index 262

 

จางหายไปสู่ความมืดมนอนธการ

 


 

 

 

 

 

 

 

ถัก "นิตติ้ง" ดีต่อสมองช่วยยืดอายุความจำ


สัตว์ฉลาดกว่าที่คิด


คำคม ของท่านมหาตมะ คานธี


สะกิดใจ ท่านปัญญานันทภิกขุ

 

 

 

 

 

 

 

ดาวเคราะห์ดวงใหม่ เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น

 

ส่งกล้องอวกาศเคปเลอร์ ล่าดาวเคราะห์เหมือนโลก  โดยบัณฑิต คงอินทร์

 

 

ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของห้างสรรพสินค้าเปรียบเทียบกับไฟฟ้าที่ได้จากเขื่อน  สารคดี มีนาคม 51

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


การลดลงของพื้นที่ป่าไม้ในรอบ 40 ปี สารคดี  มีนาคม 51

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 


แผนผังแสดงระบบการทำงานของรถยนต์โดโยต้าพรีอุส 


แผนผังแสดงระบบการทำงานของรถยนต์ "ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด"

 


โรเจอร์ รีเวลล์  บิดาแห่งการศีกษาโลกร้อน เรื่อง : สฤนี อาชวานันทกุล  สารคดี มีนาคม 51

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


จิตวิทยาโลกร้อน  เรื่อง นายแพทย์ ประเสิรฐ ผลิตผลการพิมพ์  สารคดี  มีนาคม 51

 

{mospagebreak}

หน้า 2


สมมุติฐานกายา Gaia Hypothesis เรื่องคำข้าว ภาพประกอบ นายดอกมา สารคดี มีนาคม 51

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

1 ศตวรรษ ธนาคาไทย  สารคดี ตุลาคม 50

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

 

 

 

การทดลองเสมือนจริง

คลิกค่ะ


Nuclear Slide Rules : วิธีการคำนวนระเบิดนิวเคลียร์แบบคลาสสิค

ใครที่เรียนสายวิทย์คงหนีไม่พ้นวิชาฟิสิกส์อย่างแน่นอน และหนึ่งในสมการที่ดูง่ายๆแต่มีผลอันใหญ่หลวงต่อมวลมนุษย์ชาติในยุคขาดแคลนพลังงานแบบนี้ก็คงหนีไม่พ้นสมการของ E=MC2 ซึ่งหลายคนคงปวดหัวกัน แล้วถ้าเอามาประยุกต์กับการทิ้งระเบิดนิวเคลียร์หละ จะยิ่งมึนกันขนาดไหน
nuke bomb effects computer

 

แต่ด้วยไม้บรรทัดแบบเลื่อนได้อย่างที่เห็นกันด้านบนนี่แหละครับ ที่จะทำเรื่องปวดหัวให้เป็นเรื่องง่าย เนื่องมาจากสมัยก่อนนั้นเครื่องคิดเลขก็ยังใหญ่เกินกว่าที่จะพกใส่ในกระเป๋าเสื้อได้ เครื่องมือนี้จึงถูกสร้างขึ้นมา โดยทำการถอดออกมาจากสูตรคำนวนต่างๆในตำรา The Effects of Nuclear Weapons เป๊ะ เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งาน ไม่งั้นฝ่ายตรงข้ามยิงขีปนาวุธมาที นั่งถอดสมการกันทีฐานทัพคงราบไปเรียบร้อยแล้ว ยังมีเครื่องมือการคำนวนแบบนี้อีกเพียบเลยครับ ลองไปดูกันจากลิงค์ด้านล่างได้เลย ส่วนเมืองไทยเท่าที่ผมพอจะจำได้ ก็มีไม้บรรทัดคำนวนค่าต้านทานโดยการเลื่อนสี ไม้บรรทัดบวกเลข และแผนที่ดาวอะครับ :-D

ข้อมูลเพิ่มเติม [Nuclear Slide Rules : ORAU]


Nuclear Slide Rules

Click on an image for a larger view and more information

Weapons Effects Calculations

Radiation Dosage Calculator

M4A1 Nuclear Yield Calculator

M1A1 RADIAC Calculator

BRL RADIAC Calculator No. 1

BRL RADIAC Calculator No. 2

Nuclear Bomb Effects Computer (EG&G)

Commander's Radiation Guide

M-2 Radiation Calculator

RADIAC Slide Rule

Shielding Calculations

Radioisotope Applications Company

Isotope Handling Calculator No. 1

Isotope Handling Calculator Mk. III

Medical

Mallinckrodt Radiological Tables and Circular Slide Rule

FDA X-Ray Trends Exposure Calculator

Syncor Isotope Decay Chart

Snow Obstetrical Calculator

Industrial Radiography 

 

Gamma-Ray Radiographic Slide Rule

Gamma Radiography Slide Rule

JEM Industrial Radiography Slide Rule

 

Miscellaneous

 

Nuclear Chicago Nuclearule

Radiation Dose Guide

AECL Decay Calculator

Isotope Calculator - Neutron Activation

NCC Cobium 60 Treatment Time Calculator

RCL Slide Rule

Radon Daughter Slide Rule

General Electric Radioisotope Decay Calculator

Nuclear Chicago C-14 Slide Rule

If you have any corrections that you would like to make to the information presented here, the grammar, spelling, or anything else, please contact Paul Frame at framep@orau.gov

       


วิกรม กรมดิษฐ์ นักฝัน ผู้ยิ่งใหญ่

 

" ผม เป็นคนชอบหลอกตัวเอง ด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อย ๆ กระทำจนเป็นนิสัย ในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ

ความฝันไม่เสียสตางค์ "

          ข่าว นำเสนอชีวิตแสนเรียบง่ายของ วิกรม กรมดิษฐ์ เศรษฐีอันดับ 27 ของเมืองไทย หลายคนอาจจะรู้จักกับ วิกรม กรมดิษฐ์ แล้วแต่หลายคนก็อาจจะยังสงสัยว่า วิกรม กรมดิษฐ์ เขาเป็นใคร มาจากไหน ชีวประวัติเป็นอย่างไร เอาเป็นว่าไปมาทำความรู้จักกับวิถีชีวิต ความคิด ของ ไฮโซ ติดดินอย่าง วิกรม กรมดิษฐ์ กันดีกว่าค่ะ


ภาพประกอบจาก รายการที่นี่หมอชิต


             หลายคนอาจจะรู้จักเขาคนนี้แล้ว แต่หลายคนก็อาจจะยังสงสัยว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน?วิกรม กรมดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง และประธานบริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงการนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร พร้อมทั้งมีบริษัทในเครืออมตะอีกหลายแห่ง รวมถึงที่อยู่ในเวียดนามด้วย … เขาพลิกผันตัวเองจากครอบครัวที่ทำอาชีพค้าขายในจังหวัดกาญจนบุรี มาสู่เจ้าของอาณาจักรนิคมอุตสาหกรรม

             วิกรม กรมดิษฐ์ เกิดวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2496 ทวดของเขามาจากเมืองจีนมาทำการค้าขายในเมืองไทย จนได้แต่งงานกับย่าทวดที่ทำธุรกิจด้านยาสูบ ต่อมาในรุ่นของคุณปู่ก็มีใช้เรือในการขนส่งใบยาจากกาญจนบุรีมาที่กรุงเทพฯ และส่งไปขายต่อที่จีน ส่วนตัวเขาเองนั้นขณะที่เรียนชั้นประถม 1 ก็เริ่มทำการค้าขายแล้ว เป็นการขายถั่วคั่วที่เขาทำเรื่อยมาจนถึงประถม 3 ต่อมาก็ไปรับขนมปังและลูกอมมาขายควบคู่ไปด้วยเลย ซึ่งวิกรมนั้นมีความฝันที่อยากจะมีกิจการเป็นของตัวเองตั้งแต่เด็ก และด้วยความที่เขาต้องควบคุมคนงานมาตั้งแต่เด็กๆ จึงทำให้รู้จักการวางตัวให้น่าเชื่อถือเพื่อจะได้สามารถควบคุมคนหมู่มากได้

วิกรม กรมดิษฐ์

             กระทั่งได้รับทุนการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากรัฐบาลไต้หวัน เขาก็เริ่มทำธุรกิจแบบจริงจังมากขึ้นด้วยการนำเข้าอะไหล่วิทยุ, โทรทัศน์ และเครื่องสูบน้ำ จากประเทศไต้หวันเข้ามาขายในไทย และก็ได้นำสินค้าจำพวก เครื่องหนัง, ทองรูปพรรณ และเมล็ดพันธุ์ต่างๆ กลับไปขายในไต้หวัน จนสร้างรายได้ให้เขาเป็นกอบเป็นกำ … เหตุผลที่วิกรม ต้องดิ้นรนทำมาค้าขายแบบนี้ก็เพราะเขามีปัญหากับพ่อ ทำให้พ่อไม่ส่งเสียจึงต้องพยายามหาทางส่งเสียตัวเอง และในที่สุดเขาก็เรียนจบปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน ต่อมาเขาก็ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการบริหารทั่วไป จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอีกด้วย

             สิ่งที่วิกรมได้เรียนรู้มาตั้งแต่เด็กช่วยหล่อหลอมจนมาถึงวันที่เขาเปิดบริษัทของตัวเอง จากบริษัทส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ, ธุรกิจค้าส่งอาหารอย่างทูน่า, ผลิตอาหารกระป๋องส่งขายต่างประเทศ จนมาถึงโรงงานผลิตอาหารที่เป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม จนมาเป็น บริษัทอมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาและจัดการด้านนิคมอุตสาหกรรม หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ที่สนใจเช่าทำเป็นโรงงานอุตสาหกรรม โดยในนิคมอุสาหกรรมจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ อาทิ บ้านพัก หรือ อพาร์ทเมนต์ และสิ่งอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ซึ่งบริษัทอมตะมีนิคมอุตสาหกรรมหลัก ๆ 3 แห่ง คือ อมตะนคร จังหวัดชลบุรี, อมตะซิตี้ จังหวัดระยอง และอมตะซิตี้ เบียนหัว ที่อยู่ในประเทศเวียดนาม

วิกรม กรมดิษฐ์

             บริษัทในเครืออมตะนั้นมีมากมาย ได้แก่ บริษัท อมตะซิตี้ จำกัด, บริษัท อมตะ (เวียดนาม) จำกัด, บริษัท อมตะ วอเตอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ แมนชั่นเซอร์วิส จำกัด, บริษัท อมตะ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด, บริษัท อมตะ คอนโดทาวน์ ระยอง จำกัด, บริษัท อมตะ เพาเวอร์ จำกัด, บริษัท อมตะ จัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ จำกัด, บริษัท อมตะ ซัมมิท เรดดี้ บิลท์ จำกัด, บริษัท เวีย โลจิสติกส์ จำกัด, บริษัท โรงพยาบาลวิภาราม (อมตะนคร) จำกัด และบริษัท เวีย ทรานส์ จำกัด

             นอกเหนือจากการบริหารกิจการในเครืออมตะแล้ว คุณวิกรมยังเคยทำงานด้านอื่น ไม่ว่าจะเป็นฐานะผู้จัดรายการวิทยุ ที่ใช้ชื่อรายการว่า "CEO Vision" และก็ยังเคยเป็นคอลัมนิสต์ให้กับหนังสือพิมพ์คมชัดลึก, มติชน และโพสต์ทูเดย์ แถมยังเคยเขียนหนังสือ "ผมจะเป็นคนดี" กับ "มองโลกแบบวิกรม" ที่ขายได้ในระดับแสนเล่มมาแล้ว อีกทั้งด้วยความที่คุณวิกรมเป็นนักบริหารที่มีความสามารถจึงทำให้เขาถูกสัมภาษณ์ลงนิตยสารมากมาย อาทิ Thai Commerce, Thailand Timeout และ Forbes เป็นต้น

             ส่วนงานด้านอื่น วิกรมเคยเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กับที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และยังเคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, ประธานสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย, ประธานคณะกรรมการไทย ไต้หวัน สภาอุตสาหกรรม

             สิ่งที่ทำให้ผู้ชายที่ชื่อวิกรม มีทุกสิ่งทุกอย่างในทุกวันนี้นั่นก็คือ ความเป็น "นักฝัน" ของเขา ซึ่งเขาเคยเขียนไว้ในหนังสือ "มองโลกแบบวิกรม" ว่า "ผมเป็นคนชอบหลอกตัวเองด้วยการสร้างความรู้สึกในแง่ดีบ่อยๆ กระทำจนเป็นนิสัยในการล่อหลอกตัวเองให้ทำในสิ่งที่ฝันไว้ เพราะความฝันคือเข็มทิศ เป็นพลังขับเคลื่อนชีวิต เป็นน้ำหล่อเลี้ยงมนุษย์ และที่สำคัญ ความฝันไม่เสียสตางค์"

             ชีวิตในวัยเด็กของเขานั้นไม่เคยมีแม้ห้องส่วนตัว เขาจึงฝันอยากจะมีอาณาจักรส่วนตัวที่เขาจะมีอิสระและทำอะไรก็ได้ตามใจ ฝันนั้นจึงกลายมาเป็นอาณาจักร "อมตะนคร" และ "บ้าน" ก็เป็นอีกฝันที่คุณวิกรมปรารถนา เขากำลังสร้างบ้าน 2 หลัง หลังหนึ่งอยู่ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ บนเนื้อที่กว่า 30 ไร่ พื้นที่ดังกล่าวเมื่อก่อนเป็นเพียงไร่ข้าวโพดธรรมดา แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยธรรมชาติมากมาย ทั้งสระน้ำขนาดเกือบ 3 ใน 4 ของเนื้อที่, ภูเขา ที่นำดินจากการขุดสระมาสร้าง, ถ้ำ ที่สร้างขึ้นเอง และในถ้ำยังมีห้องนอน ห้องรับแขก ภาพวาดเกี่ยวกับชีวิตครอบครัว ที่เลียนแบบประติมากรรมจากผาแต้มอีกด้วย

             ทุกสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากความฝันของเขาทั้งนั้น วิกรมเคยบอกว่า เขาอยากมีภูเขา อยากมีถ้ำเป็นของตัวเอง แต่การจะไปซื้อหรือยึดที่เป็นของหลวง หรือของรัฐคงไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงต้องสร้างธรรมชาติเหล่านั้นขึ้นมา  นอกจากนี้ในเนื้อที่ดังกล่าวยังเต็มไปด้วยต้นไม้ ที่เขาปลูกไว้ และคาดว่าอีกไม่กี่ปีบนเนื้อที่ของเขาจะเป็นป่าสงวนย่อม ๆ เลยทีเดียว … ท่ามกลางธรรมชาติ วิกรมยังได้สร้างบ้านในสระน้ำอีกด้วย โดยเขาได้ตั้งชื่อไว้ว่า "ศานติสงบ" อันเป็นสถานที่ที่เขาจะได้สัมผัสความสงบจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเขามาตั้งแต่เด็ก ๆ

บ้าน วิกรม กรมดิษฐ์

             ส่วนบ้านอีกหลังของวิกรมอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร ใช้ชื่อว่า "Amata Castle" โดยเขาตั้งใจสร้างให้เป็นปราสาทหินทรายฝังบรอนซ์หลังใหญ่ ภายในจะมีทั้งสเตเดียมแบบกรีกโรมัน, ห้องบอลรูม และสวนป่าหิมพานต์ พร้อมทั้งยังเปิดเป็นหอศิลป์โชว์ภาพเขียนของศิลปินในเมืองไทย อีกทั้งยังมีพิพิธภัณฑ์จัดแสดงของโบราณและของใช้ส่วนตัวที่มีค่าทางจิตใจต่อตัวเขาอีกด้วย

วิกรม กรมดิษฐ์

             อย่างไรก็ตามแม้ว่า วิกรม กรมดิษฐ์ จะเป็นมหาเศรษฐี มีเงินจำนวนมหาศาล แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยละทิ้ง และยังคงดำเนินการคือการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย มีชีวิตที่สุขสงบ มีความสุขกับการเขียนหนังสือ ไม่เข้ามานั่งบริหารธุรกิจหลายร้อนล้านเอง แต่คอยให้คำแนะนำและคอยชี้ทางให้กับลูกน้อง … หลายคนที่สนิท  ได้สัมผัสกับชีวิตอันเรียบง่าย มีวิสัยทัศน์กว้างไกลของเขา ก็ทำให้บ่อยครั้งมีคำถามว่า "คุณวิกรมไม่คิดลงเล่นการเมืองเหรอ ไม่คิดไปช่วยพัฒนาประเทศชาติบ้างเหรอ" เขาก็บอกว่าเขาไม่คิดเล่นการเมือง และทุกวันนี้เขาก็มีส่วนช่วยประเทศชาติในการเพิ่ม GDP ให้กับประเทศ เพราะ บริษัทของเขามี GDP สูงถึง 7% องค์กรเดียว จาก 100% ของผลรวมทุกองค์กรทั่วประเทศ และทุกวันนี้เขาก็มีความสุขกับชีวิต มีส่วนช่วยพัฒนาประเทศชาติ ช่วยสร้างธรรมชาติ มีส่วนเขียนหนังสือกระจายความรู้ให้กับคนอีกหลาย ๆ คน และนี่ก็คือวิถีชีวิตของเขาแล้ว ….

             นี่เป็นแค่เพียงเรื่องราวส่วนเล็ก ๆ ส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ชายที่ชื่อ วิกรม กรมดิษฐ์ นักธุรกิจหลายร้อยล้าน นักปรัชญาของเมืองไทย และผู้ที่ใช้ชีวิตที่สุขสงบกับธรรมชาติที่เขาสร้างขึ้นมาเอง แม้บางครั้งจะมีเสียงด่าถึงสไตล์การขับรถเร็ว รวมถึงอีโก้ในตัวเขา แต่ในด้านวิสัยทัศน์และการใช้ชีวิตของเขา นับว่าเป็นสิ่งที่หลายต่อหลายคนชื่นชมมากทีเดียว ….


มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่ทุกทีที่เราหิวข้าว เขาจะไปทำกับข้าวให้กิน

มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่เราเกเรแค่ไหน เขาก็ไม่โกรธ

มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่เราโตแค่ไหน เขาก็ยังเห็นเราเป็นเด็กเล็ก ๆ

มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่เรามีแฟนตั้งหลายคน เขาก็ยังรักเรา

มีผู้หญิงคนเดียวในโลก   ที่ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร เขาก็ยังห่วงและรักเราเสมอ

                               ผู้หญิงคนนั้น ก็คือ คุณแม่เรานั่นเอง

Thailegal


 บุคคลจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมาย

เพื่อให้พ้นจากความรับผิดในทางอาญาไม่ได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64  
 


 ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมายไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในฐานะตำแหน่งหรือ

เงื่อนไขใดย่อมอยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายของแผ่นดินและอยู่ใน

อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมเหมือนกันหมด

Thailegal
 


 ประสบการณ์ (Experience) คือ การเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง

ความรู้ (Knowledge) คือ การเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น
 


การอ่าน...ทำให้คนเต็ม
การฟัง.....ทำให้คนพร้อม
การเขียน..ทำให้คนประณีต

Thailegal 

พระภิกษุเป็นผู้อยู่ใน สถาบันอนาถาต้องทำตนให้เป็นคนเลี้ยงง่าย
ประทังชีวิตอยู่เพียงปัจจัยสี่ คือ 
บิณฑบาตหรืออาหารที่เขาถวาย
จีวรเครื่องนุ่งห่มได้มาจากผ้าติดศพ
คิลาณเภสัชคือยารักษาโรคประกอบด้วยยาดอง ด้วยน้ำมูตรเน่า 
กับ เสนาสนะคืออยู่อาศัยตามโคนไม้ 
แม้จะอยู่กุฏิที่มีคนเขาถวาย ก็ห้ามสร้างยาวเกิน เก้าคืบพระสุคต

จงรู้จักให้ รู้จักรัก รู้จักรอ รู้จักพอ และรู้จักเกรงใจ แล้วชีวิตจะมีสุข

Thailegal

ฮั่นโกโจ ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่น เคยกล่าวไว้ว่า

"พูดถึงการวางแผน ข้าสู้จางเหลียงมิได้ 
จางเหลียงนั่งวางแผนอยู่ในกอง บัญชาการ แต่สามารถกำหนดชัยชนะไกลนับพันลี้

พูดถึงการปกครองประเทศชาติให้ร่มเย็นเป็นสุข ข้าสู้เซียวเหอมิได้ 
เซี่ยวเหอรู้จักเอาใจใส่ประชาราษฎร์สนองเสบียงกรังไม่สิ้น

พูดถึงการสู้รบ ข้าสู้หันซิ่นมิได้
หันซิ่นสามารถนำทหารนับหมื่นออกสู้รบอย่างกล้าหาญ รบคราใด ชนะครานั้น

บุคคลทั้งสามล้วนเป็นยอดคน แต่ข้าสามารถใช้งานคนทั้งสามได้
นี่คือเคล็ดลับในการได้บัลลังก์ของข้า"

 

ผลการแข่งขันมักจะมีฝ่ายหนึ่งดีใจ ฝ่ายหนึ่งเสียใจ 
ยามดีใจ ไม่ควรดีใจจนหน้ามืดตามัว
ยามเศร้า ไม่ควรเศร้าเสียจนละทิ้งอุดมการณ์
ในโลกนี้ไม่มีนักรบที่ชนะตลอดกาล
ยามพ่ายแพ้ ขอเพียงเราไม่ตกอกตกใจจนเกินไป เชิดหน้าขึ้นต่อสู้กับความพ่ายแพ้อย่างเอาจริงเอาจัง
ความพ่ายแพ้ก็จะกลายเป็นสมบัติอันล้ำค่า และแปรเปลี่ยนเป็นชัยชนะได้เสมอ

ชีวิตเป็นตำราที่ไม่มีตัวอักษร 
แต่คนที่มีสายตาอันชาญฉลาดจะมองเห็นคำพูดทุกคำอย่างชัดเจน
หนังสือเป็นชีวิตที่มีตัวอักษร
คนที่มีอารมณ์ความรู้สึกลึกซึ้งจึงจะสัมผัสกับมันได้อย่างลึกล้ำ

ใคร ๆ ก็มีข้อบกพร่องทั้งสิ้น คนที่คิดจะรักกันก็เช่นกัน ไม่ควรที่จะมีความคิด ว่าจะหาคู่ครองที่สมบูรณ์แบบที่สุด ไม่มีจุดอ่อนหรือข้อบกพร่องแม้แต่นิดเดียว แต่ควรคิดว่าจะเลือกคู่ครองที่ต่างฝ่ายต่างรู้จุดอ่อนหรือข้อบกพร่องของกันและกัน ต่างฝ่ายต่างยอมรับและยินดีที่จะแก้ไข ขณะเดียวกันก็สามารถอดทนและอดกลั้น ต่อกันได้

ไม่มีชัยชนะใดได้มา โดยไม่ต้องต่อสู้
ไม่มีความสุขใดได้มา โดยไม่ต้องลงเรี่ยวแรง
 

ไม่มีวันอาทิตย์หรือวันจันทร์ ด้วยเพราะวันต่าง ๆ นั้น คนเราคิดกำหนดขึ้นมาเอง
ไม่มีเวลาแปดโมงเช้าหรือห้าทุ่ม ด้วยเพราะเวลาต่าง ๆ นั้น คนเรานับมันขึ้นมาเอง
แล้วต่างคร่ำครวญเป็นทุกข์ว่า จะหาเวลาว่างได้เมื่อใด ว่าจะทำวันหนึ่งให้มีค่าได้อย่างไร
หลายคนตกเป็นทาสที่น่าเวทนานัก
มีเพียงจำนวนน้อยนิดเท่านั้น ที่แสวงหาความสุขที่แท้จริงได้
ด้วยจิตวิญญาณเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสแห่งกาลเวลาสมมตินั้น

เซนว่าไว้

 คนผู้สะสมวัตถุ 
ไม่มีวันเห็นความงามของเรียวใบไม้ ที่ประดับด้วยหยาดน้ำค้าง
 

เซนว่าไว้

คนที่จะเป็นคนเก่ง จะต้องประกอบด้วยลักษณะสองอย่าง คือ
เคารพต่อแบบแผนและหลักวิชาอย่างหนึ่ง
และอีกอย่างหนึ่ง รู้จักนำเอาแบบแผนและหลักวิชานั้น มาใช้ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์

พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ

 

คำว่า "พากเพียร" นั้นหมายถึง การกระทำที่สม่ำเสมอ ทำไปทีละน้อยตามสมควรแก่กำลัง แต่ไม่หยุด
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นไปโดยสม่ำเสมอ ย่อมมีกำลังแรงเกินกว่าที่เรานึกฝัน 
น้ำที่ไหลอยู่ไม่ขาดสาย สามารถทำให้ก้อนหินกลมมน
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมพ่ายแพ้แก่ความพยายามที่สม่ำเสมอ ค่อยทำไปทีละน้อย แต่ทำไม่ลดละ"

พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ
 

ในการทำงานนั้น เราไม่อาจก้าวพรวดเดียวถึงจุดสุดยอด
และไม่มีใครโชคดีประสบความสำเร็จตลอดกาล
พูดได้เลยว่า ในโลกนี้ ไม่มีคนที่ประสบความสำเร็จคนไหนที่ไม่เคยพ่ายแพ้มาก่อน

หากไม่รู้จักวางตนและปฏิบัติตนต่อความพ่ายแพ้ได้อย่างถูกต้อง 
ไม่มีทางที่จะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในวงการหรือประสบความ

 

 

 

 

เครื่องคำนวณในยุคประวัติศาสตร์

     ในอดีตมนุษย์มีความพยายามที่จะสร้างเทคโนโลยีด้านการคำนวณมาช่วยในการทำงานของตนเองเริ่มตั้งแต่เมื่อมนุษย์รู้จักการนับจำนวนการมนุษย์ก็ใช้นิ้วมือและนิ้วเท้าของตนเพื่อช่วยในการนับและต่อมาก็ใช้อุปกรณ์อื่น ๆช่วยในการคำนวณ เช่น ลูกหิน เป็นต้น การพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาช่วย จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า ชาวจีนในสมัยโบราณได้พัฒนาเครื่องมือที่ช่วยในการคำนวณขึ้นมาชนิดหนึ่ง เรียกว่า ลูกคิด ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีใช้กันอยู่ในหมู่ของชาวจีน
    ลูกคิดที่ชาวจีนพัฒนา มีหลักการทำงานที่ไม่ซับซ้อนอะไรเลย แต่สามารถช่วยในการคำนวณเลขได้เป็นอย่างดี

 
 ลูกคิดจึงได้ชื่อว่าเป็นอุปกรณ์ใช้ช่วยการคำนวณที่เก่าแก่ที่สุดในโลกและคงยังใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน

พ.ศ. 2158 จอห์น เนเปียร์( John Napier) นักคณิตศาสตร์ชาวสก็อตแลนด์ประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยการคำนวณ เรียกว่า แท่งเนเปียร์ (Napier's rod) เป็นอุปกรณ์ที่ลักษณะคล้ายกับตารางสูตรคูณในปัจจุบัน เครื่องมือชนิดนี้ช่วยให้ สามารถ ทำการคูณและหาร ได้ง่ายเหมือนกับทำการบวก หรือลบโดยตรง

 
แท่งเนเปียร์ (Napier's rod) 

 
ไม้บรรทัดคำนวณ ( Slide Rule) 

 พ.ศ.2173   วิลเลียม ออตเทรต( William Oughtred) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์ไม้บรรทัดคำนวณ ( Slide Rule) ซึ่ง กลายเป็นพื้นฐานของการสร้างคอมพิวเตอร์แบบอนาลอกในยุคต่อมา
พ.ศ.2185  เบลส์ ปาสคาล ( Blaise Pascal) นักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ประดิษฐ์เครื่องบวกลบขึ้น โดยใช้หลักการหมุนของเฟือง และการทดเลขเมื่อเฟืองหมุนไปครบรอบ โดยแสดงตัวเลขออกที่หน้าปัด เครื่องมือของปาสคาล สามารถใช้ได้ดีในการคำนวณการบวกและลบ ส่วนการคูณและหารยังไม่ดีเท่าที่ควร

 
เครื่องบวกลบ (Pascal’s Calculato)

 
เครื่องคำนวณของ กอดฟรีด ไลปนิซ

พ.ศ. 2216 กอดฟรีด ไลปนิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz) นักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน ทำการปรับปรุงเครื่องคำนวณของปาสกาลให้สามารถคูณ และหารได้ ในปี 1673 โดยการปรับฟันเฟืองให้ดีขึ้นกว่าของปาสกาล ใช้การบวกซ้ำ ๆ กันแทนการคูณเลข จึงทำให้สามารถทำการคูณและหารได้โดยตรง ซึ่งอาศัยการหมุนวงล้อของเครื่องเอง ยังค้นพบเลขฐานสอง (Binary Number) คือ เลข 0 และเลข 1 ซึ่งเป็นระบบเลขที่เหมาะในการคำนวณ แต่ตัวเครื่องคำนวณยังคงอาศัยการหมุนวงล้อของเครื่อง นับว่า เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่ดูยุ่งยากกลับเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

พ.ศ.2348 โจเซฟ แมรี่ แจคคาร์ด ( Joseph Marie Jacquard) ชาวฝรั่งเศสพัฒนาเครื่องทอผ้าโดยใช้ บัตรเจาะรูในการบันทึกคำสั่ง ควบคุมเครื่องทอผ้าให้ทำตามแบบที่กำหนดไว้ และแบบดังกล่าวสามารถนำมา สร้างซ้ำๆ ได้อีกหลายครั้ง เครื่องทอผ้าเครื่องนี้ถือว่าเป็นเครื่องที่ทำงานตามโปรแกรมคำสั่งเป็นเครื่องแรก

 บัตรเจาะรู

 
เครื่องทอผ้าใช้บัตรเจาะรู

 
เครื่องหาผลต่าง ( Difference Engine)

พ.ศ.2365 ชารลส์ แบบเบจ ( Charles Babbage) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษได้ประดิษฐ์เครื่องมือที่เรียกว่าเครื่องหาผลต่าง ( Difference Engine) เพื่อใช้คำนวณและพิมพ์ ค่าทางตรีโกณมิติและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ และได้พยายามสร้าง เครื่องคำนวณอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Analytical Engine โดยมีแนวคิดให้แบ่งการทำงานของเครื่องออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนเก็บข้อมูล (Store unit), ส่วนควบคุม (Control unit) และส่วนคำนวณ (Arithmetic unit) ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการนำมาใช้เป็นต้นแบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน จึงยกย่องว่าชารลส์ แบบเบจ เป็นบิดาแห่งเครื่องคอมพิวเตอร์
เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค ( Lady Ada Augusta Lovelace ) เป็นนักคณิตศาสตร์ที่สามารถเขียนวิธีการใช้เครื่องคำนวณของชารลส์ แบบเบจ เพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้ เลดี้ เอดา ออคุสตา เลฟเลค จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นโปรแกรมเมอร์คนแรกของโลก

 
เครื่อง Mark I 

พ.ศ.2486 บริษัทไอบีเอ็ม (IBM: International Business Machines Co.,)โดยโธมัส เจ. วัตสัน (Thomas J. Watson) ได้พัฒนา เครื่องคิดเลขที่ใช้เครื่องกลไฟฟ้าเป็นตัวทำงาน ประกอบด้วยฟันเฟืองในการทำงาน อันเป็นการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องวิเคราะห์ของชารลส์ แบบเบจมาปรับปรุงนั่นเอง เครื่องนี้ยังไม่สามารถบันทึกคำสั่งไว้ในเครื่องได้ มีความสูง 8 ฟุต ยาว 55 ฟุต ซึ่งก็คือ เครื่อง Mark I หรือชื่อทางการว่า Automatic Sequence Controlled Calculator

 


 

 

ตัวเก็บประจุ

   ตัวเก็บประจุจะประกอบด้วยเพลตโลหะคั่นด้วยฉนวนตั้งแต่  แผ่นขึ้นไป  ตัวเก็บประจุจะทำหน้าที่เก็บอิเล็กตรอนไว้ที่แผ่นเพลต  คลิกครับ


คลื่น

    การแทรกสอด (Interference)  บึตส์   The Doppler effect  และคลื่นกระแทก (Shockwave)   คลิกค่ะ


กัมมันตภาพและนิวเคลียร์ฟิสิกส์

โดย อ.สกุลธรรม  เสนาะพิมพ์

    การสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสี  Half life  คำถามชวนคิด  คำถามเสริมประสบการณ์  คลิกค่ะ


แหล่งกำเนิดไฟฟ้า

โดย ครู จิรวัฒน์ จวนทองรักษ์

 

    เซลล์ไฟฟ้าเคมี  ไดนาโม เซลสุริยะ (Solar cell)  ไฟฟ้าจากสิ่งมีชีวิต  และ Fuel cell  คลิกค่ะ


โจทย์ฟิสิกส์นิวเคลียร์

โดย อ.พิสิฏฐ์ วัฒนผดุงศักดิ์

   จำนวน 122  ข้อ  คลิกค่ะ


คณิตศาสตร์ชั้นสูงสำหรับฟิสิกส์ 1

(Basic Mathematics for physics I)

โดย ศุภปิยะ สิระนันท์

   เซตของจำนวน ตรรกยะ  Factotrial   Summation Formulae  Exponential Function   Integral calculus  อนุกรมเทย์เลอร์   คลิกค่ะ

คลิกค่ะ 


ภาวะโลกร้อน ความจริงช็อกโลก!!!



