลกภายนอก แต่ด้วยนาโนเทคโนโลยี วัสดุนาโน ร่างกายของจักรกลทรงปัญญาจะมีศักยภาพ และความคงทนยั่งยืน มากกว่ากายเนื้อชีวภาพของมนุษย์หลายเท่าตัว ดังนั้นความสามารถในการรับรู้ และตอบสนองต่ออารมณ์ความรู้สึกจึงมีคุณภาพสูง และถูกออกแบบให้ดำเนินไปอย่างสร้างสรรค์

- ในระยะยาวตามกฎของอัตราเร่ง ที่สุดแล้วปัญญาที่ไม่ใช่ชีวภาพ จะสามารถใช้ประโยชน์จากสสาร และพลังงานในอาณาบริเวณของเอกภพที่มนุษย์- จักรกลดำรงอยู่ได้จนเกือบจะเต็มศักยภาพ จากนั้นพลังปัญญามนุษย์-จักรกล ก็จะขยายไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของเอกภพ อารยธรรมของเราจะขยายตัวออกไปด้วยความเร็วสูงสุดพอๆ กับความเร็วในการเดินทางของข้อมูล

พัฒนาการต่างๆ เหล่านี้ หลายด้านมีนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากกำลังมุ่งศึกษาวิจัยและพัฒนา โดยมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง หลายสิ่งหลายอย่าง เรากำลังจะได้พบเห็นในช่วงเวลาอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้า หรือประมาณช่วงกลางถึงปลายทศวรรษ 2020 และบางอย่างเป็นทิศทางแนวโน้มในระยะยาวซึ่งมีความเป็นไปได้สูง มนุษย์ในรุ่นปัจจุบันยังจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่อีกหลายครั้ง ยังไม่นับรวมผลสะเทือนที่ตามมา อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และวิถีการดำรงชีวิตอย่างไม่มีวันหวนคืน

นั่นหมายถึงภาวะเอกฐานอยู่ไม่ไกล เป็นภาวะที่เราไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้อย่างแน่ชัด หรืออย่างน้อยก็ไม่อาจทำความเข้าใจ ด้วยระดับปัญญาและองค์ความรู้ที่เรามีอยู่ในยุคปัจจุบัน เหมือนเช่นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทุกครั้งในประวัติศาสตร์โลก ทุกครั้งที่มนุษยชาติค้นพบและเรียนรู้ข้อมูลความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้จักมาก่อน เราไม่อาจมองข้ามเส้นขอบฟ้าเหตุการณ์เข้าไปดูจุดเปลี่ยนที่อยู่ภายในหลุมดำ หรือจุดเปลี่ยนที่ดำรงอยู่ในช่วงการกำเนิดของเอกภพ ดังนั้น เราจึงเรียกบริเวณนี้ของเอกภพว่า "เอกฐาน" อันพิสดาร มหัศจรรย์เกินกว่าคำบรรยาย

อย่างไรก็ตาม จากฐานความรู้ที่เรามีอยู่ในขณะนี้ พอจะทำให้มองวิถีอย่างกว้างๆ ที่ตามมาภายหลังจากภาวะเอกฐาน ประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ พลังปัญญาที่จะวิวัฒนาการขั้นต่อไป น่าจะยังจัดเป็นอารยธรรมต่อเนื่องของมนุษย์ ซึ่งอันที่จริงแม้ในปัจจุบันก็ได้กลายเป็นอารยธรรมมนุษย์ผสมผสานจักรกลไปแล้ว แม้จะยังไม่ได้เป็นการผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียว อย่างแท้จริง ปุจฉาสำคัญไม่ใช่ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะเป็นไปได้เร็วแค่ไหน

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง สุดยอดจักรกลทรงปัญญาในอนาคตจะยังคงสืบทอดความเป็นมนุษย์ในบางแง่มุม บางนิยาม แม้ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วจักรกลทรงปัญญาจะมีอิทธิพลเหนือกระบวนการข้อมูลทางชีวภาพ ภายในช่วงสุดสิ้นศตวรรษนี้ จักรกลทรงปัญญาจะมีศักยภาพสูงกว่าสิ่งมีชีวิตทรงปัญญานับล้านล้านเท่า

แต่ใช่ว่าพลังปัญญาทางชีวภาพจะถึงจุดจบ แม้จะถูกโยนออกไปจากวิวัฒนาการกระแสหลัก โดยพื้นฐานแล้วกระบวนการข้อมูลของจักรกลทรงปัญญา ยังคงต้องลอกแบบกระบวนการข้อมูลทางชีวภาพ ดังนั้น ด้านหนึ่งจักรกลทรงปัญญาต้องพยายามเลียนแบบมนุษย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าในอนาคตนิยาม และความหมายของคำว่า "มนุษย์ (human)" จะก้าวพ้นไปไกลจากต้นกำเนิดและคุณสมบัติทางชีวภาพ กลายไปเป็น "อภิมนุษย์ (superhuman) รูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง"

-------------------------------
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยนเหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com

 


จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 2 วิวัฒนาการของเทคโนโลยี (1)
คอลัมน์ จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4053

"เทคโนโลยีและวิศวกรรม คือการสร้างสรรค์สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ส่วนวิทยาศาสตร์ คือการค้นพบสิ่งที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนานแล้ว"

- เดวิด บิลลิงตัน ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ได้รับการยกย่องว่าหนึ่งในห้าปรมาจารย์ด้านวิศวกรรมโยธาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในรอบ 125 ปี

"เมื่อใดและที่แห่งใด ที่เทคโนโลยีสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีศรัทธาเพื่อเคลื่อนย้ายภูเขาอีกต่อไป"

- อิริก ฮอฟเฟอร์ นักปรัชญา และนักคิดนักเขียนวิพากษ์สังคม จากพื้นฐานชนชั้นแรงงาน มีผลงานโดดเด่นด้านการวิเคราะห์รากเหง้าของลัทธิโฆษณาชวนเชื่อ ความคลั่งไคล้ นิยมความรุนแรงของขบวนการมวลชนแบบเฉพาะกิจ จากปมทางจิตวิทยาของบรรดาแกนนำและสมาชิก โดยชี้ว่าแรงจูงใจหลักไม่ใช่เป้าหมายหรือสาระของขบวนการ แต่อยู่ที่ปมด้อยภายในจิตใจ และการที่ตนเองได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการบางอย่างเฉพาะตัว

"ปัญหาที่แท้จริงในขณะนี้ มิใช่อยู่ที่จักรกลจะคิดเป็นหรือไม่ แต่อยู่ที่มนุษย์จะคิดเป็นหรือไม่"


Burrhus Frederic Skinner (March 20, 1904 – August 18, 1990)

- บี.เอฟ. สกินเนอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นักประดิษฐ์สร้างสรรค์ กวี นักรณรงค์ต่อสู้เพื่อการปฏิรูปสังคม หนึ่งในนักจิตวิทยาผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในศตวรรษที่ 20

"โรงงานในอนาคต จะมีลูกจ้างอยู่สองประเภท ได้แก่ มนุษย์กับสุนัข มนุษย์จ้างไว้เพื่อให้อาหารสุนัข ส่วนสุนัขจ้างไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มนุษย์ไปยุ่งกับจักรกล"

- วอร์เรน เบนนิส ศาสตราจารย์ด้านบริหารธุรกิจและภาวะผู้นำ มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย ที่ปรึกษาด้านการจัดองค์กรธุรกิจ ผู้บุกเบิกการศึกษาด้านภาวะผู้นำในโลกยุคใหม่ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบของกูรูด้านการบริหารจัดการ ในปี 2008

การเติบโตด้วยอัตราเร่งทวีคูณ ท้ายที่สุดแล้วย่อมนำไปสู่ภาวะเอกฐานอันคาดคะเนได้ยาก และเป็นจุดที่พลิกผันเหนือจินตนาการ กระบวนการวิวัฒนาการนำไปสู่ความเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นเสมอ โดยส่วนใหญ่มักจะทวีความซับซ้อนมากขึ้น (แต่ในบางครั้งผลลัพธ์ก็อาจจะเป็นเรียบง่ายมากขึ้นได้ในบางสถานการณ์)

สาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการวิวัฒนาการทั้งทางชีวภาพและทางเทคโนโลยีเติบโตด้วยอัตราความเร็วที่สูงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ได้แก่ ความเป็นระเบียบของกระบวนการข้อมูล ความเชื่อมโยงอันสลับซับซ้อน การกลั่นกรองประสิทธิภาพสูง อันส่งผลให้กระบวนการตรวจวัด บันทึก และการนำข้อมูลไปใช้มีประสิทธิภาพสูง สอดคล้องเหมาะสมกับสภาวะความเป็นจริงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

นวัตกรรม ทั้งชีวภาพและเทคโนโลยี ก่อกำเนิดขึ้นได้ด้วยปัจจัยหนุนส่งด้านวิวัฒนาการของกระบวนการข้อมูล และนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ ก็ส่งผลสะท้อนกลับให้วิวัฒนาการทั้งชีวภาพและเทคโนโลยีเร่งความเร็วมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดในอาณาจักรชีวภาพ ได้แก่ กลไกข้อมูลของดีเอ็นเอ ซึ่งเป็นแหล่งบันทึกข้อมูลพื้นฐาน ในระบบรหัสอันสลับซับซ้อน แต่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด ในกระบวนการข้อมูลของเอกภพที่เรารู้จัก (ถึงกระนั้นก็ยังมีจุดอ่อน ความเบี่ยงเบนผิดพลาดอยู่มากพอสมควร) ในปัจุบัน เพียงแค่เรารู้จักทำความเข้าใจรหัสข้อมูลบางส่วน ก็สามารถทำให้เราปรับแต่งแก้ไขจุดอ่อนของกลไกทางชีวภาพได้มากมาย ดังนั้น เมื่อมนุษย์สามารถถอดรหัส และตีความได้ทั้งหมด เราจะสามารถทำ และสร้างสรรค์สิ่งใดได้บ้าง บางสิ่งอาจเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไว้แล้ว แต่แน่นอนว่า ด้วยระดับปัญญาและความรู้ของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ต้องมีหลายสิ่งที่ไม่อาจพยากรณ์ได้

เช่นเดียวกัน ตัวอย่างวิวัฒนาการที่โดดเด่นที่สุด และสร้างคุณูปการมากที่สุดในอาณาจักรของเทคโนโลยี ไม่ใช่จักรกลทุ่นแรง จักรกลสร้างผลผลิตซ้ำๆ จักรกลที่ช่วยในการบริโภค หรือจักรกลเพื่อความโก้หรูและการโอ้อวด แต่เป็นจักรกลของกระบวนการข้อมูล พัฒนาการด้านข้อมูลของมนุษย์ ทำให้สามารถสร้างจักรกลที่ช่วยหนุนส่งและเร่งกระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูลทางชีวภาพและเทคโนโลยีในขั้นตอนต่อไป

คอมพิวเตอร์รุ่นแรก ออกแบบบนกระดาษและสร้างประกอบขึ้นด้วยสองมือมนุษย์ ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์ออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์เอง คิดและคำนวณองค์ประกอบต่างๆ รวมถึงศักยภาพของคอมพิวเตอร์รุ่นต่อไป จากนั้นก็ส่งพิมพ์เขียวต้นแบบเข้าสู่โรงงานผลิตและประกอบด้วยระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ มนุษย์มีบทบาทน้อยลงทุกที

กระบวนการวิวัฒนาการของเทคโนโลยี อยู่ภายกฎของอัตราเร่ง หลักฐานปรากฏให้เห็นอยู่แล้ว ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายยุคสมัย หลายบริบทและหลากหลายองคาพยพ นวัตกรรมทั้งทางชีวภาพและเทคโนโลยี ล้วนดำเนินไปตามขั้นตอนและกระบวนวิวัฒนาการเพื่อสร้างความเป็นระเบียบ ภายใต้สภาวะยุ่งเหยิง อันนำมาซึ่งการก้าวกระโดดเพื่ออยู่รอดปลอดภัย และรอดพ้นจากการสูญสลายด้วยยึดวิถีแบบดั้งเดิมไม่ยินยอมเปลี่ยนแปลง

หลักวิวัฒนาการของข้อมูลทางชีวภาพและเทคโนโลยี สรุปได้ดังนี้

- กระบวนการข้อมูล อันได้แก่ รับข้อมูล คัดสรร ดำเนินกรรมวิธี ปฏิบัติจากผลลัพธ์ และส่งผ่านข้อมูลออกไปภายนอก เป็นกระบวนการที่วิวัฒนาการไปในอัตราเร่ง แบบแผนในอดีต เป็นพื้นฐานเกื้อหนุนต่อวิวัฒนาการในช่วงต่อไปเสมอ สิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการสร้างมนุษย์ มนุษย์สร้างเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ แล้วมนุษย์ก็ประยุกต์กระบวนการข้อมูล เพื่อวิวัฒนาการขั้นต่อไป เมื่อถึงภาวะเอกฐาน มนุษย์ไม่อาจแยกออกจากเทคโนโลยีได้อีกต่อไป เพราะกระบวนการข้อมูลจะผสมผสานเป็นหนึ่งเดียว จุดอ่อนความเปราะบางของมนุษย์จะชดเชยด้วย ความแน่นอนแม่นยำ และความแข็งแกร่งของเทคโนโลยี ส่วนความไร้จิตใจ ไร้อารมณ์ความรู้สึกของเทคโนโลยี จะทดแทนด้วยกระบวนการข้อมูลจากมนุษย์ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว

หากเทคโนโลยีและกระบวนการทางชีวภาพไม่มีวิวัฒนาการ ก็ไม่ต่างอะไรจากแบคทีเรีย จุลชีพหลายๆ สายพันธุ์ สัตว์น้ำดึกดำบรรพ์ พืชยุคโบราณ ไดโนเสาร์และเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตในยุคต้นๆ

- วิวัฒนาการของเทคโนโลยี เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิวัฒนาการข้อมูล เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่แปรเปลี่ยนไปจากฐานความรู้แบบเก่าของมนุษย์ เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าไฟ ก้อนหิน ดิน ทราย และสัตว์พืช ที่เราหวาดกลัว จะมีประโยชน์อันใดบ้าง

โลกในยุคแรกเริ่ม ไม่ใช่โลกที่น่าอยู่และรื่นรมย์ ไม่มีออกซิเจน ไม่มีพืช ไม่มีสัตว์ มีแต่สิ่งที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลกปัจจุบัน อุกกาบาตพุ่งชนเป็นระยะ ความร้อนสูง ไม่มีน้ำ

จนกระทั่งกระบวนการข้อมูลพัฒนาไป จากอะตอม จนถึงโมเลกุล การพึ่งพา การปรับเปลี่ยน มิใช่การจำกัดบริเวณ การกีดกันสิ่งที่แตกต่าง ความหลากหลายก่อกำเนิดเป็นปัจจัยที่ล้มล้างแบบแผนและวิถีแบบเดิมแทบทั้งหมด



--------------------------------------------------------------------------------

สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 2 วิวัฒนาการของเทคโนโลยี (2)
คอลัมน์ จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4054


Stephen Hawking

"สติปัญญา คือขีดความสามารถในการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง"

- สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (ค.ศ.1942) ศาสตราจารย์ลูเคเชียนด้านคณิตศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ปราดเปรื่องที่สุดนับตั้งแต่ยุคไอน์สไตน์

"กลไกการคำนวณของ ENAIC (Electronics Numerical Integrator and Computer - คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลก สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1946) ประกอบด้วยหลอดสุญญากาศจำนวน 18,000 หลอด มีน้ำหนักรวม 30 ตัน คอมพิวเตอร์ในอนาคตอาจจะประกอบด้วยหลอดสุญญากาศเพียง 1,000 หลอด และน้ำหนักลดลงเหลือแค่ 1.5 ตัน"

- บทความในนิตยสาร Popular Mechanics ปี ค.ศ.1949

"วิทยาการคอมพิวเตอร์ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับดาราศาสตร์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการศึกษาข้อมูลจากกล้องดูดาว"

- อี. ดับเบิลยู. ไดจ์คสตรา (ค.ศ.1930-2002) นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวดัตช์ หนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยีซอฟต์แวร์

กลไกและเทคโนโลยียุคแรกๆ คือ เครื่องมือฉกฉวยประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา มีพื้นฐานจากกระบวนการข้อมูลชีวภาพและฐานข้อมูลอันจำกัดภายในสมองมนุษย์ ที่อิงอยู่การตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะหน้า ความมั่นคงปลอดภัยเฉพาะบุคคลระยะสั้น ความโลภ ความเย่อหยิ่ง และความต้องการแสดงออกทางวัตถุและความมั่งคั่งให้เหนือกว่าคนอื่น

วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ศักยภาพสูง นาโนเทคโนโลยีและจักรกลทรงปัญญา จะก้าวข้ามผลกระทบทางลบจากเทคโนโลยีล้าหลังเหล่านี้ กระบวนการข้อมูลและศักยภาพของเทคโนโลยียุคใหม่ จะทำให้มนุษย์ได้ตระหนักรับรู้ถึงสถานภาพโลกที่เป็นจริง และความสำคัญของปฏิสัมพันธ์พื้นฐาน ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมและจักรกลทรงปัญญา ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ความเชื่อจุดยืนต่างๆ นานา ก้าวไปจนถึงการปรับปรุงวิถีการดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างแท้จริง

มิใช่การแอบอ้างหลักธรรมชาติในบางแง่มุมโดยมองข้ามปัญหาความอดอยากขาดแคลน ความยากจน โรคร้ายและผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยไม่พิจารณาถึงรากเหง้าและต้นตอของปัญหาที่แท้จริง ไม่พิจารณาถึงคุณประโยชน์ของเทคโนโลยี ซึ่งได้ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ของมนุษย์มากมาย

แม้กระทั่งแนวคิดย้อนอดีต ย้อนยุคบางรูปแบบก็ยังถูกถ่ายทอด และบรรยายได้ด้วยเทคโนโลยี มิใช่การบอกเล่าแบบปากต่อปาก หรือการจารึกลงบนแผ่นหิน ผลผลิตของต้นไม้ ซึ่งก็ต้องใช้เทคโนโลยีที่มนุษย์รู้จักในยุคโบราณด้วยเช่นกัน ถึงกระนั้นก็ยังต้องผ่านการตีความ และการบิดเบือนข้อมูลเพื่อผลประโยชน์แง่ใดแง่หนึ่ง ยังไม่นับการเดินเท้านับพันๆ กิโลเมตรเพื่อเสาะแสวงหาที่อยู่ที่ปลอดภัย การแสวงหาแหล่งน้ำสะอาดเพื่อการยังชีพ การแสวงหาพลังงานและแสงสว่างในยามกลางคืนเพื่อความมั่นคงปลอดภัย การสร้าง แปรรูปผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยังไม่นับอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกเพิ่งคลอด

เทคโนโลยียุคใหม่จะรังสรรค์และผลิตปัจจัยพื้นฐานอันจำเป็นต่อมนุษย์อย่างยั่งยืนแท้จริง สร้างความเท่าเทียม แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่มนุษย์เผชิญมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและการฉกฉวยประโยชน์แอบแฝง การเอารัดเอาเปรียบนานารูปแบบ มนุษย์จะเข้าใจถึงธรรมชาติตั้งแต่พื้นฐาน ไม่อาจบิดเบือนโกหกตนเองหรือผู้อื่นได้อีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างสร้างสรรค์ ทั้งในเชิงสังคม ธุรกิจ วิถีการดำรงชีวิต

@ กฎของมัวร์และแนวโน้มในอนาคต

ก่อนที่จะพิจารณาถึงภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยีจากพัฒนาการในรายละเอียด ขอส่องสำรวจถึงเทคโนโลยีต่างๆ ที่อยู่ภายใต้กฎผลลัพธ์ของอัตราเร่ง (law of accelerating returns)

แนวโน้มการเติบโตในอัตราทวีคูณ เป็นที่ประจักษ์แจ้ง และได้รับความสนใจจากสาธารณชนในวงกว้างในนาม กฎของมัวร์ (Moorีs law) ในช่วงกลางทศวรรษ 1970 กอร์ดอน มัวร์ นวัตกรชั้นนำด้านวงจรรวม หนึ่งในผู้ก่อตั้ง อดีตประธาน และซีอีโอของอินเทล ได้ทำนายไว้ว่า "เราจะสามารถบีบอัดทรานซิสเตอร์ใส่ลงบนชิปประมวลผล ได้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทุกๆ 24 เดือน" ผลลัพธ์จากการเติบโตในอัตราทวีคูณเช่นนี้ ส่งผลโดยตรงต่อพัฒนาการของประสิทธิภาพต่อราคา ซึ่งเป็นวิวัฒนาการที่รวดเร็วยิ่งกว่าเทคโนโลยีอื่นใด ในยุคก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ รถยนต์ จักรกลต่างๆ ซึ่งบางอย่างใช้เวลานับสิบปี บางอย่างใช้เวลาเกือบร้อยปี ไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะขยายศักยภาพเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า ภายในเวลาหนึ่งหรือสองปี ซึ่งทำให้ราคาลดต่ำลงอย่างรวดเร็วไปพร้อมๆ กันด้วย

ผลลัพธ์ในเชิงเศรษฐกิจ อาทิ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ร้อยละ 18 ต่อปี ระหว่างปี 1958 ถึง 2002 อุตสาหกรรมไอทีโดยรวมเพิ่มปริมาณสัดส่วนต่อจีดีพีโลกอย่างต่อเนื่อง ในบางประเทศเพิ่มสัดส่วนเป็นสองเท่า ภายในระยะเวลาไม่กี่สิบปี สร้างงาน ยกระดับอัตราค่าจ้างและเกื้อหนุนต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญมากขึ้นทุกที และมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมทุกประเภทมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันสินค้าและบริการแทบทุกประเภทล้วนมีไอทีเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าเพิ่ม แม้กระทั่งสินค้าพื้นฐานอย่างโต๊ะและเก้าอี้ก็มีองค์ประกอบการผลิตหลายส่วนที่เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศ

อันที่จริง กฎของมัวร์ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายกระบวนทัศน์ครั้งแรกในวงการคอมพิวเตอร์ พัฒนาการในอัตราเร่งของคอมพิวเตอร์ย้อนหลังไปถึง การก่อกำเนิดของเครื่องกลไฟฟ้า (electromechanical) สวิตช์ควบคุมวงจรไฟฟ้า (relay) หลอดสุญญากาศ (vacuum tube) และทรานซิสเตอร์แบบเดี่ยว (discrete transistor) นั่นหมายความว่า สิ่งที่เรียกว่ากฎของมัวร์ และพัฒนาการของประสิทธิภาพที่สูงขึ้นต่อราคาที่ลดต่ำลง สามารถสืบสาวถึงต้นตอย้อนหลังไปได้นับร้อยปี นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ภายใต้กฎของมัวร์ ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี

เมื่อกฎของมัวร์ก้าวไปสู่จุดสูงสุดในกราฟการเติบโตของอัตราเร่ง ซึ่งคาดกันว่าจะเป็นช่วงเวลาก่อนถึงปี 2020 นั่นจะเป็นจุดเปลี่ยนสู่วิวัฒนาการในขั้นตอนต่อไป ซึ่งเริ่มจากภาวะเอกฐาน สมองกลคอมพิวเตอร์ จะก้าวข้ามขีดจำกัดทางกายภาพ เมื่อประสานกับความก้าวหน้าด้านอื่นๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ ระบบคอมพิวเตอร์โมเลกุลทำงานแบบสามมิติ (three-dimentional molecular computing) กำลังจะกำเนิดขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนทัศน์ที่ 6

พัฒนาการของคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต การสื่อสารความเร็วสูง การขยายปริมาณของหน่วยความจำจัดเก็บข้อมูล การไขรหัสพันธุกรรม และเทคโนโลยีจิ๋ว เมื่อประสานพลังกันอย่างเข้มข้นจะนำพาเราไปสู่อนาคตรูปแบบใด


--------------------------------------------------------------------------------

สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 2 วิวัฒนาการของเทคโนโลยี (3)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4055

"อนาคตเริ่มต้นแล้วที่ปัจจุบันเสมอ"

- มาร์ก สแตรนด์ (ค.ศ.1934) กวี นักคิด นักเขียน นักแปล อาจารย์ด้านแนวคิดทางสังคม มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติหลายรางวัล

"นี่คือยุคที่สวยงามที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นไปได้สารพัดรูปแบบ ซึ่งทำให้เป็นจริงได้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นผู้รับใช้มนุษย์อย่างยอดเยี่ยม ถ้าหากมนุษย์ไม่ตกเป็นทาสสิ่งเหล่านี้ไปเสียก่อน"

- โจนัส ซอล์ก (ค.ศ.1914-1995) แพทย์และนักชีววิทยา ผู้วิจัยและพัฒนาวัคซีนต่อต้านโรคโปลิโอ และพัฒนาวัคซีนโรคเอดส์ เมื่อถูกถามว่าใครเป็นเจ้าของสิทธิบัตรวัคซีนที่เขาคิดค้นขึ้น เนื่องจากคาดว่าเขาทุ่มเทไปเพื่อผลประโยชน์เชิงธุรกิจ เขาตอบว่า วัคซีนของผมไม่มีสิทธิบัตร คุณจดสิทธิบัตรดวงอาทิตย์ได้ไหม

"มนุษย์ไม่ได้เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวเป็นเอกเทศ หรือเติบโตตามลำดับขั้นพร้อมๆ กันทุกด้าน เราอาจจะเติบโตในมิติหนึ่ง แต่อีกมิติหนึ่งเราไม่ได้เติบโต มนุษย์อาจเป็นผู้ใหญ่ในอาณาจักรหนึ่ง แต่ยังเป็นเด็กน้อยในอีกหลายๆ อาณาจักร ไม่เท่าเทียมกัน มนุษย์คือสิ่งสัมพัทธ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ล้วนผสมผสานและฉุดดึงเราย้อนกลับไปข้างหลัง ก้าวเดินไปข้างหน้า หรือยึดตรึงเราอยู่กับปัจจุบัน แท้ที่จริงแล้ว เราคือผลผลิตจากเซลล์ เนื้อเยื่อ และดวงดาวบนฟากฟ้า"

- อนาอิส นิน (ค.ศ.1903-1977) นักประพันธ์สตรีผู้บุกเบิกงานประพันธ์แนวอีโรติกในยุโรป ผลงานบันทึกชีวิตของเธอได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง กลายเป็นงานอมตะ พิมพ์จำหน่ายยาวนานต่อเนื่องกว่า 50 ปีจนถึงปัจจุบัน และได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมสูงหลายเรื่อง



การเรียงลำดับองค์ประกอบในสารพันธุกรรม หน่วยความจำ การสื่อสารข้อมูล อินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีจิ๋ว กฎผลลัพธ์ของการเติบโตในอัตราเร่งใช้ได้กับเทคโนโลยีทุกประเภท และทุกขั้นตอนของวิวัฒนาการ มีตัวอย่างมากมายของการเติบโตในแบบทวีคูณเชิงบวกบนพื้นฐานข้อมูลความรู้ เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ มิใช่การเติบโตแบบทวีคูณเชิงลบด้วยความโลภ ความทะยานอยากเป็นพื้นฐาน แล้วนำมาซึ่งการบิดเบือนหรือปกปิดข้อมูลความรู้ ซึ่งท้ายที่สุดนำไปสู่ความหายนะล่มสลาย ก็มีตัวอย่างให้เห็นมากมายเช่นกัน

วิวัฒนาการของเทคโนโลยีแบบทวีคูณ และนำไปสู่การก้าวกระโดดเชิงบวก อาทิ พัฒนาการของระบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกรูปแบบ การหาลำดับเบสในดีเอ็นเอ (DNA sequencing) การสื่อสาร ระบบสแกนสมอง การปรับกระบวนการทำงานของสมอง (brain reverse engineering) การขยายขอบเขตและปริมาณของข้อมูลองค์ความรู้ของมนุษย์อย่างกว้างขวางรวดเร็ว ตลอดจนถึงความพยายามที่จะลดขนาดของเทคโนโลยี อันเป็นจุดเริ่มต้นของนาโนเทคโนโลยี

ยุคสมัยแห่งอนาคตของพันธุศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี และหุ่นยนต์ (GNR-Genetics, Nanotechnology, Robotics) ซึ่งจะผนึกกำลังประสานเป็นหนึ่งเดียว ต่างเกื้อกูล ส่งเสริม และผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการในขั้นต่อไป การเติบโตในอัตราเร่งไม่ได้เป็นผลพวงมาจากการเติบโตแบบทวีคูณเฉพาะระบบคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่เป็นการประสานพลังกันอย่างแนบแน่น ความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าทางพันธุศาสตร์ การศึกษาด้านดีเอ็นเอ และนาโนศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี การวิจัยทางควอนตัม องค์ความรู้และสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้ ก็จะย้อนกลับไปพัฒนากลไกระบบ และทำลายขีดจำกัดของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ของคอมพิวเตอร์ ยิ่งระบบสมองกลคิดคำนวณจากฐานข้อมูลได้อย่างลึกซึ้งและกว้างขวางมากกว่าระบบสมองมนุษย์

ผลลัพธ์ก็คือ การประสานพลังอย่างเข้มข้น และไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของมนุษย์และเทคโนโลยี แม้ว่ากลไกและเทคโนโลยีจะอยู่เคียงข้างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต พืช และสัตว์ และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนวิวัฒนาการ พัฒนาการมาโดยตลอดของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และสิ่งมีชีวิต

ช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 21 ด้วยวิวัฒนาการของกระบวนการข้อมูลความรู้ และเทคโนโลยี ในอัตราเร่งทวีคูณ คงไม่ต้องสงสัยว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หรือเราควรจะจมอยู่กับอดีต ซึ่งเราก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าอดีตที่แท้จริงเป็นอย่างไร หรือเราควรอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งเราก็ไม่รู้แจ้งอีกว่า ธรรมชาติที่แท้จริงเป็นฉันใด

คำถามอันสำคัญยิ่งในขณะนี้ ได้แก่ กระบวนการวิวัฒนาการของข้อมูลทางชีวภาพ และผลพวงที่ตามมา อันได้แก่วิวัฒนาการทางเทคโนโลยี จะสามารถไขปริศนาวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคต่อไป และนำพาเราไปสู่อนาคตอันยั่งยืนได้หรือไม่

บทที่ 3 ศักยภาพของสมองมนุษย์ และพัฒนาการ

การเติบโตในอัตราเร่งของกระบวนการข้อมูล และเทคโนโลยี ได้ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่าง จนนับไม่ถ้วน หากสงสัย ลองมองย้อนกลับไปถึงตั้งแต่ช่วงเวลาก่อนหน้าที่เราถือกำเนิด จนถึงวัยอนุบาล ขั้นประถม มัธยม อุดมศึกษา ล่วงมาจนถึงการทำงาน แสวงหาความมั่นคง มีครอบครัว และมีบุตร

หากปฏิเสธได้ว่า ท่านเติบโตมาโดยไม่มีเทคโนโลยีใดๆ มาเกี่ยวข้องเลย เท่ากับท่านหลอกลวงตนเอง และปฏิเสธต่อสิ่งที่เป็นคุณ จะเป็นการมองข้ามและละเลยต่อคุณูปการของเทคโนโลยีและจักรกลหรือไม่ นั่นเท่ากับการอกตัญญูและคับแคบตามหลักปรัชญาของหลายศาสนาหรือไม่

หากไม่มีวัคซีน รถยนต์ สุขอนามัยสมัยใหม่ การสื่อสาร และวิทยาการด้านสิ่งปลูกสร้าง การคมนาคม การเกษตร ปุ๋ย และการกำจัดศัตรูพืช ท่านคิดว่าจะมีมนุษย์สักกี่คนหลงเหลืออยู่ในโลกให้ท่านได้ชักนำ และโน้มน้าวไปจมอยู่กับอดีต ที่หวาดกลัวต่อการเปลี่ยนแปลง

ถึงที่สุดแล้ว วิวัฒนาการของเทคโนโลยีบนพื้นฐานของกระบวนการข้อมูลที่ทรงประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม จะทำหน้าที่เหมือนที่เคยเป็นมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ปรับเปลี่ยนสังคม เศรษฐกิจ การเมือง สถาบันต่างๆ แม้จะมีกระแสต่อต้านทัดทาน แต่ไม่เคยปรากฏว่า กระแสใดจะต้านทานกระแสกระบวนการข้อมูลและเทคโนโลยีได้ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาชวนเชื่อ ชักจูงโน้มน้าว ด้วยการสร้างภาพลักษณ์ การสร้างคติและอคติชั่วคราว ล้วนย่อยยับและล่มสลายไปตามกาลเวลา

