index 245

มองที่กากบาทตรงกลางสัก 1 นาทีขึ้นไป สีชมพูรอบๆจะค่อยๆหายไป จะมีดวงไฟสีเขียวมาวิ่งวนรอบศูนย์กลางแทน


หนอนมันเลื้อยไปมาหรือเปล่าหว่า



 

โอย มึน


เส้นตรงในตารางลายหมากรุกด้านล่างดูบิดเบี้ยว
เพราะเราเติมรูปดาวเข้าไป
 


มีเด็ก 12 คน หรือ 13 คนกันแน่ในรูปนี้
 


รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

 

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด

รูปภาพ ภาพลวงตาชั้นยอด


 ดูใกล้ๆจะเป็นผู้หญิงนั่งส่องกระจก ดูไกลๆ จะเห็นเป็นหัวกระโหลก


เส้นตั้ง 2 เส้นที่เห็น เส้นไหนยาวกว่ากัน


ช้างตัวนี้มีกี่ขา


ดูภาพแล้วบอกว่า ตัวหนังสือที่เห็นมันเป็นสีอะไร (ให้พูดสีที่เห็นนะ ไม่ใช่พูดคำที่เห็น)


ให้นับจุดสีดำว่ามีกี่จุด


คุณเห็นอะไรในภาพนี้มั่ง


แล้วภาพนี้ล่ะ เห็นเป็นรูปอะไร


ภาพนี้ล่ะ เห็นเป็นรูปอะไร


อันนี้อีก


ภาพนี้มีหน้าคนกี่หน้า หน้าเดียวหรือ 2 หน้า


เชื่อมั้ยว่า จริงๆ แล้วเส้นในแนวนอนมันเป็นเส้นตรง


จ้องจุดสีดำกลางภาพไว้สักครู่ คุณจะเห็นว่า ทรงกลมที่อยู่รอบๆ จุดสีดำนั้นมันจะมีขนาดลดลงได้


ป็นภาพวาดแบนๆ บนพื้นถนน แต่เมื่อดูมุมดีๆ ก็จะเห็นดังภาพ


ภาพแรก งูเลื้อย(ได้ไง ใครรู้มั่ง)


วงกลมวงนอกมันขยายออก วงในมันหดเข้าอ่ะ


ผ้ามันพริ้วไหวได้ด้วย


กลุ่มเม็ดแตงโมมันขยายได้


เป็นคลื่นเลย ทำไมตาเราเห็นเป็นแบบนี้เนี่ย


โอ้ย มันเคลื่อนไหวได้ไงเนี่ย


ภาพนี้ดูแล้วมันนูนออกมา (จริงๆ แล้วมันไม่นูนนะ)


 

รูปซ้ายหมุนตามเข็มนาฬิกา รูปขวาหมุนทวนเข็ม


พริ้วเป็นผ้าเลย


เคลื่อนไหวได้


ไฟกระพริบเป็นจุดเล็กๆ


ลอง Scroll หน้าจอขึ้นลง แล้วจะเห็นว่า สี่เหลี่ยมตรงกลางมันเคลื่อนที่ได้


จริงๆ แล้วมันเป็นวงกลมซ้อนกัน ไม่ได้เรียงเป็นก้นหอยอย่างที่เห็น


 


ถ้าดูด้วยตา ถามว่าเส้นตรง AB กับ BC ยาวเท่ากันหรือไม่ (เสร็จแล้วลองใช้ไม้บรรทัดวัดดู)


เส้นสีแดงเส้นไหนยาวกว่า


ภาพนี้มีกี่สี


วงกลม A กับ B เท่ากันรึป่าว


บันไดที่ขึ้นไปได้เรื่อยๆ


ภาพนี้คือม้า


เชื่อมั้ยว่า ลวดลายบนขวดเป็นภาพปลาโลมา


คุณเชื่อมั้ยครับว่า สีของตารางช่องสี่เหลี่ยม A และ B เป็นสีเดียวกัน o_O


 

อันนี้ด้วย คุณเชื่อมั้ยครับว่า สีของตารางช่องสี่เหลี่ยม A และ B เป็นสีเดียวกัน o_O'


มีนกกี่ตัว มีปลากี่ตัว


สังเกตทางน้ำกับน้ำตก


บันไดมันพาดอย่างนี้ได้ไงเนี่ย


งงป่าวครับ


ภาพนี้คือภาพอะไรกันแน่ผู้หญิงสาวหรือปล่าว?


ภาพที่คุณเห็น อาจไม่ใช่ภาพที่คุณเห็น


เชื่อมั้ยว่า นี่คือภาพเด็กทารก


นี่คือภาพ ไหว้


มาต่อกันเลย ภาพนี้ Liar


คนกำลังจุ๊บกัน


 

คราวนี้เราจะมาเล่นไพ่ลวงตากัน

1. ให้คุณเลือกไพ่ใบใดใบหนึ่งจากภาพนี้ แล้วจำไว้
2. จากนั้นให้ พลิกไปหน้าต่อไป จะพบว่า ไพ่ที่คุณเลือกนั้นจะหายไป

อิอิ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่

 

 

{mospagebreak}

ได้หายไปซะแล้ว


 

มีภาพคนกำลังขี่ลา 2 ภาพ


ภาพนี้มีใบหน้าคนซ่อนอยู่ 11 หน้า


 

มีคนบอกไว้ว่า ถ้าอยากเห็นอะไรชัดๆ ก็ให้ดูใกล้ๆ
แต่... มันใช้ไม่ได้กับภาพลวงตา

จากภาพนี้ถามว่า
1. ข้อความในภาพเขียนว่าอะไร
2. วิธีอ่านข้อความดังกล่าวให้ชัดเจนจะต้องทำอย่างไร

มองใกล้ๆ เห็นอะไร
แล้วถ้ามองไกลๆ จะเห็นอะไร

นี่อันนี้

คนแก่


คนดูคอนเสิร์ท -> หมู่บ้าน


จิ๊กซอว์


กุหลาบ


คุณเชื่อรึปล่าวว่า จริงๆ แล้วรูปสี่เหลี่ยม A และ B ทั้งหมดในภาพนี้ สีมันเหมือนกัน


สีแดงในภาพเป็นสีเดียวกัน


สี่เหลี่ยมเล็กๆ ทั้ง 4 อันมีสีเดียวกัน - -"


 

มีสุดยอดของเล่นพับกระดาษลวงตามาฝากครับ มันคือ "มังกรกระดาษ" ที่หันหน้ามองตามคุณได้ ไม่ว่าคุณจะเดินไปไหน

ดาวน์โหลดไฟล์ PDF ขนาด 244 KB แล้วพิมพ์ออกมา จากนั้นให้ตัดและพับ (ถ้าอยากได้มังกรสีอื่นก็ Copy และ Paste ใน Photoshop แล้วเปลี่ยนสีเอาครับ)   

คลิกครับ
 


ลองพิมพ์ภาพนี้แล้วเอาไปหมุนๆ เล่นดูครับ แล้วจะแปลกใจ


งงป่าวครับ


เรากำลังมองขึ้นหรือว่ามองลงกันแน่


ใครวาดใคร


กลางวันกลางคืน


สี่เหลี่ยมรูปขนมเปียกปูนบนโต๊ะทั้ง 2 ตัวมีขนาดเท่ากัน ไม่เชื่อล่ะสิ ลอง Copy แล้วเอามาหมุนเทียบดูก็ได้


ดูภาพผู้หญิงด้านซ้ายขวานี้แล้วแล้วมันไม่ค่อยต่างกันใช่มั้ยครับ ลองกลับหัวหรือหมุนภาพให้เป็นปกติดูสิครับ รูปผู้หญิงด้านซ้ายจะต่างจากรูปผู้หญิงด้านขวาราวฟ้ากับเหว


ความสูงของหมวกเท่ากับความกว้างของปีกหมวก


ชายหนุ่มหรือชายสูงอายุ


ในภาพนี้มี่เครื่องมือช่างอยู่ 20 ชิ้น (ใครหาได้ครบบ้าง)


มีใบหน้าคนซ่อนอยู่ 3 หน้า


ภาพสี่เหลี่ยมกลายเป็นสามเหลี่ยม


สีเขียวทั้งหมดในภาพนี้เป็นสีเดียวกัน งงล่ะสิ


ถ้ามองด้วยตา ถามว่าเส้นไหนเป็นเส้นตรงที่ต่อกัน AC หรือ BC


ภาพคนนังเรือจับปลา


อันไหนไหญ่กว่า


วงกลมนี่ก็ไม่เบี้ยวนะ


สี่เหลี่ยมสีน้ำเงินไม่เบี้ยวนะ


Scroll เพจขึ้นลงแล้วจะเห็นสี่เหลี่ยมตรงกลางเคลื่อนไหวได้


ภาพนี้ ถ้ามองมุมนี้แล้วจะเห็นความแตกต่างยากมาก ลองหมุนภาพที่กลับหัวอยู่ให้ปกติก็จะเห็นความแตกต่างกันอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น


รูปใน คห.128 ลองวัด ใน PS ดูแล้ว a กับ b บางรูปเช่นสี่เหลี่ยมไม่ใช่สีเดียวกันครับ


มองที่เส้นตาของแมวข้างไหนก็ได้ จะเห็นมันหลับตา
แต่ถ้าจ้องเลยเส้นตาแมวขึ้นไปหน่อย จะเห็นมันลืมตา

โอ้พระเจ้าจอร์จ


มองแล้วจะเห็นว่าเส้นตรง A ยาวเท่ากับ B แต่จริงๆ แล้วไม่เท่า


ให้มองเครื่องหมาย + แล้วเลื่อนหน้าเข้าหรือออกจากจอภาพ


ไข่ไก่หายไปไหน?

จากภาพ A มีไข่ไก่อยู่ 8 ฟอง ถ้าเราตัดภาพให้เป็นชิ้นส่วน 1, 2, 3 และ 4 แล้วนำชิ้นส่วนนี้มาเรียงใหม่ให้เป็นภาพ B จะเกิดช่องโหว่ (ตรงเครื่องหมาย ?) ทำให้เหลือไข่ไก่แค่ 7 ฟอง มันเป็นไปได้ไงเนี่ย


จะต้องทำอย่างไรถึงจะทำให้แก้วใบใดก็ได้อยู่นอกถาด (ห้ามแก้ไขภาพ)


จริงๆ แล้วมันไม่เบี้ยวนะ


ระยะห่างระหว่างจุดสีเหลืองกับยอดสามเหลี่ยมและฐานสามเหลี่ยมเท่ากัน แต่ทำไมเราเห็นจุดสีเหลืองมันอยู่สูง


เสาเป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลมกันแน่


ขึ้นหรือลง


ผู้หญิง 4 คน ใบหน้าผู้ชาย


คนคุยกัน หัวกระโหลก


คน 2 คนกำลังกินข้าว แมว


 

 

ภาพผู้ชายแคะขี้มูก >_<


ผู้หญิงเปลือย


ไม้ 3 เหลี่ยมนี้มันตั้งอยู่หรือวางราบไปกับพื้นกันแน่ (เป็นไปได้ไงเนี่ย)


กวางตัวใหญ่


มาทดลองจ้องภาพ Stereogram แบบเคลื่อนไหวกันเถอะ

มาทดลองจ้องภาพ Stereogram แบบเคลื่อนไหวกันเถอะ

แปลและเรียบเรียงโดยกระปุกดอทคอม

         เพื่อนๆ หลายคนคงเคยทดสอบจ้องภาพแบบ 3D หรือ สเตอริโอแกรม (Stereogram)แบบภาพนิ่งกันมาแล้ว คราวนี้เรามาลองทดสอบภาพสามมิติแบบเคลื่อนไหวกันบ้างดีกว่า..

         ภาพสเตอริโอแกรมเคลื่อนไหวมีหลักการเช่นเดียวกับ การแสดงภาพเคลื่อนไหว หรือ ภาพยนตร์ คือ แสดงชุดของภาพสเตอริโอแกรมทีละภาพอย่างต่อเนื่อง วิธีการค้นหาภาพที่ซ่อนอยู่นั้น มีวิธีง่ายๆ คือ การมองให้เบลอหรือสูญเสียโฟกัส โดยจ้องไปที่จอ screen ราวกับว่ากำลังจ้องผ่านจอมอนิเตอร์ไปยังภาพแบคกราวด์ที่ไกลออกไป และภาพที่ซ่อนอยู่ก็จะค่อยๆ โผล่ขอบลางของภาพ 3D ออกมา

        เพื่อนๆ อาจต้องทดลองจ้องกันหลายครั้งเลยทีเดียว..แต่ถ้ามีความอดทนล่ะก็ ภาพที่ซ่อนอยู่ก็จะออกมาให้เห็นเป็นรางวัลแน่นอนจ้า!


ข้อมูลและภาพประกอบจาก
http://www.militantplatypus.com/blog/884/animated-stereogram/
http://www.militantplatypus.com/blog/884/animated-stereogram/


 

 

 

 

คลื่นวิทย์-เทคโนฯ : ชีวิตใหม่ไฟแรงของนิวเคลียร์ฟิวชัน

(482 total words in this text)
(1016 reads)   Printer Friendly Page




ชัยวัฒน์ คุประตกุล
kshaiwat2@hotmail.com

 

ภาพจำลองตัดขวาง
แสดงโครงสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟัวชัน
ของโครงการ ITER

ปลายเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๐๖ โครงการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันขั้นสุดท้าย บนเส้นทางสู่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชัน ก็ได้เดินหน้าอย่างเป็นทางการ!

โครงการ “ไอเตอร์” (ITER) นับเป็นโครงการวิทยาศาสตร์นานาชาติเมกะโปรเจ็กต์ราคาแพงที่สุดโครงการที่ ๓ ถัดจากโครงการแมนฮัตตัน (โครงการสร้างระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก) และโครงการสถานีอวกาศนานาชาติ

แพงแค่ไหน?

ประมาณการงบประมาณสำหรับโครงการ “ไอเตอร์” ทั้งหมด คือ ๑๒.๑ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทยตกประมาณ ๔๓๕,๖๐๐ ล้านบาท (คิดตามอัตราแลกเปลี่ยนเดือนมกราคม ค.ศ. ๒๐๐๗)

“ไอเตอร์” หรือ “ITER” มาจากชื่อโครงการเต็ม “International Thermonuclear Experimental Reactor” (เตาปฏิกรณ์เทอร์โมนิวเคลียร์ทดลองนานาชาติ) แต่ในปัจจุบันจะใช้ชื่อ “ไอเตอร์” เป็นชื่อโครงการอย่างเป็นทางการเพื่อหลบเลี่ยงคำว่า “เทอร์โมนิวเคลียร์” ที่อาจไปกระตุ้นความรู้สึกไม่สบายใจของคนทั่วไปเกี่ยวกับนิวเคลียร์ อีกทั้งคำ “ITER” ก็มีความหมายในภาษาละติน แปลว่า “การเดินทาง” หรือ “วิถีทาง” ซึ่งก็ถูกใจคณะผู้เกี่ยวข้องในอันที่จะให้คำนี้สื่อเป้าหมายสูงสุดของโครงการ นั่นคือการพัฒนาหรือการควบคุมพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันเพื่อการใช้ประโยชน์ทางด้านสันติ

โครงการ “ไอเตอร์” เป็นโครงการที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับแต่ปี ค.ศ. ๑๙๘๕ จากการเริ่มต้นของกลุ่มประเทศยุโรปกับอีก ๓ ประเทศ คือ สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต และญี่ปุ่น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ “เพื่อแสดงความเป็นไปได้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันสำหรับการใช้ประโยชน์ทางด้านสันติ”

จากปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ถึงปัจจุบัน (เดือนมกราคม ค.ศ. ๒๐๐๗) โครงการ “ไอเตอร์” ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายครั้ง นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงประเทศผู้เข้าร่วมโครงการ อุปสรรคจากกระแสความหวาดกลัวพลังงานนิวเคลียร์ที่ทำให้การดำเนินโครงการขัดข้องและล่าช้า ปัญหาการเลือกตำแหน่งที่ตั้งโครงการและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ฯลฯ กว่าจะเดินทางมาถึงวันที่มีการลงนามของกลุ่มประเทศผู้เข้าร่วมโครงการในวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๐๖ ซึ่งนับเป็นวันเริ่มต้นโครงการอย่างเป็นทางการ

ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. ๑๙๘๕ ถึงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๐๖ มีความเคลื่อนไหวของโครงการที่น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ

- ปี ค.ศ. ๑๙๙๙ สหรัฐอเมริกาถอนตัวจากโครงการเพราะต้องการจะเดินหน้าเรื่องการวิจัยและพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันด้วยตนเอง แต่แล้วถึงปี ค.ศ. ๒๐๐๓ สหรัฐอเมริกาก็กลับเข้ามาร่วมโครงการอีก ทว่าในปีเดียวกันนั้นแคนาดาก็ถอนตัวจากการเป็นประเทศสมาชิกผู้เข้าร่วมโครงการ และยังไม่ได้กลับเข้ามาร่วมใหม่

- วันที่ ๒๘ มิถุนายน ค.ศ. ๒๐๐๕ มีการตกลงอย่างเป็นทางการในการเลือกตำแหน่งที่ตั้งโครงการและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ของโครงการ โดยให้อยู่ที่เมืองกาดาราช (Cadarache) ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส
v การเลือกตำแหน่งที่ตั้งโครงการและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์นี้เคยเป็นประเด็นใหญ่ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความล่าช้าของโครงการ เนื่องจากมีหลายประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น แคนาดา (ก่อนถอนตัวจากการเป็นสมาชิก) และสเปน แย่งชิงกันเสนอตัวให้โครงการและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ตั้งอยู่ในเขตประเทศของตน ทว่าในเวลาต่อมาก็เหลือประเทศคู่แข่งสำคัญอยู่เพียง ๒ ประเทศ คือ ฝรั่งเศสกับญี่ปุ่น และในที่สุดหลังจากเจรจาต่อรองกันถึง ๑๘ เดือน ญี่ปุ่นก็ยอมถอนตัวจากการแข่งขันเป็นเจ้าภาพด้านสถานที่ตั้งโครงการและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แลกกับสิทธิพิเศษเกี่ยวกับโครงการ ที่สำคัญคือ การเสนอชื่อผู้บริหารโครงการ ซึ่งต่อมานายคานาเมะ อิเกดะ (Kaname Ikeda) ก็ได้เป็นผู้อำนวยการคนแรกของโครงการ
.................................................................
แล้วมีประเทศใดบ้างเข้าร่วมโครงการ “ไอเตอร์” ?

ถึงเดือนมกราคม ค.ศ. ๒๐๐๗ ก็ได้รายชื่อประเทศผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมด อันประกอบด้วยประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป กับอีก ๖ ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย

สหภาพยุโรปนั้นเข้าร่วมโครงการ “ไอเตอร์” ผ่านทางองค์กรเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์ของยุโรป คือ EURATOM (The European Atomic Energy Community) ซึ่งมีประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปเป็นสมาชิก และในปัจจุบันสหภาพยุโรปก็ประกอบด้วยประเทศสมาชิกรวม ๒๗ ประเทศ

โครงการ “ไอเตอร์” จึงเป็นโครงการใหญ่ ประกอบด้วยประเทศสมาชิกมากถึง ๓๓ ประเทศ มีสมาชิกคิดเป็นจำนวนประชากรถึงกว่าครึ่งโลก คือประมาณ ๓,๓๙๐ ล้านคน ในขณะที่ประชากรทั้งโลก (ถึงกลางปี ค.ศ. ๒๐๐๖) มีประมาณ ๖,๕๓๐ ล้านคน
.................................................................


โครงการ “ไอเตอร์” เป็นโครงการระยะยาว ๓๐ ปี โดยที่ ๑๐ ปีแรกเป็นช่วงเวลาสำหรับการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และ ๒๐ ปีหลังเป็นช่วงเวลาของการวิจัยและพัฒนาการทำงานของเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ให้ได้ผลสัมฤทธิ์ นั่นคือสามารถผลิตพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันภายใต้การควบคุมได้เป็นระยะเวลายาวนานและให้ผลคุ้มค่าพอ เพื่อที่จะเป็นต้นแบบในการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันขึ้นใช้งานจริงๆ ต่อไป

อย่างเป็นรูปธรรม ในอีกประมาณ ๓๐ ปี เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันของโครงการจะสามารถผลิตพลังงานในรูปของความร้อนที่พร้อมจะนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าต่อไป โดยที่โครงการ “ไอเตอร์” จะยังไม่วางแผนไกลไปถึงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันเพื่อผลิตไฟฟ้า

ทำไมโครงการ “ไอเตอร์” จึงยังไม่วางแผนไปให้ไกลถึงขั้นสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันเพื่อผลิตไฟฟ้าเสียเลย ?

คำตอบมี ๒ ข้อใหญ่ๆ

หนึ่ง : โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันจะสร้างขึ้นจริงหรือไม่ ต้องอาศัยผลจากการวิจัยและพัฒนา (Research & Development หรือ R&D) ของโครงการ “ไอเตอร์” เสียก่อน ว่าจะสามารถผลิตพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันได้ถึงจุดคุ้มทุนหรือไม่

สอง : การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องมีการเตรียมการทั้งในเรื่องของงบประมาณและประเด็นปัญหาอื่นๆ อีกมาก
.................................................................


อะไรคือแรงกระตุ้นให้โครงการ “ไอเตอร์” เกิดขึ้นได้ และปัญหาความหวาดกลัวพลังงานนิวเคลียร์รวมถึงปัญหาเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมล่ะ ?

จริงๆ แล้วตั้งแต่เริ่มต้นยุคพลังงานนิวเคลียร์เมื่อกลางศตวรรษที่ ๒๐ พลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันก็ถูกมองว่าเป็นความหวังที่จะเป็นแหล่งพลังงานใหม่ให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์อย่างเหลือเฟือ เนื่องจากกระบวนการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันจะทำให้ได้พลังงานเป็นปริมาณมากกว่ากระบวนการผลิตพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชัน (ซึ่งใช้ในการผลิตพลังงานของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั้งหมดทั่วโลกในปัจจุบัน) อย่างมหาศาล อีกทั้งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชัน คือ ดิวเทอเรียม (Deuterium ไอโซโทปหนึ่งของธาตุไฮโดรเจน) และลิเทียม (Lithium) ก็มีอยู่มากมาย

ยิ่งไปกว่านั้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันยังจัดเป็นแหล่งพลังงานสะอาดและมีอันตรายน้อยเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิชชัน เพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันมีปัญหาเรื่องกากกัมมันตรังสีและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิชชันมาก และโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุรุนแรงเช่นการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชัน โดยหลักการแล้วก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

จากข้อดีต่างๆ ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชัน วงการวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เมื่อประมาณ ๓๐ ปีก่อนขึ้นศตวรรษที่ ๒๑ จึงคาดกันว่าจะได้เห็นต้นแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันแห่งแรกก่อนที่ศตวรรษที่ ๒๑ จะมาถึง

ทว่าความหวังนั้นก็ไม่เป็นจริง เพราะเมื่อศตวรรษที่ ๒๑ มาถึง โดยภาพรวมแล้วพัฒนาการของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันก็ยังคงล้าหลังอยู่ประมาณ ๒๐ ปี ทั้งนี้ก็ด้วยปัญหาความหวาดกลัวพลังงานนิวเคลียร์ทั้งจากอุบัติเหตุนิวเคลียร์ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์ของสหรัฐอเมริกา คือ อุบัติเหตุที่เกิดกับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทรีไมล์ไอแลนด์ (Three Mile Island Reactor) เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๗๙ อุบัติเหตุนิวเคลียร์ครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์ของโลก คือ การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl) ในสหภาพโซเวียต (ยูเครนในปัจจุบัน) เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ค.ศ. ๑๙๘๖ ภัยสงครามนิวเคลียร์ การก่อการร้ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ ปัญหาในการจัดการกับกากกัมมันตรังสีที่มากับเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

ความหวาดกลัวและปัญหาเกี่ยวกับพลังงานนิวเคลียร์เหล่านี้ส่งผลให้งานด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ต้องหยุดชะงักลง

การหยุดนิ่งของพัฒนาการเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกรูปแบบยังดำเนินต่อมาถึงต้นศตวรรษที่ ๒๑ จนกระทั่งถึงประมาณปี ค.ศ. ๒๐๐๓-๒๐๐๔ กระแสการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อการรับใช้มนุษย์ก็หวนคืนกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิชชัน สาเหตุใหญ่ที่ทำให้กระแสการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หวนคืนกลับมาใหม่ คือ

- ปัญหาน้ำมันราคาแพง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ลดต่ำลงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศรัสเซีย ซึ่งเปิดตลาดขายโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิชชันในราคาถูกกว่าของประเทศอื่นๆ เช่นฝรั่งเศส ถึงกว่าครึ่ง

- ปัญหาเรื่องสภาวะโลกร้อน (Global Warming) ที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิชชันรุ่นใหม่สร้างปัญหาต่อสภาพแวดล้อมน้อยลงและมีความปลอดภัยขึ้น

- นโยบายและแนวทางของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA (International Atomic Energy Agency) ในการควบคุมการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ และส่งเสริมการใช้พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่จะให้มี “ธนาคารเชื้อเพลิงนิวเคลียร์” (Nuclear Fuel Bank) ภายใต้การควบคุมของนานาชาติ เพื่อป้องกันการผลิตเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของแต่ละประเทศอันก่อให้เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน

กระแสการหวนกลับของการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อการรับใช้มนุษย์ มีผลกระตุ้นอย่างแรงต่อการก่อกำเนิดโครงการ “ไอเตอร์” จนกระทั่งเริ่มมีการกล่าวกันว่า เวลาของการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชันเพื่อการรับใช้มนุษย์มาถึงแล้ว

อย่างไรก็ตาม โครงการ “ไอเตอร์” ก็ใช่ว่าจะปลอดจากปัญหาและอุปสรรค เพราะโครงการยังต้องเผชิญปัญหาจากกลุ่มผู้ที่ยังหวาดกลัวพลังงานนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ กลุ่มนักอนุรักษ์ที่ยังกังวลว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันจะก่อผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เพราะถึงแม้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิวชันจะมีปัญหาเรื่องกากกัมมันตรังสีน้อยกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟิชชัน แต่ก็ยังคงมีกากกัมมันตรังสีในรูปของนิวตรอนออกมาจากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันอยู่ดี ที่สำคัญ โครงการ “ไอเตอร์” ยังต้องเผชิญกับการคัดค้านของนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ฟิวชันอีกจำนวนหนึ่งในแง่ของกระบวนการผลิตและควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่โครงการ “ไอเตอร์” เลือกใช้...

กล่าวคือ โครงการ “ไอเตอร์” เลือกใช้วิธีการผลิตและควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันแบบโทคามาค (Tokamak) หรือแบบขวดแม่เหล็ก (magnetic bottle) ในขณะที่กระบวนการผลิตและควบคุมปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชันยังมีอีกวิธีหนึ่งที่เป็นคู่แข่ง คือ เลเซอร์ฟิวชัน (laser fusion) และฝ่ายนักฟิสิกส์นิวเคลียร์ฟิวชันแบบเลเซอร์ฟิวชันก็กำลังโวยวายว่า โครงการ “ไอเตอร์” จะทำให้โครงการพัฒนานิวเคลียร์ฟิวชันแบบเลเซอร์ฟิวชันเดินหน้าได้ยากยิ่งขึ้น เพราะเงินทุนก้อนใหญ่ของโลกถูกนำมาทุ่มให้แก่โครงการ “ไอเตอร์” เสียแล้ว!


Gu Long (1937-1985)
มิใช่ความรัก : ความเรียงของ โก้วเล้ง
 

1
ความรักคืออะไร ?
รักกันดูดดื่มจนลืมตาย รักจนกระทั่งประสาทเลอะเลือน รักจนกระทั่งปัญญาโง่งม รักจนกระทั่งหากขาดเธอฉันก็จะตาย นอกจากเธอแล้วฉันไม่ต้องการสิ่งอื่นใด รถยนต์ก็ไม่ต้องการ ตึกก็ไม่ต้องการ ชื่อเสียงก็ไม่ต้องการ อาชีพการงานก็ไม่ต้องการ มิตรสหายก็ไม่ต้องการ กระทั่งว่าแม้พ่อ แม่ พี่ น้อง สามี และบุตร ก็ไม่ต้องการ กระทั่งว่าแม้ทรัพย์สินเงินทองเพชรพลอยก็ไม่ต้องการ
กระทั่งว่า แม้แต่ชีวิตก็ไม่ต้องการ
นี่จะจัดว่าเป็นความรักได้ไหม แน่นอน ต้องเป็น หากว่าแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ยังไม่อาจจัดว่าเป็นความรัก จะยังมีอารมณ์ความรู้สึกใดที่จะจัดว่าเป็นความรักได้อีก
แต่ว่า...ความรักเช่นนี้สามารถรักษาไว้ได้นานเท่าใดเล่า

2

คุณคนเดียว คุณเดินอยู่บนถนนอันห่างไกลยามเย็น คุณมองเห็นคนแก่สองคน คนหนึ่งเป็นชายชราที่แต่งตัวเชยมาก คนหนึ่งเป็นหญิงชราที่ทาปากแดง ทั้งสองไม่ได้จูงมือกัน และไม่ได้มีทีท่าของคนที่สนิทสนมกันอย่างมาก บางครั้งกระทั่งว่าคนหนึ่งเดินอยู่ข้างหน้า คนหนึ่งตามมาข้างหลัง บางครั้งทิ้งระยะห่างกันตั้งสามสิบสี่สิบเมตร เหมือนว่าแม้ความเกี่ยวพันกันเพียงน้อยนิดก็ยังไม่มี
แต่หากคุณเป็นคนที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาอย่างโชกโชน กระทั่งว่าแม้แต่ความตายก็ยังเคยพบผ่านมาแล้ว คุณย่อมจะรู้ว่านั่นคืออะไร
....นั่นคือสิ่งที่น่ารักที่สุด สบายที่สุด และน่าอิจฉาที่สุดในโลกมนุษย์เรานี้
แน่นอนว่านั่นมิใช่ความรักแล้วในบัดนี้ แต่คือการหลอมรวมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความรักที่มนุษย์ชาติมีอยู่

ความเรียงของ"โก้วเล้ง"
เรืองรอง รุ่งรัศมี
แปล
จากภาษาจีน
 


แล้วอาโนห์ก็ถวายสัตว์แด่พระเจ้า
ฆ่าและเผา....พระเจ้าพอใจในกลิ่นบูชานั้น


โนอาห์สร้างแท่นบูชาเพื่อถวายบูชาแด่พระเจ้า ทั้งสัตว์ที่ไม่เป็นมลพิษอย่างละตัว และนกชนิดละตัว มาเผาถวายบนแท่นนั้น เมื่อพระเจ้าทรงได้กลิ่นเครื่องบูชาหอมหวนก็ทรงรำพึงว่า
"เราจะไม่สาบแผ่นดินเพราะการกระทำของมนุษย์อีกต่อไป เรารู้ว่าความคิดของเขาชั่วช้าตั้งแต่เป็นเด็กมาแล้ว เราจะไม่ทำลายสิ่งที่มีชีวิตทั้งสิ้นอีกต่อไปดังที่เราทำในครั้งนี้"
พระเจ้าจะให้โลกคงอยู่........
มนุษย์ได้เพาะปลูกเก็บเกี่ยว
มีฤดูกาล...มีฤดูร้อน....มีฤดูฝน....และฤดูหนาว....วันและคืน........
และพระเจ้าจะคอยดูโลก............................
พระเจ้าทรงอวยพรโนอาห์กับบรรดาบุตรของท่านดังนี้
"จงมีลูกหลานมากมายกระจัดกระจายไปอยู่ทั่วโลก ให้บรรดาสัตว์ทั้งปวงในโลกรวมทั้งนก สัตว์ และปลา มีชีวืตอยู่ด้วยความเกรงกลัวเจ้า สัตว์ทั้งหมดนี้จะตกอยู่ใต้อำนาจ เจ้าจะกินสัตว์ทุกอย่างตลอดจนพืชเขียวเป็นอาหารได้
เราให้สัตว์และพืชทั้งหมดเป็นอาหารของเจ้า แต่มีอยู่สิ่งเดียวที่เราห้ามเจ้ากิน คือเนื้อที่มีโลหิตติดอยู่ เพราะโลหิตนั้นคือชีวิต
ถ้าผู้ใดปลิดชีวิตมนุษย์เราจะลงโทษเขาถึงตาย เราจะทำลายสัตว์ที่ฆ่าเจ้า และจะลงโทษผู้ที่ฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

THE BIBLE STORY
illustrations by Gustave
Dore


ฝรั่งมองไทย

ไมเคิล ไรท

ประวัติย่นย่อของทุนนิยม A Very Brief History of Capitalism


ทุนนิยมคืออะไร?

ทุนนิยมไม่ใช่เรื่อง "บุญ" หรือ "บาป," หากเป็นระบบแบ่งปัน (หรือแย่งชิง) อำนาจในสังคมโดยอาศัย ทรัพย์ เป็นหลักแทนพละกำลังกายและอาวุธ

สังคมดึกดำบรรพ์ล้วนเป็นเผ่าขนาดเล็กที่เป็นญาติๆ กันจึงไม่มีชนชั้น, มีแต่ผู้เฒ่าและผู้น้อยตามอายุและความรู้ความสามารถ, และแบ่งปันทรัพย์เท่าที่มีอยู่ (ของกิน, ของใช้) อย่างเสมอภาค, ไม่มีใครอดอยาก, หรือหากขัดสนก็อดอยากกันทั้งเผ่า ดังนี้ "ทรัพย์" ไม่มีความหมายและไม่เป็นเครื่องกำหนดว่าใครจะมีอำนาจภายในเผ่า

แต่ในสมัยดึกดำบรรพ์ความสัมพันธ์ ระหว่างเผ่า ไม่มีระเบียบสวยงามเช่นนี้ เผ่าไหนมีชายฉกรรจ์และอาวุธมากกว่า และมีผู้นำเหี้ยมโหดที่สุด, ก็สามารถปล้นเผ่าอื่นได้โดยฆ่าชายทุกคนแล้วลากหญิงไปเป็นเมีย นี่คือระบบ "อำนาจ" สมัยดึกดำบรรพ์

สังคมมนุษย์ (จีน, ฮินดู, พุทธ, มุสลิม, คริสต์ ฯลฯ) ไม่ได้พัฒนาเสมอกันจึงต่างกันมาก, เหลือจะพิจารณาทั้งหมดได้, ผมจึงขอดูเฉพาะยุโรปตะวันตกหลังจักรวรรดิโรมันล้มราวคริสต์ศตวรรษที่ 5-6


ยุโรปก่อนทุนนิยม

ในสมัยกลาง (Middle Ages) หรือยุคมืด (Dark Age) ยุโรปตะวันตกแบ่งเป็นนครรัฐต่างๆ แต่ละรัฐจะสะสมพลฉกรรจ์, พลม้า, อาวุธยุทโธปกรณ์แล้วแย่งชิงอำนาจกันด้วยวิธีรุนแรงที่เรียกว่า "สงคราม"

ภายในนครรัฐแต่ละกลุ่ม (แคว้น) ใครๆ ที่ฉลาดกว่ากัน, นักเลงกว่ากัน, หรือเหี้ยมโหดกว่ากัน, สามารถครองที่นาและชายฉกรรจ์จำนวนหนึ่งก็เป็น "ขุน" เป็น "พระยา" (Earls, Dukes, Barons, Lords ฯลฯ) แล้วส่งพลและเสบียงสมทบทัพหลวง

อย่างนี้เรียกว่า "ระบบศักดินา" (Feudalism), เป็นระบบแบ่งอำนาจกันภายในแคว้นด้วยความรุนแรงเช่นกัน

เริ่มทุนนิยม

ต่อมายุโรปเริ่มเข้ายุครื้อฟื้นศิลปวิทยา (Renaissance) ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14 การค้าระหว่างหัวเมืองและแคว้นต่างๆ มีความสำคัญมากขึ้นรวมทั้งการเงินการธนาคาร, โดยเริ่มตามนครรัฐในอิตาลีเหนือก่อน จะเห็นได้ว่าในคริสต์ศตวรรษที่ 15 ตระกูลเมดีจี (Medici) ที่ครองเมือง Florence และแผ่อำนาจทั่วไปนั้นไม่ใช่คนสูงศักดิ์จากยุคเดิม แต่เป็นมหาเศรษฐีนายธนาคารที่มี เงิน ซื้อพลรบ, บำรุงศิลปวิทยา, และซื้อตำแหน่งสมเด็จพระสันตะปาปาให้หลานๆ ครองกินศาสนา

ระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16-18 นครรัฐ (City States) ต่างๆ กำลังรวมกันก่อตั้งเป็น ประเทศรัฐ (Nation States) รัฐบาลแต่ละประเทศจะมีนโยบายส่งเสริมการผลิตและการค้า, โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าต่างประเทศ ระบบอย่างนี้เรียกว่า Mercantilism, มีผลนำไปสู่การ ล่าเมืองขึ้น (Colonialism), จักรวรรดินิยม (Imperialism), และไม่ต้องสงสัย ความขัดแย้งกันเองว่าใครจะยึดครองทรัพยากรและตลาดในโลกภายนอก

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 (Adam Smith : Wealth of Nations, 1776) นักปราชญ์ผู้ก่อตั้งอุดมการณ์ "เศรษฐศาสตร์เสรีนิยม" (Economic Liberalism) รุ่นแรก ว่า รัฐควรวางเฉย, ปล่อยให้เศรษฐกิจเดินเอง (Laissez Faire) การผลิตและการค้าเสรีจะได้เติบโตขึ้นโดยอัตโนมัติและสร้างความมั่งคั่งผาสุกให้แก่สังคมโดยทั่วไป

เผอิญปรัชญาใหม่นี้เกิดพร้อมกับการคิดประดิษฐ์เครื่องจักรใหม่ (Technological Revolution) เครื่องจักรเหล่านี้ทำให้นายทุนเจ้าของกิจการสามารถทำลายศิลปหัตถกรรมชาวบ้านและยึดตลาดทั้งหมดด้วยสินค้าราคาต่ำและคุณภาพสม่ำเสมอ


ทุนนิยมในคริสต์ศตวรรษที่ 19

ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ปรัชญาเศรษฐศาสตร์เสรีผนวกกับการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ต่างสร้างความเหลื่อมล้ำและความอนาถาครั้งยิ่งใหญ่ ที่บ้าน แรงงานหมดศักดิ์ศรี, ไม่มีอำนาจต่อรอง, และมีชีวิตกินอยู่เยี่ยงสัตว์เดรัจฉาน ในเมืองขึ้น (เช่น อินเดีย) ทรัพยากรทั้งหมดอยู่ในมือของอังกฤษและอุตสาหกรรมพื้นเมือง (ทอผ้า, เครื่องมือ เครื่องใช้) ต่างยกเลิกเพราะสู้ผลิตภัณฑ์ราคาถูกจาก Birmingham ไม่ได้

ดังนี้ "ทุน" ได้จัดแจงแบ่งปันอำนาจระหว่างประเทศได้สำเร็จด้วยความรุนแรงบ้าง, เล่ห์เหลี่ยมบ้าง แต่ภายในประเทศ (เช่น อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน) ระบอบอำนาจไม่มั่นคงเพราะ 1.อำนาจการเมืองโดยมากอยู่ในมือชนชั้นเจ้านายเก่า (เจ้าของที่ดิน), 2.อำนาจเศรษฐกิจอยู่ในมือนายทุนรุ่นใหม่, 3.ชนชั้นกลางมีจำนวนน้อยจึงมีเสียงไม่มาก, และ 4.ชนชั้นกรรมาชีพไม่มีอำนาจต่อรอง คริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงเป็น "ศตวรรษแห่งการปฏิวัติ" ในยุโรป ใครเห็นว่า คาร์ล มาร์กซ์ เป็นยักษ์เป็นมารหรือเพ้อฝันก็ควรกลับไปศึกษาสภาพสังคม-เศรษฐกิจในยุโรปยุคนั้นให้ดี

ที่สหรัฐไม่ใช่อย่างนั้นเพราะเขามีพลเมืองจำนวนไม่มาก, มีที่ดินและทรัพยากรเหลือเฟือ, คนกรรมาชีพจึงพอหวังกินอยู่ดีได้

มีแต่อินเดียนแดงกับคนผิวดำที่แร้นแค้นไร้อำนาจ


ทุนนิยมในครึ่งแรกคริสต์ศตวรรษที่ 20

ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 อุตสาหกรรมสหรัฐ (เช่น น้ำมัน, เหล็ก และรถไฟ) มีลักษณะผูกขาด, รัฐสภาจึงเริ่มออกกฎหมายคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ ในยุโรปก็เช่นเดียวกัน :- ฝ่ายเสรีนิยมเห็นจำเป็นจะต้องคุ้มครองและให้สิทธิอำนาจแก่ชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ, และคุมพฤติกรรมของนายทุนให้อยู่ในขอบเขต

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ตะวันตกโดยมากถือระบอบ "ประสม-ประสาน (Mixed Economy), คือเป็น ทุนนิยมเสรี แต่รัฐเข้ามาแทรกแบบ สังคมนิยม ใต้ระบอบประชาธิปไตยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการผูกขาด, การฮั้ว, การฉ้อราษฎร์บังหลวง, และ "มัจฉาคติ" (ปลาใหญ่กินปลาเล็ก)

ในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ระบบประสมนี้มีความสำเร็จในระดับหนึ่ง, คือสามารถแบ่งปันอำนาจได้ดีขึ้น เช่น ให้คนส่วนใหญ่ในสังคมมีสิทธิเลือกตั้ง, ทำให้รัฐต้องโปร่งใสและรับผิดชอบมากกว่าเดิม มีการรับรองสิทธิลูกจ้างให้ตั้งสหภาพและต่อรองกับนายจ้าง, และมีความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและการศึกษาสำหรับประชาชน

(ในระยะดังกล่าวมีข้อเว้น, คือประเทศรัสเซียที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจึงตกเป็นเหยื่อลัทธิ เลนินนิสต์ ที่มีวิธีแบ่งปันอำนาจเฉพาะต่างหากที่ไม่มี "ทุน" เป็นตัวเกณฑ์)

อย่างไรก็ตาม ระบอบประสมนี้ยังมีบกพร่องดังจะเห็นได้จากการที่เศรษฐกิจโลกหดหู่ (ราว ค.ศ.1930) ทำให้คนตกงานเป็นล้านๆ, และเกิดสงครามโลกถึงสองครั้ง (ค.ศ.1914-1918, 1940-1945) ที่ประเทศต่างๆ ใช้อาวุธแบ่งปันอำนาจกันใหม่ ไม่มีใครทราบสาเหตุแท้จริงของสงคราม บางท่านว่าโลภะโทสะโมหะ, บ้างว่าสันดานโหดธรรมดามนุษย์, หรือดาวร้ายแทรก

รัฐเป็นฝ่ายประกาศและดำเนินสงคราม, ไม่ใช่นายทุน อย่างไรก็ตาม สงครามเป็นกิจการแพงมาก, รัฐจึงไม่กล้าเป็นฝ่ายรุก (Aggressor) หากไม่มีทุนสนับสนุน บางทีผู้สนใจเรื่อง "สงครามและสันติภาพ" ควรศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและทุน เป็นไปได้ไหมว่าในบางกรณีสงครามให้กำไรงามกว่าสันติภาพ?

ในครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ระบบทุนนิยมประสม (Mixed Capitalism) มีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จสร้างสรรค์ ที่สำคัญที่สุดคือมันได้ยกระดับประชาชนจำนวนมากเข้ามาอยู่ใน ชนชั้นกลาง ที่แข็งแกร่ง, มีการศึกษาและอำนาจพอที่จะมีบทบาทรับผิดชอบในการบ้านการเมืองแทนที่จะเป็นฝ่ายถูกกระทำ, ไม่มีสิทธิรู้เห็นหรือแสดงความคิด

ความสำเร็จนี้ปรากฏในงานของ John Maynard Keynes (นักเศรษฐศาสตร์, ค.ศ.1883-1943) ที่นิยามบทบาทของรัฐในการควบคุมและส่งเสริมกลไกของทุน


ทุนนิยมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ประเทศโลกตะวันตกฟื้นเศรษฐกิจเร็วบ้างช้าบ้าง (สหรัฐไม่ต้องฟื้นเพราะฐานอุตสาหกรรมยังสมบูรณ์อยู่) แต่ทุกประเทศรวมทั้งสหรัฐถือหลักการของ Keynes ว่ารัฐต้องมีบทบาทแทรกแซงเศรษฐกิจไม่ให้ตลาดหัวขวิดก้นคว่ำ มีการตกลงระบบกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ งานสาธารณูปโภค (น้ำ, ไฟ, ไปรษณีย์-โทรคมนาคม ฯลฯ) เป็นหน้าที่ของรัฐ, รวมทั้งการสาธารณสุขและการศึกษาระดับประชาบาล

มีการควบคุมธนาคาร, สถาบันการเงินอื่นๆ, ตลาดหลักทรัพย์และกองทุนต่างๆ ไม่ให้เล่นพิเรนทร์, ไม่ให้เล่นถั่วหาย มีการก่อตั้งเป็นรัฐสวัสดิการ (Welfare State) ที่รับรองว่าไม่มีประชากรผู้ใดจะถูกทอดทิ้งให้อดตาย

ระบบประสม (ทุนนิยม+สังคมนิยม) นี้มีล้มลุกบ้าง, แต่โดยมากมีความสำเร็จหลายอย่าง เช่น 1.เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง, 2.ดึงประชากรส่วนใหญ่เข้ามาเป็นชนชั้นกลาง, 3.ลดความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้ง, 4.แบ่งปันอำนาจในสังคมให้โปร่งใสและยุติธรรม

แต่ถึงต้นทศวรรษที่ 1980 หลักการ "ประสม" ของ Keynes ถูกฉีกทิ้งลงถังขยะและทุนนิยมเปลี่ยนโฉมใหม่อีกครั้งหนึ่ง


ทุนนิยมปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20

ต้นทศวรรษ 1980 Ronald Reagan ในสหรัฐ และ Margaret Thatcher ในอังกฤษ ต่างเลิกศรัทธาหลักการ "เศรษฐกิจประสม" ของ Keynes ว่าเป็นนโยบายล้าหลังกีดขวางและขัดขาการดำเนินการของระบบทุน ท่านทั้งสองกลับศรัทธาทฤษฎี "ตลาดเสรี" (Free Markets) ของ Milton Friedman (นักเศรษฐศาสตร์ ค.ศ.1912-?)

ท่านว่าการแทรกแซงของรัฐทำให้ตลาดบิดเบี้ยวไม่สมดุล ดังนั้น รัฐควรวางเฉย, ปล่อยให้ตลาดเสรีเป็นตัวคุมเศรษฐกิจโดยอัตโนมัติ

เคยได้ยินอะไรคล้ายๆ กันมาก่อนไหม? ใช่แล้ว! มันคือคำสอน Laissez Faire ของ Adam Smith เจ้าเก่า กลับคืนชีพอีกครั้ง, ทั้งๆ ที่ประสบการณ์ 300 ปีแสดงว่า "ตลาดเสรี" ไม่มีตัวจริงแต่เป็นเรื่องหลอกตัวเอง (หรือหลอกชาวบ้าน?) ทั้งนี้ เป็นเพราะตลาดย่อมผูกขาดและปิดบัง (ในระดับหนึ่งระดับใด) โดยนิยาม, มิเช่นนั้นพ่อค้าจะทำกำไรสม่ำเสมอไม่ได้

โดยนิยามแล้ว "ตลาดเสรี" คือการพนันบริสุทธิ์แท้ที่ทั้งเจ้ามือและลูกมือโกงกันไม่ได้เลย เกม "ตลาดเสรีจริงๆ" นี้อาจจะเล่นกันสนุกวันยังค่ำ แต่ไม่มีใครรวยครับ, เพราะในตลาดเสรีจริงๆ โกงกันไม่ได้ และไม่มีทางที่ใครจะเป็นมหาเศรษฐี

น่าชวนพวกมหาเศรษฐี (และสหาย) ที่อ้างว่าตนเป็น "อนุรักษนิยมใหม่" (Neo-cons) และ "เสรีนิยมใหม่" (Neo-libs) มาเล่นใน ตลาดที่เสรีจริงๆ แต่ท่านคงไม่เอาเงินมาเล่นในบ่อนนี้แน่ๆ เพราะกลัวหมดตูด

ในขณะที่โลกตะวันตกกำลังรื้อฟื้นทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ล้าสมัย, นักคิดในโลกสังคมนิยม (เช่น เติ้ง เสี่ยว ผิง และ มิคาอิล กอร์บาช็อฟ) กำลังคิดการใหม่ว่าทฤษฎีมาร์กซ์-เลนิน-เหมา เจ๋อ ตุง บกพร่องเป็นที่น่าเสียดายว่า ความเปลี่ยนแปลงในโลกสังคมนิยมเกิดในขณะนั้นพอดี, เพราะชวนให้เข้าใจผิดว่า

สังคมนิยมตกถังขยะประวัติศาสตร์แล้วทุนนิยมมีชัยชนะและเป็นเจ้าของบรมสัจจะทางทางเศรษฐกิจ, สังคมและการเมืองอย่างเถียงไม่ได้


ทุนนิยมในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21

ผู้มีอำนาจทางการเมืองปัจจุบันบางคน (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายโทนี่ แบลร์, นายบุช ผู้ลูก, และ นายทักษิณ ชินวัตร) ดูเหมือนต่างสืบทอด มรดกความคิด ทางการเมือง-เศรษฐกิจ จากผู้นำรุ่นก่อน, คือ นายเรแกน (ดาราหนังชั้น B), นางแทตเชอร์ (วิศวกรเคมี) และนายบุชผู้พ่อ (พ่อค้านักเก็งกำไรผูกขาด)

มรดกความคิดดังกล่าวเรียกว่า "ระบบเศรษฐกิจใหม่" (The New Economy), ประกอบด้วย

1. "ตลาดเสรี" ที่ไม่เสรีเพราะบรรษัทของประเทศมหาอำนาจเป็นเจ้ามือแจกไพ่ซ่อนถั่ว

2. "โลกาภิวัตน์" ซึ่งก็น่าจะเป็น "จักรวรรดินิยมใหม่" (Neo-Colonialism) คือการเสนอลูกปัดสวยๆ กับน้ำเมาแลกเปลี่ยนกับสิทธิที่จะเข้ามาครอบครองเศรษฐกิจของประเทศ

ขบวนการใหม่นี้ (This New Regime) คืออะไรกันแน่?

1. ความสำเร็จสุดยอดและสมบูรณ์แบบของทุนนิยม (Triumph of Perfect Capitalism)?

2. การบิดเบือนบ่อนทำลายทุนนิยม (Distortion and Perversion of Capitalism)?

3. ความคิดใหม่เอี่ยม (New Theory) ที่จะนำโลกไปสู่ความมั่งคั่งยุติธรรมเสมอภาคเยี่ยงยุคพระศรีอาริย์?

ท่านผู้อ่านช่วยกันคิด, เพราะผมจนใจจริงๆ


ที่มา : มติชนสุดสัปดาห์





โลกและชีวิต ระวี ภาวิไล
ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ 2549

พรชัย จันทโสก : jantasok@yahoo.com
โดย:กรุงเทพธุรกิจ จุดประกาย วรรณกรรม


ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับ ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ที่ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี 2549 ในฐานะนักวิชาการผู้บุกเบิกการศึกษาด้านดาราศาสตร์ ขณะเดียวกันยังทุ่มเทศึกษาเกี่ยวกับปรัชญาและศาสนามาอย่างยาวนาน และมีผลงานเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง

ศ.ดร.ระวี ภาวิไล เกิดเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2468 สำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทสาขาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยแอเดอเลด และปริญญาเอกทางดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ด้านการทำงาน เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ตั้งแต่อายุ 19 ปี สอนหนังสืออยู่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2488 จนกระทั่งเกษียณอายุในปี 2529

ผลงานทางดาราศาสตร์เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ มีผลงานค้นคว้าวิจัยสำคัญๆ มากมาย อย่างกรณีเกิดปรากฏการณ์บนฟากฟ้า เช่น การปรากฏของดาวหาง สุริยุปราคา จันทรุปราคา หรือเหตุการณ์ทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ

เขามีผลงานเขียนและแปลหลายเล่มทั้งด้านดาราศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ได้แก่ คุณค่าชีวิต, ชีวิตดีงาม, ดาวหาง, ดาราศาสตร์และอวกาศ, ทรายกับฟองคลื่น, ปรัชญาชีวิต (คาลิล ยิบราน), ปรัชญานิพนธ์, สาธนา, ปีกหัก, พระพุทธศาสนาในประเทศไทย, ยิ้มสู้ชีวิต, รู้สึกนึกคิด, ศาสนากับปรัชญา (ความสงัด), สาธนา : ปรัชญานิพนธ์ (รพินทรนาถ ฐากูร), สุริยุปราคา 24 ตุลาคม 2538 และหัวใจของศาสนาพุทธ

โดยเฉพาะผลงานแปลที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากที่สุดเรื่องหนึ่งคือ ปรัชญาชีวิต เขียนโดย คาลิล ยิบราน ที่สร้างกระแสให้คนหันมาสนใจเรื่องปรัชญาและมุมมองเรื่องความรัก

ในวัย 81 ปีของ ศ.ดร.ระวี ภาวิไล ยังคงสอนธรรมะและเป็นผู้อำนวยการธรรมสถานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 และปัจจุบันยังคงเป็นผู้อำนวยการเรื่อยมา

0ทุกวันนี้นอกจากสอนธรรมะแล้วยังทำอะไรอีกบ้าง?

ผมยังค้นหา อ่าน และศึกษาความรู้ต่างๆ ยังสนใจเรื่องของทั้งศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ มาทุกยุคทุกสมัย เพราะว่ายังมีเรื่องที่น่าจะต้องทำ ต้องศึกษาอีกมาก ผมเห็นว่าทั้งหมดเป็นการหาความรู้เรื่องโลกเรื่องชีวิตของเรา ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลและคิดว่าถ้าได้พอเหมาะถึงขั้นเขียนได้ ก็จะเขียน ทั้งเรื่องเกี่ยวกับโลก เรื่องเกี่ยวกับชีวิต ที่สำคัญคือการนำเอาทั้งศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ มาประสานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันให้ได้ หรือทำได้สักขั้นหนึ่งที่พอจะเป็นประโยชน์ก็จะเขียน แต่ว่าถ้าจะทำให้สรุปสมบูรณ์เต็มที่นั้น คงไม่ง่ายนัก

0รู้สึกอย่างไรที่ได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์?

ต้องมีความยินดีที่ได้รับเกียรติ และทำให้ผมเริ่มทบทวนว่าทำอะไรมาบ้าง ความทรงจำทำให้ผมนึกย้อนไปถึงวัยเด็ก และประสบการณ์หลากหลาย รวมทั้งที่สำคัญคือความปรารถนาค่อนข้างแรงที่จะเข้าใจ 'โลกและชีวิต' ผมถือว่าโลกเป็นชีวิต ไม่มีการแบ่งแยก แต่เป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นผมจึงแสวงหาความรู้ความเข้าใจด้วยตนเองในทุกเรื่องที่สนใจ เท่าที่สติปัญญาและเวลาจะเอื้ออำนวย

ในประวัติศาสตร์ของการแสวงหาและการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจของมนุษย์นั้น ได้มีการจำแนกเป็นศาสนา ปรัชญา และวิทยาศาสตร์ องค์ความรู้ที่แจกแจงออกมากมาย แต่ผมเห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันขององค์ความรู้ความเข้าใจของทุกสาขาทุกแขนง ทุกชีวิต และโลกไม่มีการแบ่งแยก แต่ความเข้าใจอันนี้เมื่อผมเขียนบทความแสดงข้อคิดหรือความเห็นในวงการต่างๆ ผมวางใจเป็นกลาง เพ่งความคิดลงในประเด็นที่ผมต้องการ เช่น ถ้อยคำในภาษาง่ายๆ สื่อความหมาย

ฉะนั้นการแสวงหาของผมเป็นทั้งการอ่าน คิด ปฏิบัติทางจิต ทั้งสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน ผมพยายามเข้าถึงความเป็นจริงของชีวิต ผมนำสิ่งที่รู้แสดงออกเพื่อประโยชน์ของเพื่อนร่วมโลกเท่าที่สามารถจะทำได้ และจะทำทุกอย่างที่กล่าวถึงต่อไปอีก

0เรื่องโลกและชีวิตยังคงเป็นประเด็นค้นหาไม่สิ้นสุด?

นี่คือความเป็นมนุษย์ที่ได้มีชีวิตอยู่ในโลก ถ้าไม่มีโลก..ชีวิตจะเกิดได้ไหม ถ้าไม่มีชีวิต..จิตใจจะรู้ว่ามีโลกไหม ทั้งสองอย่างนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้องมีทั้งสองอย่างทั้งชีวิตซึ่งมีจิตใจด้วย จึงจะรับรู้ว่ามีโลกได้ ในทางกลับกันเพราะมีโลกจึงมีชีวิตเกิดขึ้นและมีจิตใจเกิดขึ้น ทั้งสองอย่างคืออันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อมีชีวิตมีจิตใจก็มีความคิด และความคิดของมนุษย์ก็หลากหลาย เพราะมนุษย์แต่ละคนเกิดในสภาพแวดล้อมต่างกัน เติบโตขึ้นมาแตกต่างกัน มีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ความคิดก็หนีไม่พ้นเรื่องว่า..เราเกิดมาทำไม เพื่ออะไร ที่อยู่ๆ ก็เกิดขึ้นมารับรู้ และวันหนึ่งก็ตาย ตายแล้วไปไหน มันมีความหมายอะไร นี่คือความรู้สึกส่วนตัวที่ว่าต้องการจะรู้ ต้องการจะหาคำตอบต่อปัญหานี้

0ต้องศึกษาและปฏิบัติด้วยตัวเอง?

สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่อดีตก็จะมีคนบอก แต่เราไม่ใช่เพียงแต่จะรู้จากที่ผู้อื่นบอกว่าเป็นอย่างไร เราต้องหาด้วยตัวของเราเอง ต้องหาความเข้าใจด้วยตัวเอง ต้องหาความรู้เรื่องนี้ทั้งหมดด้วยตัวของเราเอง ผมทำอย่างนี้ตลอดมาตั้งแต่เป็นเด็ก คนอื่นผมไม่รู้ อย่างเวลาเข้าเรียนหนังสือ บางคนอาจจะเรียนเพื่อให้รวยและเพื่อไปทำอาชีพอะไรให้มันรวย แต่ผมสนใจที่จะหาความรู้มากกว่า ฉะนั้นเวลาเลือกเรียนมหาวิทยาลัย เพื่อนรุ่นเดียวกับผมเขาก็จะเลือกเป็นหมอหรือเป็นวิศวะ เพราะว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้ แต่ผมไม่สนใจ ผมไปเลือกวิทยาศาสตร์ เพราะยุคนั้นยังไม่มีวิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยสงฆ์ยังไม่มี และผมนึกว่ายังไม่จำเป็นจะต้องบวช ไม่รู้สึกว่าการแสวงหาเรื่องนี้จำเป็นจะต้องไปบวช

0เรียกว่ายุคนั้นวิชาปรัชญาและศาสนายังไม่มีเลย?

ผมเข้ามหาวิทยาลัยปี 2483 ยุคนั้นสาขาวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยยังไม่มีเลย เทียบกับตะวันตกวิชานี้เขามีมานานแล้ว มีผู้บุกเบิกพยายามจะให้มีวิชาปรัชญาเกิดขึ้น แต่กว่าจะมีก็นาน ผมไม่ได้ไปบุกเบิกเพราะผมเรียนวิทยาศาสตร์ ในวิชาวิทยาศาสตร์ผมก็รู้เรื่องโลกและชีวิตได้

0ถึงที่สุด'วิทยาศาสตร์-ปรัชญา-ศาสนา'เข้ามาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?

วิทยาศาสตร์ในอดีตจะเน้นสารวัตถุของโลกที่เรียกว่า 'Mater' หรือ 'Material' เป็นโลกของสารวัตถุ เคยเน้นมาอย่างนั้นตลอดเวลา ข้อควรคิดคือว่าวิทยาศาสตร์เริ่มขึ้นในประเทศตะวันตก เพราะฉะนั้นศัพท์วิทยาศาสตร์ก็เป็นศัพท์ตะวันตกทั้งนั้น เพราะปัญหาของคนตะวันตกตลอดมาเขาต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศซึ่งเป็นเรื่องของวัตถุ เมื่อเขาต้องต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เขาต้องเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ พูดง่ายๆ ว่าอะไรเป็นศัตรู ก็ต้องเรียนรู้เพื่อให้รู้จักศัตรู

ฉะนั้นการค้นคว้าศึกษาของตะวันตกก็คือการศึกษาค้นคว้าเรื่องวัตถุ อันนี้เป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์ในอดีต เขาเน้นความรู้ความเข้าใจเรื่องของวัตถุ เพราะฉะนั้นจะถือได้ว่าวิทยาศาสตร์เน้นที่จะรู้และเข้าใจวัตถุ แต่ว่าสติปัญญาของนักวิทยาศาสตร์เมื่อพัฒนามาก็พยายามแสวงหาความรู้ไปถึงขั้นที่ว่าวัตถุทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดขึ้นมาได้ยังไง อันนี้ก็หมายความว่าเขาศึกษากว้างออกไปไม่ใช่เป็นแค่ระดับโลกของเราแล้ว แต่ขยายตัวออกไปถึงนอกโลก ออกไปสู่จักรวาล ปัญหาเลยเกิดขึ้นว่าจักรวาลเกิดขึ้นมาได้ยังไง

0ด้วยวิธีการของวิทยาศาสตร์?

วิธีการของวิทยาศาสตร์ คือ การวิเคราะห์ สังเกตการณ์ และใช้อุปกรณ์สังเกตการณ์ โดยหาความรู้เอามาวิเคราะห์และคาดคะเนว่าธรรมชาติทางวัตถุมีกฎเกณฑ์อย่างไร ขยายไปเรื่อยๆ ความรู้ความเข้าใจขยายออกไป นี่คือเรื่องที่ว่าทำไมวิทยาศาสตร์เน้นทางวัตถุ หรือ 'สสารนิยม' (Materialism) หรือ Mater นั่นเอง ทั้งเรื่องพลังงานหรือเรื่องอะไรก็มาจากสสารนี่แหละ แต่ที่สำคัญคือผมต้องการจะเน้นการรู้กว้างลึกไปถึงขั้นที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมาอย่างไร

ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในปัจจุบัน เขาพยายามหาคำตอบจากทฤษฎีที่เรียกว่า 'Big Bang' ว่าทุกอย่างเกิดจากเม็ดเล็กนิดเดียวที่ร้อนจัดอัดแน่นจนระเบิดขึ้นและก่อนหน้านั้นไม่มีอะไรเลย ความรู้ปัจจุบันรู้ไปถึงว่าหลังจากเม็ดนั้นระเบิดแล้วมันขยายตัวออกมาและกลายเป็นทุกอย่างที่เห็นเป็นสิ่งเหล่านี้ มาในปัจจุบันนี้ปัญหาเกิดขึ้นมาว่านอกจากวัตถุมันมีอะไรที่รับรู้วัตถุหรือเปล่า ผมเคยถามมาก่อน ถ้าไม่มีสิ่งที่เรียกว่าจิต จะมีอะไรรู้ว่าเป็นวัตถุไหม

0มองว่าจิตกับวัตถุจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก?

คุณบอกว่ามีวัตถุ อะไรรู้ว่ามีวัตถุ ตัวรู้มันเป็นอย่างไร มันอยู่ที่ไหน มันมีมาตั้งแต่เมื่อไร ตรงนี้เป็นเรื่องของปรัชญา และต้นกำเนิดทั้งวัตถุและจิตมาอย่างไร ฉะนั้นจึงมีศาสนาเสนอเข้ามาว่าทุกอย่างเกิดมายังไง ไม่ว่าจะเป็นวัตถุหรือจิต ฉะนั้นในศาสนากล่าวว่ามันมีการสร้างทุกอย่างขึ้น มีศาสนาที่เชื่อการสร้างของเทพเจ้า ที่เรียกว่า 'พระเจ้าสร้างโลก' ทั้งหมดอาจเป็นเรื่องที่คนคิดขึ้นก็ได้

แต่ว่าตัวความคิดไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นจิต ฉะนั้นเรื่องจิตก็ต้องเป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาหาความรู้ นี่คือที่มาของศาสนา และเป็นที่มาของพุทธศาสนาด้วย เป็นที่มาของปรัชญาด้วย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ ที่แท้ก็พูดเรื่องเดียวกันว่าเรามามีชีวิต มีทั้งจิตใจ มีทั้งร่างกายที่ศึกษาได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่จิตในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่ได้มีการศึกษามากพอ

0แต่ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์มีการศึกษาเรื่องจิตมากขึ้น?

ถ้ามาระยะหลังวิทยาศาสตร์เริ่มสนใจพิจารณาเรื่องจิตมากขึ้น แต่นักวิทยาศาสตร์บางพวกก็ยังไปอาศัยวัตถุ โดยไปคิดว่าสมองเป็นแหล่งของความคิดหรือจิต ปัญหามีอยู่ว่าสมองเป็นที่อยู่ของจิตหรือสมองเป็นจิต ผมสนใจเรื่องพรรค์นี้ ปัญหาที่ยังไม่มีใครขบแตก ผมสนใจว่าผู้คนคิดยังไงด้วย ไม่สนใจเพียงแต่ว่าใครเสนอแนวคิดยังไง นักปรัชญา นักศาสนา นักวิทยาศาสตร์ เคยเสนอไว้มากมาย แต่ที่สำคัญที่ผมรู้สึกคือเราต้องรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ฟังที่เขาว่ามา เราต้องหาหนทางที่จะรู้ของเราเอง

0การศึกษาวิทยาศาสตร์จะมีขั้นตอน..แต่ถ้าเป็นด้านปรัชญาและศาสนา ต้องมีขั้นตอนและวิธีการด้วยหรือเปล่า?

ต้องมีขั้นตอน ถ้าจะศึกษาว่าใครเสนออย่างไรในทางศาสนา ศาสนาคริสต์เสนออย่างไร ศาสนาพุทธเสนออย่างไร และยังมีว่าคริสต์นิกายไหนอีก พุทธนิยายไหน พุทธเถรวาทหรือพุทธมหายาน หรือพุทธวัชรยานของทิเบตคิดยังไง ควรจะเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เมื่อเรียนรู้แล้วไม่ควรจะยอมเชื่อ ทดสอบดูว่าแนวคิดอันนี้สำหรับเราเข้าใจไหม เราตามได้ไหม เขาแนะนำแนวทางปฏิบัติเพื่อจะบรรลุความเข้าใจ เราทำแล้วได้แค่ไหน อย่างนี้เราก็ใช้เวลาศึกษาเรื่อยมา สิ่งที่เขียนไว้คิดว่าเรารู้กันสักแค่ไหน และถ่ายทอดออกมา

ผลงานของผมคือการถ่ายทอดความรู้ตามรูปแบบที่ผมเห็นว่าเหมาะ เขียนออกมาเป็นบทความ บทกวี หรืออะไรต่ออะไรบ้าง ในบางกรณีผมก็ไปแปลของเขามา หรือว่าคนนี้เขาคิดยังไง คนนั้นเขาคิดยังไง บางทีเสนอไปแล้วคนเขาก็ชอบ อย่าง 'คาลิล ยิบราน' คนชอบกันเยอะ

0'ระวี ภาวิไล'เหมือนเป็นสัญลักษณ์ปรัชญาของ'คาลิล ยิบราน'?

จะว่าไปคนที่พยายามหาผู้ที่บรรลุปัญญายิ่ง เราเรียกว่า 'พระพุทธเจ้า' ส่วนผู้ที่แสวงหาสำหรับผมก็คือ 'พระโพธิสัตว์' หมายถึงผู้ที่ยังแสวงหาอยู่ ยังไม่เจอ แต่ว่าเจอบางอย่างแล้ว เพียงแต่ยังไม่สมบูรณ์ ผมคิดว่าคนเหล่านี้ตั้งมากมายเป็นโพธิสัตว์ทั้งนั้น ผมแปลปรัชญาของยิบรานสมัยนั้นคนพูดถึงมาก ที่จริงกว่าคนจะเริ่มสนใจ ผมแปลมาตั้งนานแล้ว และพิมพ์แล้วก็ขายไม่ออกช่วงระยะหนึ่ง เล่มแรกที่แปลแล้วพิมพ์ปี 2504 นั้นขายไม่ออก กว่าจะขายได้ประมาณปี 2513 ในช่วงไม่กี่ปีคนก็เริ่มมีรสนิยม มีพัฒนาการ มีความเข้าใจอะไรขึ้นมา

ถ้าไปทบทวนเปิดดู 'ปรัชญาชีวิต' ผมไม่ใช้คำอย่างเดิม คำอย่างเดิมเขาใช้คำว่า 'The Prophet' แปลว่า 'ศาสดาพยากรณ์' คนเขียนเขาเป็นศิลปินเขียนขึ้นมาโดยที่อายุยังไม่มาก โดยเฉพาะปรัชญาเกี่ยวกับความรัก คนชอบกันมาก

0ทุกวันนี้ยังมองความรักเหมือนเดิมอยู่ไหม?

เรื่องความรักที่จริงมันก็เปลี่ยน ความรักมันมีหลายระดับ ความรักระหว่างเพศ ความรักที่เป็นเมตตากรุณามันก็แตกต่างกัน ความรักมีหลายอย่าง เราต้องจำแนก แต่ความรักโดยทั้งหมดแล้วก็คือความไม่เห็นแก่ตัว ควรจะเป็นอย่างนั้น ความรักในแง่ของความรักหมายความถึงว่าเป็นผู้ให้ ไม่ใช่จะเอา ความรักไม่ครอบครอง และก็ไม่ถูกครอบครองด้วย ทั้งสองฝ่ายต้องเป็นอิสระ ถ้าเห็นแก่ตัวไม่ใช่ความรักแล้ว มันรักตัวเองมากกว่า

0เวลาเกิดปรากฏการณ์ต่างๆ เกี่ยวกับดาราศาสตร์ มักมีสื่อโทรมาขอคำอธิบายทุกครั้ง?

นั่นล่ะ..ทำให้ผมต้องศึกษา แม้เดี๋ยวนี้ผมเองไม่ได้ดูหรอก พวกอุปกรณ์อะไรต่ออะไรก็เลิกใช้แล้ว แต่เนื่องจากเวลามีข่าวผมก็ถูกโทรถาม ผมก็ต้องพยายามศึกษาผลงานที่เขาเผยแผ่จากต่างประเทศอยู่เรื่อยๆ ถ้าถูกถามก็จะได้ตอบได้ แต่ว่าอีกอย่างหนึ่งคือหลักการต่างๆ ทางดาราศาสตร์ เป็นหลักการที่เป็นพื้นฐานใช้วิเคราะห์ได้ทั้งนั้น ปรากฏการณ์ต่างๆ ก็อาศัยความรู้พื้นฐานที่ได้ศึกษามา ไม่ใช่เรื่องที่นอกเหนือจากเรื่องซ้ำๆ ว่าจะมีสุริยุปราคาเมื่อไร จะมีจันทรุปราคาเมื่อไร มันก็มีอยู่เรื่อยๆ เป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเกิดเป็นเรื่องอะไรที่ไม่คาดฝันจะบอกได้ไง มันอาจเกิดได้

กรณีที่หาคำตอบยากไม่ค่อยจะมี ถึงแม้มีผมก็ยังไม่เลิกที่จะอ่านหนังสือที่เขาเขียนอธิบายไว้ ฉะนั้นเวลาผมก็หมดไปกับการหาความรู้นั่นแหละ ไม่เป็นความรู้ทางดาราศาสตร์ หรือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ก็เป็นความรู้ทางปรัชญาหรือความรู้ทางศาสนา ก็ดำเนินไปเรื่อยๆ

0ตอนนี้สนใจความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เรื่องอะไร?

ผมอ่านวารสารทางวิทยาศาสตร์และรู้ว่าในปัจจุบันนี้ ความรู้ขยายตัวกว้างขวางมากมายเหลือเกิน และที่น่าสนใจก็คือความรู้ทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ หลายอย่างไปสอดคล้องกับความรู้ทางศาสนา-ปรัชญาด้วย อย่างที่กล่าวถึงรากฐานความรู้ความเข้าใจของมนุษย์ที่วิทยาศาสตร์เรียกว่า 'ควอนตัม ฟิสิกส์' ซึ่งกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่วิทยาศาสตร์ดั้งเดิมอธิบายไม่ได้

ผมจะยกหลักการอันหนึ่งในแง่ของ 'ควอนตัม ฟิสิกส์' อันที่จริงเราเรียนรู้โลกของสิ่งที่เล็กจิ๋วจนตามองเห็นไม่ได้ มันเป็นเรื่องของส่วนที่เล็กมากของธรรมชาติฝ่ายวัตถุ แต่ในธรรมชาติฝ่ายวัตถุนั้น ผู้ที่พยายามศึกษามันแยกตัวไม่ได้จากของที่ศึกษา คุณไม่สามารถจะดูอะไรโดยที่ไม่ทำให้มันเปลี่ยน เพราะการที่จะดูมันก็ต้องมีแสงไปตกกระทบและสะท้อนเข้าตา แสงที่สะท้อนกลับมาไม่ได้เห็นตอนที่มันอยู่ในสภาพเดิม มันเปลี่ยนไปแล้ว ฉะนั้นผู้ดูกับสิ่งที่ถูกดูมันมีความสัมพันธ์กัน นั่นหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้สัมพันธ์กันหมด สภาวะทุกอย่างเกี่ยวข้องกันหมด

0ความวิตกเกี่ยวกับ'ภาวะโลกร้อน'(Global Warming)ที่คาดการณ์ว่าสภาพอากาศโลกจะเปลี่ยนไป?