 

         ภาวะโลกร้อน หมายถึง ภาวะที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ภาวะโลกร้อนอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน ระดับน้ำทะเล และมีผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อพืช สัตว์ และมนุษย์

ที่มาของภาวะโลกร้อน

         ภาวะโลกร้อน (Global Warming) หรือ ภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) คือ การที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นจากผลของภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อว่า Greenhouse Effect โดยภาวะโลกร้อน ซึ่งมีต้นเหตุจากการที่มนุษย์ได้เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ, การขนส่ง และการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม 

         นอกจากนั้นมนุษย์เรายังได้เพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโรคาร์บอน (CFC) เข้าไปอีกด้วยพร้อมๆ กับการที่เราตัดและทำลายป่าไม้จำนวนมหาศาลเพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์ ทำให้กลไกในการดึงเอาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากระบบบรรยากาศถูกลดทอนประสิทธิภาพลง และในที่สุดสิ่งต่างๆ ที่เราได้กระทำต่อโลกได้หวนกลับมาสู่เราในลักษณะของ ภาวะโลกร้อน

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

         ปรากฏการณ์ทั้งหลายเกิดจากภาวะโลกร้อนขึ้นที่มีมูลเหตุมาจากการปล่อยก๊าซพิษต่าง ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้แสงอาทิตย์ส่องทะลุผ่านชั้นบรรยากาศมาสู่พื้นโลกได้มากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นที่รู้จักกันโดยเรียกว่า สภาวะเรือนกระจก

         พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มีทั้งรังสีคลื่นสั้นและคลื่นยาว บรรยากาศของโลกทำหน้าที่ปกป้องรังสีคลื่นสั้นไม่ให้ลงมาทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลกได้ โมเลกุลของก๊าซไนโตรเจนและออกซิเจนในบรรยากาศชั้นบนสุดจะดูดกลืนรังสีแกมมาและรังสีเอ็กซ์จนทำให้อะตอมของก๊าซในบรรยากาศชั้นบนมีอุณหภูมิสูง และแตกตัวเป็นประจุ (บางครั้งเราเรียกชั้นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยประจุนี้ว่า "ไอโอโนสเฟียร์" มีประโยชน์ในการสะท้อนคลื่นวิทยุสำหรับการสื่อสาร) รังสีอุลตราไวโอเล็ตสามารถส่องผ่านบรรยากาศชั้นบนลงมา แต่ถูกดูดกลืนโดยก๊าซโอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ที่ระยะสูงประมาณ 19 - 48 กิโลเมตร แสงแดดหรือแสงที่ตามองเห็นสามารถส่องลงมาถึงพื้นโลก รังสีอินฟราเรดถูกดูดกลืนโดยก๊าซเรือนกระจก เช่น ไอน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นโทรโปสเฟียร์ ส่วนคลื่นไมโครเวฟและคลื่นวิทยุในบางความถี่สามารถส่องทะลุชั้นบรรยากาศได้ 

         สำหรับ บรรยากาศของโลกประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจน 78% ก๊าซออกซิเจน 21% ก๊าซอาร์กอน 0.9% นอกนั้นเป็นไอน้ำ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนเล็กน้อย แม้ว่าไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอนจะเป็นองค์ประกอบหลักของบรรยากาศ แต่ก็มิได้มีอิทธิพลต่ออุณหภูมิของโลก ในทางตรงกันข้ามก๊าซโมเลกุลใหญ่ เช่น ไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ และมีเทน แม้จะมีอยู่ในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย กลับมีความสามารถในการดูดกลืนรังสีอินฟราเรด และมีอิทธิพลทำให้อุณหภูมิของโลกอบอุ่น เราเรียกก๊าซพวกนี้ว่า "ก๊าซเรือนกระจก" (Greenhouse gas) เนื่องจากคุณสมบัติในการเก็บกักความร้อน หากปราศจากก๊าซเรือนกระจกแล้ว พื้นผิวโลกจะมีอุณหภูมิเพียง -18 องศาเซลเซียส ซึ่งนั่นก็หมายความว่าน้ำทั้งหมดบนโลกนี้จะกลายเป็นน้ำแข็ง

ก๊าซและสารที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน

         ก๊าซและสารที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน มีทั้งหมด 6 ชนิด ได้แก่

 ไอน้ำ (H2O) 

         เป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีมากที่สุดบนโลก มีอยู่ในอากาศประมาณ 0- 4% ขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และอุณหภูมิ ในบริเวณเขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตรและชายทะเลจะมีไอน้ำอยู่มาก ส่วนในบริเวณเขตหนาวแถบขั้วโลก อุณหภูมิต่ำ จะมีไอน้ำในบรรยากาศเพียงเล็กน้อย ไอน้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อสิ่งมีชีวิต ไอน้ำเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรน้ำในธรรมชาติ น้ำสามารถเปลี่ยนสถานะไปมาทั้ง 3 สถานะ จึงเป็นตัวพาและกระจายความร้อนแก่บรรยากาศและพื้นผิว

         ไอน้ำเกิดจากโดยฝีมือมนุษย์ 2 วิธี คือ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงหรือก๊าซธรรมชาติ และจากการหายใจและคายน้ำของสัตว์และพืชในการทำเกษตรกรรม

 ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

         ในยุคเริ่มแรกของโลกและระบบสุริยะ มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศถึง 98% เนื่องจากดวงอาทิตย์ยังมีขนาดเล็กและแสงอาทิตย์ยังไม่สว่างเท่าทุกวันนี้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยทำให้โลกอบอุ่น เหมาะสำหรับเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต ครั้นกาลเวลาผ่านไปดวงอาทิตย์มีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำฝนได้ละลายคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลงมายังพื้นผิว แพลงก์ตอนบางชนิดและพืชตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ มาสร้างเป็นอาหารโดยการสังเคราะห์ด้วยแสง ทำให้ภาวะเรือนกระจกลดลง โดยธรรมชาติก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นจากการหลอมละลายของหินปูน ซึ่งโผล่ขึ้นมาจากปล่องภูเขาไฟ และการหายใจของสิ่งมีชีวิต

         ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเผาไหม้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิง โรงงานอุตสาหกรรม การเผาป่าเพื่อใช้พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยและการทำปศุสัตว์ เป็นต้น โดยการเผาป่าเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศได้โดยเร็วที่สุด เนื่องจากต้นไม้มีคุณสมบัติในการตรึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ก่อนที่จะลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ดังนั้นเมื่อพื้นที่ป่าลดน้อยลง ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จึงลอยขึ้นไปสะสมอยู่ในบรรยากาศได้มากยิ่งขึ้น และทำให้พลังงานความร้อนสะสมบนผิวโลกและในบรรยากาศเพิ่มขึ้นประมาณ 1.56 วัตต์/ตารางเมตร (ปริมาณนี้ยังไม่คิดรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นทางอ้อม)

 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ( co2) มาจากประเทศไหนมากที่สุด

         จากตัวเลขที่ได้สำรวจล่าสุดนั้นเรียงตามลำดับประเทศที่ปล่อยควันพิษของโลกมีปริมาณสะสมมาตั้งแต่ปี 1950 ดังนี้

          - สหรัฐอเมริกา 186,100 ล้านตัน
          - สหภาพยุโรป 127,800 ล้านตัน 
          - รัสเซีย 68,400 ล้านตัน 
          - จีน 57,600 ล้านตัน 
          - ญี่ปุ่น 31,200 ล้านตัน 
          - ยูเครน 21,700 ล้านตัน 
          - อินเดีย 15,500 ล้านตัน 
          - แคนาดา 14,900 ล้านตัน 
          - โปแลนด์ 14,400 ล้านตัน 
          - คาซัคสถาน 10,100 ล้านตัน 
          - แอฟริกาใต้ 8,500 ล้านตัน 
          - เม็กซิโก 7,800 ล้านตัน 
          - ออสเตรเลีย 7,600 ล้านตัน

 ก๊าซมีเทน (CH4)

         เกิดขึ้นจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิต แม้ว่ามีก๊าซมีเทนอยู่ในอากาศเพียง 1.7 ppm แต่ก๊าซมีเทนมีคุณสมบัติของก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กล่าวคือด้วยปริมาตรที่เท่ากัน ก๊าซมีเทนสามารถดูดกลืนรังสีอินฟราเรดได้ดีกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

         ก๊าซมีเทนมีปริมาณเพิ่มขึ้นเนื่องจากการทำนาข้าว ปศุสัตว์ และการเผาไหม้มวลชีวภาพ การเผาไหม้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ การเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเทนส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเรือนกระจกมากเป็นอันดับ 2 รองจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พลังงานรวมที่เกิดขึ้นโดยเฉลี่ย 0.47 วัตต์/ตารางเมตร

 ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)

         ปกติก๊าซชนิดนี้ในธรรมชาติเกิดจากการย่อยสลายซากสิ่งมีชิวิตโดยแบคทีเรีย แต่ที่มีเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน เนื่องมาจากอุตสาหกรรมที่ใช้กรดไนตริกในกระบวนการผลิต เช่น อุตสาหกรรมผลิตเส้นใยไนลอน อุตสาหกรรมเคมีและพลาสติกบางชนิด เป็นต้น ก๊าซไนตรัสออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเพิ่มพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.14 วัตต์/ตารางเมตร นอกจากนั้นเมื่อก๊าซไนตรัสออกไซด์ลอยขึ้นสู่บรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ มันจะทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้เกราะป้องกันรังสีอัลตราไวโอเล็ตของโลกลดน้อยลง

 สารประกอบคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC)

         หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ฟรีออน" (Freon) มิได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ มีแหล่งกำเนิดมาจากโรงงานอุตสาหกรรม และอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และสเปรย์ เป็นต้น

         สาร CFC มีองค์ประกอบเป็นคลอรีน ฟลูออไรด์ และโบรมีน ซึ่งมีความสามารถในการทำลายโอโซน ตามปกติสาร CFC ในบริเวณพื้นผิวโลกจะทำปฏิกิริยากับสารอื่น แต่เมื่อมันดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเล็ตในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ โมเลกุลจะแตกตัวให้คลอรีนอะตอมเดี่ยว และทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน เกิดก๊าซคลอรีนโมโนออกไซด์ (ClO) และก๊าซออกซิเจน หากคลอรีนจำนวน 1 อะตอม ทำลายก๊าซโอโซน 1 โมเลกุล ได้เพียงครั้งเดียว ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ทว่าคลอรีน 1 อะตอม สามารถทำลายก๊าซโอโซน 1 โมเลกุล ได้นับพันครั้ง เนื่องจากเมื่อคลอรีนโมโนออกไซด์ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนอะตอมเดี่ยว แล้วเกิดคลอรีนอะตอมเดี่ยวขึ้นอีกครั้ง ปฏิกิริยาลูกโซ่เช่นนี้จึงเป็นการทำลายโอโซนอย่างต่อเนื่อง

         ปัจจุบันแม้ว่าจะมีการจำกัดการใช้ก๊าซประเภทนี้ให้น้อยลง 40% เมื่อเทียบกับ 10 กว่าปีก่อน แต่ปริมาณสารคลอโรฟลูออโรคาร์บอนที่ยังคงสะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศ ยังเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 0.28 วัตต์ต่อตารางเมตร

 โอโซน (O3)

         เป็นก๊าซที่ประกอบด้วยธาตุออกซิเจนจำนวน 3 โมเลกุล มีอยู่เพียง 0.0008% ในบรรยากาศ โอโซนไม่ใช่ก๊าซที่มีเสถียรภาพสูง มันมีอายุอยู่ในอากาศได้เพียง 20 - 30 สัปดาห์ แล้วสลายตัว โอโซนเกิดจากก๊าซออกซิเจน (O2) ดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเล็ตแล้วแตกตัวเป็นออกซิเจนอะตอมเดี่ยว (O) จากนั้นออกซิเจนอะตอมเดี่ยวรวมตัวกับก๊าซออกซิเจนและโมเลกุลชนิดอื่น (M)ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง แล้วให้ผลผลิตเป็นก๊าซโอโซนออกมา

         ก๊าซโอโซนมี 2 บทบาท คือ เป็นทั้งพระเอกและผู้ร้ายในตัวเดียวกัน ขึ้นอยู่ว่ามันวางตัวอยู่ที่ใด

         โอโซนในชั้นสตราโตสเฟียร์ (Stratosphere Ozone)

         เป็นเกราะป้องกันรังสีอุลตราไวโอเล็ต (UV) ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ในธรรมชาติโอโซนที่เกิดขึ้นบนพื้นผิวมีเพียง 10% โอโซนส่วนใหญ่ในชั้นสตราโตสเฟียร์รวมตัวเป็นชั้นบาง ๆ ที่ระยะสูงประมาณ 20 - 30 กิโลเมตร ทำหน้าที่กรองรังสีอุลตราไวโอเล็ตจากดวงอาทิตย์ออกไป 99% ก่อนถึงพื้นโลก หากร่างกายมนุษย์ได้รับรังสีนี้มากเกินไป จะทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง ส่วนจุลินทรีย์ขนาดเล็ก อย่างเช่นแบคทีเรียก็จะถูกฆ่าตาย 

         โอโซนในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere Ozone)

         เป็นก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และมีคุณสมบัติเป็นก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด โดยดูดกลืนรังสีอินฟราเรด ทำให้เกิดพลังงานความร้อนสะสมบนพื้นผิวโลกประมาณ 2.85 วัตต์/ตารางเมตร โอโซนในชั้นนี้เกิดจากการเผาไหม้มวลชีวภาพและการสันดาปของเครื่องยนต์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการจราจรติดขัด เครื่องยนต์ เครื่องจักร และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปะปนอยู่ในหมอกควัน เมื่อโอโซนอยู่ในบรรยากาศชั้นล่างหรือเหนือพื้นผิว มันจะให้โทษมากกว่าให้คุณ เนื่องจากเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นคำพูดที่ว่า "ออกไปสูดโอโซนให้สบายปอด" จึงเป็นความเข้าใจผิด

         การลดลงของโอโซน

         นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจพบรูโหว่ขนาดใหญ่ของชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์คติก บริเวณขั้วโลกใต้ เกิดขึ้นจากกระแสลมพัดคลอรีนเข้ามาสะสมในก้อนเมฆในชั้นสตราโตสเฟียร์ในช่วงฤดูหนาวราวเดือนพฤษภาคม - กันยายน (อนึ่งขั้วโลกเหนือไม่มีเมฆในชั้นสตราโตสเฟียร์ เนื่องจากอุณหภูมิไม่ต่ำพอที่จะทำให้เกิดการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ) เมื่อถึงเดือนตุลาคม ซึ่งแสงอาทิตย์กระทบเข้ากับก้อนเมฆ ทำให้คลอรีนอะตอมอิสระแยกตัวออกและทำปฏิกิริยากับก๊าซโอโซน ทำให้เกิดรูโหว่ขนาดใหญ่ของชั้นโอโซน เรียกว่า "รูโอโซน" (Ozone hole)

  มนุษย์เป็นตัวการทำภาวะโลกร้อนจริงหรือ ?

         - จากรายงานของ IPCC มีความเป็นไปได้สูงมาก โดยรายงานนี้จัดทำโดยนักวิทยาศาสตร์กว่า 2500 คนใน 130 ประเทศ ได้สรุปว่า มนุษย์เป็นตัวการของสาเหตุเกือบทั้งหมด ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

         - การทำอุตสาหกรรม การตัดไม้ทำลายป่า และการปล่อยมลพิษอย่างมหาศาล ได้เพิ่มความเข้มข้นของไอน้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ในบรรยากาศ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บความร้อนไว้ทั้งสิ้น

         - มนุษย์กำลังเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศ มากกว่าที่ต้นไม้และมหาสมุทรสามารถรับได้

         - ก๊าซเหล่านี้จะอยู่ในบรรยากาศไปอีกนาน หมายความว่าการหยุดปล่อยก๊าซเหล่านี้ ไม่สามารถหยุดภาวะโลกร้อนได้ทันที 

         - ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้กล่าวว่า ภาวะโลกร้อนเกิดเป็นวัฎจักรสม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากปริมาณแสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลก และเป็นวัฏจักรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ในรอบเวลานับแสนปี แต่การเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาแค่เป็นร้อยปี จึงมีผลการวิจัยที่หักล้างทฤษฎีดังกล่าวออกมา

ผลจากภาวะโลกร้อน

         เอล นิโญ และลา นิโญ ทั้ง 2 คำนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างการหมุนเวียนของกระแสอากาศ และกระแสน้ำในมหาสมุทรทั้งบนผิวพื้นและใต้มหาสมุทร แต่เกิดจากภาวะโลกร้อน ทำให้เกิดความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตร เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก

 เอล นิโญ (El Nino)

         เป็นคำภาษาสเปน (ภาษาอังกฤษออกเสียงเป็น "เอล นิโน") แปลว่า "บุตรพระคริสต์" หรือ "พระเยซู" เป็นชื่อของกระแสน้ำอุ่นที่ไหลเลียบชายฝั่งทะเลของประเทศเปรูลงไปทางใต้ทุก ๆ 2-3 ปี โดยเริ่มประมาณช่วงเทศกาลคริสต์มาส กระแสน้ำอุ่นนี้จะไหลเข้าแทนที่กระแสน้ำเย็นที่อยู่ตามชายฝั่งเปรูนานประมาณ 2-3 เดือน และบางครั้งอาจจะยาวนานข้ามปีถัดไป เป็นคาบเวลาที่ไม่แน่นอน และมีผลทางระบบนิเวศและห่วงลูกโซ่อาหาร ปริมาณปลาน้อย นกกินปลาขาดอาหาร ชาวประมงขาดรายได้ รวมทั้งเกิดฝนตกและดินถล่มอย่างรุนแรงในประเทศเปรูและเอกวาดอร์

         เอล นิโญ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "El Nino - Southern Oscillation" หรือเรียกอย่างสั้นๆ ว่า "ENSO" หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้

         โดยปกติบริเวณเส้นศูนย์สูตรโลกเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ลมสินค้าตะวันออก (Eastery Trade Winds) จะพัดจากประเทศเปรู บริเวณชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ไปทางตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก แล้วยกตัวขึ้นบริเวณเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้มีฝนตกมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทวีปออสเตรเลียตอนเหนือ กระแสลมสินค้าพัดให้กระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันทางตะวันตกจนมีระดับสูงกว่าระดับน้ำทะเลปกติประมาณ 60-70 เซนติเมตร แล้วจมตัวลง กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรซีกเบื้องล่างเข้ามาแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวซีกตะวันออก นำพาธาตุอาหารจากก้นมหาสมุทรขึ้นมาทำให้ปลาชุกชุม เป็นประโยชน์ต่อนกทะเล และการทำประมงชายฝั่งของประเทศเปรู

         เมื่อเกิดปรากฏการณ์เอล นิโญ กระแสลมสินค้าตะวันออกอ่อนกำลัง กระแสลมพื้นผิวเปลี่ยนทิศทาง พัดจากประเทศอินโดนีเซียและออสเตรเลียตอนเหนือไปทางตะวันออก แล้วยกตัวขึ้นเหนือชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ ก่อให้เกิดฝนตกหนักและแผ่นดินถล่มในประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสลมพัดกระแสน้ำอุ่นบนพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกไปกองรวมกันบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู ทำให้กระแสน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไม่สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ ทำให้บริเวณชายฝั่งขาดธาตุอาหารสำหรับปลา และนกทะเล ชาวประมงจึงขาดรายได้ ปรากฏการณ์เอล นิโญ ทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ก่อให้เกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ การที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นเพราะปรากฏการณ์เอล นิโญ นั่นเอง

 ลา นิโญ (La Nino)

         เป็นคำภาษาสเปน (ภาษาอังกฤษออกเสียงเป็น "ลา นิโน") แปลว่า "บุตรธิดา" เป็นปรากฏการณ์ที่มีลักษณะตรงข้ามกับเอล นิโญ คือ มีลักษณะคล้ายคลึงกับสภาวะปกติ แต่ทว่ารุนแรงกว่า กล่าวคือกระแสลมสินค้าตะวันออกมีกำลังแรง ทำให้ระดับน้ำทะเลบริเวณทางซีกตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิกสูงกว่าสภาวะปกติ ลมสินค้ายกตัวเหนือประเทศอินโดนีเซีย ทำให้เกิดฝนตกอย่างหนัก น้ำเย็นใต้มหาสมุทรยกตัวขึ้นแทนที่กระแสน้ำอุ่นพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกทางซีกตะวันตก ก่อให้เกิดธาตุอาหาร ฝูงปลาชุกชุม ตามบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู

         กล่าวง่ายๆ ก็คือ "เอล นิโญ" ทำให้เกิดฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดความแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในทางกลับกัน "ลา นิโญ" ทำให้เกิดความแห้งแล้งทางตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ และเกิดฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

         ทั้ง 2 ปรากฏการณ์นี้ เกิดจากความผกผันของกระแสอากาศโลกบริเวณเส้นศูนย์สูตร เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ว่าเกิดจากภาวะโลกร้อน

บทเรียนจากภาวะโลกร้อน

         ในรอบหลายปีที่ผ่านมา แทบทุกคนคงได้รับข่าวภัยพิบัติธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้จากสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะทางโทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิ พายุถล่ม น้ำท่วม และไฟป่า ทำให้ผู้คนที่ไม่เคยสนใจธรรมชาติมาก่อนก็อดไม่ได้ที่จะคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความหวาดวิตก เพราะภัยพิบัติที่เกิดขึ้นนั้นนอกจากจะมีทุกรูปแบบแล้ว ยังมีความรุนแรงมากกว่าเดิม แถมในหลายภูมิภาคต้องเผชิญหน้ากับความเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน

         เริ่มจากเหตุการณ์เมื่อเกือบ 3 ปีก่อน ในวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 9.2 ริกเตอร์ ทางตอนเหนือของเกาะสุมาตราและในท้องทะเลอันดามัน ทำให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิคร่าชีวิตผู้คนหลายแสนคน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมากมาย จากนั้นก็มีเหตุแผ่นดินไหวตามมาอีกหลายร้อยครั้งจนกลายเป็นเหตุหายนะรายวันทั้งในประเทศไทย อินโดนีเซีย อิหร่าน ญี่ปุ่น อเมริกา ชิลี เปรู และโบลิเวีย

         ขณะเดียวกันก็เกิดสภาพอากาศวิปริตอย่างหนักในอินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถาน ญี่ปุ่น อเมริกา ชิลี และบริเวณตอนเหนือของยุโรป ทั้งพายุหิมะ ฝนตกหนัก และอากาศหนาวเย็นสุด ๆ จนอุณหภูมิติดลบ ทำให้ประชาชนล้มตายหลายพันคน

         ต่อมาอีกไม่กี่เดือนก็เกิดคลื่นความร้อน (Heat Wave) แผ่ปกคลุมทั้งจีน อินเดีย บังคลาเทศ ปากีสถาน โปรตุเกส ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี ทำให้ผู้คนตายอีกหลายร้อยคนจากโรคลมแดดและขาดน้ำจนช็อคตาย รวมทั้งหลายประเทศเกิดไฟป่าอย่างรุนแรงจากอากาศที่แห้งแล้งอย่างหนัก

         ถัดมายังไม่ทันที่คลื่นความร้อนจางหาย ก็เกิดลมพายุเข้ามาสร้างความเสียหายหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันออกและภาคใต้ของจีนที่ต้องเผชิญพายุนับสิบลูกจนทำให้ประชาชนล้มตายนับไม่ถ้วน และที่รัฐมหาราษฎระทางทิศตะวันตกของอินเดียก็เกิดเหตุดินถล่มหลังฝนตกหนักติดต่อกันนานกว่า4วัน เป็นเหตุให้มีผู้คนถูกฝังทั้งเป็นนับร้อยคน ส่วนที่อินโดนีเซีย (หมู่บ้านซีมาไฮ ชานเมืองบันดุง) ก็เกิดฝนตกหนักจนทำให้ขยะที่กองเป็นภูเขาเลากากลบฝังชาวบ้านกว่า 200 ชีวิต

         ขณะที่ประเทศอเมริกาก็ต้องผชิญหน้ากับพายุเฮอริเคนนับสิบลูก แต่ที่รุนแรงที่สุดก็เป็นพายุเฮอริเคนที่มีชื่อว่า "แคทรีนา" ได้ก่อตัวและเคลื่อนจากอ่าวเม็กซิโกด้วยความรุนแรงระดับ 5 (เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ.2548) ถาโถมเข้าถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ รัฐหลุยเซียนา และเมืองไบลอกซี รัฐมิสซิสซิปปี แถมยังถูกพายุเฮอริเคนอีก 2 ลูกที่มีชื่อว่า "โอฟีเลีย" และ "ริตา" ตามเข้ามาถล่มซ้ำ ทำให้ประชาชนเสียชีวิตนับพันคน ไร้ที่อยู่อาศัยอีกนับล้านคน รวมทั้งสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย 

         ซึ่งได้มีนักวิทยาศาสตร์หลายคนออกมาเตือนว่าดินแดนสหรัฐฯยังจะโดนพายุเฮอริเคนที่รุนแรงขึ้นในช่วงระยะเวลาอีกหลายปีข้างหน้าอีกหลายลูก เนื่องมาจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

         นายเคอรี เอมมานูเอล นักอุตุนิยมวิทยาแห่งสหรัฐฯ ได้รายงานผลการวิจัย ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงอันตรายอันเนื่องมาจากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น โดยเขาได้เทียบเคียงให้เห็นถึงอุณหภูมิของผิวน้ำในมหาสมุทรกับความเร็วลมของหย่อมบริเวณความกดอากาศต่ำ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ปรากฎว่าความแรงของลมและคลื่นได้ทวีขึ้นอย่างรุนแรง ความคงทนของพายุเฮอริเคนนับตั้งแต่ พ.ศ.2492 ได้นานขึ้นอีกราว 60% และความแรงของลมที่จุดศูนย์กลางของพายุทวีขึ้นอีก 50% นับแต่ปี พ.ศ.2513 เป็นต้นมา ในขณะที่อุณหภูมิของผิวน้ำในมหาสมุทรก็อุ่นขึ้นกว่าปกติ นอกจากนี้เขายังกล่าวว่าภาวะโลกร้อนได้ทำให้พายุเฮอริเคนได้ทวีความรุนแรงขึ้นถึง 2 เท่าในรอบระยะเวลา 30 ปีมานี้ เพียงแค่อุณหภูมิที่พื้นผิวมหาสมุทรเพิ่มขึ้น 0.5 °C เท่านั้น

         และในเดือนตุลาคม 2548 ได้พบว่าเกิดภาวะแห้งแล้งอย่างหนักในทวีปอเมริกาใต้ เป็นผลให้แม่น้ำอะเมซอนในประเทศบราซิลเกิดความแล้งจนก่อเกิดเกาะแก่งกลางน้ำมากมาย อันเป็นผลมาจากความร้อนที่มีมากเกินขนาดบริเวณมหาสมุทรทริปิคัลนอร์ท แอตแลนติก

         จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายคนเสนอทฤษฎีต่างๆนานาเพื่ออธิบายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้น อาทิเช่น ทฤษฎีโลกร้อนโลกเย็น ทฤษฎีแกนโลกเอียง เป็นต้น ซึ่งทุกทฤษฎีล้วนนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า "มนุษย์ได้ล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติจนเกินพอดี เมื่อธรรมชาติเสียความสมดุลก็ย่อมเกิดการทำลายจากธรรมชาติ ซึ่งสิ่งที่เกิดนี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนจากธรรมชาติเท่านั้น ยังไม่ถึงเวลาของภัยพิบัติธรรมชาติแท้จริงที่คาดว่าน่าจะเลวร้ายกว่านี้ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันเท่า"

จากปัญหาภาวะโลกร้อน อะไรกำลังจะเกิดขึ้นตามมา?

         - รายงานของ IPCC ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาระบุว่า ในอนาคต อาจเกิดภาวะขาดแคลนอาหารและน้ำ และภัยพิบัติต่อสัตว์ป่า

         - ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นระหว่าง 7-23 นิ้ว ซึ่งระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเพียง 4 นิ้วก็จะเข้าท่วมเกาะ และพื้นที่จำนวนมากในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

         - ผู้คนนับร้อยล้านที่อยู่ในระดับความสูงไม่เกิน 1 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล อาจะต้องย้ายถิ่น โดยเฉพาะในสหรัฐ รัฐฟลอริดา และหลุยส์เซียนาก็เสี่ยงเช่นกัน 

         - ธารน้ำแข็งละลายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อาจส่งผลต่อการขาดแคลนน้ำจืดได้

         - พายุที่รุนแรง ภาวะแห้งแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า และภัยธรรมชาติต่างๆ จะเกิดขึ้นบ่อยขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปกติ ทะเลทรายจะขยายตัวทำให้เกิดการขาดแคลนอาหารในบางพื้นที่

         - สัตว์นับล้านสปีชี่ส์ จะสูญพันธุ์ จากการไม่มีที่อยู่ ระบบนิเวศน์เปลี่ยนแปลง และน้ำทะเลเป็นกรด
การไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรอาจเปลี่ยนทิศทาง ส่งผลให้เกิดยุคน้ำแข็งย่อยๆ ในยุโรป และภาวะอากาศแปรปรวนในหลายพื้นที่

         - ในอนาคต เมื่อภาวะโลกร้อนอยู่ในขั้นที่ควบคุมไม่ได้ จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Positive Feedback Effect ซึ่งอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะปล่อยก๊าซเรือนกระจก ที่ถูกเก็บ อยู่ในส่วนชั้นน้ำแข็งที่ไม่เคยละลาย (Permafrost) และ ใต้ทะเลออกมา หรือคาร์บอนที่ถูกน้ำแข็งกับเก็บไว้ ส่งผลให้ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

คาดการณ์ภาวะโลกร้อนในอนาคต

         จากการวิจัยศึกษาของนานาชาติ ได้เผยแพร่ข่าวคาดการณ์ภาวะโลกร้อนในอนาคตเอาไว้มากมาย จึงขอสรุปเฉพาะข่าวที่น่าสนใจดังนี้

 โลกร้อนที่สุดในรอบ 400 ปี

         สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐฯ ได้สรุปแจ้งผลการทบทวนรายงานทางวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศต่อรัฐสภาว่า "อุณหภูมิของโลกเมื่อปี2549 ได้อุ่นขึ้นอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในรอบระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 400 ปี และอาจจะนานเป็นเวลาหลายพันปีก็ได้ อันเป็นผลมาจากฝีมือของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ อุณหภูมิเฉลี่ยที่ผิวพื้นโลกในซีกโลกเหนือสูงขึ้นอีกประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส"

 ใจกลางโลกยังร้อนจัด

         จากวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ฉบับใหม่ของสหรัฐฯ ได้รายงานว่า "นักธรณีวิทยาได้ศึกษาเพื่อต้องการที่จะหาความรู้ว่าความร้อนภายในโลกที่เป็นต้นตอของเหตุแผ่นดินไหวและภูเขาไฟปะทุ ตลอดจนสนามแม่เหล็กโลก ถ่ายเทออกมาได้อย่างไร ซึ่งนักวิทยาศาสตร์โรเบิร์ต แวน เดอ ฮิลสต์ กับคณะของสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูแสตต์ในอเมริกา ได้ทำการศึกษาบริเวณใต้ผิวโลกแถบอเมริกากลาง โดยการติดตามคลื่นที่เกิดเมื่อแผ่นดินไหว คลื่นนั้นเดินทางลึกลงไปใจกลางโลก ลึกลงไปเป็นระยะทางหลายพันกิโลฯ และได้อาศัยตรวจวัดอุณหภูมิภายในของโลกที่อยู่ระหว่างเปลือกโลกและแกน พบว่ามีอุณหภูมิสูงถึง 3,676 องศาเซลเซียส ร้อนระดับน้องๆอุณหภูมิที่ผิวพื้นของดวงอาทิตย์ ซึ่งร้อนถึง 5,526 °C

 อีก 23 ปี เอเชียระวังการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ

         องค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพ อันเป็นหน่วยงานวิจัยหลักของประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่าโลกอาจจะร้อนขึ้นอีก 4 °C ในราวปี พ.ศ.2573 โดยเฉพาะทางแถบอันแห้งแล้งทางเหนือของปากีสถาน อินเดีย และจีน องค์การฯ ยังได้ระบุอีกว่าการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศในแถบเอเชีย-แปซิฟิกนี้ ไม่มีเหตุผลอันใดเป็นเรื่องน่ายินดีเลย หากรัฐบาลของชาติเหล่านี้ไม่ลงมือขจัดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเสียตั้งแต่บัดนี้

         นอกจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นแล้ว ยังจะถูกซ้ำเติมด้วยแบบแผนของฝนตกที่ผิดปกติ รวมทั้งพายุหมุนเขตร้อนที่มีมากขึ้น ลมมรสุมรุนแรงจะก่อให้เกิดอุทกภัย ทำให้ประชาชนเรือนล้านต้องตกเป็นเหยื่อของโรคไข้จับสั่น ไข้ส่า และโรคติดต่ออื่นๆ นอกจากนี้ประชากรเรือนล้านที่มีถิ่นฐานอยู่ตามชุมชนริมฝั่งในบังคลาเทศ เวียดนาม จีน และตามหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก อาจจะต้องละทิ้งถิ่นฐาน เพราะน้ำทะเลล้นฝั่ง โดยจะเอ่อสูงขึ้นอีกราว 20 นิ้ว ในระยะเวลา 65 ปีข้างหน้า

 ยุโรป..แชมเปี้ยนอุณหภูมิโลกร้อน และในอนาคตอาจจะไม่มีฤดูหนาว

         จากรายงานการการศึกษาของสำนักการศึกษาสิ่งแวดล้อมแห่งยุโรปได้กล่าวคาดหมายว่า เนื่องจากปรากฏการณ์อากาศที่อุ่นขึ้นของโลกเป็นลำดับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ยุโรปอาจจะต้องเผชิญกับคลื่นอากาศร้อนและอุทกภัยถี่ขึ้นมากกว่าเดิมจนน้ำแข็งที่ปกคลุมตามยอดเขาแอลป์ของสวิสเซอร์แลนด์อาจจะละลายหายหมดเกลี้ยงลงถึง 3 ใน 4 ภายในปี พ.ศ.2593

         การศึกษาได้พบว่าอุณหภูมิของอากาศในยุโรปได้เพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยในรอบ 100 ปีมานี้ขึ้นอีก 1.7 °F และยังอาจจะเพิ่มสูงขึ้นในรอบศตวรรษนี้เป็นระหว่าง 3.6-11.3 °F ซึ่งถือว่าสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ทั่วโลก นอกจากนี้ยังระบุว่าอุณหภูมิที่กำลังเพิ่มสูงขึ้นของโลก อาจจะเป็นผลให้ยุโรปจะหมดสิ้นฤดูหนาวโดยสิ้นเชิงในราวปี พ.ศ.2603 เมื่อถึงฤดูร้อนก็จะร้อนยิ่งขึ้น เกิดความแห้งแล้ง และปรากฏการณ์อย่างพายุลูกเห็บและฝนตกหนักก็จะเกิดขึ้นบ่อย

 ปัญหาภาวะโลกร้อนจะทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศกึ่งร้อนในอนาคต

         สำนักข่าวยอนฮัพของเกาหลีใต้ อ้างแถลงการณ์ของศูนย์พยากรณ์อากาศของเกาหลีใต้ว่า "ผลการศึกษาบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ที่พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงขึ้นในประเทศ อาจขยายวงกว้างมากขึ้น ครอบคลุมกรุงโซล เมืองหลวงของประเทศ และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศภายในปี พ.ศ.2641-2643 จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 68 แห่ง ทำให้กลายเป็นประเทศกึ่งร้อน" นอกจากนี้ศูนย์ฯยังได้ทำนายว่า "อุณหภูมิโดยเฉลี่ยในเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้นราว 4 °C ภายในระยะ 70 ปีข้างหน้านี้"

         คำว่า "ประเทศกึ่งร้อน" หมายถึง ประเทศที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนกว่า 10 °C เป็นเวลากว่า 8 เดือนใน 1 ปี และมีอุณหภูมิในเดือนที่หนาวเย็นที่สุด ต่ำกว่า 18 °C โดยเฉลี่ย

 ธารน้ำแข็งขั้วโลกใต้บางลง หวั่นทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น

         คณะนักวิจัยนานาชาติรายงานในวารสารวิทยาศาสตร์ "ไซเอินซ์" ว่าธารน้ำแข็งบางแห่งทางทิศตะวันตกของขั้วโลกใต้กำลังละลายเร็วกว่าที่หิมะจะตกลงแทนที่ได้ทัน และจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจากการตรวจวัดธารน้ำแข็งที่ไหลลงทะเลอะมันด์เซ่นในมหาสมุทรแปซิฟิก พบว่าธารน้ำแข็งเหล่านี้ละลายเร็วกว่าปีก่อน ๆ และอาจแตกเป็นเสี่ยง ๆ นอกจากนี้ยังมีปริมาณน้ำแข็งมากกว่าที่คาดไว้ นักวิจัยระบุว่าธารน้ำแข็งที่ทะเลอะมันด์เซ่นมีน้ำแข็งมากพอจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1.3 เมตร จากการตรวจวัดพบว่าปริมาณน้ำแข็งเกินระดับความสมดุลอยู่ร้อยละ 60 มากพอที่จะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นปีละ 0.2 มม. มากกว่า 10% ของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นทั้งโลกประมาณ 1.8 มม./ปี