ภายในเวลาไม่เกิน 20 ปีข้างหน้า ทุกสิ่งที่ท่านเคยคิดว่ารู้จัก และเข้าใจ จะเปลี่ยนแปลงไป ศักยภาพของกระบวนการข้อมูลภายในสมองมนุษย์ จะปรับเปลี่ยนไปอย่างพลิกโฉมหน้า การคิดด้วยฐานข้อมูล และประสบการณ์อันจำกัด จะกลายเป็นกระบวนการอันล้าสมัย และฉุดรั้งวิวัฒนาการ ฐานข้อมูล และเทคโนโลยียุคใหม่ จะแสดงศักยภาพสูงล้ำ และเมื่อสามารถผนวกรวมกับกลไกการทำงาน ของสมองมนุษย์ได้อย่างกลมกลืน

เอกฐานอยู่ไม่ไกล


คอลัมน์ จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com


สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 3
ศักยภาพของสมองมนุษย์ และพัฒนาการ (2)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4056


Galilei, Galileo (1564-1642)
by Justus Sustermans, 1636

"ภาวะอนันต์ และองค์ประกอบพื้นฐานที่สุดของเอกภพ อยู่นอกเหนือความเข้าใจรับรู้ของมนุษย์ สิ่งแรกเป็นเพราะขนาดอันมหึมาไม่รู้จบ จนยากจะเข้าใจ ส่วนสิ่งหลังเป็นเพราะขนาดอันเล็กจิ๋วจนยากจะหยั่งถึง"

- กาลิเลโอ กาลิเลอิ (ค.ศ.1564-1642) นักปรัชญาธรรมชาติ นักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ ผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดในการให้กำเนิดวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ เป็นบุคคลแรกๆ ที่ชี้ว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่เป็นเพียงดาวเคราะห์ขนาดเล็กทั่วไป ซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ถูกต่อต้านและประณามอย่างรุนแรงจากปัญญาชน และผู้รู้ในยุคสมัยเดียวกัน

"เซลล์นิวรอนในสมองมนุษย์มีประมาณ 100,000 ล้านหน่วย แต่ละหน่วยมีความเป็นไปได้ที่จะมีจุดเชื่อมต่อถึง หนึ่งตามด้วยศูนย์ 28 ตัว หรือ 10,000,000,000,000,000,000,000,000,000 หมายความว่าจุดเชื่อมต่อภายในสมองมนุษย์ ถ้าเขียนเป็นตัวเลข จะเป็นหนึ่งตามด้วยศูนย์เรียงเป็นความยาวประมาณ 10.5 กิโลเมตร"

- ปีเตอร์ อาโนคิน (ค.ศ.1896-1974) ศาสตราจารย์ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ และจิตศาสตร์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีระบบหน้าที่ ซึ่งเป็นพื้นฐานของงานศึกษาด้านจิตประสาทมาจนถึงปัจจุบัน

"ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นภายในสมอง สีสันของมวลดอกไม้ กลิ่นของผลไม้นานาชนิด เสียงขับขานของนก รวมถึงบาปมหันต์ภายในโลก"

- ออสการ์ ไวลด์

"การมีความรู้มากมายเป็นคนละเรื่องกับความเฉลียวฉลาด สติปัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณข้อมูลเท่านั้น มิใช่ต้องรู้ข้อมูลให้มาก หรือให้มากมายกว่าคนอื่นๆ แต่ต้องอาศัยดุลพินิจ วิจารณญาณ ในการรวบรวมประเมินข้อมูล และนำไปใช้"

- คาร์ล ซาแกน

สมองกล VS สมองมนุษย์

ในปี 1965 กอร์ดอน มัวร์ เขียนไว้ในนิตยสารอิเล็กทรอนิกส์ว่า "อนาคตของวงจรรวมคืออนาคตของอาณาจักรอิเล็กทรอนิกส์ การประสานรวมวงจรจะส่งผลให้วิทยาการอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง สร้างคุณูปการมากมาย วิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่"

แม้มัวร์จะคาดคะเนอัตราทวีคูณของปริมาณทรานซิสเตอร์คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงไปบ้าง แต่โดยพื้นฐานแล้ววิวัฒนาการของระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้วงจรรวมยังคงเติบโตในอัตราเร่ง และพลิกโฉมหน้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนแม้แต่มัวร์เอง

ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนผลผลิตและแบบแผนทางธุรกิจอุตสาหกรรม สินค้ารูปแบบเก่าสูญหายไปมากมาย สินค้ารูปแบบใหม่เข้าแทนที่ ยิ่งส่งผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในภาพรวม

ความก้าวหน้าทางการแพทย์ การสาธารณสุข โรคระบาดร้ายแรงหลายชนิดหายสาบสูญไป ความบกพร่องพิการได้รับการแก้ไขเยียวยา การบำบัดรักษามุ่งไปที่ต้นตอและรากเหง้าในระดับเซลล์

อาชีพการงานและตำแหน่งหน้าที่แบบเก่าสูญหายไป และกำลังสูญหายไปเรื่อยๆ อาชีพและตำแหน่งหน้าที่ใหม่ๆ ผุดขึ้นหลากหลาย และเกิดใหม่มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

พัฒนาการด้านหนึ่งที่สำคัญที่สุด ได้แก่ การปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหาและผลกระทบอันเกิดจากเทคโนโลยียุคเก่า ซึ่งอยู่บนพื้นฐานข้อมูลอันจำกัด และกระบวนการข้อมูลภายในสมองที่ผิดเพี้ยน ความทะยานอยากและความต้องการสะสมความมั่งคั่ง ลาภ ยศ สรรเสริญส่วนบุคคลให้เหนือกว่ามนุษย์โดยทั่วไป

รวมถึงเทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้าแบบยั่งยืน การชลประทานปรับปรุงแหล่งน้ำสะอาด และการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมแบบสมดุลต่อทุกอณูชีวิตในธรรมชาติ กระบวนการผลิตอาหาร วัตถุดิบ และพลังงานทางเลือก แบบประหยัด ประสิทธิภาพสูง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และแก้ไขความยากจนเรื้อรัง

สร้างแบบแผนและวิถีใหม่ๆ มากมาย แปรเปลี่ยนไปจนยากที่จะเข้าใจ คาดคะเน แบ่งแยกโลกออกเป็นสองฝ่ายอย่างเด่นชัด คือฝ่ายที่หวาดกลัวการเปลี่ยนแปลงและพยายามรักษาสถานภาพเดิมไว้ กับฝ่ายที่กล้าและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง

ต่อไป เราจะพิจารณาถึงวิวัฒนาการในรายละเอียดของกระบวนการข้อมูลภายในสมองและกระบวนการข้อมูลของเทคโนโลยี อันนำไปสู่สมมติฐานที่ว่า สมองกลจะสามารถมีศักยภาพทัดเทียม และช่วยเกื้อหนุนต่อกระบวนการทำงานของสมองมนุษย์ ภายในเวลาไม่เกิน 20 ปี อันเป็นทิศทางของวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยีในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 21 และเป็นจุดแรกเริ่มของภาวะเอกฐานอันพิสดาร

ระบบคอมพิวเตอร์แห่งอนาคต

- คอมพิวเตอร์โมเลกุลสามมิติ

ขณะนี้ พัฒนาการถือว่าอยู่ในระดับกลาง งานวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ท่อนาโน (nanotube) และวงจรระบบท่อนาโน (namotube circuitry) คอมพิวเตอร์เชิงโมเลกุล (molecular computing) การสังเคราะห์สร้างโครงสร้างใหม่ของโมเลกุล (self-assembly) ระบบคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอ (computing with DNA) สปินทรอนิกส์ (spintronics-ระบบคอมพิวเตอร์ บนพื้นฐานสปิน ของอิเล็กตรอน) คอมพิวเตอร์เชิงแสง (computing with light) และควอนตัม คอมพิวเตอร์ (quantum computer)

ทั้งหมดนี้ล้วนทะลุเพดานจำกัดของมัวร์ ซึ่งเร่งกำลังวิจัยและพัฒนาอย่างแข็งขันทั้งในภาควิชาการและภาคธุรกิจ



--------------------------------------------------------

สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 3
ศักยภาพของสมองมนุษย์ และพัฒนาการ (3)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4057



"มีเหตุผลอันเชื่อได้ว่า เรากำลังอยู่ ณ จุดเปลี่ยนอันสำคัญยิ่ง มีความเป็นไปได้ที่ภายในเวลา 20 ปีข้างหน้า เราจะสามารถเข้าใจถึงการทำงานของระบบสมองได้อย่างลึกซึ้ง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี จะทำให้เรามองเห็นและเข้าใจในสิ่งที่เราไม่เคยมองเห็นและไม่เคยเข้าใจมาก่อน ดังเช่นที่เคยเป็นมาในประวัติศาสตร์ของวิทยาศาสตร์ ณ ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพัฒนาการทางประสาทวิทยาศาสตร์ และศักยภาพของคอมพิวเตอร์ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มนุษย์มีองค์ความรู้และเครื่องมือ ซึ่งสามารถสร้างแบบจำลองระบบปัญญาของมนุษย์ได้"

- ลอยด์ วัตต์ (ค.ศ.1961) ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาศาสตร์

"ปัญญาประดิษฐ์ที่แท้จริง จะประกอบด้วยเซลล์นิวรอนประดิษฐ์ที่มีความเร็วในการส่งผ่านข้อมูลนับล้านเท่าของเซลล์นิวรอน ในสมองมนุษย์ นั่นหมายความว่าปัญญาประดิษฐ์จะคิดได้เร็วกว่ามนุษย์นับล้านเท่า นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญยิ่งกว่าพัฒนาการของนาโนเทคโนโลยี มีพลังสร้างสรรค์และเปลี่ยนแปลงเกินกว่าจะคาดคะเน"

- อีริก เดร็กซ์เลอร์ (ค.ศ.1955) วิศวกรผู้บุกเบิกแนวคิดด้านนาโนเทคโนโลยีเชิงโมเลกุล

"ทุกวันนี้ผู้คนต่างมุ่งแสวงหาความรู้ซึ่งไม่ใช่ปัญญา ความรู้เป็นเรื่องของอดีต ส่วนปัญญาสร้างอนาคต"

- เวอร์น็อน คูเปอร์

- ท่อนาโน

พัฒนาการด้านนาโนเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าและเป็นความคาดหวังมากที่สุด ได้แก่ การสร้างท่อนาโน (nanotube) อันเป็นการประกอบโมเลกุลเป็นรูปทรงกระบอก 3 มิติ ขนาดไม่กี่นาโนเมตร ซึ่งจะมีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านอื่นๆ อย่างมหาศาล ทั้งวัสดุชนิดใหม่ๆ ที่มีคุณสมบัติพิเศษด้านความแข็งแกร่ง ความยืดหยุ่น ความเบา การนำไฟฟ้า การเปล่งแสงเมื่อแสงตกกระทบนำไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมการผลิตสินค้านานาชนิด การเกษตร วัตถุดิบก่อสร้างบ้านเรือน เซลล์เชื้อเพลิงประหยัดพลังงาน จอแสดงผลรูปแบบต่างๆ ฯลฯ

ส่วนที่สำคัญที่สุดอันจะนำไปสู่พัฒนาการก้าวต่อไป ได้แก่ การนำท่อนาโน 3 มิติไปใช้ในวงการคอมพิวเตอร์ เป็นแหล่งหน่วยความจำ และโลจิกเกตส์ ท่อนาโนมีขนาดที่เล็กจิ๋วเป็นอย่างมาก มีเส้นผ่านศูนย์กลางเพียงไม่กี่นาโนเมตร ดังนั้นจึงสามารถซ้อนทับกันได้เป็นปริมาณมหาศาลภายในพื้นที่จำกัด

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐ ยุโรป และเอเชีย กำลังเร่งพัฒนาทรานซิสเตอร์บนพื้นฐานท่อนาโน ซึ่งคาดหมายว่าจะทำให้คอมพิวเตอร์ในอนาคตมีความเร็วมากกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันประมาณ 1,000 เท่า และเมื่อระบบวงจรของท่อนาโนได้พัฒนาไปจนถึงขั้นสูงจะมีพลังในการคิดคำนวณสูงกว่าสมองมนุษย์นับร้อยล้านเท่า

ในปี 2004 มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ และมหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด ได้พัฒนาระบบวงจรรวมหน่วยความจำ (integrated memory circuit) บนท่อนาโนได้เป็นผลสำเร็จ แต่ปัญหาท้าทายยังอยู่ที่การนำไปใช้เป็นสื่อนำพลังงาน (เช่น การส่งกระแสไฟฟ้า) กับเซมิคอนดักเตอร์ (ตัวสวิตช์และลอจิกเกตส์) ซึ่งมีคุณสมบัติแตกต่างกันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ และโครงสร้างของท่อนาโน จนถึงปัจุบันนี้ยังไม่สามารถสร้างระบบวงจรขนาดใหญ่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งพัฒนากรรมวิธีในการแยกแยะ และจำกัดคุณสมบัติที่ไม่ต้องการ

- คอมพิวเตอร์เชิงโมเลกุล

รองลงมาจากพัฒนาการของท่อนาโน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าไปมากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ได้แก่ ระบบการคำนวณบนพื้นฐานของโมเลกุล

อันที่จริงแนวคิดและต้นกำเนิดของระบบสมองกล และกลไกอัตโนมัติ มีมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้าและช่วงเริ่มต้นของคริสต์ศักราช ตั้งแต่การคำนวณสร้างกลไกหุ่นยนต์แบบง่ายๆ กลไกการคำนวณตำแหน่งของดวงดาว ระบบอาวุธอัตโนมัติพื้นฐาน ตลอดจนมาถึงจักรกลของเครื่องบอกเวลา เครื่องควบคุมกลไกปิดเปิดของประตู การบ่งชี้ข้างขึ้นข้างแรม ทั้งหมดล้วนคิด สร้าง และพัฒนาด้วยสมองมนุษย์ เพื่อสร้างอุปกรณ์ที่แบ่งเบาการทำงานของแรงกายและการคิดคำนวณของสมองมนุษย์ ซึ่งมีข้อจำกัดและบกพร่องอยู่หลายด้าน

คอมพิวเตอร์และสมองกลในคำจำกัดความของยุคปัจจุบัน กำเนิดขึ้นในราวศตวรรษที่ 15 โดยอิงอยู่กับเทคโนโลยี และกรอบคิดร่วมสมัย ภายในเวลาไม่กี่สิบปีก็สามารถพัฒนาการจนก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ นานา และสร้างคุณูปการหลากหลายสาขา ช่วยส่งเสริมต่อพัฒนาการของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนองค์ความรู้หลากหลาย สร้างและยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์จนนึกไม่ออกว่าหากปราศจากคอมพิวเตอร์มนุษย์ในยุคปัจจุบัน ธุรกิจ เศรษฐกิจ การสื่อสาร และสื่อสารมวลชน จะดำรงอยู่ในลักษณะใด จะก้าวหน้า ถอยหลัง หรือจมอยู่กับวิธีการทำงาน วิธีคิดลักษณะไหน

มาในขณะนี้ระบบสมองกลคอมพิวเตอร์กำลังพัฒนาก้าวผ่านไปสู่การทำงานในระดับโมเลกุล ซึ่งเล็กจิ๋วมีศักยภาพสูง และล้มล้างความเชื่อแบบเก่าแทบทั้งหมด

แนวคิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เชิงโมเลกุลเกิดขึ้นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 โดยเอวี เอวีราม แห่งไอบีเอ็ม กับมาร์ก เอ. แรตเนอร์ แห่งมหาวิทยาลัย นอร์ทเวสต์เทิร์น ช่วงเวลานั้นไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าด้านอิเล็กทรอนิกส์ ฟิสิกส์ เคมี จนถึงวิศวกรรมชีวภาพ ประสานรวมกัน จะสามารถสร้างระบบสมองกลศักยภาพสูง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คอมพิวเตอร์อิงโมเลกุล อาศัยกลไกการส่งผ่านข้อมูลและการคำนวณด้วยคุณสมบัติภายในโครงสร้างของโมเลกุลและอะตอม มีนักวิจัยหัวกะทิจำนวนมาก ที่กำลังมุ่งพัฒนาศักยภาพของคอมพิวเตอร์เชิงโมเลกุล



-------------------------------------------------

บทที่ 13 ศักยภาพ ของสมองมนุษย์และพัฒนาการ (4)
คอลัมน์ Revolutionary Wealth เศรษฐกิจปฏิวัติ
โดย รอฮิม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4058 (3258)


Immanuel Kant (1724-1804)

"วิทยาศาสตร์เกิดจากองค์ความรู้ที่เป็นระบบแบบแผน ปัญญาเกิด จากกระบวนการชีวิตที่เป็นระบบแบบแผน"

- อิมมานูเอล คานต์ (ค.ศ.1724-1804) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักคิดที่ทรงอิทธิพล มากที่สุดในยุโรป ในช่วงปลายยุคแห่งการประจักษ์แจ้ง งานของเขามีอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักปรัชญารุ่นหลังมากมาย อาทิ เฮเกล เชลลิ่ง วิกเกนสไตน์ นิตเช่ ซาร์ต

"ไม่มีสิ่งใดที่น่ากลัวในชีวิต ล้วนเป็น สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ในขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่ต้องเข้าใจให้มากขึ้น และหวาดกลัวให้น้อยลง"

- มารี กูรี (ค.ศ.1867-1934) กฟิสิกส์และเคมีสตรีชาวฝรั่งเศส ผู้ค้นพบธาตุเรเดียม และใช้ประโยชน์ ในการยับยั้งการขยายตัวของมะเร็งเป็นผู้สร้างทฤษฎีกัมมันตภาพรังสี เป็นสตรีคนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล และเป็นบุคคลเดียวที่ได้รับรางวัลโนเบล ถึงสองครั้งในสาขาฟิสิกส์และเคมี

"มีสองสิ่งที่มั่นใจได้คือภาษีกับความตาย แต่จงอย่ามั่นใจนักเกี่ยวกับความตาย"

- โจเซฟ เจ. สเตราต์ ผู้เชี่ยวชาญ ด้านประสาทวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติด้านปัญญาประดิษฐ์และกระบวนการข้อมูลหลายรางวัล

การสังเคราะห์สร้างโครงสร้างใหม่ ของโมเลกุลด้วยตนเอง (self-assembly) กระบวนการสังเคราะห์เรียงตัวของโมเลกุลด้วยตนเองเพื่อสร้างเป็นวงจรระดับนาโน เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่คาดหวังกันว่าจะเป็นพัฒนาการสำคัญในวงการ นาโนอิเล็กทรอนิกส์ การเรียงตัวโดยอัตโนมัติ จะกำจัดโครงสร้างส่วนประกอบที่ไม่พึงประสงค์ และสามารถก่อกำเนิดวงจรนับล้านล้านหน่วยด้วยตนเอง เป็นกระบวนการผลิตจากล่างสู่บนอันก้าวหน้า ไม่ใช่จากบนสู่ล่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และสามารถดำเนินการผลิตได้ภายในโรงงานขนาดเล็ก แทนที่จะผลิตโดยโรงงานขนาดใหญ่มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ใช้หลักการทางเคมี โดยไม่ต้องพึ่งพากระบวนการถ่ายแบบบนพื้นผิว (lithography)

ในปี 2004 พัฒนาการสำคัญเกิดขึ้นโดยผลงานของนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยเซาเทิร์น แคลิฟอร์เนีย และ Ames Research Center ของนาซ่า โดยสามารถสร้างกระบวนการเรียงโมเลกุลด้วยตนเอง ที่มีความหนาแน่นสูง และเซลล์หน่วย ความจำที่มีศักยภาพในการเก็บข้อมูล 256 จิกะไบต์ต่อตารางนิ้ว

อย่างไรก็ตามเนื่องจากขนาดที่เล็กจิ๋วเป็นอย่างมากจึงทำให้มีความเปราะบาง และวงจรจำนวนหนึ่งไม่สามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นจึงยังคงต้องมีการพัฒนาปรับปรุงให้วงจรจากการเรียงตัว ขึ้นเองของโมเลกุล สามารถตรวจสอบระบบการทำงานของตนเองและแก้ไขปรับปรุงได้ด้วยตนเอง ซึ่งไอบีเอ็มกำลัง มุ่งวิจัยและพัฒนาไมโครโปรเซสเซอร์ที่มีคุณสมบัติดังกล่าว

ระบบคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอ (compu ting with DNA)

ดีเอ็นเอโดยพื้นฐานก็คือระบบคอมพิวเตอร์ระดับนาโนที่สร้างขึ้นโดยธรรมชาติ ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษากระบวนการจัดเก็บข้อมูล กระบวนการแยกและจัดการข้อมูลในระดับโมเลกุลของดีเอ็นเอ แล้วนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างระบบคอมพิวเตอร์ ดีเอ็นเอ

ระบบคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอโดยพื้นฐานก็คือหลอดทดลองใส่น้ำที่มีโมเลกุล ดีเอ็นเออยู่นับล้านล้านโมเลกุล โดยที่โมเลกุลแต่ละตัวล้วนทำงานเป็นคอมพิวเตอร์หนึ่งหน่วย

เป้าหมายของระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การแก้ไขปัญหาด้วยระบบข้อมูลที่มีอยู่ โดยผลลัพธ์ที่ได้แสดงออกมาในรูปของสัญลักษณ์ที่เรียงลำดับ (อาจจะเป็นสัญลักษณ์แทนค่าบทพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ หรือเป็นเพียงระบบเลขฐานสองธรรมดา) ดีเอ็นเอก็เช่นเดียวกัน เป็นกระบวนการแก้ไขปัญหารับมือกับสถานการณ์ด้วยระบบฐานข้อมูล แต่ผลลัพธ์สามารถแสดงออกมาเป็นชุดคำสั่ง ให้โมเลกุลและเซลล์แต่ละตัวดำเนินกระบวนการในขั้นตอนต่อไปตามชุด ของคำสั่ง

เมื่อเทียบกันแล้วแต่ละสายในองค์ประกอบของดีเอ็นเอก็คือรหัสของสัญลักษณ์แต่ละตัวในระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจากสายดีเอ็นเอมีนับล้านล้านสาย ดังนั้นภายในองค์ประกอบอันเล็กจิ๋วจึงสามารถแทนค่ารหัสได้จำนวนมากมายมหาศาล

กรรมวิธีขั้นตอนต่อไปเป็นเทคนิคทางเคมี คือการออกแบบเอนไซม์ชนิดพิเศษเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวป้อนข้อมูล และชุดคำสั่งตามที่ต้องการเอนไซม์ชนิดพิเศษนี้คือตัวควบคุมให้ระบบคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอ ดำเนินกระบวนการคิดคำนวณ และแสดงผลลัพธ์

ในปี 2003 คณะนักวิทยาศาสตร์อิสราเอล นำโดย อีฮัด แชพพิโร แห่ง Weizmann Institute of Science ได้วิจัยและพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ดีเอ็นเอซึ่งประกอบด้วยโมเลกุลคำนวณ จำนวน 30,000 ล้านล้านหน่วย โดยมีความเร็วในการคำนวณอยู่ที่ 660 ล้านล้านครั้งต่อวินาที โดยที่พลังงานที่ใช้อยู่ในระดับต่ำมาก

อย่างไรก็ตามระบบคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอยังมีข้อจำกัดหลายประการที่ต้องปรับปรุงแก้ไข ในด้านการป้อนข้อมูล คำสั่งให้มีความแม่นยำ และกระบวนการทำงานในบางรูปแบบของคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบัน

สปินทรอนิกส์ (spintronics)

อิเล็กตรอนมีสมบัติบางประการที่สามารถใช้ในการเก็บข้อมูลและการคำนวณ ได้แก่ สปิน (spin) หรือการ หมุนรอบแกนในเชิงทฤษฎี การหมุนของอิเล็กตรอนสามารถหมุนได้ในหนึ่งหรือสองทิศทาง ซึ่งสามารถเรียกเป็น "ขึ้น" และ "ลง" สมบัติข้อนี้จึงสามารถนำมาใช้ในระบบสวิตช์ลอจิกปิดเปิดของระบบคอมพิวเตอร์ และการถอดรหัสข้อมูลของหน่วยความจำ

คุณสมบัติอันวิเศษของสปินทรอนิกส์คือการที่ไม่ต้องใช้พลังงานเลยในการเปลี่ยนสภาวะของสปิน แต่ทั้งนี้ก็ต้องพึ่งพาความก้าวหน้าทางฟิสิกส์ นาโนเทคโนโลยี และวิทยาการด้านเซมิคอนดักเตอร์

ในปี 2004 กลุ่มนักวิทยาศาสตร์นานาชาติได้พัฒนาเทคนิคสปินทรอนิกส์ ประสบความสำเร็จในด้านหน่วยความจำและลอจิก เกตส์ ด้วยการใช้วัสดุผสมระหว่างซิลิคอน เหล็ก และโคบอลต์ วัสดุชนิดใหม่นี้มีสมบัติเชิงแม่เหล็ก ที่ใช้ได้กับสปินทรอนิกส์

ญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาการ ขาดแคลนแรงงานเนื่องจากประชากรในวัยทำงานกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชากรสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่องเช่นกัน รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งหา แนวทางแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้อง นำเข้าแรงงานจากต่างชาติ ดังนั้น ทางออกหนึ่งได้แก่ การเร่งพัฒนา หุ่นยนต์ประสิทธิภาพสูง เพื่อเข้าทำงานทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน จำนวน 3.5 ล้านคน ภายในปี 2025 อุตสาหกรรมผลิตหุ่นยนต์ และระบบกลไกอัตโนมัติ เพื่อการผลิตอุตสาหกรรม ความบันเทิง และผู้สูงอายุกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว



--------------------------------------------------------------

สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ บทที่ 3
ศักยภาพของสมองมนุษย์ และพัฒนาการ (5)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 04 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4059

"ความเป็นจริง ล้วนเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย เมื่อถูกค้นพบแล้ว แต่ปัญหาก็คือ ทำอย่างไรจึงจะค้นพบความเป็นจริง"

- กาลิเลโอ กาลิเลอิ (ค.ศ.1564-1642)

"การแผ่กระจายของอารยธรรมเปรียบได้กับเปลวเพลิง เริ่มต้นด้วยประกายไฟอ่อนๆ แล้วก่อตัวเป็นเปลวอันพลิ้วไหว จากนั้นก็ปะทุเจิดจ้าแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง"

- นิโคลา เทสล่า (ค.ศ.1856-1943) นักวิทยาศาสตร์และนวัตกรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยุคใหม่ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รังสรรค์โลกยุคศตวรรษที่ 20

"เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านข่าวว่าเงินอุดหนุนห้องสมุดกำลังถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆ ข้าพเจ้าได้แต่คิดว่าสังคมอเมริกันสามารถค้นพบอีกวิธีการหนึ่งในการทำลายตัวเองแล้ว"

- ไอแซก อาสิมอฟ (ค.ศ.1920-1992)

คอมพิวเตอร์เชิงแสง (computing with light)

ระบบคอมพิวเตอร์แบบ SIMD (single instruction multiple data) หรือการประมวลผลแบบที่มีข้อมูลเข้ามาหลายๆ ชุด โดยใช้คำสั่งในการประมวลผลเพียงชุดคำสั่งเดียว และได้ผลลัพธ์ออกมาหลายๆ ผลลัพธ์ เป็นพัฒนาการเพื่อสร้างกระบวนการประมวลผลปริมาณมหาศาลคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน พัฒนาการด้านนี้นอกจากระบบคอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอแล้ว ยังมีคอมพิวเตอร์แบบประมวลผลด้วยแสง

โดยที่ข้อมูลจะถูกเข้ารหัสในแต่ละลำกระแสโฟตอนของแสงเลเซอร์ ซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าลำแสงธรรมดา จากนั้นจะใช้อุปกรณ์เชิงแสงทำหน้าที่ปฏิบัติงานคำนวณและตรรกะ (logical and arithmetic function)

ตัวอย่างเช่น Lenslet บริษัทเล็กๆ ของอิสราเอล กำลังพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้เลเซอร์ 256 ลำแสง ซึ่งสามารถดำเนินกระบวนการคำนวณได้ถึง 8 ล้านล้านครั้งต่อวินาที

เทคโนโลยี SIMD เช่น คอมพิวเตอร์ดีเอ็นเอ และคอมพิวเตอร์เชิงแสง จะมีบทบาทสำคัญยิ่งสำหรับระบบคอมพิวเตอร์ในอนาคต และจะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้คล้ายคลึงหรือแทนที่ระบบทำงานบางด้านของสมองมนุษย์ อาทิ ระบบการรับรู้ข้อมูล การเรียนรู้ และกระบวนการใช้เหตุผล

พัฒนาการขั้นต่อไปคือ การก้าวสู่ระบบ MIMD (multiple instruction multiple data) หรือการประมวลผลข้อมูลหลายๆ ชุด โดยใช้หลายๆ คำสั่งคู่ขนานไปพร้อมๆ กัน ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์มีศักยภาพใกล้เคียงกับสมองมนุษย์มากยิ่งขึ้น

คอมพิวเตอร์แบบควอนตัม (quantum computing)

ระบบคอมพิวเตอร์แบบควอนตัม นับเป็น SIMD ที่ปฏิวัติพลิกโฉมหน้ากระบวนการข้อมูลมากที่สุด แต่พัฒนาการยังอยู่ในขั้นต้น เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ได้กล่าวไปแล้ว คอมพิวเตอร์แบบควอนตัม มีหน่วยพื้นฐานเรียกว่า คิวบิต (qubit) โดยอาศัยสมบัติพื้นฐานของอนุภาค ที่สามารถเป็นได้ทั้งสองสถานะ (0 และ 1) ในเวลาเดียวกัน ระบบคอมพิวเตอร์แบบควอนตัมอาศัยหลักกลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) โดยที่แต่ละหน่วยคิวบิต จะมีปฏิกิริยาไปพร้อมกันตามข้อมูลที่ใส่เข้าไป หากสามารถสร้างกลไกที่ป้อนข้อมูล และควบคุมการทำงานของหน่วยคิวบิต ในระดับอนุภาคได้ และทำให้เกิดปรากฏการณ์สูญเสียพฤติกรรมเชิงควอนตัม (decoherence) จะทำให้คิวบิตดำเนินกรรมวิธีออกมาเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการได้ คอมพิวเตอร์แบบควอนตัมจะมีศักยภาพ สูงกว่าคอมพิวเตอร์ที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งหมด

พัฒนาการตามที่ได้กล่าวไปทั้งหมดนี้ จะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ของคอมพิวเตอร์ในอนาคตอันใกล้ ตลอดจนถึงอนาคตในระยะกลาง และระยะยาว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แม้จะเผชิญกับอุปสรรคและข้อจำกัดหลากหลาย แต่การวิจัยและพัฒนาก็ยังคงมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง และภายในอีก 5-10 ปีข้างหน้า นวัตกรรมหลายรูปแบบ ก็จะสามารถใช้งาน โดยอย่างน้อยก็อาจจะเป็นคอมพิวเตอร์ต้นแบบ เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ขนาดมหึมาในยุคแรก แม้จะยังเป็นที่วิจารณ์โต้แย้งอยู่บ้างในบางแง่มุม แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้เป็นพัฒนาการกระแสหลัก ในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

และเมื่อประสานรวมกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ก็จะยิ่งส่งผลผลักดันให้กระบวนการข้อมูลของเอกภพ องค์ความรู้ ภูมิปัญญา และกระบวนการทำงานของสมองมนุษย์มีศักยภาพและประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม สูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ระบบคอมพิวเตอร์โมเลกุลสามมิติ โมเลกุลทรานซิสเตอร์เดี่ยว หน่วยความจำระดับอะตอม วงจรนาโน การสังเคราะห์ประกอบโครงสร้างขึ้นเองของโมเลกุล และกระบวนการตรวจสอบแก้ไขความบกพร่องโดยอัตโนมัติ เมื่อประสานพลังเข้าด้วยกันจะทำให้กระบวนการข้อมูลของมนุษย์และจักรกลเร่งความเร็ว และแพร่ขยายอย่างกว้างขวางด้วยอัตราทวีคูณ เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนผ่านของมนุษย์เข้าสู่ยุคต่อไป

เมื่อกระบวนการข้อมูลทรงประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม คงไม่ต้องสงสัยเลยว่าวิถีการดำรงชีวิต ค่านิยม ทัศนคติ หลักปรัชญา วิถีการเมือง เศรษฐกิจ กระบวนการทางสังคม ธุรกิจ และหลักปฏิบัติต่างๆ นานา จะเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่