นั่นเป็นการคาดคะเนของวิทยาศาสตร์ที่เอาหลักวิชามาพยากรณ์อนาคต การพยากรณ์อาจจะเกิดก็ได้ อาจจะไม่เกิดก็ได้ หรืออย่างน้อยอนาคตจะต้องเปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน แต่วิทยาศาสตร์อาจจะนำเอาข้อมูลที่จะทำให้มันเปลี่ยนแปลงเข้ามาไม่มากพอ เรายังเรียนอะไรไม่รู้อีกเยอะแยะ คุณจะสังเกตว่าข่าวการกล่าวถึงน้ำแข็งละลายมันเปลี่ยนไปทุกปี บางทีมันมากขึ้น บางทีมันน้อยลง

แสดงว่ามนุษย์ยังมีความรู้ไม่ชัดเจน ความรู้ความเข้าใจยังเปลี่ยนอยู่เรื่อยในเรื่องต่างๆ มากมาย ความรู้ของเราไม่ใช่ความรู้ถึงขั้นที่สุด ต้องหาไปเรื่อยๆ ทำต่อไปเรื่อยๆ เขามีการกล่าวกันว่าศาสดาอย่าง 'พระพุทธเจ้า' เท่านั้นที่รู้สิ่งแท้ไม่เปลี่ยนเลย สิ่งที่ท่านรู้ไม่มีวันเปลี่ยนคือเป็น 'อกาลิโก' หมายถึงไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา

ฉะนั้นแต่ละคนควรจะแสวงหาสิ่งที่เป็นอกาลิโก 0


 

จอห์น ดอส พาสซอส นักเขียนสองขั้ว
John Rodrigo Dos Passos (January 14, 1896 — September 28, 1970) was an important American novelist and artist.
จาก โพสต์ ทูเดย์ -- แมกกาซีน
โดย ปณิตัส


จอห์น รอดดริโก ดอส พาสซอส เป็นทั้งนักเขียนและจิตรกรคนสำคัญของอเมริกา เขาเกิดที่ชิคาโก ในครอบครัวที่มั่งคั่งของบิดานักกฎหมาย ซึ่งทำให้เขาได้รับการศึกษาที่ดีเยี่ยม

ในปี 1907 จอห์นถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนโชเอท ในวัลลิงฟอร์ด คอนเนกทิคัต แล้วยังไปเรียนกับอาจารย์สอนพิเศษตัวต่อตัวในยุโรป ตั้งแต่ฝรั่งเศส อังกฤษ อิตาลี กรีซ รวมทั้งตะวันออกกลาง ซึ่งเขาได้ศึกษากับปรมาจารย์ทางด้านศิลปะ สถาปัตย์ และวรรณกรรม

เขากลับมาเรียนที่ฮาร์วาร์ด ในปี 1913 หลังเรียนจบในปี 1916 เขาเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านศิลปะและสถาปัตยกรรมที่สเปน เพียงปีเดียวก็เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรป แม้ว่าอเมริกาจะยังไม่ได้เข้าร่วมสงคราม หากจอห์นได้สมัครเข้าเป็นอาสาประจำหน่วยพยาบาล เอส.เอส.ยู. 60 ซึ่งตระเวนตั้งแต่สเปนยันกรุงปารีสไปถึงทางเหนือของอิตาลี



ปลายปี 1918 เขาเขียนนิยายเล่มแรกจบ ขณะเดียวกันเขาก็ได้รับเรียกตัวจากหน่วยพยาบาลของกองทัพสหรัฐ เข้าไปประจำการที่แคมป์เครน ในเพนซิลเวเนีย ตอนที่สงครามสิ้นสุดในปีถัดมา เขาอยู่ที่กรุงปารีส ซึ่งกองทัพสหรัฐส่งเขาไปเรียนวิชามานุษยวิทยา ณ มหาวิทยาลัยซอร์กบอนน์

จอห์นกลายเป็นหนึ่งในนักเขียนกลุ่มลอสต์ เจเนอเรชัน อันเป็นการรวมกลุ่มนักเขียนอเมริกันในกรุงปารีส One Man’s Initiation: 1917 นวนิยายเรื่องแรกของเขาได้รับการตีพิมพ์ในปี 1920 ตัวเอกเป็นทหาร 3 นายในสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื้อหาเป็นการต่อต้านสงคราม เพียงเรื่องแรกชื่อเสียงของจอห์นก็เป็นที่จดจำในบรรณพิภพ และเมื่อมาถึงเรื่องที่ 2 Manhattan Transfer (1925) ที่เล่าเรื่องราวชีวิตในกรุงนิวยอร์ก นอกจากเรื่องนี้จะขายดีเป็นเทน้ำ ยังแสดงให้เห็นแนวทางที่ชัดเจนในเทคนิคการเขียนเชิงทดลองที่เล่นกับภาวะจิตของมนุษย์

นักเขียนอย่าง จอห์น ดอส พาสซอส กลายเป็นผู้ปฏิวัติสังคม เขามองอเมริกาเป็น 2 ประเทศ ที่มีประชากรรวยและจนต่างกันอย่างสุดขั้ว แม้ว่าเขาจะเกิดในตระกูลมหาเศรษฐี ทว่า กลับเขียนเรื่องราวของชนชั้นแรงงานในฐานะที่เป็นชนชั้นหนึ่งที่น่ายกย่อง ในฐานะเป็น “มนุษย์งาน” คนสำคัญของโลก โดยเฉพาะหลังจากก่อตั้งสหพันธ์รวมตัวกันเป็น “เดอะ วอบบลีส์” (The Industrial Workers of the World (IWW) หรือ the Wobblies)

เขายังเขียนถึงความอยุติธรรมในสังคมอันเหลื่อมล้ำ และการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้อพยพ โดยยกกรณีศึกษาคดีฆาตกรรมที่นิโกลาส ซาคโค และบาร์โตโลมิว วานเซตติ ผู้อพยพชาวอิตาเลียนในอเมริกาตกเป็นจำเลย ไม่ว่าจะมีพยานหลักฐานมาหักล้างว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้กระทำผิด หากเมื่อสังคมตราหน้าไปเรียบร้อยแล้ว คดีกลับกลายเป็นว่าพวกเขานั่นเองที่เป็นผู้ร่วมกันฆาตกรรมเจ้าของโรงงานรองเท้า และยามรักษาความปลอดภัย แถมยังปล้นเงินไปกว่า 1.57 หมื่นเหรียญสหรัฐอีกด้วย หนังสือของเขาทำให้ทั้งอเมริกาและยุโรปต้องนำคดีกลับมาสะสางใหม่ในปี 1928 แม้ว่าจะได้ประหารชีวิตทั้งคู่ไปแล้วเมื่อปี 1927 ก็ตาม

จอห์นยังแอบไปศึกษาวิธีคิดแบบสังคมนิยมรัสเซียอยู่ 2-3 เดือน ก่อนจะกลับมาสมทบกับเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ เพื่อนนักเขียนกลุ่มลอสต์ เจเนอเรชัน ในสงครามกลางเมืองในสเปน ตอนนั้นมุมมองต่อระบบคอมมิวนิสต์ของเขาได้เปลี่ยนไป ทำให้เขาต้องแตกคอกับเพื่อนรักนักเขียนซึ่งเคยเป็น 3 ทหารเสือในฝรั่งเศส คือเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ รวมทั้งเฮอร์เบิร์ต แมทธิว โดยเฉพาะเมื่อทั้งคู่ต้องการร่วมสงครามกลางเมืองในสเปน และยอมรับอุดมการณ์คอมมิวนิสต์แบบสตาลิน

ตลอดชีวิตการทำงานที่ยาวนาน จอห์น ดอส พาสซอส เขียนนิยายออกมากว่า 40 เรื่อง เช่นเดียวกับบทกวี ความเรียง และบทละคร นอกจากนี้ เขายังอยู่ในฐานะของจิตรกรวาดภาพออกมากว่า 400 ชิ้น

ผลงานเขียนชิ้นสำคัญของเขา ได้แก่ ผลงานไตรภาค The 42nd Parallel (1930), 1919 (1932) และ The Big Money (1936) ซึ่งแสดงให้เห็นเทคนิคแบบหนังสือทดลองของเขาได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การสอดประสานข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ ชีวประวัติบุคคล ฯลฯ เข้าไปในเนื้อเรื่องอย่างกลมกลืน โดยเฉพาะเขาเป็นนักเขียนอเมริกันยุคแรกๆ ที่สร้างสรรค์เรื่องราวออกมาในแนว “ทริโลจี” หรือไตรภาค ซึ่งหากอ่านเล่มเดียวก็ครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวเอง เมื่ออ่านทั้ง 3 ภาคก็ยังสอดคล้องกันอย่างกลมกลืน

อีกสิ่งที่โดดเด่นในงานของเขาคือ มุมมองในด้านลบที่เกี่ยวกับการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐ รวมทั้งตัวละครเอกแบบอุดมคติ และฉากตอนสังคมโลกที่ต่อเนื่องจากสงครามโลกครั้งที่ 1

ผลงานในยุคกลางๆ ของเขา ยังเล่าเรื่องเศรษฐกิจการเมืองที่แยกกันไม่ออกของระบบคอมมิวนิสต์ ใน Communist in The Big Money ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเสมือนเป็นการคาดเดาความล่มสลายของทั้งระบบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ เขายังไม่รีรอที่จะศึกษาอย่างลึกซึ้ง และลงมือเขียนเรื่องราวของระบอบสังคมนิยม รวมทั้งฟาสซิสม์ที่กำลังเป็นที่แพร่หลายในยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยภายหลังเขาได้รับรางวัลทางวรรณกรรมในอิตาลี เฟลตริเนลลิ ในปี 1967

ผลงานของจอห์น ดอส พาสซอส เป็นแรงบันดาลใจให้นักเขียนคนสำคัญมากมายในโลกนี้ โดยเฉพาะคนที่นิยมแนวทางปรัชญาการเมือง โดยเฉพาะกลุ่มอัตภาวนิยม อย่าง อัลเฟรต โดบลิน และอง-ปอล ซาร์ตร์ เป็นอาทิ


จตุคามรามเทพ บทวิเคราะห์เชิงวิพากษ์
จาก : วารสาร เมืองโบราณ MuangBoran Journal
โดย : กฤษฎา พิณศรี
มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์

 

เหรียญจตุคามรามเทพ


ณ วันนี้ เชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงรู้จัก หรืออย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินคำว่า “จตุคามรามเทพ” ชื่อของเทพเจ้าที่กำลังอยู่ในกระแสความสนใจของสังคมในวงกว้าง

เรื่องราวของจตุคามรามเทพได้ถูกนำมากล่าวถึงโดยสื่อหลายแขนง ในหลากหลายแง่มุม ทั้งยังมีหนังสือที่อ้างถึงที่มาและอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าองค์นี้จัดพิมพ์เผยแพร่ออกมาหลายเล่ม บางเล่มติดอันดับหนังสือขายดี และได้รับการตีพิมพ์หลายครั้ง แสดงให้เห็นถึงความกระหายใคร่รู้ และอาจรวมถึงความเชื่อถือศรัทธาของผู้คนที่มีต่อเทพเจ้านาม “จตุคามรามเทพ”

นอกจากนี้ วัตถุมงคลจตุคามรามเทพยังดูเหมือนว่าจะเป็นที่รู้จักและนิยมเสาะแสวงหากันอย่างแพร่หลายมากกว่าวัตถุมงคลอื่นๆ ที่ได้เคยมีการจัดสร้างขึ้นมาในอดีต

กระแสความนิยมใน “จตุคามรามเทพ” ได้ก่อให้เกิดธุรกิจที่สืบเนื่องและเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก นับเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจอย่างหนึ่งของยุคสมัย แม้ว่าประวัติความเป็นมาของเทพเจ้าองค์นี้จะยังคงมีความสับสนคลุมเครืออยู่มาก

สันนิษฐานว่า “จตุคามรามเทพ” น่าจะเป็นคำที่กลายมาจากชื่อของรูปปั้นเทวดาสององค์ที่ตั้งอยู่บริเวณสองข้างบันไดทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ที่ได้รับการนับถือกันในฐานะพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง

 

รูปปั้นเทวดา “ท้าวขัตตุคาม” และ “ท้าวรามเทพ” บริเวณบันไดทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช


องค์หนึ่งชื่อว่า “ท้าวขัตตุคาม”
ส่วนอีกองค์หนึ่งมีชื่อว่า “ท้าวรามเทพ”

ต่อมาได้ถูกรวมเป็นชื่อเรียกเทพเจ้าในภาพวาดที่ได้จากการเข้าทรงเพื่อค้นหาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองนครศรีธรรมราชของคณะนายตำรวจและคนทรงกลุ่มหนึ่ง (ด้วยเชื่อว่าเป็นภาพของเทพเจ้าองค์นี้)

แรกเริ่มเดิมทีนั้น “จตุคามรามเทพ” เป็นที่รู้จักกันในฐานะเทพผู้คุ้มครองรักษาเมืองและอดีตกษัตริย์ของนครศรีธรรมราชที่มีพระนามว่าจันทรภาณุ ต่อมาจึงได้มีผู้เสนอความคิดเห็นเพิ่มเติมว่าอาจเป็นกษัตริย์สองพี่น้องโอรสของขุนจันทรภาณุ นามขุนอินทรไศเรนทรและขุนอินทรเขาเขียว ทั้งนี้คงเพื่อให้เรื่องราวของเทพเจ้าองค์นี้มีความสอดคล้องต้องกันกับรูปปั้นเทวดาทั้งสององค์ดังกล่าวข้างต้น

โดยเชื่อกันว่าขุนอินทรไศเรนทรคือท้าวขัตตุคาม (จตุคาม) ส่วนขุนอินทรเขาเขียวก็คือท้าวรามเทพ

 

ภาพสลักรูปพระพรหมหรือพระนารายณ์บนบานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช


จากนั้น ท้าวขัตตุคามหรือจตุคามและท้าวรามเทพก็ได้ถูกรวมเข้าด้วยกัน เกิดเป็นเทพเจ้าองค์ใหม่ที่รู้จักกันในชื่อ “จตุคามรามเทพ”

 

เทพเจ้าจตุคามรามเทพ รวมลักษณะประติมานวิทยาอันหลายหลากเข้าไว้ด้วยกัน


พร้อมทั้งมีการเสริมแต่งประวัติความเป็นมารวมทั้งเรื่องราวเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยการนำไปโยงใยสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าจันทรภาณุ อดีตกษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช (ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์) กับเทพเจ้าในศาสนาฮินดู คือ พระพรหม พระนารายณ์ รวมทั้งพระอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน ในฐานะขององค์อวตาร จนจตุคามรามเทพเปลี่ยนสถานะจากเทวดารักษาทางขึ้นพระบรมธาตุหรือพระเสื้อเมืองพระทรงเมือง กลายเป็นเทพชั้นสูงที่เป็นองค์รวมของทั้งกษัตริย์ เทพเจ้า และพระโพธิสัตว์ โดยได้รับการนับถือกันเป็น “เทวราชโพธิสัตว์” พร้อมกับได้มีการนำเอาลักษณะทางประติมานวิทยา (Iconography) ของประติมากรรมรูปเทพเจ้าและพระโพธิสัตว์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา เครื่องแต่งกาย บัลลังก์ที่ประทับ ลักษณะท่าทาง การแสดงมุทรา รวมทั้งอาวุธต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ มาสร้างเป็นรูปแทนองค์จตุคามรามเทพ

 

พระพุทธรูปนาคปรก



ด้วยเหตุนี้ รูปเคารพหรือวัตถุมงคลจตุคามรามเทพที่พบเห็นกันทั่วไปจึงมีลักษณะทางประติมานวิทยาที่ผสมปนเปกัน ทั้งที่รับมาจากรูปเคารพในศาสนาฮินดูและพระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนามหายาน

รูปเคารพจตุคามรามเทพที่มีหลายเศียรหรือหลายกรนั้น คงได้นำแบบอย่างมาจากภาพสลักรูปพระพรหมหรือพระนารายณ์บนบานประตูทางขึ้นพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช เทพเจ้าทั้งสองเป็นเทพชั้นสูงของศาสนาฮินดูที่ถูกนำมาใช้ให้ทำหน้าที่ผู้รักษาประตู (ทวารบาล) โดยผู้ที่นับถือพุทธศาสนา เพื่อแสดงความสำคัญและสถานะของศาสนาพุทธที่เหนือกว่าศาสนาฮินดู (ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยกับทั้งท้าวขัตตุคามหรือจตุคามและท้าวรามเทพอย่างที่มักมีการอ้างถึง)

 

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร



ท่านั่งที่เป็นที่นิยมนอกเหนือจากท่าขัดสมาธิปกติ โดยวางขาซ้ายราบบนบัลลังก์ที่ประทับ ชันขาขวาขึ้นแบบที่เรียกว่า “มหาราชลีลา” และท่านั่งชันเข่าขวา ขาซ้ายวางห้อยลงเบื้องล่างบนดอกบัว ที่เรียกว่า “ลลิตาสนะ” เป็นท่านั่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ เทพเจ้า หรือบุคคลสำคัญทั้งในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ทั้งนี้ รวมถึงการแสดงมุทราของรูปเคารพที่มักอยู่ในลักษณะประทานพรด้วย

 

ท่านั่ง “มหาราชลีลา” พบเห็นได้ทั่วไปในประติมากรรมทางศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู


เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับส่วนใหญ่คงหยิบยืมมาจากเครื่องทรงของพระโพธิสัตว์ในศิลปะชวาหรือศิลปะศรีวิชัย รูปเคารพจตุคามรามเทพบางองค์ยังพบว่ามีการครองผ้าหนังกวางโดยมีสัญลักษณ์รูปหัวกวางปรากฏอยู่เช่นเดียวกับผ้าครองของพระพุทธรูปนาคปรก หากแต่บางองค์ก็ทรงเครื่องแบบศิลปะอยุธยาที่คงได้รับแบบอย่างมาจากเครื่องทรงของรูปพระพรหมหรือพระนารายณ์ผู้รักษาประตูทางขึ้นพระบรมธาตุ อาวุธที่ถือในมือ คือจักรและตรี ก็คงนำมาจากรูปพระนารายณ์บนบานประตูเช่นกัน

บัลลังก์ที่นิยมทำเป็นรูปนาค ซึ่งชวนให้นึกถึงพระนารายณ์ที่ประทับอยู่เหนืออนันตนาคราชอย่างมากนั้น คงนำแบบอย่างมาจากพระพุทธรูปนาคปรก (ซึ่งแม้จะมีการอ้างว่าพระโพธิสัตว์ก็ประทับเหนือบัลลังก์นาค แต่รูปบุคคลที่มีเศียรนาคแผ่พังพานอยู่เบื้องหลังที่นำมาเป็นหลักฐานประกอบในหนังสือบางเล่มนั้นก็เป็นเพียงมนุษยนาค เทวดาชั้นรองที่ถูกนำมาทำหน้าที่คุ้มครองพุทธศาสนา หาใช่รูปของพระโพธิสัตว์ตามที่กล่าวอ้างไม่)

ส่วนรูปราหูแปดตน ที่มักปรากฏอยู่ร่วมกับองค์จตุคามรามเทพนั้น เดิมเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้พิมพ์ลงในผ้ายันต์ของพระเกจิอาจารย์รูปหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาออกแบบสร้างและกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของรูปเคารพหรือวัตถุมงคลจตุคามรามเทพไปในที่สุด

อย่างไรก็ดี เป็นที่สังเกตว่ารูปจตุคามรามเทพองค์ดั้งเดิม และมีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง คือรูปปั้นเทวดาที่ตั้งอยู่สองข้างบันไดทางขึ้นพระบรมธาตุ กลับไม่ค่อยนิยมนำมาทำเป็นรูปเคารพหรือวัตถุมงคลมากนัก ทั้งนี้คงเนื่องมาจากรูปเทวดาดังกล่าวมีลักษณะธรรมดาเกินไป ไม่ชวนให้ศรัทธา และมีลักษณะทางประติมานวิทยาที่ไม่สอดคล้องกับความสำคัญที่เพิ่มขึ้นขององค์จตุคามรามเทพ ในฐานะที่ได้กลายมาเป็น “เทวราชโพธิสัตว์” นั่นเอง

ด้วยเรื่องราวความเป็นมาอันได้รับการปรุงแต่งจนพิสดาร การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่มักกล่าวอ้างถึงประสบการณ์เกี่ยวกับอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ เช่น มีผู้นำไปแขวนบูชาแล้วถูกยิงด้วยอาวุธสงครามไม่เข้า รถประสบอุบัติเหตุคว่ำแล้วไม่ได้รับอันตราย หรือเมื่อนำไปบูชาแล้วประสบโชคลาภความร่ำรวย กิจการงานราบรื่น ฯลฯ รวมทั้งการนำเสนอของสื่อต่างๆ โดยเฉพาะจากโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์รายวันที่มีการเสนอข่าวคราวความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการสร้างวัตถุมงคล และกระแสความคลั่งไคล้ของผู้คนที่มีต่อจตุคามรามเทพอย่างต่อเนื่อง ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้วัตถุมงคลจตุคามรามเทพได้รับความสนใจและเกิดการเสาะหาบูชากันอย่างแพร่หลาย บนพื้นฐานของความเชื่อถือศรัทธาและความคาดหวังว่าจตุคามรามเทพจะสามารถคุ้มครองให้ปลอดจากภยันตรายและบันดาลให้ได้รับความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ

โดยเฉพาะในด้านที่จะอำนวยโชคลาภความร่ำรวยและความสำเร็จในกิจการงานต่างๆ ให้แก่ผู้สักการบูชา

ข้อความ “มึงมีกูไว้ไม่จน” ที่ปรากฏอยู่บนปกหนังสือบางเล่ม ดูจะเป็นหลักฐานเด่นชัดถึงความเชื่อในคุณสมบัติของวัตถุมงคลจตุคามรามเทพทางด้านนี้ (อย่างไรก็ดี ข้อความดังกล่าวที่เชื่อกันว่าเป็นวาจาที่องค์จตุคามรามเทพพูดผ่านร่างทรงนั้น ก็ดูจะคล้ายคลึงเป็นอย่างมากกับข้อความที่เชื่อกันว่าเป็นคำจารึกในแผ่นลานทองพบที่จังหวัดกำแพงเพชร ที่กล่าวถึงการสร้างและคุณสมบัติของพระพิมพ์ และถูกนำมาใช้เป็นจุดขายอย่างหนึ่งของพระพิมพ์เมืองกำแพงเพชรมาก่อนหน้าเป็นเวลานานแล้ว)

นอกเหนือจากความเชื่อถือศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์และอิทธิปาฏิหาริย์ของจตุคามรามเทพ สาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มีผู้นิยมเสาะแสวงหาวัตถุมงคลจตุคามรามเทพมาบูชาหรือเก็บสะสมไว้ น่าจะได้แก่ความคาดหวังในเรื่องมูลค่าทางการตลาดที่เชื่อว่าจะเพิ่มมากขึ้น

เรื่องหนึ่งที่ถูกนำมาพูดถึงกันมากก็คือ มูลค่าการซื้อขายวัตถุมงคลจตุคามรามเทพรุ่นแรก (สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐) ที่มีราคาแรกเริ่มจากราคาเพียงไม่กี่สิบบาท แล้วราคากลับพุ่งสูงขึ้นถึงหลักหลายๆ แสนอย่างน่าอัศจรรย์ภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงยี่สิบปี ซึ่งไม่มีวัตถุมงคลใดที่มีมูลค่าการตลาดที่เพิ่มขึ้นในอัตราสูงมากเท่านี้มาก่อน ได้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการสะสมวัตถุมงคลจตุคามรามเทพที่สร้างตามมาในช่วงหลังๆ อีกหลายรุ่น โดยหวังว่าวัตถุมงคลดังกล่าวนั้นจะมีมูลค่าสูงขึ้นบ้างในอนาคต

การที่มีผู้เชื่อถือศรัทธาจำนวนมากและต่างพากันแสวงหาวัตถุมงคลจตุคามรามเทพมาบูชาหรือเก็บสะสมไว้ในครอบครอง ทำให้มีการแข่งขันสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพออกมาเพื่อตอบสนองความต้องการอย่างมากมาย ก่อให้เกิดมูลค่าทางการตลาดเป็นจำนวนเงินมหาศาล เป็นเหตุให้มีบุคคลหลายกลุ่มพยายามเข้าไปเกี่ยวข้องและแสวงหาผลประโยชน์ จนนำมาซึ่งความขัดแย้ง การฟ้องร้อง และการอ้างกรรมสิทธิ์ในการสร้างรูปเคารพหรือวัตถุมงคลจตุคามรามเทพ อีกทั้งยังปรากฏมีลักษณะของการผูกขาดกลายๆ โดยบุคคลบางกลุ่ม (รวมถึงทั้งพระภิกษุบางรูป) ด้วยการอ้างความสามารถพิเศษเฉพาะตัวในการที่จะติดต่อกับจตุคามรามเทพ มีการแบ่งแยกกีดกันว่าวัตถุมงคลรุ่นนี้เป็นของจริงเนื่องจากผ่านพิธีปลุกเสก ส่วนรุ่นนั้นเป็นของปลอมเนื่องจากไม่ผ่านการเข้าพิธี ฯลฯ ซึ่งทำให้วัตถุมงคลจตุคามรามเทพเข้าไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

 

กระแสความนิยมในจตุคามรามเทพแพร่หลายไปทั่วประเทศ ู


กระแสความนิยมในจตุคามรามเทพที่แพร่หลายไปทั่วประเทศยังได้ทำให้วัดต่างๆ ทั้งในจังหวัดนครศรีธรรมราชและจังหวัดอื่นๆ พยายามเข้ามาเกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ที่เกิดจากความเชื่อถือศรัทธานี้ด้วย เห็นได้จากที่หลายวัดมีการจัดสร้างรูปเคารพจตุคามรามเทพขึ้นเพื่อดึงดูดให้ผู้คนเดินทางมาสักการบูชา พร้อมกับทั้งจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพขึ้นเพื่อการหาทุนทรัพย์ปัจจัย

ล่าสุดยังได้มีบางวัดทางภาคเหนืออ้างว่ามีรูปเคารพของจตุคามรามเทพประดิษฐานอยู่ (ซึ่งแท้จริงก็คือเทวดารักษาทางขึ้นพระธาตุ) จนทำให้มีผู้คนจำนวนมากหลั่งไหลไปยังวัดดังกล่าว และได้ทราบว่าทางวัดก็กำลังเตรียมการที่จะจัดสร้างวัตถุมงคลจตุคามรามเทพขึ้นเช่นกัน

 

ผู้เชื่อถือศรัทธาต่างแสวงหา “จตุคามรามเทพ” มาบูชาหรือเก็บสะสมครอบครอง ู


จึงอาจกล่าวได้ว่า “จตุคามรามเทพ” คือบุคลาธิษฐานที่ถูกสร้างขึ้นจากความเชื่อ ความศรัทธา ความต้องการที่พึ่งพิงหรือสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนที่ยังคงยึดถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และคาดหวังในอิทธิปาฏิหาริย์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ ในอันที่จะช่วยดลบันดาลให้ได้มาซึ่งความแคล้วคลาดปลอดภัย ลาภสักการะ หรือความสำเร็จในสิ่งที่ตนปรารถนา ทั้งนี้ โดยมีผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่มเป็นเหมือนเงาที่คอยแอบแฝงติดตามอยู่เบื้องหลังความเชื่อถือศรัทธานั้น

ปรากฏการณ์ลักษณะเช่นนี้จะยังคงดำรงอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกนาน ตราบเท่าที่คนในสังคมยังไม่รู้จักใช้ความคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล และสถาบันทางศาสนายังไม่อาจทวนกระแสความต้องการของผู้คนที่ต้องการพึ่งพิงวัตถุมงคลมากกว่าธรรมะมงคล และไม่อาจหรือไม่พยายามชี้นำสังคมให้ก้าวเดินไปอย่างถูกต้องตามแนวทางของพุทธศาสนา

โลกาภิวัตน์ของเหล้ารัม
จาก Ian Williams, ‘Spirit of Christmas Past—and Future,’ Foreign Policy In Focus, December 18, 2006, http://fpif.org/fpiftxt/3809.
ที่มา : ประชาไท วันที่ : 2/9/2550
แปลโดย ภัควดี วีระภาสพงษ์


เหล้ารัมใช้เป็นเครื่องดื่มพื้นบ้านที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายเพื่อรักษาอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่มาหลายศตวรรษ ในช่วงฤดูหนาว สิ่งหนึ่งในโลกที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือความต้องการเหล้ารัม เพื่อนำพาความอบอุ่นแบบเขตร้อนเข้ามาสู่ฤดูอันหนาวเย็นสักเล็กน้อย ในประเทศต่างๆ เช่น แถบแคริบเบียน อินเดียและออสเตรเลีย ประเพณีการดื่มเหล้ารัมทำให้น้ำอมฤตสีอำพันถูกลิ้มรสตลอดปี แต่ในถิ่นประเทศที่หนาวเย็นกว่า การผสมเหล้ารัมลงในไข่ไก่ ขนมเค้กพุดดิ้งและพายเนื้อสับสำหรับงานคริสต์มาส ตลอดจนการดื่มเหล้ารัมจากจอกใบเล็กๆ คือเครื่องประกอบตามประเพณีสำหรับเทศกาลเลี้ยงฉลอง

รัมเป็นเหล้าที่มีการจำหน่ายสูงสุดในโลก ทั้งสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกานิยามว่า เหล้ารัมคือเครื่องดื่มที่ต้มกลั่นจากอ้อย ดังนั้น เหล้า cachaca ของชาวบราซิลจึงถูกจัดเป็นเหล้ารัม ไม่ว่าชาวบราซิลจะชอบใจหรือไม่ก็ตาม (และชาวบราซิลก็ชอบใจในเหล้าชนิดนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไร) ในขณะที่บรรษัทข้ามชาติที่เคยถือสัญชาติคิวบาเป็นเจ้าของยี่ห้อเหล้ารัมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถึงแม้มันมีรสชาติธรรมดาก็ตาม แต่ยี่ห้อ ‘Old Monk’ ของอินเดียและ ‘Tanduay’ ของฟิลิปปินส์ก็มียอดขายเป็นรองไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อ ‘Havana Club’ ของคิวบาหรือยี่ห้อ ‘Mount Gay’ ของบาร์เบโดส ยี่ห้อ ‘Guyanese ElDorado’ หรือ ‘Appleton’ ของจาไมกา เหล้ารัมให้ประสบการณ์แก่ผู้คนได้หลากหลาย ตั้งแต่นักดื่มหัวราน้ำไปจนถึงนักชิมอาหาร มีทั้งแบบที่เหมาะต่อการดื่มในงานคอกเทลไปจนถึงแบบที่ควรจิบทีละนิด

ผลพลอยได้อันหอมหวาน

เหล้ารัมส่วนใหญ่ทำมาจากกากน้ำตาลที่เหลือจากการตกผลึกของน้ำตาล เหล้ารัมจึงน่าสนใจมาตั้งแต่แรก ตรงที่มันผลิตขึ้นมาจากของเหลือไร้ประโยชน์ โดยไม่ต้องใช้ธัญพืชที่เป็นอาหารดังเช่นเหล้าชนิดอื่น เป็นต้นว่า วิสกี้ อาณานิคมอเมริกันเคยสั่งห้ามการต้มกลั่นวิสกี้ ก็เพราะมันทำให้ราคาธัญพืชและขนมปังสูงขึ้น แล้วพอเกิดภาวะแบบนี้ ประเพณีแบบแองโกลแซ็กซันดั้งเดิมก็คือ ประชาชนจะออกมาก่อจลาจลและทุบศาลาว่าการพังจนกว่าผู้มีอำนาจจะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง

ตามหลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบัน เกาะบาร์เบโดสคือสถานที่ที่เทคโนโลยีแรกรุ่นของซีกโลกเหนือกับเกษตรกรรมของเขตร้อนมาบรรจบกัน ก่อเกิดเป็นการต้มกลั่นเหล้าที่มีความเข้มแรงและได้ปริมาณมากอย่างหาเหล้าชนิดอื่นเปรียบไม่ได้ ทะเลแคริบเบียนเป็นหม้อต้มอันยิ่งใหญ่สำหรับการผสมผสานวัฒนธรรมในช่วงระยะสั้นๆ ของศตวรรษที่ 17 และเกาะบาร์เบโดสคือจุดศูนย์กลาง

ชาวโปรตุเกสในบราซิลนำเอาวิธีปลูกอ้อยมาจากชาวอาหรับในแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนชาวดัทช์และผู้ลี้ภัยชาวยิวเชื้อสายโปรตุเกสนำความชำนาญในการทำโรงสีและการค้าเข้ามา และเราอาจสันนิษฐานได้ว่า ในบรรดานักโทษและแรงงานทาสสัญญาที่ส่งมาจากอังกฤษ น่าจะมีผู้อพยพชาวไอริชหรือชาวสกอตที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีใหม่ของหม้อต้มกลั่นปะปนอยู่ด้วย

สุราร้อนแรงดั่งไฟโลกันตร์

ใครๆ ก็รู้ว่า กากน้ำตาลที่เหลือเอามาหมักเป็นเชื้อส่าเหล้าได้ง่าย แต่มีเพียงคนใจเด็ดเท่านั้นที่กล้าลองดื่ม คนที่ลองแล้วบอกว่า มันจะไปหมักต่อในกระเพาะ แต่ถ้านำกากมาผ่านหม้อที่ใช้ต้มกลั่นวิสกี้ ก็จะได้สุราแรงรสเยี่ยม พวกเขาจึงเรียกเหล้าชนิดนี้ว่า Kill-Devil หรือ rumbullion ซึ่งหมายถึง ‘สุราร้อนแรงดั่งไฟโลกันตร์’ และผู้ได้ลิ้มย่อมพึงใจในรสชาติ

นั่นคือต้นกำเนิดของเหล้ารัม


ไม่ช้า พวกเขาก็ค้นพบว่า ถ้าหมักเหล้าไว้ในถังไม้โอ๊ก รสชาติจะยิ่งเยี่ยมยอด เหล้า Kill-Devil จึงกลายเป็นเหล้ารัมหรือ ‘ธาราแห่งบาร์เบโดส’ และกลายเป็นที่ต้องการตลอดทั่วทั้งซีกโลกฝั่งแอตแลนติก จนกระทั่งมีการค้นพบในจาไมกาว่า ถ้าเอาเหล้านี้มากลั่นซ้ำ มันจะยังร้อนแรง แต่ไฟโลกันตร์จะราลงบ้างเล็กน้อย

ไม่นาน เหล้ารัมก็แพร่หลาย ชาวนิวอิงแลนด์ทำเหล้ารัมจากกากน้ำตาลเถื่อนที่ลักลอบขนมาจากอาณานิคมฝรั่งเศส ซึ่งกรุงปารีสสั่งห้ามไม่ให้มีการต้มเหล้ารัม ด้วยเกรงว่ามันจะกลายเป็นคู่แข่งของคอนญัค พวกแยงกี้รุ่นบุกเบิกชอบดื่มเหล้ารัมมาก และดังที่เบนจามิน แฟรงคลินโม้ไว้ว่า พวกเขาใช้เหล้ารัมที่เหลือกวาดล้างเผ่าพันธุ์ชาวอินเดียนแดงทางทิศตะวันตกและใช้แลกซื้อทาสในแอฟริกาตะวันตก

พวกเขาดำเนินการนี้ภายใต้ความคุ้มครองของกองทัพราชนาวีอังกฤษ ซึ่งชนะสงครามกับฝรั่งเศสในหลายสมรภูมิตลอดช่วงเวลานี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอังกฤษล้างหนี้ของชาติได้ด้วยกำไรจากการค้าน้ำตาลและเหล้ารัมที่ได้มาจากอาณานิคมแถบทะเลแคริบเบียน กองทัพราชนาวีอังกฤษได้รับการอัดฉีดจากเหล้ารัมโดยตรงยิ่งกว่านั้นอีก เป็นเวลาหลายร้อยปี ทหารเรืออังกฤษทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเหล้ารัมชนิดแรงเกินพิกัดคนละหนึ่งไพท์ทุกวัน

รัมพาปฏิวัติ

หลังจากเอาชนะฝรั่งเศสได้แล้ว ราชนาวีอังกฤษก็หันมาปราบปรามนักลักลอบขนของเถื่อนชาวอเมริกันที่ตั้งหน้าตั้งตาค้าขายกับศัตรูตัวเป็นเกลียว นั่นคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติของชาวอเมริกัน (American Revolution) อังกฤษรู้สึกว่า ชาวอเมริกันอาณานิคมควรช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินของหนี้ประเทศก้อนมหึมา เนื่องจากอังกฤษอุตส่าห์ขับไล่ภัยคุกคามของฝรั่งเศสที่จะมาจากทางแคนาดาให้แล้ว ส่วนชาวอเมริกันอาณานิคมก็เป็นโรครังเกียจรังงอนการเสียภาษีไม่ต่างจากรุ่นลูกรุ่นหลานบางกลุ่มในปัจจุบัน การปฏิวัติปลดแอกอาณานิคมของชาวอเมริกันจึงเป็นเรื่องของภาษี ไม่ใช่เรื่องของตัวแทน และไม่ใช่เรื่องชา* แต่เป็นเรื่องกากน้ำตาลกับเหล้ารัมต่างหาก อันที่จริง ปัญหาที่เป็นแกนกลางก็คือ ชาวอเมริกันไม่พอใจที่กองทัพเข้ามาควบคุมบังคับพลเรือน แต่อีกสองศตวรรษต่อมา ทำเนียบขาวนำเอาวิธีการนี้กลับมาใช้อีกครั้งหลังเหตุวินาศกรรม 9-11

ตลอดศตวรรษที่ 18 พื้นที่แถบทะเลแคริบเบียนไม่ต่างจากอ่าวเปอร์เซียในปัจจุบัน บรรดามหาอำนาจต่างกรีธาทัพไปที่นั่นเพื่อทำสงครามแย่งชิงพลังงานและทุนที่เป็นของเหลวในหมู่เกาะแห่งนั้น ฝรั่งเศส อังกฤษและประเทศอื่นๆ เซ่นสังเวยชีวิตของแรงงานทาสสัญญาผิวขาว ทาสชาวแอฟริกัน ทหารและกลาสีเรือไปไม่รู้กี่แสนคนบนแท่นบูชายัญของน้ำตาลและเหล้ารัม

นโปเลียนมองข้ามความสำคัญของจักรวรรดิแถบแคริบเบียนของอังกฤษ มันไม่ส่งผลดีต่อฝรั่งเศสเลย ในขณะที่นโปเลียนพ่ายแพ้สมรภูมิครั้งสำคัญๆ เกือบหมด ใน ค.ศ. 1811 Benjamin Delessert จับมือกับเชลยศึกชาวสเปนที่มีประสบการณ์ในการผลิตน้ำตาลและตั้งโรงงานนำร่องขึ้น ตอนนั้นเองที่จักรพรรดินโปเลียนยกกองทหารม้าเข้ามา กลัดเข็ม Legion D’Honneur ไว้ที่พระอุระ และบัญชาให้ขยายการปลูกหัวบีทที่ใช้ทำน้ำตาลอย่างขนานใหญ่


ภายในไม่กี่ทศวรรษ หัวบีทและขบวนการต่อต้านแรงงานทาสทำให้พื้นที่แถบทะเลแคริบเบียนเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอำนาจทหารของแอตแลนติกเหนือ กลายเป็นดินแดนล้าหลังของจักรวรรดิ และภูมิภาคแถบนี้ยังไม่เคยฟื้นตัวได้อย่างแท้จริงเลย

บาคาร์ดีกับนักปฏิวัติ

หมู่เกาะที่พูดภาษาอังกฤษสูญเสียตลาดในอเมริกาให้กิจการต้มกลั่นวิสกี้ที่ตั้งขึ้นใหม่ ซึ่งธัญพืชที่ปลูกในตะวันตกทำให้ผลิตวิสกี้ได้มากขึ้น ในที่สุด อาณานิคมของฝรั่งเศสกับสเปนก็ได้รับอนุญาตให้ผลิตรัมเองเสียที กระนั้นก็ตาม รัมของจาไมกาก็ยังเป็นมาตรฐานมาจนศตวรรษที่ 20 นักต้มกลั่นเหล้ารัมชาวจาไมกานี่เองที่ย้ายไปคิวบา และน่าจะเป็นคนก่อตั้งโรงต้มกลั่นที่เป็นต้นตำรับของยี่ห้อบาคาร์ดี

บาคาร์ดีได้รับรางวัลจากราชสำนักสเปนก็เพราะเหล้ารัม โดยมีเครดิตมาจากการทำให้กษัตริย์หนุ่มอัลฟองโซแห่งสเปนพ้นจากประตูของความตาย ด้วยการจิบเหล้ารัมสูตรพิเศษของตระกูลบาคาร์ดีในปี ค.ศ. 1892 ตระกูลบาคาร์ดีมีความเป็นนักปฏิวัติในหลายประการด้วยกัน

ถึงแม้บาคาร์ดีช่วยชีวิตกษัตริย์ไว้ แต่ตระกูลนี้สนับสนุนการปฏิวัติคิวบาเพื่อปลดแอกจากสเปน และต่อมายังสนับสนุนฟิเดล คาสโตรและกองทัพจรยุทธ์ในการโค่นล้มประธานาธิบดีบาติสตา คนในตระกูลบาคาร์ดีทำหน้าที่อยู่ในคณะทูตทางการค้าชุดแรกที่คาสโตรส่งไปสหรัฐอเมริกาด้วยซ้ำ แต่แล้วคาสโตรก็โอนกิจการของบาคาร์ดีมาเป็นของชาติ** ตระกูลบาคาร์ดีจึงถือเรื่องนี้เป็นความเจ็บแค้นส่วนตัว ถือเป็นความแค้นประจำตระกูลทีเดียว นับแต่นั้นมา บาคาร์ดีก็ต่อสู้ในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการใช้อิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา

เจ้านายของบาคาร์ดี ฮวน เปปิน บอช*** ทำให้ความเชื่อมโยงเก่าๆ ระหว่างโจรสลัดกับเหล้ารัมกลับมามีชีวิตอีกครั้งใน ค.ศ.1961 เมื่อเขาซื้อเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลางรุ่น B-26 Marauder ที่กองทัพอากาศสหรัฐฯ โละทิ้ง โดยตั้งใจจะเอาไปทิ้งระเบิดใส่โรงงานกลั่นน้ำมันของคิวบา ในภายหลัง เขาคือเงินทุนที่อยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารประธานาธิบดีคาสโตร

อันที่จริง การที่คาสโตรยึดกิจการของตระกูลบาคาร์ดีไป ไม่ได้ทำให้บริษัทนี้กระทบกระเทือนสักเท่าไร เนื่องจากบาคาร์ดีกลายเป็นบรรษัทข้ามชาติรายแรกๆ ไปก่อนหน้านี้แล้ว นับจากปี ค.ศ.1955 บาคาร์ดีตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ในหมู่เกาะบาฮามาส ได้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรจากจักรวรรดิอังกฤษ และนับตั้งแต่ทศวรรษ 1930 เป็นต้นมา บาคาร์ดีดำเนินกิจการต้มกลั่นอยู่ในเปอร์โตริโกเป็นหลัก เพื่อความได้เปรียบในการเข้าถึงตลาดอเมริกัน ซึ่งมันเป็นผู้ผูกขาดตลาดในยุคห้ามผลิตและขายสุราในสหรัฐฯ (Prohibition) โดยที่บาคาร์ดีเป็นเหล้ารัมยอดนิยมของนักลักลอบขนเหล้าเถื่อน

จักรวรรดิอันชั่วร้าย

สำหรับผู้ผลิตเหล้ารัมรายย่อยในแถบทะเลแคริบเบียน บาคาร์ดีเปรียบเสมือนจักรวรรดิอันชั่วร้าย ทั้งนี้เพราะบาคาร์ดีทำทุกวิถีทางในการกีดกันเหล้ารัมยี่ห้ออื่นออกจากตลาด ราวกับผู้ผลิตรายย่อยเหล่านั้นเป็นพันธมิตรของคาสโตรก็ไม่ปาน ในบางเกาะ เราไม่มีทางได้ดื่มเหล้ารัมท้องถิ่นในบาร์ของโรงแรม เพราะบาคาร์ดีซื้อสัมปทานขายเหล้าเอาไว้

หมู่เกาะแคริบเบียนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนของสงครามโลกและการปฏิวัติอุตสาหกรรม ปัจจุบันต้องพึ่งพิงการท่องเที่ยวเพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด ในสมัยประธานาธิบดีบิล คลินตัน สหรัฐฯ ฟ้ององค์การการค้าโลกให้ยกเลิกสิทธิพิเศษของหมู่เกาะเหล่านี้ในการส่งออกกล้วยไปยุโรป หน่วยงานปราบปรามยาเสพย์ติดของสหรัฐฯ ใช้มาตรการแข็งกร้าวต่อต้านการปลูกพืชที่มีสารเสพย์ติดซึ่งเป็นประเพณีดั้งเดิมของหมู่เกาะ และเมื่อต้องเผชิญหน้ากับการปกป้องสินค้าทดแทนน้ำตาลของสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ไร่อ้อยบนหมู่เกาะแคริบเบียนจึงต้องถางทิ้งเพื่อทำสนามกอล์ฟให้พวกนักท่องเที่ยวผิวขาว

แต่การท่องเที่ยวกับเหล้ารัมสามารถไปด้วยกันได้ ผู้ผลิตรัมในภูมิภาคนี้น่าจะขายได้มากกว่าเครื่องดื่ม พวกเขาน่าจะขายภาพพจน์กับไลฟ์สไตล์ได้ด้วย เหมือนที่จอห์นนี เด็ปป์ร้องตะโกนด้วยความลิงโลด ขณะเดินส่ายไปส่ายมารอบเกาะร้างในหนังเรื่อง Pirates of the Caribbean ‘เหล้ารัม หาดทรายและดวงตะวัน! นี่แหละแคริบเบียน!’

และเกือบทุกเป๊กที่จิบลงไปคือการอุดหนุนการพัฒนา อ้อยปลูกแต่ในเขตร้อนเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภูมิภาคด้อยพัฒนาในโลกสมัยใหม่ การขายสุราที่มียี่ห้อเป็นมูลค่าเพิ่มในตลาดโลก ย่อมดีกว่าพยายามไปแข่งขันกับน้ำตาลในตลาดที่สหภาพยุโรปคอยปกป้องเกษตรกรที่ปลูกหัวบีท และสหรัฐฯ คอยดูแลผลประโยชน์สองชั้นของเจ้าของไร่อ้อยที่เป็นผู้ลี้ภัยชาวคิวบาในรัฐฟลอริดา กับผลประโยชน์ของบริษัทเกษตรยักษ์ใหญ่ Archer Daniels Midlands ที่ผลิตน้ำตาลฟรุกโตสจากข้าวโพด

ความหวานทดแทนที่น่าสมเพช

สินค้าทดแทนน้ำตาลที่น่าสมเพชเหล่านี้ต้องอาศัยการคุ้มครองด้วยกำแพงภาษีและการให้เงินทุนอุดหนุน เพราะไม่มีพืชชนิดใดจะนำมาผลิตน้ำตาลและพลังงานได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าอ้อย ซึ่งรวมไปถึงการผลิตรัมด้วย ด้วยเหตุนี้ ดังที่ฟิเดล คาสโตรค้นพบ เหล้ารัมยี่ห้อ ‘ฮาวานาคลับ’ (Havana Club) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มทางการตลาดมวลชนทั่วโลก ช่วยสร้างรายได้ให้คิวบามากกว่าน้ำตาลบรรจุถุงที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ต

ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม ผู้ผลิตเหล้ารัมในประชาคมและตลาดร่วมแคริบเบียน (Caricom) ต้องก้าวออกมาให้พ้นเกาะของตน เช่นเดียวกับที่รัฐบาลในหมู่เกาะนี้ขายภาพพจน์เกี่ยวกับแคริบเบียน พวกเขาควรส่งเสริมให้เหล้ารัมเป็นเหล้าเอกลักษณ์ของหมู่เกาะด้วย ทุกจิบของเหล้ารัมท่ามกลางความหนาวเย็นของคิมหันต์น่าจะปลุกความทรงจำแสนสุขถึงดินแดนเขตศูนย์สูตรอันร้อนชื้นฉ่ำ รวมทั้งไลฟ์สไตล์ที่ดีกว่าและสบายๆ กว่า หมู่เกาะแคริบเบียนควรเก็บไร่อ้อยไว้ เพราะไม่เพียงแต่ใช้ผลิตแก๊สโซฮอล์ได้อย่างบราซิล แต่ยังใช้ผลิตเหล้ารัมและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาชมดูการต้มกลั่นได้ด้วย

วานิชวิวาท

ผู้ต้มกลั่นเหล้ารัมแคริบเบียนมีโอกาสหาลูกค้าได้หลายล้านคนจากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศ คนเหล่านี้สามารถนำรสนิยมในการดื่มติดตัวกลับไปที่บาร์ในลอนดอนและนิวยอร์ก ยังมีชาวแคริบเบียนที่อพยพไปอยู่ต่างประเทศอีกหลายล้านคนที่เป็นหลักประกันตลาดส่งออกได้ จนถึงบัดนี้ ถ้าหากจะมีรอยผุร้าวในจักรวรรดิบาคาร์ดี ก็คงมาจากผู้ค้าสุราข้ามชาติรายใหญ่ที่ได้สิทธิ์การจัดจำหน่ายเหล้ารัมของประเทศในหมู่เกาะแคริบเบียน ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดก็คือกรณีที่บริษัท Pernod Ricard จับมือเป็นหุ้นส่วนกับเหล้ารัมยี่ห้อ Havana Club ของคิวบา เวทมนตร์คาถาของบาคาร์ดีที่มีมาช้านานในวอชิงตันสร้างหลักประกันว่า ยี่ห้อ Havana Club ไม่มีทางได้เข้ามาขายในสหรัฐฯ และข้อพิพาทเกี่ยวกับเครื่องหมายการค้าก็เกือบจุดชนวนสงครามการค้าขึ้นมาระหว่างสหภาพยุโรปกับสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์ขึ้นมาต้องอาศัยอะไรมากกว่าคำว่า ‘เก่าแก่’ และ ‘เก็บบ่มได้ที่’ บนฉลากขวด ลูกค้ากระเป๋าหนักและช่างเลือกต้องการรู้ว่ามันเก็บบ่มมานานแค่ไหนกันแน่ และพวกเขาต้องการรู้ภูมิหลังก่อนซื้อเหล้าสักขวด ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์นั้น เหล้ารัมมีมากมายแน่นอน ไม่มีเครื่องดื่มชนิดอื่นใดจะมีภูมิหลังเทียบเท่าประวัติศาสตร์สี่ร้อยปีของหมู่เกาะแคริบเบียน รัมพาให้เกิดการปฏิวัติ การก่อกบฏของทาส และขับเคลื่อนสงครามทั้งบนบกและบนทะเล สาวกของเหล้ารัมมีทั้งโจรสลัด กลาสี พลทหารและนายพล เจ้าของไร่และคนงาน โรงสุราและบาร์ทันสมัย

เหล้ารัมทุกขวดบนชั้นวางเหล้าในบาร์ของซีกโลกเหนืออันเยียบเย็น น่าจะเป็นทูตอันกระปรี้กระเปร่าให้การท่องเที่ยวของแคริบเบียน วอดก้าที่มียอดขายระเบิดเถิดเทิงทั่วโลกด้วยการทำโฆษณาอย่างหนัก ความจริงเป็นแค่สุราไร้สีสัน แค่เอธานอลผสมน้ำ แต่รัมสิมีรสชาติหลากหลายไร้ที่สิ้นสุด รัมต่างหากที่เป็นสุราระดับโลกที่แท้จริง พร้อมด้วยหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะอย่างอบอุ่นในทะเลแคริบเบียน

..........................................................................

เอียน วิลเลียมส์ เป็นนักเขียนประจำให้ Foreign Policy in Focus (www.fpif.org) และเป็นผู้เขียนหนังสือ Rum: A Social and Sociable History of the Real Spirit of 1776 (Nation Books, 2006). บทความนี้เขียนขึ้นเป็นพิเศษให้ FPIF เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและความรื่นรมย์

*นักประวัติศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า ชนวนการปฏิวัติอเมริกันเกิดมาจากข้อพิพาทการค้าเกี่ยวกับชา ชาวอเมริกันไม่พอใจการผูกขาดค้าชาของบริษัทบริติชอีสต์อินเดียของอังกฤษ จึงคว่ำบาตรไม่ยอมซื้อชาจากบริษัทนี้ และหันไปซื้อใบชาจากผู้ลักลอบนำเข้าที่เป็นชาวอเมริกันแทน รัฐบาลอังกฤษพยายามเข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือบริษัทของตน ทำให้ความไม่พอใจของชาวอเมริกันลุกลามบานปลายจนนำไปสู่สงครามประกาศอิสรภาพ

**ก่อนที่คาสโตรจะโอนกิจการโรงต้มกลั่นเหล้ารัมของบาคาร์ดีมาเป็นของชาติ ตระกูลบาคาร์ดีย้ายกิจการส่วนใหญ่ของตนไปตั้งในต่างประเทศก่อนแล้ว กิจการที่คาสโตรยึดไปคือการผลิตเหล้ารัมยี่ห้อ Havana Club ซึ่งไม่ใช่ยี่ห้อดั้งเดิมของบาคาร์ดี แต่บาคาร์ดีไปซื้อต่อมาจากอีกตระกูลหนึ่ง ปัจจุบัน บริษัท Pernod Ricard ของฝรั่งเศสเป็นผู้จัดจำหน่ายเหล้ารัมยี่ห้อ Havana Club ทั่วโลก มีแต่สหรัฐอเมริกาและดินแดนในอาณัติของสหรัฐฯ เท่านั้นที่สั่งห้ามขายเหล้ารัมของคิวบา

*** Juan P&eacute;pin Bosch ผู้บริหารบริษัทบาคาร์ดีส่วนใหญ่เป็นคนในตระกูลบาคาร์ดี ส่วนบอชเป็นญาติที่เกี่ยวดองจากการแต่งงาน


ขุนเพชร และความหมายในประวัติศาสตร์
นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เขียน
มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1389

Adolf Bastian (26 June 1826 – 2 February 1905) was a 19th century polymath best remembered for his contributions to the development of ethnography and the development of anthropology as a discipline.

Adolf Bastian เป็นขาวเยอรมันซึ่งเดินทางเข้ามาเมืองไทยและอยู่เมืองไทยระหว่าง 2405-2406 หลังเซอร์จอห์น บาวริง เพียง 7 ปี แต่เนื่องจากความสนใจและการศึกษาของสองคนนี้ต่างกัน ทำให้หนังสือของเขาเกี่ยวกับเมืองไทย แตกต่างกันมาก

บาสเชี่ยนเรียนพูด และอ่านไทยได้ ทั้งมีโอกาสพบปะทั้งกับคนชั้นสูง (รวมทั้งได้เข้าเฝ้าฯ พระจอมเกล้าฯ ด้วย ซึ่งทรงยกย่องเขาเป็น "นักปราชญ์") และชาวบ้านทั่วไป ตลอดไปถึงผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้รู้ในเรื่องต่างๆ (เช่นหลวงพ่อโต ซึ่งเขาไม่ประทับใจเลย) อย่างกว้างขวาง จึงทำให้หนังสือของเขาเป็นบันทึกที่เกี่ยวกับสังคมไทยสมัยเก่า ที่ดีกว่าของเซอร์จอห์นอย่างเทียบกันไม่ได้

บาสเชี่ยนได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในบิดาของวิชาชาติพันธุ์วรรณนา (ethnography) อันเป็นวิชาที่นักมานุษยวิทยาไทยปัจจุบัน ยกย่องด้วยปาก แต่ดูถูกในใจเสมอมา

 

ส่วนของงานของเขาที่เกี่ยวกับเมืองไทยเพิ่งมีผู้แปลจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ และพิมพ์ขึ้นใน พ.ศ.2548 นี้เอง ในชื่อว่า A Journey in Siam (1863) ผมเพิ่งได้อ่านและมีบางเรื่องที่ผมอยากนำมาคุย

เป็นเรื่องเกี่ยวกับปลัดขิกหรือรูปลึงค์ขนาดต่างๆ น่ะครับ

แม้ว่ามีพระราชกำหนดในสมัย ร.1 ให้เก็บรูปลึงค์ที่ชาวบ้านนำไปใช้เซ่นสรวงบูชาต้นโพธิ์และศาลเจ้าต่างๆ ให้พ้นหูพ้นตาเสีย แต่การเซ่นสรวงบัดพลีเจ้าด้วยรูปลึงค์ก็ยังทำกันอย่างแพร่หลายมาจนสมัย ร.4

หนึ่งในสิ่งที่ใช้เซ่นสรวงบูชาสถานที่ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเจ้าและเทพาอารักษ์ อันควรแก่การเซ่นสรวงบัดพลีเพื่อคุ้มครอง และอำนวยความสวัสดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นโพธิ์, ไม้ประหลาด, หรือศาลเจ้า ก็คือรูปลึงค์ (ซึ่งมักทำด้วยไม้อันเป็นการสะดวกกว่าอย่างอื่น) และโยนี (ซึ่งทำด้วยแผ่นไม้รูปหัวใจและสลักตรงกลาง)

แม้แต่ศาลพระภูมิ (ซึ่งบาสเชี่ยนเรียกว่าศาลตาภูมิอย่างสม่ำเสมอตลอดเล่ม จนกระทั่งผมชักไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพิมพ์ผิด หรือฟังผิด...เพราะฟังชาวบ้านพูดถึง "เจ้าที่" ในสมัยหลังแล้ว ก็คือผีดีๆ นี่เอง ไม่ใช่เทพ อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์อธิบาย "เจ้าที่" ว่า เป็นชื่อเจ้าของที่, เหมือนอย่างภูมิเจ้าที่เป็นต้น) ก็มักเซ่นกันด้วยรูปลึงค์อยู่ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมจับได้จากงานของบาสเชี่ยน ผมรู้สึกว่าเขาไม่ใช้รูปลึงค์เป็นเครื่องเซ่นสำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์

ไม่มีใครเอารูปลึงค์ ไปถวายพระพุทธรูป แต่อาจเอาไปถวายเจ้า หรือเทพารักษ์ซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องดูแลวัด เจ้าหรือเทพที่มีหน้าที่ปกป้องดูแลวัดนั้น ในปัจจุบันยังมีอยู่ในวัดทางเหนือซึ่งเขาเรียกกันว่า "เสื้อวัด" แต่บาสเชี่ยนรายงานว่า ในกรุงเทพฯ สมัยนั้นเรียกว่าเทพารักษ์

ผมควรบอกด้วยว่า คนไทยสมัยนั้นตามรายงานของบาสเชี่ยนแบ่งเทวดาออกจากกันอย่างไร เทวดาซึ่งอยู่บนฟ้าหรือที่อื่นๆ นั้นเรียกว่าเทวดา แต่เทวดาอีกพวกหนึ่งอยู่บนพื้นโลกนี้เป็น "เจ้า" ของป่า, เขา, ต้นไม้ เช่นต้นตะเคียน, ที่ดิน, แม่น้ำ ฯลฯ ต่างๆ เรียกรวมๆ ว่าเทพารักษ์ (แม้ในภาษาพูดอาจปะปนกันเช่นรุกขเทวดา ที่จริงก็เป็นเทพารักษ์)

ส่วนภูมิเทวดานั้นเป็นเทวดาบนพื้นโลกก็จริง แต่มีหน้าที่รายงานความเป็นไปบนโลก (รวมทั้งการกระทำของมนุษย์) ต่อเทวดาผู้ใหญ่บนสวรรค์อีกทีหนึ่ง (ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่า "ตาภูมิ" กับ "พระภูมิ" เป็นคนละอย่างกัน แต่อิทธิพลจีนทำให้สองอย่างนี้มาปนกันในภายหลัง เพราะเจ้าจีนทำงานเหมือนพระภูมิ คือต้องส่งรายงานแก่สวรรค์ทุกปี)

เมื่อคนไทยสมัยนั้นตั้งศาลเจ้า ไม่ว่าจะในบ้านเรือนของตัวหรือที่ใดซึ่งเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม ศาลเจ้าก็มักจะมีเทพารักษ์คุ้มครอง (นอกเหนือจากตัวเจ้าที่ตั้งศาลให้) เทพารักษ์นี้มีรูปร่างเป็นตะเข้ และมักเรียกกันว่าตะเข้เจ้า

อันนี้ตรงกับที่อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม เคยบอกผมว่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คนไทยนับถือจระเข้ (เหมือนพวกกูยนับถือแลน, คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เคยเล่าเรื่องการบัดพลีสัตว์เลื้อยคลานประเภทนี้ ในหมู่พวกจ้วงในมณฑลกวางสี) ตามรายงานของบาสเชี่ยนบอกว่า หลักเขตกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นจะมี "อาถรรพณ์" สะกดไว้ กล่าวคือ จระเข้ที่ว่ายน้ำเข้ามาในเขตเมืองจะโผล่เหนือน้ำไม่ได้ เป็นพระราชบัญญัติ หากจระเข้ตัวใดไม่ฟังพระราชบัญญัตินี้จะถูกลงโทษ (แน่นอนครับ ตามพิธีกรรม)

กว่าจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเหนือพระราชอาณาจักรซึ่งคลุมความเชื่อท้องถิ่นอันหลากหลายในเมืองไทยได้ ก็ต้องสถาปนาพระราชอำนาจขึ้นเหนือผีและเทพท้องถิ่นจำนวนมากโดยอาศัยผู้รู้หรือ "นักวิชาการ" ช่วยกันสร้างความเชื่อหรือความชอบธรรมขึ้นมาให้สังคมยอมรับ ในสมัยนั้นจะเรียกว่าอะไรผมก็ไม่ทราบ

แต่สมัยหลังเรียกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ

และพวกศาลเจ้าประเภทต่างๆ นี่แหละครับ ที่มักมีผู้นำเอารูปลึงค์แลโยนีไปเซ่นสรวง

คำอธิบายที่บาสเชี่ยนได้รับจากชาวบ้านก็คือ รูปลึงค์มักเรียกกันว่า "ขุนเพชร" และโยนีมักเรียกกันว่า "ดอกบัว" ทั้งสองอย่างนี้เป็นดอกไม้ในแดนสวรรค์ บาสเชี่ยนก็รู้ว่านี่เป็นคำอธิบายที่ทำให้ความหมายทางเพศเลือนไป

อย่างไรก็ตาม ความหมายทางเพศของทั้งสองอย่างก็เลือนไปในความเชื่อของชาวบ้านจริงๆ ด้วย เช่น ศาลที่มีเจ้าเป็นเพศชาย เขาก็ยังเซ่นด้วยรูปลึงค์อยู่นั่นเอง

เพราะรูปลึงค์ก็ตามโยนีก็ตาม ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น ฝรั่งเรียกลัทธิพิธีอย่างนี้ว่า fertility cult หรือลัทธิพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ อันปรากฏในทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะในสังคมเกษตร แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารเท่านั้น หากรวมถึงความอุดมสมบูรณ์ ของการสืบลูกสืบหลานด้วย

แม้ในวัดโพธิ์ก็มีรูปลึงค์ศิลาซึ่งเขาเชื่อกันว่า หากหญิงใดต้องการบุตรก็ให้ถูอวัยวะเพศของตนกับรูปนั้น

ผมควรกล่าวไว้ด้วยว่า ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งต่างๆ นั้นไม่ได้มาจากปุ๋ย, ดินฟ้าอากาศ, หรืออะไรที่แยกออกได้เป็นส่วนๆ เหมือนความเข้าใจของเราในปัจจุบัน

ความอุดมสมบูรณ์เป็นพลังธรรมชาติอย่างหนึ่ง ในบางวัฒนธรรมเชื่อว่าเป็นพลังงานที่มาจากวิญญาณ หรือพรของบรรพบุรุษ บางวัฒนธรรมเชื่อว่ามาจากพระเจ้า บางวัฒนธรรมเชื่อว่ามาจากพิธีกรรมที่ทำอย่างถูกต้อง

ลึงค์และโยนีเป็นที่มาของกำเนิดหรือความงอกงามอย่างเห็นได้ชัด เทพและเจ้าที่เขานับถือก็อำนวยพลังอันยิ่งใหญ่นี้ จึงต้องเซ่นกันด้วยรูปแห่งกำเนิดและความงอกงามเป็นธรรมดา

ในเมืองไทยสมัย ร.4 ซึ่งเรายังอยู่ในสังคมเกษตร การเซ่นเจ้าด้วยรูปลึงค์และโยนีอย่างแพร่หลายดังรายงานของนายบาสเชี่ยน จึงไม่น่าประหลาดใจอย่างไร

ประเพณีนี้เสื่อมถอยไปในปัจจุบันอย่างมาก เพราะความเป็นสังคมเกษตรของเราลดถอยลง และเพราะคนในปัจจุบัน ไม่ได้มองความอุดมสมบูรณ์อย่างบรรพบุรุษเสียแล้ว จึงไม่มีวันเข้าใจว่ารูปลึงค์ และโยนีจะช่วยให้อะไรงอกงามได้อย่างไร

ที่เราในปัจจุบันเห็นเครื่องเซ่นเช่นนี้ว่าอุลามกจึงไม่ประหลาดอันใด

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ร.1 ก็มีความคิดอย่างเดียวกับเราในปัจจุบัน จึงได้มีพระราชกำหนดให้เก็บเอาไปทิ้งเสีย ทั้งๆ ที่ในสมัยของท่าน คงมีการเซ่นสรวงเจ้าด้วยรูปลึงค์และโยนีกันดกดื่นไม่น้อยไปกว่าสมัย ร.4 (และอาจมากกว่าด้วย)

เหตุใด ร.1 จึงทรงมีพระราชวินิจฉัยแตกต่างไปจากคนร่วมสมัยของท่าน

ผมอยากจะเดาว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมชนชั้นสูงสมัยนั้น พอใจจะอธิบายโลกจากแง่มุมของพระพุทธศาสนา มากว่าคติความเชื่อเดิม

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชนชั้นปกครองมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่เหมือนวัฒนธรรมชาวบ้าน แม้ไม่แตกต่างกันเป็นขาว-ดำ แต่ก็มีส่วนที่ไม่ลงรอยกันนัก

วัฒนธรรมของชนชั้นสูงนี้แพร่หลายโดยผ่านสื่อต่างๆ (ภาพเขียนฝาผนังวัด, วรรณกรรม, กฎหมาย, พระราชพิธี ฯลฯ) จนมาถึง ร.4 แม้แต่ชาวบ้านด้วยกันเองบางหมู่บางเหล่าก็ไม่นิยมชมชอบไปกับพิธีกรรมเซ่นสรวงเจ้าด้วยรูปลึงค์อีกต่อไป

บาสเชี่ยนรายงานว่าคนไทยที่เคร่งศาสนามองการเซ่นเจ้าเซ่นผีด้วยสายตาตำหนิติเตียน เพราะเป็นเพียงข้ออ้างสำหรับกินเหล้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นเครื่องเซ่น และเอาสิ่งอุลามกไปตั้งในที่สาธารณะ ซึ่งก็ตรงกับทัศนคติของพระราชกำหนดในสมัย ร.1 เพียงแต่เน้นระบบคุณค่าของพุทธศาสนามากกว่าเท่านั้น

สังคมไทยก็เหมือนสังคมอื่นๆ ในโลก หาได้เป็นน้ำเนื้อเดียวกันไม่ มีความแตกต่างในด้านต่างๆ ระหว่างคนอยู่มากมาย ที่ผมยกขึ้นมาคุยก็เฉพาะเรื่องศาสนาอย่างเดียวคือภายใต้ความเป็นชาวพุทธร่วมกันนี้ มีสีสันที่แตกต่างกันอย่างสุดกู่ และหากมีอำนาจจะทำได้ กลุ่มหนึ่งก็อาจใช้อำนาจแทรกแซงความเชื่อและการปฏิบัติ "ศาสนา" ของอีกกลุ่มได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง

สังคมที่ถูกระบายสีให้เหมือนกันหมดนั้นไม่มีอยู่จริงในโลก

และเพราะสังคมมีความต่างนี่แหละครับ ที่ทำให้เกิดพลวัตภายใน หรือพลังที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้จากภายในตัวของตัวเอง ดังเช่นโลกทรรศน์แบบพุทธที่แพร่หลายมากขึ้นนับจาก ร.1 เป็นต้นมา

พลวัตอย่างนี้ต่างหากที่เป็นฐานให้แก่การปรับเปลี่ยนด้วยอิทธิพลตะวันตกในสมัยต่อมา ไม่ใช่อะไรๆ ก็มาจากฝรั่งไปหมด โดยไม่มีฐานอะไรในสังคมไทยเลย ขึ้นอยู่กับฝรั่งและอัจฉริยภาพของผู้นำเท่านั้น

คมความคิดและจินตนาการของ โชเซ ซารามาโก
ปณิตัส เรื่อง


นักเขียนรางวัลโนเบล และนักหนังสือพิมพ์ชาวโปรตุกีส โชเซ เด ซูซา ซารามาโก หรือรู้จักกันดีในนาม โชเซ ซารามาโก เจ้าของผลงานเขียนที่มีเอกลักษณ์เป็นประโยคที่ยาวที่สุดในโลกก็ว่าได้

ผลงานของเขาส่วนใหญ่มักอิงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ทว่าไม่ได้เน้นเนื้อหาสาระที่ความจริงที่เกิดขึ้น หากเล่าถึงมุมมองและผลกระทบที่มาสู่คน ทั้งมีเป็นจำนวนมากที่ออกมาในเชิงเปรียบเทียบ มีคติสอนใจให้ได้คิด

ขณะที่โชเซได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม จาก Baltasar and Blimunda ในปี 1988 นั้น เขาอายุปาเข้าไป 50 กว่าๆ แล้ว และนิยายเรื่องเดียวกันนี้ ก็กลายเป็นการแจ้งเกิดครั้งแรกของนักเขียนชาวโปรตุกีส ในแวดวงของคนที่นิยมอ่านวรรณกรรมภาษาอังกฤษ โดยนิยายเรื่องนี้ยังได้รางวัลวรรณกรรมของโปรตุเกส อย่าง เพน คลับ อะวอร์ด (PEN Club Award) ด้วย

นิยายของโชเซ มักจะมีฉากแลนด์สเคปตามท้องเรื่องสวยงาม น่ามหัศจรรย์ อย่างเช่น The Stone Raft ปี 1986 ที่เขาเลือกดำเนินเรื่องราวในคาบสมุทรไอบีเรีย ทางตอนใต้ของยุโรป อันเต็มไปด้วยมนต์ขลัง ต่างจากบรรยากาศของส่วนอื่นๆ ในยุโรป ส่วนเรื่อง Blindness ปี 1995 มีฉากล่องเรือออกไปสู่มหาสมุทรแอตแลนติกอันเวิ้งว้างแต่งดงาม ขณะที่อีกบางเรื่องของเขาก็เต็มไปด้วยจินตนาการของสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง เช่น The Year of the Death of Ricardo Reis (คว้ารางวัลเพน คลับ อะวอร์ด และอินดิเพนเดนต์ ฟอเรนจ์ ฟิกชัน อะวอร์ด) ด้วยเช่นกัน

ที่สอดแทรกอยู่ในนิยายอันเต็มไปด้วยจินตนาการสุดบรรเจิด และฉากสวยงามของสถานที่ เป็นความคมคายในความคิด ในแต่ละเรื่องล้วนแสดงสติปัญญาอันคมกริบของโชเซ ซึ่งสอดแทรกอยู่ในเรื่องราวแสนงดงามแต่ละเรื่อง ทั้งทำให้ประโยคอันแสนยืดยาวของเขา (บางครั้งยาว 1 หน้ากระดาษ) ไม่น่าเบื่อแต่อย่างใด หากเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และเนื้อหาสาระที่ต้องคอยคิดตาม

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดอีกอย่างหนึ่งในผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลท่านนี้ก็คือ การได้รับยกย่องว่าเป็นงานเขียนที่ใส่ใจในความเป็นในสถานะแห่งความเป็นมนุษย์ รวมทั้งลักษณะการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่มีความเป็นปัจเจกมากขึ้นทุกที ตัวละครหลายตัวของเขามักจะต้องทนทุกข์กับสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม ด้วยความขัดแย้งในตัวเอง ทางหนึ่งก็ต้องการเป็นเอกเทศ เป็นอิสระ แต่อีกทางหนึ่งก็โหยหาความรัก ความเข้าใจ ขณะที่ต้องการค้นหาความหมายและความภาคภูมิในตัวเอง ด้านสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งทางการเงิน

แฮโรลด์ บลูม นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวอเมริกัน เรียกโชเซว่า เป็นนักเขียนนิยายที่มีพรสวรรค์ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

โชเซ ซารามาโก เกิดจากครอบครัวชาวนาที่ไร้ที่ดินเป็นของตัวเอง ในอะซินฮากา หมู่บ้านเล็กๆ ของจังหวัดรีบัตเตโฮ ประเทศโปรตุเกส จริงๆ แล้วเขาชื่อว่า โชเซ เด ซูซา แต่ ซารามาโก ซึ่งในภาษาโปรตุเกสหมายถึง หัวไช้เท้าป่า เป็นชื่อสกุลของครอบครัวที่ชาวบ้านรู้จักกัน แต่กลับไปปรากฏอยู่ในใบเกิดของเขาด้วยความบังเอิญ จึงกลายเป็นชื่อ/นามสกุลจริงของเขาไปโดยปริยาย

ครอบครัวของโชเซย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงลิสบอน ในปี 1924 โดยบิดาของเขาเปลี่ยนมาทำอาชีพตำรวจ แต่ครอบครัวก็ยังไม่มีเงินพอที่จะส่งเด็กสมองดี อย่างโชเซ ให้เรียนในโรงเรียนสามัญ เขาจึงต้องย้ายไปเรียนสายอาชีพตอนอายุ 12 พอเรียนจบ เขาทำงานเป็นช่างซ่อมรถอยู่ 2 ปี ก่อนจะเปลี่ยนไปรับแปลหนังสือ นักหนังสือพิมพ์ และกลายเป็นนักเขียนในที่สุด

โชเซสมรสกับอิลดา ไรส์ ในปี 1944 มีลูกด้วยกัน 1 คน คือ ไวโอลันเต ภายหลังเขาแต่งงานใหม่กับปีลาร์ เดล ริโอ นักหนังสือพิมพ์สาวสเปน ผู้ผูกขาดแปลนิยายภาษาโปรตุกีสของเขาให้เป็นภาษาสเปน

เขาเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์โปรตุเกส ตั้งแต่ปี 1969 นอกจากออกมาประกาศว่า ไม่เชื่อในพระเจ้าแล้ว เขายังอธิบายตัวเองว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ของเขา ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เสมอในสังคมชาวโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เขาเขียนหนังสือ The Gospel According to Jesus Christ ในปี 1991 และการแสดงออกที่ต่อต้านท่าทีของอิสราเอลต่อปาเลสไตน์และเลบานอน

ระหว่างสงครามเลบานอน 2006 โชเซรวมกลุ่มนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ อาทิ ทาริก อาลี จอห์น แบร์เกอร์ นอม ชอมสกี เอดูอาร์โด กาลีโน นาโอมิ ไคลน์ แฮโรลด์ ปินเตอร์ อรุณธาตี รอย และฮาเวิร์ด ซินน์ ร่วมกันลงนามในถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติสงครามดังกล่าวโดยเร็ว

ปัจจุบัน โชเซ ซารามาโก ใช้ชีวิตอยู่ในเซบีญา ประเทศสเปน กับภรรยานักหนังสือพิมพ์สแปนิช ปิลาร์ เดล ริโอ


 


รากเหง้าของลัทธิทุนนิยม
โดย โกวิท วงศ์สุรวัฒน์

วันนี้ได้ค้นเจอเอาโน้ตที่เขียนเอาไว้นานแล้วจากการเตรียมการสอนวิชาปรัชญาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเรื่องของนายเบอร์นาร์ด แมนเดวิลล์ (Bernard Mandeville) นักปรัชญาชาวฮอลันดาผู้มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2213-2276 (ตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนถึงรัชสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ที่น่าสนใจก็เนื่องจากนายแมนเดวิลล์คนนี้จัดเป็นบุคคลประเภทเดียวกับนายนิคโคโล แมคเคียเวลลี่ (Nicolo Machiavelli-ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "The Prince" อันเลื่องชื่อเมื่อกว่า 200 ปีก่อนที่นายแมนเดวิลล์เกิด) แบบว่าเป็นคนเก่ง คนฉลาดเข้าใจโลกเป็นอย่างดีแต่เนื่องจากเป็นคนที่ชอบพูด ชอบเขียนในสิ่งที่เรียกว่า "ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ" ของมนุษย์โดยทั่วไปกล่าวคือนายแมนวิลล์ได้เขียน (สุ) หรือ (ทุ) ภาษิตในหนังสือชื่อ "Fable of the Bees" ว่า

"Private Vices, Public Benefit - ความชั่วร้ายของเอกชนคือผลประโยชน์ของสาธารณะ"

กล่าวคือธรรมชาติของมนุษย์นั้นชั่วร้ายซึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อกันมานานในโลกตะวันตกจากศาสนาคริสต์จากเรื่องบาปดั้งเดิม (Original Sin-ออริจินัล ซิน) ที่มนุษย์ขัดคำสั่งพระเจ้าที่แอบไปกินผลไม้ (แอปเปิ้ล?) ต้องห้ามในสวนสวรรค์จนต้องถูกเนรเทศออกจากสวนอีเดนไปในที่สุด

แต่ว่าความชั่วร้ายของมนุษย์เช่นความโลภ ความโกรธ และความหลงนั้นเป็นสันดานของมนุษย์ ที่ผลักดันให้มนุษย์ทำอะไรเกินเลยไปเช่น ความโลภอยากได้เงินทองก็เลยทำงานหนักถึงวันละ 18 ชั่วโมง เพื่อให้ได้เงินมาเอาไปเล่นการพนัน หรือไปเที่ยวคลับเที่ยวบาร์ก็ทำให้คนเป็นจำนวนมากมีงานทำและมีเงินจับจ่ายใช้สอยไปสร้างงานให้พวกชาวนาปลูกข้าวมาขาย แม่ค้าข้าวแกงก็ขายอาหารได้ ฯลฯ

เอกชนที่อยากสร้างตึกสูงๆ (สูงที่สุดโลก?) เพื่อตอบสนองความเป็นตัวกูของกูแบบว่า "กูแน่กว่าใคร" ก็ต้องทำงานหนักซึ่งการทำงานหนักนั้นหากตั้งใจทำเองเพื่อตัวเองแล้วย่อมไม่มีการอู้งานเหมือนอย่างถูกจ้างหรือบังคับให้ทำอย่างแน่นอน

ตัวอย่างที่ผู้เขียนเคยเห็นมาคือชายคนหนึ่งอาสารับเหมาตัดอ้อยคนเดียวเพื่อที่จะได้เงินเยอะๆ คนเดียวจึงกินยาบ้าเพื่อที่จะได้มีแรงทำงานได้ทั้งวันทั้งคืน ซึ่งพอทำงานได้เสร็จรับเงินมาก็ตายพอดี

ซึ่ง "ความโลภ" เป็นแรงผลักให้คนทำงานหนักเกินตัวอย่างเต็มใจดีกว่าการบังคับเป็นไหนๆ ดังนั้นการทำงานจนตายคางานนั้นในปัจจุบันก็เห็นกันอยู่บ่อยๆ ซึ่งเรื่องอย่างนี้บังคับกันไม่ได้หรอกครับ

แต่เบอร์นาร์ด แมนเดวิลล์ ได้แนะนำว่าไม่ควรปล่อยให้ความชั่วของเอกชนนี้เลยเถิดมากจนเกินไปควรมีนักการเมืองที่เฉลียวฉลาดมีวิสัยทัศน์มาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลคอยกำหนดกฎเกณฑ์ให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุดจากความชั่วร้ายอันมีความโลภ (เล่นหุ้นฯลฯ) ความโกรธ และความหลง ของบรรดาเอกชนทั้งหลาย

แน่นอนทีเดียวใครได้อ่านหนังสือเรื่อง "Fable of the Bees" แล้วก็จะโจมตีว่านายแมนเดวิลล์นี้มองโลกในแง่ร้าย มองมนุษย์ในแง่ลบเหมือนกับคนที่อ่านหนังสือ "The Prince" ของนายแมคเคียเวลลี่ก่อนหน้านี้เหมือนกันเพราะว่านายแมคเคียเวลลี่แกบอกว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีอยู่ 4 ประการคือ

1.เห็นแก่ตัว

2.อกตัญญู

3.ลืมง่าย

4.เปลี่ยนใจง่าย

สรุปก็คือมนุษย์นั้นไม่มีดีเลย ว่ายังงั้นเถอะ ซึ่งนักปราชญ์ราชบัณฑิตทั้งหลายย่อมยอมรับไม่ได้อยู่แล้ว แค่นายชาร์ล ดาร์วิน ได้เสนอทฤษฎีวิวัฒนาการโดยสันนิษฐานว่ามนุษย์นั้นวิวัฒนาการมาจากลิง โดยเปลี่ยนมาเป็นมนุษย์วานร (ape) แล้วจึงวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์ตามลำดับยังโดนคนด่าสาดเสียเทเสียเลย

แต่หลังจากที่นายแมนเดวิลล์ตายไปประมาณ 30 ปี นายอาดัม สมิท ก็ได้เขียนหนังสืออันเป็นคัมภีร์ของลัทธิทุนนิยมขึ้นมาคือ "An Inquiry into the nature and Causes of the Wealth of Nation" ซึ่งก็เขียนขึ้นมาจากแนวความคิดของแมนเดวิลล์ แต่เขียนให้อ่านแล้วไม่ขัดอกขัดใจกันคือไม่ว่ามนุษย์เพียงแต่เขียนว่าการที่คนทำขนมปัง คนขายเนื้อ ขายผักนั้น เขาทำเพื่อผลประโยชน์ตัวเขาเองหรอกไม่ใช่ทำขึ้นมาจากความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ดังนั้นหากปล่อยให้คนทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองโดยรัฐบาลไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวทำให้เป็นเรื่องมากและยุ่งยากแล้ว มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hands) ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่สังคมได้เอง

รัฐบาลควรปกครองให้น้อยที่สุดแล้วก็จะมีรายได้จากภาษีอากรอย่างมหาศาลเองโดยปล่อยให้เอกชนเขาทำตามใจเขาจากแรงผลักของความต้องการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเอง (อาดัม สมิท ไม่ใช่คำว่าความชั่วร้าย หรือความโลภให้สะเทือนใจคนอ่าน) แล้วสังคมก็จะได้ประโยชน์สูงสุดเพราะเอกชนต่างก็จะแข่งขันกันอย่างเต็มที่ทำให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าและบริการที่ดีในราคาถูก

ที่น่าสนใจคือปัจจุบันรัฐบาลทุนนิยมทั่วโลกเข้าแทรกแซงการทำงานธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ของเอกชนอย่างมากมายแบบเดียวกับที่แมนเดวิลล์เขียนไว้ เพียงแต่ว่าเราได้นักการเมืองที่ไม่ค่อยฉลาดและไม่มีวิสัยทัศน์มาเป็นรัฐบาลมาคอยกำหนดกฎเกณฑ์จัดการกับความชั่วร้ายของเอกชนนี่นะซี

วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10861
------------


YouTube : Power of Video Clip

You are here:
POSITIONING : MAGAZINE : EXCLUSIVE
โดยทีมงาน Positioning Magazine ตุลาคม 2550
Power of Video Clip
ธีรวัฒน์ อาภาสพิพัฒน์ : เรื่อง



ไม่ต้องพึ่งทีวี ไม่ต้องรอเวลาแพร่ภาพ แต่มีเรื่องให้เลือกดูแบบไม่จำกัด ทั้งใหม่ และเก่า ชนิดที่หาดูไม่ได้ในทีวี “วิดีโอคลิป”

“คลิปวิดีโอ” ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ มันเกิดขึ้นมาพร้อมกับการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดของกล้องวิดีโอและโทรศัพท์มือถือที่ถูกทำให้มีคุณภาพดีขึ้นแต่ราคาถูกลง จนผู้ใช้ทั่วไปรู้สึกไม่ลำบากใจที่จะหามาใช้เป็นอุปกรณ์ติดตัว และหากเราติดตามการพัฒนาการเติบโตของเทคโนโลยีนี้ จะเห็นว่าในอนาคตอุปกรณ์เหล่านี้อาจจะพัฒนาให้มีคุณภาพได้เทียบเท่ากับคุณภาพของทีวีหรือมีอาจจะคุณภาพมากกว่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ใช่การคาดการณ์ที่ไกลจากความเป็นจริงนัก

ทั้งสองตัวแปรนี้เป็นตัวสร้างต้นน้ำหลักที่ทำให้เกิด “มหาสมุทรคลิป” ขึ้นมา แต่ไม่ว่าจะมีคลิปวิดีโอล้นโลกขนาดไหน ความสำคัญของคลิปวิดีโอจะไม่ถูกพูดถึงเลยหากไม่มีตัวแปรสำคัญที่เรียกว่า Video Sharing Web Sites

 

Video Sharing Web Sites คือเว็บไซต์ที่มีลักษณะเปิดให้ใครก็ได้นำคลิปวิดีโอที่ตนมีอยู่ไปฝากไว้ และสามารถนำฟังก์ชันต่างๆ ที่เว็บสร้างขึ้นมาไปช่วยในการเผยแพร่คลิปนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันมีเว็บประเภทนี้มากมาย แต่ที่โด่งดังจนเป็นที่รู้จัก และทำให้คนทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับการสร้างคลิปวิดีโอสู่ที่สาธารณะ เราต้องยกเครดิตนี้ให้กับเว็บที่ชื่อว่า YouTube

 

Clip+Web > T.V.