         นอกจากนี้ธารน้ำแข็งยังละลายเร็วขึ้น เนื่องจากแผ่นน้ำแข็งที่ทำหน้าที่เหมือนจุกขวดช่วยชะลอการไหลของธารน้ำแข็งก็กำลังละลายเช่นกัน แม้ว่าแผ่นน้ำแข็งเหล่านี้ไม่ทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นก็ตาม ก่อนหน้านี้คณะนักวิจัยนาซาและมหาวิทยาลัยโคโลราโดแห่งสหรัฐฯรายงานว่าแผ่นน้ำแข็งลาร์ซัน บี ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของทวีปแอนตาร์กติกด้านมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งแตกออกเมื่อปี 2545 ทำให้ธารน้ำแข็งไหลลงสู่ทะเลเวดเดลล์เร็วขึ้น

 ชาวโลก 634 ล้านคน เตรียมรับเคราะห์จากภัยระดับน้ำทะเลหนุนขึ้นสูง

         จากวารสารวิชาการ "สิ่งแวดล้อม" รายงานว่า" ผู้คนที่จะได้รับเคราะห์จะเป็นผู้ที่อยู่ตามชายฝั่งทะเลทั่วโลก โดยเฉพาะพื้นที่ที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่ถึง 33 ฟุต ซึ่งเป็นชนชาติต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า 180 ชาติ ประมาณ 634 ล้านคน และมีเมืองใหญ่ของโลกมากถึง 2 ใน 3 ตกอยู่ในข่ายอันตรายนี้ด้วย เช่น โตเกียว นิวยอร์ก มุมไบ (อินเดีย) เซี่ยงไฮ้ จาการ์ตา (อินโดฯ) และตาการ์ (บังคลาเทศ) เป็นต้น"

         การศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ได้ระบุบริเวณที่ลุ่มริมฝั่งทะเล ซึ่งอาจได้รับอันตรายเนื่องจากเหตุโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้น

         รายงานนี้ไม่ได้บอกช่วงเวลาที่อาจจะเกิดน้ำทะเลเอ่อท่วมดินแดนริมฝั่งแต่ละชาติไว้ แต่ได้กล่าวเตือนให้รู้ตัวว่า การแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องใช้เงินมหาศาล เพราะจะต้องย้ายผู้คนออกเป็นจำนวนมาก และสร้างโครงสร้างทางวิศวกรรมที่สามารถป้องกันได้

 หลายชาติในเอเชียเตรียมเผชิญระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น

         นายสตีฟ วิลเลียมส์ ผอ. บ. เอเนอร์จี้ โซลูชั่นส์ จก. ที่ปรึกษาด้านอุตฯ ขนาดใหญ่ แสดงความเป็นห่วงหลายชาติในเอเชียจะเผชิญปัญหาใหญ่จากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนและพายุตามฤดูกาลที่รุนแรงขึ้น

         โดยนายสตีฟระบุว่าประชากร 1 ใน 10 ของภูมิภาคเอเชียที่อาศัยบริเวณชายฝั่ง ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงมากที่สุด แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีแผนปฏิบัติการรับมือกับระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และเชื่อว่าหลายชาติไม่มีงบประมาณเพียงพอในการก่อสร้างเขื่อนกันน้ำทะเลเหมือนประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้จากสถิติประชากรเอเชีย ประเทศจีนมีประชากรอาศัยในแถบพื้นที่ลุ่มริมชายฝั่งทะเลมากที่สุด โดยมีราว 143 ล้านคน รองลงมาคือ อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น

 พรรณไม้จะขึ้นในทวีปน้ำแข็ง

         นักวิทยาศาสตร์ได้กล่าวในที่ประชุมนานาชาติว่า "ปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทวีปแอนตาร์กติกบริเวณขั้วโลกใต้ได้เพิ่มทวีขึ้น และจะเพิ่มมากขึ้นถึง 2 เท่าตัวภายในปี พ.ศ.2643 หรือเกือบ 100 ปีข้างหน้านี้ ทำให้ทวีปที่เป็นน้ำแข็งจะกลับไปมีสภาพเหมือนกับเมื่อ 40 ล้านปีที่แล้วอีกครั้งหนึ่ง โดยอากาศจะอุ่นขึ้น มีต้นไม้และพุ่มไม้เจริญเติบโตกระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ อันเกิดจากการเผาผลาญเชื้อเพลิงที่เป็นซากอินทรีย์โบราณ เช่น ถ่านหิน และน้ำมัน"

 นักวิทยาศาสตร์หลายชาติเดินทางสู่ขั้วโลก เพื่อศึกษาผลอากาศเปลี่ยนแปลงจากภาวะโลกร้อน

         เนื่องในปี 2550 ได้ถูกประกาศเป็น "ปีขั้วโลกนานาชาติ" จึงได้มีการรวบรวมโครงการวิจัย 228 โครงการ ที่จะติดตามสุขภาพบริเวณขั้วโลก และทำการวัดผลกระทบจากปรากฎการณ์โลกร้อน นับเป็นโครงการวิจัยนานาชาติขนาดใหญ่ที่สุดในรอบ 50 ปี โดยได้เริ่มอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2550 และจะสิ้นสุดในปี 2552 เพื่อทำการเก็บข้อมูลขั้วโลกแต่ละด้านได้เต็มฤดูกาลทั้งฤดูร้อนและฤดูหนาว สำหรับงบประมาณวิจัยมาจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกแห่งสหประชาชาติ และกรรมาธิการวิทยาศาสตร์นานาชาติ ที่ได้ทุ่มงบประมาณถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

ทั้งนี้มีนักวิทยาศาสตร์กว่า 50,000 คน จาก 63 ชาติ ที่เข้าร่วมเดินทางไปศึกษาความเปลี่ยนแปลงของขั้วโลก ที่เกิดจากผลกระทบของความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ โดยใช้วิธีการศึกษาหลายแบบ ทั้งติดตามดูน้ำแข็งที่ถูกทำลาย ข้อมูลดาวเทียม และใช้เรือดำน้ำ การศึกษาดังกล่าวยังครอบคลุมถึงผลกระทบของรังสีแสงอาทิตย์ที่มีต่อบรรยากาศขั้วโลก ไปจนถึงชีวิตสัตว์ใต้น้ำที่อยู่ใต้มหาสมุทรน้ำแข็งแอนตาร์กติกอีกด้วย

 เอลนิโญทำให้ทะเลไทยมีน้ำเย็นลง และเกิดตะกอนขุ่น

         ดร.ธรณ์ ธำรงค์นาวาสวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง ม.เกษตรฯ เปิดเผยว่าจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นทำให้เกิดหลายปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับทะเลโดยตรง คือ ปรากฎการณ์เอลนิโญ ซึ่งในเมืองไทยได้รับผลกระทบหลายครั้ง ที่ชัดเจนคือ 10 ปีที่ผ่านมา น้ำทะเลอันดามันเย็นลงในช่วงเดือนธันวาคม-เมษายน และเกิดน้ำร้อนในอ่าวไทยในช่วงเดือนพฤษภาคม-กันยายน และปี 2550 นี้ ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม คือ น้ำทะเลอันดามันเย็นลง มาจากน้ำที่อยู่ในทะเลลึกเคลื่อนที่เข้าสู่พื้นที่ใกล้ฝั่ง ซึ่งน้ำนอกจากเย็นแล้ว ยังมีตะกอนขุ่นจากทะเลลึกมาด้วย ซึ่งแต่เดิมไม่เคยเข้ามาในเขตตื้น แต่มากับมวลน้ำเย็น ตะกอนนี้มีธาตุอาหารจำนวนมาก ทำให้แพลงก์ตอนที่อยู่ในเขตน้ำตื้นเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว นักท่องเที่ยวที่ไปว่ายน้ำดำน้ำจะรู้สึกว่าน้ำเย็น ขุ่น และคันยิบ ๆ (นักท่องเที่ยวเริ่มย้ายจุดดำน้ำจากอันดามันใต้ไปเหนือ) เพราะแพลงก์ตอนบางตัวมีพิษ แต่ไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต คงทำให้คันเท่านั้น นอกจากนี้แพลงก์ตอนยังทำให้มีสัตว์น้ำขนาดใหญ่และสัตว์น้ำแปลก ๆ ตามเข้ามา เช่น กระเบนราหู เป็นต้น

ผลกระทบต่อประเทศไทย

 ระดับน้ำทะเลขึ้นสูง

         นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีกถึง 90 เซนติเมตร ในอีกหนึ่งร้อยปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพต่างๆ หลายประการ

         สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยประเมินไว้ว่า มีสิ่งชี้ชัดในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวการณ์ขาดแคลนน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ และอุทกภัยที่ถี่ขึ้นและรุนแรงยิ่งขึ้นในพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะในบริเวณชายฝั่งของกรุงเทพฯที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลเพียง 1 เมตร โดย ระดับการรุกของน้ำเค็มจะเข้ามาในพื้นที่แม่น้ำเจ้าพระยาถึง 40 กิโลเมตร ส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อความสมดุลของน้ำจืดและน้ำเค็มในพื้นที่ นอกจากนี้ กรุงเทพฯยังมีความเสี่ยงต่อความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำล้นตลิ่งและอุทกภัย ที่จะก่อความเสียหายกับระบบสาธารณูปโภค ที่อยู่อาศัยของคนจำนวนมาก รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่จะตามมา

         ส่วนพื้นที่ชายฝั่งจะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน โดยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อพื้นที่ชายฝั่งแตกต่างกันไปเป็นกรณี เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งหลายแบบ เช่น พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นหน้าผา อาจจะมีการยุบตัวเกิดขึ้นกับหินที่ไม่แข็งตัวพอ แต่กระบวนการนี้จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ส่วนชายหาดจากเพชรบุรีถึงสงขลาซึ่งมีลักษณะชายฝั่งที่แคบจะหายไป และชายหาดจะถูกร่นเข้ามาถึงพื้นที่ราบริมทะเล

         ส่วนพื้นที่ป่าชายเลนจะมีความหนาของพรรณไม้ลดลง เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจะทำให้พืชตาย แอ่งน้ำเค็มลดลงและถูกแทนที่ด้วยหาดเลน ในขณะที่ปากแม่น้ำจะจมลงใต้น้ำทำให้เกิดการชะล้าง พังทลายของพื้นที่ลุ่มน้ำ โดย ทะเลสาบสงขลาซึ่งเป็นแหล่งน้ำชายฝั่งจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นและอาจมีน้ำเค็มรุกเข้ามามากขึ้น

         ตัวอย่างอื่นๆของพื้นที่ที่จะได้รับความเสียหาย คือ จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก 1 เมตร พื้นที่ร้อยละ 34 ของจังหวัดจะถูกกัดกร่อนและพังทลาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับพื้นที่การเกษตรและนากุ้งในบริเวณดังกล่าวด้วย

 ผลกระทบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

         อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้การระเหยของน้ำทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ ลำธาร และทะเลสาบเพิ่มมากขึ้น ยิ่งจะทำให้ฝนตกมากขึ้น และกระจุกตัวอยู่ในบางบริเวณ ทำให้เกิดอุทกภัย ส่วนบริเวณอื่นๆก็จะเกิดปัญหาแห้งแล้ง เนื่องจากฝนตกน้อยลง กล่าวคือ พื้นที่ภาคใต้จะมีฝนตกชุก และเกิดอุทกภัยบ่อยครั้งขึ้น ในขณะที่ภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ต้องเผชิญกับภัยแล้งมากขึ้น 

         รูปแบบของฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้วัฏจักรของน้ำเปลี่ยนแปลง ลักษณะการไหลของระบบน้ำผิวดิน และระดับน้ำใต้ดินก็จะได้รับผลกระทบด้วย ทั้งพืชและสัตว์จึงต้องปรับปรุงตัวเองเข้าสู่ระบบนิเวศที่เปลี่ยนไป ลักษณะความหลากหลายทางชีวภาพก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

         ระบบนิเวศทางทะเล ก็เป็นอีกระบบนิเวศหนึ่งที่จะได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และอุณหภูมิผิวน้ำที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้พืชและสัตว์ทะเลบางชนิดสูญพันธุ์ รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกสีทั้งในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน

 ผลกระทบต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ

         การศึกษาของสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ระบุว่า ในประเทศไทยมีแนวโน้มว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง (ประมาณ 5 - 10 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งจะมีผลต่อผลผลิตด้านการเกษตร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ และต้องอาศัยปริมาณน้ำฝนและแสงแดดที่แน่นอน รวมถึงความชื้นของดินและอุณหภูมิเฉลี่ยที่พอเหมาะด้วย 

         สำหรับประเทศไทย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาคการเกษตรจะไม่รุนแรงมาก เพราะพื้นที่ชลประทานจะได้รับการป้องกัน แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอาจจะรุนแรงในบริเวณที่ขาดน้ำอยู่แล้ว 

         นอกจากนี้ ผลกระทบยังอาจเกิดขึ้นกับการทำประมง เนื่องจาก แหล่งน้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ตลอดทั้งปี อาจแห้งขอดลงในบางฤดูกาล ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์และการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ ซึ่งจะทำให้จำนวนและความหลากหลายของชนิดของสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างมาก ตัวอย่างเช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ และความอุดมสมบูรณ์ในแหล่งน้ำแถบลุ่มแม่น้ำโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะลดลงอย่างต่อเนื่อง หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังคงดำเนินต่อไป

 เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรง

         จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง อากาศที่ร้อนขึ้น และความชื้นที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ภัยธรรมชาติต่างๆเกิดบ่อยครั้งและรุนแรง จะทำให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองบ่อยครั้งขึ้นและไม่เป็นไปตามฤดูกาล โดยภาคใต้ของประเทศซึ่งเคยมีพายุไต้ฝุ่นพัดผ่านจะเกิดพายุมากขึ้น และความรุนแรงของพายุไต้ฝุ่นก็จะทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงอัตราเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของแนวโน้มอุทกภัยแบบฉับพลันด้วยเช่นเดียวกัน ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไร้ที่อยู่อาศัย และก่อให้เกิดความเสียหายกับระบบนิเวศ 

         ภัยธรรมชาติอีกอย่างหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ ภาวะภัยแล้ง เช่น ในช่วงกลางปี พ.ศ 2533 ประเทศไทยต้องประสบกับความแห้งแล้งรุนแรงจากปรากฏการณ์ เอล นินโญ่ ที่เชื่อกันว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตทางการเกษตร นอกจากนี้ไฟป่าอาจจะเกิดบ่อยครั้งขึ้นสืบเนื่องมาจากภาวะภัยแล้ง

 ผลกระทบด้านสุขภาพ

         อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มสูงขึ้นและเหตุการณ์ตามธรรมชาติที่รุนแรงและเกิดบ่อยครั้งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพและอนามัยของคนไทย โรคระบาดที่สัมพันธ์กับการบริโภคอาหารและน้ำดื่ม มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงมากขึ้น โดยภัยธรรมชาติ เช่น ภาวะน้ำท่วมทำให้เกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็น โรคบิด ท้องร่วง และอหิวาตกโรค เป็นต้น 

         โรคติดต่อในเขตร้อนก็มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น และจะคร่าชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะ ไข้มาลาเรีย ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะ เนื่องจากการขยายพันธุ์ของยุงจะมากขึ้นในสภาวะแวดล้อมที่ร้อนขึ้นและฤดูกาลที่ไม่แน่นอน 

         แนวโน้มของผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงจากภัยธรรมชาติ อาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอาหาร และความอดอยาก ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร และภูมิต้านทานร่างกายต่ำ โดยเฉพาะในเด็กและคนชรา

 ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ

         ภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นไม่เพียงแต่ส่งกระทบที่รุนแรงต่อประเทศไทยในทางกายภาพเท่านั้น หากแต่ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศชาติเช่นเดียวกัน กล่าวคือ การยุบตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ภูมิอากาศแปรปรวน โรคระบาดรุนแรง และผลกระทบอื่นๆ ส่งผลให้มีประชากรบาดเจ็บล้มตาย ทิ้งที่ทำกิน และไร้ที่อยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ประชาชนยังจะได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนอาหารและน้ำดื่มที่ถูกสุขลักษณะระหว่างภาวะน้ำท่วม และความเสียหายที่เกิดกับระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ซึ่งโดยมาก ผู้ที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจะเป็นประชาชนที่มีความยากจน และไม่มีทุนทรัพย์พอที่จะป้องกันผลกระทบของภาวะโลกร้อนได้ ยกตัวอย่างเช่น การป้องกันการรุกล้ำของน้ำเค็มในพื้นที่ทำกิน อาจทำได้โดยการสร้างเขื่อน และประตูน้ำป้องกันน้ำเค็ม แต่วิธีการนี้ต้องลงทุนสูง ดังนั้นเมื่อราคาของการป้องกันสูงเกินกว่าที่ชาวนาจะสามารถรับได้ การทิ้งพื้นที่ทำกินในบริเวณที่ให้ผลผลิตต่ำจึงเป็นทางออกที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

         นอกจากนี้ ความเสียหายต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรมที่สำคัญตามแนวชายฝั่งที่ยุบตัว ภัยธรรมชาติ และความเสียหายที่เกิดจากเหตุการณ์ธรรมชาติที่รุนแรง ล้วนส่งผลให้ผลิตผลทางการเกษตร ซึ่งเป็นสินค้าออกหลักของประเทศมีปริมาณลดลง พื้นที่ที่คุ้มค่าแก่การป้องกันในเชิงเศรษฐกิจ และพื้นที่ที่มีการพัฒนาสูง อาจได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จำต้องมีโครงสร้างป้องกันกระแสคลื่น ซึ่งจะรุนแรงขึ้นเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น หรือการสร้างกำแพงกั้นน้ำทะเลหรือเขื่อน เพื่อป้องกันการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทางการเกษตร และการทำนาเกลือ เป็นต้น

         การป้องกันดังกล่าวนั้นจะต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น ในพื้นที่ที่ไม่คุ้มค่าที่จะป้องกันในเชิงเศรษฐกิจจะถูกละทิ้งไป ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เกิดปัญหาเศรษฐกิจและสังคมมากที่สุด เช่น การช่วยเหลือชาวนา ซึ่งจำเป็นที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ที่สูงขึ้นเนื่องจากน้ำทะเลรุก เป็นต้น

 การป้องกันภาวะโลกร้อน

 พิธีสารเกียวโต

         อันที่จริงทั่วโลกต่างตระหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่ปี 2535 แล้ว นั่นก็คือ "พิธีสารเกียวโต" (Kyoto Protocal to the United Nations Framework Convention on Climate Change) เป็นมาตรการทางกฎหมายร่วมกันของนานาประเทศ ที่มีเป้าหมายทางกฎหมายเพื่อรับมือกับภาวะโลกร้อน (Global Warming) โดยมีการประกาศในข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของสหประชาชาติเมื่อปี 2535 และผ่านความเห็นชอบในปี 2540 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยเปิดให้แต่ละชาติลงนามสัตยาบันระหว่างวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ.2541 จนถึงวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2542 

         ข้อตกลงในพิธีสารฉบับนี้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 ซึ่งชาติใดก็ตามที่ให้สัตยาบันในพิธีสารนี้ จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไอน้ำ โอโซน มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ ภายในปี 2551-2555 ให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกลงประมาณ 5.2% ของระดับที่ปล่อยออกมาในปี 2533 แต่ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือ โลกก็จะมีอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น น้ำแข็งที่ขั้วโลกก็จะละลายหายไปเรื่อย ๆ ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ๆ เชื่อไหมว่าหากน้ำทะเลสูงขึ้นอีกราว 1 เมตร ก็จะเกิดน้ำท่วมตามแผ่นดินมากมาย แถมยังก่อให้เกิดปรากฎการณ์เอล นิโน และลา นิโน รวมถึงภัยธรรมชาติที่จะเกิดขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพายุหมุนเขตร้อน ภัยแล้ง ไฟป่า เป็นต้น 

         ตอนแรกพิธีสารนี้ดูจะไม่สำเร็จ เพราะรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากถึง 17% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก ยังไม่ยอมให้สัตยาบัน แต่เมื่อรัสเซียลงนามให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ.2547 ทั่วโลกต่างก็เริ่มมองเห็นความสำเร็จ โดยมีทั้งหมด 127 ประเทศ ที่ร่วมลงนามให้สัตยาบัน ส่วนประเทศที่ยังคงไม่ยอมร่วมลงนามสัตยาบัน ก็คือ 2 ชาติอุตสาหกรรมยักษ์อย่างอเมริกาและออสเตรเลีย โดยเฉพาะอเมริกาที่เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก แถมอเมริกายังถอนตัวจากพิธีสารเกียวโตในปี 2544 โดยอ้างเหตุผลว่าสนธิสัญญาดังกล่าวไม่เป็นธรรมต่อประเทศอุตสาหกรรม เพราะมีต้นทุนมหาศาลในการจำกัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของอเมริกาอย่างสูง 

         ต่อมาในวันที่ 26-29 กรกฎาคม 2548 ได้มีการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ครั้งที่ 38 ณ กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว งานนี้นอกจากสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศแล้ว ยังมีชาติอื่น ๆ ในเอเชีย-แปซิฟิกอีก 14 ประเทศ รวมถึงประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกา จีน และญี่ปุ่น 

         ในการประชุมครั้งนี้มีด้วยกันหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติก็คือ 6 ชาติยักษ์ใหญ่ที่ประกอบด้วยอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย และออสเตรเลีย ได้ร่วมกันจัดตั้ง "หุ้นส่วนด้านสภาพภูมิอากาศและการพัฒนาเทคโนโลยีแบบพลังงานสะอาดในเอเชีย-แปซิฟิก" โดยอ้างว่ามีเป้ามายเพื่อ "ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยี" ที่สามารกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้โลกร้อนขึ้น 

         การแอบทำข้อตกลงฉบับนี้ย่อมถูกนำไปเปรียบเทียบกับ "พิธีสารเกียวโต"ที่มีเป้าหมายเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผลประโยชน์จากข้อตกลงนั้น ส่วนใหญ่จะตกอยู่ที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ของอเมริกา และอุตสาหกรรมผลิตเชื้อเพลิงในออสเตรเลีย ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้เป็นผู้ปล่อยมลพิษ (รายใหญ่) สู่อากาศ 

         ข้อตกลงของ 6 ชาตินี้ นายจอห์น โฮเวิร์ด นายกรัฐมนตรีแห่งออสเตรเลียในสมัยนั้น ได้ชี้แจงอย่างเลิศหรูว่าจะมีประสิทธิภาพกว่าพิธีสารเกียวโต ส่วนนายอเล็กซ์ซานเดอร์ ดาวเนอร์ รมต.ต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่าสัญญานี้ไม่ได้ลดความสำคัญของพิธีสารเกียวโต แต่จะช่วยเติมเต็มพิธีสารเกียวโตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีแบบพลังงานสะอาดจะเป็นวิธีแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด 

         ทางสหภาพยุโรปหรืออียูให้ความเห็นว่าสนธิสัญญาที่ 6 ชาติตกลงกันนั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่อย่างใด และไม่สามารถแทนที่พิธีสารเกียวโตได้ เพราะข้อตกลงนี้ตั้งกันขึ้นมาโดยไม่มีผลผูกมัด ไม่มีมาตรการที่ชัดเจน ไม่ระบุมาตรฐานในการบังคับใช้ รวมทั้งกำหนดระยะเวลาในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่แน่นอน คงมุ่งเน้นเพียงการใช้พลังงานที่สะอาดและเป็นเพียงข้อตกลงเชิงการค้าเท่านั้น 

         สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมมีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บางกลุ่มไม่มั่นใจว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ในข้อตกลงดังกล่าว บ้างระบุว่าเป็นความพยายามของอเมริกาและออสเตรลียที่ต้องการทำลายพิธีสารเกียวโต โดยบิดเบือนเป้าหมายหลัก คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

         ส่วนกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างรุมประณามข้อตกลงนี้ว่าเป็นการเห็นแก่ตัวและจะไม่ได้ผลอะไร รวมทั้งเชื่อว่าอเมริกาและออเตรเลียร่วมกันพยายามจัดตั้งสนธิสัญญานี้ขึ้นมาเพื่อลบล้างความล้มเหลวในการร่วมลงนามในพิธีสารเกียวโต

เราจะมีส่วนช่วยคลายภาวะโลกร้อนได้อย่างไร?

         รายงานฉบับล่าสุดของคณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ ไอพีซีซี (Intergovernment Panel on Climate Change : IPCC) ซึ่งเป็นรายงานที่รวบรวมงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ 2,500 คน จากกว่า 30 ประเทศ และใช้เวลาในการวิจัยถึง 6 ปี ระบุไว้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างน้อย 90% ที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ และมนุษย์ถือได้ว่าเป็นตัวการสำคัญของปัญหาโลกร้อนในครั้งนี้ 

         กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำคู่มือ 80 วิธีหยุดโลกร้อนขึ้นมา เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนทั่วไป เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2550 ไว้ดังนี้

 ประชาชนทั่วไป

          ลดการใช้พลังงานในบ้านด้วยการปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ได้ใช้งาน จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับ 1 พันปอนด์ต่อปี

          ลดการสูญเสียพลังงานในโหมดสแตนด์บาย เครื่องเสียงระบบไฮไฟ โทรทัศน์ เครื่องบันทึกวิดีโอ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และอุปกรณ์พ่วงต่างๆ ที่ติดมาด้วยการดึงปลั๊กออก หรือใช้ปลั๊กเสียบพ่วงที่ตัดไฟด้วยตัวเอง

          เปลี่ยนหลอดไฟ เป็นหลอดไฟประหยัดพลังงานแบบขดที่เรียกว่า Compact Fluorescent Lightbulb (CFL) เพราะจะกินไฟเพียง 1 ใน 4 ของหลอดไฟเดิม และมีอายุการใช้งานได้นานกว่าหลายปีมาก

          เปลี่ยนไปใช้ไฟแบบหลอด LED จะได้ไฟที่สว่างกว่าและประหยัดกว่าหลอดปกติ 40% สามารถหาซื้อหลอดไฟ LED ที่ใช้สำหรับโคมไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้นได้ด้วย จะเหมาะกับการใช้งานที่ต้องการให้มีแสงสว่างส่องทาง เช่น ริมถนนหน้าบ้าน การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี 

          ช่วยกันออกความเห็นหรือรณรงค์ให้รัฐบาลพิจารณาข้อดีข้อเสียของการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนกับภาคการผลิต ตามอัตราการใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลรูปแบบต่างๆ หรือการใช้ก๊าซโซลีน เป็นรูปแบบการใช้ภาษีทางตรงที่เชื่อว่า หากโรงงานต้องจ่ายค่าภาษีแพงขึ้นก็จะลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในกระบวนการผลิตลง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ลงได้ประมาณ 5% 

          ขับรถยนต์ส่วนตัวให้น้อยลง ด้วยการปั่นจักรยาน ใช้รถโดยสารประจำทาง หรือใช้การเดินแทนเมื่อต้องไปทำกิจกรรมหรือธุระใกล้ๆ บ้าน เพราะการขับรถยนต์น้อยลง หมายถึงการใช้น้ำมันลดลง และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย เพราะน้ำมันทุกๆ แกลลอนที่ประหยัดได้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 20 ปอนด์ 

          ไปร่วมกันประหยัดน้ำมันแบบ Car Pool นัดเพื่อนร่วมงานที่มีบ้านอาศัยใกล้ๆ นั่งรถยนต์ไปทำงานด้วยกัน ช่วยประหยัดน้ำมัน และยังเป็นการลดจำนวนรถติดบนถนน ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ทางอ้อมด้วย 

          จัดเส้นทางรถรับส่งพนักงาน ถ้าในหน่วยงานมีพนักงานจำนวนมากอาศัยอยู่ในเส้นทางใกล้ๆ กัน ควรมีสวัสดิการจัดหารถรับส่งพนักงานตามเส้นทางสำคัญๆ เป็น Car Pool ระดับองค์กร 

          เปิดหน้าต่างรับลมแทนเปิดเครื่องปรับอากาศ ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ 

          มองหาผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ป้ายฉลากเขียว ประหยัดไฟเบอร์ 5 มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพราะการจะได้ใบรับรองนั้น จะต้องมีการประเมินสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นหาวัตถุดิบ
ไปตลาดสดแทนซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ซื้อผัก ผลไม้ หมู ไก่ ปลา ในตลาดสดใกล้บ้าน แทนการช็อปปิ้งในซูเปอร์มาร์เก็ตบ้าง ที่อาหารสดทุกอย่างมีการหีบห่อด้วยพลาสติกและโฟม ทำให้เกิดขยะจำนวนมาก 

          เลือกซื้อเลือกใช้ เมื่อต้องซื้อรถยนต์ใช้ในบ้าน หรือรถยนต์ประจำสำนักงานก็หันมาเลือกซื้อรถประหยัดพลังงาน รวมทั้งเลือกอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟ ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน 

          เลือกซื้อรถยนต์ที่มีขนาดตามความจำเป็น โดยพิจารณาจากขนาดครอบครัวและประโยชน์การใช้งาน รวมทั้งพิจารณารุ่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด เพื่อเปรียบเทียบราคา 

          ไม่จำเป็นก็ไม่ต้องเลือกรถโฟว์วีลขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ เพราะกินน้ำมันมาก และตะแกรงขนสัมภาระบนหลังคารถก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะเป็นการเพิ่มน้ำหนักรถให้เปลืองน้ำมัน 

          ขับรถอย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะทางไกลการขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช่วยลดการใช้น้ำมันลงได้ 20% หรือคิดเป็นปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ 1 ตันต่อรถยนต์แต่ละคันที่ใช้งานราว 3 หมื่นกิโลเมตรต่อปี 

          ขับรถเที่ยวไปลดคาร์บอนไดออกไซด์ไปพร้อมกัน เพราะมีบริษัทเช่ารถใหญ่ๆ 2-3 รายมีรถรุ่นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้เอทานอล หรือน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ ด้วย ลองสอบถามบริษัทรถเช่าเมื่อเดินทางไปถึง 

          เลือกใช้บริการโรงแรมที่มีสัญลักษณ์สิ่งแวดล้อม เช่น มีมาตรการประหยัดน้ำ ประหยัดพลังงาน และมีระบบจัดการของเสีย มองหาป้ายสัญลักษณ์ เช่น โรงแรมใบไม้สีเขียว มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพ

          เช็กลมยาง การขับรถที่ยางลมมีน้อยอาจทำให้เปลืองน้ำมันได้ถึง 3% จากภาวะปกติ 

          เปลี่ยนมาใช้พลังงานชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล ให้มากขึ้น 

          โละทิ้งตู้เย็นรุ่นเก่า ตู้เย็นที่ผลิตเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เพราะใช้ไฟฟ้ามากเป็น 2 เท่าของตู้เย็นสมัยใหม่ที่มีคุณภาพสูง ซึ่งช่วยประหยัดค่าไฟลงได้มาก และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 100 กิโลกรัมต่อปี 

          ยืดอายุตู้เย็นด้วยการใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงานให้ตู้เย็นด้วยการใช้อย่างฉลาด ไม่นำอาหารร้อนเข้าตู้เย็น หลีกเลี่ยงการนำถุงพลาสติกใส่ของในตู้เย็น เพราะจะทำให้ตู้เย็นจ่ายความเย็นได้ไม่ทั่วถึงอาหาร ควรย้ายตู้เย็นออกจากห้องที่ใช้เครื่องปรับอากาศ ละลายน้ำแข็งที่เกาะในตู้เย็นเป็นประจำ เพราะตู้เย็นจะกินไฟมากขึ้นเมื่อมีน้ำแข็งเกาะ และทำความสะอาดตู้เย็นทุกสัปดาห์ 

          ริเริ่มใช้พลังงานทางเลือกในอาคารสำนักงาน เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเฉพาะจุด 

          ใช้แสงแดดให้เป็นประโยชน์ ในการตากเสื้อผ้าที่ซักแล้วให้แห้ง ไม่ควรใช้เครื่องปั่นผ้าแห้งหากไม่จำเป็น เพื่อประหยัดการใช้ไฟฟ้า 

          ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด เพราะระบบการผลิตน้ำประปาของเทศบาลต่างๆ ต้องใช้พลังงานจำนวนมากในการทำให้น้ำสะอาด และดำเนินการจัดส่งไปยังอาคารบ้านเรือน 

          ติดตั้งฝักบัวอาบน้ำที่ปรับความแรงน้ำต่ำๆ ได้ เพื่อจะได้เปลืองน้ำอุ่นน้อยๆ (เหมาะทั้งในบ้านและโรงแรม)

          ติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าและลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากโรงผลิตกระแสไฟฟ้า 

          สร้างนโยบาย 3Rs- Reduce, Reuse, Recycle ทั้งในบ้านและอาคารสำนักงาน เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรอย่างเต็มที่ เป็นการลดพลังงานในการกำจัดขยะ ลดมลพิษและลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการกำจัด 

          ป้องกันการปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ ด้วยการแยกขยะอินทรีย์ เช่น เศษผัก เศษอาหาร ออกจากขยะอื่นๆ ที่สามารถนำไปรีไซเคิลได้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ 

          ทาหลังคาบ้านด้วยสีอ่อน เพื่อช่วยลดการดูดซับความร้อน 

          นำแสงธรรมชาติมาใช้ในอาคารบ้านเรือน โดยใช้การออกแบบบ้าน และตำแหน่งของช่องแสงเป็นปัจจัย ซึ่งจะช่วยลดจำนวนหลอดไฟและพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้ 

          ปลูกต้นไม้ในสวนหน้าบ้าน ต้นไม้ 1 ต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมัน
ปลูกไผ่แทนรั้ว ต้นไผ่เติบโตเร็ว เป็นรั้วธรรมชาติที่สวยงาม และยังดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี 

          ใช้ร่มเงาจากต้นไม้ช่วยลดความร้อนในตัวอาคารสำนักงานหรือบ้านพักอาศัย ทำให้สามารถลดความต้องการใช้เครื่องปรับอากาศ เป็นการลดการใช้ไฟฟ้า 

          ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีในสวนไม้ประดับที่บ้าน แต่ขอให้เลือกใช้ปุ๋ยหมักจากธรรมชาติแทน 

          ลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติก เพราะถุงพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และการเผากำจัดในเตาเผาขยะอย่างถูกวิธีต้องใช้พลังงานจำนวนมาก ซึ่งทำให้มีก๊าซเรือนกระจกเพิ่มในบรรยากาศ 

          เลือกซื้อสินค้าที่มีหีบห่อน้อยๆ หีบห่อหลายชั้นหมายถึงการเพิ่มขยะอีกหลายชิ้นที่จะต้องนำไปกำจัด เป็นการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโดยไม่จำเป็น 

          เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเติมใหม่ได้ เพื่อเป็นการลดขยะจากหีบห่อของบรรจุภัณฑ์ 

          ใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า เพราะกระบวนการผลิตกระดาษแทบทุกขั้นตอนใช้พลังงานจากน้ำมันและไฟฟ้าจำนวนมาก 

          เลือกใช้กระดาษรีไซเคิล กระดาษรีไซเคิลช่วยลดขั้นตอนหลายขั้นตอนในกระบวนการผลิตกระดาษ 

          ตั้งเป้าลดการผลิตขยะของตัวเองให้ได้ 1 ใน 4 ส่วน หรือมากกว่า เพื่อช่วยประหยัดทรัพยากรและลดก๊าซเรือนกระจกได้อีกจำนวนมาก เมื่อลองคูณ 365 วัน กับจำนวนปีที่เหลือก่อนเกษียณ 

          สนับสนุนสินค้าและผลิตผลจากเกษตรกรในท้องถิ่นใกล้บ้าน ช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ไม่ต้องขนส่งผลิตผลให้พ่อค้าคนกลางนำไปขายในพื้นที่ไกลๆ 