หากเรามีน้ำอยู่หนึ่งภาชนะขนาดใหญ่จากแอ่งน้ำน้อย เมื่อพบแม่น้ำเราจะเดินหน้าไปสู่แม่น้ำหรือไม่ และเมื่อเรารู้ว่ามีมหาสมุทรและต้นน้ำบนเทือกเขา เราควรจะทำอย่างไร

หากมนุษย์คิดว่าการล่าสัตว์ และเก็บกินผลไม้พืชพรรณ เอาชีวิตรอดไปวันๆ ดีกว่าปัญญาและความกล้าหาญไปทดลองสิ่งใหม่ๆ มนุษย์คงยังนุ่งห่มใบไม้ หนังสัตว์ และใช้ต้นไม้ เปลือกไม้ เป็นแหล่งพักพิง ยังไม่นับการกราบไหว้บูชาผีสางเทวดา การเซ่นสังเวย การติดสินบนสิ่งที่มองไม่เห็นซึ่งมีอารมณ์แปรปรวนคล้ายมนุษย์มากๆ

ความก้าวหน้าของกระบวนการข้อมูลกำลังจะพลิกโฉมหน้ามนุษย์และโลกไปอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเอกฐานอันสำคัญยิ่ง

บทที่ 4 พันธุศาสตร์ นาโน และหุ่นยนต์

ช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 21 วิวัฒนาการของเทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้าสามด้านใหญ่ๆ ได้แก่ พันธุศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี และวิทยาการหุ่นยนต์

การไขรหัสพันธุกรรมมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนถึงการตัดแต่งพันธุวิศวกรรม กำลังพัฒนาไปในอัตราเร่ง แต่ปัญหาก็คือจะมีใครบอกเล่า หรือเก็บงำเอาไว้เมื่อถึงเวลาอันควร

ด้านนาโนเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ภาครัฐและภาคเอกชนที่มองเห็นถึงความสำคัญ ต่างก็ทุ่มเทการวิจัยและพัฒนา เพื่อให้สามารถอยู่ในแถวหน้าของกระบวนการข้อมูล ซึ่งไม่มีวันย้อนยุคกลับไปอาศัยแบบแผนการครอบงำด้วยความเชื่ออย่างง่ายๆ อีกต่อไป

เทคโนโลยีหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ แม้จะมีข้อจำกัดทางเทคนิคบางด้าน แต่ก็น่าจะเป็นอุปสรรคเพียงชั่วคราว หลายประเทศและสถาบันวิจัยต่างก็มุ่งพัฒนาระบบหุ่นยนต์ให้มีศักยภาพสูงขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อวิทยาการพันธุศาสตร์ และนาโนเทคโนโลยี ก้าวหน้าเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป ก็จะเกื้อหนุนต่อวิวัฒนาการของหุ่นยนต์ในอนาคต


คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com


สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการบทที่ 4
พันธุศาสตร์ นาโน และหุ่นยนต์ (2)
คอลัมน์ สู่จุดเปลี่ยน เหนือจินตนาการ
โดย รอฮีม ปรามาท rowhim@yahoo.com
วันที่ 08 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 32 ฉบับที่ 4060


Louis Pasteur (December 27, 1822 – September 28, 1895)

"บทบาทของสิ่งที่เล็กเป็นที่สุดนั้น ยิ่งใหญ่อย่างที่สุด"

- หลุยส์ ปาสเตอร์ (ค.ศ.1822-1895) นักเคมี และจุลชีววิทยาผู้ยิ่งใหญ่ชาวฝรั่งเศส ผู้ปฏิวัติวงการแพทย์ ด้วยการค้นพบเป็นครั้งแรกว่าสาเหตุของโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดเกิดจากจุลินทรีย์ และเป็นผู้สร้างวัคซีนป้องกันโรคร้ายแรงหลายชนิด อาทิ อหิวาตกโรค วัณโรค โรคคอตีบ โรคพิษสุนัขบ้า และค้นพบวิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ที่เรียกว่าพาสเจอไรเซชั่น

"ภายหลังจากวิวัฒนาการมาเป็นเวลาสามพันล้านปี เราได้ค้นพบชุดคำสั่งที่นำพาพวกเราจากไข่เซลล์เดียว เจริญเติบโตขึ้น จนถึงหลุมฝังศพ"

- โรเบิร์ต วอเตอร์สัน (ค.ศ.1943-.........) คณบดี คณะ Genome Sciences มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ในซีแอตเทิล มีผลงานด้านการถอดรหัสพันธุกรรม การวิเคราะห์การเรียงลำดับองค์ประกอบภายในดีเอ็นเอ และอาร์เอ็นเอ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์ ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติหลายรางวัล

"นาโนเทคโนโลยีมีศักยภาพอันยิ่งใหญ่ ซึ่งจะช่วยยกระดับปฏิบัติการต่างๆ ของมนุษย์หลากหลายด้าน นำมาซึ่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านวัสดุ น้ำ พลังงาน และอาหาร ปกป้องคุ้มครองมนุษย์จากแบคทีเรีย และไวรัสนานาชนิด ช่วยให้มนุษย์มีอายุขัยยืนยาวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตลอดจนถึงการขจัดเหตุผลต่างๆ นานา ที่เป็นสาเหตุของสงครามและความขัดแย้ง"

- รายงานด้านนาโนเทคโนโลยี ของสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

"อะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเทคโนโลยีมีวิวัฒนาการรวดเร็วกว่าสิ่งมีชีวิต เทคโนโลยีจะครอบครองโลกแทนที่มนุษย์หรือไม่ ดังเช่นที่พืชเคยวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วจนครองโลกเหนือดินและหิน และด้วยวิวัฒนาการที่รวดเร็วกว่าของสัตว์ ทำให้มีพลังอำนาจเหนืออาณาจักรพืช ขณะนี้มนุษย์กำลังทุ่มเททรัพยากร และพลังสมองแทบทั้งหมด ให้กับวิวัฒนาการของเทคโนโลยี และเทคโนโลยี ก็กำลังวิวัฒนาการไปอย่างรวดเร็วกว่าวิวัฒนาการของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล"

- แซมมวล บัตเลอร์ (ค.ศ.1835-1902) นักคิด นักเขียน นักประพันธ์ ชาวอังกฤษ ผู้ต่อต้านโจมตีค่านิยม และวิธีคิดกระแสหลักตามจารีตประเพณีในยุคนั้น มีบทบาทสำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างความเชื่อทางศาสนา และวิทยาศาสตร์

"บางทียุคนี้อาจเป็นยุคสุดท้ายที่กระบวนการข้อมูลต้องพึ่งพาอาศัยกายเนื้อชีวภาพอันอ่อนแอ เปราะบาง กระบวนการข้อมูลไม่เคยสิ้นสุด ข้อมูลในสมองและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ อาจถูกถ่ายโอน ไปยังจักรกลวัสดุก้าวหน้าที่ไม่เคยมีมาก่อน และบางทียุคนี้อาจเป็นยุคสุดท้ายที่มนุษย์รู้จักกับความตาย"

- เจอรัลด์ เจย์ ซัสแมน ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ MIT

การปฏิวัติสามเส้า

ปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในช่วงต้นของการปฏิวัติ "G" (genetics) ด้วยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการข้อมูล ที่เป็นพื้นฐานรากเหง้าของชีวิต เราได้เริ่มต้นปรับปรุงโปรแกรมชีวภาพของมนุษย์ เพื่อการกำจัดโรคภัยไข้เจ็บ เพิ่มพูนขยายศักยภาพด้านต่างๆ ของมนุษย์ และยืดอายุขัยให้ยืนยาวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม ฮันส์ โมราเว็ก ปรมาจารย์ด้านศาสตร์หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ชี้ว่า ไม่ว่าเราจะปรับแต่งร่างกายชีวภาพ บนพื้นฐานของดีเอ็นเอไปอย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงเป็นเพียง "หุ่นยนต์ชั้นสอง (second-class robot)" ซึ่งหมายความว่า ร่างกายชีวภาพแบบเดิมจะไม่มีทางมีศักยภาพเทียบเท่าสิ่งใหม่ ที่มนุษย์สร้างขึ้นมาแทนที่ เมื่อมีความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการข้อมูลทางชีวภาพอย่างสมบูรณ์ และสามารถแก้ไขจุดอ่อนข้อบกพร่องได้ทั้งหมด

การปฏิวัติ "N" (nanotechnology) ที่กำลังมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถออกแบบและสร้างสิ่งใหม่ๆ โครงสร้างใหม่ๆ ตั้งแต่ระดับโมเลกุล ร่างกาย สมอง และสิ่งแวดล้อม จะมีปฏิสัมพันธ์ก้าวข้ามขีดจำกัดทางชีวภาพแบบดั้งเดิมของโลก

การปฏิวัติที่ทรงพลังและพลิกโฉมหน้ามากที่สุด อยู่ที่การปฏิวัติ "R" (robotics) ยุคแรกเริ่ม หุ่นยนต์ถูกสร้างขึ้น เพื่อทำงานอันน่าเบื่อหน่าย และซ้ำซากจำเจแทนที่มนุษย์ ด้วยต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า แทนที่การทำงานแบบท่องจำ ไม่จำเป็นต้องคิดหรือสร้างสรรค์ ยุคต่อมาหุ่นยนต์ สมองกล และจักรกลอัตโนมัติ เริ่มเก็บข้อมูล คิดคำนวณแบบง่ายๆ จนถึงการคำนวณขั้นสูง แต่พัฒนาการที่สำคัญคือความเร็วในการคำนวณ ซึ่งเหนือกว่าสมองมนุษย์นับล้านเท่า ถึงกระนั้นก็ยังมีศักยภาพด้านอื่นๆ ที่เป็นรองกระบวนการข้อมูลภายในสมองมนุษย์ สมองกลและหุ่นยนต์ยุคใหม่ จะถูกสร้างภายใต้โครงสร้างกระบวนการข้อมูล และแบบแผนทางปัญญาของมนุษย์ แต่ศักยภาพจะสูงกว่ามาก

เนื่องจาก "พลังปัญญา" เป็นพลังที่สำคัญที่สุด และเป็นผลผลิตอันเกิดจากแบบแผนของกระบวนการข้อมูลภายในสมอง ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีความสลับซับซ้อนที่สุดในเอกภพ ดังนั้น หากพลังปัญญาสามารถพัฒนาไปจนถึงระดับหนึ่ง น่าจะสามารถคิดคำนวณล่วงหน้า และเอาชนะอุปสรรคข้อขัดข้องที่ขัดขวางวิวัฒนาการของกระบวนการข้อมูลได้

การปฏิวัติสามเส้า GNR พันธุศาสตร์ นาโนเทคโนโลยี และหุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ กำลังนำพาเราไปสู่โลกที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน

พันธุศาสตร์ : จุดบรรจบระหว่างข้อมูลกับชีววิทยา

ความก้าวหน้าด้านกระบวนการข้อมูลและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นปัจจัยสำคัญก่อให้เกิดคนรุ่นเบบี้บูม ซึ่งภายหลังจึงถูกหล่อหลอมด้วยปัจจัยทางวัฒนธรรมและสังคมการเมืองร่วมสมัย แต่คนรุ่นเบบี้บูมเหล่านี้อาจมองข้ามเหตุปัจจัยที่แท้จริง อันเป็นรากเหง้าต้นตอของพวกเขา และติดยึดกับสถานภาพชั่วคราว พยายามยึดกุมพลังอำนาจบางอย่างที่ไม่ยั่งยืน และล้มเหลวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนโดยตลอดในประวัติศาสตร์

นั่นอาจจะเป็นการปฏิวัติชีวภาพแบบเล็กๆ ที่สร้างผลผลิตเป็นประชากรปริมาณมหาศาลภายในระยะเวลาสั้นๆ และมีอายุขัยยืนยาวกว่าประชากรผู้ด้อยโอกาส ด้อยเทคโนโลยีในอดีตกาล แต่พยายามรักษาสถานภาพเดิมของตนเองและพวกพ้องไว้ให้ดีที่สุด ด้วยการแอบอ้างลัทธิ ความเชื่อต่างๆ แบบชั่วคราว

การปฏิวัติครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง เป็นการปฏิวัติทางชีวภาพครั้งใหญ่ ซึ่งบรรจบกับความก้าวหน้าในองค์ความรู้ ด้านกระบวนการข้อมูล การวิจัยและพัฒนาด้านพันธุศาสตร์เทคโนโลยีชีวภาพซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ได้แก่

จากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม มนุษย์จะสามารถมีชีวิตเป็นอมตะได้หรือไม่

การบำบัดรักษาโรคร้ายระดับเซลล์

การบำบัดรักษาโรคหัวใจ เส้นเลือดในสมองตีบตัน โรคมะเร็งชนิดต่างๆ โรคตับ และโรคไต

การชะลอความชรา การปรับแต่งดีเอ็นเอ การจำกัดเซลล์ที่บกพร่อง

เทคโนโลยีการโคลนมนุษย์

การอนุรักษ์และฟื้นฟูสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และสร้างชีวิตสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วขึ้นใหม่

การโคลนเพื่อการรักษาพยาบาล

การผลิตอาหารด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม


มนุษย์ 2007



อายุเป็นเพียงตัวเลขอย่างที่ว่ากัน บางคนบ่นแก่ลงหนึ่งปี แต่เด็กวัยทีนกลับดีใจที่ครบอายุทำใบขับขี่ รอบปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ค้นพบความก้าวหน้ามากมายอภินันทนาการให้กับมนุษยชาติ ฝ่ายข่าววิทยาศาสตร์ รายงาน

7 ปีก่อน พันธุกรรมมนุษย์ถูกนำมาจัดเรียงลำดับจนครบถ้วนทุกโครโมโซม ภายหลังความสำเร็จครั้งนั้น จีโนมมนุษย์อีกหลายรายถูกถอดรหัสตามมา ส่งผลให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจพันธุกรรมของมนุษย์ละเอียดลออยิ่งขึ้น

ปี 2007 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างทางพันธุกรรมมากกว่าที่เคยเชื่อกัน และยังช่วยให้เข้าใจพันธุกรรมของโรคที่ซับซ้อน กับกรรมพันธุ์ของแต่ละคนยิ่งขึ้น

 



ย้อนกลับไปดูข่าวใหญ่แวดวงวิทยาศาสตร์ช่วงไม่ถึงปีมานี้ นักวิจัยค้นพบการเปลี่ยนแปลงระดับยีนที่ทำให้มนุษย์กับไพรเมตมีวิวัฒนาการเดินแยกทางไปคนละสาย

เท่ากับว่า ตอนนี้เลิกตั้งคำถามได้แล้วว่ายีนตัวไหนที่ทำให้มนุษย์วิวัฒนาการมาถึงทุกวันนี้ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์จะพุ่งความสนใจมาที่คำถามที่ว่า "ในดีเอ็นเอมีอะไรที่ทำให้ฉันเป็นฉัน"

 


นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิคมากมายมาสแกนหาความเกี่ยวข้องระหว่างยีนกับโรคทางกรรมพันธุ์และโรคเฉพาะตัว ซึ่งสมัยก่อนทำไม่ได้

การจัดทำสารบบและศึกษาผลกระทบของกระบวนการสอดแทรกยีนและการลบทิ้งในดีเอ็นเอมนุษย์ ทำให้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มีรูปแบบที่เหมือนกันมากกว่าที่เคยคาดไว้ และยังมีบทบาทสำคัญกำหนดให้พันธุกรรมของมนุษย์ทำงาน หรือไม่ทำงาน

 


เมื่อพิจารณาดูความแตกต่างในยีนสีผมและสีผิว หรือยีน "ภาษา" ยิ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจมากขึ้นกว่าเดิมว่า เพราะเหตุใดมนุษย์ปัจจุบันจึงเหมือนและแตกต่างจากมนุษย์นีแอนเดอทัล

จีโนมมนุษย์หลายคนถูกนำมาเรียงลำดับข้อมูล ประกอบกับเทคโนโลยีถอดรหัสที่ก้าวหน้าขึ้น ช่วยให้การทำจีโนม "เฉพาะคน" เป็นจริงได้ และเปิดโอกาสให้นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าอะไรคือปัจจัยทำให้มนุษย์มีผมสีแดง ผิวตกกระ อ้วนม่อต้อ หรือชอบช็อกโกแลต

ไม่เท่านั้นยังช่วยประเมินได้ว่าคนนั้นมีความเสี่ยงเป็นมะเร็ง ภูมิแพ้ หรือเบาหวานมากน้อยแค่ไหน นับเป็นความก้าวหน้าที่น่ายินดีและน่ากลัวพร้อมกัน เป็นความก้าวหน้าที่เหมือนคำสัญญาว่า สุขภาพของมนุษย์จะดีขึ้นจากยาที่ออกแบบมาเฉพาะบุคคล และเข้าใจตัวเองมากขึ้น ขณะเดียวกัน ข้อมูลเฉพาะตัวของเรายังสุ่มเสี่ยงต่อการกีดกันแบ่งแยก และทำให้สูญเสียความเป็นส่วนตัว

 


เพราะฉันเป็นฉัน

แม้นว่าคู่ดีเอ็นเอจำนวน 3 พันล้านคู่ของมนุษย์จะเรียงลำดับกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่มีอยู่ส่วนหนึ่งที่นักวิจัยยังมองไม่ทะลุปรุโปร่งเมื่อครั้งจีโนมฉบับร่างถูกถอดสำเร็จในปี 2544

การศึกษาเปรียบเทียบในช่วงต่อมา นักวิทยาศาสตร์มองเห็นความสำคัญของ RNA และส่วนที่คิดว่าเป็น "ยีนขยะ" แจ่มชัดขึ้น รวมถึงอีก 98% ที่อยู่นอกพื้นที่เข้ารหัสโปรตีน


กลางปี 2550 นักวิทยาศาสตร์ทำแผนที่ความหลากหลายของพันธุกรรมมนุษย์ หรือที่เรียกว่า สนิปส์ (SNPs) กว่า 3 ล้านตำแหน่งเสร็จ โครงการนี้เรียกกันว่า แฮปแมพ (HapMap) นักวิทยาศาสตร์ใช้ชุดข้อมูลสนิปส์ติดตามหายีนที่เกี่ยวข้องกับโรคที่ซับซ้อน และเฉพาะปีนี้มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตีพิมพ์รายงานออกมานับสิบเรื่อง

ก่อนหน้านี้ นักพันธุศาสตร์ตามล่ายีนโดยสืบดูจากโรคทางพันธุกรรมที่เกิดกับครอบครัวขนาดใหญ่ หรือสืบหายีนที่ต้องสงสัยจากกลุ่มผู้ป่วย

แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยให้ภารกิจดังกล่าวง่ายขึ้น ด้วยเครื่องมือคัดกรองที่สามารถตรวจหาสนิปส์ 500,000 ตำแหน่งได้ในเวลาเดียวกันจากกลุ่มตัวอย่างตั้งแต่ 100 ราย ถึง 1,000 ราย ทั้งที่ป่วยเป็นโรคเฉพาะและคนสุขภาพปกติ

เมื่อนักวิทยาศาสตร์ติดเครื่องหมายไว้กับยีนที่ทำให้เกิดอาการผิดปกติเสร็จแล้ว พวกเขารู้ว่าสนิปส์ตัวไหนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเป็นโรคมากน้อยอย่างไร

ในอดีต การสืบหาความเกี่ยวข้องกันระหว่างสนิปส์กับโรคไม่ใช่เรื่องง่าย งานวิจัยหลายเรื่องถูกทิ้งกลางคัน แต่ปีนี้ นักวิจัยสามารถเชื่อมโยงตำแหน่งที่แตกต่างของยีนมากกว่า 50 ตัวกับความเสี่ยงเป็นโรคนับสิบชนิด

ความแตกต่างของยีนเหล่านี้ไม่ได้มีอิทธิพลโดยตรงทำให้เกิดโรค แต่ยังมีปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง และอีกหลายกรณีนักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุบทบาทที่แท้จริงของตำแหน่งยีนที่สลับตำแหน่งได้เลย

เวลคัมทรัสต์ กองทุนวิจัยชีวเคมีรายใหญ่ในอังกฤษ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการวิจัยจีโนมปีนี้อย่างจริงจัง โดยรับสมัครนักวิจัย 200 คน มาร่วมวิเคราะห์ดีเอ็นเอจากกลุ่มตัวอย่าง 17,000 รายทั่วเกาะอังกฤษ พวกเขาค้นพบข้อมูลเกี่ยวกับพันธุกรรมมหาศาล และนักพันธุศาสตร์เห็นพ้องกันว่าจะแบ่งปันข้อมูลกันตามคำเรียกร้องของกองทุน

เดือนมิถุนายน กลุ่มนักวิจัยได้ตีพิมพ์บทวิเคราะห์หนาปึกกล่าวถึงโรค 7 ชนิด เช่น โรคไขข้อ โรคจิตเภท โรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น ทีมวิจัยยังพบยีนเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิด 1 และเจอยีนใหม่ 3 ยีนที่เป็นตัวการโรคโครห์น

 


นอกจากนี้ยังมีงานศึกษามากมายเกี่ยวกับเบาหวานชนิด 2 งานวิจัยของฝรั่งเศสเรื่องหนึ่งศึกษาพบยีนผลิตโปรตีนทำหน้าที่ส่งสังกะสีเข้าไปยังตับอ่อนเพิ่มความเสี่ยงเป็นเบาหวานชนิด 2 มากขึ้น

พวกเขายังพบยีนที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ มะเร็งเต้านม เส้นเลือดเปราะ ไขข้ออักเสบ มะเร็งลำไส้ โรคเอ็มเอส (ความผิดปกติของประสาทส่วนกลาง) โรคต้อหิน เป็นต้น

ปีนี้ยังมีงานศึกษาอยู่เรื่องหนึ่งกล่าวถึงยีนที่มีลักษณะแตกต่างเป็นพิเศษช่วยชะลอการพัฒนาของโรคเอดส์ ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่าเพราะเหตุใดบางคนถึงติดโรคง่าย บางคนติดโรคยาก

ย้อนโปรแกรมเซลล์ผิวหนัง

การค้นพบครั้งสำคัญประจำปีอีกเรื่องหนึ่งคือ การย้อนโปรแกรมเซลล์ผิวหนังให้กลับไปเป็นเซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ ผลงานของนักวิจัยญี่ปุ่นและสหรัฐที่แยกกันทำ

ความสำเร็จดังกล่าวเป็นงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกียวโต และมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน ทั้งสองทีมต่างฝ่ายต่างศึกษาตามแนวทางของตัวเอง บังคับให้เซลล์ย้อนโปรแกรมกลับไปเป็นสเต็มเซลล์ มีคุณสมบัติใช้งานได้เหมือนกับสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนทุกประการ หมายความว่า งานวิจัยด้านนี้ไม่ต้องอาศัยสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิอีกแล้ว

ก่อนหน้านี้ เชื่อกันว่าสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่น 220 ชนิดที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์ได้

ทว่า ทีมวิจัยจากญี่ปุ่นใช้สูตรผสมทางเคมีที่ประกอบด้วยโปรตีนควบคุมยีน 4 ตัวเพื่อเปลี่ยนเซลล์ผิวหนังที่เรียกว่า ไฟโปรบลาสต์ ไปเป็นเซลล์ที่มีศักยภาพเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ชนิดอื่นได้

เซลล์ที่สร้างขึ้นมีลักษณะคล้ายกับสเต็มเซลล์จากตัวอ่อน โดยนักวิจัยนำมาใช้ผลิตเนื้อเยื่อสมองและหัวใจ หลังจากผ่านไป 12 วัน เซลล์ที่นำมาเลี้ยงพัฒนาตัวคล้ายเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อหัวใจที่กระตุกเต้นได้

ส่วนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน เมดิสัน ใช้ส่วนผสมทางเคมีที่ต่างจากญี่ปุ่นเล็กน้อย และสามารถพัฒนาสเต็มเซลล์ 8 ชุด เพื่อใช้ในงานวิจัย

ตามหากระสุนคอสมิก

รังสีคอสมิก เป็นปริศนาที่นักฟิสิกส์ฉงนกันมานานนับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา นักฟิสิกส์อยากรู้กันมาตลอดว่า อนุภาคจากห้วงอวกาศที่เล็กกว่าอะตอมพุ่งชนชั้นบรรยากาศโลกด้วยพลังงาน 100 ล้านเท่าสูงกว่าเครื่องเร่งอนุภาคปัจจุบันทำได้ และปีนี้พวกเขาใกล้ไขปริศนาได้แล้ว

นักฟิสิกส์หลายคนเข้าใจว่า รังสีคอสมิกเป็นโปรตอนที่มาจากกาแล็กซีไกลโพ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนักวิจัยในโตเกียวรายงานพบรังสี 11 ครั้ง มีพลังงานเกินระดับ 100 Eev สูงกว่าที่คาดไว้ 10 เท่า สร้างความงุนงงเหลือประมาณ

ปกติแล้ว ตลอดระยะการเดินทางอันยาวไกล โปรตอนควรทำอันตรกิริยากับรังสีที่เหลืออยู่หลังจากเกิดบิกแบงจนเหลือพลังงานราว 60 Eev ด้วยเหตุนี้พลังงานที่เกินมานั้นอาจหมายความว่า รังสีคอสมิกมาจากห้วงอวกาศใกล้ๆ นี่เอง

ทีมนักฟิสิกส์จากยูทาห์ สหรัฐ ใช้เครื่องตรวจจับความละเอียดสูง 1,500 ตัว ตรวจหารังสีคอสมิกครอบคลุมพื้นที่ 3,000 ตารางกิโลเมตร กว้างกว่าของทีมญี่ปุ่นที่ใช้เครื่องจับคลื่นรังสี 111 ตัว คลุมพื้นที่ 100 ตารางกิโลเมตร เดือนกรกฎาคม ทีมสหรัฐรายงานว่าไม่พบรังสีคอสมิกที่มีพลังงานเกิน 60 Eev เลย

อย่างไรก็ดี เดือนที่แล้วทีมสหรัฐออกมาเผยว่า พบรังสีคอสมิกพลังงานสูงกว่าเมื่อครั้งก่อนหลายสิบครั้ง คาดว่าน่าจะมาจาก AGN หลุมดำขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างจากโลก 250 ล้านปีแสง เป็นระยะที่ใกล้เกินกว่ารังสีคอสมิกจะคลายพลังงานออกไปได้มากระหว่างเดินทางมายังโลก

ถึงกระนั้น ยังไม่อาจพิสูจน์ได้ชัดว่า รังสีคอสมิกมาจากหลุมดำ AGN และยังไม่มีใครรู้ว่า หลุมดำนี้เร่งพลังงานโปรตอนเพิ่มขึ้นอย่างมหึมาได้อย่างไร

ขณะเดียวกัน ปีนี้มีงานวิจัย 4 เรื่อง ที่กล่าวรายละเอียดถึงโครงสร้างของ เบต้า2-อะดรีเนอร์จิก รีเซพเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่สำคัญ ส่งข้อมูลจากฮอร์โมน สารสื่อประสาท (เซโรตินิน) และโมเลกุลต่างๆ ในร่างกาย

ยาหลายชนิดตั้งแต่ยาแก้แพ้ไปจนถึงยากลุ่มเบต้า บล็อกเกอร์ ออกฤทธิ์กับตัวรีเซพเตอร์ตัวนี้ การเปิดเผยโครงสร้างเบต้า2-อะดรีเนอร์จิก รีเซพเตอร์ ปูทางสู่การปรับปรุงประสิทธิภาพของยาหลายตัว

การพัฒนา ทรานสิชั่น เมทัล ออกไซด์ อาจเป็นการปฏิวัติครั้งต่อไปของวัสดุที่ใช้ทำวงจรจิ๋ว นักวิจัยมองแง่ดีว่า การผสมออกไซด์รูปแบบใหม่จะให้ประสิทธิภาพสูงกว่าซิลิคอนที่ใช้เป็นสารกึ่งตัวนำในที่สุด

ปีหมูที่กำลังจะผ่านไปนี้ นักวิจัยได้ทดลองยืนยันสิ่งที่นักฟิสิกส์ทฤษฎีคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "ฮอล เอฟเฟคท์" ในอิเล็กตรอน ถ้าปรากฏการณ์เกิดขึ้นที่อุณหภูมิห้องได้จริง อนาคตมีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์อิเล็กตรอนพลังปั่นแน่

การค้นพบด้านชีววิทยาปีนี้ นักวิจัยพบว่าเมื่อหน่วยคุ้มครองร่างกาย "ทีเซลล์" แบ่งร่าง จะได้โปรตีนออกมา 2 ชนิด ตัวหนึ่งเป็นโปรตีน "ทหาร" ทำหน้าที่สู้รบปรบมือกับไวรัส หรือเนื้องอกโดยฉับพลัน อีกตัวเป็นโปรตีน "เซลล์รู้จำ" ที่กบดานรออยู่หลายปีเพื่อจัดการกับผู้บุกรุกในวันข้างหน้า การค้นพบนี้ช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของวัคซีนในอนาคต

ตลอดช่วงของปี นักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีทรงประสิทธิภาพมากมายเพื่อใช้สังเคราะห์ส่วนประกอบอินทรีย์ แล้วเป็นไงน่ะเหรอ ก็ได้ยาที่ถูกลง และตัวสังเคราะห์ใหม่น่ะสิ

การค้นพบที่น่าทึ่งอีกเรื่องหนึ่งคือ จินตนาการของมนุษย์มาจากไหน การศึกษาในคนและหนูพบว่า ความจำและจินตนาการมีที่มาจากสมองส่วน ฮิปโปแคมปัส นักวิทยาศาสตร์จึงเสนอว่า สมองเอาเหตุการณ์ในอดีตที่กระจัดกระจายมาปะติดปะต่อกันจนเป็นอนาคต

อันดับสุดท้าย นักวิทยาศาสตร์พัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ "แก้" เกมหมากรุก ทำให้คอมพิวเตอร์กลายเป็นเซียนหมากรุกที่ไม่มีใครจะปราบได้ นักวิจัยสาธิตให้เห็นว่า เกมหมากรุกมักลงเอยที่เสมอกัน หากคู่แข่งเดินถูกหมาก

เส้นทางวิทยาศาสตร์ปีหนู

เริ่มจากฟิสิกส์ ตั้งหน้าตั้งตารอกันมาตั้งแต่ต้นปี จนแล้วจนรอดเครื่องเร่งอนุภาคที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ชื่อ Large Hadron Collider ไม่ยอมเดินเครื่องเสียที

กำหนดการต่อไปวางแผนไว้กลางปีหน้า นักฟิสิกส์หวังกันว่า เมื่อเร่งอนุภาคมาชนกันด้วยความเร็วสูงอาจปรากฏอนุภาคตัวใหม่ และไขความลับจักรวาล การค้นพบครั้งยิ่งใหญ่แห่งมนุษยชาตินี้ต้องอดทนรอกันหน่อย

นักพันธุศาสตร์พิศวาสนักหนากับการศึกษาโมเลกุล RNA ที่ควบคุมการแสดงออกของยีน ในปีหน้า พวกเขาจะเริ่มใช้ไมโคร อาร์เอ็นเอ มากระชากหน้ากากกลไกเกิดโรค และค่อยๆ สืบให้กระจ่างว่ามันทำงานอย่างไร

นอกจากนี้ ปีหน้า นักวิทยาศาสตร์ยังฝันหวานว่าจะ "บูตเครื่อง" เซลล์ให้ทำงานโดยใช้ดีเอ็นเอสังเคราะห์ โอกาสที่ได้จากความสำเร็จนี้มีมากมาย เผลอๆ อาจผลิตไบโอดีเซลจากจุลชีพใช้แก้ขัดยามน้ำมันแพง

ด้านบรรพชีวิน นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ฟอสซิลกระดูกพบข้อมูลใหม่เกี่ยวกับอวสานของมนุษย์นีแอนเดอทัล และเอาข้อมูลไปเปรียบเทียบกับมนุษย์โฮโม ซาเปียน คาดกันว่าปลายปี 2008 ร่างจีโนมมนุษย์นีแอนเดอทัลคงออกมา อดใจรอหน่อยคงได้เห็นนักวิทยาศาสตร์ชุบชีวิตมนุษย์โบราณขึ้นมา อย่างน้อยแค่ยีนสักตัวก็ยังดี

คอมพิวเตอร์ศาสตร์มีเรื่องให้เฝ้ารอเหมือนกัน สารมัลติเฟอร์โรอิกเป็นสารประกอบที่เป็นอนุพันธ์จากสารกึ่งตัวนำที่ได้จากเซรามิคออกไซด์ หวังกันว่ามันจะถูกนำมาใช้เป็นชิพรุ่นใหม่