การมาบรรจบกันระหว่างคลิปวิดีโอซึ่งถูกจัดว่าเป็นเนื้อหาประเภทหนึ่งที่ถูกสร้างและสะสมมานานในโลก Off Line ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบรายการทีวีทั่วไป Home Video หรือแม้กระทั่งคลิปแอบถ่ายเหตุการณ์สำคัญๆ อย่างนาทีประหาร ซัดดัม ฮุดเซ็น กับการเกิดขึ้นของเว็บประเภท User Generated Video Sharing ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือสร้างการเรียนรู้ใหม่ชนิดที่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารเลยทีเดียว

 

แต่เดิมนั้นผู้ชมทำได้เพียงรอฝ่ายเดียวว่ารายการทีวีในแต่ละช่องจะป้อนข้อมูลอะไรให้ในแต่ละวันด้วยเวลาอันจำกัด แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นผู้ชมเองที่สามารถเข้าไปค้นหาและเป็นผู้เลือกในสิ่งที่ตัวเองต้องการชมได้ตลอดเวลาและไม่มีวันสิ้นสุด แถมยังสามารถนำเก็บไว้ชมภายหลัง แพร่กระจายคลิป หรือส่งต่อ แสดงความเห็นต่อคลิปนั้นๆ ได้ทันที เพราะในเว็บประเภท User Generated Video Sharing นั้นมักจะมือเครื่องมือต่างๆ ในการสร้าง Socail Network ติดมาด้วยเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีวีทำไม่ได้

 

Embed Code อาวุธลับในการสร้าง Vital Marketing ด้วยวิดีโอคลิป


Embed Code อาวุธลับสร้าง Social Network

ชื่อ youtube.com เปรียบเสมือน “เว็บท่าสำหรับคลิปวิดีโอที่ทุกคนรู้จักดี แต่หลายๆ คนกลับเริ่มที่จะรู้จักYouTube จากการไปเจอหน้าจอให้เล่นคลิปวิดีโอที่มีโลโก้ของYouTube ขึ้นอยู่ตามเว็บอื่นๆ ทั่วไปที่ไม่ใช่เว็บ YouTube ?

นั่นเป็นเพราะผลของอาวุธลับที่ชื่อว่า “Embed Code“ ซึ่งไม่ใช่มีเพียงแต่เว็บ YouTube เจ้าเดียวเท่านั้นที่มีเครื่องมือนี้ แต่ทุกเว็บที่เป็น Video Sharing Web Sites จะต้องมีเครื่องมือสร้าง Embed Code ไว้สำหรับแพร่กระจายคลิปต่างๆ ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ทั่วโลก !!!

 

ผลจากการนำ embed code ไปวางยังเว็บต่างๆ


Embed Code เป็นชุด Code มาตรฐานที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติ หลังจากเราทำการฝากคลิปวิดีโอไว้ที่เว็บฝากวิดีโอจนสำเร็จ บทบาทที่สำคัญของมันคือ การเปิดให้ใครก็ได้นำ “Code” ไปวางยังเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้คลิปได้ถูกเผยแพร่กระจายออกไปยังเว็บไซต์ที่ต้องการได้สะดวกมากขึ้น ในทางการตลาด Embed Code ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง Viral Maketing เพราะมันสามารถนำไปใช้ได้อย่างไม่จำกัดจำนวนจนสร้างกระแสให้เกิดการพูดถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องมือนี้แม้แต่บาทเดียว

 

แถบปุ่ม Player ที่ถูกออกแบบให้มี Positioning เป็นของตัวเอง


ใส่แบรนด์ให้คลิป สร้างคลิปให้แบรนด์

หลายๆ คนเข้าใจว่า YouTube คือผู้ผลิตคลิปวิดีโอ นั่นเป็นเพราะว่า YouTube โด่งดังจากการเป็นเจ้าแรกๆ ที่เปิดประตูให้คลิปวิดีโอจากทั่วโลกได้ออกสู่โลกภายนอกจนเป็นที่รู้จัก แท้ที่จริงแล้ว YouTube เป็นเว็บไซต์หนึ่งที่มีระบบ Video Sharing ไม่ต่างจากอีกหลายๆ เว็บที่มีลักษณะเดียวกัน เช่น dailymotion.com, veoh.com brightcove.com หรือแม้แต่ Google Video เป็นต้น

 

ด้วยความสามารถของ Brightcover ทำให้ Warner Music สามารถตกแต่งเว็บได้เองเพื่อเผยแพร่ MV โดยไม่เสียความเป็น Brand ของตัวเอง


ในแต่ละเว็บไซต์ประเภทนี้ต่างก็แข่งขันกันสร้าง Positioning ให้มีความแตกต่างจากคู่แข่ง ตั้งแต่การการดีไซน์หน้าเว็บและตัว Player ให้ดูทันสมัย การลดความซับซ้อนในการจัดการไฟล์วิดีโอ แม้กระทั่งการรับฝากไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ในระดับ HD (ซึ่งผู้ชมสามารถ Download ไปดูกับ HDTV ได้โดยไม่เสียความคมชัด)

 

Current TV เป็นเว็บไซต์ที่ให้ความสำคัญกับเนื้อหาของวิดีโอคลิปที่ส่งเข้ามามากกว่าเว็บไวต์อื่น


รายละเอียดเหล่านี้ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้บริการทั้งสิ้น หรือจะพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คุณจะเลือกโลโก้ของผู้ให้บริการใดที่จะติดบนคลิปของคุณเพื่อที่จะบ่งบอกความเป็นคุณที่สุด เช่น หากคุณต้องการให้คลิปของคุณ กระโจนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคลังแสงแห่งคลิป และต้องการให้ระบบค้นหาพบคลิปของคุณอย่างไม่ยากเย็นนัก YouTube น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด

 

Super Goal เว็บไซต์สำหรับคลิปแข่งขันฟุตบอล


แต่หากคุณต้องการความน่าเชื่อถือและเป็นเว็บไซต์ที่ยอมรับไฟล์คุณภาพสูงๆ ขนาดใหญ่ สำหรับการรับชมของกลุ่มเป้าหมายระดับไฮเอนด์ Brightcove ย่อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า YouTube แน่นอน

คนทำคลิป = คนดูคลิป

ในเมื่อปัจจุบันมีเว็บไซต์ประเภท User Generated Video Sharing เพิ่มขึ้นต่อเนื่องในขณะเดียวกันคลิปที่หลั่งไหลเข้าสู่ระบบก็มีจำนวนเพิ่มขึ้น คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ระหว่างระบบเว็บไซต์ที่เอื้ออำนวยให้คลิปได้มีโอกาสแสดงตัวตน กับ ตัวคลิปวิดีโอที่ส่งขึ้นไปยังเว็บไซต์ อะไรสำคัญกว่ากัน ?

 

ผู้ชมทั่วโลกสามารถสร้างช่องทีวีเป็นของตัวเองได้อย่างง่ายดาย


คำตอบก็คือ สุดท้ายความสำคัญจะกลับมาสู่คุณภาพของเนื้อหาในคลิปวิดีโอที่ถูกนำเสนอบนโลกออนไลน์ ด้วยเหตุผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ชมที่มีประสบการณ์ในการเลือกชมคลิปมากขึ้น และจากการมองเห็นโอกาสจากระบบที่อำนวยความสะดวกในการผลิต ที่ทำให้ใครๆ ก็สามารถมีช่องทางผลิตรายการของตัวเองเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายด้วยต้นทุนที่แสนถูก

ทั้งสองส่วนนี้จะเหมือนกงล้อที่หมุนพัฒนาตามกันไปทำให้ผู้ที่เคยดูคลิปเพียงอย่างเดียวสนใจที่จะทดลองมาเป็นผู้ผลิตคลิปวิดีโอออกสู่สาธารณะ และสร้างความหลากหลายในการเลือกชมมากขึ้นจนเป็นผลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ

 

ตัวอย่างรูปแบบของช่องต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตทีวี


คลิปกับอนาคต

ในขณะที่ผู้มาก่อนอย่างYouTubeได้วาง Positioning ตัวเองให้เป็นเว็บท่า รวมคลิปวิดีโอจากทั่วโลกไปแล้ว จนใครๆ ก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นอย่างYouTube บ้าง ซึ่งปัจจุบันการจะเป็นเว็บที่มีลักษณะเดียวกันกับ YouTube หรือการมีระบบ Video Sharing ไม่ใช่เรื่องยากอะไร เพราะมีระบบที่คุณสามารถซื้อแล้วไปสร้างเว็บไซต์แชร์ไฟล์วิดีโอได้ทันที แต่มันจะมีประโยชน์อะไรหากคุณมีเว็บไซต์ที่หน้าตาคล้ายกับ YouTube แล้วเนื้อหาในเว็บก็ยังคงเหมือนกับ YouTube อีก

ด้วยเหตุนี้ จึงมีการคาดการณ์ว่าคลิปวิดีโอที่ในปัจจุบันถูกนำขึ้นไปบนโลกออนไลน์ด้วยเนื้อหาที่หลากหลายจนเกินไป มันจึงเริ่มถูกแบ่งและคัดสรรตามเนื้อหาหรือตามคอนเซ็ปต์ ที่มุ่งเน้นไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง (Niche Content) ตามที่เจ้าของเว็บต้องการแล้วถูกเผยแพร่ด้วยระบบ Video Sharing มากขึ้น

ทั้งนี้ก็เพื่อในความสะดวกที่จะกำหนดทิศทางการสร้าง Positioning ให้เว็บตัวเอง ตัวอย่างเช่น current.tv ที่สนับสนุนให้คนทั่วไปผลิตงานคลิปในรูปแบบสารคดีส่งเข้ามายังเว็บไซต์ โดยผู้ที่ได้รับการโหวตจะถูกนำผลงานไปเผยแพร่ยังจอทีวีด้วย ฉะนั้นความสำคัญของเนื้อหาในคลิปวิดีโอที่อยู่บนเว็บนั้นจึงไม่ไดมีบทบาทแค่ในการนำเสนอเรื่องราวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันมีความสำคัญถึงขั้นกำหนดรูปแบบ หรือการทำการตลาดบนเว็บนั้นได้เลยทีเดียว

 

เว็บ Mthai ที่ระยะหลังให้มารุกด้วยคลิปวิดีโอ


ในไทยเองเริ่มมีผู้ให้ความสำคัญจากการใช้ประโยชน์ของวิดีโอคลิปมากขึ้น ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้นที่จะทำอย่างจริงจังเต็มรูปแบบอย่างที่ต่างประเทศก็ตาม โดยดูได้จากเว็บไซต์เจ้าใหญ่ๆ เช่น sanook.com, kapook.com, hunsa.com หรือ mthai.com ที่เพิ่มเซกชั่นส่วนของวิดีโอคลิปเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มการจัดกิจกรรมทางการตลาดที่นิยมให้คนส่งคลิปมาร่วมประกวดผ่านทางเว็บไซต์มากขึ้น กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ยังคงเป็นแคมเปญ “เกรียนหรือเซียน” ของไนกี้ ที่ประสบความสำเร็จจากการให้วัยรุ่นส่งคลิปสั้นๆ แสดงถึงลีลาการเตะฟุตบอลของกลุ่มต่างๆ แล้วนำกิจกรรมนี้ไปต่อยอดร่วมกับกิจกรรมอื่นได้อีก เช่น จัดการแข่งขันไนกี้ฟุตบอล การส่งผู้ชนะจากการประกวดเดินทางไปยังต่างประเทศ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการสร้างสรรค์เนื้อหาคลิปวิดีโอบนความเป็น Socail Media Network นั้นยังมีพื้นที่ที่จะสร้างโอกาสให้กับผู้ใช้ทั่วไปนั้นยังมีอยู่มาก แต่อุปสรรคที่สำคัญที่ทำให้การพัฒนาไม่เป็นไปอย่างที่ควรคือ ความพร้อมของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่ในประเทศไทยเองยังอยู่ในระหว่างเปลี่ยนผ่าน แต่เราก็สามารถคาดหวังได้ว่าในอนาคตจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

 

พม่ากับ Vital Video


ผลกระทบที่น่าติดตามกันต่อไปจะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการรับชมมากขึ้นอย่างเงียบๆ ทางอินเทอร์เน็ต แต่วงการทีวีไทยยังคงถกเถียงกันในเรื่องการใช้ตัวอักษรใดในการจัดเรตติ้งทีวี มันคงเป็นเหตุการณ์ที่พอให้เห็นภาพและทำให้ตอบคำถามได้ว่า สื่อชนิดไหนที่จะมาทดแทนทีวีในอนาคต

++++++

YouTube ต้นแบบทีวียุคต่อไป ?!?
สมคิด เอนกทวีผล : เรื่อง


2 ผู้ก่อตั้งและบริหาร YouTube คือ Chad Hurley และ Steve Chen (รูปจากนิตยสาร Times)


เมื่อใครๆ ก็ใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เว็บจึงแปลงกายไปแข่งกับสื่ออื่นๆ ได้อย่างสูสีน่าทึ่ง เช่น YouTube.com เว็บรวมคลิปมากที่สุดในโลก ที่กำลังจะถูกนักวิเคราะห์ ธุรกิจโฆษณา และสื่อต่างๆ จับตามองว่าจะเป็นต้นแบบของทีวียุคหน้า หรือ "TV 2.0"


YouTube.com เป็นของบริษัท YouTube ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2005 โดย 3 อดีตพนักงานบริษัทระบบชำระเงินผ่านเน็ตชื่อ Paypal คือ Chad Hurley ซึ่งขณะนั้นอายุ 29 ปี กับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันคือ Steve Chen และ Jawed Karim

Chad Hurley จบด้านคอมพิวเตอร์ศาสตร์เน้นกราฟิกดีไซน์และงานพิมพ์ เข้าทำงานกับ PayPal ที่บุกเบิกระบบการชำระเงินอีคอมเมิร์ซกันผ่านเน็ต ที่นี่เอง Hurley ได้พบเพื่อนใหม่เป็นวิศวกรคอมพิวเตอร์ 2 คนคือ Steve Chen และ Jawed Karim

วันหนึ่ง Hurley กับ Chen พยายามส่งคลิปวิดีโองานปาร์ตี้ที่อพาร์ตเมนต์ไปให้เพื่อนๆ ได้ดู จึงเกิดไอเดีย ทำเว็บที่สามารถฝากคลิปวิดีโอออนไลน์เอาไว้ให้เพื่อนๆ และคนอื่นทั่วโลกดูได้

ด้วยจุดขาย Positioning ตั้งต้นว่าเป็นแหล่งฝากคลิปวิดีโอที่ดีที่สุด เพราะไฟล์ถูกแปลงให้มีขนาดเล็ก โหลดเร็ว และนำไปแปะที่เว็บไหนก็ได้ง่ายๆ ด้วยที่อยู่เว็บบรรทัดเดียว จึงดึงดูดใจให้ผู้คนและองค์กรต่างๆ แห่ใช้บริการ

เมื่อมีคนมาฝากคลิปมากๆ เข้า ก็นำไปสู่ Positioning ใหม่ที่แข็งแกร่ง คือความเป็นแหล่งรวมคลิปที่มากที่สุดในโลก

YouTube เติบโตมาได้ โดยส่วนหนึ่งมาจากตัวอย่างหนัง ไปจนถึงรายการโทรทัศน์ และมิวสิกวิดีโอ ซึ่งถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์อยู่บ่อยๆ ในสหรัฐฯ จนต้องแก้ปัญหาโดยออกนโนบายไม่ให้อัพโหลดส่งคลิปที่มีลิขสิทธิ์ และมีนโยบายให้ผู้ใช้สามารถทำการแจ้งลบคลิปไม่เหมาะสมได้

 

หาชื่อดาราไทยก็มีแทบทุกคน


แต่ปี 2006 สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เพราะสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯอย่าง NBC, CBS จากที่เคยตามไล่ล่าฟ้องร้อง YouTube ก็เปลี่ยนมาเป็นพันธมิตรส่งเทปรายการเก่าๆ ให้ ส่วนค่ายเพลงใหญ่อย่าง Warner Music, EMI, Universal, Sony BMG ก็หันมาเซ็นสัญญาจะส่ง MV มิวสิกวิดีโอทุกเพลงขึ้นยูทูบเช่นกัน เพราะทุกรายมองเห็นศักยภาพผู้ใช้มหาศาลว่าจะ “ได้มากกว่าเสีย” ในการโปรโมตทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเองไปฟรีๆ ผ่านเว็บแห่งนี้

ก้าวกระโดดสำคัญของยูทูบ คือการที่กูเกิลประกาศซื้อบริษัทยูทูบเป็นจำนวนเงินทั้งหมด 1.65 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 6 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 9 ตุลาคม 2549 นับเป็น 21 เดือนหลังก่อตั้งกิจการ ถึงจุดนี้ยูทูบเติบโตจากวันแรกที่มีทีมงาน 3 คน มาเป็นหลักร้อยคนแล้ว

ด้วยความเปิดกว้างสร้างเว็บจาก Content มหาศาลที่คนทางบ้านส่งมา YouTube จึงเป็นตัวอย่างอันดับต้นๆ ของเว็บประเภท Web 2.0 ซึ่งทำให้เว็บเข้าสู่ยุค ที่เรียกว่า เนื้อหาแทบทั้งหมดถูกกำหนดจากผู้ใช้ (User Generated Content)

 

เสิร์ชชื่อศิลปินโบราณดูรายการย้อนหลังได้ถึง 80 ปีที่แล้ว


หน้าแรกของ YouTube จะแสดงคลิปที่มีคนดูอยู่ขณะนั้นๆ คลิปที่เพิ่งถูกส่งขึ้นมาใหม่ คลิปยอดนิยม และเมื่อเราดูคลิปใดจบไปก็จะมีคลิปอื่นมาแนะนำให้ดูต่อ ซึ่งก็บันทึกจากผู้ใช้คนอื่นๆนั่นเองว่าเมื่อดูคลิปนี้จบแล้วมักไปดูอะไรกันต่อ

แต่มากกว่านั้น นักวิเคราะห์มองว่าเว็บอย่าง YouTube ที่โด่งดังนั้น ไม่ได้เป็นแค่ Web 2.0 ธรรมดา เพราะหากเสริมในเรื่องการออกอากาศสดได้ ก็จะทำให้ "Internet TV" ยุคหน้าทำได้ทุกอย่างที่ทีวีปัจจุบันทำได้ ซ้ำยังเหนือกว่าเพราะ Interactive เลือกดูอะไรเมื่อไหร่ก็ได้ และการมีส่วนร่วมจากผู้ใช้นับล้านๆ ทั่วโลก


10 เสน่ห์ของ YouTube ที่ทีวีไม่มี

"On demand"
ไม่ต้องนั่งเฝ้ารอ ไม่ต้องกลัวพลาด เพราะไม่มีผังรายการ อยากดูอะไรเมื่อไรก็ค้นแล้วคลิกเรียกมาดูเมื่อนั้นได้ตลอดและฟรี

"Search"
เสิร์ชหาเรื่องที่สนใจดูได้จากช่อง Search แบบเดียวกับใน Google ไม่ว่าจะเป็นชื่อดาราคนโปรดซึ่งก็มีคลิปดาราไทยอยู่ไม่น้อย หรือจะเป็นรถรุ่นที่ชอบ ตัวอย่างหนังใหม่ นักกีฬาคนเก่ง เพลงในดวงใจ ซึ่งนอกจากจะเจอ MV หรือคอนเสิร์ตแล้ว ยังมักมีของแถมเป็นนักดนตรีนักร้องสมัครเล่นทางบ้านโชว์ฝีมือโชว์เสียงในเพลงที่เราค้นหามาร่วม "เนียน" ด้วย

"Rerun"
รายการในทีวีที่พลาดดูไปแล้ว หลายเจ้าก็นำเอามาลงในยูทูบทั้งรายการที่อเมริกา ที่ญี่ปุ่น ฯลฯ มาจนถึงไทยเช่นสาระแนโชว์เต็มๆ ตอน เอเอฟวี๊คล่าสุดแบ่งเป็นเพลงๆ ไปถึงเจ็ดสีคอนเสิร์ตบางช่วง ทำให้มาย้อนดูได้แบบ Rerun เมื่อไรก็ได้

"Retro"
ย้อนยุคไปดูหนังเก่าๆ ในความทรงจำ เพลงดังเมื่อสามสิบปีก่อน หรือจะเป็นรายการทีวีอมตะที่อเมริกันชนเลือกดูกันได้ตั้งแต่เมื่อ 60 ปีที่แล้วที่มีโทรทัศน์ยุคแรกๆ เรียกค้นมาดูได้ทุกเมื่อ

"Sport Shot"
ภาพกีฬามันส์ๆ เป็นแสนๆ คลิปไม่ว่าจะเป็นประตูของเปเล่สมัยทีวีขาวดำ หรือช็อตระบำใต้น้ำสวยๆ ในโอลิมปิก หรือลูกเด็ดเทนนิสไม่กี่วันก่อน ดูได้ทันทีโดยไม่ต้องรอช่วงสรุปข่าวกีฬาหรือไปซื้อหาแผ่นมาดู

"Home VDO"
ภาพโฮมวิดีโอทุกแนว ตั้งแต่เด็กเล็กๆ น่ารักจากทั่วโลกที่พ่อแม่ทั้งหลายภูมิใจส่งกันขึ้นมาอวด (ลองเสิร์ชคำว่า Baby ดู) งานปาร์ตี้ฮาๆครื้นเครง ภาพตลกภาพหลุด (ห้ามโป๊) ไปจนถึงคลิปบันทึกทริปท่องเที่ยวที่วิวสวยงามประทับใจ (เมื่อพิมพ์เสิร์ชชื่อสถานที่ท่องเที่ยว) ซึ่งทั้งหมดมาจากทางบ้านล้วนๆ

"Product Review"
สนใจสินค้าตัวไหนอยู่ก็ลองพิมพ์ชื่อแบรนด์ชื่อรุ่นลงไป จะพบว่ามีโชว์ทดลองสินค้าตั้งแต่เครื่องเล่นเกมส์รุ่นล่าสุด เกมใหม่ๆ กับเทคนิคแปลกๆ เครื่องดนตรี กีตาร์ หรือมือถือใหม่ๆ เช่น iPhone ไม่ว่าจะจากตัวแทนเจ้าของสินค้าเอง ร้านค้า หรือคนทางบ้าน

"Ad. Idea"
คลิปหนังโฆษณา หนังสั้น โชว์ไอเดียครีเอทีฟแรงๆ หรือคอนเซ็ปต์การตลาดที่น่าสนใจจากทั่วโลก

"Discussion"
พูดคุยคอมเมนต์เกี่ยวกับคลิปนั้นๆ กันได้ทันที จะถามจะชมจะด่าต่อว่าหรือพูดคุยกับเจ้าของคลิปก็ทำได้ในหน้านั้น

"Upload & Promote"
และแน่นอน ส่งคลิปของเราเองบ้างขึ้นไปได้ เมื่อส่งแล้วก็ไปคอมเมนต์ท้ายคลิปอื่นๆ ชวนคนดูที่นั่นให้เข้ามาดูคลิปเราได้ เอาลิงค์ไปฝัง (Embed) โชว์คลิปในเว็บอื่นๆ เช่นที่กระทู้ pantip.com หรือใน Blog เราก็ได้ เอาไปแจกต่อเป็น Fwd Mail ก็ได้อีก

++++++
ปรากฏการณ์ YouTube ฝันร้ายของฟรีทีวี สู่ยุคทีวีล้านช่อง วิดีโอล้าน Links
ปิยะพงษ์ ป้องภัย : เรื่อง


i wish - เว็บวิดีโอออนไลน์ที่ให้ทุกคนโฮสต์ไฟล์วิดีโอได้ฟรี ทำให้มีคนมากมายที่ตั้งกล้องวิดีโอที่บ้านแล้วถ่ายทำตัวเองบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ทั้งมีสาระและไม่มีสาระ น่าแปลกที่วิดีโอแบบนี้ได้รับความนิยมสูงทีเดียว

ในขณะที่ธุรกิจทีวีแบบเดิมกำลังประสบความสำเร็จอย่างชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งในแง่เม็ดเงินโฆษณาและกระแสเรตติ้งความนิยม แต่ในช่วงสามปีหลังที่ผ่านมา สื่อวิดีโอดิจิตอลกระแสใหม่ได้เริ่มก่อตัวอย่างเงียบๆ และเริ่มจุดอุณหภูมิการแข่งขันร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสเว็บวิดีโอ ที่การระบาดแบบ Viral Video ของคลิปวิดีโอจากซีกโลกหนึ่งไปยังอีกซีกโลกหนึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็วชั่วพริบตา

จะเรียกว่า “ยูทูบ” หรือ “ยูทิวบ์” หรือยังไงก็แล้วแต่ ไซต์ดังอย่าง YouTube ความจริงเป็นแค่หนึ่งในไซต์วิดีโอออนไลน์จำนวนมากมายที่กำลังเกิดขึ้นในเน็ตเวิร์คทุกวันนี้ และความสำคัญของสื่อนี้คงไม่ใช่เฉพาะแค่ทีวีล้านช่องในโลกออนไลน์ แต่เป็นลิงค์วิดีโอต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดนับล้านลิงค์ที่ทำให้เว็บวิดีโอโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจน

หรือว่าแอพพลิเคชั่นเว็บวิดีโอ คือโปรแกรมยอดฮิตในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า? จริงหรือว่า ยุคใหม่ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ส่งผ่านจากอดีตของภาพและกราฟิก มาเป็นสื่อวิดีโอผสมที่ไม่มีอะไรหรือใครมากำหนดทิศทางได้ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับมูลค่าการตลาดและเม็ดเงินโฆษณา ของทีวีกระแสหลักในอนาคต? ถดถอยลง หรือแปลงร่างใหม่เป็นทีวีออนไลน์ที่เปลี่ยนอุปกรณ์รับชมจากทีวีจอแก้วไปเป็นทีวีจอคอมพ์?

 

joost - เว็บไซต์ Joost.com หลายฝ่ายยังมองว่าประสบการณ์ทีวีแบบนี้ยังมันส์สู้ YouTube ไม่ได้



Links วิดีโอต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด

คนที่ไม่เคยเล่นไซต์วิดีโอออนไลน์คงจะเข้าใจประสบการณ์ใหม่แบบนี้ได้ยาก ทุกสิ่งที่เห็นตรงหน้าจะต่างออกไปจากทีวีปกติที่ทุกรายการแบ่งออกเป็นชั่วโมง ครึ่งชั่วโมง และสิบห้านาที ผู้ชมทุกคนจะเคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้จนกว่าจะถึงโฆษณาคั่นรายการที่มากวนใจให้รำคาญสายตาทุกสิบนาที หรือถี่กว่านั้น ทุกอย่างเป็นความต่อเนื่องเว้นแต่ตัวโฆษณา

ทีวีสายพันธุ์ใหม่กำลังปรากฏตัวตามเว็บไซต์ที่เปิดบริการให้โฮสต์วิดีโอออนไลน์ฟรีอย่าง youtube.com หรือ ifilm.com ซึ่งไซต์พวกนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วอินเทอร์เน็ตจนมีหลายร้อยเว็บในปัจจุบัน ทั้งในภาษาอังกฤษและภาษาต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ ตามเว็บพอร์ทัลเดิมอย่าง yahoo.com หรือ MSN หรือ AOL ก็มีการเพิ่มฟังก์ชันวิดีโอออนไลน์อย่างขนานใหญ่ไม่น้อยหน้ากัน

นี่รวมถึงเว็บไซต์พอร์ทัลเมืองไทยอย่าง sanook.com หรือ kapook.com รวมทั้ง mthai.com ที่เริ่มเดินหน้าแทรกซึมวิดีโอออนไลน์กันอย่างถึงน้ำถึงเนื้อ

อันที่จริงเครือข่ายโทรทัศน์ใหญ่ๆ ของ สหรัฐฯ อย่าง ABC, CBS, NBC และ Fox ก็เริ่มเปิดบริการดูสดในแบบ “สตรีมมิ่ง” ผ่านเว็บไซต์ของตนบ้างแล้ว เพราะมีคนดูพลาดตอนสำคัญ บริการนี้ยังฟรีแต่มีเพิ่มแถมมาด้วยตามธรรมดา

แถมด้วย NBC ยังมีแผนการกับ News Corp ซึ่งเป็นเจ้าของทีวี Fox เตรียมจะเปิดบริการที่ใช้ชื่อว่า Hulu ในเดือนตุลาคมที่กะจะแข่งกับ YouTube โดยจับมือกับพาร์ตเนอร์อื่นๆ อย่าง AOL, Comcast, MSN, MySpace และ Yahoo เป็นต้น

 

Whitehouse - แม้แต่ไซต์อย่างทำเนียบขาว เดี๋ยวนี้ก็หันมาเล่นกับสื่อวิดีโอออนไลน์


ต่างจากทีวีแบบเดิมยังไง

ในขณะที่ “ทีวีปกติ” ทุกอย่างกำหนดมาจากทางสถานี แม้แต่รายการที่คนดูชอบ แต่ถ้าไม่ถูกใจเจ้าพ่อเจ้าแม่ในสถานี หรือตกลงผลประโยชน์ไม่ลงตัว รายการถูกใจที่ว่านั้นก็มีอัน “หลุดผัง” และ “หลุดโผ” เอาง่ายๆ เพราะพื้นที่นำเสนอถูกจำกัดจากช่องสัญญาณสัมปทานที่มีความถี่เดียว ความหลากหลายที่พอมีได้จะถูกกำหนดจากผังรายการที่กำหนดตามเวลา ส่วนในแง่คอนเทนต์ก็ถูกจำกัดจากผู้ผลิตที่มีผลประโยชน์จากสถานี ดังนั้นก็ไม่แปลกอะไรที่ทีวีบางช่องจะมีแต่ละครน้ำเน่าแบบเดิมๆ หรือใช้นักแสดงหน้าเดิม มิวสิกวิดีโอค่ายเดิม

แต่ในไซต์วิดีโอออนไลน์ ผังรายการและคอนเทนต์ที่จะดูกลับอยู่ที่การเลือกของผู้ชมเอง หลายคนที่ไม่เคยลองเปิดดูไซต์วิดีโอออนไลน์พวกนี้ อาจสงสัยว่าพวกคลิปวิดีโอที่มีบริการให้ชมฟรีพวกนี้มันน่าสนใจ หรือดึงดูดใจตรงไหน

 

pepsi ad thai- ถึงจะมีข่าวไม่แน่นอนว่าไซต์ youtube.com จะเปิดให้บริการในไทยได้หรือไม่ และนานแค่ไหน แต่เป๊ปซี่ไทยก็ทุ่มโฆษณาคอนเสิร์ตแบล็คอายด์พี ในไซต์ youtube.com กันเต็มๆ


แต่ถ้าได้ลองชมผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หลายคนจะพบว่า ตัวเองอาจจะเริ่มต้นจากวิดีโออะไรสักเรื่องที่เราสนใจเช่น มิวสิกวิดีโอเพลงฝรั่ง หรือเทปฟุตบอลคู่เด็ดในอดีต แต่แล้วก็เจอ Links เชื่อมต่อไปยังคลิปวิดีโออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงเดิมของมิวสิกวิดีโอ แต่เปลี่ยนเป็นเวอร์ชั่นคอนเสิร์ต จากนั้นก็เจอเข้ากับคลิปวิดีโอแปลกๆ อย่าง หนุ่มเกาหลีหมุนปากกาด้วยลีลาที่ทำให้เราตาค้าง ตามต่อด้วยเรื่องอื่นๆ อย่าง วิธีซ่อมโทรศัพท์มือถือ ภาพวิดีโอเที่ยวพีระมิดที่อียิปต์ ช็อตเด็ดการชกในอดีตของสามารถ พยัฆอรุณ ไปจนถึงวิดีโอตลกๆ ของหมากับแมว ฯลฯ

อันที่จริงมีวิธีเข้าใช้ หรือค้นหาวิดีโอมากมาย แต่สำหรับมือใหม่อยากให้ปล่อยเลื่อนไหลไปตาม Links มากกว่า และเข้าถึงพลังของสื่อใหม่แห่งโลกออนไลน์ คำเตือนจากทีมงาน positioningmag ก็คือ ห้ามอ่านอย่างเดียว ต้องเปิดเน็ตดูวิดีโอออนไลน์ด้วย อาจต้องเปิดเข้าไปดูถึงจะเข้าใจ


กว่าจะรู้ตัวอีกที ก็หมดไปแล้ว 2-3 ชั่วโมงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับยูสเซอร์เมืองไทย แต่เกิดขึ้นกับยูสเซอร์ทั่วโลก ที่จู่ๆ ก็ตรัสรู้ขึ้นมาเองจากประสบการณ์หน้าจอคอมพิวเตอร์ว่า ไม่จำเป็นต้องดูรายการทีวีกระแสหลักที่ยัดเยียดคอนเทนต์อีกต่อไป รับประกันได้ว่า หลายคนที่ลองจะคลิกเรื่อยๆ ถึงเช้าไม่รู้ตัว

 


มีรายงานอย่างไม่เป็นทางการว่า ยอดจำนวนวิดีโอที่ยูสเซอร์อัพโหลด ขึ้นใน youtube.com ในแต่ละวันเพิ่มไปเป็น 65,000 คลิปแล้ว จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับที่ 20,000 คลิปต่อวันเมื่อต้นปีก่อน คอนเทนต์วิดีโอออนไลน์กำลังเพิ่มขึ้นในอัตราที่ไม่น่าเชื่อ หรือเคยคิดว่าจะเป็นไปได้มาก่อน

นอกจากนี้ เมื่อไม่กีเดือนที่ผ่านมา Cisco เผยผลสำรวจที่พบว่าปริมาณทราฟฟิก IP ในเครือข่ายแบบ WAN จะโตต่อเนื่องต่อปีในแบบทบต้น 21% จากปี 2006 ไปจนถึงปี 2011 สาเหตุหลักมาจากการใช้วิดีโอผ่านเครือข่าย ในทางด้านผู้บริโภคนั้น การดูภาพวิดีโอออนไลน์ในแบบสดและการดาวน์โหลดไฟล์วิดีโอ จะโตจาก 9% ของทราฟฟิกฝั่งผู้ใช้ทั้งหมดในปี 2006 ไปเป็นสัดส่วน 30% ในปี 2011

วิดีโอออนไลน์คือประสบการณ์การรับชมแบบไม่ต่อเนื่อง ที่เชื่อมให้ต่อเนื่องกันผ่านลิงค์ของเว็บไซต์ จะเชื่อมกันอย่างไรนั้นอยู่ที่ความสนใจของคนดูเองว่าชอบอะไรและเลือกดูอะไร เลือกส่วนผสมเองได้ตามความต้องการและเวลาที่มีอยู่

เปรียบเทียบง่ายๆ ให้เข้าใจสะดวกก็คือ การเสพวิดีโอออนไลน์แบบนี้ เหมือนทานติ่มซำ หรือเดินทานอาหารตลาดโต้รุ่งที่เลือกชิมได้ตามใจชอบ ในขณะที่ทีวีกระแสหลักเหมือนภัตตาคารที่เสิร์ฟเป็นคอร์ส เขามีอะไรให้กินก็ต้องกินตาม ถึงจะอร่อยจริงแต่นานเข้าก็เบื่อลิ้นเป็นธรรมดา


จากรายงานการศึกษาของบริษัท comScore ที่ตีพิมพ์เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาชี้ว่า เกือบ 75% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ ซึ่งคิดเป็นคนอเมริกันราว 132 รายได้ดูภาพวิดีโอผ่านเน็ตในเดือนพฤษภาคมเดือนเดียวเท่านั้น ผู้ชมเหล่านี้ดูเว็บวิดีโอเฉลี่ยคนละ 158 นาที และเฉลี่ยครั้งละ 2.5 นาที แน่นอนว่าตัวเลขการดูวิดีโอออนไลน์พวกนี้จะต้องนำไปหักลบออกจากชั่วโมงดูทีวีปกติของผู้ชมอย่างแน่นอน

ชั่วโมงทีวีที่น้อยลง

ดูทีวีน้อยลง ก็เท่ากับมีโอกาสเห็นโฆษณาในทีวีน้อยลงเช่นกัน วงการโฆษณาทั้งโลกกำลังถกประเด็นนี้กันอย่างเผ็ดร้อน ถ้าคนดูทีวีปกติน้อยลง และดูวิดีโอออนไลน์มากขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นกับวงการทีวีและโฆษณา-มาร์เก็ตติ้ง

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะเถียงกันมาตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเริ่มบูมเมื่อกว่าสิบปีก่อนแล้ว แต่ยังไม่เห็นชัดเจนเพราะตอนนั้นเน็ตความเร็วสูงแบบบรอดแบนด์ยังไม่แพร่หลายเหมือนเท่าทุกวันนี้ ผลกระทบจึงยังไม่เห็นชัดเจน

ขณะนี้วงการโทรทัศน์เริ่มมีเดิมพันกันหลายทาง ด้านหนึ่งคือ เอารูปแบบเดิมของทีวีมาผสมผสานใหม่อย่าง www.joost.com หรือของค่ายอื่น อย่าง Babelgum, VeohTV ที่วางยุทธศาสตร์ใหม่เอาทีวีจากจอแก้วแบบเดิมมาเสนอใหม่ในจอคอมพิวเตอร์ คุณภาพวิดีโอชั้นดีแบบขยายได้เต็มจอ โดยหา พันธมิตรคอนเทนต์มาจากช่องทีวีแบบเดิม หรือหาผู้ผลิตรายการอิสระใหม่มาเสริม

แต่ปัญหาอาจยังไม่จบแค่ตรงนี้ หลายคนวิจารณ์ว่าใช้ไม่ง่าย ดูไม่ง่ายเหมือนทีวีแบบเก่า และเป็นอะไรที่ครึ่งๆ กลางๆ ระหว่างทีวีและอินเทอร์เน็ต ถ้าเชื่อในเดิมพันตรงนี้ ทีวีในอนาคตอาจไม่ต่างจากทีวีในทุกวันนี้เท่าไหร่ เป็นรายการมีผังแชนแนล มีโฆษณาตามมาเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนที่ดูจากปลายทางจอทีวีมาเป็นจอคอมพิวเตอร์แทน

ในขณะที่อีกด้านคือโลกของ YouTube ไซต์วิดีโอฉีกกฎที่ถูกกูเกิลดอตคอมซื้อไปด้วยราคามหาศาล ถึงแม้จะยังไม่ทำรายได้มากมายอะไรในขณะนี้ แต่ก็มีศักยภาพใหม่ของยูสเซอร์นับร้อยล้านคนทั่วโลกที่แวะเวียนเข้ามาดูคลิปวิดีโอสั้นๆ ที่ใครก็ได้โพสต์เอาไว้ ในโลกของ YouTube ใบนี้ รายการทีวีเป็นอิสระของทุกคนไม่ใช่กำหนดขึ้นโดยสถานี

คำถามก็คือ คนดูผ่านเน็ตเวิร์คที่เคยชินกับอิสระแล้วจะยอมกลับเข้าคอกความคิดที่ถูกจำกัดจากวิธีคิดแบบแชนแนลหรือสถานีอีกหรือไม่ จริงหรือที่คนจะยอมรับแต่คอนเทนต์ที่ผลิตในระดับมืออาชีพเท่านั้น... เป็นไปได้มั้ยที่คลิปวิดีโอสั้นๆ จะมีสีสันเร้าใจกว่า


สั้นหรือยาวดี

คำถามถัดไปคือ ผู้ชมจะชอบดูนานหรือดูสั้น ความยาวของวิดีโอคือเรื่องใหญ่ของวงการเว็บวิดีโอ เพราะถ้าเป็นรายการเต็มรูปแบบหนึ่งชั่วโมงเต็ม แบบที่ฉายตามโทรทัศน์ทั่วไปจะสิ้นเปลืองเนื้อที่เซิร์ฟเวอร์และแบนด์วิธในการส่งผ่านข้อมูลสูง และในแง่การผลิตยังต้องสิ้นเปลืองการตัดต่อและขั้นตอนอื่นๆ มากมาย

ถ้าดูนานๆ ทางเลือกที่ดีกว่าคือ ทีวีปกติ หรือเคเบิลทีวี แต่ถ้าดูสั้นๆ ล่ะคงต้องเลือก YouTube ที่ขนาดความสั้นของคลิปวิดีโอไม่ใช่ปัญหา ในทางกลับกันกลับเป็นเรื่องดีเพราะไม่ต้องรอโหลดนาน เปลี่ยนไปดูเรื่องอื่นได้เร็ว และเป็นการแวะดูขณะทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ด้วย เช่น ระหว่างทำงาน ทำการบ้าน หรือดูเรื่อยเปื่อยเวลาโทรศัพท์

 

lawyer - สื่อวิดีโอออนไลน์สามารถใช้งานได้หลายแบบหลากสไตล์ ที่เห็นนี้คือทนายคดีล้มละลายคนหนึ่งใช้คลิปวิดีโอประชาสัมพันธ์ตัวเองผ่าน YouTube


จากการสำรวจโดยบริษัทวิจัย Jupiter Research พบว่า รูปแบบวิดีโอออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือคลิปข่าว คลิปทั่วไป ตามมาด้วย คลิปวิดีโอตัวอย่างหนัง คลิปมิวสิควิดีโอ การ์ตูนสั้น และคลิปธรรมดาที่ยูสเซอร์ทั่วไปโพสต์ขึ้นเว็บ ในขณะที่วิดีโอยาวๆ อย่างหนังเต็มเรื่อง วิดีโอรายการทีวี โชว์ กลับได้รับความสนใจจากผู้ชมในอินเทอร์เน็ตน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ปัญหาอีกข้อคือ ผู้ลงโฆษณาจะวางใจกับสื่อกระแสหลักมากกว่า วิดีโอออนไลน์อิสระหรือไม่ เรื่องนี้อาจไม่จริงเสมอไป ถึงแม้ทีวีจะยังครองตลาดค่าการตลาดที่แพงที่สุด ต่อไปอีกหลายปีแน่นอน แต่ถ้าแนวโน้มไซต์วิดีโอออนไลน์ยังขยายตัวในอัตรานี้ต่อไป น่าสนใจว่าสื่อวิดีโอใหม่จะเบียดชิงเม็ดเงินได้มากแค่ไหนในอนาคต

เน็ตเวิร์คต้องขยายตัวตาม

แต่ก่อนจะไปถึงฝันทีวีล้านช่อง และจุดจบของทีวีผูกขาดสัมปทาน ปัญหาคอขวดบนเน็ตเวิร์คจะต้องได้รับการแก้ไขเสียก่อน เรื่องนี้แม้แต่ในอเมริกายังมีปัญหา คงไม่ต้องพูดถึงเมืองไทยกระมังที่สายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงยังมีไม่ทั่วถึงและเหตุการณ์ง่ายๆ เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ที่อินเทอร์เน็ตของทีโอทีล่มไปกว่า 50% ทั่วประเทศจากรถขุดดินตัดเคเบิลใยแก้วหลักที่ฝังอยู่หน้าสนามศุภชลาสัย

แม้แต่ จอห์น เชมเบอร์ นายใหญ่และ CEO ของบริษัท Cisco หนึ่งในบริษัทเน็ตเวิร์คที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยังต้องออกมาเรียกร้องให้อเมริกาขยายเน็ตเวิร์คสาธารณะเพื่อรองรับการใช้งานใหม่ๆ ด้านเสียงและวิดีโอมีความสำคัญขึ้นมาและใช้งานแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

รวมทั้งเรียกร้องให้มีการตีความคำว่า “บรอดแบนด์” กันเสียใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ วางโครงการให้มั่นใจว่าคนทั้งประเทศจะมีบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากขนาด 100M ถึง 1Gbps กันอย่างแพร่หลายได้ภายในห้าถึงสิบปีข้างหน้า
ทุกวันนี้ ฟังก์ชันวิดีโอได้กลายเป็นเรื่องปกติของเน็ตสมัยใหม่ที่ขีดความสามารถระดับบรอดแบนด์เป็นเรื่องธรรมดาเของการใช้งานประจำวันบนหน้าจอไปเรียบร้อยแล้ว

แม้แต่กับเน็ตเวิร์คภายในอย่างตามบริษัทหรือสถานศึกษา แนวคิด “วิดีโอออนดีมานด์” กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อย ผู้บริหารระดับสูงใช้วิดีโอบันทึกภาพและกระจายตามสาขาของบริษัทที่อยู่ตามเมืองต่างๆ หรือในต่างประเทศ ส่วนทางมหาวิทยาลัยอัพโหลดบันทึกภาพการสอนไว้ให้ ผู้เรียนเข้าในแบบออนไลน์ ในขณะที่โรงเรียนมัธยมกำลังนำระบบวิดีโอและอีเลิร์นนิ่งเข้ามาผสมผสานเข้าด้วยกัน

สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ก็คือ “วิดีโอ” ไม่ใช่แค่เรื่องฮือฮาระดับเว็บ แต่เป็นฟังก์ชันการใช้งานระดับเน็ตเวิร์ค ทุกระดับไม่ว่าจะออนไลน์หรือไม่ก็ตาม หลายคนมองข้ามไปถึง “โทรศัพท์ภาพเคลื่อนไหว” ที่เชื่อมต่อโลกทั้งใบผ่านเครือข่ายเน็ตเวิร์ค

ที่ต้องตามกันต่อก็คือ ในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่กระเตื้อง หรือมีแนวโน้มทรุดลง ตัวอย่างที่สำคัญที่เคยเกิดขึ้นแล้วในเกาหลีใต้เมื่อคราวเศรษฐกิจตกต่ำพร้อมกับเมืองไทยก็คือ การล่มสลายของฟองสบู่คราวนั้นได้ทำให้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์เป็นความบันเทิงราคาถูกที่เสพได้อยู่กับบ้าน และหลายคนในวงการไอทีก็หวังว่าสภาพนั้นจะเกิดการขยายตัวครั้งใหญ่แบบสวนกระแสในแวดวงเว็บไทย

แต่ในเวลานั้นเมืองไทยยังไม่มีบรอดแบนด์แพร่หลายเหมือนทุกวันนี้ คราวนี้เทคโนโลยีพร้อม และประตูที่เคยปิดได้เปิดออกแล้ว อนาคตทีวีเมืองไทยน่าจะเริ่มพลิกผันไปสู่ยุควิดีโอออนไลน์ ซึ่งในอนาคตเงื่อนไขที่ท้าทายอาจไม่ใช่เฉพาะเงื่อนไขทางเทคโนโลยีอย่างเดียว อาจรวมถึงเงื่อนไขทางการเมืองที่บีบเค้นอนาคตเทคโนโลยีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย


สารพัดไซต์วิดีโอออนไลน์
http://video.yahoo.com
http://video.msn.com
http://video.aol.com
http://www.ifilm.com
http://video.mthai.com
http://vids.myspace.com
http://www.veoh.com
http://www.livevideo.com
ดอริส เลสซิง นักเขียนหญิงโนเบล


Doris (May) Lessing (1919- ) original surname Tayler. Persian (Iranian)-born British writer


ผู้ชนะรางวัลโนเบลวรรณกรรม ประจำปี 2550 ดอริส เลสซิง สตรีชาวอังกฤษ วัย 87 ปี ด้วยวัยขนาดนี้ทำให้เป็นผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาผู้ชนะรางวัลโนเบลสาขานี้

ทั้งยังเป็นนักเขียนหญิงในจำนวนไม่กี่คนที่ชนะรางวัลโนเบลวรรณกรรม โดยเป็นผู้หญิงคนที่ 11 ที่ได้รางวัล หลังคร่ำหวอดอยู่ในแวดวงมาถึง 5 ทศวรรษ

ร่ายเวทมนตร์ดึงดูดนักอ่านมาแล้วหลายรุ่น ด้วยการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอำนาจ การเมือง สิทธิสตรี และความเสมอภาคทางสังคม

เลสซิงเกิดเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2462 ที่เคอร์มานชาห์ เปอร์เซีย ปัจจุบัน คืออิหร่าน พ่อเป็นทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่ 1 แม่เป็นนางพยาบาล ชาวอังกฤษทั้งคู่

ต่อมาครอบครัวย้ายไปอยู่ที่เซาเธิร์น โรดีเซีย ปัจจุบันคือประเทศซิมบับเว เพื่อจะตั้งรกรากงานเกษตรกรรม ซึ่งเธอเองก็ช่วยงานในไร่นาเช่นกัน

แต่การเติบโตในดินแดนนั้นเลสซิงกล่าวว่า "โคตรเหงา"

ในวัยสาว เลสซิงเข้าเมืองไปหางานทำที่กรุงซาลิสบิวรี เมืองหลวงในตอนนั้น ปัจจุบันคือกรุงฮาราเร เริ่มต้นทำงานเป็นโอเปอเรเตอร์



ประสบการณ์ต่างๆ ในแอฟริกาสะท้อนออกมาในงานเขียนในเวลาต่อมา

เลสซิงแต่งงานเร็วในครั้งแรกเพื่อหนีความเหงาในวัยเยาว์ กับแฟรงก์ วิสดอม มีลูก 2 คน แต่ 4 ปีต่อมาหย่าร้าง

การแต่งงานครั้งที่ 2 กับก็อตต์ฟรีด เลสซิง ผู้ลี้ภัยชาวเยอรมันเชื้อสายยิว มีลูกชายอีกคน แต่จบลงด้วยการหย่าร้างอีก ในปี 2493 เลสซิงพาลูกชายคนเล็กไปอยู่ลอนดอน และเริ่มชีวิตนักเขียน พร้อมทำกิจกรรมกับพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็เลิกร้างไป จากนั้น 2 ปีคลอดผลงานนวนิยายเรื่องแรก "The Grass Is Singing" ปี 2493 เรื่องราวความสัมพันธ์ของภริยานายจ้าง ซึ่งเป็นคนผิวขาวกับลูกจ้างผิวดำ

ช่วงที่อยู่ในอังกฤษตอนแรก เลสซิงมีแนวคิดการเมืองที่เข้มข้น เข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ของอังกฤษ

กระทั่งลาออกมาในปี 2499 ช่วงที่เกิดการลุกฮือของมวลชนในฮังการี และหลังจากนั้นเธอก็ไม่ได้กลับไปร่วมพรรคคอมมิวนิสต์อีก



หันมาทุ่มเทกับงานเขียน

ผลงานที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดคือ "Golden Notebook" ปี 2505 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ตีตราภาพลักษณ์นักสิทธิสตรีให้กับดอริส ส่วนผลงานสำคัญอื่นๆ เช่น "Children Of Violence" "The Summer Before Dark" "The Good Terrorist" และ "The Fifth Child"

นวนิยายเรื่อง The Good Terrorist ปี 2538 เรื่องราวของสาววัยรุ่นตัดสินใจถือระเบิดเข้าไปก่อการในกรุงลอนดอน ยังพูดถึงกันไม่ซาจนถึงทุกวันนี้

เอลฟรีเด เยนิเลก นักเขียนหญิงชาวออสเตรีย เจ้าของรางวัลโนเบลเมื่อปี 2547 กล่าวว่า นางเลสซิงน่าจะได้รับรางวัลไปนานแล้ว อย่างน้อยเรื่อง "เดอะ โกลเด้น โน้ตบุ๊ก" ปี 2505 ผลงานที่โด่งดังที่สุดของเลสซิงนั้นเป็นงานเขียนเกี่ยวกับสิทธิสตรีชิ้นสำคัญที่สุดในวงการวรรณกรรม

อย่างไรก็ตาม เลสซิงถ่อมตัวว่า "ในวัย 60 กว่าปีฉันไม่ใช่นักสิทธิสตรีที่กระตือรือร้นอะไร ฉันไม่เคยชอบการเคลื่อนไหว มันอยู่บนฐานที่อุดมคติมากเกินไปที่คนเขายกให้ฉันเป็นนั่นนี่ ไม่ได้เป็นความจริงเลย"

เลสซิงให้สัมภาษณ์หลังทราบข่าวโนเบลว่า ดีใจมาก หลังจากตนได้รับรางวัลอื่นๆ ในยุโรปมาหมดแล้ว ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พอมาได้โนเบลก็เหมือนได้ "รอยัล ฟลัช" หรือไพ่แต้มใหญ่สุดในการเล่นไพ่โป๊กเกอร์

ตวัดปลายปากกากรีดวิจารณ์กลุ่มประเทศในแอฟริกามาโดยตลอด โดยเฉพาะในประเด็นคอร์รัปชั่น และการทุจริตฉ้อโกงของรัฐบาล แต่ท้ายสุดก็ได้กลับไปเยือนแอฟริกาอีกครั้งในปี 2538 หลังจากที่นโยบายเหยียดผิวเจือจางไป

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เลสซิงพำนักอยู่ที่ลอนดอน ปั่นนิยายเชิงวิทยาศาสตร์ออกมาหลายชิ้น นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกอาวุโสของเว็บไซต์ชุมชนขนาดยักษ์บนโลกออนไลน์อย่างมายสเปซ ใช้ชื่อว่า Female - 87 years old โดยมีเพื่อนกว่า136 คน


---------------
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6165 แหล่งที่มา ข่าวสดรายวัน
ดนตรี แฟชั่นหรือศาสนา ?



ตอนที่โลกค่อยๆ ปีนป่ายขึ้นมาสู่ศตวรรษที่ 21 นั้น นิตยสารเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิกของต่างชาติ

ทำสกู๊ปรายงานยาวเหยียด เกี่ยวกับวัฒนธรรมป๊อป ที่เล้าโลม ลามเลียมาถึงทุกแวดวง ...หนึ่งในนั้นคือ การที่ชุดแต่งกายของคนอินเดีย ถูกนำไปดัดแปลงเป็นคอสตูมบนเวทีแคทวอล์ค (ตอนนี้ ต้องใช้คำว่ารันเวย์แล้ว) จะว่าไป การถักทอทางวัฒนธรรมที่ต่างกันนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านั้น 3 ปี ชุดกิโมโนของญี่ปุ่น ถูกนำมาเป็นเทรนด์แฟชั่นในย่านชิบูยะอยู่พักใหญ่

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย ..ในจีนที่ถือว่าเป็นชาติที่พร้อมจะ "ดูดซับ" ทุกวัฒนธรรม ไม่แพ้ลูกหลานซามูไรนั้น ก็ปรากฏ "สัญญะ" หลายตัวตามที่ต่างๆ อาทิ เด็กวัยรุ่นของจีน ต้องสวมหมวกเบสบอลดึงปีกหันหลัง, พวกเขาต้องทำท่าดีใจหลังจากชูตลูกบาสลงห่วง หรือ เด็กหนุ่มหลายคนชอบใส่เสื้อผ้าทรงแร็พ แทนวัฒนธรรมของจีนดั้งเดิม

เหล่านี้คือการ "ชอนไช" ทางวัฒนธรรม ทั้งยินยอมและไม่รู้ตัว

หลายปีที่ผ่านมา เอเชียถูกตั้งให้เป็นพื้นที่ ที่มีความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมสูงสุดที่หนึ่ง ...ปีเตอร์ ริชาร์ดสัน นักวิเคราะห์วัฒนธรรมของอเมริกัน บอกว่า culture ตัวหนึ่งที่มีพลังมากในการเจาะ "ทะลวงเอเชีย" ได้ดีก็คือ MTV

ใครจะนึกว่า ถึงตอนนี้ชาติที่เคยเข้มงวด จะมี MTV สาขา "ดูไบ" แล้ว ...เช้าวันหนึ่งในห้องประชุมของ MTV ที่ดูไบ มีการตั้งคำถามถึงการแต่งกายที่เปลี่ยนไปของโลกมุสลิม

ภาพจากนิตยสาร time เล่มไม่นานมานี้ มีชายชาวตะวันออกกลางคนหนึ่ง จะสวมชุดยาวถึงข้อเท้าตามธรรมเนียมที่เรียกว่า Thobe ขณะที่คนกำลังสวมชุดของแบรนด์ของ Lomar

"บางคนอาจได้รับอิทธิพลจากการดูแฟชั่นใน youtube" ปีเตอร์ ตั้งข้อสังเกต..

Wesam Kattan เป็นมุสลิมและเป็นผู้จัดการแบรนด์ แมเนเจอร์ วัย 27 ปี เขายังสวมชุด Thobe ตามธรรมเนียมยี่ห้อ Lomar ทำให้ชุดของเขาดูสดใหม่และคล้ายเสื้อชั้นนอกแบบกระชับ มากกว่าเสื้อสวมแขนยาวตัวหลวมมีเข็มขัดคาดแบบดั้งเดิม อาจเป็นเพราะรายละเอียดอื่นๆ ที่เพิ่มเติมเข้ามาอย่างอักขระอาระบิกบริเวณปกเสื้อ ประกอบกับสีผมแบบไฮไลต์และนาฬิกาข้อมือจาก Diesel อาจทำให้หลายๆ คนเข้าใจว่า Kattan ละเลยสูทของ Hugo Boss และ Prada ในตู้เสื้อแล้วเลือกชุดแนววัยรุ่นตะวันออกกลางยุค 60 แทน

Kattan ทำงานในบริษัทชั้นเลิศ อาจเป็นเพราะตลอดทั้งแคว้นมีประชากรกว่าครึ่งที่อยู่ในตลาดหลักเป็นกลุ่มวัยรุ่นผู้หลงใหลแฟชั่นอายุต่ำกว่า 25 ปี และกลุ่มอายุประชากรอายุ 20 กว่าๆ ที่กำลังหมกมุ่นเกินระดับปกติกับเสื้อผ้าตามธรรมเนียมอย่าง Thobe หรือผ้าสวมศีรษะยาวสีดำสำหรับหญิงชาวมุสลิมซึ่งเรียกว่า Abaya แต่ต้องเป็นแบบที่ผ่านการเพิ่มพลัง (ด้วยการเติมสไตล์ของตัวเองเข้าไป) เพื่อสะท้อนความเป็นตัวของตัวเอง

อุบัติการณ์นี้จะเห็นชัดเจนในนักเรียนกลุ่มเด่นของโรงเรียน พวกเธอเชิดใส่ร้านขายผ้าคลุม Abaya ในห้างสรรพสินค้า แล้วหันมาสั่งชุดกระโปรงยาวเต็มตัวจากช่างตัดเสื้อผู้เพิ่มความพิเศษให้กับชุดประจำกายด้วยการตัดให้พอดีตัวมากขึ้นและเพิ่มลายผีเสื้อเข้าไปพร้อมกับลวดลายดอกไม้แลดูสดชื่น (แน่นอนว่าภายในพวกเธอก็สวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์เหมือนกับพวกเดียวกันที่อาศัยอยู่แถบยุโรปนั่นแหละ) อีกแบบที่กำลังนิยมก็คือ Abaya ตัดแขนแบบกิโมโนซับในด้วยผ้าไหมสีสว่างประดับด้วยคริสตัลของ Swarovski

กระแสที่ว่านี้ แม้แต่ผู้มีชื่อเสียงที่สุดในวงการแฟชั่นยังต้องลุกขึ้นยืนสนับสนุนความเห่อคลั่งนี้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแหล่งชอปปิงชื่อดังในคูเวตอย่าง Villa Moda ที่กำลังอัพเกรดร้านเพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถสั่งเสื้อผ้า ทั้ง Thobe สำหรับลูกค้าชาย, ผ้าโพกหัวและ Abaya สำหรับผู้หญิง โดยสั่งให้ทางร้าน “ติดตั้ง” เครื่องประดับหรือทำพื้นผิวของผ้าให้พิเศษกว่าปกติ แบรนด์ดีไซเนอร์ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้ได้แก่ Tom Ford, Dries Van Noten และ Jil Sander เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป

“ผู้คนบางกลุ่มมองว่า Abaya แสดงการกดขี่ แต่ฉันสวมมันด้วยความสมัครใจ” นั่นคือเสียงจาก Sidiqa Sohail นักเรียนปีสุดท้ายจากโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในดูไบ Sohail และเพื่อนของเธอ Rawaa Talass กำลังออกไปตระเวนร้านค้าในห้าง Mall of the Emirates โดยที่ Sohail กำลังอวดผ้าคาดหัวสีดำยาวประดับด้วยลูกปัดโกเมนเล็กๆ ดูอ่อนหวาน แตกต่างจากเพื่อนของเธอซึ่งสวมเสื้อไร้แขนกับกางเกง Talass กล่าวว่า เธอไม่เคยสวม Abaya หรือผ้าคลุมศีรษะเลย

ที่โรงเรียนก็เช่นกัน เด็กบางกลุ่มสวม บางกลุ่มก็ไม่สวม เมื่อเดินไปตามถนน เราอาจเห็นเด็กผู้หญิงเดินทอดน่องในชุดสีฉูดฉาดกับยีนส์ แต่กลับสวม Abaya แบบมาตรฐานไว้คู่กัน

เรื่องนี้ Nayla Yared ผู้จัดการโปรเจค Dubai International Fashion Week พูดสั้นๆ ว่า

“ฉันเข้าใจเด็กพวกนี้ การที่เด็กไร้เดียงสาเหล่านี้จะเอาตัวรอดจากสื่อตะวันตก เช่น รายการจากเคเบิลหรืออินเทอร์เน็ต เป็นเรื่องที่หินมากๆ พวกเขาก็พยายามหาทางออกให้กับตัวเอง”

ฟังดูคล้ายกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของดีไซเนอร์ชื่อ Rabia Zargerpur ในนามของเสื้อผ้ายี่ห้อ Rabia Z ที่อุทิศตัวให้แก่เสื้อผ้าสำเร็จรูปแนวอนุรักษนิยม ในงานแฟชั่นวีคที่ผ่านมา เธอได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจนตัวเธอเองยังตกใจ ที่เธอตกใจก็เพราะห่วงโซ่แฟชั่นรายใหญ่กลับไม่สนใจจะบุกตลาดฝั่งนี้เลย “คนรุ่นใหม่พร้อมจะสวมผ้าปิดบังหน้าและในขณะเดียวกันก็ทันสมัยด้วย”

ด้วยวัยเพียง 31 ปี อดีตนักศึกษาสาขาวิชาแฟชั่นและธุรกิจจากอเมริกาคนนี้ มีเป้าหมายในชีวิต คือ การค้นพบความพอดีในการปฏิบัติตนอย่างถ่อมตัว (ของชาวมุสลิม) โดยไม่ต้องใช่ Abaya เพื่อปิดบังใบหน้าอีกต่อไป”

แต่สำหรับคนรุ่นเก่าที่สวม Niqab ซึ่งเป็นผ้าปิดใบหน้าทั้งหมดยกเว้นดวงตา กลับมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความผิดพลาดร้ายแรง “ที่พวกเขาพูดเช่นนี้ก็เพราะพวกเขาไม่ได้ดิ้นรนกับสภาวะการบริโภคสื่อในปัจจุบัน ความจริงแล้วคนหัวเก่าเหล่านี้น่านับถือมาก เพราะพวกเธอมีความเชื่ออย่างเต็มเปี่ยม แต่ไม่ใช่ทุกคนจะมีความศรัทธาสูงขนาดนั้น แต่ในทางกลับกัน ถ้าผู้หญิงที่สวมชุดของฉันถูกเรียกว่า ‘หญิงเซ็กซี่เคร่งศาสนา’ (muhajababe) ล่ะก็ แสดงว่า ในฐานะดีไซเนอร์ ฉันทำให้ลูกค้าผิดหวังเพราะเสื้อผ้าที่พวกเธอสวมอยู่สื่อความหมายผิดพลาด”

 


คำว่า muhajababe เป็นการบิดเบือนความหมายของคำว่า muhajabah ซึ่งแปลว่า ผู้ที่คลุมใบหน้า ล่าสุดนักข่าวชาวอังกฤษ Allegra Stratton ออกหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมของวัยรุ่นตะวันออกกลาง โดยใช้ชื่อที่ถูกบิดเบือนดังกล่าวเป็นชื่อของหนังสือ เนื้อหาภายในกล่าวถึงบรรดาหญิงสาวที่สวมกางเกงเอวต่ำสีดำกับส้นสูงและผ้าคลุมศีรษะเนื้อละเอียดสีดำโดยพันอยู่รอบศีรษะอย่างมิดชิด

ปัจจุบันการปกปิดร่างกายเช่นนี้ กลายเป็นการกระทำเพื่อ "แฟชั่นโดยแท้" อย่างน้อย นี่ก็เป็นข้อมูลที่เจ้าของหนังสือดังกล่าวได้มาโดยตรงจากสาวชาวจอร์แดนผู้หนึ่ง

คำกำกวมดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงให้แชทรูมในอินเทอร์เน็ตและเหล่าคุณย่าคุณยายถึงกับลุกเป็นไฟ คนเก่าคนแก่ในสังคมถึงกับเสียขวัญเมื่อเห็นวิธีการที่แฟชั่นผสมสัญลักษณ์ทางเครื่องแต่งกายของชาวมุสลิมเข้ากันอย่างมั่วซั่ว อีกทั้งทำให้เหตุผลของการแต่งตัวเพื่อศาสนาพร่าเลือนลงเรื่อยๆ

ในนิตยสาร culture club ของทางฝรั่งเศสนั้น มีการตั้งข้อสังเกตว่า ระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา ชุดแต่งกายที่เคยเป็นทั้งประจำชาติ ไม่ว่าของจีน ญี่ปุ่นและตะวันออกกลาง ค่อยๆ ถูกทำให้ "ละลายลง" ด้วยภาพที่เห็นทาง MTV และสื่อสะดวกอย่าง youtube

"เด็กสาวคนหนึ่ง อาจจะเคยอยู่หลังกำแพงที่แน่นหนามาก่อน และยาวนาน แต่เมื่อถึงวันที่พวกเธอมีอินเทอร์เน็ตอยู่ในโรงเรียนหรือแม้แต่ห้องนอน พวกเธออาจจะเห็นมันวันละ 4-5 ครั้ง แต่จำนวนที่ทุกวัน มันมากพอที่จะทำให้ภาพแฟชั่น จากดนตรีหรือหนัง กลายเป็นตัวเจาะความรู้สึกว่า พวกเธอควรจะมีโอกาสได้สวมใส่ชุดแฟชั่นแบบใน youtube บ้าง" ปีเตอร์ บอก ทั้งยังเสริมอีกว่า อาจจะมีคนรุ่นเก่าหลายคน เชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา มากกว่าแฟชั่นและดนตรี

"..แต่แท้จริงแล้ว สิ่งที่วัยรุ่นเห็นทุกวันซ้ำๆ ต่างหากที่จะทำให้พวกเขาอ่อนไหว..."