          บริโภคเนื้อวัวให้น้อยลง ทานผัก (ปลอดสารพิษ) ให้มากขึ้น ฟาร์มเลี้ยงวัว คือ แหล่งหลักในการปลดปล่อยก๊าซมีเทนสู่บรรยากาศ หันมารับประทานผักให้มากขึ้น ทานเนื้อวัวให้น้อยลง 

          ทานสเต๊กและแฮมเบอร์เกอร์ในร้านใหญ่ๆ ให้น้อยลง เพราะอุตสาหกรรมเนื้อระดับนานาชาติ ผลิตก๊าซเรือนกระจกถึง 18% สาเหตุหลักก็คือไนตรัสออกไซด์จากมูลวัวและมีเทน ซึ่งถูกปลดปล่อยออกมาจากลักษณะทางธรรมชาติของวัวที่ย่อยอาหารได้ช้า (มีกระเพาะอาหาร 4 ตอน) มีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า ในขณะที่ไนตรัสออกไซด์ก่อผลได้มากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ 296 เท่า 

          ชักชวนคนอื่นๆ รอบข้างให้ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาภาวะโลกร้อน ให้ความรู้ความเข้าใจและชักชวนคนใกล้ตัว รวมทั้งเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวคุณ เพื่อขยายเครือข่ายผู้ร่วมหยุดโลกร้อนให้กว้างขวางขึ้น 

          ร่วมกิจกรรมรณรงค์สิ่งแวดล้อมในชุมชน แล้วลองเสนอกิจกรรมรณรงค์ให้ความรู้และกระตุ้นให้เกิดการร่วมมือ เพื่อลงมือทำกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่ต่อเนื่อง และส่งผลให้คนในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 

          เลือกโหวตแต่พรรคการเมืองที่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน จริงใจ และตั้งใจทำจริง เพราะนักการเมืองคือคนที่เราส่งไปเป็นตัวแทนทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร โปรดใช้ประโยชน์จากพวกเขาตามสิทธิที่คุณมี ด้วยการเลือกนักการเมืองจากพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนเรื่องสิ่งแวดล้อมและการลดปัญหาโลกร้อน 

          ซื้อให้น้อยลง แบ่งปันให้มากขึ้น อยู่อย่างพอเพียง

 เกษตรกร ชาวสวน ชาวไร่ ชาวนา

          ลดการเผาป่าหญ้า ไม้ริมทุ่ง และต้นไม้ชายป่า เพื่อกำจัดวัชพืชและเปิดพื้นที่ทำการเกษตร เพราะเป็นการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศจำนวนมาก นอกจากนั้นการตัดและเผาทำลายป่ายังเป็นการทำลายแหล่งกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สำคัญ 

          ปลูกพืชผักให้หลากหลายและปลูกตามฤดูกาลในท้องถิ่น เป็นการลดการปลูกพืชผักนอกฤดูกาลที่ต้องใช้พลังงานเพื่อถนอมอาหาร และผ่านกระบวนการบรรจุเป็นอาหารกระป๋อง 

          รวมกลุ่มสร้างตลาดผู้บริโภค-ผู้ผลิตโดยตรงในท้องถิ่น เพื่อลดกระบวนการขนส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง ที่ต้องใช้พลังงานและน้ำมันในการคมนาคมขนส่งพืชผักผลไม้ไปยังตลาด 

          ลดการใช้สารเคมีในการเกษตร นอกจากจะเป็นการลดปัญหาการปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่บรรยากาศโลกแล้ว ในระยะยาวยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต และทำให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น โปรดปรึกษาและเรียนรู้จากกลุ่มเกษตรกรทางเลือกที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศไทย

 สถาปนิกและนักออกแบบ

          ออกแบบพิมพ์เขียวบ้านพักอาศัยที่สามารถช่วย "หยุดโลกร้อน" การลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยคิดถึงการติดตั้งระบบการใช้พลังงานที่ง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีสูงๆ แต่ใช้งานได้จริง ลองคิดถึงวิธีการที่คนรุ่นปู่ย่าใช้ในการสร้างบ้านสมัยก่อน ซึ่งมีการพึ่งพาทิศทางลม การดูทิศทางการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ อาจช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องพลังงานในบ้านได้ถึง 40% 

          ช่วยออกแบบสร้างบ้านหลังเล็ก บ้านหลังเล็กใช้พลังงานน้อยกว่าบ้านหลังใหญ่ และใช้วัสดุอุปกรณ์การก่อสร้างน้อยกว่า

 สื่อมวลชน นักสื่อสารและโฆษณา

          ใช้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเพื่อให้ความรู้ และสร้างความตระหนักกับสาธารณชนเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน และทำให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นของท้องถิ่น 

          สร้างความสนใจกับสาธารณชน เพื่อทำให้ประเด็นโลกร้อนอยู่ในความสนใจของสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง

          ช่วยกันเล่าความจริงเรื่องโลกร้อน โปรดช่วยกันสื่อสารให้ประชาชนและรัฐบาลเข้าใจสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้น 

          เป็นผู้นำกระแสของสังคมเรื่องชีวิตที่พอเพียง ต้นตอหนึ่งของปัญหาโลกร้อนก็คือกระแสการบริโภคของผู้คน ทำให้เกิดการบริโภคทรัพยากรจำนวนมหาศาล ชีวิตที่ยึดหลักของความพอเพียง โดยมีฐานของความรู้และคุณธรรมตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงน่าจะเป็นหนทางป้องกันและลดปัญหาโลกร้อนที่สังคมโลกกำลังเผชิญหน้าอยู่ 

          ใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อร่วมรับผิดชอบสังคม ออกแบบงานโฆษณาที่สอดแทรกประเด็นปัญหาของภาวะโลกร้อนอย่างมีรสนิยม เรื่องที่เป็นจริงและไม่โกหก

 ครู อาจารย์

          สอนเด็กๆ ในขั้นเรียน เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อน 

          ใช้เทคนิคการเรียนรู้หลากหลายจากกิจกรรม ดีกว่าสอนโดยให้เด็กฟังครูพูดและท่องจำอย่างเดียว

 นักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และวิศวกร

          ค้นคว้าวิจัยหาแนวทางและเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 

          ศึกษาและทำวิจัยในระดับพื้นที่ เพื่อให้มีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบของภาวะโลกร้อนต่อพื้นที่เสี่ยงของประเทศไทย 

          ประสานและทำงานร่วมกับนักสื่อสารและโฆษณา เพื่อแปลงข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การรับรู้และเข้าใจของประชาชนในสังคมวงกว้าง

 นักธุรกิจ อุตสาหกรรมและบริการ

          นำก๊าซมีเทนจากกองขยะมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการลงทุนพัฒนาให้เป็นพลังงานทดแทนที่มีประสิทธิภาพ แต่มีต้นทุนต่ำ 

          สนับสนุนนักวิจัยในองค์กร ค้นคว้าผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีประสิทธิภาพในการลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 

          เป็นผู้นำของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม หากยังไม่มีใครเริ่มต้นโครงการที่ช่วยหยุดปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง ก็จงเป็นผู้นำเสียเอง 

          สร้างแบรนด์องค์กรที่เน้นการดูแลและใส่ใจโลก ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ภายนอก แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นเรื่องความรับผิดชอบที่มาจากภายในองค์กร 

 นักการเมือง ผู้ว่าราชการฯ และรัฐบาล

          วางแผนการจัดหาพลังงานในอนาคต รัฐจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ทางเลือกเพื่อมุ่งจัดการแก้ไขปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อม ที่มองไปข้างหน้าอย่างน้อยที่สุด 50 ปี 

          สนับสนุนให้มีการพัฒนาการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ทั้งการสนับสนุนงบประมาณในการวิจัย และการพัฒนาระบบให้มีต้นทุนต่ำและคุ้มค่าในการใช้งาน 

          สนับสนุนกลไกต่างๆ สำหรับพลังงานหมุนเวียน เพื่อสร้างแรงจูงใจในการปรับปรุงเทคโนโลยีและการลดต้นทุน 

          สนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนของภาคเอกชน รัฐบาลควรหามาตรการที่ชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมหมุนเวียน ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เพื่อให้สามารถแข่งขันกับอุตสาหกรรมพลังงานอื่นๆ ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ที่เป็นสาเหตุหลักของการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ 

          มีนโยบายทางการเมืองที่ชัดเจนในการสนับสนุนการ "หยุดภาวะโลกร้อน" เสนอต่อประชาชน

          สนับสนุนโครงสร้างทางกายภาพ เมื่อประชาชนตระหนักและต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น จัดการให้มีโครงข่ายทางจักรยานที่ปลอดภัยให้กับประชาชนในเมืองสามารถขับขี่จักรยาน ลดการใช้รถยนต์ 

          ลดจำนวนรถยนต์ส่วนตัวบนถนนในกรุงเทพมหานครอย่างจริงจัง ด้วยการสนับสนุนระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ

          ส่งเสริมเครือข่ายการตลาดให้กับกลุ่มเกษตรกรทางเลือก เกษตรกรจำนวนมากเป็นตัวอย่างที่ดีของการลดปัญหาโลกร้อน ด้วยการลดและเลิกการใช้สารเคมีที่ทำให้เกิดการปลดปล่อยไนตรัสออกไซด์สู่บรรยากาศโลก ซึ่งการส่งเสริมการตลาดสีเขียวด้วยการสร้างเครือข่ายการตลาดที่กระจายศูนย์ไปสู่กลุ่มจังหวัดหรือภูมิภาค จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการขนส่งผลผลิตไปยังตลาดไกลๆ อีกด้วย

          ริเริ่มอย่างกล้าหาญกับระบบพลังงานแบบกระจายศูนย์ เพื่อลงทุนกับทางเลือกและทางรอดในระยะยาว
พิจารณาใช้กฎหมายการเก็บภาษีเป็นเครื่องมือในการควบคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) สำหรับภาคอุตสาหกรรม 

          เปลี่ยนแปลงระบบการจัดเก็บภาษี นั่นคือการสร้างระบบการจัดเก็บภาษีที่สามารถสะท้อนให้เห็นต้นทุนทางอ้อมจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งทำให้สังคมต้องแบกรับภาระนั้นอย่างชัดเจน เช่น ภาษีที่เรียกเก็บจากถ่านหิน ก็จะต้องรวมถึงต้นทุนในการดูแลรักษาสุขภาพที่จะต้องเพิ่มขึ้นจากปัญหามลพิษ และต้นทุนความเสียหายจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป 

          ปฏิรูปภาษีสิ่งแวดล้อม เป็นก้าวต่อไปที่ท้าทายของนักการเมืองและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างใหญ่หลวงในการปรับเปลี่ยนและสร้างจิตสำนึกใหม่ให้สังคม การเพิ่มการจัดเก็บภาษีสำหรับกิจกรรมที่มีผลทำลายสภาพแวดล้อมให้สูงขึ้นเป็นการชดเชย เช่น กิจกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอน ภาษีจากกองขยะ ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปตะวันตกนำแนวคิดนี้ไปใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ปัจจุบันนี้ประเทศใหญ่ๆ ในสหภาพยุโรปก็ร่วมดำเนินการด้วย และพบว่าการปรับเปลี่ยนระบบการจัดเก็บภาษีดังกล่าว ไม่มีผลต่อการปรับเปลี่ยนระดับการจัดเก็บภาษี หากแต่มีผลกับโครงสร้างของระบบภาษีเท่านั้น 

          กำหนดทิศทางประเทศให้มุ่งสู่แนวทางของการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ที่สามารถยืนหยัดอยู่รอดอย่างเข้มแข็งในสังคมโลก เริ่มต้นด้วยการใส่ประโยคที่ว่า ประเทศไทยจะต้องยึดหลักเศรษฐกิจตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแกนหลักของการพัฒนาประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญได้หรือไม่


วิกรม กรมดิษฐ์

วิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด

ตัวตนของวิกรม กรมดิษฐ์เป็นอย่างไร ทำไมที่ผ่านมาถึงออกมาเปิดเปลือยชีวิตตัวเองขนาดนี้

การที่ผมเลือกเปลือยชีวิตตัวเอง เพราะผมอยากให้สังคมไทยหันมาพิจารณาความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมเราว่าเรามีความผิดพลาดบกพร่องอยู่ทุกหนทุกแห่ง เพียงแต่เราฝังกลบหรือทำเป็นมองข้ามมันซะ หรือ หมก กลบ แอบ เราหันหน้าหาแต่สิ่งที่สวยงาม มีแต่เปลือกไม่เอาข้อเท็จจริงความจริงมาคุยกัน บางพวกก็หน้าไว้หลังหลอก

 

มอยากบอกว่านี่คือ ‘ ของปลอม ' ทั้งนั้น ดังนั้นผมจึงเลือกกะเทาะเปลือกตัวเองให้คนอื่นๆ ได้เห็น ได้เรียนรู้ ได้ศึกษาเพื่อจะเป็นประโยชน์แก่เขาบ้าง เป็นอุทาหรณ์ เพราะตัวเองหลังจาก 50 ปีแล้วก็คิดว่าอยากจะพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูด

เน้น! ผมไม่ต้องการประจานพ่อ นี่คือความผิดพลาดและการจัดการแก้ปัญหาในชีวิตผมทั้งหมดเท่าที่ผ่านมาก็เท่านั้น บ้านเราไม่ค่อยชอบความจริง เราเหมารวมและมองอะไรอย่างผิวเผิน นี่คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราอาจต้องหันมาวิเคราะห์ตัวตนของคนในสังคมกันให้มากขึ้น

ไม่มีใครสมบูรณ์แบบไปหมดการนำเสนอรูปแบบในหนังสือ ‘ ผมจะเป็นคนดี ' เป็นข้อเท็จจริงที่ยืนอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องแท้จริง ไม่มีการใส่สีตีไข่หรือทำให้ตัวเองดูดีแต่ประการใด ผมไม่ต้องการสิ่งนั้น

จดหมายที่เขามาสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย เรามีคนที่ตกอยู่ในความทุกข์คล้าย ๆ กันหรือที่เรียกว่า หัวอกเดียวกันอยู่มาก ตรงนี้ต่างหากที่ผมว่ามันเป็นพลัง ที่จะช่วยขับเคลื่อนทำให้ให้คนที่โชคร้ายคิดว่าตัวเองโชคดีเพราะเมื่อมองดูชีวิตคนอื่นๆ บ้างเราจะเห็นว่าการเดินทางมาถึงวันนี้นั้นดีที่สุดแล้ว ต้องทำให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ให้กำลังใจตัวเอง การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางความคิดมากเกินไปไม่ดีไม่เกิดประโยชน์ต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม

ผมว่าครอบครัวผมคงจะทำให้ครอบครัวอื่นๆ เกิดประโยชน์ได้บ้างก็เท่านั้นเองแม้ว่าครอบครัวผมจะเจ็บปวด ผมอยากเห็นสังคมเราดีกว่าเมื่อวานนี้ ทำในสิ่งที่ถูกต้อง

วันนี้กับการทำงานเพื่อสังคม

เหตุผลที่ตั้งมูลนิธิขึ้นมาเมื่อ 7 ปีกว่ามาแล้วก็คงเริ่มมาจากความสนใจของผมเองก่อนว่าผมสนใจเรื่อง ของสิ่งแวดล้อม การศึกษา กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นวัตถุประสงค์หลักมูลนิธิ เป็นการวางแผนไว้ตั้งแต่ในอดีต ว่าเงินส่วนที่เหลือจากการทำงานและการใช้สอยส่วนตัวแล้วจะต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ทางด้านมูลนิธิ ผมไม่ได้เปิดรับบริจาคนะ เงินที่ใช้ในมูลนิธิเป็นเงินส่วนตัว เงินจากครอบครัวกรมดิษฐ์เท่านั้น เป็นการทำให้กับครอบครัว องค์กรในเรื่องการช่วยเหลือสังคมในสิ่งที่เราสนใจนอกเหนือไปจากการทำธุรกิจ

ผมให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างคนด้วยความรู้ ประเทศที่มีคนมีความรู้มากก็เหมือนกับ มีอาวุธทางปัญญามาก จะทำให้ประเทศนั้นเจริญรุ่งเรือง บ้านเราก็เหมือนกัน ค่อยๆ ทำไป ผมว่ามันก็จะต้องดีขึ้น แต่ไม่ใช่แค่พวกดีแต่ปากแล้วไม่ได้ทำให้เห็นอะไรเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เมื่อผมสนใจผมก็ต้องลงมือทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ทุกอย่างเริ่มจากตัวเรา เองก่อนทั้งนั้น แล้วจึงค่อยๆ มีแนวร่วมมาเองเด็กคือกระดูกสันหลังของประเทศชาติเราต้องให้ความสำคัญ จริงจังในการช่วยเหลือวางอนาคตที่ดีให้กับเขา สังคมเราก็จะดีขึ้น ก้าวพ้นจากความยากจน ปัญหาสังคมต่างๆ ก็จะลดน้อยลง

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผมทำหนังสือ ' ผมจะเป็นคนดี ' ออกมาเพราะเรามุ่งไปที่แจกให้กับเด็กนักเรียน นักศึกษา ผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศ คนพิการผู้ด้อยโอกาส พิมพ์ครั้งแรก 130,000 เล่ม และนี่กำลังจะพิมพ์ครั้งที่สอง 70,000 เล่ม เป็นหนังสือที่ขายดีนะ ติดอันดับอยู่เรื่อยๆ ผมว่าไม่ใช่หนังสือประเภทดังตามแฟชั่นหรอก แต่ด้วยความ น่าสนใจของหนังสือเอง ( ยิ้ม ) คนเขาก็คงอยากรู้ว่านายวิกรม นี่เป็นอย่างไร อย่างที่บอกมีคนพูดกัน มากหลังจากอ่านหนังสือว่า ผมมันเป็นคนประเภท ' หน้าชื่นอกตรม ' ก็เวลาเจอใครผมว่ามันไม่ค่อยถูกเรื่องนะที่เอาความทุกข์ของเราไปให้คนอื่นรับรู้

หนังสือเล่มนี้จึงเป็นการนำความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิตของผมและครอบครัวมาตีแผ่ ย้ำ! ไม่ใช่ประจาน แต่เพื่อให้คนอื่นได้เกิดประโยชน์ ผมและครอบครัวยอมเจ็บครั้งเดียวเพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์ ผมว่ามันคุ้มค่านะ แม้ว่ามันจะเป็นการเปิดแผลที่ค่อนข้างเจ็บปวดก็ตาม แต่เมื่อมองเห็นประโยชน์ส่วนรวมแล้วก็ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะสังคมไทยเรายังมีอะไรอีกมากมายที่ฝังกลบ กลบเกลื่อน หมักหมมเอาไว้ให้เราเห็นแต่เพียงด้านดี เราขาดการวิเคราะห์ในเชิงลึก เรายังมองคนแต่เพียงผิวเผิน เชื่อไหมคุณ แม้แต่น้องเขย น้องสะใภ้ เพื่อนสนิทของผม ยังไม่เคยมีใครรู้เรื่องเหล่านี้มาก่อน จะมีก็แต่เพียงพี่น้องในครอบครัว ญาติสนิทเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

แต่พอเปิดแล้วก็เป็นเรื่องที่คนให้ความสนใจกันมากอย่างไม่น่าเชื่อ วันหนึ่งๆ ผมได้รับจดหมายเข้ามาบอกเล่าความทุกข์ แสดงความคิดเห็น ส่วนมากก็จะเล่าประสบ การณ์ ของเขาให้ฟังว่าเขาก็มีความทุกข์คล้ายกับผมนั่นแหละ เรื่องพ่อ - แม่ สิ่งเหล่านี้เป็นความเก็บกดในสังคมไทย หรืออาจรวมสังคมเอเชีย ด้วยส่วนหนึ่ง ผมเพียงแต่ต้องการให้หนังสือเล่มนี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับเด็ก พ่อแม่ ครอบครัว ผู้ที่เคยผิดพลาด ผิดหวัง ท้อแท้ รวมไปถึงนักบริหาร นักการเมือง ข้าราชการ ผมไม่ได้มีความหวังว่าจะต้องได้อะไรเป็นการตอบแทนเลย รางวัล ชื่อเสียง ลาภยศสรรเสริญไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการ ผมมีพอแล้ว แต่ผมทำแล้วมีความสุข

ดังนั้นเรื่องการทำหนังสือจึงเป็นเรื่องที่มูลนิธิเราจริงจังมาก เพราะเราหวังว่า หากเราเริ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญา แห่งความเข้าใจในตัวเอง เสียแต่วันนี้แล้ว วันหน้าเราก็จะได้ต้นไม้ที่แข็งแรง เติบโตอย่างสง่างาม ไม่เป็นภาระให้กับตนเอง หรือสังคม ตลอดจนสังคมโลกเลย

แน่นอนที่สุด ผมมีความฝันอยากให้สังคมของเราสงบสุขเต็มไปด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ไม่สร้างปัญหาให้แก่กัน คนมีทั้งความรู้ ความเข้าใจในการดำรงชีวิตอย่างสมบูรณ์

หลังจากที่หนังสือออกมาแล้วสายตาคนอื่นที่มองกลับมาสู่ตัวเราเป็นอย่างไร

แน่นอนการเปิดเผยตัวตนย่อมมีทั้งข้อดี - ข้อเสีย เพียงแต่ว่าเราเตรียมพร้อมรับมือกับมันอย่างไร ผมไม่ได้มีความความหวังจะเป็นฮีโร่ในดวงใจของใคร หรือเป็นซุปเปอร์แมน ผมคือผู้ชายธรรมดา บางคนรู้จักผมในฐานะนักธุรกิจ เขาก็มองผมอีกแบบหนึ่ง บางคนอาจไม่รู้จักผมเลยแต่มาอ่านหนังสือผม เขาก็จะรู้สึกอีกแบบ มันเป็นชีวิตที่เป็นรูปธรรม สัมผัสได้อย่างจริงใจ เป็นตัวแทนบอกเล่าความรู้สึกที่เจ็บปวด มันชีวิตมันก็มีหลายรส ผมไม่เคยบอกเล่าอดีตของผมให้ใครรู้เลย แต่พอเปิดมันก็หมดเปลือก และเราก็ต้ององอาจรับผลกระทบของมันไม่ว่ามันจะเป็นอย่างไร นี่คือตัวผมไม่ใช่ใคร ผมต้องยืดอกรับมัน ผมไม่เคยกลัวเพราะผมไม่ได้อยากได้อะไรนี่

หลายๆ คนเปลี่ยนความรู้สึกที่เคยมองผม หรือที่เรียก ‘ หน้าชื่นอกตรม ' ก็ผมไม่อยากเอาความทุกข์ ขมขื่นของผมไปบอกให้ใครรู้ แต่ละคนเขาก็มีเรื่องราวให้ขบคิดกันมากพออยู่แล้ว เมื่อมาเจอกันก็สมควรยิ้มแย้มเข้าหากันดีกว่า ผมไม่ชอบให้ใครมาสมเพชหรือเห็นอกเห็นใจว่าผมน่าสงสารผมดูแลตัวเองได้ดี

ผมเป็นคนอึดทะลวงโลก ( หัวเราะ) อดทนต่อปัญหาและอุปสรรค ผมไม่เคยท้อถอย ผมให้กำลังใจตัวเองเสมอ อาจกล่าวได้ว่าหนังสือเป็นการแสดงออกตัวตนของผมอย่างแท้จริง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการ ‘ ไถ่บาป ' ก็ว่าได้ ชีวิตคนเรามันเลือกที่จะทำได้ เรามีสิทธิ์ แต่ความเจ็บปวดก็คือส่วนหนึ่งในชีวิตของเรา เราต้องมองมันให้ออกรู้เท่าทัน มีสติ แล้วเราก็จะสามารถแปรเปลี่ยนความทุกข์ยากเหล่านั้นให้เป็นพลังได้ จงรู้จักมองหาความสุขจากสิ่งที่เป็นทุกข์ แล้วคุณจะมีทางออกสำหรับทุกปัญหา

ผมดำเนินชีวิตของผมด้วยสติ ปัญญา อย่างรอบคอบ ผมไม่ใช่คนเรื่อยเปื่อย ดูภายนอกอาจเห็นว่าผมเป็นคนสนุกสนาน รื่นเริง แต่เมื่อทำงานก็จะต้องจริงจังกับมัน และมีเหตุผลบนความเป็นจริง นี่คือชีวิต

อยากให้พูดถึงงานมูลนิธิบ้างในส่วนของศิลปะ

มูลนิธิอมตะได้จัดให้มีการประกวดศิลปกรรม ‘ อมตะ อาร์ต จีเนียส อวอร์ด ' ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว 2547 เป็นการจัดประกวดสองประเภทคือ จิตรกรรมและประติมากรรม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการทำงานของศิลปินให้สร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการ เพราะในอนาคตทางมูลนิธิกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการก่อสร้างศูนย์แสดงศิลปกรรมแห่งสุวรรณภูมิที่ตั้งชื่อว่า ‘ อมตะ คาสเซิ่ล ' ตั้งอยู่ ณ นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี ซึ่งก็นับว่าโชคดีมากที่ได้พบกับ อ.ชูศักดิ์ วิษณุคำรณ ศิลปินอาวุโสที่ช่วยประสานงานจัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานประกวด ซึ่งประกอบไปด้วยคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่นมหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง ได้ทางเพาะช่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ช่วยกันเป็นคณะกรรมการดำเนินงานและรวมทั้งคณะกรรมการตัดสินให้ด้วย ได้ศิลปินแห่งชาติอย่างท่านอาจารย์ชำเรือง วิเชียรเขตต์ อาจารย์พิชัย นิรันด์ มาร่วมเป็นตัดสิน

ที่มาที่ไปของรางวัลอมตะอวอร์ดเป็นมาอย่างไร

การดำเนินการในครั้งแรกเมื่อมกราคมปีที่แล้ว ผู้อำนวยการกองศิลปวัฒนธรรมของมูลนิธิฯเขาก็ดำเนินการมาเรื่อยนะ..ประชุมคณะกรรมการ เพราะผมก็สนับสนุนด้วยการให้งบประมาณการจัดงานทั้งสิ้นห้าล้านบาท นับว่าเป็นงานค่อนข้างใหญ่นะ เราทำเป็นครั้งแรก เราก็อยากทำให้ดี

ดำเนินการประชาสัมพันธ์กันมาเรื่อย จนถึงกำหนดส่งผลงานช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน และทำการตัดสินเมื่อปลายเดือนธันวาคมและจนประกาศรางวัลไปเมื่อวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา จัดแถลงข่าวที่ตึกอมตะ เซอร์วิส นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จ.ชลบุรี นอกจากนี้เรายังจัดนิทรรศการต่อเนื่องให้กับผู้ที่อยู่บริเวณชลบุรี ภาคตะวันออกได้เข้าชมนิทรรศการผลงานทั้งหมด ซึ่งมีเกือบ 400 ชิ้น เป็นงานประติมากรรม 56 ชิ้นและจิตรกรรม 311 ชิ้น รวมผลงานของคณะกรรมการตัดสินร่วมแสดงด้วย จัดแสดงไปเกือบเดือน ได้รับความสนใจจากประชาชน นักเรียนดีพอสมควร

นอกจากนี้ทางคณะทำงานจะทำการจัดนิทรรศการสำหรับผลงานที่ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 15 ชิ้นแบ่งเป็นจิตรกรรม 9 ชิ้น และประติมากรรม 6 ชิ้น รวมผลงานของคณะกรรมการตัดสินอีก พร้อมกับผลงานที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมแสดง ที่หอศิลปเจ้าฟ้า กรุงเทพฯ เริ่มงานวันที่ 12 มีนาคม ถึงวันที่ 9 เมษายน 2548 งานนี้จะมีผลงานทั้งหมดร้อยกว่าชิ้น จะมีพิธีเปิดงานนิทรรศการในวันที่ 17 มีนาคมศกนี้

เราจะจัดให้มีพิธีมอบรางวัลในวันที่ 21 มีนาคม ณ ห้องเพลนารี่ฮอล์ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ เพื่อเป็นเกียรติแก่ศิลปินที่ได้รับรางวัลนะ เพราะปีนี้ไม่มีที่หนึ่งของสาขาจิตรกรรม เราก็เลยนำเงินนั้นมาให้เป็นรางวัลเป็นรางวัลที่สองหนึ่งรางวัลนอกนั้นอีกแปดรางวัลเป็นที่สามทั้งหมด ( รางวัลละ 100,000 บาท ) ส่วนประติมากรรมมีครบทั้ง 6 รางวัล

การมอบรางวัลอมตะอวอร์ดจะก่อให้เกิดอะไรต่อสังคมวงกว้างบ้าง

ทางมูลนิธิเราหวังว่ารางวัลนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงเทียนที่จะช่วยจุดประกายความสว่างไสวให้แก่วงการศิลปะ เพราะความต้องการของเราไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้ เราต้องการจะก่อให้เกิดการรวมตัวของศิลปะในภาคพื้นสุวรรณภูมิต่อไปด้วย ใครไปใครมาเที่ยวบ้านเราจะได้ภาคภูมิใจว่า เรามีของดีที่สามารถโชว์ให้เขาดูได้ว่าเราก็มีวัฒนธรรม รักในศิลปะ เพราะศิลปะคือรากฐานของการดำรงชีวิตมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยที่สืบต่อเป็นหลักฐาน ยืนยาวกว่าชีวิตเรามาก เมื่อเราตายแต่งานของเรายังคงอยู่

เราเห็นประโยชน์ตรงนั้น ‘ อมตะ คาสเซิ่ล ' ก็จะเป็นเสมือนแหล่งรวมศิลปินทั้งในประเทศและภาคพื้นเอเซียอาคเนย์นี้ในอนาคต นี่คือสิ่งที่ผมวางเป้าหมายไว้

ผมระลึกอยู่เสมอว่า เราต้องให้การสนับสนุนคนเก่ง คนดี ให้เขาได้มีเวทีแสดงฝีมือ เราควรช่วยเหลือเขา เพราะอย่างที่รู้กันอยู่ว่าจำนวนผู้เสพศิลป์ในบ้านเรานั้นมีไม่มาก จะว่าไปแล้วผมไม่ใช่คนสะสมรูปภาพหรืองานศิลปะอะไรเป็นพิเศษ แต่ผมเห็นว่าศิลปินต้องทำงานหนักกว่าจะผลิตงานออกมาได้แต่ละชิ้น ใช้ทั้งแรงกาย แรงใจ และข้อสำคัญคือกำลังทรัพย์ ในเมื่อเราสามารถสนับสนุนได้เราก็ควรทำ เพราะตายไปเราก็เอาเงินไปด้วยไมได้ มีโครงการดีๆ อีกมากนอกจากนี้ยังมีโครงการอมตะ ‘ ไรเตอร์ จีเนียส อวอร์ด ' ครั้งที่ 1 เป็นการให้รางวัลแก่นักเขียนด้วย ในอนาคตคงปีนี้กระมัง วางแผนไว้แล้วจะทำ ‘ อมตะ มิวสิค จีเนียส อวอร์ด ' จะทำให้เป็นเหมือนแพทเทิร์นนะ ‘ อมตะจีเนียส อวอร์ด '

อ้อ แล้วผมก็จะให้รางวัลสนับสนุนคนดี ตำรวจดีด้วยนะ โอ๊ย! มีหลายเรื่อง แค่คิดก็สนุกแล้ว ผมมอบนโยบายให้ลูกน้องผมเขาไปสานต่อทำงานกัน อย่างน้อยๆ มันก็ขับเคลื่อนไปได้ดี

การทำงานด้านนี้อุปสรรคสำหรับตัวผมไม่มีนะ แต่ทีมงานคงมีบ้างเพราะยังใหม่ เราก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ ส่วนมากน่าจะเป็นเรื่องของการวางแผนงบประมาณ และการประชาสัมพันธ์มากกว่า ว่าจะทำอย่างไรให้คนรู้จักมูลนิธิอมตะว่าเราทำอะไร มีอะไรน่าสนใจมาก เพราะผมไม่ได้เปิดรับการบริจาค ก็ต้องระมัดระวังเรื่องนี้ แต่ผมว่าพอผ่านปีแรกไปได้ ทุกอย่างการวางแผน การทำงานคงจะดีขึ้นมาก เข้าที่เข้าทางเพราะมีประสบการณ์มากขึ้น ผมวางนโยบายไว้ว่าให้ทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยห้าถึงสิบปีเพื่อให้เกิดผลชัดเจน เกิดพัฒนาการต่อวงการศิลปะและการศึกษา

นี่คือหัวใจและจุดมุ่งหมายของการทำงานของมูลนิธิไม่ว่าจะเป็นการจัดประกวดใดๆ ก็ตามการประกวดเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่มีส่วนอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนมากมาย มันกระเพื่อมและส่งผลถึงกันไปหมดนะ คราวนี้ก็คงเหมือนเป็นการต้อนรับน้องใหม่ อย่างมูลนิธิอมตะ เข้าสู่วงการศิลปะ

งานศิลปะที่คุณวิกรม สะสมมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

แต่สำหรับตัวผมก็ยังเหมือนเดิม ผมไม่ได้สะสมงานของศิลปินท่านใดเป็นพิเศษ เพราะส่วนมากความสนใจของผมอยู่ที่ของเก่า – วัตถุโบราณมากกว่าและก็ไม่ได้จำกัดประเภทเสียด้วย พระพุทธรูป ตั่ง ซามูไร นาฬิกา สารพัด มีคนชอบถามนะว่าผมเน้นอะไรเป็นพิเศษ คำตอบคือ ไม่มี ( ยิ้ม )

หากเป็นไปได้คุณวิกรมต้องการเป็นคนหนึ่งที่ถูกพูดถึงในหน้าประวัติศาสตร์หรือไม่อย่างไร

แน่นอนว่า การทำงานทางด้านศิลปะโดยที่เราเปิดตัวไปขนาดนี้ ต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งแน่นอน เพียงแต่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้น ผมไม่ได้สนใจลาภยศ สรรเสริญ เหรียญตราหรือรางวัลใดๆ ผมทำเพราะผมชอบ รักที่จะทำ สนุกกับมัน หรืออาจเรียกว่าเอ็นจอยการใช้เงินมาก ดังนั้นการจะถูกกล่าวถึงในประวัติศาสตร์อีกในอนาคตหรือไม่ ผมอาจไม่มีวันอยู่ดูถึง แต่ผมเชื่อมั่นว่าคงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะสิ่งที่เราต้องการทำนั้นมันค่อนข้างพิเศษ ‘ อมตะ คาสเซิ่ล ' จะเป็นปราสาทหินทราย แกะสลัก พื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร ผมตั้งใจว่าพื้นและผนังจะแกะเป็นอินเล ( เทคนิกแบบอินเดีย ) ตอนนี้กำลังศึกษาออกแบบอยู่ เริ่มตอกเสาเข็มไปบ้างแล้ว คาดว่าเสร็จสมบูรณ์ไม่น่าเกินอีกสิบปี

มีคนมองการทำงานด้านศิลปะของคุณในแง่ลบหรือไม่

การที่คนจะมองผมในแง่ลบหรือไม่อย่างไร ผมไม่แน่ใจ ผมจะสดับตรับฟังคนอื่นๆเสมอ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมต้องเชื่อคนอื่นๆ ไปเสียหมด อย่างน้อยการที่ผมประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะวิสัยทัศน์ ความเชื่อ ความรู้ ประสบการณ์ที่หล่อหลอมผม ผมต้องมั่นใจว่าสิ่งที่ผมทำนั้นไม่ได้ก่อผลร้ายกับใครดังนั้นผมจึงไม่มีความจำเป็นต้องเกรงกลัว เพราะความจริงก็คือความจริงว่า ผมทำเพราะผมไมได้หวังผลตอบแทน ผมทำเพื่อต้องการเห็นสิ่งดีๆ ที่จะเกิดขึ้น.เรื่องอื่นๆ เป็นผลพลอยได้ต่างหาก