ห้องปฏิบัติการวิจัยทั่วโลกเริ่มวิเคราะห์จุลชีพที่อยู่ในร่างกายของมนุษย์แล้ว ระหว่างนี้ นักวิจัยอีกกลุ่มออกเดินทางไปถอดจีโนมจุลชีพพันธุ์อึดที่ใช้ชีวิตอยู่ในก้อนน้ำแข็งขั้วโลก และลาวา เพื่อให้รู้ว่าสภาพที่แสนจะทารุณขนาดนั้นทนอยู่ได้อย่างไร


โต๊ะข่าววิทยาศาสตร์
27 ธันวาคม พ.ศ. 2550
--------------------

ประวัติศาสตร์โลก ผ่าน "เกลือ"
คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม
ปรับปรุงจากบทแปลของ เรืองชัย รักศรีอักษร
มติชน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ
เพื่อคุณภาพของประเทศ



การเสาะหาเกลือเป็นงานที่ท้าทายวิศวกรมานานหลายพันปี เป็นแรงผลักดันในการคิดค้นเครื่องจักรมหัศจรรย์ที่สุด รวมทั้งเครื่องจักรที่คล่องแคล่วที่สุด งานสาธารณะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจำนวนหนึ่งเกิดจากความจำเป็นในการขนย้ายเกลือ

เกลืออยู่ในแถวหน้าที่สุดของการพัฒนาทั้งวิชาเคมีและธรณีวิทยา เกิดเส้นทางการค้าที่ยังคงเป็นเส้นทางสัญจรหลัก มีการสร้างพันธมิตร ได้ปกป้องจักรวรรดิ และได้กระตุ้นการปฏิวัติ ทั้งหมดนี้เพื่อบางสิ่งที่มีอยู่เต็มมหาสมุทร ผุดขึ้นจากบ่อน้ำพุ ก่อตัวเป็นแผ่นที่พื้นทะเลสาบ เป็นสายแร่เข้มข้นกินบริเวณกว้างในชั้นหินแร่ติดกับผิวดิน

แทบจะไม่มีสถานที่ใดบนโลกที่ปราศจากเกลือ

แต่เรื่องนี้ไม่เป็นที่กระจ่างชัดเจนจนกระทั่งธรณีวิทยาสมัยใหม่ได้เผยให้รู้ ดังนั้นประวัติศาสตร์ทั้งหมดก่อนศตวรรษที่ยี่สิบ จึงเป็นเรื่องราวของการค้นหาเกลือที่เต็มไปด้วยอันตราย การค้าเกลือ และการต่อสู้แย่งชิงเกลือ เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่เกลือเป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง พ่อค้าเกลือในแคริบเบียนจะเก็บเกลือไว้ในห้องใต้ดิน ชาวจีน ชาวโรมัน ชาวฝรั่งเศส ชาวเวนิซ ตระกูลฮัพเบิร์ก และรัฐบาลอื่นๆ อีกมากมายได้เก็บภาษีเกลือเพื่อหาเงินในการทำสงคราม มีการจ่ายเกลือเป็นค่าจ้างให้แก่ทหาร และบางครั้งก็ให้แก่คนงานด้วย

เกลือมีค่าเสมือนเงินตราตลอดมา

ในตำราเกี่ยวกับทุนนิยมเรื่องความมั่งคั่งของชาติ (The Wealth of Nations) ของ อดัม สมิธ ซึ่งเขียนขึ้นใน ค.ศ.1776 เขาได้ชี้ว่าแทบทุกอย่างที่มีค่าสามารถนำมาใช้เป็นเงินได้ เขายกตัวอย่างเช่น ยาสูบ น้ำตาล ปลาคอดแห้ง และวัวควาย ทั้งยังบอกว่า


"ว่ากันว่าเกลือเป็นเครื่องมือสามัญของการค้าและการแลกเปลี่ยนในอะบีส ซีเนีย" แต่เขาเสนอความเห็นว่าเงินตราที่ดีที่สุดทำจากโลหะ เนื่องจากมีลักษณะทางกายภาพที่คงทนถาวร แม้ว่าค่าของโลหะไม่ถาวรเช่นเดียวกับสินค้าอื่น

ทุกวันนี้ภาพเมื่อหลายพันปีของความปรารถนา การต่อสู้แย่งชิง การกักตุน การเก็บภาษี และการแสวงหาเกลือ ดูเหมือนจะเป็นภาพที่งดงาม แต่ค่อนข้างโง่เขลา

ผู้นำของอังกฤษในศตวรรษที่สิบเจ็ดซึ่งกล่าวอย่างร้อนรนเกี่ยวกับอันตรายของชาติที่ต้องพึ่งพาเกลือทะเลของฝรั่งเศส ดูน่าขันมากกว่าผู้นำในปัจจุบันที่ห่วงใยเรื่องการพึ่งพาน้ำมันต่างประเทศ ทุกยุคทุกสมัยผู้คนจะมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขารู้สึกว่ามีค่าเท่านั้นจึงจะมีค่าอย่างแท้จริง

การแสวงหาความรักและการเสาะหาความร่ำรวยมักจะเป็นเรื่องราวที่สนุกที่สุดเสมอ ขณะที่เรื่องราวแห่งความรักเป็นเรื่องนิรันดร์ แต่เรื่องราวการเสาะหาความร่ำรวยเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะก็ดูเหมือนว่าจะเป็นภาพลวงตาที่ดำเนินไปอย่างไร้แก่นสารเสมอ



สงครามเกลือในอเมริกา

เมื่อศึกษาแผนที่ของถนนแทบทุกแห่งในอเมริกาเหนือ จะสังเกตเห็นการออกแบบที่ไม่เป็นไปตามหลักเรขาคณิต แลดูแปลกตาของถนนสายรองซึ่งเป็นถนนในท้องถิ่น ผู้ดูแผนที่คงคาดเดาไว้ว่าเมืองเหล่านี้ตั้งขึ้นและเชื่อมโยงถึงกันอย่างไม่มีระเบียบ ไม่มีการวางแผนหรือออกแบบ ทั้งนี้เพราะถนนเหล่านี้เกิดจากการขยายทางเท้าหรือเส้นทางเดิน ซึ่งเดิมเป็นเส้นทางเดินของสัตว์ที่ค้นหาเกลือ

สัตว์หาเกลือได้ด้วยการหาบ่อน้ำพุน้ำเกลือ น้ำกร่อย เกลือสินเธาว์ หรือแหล่งเกลือตามธรรมชาติที่พอให้เลียกินได้

โป่งเกลือที่ค้นพบทั่วทั้งทวีปมักจะเป็นบริเวณที่ราบรกร้างขนาดหลายเอเคอร์ เนื้อดินสีน้ำตาลอมขาวหรือสีเทาอมขาวมีโพรงลึกจนเกือบเป็นหลืบถ้ำ เนื่องจากถูกเลียกินเป็นประจำ โป่งเกลือมักอยู่ปลายสุดของถนน เพราะเป็นแหล่งที่มีเกลือ เป็นจุดที่เหมาะสำหรับการตั้งถิ่นฐาน มีการสร้างหมู่บ้านตามโป่งเกลือ โป่งเกลือใกล้ทะเลสาบ อีรีเป็นทางกว้างที่เกิดจากควายป่า เมืองที่สร้างขึ้นที่นั่นจึงมีชื่อว่าบัฟฟาโล อยู่ในรัฐนิวยอร์ก

ตอนที่ชาวยุโรปมาถึงได้พบการทำเกลือปริมาณมากตามหมู่บ้านในอเมริกาเหนือ เมื่อ ค.ศ.1541 เฮอร์นันโด เดอ โซโต นักสำรวจชาวสเปนได้เดินทางขึ้นไปตามลำน้ำมิสซิสซิปปี และพบเห็น "การทำเกลือตามแม่น้ำ พอน้ำลดก็จะเหลือเกลืออยู่บนทราย เนื่องจากไม่สามารถเก็บเกลือโดยไม่มีทรายมาด้วย จึงต้องนำไปใส่ในตะกร้าที่ทำขึ้นเฉพาะ มีปากกว้างและก้นแคบ แล้วแขวนตะกร้าไว้บนเสาอกไก่ จากนั้นจึงเทน้ำลงไป โดยมีภาชนะรองรับข้างล่าง แล้วนำไปต้มให้ระเหยเหลือแต่เกลืออยู่ที่ก้นภาชนะ"

ชนเผ่าล่าสัตว์ที่ไม่ได้ปลูกพืชจะไม่ทำเกลือ ยกเว้นชาวเอสกิโมที่ช่องแคบแบริง พวกเขาล่ากวางเรนเดียร์ แกะภูเขา หมี แมวน้ำ วอลรัส และสัตว์อื่นๆ แล้วนำมาต้มในน้ำทะเลเพื่อให้มีรสเค็ม ก่อนที่ชาวยุโรปจะมาถึง หลายชนเผ่าอย่างเพนอบสกอต เมโนมินิ และชิพเพวาไม่เคยใช้เกลือ มิชชันนารีนิกายเยซูอิตในดินแดนของอินเดียนแดงเผ่าฮูรอนบ่นเรื่องที่ไม่มีเกลือ แม้ว่ามิชชันนารีท่านหนึ่งจะได้ให้ความเห็นว่า คนเผ่าฮูรอนมีสายตาดีกว่าชาวฝรั่งเศส และเห็นว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขาละเว้นจากไวน์ เกลือ และ "สิ่งอื่นที่ทำให้ความรื่นรมย์ของดวงตาเหือดแห้งไป และทำลายความมีสีสันของดวงตา"

กล่าวกันว่าชาวอินเดียนเผ่าพูเกตซาวนด์ซึ่งกินปลาแซลมอนเป็นอาหารหลัก ก็ไม่กินเกลือ ชาวเผ่าโมฮีแกนในคอนเนกติคัตกินกุ้งล็อบสเตอร์ หอยกาบ ปลาแชด ปลาแลมเพรย์ รวมทั้งข้าวโพดเป็นอาหารหลัก แต่ทว่า ตามที่คอตตัน เมเธอร์ กล่าวอ้าง "พวกเขาไม่มีเกลือแม้แต่เม็ดเดียวในโลก จนกระทั่งพวกเรานำไปมอบให้"

แต่ชาวเผ่าเดลาแวร์เติมเกลือลงในอาหารที่ทำจากข้าวโพด ชาวเผ่าโฮพีต้มถั่วและปลาหมึกด้วยเกลือ และกินกระต่ายแจ๊กแรบบิตด้วยการตุ๋นกับพริกและหัวหอมป่าในน้ำที่เติมเกลือ ชาวเผ่าซูนิกินก้อนแป้งต้มในซอสน้ำเกลือ และทำคูเชเว (kushewe) ซึ่งเป็นขนมปังเค็มทำจากมะนาวและซุเอตเค็ม เวลาเดินทางชาวเผ่าซูนิมักจะพกกระปุกเกลือและพริกแดงไปด้วย ส่วนประกอบของสองสิ่งนี้ยังคงเป็นเครื่องปรุงรสชั้นเยี่ยมในแถบตะวันตกเฉียงใต้

ประวัติศาสตร์ของทวีปอเมริกาเป็นประวัติศาสตร์แห่งสงครามเพื่อแย่งชิงเกลืออย่างไม่หยุดหย่อน

ใครก็ตามที่ครอบครองเกลือจะเป็นผู้มีอำนาจ เรื่องนี้เป็นความจริงทั้งก่อนที่ชาวยุโรปจะมาถึง และยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งหลังสงครามกลางเมืองในอเมริกา


Salt : A World History
Mark Kurlansky : เขียน
เรืองชัย รักศรีอักษร : แปล
ราคา 280 บาท

---------------------------------
เล่าเรื่อง "เกลือ" ผ่านประวัติศาสตร์โลก
โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช


ภาพการแล่และทำเค็มปลาในภาพฝาผนังของอียิปต์ในสุสานของ Puy-em-re รองสังฆราชแห่งอามุนราว 1,450 ปีก่อนคริสตกาล
----------------------

อาหารจะมีรสชาติอร่อย ว่ากันว่าต้องเหยาะเกลือลงไปสักนิด

นั่นเป็นเคล็ด (ไม่) ลับของบรรดาคุณแม่บ้านใช้เสริมเสน่ห์ปลายจวัก

ทว่า...เกลือไม่ได้มีประโยชน์เพียงแค่นั้น ถ้ามองลึกเข้าไปในประวัติศาสตร์โลก เกลือเป็นสิ่งมีค่ามากมายมหาศาล

ในบางยุคสมัย เกลือมีค่าเทียบเท่าเงินตรา ทำให้เกิดเส้นทางการค้าโลก และเป็นชนวนสงครามในยุคล่าอาณานิคม

ฯลฯ

ช่วงนี้งาน มหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 13 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กำลังคึกคัก และเข้มข้นเข้ามาทุกที เพราะมีเวลาให้หนอนนักอ่านได้ช็อปๆๆ จนหยดสุดท้ายถึงแค่ วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคมนี้ เท่านั้น

สำนักพิมพ์มติชน ซึ่งมีหนังสือดีๆ มาให้เลือกสรรด้วยราคาเป็นกันเอง แน่นอนว่ารวมทั้งหนังสือซิงๆ ที่เพิ่งออกจากแท่นพิมพ์มาให้ทันซื้อหากันในงานนี้โดยเฉพาะ ที่มติชน โซนพลาซ่า

ใครที่มาขนไปแล้ว 2 คันรถ (เข็น) จะมาขนอีกสักหนึ่งคันรถ (เข็น) งานนี้ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมตรวจสอบหนังสือที่ขนกันไปว่าซื้อไปครบถ้วนหรือยัง อย่างเล่มนี้ "ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ" หนังสือดีอีกเล่ม ที่อยากจะแนะนำว่าไม่ควรพลาด

"ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ" เป็นหนังสือแปล ผลงานการเขียนของ มาร์ก เคอร์ลันสกี นักเขียนผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าสามารถหยิบหัวข้อธรรมดาที่คนทั่วไปมองข้ามมาเป็นประเด็นที่สื่อถึงประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ได้อย่างน่าสนใจ ทั้งยังมีสำนวนที่อ่านสนุกและชวนติดตาม

เรืองชัย รักศรีอักษร ผู้แปล บอกเล่าถึงความประทับใจที่ได้จากการแปลหนังสือเล่มนี้ว่า คือความอัจฉริยะของเคอร์ลันสกี ที่สามารถเขียนประวัติศาสตร์ให้เป็นเหมือนนิยายที่อ่านสนุก เพลิดเพลิน ให้ความรู้และแง่มุมต่างๆ ทั้งทางประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การเมือง ศาสนา และขนบประเพณีของชาติต่างๆ ในอดีตได้อย่างน่าสนใจโดยผ่านเกลือ

"เคอร์ลันสกีนำเสนออดีตและปัจจุบันของการผลิตและการค้าเกลือ ทำให้เราได้รู้ว่าเบื้องหลังของประวัติศาสตร์โลกล้วนเกี่ยวข้องกับเกลือ อย่างเช่นกำแพงเมืองจีนสร้างจากภาษีเกลือ กองทัพโรมันที่เกรียงไกรก็สร้างขึ้นจากภาษีเกลือ อาณาจักรมายามีรากฐานจากการผลิตและค้าเกลือ

การค้าระหว่างประเทศในยุคกลางมีเกลือและผลิตภัณฑ์จากเกลือ อย่างปลาเค็มและเนื้อเค็มเป็นสินค้าหลัก

เกลือเป็นสินค้าสำคัญของจักรวรรดิอังกฤษที่แผ่อิทธิพลไปทั่วโลก ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ฝ่ายใต้พ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองของสหรัฐมาจากการขาดแคลนเกลือ การเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชของอินเดียจากอังกฤษเริ่มจากการคัดค้านการผูกขาดเกลือของจักรวรรดิอังกฤษ



(ซ้ายบน) การขนส่งเกลือด้วยเกวียนเทียมอูฐไปยังทางรถไฟที่ทะเลสาบบาสคุนต์ชัก ทางตอนใต้ของอุราล ในรัสเซีย ราว ค.ศ.1929 (ขวาบน) ภาพพิมพ์งานไม้ของอังกฤษในศตวรรษที่สิบแปด แสดงถึงการหมักและตากแห้งปลาคอด ในนิวฟาวนด์แลนด์ (ซ้ายล่าง) ภาพจำลองภายในสุสานตุตันคาเมน
------------------------------

วิชาเคมี โบราณคดี และธรณีวิทยา เกิดขึ้นจากการค้นคว้าเรื่องเกลือ ฯลฯ

ลองเปิดเข้าไปอ่านเรื่องราวอันน่าทึ่งของ "เกลือ" ใน "ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ"

...เป็นเวลาหลายพันปีแล้วที่เกลือเป็นตัวแทนของความมั่งคั่ง พ่อค้าเกลือในแคริบเบียนจะเก็บเกลือไว้ในห้องใต้ดิน ชาวจีน ชาวโรมัน ชาวฝรั่งเศส ชาวเวนิชตระกูลอัพเบิร์ก และรัฐบาลอื่นๆ อีกมากมายได้เก็บภาษีเกลือเพื่อหาเงินในการทำสงคราม มีการจ่ายเกลือเป็นค่าจ้างให้แก่ทหาร และบางครั้งก็ให้แก่คนงานด้วย เกลือมีค่าเสมือนเงินตราตลอดมา

หลายศตวรรษมาแล้วที่ราชสำนักจีนถือว่าเกลือเป็นที่มาของรายได้ของรัฐ มีการค้นพบตำราในจีนที่กล่าวถึงภาษีเกลือเมื่อ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล

มีการเขียนตำราการบริหารเกลือขึ้นเป็นครั้งแรกชื่อ "ก่วนจื่อ" ซึ่งมีเนื้อหาประกอบด้วยสิ่งที่เชื่อว่าเป็นคำแนะนำทางเศรษฐกิจของเสนาบดีคนหนึ่ง ที่มีชีวิตระหว่าง 685-643 ปีก่อนคริสตกาล ที่ให้แก่เจ้าผู้ครองแคว้นฉี โดยกำหนดราคาเกลือให้คงที่ในระดับที่สูงกว่าราคาที่ซื้อมา เพื่อให้รัฐสามารถนำเข้าและขายเกลือเพื่อทำกำไร

นับเป็นครั้งแรกที่รู้กันในประวัติศาสตร์ว่ามีการผูกขาดสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตด้วยการควบคุมของรัฐ รายได้ที่มาจากเกลือสามารถนำไปใช้ในการสร้างกองทัพ และยังใช้สร้างกำแพงเมืองจีน

...จากจีนข้ามมาที่ประเทศอียิปต์

ชาวอียิปต์ทำเกลือด้วยการนำน้ำทะเลบริเวณปากแม่น้ำไนล์มาทำให้ระเหย และอาจหาซื้อเกลือบางส่วนจากการค้าแถบเมดิเตอร์เรเนียน มีหลักฐานแน่ชัดว่าพวกเขาได้รับเกลือจากการค้ากับแอฟริกา โดยเฉพาะจากลิเบียและเอธิโอเปีย

แต่อียิปต์ก็มีทะเลสาบเกลือมากมายหลายชนิด รวมทั้งเกลือป่นที่เรียกว่า "เกลือทางเหนือ" และเกลืออีกชนิดที่เรียกว่า "เกลือแดง" ซึ่งอาจมาจากทะเลสาบใกล้เมืองเมมฟิส

นานก่อนศตวรรษที่สิบเจ็ดและสิบแปด ที่นักเคมีเริ่มจำแนกและตั้งชื่อเกลือชนิดต่างๆ นักเล่นแร่แปรธาตุ หมอ และคนครัวสมัยโบราณรู้ดีอยู่ก่อนแล้วว่าเกลือมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีรสชาติและคุณสมบัติทางเคมีแตกต่างกัน จึงเหมาะกับงานต่างกัน

ชาวจีนได้คิดค้นดินปืนด้วยการแยกดินประสิว หรือโพแทสเซียมไนเตรต ชาวอียิปต์ค้นพบเกลือชนิดหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นส่วนผสมของโซเดียมไบคาร์บอเนตกับโซเดียมคลอไรด์ปริมาณเล็กน้อย

ชาวอียิปต์พบสารนี้ตามธรรมชาติในวาดิ (Wadi) ซึ่งเป็นภาษาอาหรับ หมายถึง แม่น้ำที่แห้งขอด ในบริเวณที่ห่างจากกรุงไคโรไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราวสี่สิบไมล์ สถานที่นั้นเรียกว่า "นาตรอน" (Natrun) พวกเขาจึงเรียกเกลือนี้ว่า เนตจรี (netjry) หรือ นาตรอน


ชาวอียิปต์โบราณเรียกนาตรอนว่า "เกลือศักดิ์สิทธิ์"

มีการค้นพบสุสานของฟาโรห์หนุ่มตุตันคาเมนเมื่อ ค.ศ.1922 เป็นสุสานที่วิจิตรบรรจงและรักษาได้ดีที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ หลุมของพระศพล้อมรอบด้วยแท่นบูชาสี่แท่น แต่ละแท่นมีถ้วยบรรจุเรซิ่นและนาตรอน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญสองอย่างที่ใช้ในการเก็บรักษามัมมี่

นักวิจัยโต้แย้งว่ามีการใช้โซเดียมคลอไรด์ในการทำมัมมี่หรือไม่ เป็นเรื่องยากที่จะรู้ เนื่องจากนาตรอนประกอบด้วยโซเดียมคลอไรด์ปริมาณน้อย ซึ่งทำให้เหลือร่องรอยของเกลือแกงนี้ในมัมมี่ทุกร่าง ดูเหมือนว่าจะมีการใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์แทนนาตรอนในการฝังศพของผู้ที่มั่งคั่งน้อยกว่า

เฮโรโดตุสได้อธิบายวิธีทำมัมมี่ของอียิปต์ไว้อย่างละเอียด ซึ่งจากการตรวจสอบและวิเคราะห์ทางเคมีของนักโบราณคดีปัจจุบัน เทคนิคการทำมัมมี่มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่งกับกรรมวิธีที่ชาวอียิปต์ใช้เก็บรักษานกและปลาด้วยการควักไส้และหมักเกลือ

เป็นที่ชัดเจนว่าคนรุ่นหลังไม่ได้ลืมความเหมือนกันระหว่างการเก็บรักษาอาหารกับการเก็บรักษามัมมี่ ในศตวรรษที่สิบเก้า เมื่อมีการนำมัมมี่จากสุสานที่ซักคาราและเธเบสไปยังกรุงไคโร มีการเก็บภาษีมัมมี่ในอัตราเดียวกับปลาเค็มก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าเมือง

ความจริงที่ว่าในอียิปต์โบราณ มัมมี่คนจนใช้เกลือโซเดียมคลอไรด์ ส่วนมัมมี่คนรวยใช้เกลือนาตรอน แสดงให้เห็นว่าชาวอียิปต์ตีค่านาตรอนสูงกว่า ซึ่งตรงข้ามกับที่ปรากฏในส่วนอื่นๆ ของแอฟริกาโบราณ

โดยทั่วไปชาวแอฟริกาที่ร่ำรวยกว่าจะใช้เกลือที่มีส่วนประกอบของโซเดียมคลอไรด์สูงกว่า ส่วนนาตรอนเป็นเกลือของคนจน

ในแอฟริกาตะวันตกมีการใช้นาตรอนขาวทำเค้กถั่วที่เรียกว่า "คูนู" (Kunu) เชื่อกันว่านาตรอนในอาหารชนิดนี้มีประโยชน์ในการบำรุงมารดาที่ให้น้ำนมบุตร

นาตรอนเหมาะกว่าเกลือในการทำอาหารจากถั่ว เพราะเชื่อกันว่า คาร์บอเนตจะต้านก๊าซ ยังมีการใช้นาตรอนเป็นยารักษากระเพาะอาหารมาจนถึงปัจจุบัน

จากการที่นาตรอนเป็นโซดาไบคาร์บอเนตธรรมชาติ ยังเชื่อกันว่านาตรอนเป็นยากระตุ้นกำหนัดในเพศชายอีกด้วย

เกลือเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับชาวโรมันในการสร้างจักรวรรดิ พวกเขาสร้างโรงเกลือทั่วทุกหนแห่งในโลกที่พวกเขาขยายอาณาจักรออกไป ตั้งอยู่ตามชายฝั่งทะเล บึง และบ่อน้ำเค็มทั่วคาบสมุทรอิตาลี

ชาวโรมันไม่เพียงแต่ยึดครองเหมืองเกลือหลายแห่งของชาวเซลต์ในกอลและอังกฤษ แต่ยังรวมถึงโรงเกลือของชาวเฟนีเชี่ยนและชาวคาร์เทจในแอฟริกาเหนือ ซิซิลี สเปน และโปรตุเกส

นอกจากนี้ยังยึดโรงเกลือที่กรีซ ทะเลดำ และตะวันออกกลางโบราณ รวมทั้งที่ภูเขาโซดอม ใกล้กับทะเลสาบเดดซี ซึ่งมีการพิสูจน์ว่าโรงเกลือมากกว่าหกสิบแห่งเป็นของจักรวรรดิโรมัน

เกลือเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจ

ตัวอย่างเช่น บนโต๊ะเสวยของอาณาจักรฝรั่งเศสยุคกลางและยุคเรอเนสซองส์สมัยต่างๆ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ภาชนะบรรจุเกลือเป็นรูปเรือขนาดใหญ่ตกแต่งหรูหรา คือ เนฟ (nef) ซึ่งในที่นี้เป็นภาชนะประดับเพชรพลอย

เนฟเป็นทั้งกระปุกเกลือและเครื่องหมายของ "นาวาแห่งรัฐ" ขณะที่เกลือเป็นสัญลักษณ์ของสุขภาพและการปกปักรักษา สื่อความหมายว่า สุขภาพของผู้ปกครองคือความมั่นคงของชาติ

ใน ค.ศ.1378 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ห้าแห่งฝรั่งเศส ทรงเป็นเจ้าภาพเลี้ยงพระกระยาหารค่ำ ซึ่งครั้งนั้นเป็นที่เลื่องลือ และก่อให้เกิดคำถามที่น่ากระอักกระอ่วนใจว่าควรจะวางเนฟไว้ตรงไหน ระหว่างเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ หรือเบื้องพระพักตร์ของพระเจ้าชาร์ลส์ที่สี่ จักรพรรดิแห่งโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ ผู้ทรงมีชาติกำเนิดเป็นชาวปรากและเป็นพระราชอาคันตุกะของพระองค์

นอกจากนี้ยังมีกษัตริย์เวนเชสลอสแห่งเยอรมนี พระราชโอรสขององค์จักรพรรดิก็ทรงร่วมในงานด้วย

ผลสุดท้ายเลยจัดโต๊ะโดยมีเนฟขนาดใหญ่สามใบสำหรับกษัตริย์แต่ละพระองค์

กระปุกเกลือที่วิจิตรบรรจงในรูปแบบต่างๆ ไม่เฉพาะรูปเรือเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย เมื่อ ค.ศ.1415 ดุ๊กแห่งแบรี ผู้อุปถัมภ์งานศิลปะที่มีชื่อเสียงได้รับกระปุกเกลือจากช่างชื่อ ปอล เดอ ลัมบูร์ก เพิ่มเข้าเป็นส่วนหนึ่งในเนฟที่สะสมไว้

เป็นกระปุกเกลือที่ทำจากหินโมรา ฝาปิดทำด้วยทองคำ และที่จับเป็นแซฟไฟร์ประดับด้วยมุกสี่เม็ด

นี่เป็นเพียงไตเติ้ลเรื่องราวเกี่ยวกับเกลือที่มาร์ก เคอร์ลันสกี หยิบมาเล่าสอดแทรกไปกับประวัติศาสตร์โลก
 


สะกิดใจ 17/12/51


สะกิดใจ 18/12/51

 

 

 

Rubik’s Cube เรื่องของคนชอบบิด
เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 25 พฤศจิกายน 2551



เมื่อครั้งเป็นเด็ก ผมเคยมีของเล่นชิ้นหนึ่งรูปทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ที่แต่ละด้านมีสีเหมือนกัน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเรียกว่าอะไร และหลังจากที่ผมทำลายเอกภาพของสีแต่ละด้านลงเรียบร้อย ความเป็นเอกภาพของสีแต่ละสีก็ไม่เคยปรากฏขึ้นอีกเลย ผมก็ไม่ผิดแผกจากเด็กทั่วไป เมื่อไม่มีสติปัญญาจะแก้ปริศนาได้ ความเบื่อจึงตามมา แล้วเจ้าของเล่นชิ้นนั้นก็เริ่มถูกวางไว้เฉยๆ และสูญหายไปในที่สุด

เพิ่งจะมารู้เอาเมื่อไม่นานนี้ว่า เจ้าของเล่นที่ผมเห็นตั้งแต่เด็กมีชื่อเรียกว่า ‘รูบิกส์คิวบ์’ (Rubik’s Cube) หรือ ‘ลูกบาศก์ของนายรูบิก’ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่ามันเป็นของเล่นที่คิดค้นโดยคนที่ชื่อว่า ‘รูบิก’ แต่ก่อนที่เราจะรู้จักความเป็นมาของของเล่นชิ้นนี้ อยากให้ลองสังเกตอะไรบางอย่างก่อน

ต้องบอกว่าเป็นความรู้สึก และไม่แน่ใจด้วยว่าเป็นความรู้สึกของผมคนเดียวหรือเปล่า แต่ระยะที่ผ่านมาผมมักพบเห็นรูบิกส์คิวบ์วางขายแบกะดินบ่อยครั้งมากขึ้น อันละสามสิบสี่สิบบาท เรื่องแบบนี้ถ้าไม่มีอุปสงค์ย่อมไม่มีอุปทาน แล้วพอได้เดินงานมหกรรมหนังสือฯ ครั้งที่ผ่านมา ก็พบว่าร้านของเล่นเกือบทุกร้านจะต้องมีรูบิกส์คิวบ์วางขาย บางคนอาจเถียงว่าก็มีขายทุกครั้งอยู่แล้ว แต่ความต่างก็คือครั้งนี้มีรูบิกส์คิวบ์หลายเกรด หลายราคา มีทั้งแบบถอดประกอบเอง แบบราคาถูก ถึงราคาสองสามร้อยบาท

หรือว่ากระแสคลั่งไคล้รูบิกส์คิวบ์กำลังจะกลับมา เหมือนครั้งที่มันออกมาใหม่ๆ?