มาร์ค คัสซิน นักวิจารณ์หนังของยุโรป ชี้แง่มุมหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ทุกวันนี้ การใช้คำพูดที่มีนัยทางศาสนานั้น มีมากขึ้น เขาอ้างถึง star wars สามภาคหลัง ที่มักจะมีคำเฉพาะมากขึ้น และบางทีพูดออกมาแล้ว คนดูก็ไม่เข้าใจ เนื่องเพราะศัพท์คำนั้นเป็นคำพูดในศาสนาและคัมภีร์

เทรนด์ที่โถมตัวรุนแรงนี้..ดูเหมือนจะยากที่กำแพงวัฒนธรรมใดจะขวางกั้นไว้ได้ มันเชี่ยวกรากกว่าน้ำที่ท่วม รุนแรงกว่ามรสุมที่พัดแรง

มีการตั้งข้อสังเกตที่ดีจากนิตยสาร time ไม่นานมานี้ว่า แม้แต่เอเยนซีเอง ระยะหลังก็เกิดไอเดียโฆษณาที่วางแผนจะ "ขายเสื้อผ้า" แบบ "ดัดแปลงใหม่" และใช้เพลงฮิตนำทาง (เช่น Dancing Queen ของ Abba เปิดคลอไปด้วย)

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการทำมากขึ้น ทาง MTV ก็ปฏิเสธที่จะออกอากาศโฆษณาผ่านเพลงแบบนั้น เพราะเกรงเรื่องเอฟเฟคท์ทางศาสนา

ถึงตอนนี้ ดูเหมือนหลายๆ ประเทศ จะมีผลกระทบตรงๆ อ้อมๆ เกี่ยวกับรูปแบบการแต่งกายประจำชาติ แฟชั่นมีความรุนแรงจนแม้แต่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ยังต้องเคร่งเครียดกับการทะลวงของแฟชั่น (ผ่านดนตรีและแฟชั่น)

มันอาจไม่ต่างอะไรจากสถานการณ์ทั่วโลก ที่เกือบทุกประเทศแห่งการขายของ ได้ใช้สมรรถนะของแฟชั่นอย่างคุ้มค่าและหันมาบุกโลกตะวันออกกลาง โดยมีแพทเทิร์นคือใช้แฟชั่นคือเครื่องมือสร้างสรรค์ เปลี่ยนแปลงความรู้สึกคนวัยหนุ่มสาว

บางทีวันหนึ่ง หญิงสาวในซาอุดีอาระเบียปล่อยให้ผ้าคลุมศีรษะของพวกเธอลงมาพักบนบ่าและจะใช้งานก็ต่อเมื่อรู้สึกคุกคามจากสายตาของเพศตรงข้าม หรือไม่ก็เลิกใช้ผ้าโพกหัวไป

วันเดือนเคลื่อนผ่าน...บางทีเมื่อผ่านไปถึงทศวรรษหน้า ชาวเอเชียอาจแต่งตัวแบบเดียวกันทั้งทวีป

โดยมี youtube MTV และหนังสือแฟชั่น คอย "กำกับ"

นันทขว้าง สิรสุนทร & พันทิพย์ อศินธรรม
26 กันยายน พ.ศ. 2551

ประวัติศาสตร์กับโอลิมปิก
เรื่อง : มนวัธน์ พรหมรัตน์
นักศึกษาภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดย : ประชาไท วันที่ : 27/8/2551

ห่วงห้าห่วงซึ่งถูกออกแบบใน พ.ศ. 2456 ถูกใช้ในปี พ.ศ. 2457 และถูกแสดงครั้งแรกที่เกมส์ที่แอนท์เวิร์ป พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920)

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นความหยุดนิ่งบางอย่างในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี ความหยุดนิ่งเช่นนี้เองที่น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญของความสำเร็จ “ที่ไม่สำเร็จ”อย่างแท้จริงของนักกีฬาไทยในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติทุกครั้งเรื่อยมา

เชื่อว่าทุกๆ คนคงจะคุ้นหูกันเป็นอย่างดีสำหรับคำว่า “ทัพนักกีฬาไทย” หรือ “วีรบุรุษโอลิมปิก” คำเหล่านี้สะท้อนให้เห็นภาพของประวัติศาสตร์ชาตินิยมแบบเก่าๆ ที่ยังคงฝังอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของคนไทยตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน การแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติถูกสร้างให้กลายเป็นสมรภูมิการต่อสู้เพื่อเกียรติยศไม่ต่างอะไรกับสมรภูมิรบที่ดอนเจดีย์เมื่อสี่ร้อยกว่าปีที่แล้ว ทีมนักกีฬาไทยที่เดินทางไปแข่งขันกีฬาอันมีจุดประสงค์เพื่อ “มิตรภาพ” และ “สันติภาพ” กลายเป็น “กองทัพ” นักกีฬาไทยที่เสมือนต้องออกไปเผชิญกับสงครามระดับประเทศ

ภาพเหล่านี้ถูกผลิตและเผยแพร่ออกไปทั้งทางสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้กระทั่วสิ่งพิมพ์ ไม่เว้นแต่ละวันตลอดช่วงระยะเวลาการแข่งขัน ปลุกเร้าให้ผู้ชม ผู้ฟัง ผู้อ่านเกิดความรู้สึกฮึกเหิม รักชาติไปตามๆ กัน จนแทบจะไม่ต่างไปจากความรู้สึกดุเดือดเลือดพุ่งหลังชมภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ บ้านทุกหลังตั้งแต่คฤหาสน์กลางกรุงยันเพิงไม้ริมทุ่งต่างก็ใจจดใจจ่อร่วม “ชม” และร่วม “เชียร์” นักกีฬาไทยกันถ้วนหน้า

แต่ที่น่าแปลกคือชาวไทยที่รับชมและร่วมเชียร์อยู่ทางบ้านกลับไม่ได้ชมและเชียร์ “ทัพนักกีฬาไทย”ในทุกประเภทการแข่งขัน “ขุนพลเสื้อกล้ามไทย” และ “ทัพนักยกลูกเหล็กไทย” คือจุดมุ่งหมายของการชมและเชียร์ของคนไทยแทบจะทั้งประเทศ เกิดอะไรขึ้นกับนักกีฬาชนิดอื่นๆของไทย เหตุใดเขาเหล่านั้นจึงไม่ถูกสังกัดเป็นทัพนักกีฬาไทยในสายตาของคนไทยทั้งประเทศอย่างแท้จริง? ก่อนจะตอบคำถามนี้ได้ เราลองมองย้อนกลับมาดูอะไรบางอย่างที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้กันก่อน นั่นคือเรื่องของ “ประวัติศาสตร์ชาติไทย” ที่เราเรียนกันมาตั้งแต่เด็กจนโต ในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เรารู้จักกันนี้เราถูกเลือกให้ “จำ” บางเรื่องและ “ลืม” บางเรื่องมาโดยตลอด เราจำ พม่าที่มาเผากรุงศรีได้ แต่เราลืมหรือเรียกได้ว่าถูกทำให้ลืม ไทยที่บุกไปทำลายเมืองพระนครของเขมรเสีย นี่แหละคือประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่คนไทยรู้จัก ย้อนกลับมาดูที่การแข่งขันกีฬาที่เรากล่าวถึงนี้ เราก็ถูกเลือกให้ “จำ” บางอย่างและ “ลืม” บางอย่างเช่นเดียวกัน

กีฬามวยสากลสมัครเล่นและกีฬายกน้ำหนักเป็นสองชนิดกีฬาที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จคว้าชัยเอาเหรียญทองมาให้คนไทยได้ชื่นชมกันทั้งประเทศ สถานะของทีมนักกีฬาทั้งสองชนิดจึงกลายเป็น “ขุนพล” หรือ “กองทัพ” นักกีฬาผู้เป็นกำลังหลักและเป็นความหวังของชาติไทยในสมรภูมิแห่งเกียรติยศ ศักดิ์ศรีในครั้งนี้ สถานะที่สูงกว่านักกีฬาประเภทอื่นๆ ของนักกีฬาทั้งสองชนิดนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐไทย อาจรวมไปถึงสื่อมวลชนไทยได้เลือกหยิบเอามาให้คนไทยได้ “จดจำ” และ “รับรู้” อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่นักกีฬาประเภทอื่นๆ กลับถูกปัดทิ้งให้คนไทย “ลืม” ไปเสีย นี่คือผลพวงหนึ่งที่น่าจะตกทอดมาจากอุดมการณ์ของประวัติศาสตร์ชาตินิยม เช่นเดียวกับที่คนไทยรู้จักแต่ชาวบ้านบางระจันผู้ต่อสู้กับพม่าจนตัวตาย แต่กลับไม่รู้จักชาวบ้าน ไพร่พลอีกเป็นสิบเป็นร้อยหมู่บ้าน นับร้อยนับพันคนที่ล้มตายไปเพราะการต่อสู้กับพม่าเช่นกัน ดังนั้นในสำหรับคนไทยจึงมีเพียงแต่ชาวบ้านบางระจัน เช่นเดียวกับที่มีแต่นักมวยไทย นักยกน้ำหนักไทยเท่านั้น

หากมองเผินๆ แล้วหลายคนอาจคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาและไม่เกี่ยวข้องอะไรกับความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนักกีฬาไทยแต่ประการใด แต่ในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้เกี่ยวข้องอย่างมากและเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างยิ่งด้วย เพราะนี่แสดงให้เห็นว่าคนไทยเลือกที่จะมองหาแต่ “วีรบุรุษ” นับตั้งแต่ในประวัติศาสตร์ชาติไทยมาจนถึงการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติในปัจจุบัน เรายังคงจดจำ วิจารณ์ พลฤทธิ์ หรือ ปวีณา ทองสุข ได้เป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่คนที่จำ วิชัย ราชานนท์ หรือ เกษราภรณ์ สุตาได้ ทั้งๆ ที่เขาเหล่านี้ต่างก็ได้รับเหรียญรางวัลในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเช่นกัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้? เหตุผลง่ายๆ ก็คือพื้นที่สำหรับวีรบุรุษ วีรสตรีโอลิมปิกจะมีให้เฉพาะผู้ที่ได้เหรียญทองเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่กีฬาชนิดอื่นๆของไทยที่ไม่เคยได้รับเหรียญรางวัลแทบจะไม่มีพื้นที่อยู่ในความคิด ความทรงจำของคนไทยเลย เพราะกีฬาเหล่านี้ไม่เคยสร้างวีรบุรุษ และเมื่อไม่มีวีรบุรุษจึงไม่มีความจำเป็นที่ภาครัฐของไทยจะเลือกให้เป็นสิ่งที่ต้อง “จดจำ” สำหรับคนไทย และยิ่งกว่านั้นยังไม่มีความจำเป็นที่จะทุ่มทุนสนับสนุนนักกีฬาเหล่านี้อย่างจริงจังเหมือนกับกีฬาชนิดอื่นๆ ที่มีวีรบุรุษอีกด้วย

สำหรับคนไทย ไม่มีที่ว่างให้กับนักกีฬาชนิดอื่นๆ อีกแล้ว ยกเว้นเสียแต่ว่านักกีฬาที่ถูกลืมเหล่านี้จะสามารถใช้ความมานะบุกบั่นของตนเข้าคว้าชัยในการแข่งขันมาให้ได้ กีฬาชนิดนั้นจึงจะสามารถแทรกตัวเข้ามามีพื้นที่ในความคิดของคนไทยได้ ตัวอย่างที่เด่นชัด คือในกรณีของโอลิมปิกเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เมื่อน้องวิว เยาวภา บุรพลชัย ซึ่งไม่เคยอยู่ในสายตาคนไทยมาก่อนสามารถฝ่าฟันเอาชนะนักกีฬาประเทศอื่นๆ จนสามารถคว้าเอาเหรียญทองแดงในกีฬาเทควันโดกลับมาฝากชาวไทยเป็นครั้งแรกของวงการเทควันโดไทย น้องวิว จึงกลายเป็นฮีโร่สาวขวัญใจชาวไทยในชั่วพริบตา กีฬาเทควันโดกลายเป็นกระแสที่ตื่นตัวในคนไทยในช่วงเวลาหนึ่ง เด็กๆต่างใฝ่ฝันที่จะเป็นนักกีฬาเทควันโดทีมชาติเหมือนพี่วิว พ่อแม่ผู้ปกครองต่างก็แห่กันส่งบุตรหลานเข้าไปเรียนเทควันโดกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง หวังจะให้ลูกได้เป็นวีรบุรุษของไทยในอนาคต ไม่ต่างกับกระแสมวยไทย หรือฟันดาบไทย หลังจากดูหนังองค์บาก หรือตำนานสมเด็จพระนเรศวร ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งคือ หลังจากที่เกิดฮีโรในกีฬาเทควันโดของไทย ปรากฏว่าคนไทยเริ่มรับเอากีฬาอีกประเภทหนึ่งเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดเมื่อพูดถึงกีฬาโอลิมปิกแล้ว นั่นคือกีฬาเทควันโด

ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกครั้งนี้ก็เป็นที่น่าสังเกตว่านักกีฬาเทควันโดไทยสามารถบุกบั่นฟันฝ่าเข้าสู่รอบลึกๆด้วยกันถึงสองคน คนหนึ่งสามารถคว้าเอาเหรียญเงินมาได้ อีกคนหนึ่งปราชัยในการชิงเหรียญทองแดง แต่นี่สะท้อนให้เห็นว่ากีฬาที่ไทยมีความหวังในการชิงเหรียญรางวัลนั้นต้องเป็นกีฬาที่มีวีรบุรุษเกิดขึ้นมาก่อนแล้วทั้งสิ้น เพราะหากไม่มีวีรบุรุษทางภาครัฐหรือเอกชนย่อมไม่ยินดีที่จะทุ่มงบสนับสนุนไปอย่าง “ไร้ประโยชน์” เช่นนี้จึงเป็นที่น่าเสียใจสำหรับนักกีฬาประเภทอื่นๆที่ไม่เคยมีวีรบุรุษ วิลลี่ วีระเดช นักกีฬาฟันดาบไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ เนื่องด้วยความสามารถที่ค่อนข้างสูงทำให้เขาดูมีความหวังในการเข้าถึงรอบลึกๆของการแข่งขัน แต่เขาและทีมนักกีฬาฟันดาบกลับไม่มีโค้ชช่วยเหลือ แนะนำในการแข่งขันจริง ในทุกนัดการแข่งขันเขาต้องใช้สติปัญญาและกำลังกายของตนทั้งสิ้น เงินที่ภาครัฐให้กับเขาทั้งเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงต่างถูกนำไปใช้ในการซื้อ บำรุงรักษาอุปกรณ์ จ้างคู่ซ้อม หรือผู้ฝึกสอนจนแทบจะไม่เหลือเลยในแต่ละเดือน ในขณะที่กีฬามวยสากลสมัครเล่นไทยมีโอกาสได้ไปเก็บตัวในต่างประเทศ นี่คือความเหลื่อมล้ำของภาครัฐไทยในการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูก “เลือก” และผู้ที่ “ไม่ถูกเลือก” ใช่หรือไม่? เช่นนี้ถ้าตราบใดที่กีฬาฟันดาบไทยไม่สามารถสร้างวีรบุรุษขึ้นมาได้ ภาครัฐของไทยก็จะไม่มีวันใส่ใจหรือทุ่มเทงบประมาณพร้อมทั้งยกย่องให้เขาเป็นผู้ถูก “จำ” เช่นนั้น หรือ?

การถูกเลือกให้จำ และ ลืม เป็นสิ่งร้ายกาจที่ครอบงำสังคมไทยมาตลอดระยะเวลาอันยาวนาน วีรบุรุษหรือวีรสตรีไทยกลายเป็นคนดังในพริบตาเมื่อกลับมาถึงเมืองไทย นอกจากเงินสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นเลขเจ็ดหลักแล้ว จะหยิบจะจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด เช่น สมรักษ์ คำสิงห์ วีรบุรุษเหรียญทองโอลิมปิกคนแรกของไทย เมื่อกลับมาก็ถูกชักนำเข้าสู่วงการบันเทิง กลายเป็นพระเอกละครประวัติศาสตร์ชาตินิยมเรื่อง นายขนมต้ม เป็นนายแบบกางเกงในชายยี่ห้อดังยี่ห้อหนึ่ง กลายเป็นเจ้าของฉายาโม้อมตะที่ติดปากคนไทยโดยทั่วไป ไม่ว่าจะไปทางใดไม่มีใครไม่รู้จักสมรักษ์ คำสิงห์ นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการ “เลือก” ปฏิบัติต่อนักกีฬาไทยอย่างเห็นได้ชัด นักกีฬาคนอื่นๆที่ไม่สามารถคว้าเหรียญรางวัลกลับมาเมืองไทยไม่เคยมีชื่อปรากฏอยู่บนสื่อต่างๆ ไม่เคยถูกชักนำเข้าสู่วงการบันเทิง ไม่เคยได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนดังเช่นวีรบุรุษ ผู้ปราชัยกลับมาคือนักรบผู้พ่ายแพ้ไม่มีค่าต่อการจดจำและถูกมองข้ามไปอย่างหมางเมินด้วยความจงใจ ทั้งๆที่เขาเหล่านี้ต่างก็พยายามจนสุดความสามารถของตนแล้ว เช่นนี้กำลังใจสำหรับการก้าวเดินต่อไปของผู้แพ้อยู่ที่ใดเล่า? และเขาจะกลับมายืนอย่างผงาดอีกเพื่อพร้อมสู้ศึกอีกครั้งได้อย่างไร?

ตราบใดที่คนไทยยังมุ่งที่จะแสวงหาแต่วีรบุรุษของชาติ โดยไม่เคยสนใจผู้ปราชัยคนอื่นๆเช่นนี้ จะมีประโยชน์อะไรเล่าที่จะต้องออกมาโฆษณาปลุกระดมชาวไทยทั้งชาติให้ร่วมส่งแรงใจไปเชียร์นักกีฬาไทยกันอย่างครึกโครม ในเมื่อคนไทยไม่เคยรู้จักนักกีฬาชนิดอื่นๆ ซึ่งภาครัฐของไทยเลือกที่จะลืมและละเลยเขาเหล่านั้นทิ้งไปเสีย เหตุแค่เพราะเขาสังกัดอยู่ในชนิดกีฬาที่ไม่เคยสร้าง “เกียรติภูมิแก่ชาติ” หรือ แค่เพราะเขาไม่มี “ความเป็นวีรบุรุษ” แบบประวัติศาสตร์ชาตินิยมของไทยอยู่ในตัวของเขาเท่านั้นหรือ? ถ้าสังคมไทยยังคงหยุดนิ่งอยู่กับวังวนของคำว่า “วีรบุรุษ” เช่นนี้ต่อไป ไม่ว่าจะสี่ปีข้างหน้า หรือสิบปีข้างหน้า ความสำเร็จของนักกีฬาไทยก็จะไม่มีทางก้าวหน้าไปไกลกว่านี้เลย เพราะความสำเร็จเป็นแค่ของวีรบุรุษนักกีฬาไทย ไม่ใช่ของทีมนักกีฬาไทยทั้งหมดอย่างแท้จริงนั่นเอง


10 อันดับสัตว์ที่อายุยืนที่สุด!
16 สิงหาคม 2551 กองบรรณาธิการ ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด

เรื่องราวส่งต่อวันนี้ เป็นความรู้ที่น่าสนใจค่ะ จึงต้องรีบขยายต่อนั่นคือ สัตว์อะไรบ้างที่ได้จัดอันดับว่า อายุยืนที่สุด ..เชื่อหรือเปล่าว่า "คน" ก็อยู่ในท็อปเท็นด้วยค่ะ


อันดับ 10 คือ "ลิง" ญาติห่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วลิงจะมีอายุเฉลี่ย 25 ปี

อันดับ 9 ได้แก่ "ช้าง" ซึ่งมีอายุเฉลี่ย 60 ปี โดยจะขึ้นอยู่กับการดูแล อาหารการกินและความเครียด ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้เปรียบเทียบอายุขัยระหว่างช้างเอเชียและช้างแอฟริกาแล้วพบว่า ช้างแอฟริกาที่ต้องผจญกับสัตว์ป่านานาชนิดและอาหารการกินที่ขัดสนกว่า ทำให้พวกมันเครียดและมีอายุขัยน้อยกว่าช้างเอเชีย อย่างไรก็ดี มีบันทึกว่าประเทศญี่ปุ่นเคยมีช้างที่มีอายุมากที่สุดในโลกคือ 86 ปี

อันดับ 8 คือสัตว์ที่ไม่มีใครอยากให้มันมีชีวิตที่ยืนยาวนัก เพราะมันมักได้รับบทตัวร้ายในละครเสมอๆ นั่นคือ 'อีกา' นั่นเอง ด้วยเหตุผลที่อีกาจะมีคู่เพียงตัวเดียวตลอดอายุขัย ทำให้มันไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป นอกจากนี้ การสืบพันธุ์ยังเป็นตัวกำนันนาฬิกาชีวภาพให้หมุนเร็วขึ้นด้วย อีกาจึงมีอายุขัยสูงถึง 90 ปี ซึ่งพบอีกว่านกหลายๆ ชนิดก็มีอายุที่ยืนยาวไม่ต่างจากอีกามากนัก เช่น นกกระตั้ว

อันดับ 7 คือ "กุ้งก้ามกราม" ด้วยอายุขัย 100 ปี ถือว่าอายุยืนที่สุดในสัตว์จำพวกมีเปลือกแข็งด้วยกัน ด้วยเหตุผลที่มันมีการเคลื่อนไหวและเผาผลาญพลังงานน้อย

อันดับ 6 คือ "หอยมุกน้ำจืด" ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เผาผลาญพลังงานน้อย กินน้อย ใช้ก๊าซออกซิเจนในการหายใจน้อย ทำให้มันสามารถคว้าอันดับ 6 มาครองได้ ด้วยอายุขัยมากกว่า 110 ปี

อันดับ 5 คือมนุษย์เรานี่เอง โดยมีอายุขัยสูงสุด 120 ปี ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่จารึกไว้ในคัมภีร์ศาสนาคริสต์และฮินดูที่ว่า มนุษย์จะมีอายุขัยได้ไม่เกิน 120 ปี อย่างไรก็ตามระยะหลังมานี้ มนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีอายุทะลุ 100 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ เคล็ดลับการมีอายุยืนของผู้เฒ่าผู้แก่ทั้งหลายล้วนระบุตรงกันถึงการบริโภคอย่างพอดี การออกกำลังกายแต่พอดี ไม่ใช้ร่างกายอย่างหักโหมและมีทัศนคติที่ดี

อันดับ 4 ตกเป็นของปลาโบราณร่วมยุคกับไดโนเสาร์ที่มีไข่ที่เอร็ดอร่อยที่สุดในโลก นั่นคือ "ปลาสเตอร์เจียน" ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า มันสามารถมีอายุได้สูงถึง 150 ปีทีเดียว โดยคาดกันว่าน่าจะเป็นผลมาจากยีนอายุยืนที่พิสูจน์แล้วมามีอยู่จริงของมัน

อันดับ 3 ตกเป็นของพี่เบิ้มสิ่งมีชีวิตนั่นคือ "ปลาวาฬออร์ก้าในทวีปแอนตาร์กติก" ด้วยอายุขัย 200 ปี

อันดับ 2 "เต่า" ถือเป็นสิ่งมีชีวิตอายุยืนอันดับ 2 ที่มีอายุขัยประมาณ 250 ปี โดยเต่าที่มีอายุยืนที่สุดในโลกขณะนี้คือ 'เต่า' กาลาปากอสที่มีชื่อว่า 'แฮเรียน' ตัวเดียวกันกับที่ 'ชาร์ลส ดาร์วิน' นักวิทยาศาสตร์ชื่อก้อง จับมันมาใช้ชีวิตเมืองเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยชาร์ลสเองก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สิ่งมีชีวิตชนิดนี้มีอายุยืนกว่าเขาเองเสียอีก โดยสาเหตุที่เชื่อว่าเต่ามีอายุยืนยาว สืบเนื่องจากการเคลื่อนไหวที่เนิบช้า และความไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆ นั่นเอง

อันดับที่ 1 จะเป็นของใครไปไม่ได้เลย นอกจากสิ่งมีชีวิตที่ใช้ชีวิตดำดิ่งอยู่ก้นมหาสมุทรอันมืดมิดด้วยอุณหภูมิเย็นเฉียบ มันคือ "ฟองน้ำยักษ์" ซึ่งมีอายุสูงอย่างไม่น่าเชื่อถึง 10,000 ปี หรืออาจกล่าวว่า มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีวันตายก็ได้ และเมื่อถามถึงปัจจัยที่ทำให้ฟองน้ำยักษ์มีอายุยืนที่สุดในโลก หลายคนอาจเบนหน้าหนีด้วยที่ว่า มันแทบไม่กินและไม่กระดุกระดิกเลย จนนักวิทยาศาสตร์ถึงกับแซวมันว่า หากมนุษย์ต้องการที่จะมีอายุยืนต้องอยู่ใต้ก้นมหาสมุทร ไม่กินอาหารและอยู่นิ่งๆ เหมือนโดนสต๊าฟไว้แล้ว ก็เชื่อว่าคงไม่มีใครอยากอายุยืนเหมือนมันอย่างแน่นอน.


คตินิยมเรื่องทอง
เรื่อง สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีแห่งชาติ (องค์การมหาชน) / ภาพ หนังสือเครื่องทองสมัยอยุธยา



ขึ้นชื่อว่า ทอง คงไม่มีใครไม่รู้จักและไม่ต้องการ เนื่องจากทองเป็นของหายากและมีคุณค่ามาก เชื่อกันว่าแผ่นดินสุวรรณภูมิ หรือดินแดนแถบเอเชียอาคเนย์เป็นดินแดนทอง และเป็นถิ่นที่มีความนิยมทองมากมาแต่โบราณกาล

สำหรับท่านที่ติดตามคอลัมน์สีสันอัญมณีเป็นประจำ คงเคยได้รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับทองคำมาบ้างแล้ว ในว่าด้วยเรื่องของทองคำ ตอนที่ 1 และ 2 วันนี้เราจะพาทุกๆ ท่านมาทำความรู้จักกับทองคำให้มากขึ้น ในด้านที่เกี่ยวกับคติความเชื่อเรื่องการใช้ทองคำ ซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน มาให้ทุกท่านทราบและเข้าใจในเรื่องของทองคำมากขึ้นค่ะ


ทองคำถือเป็นของคู่บ้านคู่เมืองแห่งแผ่นดินสุวรรณภูมิมาช้านานแล้ว เพราะถือว่าเป็นของมีค่า มีราคาสูงกว่าสิ่งอื่น สำหรับคนไทยอาจจะเรียกได้ว่า “มีค่าควรเมือง” ก็เป็นได้ เพราะตามคตินิยมตั้งแต่ครั้งโบราณ เนื่องจากทองมีค่าสูงสุด คนสมัยก่อนเวลาทำพิธีหมั้น หรือพิธีแต่งงาน เขาจะนิยมเรียกค่าสินสอด ค่าหมั้นด้วยทองคำเป็นหลัก ซึ่งทองคำที่ใช้นั้นจะเป็นทองแท่ง หรือทองรูปพรรณก็ได้ แต่โดยมากมักเรียกกันเป็นทองรูปพรรณ (ที่เรียกเป็นทองแท่งก็เพื่อความสะดวกฝ่ายหญิงสามารถจะเอาทองไปแปรรูปทำอะไรก็ได้ตามชอบใจ) เช่น เรียกทอง 10 บาท อาจแยกเป็นสร้อยคอเสีย 5 บาท สร้อยข้อมือ 5 บาท เป็นต้น


แม้แต่พิธีการโกนจุก การขึ้นบ้านใหม่ หรือการรับขวัญเด็กเกิดใหม่ ก็มีการให้ทองคำเป็นของขวัญกัน และถือกันว่าเป็นของขวัญที่มีเกียรติสำคัญ มีหน้ามีตาที่สุด กล่าวคือ พี่ ป้า น้า อา จะนำเอาทองมาให้เป็นของขวัญเป็นทุนรอนแก่ลูกหลาน โดยมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่าหากปีใดชาวนา ชาวบ้านทำนาได้ข้าวดี ราคาทองก็จะสูงขึ้นตามด้วย เพราะแสดงว่าปีนั้นเศรษฐกิจของชาวบ้านดี จะมีการสู่ขอแต่งงานกันมากกว่าปกติ รวมทั้งมีการซื้อขายทองคำกันมากขึ้นด้วย


อย่างเช่น พระนามของพระเจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยาตามตำนานก็กล่าวว่า เมื่อแรกเกิดพระราชวงศานุวงศ์และพระญาติทั้งปวงมีความชื่นชมยินดี จึงนำอู่ (เปล) ทอง ขันทอง อ่างทอง มาถวายเป็นของขวัญ คนทั่วไปจึงได้เรียกกันว่า “พระเจ้าอู่ทอง” มาตั้งแต่ยังพระเยาว์


ในสมัยก่อนยังไม่มีธนาคาร การเก็บรักษาทรัพย์สินสิ่งของมีค่า ชาวพื้นเมืองนิยมซื้อทอง หรือการแลกเปลี่ยนเป็นทองนำมาเก็บไว้ เนื่องจากราคามาตรฐานมูลค่าไม่ตก เป็นถาวรวัตถุไม่ชำรุดแตกหักฉีกขาดได้ง่ายอย่างธนบัตร และเป็นทรัพย์ที่มีค่าซึ่งคนทั่วไปยอมรับทำให้สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ง่ายกว่าทรัพย์สินอื่นทั่วไป การซื้อทองเก็บไว้จึงคล้ายกับเป็นการออมทรัพย์ หรือการสะสมทรัพย์ ไม่ต่างกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร หากกลัวโจรผู้ร้ายจะมาแย่งชิง ก็ใส่หม้อไหฝังดินซ่อนไว้ ดังนั้นคนโบราณจึงวัดฐานะกันด้วยทองอย่างที่เพลงพื้นบ้านร้องว่า “มีเงินเขานับว่าน้อง มีทองเขานับว่าพี่” คือถ้าใครมีทองหรือมีทรัพย์สินมากก็จะมีหน้ามีตาเป็นที่เคารพนับถือแก่คนทั่วไป


ในทางราชการบ้านเมืองก็เช่นกัน เมื่อยามที่ต้องมีการติดต่อสร้างสัมพันธไมตรีต่อกันระหว่างประเทศ ของกำนัลและเครื่องราชบรรณาการที่สำคัญขาดไม่ได้ก็คือทอง ซึ่งอาจแปรรูปเป็นภาชนะเครื่องใช้สอย ดังเช่น ต้นไม้ทอง เครื่องประดับทอง เชิงเทียน พาน เป็นต้น


สมัยโบราณถือกันว่าทองมีค่าสูงและเป็นที่นิยมยอมรับกันอย่างสามัญทั่วไป ทองคำจึงสามารถใช้กำหนดแทนสิ่งของได้ทุกอย่าง ตลอดจนสามารถใช้แทนเงินตราได้ คนสมัยก่อนจึงใช้ทองเป็นของรางวัลตอบแทนแม่ทัพนายกอง โดยเฉพาะเมื่อเวลารบทัพจับศึกชนะ และยังนิยมใช้ทำเป็นเครื่องอลังการต่างๆ ประดับตกแต่งถวายเป็นพุทธบูชาในพระพุทธศาสนาอีกด้วย


นอกจากนี้ เครื่องประดับเครื่องแต่งกาย คนโบราณก็ถือว่าทองเป็นของสำคัญและมีความจำเป็นมาก ซึ่งนอกจะความสวยงาม ยังขับผิวให้ดูเปล่งปลั่ง พร้อมทั้งแสดงฐานะทางสังคมของผู้สวมใส่อีกด้วย หรือแม้แต่การตั้งชื่อลูกหลานในสมัยโบราณก็นิยมเอาทองคำมาผสมด้วยถือว่าเป็นมงคลนาม ไม่ว่าจะเป็น ทองอิน ทองคำ ทองประศรี ฯลฯ


การนำทองคำมาประดิษฐ์เป็นวัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์ใช้สอยนั้น มนุษย์รู้จักนำทองมาเป็นเครื่องประดับมานาน โดยนำมาใช้สำหรับการตกแต่งร่างกายก่อน โดยทำเป็นเครื่องประดับ อาทิ แหวน ต่างหู กำไลแขน สร้อยข้อมือ เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์นั้นชอบรักความสวยงาม ประกอบกับเป็นประดิษฐกรรมเริ่มแรก ต้องทำในสิ่งของที่มีขนาดเล็กและง่ายก่อน ต่อเมื่อมีความรู้ความสามารถในการแสวงหาทองมาได้เป็นจำนวนมาก และมีเทคนิควิธีการทำฝีมือสูงขึ้นจึงคิดสร้างสรรค์งานสำคัญชิ้นใหญ่ๆ ขึ้น เช่น การประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับชิ้นใหญ่ เช่น ทับทรวง มงกุฎ รวมทั้งการทำเป็นรูปเคารพในศาสนา พระพุทธรูป เครื่องทรงต่างๆ รวมทั้งการประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่มีขนาดใหญ่และมีความละเอียดอ่อน อ่อนช้อย และสวยงาม ตามทักษะและความชำนาญที่สะสมกับมากขึ้น รวมทั้งเทคนิควิธีการต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นตามวันเวลา


ปัจจุบันคติความเชื่อรวมทั้งค่านิยมของการใช้ทองคำ รวมทั้งเครื่องประดับทองคำ ก็ยังคงความนิยมไม่เสื่อมคลาย อาจเพราะค่า ราคาของทองคำ หรือเหตุผลอื่นๆ อย่างไรก็ตามคติความเชื่อเกี่ยวกับทองคำกับคนไทย ก็ยังคงจารึกอยู่ในวัฒนธรรมของเราอย่างเหนียวแน่นและเปลี่ยนแปลงได้ยาก แม้ว่าจะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามามีบทบาทเพิ่มมากขึ้นก็ตามค่ะ


พลาดไม่ได้...สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ขอเชิญผู้ที่สนใจเข้าร่วมการสัมมนา หัวข้อ “ทองสีม่วง และเทคนิคการตรวจสอบเครื่องประดับตามมาตรฐานการส่งออก” ในวันอังคารที่ 19 ส.ค. 2551 เวลา 13.00– 16.00 น. ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารวิจัยและตรวจสอบอัญมณี สอบถามรายละเอียดและสำรองที่นั่งฟรี โทร.02-218-5470-3 ต่อ 16-17

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2551
----------


6 คำถาม...สู่ความเป็นนักอนาคตศาสตร์
ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com

มีคำถามหลายคำถามเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์ที่ผู้เขียนได้รับในวาระต่างๆ วันนี้ขอคัดเอา 6 คำถามน่าสนใจเป็นพิเศษมาตอบ...

คำถามที่ 1 : อนาคตศาสตร์ดีอย่างไร?


คำตอบหนึ่งสำหรับคำถามนี้คือ คนที่เชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์ อย่างน้อยจะมีอนาคตที่ดีกว่าคนไม่เชื่อ


ทำไมหรือ?


ก็เพราะว่าคนที่เชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์ จะมีการเตรียมตัวในการเดินทางสู่อนาคต หรือการเตรียมตัวเพื่ออนาคตดีกว่าคนไม่เชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์ เพราะคนที่เชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์ ก็จะตระหนักว่าอนาคตของตนเองจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับตนเองเป็นสำคัญ ถ้าอยากจะเป็นอะไร อยากจะได้อะไร ตามหลักของอนาคตศาสตร์แล้ว “ความอยากจะเป็นอยากจะได้” จะบรรลุความปรารถนาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตนเองเป็นสำคัญที่สุด ว่ามีความพยายามจริงจังเพียงใด เดินไปตามถนนสายที่จะนำไปสู่อนาคตที่อยากเป็นอยากได้แค่ไหน


คำถามที่ 2 : นอกเหนือไปจากบุคคลแต่ละคนแล้ว อนาคตศาสตร์ดีสำหรับสังคมส่วนรวมอย่างไร?


คำตอบคือ ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมใดเชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์ สังคมนั้นก็มีโอกาสจะบรรลุสู่อนาคตที่พึงประสงค์ได้มากกว่าสังคมที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์


ทำไมหรือ?


ก็เพราะว่าสังคมที่คนส่วนใหญ่เชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์ คนส่วนใหญ่ในสังคมก็จะพยายามทำในสิ่งที่ดี เพื่อที่สังคมโดยภาพรวมจะได้เดินไปสู่อนาคตที่ดีด้วย


ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนส่วนใหญ่ในสังคมไม่เชื่อในหลักการของอนาคตศาสตร์ ก็มีเพียงสองทางที่คนส่วนใหญ่จะเชื่อกันคือ เชื่อในเรื่องของอำนาจเหนือธรรมชาติ ว่าได้กำหนดชะตาชีวิตของตนเองไว้แล้ว ไม่ว่าตนจะทำหรือไม่ทำอะไร อนาคตก็จะเป็นดังที่อำนาจเหนือธรรมชาติได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งส่งผลให้คนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตไปดังเสมือนหนึ่งเรือที่ไม่มีหางเสือ ไม่มีจุดหมายปลายทางของการเดินทาง เส้นทางการเดินทางจะเป็นอย่างไร สภาพการเดินทางจะเป็นอย่างไร ก็จะขึ้นอยู่กับคลื่นลมทะเลในมหาสมุทรเป็นสำคัญ...


ส่วนอีกทางหนึ่งที่คนส่วนใหญ่จะเชื่อกัน คือไม่เชื่อในอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นอนาคตศาสตร์หรืออำนาจเหนือธรรมชาติ หากปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมจริงๆ ยิ่งกว่าคนที่เชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติเสียอีก เพราะอย่างน้อยคนที่เชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติก็จะพยายามเข้าใจ เข้าถึงอำนาจเหนือธรรมชาติ จะพยายามทำตนไปสู่อนาคตที่ดีเท่าที่คิดว่าอำนาจเหนือธรรมชาติได้กำหนดเอาไว้


คำถามที่ 3 : ใครบ้างจะเป็นนักอนาคตศาสตร์ได้? จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? จะต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือไม่?


คำตอบคือ ใครก็ตามที่เข้าใจในหลักการของอนาคตศาสตร์ ก็สามารถจะเป็นนักอนาคตศาสตร์ได้ ไม่จำเป็นจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษเฉพาะด้านอย่างใด ไม่จำเป็นจะต้องเป็นนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น จึงจะเป็นนักอนาคตศาสตร์ได้


คำถามที่ 4 : หลักการของอนาคตศาสตร์เป็นอย่างไร?


หลักการพื้นฐานของอนาคตศาสตร์เป็นดังนี้คือ เส้นทางสายอนาคตของคนคนหนึ่งมีหลายเส้นทางที่เป็นไปได้ แต่เส้นทางจริง (ที่เกิดขึ้นจริง) จะมีเพียงเส้นทางเดียว ขึ้นอยู่กับความคิดและการกระทำของคนคนนั้นในอดีตและปัจจุบันเป็นสำคัญ...


กรณีของสังคมก็เช่นเดียวกันคือ เส้นทางสายอนาคตของสังคมหนึ่งๆ มีได้หลายเส้นทาง แต่เส้นทางจริงจะมีอยู่เพียงเส้นทางเดียว ขึ้นอยู่กับความคิดและการกระทำของคนส่วนใหญ่ในสังคมทั้งในอดีตและปัจจุบันเป็นสำคัญ


คำถามที่ 5 : การพยากรณ์อนาคตตามหลักการของอนาคตศาสตร์ จะต้องใช้ความรู้พิเศษทางคณิตศาสตร์แค่ไหน?


คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับวิธีการที่เลือกใช้ในการพยากรณ์อนาคตตามหลักการของอนาคตศาสตร์ เพราะการพยากรณ์อนาคตตามหลักการของอนาคตศาสตร์มีหลายวิธี แต่ละวิธีมีกระบวนการและระดับการใช้คณิตศาสตร์แตกต่างกัน ตั้งแต่การใช้คณิตศาสตร์เชิงสถิติชั้นสูง ถึงไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์แต่อย่างใดเลย


การพยากรณ์อนาคตตามหลักการของอนาคตศาสตร์ ที่ต้องใช้ข้อมูลและวิธีการทางคณิตศาสตร์เชิงสถิติอย่างมาก เช่น วิธีเรียกว่า Trend Extrapolation หรือ วิธีการต่อแนวโน้ม ใช้ข้อมูลเชิงสถิติในอดีตมาเขียนเป็นกราฟถึงปัจจุบัน แล้วเขียนต่อแนวโน้มของกราฟไปสู่อนาคต เช่น จำนวนประชากรคนไทยจากอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และมีมิติแห่งเวลาห่างกันเป็น 10 ช่วงปี เช่น เมื่อ 40, 30, 20, 10 ปีก่อน ถึงปัจจุบันมาเขียนเป็นกราฟ แล้วจึงต่อกราฟไปในอนาคตอีก 50 ปี ก็จะได้ผลเป็นการพยากรณ์จำนวนประชากรคนไทยไปในอนาคตอีก 50 ปี


วิธีการพยากรณ์อนาคตตามหลักอนาคตศาสตร์ที่ไม่ต้องใช้คณิตศาสตร์ เช่น วิธีการพยากรณ์อนาคต โดย Scenario Technique หรือ เทคนิคการสร้างฉากอนาคต เป็นวิธีการเหมือนกับการเขียนเรื่องสั้น บรรยายสภาพการณ์ของอนาคตที่ผู้เขียนคิดว่ามีแนวโน้มจะเกิดขึ้นได้ เช่น พัฒนาการหรือการเสื่อมลงของศิลปวัฒนธรรมบางอย่างของชนชาติไทยในอีก 10, 20, 30, 40 หรือ 50 ปีข้างหน้า


คำถามที่ 6 : วิธีการพยากรณ์อนาคตตามหลักของอนาคตศาสตร์ มีความเหมาะสมสำหรับการพยากรณ์อนาคตในด้านต่างๆ ทัดเทียมกันหรือไม่?


คำตอบคือ ไม่ทัดเทียมกัน แต่ละวิธีมีความเหมาะสมสำหรับกรณีศึกษาแตกต่างกัน และมีความสะดวกหรือความคล่องตัวในการใช้ไม่เหมือนกัน


ตัวอย่างเช่น วิธีการต่อแนวโน้ม เหมาะสำหรับการพยากรณ์อนาคตสำหรับเรื่องที่มีข้อมูลในอดีตถึงปัจจุบันชัดเจน และมีความเกี่ยวเนื่องต่อกันตามมิติเวลาที่สามารถจะเขียนเป็นกราฟต่อเนื่องจากอดีตถึงปัจจุบันได้อย่างราบรื่น และจึงต่อกราฟไปในอนาคตได้เป็นเส้นกราฟราบรื่นอย่างต่อเนื่อง วิธีการนี้ผู้ใช้จะต้องมีความรู้เชิงสถิติอย่างค่อนข้างดี...


ส่วนสำหรับวีธีการสร้างฉากอนาคต เหมาะสำหรับการพยากรณ์อนาคตในเรื่องที่ไม่สามารถเขียนเป็นกราฟต่อเนื่องจากอดีตมาถึงปัจจุบัน แล้วจึงเขียนเป็นกราฟต่อไปอย่างราบรื่นในอนาคต วิธีการสร้างฉากอนาคตมีข้อดีที่สามารถทำได้โดยคนคนเดียวและมักจะน่าอ่าน เพราะสามารถเขียนในรูปแบบของฉากนิยายในอนาคตได้ แต่วิธีการนี้ก็มีข้อเสียที่มักเป็นการมองอนาคตด้วยสายตาของคนคนเดียว และจึงมีโอกาสที่จะผิดพลาดได้มากกว่าการพยากรณ์อย่างเป็นหมู่คณะ โดยวิธีการต่อแนวโน้ม หรือวิธีการเรียก เทคนิคเดลไฟ (Delphi Technique) ที่ต้องอาศัยการทำงานเป็นกลุ่ม รวบรวมและสรุปภาพอนาคตโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง เป็นภาพอนาคตรวมของผู้เชี่ยวชาญออกมา


ท่านผู้อ่านที่เพิ่งจะสัมผัสกับอนาคตศาสตร์ ลองเข้ามาศึกษาอนาคตศาสตร์กันดู แล้วจะพบว่ามีสิ่งดีๆ มากมายที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ในปัจจุบันและอนาคต ก็จะดูมีความหมายมากขึ้นทีเดียว!

ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com
วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2551
---------------------


โหราศาสตร์ อนาคต และความเชื่อ
เรื่อง : ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล kshaiwat2@hotmail.com

จริงหรือไม่ โหราศาสตร์และอนาคตศาสตร์มีเป้าหมายสูงสุดเหมือนกัน?

คำตอบคือ จริง!

เป้าหมายสูงสุดของทั้งโหราศาสตร์และอนาคตศาสตร์ คือการพยากรณ์อนาคตจริงหรือไม่ โหราศาสตร์และอนาคตศาสตร์มีจุดกำเนิดเหมือนกัน?


จริง! เพราะอนาคตศาสตร์ก็คือ วิทยาศาสตร์ เพียงแต่ว่าอนาคตศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพยากรณ์อนาคต ซึ่งหมายความว่าอนาคตศาสตร์ก็คือ การพยากรณ์อนาคตอย่างวิทยาศาสตร์ ที่ยึดมั่นในหลักการของ “เหตุ” และ “ผล” กล่าวคือ ทุกสิ่งที่เป็นผล ล้วนมีเหตุเป็นปัจจัยก่อให้เกิดเป็นผล มีกระบวนการขั้นตอนอย่างเห็นเป็นประจักษ์ได้ อธิบายอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้ ไม่มีส่วนที่เป็นเรื่องของความเร้นลับมาเกี่ยวข้อง


ดังนั้น เรื่องจุดกำเนิดที่มาของโหราศาสตร์และอนาคตศาสตร์ ก็เป็นเรื่องเดียวกันกับประเด็นคำถามว่า โหราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีจุดกำเนิดที่มาเหมือนกันหรือไม่?


คำตอบก็จะเป็นอย่างชัดเจนว่า จริง!


กำเนิดที่มาของโหราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คือ ความสงสัยของมนุษย์ตั้งแต่อดีตกาลหลายพันปีมาแล้ว ถึงวิถีความเป็นไปของสรรพสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของมนุษย์ว่า อยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งใดหรือไม่


เนื่องจากมนุษย์ในอดีตเมื่อหลายพันปีก่อนโน้น ยังไม่มีปัจจัยที่จะช่วยในการคิดและทำอย่างวิทยาศาสตร์ ดังนั้น โหราศาสตร์จึงเริ่มต้นปักหลักฝังรากลึกก่อนวิทยาศาสตร์ โดยเริ่มต้นจากการสังเกตของมนุษย์ถึงสภาพความเป็นไปของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาดวงดาวในท้องฟ้ากับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกกับมนุษย์และธรรมชาติ และพบว่า สภาพและความเปลี่ยนแปลงของดวงดาวในท้องฟ้า ดูจะสัมพันธ์กับเหตุการณ์บนโลก เช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ความแห้งแล้ง โรคระบาด และเหตุต่างๆ ที่เกิดกับมนุษย์ ดังเช่น การเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์การออกล่าสัตว์ ความทุกข์ ความสุข ความขัดแย้ง ความรุนแรงและสงคราม


จากข้อสังเกตเหล่านั้น จึงเกิดเป็นความเชื่อว่า ธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงดาวในท้องฟ้า ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีฤทธิ์มีอำนาจพิเศษเหนือธรรมชาติทั่วไป รวมไปถึงวิถีชีวิตและความเป็นไปของมนุษย์บนโลก ซึ่งในที่สุดก็ตกผลึกมาเป็นโหราศาสตร์ มีหลักการพื้นฐานสำคัญว่า อนาคตของมนุษย์แต่ละคน รวมไปถึงสังคมมนุษย์และประเทศชาติ ล้วนถูกกำหนดไว้แล้วโดยอำนาจเหนือธรรมชาติ


สำหรับวิทยาศาสตร์ โดยทั่วไปแล้ว ก็เกิดขึ้นจริงๆ หลังโหราศาสตร์หลายพันปี เพราะโหราศาสตร์เริ่มเป็นหลักเป็นฐานชัดเจนตั้งแต่สมัยชาวคาลาเดียน (Chaldean) ซึ่งเป็นบรรพบุรุษส่วนใหญ่ของชาวบาบิโลน เมื่อประมาณ 5,000-6,000 ปีในอดีต...


ส่วนวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเกิดขึ้นจริงๆ ตั้งแต่ยุคสมัยของ อริสโตเติล เมื่อประมาณ 2,000 ปีเศษมาแล้ว แต่จากปัญหาการขาดอุปกรณ์เครื่องมือที่จะช่วยอริสโตเติลให้ศึกษาธรรมชาติได้อย่างถูกต้อง ดังเช่นสภาพและตำแหน่งของดวงดาวในท้องฟ้า ทำให้วิทยาศาสตร์ในยุคของอริสโตเติลไม่มั่นคง ต้องตกต่ำลงสู่ยุคมืดเป็นเวลายาวนานประมาณ 1,000 ปีทีเดียว และเพิ่งจะปักหลักเริ่มต้นเป็นวิทยาศาสตร์ยุคใหม่อย่างถูกทางขึ้นเพียงเมื่อประมาณ 500 ปีมานี้เอง จากนักวิทยาศาสตร์ยุคบุกเบิกดังเช่น โคเปอร์นิคัส, เคปเลอร์, กาลิเลโอ และ นิวตัน เมื่อนักวิทยาศาสตร์มีเครื่องมือสำคัญคือกล้องโหราศาสตร์


แล้วอนาคตศาสตร์ล่ะ เริ่มต้นจริงๆ เมื่อไร?


อนาคตศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีมานานย้อนหลังได้หลายพันปี เพราะนักคิด นักปราชญ์ในอดีต ที่ยึดหลักการของเหตุและผลเป็นสำคัญ ก็ล้วนเป็นนักอนาคตศาสตร์ แต่อนาคตศาสตร์ในรูปแบบที่ใช้ประโยชน์กันจริงๆ ในปัจจุบัน เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อประมาณทศวรรษปี ค.ศ. 1970 มานี้เอง เมื่อมีเครื่องมือสำคัญ คือ คอมพิวเตอร์ เกิดขึ้น เพราะวิธีการของอนาคตศาสตร์บางวิธี ดังเช่น วิธีการต่อแนวโน้ม (Trend Extrapolation) หรือ วิธีเทคนิคเดลไฟ (Delphi Technique) ต้องใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาก การพยากรณ์อย่างวิทยาศาสตร์ คือ อนาคตศาสตร์ จึงจะมีความหมายใช้ประโยชน์ได้จริง ส่งผลให้อนาคตศาสตร์กลายเป็นศาสตร์สำคัญของการวางแผนอนาคตของประเทศที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศทั่วโลก อนาคตศาสตร์กลายเป็นศาสตร์สำคัญที่มีการศึกษากันอย่างเป็นระบบในหลายประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก


สำหรับประเทศไทยของเรา จริงๆ แล้วการวางแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ ดังเช่นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีต่อเนื่องกันมาหลายฉบับ โดยที่ฉบับปัจจุบันคือ ฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) ก็เป็นการวางแผนอนาคตของประเทศล่วงหน้า 5 ปี อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ คือ อนาคตศาสตร์


มิใช่เฉพาะเรื่องการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเท่านั้น ที่ยึดหลักของอนาคตศาสตร์ คือ การวางแผนอนาคตล่วงหน้าอย่างวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยของเรา ก็ดังเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ที่ล้วนยึดหลักของวิทยาศาสตร์ในกิจกรรมทุกอย่างของประเทศอย่างเป็นทางการ เช่น ระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาทุกระดับ ทุกหลักสูตรล้วนอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ตรงๆ หรือหลักสูตรทางด้านสังคม ศิลปะ ก็ล้วนอยู่บนพื้นฐานความเป็นวิทยาศาสตร์ ประเทศไทยจึงไม่มีหลักสูตรอย่างเป็นทางการในระบบการศึกษาของประเทศ ดังเช่น ไสยศาสตร์และโหราศาสตร์


แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว โหราศาสตร์ก็ยังมีอยู่มิใช่หรือ?


ก็เป็นความจริงว่า ทุกประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน โหราศาสตร์ก็ยังมีอยู่ เพียงแต่จะมีบทบาทมากหรือน้อย


สำหรับประเทศดังเช่น สหรัฐอเมริกา โหราศาสตร์ก็ยังมีอยู่ คนอเมริกันที่เชื่อหมอดูก็ยังมีอยู่ แต่ในเรื่องสำคัญของประเทศ โหราศาสตร์จะไม่ถูกนำเข้าไปเกี่ยวข้อง ผู้นำประเทศของประเทศที่พัฒนาแล้วบางคน ถึงแม้จะมีความเชื่อส่วนตัวเรื่องโหราศาสตร์ แต่ในการแสดงออกและการตัดสินใจอย่างเป็นทางการ ก็ต้องเก็บความเชื่อส่วนตัวเรื่องโหราศาสตร์เอาไว้ มิฉะนั้น สังคมก็จะไม่ให้ความเชื่อถือ และก็จะถูกกฎหมายสังคมลงโทษ


สำหรับประเทศไทยของเรา โหราศาสตร์ก็ยังมีบทบาทอยู่มาก


ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?


ประเด็นใหญ่จะอยู่ที่วัฒนธรรมของคนไทยเราที่เด็กจะเชื่อผู้ใหญ่ ทำตามผู้ใหญ่ คนในสังคมที่มีวุฒิภาวะและตำแหน่งหน้าที่ด้อยกว่าจะดูอย่างคนที่มีวุฒิภาวะสูงกว่า และตำแหน่งหน้าที่สำคัญกว่า


กล่าวง่ายๆ ก็คือ โดยวัฒนธรรมของสังคมไทยเรา เป็นสังคมที่ “เชื่อผู้ใหญ่”...


ถ้าผู้ใหญ่ในสังคมทุกระดับ ตั้งแต่คุณพ่อคุณแม่ ผู้มีอาวุโสกว่าในตำแหน่งหน้าที่ ผู้นำของวงการต่างๆ ทั้งด้านการศึกษา ธุรกิจ การปกครอง การเมือง และสถาบันสงฆ์ แสดงตนเป็น “ตัวอย่างแบบไหน” คนในสังคมส่วนใหญ่ก็จะมีแนวโน้มเอียงไปทาง “ตัวอย่างแบบนั้น”


ผู้เขียนเชื่อว่า โหราศาสตร์จะคงอยู่กับสังคมไทยไปอีกนาน แต่จะมีบทบาทแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยว่า เชื่อโหราศาสตร์แค่ไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับ “ผู้ใหญ่” ในสังคมไทยว่า ส่วนใหญ่เชื่อโหราศาสตร์แค่ไหน?!


เรื่อง : ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล kshaiwat2@hotmail.com
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2551
--------------------


"เดอะ กริด" อินเตอร์เน็ตสายฟ้าแลบ!
โดย ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ pairat@matichon.co.th

ถ้าหากมีอินเตอร์เน็ตที่สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์คุณภาพดีวีดีได้ภายใน 2 วินาที จากเดิมเราดาวน์โหลดกันผ่านอินเตอร์เน็ตสักเรื่องต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง เราก็คงต้องเรียกมันอินเตอร์เน็ตสายฟ้าแลบ เรียกเป็นอย่างอื่นไม่ได้เด็ดขาด

อินเตอร์เน็ตที่ว่านี้ กำลังจะเกิดขึ้นในราวเดือนมิถุนายนที่จะถึง วันนั้นเป็นวันที่ "เซิร์น" ศูนย์วิจัยฟิสิกส์ระดับอนุภาค เริ่มเปิดการใช้งาน "เดอะ กริด" ควบคู่ไปกับการเปิดการทำงานของเครื่องเร่งอนุภาคตัวใหม่ที่เรียกกันว่า "ลาร์จ ฮาดรอน คอลไลเดอร์" หรือ "แอลเอชซี" ที่อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ว่า เป็นเครื่องเร่งอนุภาคของสสารให้มันพุ่งชนกันเพื่อเก็บข้อมูลด้านฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการดังกล่าว

เซิร์น ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ขั้นสูง ตั้งอยู่ใกล้กับนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ครับ ถ้าใครความจำยังดี คงจำได้ว่าผมเคยนำเอาเรื่องราวของเซอร์ ทิม เบอร์เนอร์ส-ลี หนึ่งในนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์ที่ประจำอยู่ที่ศูนย์แห่งนี้ และเป็นผู้ก่อกำเนิด เวิร์ลด์ ไวด์ เว็บ ขึ้นมา

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ "เซิร์น" เป็นที่มาของอินเตอร์เน็ตยุคใหม่อย่าง "เดอะ กริด" อีกครั้ง เพราะทั้ง "เวิร์ลด์ ไวด์ เว็บ" และ "เดอะ กริด" เกิดขึ้นจากความจำเป็นคล้ายๆ กันของบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในศูนย์แห่งนี้ เซอร์ทิมต้องการสร้างเครือข่ายเพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง เซิร์น กับ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยและห้องทดลองอื่นๆ อีกทั่วโลก

"โปรเจ็คต์ เดอะ กริด" เริ่มต้นขึ้นเมื่อราว 7 ปีก่อน หลังจากที่บรรดานักวิจัยตระหนักว่า เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้นจะก่อให้เกิดข้อมูลที่เกี่ยวเนื่องจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ข้อมูลใน 1 ปีซึ่งแอลเอชซีสร้างขึ้นมามหาศาลขนาดสามารถบรรจุลงในแผ่นซีดีได้ราว 56 ล้านแผ่น ที่ถ้าวางซ้อนๆ กันเป็นชั้นๆ ขึ้นไปจะได้ความสูง "เสียดฟ้า" ถึง 64 กิโลเมตร!

ทุกคนตระหนักดีว่า ข้อมูลขนาดนั้นไม่มีวันจะแลกเปลี่ยนกันได้ผ่านอินเตอร์เน็ตที่เรามีอยู่ทุกวันนี้ ถ้าไม่อยากให้ "ล่ม" ขึ้นมาทันตาเห็น

อีกอย่าง ข้อมูลมหึมาขนาดนั้นจะหาคอมพิวเตอร์มาประมวลผลและวิเคราะห์มัน ต้องใช้พลังในการประมวลผลมหาศาลเช่นเดียวกัน โทนี่ ดอยล์ ผู้อำนวยการด้านเทคนิคของ "โปรเจ็คต์ เดอะ กริด" บอกว่า ถ้าหากจะวิเคราะห์มัน คงต้องใช้คอมพิวเตอร์มากขนาดที่อาจทำให้ไฟดับไปครึ่งทวีป ถ้าหากมันเริ่มทำงานขึ้นมาพร้อมๆ กัน

นั่นคือความจำเป็นอันเป็นที่มาของ "เดอะ กริด" ที่บางคนบอกว่าจะเป็นการปฏิวัติแวดวงอินเตอร์เน็ตใหม่อีกครั้งหลังจาก เวิร์ลด์ ไวด์ เว็บ ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อปี 1989

ว่ากันว่า สปีดของ "เดอะ กริด" นั้นเร็วกว่าความเร็วสูงสุดของการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์ที่มีใช้กันอยู่ราว 10,000 เท่าตัว มันทรงพลังเอามากๆ จนกระทั่งสามารถส่งภาพเคลื่อนไหวแบบ "โฮโลกราฟิก" ให้กันและกันผ่านเครือข่ายของมันได้

ใครนึกไม่ออกว่า วิดีโอ โฮโลกราฟิก เป็นยังไง ขอให้นึกถึงตอน "ลุค สกายวอล์กเกอร์" เจอะเจอเจ้า "อาร์ทูดีทู" เป็นครั้งแรกและได้รับสารจาก "เจ้าหญิง เลอา" ในสตาร์วอร์นั่นแหละครับ คือการส่งภาพเคลื่อนไหวแบบ โฮโลกราฟิก บรรดาเกมเมอร์ออนไลน์ทั้งหลายก็อาจจะได้พบกับการยกระดับคุณภาพเกมออนไลน์ขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง เพราะ "เดอะ กริด" ช่วยทลายข้อจำกัดเก่าๆ ลงได้โดยสิ้นเชิง แต่ละเกมสามารถมีผู้เล่นในเวลาเดียวกันได้นับเป็นล้านๆ คนทั่วโลก การติดต่อกันผ่านทางโทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ตก็จะเปลี่ยนไปเป็น วิดีโอ เทเลโฟนี ที่ให้ความละเอียดภาพระดับไฮเดฟในราคาพอๆ กับโทรศัพท์ในท้องถิ่นอีกต่างหาก

ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญ นั่นคือ ด้วยเหตุผลกลใด "เดอะ กริด" ถึงได้เร็วมากมายขนาดนั้น

คำตอบส่วนหนึ่งอยู่ที่ฮาร์ดแวร์ อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนสำคัญเหมือนกัน อยู่ที่ เทคโนโลยีที่เรียกขานกันในตอนนี้ว่า "กริดเทคโนโลยี" ครับ

ในส่วนของฮาร์ดแวร์นั้น เครือข่ายของ "เดอะ กริด" ตอนเริ่มแรกจะมีเซิร์ฟเวอร์อยู่ด้วยกันทั้งหมด 55,000 เซิร์ฟเวอร์ ติดตั้งพร้อมใช้งานและคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 200,000 เซิร์ฟเวอร์ภายใน 2 ปีข้างหน้านี้ ทั้งหมดไม่ได้กระจุกกันอยู่ในสถานที่เดียวกัน แต่กระจายกันอยู่ เชื่อมต่อกันด้วยเคเบิลใยแก้วทั้งหมด พร้อมกับติดตั้งศูนย์ "เราติ้ง" แบบใหม่ เพื่อลดอาการคอขวดที่เกิดขึ้นในส่วนหนึ่งส่วนใดของระบบ

ศูนย์ของเดอะ กริด มีอยู่ด้วยกัน 11 ศูนย์ ในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ตะวันออกไกล, ยุโรป และในอีกหลายประเทศทั่วโลก เฉพาะในอังกฤษประเทศเดียวมีเซิร์ฟเวอร์ของเดอะ กริด อยู่ถึง 8,000 ตัว

ในส่วนของกริดเทคโนโลยีนั้น มีรายละเอียดเยอะมาก ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการที่เป็นสแตนดาร์ดเดียวกัน, อินเตอร์เฟซ มาตรฐาน, และซอฟต์แวร์ เพื่อการจัดการไฟล์ ทั้งหลายทั้งปวงนี้ก็เพื่อให้มันสามารถอัพโหลด, ดาวน์โหลด และวิเคราะห์ประมวลผลได้เหมือนๆ กัน

หลักการของกริดเทคโนโลยี แทบไม่ต่างอะไรกับหลักการ พี 2 พี หรือบิททอเรนท์ ที่เรารู้จักกัน คือใช้หลักการของการ "ช่วยกันทำ" แทนที่จะ "ทำตามลำพัง" แล้วต้องมานั่งรอคิวให้งานชิ้นหนึ่งเสร็จก่อนที่จะไปทำงานอีกชิ้น

ในกรณีของการดาวน์โหลด ซอฟต์แวร์เพื่อการจัดการไฟล์จะช่วยให้เรา "ดาวน์โหลด" จากเซิร์ฟเวอร์ได้หลายๆ ตัวพร้อมๆ กัน ก่อนที่จะนำมันมารวมกันเพื่อแสดงผล การทำงานของคอมพิวเตอร์นั้นจะมีการจัด "คิว" การทำงานตามคำสั่งอยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว โดยจะทำงานเรียงตามลำดับของคิวงานตามคำสั่งที่ได้รับมา ในกรณีที่ "คิว" ที่ว่านี้เยอะมาก ผลลัพธ์ของมันก็คือ อาการ "แฮงก์" อย่างที่เราพบเห็นกันบ่อย

แต่กริดเทคโนโลยี ช่วยกระจายคิวงานที่ว่านี้ แจกจ่ายออกไปให้กับเครื่องคอมพิวเตอร์หลายๆ ตัวช่วยกันทำให้เสร็จในเวลาเดียวกัน ก่อนที่จะนำมันมารวมเป็นชิ้นงานเพื่อแสดงผลอีกครั้ง

ตามทฤษฎีแล้ว กริดเทคโนโลยีช่วยให้เราสามารถใช้เครื่องพีซีทั่วไปดาวน์โหลดภาพยนตร์ทั้งเรื่องได้ภายใน 5 วินาทีแทนที่จะเป็น 3 ชั่วโมง ช่วยการออกแบบหรือวิเคราะห์สูตรยาใหม่ๆ เพื่อต้านมาลาเรียได้ โดยอาศัยขีดความสามารถของคอมพิวเตอร์นับแสนนับล้านเครื่องในวง เป็นต้น

เดวิด บริตตัน นักฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ หนึ่งในแกนนำของโปรเจ็คต์ เดอะ กริด บอกว่า กริดเทคโนโลยีจะทำให้ผู้คนเจนเนอเรชั่นใหม่ในอนาคตสามารถร่วมมือและสื่อสารกันได้ในหนทางที่ผู้คนรุ่นเก่าอย่างเราๆ แม้จะจินตนาการก็ยังจินตนาการไปไม่ถึง

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของอินเตอร์เน็ตสอนเราไว้ว่า เราไม่อาจคาดหมายถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการมี เวิร์ลด์ ไวด์ เว็บ ได้แน่ชัด

แต่กระนั้น สิ่งหนึ่งที่คาดการณ์ได้แน่นอนก็คือว่า ผลกระทบที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไร มันต้องยิ่งใหญ่มหึมาระดับปฏิวัติวงการอย่างแน่นอน

วันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10990
------------------


อาร์เทอร์ ซี คลาร์ก นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลกวัย 90 เสียชีวิตแล้ว
โดย : ประชาไท วันที่ : 20/3/2551

อาร์เทอร์ ซี คลาร์ก นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เสียชีวิตแล้วเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2551 ด้วยวัย 90 ปี 2001 : A Space Odyssey ที่เขาประพันธ์ขึ้นได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 นิยายคลาสสิกของโลก มารู้จักกับชีวิตและผลงานของเขาให้มากขึ้น


Sir Arthur Charles Clarke, CBE (16 December 1917 – 19 March 2008) was a British science fiction author, inventor, and futurist, most famous for his novel 2001: A Space Odyssey, and for collaborating with director Stanley Kubrick on the film of the same name.

อาร์เทอร์ ซี คลาร์ก
(1917-2008)

เกิดที่เมืองชายฝั่งทะเลไมน์เฮดในประเทศอังกฤษ เป็นลูกคนโตในจำนวนสี่คน เขาสนใจวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็ก และสร้างกล้องดูดาวตัวแรกเมื่ออายุสิบสามปี พ่อตายเมื่อเขาอายุได้สิบสี่ปี และแม่ต้องเป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว

ที่โรงเรียน คลาร์กเริ่มเขียนเรื่อง “จากจินตนาการ” และอ่านนิตยสารเรื่องตื่นเต้นต่างๆ เขาอ่านงานเขียนของ เอช จี เวลล์ (เช่น The Time Machine) และ จูลส์ เวิร์น (เช่น 80 วันรอบโลก) และดูดาวด้วยกล้องที่ทำเอง จบจากโรงเรียนเขาทำงานที่ คณะกรรมการการคลัง และการตรวจสอบงบประมาณ ในกรุงลอนดอน อพาร์ตเมนท์ของเขากลายเป็นสำนักงานใหญ่ของ สมาคมระหว่างดาวเคราะห์อังกฤษและเขาได้รับเลือกเป็นนายกสมาคมใน ปี 1949 คลาร์กรับราชการเป็นทหารอากาศระหว่าง ปี 1941 ถึง 1946 โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญเรดาห์ และเริ่มขายนิยายวิทยาศาสตร์เล่มแรกในช่วงนั้น ในปี 1945 เขาเขียนรายงานทางเทคนิคซึ่งกลายเป็นที่มาของดาวเทียมสื่อสาร ข้อเขียนนั้นนำมาพิมพ์ซ้ำในหนังสือ ขึ้นสู่วงโคจร ซึ่งรวบรวมงานเขียนด้านเทคนิคของเขา หลังจากได้รับรางวัลมาร์โคนี่ ใน ปี 1982 จากคุณูปการที่มีต่อเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร

หลังสงคราม คลาร์ก เข้าเรียนที่คิงส์คอลเลจ และได้ปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิตเกียรตินิยมในสาขาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ใน ปี1948 นวนิยายเรื่องแรกของเขา PRELUDE TO SPACE ซึ่งเขียนขึ้นในเวลาสามสัปดาห์ในช่วงฤดร้อนของ ปี1947 ได้รับการตีพิมพ์ จาก ปี1949-1951 เขาเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือ Physics Abstracts จาก ปี1952 คลาร์กเป็นนักเขียนเต็มเวลา ในช่วงทศวรรษ 1950 เขาเริ่มสนใจการสำรวจใต้ทะเลและอพยพไปอยู่ที่ศรีลังกา เขียนหนังสือหลายเล่มทั้งเรื่องจริง นิยายและบทความเกี่ยวกับมหาสมุทรอินเดีย เขาร่วมกับเพื่อนชื่อไมค์ วิลสันถ่ายทำภาพยนต์เกี่ยวกับ Great Barrier Reef ของออสเตรเลีย ซึ่งเป็นที่มาของนิยายเรื่อง THE DEEP RANGE (1957) คลาร์กยังเป็นผู้อำนวยการสำนักพิมพ์ Rocket Publishing ในลอนดอน Underwater Safaris ในโคลอมโบ และ Spaceward Corporation ในนิวยอร์ก

ใน ปี 1962 คลาร์กประสบอุบัติเหตุที่ศีรษะจนเป็นอัมพาต เขาเขียนเรื่อง DOLPHIN ISLAND เป็นการสั่งลาท้องทะเล หลังจากฟื้นตัว เขาเริ่มงานกับสแตนเลย์ คูบริก ผู้กำกับภาพยนต์ และร่วมการสำรวจกับ ไมค์ วิลสันเป็นระยะทางหกไมล์นอกชายฝั่งศรีลังกา ซึ่งกลายเป็นภาพยนต์ THE TREASURE OF THE GREAT REEF (1964) ในปี1975 รัฐบาลอินเดีย มอบจานดาวเทียมให้เขา เพื่อให้รับสัญญาณทดลองจากดาวเทียม ATS6

ในช่วงทศวรรษ 1980 คลาร์กเป็นพิธีกรในรายการโทรทัศน์ชื่อ Arthur C. Clarke's Mysterious World (1980) และ World of Strange Powers (1985) เขาไปบรรยายหลายแห่งทั้งในอังกฤษ สหรัฐ และอินเดีย จนถึงปี1982 คลาร์กยังเขียนงานของเขาด้วยพิมพ์ดีด แต่หลังจากมีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีหน่วยความจำ 5 เมก เขาก็ใช้แต่โปรแกรม word processor

งานเขียนที่มีชื่อเสียงที่สุดชิ้นหนึ่งของคลาร์กคือ THE SENTINEL (1951) เกี่ยวกับมนุษย์ที่ได้ติดต่อกับสิ่งมีชีวิตนอกโลก ในฤดูใบไม้ผลิ ปี 1964 คลาร์กไปอยู่ที่โรงแรมเชลซีในนิวยอร์กและเริ่มเขียนนวนิยายเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ บรรดาคนดังที่ไปมาหาสู่กับเขาในช่วงนี้มีทั้ง Arthur Miller Andy Warhol Allen Ginsberg และ Norman Mailer งานของคลาร์กกลายเป็นฐานสำหรับนิยายและภาพยนต์เรื่อง 2001: A SPACE ODYSSEY (1968) ซึ่งคลาร์กเขียนบทร่วมกับ สแตนเลย์ คูบริก ในเรื่องนี้ แท่งหินประหลาดถูกพบฝังอยู่บนดวงจันทร์ และส่งสัญญาณไปยังดาวพฤหัส เพื่อไขปริศนานี้นักบินอวกาศถูกส่งไปยังดาวพฤหัสด้วยความช่วยเหลือของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ HAL 9000 ด้วยคอมพิวเตอร์อันน่าทึ่ง คลาร์กตั้งคำถามเชิงปรัชญาขั้นพื้นฐานว่า จะมีปัญญาโดยไม่มีจิตสำนึกได้หรือไม่ หลังจากอุบัติเหตุหลายครั้งต่อเนื่องกันและการปฏิบัติงานของ HAL นักบินอวกาศเดวิด บาวแมนเหลือรอดอยู่เพียงคนเดียวในยานอวกาศที่กลับสู่โลก เขาก้าวเข้าสู่ขั้นต่อไปในพัฒนาการของมนุษย์ คลาร์ก เขียนต่อไปอีกสามภาคคือ 2010: ODYSSEY TWO (1982) 2061: ODYSSEY THREE (1988) และ 3001: THE FINAL ODYSSEY (1996).

วิสัยทัศน์ของคูบริกและคลาร์ก จาก ปี1968 เรื่องคอมพิวเตอร์และโครงการอวกาศในตอนเปลี่ยนศตวรรษไม่ปรากฏเป็นจริง ไม่มีคอมพิวเตอร์แบบ HAL ที่มีปัญญาประดิษฐ์ที่พูดว่า "เสียใจ เดฟ ฉันเกรงว่าจะทำอย่างนั้นไม่ได้…" และทำตามแผนของตนเองต่อไป จากการสัมภาษณ์ คลาร์ก กล่าวว่า "พวกเรา นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ไม่เคยพยายามที่จะคาดการณ์ เพื่อนผม เรย์ แบรดเบอรีกล่าวว่า “เราทำเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อคาดการณ์แต่เพื่อป้องกัน” (จากนิตยสาร Newsweek ฉบับพิเศษ ธันวาคม 2000-กุมภาพันธ์ 2001)

 


แนวคิดหลักในนิยายของ คลาร์ก คือการเกิดใหม่ของ "จิตวิญญาณ" และการค้นหาที่ทางของมนุษย์ในจักรวาล อย่างไรก็ตาม รายละเอียดด้านเทคโนโลยีของเขาถูกต้องไม่มีที่ติ และบ่อยครั้งที่เขาคาดเดาความก้าวหน้าใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้อง "เทคโนโลยีใดๆ ที่ก้าวหน้าเพียงพอ จะแยกไม่ออกจากมายากล” ในหนังสือ Rendezvous with Rama การถกเถียงของคณะนักวิจัยเป็นสัญลักษณ์สำหรับคำถามสำคัญเกี่ยวกับความหมายของชีวิต นิยาย 2001 ตามรอยวิวัฒนาการของมนุษย์และการแสวงหาคำตอบในการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ โดยใช้การค้นพบแท่งหินขนาดใหญ่เป็นสัญลักษณ์ ในภาคต่อๆ มา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเผยให้เห็นความลับบางอย่างหลังแท่งหินนั้น ในบทความจาก ปี 1999 เรื่อง 'The Twentieth-First Century: A (Very) Brief History” คลาร์กคาดการณ์ว่าเหมืองถ่านหินแห่งสุดท้ายจะปิดลงใน ปี 2006 เมืองหนึ่งในประเทศโลกที่สามจะถูกทำลายใน ปี 2009 จากอุบัติเหตุระเบิดปรมาณูในคลังอาวุธระเบิด และใน ปี 2014 จะเริ่มงานก่อสร้างโรงแรมฮิลตันในวงโคจรอวกาศ (Hilton Orbiter Hotel)

น่าเสียดาย ที่คลาร์กไม่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในวันนั้น!