ทุกวันนี้ผมมีกินมีใช้ มีชีวิตที่ดีมากแล้ว อยากจะทำอะไรก็ได้ทำผมไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว ผมควรตอบแทนบุญคุณให้แผ่นดินแม่ก็เท่านั้นเอง

ชื่นชอบศิลปะประเภทไหนมากที่สุด

สำหรับงานศิลปะที่ชื่นชอบ ผมคงชอบงานบรอนซ์ งานแกะสลักหิน แต่อย่างที่บอกไม่ได้มีอะไรเป็นพิเศษ ชอบเพราะสวยงาม แต่ไม่ได้จำเป็นต้องเก่าหรือแพงเสมอไป ชอบสไตล์มากกว่า เป็นของทำเทียมก็ชอบ ไม่ใช่ปัญหาอะไร

ทำงานศิลปะเองด้วยหรือเปล่า

ผมไม่ได้ทำงานศิลปะเอง แต่ถ้าจะรวมว่าการออกแบบอมตะ คาสเซิ่ลเป็นงานศิลปะทางด้านสถาปัตย์ก็น่าจะได้ ผมออกแบบตามที่ผมฝัน เพราะจะเป็นที่ที่ผมจะฝังตัวอยู่ที่นี่ผมก็ควรจะมีส่วนร่วมจริงหรือไม่

มองงานและคนทำงานศิลปะบ้านเราเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

งานศิลปะในบ้านเราผมว่า ศิลปินเองก็พยายามพัฒนาฝีมือนะ แต่ต้องยอมรับว่าคนเสพงานศิลปะบ้านเรามีจำกัด มีน้อย นั่นเป็นเพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจและความเข้าใจ ตลอดจนความสนใจของบ้านเรายังไม่ดีทัดเทียมกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรป อเมริกาหรือแม้แต่ญี่ปุ่น ส่วนจีนตอนนี้กำลังเป็นน้องใหม่ ไฟแรง ผมว่าคนไปมองว่าศิลปะจะต้องมีราคาสูง เป็นสิ่งที่คนชนชั้นล่าง – กลาง จับต้องได้ยาก เป็นสิ่งที่สะท้อนรสนิยมของคนมีอันจะกิน หรือคนชั้นสูงในสังคมมากกว่า ซึ่งส่วนหนึ่งก็คงถูก แต่จริง ๆ นั้นไม่ทั้งหมด อันที่จริงผู้บริหารบ้านเราต้องเข้าใจว่า การมีพิพิธภัณฑ์คือจิตวิญญาณและหน้าตาของประเทศ มันไม่ได้ก่อให้เกิดกำไรมากมาย แต่มันแสดงถึงการสั่งสมความรู้ วัฒนธรรมของคนในชาติ เราต้องศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อให้อนาคตไม่ผิดพลาด ดังนั้นพิพิธภัณฑ์จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากกว่า เราต้องมีสถานที่เหล่านี้

นี่จึงเป็นเหตุให้มูลนิธิอมตะให้ความสนใจและสำคัญ เราต้องการเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ๆ จัง ๆ ในบ้านเราในเมื่อรัฐไม่ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เราเป็นเอกชนพอทำได้เราก็จะต้องช่วยกันทำและทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเท่ากับว่าเราเริ่มก้าวเข้ามาแล้ว นับหนึ่งและคงนับต่อไปเรื่อยๆ ผมมองว่าต่อไปมูลนิธิอมตะจะต้องมีมืออาชีพจากชนชาติใดในโลกนี้ก็ได้มาบริหาร เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสากล เราจะได้เห็นพิพิธภัณฑ์ดีๆ เกิดขึ้น

แนวโน้มงานศิลปะด้านเราจะเป็นอย่างไร

งานศิลปะในบ้านเราคงเป็นเรื่องที่ต้องประนีประนอมกับรสนิยมของผู้สะสมงานอยู่บ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาเพราะงานศิลปะไม่ใช่งานที่มีปริมาณมาก( Mass ) งานทุกชิ้นเป็นงานปัจเจก( Unique ) แต่ศิลปินก็พยายามที่จะทำงานแล้วขายงานให้ได้ บ้านเรามีไม่มากนักหรอกที่จะมีศิลปินที่ไม่ต้องสนใจใคร นับนิ้วดูได้ผมว่ามีไม่ถึงสิบคน แต่นั่นก็คงไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะงานศิลปะไม่ว่าสาขาใด เป็นการยกระดับจิตใจของมนุษย์ในชาติอยู่แล้ว

ผมก็เชื่อนะว่าจะมีพัฒนาการที่ดีอย่างแน่นอน แต่ข้อสำคัญเราต้องช่วยกัน บ้านเรามีข้อเสียอยู่อย่างเราทำงานแบบตัวใครตัวมันพอสมควร เราอีโก้แรง( อัตตา ) ดังนั้นเราจึงทำอะไรไม่ค่อยได้ไกล แค่ทำได้ดีในระดับของเราเท่านั้น..ผมบอกลูกน้องเสมอๆ ว่า ‘ โต๊ะต้องมีหลายขา ' การทำงานก็เช่นกัน ช่วยกันระดมสมอง ระดมความคิด เรื่องยากก็กลายเป็นเรื่องง่าย จึงไม่มีเรื่องใดที่เป็นไปไม่ได้


 

 

 

ตัวเก็บประจุ

 

{mospagebreak}

หน้า 2


คลื่น

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16


กัมมันตภาพและนิวเคลียร์ฟิสิกส์

โดย อ.สกุลธรรม  เสนาะพิมพ์

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9


แหล่งกำเนิดไฟฟ้า

โดย ครู จิรวัฒน์ จวนทองรักษ์

 

    เซลล์ไฟฟ้าเคมี  ไดนาโม เซลสุริยะ (Solar cell)  ไฟฟ้าจากสิ่งมีชีวิต  และ Fuel cell 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4


 

โจทย์ฟิสิกส์นิวเคลียร์

โดย อ.พิสิฏฐ์ วัฒนผดุงศักดิ์

   จำนวน 122  ข้อ  คลิกค่ะ

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14


คณิตศาสตร์พื้นฐานสำหรับฟิสิกส์ 1

(Basic Mathematics for Physics I)

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75


 

 

 

 

 

วัสดุศาสตร์และวัสดุวิศวกรรม



 

 

วิธีเลี้ยงไหม 
หนอนไหมจะกินอาหารตลอดเวลา ยกเว้นตอนลอกคราบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ใบหม่อนสดในปริมาณที่เพียงพอ โดยแบ่งเวลาเลี้ยงไหมเป็น 4 ช่วงคือ เวลา 06.00 น., 11.00 น., 16.00 น. และ 20.00-21.00 น. โดยในแต่ละมื้อจะให้ใบหม่อนแก่หนอนไหมในปริมาณที่ไม่เท่ากัน โดยในมื้อสุดท้ายจะต้องให้มากกว่ามื้ออื่น ๆ เนื่องจากช่วงระยะเวลาห่างจากมื้อต่อไปจะยาวนานที่สุด 

1. การเลี้ยงไหมวัยอ่อน 
การเลี้ยงไหมวัยอ่อน หมายถึง กาารเลี้ยงไหมวัยที่ 1-3 ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลที่ดีเพื่อทำให้หนอนไหม 
แข็งแรงและสมบูรณ์ เพราะจะมีผลต่อเนื่องไปถึงไหมวัยแก่ด้วย 

 
การเลี้ยงไหมวัยอ่อน ควรใช้ฟองน้ำชุบน้ำมาวางล้อมรอบ 
พื้นที่เลี้ยงไหมและใช้กระดาษพาราฟินปิดคลุม 

ไหมวัยอ่อนจะกินใบหม่อนประมาณ 20-25 กิโลกรัมต่อแผ่นหรือกล่อง ควรเลี้ยงด้วยใบหม่อนสดตามเวลาที่กำหนด ให้เพียงพอ โดยมื้อกลางวันให้เท่าหรือ น้อยกว่ามื้อเช้า ส่วนมื้อเย็นให้มากกว่าเนื่องจากระยะเวลาที่หนอนไหมจะได้ กินใบหม่อนในมื้อต่อไปยาวกว่ามื้ออื่น ใบหม่อนที่ใช้เลี้ยงจะต้องหั่นให้มีขนาดพอดี คือ หั่นเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสให้มีด้านยาวและด้านกว้างขนาดประมาณ 1 1/2 - 2 เท่าของความยาวของตัวหนอน 
 
การเก็บใบหม่อนควรเก็บให้เหมาะสมกับวัย ดังนั้น 
วัยที่ 1 ใบที่ 2-3 (นับจากยอดลงมา) 
วัยที่ 2 ใบที่ 4-6 
วัยที่ 3 ใบที่ 7-10
พื้นที่เลี้ยงไหม 
ในการเลี้ยงไหมที่ดี เกษตรกรควรจะดูแลอย่าให้จำนวนหนอนไหมในกระด้งแน่นแออัดเกินไป มีการขยาย 
พื้นที่เลี้ยงให้เหมาะสมในแต่ละวัย โดยไหมวัยอ่อนจะใช้พื้นที่ประมาณ 4 ตารางเมตร/กล่อง (อัตรา 5,000 ตัว/ตารางเมตร) 
ตัวอย่าง การเลี้ยงไหม 1 กล่อง (แผ่น) 
    - วัยที่ 1 เริ่มเลี้ยงใช้พื้นที่ขนาด 1-1 1/2 เท่าของแผ่นไข่ตัวเต็มวัยใช้พื้นที่ 1 - 1.3 ตารางเมตร 
    - วัยที่ 2 ขยายพื้นที่ 2 ครั้ง ตัวเต็มวัยใช้พื้นที่ 2-3 ตารางเมตร 
    - วัยที่ 3 ขยายพื้นที่ 2 ครั้ง ตัวเต็มวัยใช้พื้นที่ 4-6 ตารางเมตร 

การถ่ายมูล 
ควรถ่ายมูลไหมตามเวลาที่กำหนด คือ ช่วงก่อนไหมนอนและไหมตื่น เพื่อลดความชื้นและสิ่งหมักหมม 
ดังนี้ 
    - ช่วงก่อนไหมนอนโรยแกลบเผาหรือปูนขาว วางตาข่ายให้อาหาร 2 มื้อ แล้วยกตาข่ายถ่ายมูล 
    - ช่วงไหมนอน โรยแกลบเผาหรือปูนขาวเท่านั้น 
    - ช่วงไหมตื่น โรยสารเคมี วางตาข่ายให้อาหาร 2 มื้อ แล้วยกตาข่ายถ่ายมูลออก 

 

อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อน 
    - วัยที่ 1 อุณหภูมิ 27-28 องศาเซลเซียส ความชื้น 90% ขึ้นไป 
    - วัยที่ 2 อุณหภูมิ 26-27 องศาเซลเซียส ความชื้น 85-90% 
    - วัยที่ 3 อุณหภูมิ 25-26 องศาเซลเซียส ความชื้น 80-85 ไหมนอน ความชื้นต่ำกว่า 70% 

2. การเลี้ยงไหมวัยแก่ 
การเลี้ยงไหมวัยแก่ หมายถึง การเลี้ยงไหมวัย 4-5 จนกระทั่งไหมทำรัง การจัดพื้นที่เลี้ยงจะต้องมีขนาดเหมาะสม กับปริมาณหนอนไหม เพราะหนอนตัวโตจะมีการเผาผลาญมาก อาจจะทำให้สภาพอากาศรอบ ๆ ร้อน การจัด การแรงงานก็จะต้องเหมาะสม ใบหม่อนที่เก็บมาเลี้ยงไหมสามารถทำได้ทั้งโดยวิธีเก็บใบและตัดกิ่งเลี้ยง 
โดยเฉพาะการเลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศในวัยที่ 5 เกษตรกรจะตัดกิ่งหม่อนมาเลี้ยงเพื่อความรวดเร็วในการเลี้ยงไหม และประหยัดแรงงานการเลี้ยงไหมด้วย 

 
การเลี้ยงไหมวัยแก่ 

พื้นที่การเลี้ยงไหม 
ในการเลี้ยงไหมพันธุ์ลูกผสมต่างประเทศ เกษตรกรจะตัดหม่อนเป็นกิ่งมาเลี้ยง โดยจะแบ่งพื้นที่การเลี้ยง 
ดังนี้ 
    1. พื้นที่ 20 ตารางเมตร/กล่อง สำหรับเกษตรกรทั่วไป 
    2. พื้นที่ 16 ตารางเมตร/กล่อง สำหรับเกษตรกรที่มีความชำนาญ 
สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงเป็นกระด้งจะใช้ 40 กระด้ง/กล่อง 

อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงไหมวัยแก่ 
    - วัยที่ 4 อุณหภูมิ 24-25 องศาเซลเซียส ความชื้น 75-80% 
    - วัยที่ 5 อุณหภูมิ 23-24 องศาเซลเซียส ความชื้น 70-75% ไหมนอน ความชื้นต่ำกว่า 70% 
 
การปฏิบัติในการเลี้ยงไหมวัยแก่มีดังนี้ 
ไหมวัยแก่กินใบหม่อนมากประมาณ 85-90% ของปริมาณใบหม่อนทั้งหมด ดังนั้นควรให้อาหารวันละ 3-4 ครั้ง ในปริมาณที่พอเพียงกับความต้องการ จะทำให้ตัวไหมสมบูรณ์และได้รังดีมีคุณภาพการเลี้ยงด้วยกิ่งจะทำให้ใบหม่อนไม่แห้งเร็ว มีการถ่ายเทอากาศได้ดีและควรขยายพื้นที่ให้เหมาะสมในแต่ละวัยด้วย 
ตัวอย่าง  การเลี้ยงไหมโดยใช้พื้นที่ 20 ตารางเมตรต่อกล่อง 
    - วัยที่ 4 เริ่มเลี้ยงพื้นที่ 5 ตารางเมตร ขยายพื้นที่ 2 ครั้งให้ได้พื้นที่ 10 ตารางเมตร 
    - วัยที่ 5 เริ่มเลี้ยงพื้นที่ 5 ตารางเมตร ขยายพื้นที่ 2-3 ครั้งให้ได้พื้นที่ 20 ตารางเมตร 

การถ่ายมูล 
ไหมวัยแก่ควรมีการถ่ายมูลบ่อยครั้ง เพราะใบหม่อนที่ให้มีปริมาณมากและจะมีเศษเหลือ เวลาที่ความชื้นสูง 
ฝนตกชุกอาจทำให้หนอนไหมเป็นโรคได้ ดังนั้น จึงต้องมีการลดความชื้น ซึ่งสามารถทำได้โดยการโรยแกลบเผาหรือปูนขาว เพื่อลดการเกิดโรคของหนอนไหม ขั้นตอนการถ่ายมูลมีดังนี้ 

 

หมายเหตุ วัย 5 ถ่ายมูลหลังจากไหมตื่น 1 ครั้ง และตอนกลางวัย 5 อีก 1 ครั้ง 

การเก็บไหมสุก  
ไหมวัย 5 ประมาณวันที่ 6-8 ตัวไหมจะโตเต็มที่ อาหารที่กินจะถูกนำไปสร้างเป็นต่อมเส้นใยพร้อมจะทำรัง 
ลักษณะลำตัวโปร่งแสงมูลไหมมีสีเขียวอ่อน หยุดกินอาหาร เดินเร็ว หัวส่ายไปมาและพ่นเส้นใยออกมาห่อหุ้มตัวเอง 

การเก็บไหมสุกเข้าจ่อ ปัจจุบันนิยมเก็บ 2 วิธี คือ 
    - เก็บทีละตัว นิยมใช้กับการเลี้ยงไหมจำนวนน้อย เพราะเสียเวลามาก 
    - เขย่ากิ่งสำหรับการเลี้ยงไหมโดยใช้กิ่งหม่อน จะทำให้สามารถเก็บได้เร็ว วิธีนี้จะเหมาะกับการเลี้ยงไหมจำนวนมากเนื่องจากประหยัดแรงงานและสามารถเก็บได้ทันต่อเวลา 
 จ่อที่ ใช้เก็บรังไหมก็มีหลายชนิด เช่น 
    - จ่อกระด้ง ใส่ตัวไหมได้ 700 ตัว 
    - จ่อพลาสติก จ่อลวด จ่อกก ความยาว 1 เมตร ใส่ตัวไหม 300-350 ตัว 
    - จ่อหมุน ใส่ตัวไหมได้ 1,500 ตัวต่อชุด ดังนั้นจะต้องใช้ประมาณ 12-13 ชุด/กล่อง 

การดูแลขณะไหมทำรัง  
ก่อนที่ไหมทำรังจะมีการขับถ่ายของเหลวออกมาประมาณ 0.5-1 ซีซี ซึ่งจะส่งผลทำให้สภาพแวดล้อมเปีย 
ชื้นและสกปรก ดังนั้นจึงควรหากระดาษมาปูพื้นเพื่อซับความร้อน และปรับสภาพแวดล้อมโดยรอบให้มีการถ่ายเท 
อากาศดี อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 23-24 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ประมาณ 65-70% 
 
ไหมกำลังทำรังในจ่อ  คลิกดูวีดีโอ หนอนไหมอยู่ในจ่อ  คลิกค่ะ  


Microtube Gel Test ออกสู่ภาคอุตสาหกรรม

Image

    ในวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551  ได้จัดให้มีพิธีลงนามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ “ชุดทดสอบเพื่อใช้ตรวจหา ปฏิกิริยาแอนติบอดีต่อแอนติเจนบนเม็ดเลือดแดง” ระหว่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและ เทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ และบริษัทอินโนว์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ อาคารกระทรวงวิทยาศาสตร์ ถนน โยธี กรุงเทพมหานคร
Image

    ผลงานวิจัยดังกล่าวได้รับทุนสนับสนุนจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) ภายใต้สังกัดสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. โดยมี รศ.ดร.อมรรัตน์ ร่มพฤกษ์ นักวิจัยสังกัดคลังเลือด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นหัวหน้าทีมผู้วิจัย

    ชุดทดสอบ Microtube Gel Test นี้ จะทำให้การตรวจหมู่โลหิตของผู้บริจาคเลือดและผู้รับเลือดมีความ สะดวก ถูกต้อง แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นจากวิธีดั้งเดิม และมีต้นทุนถูกกว่าสินค้านำเข้า บริษัทอินโนว์ (ประเทศไทย) จำกัด  จึงได้เสนอแผนธุรกิจชุดทดสอบเจลสำหรับธนาคารเลือดแก่ไบโอเทคและ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด


    ในสภาพปัจจุบัน ชุดทดสอบ Microtube Gel Test นี้ ได้มีการยื่นขอรับความคุ้มครองสิทธิบัตรต่อกรม ทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว จากนี้ไปประเทศไทยจะได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาโดยบริษัทคนไทยและนับเป็น ความภาคภูมิใจหนึ่งของมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่สามารถผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาจนสามารถสร้าง รายได้กลับคืนสู่นักวิจัยและมหาวิทยาลัย  คลิกดูวีดีโอ  คลิกค่ะ  


ถุงพลาสติกกับภาวะโลกร้อน

     ตัวการใหญ่ทำให้โลกร้อนตัวจริง  คลิกค่ะ  


ทัศนศาสตร์

Geometrical Optics

สุวรรณ ภูสำราญ

    ธรรมชาติของแสง  แสงเป็นคลื่น และอนุภาค  แสงเชิงเรขาคณิต  ดรรชนีหักเห  ใยแก้วนำแสง  การสะท้อนกลับหมด  คลิกค่ะ


ทัศนศาสตร์กายภาพ

Physical Optics

สุวรรณ ภูสำราญ

    Christiaan Huygens  การสะท้อน การหักเห  การแทรกสอดจากสลิตคู่ของยัง  การกระจายความสว่างบนฉาก  คลิกค่ะ


หน่วย มิติ และค่าคงตัวทางฟิสิกส์

(Unit  Dimensions  and  Constant in Physics)

    SI units  ระบบหน่วยระหว่างชาติ   อักษรย่อบางตัว มวลต้นแบบ  เวลา 1 วินาที  กระแสไฟฟ้า แอมป์  คลิกค่ะ


 2 มือไม่สามัคคี

     เมื่อเราเขียนเลข 1  ด้วยมือซ้าย  และเลข 2  ด้วยมือขวา  พร้อมๆกัน  จะเขียนไม่ได้  เป็นเพราะอะไรเอ่ย ?  คลิกค่ะ  


Chip ในท้องกับความอ้วน

 

     ผ่าตัดใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าไปในพุง สามารถป้องกันโรคอ้วนได้  คลิกค่ะ  


การรักษาแขนขา

      ผู้พิการที่มีขายาวไม่เท่ากัน  สามารถแก้ไขได้แล้วโดยการปลูกถ่ายกระดูกต้นขา  คลิกค่ะ  


จำนวนสายตาเพ่ง

      เราต้องใช้สายตาเพ่งวันละ 100,000 ครั้ง  และจมูกดมกลิ่นได้มากกว่า 10,000 ครั้ง คลิกค่ะ  


ตัวหนังสือพิศวง

      เราไม่สามารถอ่านค่าไป และบอกสีไปพร้อมกันได้  เป็นเพราะสมองไม่สัมพันธ์กัน  ส่วนใหญ่สมองจะเคยชินกับการอ่านค่ามากกว่า บอกสี คลิกค่ะ  


ทีวีสามมิติ

    เทคโนโลยีในปัจจุบัน สามารถสร้างทีวีสามมิติกลางอากาศได้แล้ว  เมื่อเรามองต่างมุม ก็จะเห็นภาพในมุมต่างๆกันไป   คลิกค่ะ  


ปิดตาชิมน้ำทายไม่ถูก

     ถ้าเราปิดตาปิดจมูก  เราจะไม่สามารถบอกได้ว่าเราชิมน้ำผลไม้ใด  เพราะจมูกไม่ได้กลิ่น  ตาไม่เห็นสี  จึงบอกผิดๆถูกๆ นั่นเอง  คลิกค่ะ  


ปิดตาทายปากกา

     เมื่อปิดตาและใช้ปลายปากกาเมจิก หลายแท่ง จิ้มไปที่ฝ่ามือ ให้ท่านทายว่าทั้งหมดมีกี่แท่ง  คลิกค่ะ  


ผูกเชือกรองเท้าให้แน่น

     ผูกเชือกกับหลอดดูดน้ำ  ช่วยให้ปมเชือกไม่เลื่อนหลุดได้ง่าย  คลิกค่ะ  


ภาพลวงตา

 

     ภาพสี่เหลี่ยมจตุรัส เมื่อมองผ่านรูปอื่นๆ ท่านอาจจะเห็นภาพเปลี่ยนแปลงไปได้  จากเส้นคู่ขนานกลายเป็นเส้นเบี้ยวๆบูดๆได้  คลิกค่ะ  


ภาพลวงตาเกี่ยวกับความรัก

     ความเข้าใจผิดในการกระทำของเพศตรงกันข้าม  เช่น ผู้หญิงชายตามองมา  ผู้ชายส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่า เธอสนใจเขา  ทั้งๆที่ไม่ได้สนใจอะไรเลยสักนิด  คลิกค่ะ  


มีเกาลัดที่ไม่มีหนามด้วย

     นำเข้ามาจากญี่ปุ่น  แต่ที่จริงมีหนาม แต่ถูกทำให้ทู่ลงจึงดูเหมือนไม่มีหนาม  และยังมีลูกพลับที่อยู่ในลูกพลับด้วย  คลิกค่ะ  


เรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับสัตว์ 10 อันดับ

     ไก่ที่ร้องได้ยาวกว่าไก่ตัวไหนๆ   ด้วงงวงยีราฟ  แมลงฝุ่นระเบิด  การสะกดจิตสัตว์  เพลี้ยกระโดด  ค้างคาวผลไม้อียิปต์  คลิกค่ะ  


 

 

 

 

ทัศนศาสตร์

Geometrical Optics

สุวรรณ ภูสำราญ

    ธรรมชาติของแสง  แสงเป็นคลื่น และอนุภาค  แสงเชิงเรขาคณิต  ดรรชนีหักเห  ใยแก้วนำแสง  การสะท้อนกลับหมด  คลิกค่ะ

 

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

 


ทัศนศาสตร์กายภาพ

Physical Optics

สุวรรณ ภูสำราญ

    Christiaan Huygens  การสะท้อน การหักเห  การแทรกสอดจากสลิตคู่ของยัง  การกระจายความสว่างบนฉาก  คลิกค่ะ

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

{mospagebreak}

หน้า 38

{mospagebreak}

หน้า 39

{mospagebreak}

หน้า 40

{mospagebreak}

หน้า 41

{mospagebreak}

หน้า 42

{mospagebreak}

หน้า 43

{mospagebreak}

หน้า 44

{mospagebreak}

หน้า 45

{mospagebreak}

หน้า 46

{mospagebreak}

หน้า 47

{mospagebreak}

หน้า 48

{mospagebreak}

หน้า 49

{mospagebreak}

หน้า 50

{mospagebreak}

หน้า 51

{mospagebreak}

หน้า 52

{mospagebreak}

หน้า 53

{mospagebreak}

หน้า 54

{mospagebreak}

หน้า 55

{mospagebreak}

หน้า 56

{mospagebreak}

หน้า 57

{mospagebreak}

หน้า 58

{mospagebreak}

หน้า 59

{mospagebreak}

หน้า 60

{mospagebreak}

หน้า 61

{mospagebreak}

หน้า 62

{mospagebreak}

หน้า 63

{mospagebreak}

หน้า 64

{mospagebreak}

หน้า 65

{mospagebreak}

หน้า 66

{mospagebreak}

หน้า 67

{mospagebreak}

หน้า 68

{mospagebreak}

หน้า 69

{mospagebreak}

หน้า 70

{mospagebreak}

หน้า 71

{mospagebreak}

หน้า 72

{mospagebreak}

หน้า 73

{mospagebreak}

หน้า 74

{mospagebreak}

หน้า 75

{mospagebreak}

หน้า 76

{mospagebreak}

หน้า 77

{mospagebreak}

หน้า 78

{mospagebreak}

หน้า 79

{mospagebreak}

หน้า 80

{mospagebreak}

หน้า 81

{mospagebreak}

หน้า 82

{mospagebreak}

หน้า 83

{mospagebreak}

หน้า 84

{mospagebreak}

หน้า 85

{mospagebreak}

หน้า 86

{mospagebreak}

หน้า 87

{mospagebreak}

หน้า 88

{mospagebreak}

หน้า 89

{mospagebreak}

หน้า 90

{mospagebreak}

หน้า 91

{mospagebreak}

หน้า 92

{mospagebreak}

หน้า 93

{mospagebreak}

หน้า 94

{mospagebreak}

หน้า 95

{mospagebreak}

หน้า 96

{mospagebreak}

หน้า 97

{mospagebreak}

หน้า 98

{mospagebreak}

หน้า 99

{mospagebreak}

หน้า 100

{mospagebreak}

หน้า 101

{mospagebreak}

หน้า 102

{mospagebreak}

หน้า 103

{mospagebreak}

หน้า 104

{mospagebreak}

หน้า 105

{mospagebreak}

หน้า 106

{mospagebreak}

หน้า 107

 


 

หน่วย มิติ และค่าคงตัวทางฟิสิกส์

(Unit  Dimensions  and  Constant in Physics)

    SI units  ระบบหน่วยระหว่างชาติ   อักษรย่อบางตัว มวลต้นแบบ  เวลา 1 วินาที  กระแสไฟฟ้า แอมป์  คลิกค่ะ

 

 

{mospagebreak}

หน้า 2

{mospagebreak}

หน้า 3

{mospagebreak}

หน้า 4

{mospagebreak}

หน้า 5

{mospagebreak}

หน้า 6

{mospagebreak}

หน้า 7

{mospagebreak}

หน้า 8

{mospagebreak}

หน้า 9

{mospagebreak}

หน้า 10

{mospagebreak}

หน้า 11

{mospagebreak}

หน้า 12

{mospagebreak}

หน้า 13

{mospagebreak}

หน้า 14

{mospagebreak}

หน้า 15

{mospagebreak}

หน้า 16

{mospagebreak}

หน้า 17

{mospagebreak}

หน้า 18

{mospagebreak}

หน้า 19

{mospagebreak}

หน้า 20

{mospagebreak}

หน้า 21

{mospagebreak}

หน้า 22

{mospagebreak}

หน้า 23

{mospagebreak}

หน้า 24

{mospagebreak}

หน้า 25

{mospagebreak}

หน้า 26

{mospagebreak}

หน้า 27

{mospagebreak}

หน้า 28

{mospagebreak}

หน้า 29

{mospagebreak}

หน้า 30

{mospagebreak}

หน้า 31

{mospagebreak}

หน้า 32

{mospagebreak}

หน้า 33

{mospagebreak}

หน้า 34

{mospagebreak}

หน้า 35

{mospagebreak}

หน้า 36

{mospagebreak}

หน้า 37

 

 

 

 

 

 

ปรากฏการณ์เรือนกระจก ( Greenhouse Effect )

    ปรากฏการณ์เรือนกระจก หมายถึง สภาพที่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซต่าง ๆ ในบรรยากาศผิวโลกมีปริมาณเกินภาวะสมดุล ทำให้เกิดปรากฏการณ์คล้ายกระจกหลังคาที่หุ้มเรือนกระจก และทำให้อุณหภูมิระหว่างผิวโลกกัฐก๊าซดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมและดินฟ้าอากาศของโลก

สาเหตุของการเกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก

                การพัฒนาเศรษฐกิจทางด้านอุตสาหกรรม และการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม มีผลต่อการเพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจก สู่บรรยากาศมากขึ้น ก๊าซเรือนกระจกที่ควรรู้จักมีดังนี้

1. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO)

                คาร์บอนไดออกไซด์ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเป็นก๊าซที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศตลอดเวลา จากกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ นอกจากนี้การทำลายพื้นที่ป่าไม้ยังเป็น การเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากขาดต้นไม้ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทีเกิด จากการ เผาไหม้ทำให้ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เหลืออยู่มากในบรรยากาศ

2. ก๊าซคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (Chiorofluorocarbons, CFC)

                ก๊าซ ซีเอฟซีมีหลายชนิด แต่ที่นิยมนำมาใช้กันมาก คือ ซีเอฟซี 11 ซีเอฟซี 12 ซีเอฟซี 22 เป็นก๊าซที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นเพื่อใช้สำหรับทำความเย็นในตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ ใช้เป็นสารขับดันในกระป๋องสเปรย์ต่าง ๆ เช่น สเปรย์ปรับอากาศ สีกระป๋อง เมื่อมนุษย์นำสารซีเอฟซี ขึ้นมาใช้ในอุตสาหกรรมหรือนำผลิตภัณฑ์มาใช้ สารซีเอฟซี จะระเหยเป็นไอลอยสู่บรรยากาศและจะดูดกลืนอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานกว่า 100 ปี และมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1 หมื่นเท่า

                ปัญหาอีกประการคือ ซีเอฟซี จะลดปริมาณโอโซนในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ปกติโอโซนในชั้นนี้จะทำหน้าที่ดูดกลืน รังสีอัลตราไวโอเลตที่มาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนังของมนุษย์ไม่ให้ผ่านทะลุมายังพื้นโลก เมื่อโอโซนลดลง รังสีอัลตราไวโอเลตถูกปล่อยลงสู่พื้นโลกมากขึ้นอาจส่งผลต่อมนุษย์โดยทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ตาเป็นต้อกระจก

                นอกจากก๊าซทั้งสองชนิดที่กล่าวมานี้ ยังมีก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เช่น ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ และโอโซน ซึ่งก๊าซเหล่านี้มีค่าเก็บกักความร้อนเป็น 30 150 และ 2,000 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ตามลำดับ โดยมีเทนเป็นก๊าซที่เกิด จากบ่อถ่านหินหลุมก๊าซธรรมชาติ จากการเผาอินทรีย์สาร การฝังขยะ และจากการสลายตัวของสารอินทรีย์แบบไม่มีอากาศ (Anaerobic) รวมทั้งการทำนาข้าว ส่วน ไรตรัสออกไซด์เกิดจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบสำคัญ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล การเผาไหม้มวลชีวภาพ สำหรับโอโซนเกิดจากปฏิกิริยาของก๊าซมลภาวะต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน ไนโตรเจนออกไซด์กับแสงอาทิตย์

ผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก

ผลกระทบของปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ไว้ มีดังนี้

1. ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น โดยเฉลี่ย 0.8 องศาเซลเซียสต่อระยะ 10 ปี ทำให้น้ำแข็งในขั้วโลกเหนือละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เกิดความแห้งแล้งในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น พื้นที่เพาะปลูกลดน้อยลง แต่ทะเลทรายเพิ่มขึ้น

2. ฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ในเขตเมืองหนาว ฤดูหนาวจะสั้นลง ฝนตกมากขึ้น ฤดูร้อนจะยาวมากขึ้น อากาศจะร้อนและแห้งแล้ง ส่วนเขตร้อนและเขตกึ่งร้อน บริเวณที่แห้งแล้งจะแห้งแล้งมากขึ้น ดินเสื่อมคุณภาพมากขึ้น บริเวณที่ชุ่มชื้นจะมีฝนมากขึ้น พายุรุนแรงและเกิดอุทกภัยบ่อยขึ้น

3. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำเพิ่มขึ้น ปริมาณของน้ำทะเล ประกอบกับน้ำจากขั้วโลกมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น เป็นสาเหตุของการพังทลายบริเวณชายฝั่ง ระบบชลประทาน และการระบายน้ำได้รับความเสียหาย เกิดการรุกล้ำของน้ำเค็มในผิวดิน แม่น้ำ พื้นที่ไร่นา ก่อให้เกิดความเสียหายทางด้านการเพาะปลูก และอุตสาหกรรมชายทะเล นอกจากนี้ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นอาจทำให้บริเวณหาดทรายหรือเกาะต่าง ๆ จมหายไปใต้น้ำ เกิดภาวะน้ำท่วม ปัญหามลพิษทางน้ำ

4. ผลผลิตทางการเกษตรลดลงหรือต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะสภาพดินฟ้า อากาศ และพื้นที่ไม่เอื้ออำนวย ความเหมาะสมลดลง มีการระบาดของแมลงศัตรูพืชมากขึ้น เกิดความเสียหายทางการเกษตร อาหารจะขาดแคลน ทำให้มีการเคลื่อนย้ายพื้นที่เพาะปลูกไปยังพื้นที่ที่เหมาะสม

5. สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ถูกทำลายไปจากโลก เป็นผลจากอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้น จะเกิดความแห้งแล้ง ดินเค็ม น้ำท่วม ทำให้แหล่งกำเนิดและถิ่นที่อยู่อาศัยของพืช สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์ถูกทำลายลงทุกที และบางชนิดกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากโลก

6. เนื่องจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ โดยจะทำให้เป็นมะเร็งที่ผิวหนังมากขึ้น

 
เขื่อนสิรินธรเขื่อนสิรินธร เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะให้ประโยชน์ทางด้านการผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้ว ยังอำนวยประโยชน์นานัปการต่อการพัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนในภูมิภาคแถบนี้ทั้งทางด้านการชลประทาน การป้องกันอุทกภัย การประมง และการท่องเที่ยว นับเป็นการสงวนและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ ในประเทศให้เกิดประโยชน์ สูงสุดอย่างสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน


ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า
เขื่อนสิรินธร เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียว สร้างปิดกั้นแม่น้ำลำโดมน้อยอันเป็นสาขา ของแม่น้ำมูล ที่บริเวณแก่งแซน้อย ตำบลช่องเม็ก อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี
ตัวเขื่อน มีความสูง ๔๒ เมตร ยาว ๙๔๐ เมตร สันเขื่อนกว้าง ๗.๕ เมตร อ่างเก็บน้ำ มีพื้นที่ประมาณ ๒๘๘ ตารางกิโลเมตรสามารถกักเก็บน้ำได้ ๑,๙๖๖.๕ ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับกักเก็บน้ำสูงสุด ๑๔๒.๒ เมตร (จากระดับน้ำทะเลปานกลาง)
โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิรินธร ติดตั้งเครื่องกำเนิไฟฟ้าไว้ ๓ เครื่อง ขนาดกำลังผลิตเครื่องละ ๑๒,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น ๓๖,๐๐๐ กิโลวัตต์
การก่อสร้างโครงการ ได้เริ่มในเดือนมิถุนายน ๒๕๑๑ และมีการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขนานนาม เขื่อนว่า “เขื่อนสิรินธร” การก่อสร้างตัวเขื่อน และ ระบบส่งไฟฟ้าระยะแรกแล้วเสร็จในปี ๒๕๑๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด เขื่อนสิรินธรเมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ สำนักงานคณะกรรมการ นโยบายพลังงานแห่งชาติ ได้มอบเขื่อนสิรินธรให้อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่อไป

ประโยชน์
เขื่อนสิรินธร
เขื่อนสิรินธร เป็นโครงการอเนกประสงค์จึงสามารถอำนวยประโยชน์อย่างกว้างขวางในการพัฒนา ประเทศในด้านต่างๆ ดังนี้
การผลิตพลังงานไฟฟ้า สามารถใช้พลังน้ำมาผลิตพลังงานได้เฉลี่ยปีละ ๙๐ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ทำให้ขยาย ขอบเขตการจ่ายกระแสไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือออกไปได้กว้างขวางขึ้น
การชลประทาน สามารถส่งน้ำที่เก็บกักไว้ในอ่างเก็บน้ำไปใช้ในระบบชลประทาน ได้เป็นพื้นที่ ๑๕๒,๐๐๐ ไร่ จึงช่วยให้เกษตรกรในแถบนนี้ทำการเพาะปลูกได้ตลอดปี
บรรเทาอุทกภัย เขื่อนสิรินธรสามารถกักเก็บน้ำที่ไหลบ่ามาตามแม่น้ำลำโดมน้อยไว้ได้เป็นจำนวน มากจึงช่วยป้องกันปัญหาน้ำท่วม และช่วยให้แม่น้ำมูลสามารถระบายน้ำลงสู่แม่น้ำโขง ได้สะดวกยิ่งขึ้น
การประมง อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิรินธร เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่โดย กฟผ. ร่วมมือ กับกรมประมง นำพันธ์ปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ โดย กฟผ. ร่วมมือกับกรมประมงนำพันธุ์ปลามาปล่อย อาทิ ปลายี่สก ปลานิล ปลาไน ฯลฯ และกุ้งก้ามกรามทำให้ราษฎรมีอาชีพหลักเพิ่มขึ้น
การคมนาคม สามารถใช้อ่างเก็บน้ำเป็นเส้นทางเดินเรือติดต่อค้าขาย และคมนาคมขนส่งผลผลิต ออกสู่ตลาดได้สะดวกอีกทางหนึ่ง
การท่องเที่ยว ความสวยงามสงบร่มรื่นของภายในบริเวณเขื่อน และอ่างเก็บน้ำ เป็นสิ่งดึงดูดใจให้ นักท่องเที่ยวเดินทางมาเที่ยวชมและพักผ่อนหล่อนใจเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการขยายตัวทางด้าน ธุรกิจท่องเที่ยวอื่น ๆ ตามไปด้วย

เขื่อนสิรินธร สวนสิรินธร
สวนสิรินธร เป็นสวนเฉลิมพระเกียรติที่กฟผ. จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี และ ถวายเป็นราชสักการะต่อองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสคล้ายวัน พระราชสมภพทรงมี พระชนมายุ ๓๖ พรรษาเมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๔ โดยจัดเป็นสวนสาธารณะ อันร่มรื่นงดงามเพื่อให้สาธารณชน ได้พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ
กฝผ. ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างสวนนี้ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๓๓ แล้วเสร็จในเดือนกรกฎาคม ๒๕๓๔ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ ๔.๔๐ ล้านบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนิน เปิดสวนสิรินธรเมื่อวันที ๖ ตุลาคม ๒๕๓๔
สวนแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณอ่างเก็บน้ำฝั่งซ้ายของสันเขื่อนสิรินธรมีพื้นที่ประมาณ ๔๐ ไร่ โดยออกแบบ ก่อสร้างให้มีลักษณะเป็นสวนป่าที่คงสภาพสิ่งแวดล้อม และธรรมชาติไว้ได้มากที่สุด การใช้วัสดุอุปกรณ์ ตกแต่งสถานที่ เน้นให้กลมกลืนกับพื้นที่เดิม
ภายในสวนสิรินธรประกอบด้วยสวนพฤกษศาสตร์ สวนน้ำพุศาลาพักผ่อน และพันธุ์ไม้ดอก โทนสีม่วงซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพคือวันเสาร์ ประดับไว้โดยรอบ พร้อมกับตัดแต่งต้นไม้เป็น ตัวอักษร “สธ” อันเป็นพระราชลัญจกร ประจำพระองค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นอกจากนี้ยังมีประติมากรรมรูปหล่อเป็นช้าง ๓ เชือกเล่นดนตรี ซึ่ง เครื่องดนตรีที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามวบรมราชกุมารี ทรงโปรดปราน อันได้แก่ ระนาด ซอ และขลุ่ย

เขื่อนสิรินธร สถานที่ท่องเที่ยว
จังหวัดชัยภูมิ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมายนอกเหนือจากเขื่อนจุฬาภรณ์ อาทิ อนุสาวรีย์ พระยาภักดีชุมพล(แล) ศาลเจ้าพระยาแล ปรางค์กู่วนอุทยานน้ำตกตาดโตน ป่าหินงานเป็นต้น

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
เพื่อให้การมาเยือนเขื่อนสิรินธรได้ทั้งความรู้ และความเพลิดเพลินอย่างเต็มที่ ท่านสามารถ แวะชมสถานที่ ท่องเที่ยวใกล้เคียงภายในจังหวัดอุบลราชธานีได้อีกหลายแห่ง เช่น แก่งสะพือ แก่งตะนะ น้ำตกตาดโตน แม่น้ำสองสี หรือดอนด่านปากน้ำมูล น้ำบุ้น และผาแต้ม

เส้นทางคมนาคม
เขื่อนสิรินธร อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตรการเดินทางโดยรถยนต์ใช้เส้นทาง ไปตามถนนสายมิตรภาพประมาณ ๗๓๗ กิโลเมตร มุ่งสู่จังหวัดอุบลราชธานี แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ เข้าสู่อำเภอ พิบูลมังสาหาร จากนั้นไปตามเส้นทางพิบูลมังสาหาร-ช่องเม็กเข้าสู่เขื่อนสิรินธร นอกจากนี้สามารถเดินทางได้ โดยรถโดยสารปรับอากาศหรือรถไฟ แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบาย และรวดเร็วก็สามารถใช้บริการสายการบิน ภายในประเทศได้

เขื่อนสิรินธร ติดต่อสอบถาม
หากประสงค์จะเยี่ยมชมและพักแรมภายในเขื่อน สามารถติดต่อสอบถามเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ได้ที่หน่วย ธุรการและบริการเขื่อนสิรินธร โทร.๒๗๐๗ (สายภายใน) หรือโทร. (๐๔๕)๓๖๖๐๘๑ หากอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร สามารถติดต่อสำรองที่พักได้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย นนทบุรี

สรุป
เขื่อนสิรินธร เป็นเขื่อนที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในการพัฒนาประเทศ และความเป็นอยู่ของ ประชาชน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภูมิใจที่เขื่อนแห่งนี้ได้มีส่วน ในการยกระดับมาตรฐานการครองชีพ ของประชาชนให้ดีขึ้น และผลักดันให้ภูมิภาคแถวนี้ก้าวไปสู่ ความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้านสมควรเป็นมรดกอันมีค่าของประชาชนและประเทศชาติสีบไป

เขื่อนวชิราลงกรณ
เขื่อนวชิราลงกรณ เป็นโครงการหนึ่งของแผน พัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนาให้สามารถผลิตไฟฟ้า เพื่ออำนวยประโยชน์ให้กับประชาชนเพิ่มมากขึ้น เขื่อนวชิราลงกรณจึงจัดเป็นเขื่อนอเนกประสงค์อีกแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย

ลักษณะเขื่อน
เขื่อนวชิราลงกรณเป็นเขื่อนหินถมแห่งแรก ของประเทศไทยที่ดาดผิวหน้าด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งอยู่บนแม่น้ำแควน้อย ในท้องที่ ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ประมาณ 6 กิโลเมตร
เขื่อนวชิราลงกรณมีความสูงจากฐาน 92 เมตรสันเขื่อนกว้าง 10 เมตร ยาว 1,019 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก.) +161.75 เมตร ปริมาตรตัวเขื่อนประมาณ 8.1 ล้านลูกบาศก์เมตร

อ่างเก็บน้ำ
อยู่ในท้องทั่อำเภอท้องผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรีของจังหวัดกาญจนบุรี มีพื้นที่รับน้ำฝน 3.720 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยประมาณปีละ 5,500 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาตรเก็บกักสูงสุดปกติ 8,860 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่ระดับ +155.0 เมตร (รทก.)

เขื่อนวชิราลงกรณ โรงไฟฟ้า
เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 100,000 กิโลวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง รวมกำลังผลิต 300,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานเฉลี่ยปีละ 760 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
การก่อสร้างเริ่มในเดือนมีนาคม 2522 แล้วเสร็จในปี 2527 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ ทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนวชิราลงกรณ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2529

ประโยชน์
เขื่อนวชิราลงกรณ นอกจากสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าแล้วยังอำนวยประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ช่วยบรรเทาอุทกภัย ซึ่งโดยปกติน้ำในฤดูฝน ทั้งในลำน้ำแควน้อย และแควใหญ่จะมีปริมาณมาก เมื่อไหลมารวมกันจะทำให้เกิดน้ำท่วม ลุ่มแม่น้ำแม่กลองเป็นประจำ หลังจากได้ก่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณแล้วเสร็จ อ่างเก็บน้ำของเขื่อนทั้งสองจะช่วยเก็บกักไว้ เป็นการบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ดังกล่าวอย่างถาวร
น้ำตกไทรโยค
ด้านการชลประทานและการเกษตร ทำให้มีแหล่งน้ำถาวรเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เพื่อช่วยเสริมระบบชลประทาน ในพื้นที่ของโครงการแม่กลองใหญ่ โดยเฉพาะทำการเพาะปลูกในฤดูแล้ง จะได้ผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้น
ด้านการประมง อ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนเหมาะสำหรับเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดได้เป็นอย่างดี และยังช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้แก่ประชาชนอีกทางหนึ่งด้วย
สำหรับประโยชน์ที่นับว่าสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ช่วยต้านน้ำเค็มและน้ำเสียในฤดูแล้ง รวมทั้งยังมีน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมของสองฝั่งแม่กลองอีกส่วนหนึ่ง และจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนเพิ่มขึ้นในฤดูแล้งจะช่วยขับไล่น้ำเสียและผลักดันน้ำเค็มทำให้สภาพน้ำในแม่น้ำแม่กลองมีคุณภาพดีขึ้น
นอกจากนี้ เขื่อนวชิราลงกรณยังเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ในแต่ละปีจะมีนักทัศนาจรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเยี่ยมชมกันเป็นจำนวนมาก
เขื่อนวชิราลงกรณ การช่วยเหลือราษฎร
กฟผ.ได้ช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จำนวน 1,860 ครัวเรือน ในท้องที่อำเภอทองผาภูมิ และอำเภอสังขละบุรี อพยพไปอยู่ในที่จัดสรรแห่งใหม่ โดยจัดสรรที่ดินพร้อมที่ทำกิน จ่ายเงินค่าทดแทนที่ดิน และทรัพย์สิน รวมทั้งก่อสร้างสาธารณูปโภคและสาธารณูปการครบครัน

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มอบเงินจำนวน 18 ล้านบาท จัดตั้งสหกรณ์การเกษตรขึ้น 5 แห่งในหมู่บ้านอพยพ จ่ายเงินช่วยเหลือราษฎร์ ในการดำรงชีพในระยะแรก แนะนำการส่งเสริมเกษตรแผนใหม่ เช่น การปลูกพืชเมืองหนาว และยางพารา เป็นต้น รวมทั้งแนะนำให้รู้จักการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและการใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรได้ถาวรตลอดไป

น้ำพุร้อนหินดาด สถานทีท่องเที่ยว
ตามเส้นทางสู่เขื่อนวชิราลงกรณ มีสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งตามธรรมชาติและที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมากมาย อาทิ

สะพานข้ามแม่น้ำแคว หรือทางรถไฟสายสันติภาพ สถานที่ทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความโหดร้ายทารุณของสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือ ประมาณ 4 กิโลเมตร บริเวณใกล้เคียงกับสะพานนี้ ยังมีหัวรถจักรเก่า ซึ่งเคยใช้งานในเส้นทางสายนี้เมื่อสมัยสงคราม ไว้ให้ชมด้วย
ปราสาทเมืองสิงห์ สร้างด้วยศิลาแลงศิลปะสมัยขอมบายน มีความงดงามมาก
น้ำตกไทรโยคน้อย  หรือน้ำตกเขาพังเป็นน้ำตกขนาดเล็กแต่ดูสวยงามมาก เป็นน้ำตกที่ไหลจากหน้าผาข้างบนเป็นชั้นช่อ แล้วแยกออกเป็นหลายสายลงมารวมกันเป็นแอ่งน้ำเล็กๆ ด้านล่าง
ถ้ำดาวดึงส์ ภายในมีหินงอกหินย้อยอายุนับพันปี มีรูปร่างวิจิตรพิสดารต่างๆ บ้างเหมอนโคมระย้า บ้างเหมอนพระปรางค์ เป็นต้น
น้ำตกไทรโยคใหญ่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 104 กิโลเมตร ด้านซ้ายมือของเส้นทางสู่ทองผาภูมิเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ไหลลงสู่แม่น้ำแควน้อย นักท่องเที่ยวนิยมไปล่องแพกัน นอกจากนี้ยังมีน้ำตกอีกหลายแห่งที่อยู่ในเขตอำเภอทองผาภูมิและอำเภอสังขละบุรี เช่น น้ำตกผาดาดน้ำตกทุ่งนางครวญ น้ำตกไดช่องถ่องและน้ำตกตะเคียนทอง เป็นต้น
สถานที่ท่องเที่ยว
น้ำพุร้อนหินดาด เป็นน้ำพุร้อนที่ซึมจากหิน สามารถลงอาบได้ เชื่อกันว่าสามารถรักษาโรคได้ โดยเฉพาะพวกอัมพาต
อำเภอทองผาภูมิ หรือท่าขนุน ห่างจากตัวเมืองประมาณ 150 กิโลเตร แหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่อยู่ติดชายแดน เช่น เหมืองปิล็อก บึงเกริงกะเวีย เจดีย์บุอ่อง เป็นต้น
ด้านเจดีย์สามองค์  ตั้งอยู่ใกล้อำเภอสังขละบุรี เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อน เจดีย์พุทธคยาจำลอง และยังเป็นที่จำพรรษาของหลวงพ่ออุตตมะ ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวไทย ชาวมอญ และชาวกะเหรี่ยง ภายในบริเวณวัดมีร้านขายของที่ระลึกด้วย

สรุป
เขื่อนวชิราลงกรณเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถผสมผสานไปกับความงามตามธรรมชาติของภูมิประเทศได้อย่างเหมาะสม จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ควรค่าแก่การเยี่ยมชมแห่งหนึ่งของอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

สวนสุขภาพ ติดต่อสอบถาม
แผนกประชาสัมพันธ์ ณ อาคารที่ทำการเขื่อนวชิราลงกรณ โทร. (034) 599077 ต่อ 2010, 2011 หรือติดต่อสำรองที่พักล่วงหน้าได้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวยนนทบุรี โทร. 436-3171-72

 


เขื่อนจุฬาภรณ์
เขื่อนจุฬาภรณ์ ซึ่งมีชื่อเรียกในสมัยก่อสร้างว่า “โครงการน้ำพรม” เป็นโครงการพัฒนาไฟฟ้า พลังน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สร้างปิดกั้นลำน้ำพรมบนเทือกเขาขุนพาย บริเวณที่เรียกว่าภูหยวก ในท้องที่ตำบลทุ่งพระ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ

ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า
ตัวเขื่อนเป็นแบบหินถม แกนกลางเป็นดินเหนียวบดอัดทับแน่นด้วยกรวดและหิน มีความยาวตาม สันเขื่อน ๗๐๐ เมตร สันเขื่อนกว้าง ๘ เมตร ฐานกว้าง ๒๕๐ เมตร ความสูงจากฐานราก ๗๐ เมตร ความจุของอ่างเก็บน้ำ ๑๘๘ ล้านลูกบาศก์เมตร
โรงไฟฟ้าตั้งอยู่ตรงเชิงเขาใกล้กับลำน้ำสุ ซึ่งอยู่อีกฟากหนึ่งของตัวเขื่อน แล้วชักน้ำหน้าเขื่อน จากฝั่งซ้ายของ ลำน้ำ โดยผ่านอุโมงค์ซึ่งเจาะทะลุภูเขา ไปหมุนเครื่องกังหันน้ำ ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขา อีกด้านหนึ่ง ภายในโรงไฟฟ้าติดตั้ง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาด ๒๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ จำนวน ๒ ชุด

เขื่อนจุฬาภรณ์
ลานไกไฟฟ้า ตั้งอยู่บริเวณข้างอาคารโรงไฟฟ้าติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับ ระบบสายส่ง ไฟฟ้าขนาด ๑๑๕ กิโลโวลต์จากเขื่อนไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงชุมแพ-ขอนแก่น ๑ ระยะทาง ๑๓๕ กิโลเมตร โครงการน้ำพรม ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีให้ดำเนินการก่อสร้างเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๑๒ การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างเขื่อน และโรงไฟฟ้า เมื่อเดือนมกราคม ๒๕๑๓ แล้วเสร็จสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตั้งแต่เดือน ตุลาคม ๒๕๑๕ เป็นต้นมา
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมรากุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ วลัยลักษณ์ ไปทรงเปิด เขื่อนและโรงไฟฟ้า เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๑๖ พร้อมทั้งได้พระราชทาน พระนามสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ มาขนานนามชื่อเขื่อนว่า "เขื่อนจุฬาภรณ์"
ต่อมาในปี ๒๕๓๕ กฟผ. ได้สร้างเขื่อนขนาดเล็กขื่อ “เขื่อนพรมธารา” ขึ้นทางฝั่งซ้ายของเขื่อน จุฬาภรณ์ ห่างออกไปประมาณ ๕๐๐ เมตรเพื่อนำน้ำมาลงในอ่างเก็บน้ำเขื่อนจุฬาภรณ์ได้เพิ่มขึ้น ปีละประมาณ ๒ ล้าน ลูกบาศก์เมตร

เขื่อนจุฬาภรณ์ ประโยชน์
เขื่อนจุฬาภรณ์ เป็นเขื่อนที่ความสำคัญมากอีกเขื่อนหนึ่ง ต่อการพัฒนาพลังงานไฟฟ้า ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือจากการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยพลังน้ำเฉลี่ยปีละ ๙๕ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่ง สามารถตอบสนองความต้องการของ ประชาชนได้อย่างเพียงพออีกทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัย ในบริเวณ ทุ่งเกษตรสมบูรณ์ ซึ่งอยู่ห่างจากเขื่อนลงไปทางท้ายน้ำ ประมาณ ๖๐ กิโลเมตร นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดอีกแห่งหนึ่ง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งบริเวณที่ตั้ง ของเขื่อนมีทิวทัศน์สวยงามมากและอากาศเย็นสบายตลอดปี จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ แห่งหนึ่ง ในภูมิภาคนี้

สถานที่ท่องเที่ยว
จังหวัดชัยภูมิ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ อีกมากมายนอกเหนือจากเขื่อนจุฬาภรณ์ อาทิ อนุสาวรีย์ พระยาภักดีชุมพล(แล) ศาลเจ้าพระยาแล ปรางค์กู่วนอุทยานน้ำตกตาดโตน ป่าหินงานเป็นต้น

เขื่อนจุฬาภรณ์ เส้นทางคมนาคม
ชัยภูมิ เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของประเทศห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๓๔๐ กิโลเมตร การเดินทางใช้ทางหลวงหมายเลข ๑ กรุงเทพฯ - สระบุรี แล้วเลี้ยวขวาไปใช้ทางหลวงหมายเลข ๒๐๑ จนถึงอำเภอชุมแพ แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นทางสู่อำเภอหล่มสัก จะพบทางแยกซ้ายมือ เข้าสู่เขื่อน จุฬาภรณ์ ระยะทาง ๓๙ กิโลเมตร

สรุป
เขื่อนจุฬาภรณ์ ช่วยส่งเสริมให้ระบบการผลิตและส่งกระแสไฟฟ้า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความมั่นคง ยิ่งขึ้นกิจการต่างๆ ที่ต้องอาศัยไฟฟ้าประกอบการก็จะเกิดขึ้น หรือขยายออกไปเป็นการ ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ของประชาชน เขื่อนแห่งนี้จึงอำนวยประโยชน์ ให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

เขื่อนแก่งกระจาน
เพชรบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ เคยเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญชั้นเมืองลูกหลวงของไทยมาช้านาน และมีชื่อเสียงเลื่องลือ หลายด้านนอกจากจะเคยเป็นเมืองที่ประทับของอดีตพระมหากษัตริย์แห่งราชวงค์จักรี ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญหลายแห่ง ซึ่งรวมทั้งเขื่อนเพื่อการชลประทานและผลิตไฟฟ้าที่สำคัญและมีความงดงาม นั่นคือ เขื่อนแก่งกระจาน

ลักษณะเขื่อน
เขื่อนแก่งกระจานกั้นแม่น้ำเพชร ที่บริเวณเขาเจ้า และเขาไม้รวกประชิดกับ ตำบลแก่งกระจาน อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี อยู่ทางด้านเหนือน้ำของเขื่อนเพชรขึ้นไปตามถนน 27 กิโลเมตร เป็นเขื่อนดิน สูง 58 เมตร สันเขื่อนยาว 760 เมตร กว้าง 8 เมตร ระดับสันเขื่อน 106 เมตร รทก.(ระดับน้ำทะเลปานกลาง)

นอกจากนี้ ยังมีเขื่อนดินปิดเขาต่ำทางขวางเขื่อนอีก 2 แห่ง คือ แห่งแรกสูง 36 เมตร สันเขื่อนยาว 305 เมตร แห่งที่ 2 สูง 24 เมตร สันเขื่อนยาว 255 เมตร เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้น

อ่างเก็บน้ำ
มีพื้นที่ 46.5 ตารางกิโลเมตร ความจุ 710 ล้านลูกบาศก์เมตร

เขื่อนแก่งกระจาน โรงไฟฟ้า
ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 1 เครื่อง ขนาดกำลังผลิต 19,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ 70 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงโดยมีสายส่งไฟฟ้าจากเขื่อนแก่งกระจานไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงชะอำ เป็นระยะทาง 40-41 กิโลเมตร

เขื่อนแก่งกระจานสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2504 แล้วเสร็จ พ.ศ. 2509 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยประโยชน์ ในด้านการชลประทานบริเวณที่ราบ จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดใกล้เคียง รวมทั้งยังให้ประโยชน์ด้านการประมง การคมนาคมทางน้ำ และการพักผ่อนหย่อนใจ อีกด้วย

ต่อมา เมื่อความต้องการพลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้พิจารณาติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่เขื่อนแก่งกระจาน โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2514 แล้วเสร็จและผลิตไฟฟ้าไดั เมื่อเดือนสิงหาคม 2517

เขื่อนแก่งกระจาน ประโยชน์
เขื่อนแก่งกระจานเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ประโยชน์ที่ได้จากเขื่อนมีหลายประการ คือ
  1. เขื่อนแก่งกระจานสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 19,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานเฉลี่ยประมาณ ปีละ 70 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
  2. สามารถขยายพื้นที่ชลประทานของ โครงการเพชรบุรี ซึ่งเดิมมีอยู่จำนวน 214,000 ไร่ เพิ่มเป็น 336,000 ไร่ และเพื่อการเกษตร การเพาะปลูกในฤดูแล้งได้ 174,000 ไร่ รวมทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหา การขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภค บริโภค ตั้งแต่ปากอ่าวเพชรบุรี จนถึงหัวหินให้หมดไป และช่วยบรรเทาอุทกภัย ในทุ่งเพชรบุรีด้วย
  3. เป็นแหล่งส่งเสริมการประมง
  4. เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

เขื่อนภูมิพล
เขื่อนภูมิพล เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรก ของประเทศไทย เดิมชื่อเขื่อนยันฮี ต่อมา เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๐๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระปรมาภิไธยให้เป็นชื่อ เขื่อนว่า “เขื่อนภูมิพล”

ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า
เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนคอนกรีตโค้งเพียงแห่งเดียวของประเทศไทย สร้างปิดกั้นลำน้ำปิงที่บริเวณ เขาแก้ว อำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง ๒๕๐ เมตร สูง ๑๕๔ เมตร ยาว ๔๘๖ เมตร ความกว้างของสันเขื่อน ๖ เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุสูงสุด ๑๓,๔๖๒ ล้านลูกบาศก์เมตร จัดเป็น เขื่อนคอนกรีตโค้งที่ใหญ่และสูงที่สุดใน เอเชียอาคเนย์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๐๔ การก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วยงานก่อสร้างตัวเขื่อน ระบบส่งไฟฟ้า และอาคาร โรงไฟฟ้า ซึ่งได้ติดตั้ง เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ ๑-๒ กำลังผลิตเครื่องละ ๗๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม และ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๗ ตามลำดับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด เขื่อนเมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๐๗
ต่อมาได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ ๓-๖ กำลังผลิตเครื่องละ ๗๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ และ เครื่องที่ ๗ กำลังผลิต ๑๑๕,๐๐๐ กิโลวัตต์ สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ในวันที่ ๑๑ พฤษภาคม และ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๑๒ และ วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๒๕ ตามลำดับ
เพื่อเป็นการยืดอายุการใช้งานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าออกไป ในปี ๒๕๓๑ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ทำการปรับปรุงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ ๑-๒ ทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น อีกเครื่องละ ๖,๓๐๐ กิโลวัตต์ สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบได้เมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๓๕ และพฤศจิกายน ๒๕๓๖ ตามลำดับ ส่วนการ ปรับปรุงเครื่องที่ ๓-๔ ทำให้มีกำลังผลิตเพิ่มขึ้น เท่ากับเครื่องที่ ๑-๒ แล้วเสร็จสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เมื่อ เดือนกุมภาพันธ์ และสิงหาคม ๒๕๔๐ ตามลำดับ

เขื่อนภูมิพล
นอกจากนี้ในปี ๒๕๓๔ กฟผ. ได้ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ ๘ แบบสูบกลับ ขนาดกำลังผลิต ๑๗๑,๐๐๐ กิโลวัตต์ และก่อสร้างเขื่อนแม่ปิงตอนล่าง เพื่อใช้อ่างเก็บน้ำเป็นอ่างล่าง สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบได้ในเดือน มกราคม ๒๕๓๙ ทำให้โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนภูมิพล มีกำลังผลิตติดตั้งทั้งสิ้น ๗๓๑,๒๐๐ กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้า ปีละ ๑,๐๖๒ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
เขื่อนแม่ปิงตอนล่าง เป็นเขื่อนขนาดเล็ก ชนิดดินถมแกนดินเหนียวปิดทับหน้าด้วยหินทิ้งสร้างปิด กั้นลำน้ำปิง ห่างจากเขื่อนภูมิพลลงมาทางท้ายน้ำ ๕ กิโลเมตร ความยาวเขื่อน ๒๐๐ เมตร สูง ๑๒ เมตรจากท้องน้ำ ความกว้าง สันเขื่อน ๑๐ เมตร ระดับสันเขื่อน +๑๔๒.๐๐ เมตร รทก.
อาคารระบายน้ำเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๒๘ เมตร ยาว ๑๔๔ เมตร สูง ๑๔ เมตร ช่องระบายน้ำ ๑๐ ช่อง กว้างช่องละ ๑๐.๕ เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ ๔.๙๒ ล้านลูกบาศก์เมตร
ก่อสร้างแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ๒๕๓๘ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๓๘

ประโยชน์
เขื่อนภูมิพล
นอกเหนือจากการผลิตไฟฟ้าเพื่อสนองความต้องการของประเทศแล้ว ในด้านการชลประทาน ยังสามารถปล่อย น้ำในอ่างเก็บน้ำ ไปช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่จังหวัดตาก กำแพงเพชร และพื้นที่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาประมาณ ๗.๕ ล้านไร่ รวมทั้งช่วยบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูฝน และอำนวยประโยชน์ ในด้านการประมงอีกด้วย ผลพลอยได้อีกประการหนึ่ง ก็คือ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งของ จังหวัดตาก ภายในบริเวณเขื่อน มีสวน สาธารณะที่มีความร่มรื่น ชื่อ “สวนน้ำพระทัย” และที่เขื่อน แม่ปิงตอนล่างก็มี “สวนเฉลิมพระเกียรติ” ไว้ต้อนรับ นักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนด้วย
สวนน้ำพระทัย
มีพื้นที่ประมาณ ๑๖ ไร่ ประกอบด้วยส่วนที่เป็นสวน และส่วนที่เป็นเรือนรับรองและร้านอาหาร ส่วนประกอบ ที่สำคัญของสวนคือ ประติมากรรมสัมฤทธิ์ ธารน้ำพุ ซุ้มต้นไม้ และซุ้มกล้วยไม้พันธุ์ไทย พื้นเมือง โครงการสวน น้ำพระทัยเป็น ๑ ใน ๓ โครงการที่ กฟผ. ได้รับอนุมัติให้ใช้ตราสัญลักษณ์ พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ สวนเฉลิมพระเกียรติ

สวนเฉลิมพระเกียรติ
ตั้งอยู่ทางฝั่งขวา ของเขื่อนแม่ปิงตอนล่าง ประกอบด้วย แปลงไม้ประดับที่จัดแต่งเป็นรูปพระปรมา ภิไธยย่อ ภ.ป.ร. ซึ่งเป็นจุดเด่นของสวน ลานอเนกประสงค์ ศาลาพักผ่อนริมน้ำ กฟผ. จัดสร้างสวนนี้ เพื่อถวายเป็นราชสักการะ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี ในปี ๒๕๓๙ และเป็นปีที่โครงการ โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนภูมิพลเครื่องที่ ๘ แล้วเสร็จอีกด้วย

สถานที่ท่องเที่ยว
ตามเส้นทางก่อนถึงเขื่อน มีสถานทีท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช เจดีย์ยุทธหัตถี และหากล่องเรือในอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล ก็มีแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ ที่น่าสนใจอีกมากมาย เช่น ดอยเจ้าพ่อหลวง เกาะวาเลนไทน์ แก่งสร้อย ถ้ำช้างร้อง เป็นต้น

เส้นทางคมนาคม
ระยะทางจากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดตาก ๔๒๕ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ ประมาณ ๗ ชั่วโมง ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑ (พหลโยธิน) แยกซ้ายที่วังน้อย เข้าทางหลวงหมายเลข ๓๒ สายบางปะอิน-นครสวรรค์ ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร แล้วตรงเข้าจังหวัดตาก และจากตัวเมืองไปยัง เขื่อนภูมิพลเป็นระยะทางอีก ๖๑ กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางที่สะดวกและนิยมใช้กันคือ ไปตามทางหลวง หมายเลข ๑ ถึงกิโลเมตรที่ ๔๖๓ จะมี ทางแยกซ้ายมือเข้าเขื่อนภูมิพลประมาณ ๑๗ กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางหมายเลข ๑๑๐๗ ผ่านทางแยกไป เจดีย์ยุทธหัตถีอีก ๒๕ กิโลเมตร

เขื่อนภูมิพล

ติดต่อสอบถาม
ผู้สนใจจะเข้าเยี่ยมชมหรือพักแรม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เรือนพักรับรอง เขื่อนภูมิพล โทร. (๐๕๕) ๕๙๙๐๙๓-๗ ต่อ ๒๕๐๐, ๒๕๐๑ หรือที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย นนทบุรี โทร. ๔๓๖–๓๒๗๑, ๓๒๗๒

สรุป
เขื่อนภูมิพล นับเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาระบบการผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคง สามารถนำ ประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าเท่าเทียมอารยประเทศได้ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ก็ได้ ดำเนินการพัฒนาและ บำรุงรักษาเขื่อนภูมิพลอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ยืนยงคงคุณค่าตราบนานเท่านาน
เขื่อนภูมิพล

เขื่อนศรีนครินทร์
เขื่อนศรีนครินทร์ เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำแม่กลอง สร้างขึ้น บนแม่น้ำแควใหญ่ บริเวณบ้านเจ้าเณร ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี นับเป็น เขื่อนแห่งที่ ๘ ในจำนวน ๑๗ แห่ง ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สร้างขึ้นเพื่อ อำนวยประโยชน์ทางด้านต่างๆ ตลอดจนช่วยพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ของราษฎร และส่งเสริมให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม

ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า
เป็นเขื่อนประเภทหินถมแกนดินเหนียวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีความสูงจากฐานราก ๑๔๐ เมตร สันเขื่อนยาว ู๖๑๐ เมตร กว้าง ๑๕ เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ ๔๑๙ ตารางกิโลเมตร มีความจุมากเป็นอันดับหนึ่งคือ ๑๗,๗๔๕ ล้านลูกบาศก์เมตร
โรงไฟฟ้าเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจำนวน ๕ เครื่อง เครื่องที่ ๑-๓ กำลังผลิต เครื่องละ ๑๒๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ เครื่องที่ ๔-๕ เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบสูบกลับ กำลังผลิต เครื่องละ ๑๘๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น ๗๒๐,๐๐๐ กิโลวัตต์
งานก่อสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ เริ่มเมื่อปี ๒๕๑๖ แล้วเสร็จในปี ๒๕๒๓ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญ พระนามาภิไธยสมเด็จพระศรีนครินทร์ มาขนานนามเขื่อน และเสด็จ พระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ไปทรงเปิดเขื่อน เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๒๔