 

คนนี้แหละ นาย Rubik


ลูกบาศก์ของนายรูบิก

แม้ว่าของเล่นชิ้นนี้จะถูกเรียกว่า ลูกบาศก์ของนายรูบิก แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว มันไม่ได้มีชื่อนี้มาตั้งแต่ต้น และของเล่นที่มีวิธีการเล่นทำนองนี้ก็ไม่ใช่นายรูบิกที่คิดขึ้นเป็นคนแรก

มีนาคม 1970 Larry Nichols ได้ประดิษฐ์ของเล่นแบบนี้ขึ้นก่อนนายรูบิก เพียงแต่ว่ามันมีขนาด 2x2x2 ไม่ใช่ 3x3x3 แบบที่เราเห็นอย่างตอนนี้ คุณ Larry ตั้งชื่ออย่างยาวว่า ‘Puzzle with Pieces Rota table in Group’ ซึ่งกลไกที่ยึดของเล่นนี้เข้าไว้ด้วยกันคือแม่เหล็ก

กระทั่งปี 1974 Erno Rubik ประติมากรและศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรม ชาวฮังการีจึงได้คิดค้น ‘Magic Cube’ แต่กว่าจะได้ผลิตออกมาขายตามร้านของเล่นในกรุงบูดาเปสต์ก็ล่วงเลยถึงปี 1977 ซึ่งมีแววว่าจะไปได้ดีกว่าของเล่นของคุณ Larry ที่มีราคาแพงกว่า เนื่องจากคุณรูบิกใช้กลไกที่ทำจากพลาสติกเป็นตัวยึดลูกบาศก์ลูกเล็กๆ เข้าไว้ด้วยกันแทนที่จะใช้แม่เหล็ก จึงทำให้มันมีราคาถูกกว่าเห็นๆ

Magic Cube เป็นที่รู้จักแพร่หลายในปี 1980 เมื่อบริษัท Ideal Toys นำมาสู่โลกตะวันตก ด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงของเล่นที่ลอนดอน ปารีส นูเรมเบิร์ก และนิวยอร์ก

เมื่อเห็นลู่ทางอันสดใส Ideal Toys จึงคิดจะตั้งชื่อใหม่เพื่อตีตลาด สองชื่อที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ ‘The Gordian Knot’ และ ‘Inca Gold’ แต่ที่สุดของที่สุดแล้วก็กลับมาลงเอ่ยที่ชื่อธรรมดาสามัญ Rubik’s Cube

 

Rubik's Cube แบบต่างๆ


ถึงปัจจุบันนี้ รูบิกถูกพัฒนา ปรับเปลี่ยนจนมีความหลากหลายมากขึ้น มีทั้งแบบ 2x2x2, 4x4x4, 5x5x5, 8x8x8 หรือมากกว่านั้น มีแบบที่เป็นวงกลม สามเหลี่ยม หรือรูปดาว

อย่างไรก็ตาม แบบที่คลาสสิกที่สุดยังคงเป็นแบบ 3x3x3 และต้องเป็นสีน้ำเงิน สีขาว สีเหลือง สีส้ม สีเขียว และสีแดง ถึงจะเรียกว่าคลาสสิกจริง มันยังถูกพูดถึงว่าเป็นของเล่นที่ขายดีที่สุดในโลกอีกด้วย เพราะมันถูกขายไปแล้วกว่า 300 ล้านอันทั่วโลก

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับ Rubik’s Cube อยู่ไม่น้อย เชื่อว่าคงเคยมีนักคณิตศาสตร์ช่างคิด (และอยู่ว่างๆ) สักคนคำนวณความเป็นไปได้ของรูปแบบการเรียงสลับสีของ Rubik’s Cube ไว้ ซึ่งทำให้ได้ตัวเลขที่น่าตกใจไม่น้อย เพราะมันมีความเป็นไปได้มากมายถึง 43,252,003,274,489,856,000 รูปแบบ

แต่ว่ากันว่าการเล่น Rubik’s Cube มันเกี่ยวพันกับหลักการทางคณิตศาสตร์ที่เราเคยเรียนสมัย ม.ปลาย ที่เรียกว่า อัลกอริธึม (Algorithm) ปี 1982 David Singmaster และ Alexander Frey ก็ตั้งสมมติฐานโดยอาศัยหลักอัลกอริธึมว่า การจัดวาง Rubik’s Cube ให้กลับมามีสีเหมือนกันทั้ง 6 ด้าน น่าจะทำได้โดยการหมุนไม่เกิน 20 ครั้ง แน่นอน เรื่องแบบนี้ก็เหมือนเป็นการท้าทายนักคณิตศาสตร์อย่างหนึ่ง ปี 2007 Daniel Kunkle และ Gene Cooperman ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแก้ปัญหานี้เพื่อจะพิชิต Rubik’s Cube ให้ได้ภายในการหมุน 20 ครั้ง แต่พวกเขาทำได้ดีที่สุดคือ 26 ครั้ง

พอถึง ปี 2008 สถิตินี้ถูกทำลายลงด้วยการหมุนเพียง 22 ครั้ง ของ Tomas Rokicki และจนถึงตอนนี้การค้นหาวิธีเพื่อเข้าใกล้ตัวเลขของคุณ David ยังคงดำเนินอยู่ต่อไป

และถ้าคุณอยากจะลองดูก็คงไม่มีใครว่า

 

นี่ก็ Rubik's Cube สวยๆ อีกแบบหนึ่ง


ชมรมรูบิกไทย

เวลามีปรากฏการณ์หนึ่งเบ่งบาน ย่อมเป็นเพราะมีปัจจัยหลายหลากเชื้อชวนให้เกิด จากที่ได้พูดคุยกับนักเล่นรูบิก ปัจจัยเด่นที่ปลุกกระแส Rubik’s Cube หนีไม่พ้นเทคโนโลยีสารสนเทศหรือจะเรียกแบบไม่ต้องปรุงแต่งว่า อินเตอร์เน็ต

ยี่สิบ สามสิบปีก่อนที่กระแสรูบิกหลั่งไหลจากตะวันตกเข้าสู่เมืองไทย น่าจะมีน้อยถึงน้อยที่สุดที่สามารถหมุนได้ครบทั้ง 6 ด้าน ต่อให้คิดจนหัวแทบแตก บิดจนเมื่อยมือ และรูบิกพังกันไปหลายอัน ความเป็นเอกภาพของสีก็ยังไม่เกิดขึ้นในมือใครหลายๆ คน ยุคนั้นอินเตอร์เน็ตยังไม่ใช่สิ่งที่รู้จักแพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ ไม่มีแหล่งข้อมูลให้ค้นหาคำตอบของปริศนา

“เมื่อสักกลางๆ ปีที่แล้ว ตอนนั้นเว็บไซต์ไทยแลนด์คิวบ์ยังไม่มี ผมลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับรูบิกในบ้านเราซึ่งตอนนั้นมีแค่ 2 เว็บไซต์ เป็นของคุณกึ่งยิงกึ่งผ่านกับคุณโจโจ้

“คุณโจโจ้เขาลงคลิปและโพสต์ว่าเขาทำได้ภายในเวลา 22 วินาที ผมก็...โอ้โห มันเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก คุณโจโจ้เขาบอกว่าจะฝึกบิดให้ครบ 6 ด้านให้ได้ใน 1 นาทีภายในเวลา 1 เดือน แล้วเขาก็ทำได้ เราก็คิดว่าเราก็น่าจะทำได้ ผมจึงเข้าไปหาข้อมูลในเว็บไซต์ต่างประเทศ จนสามารถทำได้


“แล้วตอนหลังก็ได้มารู้จักกับคุณชัชวาลย์ซึ่งกำลังจะก่อตั้งชมรมของคนเล่นคิวบ์ในเมืองไทย ประมาณกรกฎาคมปีที่แล้ว ผมก็เอาคลิปวิธีเล่นไปโพสต์ในเว็บนี้ คนเริ่มเข้ามาดู จนเกิดเป็นกระแสขึ้นมา พอเด็กเข้ามาดู เล่นเป็น เอาไปเล่นให้เพื่อนดู เพื่อนก็อยากเล่นเป็นบ้าง มันก็เกิดการขยายตัว ตอนนี้ตัววิดีโอเป็นอันดับ 1 ของกูเกิลแล้ว เพราะที่เป็นของคนไทยมีแค่คลิปเดียว เลยมีคนไทยเข้าไปดูกันเยอะ ทำให้รูบิกเริ่มแพร่หลาย”

กันย์ ศิริมาตย์ รองชนะเลิศอันดับ 1 รุ่นประชาชนทั่วไป ในการแข่งขันรูบิก อพวช. ประจำปี 2008 และเจ้าของร้านขายรูบิกส์คิวบ์ที่ฟอร์จูนทาวเวอร์ พูดถึงการกลับมาของกระแสรูบิก

หลังจากที่รูบิกส์คิวบ์เป็นปริศนาคาใจของคนจำนวนมากมาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว จู่ๆ ก็มีคนมาบอกวิธีเล่นให้ครบ 6 ด้าน ไม่แปลกกระมังถ้าจะมีคนอยากรู้อยากเห็น ขณะที่กลุ่มเด็กมัธยมซึ่งเป็นกลุ่มเล่นหลักก็สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ บวกกับการเล่น การบอกต่อ การสอนกันในหมู่เพื่อนก็ยิ่งทำให้กระแสรูบิกส์คิวบ์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

การถือกำเนิดของเวบ ชมรมรูบิกไทย หรือ www.thailandcube.com จึงเป็นเครื่องยืนยันอิทธิพลของอินเทอร์เน็ตได้เป็นอย่างดี

 

ชัชวาลย์ จารุวัฒนกุล ผู้ก่อตั้งชมรมรูบิคไทย


ชัชวาลย์ จารุวัฒนกุล ผู้ก่อตั้งชมรมรูบิกไทย และตัวแทน World Cube Association ในประเทศไทย เล่าให้ฟังว่า เขาเล่นรูบิกส์คิวบ์มาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้วและสามารถทำได้ครบทั้ง 6 ด้านในเวลาประมาณ 3 นาที จากนั้นก็ห่างหายกับมันไปตามกาลเวลา

กระทั่งเมื่อ 5 ปีก่อนเขากลับมาเล่นใหม่ และลองค้นหาวิธีการเล่นเร็ว ความว่างบวกความชอบ เขาจึงตัดสินใจทำเว็บไซต์ชมรมรูบิกส์ไทยขึ้นในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว

“จากนั้นก็เริ่มมีการแข่งขันกันตั้งแต่เริ่มแรก เราได้รับการติดต่อจากทางองค์กรพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ซึ่งเขาจะจัดแข่งรูบิกในงานถนนสายวิทยาศาสตร์ เขาก็ให้เราไปช่วยจัดการแข่งขัน หลังจากนั้นก็มีหน่วยงานอื่นๆ ที่รู้จักเรา เข้ามาในเว็บไซต์ ติดต่อมาให้ช่วยจัดแข่งอยู่เรื่อยๆ”

กระแสรูบิกเริ่มจุดติด หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และการศึกษาเริ่มให้ความสนใจ ขณะที่ธุรกิจเอกชนก็ทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์ด้วยการจัดแข่งรูบิก จากที่เวลานักเรียนเอาไปเล่นในโรงเรียนจะถูกครูยึด กลายเป็นครูต้องปล่อยให้เด็กเล่นเพราะระบาดหนัก

ปัจจัยอีกประการที่ทำให้รูบิกส์คิวบ์กลับมาฮิตฮอตคือกระแสในต่างประเทศ ปี 2003 เมื่อมีการก่อตั้ง World Cube Association ขึ้นอย่างเป็นทางการ มีการจัดแข่งขันเพื่อหานักเล่นรูบิกส์คิวบ์ที่เร็วที่สุดในปีเดียวกัน ก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมไปทั่ว

รูบิกขั้นเทพ-เร็ว เร็ว และเร็วที่สุด

สำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ในยุทธจักรรูบิกส์คิวบ์อาจนึกไม่ถึงว่า พวกนักรูบิกส์คิวบ์ขั้นเทพสามารถหมุนได้เร็วแค่ไหน

เราลองมาดูสถิติที่เคยมีการบันทึกเอาไว้ แล้วคุณอาจจะทึ่ง

การแข่งขันรูบิกส์คิวบ์ถูกจัดขึ้นครั้งแรกที่บ้านเกิดของเจ้าของเล่นชิ้นในกรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ในวันที่ 5 มิถุนายน 1982 ผู้ชนะเลิศในครั้งนั้นเป็นนักศึกษาชาวเวียดนามจากลอสแองเจลิส ชื่อว่า Minh Thai เขาใช้เวลา 22.95 วินาที และถ้าคุณคิดว่าเร็วแล้วล่ะก็ เดี๋ยวก่อน...

เพราะในการแข่งขัน Czech Open ปี 2008 Erik Akkersdijk หมอนี่สามารถหมุนรูบิกส์คิวบ์ได้ครบ 6 ด้านด้วยเวลา 7.08 วินาที! และนี่เป็นเวลาที่ดีที่สุดที่เคยมีการบันทึกไว้

แต่ถ้าสถิติเวลาเฉลี่ยจะอยู่ที่ 11.28 วินาที เป็นของ Yu Nakajima ที่ทำไว้ในการแข่งขัน Kashiwa Open เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมปีนี้

 

ต้าร์-กิตติกร ตั้งสุจริตธรรม แชมป์ประเทศไทย


สำหรับในเมืองไทย กิตติกร ตั้งสุจริตธรรม หรือ ต้าร์ นักเรียนชั้นมัธยม 6 โรงเรียนหอวัง ถือเป็นนักเล่นรูบิกส์คิวบ์มือ 1 ณ ขณะนี้ เขาชนะเลิศในการแข่งขัน TOY “R” US Rubik’s Cube Thailand Open 2008 ด้วยเวลา 14.43 วินาที ล่าสุด เขาเป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขัน Rubik’s Asian Championship ที่ประเทศฮ่องกง ได้คว้าเหรียญทองแดงกลับมาด้วยเวลา 14.76 วินาที

นอกจากจะมีการแข่งในแง่ความเร็วแล้ว ยังมีการแข่งแบบปิดตาซึ่งต้องอาศัยความจำที่แม่นยำ การแข่งแบบทีมที่เรียกว่า Team Blindfold โดยคนที่ถูกปิดตาจะเป็นคนหมุนรูบิกส์คิวบ์ตามคำบอกของอีกคนหนึ่ง การแข่งแบบมือเดียว การแข่งโดยใช้เท้า

อันที่จริงการบิดรูบิกส์คิวบ์ให้ครบ 6 ด้านไม่ได้ยากอย่างที่เราเคยคิด เพราะมันมีสูตรของมันอยู่ มิหนำซ้ำยังมีเป็นร้อยสูตร แต่ถ้าจะทำให้เร็วนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะใช่ว่าคนที่จำสูตรได้เยอะจะสามารถเล่นได้เร็ว ถามกิตติกรว่าทำยังไงถึงจะบิดได้เร็ว เขาตอบว่า

“ซ้อมครับ ซ้อมทุกวัน ซ้อมวันละ 4-5 ชั่วโมง มันไม่มีขั้นตอนหรอกครับ ก็แค่บิดให้สีสลับกัน แล้วก็บิดให้เสร็จเท่านั้น คือการทำซ้ำหลายๆ รอบจะทำให้เราเกิดความคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับมันมากขึ้น ซ้อมไป คิดไป

“เพราะเราจำสูตรได้อยู่แล้ว แต่เวลาซ้อม เวลาใช้สูตร เราอาจจะได้อะไรใหม่ๆ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลายๆ กรณีมากขึ้น เพราะตอนที่รูบิกมันสลับสี มันเกิดได้หลายรูปแบบครับ และเราก็ต้องเอาสูตรตรงนี้มาประยุกต์ให้เข้ากับตัวเราเองด้วย”

กันย์ เสริมว่า

“ในการแข่งความเร็ว ช่วงแรกเขาจะให้เราดูก่อนประมาณ 15 วินาที ให้เราคิดว่าจะต้องย้ายอันไหนไปตรงไหน ซึ่งตอนแรกจะอิสระมากเพราะตรงไหนก็ไปได้หมด แต่จะเริ่มถูกบังคับกรอบมากขึ้น เพราะหลายๆ ส่วนเสร็จไปหมดแล้ว เหลือทางเลือกไม่กี่ทาง ตอนแรกเป็นช่วงที่ต้องคิดเยอะ แล้วก็แข่งกันว่าสายตาใครจะไวกว่ากันในการมองหาชิ้นต่อไป ที่เราหมุนอยู่ตอนนี้ เราไม่ได้มองชิ้นที่หมุนนะครับ เรามองชิ้นต่อไป อีกอย่างคือทุกคนต้องฝึกความจำในการจำสูตรต่างๆ แต่ก็ต้องมาดูกันว่าใครจะสามารถดึงความจำเหล่านั้นออกมาใช้ได้เร็วที่สุด”

มาเล่นรูบิกกันดีกว่า

“ผมตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าจะส่งตัวแทนของประเทศไทยไปชิงแชมป์โลก ตอนนี้เรากำลังจะจัดการแข่งขันระดับประเทศ ซึ่งน่าจะจัดประมาณต้นปีหน้า เป็นการแข่งขันอย่างเป็นทางการ และภายในปีหน้าคิดว่าน่าจะมีการแข่งขันชิงแชมป์โลก ซึ่งเราจะส่งตัวแทนไป ตอนนี้เราก็เตรียมพร้อมไว้แล้ว ถ้าสามารถหาสปอนเซอร์ได้ก็อาจจะส่งไปหลายคนในหลายรุ่น” ชัชวาลย์พูดถึงจุดมุ่งหมายของเขา

ถามว่าการเติบโตของกระแสรูบิกส์คิวบ์ในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ปรากฏอย่างหวือหวาและเงียบหายไปเหมือนจตุคามรามเทพหรือเปล่า ชัชวาลย์บอกว่าขึ้นอยู่กับการทำงานของทีมงานชมรมรูบิกไทยที่จะต้องจัดกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างพื้นที่ให้นักเล่นรูบิกส์คิวบ์ได้แสดงความสามารถ รวมถึงการส่งเสริมของภาคส่วนต่างๆ เขาบอกว่าการเล่นรูบิกส์คิวบ์เป็นการ

“ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฝึกการใช้ทักษะของนิ้ว สายตา ความคิด ความจำ ให้ประสานกันในการแก้ปัญหา ในสังคมของคนเล่นรูบิกจะมีการคิดวิธีการแก้โจทย์เพิ่มขึ้น แล้วก็เอามาแบ่งปันกัน”

สำหรับกิตติกร จากเด็กที่เคยติดเกมมาก่อน เขาคิดเรื่องรูบิกส์คิวบ์ไปไกลกว่านั้น

“ผมอยากให้ในโรงเรียนมีวิชาเลือกเป็นวิชารูบิก เอาตั้งแต่ชั้นอนุบาล ชั้นประถม ไม่จำเป็นต้องจำสูตร คือการจำสูตรมันไม่ได้ช่วยให้ฝึกสมองมากขึ้น มันแค่ช่วยให้เราใช้ไหวพริบ ใช้ความคิดให้เร็ว แต่ถ้าเขานั่งเล่น นั่งบิด เขาจะต้องใช้ตรรกะ การแยกสี เอาสีไหนมารวมกัน หลบไปทางไหน ช่วยฝึกสมองได้มากเลย เคยได้ยินว่าการเล่นรูบิกช่วยลดอาการสมองฝ่อในผู้สูงอายุได้”

ได้ยินว่าผู้ปกครองจำนวนหนึ่งก็สนับสนุนให้ลูกๆ เล่นรูบิกส์คิวบ์เหมือนกัน เพราะสามารถจับต้องได้ ไม่เหมือนเกมคอมพิวเตอร์

สุดท้าย ถ้าใครเคยเล่นรูบิกส์คิวบ์เมื่อนานมาแล้วและไม่สามารถแก้โจทย์ได้ แนะนำให้ลองเข้าไปชมวิธีการที่เว็บของชมรมรูบิกไทย แล้วคุณอาจรู้สึกว่ามันไม่ยากอย่างที่คิด

****************

เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล
เพอร์มาคัลเชอร์ เกษตรยั่งยืนแบบฝรั่ง ติดดินแต่อินเตอร์
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 11 ธันวาคม 2551


ผู้เข้าอบรมนำเสนอการออกแบบพื้นที่ตามแนวคิดเพอร์มาคัลเชอร์
--------------------

ขึ้นชื่อว่าวิถีการทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืนแล้ว ดูจะสวนกระแสกับโลกวัตถุนิยมที่กลายเป็นภาพลักษณ์ของสังคมตะวันตก ที่ซีกโลกตะวันออกอยากจะเร่งติดตามให้ทัน แม้ในปัจจุบันสังคมไทยจะมีการพูดถึงเรื่องความยั่งยืนแบบพอเพียงอย่างแพร่หลาย ด้วยแนวคิดที่ไม่ต้องการวิ่งตามกระแสการพัฒนาของโลกจนหลงลืมรากเหง้าของตนเอง ขณะเดียวกันนั้นสังคมตะวันตกเองก็เริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้เช่นกัน

ความตื่นตัวดังกล่าว...ไม่ใช่แค่การเห่อหรือเป็นเพียงกระแสวูบวาบ แต่วิถีคิดการทำเกษตรยั่งยืนแบบฝรั่งนี้มีมานานแล้วกว่า 3 ทศวรรษ จนกระทั่งต่อมาเป็นที่รู้จักในนามของ "เพอร์มาคัลเชอร์" (permaculture) เกษตรยั่งยืนแบบฝรั่งที่ติดดินแต่อินเตอร์

'เพอร์มาคัลเชอร์' คืออะไร

เพอร์มาคัลเชอร์ (permaculture) เป็นแนวคิดและวิถีทางการเกษตรที่เน้นเรื่องความยั่งยืนของชีวิตและสิ่งแวดล้อม เกิดขึ้นในต่างประเทศเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว องค์ความรู้แบบฝรั่งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการทำการเกษตร แต่ครอบคลุมถึงการออกแบบวิถีการดำรงชีวิตที่เกี่ยวข้องกับระบบเกษตรกรรม รวมถึงการใช้ชีวิตของผู้คนในรูปแบบที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ

ไม่ใช่แค่นำองค์ความรู้ดังกล่าวนี้ไปใช้ปลูกพืชผักทำการเกษตรอย่างเดียวเท่านั้น แต่แนวคิดเพอร์มาคัลเชอร์ยังสามารถนำไปปรับใช้ได้ทุกอาชีพ ตั้งแต่วิศวกรพลังงาน ไปจนถึงสถาปนิก

เพอร์มาคัลเชอร์ เกิดจากการรวมคำสองคำ คือ Permanent ที่แปลว่ามั่นคงถาวร กับ Agriculture ที่แปลว่าเกษตรกรรม คำนี้คิดค้นขึ้นโดย Bill Morrison และ David Holmgren นักนิเวศวิทยาและลูกศิษย์ชาวออสเตรเลีย เพื่อใช้เรียกระบบการทำการเกษตรที่คิดค้นขึ้นจากประสบการณ์การค้นคว้าและเรียนรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศวิทยา จนมองเห็นว่าถ้าเราออกแบบระบบการเกษตรให้เหมือนกับรูปแบบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เราก็จะได้ระบบการเกษตรที่สอดคล้องและเป็นมิตรกับธรรมชาติ ทั้งยังได้ผลิตผลสูงและมีความยั่งยืนมากกว่าระบบที่เห็นธรรมชาติเป็นศัตรูที่ต้องต่อสู้ เอาชนะ ควบคุมให้ได้อย่างใจเรา

นอกจากจะเป็นระบบการเพาะปลูก ที่มีการจัดวางรูปแบบ เพื่อการสร้างทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเหมาะสม แล้ว ยังอาจจะเรียกได้ว่าเพอร์มาคัลเชอร์ เป็นวิถีทางการเกษตร เพื่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเอื้ออำนวย ให้แก่แผ่นดิน น้ำ พืช สัตว์ และมนุษย์ มีชีวิต อยู่ร่วมกัน อย่างกลมกลืน สมดุล มีความสุข ได้อย่างต่อเนื่อง และยืนนาน

จุดเด่นของ เพอร์มาคัลเชอร์ คือการปรับปรุงภูมิสถาปัตย์และนำเรื่องการออกแบบพลังงานในพื้นที่มาใช้ร่วมกับการทำการเกษตร ซึ่งเป็นการอธิบายที่เป็นวิชาการและวิทยาศาสตร์ ในขณะที่เกษตรยั่งยืนแบบไทยที่เน้นวิถีแห่งการพึ่งตนเอง จะเป็นลักษณะภูมิปัญญาดั้งเดิม มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับมิติทางจิตวิญญาณ นอกจากนั้น เพอร์มาคัลเชอร์ ยังเป็นระบบการดำเนินชีวิตที่อาศัยพลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติ โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษใหม่ขึ้น และเป็นระบบที่นำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ทั่วไปมาใช้ผลิตอาหาร โดยไม่ทำลายสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลก เหตุนี้เอง จึงไม่จำเป็นว่าเฉพาะเกษตรกรเท่านั้นที่ควรนำเพอร์มาคัลเชอร์ไปใช้ แต่ใครๆ ก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ได้ ไม่ว่าจะทำอะไร หรืออยู่ที่ไหนในโลก

อีสท์วอเตอร์ หรือ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) ได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพอร์มาคัลเชอร์ โดยได้เชิญ Darren J. Doherty ชาวออสเตรเลีย ผู้เชี่ยวชาญด้านเพอร์มาคัลเชอร์อันดับต้นๆ ของโลก และมีประสบการณ์ในการสอนหลักสูตรนี้มาแล้วในสี่ทวีปทั่วโลก ให้มาร่วมฝึกอบรมกับคนไทยรุ่นใหม่ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพด้านต่างๆ ทั้งวิศวกรพลังงาน สถาปนิก เกษตรกร โดยใช้พื้นที่เปล่าของ อีสท์ วอเตอร์ จำนวน 22 ไร่ ที่จ.ฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ทดลองในการเรียนรู้ครั้งนี้ เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมถึงหลักคิดและแนวทางการออกแบบและจัดการที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

 

ส่วนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด คือ บริเวณเชื่อมต่อระหว่างดินกับน้ำ
------------------------


ประพันธ์ อัศวอารี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการจัดอบรมเพอร์มาคัลเชอร์ครั้งนี้ว่า "ในบ้านเรามีแนวคิดด้านเกษตรยั่งยืนหลายแนวคิด ครั้งนี้ เราเปิดกว้างที่จะเรียนรู้แนวคิดเกษตรยั่งยืนแบบตะวันตกบ้าง เพื่อที่จะนำจุดเด่นของเขามาประยุกต์ใช้ ให้เหมาะกับสังคมเรามากที่สุด ในแง่ทฤษฎี แนวคิดหลักของเพอร์มาคัลเชอร์นั้นคล้ายกันกับเกษตรยั่งยืนแบบไทย แต่เพอร์มาคัลเชอร์เด่นในด้านการคำนึงเรื่องภูมิสถาปัตย์ การอนุรักษ์น้ำและพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องน่าคิด น่าสนใจ โดยเฉพาะตอนนี้ วิกฤติสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องใหญ่และใกล้ตัวเราทุกคน ผมเชื่อว่าเราจะต้องหันมาใส่ใจกับประเด็นเหล่านี้มากยิ่งขั้น เราจึงได้จัดอบรมครั้งนี้ขึ้น และได้ชักชวนให้คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญในสาขาวิชาชีพด้านต่างๆ ทั้งวิศวกรพลังงาน สถาปนิก เกษตรกร มาร่วมกันเพื่อให้การเรียนรู้ครั้งนี้ได้ผลสูงสุด"

วิฑูรย์ ปัญญากุล จากมูลนิธิสายใยแผ่นดิน กล่าวว่า ระบบถูกออกแบบเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อการจัดการภูมิประเทศและชีวิตอย่างยั่งยืน ในอนาคตเพอร์มาคัลเชอร์จะมีประโยชน์ในแง่จัดการ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย หรือต่อไปอาจจะพัฒนาเป็นโครงการสวนเกษตรในเมือง (City Green Farm) หรือเกษตรในเมือง (Urban Agriculture)

ด้านผู้เข้าร่วมอบรมเพอร์มาคัลเชอร์ สุชน ทรัพย์สิงห์ Project Engineer ซึ่งทำงานเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน บอกว่า "ก่อนนี้เคยได้ยินชื่อของเพอร์มาคัลเชอร์แต่ไม่ได้เข้าใจในรายละเอียดเท่าใดนัก จนเมื่อได้มาอบรมจึงได้เรียนรู้วิธีการออกแบบและใช้ประโยชน์จากที่ดินแบบเพอร์มาคัลเชอร์ ซึ่งวิทยากรได้ให้หลักการว่าต้องคิดให้เป็นองค์รวม มองหลายๆ ด้าน ไม่แยกส่วนเป็นเรื่องใดเรื่องหนึ่ง"

 

การออกแบบพื้นที่ เช่น สระที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสี่เหลี่ยมเพื่อเพิ่มพื้นที่อุดมสมบูรณ์
-------------------


เพอร์มาคัลเชอร์ เป็นเรื่องของแนวคิด วิธีคิด การออกแบบ ที่จะได้ใช้จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด จึงเป็นเกษตรทางเลือกหนึ่งที่มีลูกเล่น มีสีสันที่ไปเชื่อมกับศาสตร์อื่นๆ เช่น สถาปัตยกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ คนที่ไม่ใช่เกษตรกรอาชีพ หรือคนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมก็สามารถเข้าถึงได้ง่าย" สุชนสรุป

ชีวิตแบบเพอร์มาคัลเชอร์

รวิมาศ ปรมศิริ นักแปลอิสระที่เคยแปลหนังสือเพอร์มาคัลเชอร์มาแล้ว กล่าวว่า "เพอร์มาคัลเชอร์ไม่ใช่แค่เรื่องการเกษตร แต่เป็นเรื่องที่กว้างและครอบคลุมถึงการใช้ชีวิต การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ กระทบใจมากตรงที่วิทยากรวิพากษ์เรื่องที่เราผลิตอาหารจากที่หนึ่งที่ใด และส่งไปหล่อเลี้ยงคนที่อาศัยอยู่อีกที่หนึ่ง ซึ่งห่างกันเป็นระยะทางไกลๆ เขามองว่าการดำรงชีวิตแบบนี้ไม่ยั่งยืนและสิ้นเปลืองพลังงาน ถ้าหากเรานำแนวคิดเพอร์มาคัลเชอร์มาปรับใช้ โลกก็จะอยู่อย่างยั่งยืน และเราก็จะมีประสิทธิภาพในการผลิตมากยิ่งขึ้น"

รวิมาศ ยังบอกด้วยว่า "แนวคิดของเพอร์มาคัลเชอร์เป็นสิ่งที่ดี สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน น่าจะมีการส่งเสริมให้เกิดการนำไปประยุกต์ใช้ เพราะไม่ว่าจะเป็นคนชนบท คนเมือง หรือแม้แต่คนที่อาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์ ก็สามารถนำวิธีการและแนวคิดนี้มาปรับใช้ได้"

กลุ่มผู้ร่วมอบรมได้นำเสนอการออกแบบและจัดการ บนพื้นที่ 22 ไร่ ของอีสท์วอเตอร์ โดยมีแนวคิดหลักคือ การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด และมุ่งเน้นการจัดการเรื่องน้ำ มีการแบ่งโซนน้ำ และสร้างระบบให้น้ำได้ไหลเวียนเพื่อบำบัดน้ำ ที่น่าสนใจคือ การให้ผู้ที่เข้ามาใช้สถานที่มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น การปั่นจักรยาน ที่ไม่ใช่การปั่นธรรมดาเฉยๆ แต่เป็นการปั่นแล้ววิดน้ำไปเก็บที่แทงค์น้ำ เพื่อให้เข้าใจว่าน้ำไม่ได้มาง่ายๆ แต่ต้องมีการลงทุนลงแรง

 

วิทยากร Darren J. Doherty กำลังอธิบายการจัดการพื้นที่ให้กับผู้อบรม
--------------------


คนที่สนใจเรื่อง เพอร์มาคัลเชอร์จึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่แต่เกษตรกร แต่เป็นแนวคิดที่ใครๆ ก็นำไปประยุกต์ได้ ไม่ว่าจะทำอะไร หรือว่าอยู่ที่ไหนในโลก ซึ่งเห็นว่าความสุขของเราอยู่ที่การมีชีวิตอย่างกลมกลืนและสอดคล้องกับธรรมชาติรอบตัวหรืออยู่อย่างเป็นมิตร แทนที่จะตั้งท่าเป็นศัตรูกับธรรมชาติและผู้คน

ประพันธ์ อัศวอารี กล่าวทิ้งท้ายว่า "เราหวังว่า สิ่งที่เราเริ่มต้นเรียนรู้ในวันนี้ จะจุดประกายให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเกิดความเข้าใจ และตระหนักเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรน้ำ การออกแบบที่อยู่อาศัยเพื่อประหยัดพลังงาน รวมถึงการออกแบบการดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ เพื่อให้พื้นที่ที่เรามีอยู่เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเกิดความยั่งยืนสูงสุด เพื่อให้มนุษย์เราดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข เพอร์มาคัลเชอร์ เป็นคำตอบหนึ่งที่น่าจะตอบโจทย์นี้ได้"
6 โมเดล ‘มนุษย์’ หลังสมัยใหม่
กับ 1 คำเตือน และ 2 ความใฝ่ฝัน

จาก ‘แทนไท ประเสริฐกุล’
เรื่อง-ธิติ มีแต้ม /ภาพประกอบ-ไชยา โคตรสักดี
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 2 ธันวาคม 2551



“ที่เราเป็นมนุษย์อยู่ได้ทุกวันนี้ จริงๆ เราต้องขอบคุณอุกกาบาตลูกที่มาทำลายไดโนเสาร์นะ เพราะสมัยนั้นไดโนเสาร์เป็นสัตว์ที่แตกแขนงหลากหลายสายพันธุ์มากและยึดครองทุกพื้นที่ของโลก แทบจะไม่เหลือเนื้อที่ให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเลย สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสมัยนั้นดูในฟอสซิลเป็นแค่ตัวเล็กๆ เหมือนหนูวิ่งไปวิ่งมา…”