วิไล ตระกูลสิน แปลและเรียบเรียงจากประวัติบางตอนใน http://www.arthurcclarke.net

จินตนาการเฟื่อง ของ อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก
โดย ศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ siripong@kidtalentz.com
หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10971

คนที่เป็นแฟนนิยายวิทยาศาสตร์น้อยคนจะไม่รู้จัก อาร์เธอร์ ซี คลาร์ก ผลงานที่โด่งดังถูกนำไปสร้างเป็นหนังโรงเรื่อง 2001 เดอะ สเปซ โอดิสซี จินตนาการถึงคอมพิวเตอร์ในความหมายของปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดลึกล้ำและหันมาต่อต้านมนุษย์ เรื่องนี้ไล่เลี่ยกับตอนที่ ไอแซค อาซิมอฟ เสาหลักของนิยายวิทยาศาสตร์อีกคนกล่าวถึงกฎสามข้อของหุ่นยนต์ไว้ใน ไอ โรบอต

สิ่งที่เขาฝากไว้เป็นมรดกก็คือเส้นผมของเขาเอง อาร์เธอร์บอกไว้ในวิดีโอที่จัดทำขึ้นก่อนตายว่า เขาเก็บเส้นผมตัวเองเพื่อส่งไปในอวกาศด้วยความหวังที่รวมความเชื่อและจินตนาการหนักแน่นของเขาว่าสักวันเมื่อมนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่ฉลาดล้ำมาพบมันเข้า จะสามารถโคลนนิ่งเขากลับคืนมาใหม่ เพื่อเขาจะได้เดินทางในอวกาศได้ตามความใฝ่ฝัน

นอกเรื่องมากไปแบบรายการเช้าวันอาทิตย์ชนิดทำงานด้วยปากมากเป็นร้อยโครงการก็ไม่ดี ถ้าไม่ใช่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ที่สามารถจินตนาการไปไกลแบบเหลือเชื่อได้ แต่มากมายหลายอย่างในนิยายวิทยาศาสตร์นั้นกลายมาเป็นความจริงจนเราประมาทไม่ได้ นักการเมืองได้รับเลือกตั้งมาบริหารประเทศจะมาจินตนาการกันทุกอาทิตย์คงไม่ไหว และเล่นการเมืองกันทุกวันประเทศก็คงไม่ไปถึงไหนแน่นอน

ลองมาดูจินตนาการของอาร์เธอร์ที่สำนักข่าวบีบีซีหยิบมาให้ดูว่ามีอย่างไหนเกิดขึ้นจริงอย่างไม่เกิดจริงในภายหลัง โดยคัดเอาคำทำนายเด็ดๆ ของเขามาทั้งหมดแปดอย่างด้วยกัน อย่างแรกคือ ลิฟต์อวกาศ ที่โยงจากพื้นโลกขึ้นยังสถานีอวกาศนอกโลก เพื่อขนส่งอะไรต่อมิอะไรขึ้นไป ทั้งๆ ที่โลกก็หมุนรอบตัวเอง และยังหมุนรอบดวงอาทิตย์ และตัวระบบสุริยะก็ยังหมุนวนของมันไปอีก

แนวคิดนี้อยู่ในนิยายน้ำพุแห่งสรวงสวรรค์ เมื่อปี 2522 ถัดมาอีกสามปียังทำรายงานนำเสนอการทดลองลิฟต์อวกาศในจินตนาการ เรื่องนี้จนทุกวันนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีคนพยายามอยู่

เรื่องที่สองคือ มิลเลียนเนียม บัก ที่พากันแตกตื่นไปทั่วโลก ทำนายไว้ล่วงหน้าสิบปี เมื่อถึงตอนที่เรานับถอยหลังตอนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ผ่านมากันจริงๆ ผลที่เกิดขึ้นน้อยนิดมากเมื่อเทียบกับคำทำนาย

อันดับถัดมาคือ ผู้พิทักษ์อวกาศ ระบบป้องกันการโจมตีจากนอกโลก ทำนายไว้เมื่อ 35 ปีก่อน ภัยนั้นเกิดขึ้นแล้วแม้ไม่ใช่จากมนุษย์ต่างดาว แต่จากดาวเคราะห์น้อย และอุกกาบาต องค์การนาซาจัดตั้งโครงการสำรวจภัยคุกคามจากนอกโลกเมื่อปี 2535 เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีการยิงขีปนาวุธทำลายดาวเทียมหมดอายุที่มีโอกาสจะหล่นลงมาชนใส่โลก

เรื่องที่สี่คือดาวเทียมสื่อสาร นำเสนอผ่านบทความในนิตยสาร Wireless World ตั้งแต่เมื่อปี 2488 ทุกวันนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

เรื่องที่ห้า การเดินทางด้วยพลังงานปรมาณู การเดินทางไกลไปในอวกาศต้องใช้พลังงานสูงมาก นิวเคลียร์เป็นทางเลือกหนึ่ง เป็นจินตนาการเมื่อ 56 ปีก่อน ล่วงหน้าโครงการโอเรียนที่มีเป้าหมายเดียวกันของอเมริกาในยุคต้นของสงครามเย็นอยู่เล็กน้อย โครงการสะดุดเพราะการตกของยานคอสมอส 954 เมื่อปี 2521 ในแคนาดาก่อให้เกิดการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในย่านใกล้เคียง และนาซาฟื้นมันขึ้นมาใหม่อีกครั้งเมื่อสองสามปีมานี้ในนามโครงการ "โพรเมธีอุส" แต่ก็ไม่กระดืบไปถึงไหน

คำทำนายที่หกของอาร์เธอร์เมื่อสิบเจ็ดปีที่แล้ว คือ ระบบป้องกันแผ่นดินไหว ทั้งทำนายและป้องกันได้ด้วยการใช้ระเบิดนิวเคลียร์ใต้บริเวณอ่อนไหวต่อแผ่นดินไหวใหญ่ 50 จุดเพื่อเชื่อมต่อเปลือกโลก เรื่องนี้ยังไม่มีวี่แววของความเป็นจริง

เรื่องที่เจ็ด การสำรองมันสมอง เหมือนกับสำรองข้อมูลฮาร์ดดิสก์ที่เรารู้จักกัน พูดแบบไทยๆ คือตัวตายใจไม่ตาย เก็บสำรองไว้ใส่ "เรือนร่าง" หรือเครื่องจักรอื่นๆ ได้ทุกเมื่อ ในอีกแง่หนึ่ง นี่ก็คือความเป็นอมตะ ซึ่งในหลายต่อหลายกรณี เราคิดว่าตายๆ ไปเสียได้ก็ดี แผ่นดินจะได้สูงขึ้น

สุดท้ายคือการแช่แข็งเพื่อกลับมาเกิดใหม่ แบบที่เขาส่งเส้นผมตัวเองไปในอวกาศ แนวคิดนี้ว่าที่จริงเกิดขึ้นแล้วในบางระดับ คือ การแช่แข็งอวัยวะมนุษย์เอาไว้ใช้ แต่เขาจินตนาการไปถึงการส่งขนแช่แข็งไปในยานอวกาศเพื่อหนีจากการระเบิดของดวงอาทิตย์ที่จะเกิดขึ้น ความเป็นไปได้ที่จะรักษาชีวิตคนทั้งคนไว้ด้วยการแช่แข็งทุกวันนี้ยังไม่มี แต่ก็มีคนซื้อความคิดนี้มากกว่า 150 คนส่วนใหญ่ในอเมริกา แม้บริษัทรับแช่แข็งคนจะไม่รับประกันว่าหากฟื้นขึ้นมาได้ จะเหมือนคนเก่าร้อยเปอร์เซ็นต์
 


รำลึกถึงอาเธอร์ ซี. คลาร์ก
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล kshaiwat2@hotmail.com
โดย โพสต์ ทูเดย์ - แมกกาซีน

วันที่ 19 มี.ค. พ.ศ. 2551 แล้วคนที่ผู้เขียนอยากพบมากที่สุดในโลกคนที่ 3 คือ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก ก็จากโลกไป ขณะมีอายุ 90 ปี และอีก 2 คน ที่ล่วงหน้าไปก่อน คือ ไอแซก อาซิมอฟ และไอน์สไตน์


อาเธอร์ ซี. คลาร์ก เป็นยักษ์ใหญ่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ของโลก เคียงคู่กับ ไอแซก อาซิมอฟ ขณะที่ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่ จนกระทั่งเมื่อ ไอแซก อาซิมอฟ ลาโลกไป เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2535 ขณะมีอายุ 72 ปี อาเธอร์ ซี. คลาร์ก ก็ครองตำแหน่งยักษ์ใหญ่แห่งวงการนิยายวิทยาศาสตร์โลกเพียงคนเดียวอย่างไม่มีคู่แข่ง จนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต...


ส่วน ไอน์สไตน์ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์ของโลกตลอดกาล ก็ลาจากโลกไปก่อนเป็นคนแรก เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2498 ขณะมีอายุ 76 ปี


ผู้เขียนได้พบและพูดคุยกับ ไอแซก อาซิมอฟ เมื่อวันที่ 16 พ.ย. 2520 ในกรุงนิวยอร์ก และได้พบกับ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก ที่กรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2523 ส่วน ไอน์สไตน์ เป็นคนเดียวในสามคนที่ผมอยากพบมากที่สุดในโลก ที่ไม่ได้พบโดยตรง เพราะเมื่อผมมีโอกาสเดินทางไปเยือนถึงถิ่นที่พำนักสุดท้ายของไอน์สไตน์ คือ เมืองพรินซ์ตัน ในเดือน พ.ย. 2520 (ช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้เขียนได้เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกา และได้พบกับไอแซก อาซิมอฟ) ไอน์สไตน์ก็ได้ลาจากโลกไปก่อนแล้ว


อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ผู้เขียนจะไม่ได้พบกับไอน์สไตน์โดยตรง แต่ก็ได้ไปเยี่ยมชมห้องทำงานของไอน์สไตน์ที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยพยายามเก็บรักษาสภาพห้องทำงานของไอน์สไตน์เอาไว้ให้เหมือนเดิม และได้ใช้เวลาเดินตามเส้นทางระหว่างบ้านพักกับมหาวิทยาลัยที่ไอน์สไตน์ชอบเดิน ตามที่ได้ศึกษาเรื่องราวการใช้ชีวิตของไอน์สไตน์อย่างละเอียดมาก่อน ทำให้ผู้เขียนเกิดความรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าคุ้นเคยกับเส้นทางและสภาพบรรยากาศของพรินซ์ตันค่อนข้างดี


การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก ทำให้ผู้เขียนรำลึกไปถึงวันที่ได้พบได้สนทนากับ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก แล้วก็นึกต่อไปถึงวันที่ได้พบกับ ไอแซก อาซิมอฟ


ถึงแม้วันเวลาที่ผู้เขียนได้พบกับอาเธอร์ ซี. คลาร์ก และ ไอแซก อาซิมอฟ จะผ่านไปแล้ว 28 ปี และ 31 ปี ตามลำดับ แต่ผู้เขียนก็ยังจำยักษ์ใหญ่นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ทั้ง 2 คน ได้อย่างชัดเจน เหมือนเมื่อวันวานมานี้เอง


ไอแซก อาซิมอฟ เป็นคนอารมณ์ดี ร่ำรวยอารมณ์ขัน เสียงดังทั้งเสียงพูด และเสียงหัวเราะ ความคิดความอ่านกระฉับกระเฉงกระโดดไปกระโดดมาอย่างมีสีสัน ที่สะท้อนออกมาเป็นภาษาเขียนได้อย่างชัดเจน เพราะ ไอแซก อาซิมอฟ เขียนหนังสือได้เร็วและอ่านสนุกตั้งแต่แรกเริ่ม...


ในขณะที่ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก จะเป็นคนมีทีท่าสุขุม ความคิดไม่กระโดดไปกระโดดมาเหมือนไอแซก อาซิมอฟ ซึ่งแม้ช่วงเวลาไม่ยาวนักที่ผู้เขียนได้พบ ได้สนทนาคุยกันทั้งในห้องประชุมใหญ่ ระหว่างพิธีเปิดการประชุมสัมมนาภารกิจหลักการเดินทางไปศรีลังกาของผู้เขียน ในระหว่างการเดินคุยกันจากห้องประชุมถึงบ้านพักของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ซึ่งอยู่ห่างจากห้องประชุมประมาณ 1 ไมล์ และที่บ้านพักของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ก็สัมผัสได้และสะท้อนออกมาในผลงานการเขียนของเขาได้อย่างดี...


กล่าวคือ เมื่อเปรียบเทียบกับ ไอแซก อาซิมอฟ แล้ว อาเธอร์ ซี. คลาร์ก จะมีสมาธิในการคุย และการเขียนอย่างตั้งใจกว่า ไอแซก อาซิมอฟ เขียนหนังสือไม่มากเท่า แต่ทุกสิ่งที่เขียนจะลุ่มลึก งดงาม ประณีต เป็นเสมือนกับภาษากวี ซึ่งก็มีผลทำให้ผู้อ่านผลงานของ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก อาจไม่รู้สึกสนุกในทันที และต้องมีความตั้งใจในการอ่านพอสมควร แต่เมื่ออ่านจนจบก็จะได้บางสิ่งบางอย่างติดสมองติดความคิดอย่างแน่นอน


อาเธอร์ ซี. คลาร์ก เป็นคนอังกฤษ แต่เลือกไปใช้ชีวิตเติมชีวิตในศรีลังกา ในฐานะเป็นประชาชนพิเศษของศรีลังกา ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2499 จนกระทั่งถึงบั้นปลายชีวิต แต่ที่สำคัญทำให้อาเธอร์ ซี. คลาร์ก เลือกปักหลักชีวิตอยู่ในศรีลังกา คือความงดงามของแหล่งน้ำรอบศรีลังกา และอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ก็ชอบดำน้ำอย่างจริงจัง เหมือนนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลคนหนึ่ง ในการศึกษาสภาพความงดงามและความเปลี่ยนแปลงของโลกใต้น้ำ ดังเช่นแนวหินปะการัง แล้วก็ในฐานะนักผจญภัยค้นหาสมบัติในเรือจมอยู่ใต้น้ำอีกด้วย


อาเธอร์ ซี. คลาร์ก ชอบอวกาศเป็นชีวิตจิตใจ เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาวเป็นจำนวนนับล้านคนทั่วโลกให้หลงใหลอวกาศ แต่เขาไม่สามารถจะขึ้นสู่อวกาศได้ จากปัญหาสุขภาพ เขาจึงเลือกลงน้ำแทน เพราะสภาพใต้น้ำจะใกล้เคียงที่สุดกับสภาพในอวกาศ


อาเธอร์ ซี. คลาร์ก มีชื่อเสียงเป็นนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ระดับสุดยอดของโลก ในขณะเดียวกันก็มีชื่อเสียงในฐานะเป็นนักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์สำหรับผู้อ่านทั่วไป และเป็นผู้คิดค้นเรื่องดาวเทียมสื่อสารประเภท “ดาวเทียมค้างฟ้า” เขาได้รับรางวัลสำคัญมากมาย ทั้งรางวัลทางด้านนิยายวิทยาศาสตร์ระดับโลก รางวัลสำหรับการจุดประกายนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ ดังเช่น ดาวเทียมสื่อสาร ได้รับการสถาปนาเป็น “Knight” (อัศวิน) มีชื่อตำแหน่ง “Sir” อยู่หน้าชื่อเป็น เซอร์ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก จากราชวงศ์อังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 2000 ชื่อของเขาหรือจากผลงานของเขา ได้รับการนำไปตั้งเป็นชื่อโครงการและยานอวกาศ ดังเช่น ยาน 2001 Mars Odyssey ชื่อของรางวัลเกี่ยวกับนิยายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ


ในวันที่ผู้เขียนได้พบกับอาเธอร์ ซี. คลาร์ก เราได้คุยกันหลายเรื่อง ตั้งแต่เรื่องนิยายวิทยาศาสตร์ ภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ ดาวเทียมสื่อสาร การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องมนุษย์ต่างดาว แล้วก็ไอแซก อาซิมอฟ ซึ่งเป็นเพื่อนต่างทวีปที่สนิทและยกย่องซึ่งกันและกันมาก แต่ก็ชอบขัดคอแหย่กันเล่นๆ เป็นประจำ


หลังกลับจากศรีลังกาเมื่อปี พ.ศ. 2523 นั้น ผู้เขียนก็ได้เขียนบันทึกการพบกับอาเธอร์ ซี. คลาร์ก ให้อ่านกัน เรื่อง “2 ชั่วโมง 5 นาที กับ อาเธอร์ ซี. คลาร์ก” ในนิตยสาร “มิติที่ 4” ฉบับที่ 7 ประจำเดือน พ.ค. พ.ศ. 2523 (มิติที่ 4 ยุคแรก มี ทะนง โชติสรยุทธิ์ เป็นบรรณาธิการบริหาร ราคาฉบับละ 12 บาท)


มาวันนี้ วันที่ได้ทราบข่าวแพร่ไปทั่วโลกว่า อาเธอร์ ซี. คลาร์ก จากโลกไปแล้ว ผู้เขียนก็หยิบเอาหนังสือ 2 เล่ม ที่ได้รับจากมือของอาเธอร์ ซี. คลาร์ก พร้อมกับข้อความและลายเซ็นของเขาให้ผู้เขียน คือ Prelude to Space และ Reach for Tomorrow มาพลิกอ่าน แล้วก็นึกถึงดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่ง ชื่อ 4928 Clarke ซึ่งอย่างแน่นอนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ผู้เขียนกลับนึกเห็นดาวเคราะห์น้อยดวงนี้กำลังเคลื่อนที่อย่างโดดเด่นอยู่ในอวกาศ...
 


แสงจากดาวระเบิดวัน อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ลาโลก
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล

โพสต์ ทูเดย์ - แมกกาซีน


ถ้าวิญญาณมีจริง และวิญญาณของคนดีได้ขึ้นสวรรค์ ในวันที่ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ลาจากโลกไปอย่างไม่มีวันกลับ ดูเหมือนสวรรค์จะส่งพลุซูเปอร์ยักษ์เกิดเป็นแสงจากดาวระเบิดขนาดใหญ่ที่สุด เห็นได้ไกลสุดจากโลก ส่งหรือรับวิญญาณของ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก

อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ลาจากโลกไปแล้วเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 19 มี.ค. 2008 ที่ศรีลังกา และในวันเดียวกันก่อนเวลาที่อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก จะลาโลกไปเพียงไม่กี่ชั่วโมง กล้องโทรทรรศน์รังสีเอกซ์สวิฟต์ (Swift’s X-ray Telescope) ในอวกาศก็ตรวจจับการระเบิดเกิดรังสีแกมมา (Gamma Ray Burst) เรียก จีอาร์บี ขนาดใหญ่ที่สุด และอยู่ห่างไกลจากโลกมากที่สุดที่เคยตรวจจับได้ สร้างสถิติใหม่สิ่งอยู่ไกลสุดที่มนุษย์เห็นได้ด้วยตาเปล่า ถึงแม้จะเป็นสถิติเกิดอยู่ไม่นาน เพราะความสว่างของจีอาร์บี จะขึ้นสูงสุดอยู่ได้เพียงไม่กี่วินาทีหรือนาที และความสว่างของจีอาร์บีสว่างที่สุดนี้ก็คงความสว่างสูงสุดอยู่ได้ไม่ถึง 30 วินาที


จีอาร์บี หรือ การระเบิดเกิดรังสีแกมมา เป็นปรากฏการณ์ที่ทรงพลังที่สุดในจักรวาล ถัดจากการเกิดบิกแบงลงมา และในวันที่ 19 มี.ค. 2008 นั้น กล้องโทรทรรศน์อวกาศสวิฟต์ ซึ่งถูกส่งขึ้นสู่อวกาศเมื่อเดือน พ.ย. 2004 เพื่อไปตรวจจับการเกิดจีอาร์บีโดยตรง ก็ทำสถิติใหม่ตรวจจับการเกิดจีอาร์บีได้ถึง 4 ครั้ง โดยครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งได้รับการตั้งชื่อเรียกว่า GRB 080319B ตรวจจับได้ก่อน อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก จากโลกไปไม่กี่ชั่วโมง อยู่ในกลุ่มดาวคนเลี้ยงสัตว์ หรือกลุ่มดาวบูเทส


ถึงแม้ว่า จีอาร์บี จะถูกค้นพบเป็นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี 1960 ทว่าถึงวันนี้ก็ยังไม่ทราบกันชัดเจนว่าจีอาร์บีเกิดขึ้นได้อย่างไร จึงทรงพลังเป็นรองเพียงบิกแบงเท่านั้น


ตามแนวความคิดของวงการวิทยาศาสตร์ล่าสุด มีกระบวนการที่เป็นไปไม่ได้หลายประการ แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า น่าจะเกี่ยวกับสภาพวาระสุดท้ายแบบหนึ่งของดาวฤกษ์มีมวลมาก ซึ่งโดยปกติ ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นซูเปอร์โนวา และพัฒนาการต่อไปอีกเป็นดาวนิวตรอน พัลซาร์ และในที่สุดคือหลุมดำ ถ้ามวลที่เหลืออยู่ (หลังการระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา) มากพอ


จากการตรวจสอบเรดชิฟต์ (Redshift) ของ GRB 080319B พบว่า จีอาร์บีนี้มีเรดชิฟต์ 0.94 ซึ่งมีความหมายว่า การระเบิดของ ดาวต้นกำเนิดของ GRB 080319B เกิดขึ้นเมื่อ 7,500 ล้านปีมาแล้ว แสดงว่ารังสีแกมมาและส่วนเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นแสงสว่างของ GRB 080319B ได้เดินทางมาแล้วเป็นระยะทาง 7,500 ล้านปีแสง จนกระทั่งทั้งรังสีแกมมาและส่วนเป็นแสงสว่างมาถึงโลกวันที่ 19 มี.ค. 2008 ทำให้ GRB 080319B สร้างสถิติใหม่ทางดาราศาสตร์ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในอวกาศเห็นได้ไกลสุดด้วยตาเปล่า คือเป็นระยะทาง 7,500 ล้านปีแสงจากโลก หรือประมาณครึ่งทางของจักรวาล ซึ่งกำเนิดจากบิกแบงเมื่อประมาณ 1.4 หมื่นล้านปีมาแล้ว


ก่อนการเกิด GRB 080319B สิ่งที่มนุษย์เห็นได้ด้วยตาเปล่าไกลที่สุดในอวกาศ โดยทั่วไปจะหมายถึงกาแล็กซีแอนโดรมีดา หรือ กาแล็กซี M 31 ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 2.5 ล้านปีแสง แต่จากเทคโนโลยีการสำรวจอวกาศที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้สามารถหาระยะห่างของสิ่งต่างๆ ในอวกาศได้แม่นยำขึ้น ทำให้กาแล็กซีแอนโดรมีดากลายเป็นสิ่งอยู่ไกลสุดในอวกาศเห็นได้ด้วยตาเปล่าอันดับสอง รองจากกาแล็กซี M33 หรือกาแล็กซีไทรแองกูลัม หรือกาแล็กซีสามเหลี่ยม ซึ่งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 2.9 ล้านปีแสง


กาแล็กซีไทรแองกูลัม เป็นกาแล็กซีรูปเกลียวคล้ายกาแล็กซีแอนโดรมีดา แต่มีการกระจายของดาวแถบขอบนอกของกาแล็กซีเป็นกระจุก ทำให้กาแล็กซีไทรแองกูลัมมีลักษณะรูปร่างคล้ายรูปสามเหลี่ยมมากกว่ารูปเกลียว เมื่อมองจากโลกมีขนาดเล็กกว่าและสว่างน้อยกว่ากาแล็กซีแอนโดรมีดา อีกทั้งตำแหน่งในท้องฟ้าก็อยู่ใกล้กาแล็กซีแอนโดรมีดา ทำให้ในอดีตมนุษย์บนโลกจึงมองไม่เห็นกาแล็กซีไทรแองกูลัมได้ง่ายๆ และจึงไม่รู้จักกาแล็กซีไทรแองกูลัมกันนัก


เมื่อเปรียบเทียบความสว่างของกาแล็กซีไกลสุดเห็นได้ด้วยตาเปล่ามาก่อน กับ GRB 080319B จะเป็นดังนี้


กาแล็กซีไทรแองกูลัมมีค่า ความสว่างปรากฏ หรือ แมกนิจูดปรากฏ (Apparent Magnitude) 5.7 ในขณะที่ GRB 080319B เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2006 มีแมกนิจูดปรากฏ 5.8 และกาแล็กซีแอนโดรมีดา มีแมกนิจูดปรากฏ 3.4 ซึ่งหมายความว่า GRB 080319B ขณะมีความสว่างสูงสุด ปรากฏเป็นดาวสว่างในท้องฟ้าเห็นได้ด้วยตาเปล่าน้อยกว่ากาแล็กซีไทรแองกูลัมเล็กน้อย หรือใกล้เคียงกับกาแล็กซีไทรแองกูลัมมาก แต่ก็ไม่สว่างเท่ากาแล็กซีแอนโดรมีดาอย่างชัดเจน


ตามระบบการกำหนดค่าความสว่างแมกนิจูดปรากฏ ดาวหรือวัตถุในท้องฟ้าที่มีความสว่างปรากฏให้เห็นได้ จะต้องมีค่าแมกนิจูดปรากฏสูงสุด 6 กล่าวคือ ถ้าค่าแมกนิจูดปรากฏมีค่ามากกว่า 6 ก็จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสำหรับมนุษย์บนโลก


จากตำแหน่งของ GRB 080319B ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกถึง 7,500 ล้านปีแสง และปรากฏให้เห็นด้วยตาเปล่าของมนุษย์ได้ ทำให้ GRB 080319B ซึ่งอาจเป็นซูเปอร์โนวาขนาดใหญ่ หรือดาวระเบิดขนาดใหญ่ มีความสว่างมากกว่าซูเปอร์โนวาสว่างที่สุดที่เคยบันทึกได้มาก่อนถึง 2.5 ล้านเท่า โดยที่อาจเป็นดาวฤกษ์มีมวล (ก่อนการระเบิดเกิด GRB 080319B) มากกว่าดวงอาทิตย์ของเราประมาณ 40 เท่า


การปรากฏตัวขึ้นมาเป็นดวงดาวสว่างในวันที่ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก จากโลกไปของ GRB 080319B ทำให้นักดาราศาสตร์ที่เป็น “แฟนพันธุ์แท้” ของ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก จำนวนหนึ่งเสนอให้ตั้งชื่อของ GRB 080319B ตามชื่อของ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เป็น Clarke Event


ทว่า ตามหลักการตั้งชื่อของการระเบิดเกิดรังสีแกมมา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (International Astronomical Union หรือ IAU) ไม่มีระเบียบการตั้งชื่อ จีอาร์บี ตามชื่อสามัญ อย่างไรก็ตามก็มีการชักชวนกันในวงการดาราศาสตร์ทั่วไปว่า ให้เรียกการระเบิดเกิดรังสีแกมมา GRB 080319B เป็น คลาร์กอีเวนต์


ย้อนหลังไปเมื่อปี 1955 อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก ได้เขียนเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ชื่อ The Star ซึ่งนับเป็นเรื่องสั้นคลาสสิกดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก โดยมีประเด็นหัวใจของเรื่องว่า ดาวที่ปรากฏสว่างขึ้นมาเหนือเบทลีเฮม ในวันพระเยซูคริสต์ประสูติ เป็นดาวระเบิดเกิดเป็นซูเปอร์โนวา


อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก เชื่อว่า ซูเปอร์โนวานำทางนักเดินทางไปสู่ตำแหน่งที่ประสูติของพระเยซูคริสต์ ในปัจจุบันก็คือ พัลซาร์ 1913+16B ซึ่งก็มีการเสนอให้ตั้งชื่อเรียก พัลซาร์นี้เป็น Clarke’s Star (ดาวคลาร์ก) หรือ Clarke Pulsar (พัลซาร์คลาร์ก)


มองเมืองไทย ในกรอบทฤษฎีความอลวน
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 07 มีนาคม พ.ศ. 2551

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เออร์วิน ลาสซโล (Irvin Laszlo) ปราชญ์ชาวฮังการี ผู้อาจได้รับรางวัลโนเบลในวันหนึ่งข้างหน้า อ่านสถานการณ์โลกออกมาเป็นหนังสือชื่อ The Chaos Point: The World at the Crossroads ในหนังสือเล่มนี้ เขาใช้ทฤษฎีความอลวน (Chaos Theory) เป็นฐานของการวิเคราะห์และสรุปว่า ชาวโลกมีเวลาจนกว่าจะถึงปี พ.ศ. 2555 สำหรับปรับเปลี่ยนสิ่งที่ไม่เหมาะสม เมื่อถึงปีนั้นสังคมโลกจะเดินเข้าจุดวิกฤติ หรือ จุดพลิกผัน ณ จุดนั้นโลกจะเดินเข้าทางหนึ่งในสองทางแบบย้อนกลับไม่ได้ ทางหนึ่งจะนำไปสู่ความล่มสลาย ส่วนอีกทางหนึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืน

การอ่านสถานการณ์โลกของลาสซโลอาจนำมาประยุกต์ใช้สำหรับอ่านสถานการณ์ในเมืองไทยได้ (ผู้ที่ต้องการอ่านหนังสือของลาสซโล แต่ขาดเวลา และความแตกฉานในภาษาอังกฤษอาจไปอ่านบทคัดย่อของหนังสือเล่มนั้นได้ ในหนังสือชื่อ "กะลาภิวัตน์") ทฤษฎีความอลวนมีด้วยกัน 4 ขั้นตอนและลาสซโลนำมาอ่านวิวัฒนาการของโลกดังนี้

ช่วงเริ่มต้น เป็นตอนที่เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งเอื้อให้มนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการของตน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลาสซโลเสนอว่า ช่วงนี้ครอบคลุมเวลาจากปี ค.ศ.1800 ถึง ค.ศ.1960 (พ.ศ. 2343-2503) อันเป็นตอนที่มีการค้นพบเทคโนโลยีใหม่ที่นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์อย่างใหญ่หลวง และเป็นฐานของวิวัฒนาการขั้นต่อมา

ช่วงสะสม เป็นตอนที่เทคโนโลยีก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอัตราเร่งในด้านของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากจำนวนประชากร การใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความสลับซับซ้อนของสังคม ซึ่งล้วนเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น ลาสซโลเสนอว่า ช่วงนี้ครอบคลุมเวลาจากปี ค.ศ. 1960 ถึง ค.ศ. 2005 (พ.ศ. 2503-2548)

ช่วงหน้าต่างการตัดสินใจ เป็นตอนที่ความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่สร้างความกดดันอย่างหนักให้กับสังคมมนุษย์ จนก่อให้เกิดความสงสัยในฐานด้านต่างๆ ทั้งฐานด้านความคิด การมองโลก จริยธรรมและความใฝ่ฝัน สังคมเดินเข้าสู่ความวุ่นวายจนเปิดโอกาสให้กลุ่มชนที่มีพลังมองเห็นช่องทางที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยก่อให้เกิดโลกแห่งอนาคต ลาสซโลเสนอว่า ช่วงนี้ครอบคลุมจากปี ค.ศ. 2005 ถึง ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2548-2555)

จุดวิกฤติ หรือ จุดพลิกผัน เป็นตอนที่ทุกอย่างซึ่งสะสมมามีพลังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางหนึ่งทางใด จนไม่มีโอกาสหมุนกลับ ทางนั้นอาจเป็นทางที่นำไปสู่ความล่มสลาย หรือ ทางที่นำไปสู่ความยั่งยืนก็ได้ ลาสซโลเสนอว่า จุดนั้นจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555)

ถ้าเรานำแนวการใช้ทฤษฎีความอลวน อ่านสถานการณ์โลกของลาสซโลมาประยุกต์ใช้กับวิวัฒนาการของเมืองไทย อาจได้ผลดังนี้

ช่วงเริ่มต้น น่าจะเป็นระหว่างปี พ.ศ. 1763 อันเป็นตอนที่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ทรงตั้งอาณาจักรสยามขึ้น โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองสุโขทัย และขับไล่ขอมออกจากดินแดนแถบนี้ (ปีที่ก่อตั้งอาณาจักรสยาม ยังเป็นที่ถกเถียงกันในระหว่างนักประวัติศาสตร์) และ พ.ศ. 2475 อันเป็นปีที่การบริหารบ้านเมือง เปลี่ยนไปเป็นระบบที่ผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ต้องการนำระบอบประชาธิปไตย มาใช้แทนระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ช่วงสะสม น่าจะเป็นระหว่างปี พ.ศ. 2475 กับ พ.ศ. 2548 อันเป็นตอนที่สังคมไทยพยายามจะใช้ระบอบประชาธิปไตย บริหารประเทศผ่านรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ซึ่งมักถูกร่างขึ้นเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนบางกลุ่มจนกระทั่งถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีลักษณะของความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด และได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้โดยรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งปี 2544

ช่วงหน้าต่างการตัดสินใจ และ จุดวิกฤติ เป็นตอนเดียวกันกับของลาสซโลคือ พ. ศ. 2548 ถึง พ.ศ. 2555 และ พ.ศ. 2555 ตามลำดับ คนไทยได้บทเรียนต่าง ๆ จากการบริหารและการพัฒนาบ้านเมืองในอดีตและได้ตัดสินใจครั้งใหญ่ ๆ ไปแล้ว 4 ครั้งคือ การเลือกตั้งปี 2548 ตามด้วยรัฐประหารปี 2549 การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการเลือกตั้งปี 2550

จากปีนี้ถึงปี พ.ศ. 2555 เรามีอะไรที่จะต้องตัดสินใจบ้างซึ่งจะปูทางไปสู่จุดวิกฤติ หรือจุดพลิกผัน เท่าที่ผ่านมาการพัฒนาของเราเกือบทุกด้าน ประสบความสับสน ยังผลให้คนกลุ่มหนึ่งสามารถผลักดันการพัฒนา ให้ไปในทางที่เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกตนเป็นส่วนใหญ่ ในขณะนี้จึงมีการประจันหน้ากันระหว่างกลุ่มนี้กับกลุ่มที่รู้ทัน และต้องการขัดผลประโยชน์ของพวกเขา

การประจันหน้ากันนี้มีทั้งในด้านการเมืองซึ่งเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มที่มีและอิงอำนาจรัฐกับกลุ่มที่มองว่าผู้มี และอิงอำนาจรัฐใช้อำนาจนั้นไปในแนวแสวงหาประโยชน์เพื่อพวกพ้องของตน และด้านเศรษฐกิจซึ่งเกิดขึ้นระหว่าง กลุ่มที่อิงแนวคิดเศรษฐกิจกระแสหลักของสังคมตะวันตก กับกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความเห็นว่าแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงคือ ยาบำบัดปัญหาของสังคม เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงการประจันหน้ากันนี้ และไม่รู้ด้วยว่าโลกกำลังมีปัญหาอะไรบ้าง

ฉะนั้นอนาคตของเมืองไทยจึงอยู่ในกำมือของกลุ่มผู้นำ โดยเฉพาะผู้นำที่มีอิทธิพลสูงต่อสังคมเป็นพิเศษ เช่น ผู้มีเงินจำนวนมหาศาล ผู้มีบารมี และผู้มีอำนาจรัฐ คนกลุ่มนี้มีบทบาทหลักในการที่จะพาสังคมไทยเดินไปเข้าทางล่มสลาย หรือ เข้าทางยั่งยืน

เราเหลือเวลาอีก 4 ปี ลาสซโลบอกว่า เรายังมีโอกาสพาโลกไปสู่ทางยั่งยืน ถึงแม้ว่าปัญหาจะดูหนักหนาสาหัส จนเกินแก้แล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อในทฤษฎีผีเสื้อกระพือปีก นั่นคือ เมื่อคนส่วนหนึ่งมองเห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืน คนส่วนใหญ่อาจทำตามด้วยความเต็มใจอย่างรวดเร็ว

นั่นหมายความว่าในการประจันหน้ากันในขณะนี้ในสังคมไทย ฝ่ายที่ยึดผลประโยชน์ส่วนรวม และแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นที่ตั้ง จะได้รับการสนับสนุนจากคนไทยส่วนใหญ่ในเวลาอันสั้น มิฉะนั้นเมืองไทยจะเดินเข้าทางล่มสลายแบบกู่ไม่กลับ คนไทยส่วนใหญ่จะทำอย่างลาสซโลคาดหรือไม่ อีก 4 ปีคงไม่นานเกินรอ


วิสัยทัศน์ของนักประดิษฐ์ Rudolf Diesel
โดย สมศักดิ์ ดำรงสุนทรชัย
นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2551

Rudolf Diesel (ซ้าย)
ถ่ายภาพร่วมกับ Oskar von Miller
ผู้ก่อตั้ง Deutches Museum
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขนาดใหญ่
ของเยอรมนี เมื่อปี 1912


"The use of vegetable oils for engine fuels may seem insignificant today.
But such oils may become, in the course of time, as important as petroleum
and the coal tar products of the present time"

Rudolf Diesel's speech of 1912

หาก Rudolf Diesel ยังมีชีวิตอยู่ วันที่ 18 มีนาคม ปีนี้เขาจะมีอายุครบ 150 ปี

และคงยินดีที่เครื่องยนต์ที่เขาค้นคิดและประดิษฐ์ขึ้นมาเมื่อปี 1892 สามารถใช้น้ำมันจากพืชเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนได้ตามที่เขาเคยคิดหวังไว้

วิสัยทัศน์ของ Rudolf Diesel ว่าด้วยการใช้น้ำมันจากพืชมาเป็นพลังงานในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ มิได้สะท้อนมิติความก้าวหน้าเฉพาะในส่วนของการออกแบบเครื่องจักรกลเท่านั้น

แต่ยังเป็นการสะท้อนความคิดคำนึงในเชิงสังคมวิทยาของนักประดิษฐ์ผู้นี้ได้เป็นอย่างดี

เพราะในขณะที่ Gottlieb Daimler Wilhelm Maybach และ Karl Benz ซึ่งได้รับการยกย่องในเวลาต่อมาว่าเป็น 3 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโลกยานยนต์ของเยอรมนี กำลังคิดค้นการออกแบบและพัฒนาเครื่องยนต์ให้มีขนาดเล็กและมีความเร็วสูงขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ปัจเจกบุคคล

Rudolf Diesel กลับคิดสร้างเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงราคาถูก สำหรับการทดแทนเครื่องจักรไอน้ำที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในยุคหลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วย

แม้ว่าความนิยมในเครื่องยนต์ดีเซลจะดำเนินไปอย่างเชื่องช้าก็ตาม

Rudolf Diesel เกิดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1858 ที่กรุงปารีส ในครอบครัวของชาวเยอรมันที่อพยพจาก Augsburg, Bavaria เข้าสู่ฝรั่งเศส แต่เมื่อเกิดสงคราม Franco-Prussian War ในปี 1870 ครอบครัวของเขาถูกผลักดันให้ย้ายถิ่นฐานไปยังกรุงลอนดอน Rudolf Diesel ถูกส่งให้ไปอาศัยอยู่กับลุงและป้าของเขาที่เมือง Augsburg, Bavaria เพื่อเรียนรู้ภาษาเยอรมันที่กำลังแผ่อิทธิพลอย่างแข็งแกร่ง และเข้าเรียนที่ Royal County Trade School (Konigliche Kreis-Gewerbsschule) ก่อนจะสมัครเข้าเรียนใน Industrial School of Augburg ในเวลาต่อมา

เขาได้รับทุนเล่าเรียนดีให้เข้าศึกษาต่อใน Royal Bavarian Polytechnic ซึ่งทำให้ได้พบกับ Carl von Linde ในฐานะครูและยังเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องทำความเย็น โดยมี Rudolf Diesel ร่วมออกแบบและพัฒนาด้วย

แม้ว่าการทำงานกับ Carl von Linde จะทำให้ Rudolf Diesel ครอบครองสิทธิบัตรหลากหลาย แต่ในฐานะพนักงานของบริษัท Rudolf Diesel ไม่สามารถนำไปพัฒนาในเชิงพาณิชย์ เพื่อประโยชน์ส่วนตัวได้ และกลายเป็นแรงผลักดันให้ Rudolf Diesel แสวงหาโอกาสใหม่ๆ ที่พ้นไปจากธุรกิจเครื่องเย็น

ในช่วงต้นทศวรรษ 1890 Rudolf Diesel เริ่มต้นการลิ้มลองอนาคตบนเส้นทางใหม่

ช่วงเวลาขณะนั้น Gottlieb Daimler และ Karl Benz ได้คิดค้นและประดิษฐ์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (internal combustion engine) แบบ Otto Cycle ที่พัฒนาไปสู่นวัตกรรมยานยนต์แล้ว ตั้งแต่เมื่อปี 1887

แต่ Rudolf Diesel พัฒนาออกแบบเครื่องยนต์จากฐานของ Carnot Cycle ซึ่งเป็นระบบกลไกแบบขับเคลื่อนด้วยความร้อน (thermodynamic) ก่อนจะนำไปสู่การนำเสนอหนังสือชื่อ "Theory and Constrution of a Rational Heat-Engine to Replace the Stream Engine and Combustion Engines Know Today" ในปี 1893

หนังสือดังกล่าวถือเป็นต้นร่างทางความคิดและพื้นฐานในการพัฒนาเครื่องยนต์ ที่ได้รับการเรียกขานว่าเครื่องยนต์ดีเซล ในเวลาต่อมา

วิสัยทัศน์ของ Rudolf Diesel ที่จะประดิษฐ์เครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงราคาถูก ปรากฏผลเป็นจริง เมื่อเขาใช้น้ำมันถั่ว (peanut oil) เป็นเชื้อเพลิง สำหรับสาธิตการทำงานของเครื่องยนต์นี้เป็นครั้งแรกที่เมือง Augsburg เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1893

โดยในช่วงระหว่างปี 1893-1897 ถือเป็นช่วงที่ Rudolf Diesel มีโอกาสพัฒนาเครื่องยนต์ของเขาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริษัท MAN AG ผู้ผลิตเครื่องยนต์ใน Augsburg เป็นผู้สนับสนุนการทดสอบและพัฒนา

ผลงานการพัฒนาของ Rudolf Diesel ส่งผลให้เขาก้าวสู่ความมั่งคั่ง โดยเครื่องจักรกลของเขานำไปแทนที่เครื่องจักรไอน้ำ ในระบบสาธารณูปโภคหลากหลาย ทั้งโรงไฟฟ้า โรงกรองน้ำ และระบบงานอุตสาหกรรม

แต่ช่วงชีวิตของ Rudolf Diesel กลับเป็นช่วงเวลาที่แสนสั้น

Rudolf Diesel ในวัย 55 ปี หายไปจากเรือและเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ ระหว่างการเดินทางโดยเรือ เพื่อข้ามช่องแคบอังกฤษ จากเมือง Antwerp ในเบลเยียม เพื่อมุ่งหน้าสู่เมือง Harwich ในอังกฤษ เมื่อวันที่ 29 กันยายน 1913

โดยมีผู้พบศพ Rudolf Diesel อยู่บนชายฝั่งของเนเธอร์แลนด์ 10 วันหลังจากที่เขาหายไปจากเรือ

ทิ้งไว้เพียงมรดกด้านวิศวกรรมเครื่องกล ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดออกไปอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่วันที่ 10 สิงหาคมของทุกปี ได้รับการประกาศให้เป็นวันไบโอดีเซลนานาชาติ (International Biodiesel Day) เพื่อรำลึกถึงวิสัยทัศน์ของผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ดีเซล

แม้ว่าน้ำมันถั่ว (peanut oil) ซึ่งใช้เป็นเชื้อเพลิงในครั้งนั้น จะไม่ใช่ไบโอดีเซลตามคำนิยามในปัจจุบันก็ตาม


"เรย์ สแตนฟอร์ด"นักล่าไดโนเสาร์
จบแค่ประกาศนียบัตร-แต่ความรู้เทียบดร.



"เรย์ สแตนฟอร์ด" อายุ 69 ปี เป็นชาวเท็กซัส แต่ย้ายมาอยู่ที่แมรี่แลนด์ มีความรู้เพียงขั้นประกาศนียบัตร แต่ความรู้ความสามารถในการเสาะหาฟอสซิลไดโนเสาร์ ทำให้นักวิชาการด้านสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์ซูฮกและนับถือสแตนฟอร์ดในฐานะปรมาจารย์คนหนึ่ง

สแตนฟอร์ด ใช้เวลา 13 ปีที่ผ่านมา หาร่องรอยของไดโนเสาร์ จนสะสมฟอสซิลรอยเท้าที่หลงเหลือมาจากเมื่อ 112 ล้านปีก่อนได้จำนวนหนึ่ง และยังพบในพื้นที่ที่ไม่เคยพบฟอสซิลมาก่อนเสียด้วย

แต่เดิมนั้น สแตนฟอร์ดอยากใช้เวลาในบั้นปลายของชีวิตค้นหายูเอฟโอ แต่เมื่อบังเอิญพบฟอสซิลไดโนเสาร์ ทำให้เขามุ่งมาศึกษาศาสตร์ด้านนี้แทน จนพบรอยเท้าไดโนเสาร์หลายร้อยรอยในแถบวอชิงตัน ดี.ซี. และเมืองบัลติมอร์ แสดงให้เห็นว่า มีไดเสาร์หลายพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ในยุคครีเทเชียส ทั้งยังพบฟอสซิลที่ทั้งเขาและนักสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์จากจอห์นส ฮอปกินส์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ลงความเห็นว่า "เป็นไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน" พร้อมกับตั้งชื่อว่า "ครีเทเชียส โร้ดคิล"

"ผมแค่พบแต่ฟอสซิล ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน" สแตนฟอร์ดกล่าว

การค้นพบฟอสซิลของสแตนฟอร์ดทำให้นักสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์ยกย่องความรู้ของเขาในแง่พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ แม้ว่าสแตนฟอร์ดจะมีความรู้เพียงชั้นประกาศนียบัตร แต่ความเชี่ยวชาญและชำนาญในการเสาะหาฟอสซิล ทำให้เขามีโอกาสร่วมงานกับสถาบันสมิธโซเนียนรวมทั้งกับผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาระดับดอกเตอร์หลายคน


นายแมทธิว ที. คาร์ราโน ภัณฑารักษ์ด้านไดโนเสาร์ของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของสมิธโซเนียน กล่าวว่า "ผมได้รับโทรศัพท์จากคนที่เชื่อว่าเจอฟอสซิลหรือไข่ไดโนเสาร์มาหลายครั้ง ส่วนใหญ่แล้วพบว่าไม่ใช่ แต่ในกรณีของสแตนฟอร์ดนั้นแตกต่างออกไป เพราะสิ่งที่เขาพูดมานั้น ล้วนแต่เป็นลักษณะฟอสซิลไดโนเสาร์ทุกประการ"

สแตนฟอร์ดพบฟอสซิลไดโนเสาร์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2537 ขณะค้นหาโบราณวัตถุของอินเดียนแดงกับลูกๆ ซึ่งในตอนนั้น ลูกของเขายังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ตอนที่เขาพบสิ่งที่ดูคล้ายกับว่าเป็นรอยเท้านั้น เขามีความรู้เรื่องไดโนเสาร์น้อยมาก จน 2-3 อาทิตย์ถัดมา เขาพบรอยคล้ายๆ กันนี้อีก ตอนแรกคิดว่ามันเป็นแค่รอยธรรมดาๆ แต่เมื่อเก็บเอาไปคิดแล้วคิดอีก เขาก็คิดได้ว่า รอยเหล่านั้นเป็นรอยของไดโนเสาร์อีกัวโนดอน

ดร.เดวิด ไวแชมเพล นักวิชาการด้านสัตว์และพืชดึกดำ จากจอห์นส ฮอปกินส์ ยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งกำลังจะตีพิมพ์หนังสือร่วมกับสแตนฟอร์ดถึงฟอสซิลไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ กล่าวว่า "การค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ของสแตนฟอร์ด ทำให้พวกเราคิดว่า ทำไมนะเราถึงไม่เห็นฟอสซิลนี้ก่อนเขา มันเหมือนกับเส้นผมบังภูเขา ถ้าจะเปรียบแล้วการค้นพบของสแตนฟอร์ดก็เหมือนปรากฏการณ์พบนก หรือ "เบิร์ดเดอร์ ฟีโนมีนอน" ที่ผู้อยากพบนกหายากใช้เวลาหลายปีก็ไม่พบสักที แต่เมื่อจู่ๆ พบสักตัวนึง ก็พบนกหายากตามมาติดๆ กันหลายครั้ง นอกจากนี้ ยังขึ้นอยู่กับการเปิดกว้างของความคิดด้วย เพราะถ้าคิดว่า ใช่แล้วมันอยู่ที่นี่ ก็จะเห็นว่ามันอยู่ที่นี่จริงๆ"


อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค้นพบฟอสซิลมากในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาคือ มีการพัฒนาที่ดินเพื่อสร้างอาคารมากขึ้น การพัฒนาที่ดินอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบต่อแม่น้ำลำธารจนเกิดการกัดเซาะ ทำให้หินชั้นใต้ดินที่มีฟอสซิลล่อนออกมาและเสี่ยงที่จะหลุดเข้าไปอยู่ในสายน้ำ การหาฟอสซิลจึงเป็นภารกิจที่เร่งด่วน "เพราะถ้าฟอสซิลไปอยู่ในสายน้ำโปโตแมกแล้ว ไม่มีทางจะหามันเจอ" สแตนฟอร์ดกล่าว

 


การที่นักสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์นับถือสแตนฟอร์ด ไม่ใช่เพียงแต่ความสามารถในการพบฟอสซิลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการระบุว่า มันเป็นฟอสซิล โดยสแตนฟอร์ดสามารถระบุได้ว่า ร่องรอยนั้นเกิดขึ้นจากไดโนเสาร์พันธุ์ใด เป็นเท้าข้างใด เป็นรอยเท้าไดโนเสาร์ที่กำลังวิ่ง ลื่นไถลหรือว่ากำลังหมอบ

สแตนฟอร์ดหยิบฟอสซิลรอยเท้าไดโนเสาร์ขึ้นมา 2 ชิ้น พร้อมจินตนาการว่า "ไดโนเสาร์ตัวแรกกำลังวิ่งอยู่ ส่วนอันนี้เป็นไดโนเสาร์พันธุ์กินสัตว์ที่ตัวใหญ่กว่ากำลังวิ่งไล่ตาม..." ดร. ไวแชมเพล เห็นว่า สแตนฟอร์ดเป็นนักจินตนาการ ซึ่งคุณสมบัตินี้ควรจะเป็นคุณสมบัติอย่างหนึ่งของนักสัตว์และพืชดึกดำบรรพ์ที่ดี

นอกจากฟอสซิลไดโนเสาร์แล้ว สแตนฟอร์ดยังสนใจความลึกลับของยูเอฟโอตั้งแต่อายุ 9 ขวบ แต่เขาไม่ใช่พวกงมงาย และเห็นว่าต้องนำวิธีทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เพื่อเรียนรู้ปรากฏการณ์ด้านยูเอฟโอ และด้วยการสนับสนุนของผู้ที่เชื่อในเรื่องยูเอฟโอที่มีสตางค์ สแตนฟอร์ดได้จัดตั้งโครงการ "โปรเจ็กต์ สตาร์ไลต์ อินเตอร์เนชันแนล" ขึ้นมา เพื่อรวบรวมหลักฐานต่างๆ โดยใช้เครื่องมืออย่างกล้องสเปกตรัมและแม็กนีโตมิเตอร์ อย่างไรก็ตาม เขาได้ปลีกตัวออกมาจากโครงการและหันมาทำการศึกษาเองคนเดียว

สแตนฟอร์ดมีความเห็นว่า "มีผู้สนใจเรื่องยูเอฟโอแสดงความไม่เข้าท่า ด้วยการขอร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับยูเอฟโอ แต่ผมคิดว่า ถ้าอยากได้ข้อมูลจริง ก็ต้องออกไปหาข้อมูลเอง ด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และถ้าพบหลักฐาน ก็ควรจะนำมาตีพิมพ์โดยให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจทานดูก่อน"

อย่างไรก็ตาม ผลงานด้านยูเอฟโอของสแตนฟอร์ดไม่ก้าวหน้าเท่ากับการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ และไม่ได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญ แต่สแตนฟอร์ดไม่ยอมแพ้ และรอเวลาที่ภรรยาเกษียณอายุจากการทำงานที่องค์การนาซ่า เพื่อย้ายมาอยู่ที่รัฐเท็กซัส ซึ่งที่นี่สแตนฟอร์ดจะอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษายูเอฟโอ ส่วนฟอสซิลไดโนเสาร์ที่เก็บสะสมไว้มากมายนั้น จะบริจาคให้กับสถาบันสมิธโซเนียน ก่อนที่จะย้ายออกจากแมรี่แลนด์ ซึ่งเขาหวังว่า เจ้า "ครีเทเชียส โร้ดคิล" จะนำออกแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ และการค้นพบอาจจุดประกายให้กับเยาวชนให้หันมาล่าฟอสซิลแทนที่จะเสียเวลาเล่นเกมคอมพิวเตอร์


วันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 17 ฉบับที่ 6312
------------------------

Junk Science โดย Dan Agin
คอลัมน์ DOG EAR
โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org



ในยุคปัจจุบัน ยุคที่ความเป็น "ผู้บริโภค" ของเราถูกขับเน้นและตอกย้ำอย่างเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยบริษัทจำนวนนับไม่ถ้วนที่แข่งกันกระหน่ำโฆษณาสินค้าและโปรโมชั่นสู่สายตาเราหลายร้อยชิ้นในแต่ละวัน ในขณะที่สถานภาพอื่นๆ ของเรา โดยเฉพาะความเป็น "มนุษย์" และ "พลเมือง" กลับเลือนรางบางเบาลงอย่างน่าเป็นห่วง คงมีน้อยประเด็นที่จะเร่งด่วนเท่ากับ "ติดอาวุธทางปัญญา" ให้ผู้บริโภคสามารถรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของบริษัทหลายบริษัทที่มุ่งแต่จะหลอกล่อให้คนควักเงินซื้อเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจว่าจะบิดเบือนข้อมูลเพียงใด หรือสร้างความเสี่ยงในระยะยาวให้กับลูกค้าอย่างไรบ้าง

ถึงแม้ว่าเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะสร้างโลกแห่งข้อมูลปริมาณมหาศาลที่อยู่เพียงปลายนิ้ว ก็มิได้แปลว่าเราจะสามารถแยกแยะระหว่าง "ข้อมูลเท็จ" กับ "ข้อมูลจริง" ได้โดยอัตโนมัติ และถึงแม้ว่าเราอาจจะแยกแยะได้ การจะเข้าถึง "ความรู้" ที่แท้จริงว่าข้อมูลเหล่านั้นหมายความว่าอะไรสำหรับชีวิตเรา ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ดูยากเกินความเข้าใจ ครั้นจะไปหาความรู้จากหนังสือพิมพ์หรือจากทีวี เราก็ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่นักข่าวจะไม่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์เสียยิ่งกว่าเรา และความเสี่ยงที่พื้นที่เหล่านั้นจะถูกยึดครองโดยกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่บิดเบือนวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ของตัวเอง

ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้เขียนคิดว่าหนังสือเรื่อง Junk Science โดย Dan Agin นักชีววิทยาสมองและบรรณาธิการนิตยสาร Science Week เป็นหนังสือดีระดับ "ต้องอ่าน" สำหรับทุกคนที่อยากรู้ว่า ผลการค้นคว้าของนักวิทยาศาสตร์จวบจนปัจจุบัน ยืนยันอะไรกับเราได้กันแน่

สร้อยของชื่อหนังสือเล่มนี้คือ "An Overdue Indictment of Government, Industry, and Faith Groups That Twist Science for Their Own Gain" (ซึ่งอาจแปลเป็นไทยว่า "ข้อกล่าวหาที่ช้าเกินไปแล้วว่า ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และกลุ่มที่เชื่อเรื่องงมงายต่างๆ บิดเบือนวิทยาศาสตร์เพื่อประโยชน์ของตัวเองอย่างไร") บอกเราได้ดีว่าหนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาดุเดือดเผ็ดร้อนเพียงใด เพราะผู้เขียนคือ Dan Agin บอกว่าเขารู้สึกเหลืออดมานานแล้วกับการกระทำชำเราวิทยาศาสตร์ของฝ่ายต่างๆ ที่อวดอ้างว่าเป็น "วิทยาศาสตร์แท้"

แต่เป็นได้เพียง "วิทยาศาสตร์ขยะ" เท่านั้น เขาบอกว่า ถึงเวลาแล้วที่ประชาชนจะมองเห็นความแตกต่าง

ในบทนำของหนังสือเล่มนี้ Agin อธิบายว่า "วิทยาศาสตร์ขยะ" ในความหมายของเขามีลักษณะอย่างไร (คุณสมบัติสำคัญคือ "การปกปิดสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้") หลังจากนั้น เขาพาผู้อ่านเดินทางท่องโลกของวิทยาศาสตร์ขยะ ที่จะทำให้เราตกใจกับระดับความเห็นแก่ตัวของคนสร้าง แต่ได้รับประโยชน์มากมายจากสิ่งที่ Agin เล่า เพราะความที่เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา เนื้อหาในหนังสือจึงเน้นหนักประเด็นสุขภาพเป็นหลัก Agin แบ่งหนังสือเล่มนี้ตามหัวข้อที่มี "วิทยาศาสตร์ขยะ" และความเข้าใจผิดแพร่หลาย ได้แก่ อาหาร (รวมทั้งประเด็นอาหารดัดแปลงพันธุกรรมหรือ GMO), ผลิตภัณฑ์ชะลอความแก่, บุหรี่, ยา, มลพิษ, ภาวะโลกร้อน, การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ (stem cell), โคลนนิ่ง, ยีน และประเด็นความเกี่ยวโยงระหว่างเชื้อชาติและระดับสติปัญญา ผู้เขียนเชื่อว่า ทุกคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบลงจะไม่เพียงแต่เป็นผู้บริโภคที่รู้เท่าทันผู้ผลิตมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับสุขภาพ แต่จะมีความรู้ความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ดีขึ้น และอาจจะตระหนักด้วยว่า บางเรื่องที่เคยเชื่อว่าเป็นความจริง ที่แท้แล้วเป็นเพียงอคติหรือความเข้าใจผิดแบบฉาบฉวย ที่ไม่เคยจะตั้งใจหาคำตอบว่าจริงหรือไม่

Junk Science เป็นหนังสือเล่มใหญ่ที่เขียนอย่าง "ระบายอารมณ์" ตลอดเล่ม และดังนั้นจึงอาจทำให้ผู้อ่านบางคนรู้สึกไม่พอใจหรือรำคาญคนเขียน แต่ข้อมูลหลักฐานและเหตุผลหนักแน่นมากมายที่ Agin ยกขึ้นมาอธิบายประเด็นของเขา สมกับเป็นนักวิทยาศาสตร์ น่าจะช่วยบรรเทาและในที่สุดก็หักล้างความรู้สึกรำคาญใดๆ ที่อาจเกิดขึ้นเมื่ออ่านบทนำจบลง นอกจากนี้ นอกจากจะเป็นหนังสือที่ให้ประโยชน์มากมายกับผู้อ่านแล้ว Junk Science ยังตีแผ่ "วิชามาร" ของฝ่ายต่างๆ ที่พยายามสร้างและค้ำจุน "วิทยาศาสตร์ขยะ" อย่างต่อเนื่อง เพื่อฉวยโอกาสแสวงหาประโยชน์ส่วนตนจากประชาชนที่ไม่รู้เท่าทันได้อย่างน่าสนใจและสนุกสนานอย่างยิ่ง


วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3982 (3182)
--------------------


11 นาที Eleven Minutes

เพราะฉันเป็นทั้งคนแรกและคนสุดท้าย
เพราะฉันได้รับการยกย่องและถูกรังเกียจ
เพราะฉันเป็นทั้งโสเภณีและแม่พระ
เพราะฉันเป็นทั้งภรรยาและสาวพรหมจารี
เพราะฉันเป็นทั้งแม่และลูก
เพราะฉันเป็นแขนของแม่
เพราะฉันเป็นหมันและมีลูกดก
เพราะฉันแต่งงานแล้วและเป็นโสด
เพราะฉันเป็นผู้ให้กำเนิดและจะไม่มีลูกอีกแล้ว
เพราะฉันเป็นเครื่องปลอบประโลมใจยามเจ็บปวดจากการคลอดบุตร
เพราะฉันเป็นคู่ครองทั้งหญิงและชาย
และคนที่เลี้ยงดูฉันคือผู้ชายของฉัน
เพราะฉันเป็นแม่ของพ่อ
เป็นน้องสาวของสามี
และเขาคือลูกที่ฉันผลักไส
จงนับถือฉันเสมอ
เพราะฉันทั้งฉาวโฉ่และวิเศษสุด

***
เพลงสรรเสริญอิลิส ดวงจันทร์ เทพธิดา ชายาของโอสิริส ศตวรรษที่3 หรือ4(?)พบที่นัค ฮัมมาดี้
จากหนังสือเรื่อง 11นาที Eleven Minutes
ประโลม บุญรัศมี แปล
วิรัช ศิริวัฒนะนาวิน บรรณาธิการ -สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊คส์


เห็นโลกในเม็ดทราย
ทองปลอม

หลายปีมาแล้วระหว่างอาจารย์ที่เคารพท่านหนึ่งเคยตั้งคำถามให้ขบคิดเล่นๆ ว่า นักปรัชญากับนักบวชต่างกันที่ตรงไหน? ในคลาสที่มีผู้สนใจไม่เกิน 10 คน ขบคิดหาคำตอบกันพัลวัน ล่วงเลยจนแทบหมดคาบ แต่ก็หาคำตอบที่ตรงจุดได้ไม่

สุดท้ายอาจารย์ท่านช่วยเฉลยว่า ความต่างนั้นอยู่ตรงที่นักปราชญ์เสนอและค้นหาในสิ่งที่ตัวเองไม่ปฏิบัติ ส่วนนักบวชทำในสิ่งตรงกันข้าม

นักบวช นักปรัชญา และกวี แม้จะต่างกันที่วิถี แต่มีจุดร่วมเหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือ ทั้งหมดล้วนคารวะความอลังการของจักรวาล เสาะแสวงหานิยามของนิรันดร และการดำรงอยู่อย่างบรรสานกับสรรพสิ่ง

ดูเหมือนว่าส่วนใหญ่ของชาวโลกทุกวันนี้จะเห็นคุณค่าของ “จุดประสงค์อันประเสริฐ” ของกลุ่มคนที่ว่าน้อยลงทุกขณะ โลกจึงเริ่มส่ออาการวิปริต อย่างที่เห็นได้ชัดจากสมดุลธรรมชาติอันแปรปรวน

ขอย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อนอีกครั้ง เมื่อคราวที่คำว่า Global Warming ยังเป็นคำที่ปรากฏในรายงานของนักวิทยาศาสตร์เฉพาะกลุ่มเท่านั้น ระหว่างที่ผู้เขียนท่องไปในเขาวงกตของห้องสมุดใหญ่ ได้มีโอกาสพบตำราเล่มหนึ่งว่าด้วยปรัชญาเอกภาพของสรรพสิ่ง ตามหลักการของนิกายอวตังสกะ อันเป็นนิกายย่อยของพุทธศาสนานิกายมหายาน ที่สั่งสอนถึงความมโหฬารของพุทธภาวะ (ภาวะอันเอื้อต่อการตรัสรู้) อันครอบคลุมทุกอณูของจักรวาล

เนื้อหาคำสอนของนิกายนี้ค่อนไปในทางอภิปรัชญาจนชวนสมองระเบิด อธิบายอย่างกระชับก็คือ “หนึ่งในทั้งหมด ทั้งหมดในหนึ่ง” หรือ ในเล็กมีใหญ่ ในใหญ่มีเล็ก อาทิปรากฏการณ์ระลอกคลื่นเหนือผิวน้ำมีน้ำและลมเป็นปัจจัยใหญ่ และส่วนปัจจัยใหญ่นั้นก็มีคลื่นเป็นปัจจัยรอง ทั้งหมดล้วนผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ว่าง่ายๆ ก็คือทุกสรรพสิ่งนั้นโยงใยถึงกัน เป็นองคาพยพเดียวกัน

สิ่งที่น่าดึงดูดความสนใจเป็นพิเศษสำหรับตำราเล่มนี้ คือภาพวงจรที่อธิบายความเชื่อมโยงกันของสรรพสิ่ง ลักษณะคล้ายกับเขาวงกตรูปสี่เหลี่ยมในวงนั้นมีอักษรจีนไล่เรียงต่อกันเป็นพืดนับร้อยตัว ว่ากันว่า ภิกษุเกาหลีสมัยศตวรรษที่ 7 เป็นผู้คิดค้นสำหรับเพ่งความเป็นอนันต์ของพุทธภาวะ

เช่นเดียวกับคำสอนของนิกายที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่มีคำอธิบายง่ายๆ เช่นกันว่า ทุกอักษรนั้นสื่อถึงสรรพสิ่งในจักรวาล หากผู้มีดวงตาเห็นธรรมเพ่งวงจรนี้จนบรรลุแล้วไซร้ จะมองเห็นทุกสิ่งเชื่อมโยงกันภายในพุทธภาวะหนึ่งเดียว ซึ่งนั่นคือพระนิพพาน

ผู้เขียนยังห่างไกลจากการบรรลุธรรม อย่าว่าแต่นิพพานเลย แต่การเพ่งวงจรนี้ก็ทำให้ตาสว่างได้ อย่างน้อยก็มองเห็นถึงความสัมพันธ์ของทุกสิ่งในสากลโลก ลองพิจารณานานๆ ก็อาจมองเห็นวงจรนี้คล้ายกับวงเดือนปีของต้นไม้ ลวดลายบนปีกผีเสื้อ ลายขดก้นหอย ลมหมุนคลอเคลียยอดไม้ ฯลฯ ให้ซึ้งใจของภูมิปัญญาปราชญ์โบราณ ที่อุตส่าห์ส่งสารให้คนรุ่นหลังมองเห็นสัจธรรมของชีวิตที่มีอยู่รอบตัว แต่เรามีเวลาหยุดคิดคำนึงน้อยเหลือเกิน


“หนึ่งในทั้งหมด ทั้งหมดในหนึ่ง” คือคำอธิบายสั้นๆ ของวงจรจักรวาลของพระพุทธองค์ เป็นความจริงที่มิได้ปรากฏเฉพาะในพระสูตร แต่ยังกลั่นมาจากผลึกความคิดของกวี แม้อยู่อีกฝั่งฟ้าอย่าง วิลเลียม เบลค กวีโรแมนติกแห่งอังกฤษ ที่พรรณนาไว้ว่า

“เห็นโลกในเม็ดทราย/และสวรรค์ในบุปผา/อนัตภาพในสองมือ/นิรันดรในนาที”

นี่คือความจริงที่คุรุโบราณค้นพบ แต่ชาวโลกทำเป็นไม่รับรู้

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2551
---------------------


อิทธิพลของ ‘ความเชื่อ’ กับชีวิต
เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า / ภาพ : ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ



สังคมวุ่นวาย สังคมจะแตกแยก ก็เพราะมีมนุษย์หลายพ่อพันธุ์แม่มาอยู่รวมกัน ต่างคนต่างความคิด ต่างมีความเชื่อเป็นอัตตา มองในอีกแง่... การที่สังคมจะสงบ ร่มเย็น ผู้คนมีความสามัคคี ก็เพราะมนุษย์หลายพ่อพันธุ์แม่อีกนั่นเองต้องเป็นผู้สร้าง แม้จะต่างความคิด ความเชื่อ แต่ก็เรียกได้ว่ามีความคิดที่ดี มีความเชื่อที่ดี

** “มนุษย์” กับ “ความเชื่อ”

“ความเชื่อ” เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้คนเกิดการยอมรับ เกิดความคิดที่แตกต่างและเกี่ยวโยงไปถึงการดำเนินวิถีชีวิตที่แตกต่างกัน นั่นเพราะความเชื่อมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต เช่นนั้นแล้ว ความเชื่อก็เปรียบเสมือน “หนทาง” หนึ่งที่จะชี้ถูกชี้ผิดแก่ชีวิตของมนุษย์ได้

พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี หรือที่รู้จักกันดีในนาม ว.วชิรเมธี พระนักคิด นักเขียน ที่เปลี่ยนยุคธรรมะคือยาขม ให้กลายเป็นยุคธรรมะคือช็อกโกแลต พระอาจารย์มาเล่าเรื่องสนุกๆ ที่เกี่ยวกับความเชื่อเอาไว้หลายเรื่อง โดยได้ข้อสรุปว่า มนุษย์ยึดติดกับความเชื่อใดๆ ก็จะเกี่ยวพันโยงใยไปในทิศทางนั้นๆ

ครั้งหนึ่งมีชาวบ้านนั่งรถปิกอัพมาหาท่านที่วัดป่า จ.เชียงราย บรรจงกราบอย่างดี แล้วก็มาขอให้ช่วยสงเคราะห์ เอา 2 ตัวพอ ไม่ต้องถึง 7 ในขณะนั้นท่านทำงานสร้างกุฏิจนมือแตก จึงชูมือให้ดูแล้วบอกว่า “ถ้าโยมทำงานจนมือแตกเหมือนพวกอาตมา โยมจะไม่จน” เท่านั้น ผู้มาเยือนแปลกหน้าก็ลากลับแบบทันควัน

พระมหาวุฒิชัยก็พานเข้าใจว่า “สงสัยโยมโกรธที่ไปพูดแทงใจดำและก็ตรงเกินไป คือสอนเขาตรงๆ ซึ่งๆ หน้า เป็นการสอนธรรมะกันตรงๆ คือทำงานให้มือมันแตกแล้วจะรวย แต่มนุษย์พอมีความเชื่อแล้วมันจะกำหนดความเชื่อคน เราสอนธรรมะโยมโครมๆ มันก็ไม่ฟัง แต่เขามีชุดความเชื่อของเขา เอาธรรมะที่เราให้ตรงๆ ไปถอดรหัส (ลองทายกันเอาเองว่าเลขอะไร) ถ้าเราเชื่ออย่างไรความเชื่อจะกำหนดวิถีชีวิตของเรา ความเชื่อจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ ต่อชีวิตของเรา”

การที่สังคมหนึ่งๆ มีหลายความเชื่อ ย่อมเป็นทางออกที่ดีกว่ามีเพียงความเชื่อเดียว ซึ่งพระมหาวุฒิชัยให้อรรถาธิบายว่า “เชื่อไหมสังคมใดก็ตามที่มีความหลากหลายทางความเชื่อ และคนที่มีความหลากหลายทางความเชื่อสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ นั่นคือสังคมที่มีเสน่ห์มาก ประเทศไหนก็ตามที่มีระบบความเชื่อเดียว ประเทศนั้นจะเป็นประทศที่อึดอัดขัดข้อง ต่างจากประเทศที่คนมีความหลากหลายทางความเชื่อ ซึ่งเหมือนกับว่าเราไปยืนอยู่ในที่โล่งแจ้งที่มีอากาศหายใจได้อย่างโปร่งโล่ง ฉะนั้น ความหลากหลายทางความเชื่อจึงเป็นเสน่ห์ของประเทศที่เจริญแล้ว”

สำหรับประเทศไทย นับเป็นประเทศที่มีพหุความเชื่อ แต่แม้ว่าเราจะยืนอยู่ในอาณาเขตที่สามารถเลือกเชื่อได้ หรือแม้พุทธศาสนาจะยอมรับว่ามนุษย์มีความหลากหลายทางความเชื่อได้ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ปล่อยให้มนุษย์เชื่ออะไรก็ได้ ทรงแนะนำชุดคำสอนชุดหนึ่ง แล้วตรัสว่ามนุษย์ควรจะเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ทรงใช้คำว่า “ควรจะ” ไม่ได้ใช้คำว่า “ต้อง”

“พระพุทธเจ้าขณะทรงแสดงกัณฑ์แรกที่เรียกว่า ปฐมเทศนา สิ่งแรกที่สอนหลังตรัสรู้ นั่นคือเรื่องของ สัมมาทิฐิ การมีระบบความเชื่อที่ถูกต้อง พอเรามีระบบความเชื่อที่ถูกต้อง ชีวิตของเราก็จะถูกต้องทันที

ทำนองกลับกัน ถ้าเรามีความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง ชีวิตของเราก็จะกลับตาลปัตรทันทีเช่นเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อพูดถึงความเชื่อ พุทธศาสนาจะยอมรับว่า ความหลากหลายทางความเชื่อเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ใจกว้างจนไม่ได้จัดชุดความเชื่อที่ดีที่สุดเอาไว้ให้ ชุดความเชื่อที่พระพุทธเจ้าได้จัดสรรไว้ให้นั้นมีอยู่ 1 ชุด ชุดความเชื่อที่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นชุดความเชื่อที่ดี ควรเจริญรอยตามนั้น อย่างน้อยมีอยู่ 4 เรื่อง ขณะเดียวกันก็มีชุดความเชื่ออยู่ 3 เรื่องที่พระพุทธเจ้าบอกว่าพึงระวัง” พระมหาวุฒิชัย กล่าว

**เส้นบางๆ ระหว่างความเชื่อที่ “ถูก-ผิด”

ชุดความเชื่อที่พึงระวัง

พระพุทธเจ้าได้จัดสรรไว้ 3 ข้อ

1.“เชื่อกรรมเก่า” เกิดมาจนก็บอกว่ากรรมเก่า เกิดมาไม่หล่อ ไม่สวย ก็บอกว่ากรรมเก่า ทั้งๆ ที่เพื่อนบอกว่าเดี๋ยวนี้สวยด้วยมีดหมอได้เธอก็ไม่ปรับปรุง ยอมรับกรรมเก่าตลอดเวลา รัฐบาลคอร์รัปชันก็บอกว่ากรรมของเรา

2.“เชื่อเทพเจ้าต่างๆ” ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในเงื้อมมือของเทพเจ้าทั้งหมด ชีวิตจะเป็นอย่างไรรอให้เทพบันดาล ถ้าเรารอให้เทพบันดาลมนุษย์จะต้องอ้อนเทพ คนไทยเลยเป็นคนขี้อ้อน

3.“เชื่อว่าแล้วแต่ชะตากรรมจะพาให้เป็นไป” เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ลัทธิบังเอิญ” อะไรจะเกิดไม่รู้หรอก ทุกอย่างบังเอิญหมดเลย ปฏิวัติก็บังเอิญ คอร์รัปชันก็บังเอิญ