เขื่อนศรีนครินทร์ ประโยชน์
เขื่อนศรีนครินทร์เป็นโครงการอเนกประสงค์ ซึ่งอำนวยประโยชน์ในด้านต่างๆ ดังนี้
ชลประทานช่วยส่งเสริมระบบชลประทาน โครงการแม่กลองใหญ่ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมี เขื่อนวชิราลงกรณ์ของกรมชลประทานเป็นหัวงานทดน้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรได้ตลอดปีเป็นเนื้อที่ถึง ๔,๑๑๘ ล้านไร่
ผลิตไฟฟ้า สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยปีละประมาณ ๑,๒๕๐ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
บรรเทาอุทกภัย สามารถกักเก็บน้ำที่หลากมาในช่วงฤดูฝนไว้ในอ่างเก็บน้ำ ได้เป็นจำนวนมาก ช่วย บรรเทาอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำแม่กลองให้ลดน้อยลง
คมนาคมทางน้ำสามารถใช้เป็นเส้นทางเดินเรือขึ้นไปยังบริเวณอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และอำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น
เขื่อนศรีนครินทร์
ผลักดันน้ำเค็มสามารถปล่อยน้ำลงผลักดันน้ำเค็มมิให้หนุนล้ำเข้ามาทำความเสียหายแก่พื้นที่บริเวณ ปากน้ำแม่กลองในช่วงฤดูแล้ง
ประมงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับราษฎรอีกทางหนึ่งด้วย
ท่องเที่ยวเขื่อนศรีนครินท์นับเป็นแหล่งท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจที่สวยงามอีกแห่งหนึ่ง ในจังหวัด กาญจนบุรีให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน แก่ผู้มาเที่ยวชมปีละเป็นจำนวนกว่าแสนคน และก่อให้เกิด การขยายตัวทางการท่องเที่ยวอย่างกว้างขวาง เช่น แพท่องเที่ยวในอ่างเก็บน้ำ เป็นต้น

สวนเวลารำลึก
สร้างขึ้นในศุภมงคลสมัยที่สมเด็จพระศรีนครินท์ทราบรมราชชนนีทรงเจริญพระชนมายุ ๙๐ พรรษา บนเนื้อที่ ๓๐ ไร่ บริเวณเชิงเขาริมอ่างเก็บน้ำ ใกล้ท่าเรือเขื่อนศรีนครินท์ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๕๓๓ แล้วเสร็จ เดือนมีนาคม ๒๕๓๔
ด้วยรำลึกในพระมหากรุราธิคุณ และตระหนักในพระราชจริยาวัตรของสมเด็จพระศรีนครินท์ทรา บรมราชชนนีที่ทรงยึดถือปฏิบัติ อีกทั้งแสดงออกให้ประจักษ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเวลา ทรงเชื่อมั่นว่าเวลาเป็นของมีค่า จึงควรใช้เวลาให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
ในการออกแบบสวนจึงเลือกนาฬิกาแดดเป็นสัญญลักษณ์ เพื่อสือความสัมพันธ์เกี่ยวกับกาลเวลา นอกจากนี้ ยังได้แต่งเติมเสริมสร้างสิ่งตกแต่งต่างๆ ให้เป็นองค์ประกอบที่สมบูรณ์แบบของสวน เฉลิมพระเกียรติแห่งนี้

เขื่อนศรีนครินทร์ นาฬิกาแดดและวิธีการอ่าน
นาฬิกาแดดเป็นประติมากรรมสร้างขึ้นด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก วัดตามแนวโค้งยาว ๒๓.๘๐ เมตร ส่วนกว้างที่สุด ๙.๙๕ เมตร ส่วนแคบที่สุด ๖.๒๕ เมตร หนา ๐.๘๐ เมตร เข็มรับแสงอาทิตย์ทำให้เกิดเงา หล่อด้วยโลหะผสมขนาดยาว ๖.๕๐ เมตร กว้าง ๑.๐๐ เมตร ตั้งหันหน้าลงทิศใต้ แผ่นหน้าปัดเอียง ๒๘.๖ องศาที่เส้นรุ้ง ๑๔ ๒๔' ๓๒" เหนือ เส้นแวง ๙๙ ๗' ๓๖" ตะวันออก บนผิวหน้าปัดปิดด้วยกระเบื้องเคลือบ สีเทาขาวประกอบด้วยสัญญลักษณ์และอักษรย่อบอกเดือนต่างๆ
เส้นสีน้ำเงินแก่บอกเดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน
เส้นสีน้ำเงินอ่อนบอกเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม
เส้นสีแดงเข้มบอกเวลาของเดือนมกราคม ถึงเดือนมิถุนายน
เส้นสีเหลืองบอกเวลาของเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนธันวาคม

ตัวเลข ๐๗.๐๐ น. ถึง ๑๘.๐๐ น. ปลายเส้นสีแสด และสีส้ม บอกชั่วโมงเงาจากปลายเข็มจะทาบลง ที่พื้นหน้าปัดให้ดูเวลาเดือน และฤดูกาลตามเส้นทางต่างๆ
เขื่อนศรีนครินทร์ สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง
กาญจนบุรีเป็นดินแดนแห่งประวัติศาสตร์ และธรรมชาติอันงดงามที่ท้าทาย และดึงดูดใจให้นัก ท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือน การมาเที่ยวชมเขื่อนจึงสามารถแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้ มากมายดังนี้
สะพานข้ามแม่น้ำแควหรือทางรถไฟสายสันติภาพ เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่สะท้อน ให้เห็นถึงความโหดร้ายทารุณในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ ๒ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ ๔ กิโลเมตร บริเวณใกล้เคียงกับสะพานนั้นมีหัวรถจักรเก่า ซึ่งเคยใช้งานในเส้นทางสายนี้เมื่อสมัยสงครามฯ ไว้ให้ชมอีกด้วย
น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม มีถึง ๗ ชั้น ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ปัจจุบันการเดินทางไปสะดวกมาก โดยผ่านทางตลาด เขื่อนศรีนครินทร์แล้วเลี้ยวซ้าย ตรงไปอีก ๓ กิโลเมตร
เขื่อนศรีนครินทร์
ถ้ำพระธาตุภายในถ้ำเป็นหินงอกหินย้อยลัดเหลี่ยมกันสวยงาม การเดินทางไปต้องผ่านเข้าในเขต เขื่อนศรีนครินท์ก่อน แล้วเลี้ยวซ้ายแยกขึ้นเขาไปตามถนนลูกรังประมาณ ๘ กิโลเมตร นักท่องเที่ยวควรใช้ ความระมัดระวังในการขับรถให้มาก และควรติดต่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ณ ที่ทำการซึ่งตั้งอยู่เชิงเขาให้เป็นผู้ นำทางเข้าชมภายในถ้ำด้วย
น้ำตกศรีนครินทร์ (ห้วยแม่ขมิ้น) เป็นน้ำตกที่ไหลบ่าลงมาซอยเป็นชั้นๆ ผ่านหินงอกหินย้อยแลดู เป็นม่านงดงามยิ่ง ทั่วบริเวณร่มรื่นด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด สามารถเดินทางไปได้ทั้งทางรถยนต์และทางเรือ



เขื่อนศรีนครินทร์ เส้นทางคมนาคม
เขื่อนศรีนครินทร์ อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร สามารถเดินทางแบบ เช้าไปเย็นกลับ หรือแบบพักแรมตามใจชอบ
การเดินทางโดยรถยนต์ใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่ง ไปตามถนนสายเพชรเกษมหรือสาย พุทธมณฑล ผ่านอำเภอนครชัยศรี-จังหวัดนครปฐม อำเภอบ้านโป่ง-ท่ามะกา-ท่าเรือ เข้าสู่จังหวัด กาญจนบุรี แล้วเดินทางต่อ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๓๑๙๙ ผ่านตำบลลาดหญ้า และเขื่อนท่าทุ่งนา อีกเป็นระยะทาง ๖๔ กิโลเมตร ก็จะถึงเขื่อนศรีนครินทร์
หากเดินทางโดยรถโดยสารประจำทางกรุงเทพฯ-กาญจนบุรี หรือโดยรถไฟสายท่องเที่ยวจากสถานี รถไฟบางกอกน้อย ก็สามารถต่อรถโดยสารประจำทางที่ท่ารถในอำเภอเมือง มาลงปลายที่ตลาด เขื่อนศรีนครินทร์ แล้วจ้างเหมารถยนต์รับจ้างให้พาเที่ยวชมเขื่อนและบริเวณโดยรอบก็สะดวกเช่นกัน

เขื่อนศรีนครินทร์ ติดต่อสอบถาม
ผู้สนใจจะเยี่ยมชมหรือพักแรมที่เขื่อนศรีนครนิทร์ สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เจ้าหน้าที่ บ้านพักรับรองเขื่อนศรีนครินทร์ โทร. (๐๓๔)๕๑๓๐๐๑-๒ ต่อ ๒๔๕๕ โทรสาร ๒๔๕๓ หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นนทบุรี โทร.๔๓๖-๓๒๗๑-๒
เขื่อนศรีนครินทร์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐ น. ซึ่งทางเขื่อนมี เจ้าหน้าที่บริการ และรักษาความปลอดภัยคอยต้อนรับ และอำนวยความสะดวกแก่ทุกท่าน รวมทั้งมีสิ่ง อำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น บ้านพัก ร้านอาหาร ห้องประชุม และสนามกีฬาต่างๆ ตลอดจนจัดเรือล่องชม อ่างเก็บน้ำไว้บริการด้วย

สรุป
เขื่อนศรีนครินทร์ ก่อกำเนิดขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชน และการ พัฒนาประเทศ ปัจจุบันได้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว และสถานที่พักผ่อนที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในจังหวัด กาญจนบุรี แต่ละปีจะมีนักทัศนาจรหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวชมอย่างมากมาย ตลอดจนเป็นสถานที่เชิดหน้า ชูตาของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง เขื่อนแห่งนี้จึงเป็นสมบัติของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ ที่จะคงอยู่เพื่อ อำนวยประโยชน์ไปชั่วกาลนาน

เขื่อนศรีนครินทร์

เขื่อนสิริกิติ์
เขื่อนสิริกิติ์ เป็นเขื่อนดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่าน เดิมชื่อ เขื่อนผาซ่อม ต่อมาได้รับพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถขนานนามว่า “เขื่อนสิริกิติ์”

ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า
เขื่อนสิริกิติ์ สร้างปิดกั้นลำน้ำน่าน ที่ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ดำเนินการ ก่อสร้างโดยกรมชลประทาน เมื่อ ปี ๒๕๐๖ แล้วเสร็จในปี ๒๕๑๕ ลักษณะของเขื่อนเป็นเขื่อนดิน แกนกลางเป็นดินเหนียว สูง ๑๓๓.๖๐ เมตร ยาว ๘๑๐ เมตร กว้าง ๑๒ เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถเก็บ กักน้ำได้ ๙,๕๑๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ความจุของอ่างมากเป็นที่สามรองจากเขื่อนศรีนครินทร์ และ เขื่อนภูมิพล
โรงไฟฟ้าและองค์ประกอบดำเนินการก่อสร้างโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อปี ๒๕๑๑ แล้วเสร็จในปี ๒๕๑๕ ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า รวม ๔ เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ ๑๒๕,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต ๕๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละ ๑,๒๔๕ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนสิริกิติ์ และ โรงไฟฟ้าเมื่อ วันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๐

เขื่อนสิริกิติ์ ประโยชน์
เขื่อนสิริกิติ์ จัดเป็นเขื่อนอเนกประสงค์ ประโยชน์ที่ได้จากเขื่อนนี้มีหลายประการ คือ
การชลประทาน น้ำจากอ่างเก็บน้ำจะถูกปล่อยออกไปยังพื้นที่เพาะปลูกในทุ่งราบสองฝั่งแม่น้ำน่าน กับพื้นที่ทุ่งเจ้าพระยา ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ในปริมาณที่ได้มีการตกลงร่วมกันไว้กับกรมชลประทาน
การบรรเทาอุทกภัย อ่างเก็บน้ำจะช่วยเก็บกักน้ำที่อาจจะไหลบ่าลงมา ช่วยลดการเกิดอุทกภัย ในทุ่งราบสองฝั่งแม่น้ำน่าน ตลอดจนทุ่งเจ้าพระยาลงมาถึงกรุงเทพมหานคร
การผลิตกระแสไฟฟ้า น้ำที่ปล่อยออกไปเพื่อการชลประทานจะผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าทั้ง ๔ เครื่อง ให้พลังไฟฟ้า ๕๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าของประเทศให้มั่นคงยิ่งขึ้น
การประมง กฟผ. ได้นำพันธุ์ปลาน้ำจืดหลายชนิดปล่อยลงอ่างเก็บน้ำเป็นจำนวนมาก ทำให้ กลายเป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ ช่วยเสริมรายได้ให้กับราษฎรบริเวณนั้น
การคมนาคมทางน้ำ ช่วยให้การคมนาคมทางน้ำ บริเวณเหนือเขื่อนไปยังจังหวัดน่าน สะดวก และใช้งานได้ตลอดปี
การท่องเที่ยว เขื่อนสิริกิติ์มีทิวทัศน์ที่สวยงาม โดยเฉพาะในฤดูหนาว ความเงียบสงบของ บรรยากาศ ประกอบกับพืชพันธุ์ไม้ที่งามสะพรั่ง เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้ไปเยือนไม่ขาดสาย

นอกจากนี้ ในบริเวณเขื่อนยังมีสวนสาธารณะที่ให้ความร่มรื่นอีกแห่งหนึ่งคือ สวนสุมาลัย ซึ่ง กฟผ. สร้างขึ้นถวายเป็นสักการะแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว พักผ่อน หย่อนใจแก่ประชาชนโดยทั่วไป ภายในสวนประกอบไปด้วยพันธุ์ไม้หลากชนิด สระบัว ลานประติมากรรม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสวน ชื่อ “ประติมากรรมสู่แสงสว่าง” ลานอเนกประสงค์ และลานสุขภาพ

เขื่อนสิริกิติ์ การเดินทาง
จังหวัดอุตรดิตถ์อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๔๙๑ กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ ประมาณ ๗ ชั่วโมง ตามเส้นทางกรุงเทพฯ-นครสวรรค์-พิษณุโลก-อุตรดิตถ์ และจากตัวเมืองอุตรดิตถ์ ไปตามทางหลวงหมายเลข ๑๐๔๕ ถึงเขื่อนสิริกิติ์ อีก ๕๘ กิโลเมตร
สถานที่ท่องเที่ยว
สถานที่ท่องเที่ยวตามระยะทางก่อนถึงเขื่อนสิริกิติ์ มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ และสถานที่ ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง อาทิ
อนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก ตั้งอยู่หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์
หลวงพ่อเพชร วัดท่าถนน เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุตรดิตถ์ สร้างในสมัยเชียงแสน เป็นพระพุทธรูปสำริด นั่งขัดสมาธิมีความสวยงามมาก
วัดพระแท่นศิลาอาสน์ ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากตัวเมืองประมาณ ๖ กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐาน พระแท่นศิลาอาสน์ ปูชนียวัตถุที่สำคัญของจังหวัดนี้
อำเภอลับแล ห่างจากตัวเมือง ๖ กิโลเมตร เป็นอำเภอที่มีชื่อเสียงในการทำไม้กวาดตองกง ผ้าซิ่นตีนจกทอฝีมือละเอียด และลางสาดรสหวาน
วนอุทยานสักใหญ่ อยู่ในอำเภอน้ำปาด มีต้นสักใหญ่ที่สุดในโลกอายุ ๑,๕๐๐ ปี อยู่เลยเขื่อน สิริกิติ์ไปประมาณ ๑๙ กิโลเมตร
บ่อเหล็กน้ำพี้ ห่างจากอำเภอทองแสนขัน ๑๔ กิโลเมตร มีบ่อเหล็กกล้าชั้นดีหลายบ่อ แต่มี บ่อหนึ่งชื่อ “บ่อพระแสง” ซึ่งสงวนไว้ใช้ทำพระแสงดาบสำหรับพระมหากษัตริย์เท่านั้น
พระบรมธาตุเจดีย์ หรือ พระธาตุทุ่งยั้ง องค์ที่เห็นปัจจุบันเป็นองค์ใหม่ ที่สร้างขึ้นแทนองค์เก่า ที่พังทลายไปมีอายุประมาณ ๗๐ ปี วัดนี้อยู่ตรงตลาดทุ่งยั้ง ห่างจากตัวเมืองประมาณ ๕ กิโลเมตร

เขื่อนสิริกิติ์ ติดต่อสอบถาม
เมื่อเดินทางถึงเขื่อนสิริกิติ์ ท่านจะสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียด การเข้าชมหรือพักแรมได้ที่ แผนกธุรการและบริการเขื่อนสิริกิติ์ โทร. (ภายใน) ๒๔๕๐, ๒๔๕๑ หรือ (๐๕๕) ๔๑๒๖๓๙-๔๐ สำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ติดต่อได้ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นนทบุรี โทร. ๔๓๖-๓๒๗๑, ๓๒๗๒

การอำนวยความสะดวก
นอกเหนือจากการบริการบ้านพักรับรองแล้ว ภายในบริเวณเขื่อนยังมี “เรือนน้ำพุ” ไว้บริการอาหาร ห้องประชุมและสัมมนา สนามกีฬาต่างๆ เช่น แบดมินตัน ฟุตบอล เทนนิส ปิงปอง กอล์ฟ และสระว่ายน้ำ เป็นต้น แต่ถ้าต้องการชมทิวทัศน์ที่สวยงามของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ทางเขื่อนก็มีเรือขนาดใหญ่ ไว้คอยให้บริการนำเที่ยวชมอีกด้วย
เขื่อสิริกิติ์ นอกจากจะเป็นหัวใจของโครงการพัฒนาลุ่มน้ำน่านแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่สวยงาม มีนักท่องเที่ยวให้ความสนใจเดินทางไปเยี่ยมชมปีละหลายหมื่นคน
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มีความภูมิใจและยินดีที่ได้มีโอกาสต้อนรับทุกท่านที่มาเยือน เขื่อนสิริกิติ์ โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา ๘.๐๐-๑๘.๐๐ น.

เขื่อนอุบลรัตน์

ขอนแก่น ดินแดนแห่งศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้านของแผ่นดินที่ราบสูงของประเทศไทย มีสถานที่ ท่องเที่ยวทาง ประวัติศาสตร์โบราณคดี และแหล่งความงามตามธรรมชาติมากมาย ที่มีชื่อเสียงไปทั่ว ทั้งภายในและภายนอกประเทศ นอกจากนี้ ณ ดินแดนแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้ง เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนพลังน้ำ แห่งแรกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกด้วย


ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า

เขื่อนอุบลรัตน์ เดิมชื่อ เขื่อนพองหนีบ สร้างปิดกั้นแม่น้ำพองที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น เป็นเขื่อน ไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกที่ กฟผ. ได้สร้างขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นแห่งที่สอง ของประเทศไทยต่อมาจาก เขื่อนภูมิพล

ตัวเขื่อนเป็นหินถมแกนดินเหนียว มีความยาว ๘๘๕ เมตร สูง ๓๒ เมตร ระดับสันเขื่อนอยู่ที่ +๑๘๕ เมตร (รทก.-ระดับน้ำทะเลปานกลาง) สันเขื่อนกว้าง ๖ เมตร ฐานเขื่อนกว้าง ๑๒๐ เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ ๒,๒๖๓ ล้านลูกบาศก์เมตร


เขื่อนอุบลรัตน์

อาคารโรงไฟฟ้า ตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือตัวเขื่อน ติดตั้งเครื่องกำเหนิดไฟฟ้าขนาดกำลังผลิต ๘,๔๐๐ กิโลวัตต์ จำนวน ๓ เครื่อง รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น ๒๕,๒๐๐ กิโลวัตต์

เขื่อนอุบลรัตน์ เริ่มก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๐๗ แล้วเสร็จในปี ๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช ดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ไปทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๐๙

ต่อมา กฟผ. ได้ทำการปรับปรุงเขื่อนอุบลรัตน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของเขื่อนในการบรรเทา อุทกภัยให้สูงขึ้น และเป็นการเสริมความปลอดภัยให้แก่ตัวเขื่อนโดยการเสริมสันเขื่อนจากระดับ +๑๘๕ เมตร (รทก.) เป็นที่ระดับ +๑๘๘.๑๐ เมตร (รทก.) ส่วนฐานเขื่อนด้านท้ายขยายจากเดิมซึ่งกว้าง ๑๒๐ เมตร เป็น ๑๒๕ เมตร โดยเริ่มดำเนิน การตั่งแต่ปลายปี ๒๕๒๗ และปรับปรุงแล้วเสร็จเมื่อต้นปี ๒๕๓๐


เขื่อนอุบลรัตน์ ประโยชน์

เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นเขื่อนอเนกประสงค์ที่เอื้ออำนวยประโยขน์ต่อประชาชนในด้านต่างๆ ดังนี้

ด้านผลิตไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ ๕๕ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

ด้านชลประทานและการเกษตร น้ำที่ปล่อยผ่านการผลิตไฟฟ้าแล้วจะถูกส่งเข้าสู่ระบบชลประทาน ให้แก่พื้นที่เกษตรกรรมที่จังหวัดขอนแก่นและมหาสารคาม จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ ไร่ ช่วยให้ทำการ เพาะปลูกได้ปีละ ๒ ครั้ง และ สามารถปลูกพืชในฤดูแล้งได้ด้วย

ด้านการประมง อ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เป็นแหล่งประมงขนาดใหญ่ที่สำคัญแห่งหนึ่ง ของ ประเทศ ทำรายได้ ปีหนึ่งๆ ให้แก่ประชาชนในภูมิภาคนี้เป็นจำนวนมาก ช่วยยกระดับมาตรฐาน การครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้น

ด้านการบรรเทาอุทกภัย ภายหลังการก่อสร้างเขื่อนอุบลรัตน์สามารถบรรเทาภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้น อย่าง กระทันหันในฤดูฝน บริเวณแนวฝั่ง ลำน้ำพองถึงแม่น้ำชีให้ลดน้อยลง

ด้านคมนาคม อ่างเก็บน้ำของเขื่อนใช้เป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำที่สำคัญ ประชาชนใช้เป็น เส้นทางสัญจร ไปมาหาสู่กันอย่างสะดวกและรวดเร็ว ทั้งยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจ ของประชาชนทั่วไป

เขื่อนอุบลรัตน์ สถานที่ท่องเที่ยว

ก่อนเดินทางเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ ท่านสามารถแวะชมสถานที่ท่องเที่ยวตามรายทางที่น่าสนใจ ซึ่งมีทั้งสถานที่ สำคัญทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติหลายแห่ง อาทิ พระธาตุขามแก่น วัดพระบาท ภูพานคำ พิพิธภัณฑ์สภานแห่งชาติขอนแก่น บึงแก่นนครอุทยานแห่งชาติ ภูเก้า-ภูพานคำ และอำเภอชนบท ซึ่งมีการ ทอผ้าไหมพื้นเมือง “ซิ่นมัดหมี่” ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นต้น


เขื่อนอุบลรัตน์ ติดต่อสอบถาม

เมื่อเดินทางถึงเขื่อนอุบลรัตน์ ท่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดการเข้าเยี่ยชมได้ที่แผนก ประชาสัมพันธ์เขื่อนอุบลรัตน์ โทร(๐๔๓)๔๔๖๒๓๓-๔ ต่อ ๒๐๕๐,๒๐๕๖ โทรสาร (๐๔๓)๔๔๖๑๕๒

หากประสงค์จะพักแรมติดต่อได้ที่หน่วยบ้านรับรอง เขื่อนอุบลรัตน์ โทร.(๐๔๓)๔๔๖๒๓๑, ๔๔๖๒๓๓-๔ ต่อ ๕๘๖๔ หรือติดต่อสำรองที่พักล่วงหน้าได้ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย นนทบุรี โทร.๔๓๖-๓๑๗๑,๗๒


เขื่อนอุบลรัตน์ สรุป

เขื่อนอุบลรัตน์ เปรียบประดุจประทีปดวงแรกที่นำความสว่างไสวมาสู่ภูมิภาคแผ่นดินที่ราบสูงนี้ ให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมกับภาคอื่นๆ ของประเทศ ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในการพัฒนาบ้านเมือง ให้เจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จึงมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ ความสำเร็จนี้ และขอต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือน เขื่อนอุบลรัตน์ทุกท่านด้วยความยินดียิ่ง




เขื่อนอุบลรัตน์   เขื่อนอุบลรัตน์

เขื่อนรัชชประภา

เขื่อนรัชชประภา มีชื่อเรียกดั้งเดิมว่า เขื่อนเชี่ยวหลาน เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของภาคใต้ อยู่ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี เมื่อก่อนสร้างแล้วเสร็จได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามให้ใหม่ว่า “เขื่อนรัชชประภา” มีความหมายว่า “แสงสว่างแห่งราชอาณาจักร”


ลักษณะเขื่อนและโรงไฟฟ้า

เขื่อนรัชชประภา สร้างปิดกั้นลำน้ำคลองแสง ที่บ้านเชี่ยวหลาน ตำบลเขาพัง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว สูง 94 เมตร ความยาวสันเขื่อน 761 เมตร และมีเขื่อนปิดกั้นช่องเขาขาดอีก 5 แห่ง

อ่างเก็บน้ำมีความจุ 5,638.8 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่อ่างเก็บน้ำ 185 ตารางกิโลเมตร ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเฉลี่ยปีละ 3,057 ล้านลูกบาศก์เมตร

โรงไฟฟ้า ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำ เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า เครื่องละ 80,000 กิโลวัตต์ จำนวน 3 เครื่อง รวมกำลัง การผลิต 240,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 554 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

เขื่อนรัชชประภา

ลานไกไฟฟ้าตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำ ห่างจากโรงไฟฟ้า ประมาณ 100 เมตร ทำหน้าที่ส่งพลังไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า ด้วยสายส่งไฟฟ้าขนาด 230 กิโลโวลต์ วงจรคู่ไปยังสถานี ไฟฟ้าแรงสูงสุราษฎร์ธานี ระยะทาง 50 กิโลเมตร และขนาด115 กิโลโวลต์ วงจรคู่ไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงพังงา ระยะทาง 82 กิโลเมตร เขื่อนรัชชประภา เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2525 แล้วเสร็จในเดือนกันยายน2530

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเปิดเขื่อนรัชชประภา และโรงไฟฟ้าพลังน้ำ เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2530


การช่วยเหลือราษฎร
เขื่อนรัชชประภา

กฟผ. ได้ร่วมมือกับหน่วยราชการต่างๆ ให้ความช่วยเหลือราษฎรในเขตพื้นที่อ่างเก็บน้ำ จำนวน 385 ครอบครัว โดยจ่ายค่าทดแทนทรัพย์สิน พร้อมทั้งจัดสรรที่อยู่อาศัยและที่ทำกินให้อย่างเป็นธรรม ภายในหมู่บ้านมีสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่สำคัญครบถ้วน ทางด้านการประกอบอาชีพของราษฎร กฟผ. ได้ปลูกยางพาราพันธุ์ดีให้เต็มพื้นที่ และจ่ายค่าบำรุงรักษาแปลงสวนยาง ให้แปลงละ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 24 เดือน รวมทั้งการจัดฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพรองให้แก่ราษฎรอีกหลายโครงการ เช่น จัดอบรมเคหกิจแก่แม่บ้าน การตัดเย็บเสื้อผ้า ซ่อมบำรุงรักษาเครื่องกล ปลูกผลไม้ เป็นต้น

นอกจากนี้ กฟผ. ยังได้ร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)จัดโครงการสินเชื่อส่งเสริมการปลูกยางในเขตโครงการและยังได้จัดสรรงบประมาณให้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อดำเนินงานด้านสหกรณ์การเกษตรควบคู่กันไปด้วย


ประโยชน์

การชลประทานเพื่อการเพาะปลูก ปริมาณน้ำที่ปล่อยจากเขื่อนให้ประโยชน์ต่อการเพาะปลูกพืช บริเวณสองฝั่งแม่น้ำในตอนล่าง เป็นผลให้พื้นที่ประมาณ 100,000 ไร่ ในเขตท้องที่ตำบลตาขุน อำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอพุนพิน สามารถทำนาปรัง และปลูกพืชในฤดูแล้งได้ผลดี

บรรเทาอุทกภัย การกักเก็บน้ำของเขื่อนในฤดูฝน จะช่วยลดความรุนแรงของสภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ตอนล่างได้เป็นอย่างดี

เขื่อนรัชชประภา

การประมง อ่างเก็บน้ำของเขื่อนรัชชประภาเป็นแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญ ทุกๆ ปี กฟผ. ได้ปล่อยพันธุ์ปลาและกุ้งเป็นจำนวนมากลงไปในอ่างเก็บน้ำ สามารถให้ผลผลิตทางด้านการประมงเฉลี่ยปีละ 300 ตัน ซึ่งเป็นการส่งเสริมรายได้ให้กับราษฎรในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง

การท่องเที่ยว ทัศนียภาพโดยรอบบริเวณเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ สวยสดงดงาม และสงบร่มรื่น เหมาะแก่การไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวปีละกว่า 70,000 คน ให้เดินทางมาเยี่ยมชมเขื่อนรัชชประภา

การผลิตไฟฟ้า พลังน้ำจากเขื่อนสามารถนำมาผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปีละ 315 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ช่วยเสริมระบบไฟฟ้าในภาคใต้ให้มั่นคงยิ่งขึ้น นอกจากนี้น้ำที่ปล่อยผ่านเครื่องผลิตไฟฟ้ายังส่งต่อเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านเกษตรกรรมบริเวณพื้นที่ท้ายน้ำอีกด้วย

แก้ไขน้ำเสียและผลักดันน้ำเค็ม สภาพน้ำที่มีบปริมาณน้อยของลำน้ำตาปี-พุมดวง ในฤดูแล้ง ทำให้เกิดภาวะน้ำเน่าเสียได้ง่าย ขณะเดียวกันบริเวณปากแม่น้ำจะมีน้ำเค็มรุมล้ำเข้ามาตามลำน้ำ น้ำที่ปล่อยจากเขื่อนรัชชประภาจะช่วยเจือจางน้ำเสียในลำน้ำ และต้านทานการรุกล้ำของน้ำเค็มที่ปากแม่น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เส้นทางคมมาคม
เขื่อนรัชชประภา

การเดินทางสู่เขื่อนรัชชประภา หากเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านจังหวัดประจวบคีรีขันธื จังหวัดชุมพร ถึงจังหหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นระยะทางประมาณ 660 กิโลเมตร จากนั้นใช้เส้นทางสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า ระยะทาง 66 กิโลเมตร แล้วแยกขวาไปตามถนนเข้าเขื่อนอีก 4 กิโลเมตร หากเดินทางโดยรถไฟ การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็มีบริการเดินรถจากกรุงเทพฯ ไปลงที่สถานีรถไฟพุนพิน แล้วต่อรถรับจ้างเพื่อเข้าไปยังเขื่อนระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร


สถานที่ท่องเที่ยว

จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

พระบรมธาตุไชยา ที่วัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา ก่อนถึงตัวเมืองประมาณ 54 กิโลเมตร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งสร้างในสมัยศรีวิชัย เมื่อประมาณ 1200 ปีมาแล้ว

สวนโมกขพลาราม หรือวัดธารน้ำไหล อยู่ก่อนถึงตัวเมืองประมาณ 50 กิโลเมตร เป็นสำนักสงฆ์ที่ตั้งอยู่ในอุทยานที่สวยงามตามธรรมชาติและสงบร่มรื่น เหมาะแก่การวิปัสสนาธรรม มีศาลารวมธรรมประมวลภาพบทกวี และคติธรรมไว้จำนวนมากซึ่งเรียกว่า"โรงมหรสพแห่งวิญญาณ"

เขื่อนรัชชประภา

อุทานแห่งชาติเขาสก  จากตัวเมืองสุราษฎร์ธานี ใช้เส้นทางสายสุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า (หมายเลข 401) ถึงกิโลเมตรที่ 109 มีแยกขวามือเข้าที่ทำการอุทยานประมาณ 1.5 กิโลเมตร สภาพทั่วไปเป็นป่าทึบครอบคลุมพื้นที่กว่า 400,000 ไร่ ภานในบริเวณมีน้ำตก และถ้ำหลายแห่ง มีบริการบ้านพักสำหรับค้างแรม

เกาะสมุย มีเนื้อที่ 247 ตารงกิโลเมตร มีหมู่เกาะใหญ่น้อยเรียรายโดยรอบ ประมาณ 53 เกาะ เรียกว่า"อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง" เกาะสมุยอยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานีราว 84 กิโลเมตร เดินทางดดยเรือเร็วประมาณ 3 ชั่วโมง หรือประมาณ 2 ชั่วโมงโดยเรือเฟอรี่

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง  ห่างจากเกาะสมุย ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 20 กิโลเมตร เป็นหมู่เกาะที่มีความสวยงาม อุดมไปด้วยทรพยากรทางทะเล เช่น ปะการัง การเดินทางไปยังอุทยาน จากเกาะสมุยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 30 นาที

วัดถ้ำสิงขร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำพุมดวง ตำบลถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม เป็นวัดโบราณเก่าแก่มากวัดหนึ่ง สร้างในสมัย สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา ภายในถ้ำมีพระพุทธรูปนั่งประทับห้อยพระบาทขนาดใหญ่ และวัตถุโบราณหลายสมัย บริเวณรอบๆ เจดีย์และผนังถ้ำมีถ้วยชามสังคโลกจำนวนมากมายฝังอยู่

เขาหน้าแดง อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอพนม ประมาณ 4 กิโลเมตร จากเขาหน้าแดง ท่านสามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้ไกล และบนเขานี้ยังมีน้ำตกที่สววนงามอีกด้วย


เขื่อนรัชชประภา สรุป

เขื่อนรัชชประภา เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งในภาคใต้ ที่สร้างความมั่นคงให้แก่ระบบไฟฟ้า และความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศชาติ นอกจากนี้ยังเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลสมัยเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ และรัชมังคลาภิเษก ในปี 2530 ซึ่งนับเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของ กฟผ. และชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีด้วย


ติดต่อสอบถาม

รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางเพื่อเข้าเยี่ยมชมเขื่อนหรือพักแรมได้ที่ แผนกประชาสัมพันธ์เขื่อนรัชชประภา โทร. (077) 240740-5 ต่อ 5061, 5062 โทรสาร ต่อ 5423 และที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี โทร.4363270-72


เขื่อนปากมูล

แม่น้ำปากมูลเป็นแม่น้ำสายสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบ มีพื้นที่รับน้ำถึง 117,000 ตารางกิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 23 ของพื้นที่ประเทศไทย มีปริมาณน้ำไหลเฉลี่ยปีละ 24,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือเท่ากับ 740 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำดังกล่าวไหลลงสู่แม่น้ำโขงที่อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี โดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า

สำนักงานพลังงานแห่งชาติ ปัจจุบันคือ กรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน (พพ.) มีดำริที่จะพัฒนาแหล่งน้ำนี้ โดยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลฝรั่งเศษ ทำการศึกษาและสำรวจโครงการพัฒนาลุ่มน้ำมูลตอนล่าง ตั้งแต่ปี 2510 กำหนดที่ตั้งตัวเขื่อนบริเวณแก่งตะนะ ห่างจากปากแม่น้ำมูลขึ้นมา 4 กิโลเมตร


การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้รับโอนโครงการมาดำเนินงานต่อ เมื่อปี 2522 และได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมอีกพบว่าประโยชน์ที่จะได้นั้นคุ้มค่า แต่ผลกระทบที่สำคัญคือ ต้องโยกย้ายที่อยู่ราษฎรถึง 4,000 หลังคาเรือน จึงชะลอโครงการไว้ก่อน


ในปี 2528 กฟผ. ได้รับทบทวนโครงการอีกครั้งหนึ่งโดยย้ายที่ตั้งตัวเขื่อนมาทางเหนือน้ำประมาณ 1.5 กิโลเมตร และลดระดับเก็บกักลง เพื่อให้ผลกระทบที่เกิดจากโครงการมีผลต่อราษฎรน้อยที่สุด โดยในที่สุดเมื่อปี 2532 สรุปได้ว่ามีราษฎรได้รับผลกระทบรวม 903 ราย เป็นผลกระทบต่ออาคารบ้านเรือนรวม 248 หลังคาเรือน ซึ่งลดลงจากครั้งที่สำรวจเมื่อปี 2522 เป็นอย่างมาก