เกริ่นกันก่อนกลายพันธุ์
+หากย้อนไปดูในอดีตจะเห็นว่าตั้งแต่หลายหมื่นปีที่ผ่านมา ทั้งร่างกายและความสามารถของสมองมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานแล้ว โดยเบสิก สมมติว่าเอามนุษย์ถ้ำคนหนึ่งซึ่งเคยมีชีวิตเมื่อสองหมื่นปีที่แล้วมาเลี้ยงดูในศตวรรษที่ 21 ตั้งแต่เด็กเลย เขาจะโตมาเหมือนคนปกติธรรมดาที่เห็นกันทั่วไป แต่ก็น่าคิดว่าในอนาคตมันจะเปลี่ยนไหม ซึ่งที่ผ่านมาธรรมชาติจะเป็นผู้คัดเลือก แต่ทุกวันนี้ธรรมชาติไม่ค่อยได้คัดเลือกเท่าไหร่ ถ้าเป็นสมัยก่อน อะไรที่ผิดปกติ ธรรมชาติจะเป็นผู้คัดเลือกให้สูญหายไปเอง วันนี้เราสายตาสั้นก็ไปตัดแว่นใส่ได้ ถ้าผมเป็นมนุษย์ยุคหินแล้วผมสายตาสั้น คงไปล่าสัตว์ไม่ได้ ไม่มีข้าวกิน ก็ตายไปนานแล้ว แต่วันนี้มันเหมือนว่าอะไรที่เป็นความเสียเปรียบทางร่างกายจะไม่ถูกคัดออกไป เรามีเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหาได้ บินไม่ได้ก็นั่งเครื่องบินได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาวิวัฒนาการตามธรรมชาติ แต่กลายเป็นวิวัฒนาการของเทคโนโลยีแทน

+ต้องยอมรับว่า ที่เรานั่งคุยกันได้อย่างปกติ เป็นเรื่องปาฏิหาริย์มากๆ ผมเพิ่งเรียนชีววิทยาเซลล์จบไปเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา รายละเอียดมันเยอะมาก แค่กินน้ำตาลเข้าไปแล้วเปลี่ยนน้ำตาลเป็นพลังงาน มันมีขั้นตอนเป็นร้อยขั้นตอนนะ ถ้าดีเอ็นเอเขียนผิดไปนิดเดียว มันก็จะสร้างผิด พอสร้างผิด ก็รวนไปทั้งระบบ การได้เกิดมาเป็นคนสุขภาพปกตินี่ถือว่าถูกลอตเตอรี่หนึ่งในล้านนะ ฉะนั้น มันไม่แปลกที่จะมีเด็กไม่สมประกอบเกิดมา เป็นเรื่องธรรมดามากกว่าคนที่เกิดมาปกติซะอีก เรื่องแบบนี้เหมือนนั่งคัดลอกเอกสาร ต้องมีสะกดผิดบ้าง การก๊อบปี้ดีเอ็นเอจากรุ่นสู่รุ่นก็เหมือนกัน มันมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นที่มาของการที่มีเด็กตาเดียวบ้าง หัวติดกันบ้าง แต่ที่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมก็มีส่วนมาก สารเคมีบางอย่างทำให้กลไกการก๊อบปีดีเอ็นเอซึ่งจากเดิมมันอาจผิดพลาดอยู่แล้ว ทำให้ยิ่งผิดพลาดมากขึ้นไปอีก พอสารเคมีเข้าไปมากๆ มันทำให้กลไกการตรวจปรู๊ฟพวกนี้เสื่อมลงไป พอเจอที่ผิดก็ไม่ยอมลบ ก็ก๊อบปีส่งต่อมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลานให้เกิดการกลายพันธุ์ได้มากขึ้น

1-ถึงเวลาของคนด้อย
+มีนักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า ไม่แน่มนุษย์อาจจะวิวัฒนาการร่างกายตัวเองอ่อนแอลงเรื่อยๆ เพราะว่ามันไม่มีอะไรมาคอยคัดเลือก พันธุกรรมที่อ่อนแอก็สามารถอยู่รอดได้โดยอาศัยพึ่งพาเทคโนโลยี อีกหน่อยความเจ็บไข้ได้ป่วยคงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบภูมิคุ้มกันแย่ลงๆ แต่ขณะเดียวกันเทคโนโลยีก็อาจจะพัฒนาตามขึ้นมา เป็นอะไรก็รักษาได้อยู่ดี ถ้าเอาแบบตลกๆ มันมีหนังเรื่อง Idiocracy เขาสันนิษฐานว่าทุกวันนี้ยิ่งคนฉลาดเท่าไหร่ ยิ่งมีลูกน้อย กลายเป็นคนที่ไอคิวต่ำๆ จะสืบพันธุ์ทิ้งลูกหลานไว้เยอะมาก เปอร์เซ็นต์คนโง่มีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่คือโจทย์ในหนัง แล้วพอผ่านไปเป็นร้อยเป็นพันปี โลกอนาคตก็เลยมีแต่คนที่ไอคิวไม่เกิน 50 คือคนฉลาดสูญพันธุ์หมดเลย มันเป็นหนังเสียดสีสังคม กลายเป็นว่าโลกยุคนั้นคนทำอะไรกันไม่เป็นเลย อยากกินก็กดปุ่ม มีอาหารออกมาให้ แล้วประธานาธิบดีของโลกเป็นนักมวยปล้ำ ไม่ได้ปกครองอะไรเลย มาถึงก็เฮๆ กัน หนังที่ฉายในโรงหนังก็มีแต่เรื่องเกี่ยวกับตูด คือคิดมุกอะไรที่มันสร้างสรรค์กว่านั้นไม่ออกแล้ว ผมว่ามันก็ตลกดีนะ

2-เหลือ 2 สปีชีส์ หน้าตาดีกับหน้าตาไม่ดี
+คือกระบวนการวิวัฒนาการมันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอยู่รอดอย่างเดียว มันเกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ด้วย ไม่แน่การคัดเลือกโดยการสืบพันธุ์อาจทำให้คนแยกออกเป็น 2 สปีชีส์ เพราะในอนาคต คนที่หน้าตาดีก็จะเลือกแต่งงานแต่กับคนหน้าตาดี คนที่อะไรๆ ก็ดูดีไปหมดทั้งหลายก็อยู่กันเอง ประชากรอีกกลุ่มที่ไม่ค่อยจะมีอะไรดีในด้านพันธุกรรม หน้าตาไม่ดี สุขภาพไม่ดีก็จะไม่สามารถข้ามไปอีกกลุ่มได้ ก็จะต้องอยู่กันเอง แล้วมันจะกลายเป็นแยกออกไปเรื่อยๆ จนอาจจะกลายเป็นมนุษย์ 2 ชนิดก็ได้ ที่มีหน้าตาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง หรือมนุษย์ที่เผ่าพันธุ์แข็งแรงกว่าอาจจะไม่มีมนุษยธรรม ไปจับมนุษย์เผ่าพันธุ์ที่ด้อยกว่ามาเป็นทาสก็ได้

 


3-เผ่าพันธุ์ผสม
+หรือถ้าจินตนาการแบบตรงข้ามกัน ทุกวันนี้โลกมันเชื่อมกันหมด ไม่แน่เผ่าพันธุ์ต่างๆ อาจจะหายไปหมดเลยก็ได้ คนจีน ฝรั่งหัวแดง คนผิวดำ อาจผสมเข้ากันหมด ไม่สามารถแยกได้ชัดเจนว่าเป็นเผ่าพันธุ์อะไร กลายเป็นเผ่าพันธุ์เดียว ซึ่งอาจดีก็ได้ คงไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องสีผิว แต่อาจจะไปทะเลาะเรื่องอื่นแทน มีหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์เล่มหนึ่ง ชื่อว่า The Hitchhiker’s Guide to the Galaxy เป็นเรื่องที่นิยมมากในหมู่นักอ่านนิยายวิทยาศาสตร์ ในอารยธรรม Civilization เขาว่าวิวัฒนาการมีอยู่ 3 สเต็ป สเต็ปแรกตั้งคำถามว่า เราจะทำมาหากินกันยังไง สเต็ปต่อมา เป็นขั้นที่ตั้งคำถามว่า เราจะทำมาหากินไปทำไม และสเต็ปสุดท้ายบอกว่า รู้แล้วว่าจะหากินอะไร หากินไปทำไม เหลือเพียงคำถามเดียวคือ วันนี้จะกินข้าวที่ไหนดี อันนี้คือวิวัฒนาการของอารยธรรม แต่สังเกตได้ว่าในยุคๆ หนึ่ง จริงๆ ก็มีคนหลายแบบ บางคนถามจะกินข้าวที่ไหนอย่างเดียว แต่ไม่เคยถามว่าจะกินไปทำไมก็มี บางคนถามแต่จะกินไปทำไม แต่ไม่เคยคิดเรื่องทำมาหากินก็มีเหมือนกัน

4-อายุยืนยาว ไม่กลัวแก่
+ที่น่าคิดก็คือว่า ถ้าเราลองย้อนกลับไปสัก 30-40 ปี หรือกระทั่งร้อยปีก่อน เราจะพบว่าระยะชีวิตของมนุษย์ยืนยาวมากขึ้น คนที่เกิดมาอายุถึง 30 นี่ถือว่าแก่สุดในหมู่บ้านแล้ว อายุ 40 ฟันหักหมด ก็ตายแล้ว ทุกวันนี้คนอยู่ถึง 70-80 ปี ไม่ใช่เรื่องแปลก แล้วมันจะยืดยาวไปอีกเรื่อยๆ เราอาจถึงจุดที่ว่าคนเราจะไม่แก่อีกต่อไป อาจจะคงอายุที่ 25 ไปตลอดชีวิต มีความเป็นไปได้ สมมุติแก่ไปตับเสียก็เปลี่ยนตับได้ เหมือนเปลี่ยนอะไหล่รถน่ะ มีนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาหลายแง่มุมมาก มีอยู่คนหนึ่งชื่อ Michael Rose เขาสังเกตว่า ในธรรมชาติสัตว์ที่ยิ่งถึงวัยเจริญพันธุ์ช้ามักจะยิ่งอยู่ได้นาน ก็เลยเอาไอเดียไปทดลองคัดพันธุ์แมลงหวี่ เลือกตัวที่สืบพันธุ์ช้าๆ แล้วเอาตัวนั้นมาผสมกับตัวที่มีลูกช้าที่สุดไปเรื่อยๆ รุ่นต่อไปก็ทำจะแบบนี้ ปรากฏว่าเขาทำจนสามารถคัดเลือกแมลงหวี่ที่มีอายุยืนยาวกว่าปกติถึง 2 เท่า ไม่แน่เราอาจจะสามารถศึกษาแมลงหวี่พวกนี้ แล้วก็แอบขโมยเอากลไกเดียวกันมาใส่ให้แก่เซลล์มนุษย์บ้าง อาจทำให้เรามีชีวิตได้ยาวนานกว่าเดิม อีกแนวทางก็มีคนที่เขาไปค้นพบว่าสัตว์หลายกลุ่มมากเลย ถ้าให้มันอดอาหาร หรือให้กินลดลงครึ่งหนึ่ง อายุจะยืนยาวขึ้นอีกเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เซลล์เดียวอย่างยีสต์ ไปจนถึงหนอน แมลงหวี่ หนู ลิง เขาบอกว่าร่างกายมันจะมีเซ็นเซอร์ที่รู้ได้ว่าตอนนี้กำลังลำบาก ได้รับอาหารไม่เพียงพอ มันจะเปลี่ยนโหมดไปเป็นโหมดประหยัดพลังงาน ทำให้อยู่ได้นานขึ้น เพราะว่าตอนนี้ไม่ใช่ยุครุ่งเรืองของมัน ต้องเก็บตัวเงียบๆ พอเมื่อไหร่มีอาหารอุดมสมบูรณ์ ค่อยกลับไปสู่โหมดทุ่มเทพลังงานเพื่อการขยายพันธุ์ แล้วกลไกนี้มันมีอยู่ในทุกสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่เซลล์เดียวจนถึงกระทั่งคน สารเคมีตัวเดียวกันเลย นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำยังไง ให้เรารู้ว่าปุ่มเปลี่ยนโหมดมันอยู่ที่ไหนในกลไกนั้น โดยที่เรายังสามารถกินได้ปกติ แต่เปลี่ยนโหมดชีวิตให้ยืนยาวขึ้นได้ไหม แต่เรื่องตายนี่อาจยังเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้ไม่แก่ตายก็ถูกรถชนตายได้อยู่ดี

5-หัวใจเป็นคน อวัยวะเป็นหุ่นยนต์
+มีนักวิทยาศาสตร์ที่ทดลองเพาะแบคทีเรีย เขารู้สึกว่ามันเหม็นมาก เลยไปเอายีนของกล้วยมาใส่ในแบคทีเรีย ก็ได้แบคทีเรียกลิ่นกล้วย ทดลองไปก็หอมชื่นใจ สำหรับคนที่เกิดมาชะตาชีวิตลิขิตไว้แล้วว่า จะต้องเป็นโรคแน่ๆ ยีนเขามันเขียนมาแล้ว เราสามารถเปลี่ยนแปลงยีนของเขาได้ไหม หรือลบมันออกไปเลยแล้วใส่ยีนใหม่เข้าไปแทน ยุคหน้าไม่แน่ว่าอาจทำตรงนี้ได้ โดยผ่านทางเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ซึ่งยอมรับว่ามันเป็นดาบสองคม เหมือนพลังานนิวเคลียร์ ที่อาจเอาไปทำโรงไฟฟ้าก็ได้ ระเบิดก็ได้ หรือว่าต่อไปเราไม่ต้องพึ่งพาชีวภาพแล้วก็ได้ เรื่องของคนพิการ คนตาบอด ก็พัฒนาเป็นไมโครชิปเอาไปฝังที่เรตินาแล้วเชื่อมต่อกับกล้องวีดีโอแล้วส่งสัญญาณภาพไปสมองให้พอมองเห็นได้ คือเปลี่ยนภาพให้เป็นกระแสไฟฟ้า แล้วกระแสไฟฟ้ามันก็จะไปกระตุ้นเซลล์ประสาทที่เดิมมันรับสัญญาณจากตาเรา แต่นี่เปลี่ยนไปรับสัญญาณจากกล้องวิดีโอแทน ทำให้คนตาบอดพอมองเห็นได้ ถึงยังไม่ละเอียดมาก แต่เทคโนโลยีมันพัฒนาไปได้เรื่อยๆ การรวมกันระหว่างเนื้อหนังมังสากับเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย ผมเพิ่งฟังข่าววันก่อน เขาทดลองในลิง เอาชิปไปฝังในสมองลิงส่วนที่เอาไว้บังคับแขน แล้วก็ต่อสายไปเข้าคอมพ์ จากคอมพ์ไปออกในแขนกล ลิงสามารถนั่งอยู่เฉยๆ แล้วใช้ความคิดของมันบังคับแขนกลให้ไปหยิบอาหารเข้าปากมันได้ อีกหน่อย คนที่เป็นอัมพาต ไม่เป็นไร เราสร้างร่างใหม่ให้คุณ

6-เปลี่ยนร่างกายได้ตามใจชอบ
+ขณะที่คนเองเหมือนหุ่นยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ แต่คอมพิวเตอร์จะเหมือนคนมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงยุคนั้นคงแยกไม่ออกว่าใครเป็นคน ใครเป็นหุ่นยนต์ คิดเรื่องนี้ก็สนุกดีนะ และถ้ามันถึงยุคสุดยอดที่เราสามารถดาวน์โหลดความเป็นตัวเราหรือจิตของเรา ข้อมูลทั้งหลายในสมองเรา จากร่างเก่าที่เราไม่พอใจไปสู่ร่างใหม่ของเราได้ อีกหน่อยเราคงไม่จำเป็นต้องมีร่าง เราอยู่ในโลกไซเบอร์ที่เป็นข้อมูลที่ส่งไปส่งมาได้ตามสาย เวลาเราอยากมีร่างเมื่อไหร่ เราค่อยไปดาวน์โหลดลงตัวอะไรสักตัว วิวัฒนาการขั้นสูงสุดก็คือคุณมีแต่จิตอย่างเดียวพอ คุณไม่ต้องมีร่างกาย จิตในที่นี้ไม่ได้หมายถึงวิญญาณ แต่หมายถึงการวิ่งไปวิ่งมาของข้อมูลที่มันประกอบขึ้นมา เป็นความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำของคุณ มันก็ยังต้องอาศัยที่สถิตอยู่ดี แต่แค่อาจย้ายจากสมองไปสู่คอมพิวเตอร์ได้

ดูแลแมลงและแบคทีเรีย
+ในแง่ความสัมพันธ์ของธรรมชาติในโลกนี้ ถ้าคนหายไป มันจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าแมลงหายไปทุกอย่างพังหมด เพราะแมลงมันเป็นตั้งแต่ตัวที่ช่วยผสมเกสรต้นไม้ หนอนก็เป็นตัวช่วยเก็บกินเศษเล็กเศษน้อยแล้วรีไซเคิลวัตถุดิบต่างๆ เยอะแยะไปหมด ถ้าแบคทีเรียหายไปยิ่งแล้วใหญ่ โลกนี้วิบัติเลย ไม่มีตัวอะไรอยู่ได้อีกเลย ความฉลาดของแบคทีเรียมันเป็นความฉลาดในแบบที่ร่างกายมันสร้างมาให้แล้ว มันมีสารเคมีที่สามารถใช้ย่อยไอ้โน่นไอ้นี่ได้ ซึ่งเทคโนโลยียังสู้มันไม่ได้เลย คนไม่สามารถเปลี่ยนหินให้เป็นทองคำได้ แต่แบคทีเรียทำได้ และถ้านับเอาตามการครองโลกจริงๆ เราด้อยกว่าแมลงและแบคทีเรียเยอะ แค่ในตัวเราเอง มีเซลล์ที่เป็นมนุษย์น้อยกว่าเซลล์ที่เป็นแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในร่างกายเราสิบเท่า ถ้านับตามจำนวนเซลล์คือเราเป็นแบคทีเรียมากกว่ามนุษย์ซะอีก

มากกว่ามนุษย์ ยังมีมนุษยธรรม
+นอกจากพัฒนาว่าทำยังไงให้ชีวิตมนุษย์ดีแล้ว จริงๆ เราต้องพัฒนาควบคู่ไปด้วยว่าจะอยู่อย่างไร ไม่ให้เบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ คือเบียดเบียนให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ เรื่องของการฆ่าสัตว์อื่นจนสูญพันธุ์ไป ในโลกยุคหน้าอาจจะมีการพัฒนาด้านนี้ควบคู่กันไป ว่าเราต้องมีมนุษยธรรม เราจะไปฆ่าล้างเผ่าพันธุ์สัตว์อื่นไม่ได้ ถ้าตรงนี้ทำสำเร็จ ผมว่าเราก็น่าจะอยู่ได้อย่างลงตัวกับธรรมชาติ แต่ถ้าไม่สำเร็จ อาจด้วยเหตุผลที่ว่าสุดท้ายแล้วคนมันเยอะเกินไปจริงๆ มันไม่รู้จะทำยังไงแล้ว มันจะให้อยู่โดยไม่เบียดเบียนไม่ได้ แต่ละคนก็ใช้นิดกินน้อยแล้ว แต่มันรวมไม่รู้กี่พันล้านคน ยังไงมันก็มีผลกระทบใหญ่อยู่ดี นั่นมันก็เป็นเรื่องที่ต้องคิดแก้ปัญหากัน

ก่อนถึงจุดจบ ความหมายอยู่ระหว่างทาง
+ที่นักวิทยาศาสตร์กำลังคิดค้นกัน ก็ไม่ได้มองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าสุดท้ายมันก็สูญสลายหายไปอยู่ดี เพียงแต่เรามองความหมายในระยะสั้นว่าทำยังไงให้คุณภาพของชีวิตมนุษย์มันพัฒนาได้เต็มศักยภาพของมัน ถ้าเรามีชีวิตยืนยาวมากๆ เราอาจจะมีคนที่นอกจากศึกษาพระธรรมจนแตกฉานแล้ว ยังสามารถจบปริญญาเอกฟิสิกส์ได้อีกด้วย มีความรู้ความสามารถเป็นผู้นำคนได้ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องดีมากกว่า ถ้าบอกว่าสิ่งที่ทำฝืนธรรมชาติแล้วผิดโดยอัตโนมัติ ก็เกินไป ฝืนธรรมชาติมีทั้งที่ดีและไม่ดี บางอย่างก็ต้องใช้สติ ผมมองว่าในทางพุทธสอนให้เราเข้าใจว่า ถึงที่สุดแล้วสรรพสิ่งมันต้องแตกดับ ต่อให้คนเราสามารถมีชีวิตเป็นอมตะได้จริง วันหนึ่งดวงอาทิตย์ก็ยังขยายใหญ่ขึ้นและกลืนโลกเข้าไปอยู่ดี ดวงดาวทั้งหลายในกาแล็กซีต้องมอดดับหมด ทุกอย่างดับสนิท ถึงจุดจบอยู่ดี หรือถึงแม้ไม่คิดยาวไกลขนาดนั้น ต่อให้เราเป็นอมตะแล้ว คนรักเราก็ทิ้งเราได้อยู่ดี ของหวงที่บ้านก็ตกแตกได้เหมือนกัน

*แทนไท ประเสริฐกุล เป็นนักชีววิทยาเลือดใหม่ เขาสงสัยไปได้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ตั้งแต่ระดับอะตอมไปถึงระดับจักรวาล เขาเขียนหนังสือออกมา 3 เล่ม ได้แก่ โลกนี้มันช่างยีสต์, Mimic เลียนแบบทำไม? และ โลกจิต ได้รับความนิยมจากผู้อ่านว่าเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ได้มันมาก จนอยากให้มันได้บรรจุเป็นตำราการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันแทนไทกำลังเรียนปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัยมหิดล

เรื่อง-ธิติ มีแต้ม
ภาพประกอบ-ไชยา โคตรสักดี


สตีเฟน ฮอว์คิง กับทฤษฎีสรรพสิ่ง



 

    ภาพชายสูงวัยที่นั่งอยู่บนรถเข็นสุดไฮเทคอาจทำให้คุณสนใจเพียงเพราะอุปกรณ์รอบตัวที่มีอยู่ แต่หากรู้ว่าเขาคือเจ้าของหนังสือวิทยาศาสตร์ยอดนิยม A Brief History of Time ที่ชื่อ “สตีเฟน ฮอว์คิง” สิ่งที่คุณสนใจน่าจะเป็น มันสมองที่เขามีอยู่มากกว่า

    ฮอว์คิง เป็นนักฟิสิกส์ที่มีชื่อเสียงที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ในปี 1963 ขณะศึกษาอยู่ในระดับปริญญาเอก ฮอว์คิงรู้ว่าเขาเป็นโรคลูเกห์ริก อาการก็เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งแพทย์ก็บอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน

    แต่นั่นกลับไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเขาคนที่ตั้งใจที่จะสร้าง ความก้าวหน้าให้กับวิชาฟิสิกส์ โดยเฉพาะการรวมทฤษฎีสัมพัทธภาพและทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัม สองทฤษฎีอันยิ่งใหญ่เข้าด้วยกัน โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากการบรรยายของนักคณิตศาสตร์ผู้ปราดเปรื่องเมื่อปี 1965 อย่างโรเจอร์ เพนโรส ผู้พิสูจน์ว่าหลุมดำมีอยู่จริง

    มันเกิดจากความตายของดวงดาวขนาดใหญ่เมื่อดวงดาวไหม้จนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็จะถูกดึงเข้าสู่ศูนย์กลาง ซึ่งศูนย์กลางของดวงดาวจะหนักมากจนแม้แต่ของหนึ่งช้อนชาก็ยังหนักกว่าเทือกเขาหนึ่งลูก พร้อมกันนั้นรอบ ๆ ดวงดาวอวกาศกำลังถูกบิดให้โค้งกลับเข้าไปในศูนย์กลาง ท้ายที่สุดความโค้งงอของอวกาศ ซึ่งเป็นผลจากแรงโน้มถ่วงก็กลายเป็นสิ่งที่ไร้จุดสิ้นสุด แม้แต่ลำแสงก็หนีออกไปไม่พ้น รอบ ๆ ศูนย์กลางที่หนาแน่นสุด ๆ มีพื้นที่แห่งความมืดที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่าหลุมดำ

    เพนโรสได้พิสูจน์โดยใช้สมการของไอน์ไสตน์ว่า ณ จุดศูนย์กลางของหลุมดำ มันมีช่องระบายที่สสาร อวกาศและเวลาหายไป รูที่ว่านี้มีชื่อทางคณิตศาสตร์เก๋ไก๋ว่าซิงกูลาริตี้ (singularity) และหลังจากนั้นฮอว์คิงก็เริ่มหมกมุ่นกับการทำความเข้าใจกับซิงกูลาริตี้

    ในวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ฮอว์คิงได้พิสูจน์ว่าจักรวาลต้องปรากฏขึ้นจากจุดที่เล็กมากจุดหนึ่ง แต่เขาก็ไม่สามารถจะทำให้เห็นว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไม สำหรับหลาย ๆ คนแล้วการปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันแบบอธิบายไม่ได้ของจักรวาล แล้วก็ขยายตัวขึ้นจากจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งมันจะต้องเป็นปาฏิหาริย์แน่

    การไขปริศนาของซิงกูลาริตี้ จุดเล็ก ๆ ของการรังสรรค์ได้กลายเป็นงานชั่วชีวิตของฮอว์คิง การแสดงให้เห็นว่าจักรวาลทั้งหมดเกิดจากจุดเล็ก ๆ จุดหนึ่งไม่เพียงพอ ฮอว์คิงต้องการทฤษฎีของสรรพสิ่งที่สมบูรณ์ ทฤษฎีที่จะอธิบายจุดกำเนิดของจักรวาลอย่างละเอียดชัดแจ้ง และก็เป็นอีกครั้งที่หลุมดำจะเป็นตัวชี้ทางสว่าง

    ในต้นทศวรรษ 1970 หลุมดำคือผู้นำมาซึ่งความตาย แต่สำหรับนักวิจัยฟิสิกส์อย่างฮอว์คิง มันกลับเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น เขาพยายามมองย้อนกลับไปเมื่อ 13.7 พันล้านปีที่แล้ว ณ จุดเริ่มของสรรพสิ่ง แต่อุปสรรคสำคัญก็คือการหาทฤษฎีมาอธิบายว่าในยุคเริ่มต้นจักรวาลมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร

    ทฤษฎีของไอน์สไตน์บอกว่า หลุมดำคือพื้นผิวทรงโดมที่เรียบสมบูรณ์ ฮอว์คิงผลักมันเข้าไปในทะเลแห่งอนุภาคและอะตอม ทฤษฎีทั้งสองปะทะและต่อสู้กัน ฮอร์คิงต้องหาวิธีทำให้มันอยู่ด้วยกัน ในระดับอะตอม อนุภาคแทบจะไม่มีอยู่ มันไม่เหมือนก้อนสสารแข็ง ๆ หากแต่เหมือนกับสนามพลังที่ว่างเปล่ามากกว่า

    และในฐานะสนามพลัง มันจึงส่งประกายเรืองรองออกมา มันเหมือนกับคลื่นมากกว่า น้ำ เสียงและแสง สามารถจะทำตัวเหมือนคลื่น แต่ส่วนต่างๆ ของอะตอมก็ทำอย่างนั้นได้ และนั่นก็หมายความว่ามันสามารถจะกระจายตัวออกไปอยู่ในหลาย ๆ ที่ในช่วงเวลาหนึ่ง

    ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ฮอว์คิงได้ดิ้นรนค้นหาวิธีที่จะมาอธิบายแรงโน้มถ่วงมหาศาลด้วยทฤษฎีควอนตัม แต่เขามีความเชื่อมั่นศรัทธาว่าทฤษฎีสิ่งที่เล็กมากจะใช้อธิบายเรื่องนี้ได้ และก็มีหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อของเขาด้วย เช่นเดียวกับอะตอมซึ่งไม่หยุดนิ่ง ไม่คงที่ ดูเหมือนว่าจักรวาลเองก็เป็นเช่นนั้นด้วย

    ทุกวันนี้ในวัย 66 ปี สตีเฟน ฮอว์คิง เป็นศาสตราจารย์ลูเคเชียนด้านคณิตศาสตร์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ตำแหน่งที่ เซอร์ ไอแซค นิวตัน เคยรับหน้าที่มาก่อน เขายังคงทำงานสอนและวิจัยเต็มสัปดาห์ และเป็นวิทยากรที่โลกวิชาการต้องการคำบรรยายอันประเทืองปัญญาของเขาเสมอ
 

วันที่ 8 ธันวาคม 2551


จากพลังงานมืดสู่จิตวิญญาณมนุษย์
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com

อะไรคือที่สุดแห่งปริศนาชวนพิศวง เกี่ยวกับจักรวาลและมนุษย์ในปัจจุบัน?

นี่คือหนึ่งในหลายคำถามที่ผู้เขียนได้รับมา จากผู้สนใจใฝ่รู้ความคิดคำตอบล่าสุด เกี่ยวกับจักรวาลและตัวตนความเป็นมนุษย์อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ และผู้เขียนขอนำมาตอบในวันนี้ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับท่านผู้อ่าน

จักรวาลกับมนุษย์ เป็น 2 ด้านที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ระหว่างสิ่งใหญ่ไกลสุดที่มนุษย์จะจินตนาการได้ คือ จักรวาล กับสิ่งเล็กสุดที่มนุษย์จะสัมผัสได้ คือ จิตวิญญาณ

ทั้ง 2 ด้าน คือ จักรวาล และมนุษย์ ต่างก็มีประเด็นปัญหาชวนพิศวง ท้าทายความรู้ความคิดมากมาย แต่ถ้าจะให้เลือกนำมากล่าวเพียงด้านละหนึ่งประเด็น หนึ่งเรื่อง โดยเน้นประเด็นเรื่องที่ท้าทายการแสวงหาคำตอบอย่างที่สุดในปัจจุบัน ผู้เขียนก็ขอเลือกเรื่องของ พลังงานมืด (Dark energy) สำหรับกรณีของจักรวาล และเรื่องของ จิตวิญญาณ สำหรับกรณีของความเป็นมนุษย์

พลังงานมืด และจิตวิญญาณ มีความเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือ ทั้งสองเรื่องเป็นประเด็นที่ยังไม่มีคำตอบอย่างที่ปฏิเสธกันไม่ได้ และมีความต่างกันอย่างหนึ่ง คือ พลังงานมืดเป็นเรื่องใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ส่วนจิตวิญญาณ เป็นเรื่องเก่าแก่ทั้งในเชิงวิทยาศาสตร์ และศรัทธาความเชื่อ

แล้วสถานภาพความรู้ความคิดเกี่ยวกับพลังงานมืดกับจิตวิญญาณ ถึงล่าสุดในปัจจุบัน เป็นอย่างไร?