นี่คือ 3 ลัทธิที่พระพุทธศาสนาบอกให้พึงระวัง เพราะว่ามันเป็นลัทธิที่ทำให้มนุษย์ “ไม่รับผิดชอบตัวเอง” เช่นหากเราเชื่อมั่นในกรรมเก่า 100 เปอร์เซ็นต์ เราจะกลายเป็นมนุษย์พันธุ์ยอมจำนน ไม่ลุกขึ้นสู้

ขณะที่ชุดความเชื่อแบบเทพเจ้าทำให้เราไม่เชื่อมั่นในตนเอง แล้วยอมมอบกายถวายชีวิตให้เทพ และชุดความเชื่อแบบ “ลัทธิบังเอิญ” ทำให้เราเป็นคนที่หลักลอยและคอยงาน ไม่คิดที่จะลุกขึ้นมาพัฒนาอะไรทั้งสิ้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่มีที่มาที่ไป

ชุดความเชื่อที่ดี

ชุดความเชื่อที่พระพุทธศาสนาบอกว่า เราควรจะเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อในทัศนะของพุทธ มีอย่างน้อย 4 เรื่อง

1.“เชื่อในระบบเหตุปัจจัย” สอดคล้องกับระบบความเชื่อที่นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันอยู่ทุกวันนี้ นั่นคือ เชื่อว่าเบื้องหลังปรากฏการณ์ทุกอย่างในโลกล้วนมีระเบียบวาระของมันเอง เช่น โยนหินลงน้ำ ไม่ว่าก้อนเล็กก้อนใหญ่ หินต้องจม นี่เป็นกฎของธรรมชาติ หรือภาษาพระเราเรียกว่า ธรรมนิยาม คือ กฎของระบบแห่งเหตุและผล ทุกสิ่งทุกอย่างมีระบบเหตุและผลอยู่ในตัวของมันเอง

ถ้าเราเชื่ออย่างนี้เราจะกลายเป็น “ปัญญาชน” เพราะเราจะมองอะไรในลักษณะมีที่มาและที่ไป ไม่มองอะไรในลักษณะเป็นเสี้ยวเป็นเศษและขาดเป็นช่วงๆ เราจะกลายเป็นมนุษย์ที่ไม่คิดข้ามช็อต ไม่คิดตัดตอน เราจะมองอะไรในลักษณะมีที่มาที่ไปเสมอ และคิดต่อเนื่องโยงใยเป็นสายสัมพันธ์ นี่เป็นวิธีคิดวิธีเชื่อแบบวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องกับพระพุทธศาสนา

2.“ชุดความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์” พระพุทธเจ้าบอกว่า มนุษย์มีศักยภาพพิเศษอยู่ชนิดหนึ่ง นั่นคือศักยภาพในศาสตร์แห่งการเรียนรู้ หรือรู้จักฝึกฝนพัฒนา มนุษย์ทุกคนมีศักยภาพในการฝึกฝนพัฒนา เราอยากเก่ง อยากพัฒนาในศักยภาพด้านไหนมันฝึกกันได้ ศักยภาพแบบนี้ภาษาพระเรียกว่า เวไนยสัตว์ คือสัตว์ที่ฝึกกันได้

3.“เชื่อมั่นในตนเอง” พูดง่ายๆ คือ อัตตาหิอัตโนนาโถ ถ้าเราเชื่อมั่นในตนเองเราจะกลายเป็นบุคคลที่ไม่หวังการดลบันดาลประทานพรจากมือที่ไม่เห็น เราจะพึ่งมันสมอง สองมือของเรา นี่คือระบบความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นชุดความเชื่อที่พระพุทธเจ้าเสนอให้กับมนุษยชาติทั่วทั้งโลก

มีคนเคยถามว่าเชื่อมั่นในปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเชื่ออย่างไร พระองค์ก็ตอบว่าเชื่อตัวเองนั่นแหละ ฉะนั้น มนุษย์ที่เชื่อมั่นในตนเองจะสามารถทำอะไรได้มากมาย มนุษย์เป็นผู้เชื่อมั่นในตนเอง จะเป็นบุคคลที่รับผิดชอบในตนเอง จะคิด จะพูด จะทำอะไร ก็ทำที่นี่เดี๋ยวนี้ แก้ปัญหาได้ทันตาเห็น

4.“เชื่อในกฎแห่งกรรม” คือความเชื่อมั่นที่ว่าทุกครั้งที่เราทำอะไรก็ตามประกอบด้วยเจตนา จะมีผลตามมาเสมอ ผู้ให้เป็นวัยรุ่นหน่อยก็คือ ทุกๆ action ต้องมี reaction เวลาเราทำอะไรที่ประกอบไปด้วยเจตนาจะมีจิตอันหนึ่งที่ทำหน้าที่เหมือนหน่วยความจำ เราเรียกว่าจิตใต้สำนึก จิตใต้สำนึกนี้จะประมวลผลทุกสิ่งทุกอย่างฝังอยู่ในนี้ เป็นจิตใต้สำนึกของเรา จะแสดงตัวตอนหลับ ตอนเพ้อ ตอนอกหักรักคุด ตอนใกล้ตาย ตอนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้ จิตใต้สำนึกจะแสดงตัวออกมา

พอเราเชื่อกฎแห่งกรรมเราจะเป็นคนที่รับผิดชอบชีวิต เราจะเลือกทำในสิ่งที่ดีงาม เพราะว่าถ้าเราทำสิ่งที่ไม่ดีงาม สิ่งนั้นจะย้อนกลับมาเล่นเราเสมอไปเหมือนบูเมอแรง “มนุษย์เก็บเกี่ยวกับสิ่งที่ตนเองหว่านเสมอไป” นั่นแหละคือกฎแห่งกรรม

พระพุทธเจ้า พระพุทธศาสนายอมรับความหลากหลายทางความเชื่อว่าเป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน แต่ถ้าเรามีชุดความเชื่อดีๆ มาเชื่อสักชุดหนึ่ง โอกาสที่เราจะไม่ต้องไปลองผิดลองถูกกับชุดความเชื่อที่อันตรายก็หายไป

+++++++++

ต่อความเชื่อด้วยเหตุผล ต่อความสับสนด้วยปัญญา

“ความเชื่อ” ถูกปลูกฝังอยู่ในวิถีชีวิตของมนุษย์มาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังมีหลากหลายความเชื่ออยู่ในสังคมไทย ทั้งความเชื่อในเรื่องโหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ พุทธศาสตร์ ฯลฯ แม้ว่าความเชื่อจะมีส่วนในการเป็นเข็มทิศกำหนดชีวิต แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นได้ตลอด หากมนุษย์นั้นสามารถมีปัญญาอยู่เหนือความเชื่อ แต่อย่างไรก็ตามจนแล้วจนรอด “มนุษย์” กับ “ความเชื่อ” มักจะแยกกันไม่ออก

จากเวทีเสวนา “มนุษย์กับความเชื่อ” ในโครงการสัมมนาวิชาการ-วิจัยขึ้นในหัวข้อ ถอดรหัสศาสตร์แห่งมนุษย์ ในความร่วมมือของนักวิชาการ-วิจัย สายมนุษยศาสตร์ 6 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมี พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี) แสดงธรรม ร่วมกับ ผศ.ดร.อรพิน สถิรมน นักจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา โหรชื่อดัง


ทั้ง 3 ท่าน ได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ “ความเชื่อ” ในแง่มุมที่แตกต่างกัน

**ความเชื่อ ค่านิยม โยงใยชีวิต

ผศ.ดร.อรพิน สถิรมน นักจิตวิทยา ภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

“ประเทศไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลาย นอกจากแนวคิดทางศาสนาที่ศาสนาพุทธให้ชุดความเชื่อที่แนะนำไว้เป็นอย่างดีแล้ว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้ก็มีอีกมุมหนึ่งที่สังคมไทยมีความเชื่ออยู่ และนับวันก็จะเห็นว่ามีความเชื่อเหล่านี้มากเพิ่มขึ้นด้วย

ถ้ามองในมุมของจิตวิทยา ความเชื่อมีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์เป็นอย่างยิ่ง คำที่มาคู่กับความเชื่อ เช่นคำว่า ทัศนคติ ค่านิยม คือมันบวก เป็นการให้คุณค่ากับสิ่งที่เราเชื่อ และเราก็มีค่านิยมอย่างใดอย่างหนึ่ง รวมทั้งการโน้มเอียงที่จะมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่จะเกิดจากความเชื่อของเรา”

ผศ.ดร.อรพิน ยังได้เปรียบการทดลองทางวิทยาศาสตร์เชิงจิตวิทยากับระบบความเชื่อที่พึงระวัง “ในทางจิตวิทยาเชื่อว่า การเชื่อชะตากรรมเป็นสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ เรามีการทดลอง โดยการเอาสุนัขมาชอร์ตไฟฟ้า แล้วจับให้มันหนีไม่ได้ ทำหลายๆ หนเข้า จะพบว่ามันเกิดการเรียนรู้ การเรียนรู้ที่เรียกว่า learned คือการเรียนรู้ที่จะไม่ช่วยตัวเอง ค้นพบว่าตัวเองไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ หลังจากถูกชอร์ตไปหลายๆ ครั้งมันก็จะยอมแพ้ จะถูกชอร์ตเท่าไหร่มันก็จะนอนยอม ไม่หนีอีกต่อไป ทั้งๆ ที่จริงเปิดประตูเอาไว้ให้มันวิ่งหนี แต่ปรากฏว่ามันไม่ยอมวิ่งหนี เพราะมันเชื่อว่ามันไม่มีทางออก เมื่อมาเทียบกับคนบางทีถ้าเชื่อในเรื่องของกรรมเก่า เราก็จะไม่พยายามแก้ไขเพราะคิดว่าแก้ไม่ได้ ทั้งที่จริงๆ มีทางออก มีวิธีอีกเยอะแยะ ไม่อย่างนั้นสังคมไทยคงจะไม่เจอวัฏจักรที่เห็นว่า จน เครียด กินเหล้า และจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ”

ผศ.ดร.อรพิน ยังยกตัวอย่างของความ (ไม่) เชื่อมั่นในตัวเองของวัยรุ่น ในมุมมองของนักจิตวิทยา เอาไว้ “วัยรุ่นที่ไปเชื่อและหลงรักเขา จริงๆ แล้วพบว่าในทางจิตวิทยาความเชื่อจากตรงนี้จะนำมาแปลเป็นความเศร้า เป็นอาการในทางจิตเวชเยอะ จะพบได้ในวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก รักเขาแล้วเขาไม่รักแล้วเกิดความเศร้า ความเชื่อที่อยู่ใต้ความเศร้านั้นคือความไม่มั่นใจในตัวเอง เกิดจากการที่ไม่ได้รักตัวเอง และไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง เกิดเป็นความเศร้า เมื่อเขาไม่รักเราแสดงว่าเรานี่แย่แล้ว เราไม่ดี ไม่มีคุณค่าพอ ใต้ความเชื่อนั้นลงไปอีก คือขนาดเขายังไม่รักเรา เขาทิ้งเราได้ อย่างนี้เราจะไปหาใครได้อีก กลายเป็นความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง

ในทางจิตวิทยาจะพบว่าคนที่เศร้า ผิดหวังจากความรัก ส่วนใหญ่จะมีเซตความเชื่อ คือ เชื่อว่ารักแล้วรักได้หนเดียว รักคนเดียว คนนี้แหละที่ใช่ ไม่ลืมหูลืมตาที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเอง”

**การศึกษา ช่วยยกระดับความเชื่อ

อรรถวิโรจน์ ศรีตุลา โหรชื่อดัง พูดเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับโหราศาสตร์

“ความเชื่อของโหราศาสตร์นั้น ต้องเชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง อย่าไปเชื่อทั้งหมด เพราะว่าบัดนี้เป็นเรื่องของการพาณิชย์ ดังนั้นจะแตกแขนงความเชื่อในทางโลกว่าเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างเราอยู่ในครอบครัว มีลูกหลายคน ลูกบางคนก็เชื่อพ่อ ไม่เชื่อแม่ บางคนก็เชื่อแม่ ไม่เชื่อพ่อก็มี เวลาไปเรียนหนังสือเราก็เชื่อครูคนโน้นคนนี้ เพื่อนคนนี้เราก็เชื่อ ซึ่งหลากหลาย จนกระทั่งความเชื่อเป็นความหลง เป็นความงมงาย ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อที่ผิดหรือถูกก็เชื่อไปแล้ว”

อรรถวิโรจน์ยังได้ยกความสำคัญของการศึกษาขึ้นมาช่วยกำกับความเชื่อถูก-ผิดของมนุษย์ตั้งแต่ยังเล็ก “สิ่งที่สำคัญที่สุดของเราก็คือการศึกษา ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ หรือว่าอธิการบดี อธิบดี หรือว่าปลัดกระทรวงศึกษาฯ การสอนเด็กให้รู้จักความเชื่อตั้งแต่ชั้นอนุบาลให้รู้ว่าเราควรจะเชื่ออะไรด้วยเหตุและผล เหมือนกับเราเรียนปริญญาโท ปริญญาเอก จะเชื่อในการวิจัย จะเชื่ออย่างไร เชื่อแล้วต้องนำมาวิเคราะห์ดูว่าถูกต้องหรือไม่

แม้แต่ในการเลือกตั้ง ส.ส. เราต้องมาเชื่อว่าเราเชื่อพรรคไหน ฉะนั้น เราต้องมาวิเคราะห์ดูว่าเขาพูดจริงหรือเปล่า ไม่ใช่เชื่อเพราะเขาเอาเงินมาให้เรา อันนั้นคือความเชื่อที่ว่าเขาคงจะดี เราไปหลงเชื่องมงายกับโฆษณาต่างๆ สิ่งที่จะทำให้ประเทศไทยยากจนหรือทรงตัว เลือกตั้งแล้วเลือกตั้งอีก เพราะว่าเราเชื่ออะไรไม่ถูกต้อง เราจับจุดไม่ถูกว่าอะไรคือความเชื่อที่แท้จริง เพราะฉะนั้น การศึกษาจึงสำคัญมากในการกลั่นกรองความเชื่อว่าถูกหรือผิด”

**กำกับ ตรวจสอบ ความเชื่อ ด้วยปัญญา

“พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี” พูดถึงระบบความเชื่อใหญ่ๆ ของคนทั้งโลก

ท่าน ว.วชิรเมธี ได้ยกตัวอย่างบทกวีจาก “โคลงโลกนิติ” ที่พูดถึงระบบความเชื่อใหญ่ๆ เกือบทั้งหมดของคนทั้งโลกเอาไว้ในกวี

หมอแพทย์ทายว่าใช้ ลมคุม

โหรว่าเคราะห์แรงรุม โทษให้

แม่มดว่าผีกุม ทำโทษ

ปราชญ์ว่ากรรมเองไซร้ ก่อสร้างมาเอง


โคลงบทนี้ครอบคลุมความเชื่อถึง 4 อย่าง คือ แบบวิทยาศาสตร์ โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ และพุทธศาสตร์ ที่เป็นระบบความเชื่อใหญ่ที่ครอบคลุมมนุษยชาติ แต่โคลงโลกนิตินี้ยังไม่ได้พูดถึงระบบความเชื่ออยู่ระบบหนึ่งที่สำคัญมาก และทำให้สังคมไทยปั่นป่วน ที่ว่าเงินสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ทุกอย่างแปรปรวนหมด เพราะเงินมีอำนาจมาก

ระบบความเชื่อล่าสุดที่ครอบคลุมสังคมไทยและมนุษยชาติทั้งโลกก็คือ “ธนศาสตร์” ศาสตร์ที่ว่าด้วยพลังของเงิน เงินบริหารจัดการทุกอย่างได้หมด ความเชื่อนี้ทำให้ระบบความเชื่อเก่าแก่โบราณของสังคมไทยเปลี่ยนแปรไป นั่นคือความเชื่อที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ตอนนี้คนไทยเริ่มสงสัยว่า ทำไมคนโกงได้ดีเป็นรัฐมนตรีทุกยุคทุกสมัยเลย เงินมันง้างได้แม้กระทั่งกฎแห่งกรรม ระบบความเชื่อนี้ทำให้ความเชื่ออื่นสั่นคลอน

พระมหาวุฒิชัยยังให้อรรถาธิบายถึงท่าทีต่อความเชื่อว่า “ความเชื่อนั้นสำคัญมาก เราเชื่ออย่างไร ชีวิตเราเป็นอย่างนั้น พุทธศาสนาไม่ได้บอกว่า ความเชื่อมีอิทธิพลต่อชีวิตของเราไปเสียทั้งหมด ดังนั้น พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเชื่อจะตรัสถึงปัญหาเสมอไป ดังนั้น หลักความเชื่อในพระพุทธศาสนาจะต้องถูกตรวจสอบ หรือถูกกำกับด้วยปัญญา เพราะมีเหตุผล มีความจริงรองรับ จึงเป็นความเชื่อที่นำมายึดเหนี่ยวดำรงชีวิต

มนุษย์ไม่ว่าจะเกิดมาในความเชื่อในรูปแบบไหน แต่มนุษย์สามารถก้าวพ้นจากความเชื่อมาอยู่ด้วยความรู้ได้ ในอดีตเป็นไปได้ว่ามนุษย์มีปัญญาไม่มาก เราจึงถูกความเชื่อกำหนด แต่เมื่อใช้ปัญญาตรวจสอบได้ความรู้ ก็สามารถก้าวพ้นมามีชีวิตอยู่ด้วยความรู้

ดังนั้น มีความเชื่อตรงไหน ควรมีปัญญาอยู่ตรงนั้น เชื่อสิ่งใดก็ตามเอาปัญญาพิสูจน์ เลือกเฟ้น มีเหตุ มีคุณค่า สาระประโยชน์ สามารถนำมาหยิบจับเป็นเข็มทิศนำทางชีวิตได้ ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า ต่อความเชื่อด้วยเหตุผล ต่อความสับสนด้วยปัญญา ถ้าเราไม่มีเหตุผลกำกับความเชื่อ จะเป็นศรัทธาจริต ถูกจูงจมูกได้ไม่ต่างจากวัวควาย ต่อความสับสนด้วยปัญญา ถ้าเราไม่ใช้ปัญญาแก้ปัญหา เราก็จะใช้อารมณ์แก้ปัญหา ปัญหาต่างๆ ต้องใช้การแก้ไข แต่คนไทยชอบการแก้เคล็ด ปฏิวัติจึงเกิดซ้ำซ้อน มนุษย์มีศักยภาพทางปัญญา สามารถทิ้งความเชื่อมายืนเหนือความเชื่อด้วยปัญญาได้

วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2550
--------------------


ข้อมูลเบื้องต้นเรื่องเสียง
- กฤติกา เลิศสวัสดิ์ -

สมาชิกชมรมหรี่เสียงกรุงเทพ
Sonics1996@yahoo.com

ภัยจากการได้ยินเสียงดังเกินไป

หากนึกถึงคำว่า “เสียง” เราอาจมีคำถามว่า เสียงเป็นพิษเป็นภัยด้วยหรือ อาจเพราะว่า เราคุ้นชินกับเสียง เราใช้เสียงในการมีชีวิตอยู่ทุกวันอย่างรอมชอม วันไหนที่เราไม่รอมชอมกันเราจะรู้สึกไม่สบายกายหรือใจจากเสียงที่ดังเกินไป ในขณะเดียวกันเราก็ชอบเสียงดนตรี เสียงจากน้ำตก แมลง แต่ละคนก็เพลินกับเสียงเหล่านี้ในระดับที่ไม่แตกต่างกัน มีคนกล่าวไว้ว่า ถ้าเราขาดอากาศหายใจเราจะตาย ยังมีอีกข้อที่คนอาจไม่ค่อยนึกถึง คือ นอกจากขาดอากาศหายใจแล้วะเราก็จะไม่ได้ยินเสียงด้วยเพราะเสียงต้องเดินทางผ่านอากาศ คนที่ไม่ได้ยินเสียง หรือคนหูหนวก จะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตที่แตกต่างออกไป เอาเป็นว่าเราแทบจะขาดเสียงไม่ได้ แต่ก็ไม่ชอบที่มันดังเกินไป

ถ้าจะอธิบายเรื่องเสียง ลองเริ่มต้นจากที่มาของเสียง มีทั้งที่มาจากธรรมชาติ ซึ่งเราเกือบจะเข้าไปจัดการไม่ได้เลย เสียงฟ้าร้อง เสียงฝนตก เสียงลมพัด เสียงนกร้อง เสียงแมลงหาคู่ เสียงสุนัข แต่เสียงที่คนเราทำให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น เสียงเพื่อนบ้านร้องเพลงคาราโอเกะ (ที่เราอาจไม่อยากได้ยิน) เสียงจากสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ เป็นต้น เสียงกลุ่มหลังนี้มักจะเป็นเสียงที่เป็นต้นเหตุของเสียงที่เราไม่อยากได้ยิน ตั้งข้อสังเกตได้ข้อหนึ่งว่า เสียงที่คนทำให้เกิดขึ้นนั้นล้วนมาจากความพยายามที่จะสร้างความสะดวกสบายให้ตัวเองทั้งสิ้น เช่น เสียงรถยนต์ เครื่องบิน เรือ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรในอุตสาหกรรม เครื่องใช้ในบ้าน หรือเสียงจากกิจกรรมของเราในชีวิตประจำวัน ที่สำคัญแต่ละคนรับรู้และตอบสนองกับเสียงในกลุ่มหลังนี้ไม่เหมือนกัน เกิดความรู้สึกไม่อยากได้ยินหรือรำคาญแตกต่างกัน แต่สามารถจัดการให้เหมาะสมถูกที่ถูกทางได้

หูของเราได้ยินเสียงได้อย่างไร???

หูของมนุษย์เป็นอวัยวะที่มีลักษณะเฉพาะตัว เป็นหนึ่งประสาทสัมผัสที่ใช้ติดต่อกับโลกภายนอก หูของเราจะได้ยินเสียงเมื่อมีคลื่นเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของโมเลกุลของตัวกลาง ในที่นี้คือ อากาศ มีใบหูช่วยในการดักคลื่นเสียงให้เข้าสู่ท่อนำเสียงในหู มีการขยายสัญญาณเล็กน้อยให้เหมาะสมกับระบบรับสัญญาณภายใน คลื่นเสียงจะเดินทางไปยังเยื่อแก้วหูซึ่งเป็นเนื้อเยื่อบางๆ ที่จะสั่นไปตามคลื่นเสียงที่ผ่านท่อนำเสียงเข้ามา แล้วส่งต่อการสั่นสะเทือนจากเยื่อแก้วหู ต่อไปยังกระดูกสามชิ้นเล็กๆ ในหูชั้นกลาง ที่เรียกว่า ค้อน ทั่ง โกลน ซึ่งเป็นอวัยวะที่จะนำคลื่นเสียงพร้อมทำหน้าที่ขยายสัญญาณเสียงให้เหมาะสมที่จะเข้าสู่อวัยวะแปรผลที่อยู่ในหูชั้นใน ภายในหูชั้นในจะมีอวัยวะสำหรับรับสัญญาณเสียงเพื่อส่งไปแปรผลที่ระบบประสาทให้ทราบว่าเสียงที่ได้ยินดังแค่ไหน เสียงอะไร อวัยวะที่ทำหน้าที่รับสัญญาณเสียง เรียกว่า เซลขน (Hair cell) ที่อยู่ในท่อรูปหอยโข่ง (Cochlea) แต่ละเซลของเซลขนจะตอบสนองต่อเสียงแต่ละความถี่ไม่เหมือนกันและมีการตอบสนองต่อเสียงทุ้มหรือแหลมไม่เท่ากัน การสั่นมากสั่นน้อยจะแทนการได้ยินเสียงว่ามีระดับเสียงดังเท่าใด เมื่อเซลขนสั่นตามความถี่ของเสียงนั้นๆ แล้วจะส่งต่อสัญญาณไปแปรผลที่ระบบประสาทต่อไป เราจะรับรู้ว่าเสียงดังแค่ไหน ทุ้มหรือแหลม เมื่อผสมกับการเรียนรู้ของคน ก็จะทราบว่าเป็นเสียงอะไร

เมื่อเสียงดังเกินไป จะเกิดอะไรกับเราบ้าง???

1. ภัยของเสียงดังเกินไปที่เกิดกับร่างกายเราโดยตรง คือ ทำให้หูของเราสูญเสียการได้ยิน (Noise-Induced Hearing Loss, NIHL) หากเราได้รับเสียงดังเกินไปในระยะเวลานานเกินไป อวัยวะรับการได้ยินเสียงของเราจะเกิดความเหนื่อยล้า (Auditory fatigue) เกินสมควร คือเซลขนทำงานอย่างหนักเกินไปจนเกิดความล้า เมื่อกล้ามเนื้อของเซลขนหรืออวัยวะรับสัมผัสเสียงภายในหูได้พักผ่อน ก็จะทำงานได้ตามปกติ เรียกว่า การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว (Temporary Threshold Shift, TTS) เพื่อให้เราพึงระมัดระวังตนเอง เช่น ไปเที่ยวงานวัดที่สนามหลวง 3 ชั่วโมง ยืนอยู่ริมถนนราชปรารภ 8 ชั่วโมง ไปฟังดนตรีร๊อค 5 ชั่วโมง เป็นต้น แต่ถ้าทำให้หูชั้นในเหนื่อยล้าบ่อยๆ นานๆ อาจเกิดการสูญเสียการได้ยินแบบถาวร (Noise-Induced Permanent Threshold Shift, NIPTS) ซึ่งมีผลให้ต้องใช้ระดับเสียงที่ดังมากขึ้นจึงจะได้ยินเสียง หรือหูตึงนั้นเอง หรือสูญเสียการได้ยินเป็นบางความถี่ของเสียง แบบนี้จะทำให้คนนั้นได้ยินเสียงไม่เหมือนกับคนปกติทำให้เข้าใจผิดและออกเสียงผิด ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ แต่ที่หนักหนาสาหัสที่สุดคือ หูได้รับความกระทบกระเทือนถึงขั้นที่สามารถได้ยินเสียงอีกเลย เป็นการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร

2. เสียงดังเกินไป ยังเกิดผลกระทบต่อร่างกายส่วนอื่นๆ ของเราได้โดยตรง

2.1 การรบกวนการนอนหลับ (Sleep Interference) คือเสียงดังที่ทำให้เราตื่นกลางดึก หรือนอนไม่หลับ เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอระบบอื่นๆ ของร่างกายอาจจะทำงานผิดพลาดไปด้วย

2.2 การรบกวนการสนทนาและการเรียนรู้ (Speech Intelligibility) เรื่องนี้หากเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ก็จะต้องพยายามพูดให้ดังขึ้นหรือใช้เครื่องขยายเสียง หรือทำให้เหนื่อยและเครียดมากกว่าปกติ แต่ถ้าเกิดกับเด็ก ลูกๆ หลานๆ ของคุณ ขณะที่พวกเขาต้องเรียนรู้หรือทำความเข้าใจกับคำ หรือประสบการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในห้องเรียน อาจถึงขั้นทำให้พัฒนาการด้านการเรียนรู้ของเด็กต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือขาดความสนใจในการเรียนรู้

2.3 เสียงดังเกินไปยังทำให้อารมณ์ของคนเราแปรปรวน อารมณ์มีผลอย่างมากต่อระบบการทำงานอื่นๆ ของร่างกาย เช่น วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อาจเป็นโรคกระเพาะ โรคความดันโลหิตสูง โรคจิต เนื่องจากเสียงที่ดังเกินไปทำให้เกิดความเครียด เป็นต้น
จะรู้ได้อย่างไรว่าเสียงดังเกินไป???

-ยืนห่างกันราว 1 เมตร แล้วคุยกันด้วยเสียงปกติแต่ฟังกันไม่รู้เรื่อง ต้องพูดดังขึ้นหรือตะโกน

-ได้ยินเสียงดังจากลำโพง หรือเครื่องขยายเสียง ดังเกินไปจากห้องอื่นๆ บ้านผู้อื่น รถยนต์ของผู้อื่น หรือ หูฟังส่วนตัวของผู้อื่น

-การเต้นของหัวใจได้รับผลจากเสียงที่เราได้ยิน เช่น เวลาได้ยินเสียงดังจากลำโพงเสียงทุ้ม จะทำให้หัวใจเราเต้นแรงกว่าปกติได้ เป็นต้น

ผู้ที่อ่อนไหวต่อเสียงที่ดังเกินไปคือใครบ้าง???

กลุ่มคน เด็ก หรือนักเรียน นักศึกษา / สถานที่ โรงเรียน สถานศึกษา

กลุ่มคน คนชรา หรือ คนป่วย / สถานที่ โรงพยาบาล สถานพักฟื้นคนชรา สถานที่อื่นใดที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยและคนชรา

กลุ่มคน พระ หรือนักบวช / สถานที่ วัด สถานที่ปฏิบัติธรรม สถานที่สำคัญทางศาสนา

เราจะป้องกันตัวเอง อย่างไรไม่ให้ได้รับเสียงดังเกินไป

-หยุดกิจกรรมหรืออุปกรณ์ที่ทำให้เกิดเสียงนั้น หรือหรี่เสียงให้เบาลง

-ใช้นิ้วมืออุดหู หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงส่วนบุคคล (Ear Plug or Ear Muff)

-กั้นบริเวณที่เราต้องอยู่ให้พ้นจากเสียงดัง (Enclosure room or partition)

-หลีกเลี่ยงไม่ไปอยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังนานจนเกินไป

-ขอร้องหรือขอความร่วมมือให้เพื่อนบ้านหรี่เสียงให้อยู่ในระดับที่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อการได้ยิน และเกิดเหตุรำคาญเกินสมควร

-แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ทำการควบคุม และจัดการให้แหล่งกำเนิดเสียงต่างๆ มีระดับเสียงเบาลงจนถึงระดับที่เราสามารถอาศัยอยู่ได้โดยไม่ได้รับอันตรายและรำคาญ


เรื่องของปะการัง
เรื่อง : ปู โลกเบี้ยว



ในเชิงวิทยาศาสตร์แล้วดวงดาวทั้งหลายที่อยู่บนท้องฟ้ามักมีอิทธิพลกับมนุษย์ทั้งนั้น อย่างพระอาทิตย์ก็ช่วยให้มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ มีการสังเคราะห์แสง ดวงจันทร์มีผลกับน้ำขึ้นน้ำลงกับกระแสน้ำทั่วโลก และยังมีผลต่อจิตใจ และอารมณ์ของคนบนโลกอีกด้วย เชื่อไหมคะพอพระจันทร์เต็มดวงพลังจิตคนเราจะแข็งแรง

ทางเมืองนอกเขาเคยทำสถิติ ปรากฏว่าพอพระจันทร์เต็มดวงคนจะคิดไม่ดี อาชญากรจะกล้าทำผิดมากขึ้น เหมือนนิยายสมัยก่อนมั้งที่พระจันทร์เต็มดวงคนก็จะกลายเป็นมนุษย์หมาป่ายังไงล่ะ


แล้วคุณรู้ไหมว่าในคืนก่อนวันพระจันทร์เต็มดวง คืนวันที่พระจันทร์เต็มดวงพอดี และคืนหลังวันพระจันทร์เต็มดวงหนึ่งวันนั้น ถ้าคุณฝันถึงเหตุการณ์อะไรแล้ว มันมักจะมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงของคุณ มันอาจจะไม่เหมือนในฝันเสียทีเดียวแต่มันจะเกิดเหตุการณ์ที่คล้ายๆ กันมาก มันเหมือนกับว่าจิตใต้สำนึกของเราเองกำลังจะมาบอกอะไรเราในฝันนั้นเอง หรือเรียกว่ามีลางสังหรณ์เกิดขึ้นโดยที่เราเองก็ไม่รู้ตัว


คนโบราณเชื่อว่าแสงจันทร์สามารถเพิ่มเสน่ห์ให้กับคนได้เพียงแค่อาบแสงจันทร์ยามมันเต็มดวง จะเป็นที่รักใคร่และดึงดูดเพศตรงข้ามได้เป็นอย่างดี อาจารย์ปูก็เคยบอกว่าถ้าเราอยากเพิ่มพลังให้กับหินที่มีอยู่หรือแม้แต่ไพ่ทาโร่ (ไพ่ยิปซี) ก็ให้เอามาตากแสงจันทร์วันเพ็ญ จะขลังนักแล แต่อย่าตากนานมันจะเปียกน้ำค้างน่ะซิ


เมื่อพระจันทร์มีแรงอำนาจกับมนุษย์ได้ก็ต้องแผ่อำนาจกับทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้ด้วยว่าไหม? ที่วันนี้เล่าเรื่องมนต์ขลังของเสน่หาก็เพราะว่าปูเจอประสบการณ์สยองขวัญกับหินอีกแล้ว คราวนี้เป็นหินปะการังน่ะซิ ปะการังโดยทั่วไปแล้วเป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง ที่เรามองเห็นจากภายนอกนั้นเป็นหินปูนที่เป็นแคลเซียมที่มีอยู่รอบๆ ท้องทะเลนั้นเอง ปะการังมีประโยชน์มากๆ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวของพวกนักดำน้ำเพื่อถ่ายภาพแล้ว ยังเป็นที่อาศัยและหลบภัยของบรรดาสัตว์เล็กๆ ที่อยู่ในท้องทะเลอีกด้วย สมัยก่อนคนนิยมนำมาทำเป็นเครื่องประดับยิ่งเข้มยิ่งมีค่า แต่ในปัจจุบันต้องอนุรักษ์เอาไว้แล้วล่ะ เพราะคนเล่นล่าและทำลายจนมันแทบจะไม่เหลืออะไรให้เห็นอีกแล้วน่ะซิ


ในเชิงลี้ลับเชื่อกันว่าประการังจะสามารถดลบันดาลให้พายุร้ายสงบได้จึงเป็นเครื่องลางของพวกนักเดินเรือ ป้องกันมนต์ดำ คุณไสยและวิญญาณร้าย ให้โชคลาภเสริมดวงชะตา บำบัดโรคอย่างพวกผิวหนังหรือโรคทางใจ เช่นจิตไม่ปกติได้ อาจารย์เดชาได้มาจากไหนไม่รู้ให้ปูมาหนึ่งข้อเล็กๆ บอกเก็บไว้ดีๆ น่ะ เขาจะช่วยปกป้องและชี้ทาง ปูก็เอามาไว้ในห้องนอนเลย เห็นเป็นของดีต้องไว้ในห้องนอน สมัยก่อนไม่รู้อีโหน่อีเหน่เขาหรอก พอตกกลางคืน คุณผู้อ่านเชื่อไหมค่ะว่า ได้กลิ่นกุ้งเน่าทุกคืนเลย ตอนแรกๆ ปูก็คิดว่าไอ้เจ้าหมาแถวบ้านมันคงไปคุ้ยขยะแล้วคาบเอาอะไรเหม็นๆ มา แต่มันหลายวันน่ะ คืนหนึ่งปูลุกขึ้นไปห้องน้ำ เพื่อนที่นอนอยู่ด้วยกันก็คุยกับใครก็ไม่รู้ ทั้งๆ ที่ปูอยู่ในห้องน้ำ ไอ้เราก็คิดว่ามันคงละเมอมั้ง?


เมื่อก่อนดูหมอไม่เป็นต้องไปอาศัยคนอื่น มีน้องคนหนึ่งเขาดูให้ เขามีซิกท์เซนส์ พอไปหาเขา เขาตกใจ บอกพี่ปูไปเก็บอะไรมารึเปล่า ปูบอกเปล่านี่ มีอะไรเหรอ น้องเขาบอกว่าเขาเห็นเหมือนมีอีกคนที่คล้ายๆ ปู ซ้อนอยู่กับปู แต่สวยสาวและผมยาวกว่า เขาแค่ตกใจ ยังไม่ทันไรไอ้เจ้าเพื่อนที่นอนกับปูน่ะซิมันก็บอกว่าคืนก่อนมันรู้สึกว่าปูไปห้องน้ำแต่ทำไมยังนอนหันหลังให้อยู่เลย แถมผมยังยาวกว่าด้วย ตัวก็เหม็น ก็เลยบ่นไปว่าทำไมไม่อาบน้ำ เห็นปูไม่ตอบ ยังหงุดหงิดเลย ปูนึกออกเลยบอกน้องที่มีซิกท์เซนส์ไปว่า รึว่าจะเป็นปะการังที่อาจารย์ให้มาก็ไม่รู้ เพราะมีอย่างเดียวนี่แหละที่เพิ่งเอาเข้าบ้าน น้องบอกเอาออกไปเลย ...ทันทีซิคะ กลับบ้านรีบเลย ปูไม่กล้าเอาเขาไปทิ้งหรอกค่ะ แต่สงสารเขาจัง ปูอาจจะใจร้ายก็ได้ ปกติต้องมีน้ำคอยหล่อเลี้ยงเขาไว้ให้สีของเขาสดใส แต่ปูกลับเอาเขาไปเก็บไว้ในตู้กระจก ตอนนี้แห้งและซีดมากๆ ก็ไม่กล้าแตะน่ะ ทำยังไงได้ล่ะ ...จริงไหม?
 


 

 

 

 

 

 


"พุทธทาส" กับทฤษฎีไร้ระเบียบ
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์



1.โลกไร้ระเบียบของวันนี้และวันพรุ่ง

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงใหม่ๆ ป้อมค่ายทางเศรษฐกิจและการเมืองได้มีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน ฟากหนึ่งเป็นโลกทุนนิยมที่สหรัฐอเมริกาเป็นพี่เอื้อย ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นโลกสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียต เป็นแกนและสาธารณรัฐประชาชนจีน

ณ เวลานั้นสามารถจำแนกมิตรและศัตรูกันได้ชัดเจน ถึงแม้จะมีกลุ่มไม่ฝักฝ่ายค่ายใดอยู่ประมาณ 30 ประเทศที่ขออยู่ตรงกลางไม่เป็นพวกใครเต็มตัวเป็นเกาะเล็กๆ ท่ามกลางทะเลแห่งการต่อสู้อย่างดุเดือดทางอุดมการณ์สองลัทธิ

การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต จะไม่ลดละให้แก่ฝ่ายใดสักนิ้วเดียว สองอภิมหาอำนาจไม่ยอมให้มีการเพลี่ยงพล้ำดุลแห่งกำลังเป็นอันขาด เพราะการไม่คานกำลังกันโดยเฉพาะด้านกำลังอาวุธมันจะกลายเป็นการคุกคามความมั่นคงของแต่ละอภิมหาอำนาจ

พูดง่ายๆ เมื่อตาชั่งแห่งแสนยานุภาพทางทหาร เอียงไปข้างใดเกินไป โลกจะไม่มั่นคงทันที ในห้วงเวลาตั้งแต่พุทธศักราช 2488 ถึง 2533 แม้จะมีสงครามตัวแทนและสงครามเพื่อเอกราชประชา ธิปไตยในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่โลกก็ยังมีเสถียรภาพอยู่ เพราะแต่ละอภิมหาอำนาจรู้ดีว่า "เส้นแบ่งเสถียรภาพ" นั้นอยู่ตรงจุดใด และไม่ควรล้ำเส้นนี้ออกไป

มันเป็นโลกที่ดูเหมือนอันตราย แต่แก่นแท้แล้วมีเสถียรภาพมั่นคง เพราะมันตรรกะที่ชัดเจน มองเห็น "เส้น" ชัดเจนแต่ละฝ่ายสามารถคำนวณและหยั่งเชิงกันได้ ไม่ให้ "ออกนอกกรอบ" แห่งดุลกำลัง ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าตนเองต้องเล่นตามกฎและกติกา เพื่อจะได้ไม่ปล่อยให้เรื่องเล็กๆ ความไม่เข้าใจกันหรือความเข้าใจผิดเล็กน้อย (ดังกรณีคิวบาในปี 2505 เกิดขึ้นอีก) มาทำให้เรื่องบานปลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งพินาศย่อยยับกันทั้งคู่ มันเป็นโลกที่มีความชัดเจน และ "เป็นระเบียบ"

การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2532 โลกที่แบ่งค่ายและโลกที่ต่อสู้ กันทางเศรษฐกิจและการเมือง มีแสนยานุภาพที่ทำลายกันให้อีกฝ่ายย่อยยับนั้นได้สิ้นสุดลง มันกลายเป็นโลกใบเดียวทั้งทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งถูกเสริมการพึ่งพากันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยสายใยเครือข่ายของการติดต่อสื่อสาร และสารสนเทศ โลกไร้พรมแดนที่มีเสถียรภาพและศานติ ดังเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน ส่อแววว่าจะเป็นความจริง

ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองในเมื่อสหภาพโซเวียตและบริวารสังคมนิยม อันเป็นศัตรูสำคัญของระบบทุนนิยมเสรีได้ล้มครืนลงไปแล้ว จะมีใครหน้าไหนมาบังอาจตั้งตัว เป็นคู่ต่อสู้ของอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ มันมองไม่เห็นอันตรายที่จะคุกคามความสงบและเสถียรภาพของโลกได้เลย

จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอันใดเลยเมื่อสหรัฐอเมริกาปราบกองทัพของซัดดัม ฮุสเซน ในสงครามที่ชื่อว่า "พายุทะเลทราย" ได้สำเร็จด้วยความเหนือกว่าหลายขุมของอาวุธเทคโนโลยี เมื่อเสียเวลาเพียงประมาณ 3 สัปดาห์ และทหารอเมริกันเสียชีวิตเพียงไม่กี่สิบคน ย่อมทำให้ประธานาธิบดีบุช (ผู้พ่อ) ประกาศอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมเกินร้อยว่า "เรากำลังจัดระเบียบโลกใหม่" โดยผู้นำอเมริกันคิดว่าเขาสามารถควบคุมโลกให้เดินไปตามเส้นทางที่วอชิงตันกำหนดไว้ได้ โดยไม่มีการหักเหออกจากทิศทางที่วอชิงตันกำหนดไว้

แต่โลกที่เป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ สหรัฐอเมริกาแม้จะมีอำนาจทางการเมือง ทางการทหารและทางวัฒนธรรมก็ไม่สามารถสนตะพายโลกแล้วจูงไปตามเส้นทางที่ตนเองปรารถนาได้

มันมีปัจจัยตัวแปรต่างๆ ที่สำคัญ เช่น digitalization, individualization ของโลก ซึ่งได้มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไปมา ของเหตุการณ์ด้านต่างๆ ที่ก่อกำเนิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง จนทำให้นักวิชาการในสาขาต่างๆ หันมาศึกษาค้นคว้าโลกที่สลับซับซ้อนยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ เพื่อรับมือในการอยู่กับโลกที่วุ่นวายนี้ให้ได้

ในการประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมไซเบอร์เนติกทางเศรษฐศาสตร์และสังคม เมื่อวันที่

4-5 ตุลาคม 2534 ที่เมืองอาเชน (Aachen) ประเทศเยอรมนี ศาสตราจารย์ไฮโย ริกมันน์ (Heijo Rieckmann) แห่งสถาบันเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคลาเก้นเฟิร์ต (Klagenfurt) ประเทศออสเตรีย ได้พูดประโยคสำคัญในการสัมมนาทางวิชาการดังนี้ "เราได้ก่อสร้างโลกที่ซับซ้อน อ่อนไหวและตื่นตระหนกง่ายขึ้นมาแล้ว"

ศาสตราจารย์ไฮโยมองเห็นว่า "เรายิ่งมีอำนาจทางเทคโนโลยีมากขึ้นเท่าใด อำนาจในการควบคุมยิ่งลดลงไปเท่านั้น และความเสี่ยงยิ่งสูงเพิ่มเป็นเงาตามตัวด้วย" ความอหังการของมนุษย์ ซึ่งมีกระบวนทัศน์เก่าครอบงำอยู่กว่า 200 ปีที่มองเห็นโลกเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เราสามารถควบคุมระบบการทำงานของมัน ให้เดินไปตามตรรกะของเหตุและผลที่เป็นเชิงเส้นกำลังคลอนแคลนอย่างถึงรากถึงโคน

 

Charles Handy talking to the group
Photograph by Elizabeth Handy

ชาร์ลส์ แฮนดี้ (Charles Handy) ชาวอังกฤษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการ" ได้เขียนถึงโลกที่ขัดแย้ง และสวนทางกัน หรือโลกปฏิทรรศน์ (world of paradox) ไว้ในหนังสือ "คิดใหม่เพื่ออนาคต" (Rethink the Future) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2540 เขาให้ทรรศนะว่าเราจำเป็นต้องมี "สัมผัสใหม่" เพื่อเอาตัวให้รอดในโลกที่เป็นอนิจจัง

ในบทความ "ค้นหาญาณในความไม่แน่นอน" (Finding Sense in Uncertainty) ชาร์ลสŒ แฮนดี้ ย้ำว่า "เรามีชีวิตอยู่ในห้วงเวลาที่สับสนยิ่ง เพราะเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ที่ก่อกำเนิดโครงสร้างแห่งชีวิตของเรานั้นได้ปลาสนาการไปแล้ว อนาคตข้างหน้าไม่มีใครมากำหนดมันเป็นไปได้ตายตัว แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ยังพูดถึงผลกระทบผีเสื้อ ซึ่งเรื่องเล็กๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่บานปลายอย่างไม่มีใครคาดถึงได้ ดูไปแล้วมันเป็นเรื่องน่าห่วง เพราะเรากำลังอยู่ในช่วงของความยากลำบาก โลกไม่มีเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไป

แต่ถ้ามองจากอีกมุมหนึ่งของโลกปฏิทรรศน์ในความไม่แน่นอนมันก็เป็นโอกาสของการเกิดสิ่งใหม่ ที่เราสามารถทำให้มันแตกต่างออกไปจากเดิมได้ หนทางสำคัญในการ

สร้างอนาคตให้แก่ตัวเราเอง ให้แก่องค์กรและสังคมนั้น มันไม่ได้อยู่กับใครที่ไหน มันอยู่ที่ตัวของเราเอง"

เราคงไม่ต้องอ้างนักวิชาการ หรือนักวิทยาศาสตร์คนใดมาเป็นหลักฐานยืนยันว่าโลกมันวุ่นวาย ไร้ระเบียบ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงฉับพลันอย่างคาดไม่ถึง เพราะเหตุการณ์ เช่น การถล่มตึกเวิรลด์เทรดฯ ในกรุงนิวยอร์กของคนในเครือข่ายของบินลาเดน เมื่อเดือนกันยายน 2544 การแพร่ระบาดของโรคซาร์ส และโรคระบาดไข้หวัดนกในทวีปเอเชีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนในที่ต่างๆ รวมไปถึงการระบาดของระเบิดพลีชีพและกิจการร้ายในทุกทวีป

สิ่งเหล่านี้คนไทยเคยได้ดูได้ฟังจากโทรทัศน์ วิทยุ และอ่านในหนังสือพิมพ์ แต่บัดนี้มันได้เข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเราแล้ว จากเหตุร้ายรายวันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาสู่การวางระเบิดที่สนามบินหาดใหญ่และโรงแรมในจังหวัดสงขลา มันล้วนเป็นประจักษ์พยานของอันตรายอันมาจากความรุนแรงต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเราคิดว่ามัน จะเกิดกับประเทศอื่น ความรุนแรงดังกล่าวเรา ไม่เคยอยู่ในจิตนาการมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นใน

ประเทศไทย

ในโลกใบเดียวที่เชื่อมโยงกันราวเป็นหมู่บ้านเดียวกัน ผลกระทบมันวิ่งถึงกันเร็วจี๋ ดูกรณีคลื่นยักษ์สึนามิที่ก่อตัวที่อินโดนีเซีย กวาดล้างชีวิตผู้คนนับแสน ยังกระทบมาถึงความตายของคนหลายพันคนในฝั่งทะเลอันดามันของไทยได้

ประโยคที่ว่า "มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย มันมีแต่ในประเทศอื่น... มันคงจะไม่เกิดขึ้นกับเรา" จะนำมาใช้ไม่ได้อีกต่อไป

 


2.ว่าด้วยหลักคิดของทฤษฎีไร้ระเบียบในมุมของวิทยาศาสตร์

ความไร้ระเบียบในความหมายทางวิทยาศาสตร์ คือ สภาพและกระบวนการของระบบที่ไร้เสถียรภาพ (unstable) อันมีความอ่อนไหวสูงยิ่งและเปราะบาง เมื่อมีการกระทบเพียงเล็กน้อยในสาเหตุเบื้องต้น (initial condition) แต่เมื่อเกิดบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุเล็กๆ เพียงเบื้องต้นทำให้เกิดพัฒนาของระบบที่ดำเนินไปอย่างไม่เป็นเส้นตรง เป็นเส้นทางคดเคี้ยว กวัดแกว่ง บางครั้งถึงก้าวกระโดดฉับพลัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงทำนายให้ถูกต้องแม่นยำได้ยาก

ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดหลักที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่สามารถคำนวณได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด ขอให้รู้สมมติฐานอันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นให้ชัดเจน จริงๆ จะสามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาได้อย่างแม่นยำ

 

Edward Lorenz


ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนั้นเราสามารถศึกษาได้จาก Edward Lorenz แห่งสถาบัน MIT เมื่อกลางทศวรรษที่ 60 อาจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยา (meteoro logy) ผู้นี้พยายามสร้างโมเดลการคำนวณในการพยากรณ์อากาศโดยใช้สมการง่ายๆ แสดงการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับกระแสลม เขาป้อนข้อมูลที่จุดทศนิยม 6 หลัก คือ 0.506127 เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งพิมพ์ผลออกมาทุกๆ นาทีด้วยความ เบื่อที่นั่งคอยผลลัพธ์นานๆ เพราะคอมพิวเตอร์ยุคนั้นทำงานช้า Lorenz จึงตัดตัวเลขหลังจุดทศนิยมออกไปเสีย 3 หลัก ให้เหลือ 0.506 เขาเอาผลลัพธ์จากระยะหนึ่ง มาเป็นจุดเริ่มต้นของการคำนวณ แล้วสตาร์ตโปรแกรมใหม่ ผลของการคำนวณระยะแรกเหมือนกับการทดลองเก่าๆ ที่เคยทำมาครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากลุกไปชงกาแฟแล้ว กลับมาดูตัวเลขใหม่ ปรากฏว่าผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง โมเดลของดินฟ้าอากาศไปกันคนละทิศทาง

Lorenz คิดว่าเครื่องคอมพิวเตอร์คงจะมีอะไรผิดพลาด จึงทดลองซ้ำอีก ผลคำนวณยังคงยืนยันว่าความแตกต่างดังครั้งแรก เขาทดลองอีกสองสามครั้ง ซึ่งก็ย้ำความถูกต้องของคอมพิวเตอร์

จนในที่สุด เขาก็ได้รู้ว่าความแตกต่างของโมเดลนั้นมาจากการลดตัวเลข 3 หลักหลังจุดทศนิยมซึ่งเป็น "เงื่อนไขเบื้องต้น" (initial condition) ในการคำนวณ เพราะความต่างของตัวเลขหลังจุดทศนิยมเพียงน้อยนิด ในเหตุเบื้องต้นคือ 1 : 1,000 เกิดเป็นผลลัพธ์ที่ต่างออกไป จากจุดเริ่มต้นจำนวนมหา ศาลอย่างไม่น่าเชื่อ

 

ผลกระทบผีเสื้อ (butterfly effect)

เปรียบเสมือนการไหวตัวของกระแสลมเบาๆ ที่มาจากการกระพือปีกของผีเสื้อแต่กลับกลายไปสร้างผลกระทบใหญ่หลวง ทางดินฟ้าอากาศได้ Lorenz จึงขนานนามว่าเป็น "ผลกระทบผีเสื้อ" (butterfly effect) ซึ่งกลายเป็นถ้อยคำที่โด่งดังไปทั่วโลก

ศาสตราจารย์ Lorenz กล่าวว่า "ในทางทฤษฎีด้านอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อใหญ่ตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงเป็นพายุได้เมื่อหนึ่งเดือนให้หลัง"

ทฤษฎีไร้ระเบียบนอกจากพูดถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของสาเหตุเบื้องต้นแล้วยังพูดถึงเรขาคณิตเศษส่วน (fractal geometry) หรือ ไวยากรณ์แห่งทฤษฎีไร้ระเบียบ

 

Attractors

มีคนแปลคำว่า geometry ในเชิงภาษาว่า "การวัดแผ่นดิน" และคำว่า fractal มาจากภาษาละติน fractus หรือ fractrum ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า fragmented (or irregular) เมื่อแปลเป็นไทย คือ แตกเป็นชิ้น เป็นเศษ

ขณะที่เรขาคณิตคลาสสิกของยูคลิดที่เราเรียนกันเมื่อเป็นเด็ก เป็นเรขาคณิตที่สนใจต่อแบบฟอร์มและรูปร่างในอุดมคติ คือ มีรูปร่างเป็นเส้นตรง วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หรือวงรี รูปร่างและทรงต่างๆ ในเรขาคณิตยูคลิดจึงสะอาด ราบเรียบ สม่ำเสมอ และชัดเจน

แต่เรขาคณิตเศษส่วน หรือ fractal geometry สนใจค้นคว้ารูปทรงที่เป็นจริงของธรรมชาติซึ่งขรุขระ ไม่เรียบร้อย เช่น ใบไม้ ก้อนเมฆ สายฟ้าแลบ ชายฝั่งทะเล ภูเขาและโตรกผา ปอดของมนุษย์ เป็นต้น มิติของเรขาคณิตเศษส่วนจึงมีลักษณะคล้ายทศนิยมไม่รู้จบ เช่น มิติเศษส่วนของสมองเรา คือ 2, 79 และของก้อนเมฆ คือ 2, 35 มิติเศษส่วนหรือ fractal ในที่นี้จะเป็นสองมิติของพื้นที่ หรือเป็นสามมิติของพื้นที่ หรือเป็นสามมิติแบบทรงลูกเต๋า หรือลูกกลมก็ได้

คุณสมบัติสำคัญของ fractal หรือเศษส่วนไม่รู้จบ คือ "ความคล้ายตนเอง" (self-similarity) นั่นคือ โครงสร้างของเศษส่วนที่ขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าในมิติทางกาล (time) หรือมิติทางเทศะ (space) ล้วนแล้วแต่มีรูปร่างคล้าย คลึงซ้ำกับแบบแผน (pattern) อันแรก อันเป็นแม่แบบของมัน (ดูภาพประกอบ)

 

B.Mandelbrot, introduction to The Fractal Geometry of Nature


Benoit Mandelbrot ผู้ค้นคว้าทฤษฎีไร้ระเบียบทางคณิตศาสตร์ สรุปความเชื่อมโยงแนบแน่นระหว่างคณิตศาสตร์เศษส่วนกับทฤษฎีไร้ระเบียบไว้ดังนี้

ความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างที่เป็นเศษส่วน (fractal) กับระบบที่ไร้ระเบียบ (chaotic system) เกิดจากคุณสมบัติข้อที่บอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นต่อ (depend) ความอ่อนไหวอย่างยิ่งยวดของเงื่อนไขเบื้องต้น ประกอบกับการพัฒนาลักษณะพลวัตอันซับซ้อนและยอกย้อนกลับไปกลับมา ทำให้เศษส่วนแต่ละอัน จึงไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ รูปลักษณ์แต่ละภาพจะมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง เช่น ปุยเมฆแต่ละก้อน ต้นไม้แต่ละต้น ใบไม้แต่ละใบ หัวใจแต่ละดวง และสมองแต่ละก้อน ย่อมต่างกันไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองเห็นก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือต้นมะม่วง นี่คือต้นมังคุด นี่คือใบโพธิ์ เป็นต้น และนี่เป็นสิ่งที่ทฤษฎีไร้ระเบียบ พยายามตอบคำถามว่า ทำไมเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดที่โปรยปรายลงมา จึงมีความแตกต่างกันไปเล็กน้อย ก็เนื่องจากว่าผลรวมของตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเกิดเกล็ดแต่ละเกล็ดต่างกัน

 

Benoit Mandelbrot


การค้นคว้าในมิติเศษส่วน (fractal) จึงมิใช่การนิยามสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง แต่เป็นการนำเสนอให้เห็นคุณสมบัติอันแท้จริงของสภาพแวดล้อมในระดับต่างๆ ตั้งแต่ขนาดจิ๋ว (micro) จนถึงขนาดยักษ์ (macro) ซึ่งปรากฏอยู่ในโลก

การพัฒนาที่ดำเนินไปในลักษณะเศษส่วนและไร้ระเบียบนั้น น่าสนใจ มิใช่เพียงว่าได้แสดงให้เห็นโครงสร้างที่ไม่สม่ำเสมอ ในระบบพลวัตที่ไม่เป็นเส้นตรงเท่านั้น ความสำคัญอีกข้อหนึ่งซึ่งจะมีประโยชน์ในการสังเกตดูแบบแผนของสรรพสิ่งในโลก (รวมถึงสังคม) คือโครงสร้างไร้ระเบียบ (chaotic structure) เป็นโครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการสร้างสรรค์ในธรรมชาติ ธรรมชาติมีพลังสร้างสรรค์ในการจัดตั้งรูปแบบอย่างมหัศจรรย์ เมื่อได้สร้างแม่แบบเบื้องต้น ขึ้นแล้วรูปแบบอื่นก็จะลอกเลียนตามมา นักวิจัยไร้ระเบียบเรียกเศษส่วนคล้ายธรรมชาตินี้ว่า "ภาษาของธรรมชาติ" พวกเขาเชื่อว่าวิธีการและรูปแบบที่เรขาคณิตเศษส่วนและทฤษฎีไร้ระเบียบได้ถ่ายทอดความเป็นจริงของโลกออกมานั้น พอจะกล่าวได้ว่าทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นเสาหลักของโลกทัศน์ใหม่ได้ และความสำคัญของเศษส่วน (fractal) ในการวิจัยคือ การช่วยทำให้เข้าใจ "จุดดึงดูดไร้ระเบียบ" (chaotic attractors) ได้ดีขึ้น เพราะมันมีโครงสร้างเศษส่วน (fractal structure) อยู่ในนั้น

 


สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อระบบพลวัตเคลื่อนตัวเข้าสู่สภาพไร้ระเบียบ รูปแบบและโครง สร้างของความไร้ระเบียบสามารถใช้เรขา คณิตเศษส่วนอธิบายให้เข้าใจ และในทางกลับกัน ทฤษฎีไร้ระเบียบช่วยในการคิดค้นว่า โมเดลอะไร กลไกอะไร ที่มีส่วนทำให้เกิดโครงสร้างเศษส่วนขึ้นมา การค้นพบดังกล่าวทำให้เกิดประโยคที่ว่า การวิจัยความไร้ระเบียบคือรากฐานของศาสตร์แขนงใหม่ เป็น "ศาสตร์อนิจจัง" (science of becoming)

 


3.โลกไร้ระเบียบในทรรศนะของท่านพุทธทาส

ในหนังสือชื่อ "บันทึกนึกได้เอง" ที่ นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ได้จัดพิมพ์ขึ้นด้วยการถ่ายสำเนาลายมือท่านพุทธทาส ที่บันทึกไว้ในหนังสือไดอะรี่ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2495 ท่านได้เขียนว่า

"ครั้นบัดนี้โลกโคลง เร่าร้อนอย่างยิ่ง จนเราต้องเตรียมใจกันใหม่เพื่อรับหน้า"

ต่อมาวันที่ 16 เมษายน ท่านได้ตั้งคำถามว่า "โลกต้องการอะไรบ้าง เพื่อลดความเร่าร้อนรุนแรงให้เย็นลง" ซึ่งท่านได้วงเล็บภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วย to cool the present turmoil

ในปีเดียวกันอีกนั่นเอง ท่านบันทึกไว้ในสมุดที่เป็นหน้าของวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2495 ท่านเขียนตัวโตไว้กลางกระดาษ เพื่อย้ำความสำคัญเป็นอักษรพาดหัวใหญ่ว่า "โลกหมุนเร็วขึ้นทุกที ?" แล้วเสริมรายละเอียดข้อสังเกตด้วยลายมือของท่านเองดังนี้

"นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทาง physics ย่อมไม่เชื่อและเห็นด้วย แต่สำหรับนักธุรกิจ นักรัฐศาสตร์ หรือนักการเมือง และอื่นๆ อีกเป็นอันมากย่อมมองเห็นชัด และเชื่อว่าโลกหมุน "จี๋" ยิ่งขึ้นทุกที และจะหมุนเร็วขึ้นอีกจนละลายไป เพราะการหมุนเร็วเกินขอบขีดนั้นก็ได้"

นี่เป็นข้อห่วงใยที่ท่านพุทธทาสมีต่อโลกและมนุษยชาติ สิ่งที่ท่านได้เขียนเอาไว้และกล่าวไว้ในหลายๆ ที่ในเวลาต่อมา ไม่ได้ต่างไปจากช่วงเวลานั้นเลย

นักรัฐศาสตร์ นักธุรกิจและนักสังคมศาสตร์ ได้พูดถึงโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วจี๋ โลกที่พึ่งพิงอิงกันและกัน เขย่ากันไปมาจนโคลงเคลงเสียศูนย์ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง

แต่ท่านพุทธทาส ท่านได้ "เห็น" โลกหมุนจี๋ เมื่อ 50 กว่าปีมาแล้ว อัจฉริยะอันน่าอัศจรรย์ในการมองเห็นภาพใหญ่ของโลก ได้อย่างถูกต้องของท่าน มีต้นตอหรือแหล่งที่มาจากแหล่งใด ?

ท่านพุทธทาสมีสายตาที่แหลมคมมองเห็นจุดเล็กนิดเดียวกับฝุ่นบางๆ ที่เกิดขึ้น ณ เบื้องขอบฟ้าอันไกลโพ้น แล้วท่านหยั่งรู้ได้ว่ามันนำไปสู่อะไร แค่เห็นเงื่อนไขเบื้องต้นเพียงนิดเดียวก็ประเมินผลลัพธ์ที่ใหญ่หลวงได้

นี่คือความหยั่งรู้ หรือญาณ หรือ sense ที่ชาร์ล แฮนดี้ พูดถึงใช่หรือไม่ ว่าเราต้องพัฒนาทักษะตัวนี้ขึ้นมาให้ได้ เพื่อรับมือกับโลกปฏิทรรศน์

เรื่องที่ท่านพุทธทาสเขียนไว้เมื่อปี พ.ศ.2495 สังคมไทยย่อมตามไม่ทัน มองไม่เห็น และเข้าใจได้ยากเพราะล้ำสมัยมากๆ

ขณะนั้นเรายังไม่มีโทรทัศน์ดูกัน โทรศัพท์ยังมีกันไม่มาก เครื่องบินไอพ่นที่นำนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาประเทศไทยก็ยังไม่มี การทำมาค้าขายกับธุรกิจต่างประเทศก็ยังมีไม่กี่รายการ ไม่มี CNN ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีมือถือและ MTV เรายังปฏิสัมพันธ์กับโลกอย่างช้าๆ และเบาบาง ไม่เข้มข้น และถี่ยิบเป็นวินาทีดังตลาดหุ้นวันนี้ ในบริบทดังกล่าวเป็นเรื่องยาก ที่คนธรรมดาจะมีจิตนาการได้ลึก

เมื่อพิจารณาตามสภาพของโลกเครือข่ายในวันนี้ เรื่องที่ท่านพุทธทาสสอนเอาไว้จึงมีความหมายอย่างยิ่งยวด สำหรับคนไทยในปัจจุบัน และอนาคตไปอีกหลายสิบปี

เราจำเป็นจะต้องศึกษาค้นคว้าสิ่งที่ท่านได้บรรยายเอาไว้ในที่ต่างๆ และเวลาต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วย

มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปจะเข้าใจ "ความรู้" บางเรื่องที่ล้ำลึกและมาก่อนกาล ต้องใช้เวลานานกว่า ดูกรณีทฤษฎีสัมพันธภาพ (relativity theory) ของไอน์สไตน์ ซึ่งถูกเสนอเมื่อปี 2448 กว่านักฟิสิกส์จำนวนมากจะเข้าใจ และพิสูจน์ได้ว่าจริงก็ผ่านไปหลายสิบปี

"บันทึกนึกได้เอง" ของท่านพุทธทาส เมื่อปีพุทธศักราช 2495 ที่เตือนเรื่องโลกโยกโคลง และหมุนเร็วจี๋เกินขอบเขต กว่าที่คนทั่วไปจะตระหนักและเตรียมรับมือกับมันย่อมต้องใช้เวลาเช่นกัน

 


4.พุทธทาสกับทฤษฎีไร้ระเบียบ

จากการได้ติดตามอ่านสิ่งที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวเตือนเรื่องโลกที่กำลังอันตรายจากการโยกโคลงและหมุนเร็วจี๋เกินขอบเขต ทำให้ผมอดถามตนเองไม่ได้ว่าท่านพุทธทาสสามารถมองเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เร็วกว่านักวิชาการตะวันตกถึง 30-40 ปีได้อย่างไร ? ท่านใช้หลักอะไร และวิธีการอะไร ในการมองทะลุ (insight) ทั้งๆ ที่สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ คำว่าโลกาภิวัตน์ยังไม่ได้บัญญัติ แต่ท่านบอกว่าโลกกำลังอยู่ใน turmoil ท่านก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าอันตรายใหญ่หลวงน่ากลัวต่อมนุษยชาติได้เกิดขึ้นแล้ว ท่านเตือนเรื่องการอยู่อย่างเท่าทันโลก ไม่ให้ถูก "เขี้ยวของโลก" ขบกัดได้ เสมือนลิ้นงูที่อยู่ในปากงูแต่ไม่ถูกเขี้ยวงูขบกัด

ถ้าจะเปรียบกับทฤษฎีไร้ระเบียบ ท่านพุทธทาสมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อระบบที่ห่างไกลจากจุดสมดุล (system far from equilibrium) ท่านรู้กฎของวิทยาศาสตร์แห่งความอนิจจัง (science of becoming) เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อท่านจับการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขเบื้องต้น (initial condition) และเห็นการเชื่อมโยงป้อนกลับของปัจจัยต่างๆ ที่กระทำต่อกันและกัน ท่านจึงรู้เรื่อง "ผลกระทบผีเสื้อ" (butterfly effect) ที่เหตุเล็กๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่ได้

พูดง่ายๆ ท่านเข้าใจแก่นแท้ของศาสตร์แห่งความไร้ระเบียบอย่างดียิ่ง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพูดตัวทฤษฎี

ปริศนาที่ผมถามตัวผมเอง และพยายามค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ผมพอสรุปเป็นข้อมูลสมมติฐานว่าอัจฉริยภาพของท่านพุทธทาสในการเข้าใจแก่นของทฤษฎีไร้ระเบียบ น่าจะมาจากการที่หลักการการคิดและวิธีการแสวงหาปัญญา ดังนี้

ข้อที่หนึ่ง ว่าด้วยหลักอิทัปปจยตา อันเป็นกฎที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นเรื่องการพึ่งพิงอิงกันของปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงกระทบถึงกันและกันหมด และเมื่อเหตุปัจจัยดังกล่าวได้มาพบพานพร้อมกัน "สิ่ง" นั้นจึงอุบัติขึ้นมา

"สภาวะต่างเป็นที่เกี่ยวพันกันอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น" นั่นก็คือ การพิจารณาการปรากฏขึ้นของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ต้องอิงอาศัยกันและกัน การพิจารณาเช่นนี้จะช่วยปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากบัญญัติแห่ง "เอกภาพ-ความหลากหลาย" หรือบัญญัติแห่ง "หนึ่ง-ทั้งหมด" การพิจารณานี้จะช่วยแยกสลายบัญญัติแห่ง "ตัวฉัน" เพราะว่าบัญญัติแห่งตัวตนนั้น สร้างอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างเอกภาพกับความหลากหลาย เมื่อเราคิดถึงฝุ่นผงหนึ่งอณู ดอกไม้ดอกหนึ่งหรือมนุษย์ผู้หนึ่ง ความคิดของเรามิอาจหลุดพ้นออกมาจากความเป็นหนึ่งหรือเอกภาพนั้นได้ เรามองเห็นเส้นที่คั่นอยู่ระหว่างหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ ที่มีอยู่มากหลายระหว่างหนึ่งกับสิ่งที่มิได้เป็นหนึ่งนั้น ในชีวิตประจำวัน เราต้องการสิ่งเดียวกันนี้ เช่นเดียวกับที่รถไฟอาศัยราง แต่ถ้าเราประจักษ์แจ้งในธรรมชาติที่ต้องอิงอาศัยกันและกันของฝุ่น ดอกไม้ และมนุษย์ เราจะสามารถมองเห็นได้ว่าเอกภาพนั้นมิอาจดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความหลากหลาย ทั้งเอกภาพและความหลากหลายสามารถเหลื่อมล้ำกันได้อย่างเป็นอิสระ เอกภาพก็คือความหลากหลาย นี่คือหลักการของการต่างเป็นและต่างอยู่ในกันและกันของอวตังสกสูตร

ต่างเป็นนั้นหมายถึง "นี่ก็คือนั่น" และ "นั่นก็คือนี่" เมื่อเราพิจารณาลึกๆ ลงไปในความต่างเป็นและต่างอยู่ในกันและกัน เราจะเห็นว่าความคิดเรื่องหนึ่งกับมากมายนั้นคือสังขารที่จิตใจปรุงแต่งขึ้นมา ดุจเดียวกับถังที่ใช้โอบอุ้มน้ำ ครั้นเมื่อเราหลุดพ้นออกจากข้อจำกัดอันนี้ เราก็จะเหมือนกับรถไฟที่วิ่งไปได้โดยไม่ต้องอาศัยราง เช่นเดียวกับเมื่อเราประจักษ์ว่าเราอยู่บนโลกกลมๆ ที่หมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์ บัญญัติเรื่องข้างบนข้างล่างก็จะสลายตัวไปเอง เมื่อเราประจักษ์แจ้งในการอิงอาศัยกันและกันของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เราก็จะเป็นอิสระจากความคิดเรื่อง "หนึ่ง-มากหลาย"

ในอวตังสกสูตรได้มีการใช้ภาพของร่างแหแห่งรัตนะ เพื่อแสดงถึงปฏิสัมพันธ์ และความเกี่ยวพันอันหลากหลาย และไม่มีที่สิ้นสุดของสรรพสิ่ง ร่างแหนั้นประกอบด้วยรัตนะอันทอประกายสดใส ซึ่งมีหลากหลายชนิด และแต่ละรัตนะนั้นก็เจียระไนให้มีหลายแง่หลายมุม รัตนะหนึ่งๆ ได้ประมวลภาพของบรรดารัตนะทั้งหลายเอาไว้ในตัว เช่นเดียวกับที่มีภาพตัวอยู่ในรัตนะอื่นๆ ทั้งมวล ในภาพนี้เองที่แต่ละรัตนะย่อมบรรจุไว้ด้วยรัตนะอื่นๆ ทั้งหมด

เราสามารถให้ตัวอย่างจากรูปทรงทางเรขาคณิตไว้ด้วย ยกตัวอย่างรอบวงกลมที่มี ก. เป็นจุดศูนย์กลางวงกลม ก็จะประกอบด้วยจุดต่างๆ รอบๆ ก. ที่มีความห่างจาก ก. เท่าๆ กัน วงกลมเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีจุดต่างๆ ทุกจุดอยู่ที่นั่น ถ้าขาดจุดใดจุดหนึ่งวงกลมก็จะไม่เป็นวงกลมเช่นเดียวกับบ้านที่สร้างขึ้นมาจากสำรับไพ่ หากชักไพ่ใบใดใบหนึ่งออกบ้านทั้งหมดก็จะพังลง ไพ่แต่ละใบต้องขึ้นต่อกันและกัน ถ้าขาดหายไปเพียงหนึ่งใบ บ้านก็จะไม่มี การปรากฏของจุดจุดหนึ่งในวงกลมขึ้นอยู่กับการปรากฏของจุดอื่นๆ ณ จุดนี้เราจะเห็นได้ว่า "หนึ่งคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่ง" จุดทุกจุดในวงกลมมีความสำคัญทัดเทียมกัน ไพ่แต่ละใบในบ้านที่สร้างด้วยไพ่ ย่อมมีความสำคัญเท่าๆ กัน แต่ละใบย่อมมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทั้งหมด และย่อมหมายถึงความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของส่วนอื่นๆ ด้วย นี่ก็คือการอิงอาศัยกันและกัน...