พลังงานมืด เป็นเรื่องใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 ก่อนขึ้นศตวรรษที่ 21 เพียงไม่กี่ปี โดยเริ่มต้นจากการค้นพบสิ่งใหม่ที่คาดไม่ถึงทางด้านดาราศาสตร์ ของคณะนักวิทยาศาสตร์ 2 คณะ ที่มุ่งหาคำตอบอย่างเดียวกัน และก็ได้พบคำตอบที่ตรงกัน

เมื่อ ค.ศ. 1998 นักวิทยาศาสตร์ 2 คณะ โดยคณะหนึ่ง นำโดย ซอล เพิร์ลมัตเตอร์ แห่ง Lawrence Berkeley National Laboratory สหรัฐอเมริกา อีกคณะหนึ่งนำโดย ไบรอัล ชมิตต์ แห่ง Australian National University กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย นักวิทยาศาสตร์ 2 คณะนี้ ได้รายงานผลการศึกษา อัตราการขยายตัวของจักรวาล โดยอาศัย แสงจากซูเปอร์โนวา ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกมาก ด้วยความคาดหวังว่า จะได้ข้อมูลการขยายตัวของจักรวาลที่ละเอียดกว่าที่เคยได้มาก่อน

ทว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 คณะกลับได้ผลที่คาดไม่ถึงตรงกัน คือ จักรวาล แทนที่จะขยายตัวช้าลงอย่างที่เคยเข้าใจกันมา กลับกลายเป็นว่า จักรวาลกำลังขยายตัวเร็วขึ้น

การค้นพบว่าจักรวาลกำลังขยายตัวเร็วขึ้น ท้าทายทฤษฎีความคิดของวงการวิทยาศาสตร์ดีที่สุดถึงปีการค้นพบ เพราะไม่มีทฤษฎีใดจะอธิบายได้ และจากการค้นพบใหม่นี้จึงเป็นที่มาของความคิดเรื่อง พลังงานมืด หรือ Dark energy ว่า อาจเป็นต้นเหตุของสภาพการขยายตัวของจักรวาล ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

มาถึงวันนี้พลังงานมืดก็กลายเป็นประเด็นเรื่องใหญ่ ท้าทายวงการดาราศาสตร์โลก มีการเสนอความคิดที่มาหรือธรรมชาติของพลังงานมืดว่า อาจเป็น “แรงที่ 5” นอกเหนือไปจากแรงธรรมชาติ 4 แรง ที่รู้จักกันมาก่อน คือ แรงดึงดูดโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์แบบเข้ม และแรงนิวเคลียร์แบบอ่อน หรืออาจเป็นสิ่งที่ไอน์สไตน์เคยเสนอ แต่มาเปลี่ยนใจในภาพหลังเรียกว่า Cosmological constant แต่แนวคิดใหม่ล่าสุด กล่าวถึง พลังงานมืดว่า อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า “Vacuum energy” หรือ “พลังงานสุญญากาศ”

มีความคาดหวังว่า การทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคทรงพลังที่สุดในโลก คือ เครื่อง Large Hadron Collider หรือ LHC ที่ศูนย์วิจัยนิวเคลียร์ CERN ซึ่งเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 ก.ย.. 2008 อาจจะให้คำตอบเกี่ยวกับพลังงานมืดได้

สำหรับ จิตวิญญาณ นับเป็นเรื่องที่อยู่กับมนุษย์มานาน นับตั้งแต่เมื่อมนุษย์เริ่มมีความคิดตั้งคำถามเกี่ยวกับความเป็นตัวตนของมนุษย์ แต่ก็มีพัฒนาการความคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ที่ค่อนข้างหลากหลายในเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งแต่แรกเริ่มก็ไม่มีนักวิทยาศาสตร์สงสัยในเรื่องของ จิตวิญญาณ กับวิญญาณ ว่าแตกต่างกันหรือไม่ เพราะเข้าใจชัดเจนตรงกันในอดีตว่า มนุษย์จะมีความเป็นตัวตนที่สมบูรณ์ ก็ต้องมีร่างกายและวิญญาณ หรือร่างกายและจิตวิญญาณ

ทว่า ต่อๆ มา เมื่อวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์พัฒนาขึ้น ก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในธรรมชาติ และหน้าที่ของวิญญาณกับจิตวิญญาณ จนกระทั่งมาล่าสุด ถึงปัจจุบันพอจะสรุปได้ว่า เรื่องของวิญญาณในความหมายเป็นส่วนสำคัญของการมีชีวิตอยู่หรือไม่ของมนุษย์ได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะการมีชีวิตอยู่หรือไม่ของมนุษย์ก็ชัดเจนว่า ขึ้นอยู่กับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวใจ และสมองเป็นสำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตาม สำหรับความหมายของจิตวิญญาณ ซึ่งในปัจจุบันมีความหมายที่หลากหลาย เช่น จิตวิญญาณของความเป็นนักกีฬา จิตวิญญาณของชนชาวญี่ปุ่น (ที่รักชาติเหนือชีวิต) แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเป็นตัวตนของมนุษย์ ก็มีแนวคิดอย่างเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ 2 แนวทาง ดังนี้

แนวทางหนึ่ง มองว่า จิตวิญญาณเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่มนุษย์จะต้องมี จึงจะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือ การที่คนคนหนึ่งจะมีชีวิตอยู่ได้ นอกเหนือจากการมีร่างกายที่สมบูรณ์คือ มีหัวใจ มีสมอง ทำงานอย่างเป็นปกติแล้ว ก็ต้องมีจิตวิญญาณอยู่ในร่างกายด้วย ส่วนที่ว่า จิตวิญญาณ จะเป็นอะไร จะอยู่อย่างไรในร่างกาย ก็ยังเป็นประเด็นต้องศึกษากันต่อ

อีกแนวทางหนึ่ง เป็นแนวคิดของนักวิทยาศาสตร์บางคน เช่น Roger Penrose ผู้เคยเป็นอาจารย์ของ Stephen Hawking แต่ต่อมากลายเป็นผู้ร่วมงานการค้นคิดทฤษฎีฟิสิกส์แนวใหม่ กับ Stephen Hawking และในปัจจุบันหันมาสนใจเรื่องของการนำฟิสิกส์ควอนตัม มาใช้กับความเป็นตัวตนของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของจิตวิญญาณ ซึ่ง Roger Penrose ได้เสนอแนวคิดเรื่อง Quantu Consciousness หรือจิตสำนึกเชิงควอนตัม ซึ่งมักจะกล่าวถึงกันเป็นภาษาง่ายขึ้นว่า จิตสำนึก หรือจิตวิญญาณเชิงควอนตัม..

Roger Penrose เสนอว่า จิตวิญญาณเชิงควอนตัมนี้เอง ที่อาจช่วยอธิบายเรื่อง ชาติภพ ได้ เพราะอาจจะมีผลเป็นความทรงจำอยู่ในหน่วยพื้นฐานชีวิต คือ เซลล์หรือดีเอ็นเอ. และเมื่อคนคนหนึ่งตายไป ก็ยังมีจิตวิญญาณเชิงควอนตัมที่จะยังคงอยู่ และถ่ายทอดเป็นภพๆ ต่อกันไปได้

ทว่า ปัญหาใหญ่เรื่องจิตวิญญาณเชิงควอนตัมของ Roger Penrose คือ ตรวจสอบยากมาก เพราะจะเป็นจิตวิญญาณที่มีขนาดเล็กในระดับควอนตัมเท่านั้น

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงบางประเด็น และแง่มุมเรื่องของพลังงานมืดกับจิตวิญญาณ ความเป็นมนุษย์ ที่นำมาชวนให้ท่านผู้อ่านได้ขบคิดกันต่อ!

เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com
วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551


สตีเฟ่น ฮอร์กิ้นสู่แผ่นฟิล์ม



เรื่องราวโรแมนติกของ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง กำลังจะโลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม
;เจน ฮอว์กิ้ง ภรรยาคนแรก ของ สตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ อัจฉริยะ ผู้เขียน ประวัติย่อของกาลเวลา (A Brief history of Time) ที่มียอดขายหลายสิบล้านเล่มทั่วโลก ได้เขียนหนังสือชื่อ "Music To Move The Star"เรื่องเล่าถึงปีแห่งความโรแมนติกและความวุ่นวายระหว่างเธอและอดีตสามี ซึ่งเรื่องราวในหนังสือกำลังจะได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์
ผู้อำนวยการ บริษัท ฟิล์ม แอนด์ มิวสิค เอนเตอร์เทนเม้น ใน ฮอลลีวู้ด ต้องการซื้อลิขสิทธิ์หนังสือของเธอไปสร้างภาพยนตร์ และคาดหวังว่า หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ของรางวัลออสการ์เลยทีเดียว
"Music To Move The Star" เล่าเรื่องราวว่าทั้งคู่พบกันได้อย่างไร เริ่มจากการพบกันที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แต่งงานกัน ฮอว์กิ้งเริ่มมีชื่อเสียงในขณะเดียวกันร่างกายก็ทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่เจนอุทิศตัวดูแลเขา และการหย่าร้างกันในภายหลัง
ภาพยนตร์ที่ดัดแปลงมาจากเรื่องราวชีวิตของอัจฉริยะระดับโลกผู้นี้ อำนวยการสร้างโดย จอห์น ดาลี่ ซึ่งคาดว่าเขาจะใช้ชื่อ "Theory of Everything" เป็นชื่อภาพยนตร์ และโฆษกของบริษัทนี้ยังคงยืนยันว่ายังไม่มีการคัดเลือกตัวแสดงจนกว่าจะเขียนบทเสร็จ แต่ จอห์น ดาลี่ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์กลับเห็นว่า " คนที่จะรับบทเป็นฮอว์กิ้งในวัยหนุ่ม ควรเป็นเด็กหนุ่มอายุราวๆยี่สิบที่มีแววจะกลายเป็นอัจฉริยะของมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างไม่น่าเชื่อในการคัดเลือกคนที่จะมารับบทนี้ และคนที่เหมาะสมจะรับบท ฮอว์กิ้ง ในปัจจุบัน อาจจะเป็น แกรี่ โอลแมน ผู้รับบท ซีเรียส แบล๊ค ในภาพยนตร์เรื่อง แฮร์รี่ พอร์ตเตอร์



ภาพยนตร์เรื่องนี้มีกำหนดเริ่มถ่ายทำปลายปี 2006 ซึ่งเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่เชื่อว่าคนทั่วโลกกำลังจับตามอง

*************


ชื่อหนังสือ : ประวัติย่นย่อของกาลเวลา ( A BRIEFER HISTORY OF TIME)
หมวด : วิชาการ -- วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี

ผู้แต่ง : Stephen Hawking
ผู้แปล : รอฮีม ปรามาท
จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
พิมพ์ครั้งที่ 1 : สำนักพิมพ์มติชน ตุลาคม 2548
กระดาษปอนด์เหลือง
ปกอ่อน
จำนวนหน้า : 238 หน้า
ขนาดหนังสือ : 13.2 cm. x 19 cm.
ISBN : 974-323-579-5

ประวัติย่นย่อของกาลเวลา ก็คือ ประวัติย่อของกาลเวลา
ฉบับยกเครื่องใหม่เพื่อเป็นการตอบสนองต่อ
กระแสเรียกร้องให้ปรับปรุงหนังสือให้อ่านง่ายขึ้น
เพิ่มข้อมูลและทฤษฎีใหม่ ตัดรายละเอียดทาง
เทคนิคซับซ้อนออกไป

รายละเอียด
เป็นหนังสือที่ให้ความรู้พื้นฐานอย่างย่อในด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ ซึ่งจุดประกายให้ผู้ที่สนใจค้นคว้าและหาความรู้เพิ่มเติมในส่วนต่าง ๆ รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าของแนวคิด และทฤษฎีต่าง ๆ ซึ่งจะพบว่าแท้ที่จริงแล้ว เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางวิทยศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ยังเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการตอบคำถามพื้นฐานที่สุด ที่มนุษย์พยายามค้นหามาโดยตลอด และเกี่ยวข้องกับชีวิต ค่านิยม ทัศนคติ และเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง
 

www.matichonbook.co


J.M.G. Le Clezio
และเบื้องหลังรางวัลโนเบล ปี2008
วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์:เรียบเรียง

:รายงานข่าวร้อนแรงจาก The Local หนังสือพิมพ์ข่าวสาร จากสวีเดนแจ้งมาว่า คณะกรรมการรางวัลโนเบล ปิดประตูพิจารณารางวัลโนเบล ปี 2008

ให้กับบรรดานักเขียนอเมริกันเรียบร้อยแล้ว ในฐานะเป็นนักเขียนชนชาติที่สร้างความหนักอกหนักใจให้กับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี โดยสืบเนื่องมาจากกระแสความคิดเห็นต่างๆ ต่อการที่นักเขียนอเมริกันถูกเสนอชื่อเข้ามามากขึ้นทุกปีๆ แต่สุดท้ายกลับไม่มีผู้ใดได้รับรางวัลเลย นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา

“แน่นอน นั่นเป็นวรรณคดีอันทรงพลังในวัฒนธรรมใหญ่ๆ ทั้งหมด แต่คุณต้องเข้าใจความจริงอันหนึ่งว่ายุโรปยังคงเป็นศูนย์กลางของโลกวรรณคดี ไม่ใช่สหรัฐ"”ออร์เรส อิงก์ดาห์น (Horace Engdahl) เลขานุการถาวรและหนึ่งในคณะกรรมการรางวัลโนเบลที่นั่งเก้าอี้พิจารณารางวัลหมายเลข 17 ในจำนวน 18 ท่าน กล่าวกับนักข่าว

นอกจากนั้นอิงก์ดาห์นยังแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมด้วยว่า “วรรณคดีอเมริกันมักจะยอมรับนักเขียนแนววัฒนธรรมตลาดๆ ของตัวเองซึ่งในแนวทางนั้นมีกันมากเกินไป”

"อเมริกาแยกตัวเองออกไปมากเกิน คับแคบเกิน พวกเขายังถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดีพอ แล้วก็ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในบทสนทนาอันยิ่งใหญ่ของวรรณคดีโลก ความเขลาอันนั้นแหละคือสิ่งที่เป็นบังเหียนที่กุมกันเอาไว้” อิงก์ดาห์นกล่าว

จากความคิดเห็นของเลขานุการถาวรของคณะกรรมการรางวัลโนเบล มันกลายเป็นการโต้ตอบอันดุเดือดจากบรรดาคนรักหนังสือ นายหน้าหนังสือ ผู้จัดพิมพ์ของสำนักต่างๆ ของอเมริกัน พวกเขาจึงตบเท้ากันออกมาแก้ข้อกล่าวหาชนิดเหาะข้ามมหาสมุทรแอตแลนติดกลับมาแบบทันควัน

ในจดหมายฉบับหนึ่งถึงหนังสือพิมพ์ Svenska Dagbladet อิงก์ดาห์น กล่าวว่าเขายังไม่ได้อ่านบทความตอบโต้ในเรื่องดังกล่าวเลย แต่เขาก็เชื่อว่าตนเองคงจะเข้าใจเรื่องนั้นผิด

"รางวัลโนเบลไม่ใช่การชิงชัยในระดับนานาชาติ แต่เป็นรางวัลสำหรับนักเขียนพิเศษโดยเฉพาะ เขาเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการให้รางวัลเมื่อรู้สึกว่าความภูมิใจในเรื่องประเทศชาติกำลังเป็นสิ่งที่สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ” อิงก์ดาห์นกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในบรรดานักเขียนอเมริกัน ที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลในปัจจุบันประกอบด้วย นักแสดงอเมริกันที่เขียนบทละครได้อย่างยอดเยี่ยม จนได้รับการสนับสนุน ให้ถูกเสนอชื่อเป็นปีแรก แซม เชปพาร์ด(Sam Shepard) กวีจอห์น เอ็ชเบอร์รี่(John Ashberry), นักเขียนโพสต์โมเดอร์น ดอน เดลิลโล(Don Delillo), นักปรัชญา มาร์ธา นัสบอม(Martha Nussbaum) นักเขียนสตรี จอยซ์ แคลอล โอ๊ตท์(Joyce Carol Oates) นักเขียนฝั่งนิวยอร์ก จอห์น อัพไดค์(John Updike), ตัวเก็งรางวัลโนเบลเจ้าเก่า โทมัส พินชอน(Thomas Pynchon) และตัวเก็งรางวัลโนเบลเบอร์หนึ่งของทุกสำนัก พิลิป รอธ(Philip Roth) เจ้าของผลงานนวนิยายแนวทางเพศ แต่ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์และนักอ่านมานานกว่า Portnoy's Complaint (1969)

นอกจากรายชื่อเก่าแล้ว นักเขียนหน้าใหม่ของอเมริกัน ไมเคิล ชาบอน(Michael Chabon) เจ้าของผลงานรางวัลพูลิตเซอร์ปี 2001 The Amazing Adventures of Kavalier & Clay(2000) ได้กล่าวถึงรายชื่อของนักเขียนที่สมควรจะได้รับเป็นคนต่อไปที่เขาอยากเห็นก็คือ ไมเคิล ออนดาจเย้(Michael Ondaatje), คอร์แมก แม็กคาร์ธี(Cormac McCarthy), เจ.จี บัลลาร์ด(J.G. Ballard) และแน่นอน ฟิลิป รอธ เท่านั้น

"แต่ทุกปีๆ มันจะมีมือมือหนึ่งคอยมาเขี่ยฟิลิป รอธออกไป” ชาร์บอร์นบอกกับรอยเตอร์

ทางด้าน ซวานเต วีเลอร์(Svante Weyler) ผู้จัดพิมพ์ชาวสวีดีซ ซึ่งใช้เวลาไปหลายทศวรรษ เพื่อที่จะถอดรหัสทางความคิด ของคณะกรรมการรางวัลโนเบล ว่าพวกนั้นคิดอ่านกันอย่างไร เขากล่าวว่าการเลือกครั้งล่าสุดเป็นการคัดเลือกแบบกะทันหัน ดังกรณีของ ดอริส เลสซิ่ง(Doris Lessing) เป็นการคัดเลือกแบบไม่คิดเอาไว้ล่วงหน้ากันเลย

"การคาดการณ์ล่วงหน้ากันไว้ของพวกเรา มันกลายเป็นความว่างเปล่า เพราะทุกๆ ปี คณะกรรมการชอบที่จะสร้างความประหลาดใจให้เรา” เขาบอก

วีเลอร์เชื่อว่า ในปี 2008 กวีจะกลับมาเป็นดาวดวงใหม่ของรางวัล นับตั้งแต่รางวัลโนเบลมอบให้กับผลงานการเขียนเชิงร้อยแก้วมาแล้ว 11 ปี โดยรายชื่อของกวีเก่าๆ จากปี 2007 กวีออสเตรเลีย เลย์ เมอร์เลย์(Les Murray) กับ กวีเลบานอน อาดูนีส(Adonis) เป็นตัวเลือกที่ชัดเจนที่สุด

แต่อย่างไรก็ตามเวียเลอร์ ยังคงเชื่อมั่นว่า หากการคัดเลือกงานเขียนเชิงร้อยแล้ว ชื่อของชีนัว อาเชเบ(Chinua Achebe) เจ้าของผลงาน Things Fall Apart(1958) หนังสือเล่มเล็กแต่มันจะมีพลังมากพอที่จะคว้ารางวัลในปี 2008

“แต่ผมสงสัยว่าคณะกรรมการจะคงพาคิดกันว่าพวกเขาเคยให้รางวัลกับนักเขียนแอฟริกันไปแล้ว นับตั้งแต่โวเล่ ซอยยินก้า(Wole Soyinka) ได้รับไปแล้วในปี 1986”

ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับฟิลิป รอธ วีเลอร์กล่าวว่า “เขาเป็นชายเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ในร้อยแก้วอเมริกัน แต่ผมคิดว่าบัณฑิตยสภา ไม่เชื่อว่าเขาจะมีความ”หนัก” แน่นพอ” วีเลอร์กล่าวกับรอยเตอร์

ทางด้านของนักวรรณกรรมของอังกฤษลงความเห็นว่า น่าจะเป็นนักเขียนผู้รอบรู้และนักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียน คลาดิโล มากริซส์(Claudio Magris) ตามมาด้วยแอมอส ออซ(Amos Oz) และจอยซ์ แคลอล โอ๊ตท์(Joyce Carol Oates)

ส่วนตัวเก็งรางวัลโนเบลที่น่าสงสารอย่างนักดนตรี กวี และนักต่อต้านสงคราม บ๊อบ ดีเลน(Bob Dylan) โดยมีความเชื่อกันว่าหากคณะกรรมการรางวัลโนเบลมีจำนวนถึง 150 ท่าน เขาก็มีสิทธิ์คว้ารางวัลอย่างสบายๆ

แต่ท้ายสุด ผลรางวัลโนเบลจะอยู่ในมือของคณะกรรมการอย่างเป็นความลับที่สุด นอกจากคณะกรรมการจำนวน 18 ท่านแล้ว ก็ไม่มีใครทราบจนกว่า บ่ายโมงตรงของวันพฤหัสราวกลางเดือนตุลาคม 2008 ทั่วโลกก็จะทราบชื่อและคุณสมบัติของผลงานและเกียรติคุณของนักเขียนที่ถูกเอ่ยชื่อกันเป็นประจำหรือนักเขียนม้ามืดที่ประเทศแล้วต่างก็งงงันกันไปว่าเขาเป็นใครและมีผลงานเด่นอย่างไรถึงสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติทางวรรณกรรมของโลกได้

“คุณคงคิดได้ว่าเลขานุการถาวรของบัณฑิตยสภาทำท่ามีความรู้ แต่มีประวัติศาสตร์ที่มองข้ามพรูสต์(Proust),จ๊อยซ์(Joyce) และนาโบคอฟ (Nabokov) ว่าเป็นสองสามชื่อที่ไม่ได้เป็นนักเขียนโนเบล และมักจะให้เราไม่ยกโทษให้อยู่เสมอๆ ในการแสดงปาถกถาของเรา” เดวิด ริมมิคซ์(David Remnick) บรรณาธิการของ เดอะนิว ยอร์กเกอร์กล่าว

“และหากว่าเขามองอย่างจริงจังในเรื่องราวของอเมริกันที่เขาทำเป็นสาธยายนั้น เขาก็จะได้เห็นสาระสำคัญในรุ่นของรอธ, อัพไดค์ และเดลลิลโล เช่นเดียวกับนักเขียนหนุ่มมากมาย พวกเขาบางคน เป็นลูกชาย เป็นลูกสาวของคนเข้าเมือง หรือบรรดาบุตรบุญธรรมชาวอังกฤษ พวกเขาเหล่านั้นไม่มีวิญญาณที่อ่อนแอ แก่หรือหนุ่ม ล้วนมองเห็นการลุกลามอันน่ากลัวของโคคา-โคลา กันทั้งนั้น”

ฮาร์โรลด์ ออเก็นโบรม(Harold Augenbraum) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารของสถาบันดำเนินการมอบรางวัลเนชั่นเนล บุ๊ค อะวอร์ด กล่าวว่า เขาต้องการที่จะรายชื่อวรรณคดีอเมริกันไปให้เลขานุการถาวรเหลือเกิน

“ดูจากความเห็นแล้วทำให้ผมเชื่อว่า มร.อิงก์ดาห์น คงอ่านมาเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเรื่องรอบๆ นอกกระแสหลักวรรณคดีอเมริกัน แล้วก็มีมุมมองอันคับแคบต่อองค์ประกอบของวรรณคดีของเราในยุคนี้” ออเก็นโบรมกล่าว

“บนพื้นที่แห่งแรก ถนนสายแรกของอเมริกาเป็นการเปิดรับแนวคิดของวัฒนธรรมโลกผ่านคนเข้าเมืองทั้งหลาย รุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งเริ่มต้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 อันจะหาความเพลินเพลินทางความคิดได้จากวรรณคดีอเมริกันแบบนี้” นอกจากนั้นออเก็นโบรมยังเพิ่มเติมด้วยว่า "คนอังกฤษและฝรั่งเศสบางคนต่างเดินทางมาค้นหาอเมริกาในฐานะกลุ่มคนเข้าเมืองที่เสริมสร้างขนมธรรมเนียมขึ้นมาบนแผ่นดินนี้”

อย่างไรก็ตาม นักเขียนวรรณคดีอเมริกัน 8 คนในอดีต โดยมีคนสำคัญของศตวรรษ 20 อย่าง วิลเลียม ฟลอคเนอร์(William Faulkner) เออร์เน็ส เฮ็มมิ่งเวย์(Ernest Hemingway) จอห์น สไตน์เบ็ค(John Steinbeck) ซอล เบลโลว์(Saul Bellow) และโทนี มอร์ริสัน(Toni Morrison) ต่างก็กลายเป็นเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเขียน ที่มีคุณค่าต่อโลก จากนักอ่านและนักวิจารณ์ทั่วโลกมาแล้วอย่างปราศจากข้อสงสัย

หลังจากเค็นซาบุโร โอเอะ(Kenzaburo Oe) นักเขียนญี่ปุ่นคนที่ 2 ผู้รับรางวัลโนเบลในปี 1994 นักสังเกตการณ์พบว่าน้ำหนักการมอบรางวัลโนเบลเน้นทางฝั่งนักเขียนยุโรป แม้จะมีรายชื่อของเกาซิงเจี้ยง(Gao Xingjian)ในปี 2000 แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ ว่าเกาซิงเจี้ยงนั้นกลายเป็นนักเขียนฝรั่งเศสไปแล้ว หรือรายชื่อของ วี. เอส.ไนพอล(V.S. Naipaul) นักเขียนอินเดีย- ทรินิเดด-อังกฤษ, เจ.เอ็ม คูเอทซี(J.M.Coetzee) จากแอฟริกาใต้ ดอรีส เลสซิ่งจากโรดิเซีย ต่างก็กลับกลายมาเป็นนักเขียนกึ่งยุโรปกึ่งประเทศเดิมทั้งสิ้น แม้ฮอร์ฮาน ปามุก(Orhan pamuk) นักเขียนจากตุรกี คุณสมบัติการรับรางวัลของเขา ก็เป็นส่วนผสมของตะวันตกและยุโรปอย่างชัดเจน

โดยส่วนผสมเหล่านั้น อิงก์ดาห์น อธิบายว่า “ยุโรปวาดภาพวรรณคดีที่ถูกเนรเทศ เพราะว่านั่นคือการแสดงความเคารพในการประกาศอิสรภาพของวรรณคดีและรักษามันไว้ในฐานะที่พักอันปลอดภัย

“นักเขียนจำนวนมากมายจากแผ่นดินอื่น ต่างก็ทำงานเขียนในยุโรป เพราะว่ามันเป็นที่แห่งเดียว ที่เขาจะอยู่ตามลำพังและเขียนออกมาได้ โดยไม่ต้องถูกทุบตีหรือฆ่าตาย มันเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่ง หากต้องเป็นนักเขียนใหญ่ในภูมิภาคเอเชียและแอฟริกา”

จากความเห็นเช่นนั้นเอง จึงเป็นส่วนหนึ่งที่นักเขียนทั่วโลกส่วนใหญ่เริ่มเชื่อกันว่ารางวัลโนเบลคือรางวัลยุโรปไพรซ์(Europe Prize) มากกว่ารางวัลของนักเขียนทั้งโลก เพราะตั้งแต่มีการเริ่มต้นประกาศรางวัลเป็นต้นมาในปี 1901 นักเขียนจากยุโรปคว้ารางวัลไปแล้วกว่า 80 เปอร์เซนต์ของผู้ชนะทั้งหมด

ควาเมอ แอนโทนี แอพเพียฮ์(Kwame Anthony Appiah) หัวหน้าภาควิชาวรรคดีแอฟริกาและศาสตราจารย์ทางด้านปรัชญามหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กล่าวว่า ประวัติศาสตร์นักเขียนวรรณคดีของอเมริกันนั้นมันมีมาอย่างยาวนานและนักเขียนทุกๆ แห่งก็รับอิทธิพลเอาไว้ในผลงานของพวกเขา พวกที่เด่นที่สุดก็คือยุโรป

"จะว่าไปแล้วอเมริกาถูกนำเสนอในเวทีวรรณกรรมโลกน้อยลงๆ” แต่นั่นก็ไม่ใช่ความรู้สึกที่คุณจะนึกถึงในร้านหนังสือของยุโรป แต่ผมประหลาดใจว่ามันมีมากเท่าไหร่กันที่หนังสือจากเยอรมันหรืออิตาลีถูกแปลออกมาเป็นภาษาอังกฤษอเมริกัน” ศาสตราจารย์จากพรินซ์ตันกล่าว

"บทสนทนาอันยิ่งใหญ่ของวรรณคดีโลกไม่ใช่แค่ที่ปารีสแฟรงค์เฟิร์ต ... ให้ผมนึกตามที่อิงก์ดาห์นพูด ศูนย์กลางมันก็ไม่ใช่ที่สตอกโฮล์ม ด้วย” แอพเพียฮ์กล่าวส่งท้าย

แต่ใช่ว่านักเขียนจากอเมริกาจะได้รับผลกระทบจากการพิจารณา ในประเทศสวีเดนเอง นักอ่านประเทศนิยายาอาชญากรรมต่างก็พากันออกมาโอดโอยถึงการจำกัดการพิจารณาของทางบัณฑิตยสภาสวีเดนที่เพิกเฉยการพิจารณาผลงานนักเขียนแนวอาชญากรรมแต่คลาสสิกและมีรูปแบบการเขียนที่มีความเป็นวรรณกรรมสูง โดยเฉพาะผลงานของ สติก ลาร์ซอน(Stieg Larsson)เจ้าของผลงานขายดีระเบิดยุโรป The Girl with the Dragon Tattoo โดยกล่าวยกย่องว่าผลงานอาชญากรรมของลาร์ซอนเข้มข้นและยิ่งยงยอดเยี่ยมเทียบเท่ากับผลงานของอิงมาร์ เบอร์กแมน(Ingmar Bergman) และเอากุสท์ สตรินเบอร์ก(August Strindberg)เลยทีเดียว

สำหรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีประจำปี 2008 ทางบัณฑิตสภาสวีเด็นประกาศออกมาแล้วว่าจะเปิดเผยชื่อผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีในบ่ายพฤหัสบดี 9 ตุลาคม ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าการประกาศวันอย่างแน่นอนก่อนบ่ายกลางเดือนมักจะเป็นรายชื่อของนักเขียนเก่าที่ถูกเสนอรายชื่อเข้าชิงรางวัลมานานหลายปีแล้ว ซึ่งอาจจะมีนักเขียนที่ตกค้างการพิจารณามาอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 10 ปี มากสุดเกือบ 40 ปี

โดยสำนักข่าวรอยเตอร์และสำนักข่าวอื่นๆ ต่างก็สรุปความคิดเห็นตรงกันว่า ฟิลิป รอธ และ ฮารูกิ มูราคามิ(Haruki Murakami) เป็นชื่ออันดับหนึ่งและอันดับสองนักเขียนที่คาดเดากันว่าจะเป็นผู้ชนะรางวัลโนเบล 2008

ส่วนรายชื่อของนักเขียนคนอื่นๆ นั้น มีสิ่งที่น่าสนใจคือการจับตาของทางนักอ่านชาวสวีเดน ซึ่งพวกเขาต่างก็กำลังลุ้นให้นักเขียนอย่าง มาร์กาเร็ตต์ แอ๊ตวู้ด (Margeret Atwood) จากแคนาดา, อิงค์เกอร์ คริสเต็นเซ่น(Inger Christensen) จากเด็นมาร์ก, แอซเซีย ดเยอร์บาร์ (Assia Djebar) จากอัลจีเรีย, อุมแบร์โต เอโก(Umberto Eco) และ อันโตนิโอ ตาบุซซี(Antonio Tabucchi)จากอิตาลี, นูรูดดิน ฟาร์ร่า(Nuruddin Farah) จากโซมาเลีย, อิสมาเอล คาดาเร่(Ismaïl Kadaré)จากอัลบาเนีย, ยาช่าร์ เคห์มาล (Yasar Kemal) จากตุรกี, ฮารูกิ มูราคามิ จากญี่ปุ่น, โทมาซ ตรานซ์โตรเมอร์(Tomas Tranströmer) จากสวีเดน,มาเรียว บาร์กาซ อัลโยช่า(Mario Vargas Llosa) จากเปรู, อาโมส ออซ(Amos Oz)จากอิสราแอล

และแน่นอน นักอ่านชาวสวีเดนก็อยากจะเห็นฟิลิป รอธ นักเขียนชาวอเมริกันขึ้นแท่นรับรางวัลเป็นนักเขียนรางวัลโนเบล 2008

สำหรับรายชื่อล่าสุดก่อนวันประกาศ 2 วัน ชื่อของนักเขียนชาวฝรั่งเศส ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซิโอ หรือชี.แอ็ม.เช.เลอ เคลซิโอ(J.M.G. Le Clézio) กับคลาดิโล มากริซส์ และอาดูนีซ กวีจากซีเรียเป็นตัวเลือกสรุปจากบรรดานักวิจารณ์ทั่วโลก แต่นั่นก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แน่นอน เพราะชื่อของกวีที่ถูกลืมไปแล้วอย่างเยฟกีนี เยฟตูเช็นโก( Yevgeny Yevtushenko)จากรัสเซีย หรือ มิโลแรด พาวิซ(Milorad Pavić) กวีตัวเก็งรางวัลโนเบลจากเซอร์เบียที่ไม่มีใครรู้จักแน่ หากทางคณะกรรมการประกาศชื่อออกมา

แต่ในท้ายที่สุดแล้ว...นักเขียนชาวฝรั่งเศส นามว่า ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซิโอ หรือ ชี.แอ็ม.เช.เลอ เคลซิโอ(J.M.G. Le Clézio)ก็กลายเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลสาขาวรรณคดี ประจำปี 2008

0000000000000000000000000000000000

ฌอง-มารี กุสตาฟ เลอ เคลซิโอ (Jean-Marie Gustave Le Clézio ) เกิดเมื่อปี 1940 ที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส

งานเขียนของเขาส่วนใหญ่ เป็นเรื่องราวประสบการณ์แปลกใหม่ในวัยเด็ก เมื่อต้องย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยครั้ง จนเกิดเป็นหนังสือ ต่างๆ มากมาย อาทิ Onitsha (1991; Onitsha, 1997), Révolutions (2003) และ L’Africain (2004)

ส่วนผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากคือหนังสือเรื่อง "Désert" (ปี 1980) ซึ่งได้รับรางวัลจาก เฟรนช์ อะคาเดมี โดยเนื้อหาสาระเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสวยงามของวัฒนธรรมที่หายไปในแถบทะเลทรายอัฟริกาเหนือ

คณะกรรมการตัดสินรางวัลโนเบล ได้ให้ความเห็นเกี่ยวงานเขียนของเขาว่า

"เป็นนักเขียนที่เชื่อมรอยต่อแห่งยุคสมัย ที่เปี่ยมไปด้วยการรังสรรค์หนทางใหม่ๆ ไปสู่การผจญภัยในตัวอักษรอันน่าตื่นตาตื่นใจ อีกทั้งยังล้วงลึกลงไปถึงแก่นแท้ของมนุษย์ด้วย"

วีระยศ สำราญสุขทิวาเวทย์:เรียบเรียง
16 ตุลาคม พ.ศ. 2551


63 ปีรำลึกฮิโรชิมาและนางาซากิ
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล kshaiwat2@hotmail.com



63 ปีหลังฮิโรชิมาและนางาซากิ ถูกถล่มด้วยระเบิดนิวเคลียร์เมื่อวันที่ 6 และ 9 ส.ค. 2488 ตามลำดับ คนญี่ปุ่น คนอเมริกัน และคนเชื้อชาติอื่นๆ ทั่วโลก ยิ่งส่งเสียงเรียกร้องให้มีมาตรการระดับโลก ที่จะป้องกันมิให้โศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เกิดขึ้นได้อีก

วันที่ 6 ส.ค. 2551 ที่ฮิโรชิมามีการจัดพิธีรำลึกถึงชีวิตมนุษย์กว่า 1.4 แสนคน ที่ต้องสังเวยให้กับระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก ที่ถูกนำมาใช้กับมนุษย์


ในวันที่ 6 ส.ค. 2551 นายทาดาโตชิ อะคิบา นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา นำผู้คนทั้งชาวญี่ปุ่นและจากทั่วโลก จำนวน 4.5 หมื่นคน ยืนสงบนิ่งไว้อาลัยแด่โศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เมื่อ 63 ปีก่อน เวลา 08.15 น. เวลาที่ระเบิดนิวเคลียร์ระเบิดขึ้น เหนือฮิโรชิมา ที่ตำแหน่งบริเวณศูนย์กลางการระเบิด..

 

นกเขาจำนวนมากถูกปล่อยบินอยู่เหนือบริเวณโดมระเบิดนิวเคลียร์ที่อุทยานสันติภาพรำลึก (Peace Memorial Park)



เรื่องราวของเด็กหญิงซาดาโกะ กับนกกระเรียนพันตัว ก็ได้รับการรำลึกถึงอย่างมิให้ลืมเลือนไปได้


ในพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เมื่อ 63 ปีก่อน ที่ฮิโรชิมา นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมา ได้ประกาศการเริ่มต้นโครงการสองปี เพื่อศึกษาผลกระทบเชิงจิตวิทยาจากเหตุโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา และในพิธีเดียวกัน นายกเทศมนตรีเมืองฮิโรชิมาก็ได้เรียกร้องให้สหรัฐอเมริกา ยุติการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด


เมื่อปีที่แล้ว ประเทศญี่ปุ่นได้เสนอต่อองค์การสหประชาชาติ เรียกร้องให้มีการทำลายอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดที่มีอยู่ และนายทาดาโตชิ อะคิบา ก็ได้เรียกร้องในวันรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา เมื่อ 63 ปีก่อนว่า มาถึงวันนี้ มีประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวม 170 ประเทศแล้ว ที่เห็นด้วยกับการเรียกร้องของญี่ปุ่น เหลืออยู่เพียง 3 ประเทศเท่านั้นที่ยังไม่เห็นด้วย และ 1 ใน 3 ประเทศคือ สหรัฐอเมริกา...


ดังนั้น ก็จึงหวังกันว่า สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ ที่จะมีการเลือกตั้งในเดือน พ.ย. ปีนี้ จะฟังเสียงเรียกร้องจากประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก


นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายยาสุโอะ ฟูคูดะ ก็ได้กล่าวในพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์เมื่อ 63 ปีก่อนที่ฮิโรชิมา ยืนยันว่าประเทศญี่ปุ่นจะยังคงยืนหยัดในนโยบายต่อต้านการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และญี่ปุ่นก็จะไม่สะสมอาวุธนิวเคลียร์


*****
 


อีกสามวันต่อมา ในวันที่ 9 ส.ค. 2551 ก็มีพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ครั้งที่สองของโลก ที่เมืองนางาซากิ...


ที่นางาซากิ มีผู้คนเป็นเหยื่อระเบิดนิวเคลียร์ประมาณ 8 หมื่นคน


****


มิใช่เฉพาะในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ที่มีกิจกรรมพิธีรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์จากสงครามโลกครั้งที่สอง ในประเทศอื่นๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศคู่กรณีกับญี่ปุ่น คือ สหรัฐอเมริกา ก็มีกิจกรรมพิธีร่วมรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ที่ฮิโรชิมา และนางาซากิด้วย


ที่เมืองดูลูท รัฐมินนิโซตา ในสหรัฐอเมริกา หนังสือพิมพ์ Duluth News Tribune ฉบับวันที่ 6 ส.ค. 2008 รายงานข่าวกิจกรรมร่วมรำลึกครบรอบ 63 ปี แห่งการใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับฮิโรชิมา


ผู้ร่วมพิธีสวมปลอกแขนเสื้อสีดำ เพื่อรำลึกโศกนาฏกรรมในวันนั้น มีการฉายภาพยนตร์ “White Light/Black Rain” (แสงสว่างขาว/ฝนดำ หมายถึงแสดงสว่างจ้าจากระเบิดนิวเคลียร์ และฝนดำจากฝนหลังระเบิดนิวเคลียร์ที่ปนเปื้อนฝุ่นกัมมันตรังสี) และการเสวนาในโบสถ์และกิจกรรมอื่นๆ ต่อเนื่องถึงวันที่ 9 ส.ค. เพื่อรำลึกถึง 63 ปีของการใช้ระเบิดนิวเคลียร์กับนางาซากิ


มีรายงานแสดงความเปลี่ยนแปลงความคิดของทหารผ่านศึกอเมริกันคนหนึ่ง เกี่ยวกับการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโรชิมา และนางาซากิ ที่อาจสะท้อนความคิดความรู้สึกของทหารผ่านศึกคนอื่นๆ ด้วย


แอนดี แอนเดอร์ ในปัจจุบันอายุ 82 ปี รำลึกถึงเหตุการณ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองว่า...


ในวันที่ 6 เม.ย. 2488 เขาเป็นพนักงานประจำเครื่องรับส่งวิทยุในเรือรบยูเอสเอส มอร์ริส และในวันนั้น เรือรบยูเอสเอส มอร์ริสถูกโจมตีด้วยเครื่องบินญี่ปุ่นปฏิบัติการฆ่าตัวตาย หรือกามิกาเซ อันลือเลื่องของญี่ปุ่น


แอนดี เล่าว่า ในวันนั้นมีทหารเรือ และพลประจำการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บจำนวน 68 นาย


สามเดือนต่อมา ในวันที่ 6 และ 9 ส.ค. 2488 อเมริกาก็ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิด้วยระเบิดนิวเคลียร์ ทำให้ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ในวันที่ 14 ส.ค. 2488


แอนดี กล่าวว่า ในทันทีที่สงครามยุติลง หลังการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ เขาก็รู้สึกยินดีและสะใจกับการใช้ระเบิดนิวเคลียร์


ทว่าต่อมาหลังปี 2488 ความรู้สึกของเขาต่อการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มญี่ปุ่น ก็เปลี่ยน


ปัจจุบัน แอนดี เป็นสมาชิกของกลุ่มทหารผ่านศึกเพื่อสันติภาพ (Veterans for Peace) เขากล่าวถึงสงครามว่า “สงครามเป็นความบ้าคลั่งไม่ว่าจะมองในแนวใด”


วันที่ 4 ส.ค. 2551 แอนดี เป็นผู้อ่านประกาศของนายกเทศมนตรีเมืองดูลูท คือ ดอน เนสส์ ให้วันที่ 6-9 ส.ค. 2551 เป็นวันร่วมรำลึกถึงการทิ้งระเบิดใส่ฮิโรชิมาและนางาซากิ


แอนดี กล่าวถึงการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิว่า “อย่างแน่นอน เราจำเป็นต้องทดลองมัน แต่เราต้องทดลองเพื่อดูว่ามันจะฆ่าคนได้มากแค่ไหนหรือ?” และกล่าวถึงการทิ้งระเบิดที่ญี่ปุ่นว่า “ถ้าจำเป็นจะต้องทำ ก็น่าจะเป็นการแสดงฤทธิ์เดชของระเบิดนิวเคลียร์ก็พอ โดยการไปทิ้งใส่เกาะที่ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ใกล้ญี่ปุ่น”


การตัดสินใจทิ้งระเบิดใส่ฮิโรชิมาและนางาซากิ ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา เกิดจากฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์สงครามของสหรัฐอเมริกา หลังการยกพลขึ้นยึดเกาะอิโวจิมา และโอกินาวา ของกองทัพสหรัฐ ซึ่งมีการสูญเสียอย่างรุนแรงของทั้งสองฝ่าย อีกทั้งการประกาศสู้ตายของคนญี่ปุ่นทั้งประเทศ ที่จะต่อต้านกองทัพสหรัฐ จนกระทั่งถึงคนสุดท้าย ทำให้ฝ่ายวางแผนยุทธศาสตร์สหรัฐบอกอดีตประธานาธิบดีสหรัฐขณะนั้น คือ แฮร์รี ทรูแมน ว่าจะต้องสูญเสียกำลังฝ่ายสหรัฐเอง เป็นจำนวนหลายแสนคน ถ้าจะยกพลบุกยึดญี่ปุ่นให้ได้...


แต่สำหรับ แอนดี เขาเชื่อว่าการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถล่มญี่ปุ่นเป็นเรื่องของยุทธศาสตร์การเมือง ที่สหรัฐอเมริกาต้องการแสดงเพื่อข่มสหภาพโซเวียตมากกว่า ... เพราะสหภาพโซเวียตขณะนั้น กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจคู่แข่งของสหรัฐอเมริกาอย่างเด่นชัด!

วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2551


เคอิจิ นาคาซาวา หลังฮิโรชิมาร่ำไห้



:เวลา 08.15 น.วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม 2488 เด็กๆ ในฮิโรชิมากำลังไปโรงเรียน ผู้ใหญ่กำลังออกจากบ้านไปทำงาน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ก่อนระเบิดปรมาณูลูกแรกระเบิดถล่มทลายโลก มีความร้อนราว 300,000 องศาเซลเซียส ตายทันที 140,000 คน เข็มนาฬิกาทุกเรือนหยุดเดิน

คนที่รอดตายเนื้อหนังหลุดลุ่ย ทุกคนหิวน้ำร้องขอแต่น้ำ ครึ่งชั่วโมงต่อมาฝนกัมมันตภาพรังสีตกลงมาเป็นฝนดำ คนที่ดื่มตายตามกันไป คนที่รอดตายประสาทผิดปกติ เลือดไหลไม่หยุด เป็นโรคติดเชื้อ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ท้องร่วง ต่อมาราวสองสัปดาห์ผมร่วงหมดทุกคน

ในวันนั้นเชื่อกันว่าต้องใช้เวลาอีก 75 ปี กว่าจะมีพืชงอกขึ้นมาได้ แต่ไม่นานดอกยี่โถงอกขึ้นมาเหนือแผ่นดิน สร้างความหวังให้กับคนฮิโรชิมาอีกครั้ง...และ 63 ปีต่อมา เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2551 ผมมีโอกาสเข้าร่วมงานวันสันติภาพโลกที่ฮิโรชิมา เพื่อร่วมกันต่อต้านสงคราม โดยมีคนมาจากทั่วโลก มีพิธีฝังรายชื่อผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกปี ฝังในโลงใต้ประตูสันติภาพ

คนที่รอดชีวิตในวันนั้นแต่ได้รับกัมมันตภาพรังสี ถึงวันนี้ตายรวมกันแล้ว 450,000 คน ยังไม่รวมคนตายที่นางาซากิ ในวันที่ 9 สิงหาคม เมื่อระเบิดปรมาณูลูกที่สองตามมา ญี่ปุ่นยอมแพ้สงครามทันที

ในวันนี้ยังมีผู้สูงอายุที่ต้องรักษาตัวอยู่อีกมากมาย หลายคนปิดบังลูกหลาน เพราะบางคนไม่ยอมแต่งงานด้วย เมื่อรู้ว่าเชื้อสายเคยได้รับกัมมันตภาพรังสี กลัวมีอันตรายตามมา

เคอิจิ นาคาซาวา ผู้เขียน เกน เจ้าหนูสู้ชีวิต ที่แปลไปแล้วทั่วโลกสิบหกภาษา เป็นนักเขียนคนหนึ่งที่รอดตาย ตอนนั้นเขาอายุ 6 ขวบ รอดเพราะไปยืนพูดคุยกับคนอื่นอยู่ข้างกำแพงโรงเรียน คนอื่นๆ ในครอบครัวตายในสงคราม เหลือเพียงเขากับมารดาที่ต้องสู้โลกหลังสงคราม

วันนี้เขาบอกว่าหลายประเทศยังมีระเบิดร้ายอีกมากมาย และที่โรงแรมแอร์พอร์ตกลางเมืองฮิโรชิมา ผมพบกับอาจารย์นาคาซาวาพร้อมกับล่ามและนักข่าวหนังสือพิมพ์โตเกียวรายวันและเพื่อนๆ ชาวญี่ปุ่นหลายคน หนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ได้พูดคุยมาแล้วก่อนนั้น

นาคาซาวา เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาที่ฮิโรชิมา เขาไปเป็นนักเขียนการ์ตูนอาชีพที่โตเกียว ในปี 1961 กับสำนักพิมพ์โชเน็น กาโฮ สำนักพิมพ์โชเน็น คิง และโบคุระ...ปี 1966 นาคาซาวา กลับบ้านเกิดไปร่วมงานศพมารดา หลังเผาศพไม่เหลือแม้เถ้ากระดูก เนื่องจากแม่ได้รับกัมมันตภาพรังสีตอนมีชีวิต กลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเขียนการ์ตูนต่อต้านสงคราม

เรื่องแรกเขาเขียนเรื่อง I SAW IT ได้รับความสำเร็จยิ่ง เขาจึงเริ่มเขียนการ์ตูนอัตชีวประวัติตนเองหลังฮิโรชิมาร่ำไห้จากสงคราม เรื่อง HADASHI NO GEN รวม 10 เล่มในปี 1972

เรื่องเกนสะท้อนวันคืนอันเลวร้าย หลังจากอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณู ตัวละครเอกของเรื่องคือ เกน เด็กวัย 6 ขวบ ที่บ้านแตกสาแหรกขาดเพราะสงคราม หลังสิ้นเสียงระเบิดเกิดสงครามชีวิตตามมา เกนต้องทำคลอดให้แม่ด้วยตัวเอง และต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวแทนพ่อที่ตายในกองเพลิง เรื่องทั้งหมดสะท้อนชีวิตอย่างสะเทือนอารมณ์ ตอกย้ำให้เห็นว่าสงครามไม่มีประโยชน์แก่ฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือชนะ

นักบินที่บินมาหกชั่วโมงครึ่งเพื่อทิ้งระเบิด นักสำรวจนักวิจัยทั้งหลายที่มาติดตามผลร้ายของระเบิด ไม่นานต้องตายด้วยฤทธิ์กัมมันตภาพรังสี

ที่สวนสันติภาพ ผมเห็นผู้คนห้อมล้อมอนุสาวรีย์ซาดาโกะ นักเรียนที่ได้รับพิษจากสงคราม เธอเชื่อว่าหากพับนกกระเรียนกระดาษได้ 1,000 ตัวแล้วจะรอดตาย แต่เธอทำไม่สำเร็จต้องจากไปในโรงพยาบาล คนรุ่นหลังต่างนำนกกระเรียนนับแสนนับล้านตัวมามอบให้ที่อนุสาวรีย์ เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของการต่อต้านสงคราม

บนเวทีอภิปราย คนมาร่วมงานเต็มสนามกีฬามากกว่าสองหมื่นคน ทุกคนล้วนประณามอเมริกาสองวันเต็มๆ แต่แม่อเมริกาคนหนึ่งขึ้นเวทีด้วยน้ำตา พร้อมรูปภาพลูกชายวัย 30 ปี ที่ตายในสงครามอิรัก เธอบอกว่าเดินทางมาเองทั้งๆ ที่ไม่ได้รับเชิญ มาเพื่อจะบอกว่าแม้เธอเป็นชาวอเมริกา เธอไม่เห็นด้วยกับสงคราม เธอรู้ว่าแม่ที่สูญเสียลูกในสงครามเป็นอย่างไร

เรื่องนี้อาจารย์นาคาซาวาบอกผมว่า เรื่องสันติภาพทุกคนต้องช่วยกัน ที่สำคัญต้องเริ่มจากตัวเราก่อน เรื่องเขียนหนังสือเพื่อสันติภาพของเขา ผมได้ฟังคำตอบหลายคำตอบ

"เรื่องเกนทั้งหมดสิบเล่ม ผมใช้เวลาเขียนทั้งหมด 13 ปี...ราวปี 1973 ถึงปี 1987..ก่อนเขียนเรื่องเกนผมเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งยาว 45 หน้า จากนั้นผมคิดอยู่ราวปีครึ่งจึงลงมือทำ เดือนหนึ่งผมเขียนได้สี่ตอน วิธีทำผมเขียนเรื่องก่อน แล้วจึงมาวาดเป็นการ์ตูน"

"ตอนผมเป็นเด็กผมชอบวาดรูป คุณพ่อคุณแม่ยังชมว่าผมวาดรูปเก่ง พ่อผมเป็นนักวาดภาพมาก่อน...เรื่องเป็นนักเขียน ผมอายุได้เก้าขวบ ผมอยากเป็นนักเขียนแล้ว"

"ในเรื่องเกนเป็นเรื่องจริงๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตห้าสิบเปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่ตนเองมีประสบการณ์ต่อสู้ดิ้นรนในช่วงสงคราม นอกจากนั้นยังมีเรื่องที่เขียนขึ้นเพื่อให้เรื่องราวสมบูรณ์ ตามเป้าหมายที่วางไว้ ผลงานการเขียนผมเขียนมานาน ผมไม่ได้นับว่าเขียนมากี่เรื่องแล้ว รู้เพียงว่าเขียนมานับไม่ถ้วน แต่เรื่องเกนเป็นเรื่องสุดท้าย"

"เวลานี้สายตาผมไม่ดี เขียนงานไม่ถนัดแล้วในวัยเจ็ดสิบ...งานที่ทำอยู่คือเขียนบทภาพยนตร์เรื่องเกน"

สำหรับเยาวชนที่อยากเป็นนักเขียนนั้น อาจารย์บอกว่าเขาไม่มีวิชาจะแนะนำ แต่อยากให้ทุกคนจินตนาการแล้วเขียนไปตามที่ตนเองคิด แต่จินตนาการอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นเรื่องเวทมนตร์ก็ดี แต่อาจารย์นาคาซาวาก็ได้ทิ้งท้ายว่า...

ถ้าเขียนเรื่องเพื่อสันติภาพให้เด็กๆ อ่านไม่ดีกว่าเหรอ


ญิบ พันจันทร์ : ผู้สื่อข่าวพิเศษ
23 กันยายน พ.ศ. 2551


6 สิ่งมหัศจรรย์แห่งแสง
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com



อะไรจะเกิดขึ้น ถ้ามนุษย์บนดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง ซึ่งไม่เคยพบกับความมืดแห่งรัตติกาลเลย เป็นเวลายาวนานสองพันปี แล้ววันหนึ่ง ดวงอาทิตย์ก็จะหายไปจากท้องฟ้า?

คำตอบในเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์คลาสสิกของ ไอแซก อาซิมอฟ เรื่อง Nightfall คือ ความล่มสลายของอารยธรรม

มนุษย์... โดยพื้นฐานแล้ว... กลัวความมืด ดังนั้นสิ่งแรกสุดที่มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากการค้นพบไฟ นอกเหนือไปจากการทำอาหารให้สุก คือ การขับไล่ความมืด แต่ความมหัศจรรย์ของแสง มิใช่เพียงแค่ทำให้คนไม่ต้องกลัวความมืดเท่านั้น ยังมีอีกมาก

แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับคลื่นไมโครเวฟ รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีอินฟราเรด รังสีเอ็กซ์ และรังสีแกมมา ซึ่งแต่ละชนิดก็มีความแปลกประหลาดมหัศจรรย์มากมาย แต่ถ้าจะต้องคัดสรรออกมาเป็นพิเศษ เพียง 6 สิ่งมหัศจรรย์แห่งแสง ต่อไปนี้ ก็คือผลของการคัดสรรของผู้เขียน

1.ความเร็วของแสงกับทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์
ทฤษฎีสัมพันธภาพ (ทั้งภาคพิเศษและภาคทั่วไป) ของไอน์สไตน์ เป็น 1 ใน 2 เสาหลักวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ คู่กับทฤษฎีควอนตัม

ความสำเร็จ ความสำคัญ ความยิ่งใหญ่ ของทฤษฎีสัมพันธภาพ ขึ้นอยู่กับความกล้าหาญของไอน์สไตน์ ในการนำเสนอความคิดใหม่เกี่ยวกับแสงว่า แสงเคลื่อนที่ในสุญญากาศ (เช่น ในอวกาศ) ด้วยความเร็วคงที่เสมอ ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพการเคลื่อนที่ของต้นกำเนิดแสง และผู้วัดมาเป็น “หลักการพื้นฐาน” ของทั้งภาคพิเศษ และภาคทั่วไปของทฤษฎีสัมพันธภาพ

ก่อนการเสนอความคิดเรื่องแสงมีความเร็วคงที่ดังกล่าวนี้ ความรู้ความเข้าใจของวงการวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือกันตลอดมา คือ แสงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง และความเร็วของคลื่นแสง ก็เช่นเดียวกับความเร็วของคลื่นชนิดอื่น เช่น คลื่นเสียง ที่ความเร็วของคลื่นจะขึ้นอยู่กับสภาพการเคลื่อนที่ของต้นกำเนิดคลื่น และผู้สังเกต

แล้วมีนักวิทยาศาสตร์ที่คิดต่างเรื่องความเร็วของแสงไปจากไอน์สไตน์หรือไม่?

คำตอบคือ มี! และก็มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนที่กำลังพยายามหาข้อพิสูจน์แสดงว่า ไอน์สไตน์คิดผิด!

2.ความเร็วแสงกับสภาพของจักรวาล

หลักการพื้นฐานของไอน์สไตน์เรื่อง ความเร็วของแสงว่าคงที่ ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพการเคลื่อนที่ของต้นกำเนิดแสง และผู้สังเกตเป็น “เครื่องมือ” สำคัญ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน สามารถศึกษาสภาพและการเคลื่อนที่ของดวงดาว กาแล็กซี พัลซาร์ ควอซาร์ หลุมดำ ฯลฯ อย่างมีความหมายตรงกัน...

ตัวอย่างสภาพและการเคลื่อนที่ดังกล่าว มีเช่น การกระจายตัว และตำแหน่งของดวงดาวและกาแล็กซีต่างๆ การเคลื่อนที่ของดวงดาวและกาแล็กซีว่ากำลังเคลื่อนที่หนีห่างออกไปจากโลก ในทิศทางใด ด้วยความเร็วเท่าใด หลุมดำที่ใจกลางกาแล็กซีทางช้างเผือก และที่ตำแหน่งใจกลางกาแล็กซีต่างๆ นั้น อยู่ห่างจากโลกเพียงใด

3.ดวงอาทิตย์ แหล่งกำเนิดชีวิตเพื่อโลก

ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหมด 8 ดวง ของระบบสุริยะ ตามหลักฐานข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีเฉพาะโลกเท่านั้น ที่มีสิ่งมีชีวิตกำเนิดเกิดขึ้น และวิวัฒนาการต่อมา จนกระทั่งมีความหลากหลายของสรรพชีวิตบนโลก ในขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ ทั้งหมด อย่างแน่ชัด ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่จะตรวจพบได้เลย ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์

เพราะเหตุใด สรรพชีวิตจึงดูจะเกิดขึ้นเฉพาะกับดาวเคราะห์โลก ในขณะที่ดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวศุกร์ และดาวอังคาร ต่างก็ได้รับแสงสว่าง และความร้อนจากดวงอาทิตย์เช่นเดียวกัน?

คำตอบดูจะเป็นว่า เป็นความมหัศจรรย์แห่งความพอเหมาะพอดี ที่พลังงานจากดวงอาทิตย์ ในรูปของแสงอาทิตย์ เอื้อต่อการเกิด และการพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลก ในขณะที่บนดาวดวงอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวอังคาร เป็นไปได้ว่า เคยมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก กำเนิดเกิดขึ้นมาในอดีตของดาวอังคาร ที่เคยปกคลุมด้วยน้ำมาก่อน แต่ชีวิตบนดาวอังคารไม่พัฒนาต่อมา

ความจริงที่ดาวอังคารเป็นอย่างไร คำตอบคงจะได้มาในเร็วๆ นี้ จากยานสำรวจดาวอังคาร และจากการเยือนดาวอังคารด้วยตัวมนุษย์เอง

4.ความเป็นอนุภาคของแสง
ความเป็นคลื่นของแสง ชัดเจน มีทฤษฎี (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) และผลการทดลองศึกษาชัดเจน ตั้งแต่อดีตกาลนานมา ในขณะที่ความเป็นอนุภาคของแสง มักเป็นที่เข้าใจกันว่า เริ่มต้นจริงๆ จากทฤษฎีปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก (Photoelectric Effect) ผลงานรางวัลโนเบลของไอน์สไตน์ ทว่า ในความเป็นจริง มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนก่อนหน้าไอน์สไตน์ที่ได้เสนอความคิดว่า แสงเป็นอนุภาคด้วย แต่ไม่ได้รับการสานต่อ เนื่องจากไม่สามารถอธิบายความเป็นอนุภาคของแสงอย่างให้เป็นที่ยอมรับได้ จนกระทั่งมาถึงไอน์สไตน์

นิวตัน มักจะได้รับการกล่าวถึงว่า เป็นผู้เสนอความคิดเรื่องแสงเป็นอนุภาคก่อนไอน์สไตน์ แต่จริงๆ แล้วก่อน นิวตัน ก็มี ลูครีติอุส นักปราชญ์ และกวีโรมัน (มีชีวิตอยู่ระหว่างประมาณ 95 ปี ก่อน ค.ศ. ถึงประมาณ 55 ปี ก่อน ค.ศ.) และ อิบนุ อัล-ไฮษัม หรือ อัลฮาเซน นักวิทยาศาสตร์มุสลิม ผู้ได้รับฉายาเป็นผู้นำแห่งวิทยาการแสง หรือ Optics (มีชีวิตอยู่ระหว่างปี ค.ศ. 965-1039)

5.แสง : พลังงานสูงสุดที่มนุษย์สร้างได้

เมื่อกล่าวถึงพลังงานสูงสุดที่มนุษย์สร้างขึ้นมาได้ ผู้คนจำนวนมากจะนึกถึงระเบิดไฮโดรเจน หรือ ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน แต่จริงๆ แล้ว พลังงานสูงสุดที่มนุษย์สร้างได้ และกำลังใช้ประโยชน์ได้ด้วย คือ พลังงานจากปฏิกิริยาทำลายล้างกันระหว่างอนุภาค (Particle) กับปฏิอนุภาค (Antiparticle) เพราะอนุภาคกับปฏิอนุภาค จะทำลายล้างกันอย่างสมบูรณ์ เกิดเป็นพลังงานในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือโฟตอน

ตัวอย่างเช่น เครื่อง PET (Positronic Emission Tomography) ถ่ายภาพภายในร่างกายคนป่วย ทำงานโดยปฏิกิริยาระหว่าง อิเล็กตรอน กับ โปสิตรอน ทำลายล้างกันเป็น รังสีแกมมา

เมื่อเปรียบเทียบระดับน้ำหนักต่อน้ำหนักกันแล้ว ปฏิกิริยาระหว่างอนุภาคกับปฏิอนุภาคจะให้พลังงานมากกว่าพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันถึงประมาณ 300 เท่า

6.ความเร็วเหนือแสง

ตามทฤษฎีสัมพันธภาพภาคพิเศษของไอน์สไตน์ ตั้งแต่ระยะแรกๆ ของการนำเสนอ ไอน์สไตน์สรุปว่า ความเร็วแสง (ในสุญญากาศ คือประมาณ 3 แสนกิโลเมตรต่อวินาที หรือ 1.86 แสนไมล์ต่อวินาที) เป็นความเร็วสูงสุด และความเร็วต้องห้าม ของอนุภาคหรือสัญญาณใดๆ ยกเว้นอนุภาคของแสงหรือโฟตอนเอง...

ต่อมาก็มีการเสนอ (เมื่อปี ค.ศ. 1967) โดยนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ และไอน์สไตน์ก็ยอมรับในความเป็นไปได้ คือ จริงๆ แล้วทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์ มิได้ห้ามว่า อนุภาคหรือสัญญาณใดๆ จะเคลื่อนที่เร็วกว่าแสงไม่ได้ (แต่ก็ยังเร็วเท่ากับแสงไม่ได้) และมีการตั้งชื่อเรียก อนุภาคที่เคลื่อนที่ด้วยเร็วมากกว่าแสงเสมอว่า เตคีออน (Tachyon)

การค้นหาเตคีออน ได้กำเนิดมาเป็นเวลากว่า 40 ปีแล้ว ถึงแม้จะมีการพบร่องรอยหลักฐานของเตคีออนอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่ผ่านมาตรฐานการประเมินผลทดลอง ตามหลักวิทยาศาสตร์ จึงถือว่ายังไม่พบเตคีออนอย่างเป็นทางการ!

เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com
วันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2551


 

 

 

 

 

ของเล่นพื้นบ้าน โดย ฤทัย จงสฤษดิ์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


วิวัฒนาการของผ้าอ้อมสำเร็จรูป โดย ปิยวรรณ สุรัญชนาจิรสกุล

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


เกมเศรษฐี โดย บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


การออกแบบของเด็กเล่น โดย ดร. ฉัตรชัย จันทร์เด่นดวง

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


ศาสตร์และศิลป์ในพลุและดอกไม้ไฟ โดย บุญรักษ์ กาญจนวรวณิชย์

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


ของเล่นเรืองแสง โดย ดร. สมบุญ สหสิทธิวัฒน์

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


สังเคราะห์เส้นใยแมงมุมทำได้จริงหรือ โดย ดร. จุรีรัตน์ ประสาร

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


โลหะกับของเด็กเล่น โดยธีรพงษ์ หาญวิโรจน์กุล

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


สมองคือจิต ?จิตคือสมอง ? ต้องพิสูจน์ โดย ผศ.ดร. พรชัย พัชรินทร์ตนะกุล

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5


วิธีหาความบกพร่องในความสมบูรณ์ของผลึก William Henry Bragg  และผู้ลูก

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

 


กูเตนเบิร์ก Gutenberg คนสร้างคำ จากสารคดี มิถุนายน 2550

{mospagebreak}

หน้า 2


เกลือ ท้องทะเล ใต้ธรณี จากสารคดี มิถุนายน 2550

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8


มิเชล เดอ มงแต็ง  บิดาแห่งเหตุผลบนปัญญา คนไม่สำคัญ โดยสกุณี อาชวานันทกุล

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


พล.ต.ต. ขุนพันธรักราชเดช

 


จตุคามรามเทพ 5 รุ่น ที่ตลาดต้องการมากที่สุด จากสารคดี มิถุนายน 2550

 

{mospagebreak}

หน้า 2


เปิดโลกวัสดุนาโน โดย ดร.ณํฐพันธุ์ ศุภกา  ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

 

{mospagebreak}

หน้า 5


มาตราธรณีกาล


ไดโนเสาร์ในเมืองไทย


ชีวิตใหม่ไฟแรงของนิวเคลียร์ฟิวชัน ของชัยคุประตกุล

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3


6174 ค่าคงที่ชวนฉงน ของบัญชา ธนบุญสมบัติ

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2


ประวัติการค้นหาดาวเคราะห์ Vulcan (ที่ไม่มีตัวตน ) ของสุทัศน์ ยกส้าน

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

 

 

 

 

 

แผนภูมิสายวิวัฒนาการของไดโนเสาร์

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์