...หลากหลายในหนึ่ง มองเห็นหนึ่งในความหลากหลาย มองเห็นหนึ่งในสิ่งที่มิอาจประมาณได้ มองเห็นสิ่งมิอาจประมาณได้ในหนึ่ง การเกิดและการดำรงอยู่ของธรรมทังหลายทั้งปวง มีธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งไม่จริงแท้ และไม่อาจแตะต้องสัมผัสผู้ตรัสรู้ได้ ดังที่ฉันได้กล่าวถึงความคิดประการหนึ่งในวิชาฟิสิกส์ร่วมสมัย คือความคิดเรื่อง "หูรองเท้าบูต" คือหูรองเท้าบูตที่ใช้จับเพื่อดึงเวลาสวมรองเท้าบูต ซึ่งเป็นความคิดที่ใกล้เคียงกับความคิดเรื่องต่างเป็นและต่างอยู่ในกันและกันมาก ความคิดเรื่อง "หูรองเท้าบูต" เป็นความคิดที่ปฏิเสธความคิดหน่วยพื้นฐานของสสาร (ความคิดหน่วยพื้นฐานของสสารที่กล่าวไว้ว่า สสารนั้นเมื่อแยกย่อยลงไปเรื่อยๆ เราจะพบหน่วยที่เล็กที่สุดที่มิอาจแบ่งแยกอีกต่อไปได้ หน่วยดังกล่าวนั้นคือหน่วยพื้นฐานของสสาร) จักรวาลนี้ก็คือ เครือข่ายและโยงใยของปรากฏ การณ์ ที่ปรากฏการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นจากการเกี่ยวโยงของปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งมวล สิ่งที่เราเรียกว่าอนุภาค แท้ที่จริงก็คือความสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคต่างๆ นั่นเอง"

 

Fritjof Capra

หนังสือที่เราเคยอ่าน เช่น "จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ" และ "ข่ายใยแห่งชีวิต" ได้สะท้อนโลกทัศน์แบบองค์รวมที่ฟริตจอฟ คาปรา (Fritjof Capra) นำไปพัฒนาเป็น "ระบบทัศน์แห่งชีวิต" (system view of life) ก็ดี และวิธีคิดกระบวนระบบ (system thinking) ที่ปีเตอร์ เซ็งเก้ ใช้อธิบายถึงการเปลี่ยนรูปของสังคม (social transformation) ก็ดี ล้วนมีหลักการเดียวกับอิทัปปจยตา ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยอยู่ที่การใช้ภาษาถ้อยคำและเทคนิคในการอธิบายเท่านั้น

ข้อที่สอง การอธิบายเรื่องหลักการของอิทัปปจยตาเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การฝึกให้เรามีทักษะในการคิดเป็นองค์รวม และเห็นความเชื่อมโยง มองทะลุปรากฏการณ์ไปสู่สาเหตุที่แท้จริงเป็นเรื่องยาก บทเรียนจากการฝึกเรื่องวิธีคิดกระบวนระบบหรือ system thinking ได้พิสูจน์มาแล้ว เพราะคนธรรมดาทั่วไปคิดแบบแยกส่วนมานาน และการคิดแบบธรรมดายังอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อันเป็นมูลฐานแห่งการสัมผัส ท่านพุทธทาสเห็นว่า "อายตนะต่างๆ เท่าที่เรามีนั้น อาจสัมผัสสิ่งต่างๆ ได้ภายในขีดอันจำกัด คือเท่าที่ประสิทธิภาพของมันพึงมี"

ดังนั้นการมองด้วยสายตาที่แหลมคมจนเห็น "การเชื่อมโยงที่ซ่อนเร้น" (hidden connection) ที่ ฟริตจอฟ คาปรา เขียนไว้จึงต้องอาศัย "ตาใน" หรืออินทรีย์พิเศษ อินทรีย์ขั้นพิเศษของท่านพุทธทาส คือ ปัญญา และตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ถูกควบคุมไว้ได้ภายใต้อำนาจของปัญญาอีกชั้นหนึ่ง แต่การที่เราจะเข้าถึงปัญญาที่ลึกซึ้งเช่นนี้ได้ ก็ต้องมีการปฏิบัติสมาธิให้จิตสงบแน่วแน่เสียก่อน

ข้อที่สาม การที่จะเข้าใจและรับมือกับโลกที่กำลังอยู่ในอันตรายได้นั้น จำเป็นจะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตสูง ต้องตระหนักว่าสิ่งที่เราเห็น เราเป็นอยู่ในวันนี้ วันพรุ่งก็จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ได้ ในโลกยุคดิจิทัล ปัจจุบันเราสามารถเปลี่ยนเป็นอดีตในชั่วพริบตา ดังกรณีการพลัดพรากจากกันของครอบครัว การล้มครืนลงฉับพลันของธุรกิจและชีวิตชุมชน เมื่อครั้งเกิดคลื่นสึนามิ ที่พังงาและภูเก็ต

การเรียนรู้จากโลกที่จะผุดบังเกิด (emergence) จะต้องไม่ยึดมั่นอยู่กับทฤษฎีเก่าๆ และความคิดเก่าๆ ที่เชื่อตามกันโดยไม่ได้พิสูจน์ การทดลองค้นหาความจริงที่แท้นั้นต้องออกนอกกรอบของวิถีเดิมๆ ในหนังสือ "ภูมิปัญญาการนำทางสู่เนื้อธรรมของท่านพุทธทาส" ที่เขียนโดย อำนวย ยัสโยธา ได้อุปมาวิถีการค้นหาภูมิปัญญาแห่งอิสรภาพขั้นสูงสุดของท่าน ดุจดังนกนางนวล โจนาธาน ลิฟวิงสตัน ที่กล้าแตกฝูงไปพบโลกใหม่ด้วยความกล้าหาญที่ต้องการพิสูจน์ของสมมติฐานของตนว่าจะเป็นจริงหรือไม่ ด้วยการปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อยืนยันความเป็นวิทยาศาสตร์ และว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

ผมคิดว่าท่านพุทธทาสมีจิตใจที่เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ ท่านจึงสามารถใช้ภาษาและความคิดใหม่ๆ ของศาสนาอื่น นิกายอื่น มาอธิบายธรรมะให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายดังตัวอย่างที่ท่านได้เขียนคำว่า โอปนยิโก ไว้ในสมุดบันทึกวันพุธที่ 26 มีนาคม 2495 ท่านตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้ "คำว่า โอปนยิโก ซึ่งเป็นคุณบทบทหนึ่งของพระธรรมนั้น พวกลังกาไม่ได้แปลว่าควรน้อมเข้ามาในตน เหมือนดังที่แปลกันในเมืองไทย แต่แปลว่า is free and open to all ว่าเป็นสิ่งที่ควรคิดดูอย่างยิ่ง"

การฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถและทักษะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังที่สรุปมาแล้ว ทั้งสามข้อน่าจะสร้างฐานกำลังของการรับมือกับโลกที่ปั่นป่วนและซับซ้อนได้

 


5.พุทธทาสกับโลกที่กำลังจะเลี้ยวกลับ

เมื่อไม่นานมานี้ มีนักเขียนหนุ่มชาวอินเดีย ชื่อ ซาอิด ฮัสซัน (Zaid Hassan) ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่ง ชื่อ "อักษรยู : ภาษาแห่งการฟื้นฟูพลัง" (The U : Language of Regeneration) เขาพูดถึงความจำเป็นที่มนุษย์ในปัจจุบัน ต้องสนใจฝึกฝนตนเองให้มีวิธีมอง "แบบใหม่" เพื่อทำให้มีสายตาที่แหลมคม (insight) "วิธีมองแบบใหม่" นี้เป็นสิ่งที่ผู้รู้หรือนักปราชญ์ในอดีตสามารถทำได้เป็นกิจวัตร ซาอิดบรรยายถึงความสำคัญในการใช้ทักษะนี้พินิจพิจารณาโลก เพราะโลกวันนี้มันเปลี่ยนแปลงพลิกผันเร็วจี๋อย่างไม่มีใครคาดเดาได้ เปรียบเสมือนว่าเรากำลังเผชิญสัตว์ร้ายที่คาดเดาอารมณ์มันไม่ถูก เมื่อเราเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตัวนี้ เราก็ต้องรับมือกับมันให้ได้

อุปมาอุปไมยที่ซาอิดยกขึ้นมาใน พ.ศ.2548 นั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวเอาไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่า เราต้องระวัง "เขี้ยวของโลก" อย่าให้เขี้ยวของโลกมาขบกัดเราได้ เราต้องทำตัวเสมือนลิ้นงูที่อยู่ได้ในปากงูโดยไม่ถูกเขี้ยวงูทำร้าย

ชีวิตประจำวันของเราคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯหรือหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงล้วนมีโอกาสถูก "เขี้ยว" ของโลกขบกัดได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันตรายฉับพลันจากธรรมชาติ จากอาชญากรรม จากโรคระบาด จากอุบัติภัย ทุพภิกขภัย และภัยจากโรคระบาด หรือโอกาสของการพลิกผันของสถานการณ์ธุรกิจและการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในระยะสิบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการล้มระเนนระนาดของเผด็จการในประเทศต่างๆ เช่น ในอดีตประเทศที่เคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน

ไม่เพียงแต่การล่มสลายของระบบการเมืองผูกขาด บรรษัทใหญ่ๆ ของโลกที่นิตยสารธุรกิจเคยยกย่องว่า มีอำนาจและอิทธิพลไปทั่วโลก เช่น Enron, WorldCom หรือ Adelphia ความมั่นคงแข็งแรงทางธุรกิจล้มครืนลงชั่วข้ามคืน และผู้บริหารบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็ถูกจับในฐานะอาชญากรทางการเงิน

ข้อมูลที่ผ่าน BBC หรือ CNN หรือผ่านอินเทอร์เน็ตก็ดี ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็ดี ล้วนสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจไปทั่วโลก เมื่อ 2-3 ปีก่อนสหประชาชาติได้ตำหนิ 85 บรรษัทใหญ่ที่ได้มีส่วนร่วมในการ "ปล้น" ทรัพยากรธรรมชาติในคองโก และเมื่อรายงานทางด้านเศรษฐกิจฉายข้อมูลออกมาว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยที่มีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์กับคนจนกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละประเทศได้ถ่างกว้างออกไปอีก แล้วยังมีข่าวที่ไมเคิล ไอส์เนอร์ (Michael Eisner) ซีอีโอแห่ง บริษัทดิสนีย์ มีรายได้ถึง 576 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 23,040 ล้านบาท) ย่อมสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้คนทั่วไป แม้กระทั่ง อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) นายใหญ่แห่งธนาคารกลางสหรัฐ ยังเอ่ยปากตำหนิบรรดาซีอีโอใหญ่ๆ ทั้งหลาย "โรคไวรัสแห่งความโลภได้ระบาดในโลกธุรกิจเสียแล้ว"

การเคลื่อนไหวประท้วงองค์กรที่โลกเห็นแก่ได้ และขาดธรรมชาติ บางทีปรากฏถี่ขึ้นในสังคมตะวันตก เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน กลุ่มกรีนพีซได้นำประชาชนในยุโรปตะวันตกประท้วงกรณี Brent Spar ทำให้บริษัทเชลล์ ต้องประสบความเสียหายทางธุรกิจน้ำมัน ต่อมากลุ่ม Free Burma Coalition ก็บีบบริษัทใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ต้องถอยออกจากพม่า และเครือข่าย Rain Forest Action Network รณรงค์คัดค้านบริษัทค้าไม้ Home Depot จนทำให้ต้องปรับนโยบายใหม่

การประท้วงของกลุ่มพลเมืองที่รักความเป็นธรรมและต้องการสันติภาพต่อธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมมีถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยพุ่งเป้าเข้าสู่ความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร เมื่อปี 2546 และ 2547 ได้มีการประชุมเครือข่ายรากหญ้าที่นิวยอร์ก เรื่อง Brand Bashing Culture Jamming และ Subvertising การบ่อนเซาะภาพลักษณ์ของธุรกิจ ไม่อาจประมาทคนรากหญ้าได้เลย

ถึงแม้กลุ่มคนที่เอาการเอางานจะมีไม่มาก แต่พลังของพวกเขาอยู่ที่ระบบ IT ดังเช่น walmartwatch.com, chasebanksucks หรือ McSpotlight เมื่อเรื่องราวได้ถกกันมากใน "ห้องสนทนา" เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ การกระจายข่าวของผู้บริโภค สู่พนักงานบริษัท ไปยังนักข่าวแล้วกระจายออกสื่อสารมวลชน มันก็กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลไปทั้งโลก กลุ่มนักกิจกรรมพูดว่า "ธุรกิจมีชีวิตและตายด้วยภาพลักษณ์" จึงไม่น่าแปลกใจอันใดที่ชนชั้นนำทั้งหลายเมื่อพบกันใน World Economic Forum ที่ Davos เมื่อปี 2003 จึงตั้งหัวข้อสนทนาว่า "การฟื้นฟูความเชื่อมั่น" (rebuilding trust)

ถ้ากวาดสายตาให้กว้างออกไปทั้งโลก จะพบว่าการฟื้นฟูความเชื่อมั่น มันไม่ได้จำกัดตัวอยู่ในภาคธุรกิจเท่านั้น ภาคการเมืองก็มีปัญหาหนักหน่วงไม่แพ้กัน งานวิจัยของโรเบิร์ต พุตนัม (Robert Putnum) ที่ได้ตีพิมพ์เมื่อปี 2539 พบว่าประชาชนในประเทศประชาธิปไตยมีความไว้วางใจพรรคการเมืองและนักการเมืองของตน น้อยกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วมาก นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียนชื่อ อันโตนิโอ โปลิโต (Antonio Polito) ได้เกริ่นนำในหนังสือ "การสนทนาว่าด้วยวิกฤตประชาธิปไตย" ปี 2546 ว่า "หลังจากที่ได้ผ่านการทดสอบมาร่วมสองร้อยปี ระบอบประชาธิปไตยกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนักหน่วง จึงไม่รู้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร"

การหาทางออกที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีการ "ย้ายกระบวนทัศน์ใหม่" (paradigm shift) ทั้งในระดับปัจเจกและระดับองค์กรหรือสถาบัน (institution) ความสนใจเรื่องการพัฒนาองค์กรและสถาบันที่ไม่ได้เป็นเครื่องจักร แต่เป็นเรื่องของความลึกซึ้ง ด้านความหมายแห่งชีวิตและคุณค่าแห่งความ เป็นมนุษย์ได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นกิจจะ ลักษณะ เมื่อ ชาร์ลี คีเฟอร์ (Charly Kiefer) และ ปีเตอร์ เซงเก้ ได้เขียนบทความที่กลั่นออกมาจากงานเป็นที่ปรึกษา และจัดสัมมนาปฏิบัติการ ตอนปลายทศวรรษที่ 70 ว่าด้วย "องค์กรเมทาโนอิก" (metanoic organization) คำว่า เมทาโนอิก เป็นภาษากรีก แปลว่า "การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของจิต" (fundamental shift of mind) ซึ่งต่อมาชาวคริสเตียนยุคต้น ได้ให้การอรรถาธิบายใหม่จากมุมของตนว่า เป็นการ "ตื่นแห่งศรัทธา" ซึ่งเห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์และการมีคุณค่าแห่งชีวิต องค์กร "เมทาโนอิก" จึงไม่เพียงดำรงอยู่เพื่อทำเป้าหมายขององค์กรให้เป็นจริงเท่านั้น ทว่าต้องรับใช้สังคมด้วย

 


เมื่อปีเตอร์ เซงเก้ ได้อาศัยข้อมูลและผลวิจัยจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่ได้ทำมากว่าสิบปีแล้วลงมือเขียนหนังสือ The Fifth Discipline (วิชาที่ห้า) เขาพบว่าคำว่า discipline ซึ่งแปลว่าวิชาหรือวินัยนั้น มีนัยซ่อนอยู่ การที่เราจะเชี่ยวชาญวิชาใดวิชาหนึ่งนั้นจำเป็นต้องมีวินัยในการเรียนรู้และวินัยในการปฏิบัติ ดังชื่อในการสอนในวิชาศิลปะ หรือในศาสนา ที่มนุษย์จะบรรลุเป้าหมายที่ปรารถนาได้ ต้องมีวินัย ต้องฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวด

สิ่งที่ปีเตอร์ เซงเก้ ค้นพบจากงานฝึกอบรมและสัมมนาก็คือ การสร้างองค์กรเรียนรู้ (learning organization) หรือประชาคมแห่งการปฏิบัติ (communities of practice) นั้น ล้วนเกี่ยวพันกับเรื่องการเจริญสติและมีสมาธิ ยกตัวอย่างเช่น การทำ "ภาวนาสนทนา" (dialogue) ในกลุ่มจะต้องมีความเงียบเพื่อครุ่นคิดลึกๆ สำรวจความรู้สึกนึกคิดของตนเอง การฝึกฝนตนเองให้มีทักษะในการนิ่งอยู่ในความเงียบ และสงบจิตสงบใจ ได้กลายเป็นเรื่องสำคัญของการบริหารจัดการสมัยใหม่ในโลกที่มีพลวัต ซับซ้อน

 

Peter Senge, ‘The Fifth Discipline Fieldbook’


ในขณะที่การบริหารจัดการเริ่มมีการย้ายกระบวนทัศน์ ก็มีปรากฏการณ์คู่ขนานที่น่าสนใจเกิดขึ้น คือนับแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา นั่นคือ การสร้างความรู้และปฏิบัติการเรียนรู้ภาคการบริหารจัดการ ได้นำความรู้ของวิทยาศาสตร์ใหม่ (new science) เช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ ทฤษฎีซับซ้อน (complexity theory) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรที่ให้ความสำคัญ ของพลังจิตวิญญาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ในห้วงเวลาเดียวกันก็ได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมอง และค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ใหม่ กับพุทธศาสนาถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราสามารถหาอ่านได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น The Lotus and Quantum, Buddhism and Breaking New Ground และ The Psychology of Awakening : Buddhism, Science and Our Day to Day Lives เป็นต้น

ในการสนทนาระหว่างภูมิปัญญาลึกล้ำของตะวันออกกับวิทยาศาสตร์ใหม่นั้น ทางฝ่ายพุทธศาสนามีท่านดาไลลามะเป็นผู้นำ และบางครั้งก็มีตัวแทนของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนด้วย

ตัวท่านพุทธทาสเองได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ใหม่มาด้วยตนเองและสามารถนำไปใช้ในการอธิบายเรื่องอิทัปปจยตามาแล้ว เมื่อท่านได้พูดถึง "ทฤษฎีของสี" ระหว่างปาฐกถาพิเศษเรื่อง "วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม" ณ พุทธสมาคม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2483

การเชื่อมเข้าหากันของปราชญ์และมี "สนาม" อันเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดการสอดบรรสานของภูมิปัญญาตะวันออก และภูมิปัญญาตะวันตกในปัจจุบัน และการวิวัฒนา การต่อไปข้างหน้าสะท้อนการมองการณ์ไกลของท่านพุทธทาสได้ดี

 


6.Happiness is back

เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2548 หนังสือพิมพ์รายวัน "ทาเกสสปีเกิล" ในกรุงเบอร์ลิน ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์จิตแพทย์คนหนึ่งแห่งโรงพยาบาล "ชาร์ริแทร์" เธอพูดว่า ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยจากความเครียดในประเทศเยอรมนีมีจำนวนเพิ่มสูงมากในระยะ 5 ปีหลัง ชาวเยอรมันจำนวนค่อนข้างมากมีความวิตกกังวลต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงสูงขึ้น คำว่า angst อันเป็นภาษาเยอรมันซึ่งแปลว่า "ความกลัว" ปรากฏมากขึ้นในสื่อมวลชนเยอรมัน และที่น่าสนใจก็คือในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็รับคำว่า angst ไปใช้มากขึ้น เพราะมันสะท้อนความกลัวที่ลึกไปกว่าคำว่า fear ในภาษาอังกฤษ

ถ้าเรากวาดสายตาไปรอบโลกจะพบว่าความกลัว (angst) ต่ออนาคตที่คาดเดาไม่ได้นั้น ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเยอรมนีเท่านั้น ประเทศอื่นๆ อีกมากน่าจะมีผู้คนที่หวาดหวั่นต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ทั้งๆ ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก้าวไปไกลมากจนถึงสามารถชะลอความตายของมนุษย์ได้ อายุโดยเฉลี่ยก็สูงขึ้น ความสมบูรณ์พูนสุขทางวัตถุก็มีจนล้นเหลือ แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศที่ก้าวหน้าในตะวันตกและญี่ปุ่นยังคงไม่ได้มีความสุขกว่า 50 ปีก่อน หรือกล่าวให้ชัดลงไปความสุขกลับน้อยลงกว่าอดีต

มันเป็นโลกปริทรรศน์โดยแท้

จากความกลัวและความทุกข์ที่สังคมต่างๆ เผชิญในวันนี้ ทำให้นักคิด นักวิชาการ และประชาชน จำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นตัวเลขของความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขด้านอื่นๆ ของสังคมว่าเป็นเป้าหมายที่ยังคงต้องเดินไปหามันหรือไม่

 

ริชาร์ด เลยาร์ด (Richard Layard) ได้เขียนหนังสือ เล่มหนึ่งชื่อ "Happiness is back" พูดถึงความ จำเป็นที่รัฐจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะเสียใหม่ และปัจเจกชนเองก็ต้องปรับทัศนคติหรือปรัชญาชีวิตเสียใหม่ด้วย โดยเอา "ความสุข" เป็นเป้าหมายแทนความร่ำรวยทางวัตถุฝ่ายเดียว

เรื่องที่ริชาร์ด เลยาร์ด นำเสนอนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเคลื่อนไหวของกระบวนการกระบวนทัศน์ใหม่ ถ้าบทความนี้ถูกเสนอเมื่อ 20 ปีก่อน ความคิดเช่นนี้อาจจะถูกโจมตีว่าเพ้อฝัน เพราะการวัดความสุขที่เกิดขึ้นในสมองมนุษย์ เป็นเรื่องที่วัดได้ยาก ทำให้ขาดน้ำหนักในการผลักดัน แต่วันนี้ "วิทยาศาสตร์ใหม่" โดยเฉพาะ neuroscience สามารถวัดความสุขได้จริง จึงน่าจะทำให้การผลักดันนโยบายสาธารณะมีพลังมากขึ้น ในสังคมไทยเองสำนักงานปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ก็กำลังเคลื่อนไหวนโยบาย "อยู่เย็นเป็นสุข" ว่าเป็นเป้าหมายที่เราควรเพิ่มเข้าไป

อย่างไรก็ตาม การเอาชนะกลุ่มเศรษฐกิจกระแสหลักให้ได้มันยังเป็นหนทางที่ยาวไกลอยู่ ซึ่งควรศึกษาบทเรียน ของกระบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่ามีความคดเคี้ยวของการเดินทางอย่างไร

 

ดูจากจุดเริ่มต้นของความคิดซึ่งส่องประกายจากหนังสือ The Silent Spring (ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบงัน) ของ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) ซึ่งออกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2505 ทำให้สังคมตะวันตกต้องตะลึงงันกับ "ความจริงใหม่" ที่ถูกมองข้าม และเริ่มก่อตัวเคลื่อนไหว น้ำหนักของกระบวนการเริ่มมีมากขึ้น เดนนิส มีดอฟ (Dennis Meadows) ได้เขียนหนังสือชื่อ "การเติบโตที่จำกัด" (limits to growth) ในปี 2515 ความคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ได้มีการค้นคว้าทดลองทำอย่างจริงจัง จนหลายประเทศแถบสแกนดิเนเวียได้รับความสำเร็จค่อนข้างสูง และก็มีพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญ ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมดังที่เรียกกันว่า พรรคกรีน เกิดขึ้นในหลายประเทศ

 


อย่างไรก็ตามมองภาพรวมทั้งโลกการอนุรักษ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมยังไม่สามารถยับยั้งทิศทางการทำลายโลก จากนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นความรวยและความโลภเป็นสรณะ แม้กระทั่งพรรคกรีนแห่งเยอรมนี ซึ่งมีทีท่าว่า จะเป็นพลังแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ก็ขาดพลังทางสังคม และพลังทางการเมืองอย่างน่าใจหาย วิกฤตโลกมันโบยแส้ใส่เราทุกวันจากรายงานดินฟ้าอากาศที่วิปริตทำให้ผู้คนล้มตายลงครั้งละมากๆ จากภัยธรรมชาติ และยังไม่นับหายนะลูกใหม่ที่จ่อคอหอยมนุษยชาติอยู่คือ โรคระบาดไข้หวัดนกที่อาจกลายพันธุ์เข้าไป สู่ผู้คน แล้วกลายเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่อาจจะมีผู้ตายนับล้านคน

มนุษย์จะต้องหันทิศทางการพัฒนาจากการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจของการผลิตเชิงปริมาณ มาสู่การผลิตเชิงคุณภาพด้วย ใช้หลักคิดเดียวกับเรขาคณิตเศษส่วน (fractal geometry) ที่มีอยู่ในทฤษฎีไร้ระเบียบสร้างเป็นโมเดลของการผลิตซ้ำในทางลึก ที่ละเอียดอ่อน แทนที่จะขยายออกในทางปริมาณ แต่กลับให้งานเกิดขึ้นจากการให้เวลานั่งผลิตงานแต่ละชิ้นให้ประณีต ให้มีคุณภาพ ทำให้ได้คุณค่าทางจิตใจของผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย เรขา คณิตเศษส่วนน่าจะเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ในยุคที่ทรัพยากรต่างๆ เริ่มจำกัดขณะที่ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในจีนและอินเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะโดยหลักคิดแบบเรขาคณิตเศษส่วนเรื่องการขยายตัวของ self similarity มันสามารถขยายซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

 

ลีโอ เนฟิโอดอฟ (Leo Nefiodow)

การเคลื่อนไหวสังคมไปสู่การพัฒนาทิศทางใหม่ที่เชื่อมวัตถุกับจิตใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะมิใช่กระแสหลักแต่เมื่อศึกษางานเขียนชิ้นสำคัญๆ ในการทำนายอนาคตโลกก็พอมองเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์ จากหนังสือ "คลื่นคอนดราเทียฟลูกที่ 6" ที่เขียนโดย ลีโอ เนฟิโอดอฟ (Leo Nefiodow) ซึ่งนำความรู้นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ คอนดราเทียฟ (Kondratieff) ซึ่งวิเคราะห์คลื่นความยาวทางเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีอายุคลื่นแต่ละคลื่นประมาณ 50 ปี ซึ่งมีช่วงคลื่นเศรษฐกิจขาขึ้นจนถึงขาลงว่ามาจากผลนวัตกรรมทางเทคโนโลยี คอนดราเทียฟวิเคราะห์ลูกแรกที่สำคัญเมื่อปี ค.ศ.1800 ว่าเกิดจากนวัตกรรมเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการผลิตอุตสาหกรรมผ้าฝ้าย เนฟิโอดอฟนำความรู้นี้มาพัฒนาต่อเมื่อ 20 ปีก่อน เขาบอกว่าขณะนี้สังคมตะวันตกซึ่งเป็นหัวจักรเศรษฐกิจโลกนั้นกำลังอยู่ในช่วงคลื่นยาวคอนดราเทียฟลูกที่ 5 ซึ่งตัวเทคโนโลยีสำคัญคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ และผลิตผลสำคัญคือความรู้จะเป็นตัวขับเคลื่อนการจ้างงาน และสร้างรายได้ให้แก่สังคม เนฟิโอ ดอฟคาดคะเนว่าอีก 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีสำคัญในการสร้างความสามารถทางการผลิตของสังคม จะย้ายไปอยู่ที่จิตวิทยาสังคมอันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ใช่วัตถุ และสุขภาวะจะเป็น "ผลิตภัณฑ์" ที่มนุษย์ปรารถนา (ภาษาเยอรมัน Psychosozial, Gesundheit )

เนฟิโอดอฟเชื่อว่าความสามารถของสังคมที่ดีจะเกี่ยวข้องกับสภาพความคิด และจิตใจของคนในสังคมที่สามารถร่วมกันคิดและร่วมกันทำ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดอย่างลุ่มลึก มีญาณทัสนะ และมีปัญญาจะเอาชนะความซับซ้อนและความผันผวนที่ถาโถมเข้ามาได้

เนฟิโอดอฟให้ความสำคัญต่อภูมิปัญญาตะวันออกที่มีปรัชญาพื้นฐานของการมองโลกแบบองค์รวม และเสนอว่าตะวันตกจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์เสียใหม่ และต้องสนใจ ศึกษาพัฒนาความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ (spiritual) อย่างจริงจังและเป็นวิทยาศาสตร์

 


สืบทอดปณิธานท่านพุทธทาส (จบ)

เมื่อเราได้เดินทางสืบค้นภูมิปัญญาของท่านพุทธทาสมาจนถึงบทนี้ เราจะพบว่าท่านพุทธทาสมี "อินทรีย์พิเศษ" ที่ทำให้ท่านมองได้อย่างแหลมคมและลึกซึ้งกว่าคนธรรมดาหลายสิบปี เนื่องจากท่านเดินบนเส้นทาง "พุทธมรรควิถี" อย่างแท้จริง ทำให้ท่านไม่จำเป็นจะต้องยึดมั่นถือมั่นดังที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ "หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น" เมื่อท่านไม่ยึดติดกับเปลือกท่านจึงพลิกแพลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในการที่จะสื่อสารให้คนธรรมดาสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ตื่น ผู้รู้ และผู้เบิกบานได้

ท่านจึงสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาตร์ นำเรื่องจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) หรืออัลเฟรด อาดเลอร์ (Alfred Adler) มา ทดลองใช้ในการสอนธรรมะได้ ท่านพุทธทาสยังคงให้ความสนใจเรื่องศิลปะและใช้งานศิลป์เป็นเครื่องมือในการแสดงธรรม ดังตัวอย่างที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ "ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก" และได้สร้างโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้นดังข้อความบางตอนที่ท่านได้เขียนจดหมายถึงสหายธรรมทาน

"...อนึ่ง ขอวิงวอนผู้สนใจในการประกาศธรรมจงได้ร่วมมือกันสร้าง "โรงหนัง" แบบนี้ในลักษณะ ที่เหมาะแก่ท้องถิ่นของตัวกันขึ้นให้ทั่วหัวระแหงด้วยเถิด จะเป็น moral rearmament ทางศีลธรรมที่มีลักษณะเป็น dynamic อันมองไม่เห็นตัวอย่างรุนแรงในบรรยายกาศทั่วไป เพื่อประโยชน์แก่สันติภาพอันถาวรของมนุษย์เรา..."

ท่านพุทธทาสท่านก้าวเร็วล้ำหน้าคนทั่วไปมากจนสิ่งที่ท่านพร่ำเตือนไว้เมื่อกว่า 50 ปีก่อนจึงยังไม่เข้าสู่หัวใจคนไทย เพราะคนทั่วไปยังไม่ประสบกับอันตรายอย่างชัดเจน แต่วันนี้สถานการณ์ของความเร้าร้อนรุนแรง (turmoil) มันอยู่รอบตัวเราทุกๆ วัน ตั้งแต่ความรุนแรงของวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ ความเสื่อมทางศีลธรรมของผู้นำทุกระดับและทุกวงการ จนถึงภัยพิบัติจากธรรมชาติ และการฆ่าฟันรายวันในทุกภาคโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ ไฟกำลังไหม้ห้องเก็บของของบ้านเราแล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันดับไฟนี้เราจะไม่มี "บ้าน" ให้อยู่กันอย่างอบอุ่นเป็นสุขอีกต่อไป

แต่เราจะมองแต่บ้านเราหลังเดียวไม่ได้แล้ว เพราะบ้านของเรานั้นอยู่ใน "หมู่บ้านโลก" ซึ่งมีอีกหลายหลัง ไฟกำลังลุกไหม้อยู่เราคงไม่เพียงแต่ต้องดับไฟของบ้านเราเท่านั้น เราต้องช่วยดับไฟของบ้านเพื่อนด้วย เพราะนอกจากช่วยเขาให้พ้นทุกข์แล้ว มันยังช่วยให้เราอยู่เย็นเป็นสุขด้วย

วันนี้คนไทยพุทธมีพันธกิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อถวายเป็นการบูชาท่านพุทธทาส ด้วยการสืบทอดปณิธานของท่านที่เพียรพยายามทำให้เป็นจริง

ปณิธาน 3 ประการของท่านพุทธทาส

1.การเข้าถึงหัวใจของศาสนาตน เพราะทุกศาสนามุ่งให้คนเป็นคนดีอย่างแท้จริง

2.ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างศาสนา ซึ่งเป็นการลดความขัดแย้งต่างๆ ที่ติดตามมาทั้งในสังคมและในโลก

3.ทำให้หลุดออกจากวัตถุนิยมสุดโต่งมาสู่ความสมดุลของวัตถุนิยมและจิตนิยม อย่าให้วัตถุมาอยู่เหนือจิตใจ เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่เหนือวัตถุ

นับแต่วันนี้เราต้องช่วยกันทำให้จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ไหม ?

ถ้า "ผีเสื้อ" ตัวกระจ้อยร่อยอย่างพวกเรามาช่วยกันกระพือปีกแรงๆ พายุใหญ่แห่งการอภิวัฒน์น่าจะเกิดขึ้นได้แม้เวลาที่เกิดขึ้นจริงจะทอดยาวออกไปบ้าง
 

โดย ประชาชาติธุรกิจ

ประวัติผู้เขียน
ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นชาวนครศรีธรรมราช มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมสาธิตประสานมิตร แล้วไปจบการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปเรียนต่อที่เยอรมัน เจ้าตัวอยากเรียนปรัชญาและการเมืองแต่พอแม่คัดค้าน “กลัวจะไส้แห้ง” เลยเรียนวิชาบริหารธุรกิจ ขณะที่ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ชีวิตได้มาถึงจุด “ทางแพร่ง” ที่สำคัญ
จากการได้อ่านหนังสือ สิทธารถะ ของ แฮร์มัน เฮสเส และได้สนทนากับท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ จึงตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตที่คิดว่าให้ “ความหมาย” ในการดำรงอยู่ ทิ้งการศึกษาในมหาวิทยาลัย มาเป็นนายกสมาคมนักเรียนไทยในสหพันธรัฐเยอรมันปี 2516 ทำให้สามารถจัดงานทางด้านวิชาการและการเมืองมากขึ้น พร้อมกับทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยและวิชาการเมืองกับการพัฒนาให้แก่พัฒนากรชาวเยอรมันที่จะทำงานในประเทศไทย
ปลายปี 2517 กลับมาเมืองไทยทำงานอยู่ในหนังการเมืองสัปดาห์ ทำงานในขบวนการกรรมกรอยู่หลายปี
ปัจจุบันทำงานอาสาสมัครให้แก่สถาบันพัฒนาเพื่อชีวิต เป็นผู้อำนวยการ Bangkok Forum เป็นวิทยากรให้แก่สหภาพแรงงาน เกษตรกร นักศึกษาและประชาชนทั่วไป และเป็นล่ามภาษาเยอรมัน
11 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมัน เป็นห้วงยุคทองของขบวนการนักศึกษา “1968” ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทางวัฒนธรรมสังคมและการเมืองในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ความที่เป็น “พลังทวนกระแส” จึงติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้.
(ที่มา : แนะนำผู้เขียน จากหนังสือ “ทฤษฎีไร้ระเบียบ กับทางแพร่งของสังคมสยาม” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2, สิงหาคม 2538)
ผลงานหนังสือ
--ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) กับทางแพร่งของสังคมสยาม
--มองอนาคตการเมืองไทยกับทิศทางประชาธิปไตยโลก
: บทวิเคราะห์ว่าด้วยประชาสังคมกับการเมืองภาคประชาชน ผ่านวิธีคิดเชิงกระบวนระบบ (System Thinking)
--การประชุมอย่างสร้างสรรค์ : ศิลปะแห่งการสร้างพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลง
ฯลฯ
สถานที่ติดต่อ
สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet Institute)
693 ถ.บำรุงเมือง เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10100 / โทรศัพท์ (02) 624-7814-5 / โทรสาร (02) 621-7816
E-Mail : chaiwatthirapantu@hotmail.com / WebSite : http://www.thaicivicnet.com


 

 

ทฤษฎีไร้ระเบียบ กับซุนหวู่
บทความ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์

นักวิชาการหลายคนที่สนใจเรื่องระบบซับซ้อน (complex system) ได้แบ่งประเภทของความซับซ้อนไว้อย่างน่าสนใจว่า มันมีด้วยกัน 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ความซับซ้อนที่มีพลวัต (dynamic complexity) ความซับซ้อนทางสังคม (social complexity) และความซับซ้อนที่บานปลาย (generative complexity) ถ้าระบบใดที่ความซับซ้อนยังมีดีกรีต่ำ การแก้ปัญหาแบบวิธีเดิม ก็พอจะเอาตัวรอดได้ แต่ถ้าระบบใดที่มีความซับซ้อนสูงจนถึงขั้นสูงยิ่ง วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ที่เคยใช้ได้ผลมาแล้ว เช่น วิธีการ "สั่งการและควบคุม" (command and control) จะไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะระบบที่มีความซับซ้อนสูงจะไม่ทำงานดุจดังเครื่องจักร ที่เดินไปเป็นเส้นตรง และยิ่งความซับซ้อนทั้ง 3 ประเภทที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันและกัน ระบบมันจะเดินไม่ปกติ มันจะคดเคี้ยวพลิกผันได้ง่าย สถานการณ์และพฤติกรรมของระบบจะขึ้นๆ ลงๆ มีทิศทางที่คาดเดายาก ระบบใดก็ตามเมื่อเข้ามาอยู่ในสภาวะเช่นนี้จะเปราะบาง กระทบง่าย เรื่องเล็กๆ สามารถส่งผลกระทบปฏิกิริยาลูกโซ่ และมีการป้อนกลับกันไปมาเชิงยกกำลัง (reinforcing feedback) จนบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทฤษฎีไร้ระเบียบ หรือบางคนเรียกว่าทฤษฎีโกลาหล (chaos theory) ได้พูดเชิงอุปมา "ผลกระทบผีเสื้อ" (butterfly effect) ผลกระทบผีเสื้อนั้น คนไทยเราน่าจะยังจดจำกันได้ดี เพราะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับสังคมไทยมาแล้ว 2 ครั้งในเวลาไม่ถึง 10 ปี

ครั้งแรกคือเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในกรุงเทพฯ แล้วเป็นโรคระบาดลามไปทั่วทั้งทวีปเอเชีย จนกระทบไปถึงทวีปอเมริกาใต้ที่ฝรั่งเรียกว่า "โรคระบาดต้มยำกุ้ง" เหตุการณ์เชิง "ผีเสื้อกระพือปีก" ครั้งที่สองก็เป็นกรณีที่หนังสือพิมพ์เขมรอ้างว่า "น้องกบ" สุวนันท์ คงยิ่ง กล่าววาจาดูถูกคนเขมรทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงคนไทยจนเกิดบานปลายถึงขั้นเผาสถานทูตไทย และกิจการร้านค้าของคนไทย จากเรื่องที่ไม่มีอะไรกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประเทศ

ทฤษฎีไร้ระเบียบเตือนให้เราคิดและทำด้วยจิตปัญญา (contemplative thinking) ให้มองเห็นภาพใหญ่ทั้งหมดของระบบ และตระหนักต่อสภาพอ่อนไหวเปราะบางของระบบ เมื่อมันเคลื่อนตัวไกลออกมาจากจุดสมดุล (far from equilibrium) ทฤษฎีไร้ระเบียบย้ำอย่างหนักแน่นว่าการจัดการกับสถานการณ์ที่อ่อนไหวยิ่งเช่นนี้ ไม่ควรใช้กำลังและความรุนแรงเข้าแก้ปัญหา เพราะจะยิ่งทำให้เรื่องราวเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีก

ผมมีโอกาสได้อ่านบทความของ จิม จิเมียน (Jim Gimian) ที่เขียนลงในนิตยสาร Shambhala Sun ฉบับมกราคม 2544 เขาได้ตีความตำราพิชัยสงครามซุนหวู่ไว้อย่างน่าสนใจ และผมคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสถานการณ์สังคม และการเมือง ที่เปราะบาง กระทบง่าย ณ เวลานี้

ซุนหวู่ได้ย้ำชัยชนะที่ยิ่งใหญ่โดยไม่ต้องทำสงคราม ซึ่งหมายถึงการเอาชนะความขัดแย้งโดยไม่ต้องใช้กำลังนั่นเอง จิมพูดว่า จะทำเช่นนี้ได้ต้อง taking whole หรือหมายถึงต้องคิดเป็นองค์รวม ต้องเห็นภาพใหญ่ทั้งหมด คือ เห็นทั้งตัวเรา เห็นคู่ต่อสู้และเห็น "ฟ้า" คือสภาพที่อยู่เหนือการควบคุมของเรา เป็นอิทธิพลที่เราทำอะไรไม่ได้ แต่เราอาจจะมีญาณทัศน์ (intuition) พอจะสัมผัสได้บางๆ (sense) ว่าจะเป็นอย่างไร หรือไปทิศใด

ขณะเดียวกันเมื่อรู้ฟ้าแล้ว ก็ต้องรู้ดิน ดินคือสภาพการณ์หรือสถานการณ์ที่เป็นจริงในเวลานี้ ว่าเป็นอย่างไร เราและคู่ต่อสู้ยืนอยู่ตรงไหน และอย่างไร ดินหรือสถานการณ์เองก็ไม่ได้นิ่ง มันเคลื่อนตัวไปมา เราจำเป็นต้องตระหนักต่อสภาวะดังกล่าวตลอดเวลา ข่าวสารข้อมูลที่แม่นยำเป็นสิ่งจำเป็น ผู้นำจะต้องมีอารมณ์สงบ รักษาความแจ่มชัดในการพินิจพิจารณาตลอดเวลา สายตาต้องไม่ฝ้ามัวด้วยความโกรธหรือมิจฉาทิฐิ

จิมพูดถึงศิลปะของซุนหวู่ในการทำงานกับความปั่นป่วนและไร้ระเบียบ (chaos) ไว้อย่างน่าสนใจดังนี้ "แก่นแท้ของการยุทธ์ และชีวิตที่แท้จริงมักจะทำนายให้แม่นยำได้ยาก มันเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสับสนวุ่นวาย ความไร้ระเบียบมันเกิดขึ้นเมื่อกติกาเก่า กฎเกณฑ์เก่า และระบอบเก่ากำลังจะหมดสภาพ แต่ระเบียบใหม่ กติกาใหม่ และระบอบใหม่ก็ยังไม่ทันเกิด มันเป็นห้วงเวลาที่ไม่มีอะไรแน่ และเป็นอันตรายเมื่อสรรพสิ่งที่ดูแข็งแกร่งได้แตกลงเป็นเสี่ยง ผู้นำที่ชาญฉลาดจะไม่หวั่นไหวกับความปั่นป่วน เขายังสงบเยือกเย็นเพราะเห็นภาพรวม เพราะท่ามกลางความปั่นป่วนสับสนนี้เขาได้เห็นร่องรอยของระบบที่กำลังฟอร์มตัวขึ้นมา ดังเช่นท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายของพายุเฮอร์ริเคนที่เคลื่อนตัวแถบชายฝั่งดูเสมือนทำนายยาก เราสามารถมองเห็นรูปร่าง (pattern) ของมันได้ ความไร้ระเบียบกับความเป็นระเบียบจึงเป็นสองด้านของเหรียญ ทั้งสองส่วนนี้แหละประสบการณ์องค์รวมของเรา เราเห็นความดีและความชั่ว เห็นความไม่เป็นธรรมกับความยุติธรรม เห็นทั้งความสับสนและความแจ่มชัด รู้ว่าทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกันและกันและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

"ความไร้ระเบียบเกิดจากความมีระเบียบ

ความกลัวเกิดจากความกล้า

ความอ่อนแอเกิดจากความเข้มแข็ง"

ห้วงเวลาที่มีความไร้ระเบียบเกิดขึ้นมักเป็นช่วงที่มีความยากลำบากและทุกข์ใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นห้วงเวลาที่มีพลวัต เป็นเวลาของการเปิดกว้างครั้งใหญ่ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น มันเป็นโอกาสของการสร้างสรรค์ ผู้นำที่ฉลาดต้องมองทะลุเรื่องนี้ เห็นศักยภาพของสรรพสิ่งที่กำลังก่อตัวแล้วชื่นชมมัน เพราะเขาไม่หุยดนิ่งอยู่กับที่ ทำตัวได้เสมือนน้ำ ความไร้ระเบียบจึงไม่ได้เป็นภัยคุกคามเขา

เมื่อความไร้ระเบียบคือห้วงเวลาที่มีพลานุภาพ เขาจึงรู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์ เขาจึงไม่ด่วนลงมือปฏิบัติการ เมื่อมันยังไม่สุกงอม เขารู้จักรอคอยอย่างสงบ รอคอยจังหวะที่จะใช้ "พลังฉี" แม้มันจะไม่มากแต่พลิกสถานการณ์ได้ ผู้นำจะต้องไม่คลาดสายตาจากภาพรวม ไม่ปล่อยให้ "เฉพาะส่วน" ที่มาทำลาย "ส่วนใหญ่" เขาจึงฝึกฝนตนเองให้มีความลุ่มลึกในวิธีพิจารณา มีสติ และปล่อยวางพฤติกรรมเดิมๆ เขาเห็นทั้งหมด เห็น "ฟ้า" เห็น "ดิน" เห็นคู่ต่อสู้ และเห็นตนเองทั้งอารมณ์ความรู้สึก จิตใจ ทั้งจุดอ่อนจุดแข็งของตนโดยไม่เข้าข้างตนเอง

สังคมไทยได้ก้าวมาถึงจุดที่มีความเป็นไปได้ทุกอย่าง เรามองเห็นการฟอร์มตัวของสิ่งใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่หลังเมฆดำทะมึนหรือไม่ ว่ายังมีดวงสุริยานับพันดวงที่กำลังรอจะฉายแสงออกมา Scott Peck ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า A World is Waiting to Be Born เราตระหนักกันไหมว่า "สังคมไทยที่มีพลังเข้มแข็งของพลเมืองกำลังรอที่จะผุดบังเกิด"

พวกเราทุกคนคือผู้ที่ทำการเปลี่ยนแปลง การเป็นผู้นำที่แท้คือทำสิ่งที่ดีให้เป็นจริง เวลาของผู้นำยุคใหม่มาถึงแล้ว เพราะท่ามกลางความไร้ระเบียบนี่แหละ คือโอกาสที่ระบบที่เราปรารถนากำลังก่อรูป

เห็นหน่ออ่อนอันงดงามมีวุฒิภาวะของเยาวชนเพื่อประชาธิปไตยไหม ?

ทำไมเราคนไทยจึงไม่ช่วยกันให้ความใฝ่ฝันอันดีงามของเด็กๆ เหล่านี้ได้เป็นจริง

ดูภาพใหญ่ที่เป็นอนาคตของชาติเราไว้ ให้แจ่มชัด รักษาอารมณ์ความรู้สึกและความกล้าหาญในการก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ให้ดี อีกไม่นานวันเราจะสู่ "ภพใหม่" ของสังคมพลเมืองกันแล้ว

 

โดย ประชาชาติธุรกิจ

ประวัติผู้เขียน
ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ เป็นชาวนครศรีธรรมราช มาอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เด็ก เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนมัธยมสาธิตประสานมิตร แล้วไปจบการศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ไปเรียนต่อที่เยอรมัน เจ้าตัวอยากเรียนปรัชญาและการเมืองแต่พอแม่คัดค้าน “กลัวจะไส้แห้ง” เลยเรียนวิชาบริหารธุรกิจ ขณะที่ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ชีวิตได้มาถึงจุด “ทางแพร่ง” ที่สำคัญ
จากการได้อ่านหนังสือ สิทธารถะ ของ แฮร์มัน เฮสเส และได้สนทนากับท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ จึงตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตที่คิดว่าให้ “ความหมาย” ในการดำรงอยู่ ทิ้งการศึกษาในมหาวิทยาลัย มาเป็นนายกสมาคมนักเรียนไทยในสหพันธรัฐเยอรมันปี 2516 ทำให้สามารถจัดงานทางด้านวิชาการและการเมืองมากขึ้น พร้อมกับทำงานเป็นครูสอนภาษาไทยและวิชาการเมืองกับการพัฒนาให้แก่พัฒนากรชาวเยอรมันที่จะทำงานในประเทศไทย
ปลายปี 2517 กลับมาเมืองไทยทำงานอยู่ในหนังการเมืองสัปดาห์ ทำงานในขบวนการกรรมกรอยู่หลายปี
ปัจจุบันทำงานอาสาสมัครให้แก่สถาบันพัฒนาเพื่อชีวิต เป็นผู้อำนวยการ Bangkok Forum เป็นวิทยากรให้แก่สหภาพแรงงาน เกษตรกร นักศึกษาและประชาชนทั่วไป และเป็นล่ามภาษาเยอรมัน
11 ปี ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเยอรมัน เป็นห้วงยุคทองของขบวนการนักศึกษา “1968” ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากถึงโคนทางวัฒนธรรมสังคมและการเมืองในยุโรปและสหรัฐอเมริกา
ความที่เป็น “พลังทวนกระแส” จึงติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้.
(ที่มา : แนะนำผู้เขียน จากหนังสือ “ทฤษฎีไร้ระเบียบ กับทางแพร่งของสังคมสยาม” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2, สิงหาคม 2538)
ผลงานหนังสือ
--ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory) กับทางแพร่งของสังคมสยาม
--มองอนาคตการเมืองไทยกับทิศทางประชาธิปไตยโลก
: บทวิเคราะห์ว่าด้วยประชาสังคมกับการเมืองภาคประชาชน ผ่านวิธีคิดเชิงกระบวนระบบ (System Thinking)
--การประชุมอย่างสร้างสรรค์ : ศิลปะแห่งการสร้างพลังเพื่อการเปลี่ยนแปลง
ฯลฯ
สถานที่ติดต่อ
สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civicnet Institute)
693 ถ.บำรุงเมือง เขตป้อมปราบฯ กรุงเทพฯ 10100 / โทรศัพท์ (02) 624-7814-5 / โทรสาร (02) 621-7816
E-Mail : chaiwatthirapantu@hotmail.com / WebSite : http://www.thaicivicnet.com

 

วิถีขงจื้อ.. วิธีเหลาจื้อ
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล kshaiwat2@hotmail.com
โดย โพสต์ Today--แมกกาซีน

คัมภีร์ เต๋าเตอจิง โดย เหลาจื้อ
Tao Te Ching, written by Lao-Tzu

เหลาจื้อเป็นใคร? เหลาจื้อ เป็นศาสดาผู้ให้กำเนิดลัทธิเต๋าใช่หรือไม่? เป็นประเด็นปัญหาที่ยังไม่มีข้อยุติเด็ดขาด เพราะเรื่องราวชีวิตและผลงานความคิดของเหลาจื้อไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ละเอียดชัดเจน

สิ่งที่ชัดเจน คือ ปรัชญาแบบเต๋า หรือแก่นแท้ของลัทธิเต๋า เป็นหนึ่งในสองปรัชญาหรือลัทธิจากจีนโบราณ ที่ยังมั่นคงในโลกยุคใหม่ไฮ-เทค คู่กับ ลัทธิขงจื้อ ซึ่งแตกต่างกันในแนวคิดพื้นฐานอย่างขาวกับดำ ทว่า ก็มีคุณค่าเกินพอที่นักคิดยุคใหม่จะศึกษา

 

Lao Tzu, the Patriarch of Taoism, riding his legendary green buffalo


ปรัชญาหรือวิถีแบบเต๋า เน้นความสันโดษ ความกลมกลืนกับธรรมชาติ ปัญหาของมนุษย์ไม่สามารถจะแก้ได้ด้วยการสร้างกฎกติกาขึ้นมาโดยมนุษย์ เพื่อใช้บังคับในสังคม ที่สุดของความสุข คือ ความนอบน้อมถ่อมตนอยู่กับธรรมชาติ...

ในขณะที่ ปรัชญาหรือวิถีแบบขงจื้อ ให้ความสำคัญของการมีกฎกติกาที่ดี ที่ยุติธรรม เพื่อการดำรงอยู่ของสังคมอย่างสันติสุข ลัทธิขงจื้อจึงไม่ปฏิเสธการใช้อำนาจในการปกครองบ้านเมือง แต่จะต้องเป็นอำนาจที่ถูกใช้อย่างถูกทำนองคลองธรรม อย่างยุติธรรม

เรื่องราวประวัติชีวิต ความคิด และผลงานของขงจื้อ เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์วัฒนธรรมจีนที่มีการบันทึกไว้มากมาย ทั้งโดยนักประวัติศาสตร์จีน ล้วนเป็นบันทึกโดยขงจื้อเอง และบรรดาลูกศิษย์สาวกของขงจื้อที่มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับขงจื้อและยุคสมัยต่อๆ มา...

แต่ในส่วนที่เป็นต้นแบบของผู้เป็นต้นกำเนิดลัทธิเต๋า มีปราชญ์จีนโบราณมากกว่า 1 คนที่ได้รับการกล่าวถึงว่า น่าจะเป็นผู้ให้กำเนิดลัทธิเต๋าตัวจริง และหนึ่งในบุคคลที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดว่าน่าจะเป็นเจ้าลัทธิเต๋าตัวจริงคือ เหลาจื้อ ผู้มีชีวิตอยู่ร่วมสมัยกับขงจื้อ แต่มีอาวุโสมากกว่าขงจื้อ

ความเป็นตัวตนของเจ้าลัทธิเต๋าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง แต่จะยังไม่ใช่สาระหลักของเราวันนี้ เพราะสิ่งที่ผู้เขียนจะนำมาเล่าสู่คุณผู้อ่านต่อไปในวันนี้เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวที่สำหรับผู้เขียนแล้ว น่าตื่นเต้น และมีสาระที่ชวนขบคิดอย่างที่สุด เพราะเห็นชัดเจนว่า แม้แต่เวลาที่ผ่านไปกว่า 2,000 ปีแล้ว ก็ยังไม่ทำให้เรื่องที่จะเล่าสู่คุณผู้อ่านเก่าไปเลย ทั้งในสาระและความเชื่อมโยงกับสถานการณ์ปัญหาสังคมโลกวันนี้

เรื่องราวนั้นคือ การพบกันของขงจื้อ กับ เหลาจื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อคิดที่เหลาจื้อมอบให้ขงจื้อก่อนจากกัน

 

ขงจื้อ ( Confucius )


ขงจื้อ เกิดก่อนที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเสด็จสู่ปรินิพพาน 8 ปี ส่วนเหลาจื้อไม่มีหลักฐานว่าเกิดเมื่อไร แต่ค่อนข้างจะแน่ชัดคือ เหลาจื้ออาวุโสกว่าขงจื้อ โดยอาจจะอาวุโสกว่าขงจื้ออย่างน้อย 20 ปี บางเรื่องราวอ้างอิงก็กล่าวว่า เหลาจื้ออาวุโสกว่าขงจื้อถึงประมาณ 50 ปี

การพบกันระหว่างขงจื้อกับเหลาจื้อเกิดขึ้นเมื่อขงจื้อมีอายุประมาณ 35 ปี ขณะนั้นขงจื้อเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะปราชญ์หนุ่มใหญ่ที่ปราดเปรื่อง และได้ตั้งสำนักเปิดรับลูกศิษย์เพื่อเล่าเรียนวิชา ทั้งทางด้านปรัชญาความคิดและการใช้อาวุธ ดังเช่น การยิงธนู มีลูกศิษย์มากมายทั้งจากคนมีฐานะต่ำต้อยทางสังคมที่มาจากชนบท และบุตรหลานขุนนางกับคนมีฐานะในเมือง ส่วนเหลาจื้อมีชื่อเสียงขจรไปไกลกว่าขงจื้อ ในฐานะเป็นปราชญ์ผู้นิยมวิถีแห่งธรรมชาติ หลังจากที่ได้สละตำแหน่งงานราชการระดับสูงอย่างไม่หวนคืนกลับ

 

ขงจื้อ ( Confucius )


ขงจื้อ เป็นคนใฝ่รู้ ถึงแม้จะมีฐานะเป็นอาจารย์เจ้าของสำนักมีลูกศิษย์มากมาย แต่ก็ยังใฝ่หาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ และวันหนึ่งก็ออกเดินทางจากสำนักไปเสาะแสวงหาเหลาจื้อที่อยู่ต่างเมืองแสนไกล แล้วก็ได้พบ

เมื่อขงจื้อพบกับเหลาจื้อ ขงจื้อก็แสดงความนอบน้อมในฐานะผู้มีอาวุโสน้อยกว่า บอกเหลาจื้อว่า เดินทางมาหาเพราะอยากเรียนรู้จากเหลาจื้อ...

เหลาจื้อต้อนรับขงจื้อ ชื่นชมในความอ่อนน้อมถ่อมตนของขงจื้อ แต่บอกขงจื้อว่า ยินดีต้อนรับขงจื้อในฐานะสหาย...

สหายแบบไหนหรือ?

สหายผู้มีนิสัยใฝ่รู้ที่ตรงกัน

ขงจื้อได้เรียนรู้ในวิถีของเหลาจื้อ ด้วยวิธีการสอนของเหลาจื้อคือ ให้ขงจื้อศึกษาด้วยตัวเอง จากธรรมชาติ จากภูมิปัญญาของปราชญ์ของนักปกครองในอดีต ที่วางกรอบจารีตปฏิบัติอย่างยุติธรรม อย่างมีคุณธรรม ทำให้บ้านเมืองที่มีนักปกครองยึดมั่นในจริยธรรมแห่งการเป็นนักปกครองที่ดี มีความสงบสุข ซึ่งตรงกับแนวคิดของขงจื้อ

ตลอดเวลาประมาณ 30 วันที่ขงจื้อพักอยู่ในสำนักของเหลาจื้อ ขงจื้อไม่ได้เรียนรู้อะไรโดยตรงจากเหลาจื้อ นอกเหนือไปจากการชี้แนะให้ขงจื้อศึกษาด้วยตนเอง อย่างที่ขงจื้อก็ไม่รู้สึกตัว โดยมีเพียงศิษย์ของเหลาจื้อคอยช่วยนำทางและชี้แนะบางอย่างแก่ขงจื้อ

ถึงแม้เหลาจื้อจะไม่ได้สนทนากับขงจื้อในช่วงเวลาประมาณ 30 วันนั้น เหลาจื้อก็เข้าถึงวิถีแนวคิดของขงจื้ออย่างลึกซึ้ง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากลูกศิษย์ของเหลาจื้อผู้ได้รับมอบหมายให้อยู่กับขงจื้อเป็นผู้นำทางขงจื้อไปศึกษาด้วยตนเอง และก็จึงได้รับทราบความคิดของขงจื้ออย่างดี

ขงจื้อได้พบกับเหลาจื้ออีกครั้งก็เมื่อเหลาจื้อได้เห็นแล้วว่าขงจื้อได้เรียนรู้สิ่งที่ขงจื้อปรารถนาแล้ว และจึงถึงเวลาที่ขงจื้อจะเดินทางกลับไปยังเมืองที่ขงจื้ออยู่

ในการพบกันของขงจื้อกับเหลาจื้อเป็นครั้งสุดท้าย ขงจื้อบอกเหลาจื้อว่า เข้าใจในวิธีการสอนของเหลาจื้อ และขงจื้อก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

เหลาจื้อ บอกว่า มีคนมากมายมาขอเรียนรู้กับเหลาจื้อ แต่ส่วนใหญ่ก็ผิดหวัง เพราะไม่ได้เรียนรู้กับเหลาจื้อโดยตรง และจึงละทิ้งความตั้งใจไป มีแต่ขงจื้อที่มีความมุ่งมั่นและใฝ่รู้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เหลาจื้อก็เข้าใจในหลักคิดของขงจื้อในเรื่องการแก้ปัญหาของสังคมมนุษย์ ให้เกียรติในความยึดมั่นในหลักคิดของขงจื้อ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้ให้ข้อคิดในฐานะเป็นผู้อาวุโสกว่าแก่ขงจื้อ ดังบทสนทนาของสองปราชญ์แห่งอารยธรรมโบราณตะวันออกดังต่อไปนี้

 

เหลาจื้อ Lao Tzu


เหลาจื้อ : คนมั่งมี ยามจากกัน มอบสิ่งของ คนมีคุณธรรม ยามจากกัน ได้แต่มอบข้อคิด เหลาจื้อไม่ใช่คนมั่งมี แต่พอจะมีคนยกย่องว่าเป็นคนมีคุณธรรม จึงมอบได้แต่ข้อคิดเท่านั้น...

พ่อค้าที่ชำนาญ จะไม่นำสินค้าออกมาตั้งวาง คนรอบรู้ จะต้องไม่แสดงการโอ้อวด คนเราควรจำไว้ อย่าไปนินทาผู้อื่นโดยเด็ดขาด และทำอะไรก็อย่าเอาหน้า และเอาแต่ใจ ที่เหลาจื้อต้องพูดเช่นนี้ก็เพราะว่าท่าน (ขงจื้อ) เลือกทางที่ไม่เที่ยงแท้ อย่างไรก็ตาม ถึงเราจะต่างอุดมการณ์กัน แต่เหลาจื้อก็นับถือท่านมาก

ขงจื้อ : กล่าวคำอำลา ขอให้เหลาจื้อรักษาสุขภาพ

เหลาจื้อ : ท่านเป็นมิตรสหายที่หายากจริงๆ

หลังการพบกับปราชญ์อาวุโสกว่า ขงจื้อก็ยังมุ่งมั่นยึดแนวคิดอุดมการณ์ของตนในการเผชิญกับปัญหาสังคมมนุษย์ทุกระดับ (ตั้งแต่ระดับการบ้านการเมืองถึงครอบครัว) ที่ให้ความสำคัญสูงสุดแก่จารีตประเพณีอันเป็นกฎกติกาดีงามที่ยึดถือกันมา ในขณะเดียวกัน ขงจื้อก็นำหลักคิดของเหลาจื้อในส่วนที่คอยเหนี่ยวรั้งสติตนเอง ไม่ยึดถือเอาทัศนะความคิดของตนเป็นใหญ่ ไม่หลงใหลยึดติดในตำแหน่งฐานะ จึงมีคำกล่าวของขงจื้อที่ถอดความได้ว่า...

“บัณฑิตย่อมไม่เป็นทุกข์ เพราะว่าไม่มีฐานะตำแหน่ง แต่ควรเป็นทุกข์เพราะไม่มีคุณธรรม”

 

Daruma-Hakuin1.jpg
 Description:
 Filesize:  24.03 KB
 Viewed:  4892 Time(s)

Daruma-Hakuin1.jpg

 

 

 

 

 


 

 

 

 

ก่อนจะมาเป็นอัจฉริยะ

มีผู้คนมากมายที่ค้นพบอัจฉริยภาพของตัวเองหลังฝ่าด่านข้อจำกัดมากมายในชีวิต
เช่น
นักกฎหมายชื่อดังชาวอเมริกันที่ไม่เคยเข้าเรียนในโรงเรียนกฎหมายเลย

1.แพททริก เฮนรี่ สมาชิกรัฐสภาแห่งภาคพื้นทวีปและผู้ว่าการรัฐเวอร์จิเนีย

2.จอห์น เจย์ ประธานศาลฎีกาคนแรก

3.วิลเลียม เวิร์ธ รัฐมนตรียุติธรรม

4.อับราฮัม ลินคอล์น ประธานาธิบดี

5.ซัลมอน ซี-เชส วุฒิสมาชิก ประธาน ศาลฎีกา

6.คลาเรนซ์ แดร์โรว์ ทนายจำเลยในคดีสำคัญ

7.โรเบิร์ต สตอเรย์ ประธานสมาคมทนายความแห่งชาติ

อาชีพเดิมของคนดัง

1.เดซี อาร์พาส หัวหน้าวงดนตรี อาชีพเดิม คนล้างกรงนก

2.เปอรี่ โคโม นักร้อง อาชีพเดิม ช่างตัดผม

3.ฌอน คอนเนอรี นักแสดง อาชีพเดิม คนก่ออิฐและขับรถบรรทุก

4.อัลเบิร์ต ไอน์สไตล์ นักฟิสิกส์ อาชีพเดิม เสมียนในสำนักงานจดสิทธิบัตร

5.เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ประธานาธิบดีสหรัฐ อาชีพเดิม นายแบบ

6.ยอร์จ โฟร์แมน นักมวย อาชีพเดิม ช่างอิเล็กทรอนิกส์

7.อดอร์ฟ ฮิตเลอร์ จอมเผด็จการนาซี อาชีพเดิม คนเขียนโปสเตอร์

8.โอ เฮนรี่ นักเขียน อาชีพเดิม คาวบอย

9.แฮรี เอส-ทรูแมน ประธานาธิบดีสหรัฐ อาชีพเดิม คนขายอุปกรณ์เย็บปักถักร้อย

10.เอลวิส เพรสลีย์ นักร้อง อาชีพเดิม คนขับรถบรรทุก

คนดังที่ถนัดซ้าย

1.ลีโอนาร์โด ดาวินชี ศิลปินและนัก ประดิษฐ์ชาวอิตาเลียน

2.จิมมี่ คอนเนอร์ นักเทนนิสชาวสหรัฐ

3.เจอรัลด์ ฟอร์ด ประธานาธิบดีสหรัฐ คนที่ 38

4.เจมส์ เอ. การ์ฟิลด์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 20

5.ไมเคิล แองเจโล จิตรกรชาวอิตาเลียน

6.พระเจ้ายอร์จที่ 2 พระเจ้าแผ่นดินแห่งอังกฤษ

7.พอล แมคคาร์ทนีย์ นักร้องนักดนตรีชาวอังกฤษ อดีตสมาชิกวงสี่เต่าทอง

(ข้อมูลจากหนังสือสถิติพิสดาร โดย D.Wallechinsky l.Wallace และ A.Mllace แปลโดย แววจันทร์ แพรเมฆ)

-----------------


 

 


 

 

 

 

 

 

คุยเฟื่องเรื่องลึงค์
นงคราญ สุขสม

อารัมภบท
ที่มาของบทความเรื่องนี้มีเหตุสืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2543 ข้าพเจ้าได้พบเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งโดยบังเอิญ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ภายหลังการทักทายกันอย่าง อบอุ่น สอบถามสาระทุกข์สุขดิบของกันและกัน และช่วยกันเติมเต็มให้กับช่วงเวลาที่ขาดหายไปกว่า 10 ปีที่ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันไปดำเนินชีวิตตามวิถีทางของตนเอง ครั้นเมื่อคลายความตื่นเต้นลง วิสัยของคนเรียนโบราณคดีก็ปรากฏขึ้น เพราะไม่มีเรื่องใดในวงสนทนาที่จะเอร็ดอร่อยไปกว่าการถกกันในเรื่องเนื้อหาสาระทางวิชาการโบราณคดี

ภายหลังจากเพื่อนรุ่นพี่ท่านนี้เดินทางกลับไปปฏิบัติภารกิจหน้าที่ที่กรุงเทพมหานคร แต่เรื่องราวที่ได้จากการสนทนากันในวันนั้นยังติดตรึงอยู่ในคลื่นสมองของข้าพเจ้า ทำให้เกิดแรงบันดาลใจในการศึกษาค้นคว้าเอกสารเพิ่มเติม และเมื่อรำลึกถึงคำคมที่เพื่อนรุ่นพี่ท่านนี้เคยแสดงไว้สมัยข้าพเจ้ายังเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และถ้อยคำเหล่านั้นยังตกตะกอนอยู่ในห้วงแห่งความทรงจำเสมอมา คำคมนั้นอรรถาธิบายเกี่ยวกับการแสวงหาความรู้ และสรุปเป็นประเด็นในตอนท้ายว่า ความรู้เป็นเรื่องสากล ทุกคนมีสิทธิที่จะรู้ในสิ่งที่เรารู้ เพราะฉะนั้นจงอย่าเก็บความรู้เอาไว้แต่เพียงลำพัง เพราะความรู้จะมีคุณค่าถ้าได้บอกต่อให้ผู้อื่นร่วมรับรู้ด้วย ถ้าหากความรู้นั้นถูกนำไปศึกษาค้นคว้าหาความหมาย ขยายความต่อ ความรู้ก็จะแผ่กิ่งก้านไพศาล จนทำให้เราสามารถมองเห็นป่าทั้งป่าแทนที่จะเห็นแต่ต้นไม้เพียงต้นเดียว

ณ บัดนี้ สิ่งนั้นกำลังจะเกิดขึ้นในหน้ากระดาษที่ผู้อ่านทุกท่านมีสิทธิ์ร่วมรับรู้และร่วมคิดค้นหาความหมายไปกับเราด้วย สาระของบทความนี้จึงเป็นการศึกษาค้นคว้าเรื่องโบราณคดีที่เก็บประเด็นมาจากการสนทนาในค่ำคืนหนึ่งของคนเรียนโบราณคดีสองคน ต่างคนต่างเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่เรียนรู้มาจากการทำงานในโลกกว้างนำมาสอดประสานเสริมสร้างองค์ความรู้ให้แก่กันและกัน

เบื้องลึกของ “ลึงค์” : ความจริงที่คาดไม่ถึง

ก่อนจะนำเข้าสู่เนื้อหาของการสนทนาเรื่อง “ลึงค์” ข้าพเจ้าขอปูพื้นฐานเพื่อผู้อ่านจะได้มองเห็นภาพของลึงค์ในประเด็นของหัวข้อสนทนาอย่างเข้าใจ ลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ ผู้ซึ่งเป็นเทพเจ้าสูงสุดของศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย การนับถือลึงค์มีพัฒนาการมาจากการนับถืออวัยวะเพศชาย (Phallic Worship) ปรากฏแพร่หลายในวัฒนธรรมของชนโบราณทั้งในเอเชียและยุโรป เช่น อิยิปต์ ซีเรีย บาบิโลเนีย แอสซีเรีย เปอร์เซีย อินเดีย กรีซ โรม อิตาลี สเปน เยอรมันนี สแกนดิเนเวีย และกลุ่มประเทศในเอเชียอาคเนย์ เป็นต้น

คติการบูชาอวัยวะเพศชายนี้มีพัฒนาการอย่างมากในประเทศอินเดีย ชาวอินเดียใช้ลึงค์เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ หมายความว่ารูปเคารพของพระศิวะมักปรากฏในรูปลึงค์ มากกว่ารูปเทพที่เป็นมนุษย์ การบูชาลึงค์นิยมบูชาร่วมกับโยนิคืออวัยวะเพศหญิง แทนศักติหรือเทพีซึ่งเป็นพลังอำนาจฝ่ายหญิงหรืออิตถีพละ ซึ่งก็คือพระนางปารวตีหรือพระอุมานั่นเอง การบูชาลึงค์ร่วมกับโยนิถือว่าได้บุญมาก

ในคัมภีร์พราหมปุราณะ ได้เล่าเรื่องการนับถือลึงค์ไว้ว่า พระศิวะเป็นผู้ประทานลึงค์ให้คนนับถือบูชาแทนพระองค์ โดยมีเรื่องสืบเนื่องมาว่าครั้งหนึ่งบนวิมานเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับของพระศิวะและพระนางอุมาเทวี วันหนึ่งพระศิวะกับพระชายากำลังร่วมสังวาสกันอยู่ บังเอิญพระพรหม พระวิษณุและเทพยดาต่างๆ พากันไปเข้าเฝ้าพระศิวะ แต่เนื่องจากขณะนั้นพระศิวะกำลังเริงกามและมึนเมาจึงไม่ได้สนพระทัยว่าใครจะมาเข้ามาเห็นภาพอนาจารของพระองค์ พวกเทพยดาเหล่านั้นพากันตำหนิติเตียนพระศิวะต่างๆนานา แล้วพากันกลับไป พระศิวะเมื่อเสร็จกิจสร่างเมาได้สติแล้ว จึงตรัสถามบรรดาข้าราชบริพารถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อทราบรายละเอียดก็เสียพระทัยมากจนสิ้นพระชนม์ทั้ง 2 พระองค์ ก่อนสิ้นพระชนม์ได้ตรัสสั่งว่าต่อไปนี้พระองค์จะถือกำเนิดในรูปใหม่เป็นรูปอวัยวะเพศชายที่มีชื่อเรียกว่า “ลิงคัม” หากผู้ใดประสงค์จะได้ขึ้นสวรรค์ชั้นไกรลาสจะต้องบูชาลึงค์ของพระองค์ 1

ลึงค์มีหลายรูปแบบและหลายประเภทแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้าง และวัสดุที่ใช้สร้าง รวมทั้งมีลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติด้วย ในที่นี้จะกล่าวถึงลึงค์ 2 ประเภทที่พบในประเทศไทย คือ

1. สวยัมภูลึงค์ เป็นลึงค์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ลึงค์ประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นก้อนหินหรือโขดหิน หรืออาจหมายถึงภูเขาทั้งลูกที่มีอยู่ตามธรรมชาติและมีลักษณะคล้ายกับอวัยวะเพศชาย ชาวอินเดียจะให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์ธรรมชาติเหล่านี้ และมุ่งหมายว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานให้มนุษย์ไว้สักการะบูชา ในคาบสมุทรภาคใต้ของไทยมีสวยัมภูลึงค์เพียงแห่งเดียวอยู่ที่โบราณสถานเขาคา อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช

2. มานุษลึงค์ เป็นลึงค์ที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นตัวแทนของพระศิวะ จัดเป็นประเภทที่พบมากที่สุด มนุษย์สร้างลึงค์ขึ้นตามกฎเกณฑ์ที่บ่งบอกไว้ในอาคม มานุษลึงค์ที่สมบูรณ์แบบจะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆ 3 ส่วน คือ ส่วนล่างสุดเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า “พรหมภาค” ส่วนกลางรูปแปดเหลี่ยมเรียกว่า “วิษณุภาค” และส่วนยอดเป็นแท่งทรงกระบอกยอดมนเรียกว่า “รุทรภาค” ในสามส่วนนี้ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ รุทรภาค ซึ่งหมายถึงพระศิวะ

มานุษลึงค์จะวางอยู่บนแท่นฐานซึ่งก็คือฐานโยนิ ในกรณีที่ลึงค์และฐานโยนิสลักจากหินชิ้นเดียวกัน (มักจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก) ส่วนที่โผล่พ้นฐานโยนิขึ้นมามักมีแต่ส่วน “รุทรภาค” หรือเรียกว่า “บูชาภาค” สำหรับลึงค์และโยนิที่สลักแยกส่วนกัน ส่วนของฐานโยนิจะมีช่องหรือรูสำหรับสวมส่วนฐานของลึงค์ ช่อง(รู)ที่ฐานโยนิมักจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสรองรับส่วน “พรหมภาค” ของลึงค์ กล่าวคือเมื่อนำ

ลึงค์มาสวมเข้ากับฐานโยนิ ส่วนพรหมภาคจะฝังลงไปในฐานโยนิ เหลือแต่ส่วนวิษณุภาคและรุทรภาคเท่านั้นที่โผล่พ้นฐานขึ้นมา ในการประกอบพิธีบูชาลึงค์จะมีขั้นตอนการอภิเษกลึงค์ คือการสรงลึงค์ด้วยน้ำนม น้ำ เนยเหลว หรือน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ น้ำที่ได้จากการสรงลึงค์เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ นำไปใช้ในการปะพรมเป็นน้ำมนต์หรือนำไปบูชาต่อไป

ประเด็นการสนทนาในวันนั้นเริ่มจากคำถามของรุ่นพี่ที่อยากทราบว่า ทำไมลึงค์ที่วางอยู่บนฐานโยนิจึงไม่เอาส่วนหัวลึงค์(รุทรภาค)ปักลงไปในช่อง(รู)ของฐานโยนิ แม้ว่าคำถามดูเหมือนจะมีเลศนัย แต่เมื่อคิดว่าครั้งหนึ่งในอดีตนามมาแล้วแม้แต่ข้าพเจ้าเองก็ยังเคยตั้งข้อสงสัยว่าทำไมลึงค์ที่วางอยู่บนฐานโยนิจึงอยู่ในรูปลักษณะเช่นนั้นซึ่งดูจะผิดธรรมชาติ และด้วยเหตุที่เป็นคนคิดอะไรไม่ค่อยลึกซึ้งจึงตอบไปตามความเข้าใจเอาเองว่า ลึงค์ที่ตั้งวางในลักษณะโผล่หัวขึ้นมาจากฐานโยนิเพราะส่วนสำคัญที่สุดของลึงค์คือส่วนรุทรภาคหรือบูชาภาค ในการบูชาคงตั้งใจจะบูชา “รุทรภาค” คือส่วนที่แทนองค์พระศิวะ ถ้าเอาส่วนหัวทิ่มลงไปในรู (hole) ส่วนที่จะโผล่ออกมาคือวิษณุภาคและพรหมภาค ซึ่งน่าจะผิดหลักการในการบูชา

นอกจากนี้ยังได้กล่าวอ้างถึงคัมภีร์ลิงคปุราณะ ตอนที่ว่าด้วยการสร้างรูปเคารพปาง “ลิงโคทภวมูรติ” กล่าวถึงเหตุการณ์ในยุคสิ้นกัปป์และกำลังจะขึ้นกัปป์ใหม่ เมื่อพระวิษณุและพระพรหมถกเถียงกันว่าใครใหญ่กว่ากันในฐานะผู้สร้างโลกและจักรวาล จนกระทั่งพระศิวะบันดาลให้เกิดลึงค์ขนาดมหึมาที่ห้อมล้อมด้วยเปลวเพลิง เทพทั้งสองจึงหยุดทะเลาะวิวาทกันแล้วหันมาสนใจเสาเพลิงดังกล่าวว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เริ่มต้นจากที่ใดและไปสิ้นสุดที่ใด พระวิษณุแปลงกายเป็นหมูป่าขุดลงไปหาโคนลึงค์ พระพรหมแปลงเป็นหงส์บินขึ้นไปหาส่วนยอดลึงค์ ปรากฏว่าพระวิษณุหาจุดเริ่มต้นไม่พบ แต่พระพรหมลีลาท่านแพรวพราวกว่า ระหว่างแปลงเป็นหงส์เหาะขึ้นไปบนท้องฟ้า ท่านได้พบดอกไม้ดอกหนึ่งหล่นลงมาจากสวรรค์ ครั้นสอบถามดอกไม้จึงทราบว่าหล่นลงมาจากเครื่องประดับพระเศียรของพระศิวะ พระพรหมจึงขอให้ดอกไม้ไปเป็นพยานเท็จเพื่อหลอกพระวิษณุว่าทรงค้นพบส่วนยอดของเสาลึงค์และเก็บดอกไม้มาจากเครื่องประดับเศียรพระศิวะ ดอกไม้ก็ตกลงยอมไปเป็นพยานเท็จให้ พระวิษณุถูกหลอกหลงกลพระพรหมจึงยอมรับนับถือพระพรหมเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด

ระหว่างนั้นเสาเพลิงได้ระเบิดออกปรากฏรูปพระศิวะออกมาจากกลางเสา ทรงทราบว่าพระพรหมกล่าวเท็จ เป็นเทพเจ้าที่ไม่ซื่อสัตย์ จึงสาปแช่งพระพรหมว่าต่อไปนี้จะไม่มีผู้ใดเคารพนับถือท่าน ท่านจะไม่มีวิหาร(วัด)หรือแม้แต่งานฉลองในพิธีบูชาของตัวท่านเอง ส่วนดอกไม้ก็โดนหางเลขในฐานะพยานเท็จ พระศิวะทรงสาปแช่งว่าต่อไปนี้เมื่อเจ้าถูกนำไปบูชาในวิหารขอให้เจ้าจงมีอายุสั้น จงเหี่ยวเฉาภายหลังจากที่ถูกนำไปบูชาในวิหารของเรา ส่วนพระวิษณุได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพผู้ซื่อสัตย์ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านจงเป็นที่รักและได้รับการบูชาจากประชาชนเช่นเดียวกับพระองค์ 2


ด้วยเหตุนี้จึงเป็นคำอธิบายว่า ทำไมวัดในอินเดียจึงมีแต่วัดของไศวนิกายและไวษณพนิกาย ในขณะที่พระพรหมไม่เป็นที่นิยมนับถือและไม่มีวัดและเทศกาลบูชาในส่วนของพระองค์เอง เมื่อนำอธิบายเรื่องการตั้งวางลึงค์บนฐานโยนิ ส่วนที่เป็นพรหมภาคจึงจมอยู่ในฐานโยนิ มีแต่วิษณุภาคและรุทรภาคเท่านั้นที่ได้รับการบูชา

คำอธิบายของข้าพเจ้าได้รับการติติงว่าเป็นความคิดที่ติดอยู่ในกรอบทางประติมาณวิทยา (Iconography) ถ้าจะคิดให้ทะลุกรอบนี้ออกไปต้องคิดในเชิงทฤษฎีสัญญะวิทยา (Semiology) เพราะฉะนั้นปุจฉาข้อใหม่จึงถามว่า หากภาพลึงค์ที่ตั้งวางบนฐานโยนิเลียนแบบจากปรากฏการณ์จริงในเชิงสังวาส เราจะเห็นภาพนี้ได้เมื่อเราอยู่ที่ไหนถ้าสมมติให้ตัวเราเป็นมด (ตัวเล็กๆ)

คำถามนี้สร้างความงวยงงอย่างสุดขีด ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยถูกใครตั้งคำถามพิสดารล้ำลึกขนาดนี้มาก่อน ภายหลังจากคิดอยู่หลายตลบในที่สุดก็ตัดสินใจยอมแพ้ เพราะไม่สามารถหาคำตอบได้ ในที่สุดคำเฉลยของคำถามนี้ก็คือ ต้องอยู่ข้างในจึงจะสามารถมองเห็นภาพดังกล่าวนี้ คำว่า “อยู่ข้างใน” ในที่นี้หมายความว่าอยู่ในช่องคลอดจึงจะมองเห็นภาพเชิงสังวาสนี้ และนั่นเป็นการยืนยันว่าเหตุใดศาสนสถานที่ชาวอินเดียเรียกว่า วิมาน (VIMANA) ซึ่งประกอบด้วยห้องที่ใช้เป็นที่ประดิษฐานสัญลักษณ์สูงสุดจึงถูกเรียกว่า ห้องครรภคฤหะ (GARBHAGRIHA) นั่นหมายความว่าพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์กำลังดำเนินอยู่ในห้องครรภ์ อยู่ข้างในและอยู่ในจุดกำเนิดของจักรวาล

ข้าพเจ้ายอมรับแนวคิดนี้อย่างตื่นตาตื่นใจ นึกชื่นชมคู่สนทนาว่าเป็นคนช่างคิดเหลือเกิน เรื่องมหัศจรรย์ลึกล้ำแบบนี้ คนส่วนใหญ่มักคาดไม่ถึง แม้แต่นักวิชาการนามอุโฆษทั้งหลายเองก็มักติดอยู่ในกรอบความคิดทางประติมาณวิทยาด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนท่านผู้ใดจะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้หรือไม่อย่างไร ก็มิอาจปฏิเสธภูมิปัญญาของชาวอินเดียโบราณ ที่ได้อธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในความหมายของเทพเจ้า โดยใช้สื่อสัญลักษณ์ทางเพศแทนความหมายของความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง โชคลาภและความเจริญรุ่งเรือง

ระบบสัญลักษณ์ทางประติมากรรม ได้สะท้อนถึงความเชื่อในความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างจักรวาลและโลก ขยายผลต่อไปยังระบบสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมเนื่องในศาสนาฮินดู ศาสตรา จารย์โรเบิรต์ วอน ไฮด์ เกลเดร์น (Robert Von Heine Geldern) ได้ให้ทัศนะที่สะท้อนถึงความเชื่อในความสัมพันธ์ระหว่างจักรวาลและโลก ซึ่งขอยกข้อความนี้มานำเสนอเพื่อจะได้นำไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงทฤษฎีสัญญะวิทยาต่อไป“ อิทธิพลของความเชื่อในระบบจักรวาลที่มีต่อสถาปัตยกรรมในประเทศอารยะแถบอินโดจีนและอินโดนีเซียได้มีนักปราญช์หลายท่านกล่าวถึงไว้แล้ว แต่ในแง่ความสำคัญอย่างแท้จริงในฐานะที่ความเชื่อนี้ที่มีต่อแรงบันดาลใจแก่สถาปัตยกรรมของอาณานิคมฮินดู ยังไม่เป็นที่ตระหนักกันโดยสมบูรณ์ ความสัมพันธ์นี้มีพื้นฐานมาจากโลกทรรศน์ที่มีกำเนิดมาจากโลกตะวันออก ความสัมพันธ์เชิงไสยศาสตร์ระหว่างอนุจักรวาลและมหาจักรวาล ระหว่างโลกของมนุษย์กับจักรภพ ระหว่างสิ่งที่ปรากฏในโลกมนุษย์ในด้านหนึ่งกับทิศและกลุ่มดาวต่างๆ ตามความเชื่อนี้ธาตุต่างๆ สี สัตว์ พืช หิน โลหะ อวัยวะของร่างกาย อัตตา เหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น อายุ เพศ ความสมถะ ตัณหาราคะ การเกิด การตาย สรรพสิ่งเหล่านี้ล้วนมีที่ซึ่งกำหนดไว้แล้วในจักรวาลทั้งสิ้น และถูกควบคุมโดยอิทธิพลของดวงดาว ด้วยเหตุดังนี้ทำให้สิ่งของแต่ละสิ่งมี “สถานะทางไสยศาสตร์” ของตนในโครงสร้างของจักรวาล และมี “จังหวะเวลาทางไสยศาสตร์” ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ต่างๆ มนุษยชาติย่อมอยู่ภายใต้การควบคุมของพลังแห่งจักรวาลตลอดไป แนวคิดนี้ถูกนำไปปฏิบัติต่อกลุ่มทางสังคมมากเสียยิ่งกว่าต่อปัจเจกบุคคล ราชอาณาจักร นคร ราชวงศ์ ไม่มีสิ่งใดจะสามารถรุ่งเรืองได้ นอกเหนือจากทุกอย่างจะมีความสอดคล้องกลมกลืนกับพลังอำนาจของจักรวาลนี้ และเพื่อที่จะบรรลุถึงความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้ มนุษย์ได้พยายามสร้างอาณาจักร เมืองหลวง พระราชวัง เทวสถานในรูปของจักรวาลเล็กๆ(Microcosm) ซึ่งเป็นรูปจำลองย่อของโครงสร้างมหาจักรวาล (Macrocosm) มนุษย์ต้องพยายามรวมทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ตามมิติของพื้นที่และเวลา พวกเขาพยายามทำให้ราชสำนัก รัฐบาล หัวเมือง การชั่ง ตวง วัด เงินตรา จารีตประเพณีและกิจกรรมต่างๆ ประสานกลมกลืนกับกฎของธรรมชาติ ” 3
คำอธิบายของ Hiene-Geldern ชี้ให้เห็นว่าอาณาจักรโบราณในวัฒนธรรมฮินดู กำหนดรูปทรงแบบแผนทางสถาปัตยกรรมของเมืองด้วยความเชื่อว่า อาณาจักรของตนเป็นภาคหนึ่งของจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์ ศาสนสถานเป็นที่สถิตของเทพเจ้า ณ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล ฉะนั้นจึงต้อง “ถอดแบบ” มาจากแบบแผนรูปของจักรวาลชนิดที่ตนเชื่ออยู่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของราชอาณาจักรและของพระองค์ ความรู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดการพื้นที่และอวกาศคือ สถาปัตยกรรม ถูกกำหนดด้วยความรู้ต่อจักรวาล พื้นที่ถูกสร้างความหมายขึ้นและถูกแปรสภาพหรือสร้างขึ้นเป็นวัตถุด้วยระเบียบกฏเกณฑ์ตามความรู้นั้น

ถอดรหัส “ลึงค์” ด้วยทฤษฎีสัญญะวิทยา

ทฤษฎีสัญญะวิทยา (Semiology) 4 สามารถถอดความหมายจากรากศัพท์เดิมได้ว่าเป็น “ศาสตร์แห่งสัญญะ” (Science of sign) ที่พยายามจะอธิบายถึงวัฏสงสารของสัญญะ คือการเกิดขึ้น การพัฒนา การแปรเปลี่ยน รวมทั้งการเสื่อมโทรม ตลอดจนการสูญสลายของสัญญะหนึ่งๆที่ปรากฏออกมาอย่างเป็นแบบแผนและระบบระเบียบ ทฤษฎีนี้กำเนิดมาจากการคิดค้นของนักภาษาศาสตร์เมื่อคริตศตวรรษที่ 19 โซซูร์(Saussure) นักภาษาศาสตร์ชาวสวิส ผู้บุกเบิกวางรากฐานทฤษฎีสัญญะวิทยาได้นิยามวิชา Semiology ใหม่ว่า เป็นศาสตร์ที่ศึกษาวิถีชีวิตของสัญญะที่อยู่ในปริบทหนึ่งๆ ( life of sign)

สัญญะ (Sign) หมายถึง สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมาย (meaning) แทนของจริง/ตัวจริง(object) ในตัวบท (text) และในบริบท (context)หนึ่งๆ ตัวอย่างเช่น “แหวนหมั้น” เป็นสัญญะใช้แทนความหมายที่แสดงถึงความผูกพันระหว่างหญิงชายคู่หนึ่งในบริบทของสังคมตะวันตก หากเป็นบริบทของสังคมอื่นก็อาจใช้หมู ใช้กำไล ใช้อย่างอื่นๆเป็นสัญญะแทน เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าสัญญะเป็นสิ่งที่มีความหมายมากกว่าตัวของมันเอง เป็นตัวแทนความหมายของความเป็นจริง สัญญะที่เรารู้จักกันมากที่สุดก็คือ ภาษา

ในสัญญะหนึ่งๆจะมีองค์ประกอบ 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นตัวหมาย (Signifier) และตัวหมายถึง (Signified) ยกตัวอย่างแสดงความสัมพันธ์ระหว่างของจริง ตัวหมาย และตัวหมายถึง เช่น สัตว์ปีกชนิดหนึ่งเป็นของจริง (Reference) ในบริบทของสังคมไทยได้สร้างสัญญะเขียนเป็นตัวอักษรว่า “ไก่” สังคมอังกฤษเขียนว่า “ chicken” เมื่อใส่เสียง(sound) โดยเปล่งออกมาเป็นถ้อยคำว่า “ไก่” ส่วนนี้เรียกว่า “ตัวหมาย” (Signifier) เมื่อคนในแต่ละวัฒนธรรมได้ผ่านกระบวนการเรียนรู้สัญญะ (เช่นอ่านออก) เมื่อเห็นสัญญะ “ไก่” หรือ “chicken” ในหัวสมองหรือความคิดคำนึงของเขาก็จะเกิดแนวคิดจินตนาการของภาพ “ไก่” ขึ้นมา ที่เราเข้าใจกันว่า “เป็นภาพในใจหรือภาพในความคิด” (concept) ซึ่งก็คือตัวหมายถึง (Signified) เพราะฉะนั้นอักษร “ไก่” จึงหมายถึงสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวมัน แต่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีความหมายแทนของจริง ซึ่งก็คือการสร้างระบบสัญลักษณ์ (symbol)
นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นสิ่งที่สัญญะวิทยาสนใจวิเคราะห์ คือความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวบท” (text) กับปริบท (context) คำว่า “con” หรือ “บริ” มีความหมายถึงสิ่งที่อยู่รอบๆ ดังนั้น context หรือบริบท จึงหมายถึงสิ่งที่อยู่รอบๆตัวบทนั่นเอง

เมื่อนำทฤษฎีสัญญะวิทยามาถอดรหัส “ลึงค์และโยนิ” จึงมองได้ว่าสิ่งที่เห็นคือ “ตัวหมาย” ตัวมันเองแทนสิ่งที่เป็นของจริง และมีความหมายมากกว่าตัวของมัน ความสัมพันธ์ของลึงค์และโยนิ เป็นความสัมพันธ์ตามกฎของธรรมชาติซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในเชิงสังวาส (เพราะกำลังอยู่ในห้วงแห่งการกระทำระหว่างกัน) อากาศที่อยู่โดยรอบในห้องและตัวห้องแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวบทและบริบท ซึ่งคนโบราณได้กำหนดเป็นตัวหมายถึง จึงเรียกว่า “ห้องครรภ์หรือครรภคฤหะ” ภาพในความคิดจึงเป็นลึงค์ที่กำลังอยู่ในห้องครรภ์ และมีความหมายโดยนัย (Connotative meaning) ที่สัมพันธ์ระหว่างโลกและจักรวาล ตามความเชื่อทางอุดมคติของศาสนาฮินดู ระหว่างมนุษย์ โลก และจักรภพที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กลมกลืนไปตามกฎของธรรมชาติ

กล่าวโดยสรุปทฤษฎีสัญญะวิทยา เป็นเครื่องมือในการหาความหมายที่อยู่ภายใต้สัญญะหนึ่งๆ ทฤษฎีสัญญะวิทยาเสนอว่าอย่าอ่านความหมายลงไปที่ตัวอักษร (alphabet) เพราะตัวอักษรเองไม่มีความหมายอะไรในตัวจนกว่าจะมาอยู่ในบริบททางวัฒนธรรมหนึ่งๆที่มีรหัสกำหนดความหมายเอาไว้ เมื่อนำทฤษฎีสัญญะวิทยามาถอดรหัสประติมากรรมหรือสถาปัตยกรรม จึงหมายความว่าอย่าเพียงแค่อ่านลงไปบนตัววัตถุ(ที่อาจถูกตีความทางประติมาณวิทยาไว้แล้ว) แต่ให้อ่านบริบทของวัตถุจึงจะเห็นรหัสที่ตัว

วัตถุไม่ได้บอก หรือความหมายที่ซ่อนอยู่ข้างใน รหัสเป็นแบบแผนขั้นสูงที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างสัญญะต่างๆ หรือพูดง่ายๆก็คือ เราจะนำเอาสัญญะย่อยๆต่างๆมาสัมพันธ์กัน แบบแผนนี้จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างที่อยู่ในหัวสมองของเรา และจะทำงานในการรับรู้และตีความเมื่อเราเปิดรับสัญญะต่างๆ และในกระบวนการถอดรหัส (Decoding) ผู้รับและผู้ส่งไม่จำเป็นต้องถือรหัสเล่มเดียวกัน การถอดรหัสเพี้ยนเป็นกฎของการสื่อสารมิใช่เป็นข้อยกเว้น เนื่องจากฝ่ายผู้รับเองก็มีกรอบอ้างอิง (Reference) ที่นำมา สร้างรหัสต่างๆมากมาย เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการถอดรหัสที่ผิดพลาด มีเพียงการถอดรหัสที่แตกต่างไปจากผู้ส่งเท่านั้น 5 วิธีการถอดรหัสให้ใกล้เคียงกับผู้ส่งมากที่สุดก็จำเป็นต้องคิดแบบผู้ส่ง เข้าไปนั่งในหัวใจของผู้ส่ง ศึกษาวัฒนธรรมของผู้ส่ง ดังนั้นการใช้ทฤษฎีสัญญะวิทยานำมาอธิบายหลักฐานทางโบราณคดีจึงเป็นการทลายกรอบทางประติมาณวิทยาซึ่งอนาคตข้างหน้ามีโอกาสที่จะเดินไปถึงทางตัน

“ตามพรลิงเคศวร” : สัญญะของลึงค์อันเป็นหัวใจของแคว้น

การสนทนาเรื่องลึงค์ในที่สุดก็ลงเอยที่เมืองตามพรลิงค์ หากอ้างอิงทฤษฎีเชิงสัญญะวิทยาก็อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันนี้ข้าพเจ้าได้พยายามถอดรหัสคำว่า “ตามพรลิงค์” เสียใหม่ แตกต่างจากการถอดรหัสแบบเดิม คำว่า ตามพรลิงค์ ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ 24 เขียนด้วยอักษรขอม ภาษาสันสกฤต อ่านว่า “ตามพรลิงเคศวร” ซึ่งศาสตราจารย์เซเดส์ และศาสตราจารย์แสง มนวิทูร ต่างแปลเหมือนกันว่าหมายถึง เมืองตามพรลิงค์ จารึกหลักนี้เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1773 แต่ชื่อตามพรลิงค์ก็มีแนวโน้มว่าเป็นชื่อที่มีมาก่อนหน้านี้นานแล้ว อย่างน้อยใน พ.ศ. 1544 หนังสือซุ่ง ฉี(เอกสารจีน) ได้บันทึกชื่อเมือง “ตัน มาย หลิว” (TAN MEI LIV) 6 เป็นเมืองที่ส่งบรรณาการไปเมืองจีน นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นชื่อเดียวกับเมืองตามพรลิงค์
แต่ข้าพเจ้าเชื่อว่าชื่อ “ตามพรลิงค์” หรือ “ตามพรลิงเคศวร” เป็นชื่อลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ของแคว้น ทำให้แคว้นนี้ถูกกำหนดเรียกโดยชื่อของลิงค์ แนวความคิดที่เชื่อว่า “ตามพรลิงเคศวร” เป็นชื่อของลึงค์นั้นมาจากการศึกษาเปรียบเทียบกับรัฐ/แคว้น/อาณาจักร ที่ปกครองภายใต้อุดมการณ์ของศาสนาฮินดู ที่สำคัญคือกัมพูชาและจามปา

ดังได้กล่าวแล้วว่าเมืองหรืออาณาจักรเป็นภาคหนึ่งของจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์ การเชื่อมโยงจักรวาลและโลก คือการจัดการพื้นที่และอวกาศด้วยกระบวนการเข้ารหัส (Encoding) ซึ่งก็คือการสร้างสถาปัตยกรรมซึ่งถูกกำหนดด้วยระบบสัญลักษณ์ การประดิษฐานศิวลึงค์ในศาสนสถาน ณ ศูนย์กลางของราชธานี เป็นการสร้างศูนย์กลางจักรวาลและโลกลงไปที่อาณาจักรนั้น ศิวลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์จึงเป็นขวัญของบ้านเมือง/แว่นแคว้น/อาณาจักร ซึ่งเชื่อกันว่า(ลึงค์)ได้รับมอบมาจากพระศิวะ (พระอิศวร) โดยผ่าน

พราหมณ์ และพราหมณ์จะเป็นผู้มอบลึงค์ดังกล่าวถวายแด่กษัตริย์ผู้เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์ การรวม

เป็นหนึ่งเดียวระหว่างกษัตริย์และเทพเจ้าประกอบขึ้นบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าภูเขานั้นจะเป็นภูเขาธรรมชาติหรือภูเขาจำลอง พิธีกรรมดังกล่าวนี้เรียกว่าลัทธิเทวราช เริ่มปรากฏในราชอาณาจักรกัมพูชาในรัชสมัยพระพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 14 ด้วยการสถาปนาลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์บนยอดเขามเหนทรบรรพตหรือยอดเขาพนมกุเลน

ลัทธิเทวราชเป็นที่นิยมสืบต่อมาในกัมพูชา มีการสร้างลิงคะประดิษฐานอยู่ในปราสาทบนยอดเขาที่ดัดแปลงเป็นรูปทรงพีระมิดแทนสัญลักษณ์ของเขาพระสุเมรุ ลิงคะเหล่านั้นซึ่งทำหน้าที่เสมือนเป็นหลักหรือหัวใจของเมืองล้วนมีชื่อเรียกด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อ พ.ศ. 1424 พระเจ้าอินทรวรมัน ได้สถาปนาลัทธิเทวราช(การสร้างลึงค์) ขึ้นที่ปราสาทบากอง ในนาม “อินทเรศวร” ต่อมาประมาณ พ.ศ.1432-1443 พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ได้ประดิษฐานลึงค์ในนาม “ยโศธเรศวร” ขึ้นที่ภูเขากลางเมืองยโศธรปุระ(เมืองพระนครเมืองแรก) คือปราสาทพนมบาแค็ง ต่อมาประมาณ พ.ศ. 1490-1510 พระเจ้าราเชนทรวรมันได้สถาปนาลึงค์ในนาม “ราเชนทรภัทเรศวร” ประดิษฐานไว้ในศาสนสถานองค์กลางของปราสาทแปรรูป7 ในจามปา(ประเทศเวียดนาม) มีลึงค์นามว่า “ภัทเรศวร” สถาปนาโดยพระเจ้าภัทรวรมัน ประดิษฐานอยู่ในปราสาทมิเซิน ซึ่งเป็นเทวสถานแห่งแรกของจามปา

ชื่อของ”ลึงค์” เป็นคำสนธิระหว่างพระนามของกษัตริย์กับพระอิศวร ลึงค์เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจแห่งการสร้างสรรค์ของพระศิวะ จึงเป็นตัวแทนของพระราชอำนาจของกษัตริย์ ทำให้พระองค์ดำรงสถานะของความเป็นเทพเจ้าบนโลกมนุษย์อันเป็นภาคจำลองของมหาจักรวาล เพราะฉะนั้นภารกิจสำคัญอันดับแรกๆของการสร้างบ้านแปงเมืองคือการสร้างวัด/ศาสนสถาน วัดจึงเป็นศูนย์กลางของเมือง สิ่งสำคัญภายในวัดมักถูกกำหนดให้เป็นชื่อวัดด้วย มีตัวอย่างให้เห็นมากมายสืบกันต่อมาจนถึงสมัยปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น วัดมหาธาตุ สิ่งสำคัญที่สุดของวัดคือพระธาตุ เป็นเหตุให้ชื่อวัดถูกกำหนดเรียกเป็นชื่อเดียวกับพระธาตุ หรือวัดพระศรีสรรเพ็ชรในพระนครศรีอยุธยา ชื่อวัดมาจากพระนามของพระพุทธรูปประธานภายในวัด เป็นต้น นอกจากนี้หากมองลงไปในระดับบ้านก็จะเห็นว่าชื่อวัดกับชื่อบ้านมักจะเป็นชื่อเดียวกัน

ข้าพเจ้าจึงเชื่อว่าชื่อตามพรลิงค์มาจากชื่อลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นหัวใจของเมือง/แคว้น/อาณาจักร ลึงค์นี้ประดิษฐานอยู่บนภูเขาซึ่งปัจจุบันรับรู้กันนาม “เขาคา” เป็นลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ(สวยัมภูลึงค์) ชื่อเมือง/แคว้น/อาณาจักรจึงถูกกำหนดเรียกเป็นชื่อเดียวกับชื่อลึงค์ ข้อสมมติฐานนี้ได้รับการสนับสนุนจากคู่สนทนาทุกประการ โดยขยายความต่อสอดรับกับแนวคิดของข้าพเจ้า กล่าวคือได้มีการยกตัวอย่างคำว่า “มนุษย์” ซึ่งแปลว่า “ใจ” เมื่อพูดถึงมนุษย์ได้มีการสร้างสัญญะโดยชี้ไปที่ใจ ไม่ใช่ที่ร่างกาย (body) ใจในที่นี้หมายถึงจิต(mind) และจิตจึงเป็นที่มาของตัวตน อีกตัวอย่างหนึ่งคือ คำว่า “ปุระ” ซึ่งปัจจุบันรับรู้กันว่าหมายถึง “เมือง” แต่ในอดีต “ปุระ” เป็นสัญญะที่รับรู้กันในความหมายของ “วัด” ทำให้ผู้เขียนนึกถึงวัดฮินดูในเกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ที่เรียกวัดว่า “ปุรา” (Pura)

ด้วยเหตุนี้ชื่อของเมือง(โบราณ)จึงเป็นไปได้ที่จะมาจากชื่อของวัด เพราะต้องการระบุลงไปที่หัวใจของเมืองซึ่งก็คือ “วัด” จากการถอดรหัสโดยการตีความว่าเขาคาคือที่ประดิษฐานลึงค์อันศักดิ์สิทธิ์ที่มีนามว่า “ตามพรลิงเคศวร” ภูเขาทั้งภูเขาเป็นศาสนสถานซึ่งก็คือวัด การชี้ไปที่หัวใจของเมืองและสิ่งสำคัญของวัดซึ่งก็คือลึงค์ จึงกลายเป็นสัญญะที่รับรู้กันต่อมาในชื่อ “เมืองตามพรลิงค์”

บทส่งท้ายของบทความนี้ต้องการชี้ให้เห็นประโยชน์ของทฤษฎีสัญญะวิทยา ที่สามารถนำมาใช้ในการอธิบายหรือหาความหมายให้กับสิ่งต่างๆรอบตัวได้ในทุกๆวงการ ในแวดวงโบราณคดีหากนักโบราณคดีจะเริ่มมองสัญญะและใช้ทฤษฎีสัญญะวิทยาวิเคราะห์หลักฐานที่ต่างไปจากกรอบทางประติมาณวิทยา อาจทำให้เราได้พบรหัสใหม่ๆที่ตัวเราเองไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทฤษฎีสัญญะวิทยาจึงเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มขอบฟ้าทางปัญญา

--------------------------------------------------

1 ผาสุข อินทราวุธ , ศิวลึงค์ : ในภาคใต้ , สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 9 ,2529 หน้า 3535-3536

2 Shakuthala jagannathan , Elephanta , India Book House Education Trust , Bombay , page 14-17

3 เซเดส์ ,ยอร์ช , เมืองพระนคร นครวัด นครธม , ปรานี วงษ์เทศ แปลจาก ANGKOR ; AN INTRODUCTION , 2543, หน้า 63-64

4 กาญจนา แก้วเทพ, การวิเคราะห์สื่อ : แนวคิดและเทคนิค , ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย , กรุงเทพฯ : บริษัท อินฟินิตี้เพรส จำกัด , 2541 , หน้า 80-82

5 กาญจนา แก้วเทพ , เรื่องเดิม , หน้า 95


6 ชื่อ ตัน หม่า หลิง อันน่าจะหมายถึงเมืองตามพรลิงค์ ปรากฏในหนังสือของเจาจูกัว เมื่อ พ.ศ. 1768 และหนังสือของ
หวัง ต้า หยวน เมื่อ พ.ศ. 1873-1883

7 เซเดส์ , เรื่องเดิม , หน้า 147

--------------------------------------------------
หนังสืออ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ , การวิเคราะห์สื่อ : แนวคิดและเทคนิค , ภาควิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, กรุงเทพฯ: บริษัท อินฟินิตี้เพรส จำกัด,2541
เซเดส์, ยอร์ช , เมืองพระนคร นครวัด นครธม , ปรานี วงษ์เทศ แปลจาก ANGKOR : AN INTRODUCTION , ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ , กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน , พิมพ์ครั้งที่ 6 , 2543
ผาสุข อินทราวุธ, “ ศิวลึงค์ : ในภาคใต้ ” สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 9 , สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา , กรุงเทพฯ: อมรินทร์การพิมพ์ ,2529
Shakuthala Jagannathan , Elephanta , India Book House Education Trust, Bombay
จาก : โบราณคดี
 



มนต์เสนห์ของ...ปลัดขิก
จาก : คมชัดลึก เจาะข่าวทั่วไทย

ในบรรดาเครื่องรางของขลัง ที่โบราณาจารย์นิยมจัดสร้างขึ้น มีเครื่องรางประเภทหนึ่ง มีลักษณะรูปร่างแปลกตาไปจากวัตถุมงคลประเภทอื่น กล่าวคือ จะมีสัณฐานเป็นรูป "ลึงค์" หรืออวัยวะเพศชาย โดยจัดสร้างขึ้นมามากมาย หลายขนาด ตั้งแต่เล็กจิ๋วกว่าปลายนิ้วก้อย ไปจนถึงขนาดเท่าของจริง และขนาดใหญ่โตมโหฬาร สูงท่วมหัว

เครื่องรางชนิดนี้ได้รับความนิยมพกติดตัว ตลอดจนเคารพบูชากันเป็นที่เอิกเกริก ซึ่งเรารู้จักกันในชื่อของ "ปลัดขิก"

ด้วยความนิยมใช้ปลัดขิก ถึงขนาดที่ว่ามีการท่องไล่เลียง "ของดี" หรือของสุดยอดของเครื่องราง ที่คู่ควรสะสมไว้ว่า

"ปลัดขิกหลวงพ่อเหลือ เสือหลวงพ่อป่าน หนุมานหลวงพ่อสุ่น วัวปั้นหุ่นวัดศรีษะทอง เบี้ยแก้กันวัดนายโรง ตะกรุดหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง"

ความเป็นมาของ "ปลัดขิก" ค่อนข้างเกี่ยวพันกับคติความเชื่อดั้งเดิมในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ โดยเชื่อว่า "ลึงค์" หรืออวัยวะเพศชาย เป็นบ่อเกิดแห่งสรรพสิ่งมีชีวิตในจักรวาล อันเป็นรากฐานมาจากคติการบูชา "ศิวลึงค์" หรือลึงค์ของพระศิวะ ในลัทธิไศวนิยาย ที่บูชาพระศิวะเป็นใหญ่ อันเป็นที่มาของการเรียก "ลึงค์" ว่า "เจ้าโลก"

ซึ่งแตกต่างจากอีกนิกายหนึ่งในศาสนาฮินดูที่เคารพบูชา "โยนี" หรือ อวัยวะเพศหญิง ในลัทธิศักติ ที่เชื่อว่าสรรพสิ่งต่างๆ จะเกิดขึ้นได้ต้องประกอบด้วยโยนี

การบูชาลึงค์ค่อยๆ เผยแพร่ในสยามประเทศ เนื่องมาจากขอมเคยมีอิทธิพลอยู่ในบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งไทยเราก็รับคติดังกล่าวมาประยุกต์ดัดแปลงและกำหนดเอกลักษณ์เฉพาะตัวขึ้น

มีบางคนตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดความเชื่อของฮินดูจึงเข้ามาผูกพันกับพุทธศาสนา โดยเฉพาะในกรณีของปลัดขิก สาเหตุก็คือพุทธศาสนานั้นได้ปรับเปลี่ยนและดัดแปลงเอาความเชื่อดั้งเดิมในวิถีชีวิตมนุษย์ตลอดจนความศรัทธาอื่นๆ เข้ามาด้วยกัน เพื่อประโยชน์ในการเข้าถึงรากเหง้าดั้งเดิม ตลอดจนเป็นกุศโลบายในการเผยแพร่ศรัทธาที่ไม่ขัดแย้งกับความเชื่ออื่นๆ เช่น

ประเพณีบุญบั้งไฟของชาวอีสาน เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลาง

สองพิธีกรรมที่อยู่คนละภาคนี้ มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของสัญลักษณ์ที่ใช้ส่อไปทางเพศสัมพันธ์ เช่น การใช้ไม้มาแกะสลักเป็นอวัยวะเพศชาย เรียกว่า "บักแบ้น" หรือ "ปลัดขิก" ในอีสาน หรือ "ขุนเพ็ด"

ประเพณีแห่ผีตาโขน ของชาว อ.ด่านซ้าย จ.เลย ผีทุกตัวจะถืออาวุธในมือ ซึ่งทำด้วยทางมะพร้าว โดยทำด้ามเป็นลักษณะเหมือนปลัดขิก นอกจากนี้แล้ว ปลัดขิกยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องรางป้องกันอาถรรพณ์อีกหลายอย่าง เช่น ในช่วง ๔-๕ ปี ที่ผ่านมา ชาวบ้านร้อยเอ็ด กลัว ผีแม่ม่าย จะมาเอาชีวิต ผู้ชายในหมู่บ้านจึงแก้เคล็ดด้วยการ ทำปลัดขิกขนาดใหญ่ ติดหน้าบ้านของผู้ชายที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยอักษร "ส" และ "ย" อันเป็นเป้าหมายของผีแม่ม่าย

ส่วนการนำปลัดขิกมาใช้เป็นเครื่องรางสำหรับพกพาติดตัวนั้น จากหลักฐานที่ปรากฏ จะพบว่า ปลัดขิกยุคเริ่มแรก สร้างจากแก่นไม้ที่มีสรรพคุณทางรักษา และป้องกันโรค เช่น แก่นของต้นคูณ ซึ่งมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า "CASSIAFISTULA, LINN" ผู้คนพกพาติดตัวเดินทางไกล เมื่อจะกินน้ำตามห้วยหนองคลองบึงต่างๆ ก็จะใช้ปลัดขิกฝนผสมเข้าไป เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในน้ำ

ต่อมาเมื่อกิตติศัพท์ทางแคล้วคลาดรอดพ้นจากโรคภัยและอันตรายต่างๆ ขจรขจายออกไป ก็เกิดความนิยมในการเสาะแสวงหา บรรดาพระเกจิอาจารย์ต่างๆ จึงพากันจัดสร้างปลัดขิกตามตำรับของตน จนเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา

เมื่อพระเกจิอาจารย์เริ่มสร้างปลัดขิก ท่านก็รวบรวมเอาความรู้ต่างๆ ดำเนินการปลุกเสก และจัดสร้าง มีการเลือกไม้หรือวัสดุอันเป็นมงคลตลอด จนจดจารพระคาถา เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นใจให้ผู้คนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นอานุภาพของปลัดขิกจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการรักษาป้องกันโรคแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ได้กลายสภาพเป็นเครื่องรางของขลัง (Charm and Talismans) โดยมีความเชื่อว่ามีอานุภาพทางด้านป้องกันอันตราย มีเสน่ห์เมตตามหานิยม โชคลาภ การทำมาค้าขาย หรืออื่นๆ อีกด้วย

ในความเป็นจริงแล้ว ปลัดขิกถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของเพศชายมาแต่โบราณ ปลัดขิกดอกน้อยๆ จะถูกผูกไว้ที่สะเอวของเด็กเพศชาย ซึ่งนอกจากความเชื่อในด้านป้องกันอันตรายแล้ว ยังเป็นเครื่องมือที่บ่งชี้ในเรื่องเพศอย่างเด่นชัด

อย่างไรก็ตาม มีผู้คนสงสัยมากมาย ถึงชื่อและความหมายของ "ปลัดขิก" บางคนก็ถามแบบยั่วโทสะว่า ทำไมไม่เรียก "นายอำเภอขิก" หรือ "ผู้ว่าขิก" บางท่านสันนิษฐานว่า คนแขวนคนแรกคงเป็นปลัดขิก ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการพ้องเสียงมาจากคำว่า "ปราศวะ" ในภาษาสันสกฤษ ซึ่งแปลว่า "เคียงข้าง" ในขณะที่ภาษาไทยเราจะเรียกผู้อยู่เคียงข้างนายอำเภอว่า "ปลัดอำเภอ" ผู้อยู่เคียงข้างผู้ว่าราชการจังหวัดว่า "ปลัดจังหวัด"

เหตุที่ให้ความหมายว่าเคียงข้าง หรือผู้อยู่เคียงข้าง เนื่องจากเวลาแขวนปลัดขิกนั้น ผู้ใช้ไม่ได้คล้องคอ หากแต่ผูกอยู่ที่สะเอว หรือบริเวณสีข้าง เรียกว่าไปไหนไปด้วยกัน และสมัยก่อนก็นิยมแขวนให้ห้อยออกมานอกร่มผ้า เมื่อสาวแก่แม่ม่ายเห็นรูปอวัยวะเพศชายห้อยออกมา ก็พากันหัวเราะหัวใคร่ "คิกคิกคักคัก" กันเป็นที่สนุกสนาน ผู้คนก็เลยเรียกกันว่า "ปลัดคิก" ก่อนจะเพี้ยนมาเป็น "ปลัดขิก" ในปัจจุบัน

โบราณาจารย์ในสยามประเทศ นิยมสร้างเครื่องรางชนิดนี้กันอย่างแพร่หลาย บ้างก็ลงอักขระเลขยันต์ เช่น อะ อุ มะ หรือ โอม อันเป็นการสรรเสริญ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ในศาสนาฮินดู บ้างก็จารจารึกอักขระอื่นๆ พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงทางด้านการสร้างปลัดขิกก็คือ หลวงพ่อเหลือ วัดสาวชะโงก จ.ฉะเชิงเทรา หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ จ.ชลบุรี เป็นต้น

ปัจจุบันแม้โลกจะเจริญก้าวหน้าด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ผู้คนก็ยังนิยมบูชาเครื่องรางที่เรียกว่า "ปลัดขิก" กันอย่างแพร่หลาย ตามกระเป๋าพ่อค้าแม่ขายจะใส่ปลัดขิกดอกน้อยไว้เพื่อให้ทำมาค้าขึ้น บางคนก็ตั้งไว้หน้าร้าน ปิดทองอย่างสวยงาม

นัยได้ว่า "ปลัดขิก" กลับแหวกกระแสของความเจริญเข้ามาอยู่ในความศรัทธาของสังคมไทย และก้าวไปพร้อมความเจริญ โดยมิได้ตกยุคตกสมัยแต่อย่างไร
 



วันของหลุมดำบนโลก
เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com


Aerial view of Geneva, the red circle indicates the location of the underground tunnel housing CERN's Large Hadron Collider (LHC).

แล้ววันที่เครื่องเร่งอนุภาคทรงพลังที่สุดในโลกเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นทางการ ก็มาถึงและผ่านไป


ท่ามกลางกระแสความตื่นเต้นของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทั่วโลก และกระแสความตื่นกลัวของผู้คนทั่วไปทั่วโลก ที่รุนแรงถึงระดับวันสิ้นโลก!
วันที่ 10 ก.ย. 2008 จะต้องถูกบันทึกไว้อย่างแน่นอนในประวัติศาสตร์เหตุการณ์สำคัญของวิทยาศาสตร์โลก เพราะวันที่ 10 ก.ย. นั้น เป็นวันที่นักวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่งกำลังหวังว่า จะได้ “เห็น” (ถึงแม้จะไม่ใช่ด้วยสายตาโดยตรง) การเกิดของหลุมดำบนโลกจากฝีมือมนุษย์...

ในขณะที่คนจำนวนมากทั่วโลก เกิดความหวาดวิตกว่า จะเกิดหลุมดำขึ้นมาบนโลกจากฝีมือการสร้างของมนุษย์ และหลุมดำที่เกิดขึ้น จะเป็นหลุมดำมหาภัย ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวหลุมดำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดาวเคราะห์โลก เป็น “วันสิ้นโลก” ตามคำพยากรณ์ถึงวาระสุดท้ายของโลกที่มีอยู่เป็นประจำ...

ความหวาดวิตกที่เป็นกระแสไปทั่วโลก ร้ายแรงถึงขั้นอย่างน้อยได้คร่าชีวิตของวัยรุ่นหญิงอินเดีย อายุ 16 ปีคนหนึ่ง ที่เกิดวิตกจริตจากภัยของหลุมดำฝีมือมนุษย์ จนกระทั่งชิงฆ่าตัวตายด้วยยาฆ่าแมลง ในวันที่ 10 ก.ย.. 2008 นั้น

แล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงหวังว่า หลุมดำจะได้เกิดขึ้น (จากฝีมือการสร้างของมนุษย์เป็นครั้งแรก) ในขณะที่คนจำนวนมากทั่วโลก หวาดวิตกถึงขั้นเกิดวิตกจริต ร้ายแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย?

ในวันที่ 10 ก.ย. 2008 องค์การยุโรปเพื่อการวิจัยนิวเคลียร์ (European Organization For Nuclea Research) หรือที่รู้จักเรียกกันสั้นๆ เป็น CERN (เซิร์น) อยู่ใกล้กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้เริ่มต้นเดินเครื่องเร่งอนุภาคทรงพลังที่สุดในโลกถึงขณะนี้ ชื่อ LHC (แอลเอชซี) จากชื่อเต็ม Large Hadron Collider อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางผู้คนจำนวนมากมายที่แห่แหนไปชมการเริ่มต้นทำงานของเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ เซิร์น โดยตรง อย่างที่เกิดขึ้นไม่บ่อย และชมกันทั่วโลกผ่านการถ่ายทอดสดทางอินเทอร์เน็ตอย่างคับคั่ง จนกระทั่งเว็บไซต์ที่เชื่อมต่อบางแห่งถึงกับล่ม เพราะผู้คนแห่กันเข้าไปดูมากเกินไป

ฮาดรอน (Hadron) เป็นชื่อเรียกกลุ่มอนุภาคชนิดหนัก เช่น โปรตอน นิวตรอน ไพเมซอน เป้าหมายการทำงานของเครื่องแอลเอชซี คือ บังคับให้อนุภาคจำพวกฮาดรอน เคลื่อนที่ในอุโมงค์สุญญากาศเป็นวงกลม มีเส้นรอบวงยาวประมาณ 27 กิโลเมตร

ในวันที่ 10 ก.ย. 2008 สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ได้มีการปล่อยลำอนุภาคโปรตอนเข้าไปในท่อ หรืออุโมงค์ของเครื่อง มีสภาพเป็นสุญญากาศ แล้วสนามแม่เหล็กเข้มข้น ก็เป็นตัวควบคุมให้โปรตอนเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง วิ่งวนไปในอุโมงค์ ซึ่งเมื่อเปิดทำงานเต็มที่ โปรตอนสามารถจะเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงเกือบเท่าแสง คือ 99.99 เปอร์เซ็นต์ของความเร็วแสง ลำอนุภาคโปรตอนจะเคลื่อนที่รอบอุโมงค์เครื่องแอลเอชซีได้มากถึงกว่า 1.1 หมื่นรอบต่อวินาที

แล้วหลุมดำจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หลุมดำ... ถ้าเกิดขึ้น... จะเกิดจากการที่ลำอนุภาคโปรตอนสองลำเคลื่อนที่ไปในอุโมงค์ในทิศทางตรงข้ามกัน แล้วก็ชนกัน เกิดสภาวะคล้ายกับสภาพของจักรวาลหลังการเกิดบิกแบงในอดีต อันเป็นตัวกำเนิดของจักรวาลของเรา เมื่อประมาณ 1.4 พันล้านปีก่อน

จากการชนกันของโปรตอนอย่างรุนแรงนี้เอง เป็นที่มาของทั้งความหวังและความหวาดกลัวเรื่องหลุมดำกันทั่วโลก

จริงๆ แล้ว เรื่องหลุมดำเป็นเพียงเรื่องหนึ่ง ที่วงการวิทยาศาสตร์หวังว่าจะเกิดขึ้นจากการทำงานของเครื่องแอลเอชซี เพราะเป้าหมายและความคาดหวังของวงการวิทยาศาสตร์จากเครื่องแอลเอซซี ที่สำคัญนอกเหนือไปจากเรื่องหลุมดำแล้ว ก็คือ ความคาดหวังว่า อาจจะได้พบหลักฐานข้อมูลเกี่ยวกับอนุภาคฮิกส์ (Higgs Particle), สสารมืด, พลังงานมืด และมิติของจักรวาลมากกว่า 4 มิติ (เกี่ยวเนื่องกับทฤษฎีซูเปอร์สตริง)

ความคาดหวังสูงสุดจากเครื่องแอลเอชซี คือ การค้นพบ อนุภาคฮิกส์ ซึ่งเรียกกันเป็น God Particle (อนุภาคพระเจ้า) เพราะจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจกระบวนการเกี่ยวกับแรงดึงดูดโน้มถ่วง ดังเช่น ที่นักวิทยาศาสตร์ได้จากโฟตอนสำหรับเรื่องของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

แล้วเรื่องของการมองต่างมุมเกี่ยวกับหลุมดำจากเครื่องแอลเอชซี ของนักวิทยาศาสตร์ กับที่เป็นกระแสข่าวถึงระดับ “วันสิ้นโลก” ล่ะ?
สำหรับนักวิทยาศาสตร์ ตั้งความหวังว่า การชนกันของโปรตอน ที่ทำให้เกิดพลังงานสูงในระดับใกล้เคียงกับสภาพของจักรวาล หลังการเกิดบิกแบงใหม่ๆ ทำให้เกิด หลุมดำจิ๋ว ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง จะมีขนาดเล็กจิ๋วเพียงระดับเป็น 10 เมตรและมีอายุสั้นมากเพียงระดับ 10 วินาทีเท่านั้น แล้วหลุมดำจิ๋วก็จะสลายตัวไป

ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จะไม่ได้เห็นหลุมดำจริงๆ แต่ถ้าหลุมดำจิ๋วเกิดขึ้น สิ่งที่จะได้เห็น คือ ผลจากการสลายตัวของหลุมดำจิ๋ว เป็นอนุภาค และ/หรือพลังงาน ซึ่งเปรียบเป็นเสมือนกับร่องรอยหลักฐาน ทิ้งให้นักวิทยาศาสตร์ได้สืบสวน ย้อนกลับไปหาข้อสรุปว่า หลุมดำได้เกิดขึ้นจริงหรือไม่

ส่วนหลุมดำในความเข้าใจของผู้คนที่ตื่นตระหนก จะเป็นหลุมดำในลักษณะแบบเดียวกับหลุมดำที่มีอยู่จริงในอวกาศ เช่น ซากของดาวฤกษ์ที่ยุบถล่มตนเอง เปลี่ยนสภาพไปเป็นหลุมดำ และจะเป็นหลุมดำเจ้าตัวหิว ที่จะดึงดูดทุกสิ่งโดยรอบ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ ฝุ่นผง ดวงดาว หรือยานอวกาศ ถ้าเข้าไปใกล้ถึงจุดที่ “กลับไม่ได้”

ภาพที่วิตกกัน คือ จากการทำงานของเครื่องแอลเอชซี จะทำให้เกิดหลุมดำ ซึ่งอาจจะเริ่มจากขนาดเล็กจิ๋ว แล้วก็จะดึงดูดทุกสิ่งโดยรอบ แม้แต่ตัวดาวเคราะห์โลกทั้งดวง ซึ่งหลุมดำในลักษณะที่วิตกกันนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจกระบวนการทำงานของเครื่องแอลเอชซี รับประกันได้ว่า จะไม่สามารถเกิดขึ้น

หลักฐานยืนยันอย่างเป็นรูปธรรมว่า หลุมดำอย่างที่วิตกกัน จะไม่เกิดขึ้น ก็คือ...

ถ้าหลุมดำดังที่หวาดกลัวกันเกิดขึ้นได้ และทำลายโลกได้ ถึงขณะนี้ (ที่ท่านผู้อ่านกำลังอ่านเรื่องนี้อยู่) โลกก็ได้ถูกหลุมดำกินไปเรียบร้อยแล้ว เพราะจริงๆ แล้ว ก่อนวันที่ 10 ก.ย. ที่มีการเดินเครื่องแอลเอชซี อย่างเป็นทางการนั้น ได้มีการทดลองเดินเครื่องมาก่อนแล้ว ตั้งแต่เดือน พ.ค. 2008 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเดือน ส.ค. 2008 ที่มีการทดลองเดินเครื่องให้โปรตอนได้ชนกันอย่างใกล้เคียงกับสภาพการทำงานจริงของเครื่องแอลเอชซี...

แต่ข้อเท็จจริงที่ว่า ขณะนี้ โลกก็ยังอยู่ ท่านผู้อ่านก็ยังกำลังอ่านเรื่องนี้ได้อยู่ เป็นหลักฐานสำคัญว่า หลุมดำ ดังที่หวาดกลัวกัน ไม่สามารถจะเกิดขึ้นจากเครื่องเร่งอนุภาคทรงพลังที่สุดในโลกวันนี้ได้!


เรื่อง : ชัยวัฒน์ คุประตกุล Kshaiwat2@hotmail.com
วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551


เราได้อะไรบ้างจาก ‘เซิร์น’
เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี

“กวี กล่าวว่า วิทยาศาสตร์พรากความงามไปจากดวงดาว ให้เหลือเพียงแค่ก้อนกลมๆ ของอะตอมและก๊าซ ผมไม่คิดว่ามีอะไรที่เป็น ‘เพียงแค่’ ผมเองก็เห็นดาวยามค่ำคืนในทะเลและสัมผัสมันได้

แต่ผมเห็นมันน้อยลงหรือมากขึ้น ความกว้างใหญ่ไพศาลของสวรรค์มีมากเกินจินตนาการ ความคิดจึงติดแค่วังวนของชีวิตธรรมดา สิ่งที่ผมต้องการมากที่สุดก็คือการให้คุณได้เข้าใจโลกที่สวยงาม และวิถีทางของนักฟิสิกส์ และอาจเป็นกระทั่งว่า คุณอยากร่วมการผจญภัยครั้งใหญ่ที่สุดที่สมองมนุษย์เคยสร้างมา”

ริชาร์ด ฟายน์แมน -- คัดย่อจากหนังสือ ควอมตัม จักรวาลใหม่
เราได้อะไรจาก LHC

การทดลองที่เซิร์น Cern (European Organization for Nuclear Research) กับเครื่องเร่งอนุภาค LHC (Large Hadron Collider) อาจเป็นการทดลองสะท้านโลกที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดในโลก เครื่องจักรทางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุด เพื่อทดลองกับสิ่งเล็กที่สุดในจักรวาล (ณ เวลานี้) อย่างเรื่องอนุภาค ซึ่งในสายตาของคนทั่วไปอาจมองว่าทดลองแล้วได้อะไร มากกว่าที่จะมองว่าคำตอบของสิ่งที่อยู่รอบข้าง และความมีตัวตนของเราในจักรวาลเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์ที่น่าจับตามองมากที่สุดในโลก

“หากเราจะมองว่าการทดลองเรื่องอนุภาคที่เซิร์นให้อะไรกับมนุษยชาติบ้าง เราก็ต้องบอกว่าการทดลองเรื่องการยิงอนุภาคนั้นยังห่างไกลจากการใช้งานในชีวิตประจำวันของเรามาก เพราะการทดลองที่เซิร์นนั้นเป็นเพียงการทดลองเพื่อทดสอบทฤษฎี กลศาสตร์ควอนตัม ที่ได้จากการคำนวณมาแล้วอย่างดีว่า เมื่อเร่งอนุภาคโปรตอนให้เข้าใกล้ความเร็วแสง (ไม่ใช่ความเร็วแสงอย่างที่เข้าใจกัน) แล้วจับมาชนกันที่ความเร็วใกล้เคียงแสงให้เกิดการแตกตัว ซึ่งเป็นการทดลองที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน

เราอาจค้นพบอนุภาคและแรงชนิดใหม่ๆ ที่กำลังค้นหากันอยู่ หรือที่เรารู้จักกันชื่ออนุภาค ฮิกส์ (Higgs Boson) จากเจ้าของทฤษฎี ปีเตอร์ ฮิกส์ (Peter Higgs) แต่ในบ้านเรามักจะเรียกอนุภาคนี้ว่าอนุภาคพระเจ้า ที่จะเป็นกุญแจไขความลับของปรากฏการณ์ต่างๆ ในอวกาศที่เรายังไม่เข้าใจอีกมาก อย่างเรื่องการมีตัวตนกำเนิดจักรวาล อนุภาคแรงโน้มถ่วง หลุมดำ ปริศนากาลอวกาศและเวลา ของไอน์สไตน์

ผลการทดลองนี้ไม่ว่าจะพบหรือไม่พบอนุภาคใหม่อย่างที่เราเข้าใจกัน สิ่งที่เราได้รับก็คือ หากทฤษฎีถูกต้องจะนำไปสู่การค้นคว้าทดลองเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่หากไม่เป็นไปตามทฤษฎีที่ตั้งไว้ นักวิทยาศาสตร์ก็จะมาเรียนรู้พฤติกรรมของอนุภาคอีกครั้ง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ อันนำไปสู่การตั้งทฤษฎีเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น” ดร.ปิติพร ถนอมงาม ภาควิชาฟิสิกส์ประยุกต์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ให้ความเห็นเรื่องการทดลองเครื่อง LHC กับประโยชน์ใช้งานในชีวิตประจำวันของคนทั่วไป

“ผมใช้เวลาค้นหาวัสดุเพื่อนำมาใช้ทำหลอดไฟนับร้อยนับพันชนิด กว่าจะพบวัสดุที่ใช้ทำหลอดไฟได้ดีที่สุดเพียงชนิดเดียว แต่นั่นก็ทำให้ผมได้รู้ว่ามีวัสดุอะไรบ้างที่ไม่สามารถนำมาใช้ทำหลอดไฟได้” โทมัส อัลวา เอดิสัน กล่าว

เครื่องกำเนิดแสงสยาม

การทดลองของเซิร์นนั่นคงไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่นแน่นอน เพราะไม่ถึง 1 สัปดาห์หลังจากเดินเครื่อง LHC ก็พบปัญหาการยิงอนุภาคไม่ครบรอบและเครื่องทำความเย็นในวงแหวน แม้กระทั่งการค้นหาอนุภาคที่เชื่อกันว่ามีอายุสั้นที่สุดและหาพบได้ยากที่สุด ก็ใช่ว่าจะหาพบกันได้ง่ายๆ เพราะก่อนหน้านั้นก็มีการทดลองการยิงอนุภาคมาแล้วที่ เฟอร์มิแลบ สหรัฐอเมริกา แต่ก็ยังไม่พบอนุภาคฮิกส์ที่ว่า เพราะยังไม่มีการทดลองที่ระดับความเร็วเข้าใกล้แสง ซึ่งเจ้าของทฤษฎี ปีเตอร์ ฮิกส์ ได้ออกมาบอกว่า เฟอร์มิแลบ (Fermilab’s Tevatron) อาจค้นพบก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นเพราะปริมาณข้อมูลที่มากเกินไปทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์ได้

สำหรับเซิร์นอาจไกลตัวเกินไปสำหรับเรา ลองมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ซึ่งเราเองก็มีเครื่องเร่งอนุภาคกับเขาเหมือนกัน เพียงแต่มีขนาดที่เล็กกว่าหลายเท่า และใช้เพื่อการทดลองรังสี ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มีชื่อว่า เครื่องกำเนิดแสงสยาม เป็นเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอน (ซินโครตรอน เป็นแสงที่มีคุณลักษณะพิเศษ เกิดขึ้นเมื่อเช่น อนุภาคอิเล็กตรอน ถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่ด้วยสนามแม่เหล็ก มีประโยชน์อย่างยิ่งต่องานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันถูกใช้ในงานหลายๆ สาขา เช่น ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา เภสัชวิทยา แพทยศาสตร์ และธรณีวิทยา)

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการเร่งเครื่องอนุภาคก่อนว่าเครื่องเร่งอนุภาคนั้นมีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ ก็คือเครื่องเร่งเพื่อชนอนุภาค ซึ่งจำเป็นต้องใช้พื้นที่การทดลองขนาดใหญ่เหมือนที่เซิร์นได้ทำ และเครื่องเร่งอนุภาคเพื่อใช้แสงซินโครตรอน เป็นการเร่งอนุภาคเหมือนกัน แต่เป็นการนำแสงที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาค้นคว้าโครงสร้างโปรตีน เอนไซม์ เพื่อคิดสูตรพัฒนายารักษาโรคที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

“แม้เครื่องยิงอนุภาคจะให้ตัวทดลองให้เราเข้าใจเรื่องอนุภาคมากขึ้น ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเราได้ก็คงไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะทุกวันนี้เราก็มีการใช้งานในระดับอนุภาคอย่างแพร่หลาย อย่างน้อยๆ เครื่องรับโทรทัศน์แบบหลอดภาพก็มีใช้หลักการยิงลำอิเล็กตรอน ซึ่งเป็นอนุภาคชนิดหนึ่งมาสร้างภาพปรากฏบนจอภาพที่เราใช้งานตามบ้านกันอยู่ทุกวัน หรือแม้แต่การใช้งานระดับผลข้างเคียงอย่างรังสีเอกซ์นำมาใช้ตรวจสอบโครงสร้างต่างๆ การวิจัยค้นคว้ายารักษาโรค ก็เป็นผลจากการใช้งานชนิดข้างเคียงในระดับอนุภาคเพื่อนำรังสีที่ได้มาใช้เช่นกัน”ดร.ปิติพร อธิบายการใช้งานระดับอนุภาคที่มีอยู่ในปัจจุบัน

หากเราจะเทียบเครื่องเร่งอนุภาคที่เซิร์น กับเครื่องกำเนิดแสงสยามใช้นั้นล้วนประโยชน์เหมือนกัน ต่างกันที่การทดลองในเครื่องแสงสยามของไทยนั้น เป็นการนำความสามารถการเร่งอนุภาคเพื่อนำรังสีมาใช้งานโดยตรง เหมือนหมอจัดยารักษาคนไข้ คนไข้จะรู้สึกว่าหมอเก่งที่รักษาตัวเองให้หายป่วยได้ แต่การทดลองของเซิร์นนั้นจะนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆ คำตอบในอาณาจักรสิ่งเล็กๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นตัวเราและจักรวาล คำตอบที่ไอน์สไตน์ครุ่นคิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต เหมือนกับหมอที่ทุ่มเทเวลาไปกับการค้นคว้าและวิจัยเพื่อแนวทางการรักษาใหม่ๆ และตัวยาชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

การทดลองนี้อย่ามองเป็นเรื่องไกลตัว เพราะรอบๆ ตัวเราก็อยู่กับสิ่งที่ทำงานโดยอนุภาคเล็กๆ อย่างเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์ จอโทรทัศน์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ยารักษาโรค การฉายรังสี ทุกอย่างมีพื้นฐานจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการค้นคว้าทดลองมาแล้วทั้งสิ้น ทุกอย่างล้วนเคลื่อนที่ไปข้างหน้า สิ่งที่เราทำได้ตอนนี้คือ เปิดใจเรียนรู้การทดลองใหม่ๆ ให้แจ่มชัดด้วยดวงตาของเราเอง

แม้ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จะเคยกล่าวไว้ว่า “กลศาสตร์ควอนตัมนั้นน่าอัศจรรย์ แต่เสียงในหัวใจของฉันบอกว่ามันยังไม่ใช่ความจริง... ทฤษฎีบอกอะไรได้มากมาย แต่มันยังไม่พาเราเข้าใกล้ความลับของพระเจ้า ฉันคิดว่าพระเจ้าไม่ได้ทอยลูกเต๋าหรอก”

อีกไม่นานเราคงได้รู้กันที่ เซิร์น


เรื่อง : โยธิน อยู่จงดี
วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2551


 

 

 

 

 

ปรากฏการณ์ "ดวงจันทร์ยิ้ม" ฝีมือ ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา

          ปรากฏการณ์นี้เกิดจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนไปจากโลกตกกระทบด้านมืดของดวงจันทร์ โลกเป็นวัตถุที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้ดี (36.7%) 
                   ในช่วงที่ดวงจันทร์ปรากฏเป็นเสี้ยวบางนั้น บนด้านมืดของดวงจันทร์จะเห็นโลกสว่างเกือบเต็มดวง
                   การสะท้อนแสงจากเมฆในบรรยากาศของโลกเปลี่ยนไปตามปริมาณของ
เมฆที่ปกคลุม Earthshine จึงใช้ในการศึกษาเมฆและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก (climate change) ได้ด้วย

 

ภาพที่ 1 :

ในภาพนี้ จะเห็นปรากฏการณ์แสงโลก (Earthshine) ได้อย่างชัดเจน

ส่วนจุดเล็กๆ ข้างดาวพฤหัสบดี คือ ดวงจันทร์กาลิเลียนทั้ง 4 ดวง
ในภาพต้นฉบับซึ่งมีความละเอียดมากกว่าภาพนี้จะเห็นดวงจันทร์เหล่านี้ได้ชัดเจน
ทั้งนี้เป็นเพราะสภาพท้องฟ้าที่ดีของดอยอินทนนท์

เงื่อนไขการถ่ายภาพที่ 1 : Canon 450D เลนส์เทเลโฟโต้ 300 mm f/4, ความเร็วชัตเตอร์  2 วินาที ที่ ISO 400

 

ภาพที่ 2 : 

เงื่อนไขการถ่ายภาพที่ 2 : Fuji S5 Pro ทางยาวโฟกัส 26 mm f/4, ความเร็วชัตเตอร์  6 วินาที ที่ ISO 400




ภาพที่ 3 :


เงื่อนไขการถ่ายภาพที่ 3 : Fuji S5 Pro ทางยาวโฟกัส 44 mm f/4.5, ความเร็วชัตเตอร์  30 วินาที ที่ ISO 1600


 

 

โครงการ LHC - 01

จุดประสงค์หลักของโครงการนี้คืออะไร?

พูดแบบชาวบ้านที่สุด ก็คือ นักฟิสิกส์ต้องการรู้ว่า บ้านหลังใหญ่ของเรา คือ เอกภพ นี้ประกอบขึ้นด้วยอะไร?

แต่ถ้าพูดให้จำเพาะในทางเทคนิคก็คือ นักฟิสิกส์ต้องการตรวจสอบ แบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model)  ในสาขาฟิสิกส์ของอนุภาค (particle physics) ว่าเป็นจริงหรือไม่? หรือมีข้อจำกัดในการใช้งานอย่างไร? (โปรดสังเกตว่า คำว่า Standard Model สะกดด้วย S และ M ตัวใหญ่)


จุดสำคัญก็คือ ในแบบจำลองพื้นฐาน หรือ Standard Model นี้ มีแนวคิดสำคัญอันหนึ่งที่เรียกว่า ทฤษฎีอิเล็กโทรวีค (electroweak theory) ซึ่งทำนายว่า ในธรรมชาติต้องมีอนุภาคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีมวลประมาณ 1 เทราอิเล็กตรอนโวลต์ (TeV) หรือ 10^12 อิเล็กตรอนโวลต์ (eV) อนุภาคนี้มีชื่อเรียกว่า อนุภาคฮิกส์ (Higgs particle) ซึ่งบางครั้งก็เรียกว่า ฮิกส์โบซอน (Higgs boson)

ปัญหาก็คือ อนุภาคฮิกส์นี้เป็นอนุภาคชนิดเดียวในแบบจำลองมาตรฐานที่ยังไม่เคยมีการตรวจพบจริงในธรรมชาติ!

กล่าวคือ แม้นักฟิสิกส์กระแสหลักจะเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า ไอ้เจ้าอนุภาคนี้น่าจะมีจริง
แต่เมื่อยังไม่พบก็ยังไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า แบบจำลองมาตรฐานนั้นถูกต้อง & เชื่อถือได้

จึงต้องมาควานหากันด้วยการทดลองให้เห็นกันจะๆ นั่นเอง

แล้ว อนุภาคฮิกส์ (Higgs particle) ที่ว่านี้สำคัญไฉน ถึงกับต้องลงทุนลงแรงมหาศาลเพื่อตามหา?

ตอบสั้นๆ ก็คือ เพราะนักฟิสิกส์เชื่อว่า อนุภาคฮิกส์นี้แหละที่เป็นสาเหตุที่ทำให้สสารมีมวล


ดังนั้น หากยืนยันได้ว่าอนุภาคฮิกส์นี้มีอยู่จริง....

       ในเบื้องต้นก็จะเป็นการยืนยันความน่าเชื่อถือของแบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ที่ใช้กันอยู่ในฟิสิกส์ของอนุภาค 

       ต่อมายังอาจตอบคำถามพื้นฐานอีกมากมาย เช่น 

  • กลไกฮิกส์ (Higgs mechanism) ยอดฮิตในหมู่นักฟิสิกส์ที่ใช้อธิบายการเกิดมวลของอนุภาคพื้นฐานต่างๆ ในแบบจำลองมาตรฐานเกิดขึ้นจริงในธรรมชาติหรือไม่?
  • อนุภาคฮิกส์โบซอนมีกี่แบบ? แต่ละแบบมีมวลเท่าไร?
  • มวลของควาร์ก (quark) ที่วัดได้อย่างแม่นยำมากขึ้นในการทดลองยังคงสอดคล้องกับแบบจำลองมาตรฐานอยู่อีกหรือไม่?
  • ทำไมโปรตอนจึงมีมวลมากกว่าอิเล็กตรอน 1,836 เท่า? 
  • ทำไมแรงโน้มถ่วงจึงเป็นแรงที่อ่อนมากเหลือเกินเมื่อเทียบกับแรงพื้นฐานอื่นๆ อีก 3 แบบ ได้แก่ แรงแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic force) แรงนิวเคลียร์แบบอ่อน (weak nuclear force) และแรงนิวเคลียร์แบบเข้ม (strong nuclear force)?
  • สสารมืด (dark matter) เป็นอย่างไร? พลังงานมืด (dark energy) เป็นอย่างไร?
          

    นี่เป็นแค่ตัวอย่างนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น

การทดลองทำโดยใช้เครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่มโหฬาร เรียกว่า Large Hadron Collider (LHC) ของ CERN เครื่องเร่งอนุภาค LHC นี้มีลักษณะเป็นท่อใต้ดิน ลึกลงไปจากพื้นราว 100 เมตร ท่อมีลักษณะวนเป็นวงกลม (นึกถึงโดนัท แต่เนื้อกลวง) เส้นรอบวงยาว 27 กิโลเมตร 


เครื่องเร่งอนุภาค LHC ใกล้กรุงเจนีวา อยู่คร่อมพรมแดนฝรั่งเศส-สวิสเซอร์แลนด์



แผนภาพแสดงโครงสร้างของ Large Hadron Collider

เครื่องเร่งอนุภาค LHC จะบังคับให้อนุภาค ซึ่งมักจะใช้โปรตอน (proton) จำนวนมากวิ่งเป็นวง อนุภาคโปรตอนกลุ่มหนึ่งวิ่งวนในทิศทางหนึ่ง (ตามเข็มนาฬิกา) ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งวนในทิศทางตรงกันข้าม (ทวนเข็มนาฬิกา)

ในแต่ละรอบโปรตอนจะถุกเร่งให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเมื่อมีอัตราเร็วใกล้อัตราเร็วของแสง (ประมาณ 99.9999991% ของอัตราเร็วแสง) จากนั้นจะบังคับให้โปรตอน 2 กลุ่มที่วิ่งสวนทางกันพุ่งเข้าชนกัน

เมื่อโปรตอนชนกัน ก็คาดว่าจะมีอนุภาคใหม่ๆ เกิดขึ้นมา โดยอนุภาคที่นักฟิสิกส์เฝ้าจับตามากเป็นพิเศษก็คือ อนุภาคฮิกส์ (Higgs particle) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว


ตำแหน่งของอุปกรณ์ต่างๆ




อุปกรณ์ตรวจจับอนุภาคแอตลาส (ATLAS) ขนาดมหึมา (โปรดสังเกตขนาดเมื่อเทียบกับคน)


แต่นอกจากอนุภาคฮิกส์แล้ว นักฟิสิกส์ยังคาดว่า อาจจะเกิดอนุภาคและสิ่งใหม่ๆ อื่นๆ หลุดออกมาด้วย เช่น

  • สเตรงจ์เล็ต (strangelets)
  • แม่เหล็กขั้วเดียว (magetic monopoles)
  • อนุภาคซูเปอร์ซิมเมตริก (supersymmetric particles)
  • แต่ที่ผู้คนทั่วไปสนใจกันมากที่สุด ได้แก่ หลุมดำจิ๋ว (micro black hole)

 

 

โครงการ LHC - 02 : หลุมดำจิ๋ว (1)

ในโครงการ Large Hadron Collider ที่ CERN นั้น

แม้จุดประสงค์หลัก คือ การตามล่าหาอนุภาคพระเจ้า (God Particle) หรือ อนุภาคฮิกส์ (Higgs particle)

เพื่อทดสอบว่า แบบจำลองมาตรฐาน (Standard Model) ถูกต้องแค่ไหน

แต่ปรากฏว่า...

ข่าวที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดในอันดับต้นๆ ก็คือ

อาจเกิด หลุมดำ ขึ้นมา

ร่ำลือกันถึงขนาดว่า หลุมดำที่โผล่ขึ้นมานี้ อาจจะดูดเอาเครื่อง LHC เข้าไปก่อน

ตามด้วย CERN ทวีปยุโรป จนกระทั่งโลกก็จะถูกดูดเข้าไปในที่สุด!

............................................................

ก่อนที่จะคุยเรื่องนี้ได้ก็ต้องทำความรู้จัก หลุมดำ หรือ แบล็กโฮล (Black Hole) กันก่อน

หลุมดำ คือ บริเวณในที่อวกาศ (space) ซึ่งมีความโน้มถ่วงสูงมาก
มากขนาดที่ว่า แม้แต่แสงซึ่งเคลื่อน (ที่เร็วที่สุดในเอกภพ) ยังหนีออกมาไม่ได้
หากหลุดเข้าไปภายในขอบเขตของหลุมดำ
ขอบเขตที่ว่านี้เรียกว่า ขอบฟ้าเหตุการณ์ (event horizon)

ภาพของหลุมดำในความคิดของแฟนหนังแนวไซ-ไฟ
ก็คือ หลุมดำจะคอยดูดยานอวกาศที่ผ่านเข้าไปจ๊วบๆ 

หลุดเข้าไปเมื่อไร...ก็เสร็จเมื่อนั้น!

หลุมดำที่ดูดยานอวกาศในหนังไซ-ไฟนี้เป็นหลุมดำขนาดใหญ่
ที่เกิดจากดาวฤกษ์ที่มีมวลค่อนข้างมากยุบตัวลงในบั้นปลายชีวิต

กล่าวโดยย่อก็คือ ตามปกติดาวฤกษ์จะมีแรง 2 แรงต่อสู้กันอยู่

แรงหนึ่งเป็นแรงผลักที่พยายามทำให้ดาวฤกษ์นั้นพองตัวออก
แรงนี้เกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงโดยปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน

อีกแรงหนึ่งเป็นแรงดึงดูดที่พยายามทำให้ดาวฤกษ์นั้นหดตัวเล็กลง
แรงนี้เกิดจากความโน้มถ่วงของมวลสารของดาวฤกษ์นั้นเอง

หากแรงผลักและแรงดึงดูดข่มกันไม่ลง ดาวฤกษ์นั้นก็จะรักษาขนาดเอาไว้ดีพอสมควร

แต่ในบั้นปลายชีวิต เมื่อเชื้อเพลิงถูกใช้ไปจนหมด แรงผลักก็หมดฤทธิ์
ผลก็คือ แรงดึงดูดจะชนะ ดึงให้ขนาดของดาวฤกษ์หดเล็กลง

จุดจบของดาวฤกษ์มีหลายแบบขึ้นกับมวลตั้งต้น

หากมวลตั้งต้นของดาวฤกษ์สูงกว่า 18 เท่าของมวลของดวงอาทิตย์ของเรา

การตายของดางดวงนี้จะซับซ้อนและรุนแรงมาก

โดยแกนเหล็กที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน จะยุบตัวลงอย่างไม่สิ้นสุด

กลายเป็นหลุมดำ

ภาพต่อไปนี้แสดงหลุมดำกำลังดูดกลืนมวลสารจากดาวที่เคยเป็นเพื่อนคู่หู (Companion star)

ส่วนที่เป็นจานรวมมวล (Accretion disk) คือ บริเวณที่สสารที่ถูกดูดวิ่งวนเป็นเกลียวเล็กลงจนหายเข้าไปในหลุมดำ

 

โปรดสังเกตสมบัติต่างๆ ของหลุมดำตัวอย่างนี้ ได้แก่
มวล (Mass) : 1031 กิโลกรัม
รัศมี (Radius) : 20 กิโลเมตร
อายุขัยกว่าจะระเหยไปหมด (Evaporation time) : 1067 ปี 
(เนื่องจาก เอกภพมีอายุเพียง 15,000 ล้านปี ดังนั้น หลุมดำนี้จึงมีอายุยืนยาวมาก)

อย่างไรก็ดี เรื่องการระเหยของหลุมดำนี้ ณ ปัจจุบันยังเป็นผลจากการคาดการณ์ในทางทฤษฎีเท่านั้น

เรียกว่า การแผ่รังสีฮอว์คิง (Hawking radiation)

สำหรับประเด็นเรื่องการแผ่รังสีฮอว์คิงว่าคืออะไร หากมีจริงจะเกิดขึ้นด้วยกลไกอะไรนั้น

ผมจะขยายความในโอกาสต่อไปครับ

 คราวนี้ลองมาดู หลุมดำที่ว่ากันว่าอาจจะเกิดจากเครื่อง Large Hadron Collider กันบ้าง

มวล (Mass) : 10-23 กิโลกรัม
รัศมี (Radius) : 10-19 เมตร
อายุขัยกว่าจะระเหยไปหมด (Evaporation time) : 10-26 วินาที 

มวลนิดเดียว รัศมีก็เล็กจิ๋ว จึงเรียกว่า หลุมดำจิ๋ว (micro black hole หรือ mini black hole)

ส่วนอายุก็แสนจะสั้น คือ 0.00000 00000 00000 00000 00000 1 วินาที
ซึ่งหมายความว่า เกิดมาปุ๊บ ก็แทบจะตายปั๊บ!
(คนเรากระพริบตาใช้เวลา 0.1 วินาที โดยประมาณ)

เรื่องหลุมดำจิ๋วที่อาจเกิดขึ้นใน Large Hadron Collider นี้มีแง่มุมที่น่าสนใจหลายอย่าง
แต่ในคราวหน้า  จะชวนไปดูภาพรวมกันก่อนว่า หากหลุมดำจิ๋วนี้มีจริง มันอาจจะเกิดจากอะไรได้บ้าง

ลองดูตัวอย่างให้น้ำลายหกเล่นๆ กันก่อน...ไว้จะมาโม้รายละเอียดอีกที

   

Primodial Density Fluctuations

เกิดจากการที่ความหนาแน่นของสสารไม่สม่ำเสมอในขณะที่เอกภพเพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาได้ไม่นาน

 

Cosmic-Ray Collisions

เกิดจาก การพุ่งชนของรังสีคอสมิกจากอวกาศ

Particle Accelerator

เกิดในเครื่องเร่งอนุภาคขณะที่อนุภาคพุ่งเข้าชนกันด้วยพลังงานสูง

 


 

 

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

       บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์