อาคารระบายน้ำล้น

ปัจจุบันการใช้ไฟฟ้าในภาคอีสานสูงกว่ากำลังผลิตที่มีอยู่จริงในภาคนี้มากกว่า 2 เท่า ทั้งยังมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปี เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ในเวลานี้ภาคอีสานต้องรับไฟฟ้าที่ส่งมาจากภาคกลาง และซื้อจากการไฟฟ้าลาวเข้ามาใช้ด้วย ทำให้ระบบไฟฟ้าของภาคอีสาน ขาดความมั่นคง และไม่ประหยัด เช่น หากเกิดขัดข้องในระบบสายส่งไฟฟ้า ก็อาจจะดับอยู่เป็นเวลานานเนื่องจากสายส่งที่ต้องทอดยาวมาจากภาคอื่นๆ นับร้อยๆ กิโลเมตร

ด้วยเหตุนี้จึงเกิดความจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าในภาคอีสานขึ้นเอง เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับโรงไฟฟ้าของภาค

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูลถูกจัดอยู่ในแผนพัฒนาไฟฟ้าของ กฟผ. ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 (2530-2340) คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ กฟผ. ดำเนินการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูลจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533

กฟผ. เริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2533 งานแล้วเสร็จสมบรูณ์ในเดือนพฤศจิกายน 2537 ตรงตามกำหนดการที่ตั้งไว้

บันไดปลาโจน ลักษณะเขื่อน

เขื่อนปากมูลมีลักษณะเป็นเขื่อนทดน้ำไม่ใช่เขื่อนเก็บกักน้ำด้วยความสูงเพียง 17 เมตร เมื่อกักน้ำไว้ ระดับน้ำในแม่น้ำมูลจะสูงขึ้นในสภาพน้ำเต็มตลิ่งเป็นการใช้ความจุของลำน้ำเดิมเท่านั้น


ที่ตั้ง

เขื่อนปากมูลสร้างปิดกั้นแม่น้ำมูลที่บ้านหัวเห่ว อำเภอโขงเจียมจังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัดไปตามลำน้ำประมาณ 82.5 กิโลเมตร ห่างจากปากแม่น้ำมูลที่ไหลลงแม่น้ำโขงประมาณ 6 กิโลเมตร


ตัวเขื่อน

เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดแน่น ความสูง 17 เมตร ความยาว 300 เมตร ระดับสันเขื่อน +111 เมตร (รทก.) สันเขื่อนกว้าง 6 เมตร อาคารระบายน้ำเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กแบ่งเป็นช่องทางระบายน้ำ 8 ช่อง ติดตั้งประตูควบคุมน้ำแบบเหล็กบานโค้ง ขนาดกว้าง 22.5 เมตร สูง 14.75 เมตร อัตราการระบายน้ำ สูงสุด 18,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

แม่น้ำมูล อาคารโรงไฟฟ้า

ป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ยาวไปตามแนวเขื่อน 72 เมตร ภายในติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า 4 เครื่อง ซึ่งเป็นแบบพิเศษต่างจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นๆที่มีในประเทศไทย คือ มีรูปร่างคล้ายกระสวย มีเครื่องกังหันน้ำและเครื่องผลิตไฟฟ้าบรรจุรวมอยู่ในกระเปาะเดียวกัน วางตามแนวนอนในระดับท้องน้ำ สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วยความสูงของน้ำเพียง 3 เมตรขึ้นไป แต่ละเครื่องมีกำลังผลิต 34,000 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต รวมกำลังผลิต 136,000 กิโลวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ยปีละประมาณ 280 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง


ลักษณะพิเศษของโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากมูลอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำห้องควบคุม เนื่องจากใช้การควบคุมระยะไกล (Remote Control) จากเขื่อนสิรินธร


ประโยชน์ของเขื่อนปากมูล

เขื่อนปากมูลสามารถอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในด้านต่างๆ ดังนี้

การชลประทาน ทำให้ลำน้ำมูลมีสมบูรณ์ เป็นประโยชน์ต่อการสูบน้ำให้แก่พื้นที่เกษตรกรรม เพื่อเพิ่มผลผลิตในระยะแรก 45,000 ไร่ และสามารถขยายเต็มโครงการได้ถึง 160,000 ไร่

พลังงานไฟฟ้า เสริมกำลังผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้มีความมั่นคงด้วยการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า 4 เครื่อง รวมกำลังผลิต 136,000 กิโลวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้โดยเฉลี่ยปีละ 280 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

การประมง บันไตปลาโจนและศูนย์เพาะพันธุ์ปลาที่สร้างขึ้น ช่วยพัฒนาการประมงในลำน้ำเหนือเขื่อนปากมูลให้เหมาะสมในการแพร่พันธุ์ปลา เป็นการส่งเสริมอาชีพประมง เพิ่มรายได้แก่ราษฏร

การประมง

การท่องเที่ยว เขื่อนปากมูล เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี เนื่องจากเป็นจุดที่มีทัศนียภาพสวยงามและมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างพร้อมมูล

สนับสนุนโครงการโขง-ชี-มูล ซึ่งอยู่ในระหว่างดำเนินการโครงการนี้เป็นการสูบน้ำจากแม่น้ำโขงขึ้นมา และสูบน้ำส่งต่อเป็นช่วงๆ ต่อไป เพื่อส่งน้ำไปใช้ในพื้นที่การเกษตร ในการนี้จะมีน้ำส่วนหนึ่งที่เหลือใช้จากพื้นที่การเกษตรไหลลงสู่แม่น้ำมูล และเมื่อปล่อยออกทางเขื่อนปากมูล ทำให้สามารถเพิ่มการผลิตไฟฟ้าได้อีก

ส่งเสริมการลงทุน ให้ผลดีต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในจังหวัดอุบลราชธานี กระจายรายได้สู่ประชาชนในท้องถิ่นโดยกว้างขวาง

การคมนาคม ให้ผลดี สันเขื่อนปากมูลใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำมูลได้ อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้อำเภอโขงเจียม กำลังได้รับการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดอุบลราชธานี


การเลี้ยงเป็ดเป็นอาชีพเสริม สรุป

เขื่อนปากมูลใช้เวลายาวนานในการแก้ไขอุปสรรคต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นตราบจนเสร็จสิ้นการก่อสร้าง ประโยชน์ที่ได้แก่ส่วนรวมนั้นคุ้มค่าต่อความพยายามของผู้ดำเนินการ ปัญหาและขัอสงสัยทั้งมวลได้ถูกลบล้างด้วยความจริงอันได้ปรากฏชัดเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ การดำเนินงานโดยรอบคอบด้วยความห่วงใยและเอาใจใส่อย่างจริงจังต่อทุกปัญหา ทำให้เขื่อนปากมูลเป็นเขื่อนที่ทรงคุณค่าอีกแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งพลังงานที่สะอาดปราศจากมลภาวะและราคาถูก เป็นพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญต่อ สภาวะเศรษฐกิจในท้องถิ่น และช่วยเสริมความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


เขื่อนบางลาง

ยะลา เป็นจังหวัดชายแดน ใต้สุดของประเทศไทย ณ ที่นี้เป็นที่ตั้งของเขื่อนบางลาง ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ แห่งแรกของภาคใต้ และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับผิดชอบ สามารถอำนวยประโยชน์ ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ แก่แหล่งน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และให้ความสว่างไสว ไปทั่วทั้งภูมิภาค


ลักษณะเขื่อน

เขื่อนบางลาง กั้นแม่น้ำปัตตานีที่บริเวณบ้านบางลาง ตำบลเขื่อนบางลาง อำเภอบันนังสตา จังหวัดยะลา ห่างจากตัวอำเภอเมือง 58 กิโลเมตร ตัวเขื่อนเป็นเขื่อนหินถมแกนดินเหนียว มีความสูง 85 เมตร สันเขื่อนยาว 430 เมตร กว้าง 10 เมตร อ่างเก็บน้ำมีความจุ 1,420 ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับน้ำเหนือเขื่อน 2,080 ตารางกิโลเมตร


อาคารโรงไฟฟ้า

ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำปัตตานี ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 3 เครื่อง ขนาดเครื่องละ 24,000 กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต 72,000 กิโลวัตต์ ให้พลังงานไฟฟ้าปีละประมาณ 200 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง


ลานไกไฟฟ้า

ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของอาคารโรงไฟฟ้า ไฟฟ้าที่ผลิตได้จะส่งมายังลานไกไฟฟ้าแห่งนี้ แล้วต่อไปยังสายส่งไฟฟ้าขนาด 115 กิโลวัตต์ 2 วงจร สู่สถานีไฟฟ้าแรงสูงยะลา ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร

เขื่อนบางลางได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2519 เป็นต้นมา แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2524 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนบางลาง เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2524


อ่างเก็บน้ำเขื่อนบางลาง การช่วยเหลือราษฎรอพยพ

เนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนบางลาง ทำให้ราษฎรที่อาศัยอยู่ ในบริเวณท้องที่อำเภอบันบังสตา และกิ่งอำเภอธารโต ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,100 ครอบครัว ต้องถูกน้ำท่วมดังนั้น กฟผ. จึงได้ร่วมมือและประสานงาน กับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือราษฎร ดังกล่าว โดยจ่ายเงินค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สิน ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมทั้งจัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัย ให้แก่ราษฎรครอบครัวละ 20 ไร่ โดยแบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 2 ไร่ และที่เพาะปลูก 18 ไร่

นอกจากนี้แล้วยังให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตร ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสหกรณ์โดยจัดตั้งวงเงินประมาณ 10 ล้านบาท ให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และผ่อนส่งระยะยาวอีกด้วย


เขื่อนบางลาง ประโยชน์

น้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนบางลางสามารถอำนวยประโยชน์ ในด้านการชลประทานแก่พื้นที่เพาะปลูก ของจังหวัดยะลาและปัตตานีเป็นพื้นที่ 380,000 ไร่ ซึ่งน้ำที่ปล่อยออกมาสามารถนำมาผลิตไฟฟ้าได้ เฉลี่ยปีละประมาณ 200 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง ช่วยส่งเสริมระบบไฟฟ้าในภาคใต้ให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น นับเป็นผลพลอยได้ที่มีคุณประโยชน์มหาศาล

นอกจากนี้ อ่างเก็บน้ำเขื่อนบางลาง ยังช่วยบรรเทาอุทกภัยในบริเวณตอนล่าง ของลุ่มแม่น้ำปัตตานีที่เคยเกิดขึ้นเสมอได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นแหล่งประมงน้ำจือที่สำคัญในภาคใต้ ที่ช่วยเสริมอาชีพและรายได้แก่ราษฎรที่อาศัยอยู่ใกล้เขื่อน และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดยะลาอีกด้วย


การเดินทาง

จังหวัดยะลาอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานคร 1,084 กิโลเมตร ส่วนเขื่อนบางลาง อยู่ห่างจากตัวเมืองยะลาไปทางหลวงสายยะลา-เบตง ที่กิโลเมตร 46+600 เข้าไปยังที่ตัวเขื่อนอีกประมาณ 12.5 กิโลเมตร

การช่วยเหลือราษฎร    อ่างเก็บน้ำเขื่อนบางลาง

สถานที่ท่องเที่ยว

แม้ว่ายะลาจะเป็นจังหวัดเดียวในภาคใต้ ที่ไม่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเลเลย แต่ยะลาก็มีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม ตามธรรมชาติที่น่าสนใจมากมาย อาทิ


ศาลหลักเมืองยะลา  ตั้งอยู่ที่กลางวงวียนหน้าศาลากลางจังหวัด เป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดยะลา และทุกๆ ปีทางจังหวัดได้จัดให้มีงานสมโภชเจ้าพ่อหลักเมืองในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม นับเป็นงานเทศกาลประจำปีที่ยิ่งใหญ่งานหนึ่งของภาคใต้

สวนสาธารณะสนามช้างเผือก ตั้งอยู่กลางใจเมืองยะลาในเนื้อที่ 80 ไร่ ร่มรื่นไปด้วยดอกไม้ประดับนานาชนิด มีสระน้ำใสสะอาดและศาลากลางน้ำ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนทั่วไป

สวนขวัญเมือง  เป็นสวนสาธารณะที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในภาคใต้ ภายในบริเวณสวนมีทั้งทะเลสาปและสนามกีฬา

วัดคูหาภิมุข  ชาวบ้านเรียกว่า "วัดหน้าถ้ำ" อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 6 กิโลเมตร ภายในวัดนี้มีถ้ำใหญ่อยู่แห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ประดิษฐ์ฐานพระพุทธไสยาสน์ขนานใหญ่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยศรีวิชัย รุ่งเรื่องราว พ.ศ.1300 นอกจากนี้ภายในถ้ำยังมีหินงอกหินย้อยและน้ำใสสะอาดไหลรินจากโขดหินแลดูสวยงามยิ่งนัก

น้ำตกธารโต อยู่บนเส้นทางสายยะลา-เบตง ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่สวยงามมาก บรรยากาศร่มรื่นมากเหมาะแก่การพักผ่อน ลักษณะภูมิประทศแถบนี้งดงาม ล้วมรอบไปด้วยภูเขาใหญ่ น้ำตกไหลพริ้วลงมาจากยอดเขาเป็นชั้นๆ ถึง 3 ชั้น

บ่อน้ำร้อน  อยู่ที่ตำบลตาเนาะแมเราะ ห่างจากที่ว่าการอำเภอเบตงเพียง 10 กิโลเมตร เป้นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่มีน้ำพุเดือดขึ้นมาจากพื้นดิน มีผู้นิยมไปเที่ยวพักผ่อนและอาบน้ำแร่เป็นจำนวนมาก

อำเภอเบตง  มีฉายาว่า "เมืองในหมอกและดอกไม้งาม" เป็นเมืองชายแดนที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุดแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากตัวเมืองยะลา ประมาณ 126 กิโลเมตร เป็นเมืองที่ผสมผสานวัฒนธรรมของผู้คนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และภาษาไว้อย่างกลมกลืนนเหมาะเจาะ เบตงเป็นอำเภอที่มีความเจริญ เป็นที่ตั้งของตู้ไปรษณีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีถนนเชื่อมโยงไปสู่เขตสหพันธรัฐมาเลเซียด้วย

หมู่บ้านซาไก อยู่ในพื้นที่อำเภอธารโต ห่างจากตัวเมืองยะลาประมาณ 80 กิโลเมตร บนเส้นทางสายยะลา-เบตง เป็นที่อยู่ของชนเผ่าพื้นเมืองที่เราเรียกว่า"เงาะ" หรือ "ซาไก" นับเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมเพียงเผ่าเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่และดำรงชีวิตแบบดั้งเดิมที่น่าศึกษายิ่งนัก

ป่าบาลา-ฮาลาหรือป่าพรหมจารี เป็นผืนป่าสุดท้ายที่ใหญ่ที่สุดที่ยังหลงเหลือในแผ่นดินขวานทองนี้ มีพื้นที่ครอบคลุมสองจังหวัดคือ อำเภอสุคิริน อำเภอจะแนะ อำเภอศรีสาคร อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส และอำเภอบันนังสตา อำเภอธารโต อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ป่าบาลา-ฮาลา เป็นป่าดงดิบชื้น ลักษณะทั่วไปเป็นป่าเขาสูงขึ้นสลับซับซ้อนติดต่อกัน ในอดีดผืนป่าแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นไอของการต่อสู้ ทำให้น้อยคนที่จะไปสัมผัสกับความงามของธรรมชาติที่ซ่อนเร้นอยู่ ปัจจุบันป่าบาลา-ฮาลา แห่งนี้ ยังคงรักษาความงามของธรรมชาติที่อุดมสมบรูณ์ไว้ เพื่อรอคอยผู้ที่แสวงหาได้สัมผัสแหล่งทัศนียภาพที่หลากหลายและสวยงาม


เขื่อนบางลาง สรุป

เขื่อนบางลางเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกของภาคใต้ ตามแผนพัฒนาลุ่มแม่น้ำปัตตานี การก่อสร้างได้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ก็ด้วยความเสียสละ ร่วมมือ ร่วมใจ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งจากราษฎรในพื้นที่ หน่วยราชการต่างๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของ กฟผ. ที่เข้าไปปฏิบัติงานในพื้นที่ เขื่อนแห่งนี้จึงได้เกิดขึ้นและอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในภูมิภาคนี้ของประเทศอย่างแท้จริง




เขื่อนบางลาง ติดต่อสอบถาม

รายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางเพื่อเข้าเยี่ยมชมเขื่อนหรือพักแรม ได้จากเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์เขื่อนบางลาง ณ อาคารที่ทำการเขื่อนบางลาง โทร. (037)2810063 ต่อ 2205, 2109, 2206 หรือสำนักงานใหญ่ กฟผ. จังหวัดนนทบุรี โทร.4363270-72


 
โรงไฟฟ้าบางปะกง

โรงไฟฟ้าบางปะกง เป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกของประเทศไทย ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย มาเป็นเชื้อเพลิง ในการผลิตไฟฟ้า เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ ให้เกิด ประโยชน์สูงสุดปัจจุบันโรงไฟฟ้าบางปะกงมีกำลังผลิตรวมทั้งสิ้น ๓,๖๘๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ถือเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ขนาดใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย


ที่ตั้ง

โรงไฟฟ้าบางปะกง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ ๑,๐๕๐ ไร่ บริเวณฝั่งซ้ายของแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดย อยู่ห่างจากปากแม่น้ำบางปะกงขึ้นมาตามลำน้ำประมาณ ๑๑ กิโลเมตร หรือห่างจากสะพานเทพหัสดินทร์ ไปทาง เหนือน้ำประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร


ลักษณะโครงการ

โรงไฟฟ้าบางปะกง ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อน จำนวน ๔ เครื่อง และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จำนวน ๔ ชุด โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น ๒ ระยะ คือ


โรงไฟฟ้าบางปะกง

ระยะที่ ๑ เริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อปี ๒๕๒๐ ประกอบด้วยงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนจำนวน ๒ เครื่อง กำลังผลิคเครื่องละ ๕๕๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม จำนวน ๒ ชุด กำลังผลิตชุดละ ๓๗๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ แต่ละชุดประกอบด้วยเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊สขนาด ๖๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ๔ เครื่อง (สามารถ ใช้ได้ทั้งน้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติ) และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำขนาด ๑๓๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ๑ เครื่อง การก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๑ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๒๗ รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น ๑,๘๔๐,๐๐๐ กิโลวัตต์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีเปิดโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๑ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๒๘


ระยะที่ ๒ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยใน พ.ศ.๒๕๓๐-๒๕๓๑ ได้ขยายตัวสูงมาก การใช้ไฟฟ้า เพิ่มขึ้นสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ กฟผ. จึงวางแผนเร่งพัฒนาแหล่งผลิตไฟฟ้า เพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่าง เพียงพอและเพิ่มความมั่นคงแก่ระบบไฟฟ้าของประเทศ โครงการโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๒ ได้รับอนุมัติจาก คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๑ และคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เห็นชอบ ให้ดำเนินการ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๓๑ การก่อสร้างโรงไฟฟ้าบางปะกงระยะที่ ๒ จึงได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ เดือนตุลาคม ๒๕๓๑ ประกอบด้วย


  • โรงไฟฟ้าพลังความร้อน เครื่องที่ ๓ และ ๔ กำลังผลิตเครื่องละ ๖๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์

  • โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ชุดที่ ๓ และ ๔ กำลังผลิตชุดละ ๓๒๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ แต่ละชุดประกอบด้วย เครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส ขนาด ๑๐๕,๕๐๐ กิโลวัตต์ ๒ เครื่อง (สามารถใช้ได้ทั้งน้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติ) และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ ขนาด ๑๐๙,๐๐๐ กิโลวัตต์ ๑ เครื่อง

โรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๒ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ๒๕๓๕ รวมกำลังผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น ๑,๘๔๐,๐๐๐กิโลวัตต์


โรงไฟฟ้าบางปะกง ราคาก่อสร้าง

โรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๑ มีค่าก่อสร้างรวมทั้งสิ้น ๑๗,๑๙๘,๐๒๗ ล้านบาท เป็นราคาที่รวมค่าก่อสร้าง โรงปรับปรุงคุณภาพน้ำมัน สายส่งไฟฟ้าแรงสูง ศูนย์ฝึกอบรมทางวิชาการ (อาคาร) และศูนย์ฝึกอบรมทางวิชาการ (Simulator)

ส่วนโรงไฟฟ้าบางปะกง ระยะที่ ๒ มีค่าก่อสร้าง โรงไฟฟ้า และระบบส่งไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น ๓๒,๓๓๓.๘๔ ล้านบาท



ประโยชน์

โรงไฟฟ้าบางปะกงมีกำลังผลิตไฟฟ้าสูงถึง ๓,๖๗๔,๖๐๐ กิโลวัตต์ จึงเป็นโรงไฟฟ้าหลักที่ช่วยเสริมความมั่นคง ให้ระบบไฟฟ้าส่วนรวมของประเทศ และการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ก็เป็นการสนับสนุนนโยบายใช้ทรัพยากร ภายในประเทศ สามารถประหยัดเงินซื้อน้ำมันจากต่างประเทศได้ปีละหลายล้านบาท

นอกจากนี้ยังช่วยสนับสนุนและรองรับความเจริญเติบโตของโครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออก ทำให้ ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น


โรงไฟฟ้าบางปะกง การเดินทาง

โรงไฟฟ้าบางปะกงอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ๖๙ กิโลเมตร ใช้เส้นทางรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปตามถนน บางนา-ตราด เมื่อถึงจังหวัดฉะเชิงเทรา ข้ามสะพานเทพหัสดินทร์ไปอีกประมาณ ๑ กิโลเมตร จะเห็นป้ายชื่อ โรงไฟฟ้าบางปะกง แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ ๒.๕ กิโลเมตร ก็จะถึงโรงไฟฟ้า


สรุป

โรงไฟฟ้าบางปะกง เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพสูง ทัดเทียมกับโรงไฟฟ้าที่ทันสมัยอื่นๆ ในโลกเป็นผลงานที่คนไทยควรภาคภูมิใจ และโรงไฟฟ้าแห่งนี้ จะเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญอำนวยประโยชน์ มหาศาลต่อประเทศชาติสืบไป


โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ
โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ทันสมัยที่สุดแห่งแรกของประเทศไทย ก่อสร้างขึ้นเพื่อสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน ในเขตนครหลวงเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ยังสามารถเดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าอยู่ และเป็นต้นกำเนิดพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญแห่งหนึ่งในระบบการผลิตของประเทศ

ความเป็นมา
โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เกิดขึ้นในสมัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยประสบกับภาวะขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง โรงไฟฟ้าที่มีอยู่แต่ละแห่ง เป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กประสิทธิภาพต่ำ และมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก แม้จะได้ทำการซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็ยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าสนองความต้องการของประชาชนได้เพียงพอ นอกจากนี้บ่อยครั้งต้องมีการดับไฟเป็นเขตๆสลับกันอยู่ตลอดเวลา
รัฐบาลในยุคนั้นจึงได้พิจารณาสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมา เพื่อให้สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน และอนุมัติให้มีการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลปิดกั้นลำน้ำแม่ปิงที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก และสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นการเร่งขจัดปัญหาการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยให้หมดไป
เนื่องจากการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างนาน อีกทั้งระหว่างที่กำลังดำเนินการก่อสร้างเขื่อนภูมิพลอยู่นั้น สภาวะการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าได้ทวีเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องพิจารณา หาแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง และติดตั้งสั้นกว่า เพื่อที่จะสนองความต้องการไฟฟ้าให้ทันการ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร กฟผ. จึงได้รับมอบหมายให้ดำเนินการศึกษาประเภทของเครื่อง ราคา ทำเลที่ตั้ง และระบบการผลิต ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังความร้อนประเภทต่างๆ เพื่อพิจารณาว่า โรงไฟฟ้าประเภทใดจะให้ประโยชน์คุ้มค่ามีลักษณะถูกต้องตาม หลักเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรม อีกทั้งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้า บริการประชาชนได้เพียงพอและสม่ำเสมอด้วย
จากการพิจารณาอย่างรอบคอบ โรงไฟฟ้าที่จะให้ประโยชน์คุ้มค่าที่สุด และใช้ระยะเวลาสั้นในการก่อสร้างและติดตั้ง คือ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนประเภทไอน้ำ ทั้งยังสามารถติดตั้ง ใกล้แหล่งชุมชนได้อีกด้วย กฟผ. จึงได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่มีขนาดใหญ่ และทันสมัยที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีในขณะนั้น
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนพระนครเหนือ เปรียบเสมือน "โรงครู" อันเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาไฟฟ้าสมัยใหม่ของประเทศไทย ที่ได้ฝึกสอนให้ความรู้และประสบการณ์แก่บุคลากรให้รู้จักการแก้ไขปัญหา และอุปสรรคต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพความรอบรู้หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการก่อสร้าง การเดินเครื่อง บำรุงรักษา การวางแผน ตลอดจนแนวความคิดและอุดมคติในการทำงาน ล้วนได้ถูกสร้างสมจากการฝึกฝน และการปฏิบัติงานที่โรงไฟฟ้าแห่งนี้ทั้งสิ้น กล่าวได้ว่า โรงไฟฟ้าพระนครเหนือแห่งนี้สูงด้วยคุณภาพ ทั้งด้านทรัพยากรวัตถุและทรัพยากรบุคคล

โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ที่ตั้ง
โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เชิงสะพานพระรามเจ็ด ตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี แยกจากถนนจรัญสนิทวงศ์ประมาณ 500 เมตร
ทำเลที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ นั้นเหมาะสมเพราะอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการใช้ไฟฟ้าและคมนาคมสะดวก

การดำเนินงาน
งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เริ่มเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2502 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังความร้อน เครื่องแรกมีขนาดกำลังผลิต 75,000 กิโลวัตต์ ใช้เวลาในการก่อสร้าง 1 ปี 8 เดือน ซึ่งได้แล้วเสร็จสามารถทดลองผลิตไฟฟ้าได้ เมื่อวันที 25 มีนาคม 2504 ทำพิธีเปิดอย่างเป้นทางการเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2504 โดย ฯพณฯ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นประธานในพิธี
แม้หลังจากที่โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า บริการประชาชน ความต้องการพลังงานไฟฟ้า ของประเทศก็ยังคงสูงอยู่ รัฐบาลจึงอนุมัติให้ กฟผ. สร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังความร้อนเพิ่มขึ้นอีกเป็นเครื่องที่ 2 และ 3 เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องที่ 2 มีขนาดกำลังผลิต 75,000 กิโลวัตต์ แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2506 และเครื่องที่ 3 ขนาดกำลังผลิต 87,500 กิโลวัตต์ แล้วเสร็จ และจ่ายไฟฟ้าขนานเข้าระบบได้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2511โดยมี ฯพณฯจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ทำพิธีเปิดเดินเครื่อง
โรงไฟฟ้าพระนครเหนือทั้ง 3 เครื่อง สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างดี ประกอบกับเมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำที่เขื่อนภูมิพลแล้วเสร็จและจ่ายไฟเข้าระบบด้วย ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าของประเทศขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ต่อมาในช่วง พ.ศ. 2512-2513 กฟผ. ประสบปัญหาปริมาณน้ำไหลเข้าอ่าง ที่เขื่อนภูมิพลต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย มีผลให้การผลิตไฟฟ้า ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำลดลง โดยที่ความต้องการพลังงานไฟฟ้า ของประเทศมีอัตราเพิ่งสูง กฟผ.จึงได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า กังหันแก๊สขนาดกำลังผลิต 15,000 กิโลวัตต์ เพิ่มขึ้น 2 เครื่อง เพื่อเสริมระบบการผลิต ให้มั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งหลังจากการก่อสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันแก๊สเครื่องที่ 4 และ 5 แล้วเสร็จในปี 2513 โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนพระนครเหนือได้กลายเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น

โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย
โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย เป็นโครงการเร่งด่วนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2536 และได้รับความเห็นชอบ ให้ดำเนินการจากคณะกรรมการพัฒนราเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2537 โดยลักษณะโครงการ เป็นโรงไฟฟ้าแบบกังหันก๊าซ จำนวน 2 เครื่อง ขนาดกำลังผลิตเครื่องละ 122 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิต 244 เมกะวัตต์ ออกแบบให้ใช้เชื้อเพลิง ได้ทั้งก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันดีเซล เดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้า เสริมระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด และเสริมความมั่นคง ของระบบไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ

ที่ตั้งโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย
บริเวณตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ในพื้นที่ประมาณ 28 ไร่

การดำเนินงานและการจัดการ
การก่อสร้างเริ่มเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2537 ดำเนินการแล้วเสร็จ จนโรงไฟฟ้าทั้งสองสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ครั้งแรก เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2538 และวันที่ 8 มิถุนายน 2538 ตามลำดับ โดยใช้เงินทุนทั้งหมด 3,517.41 ล้านบาท

การควบคุมการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย
มีผู้ปฏิบัติงานทั้งหมด 12 คน และเนื่องจากโรงไฟฟ้าฯ เดินเครื่องจ่ายกระกระแสไฟฟ้า เพื่อเสริมระบบในช่วงที่มีความต้องการใช้สูงสุด การจัดผู้ปฏิบัติงานกะ จึงปรับเปลี่ยนไปตามสภาพของโหลด คือแบ่งออกเป็น 5 กะ ซึ่งจะมากกว่าการจัดกะปฏิบัติการโดยทั่วไปของ กฟผ. 1 กะ ได้แก่

1. กะเช้า (08.00-16.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 3 คน
2. กะบ่าย (16.00-24.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 3 คน
3. กะดึก (00.00-08.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 2 คน
4. กะพัก (หยุด) ผู้ปฏิบัติงาน 2 คน>
5. กะแยก (08.00-24.00 น.) ผู้ปฏิบัติงาน 2 คน

โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย การทำงานของโรงไฟฟ้า
เริ่มโดยใช้มอเตอร์ (Motor)เป็นตัวขับเครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) ให้หมุนได้รอบประมาณ 600 รอบ/นาที เพื่อให้เครื่องอัดอากาศ (Compressor) สร้างแรงดันลมขึ้นมาแล้วส่งเข้าห้องเผาไหม้ (Combustion Chamber) ซึ่งภายในห้องเผาไหม้จะมีหัวฉีด (Nozzle) และหัวเทียน (Lgnitor) อยู่
เมื่อเครื่องกังหันก๊าซมีความเร็วถึง 600 รอบ/นาที เครื่องปั๊ม (Main Fuel Oil Pump) จะส่งน้ำมันเข้าห้องเผาไหม้ผ่านทางหัวฉีด และหัวเทียนจะเป็นจุดระเบิด ทำให้เกิดการเผาไหม้ สร้างแรงดันขับเครื่องกังหันก๊าซ ให้ไปขับเพลาหมุน (Rotor) ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) อีกต่อหนึ่ง ผลิตกระแสไฟฟ้าออกมาในที่สุด
โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซไทรน้อย
การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า ดำเนินการตามศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าสั่ง คือวันละประมาณ 14 ชั่วโมง ประมาณ 08.00-22.00 น. และหยุดเดินเครื่องทุกวันอาทิตย์
เชื้อเพลิงที่ใช้เป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว 357 ไม่ผสมสารเจือปน (Additive) มีอัตราการใช้โดยเฉลี่ยวันละประมาณ 1 ล้านลิตร โดยรับน้ำมันจากคลังน้ำมันบางประอิน เข้าเส้นทาง 345 ออกเส้นตลิ่งชัน-สุพรรณบุรี แล้วเข้าถนนบางกรวย-ไทรน้อย สู่โรงไฟฟ้าฯ


โรงไฟฟ้าพระนครใต้
ในปี พ.ศ.๒๕๐๙ แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ในประเทศไทยมีเพียง ๒ แห่งคือ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือและ โรงไฟฟ้าเขื่อนภูมิพลในขณะที่ความต้องการไฟฟ้า เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามความเจริญเติบโตของบ้านเมือง กฟผ. จึงวางแผนการขยายแหล่งผลิตไฟฟ้าทั้งระบบพลังน้ำ และพลังงานความร้อน เพื่อให้เกิดความมั่นคงในระบบไฟฟ้า โดยใช้ชื่อแผนการนี้ว่าโครงการ ๕ ปี
โครงการ ๕ ปี เป็นแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า ในช่วง พ.ศ.๒๕๑๐-๒๕๑๔ มีจุดประสงค์เพื่อขยายแหล่งผลิต ไฟฟ้า โดยใช้โรงไฟฟ้าพลังความร้อนเป็นแหล่งผลิตหลัก และโรงไฟฟ้าพลังน้ำเป็นแหล่งผลิตเสริมในช่วงความ ต้องการ ไฟฟ้าสูง วิธีนี้ช่วยให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ และมีความมั่นคงในระบบไฟฟ้าสูงสุด

โรงไฟฟ้าพระนครใต้
โรงไฟฟ้าพระนครใต้ได้รับการบรรจุไว้ในโครงการ ๕ ปี ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๑๐ และได้เริ่มก่อสร้างใน พ.ศ.๒๕๑๐ นั้น โดย กฟผ. ทำการปรับปรุงที่ดินซึ่งเดิมเป็นท้องร่องสวน แล้วจึงตัดถนน ต่อไปถึงหัวงานเป็นระยะ ๒.๕ กิโลเมตร จากนั้นได้สร้างสะพาน เขื่อนริมน้ำท่าเรือ และติดตั้งปั้นจั่นสำหรับงานก่อสร้าง ฐานราก ของอาคารโรงไฟฟ้าเครื่องที่ ๑ และ ๒ ตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นต้นมา
ต่อมา จึงเริ่มงานก่อสร้างส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น อาคารชักน้ำ อุโมงค์ระบายน้ำ โรงเก็บพัสดุอาคารสถานีไฟฟ้า แรงสูง และติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า อาทิ หม้อน้ำอุปกรณ์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงและแผงไฟฟ้าตัดตอนต่าง ๆ เป็นต้น จนกระทั่ง การก่อสร้างทั้งหมดแล้วเสร็จ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดโรงไฟฟ้า เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๕

โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ที่ตั้ง
โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ตั้งอยู่ที่ตำบลบางโปรง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ห่างจากถนนสุขุมวิทไปทาง ทิศตะวันตกประมาณ ๗ กิโลเมตร บนพื้นที่ ๒๑๖ ไร่ ตัวโรงไฟฟ้าด้านหน้าติดแม่น้ำเจ้าพระยาในระยะทางประมาณ ๑ กิโลเมตร ทำให้สะดวกต่อการคมนาคมขนส่งอุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตลอดจนการจ่ายไฟฟ้า เป็นการช่วย ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้มาก

ลักษณะโรงไฟฟ้า
โรงไฟฟ้าพระนครใต้เมื่อแรกก่อสร้าง เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงมีหน่วยผลิตไฟฟ้า ๕ เครื่อง เครื่องที่ ๑-๒ มีกำลังผลิตเครื่องละ ๒๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ เครื่องที่ ๓-๕ มีกำลังผลิตเครื่องละ ๓๑๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น ๑,๓๓๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปีละ ๙,๓๒๐ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง

โรงไฟฟ้าพระนครใต้
การค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้ กฟผ. มีนโยบายนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันเตา ในการผลิตไฟฟ้า ใน พ.ศ.๒๕๒๔ กฟผ. จึงทำการดัดแปลงโรงไฟฟ้าให้สามารถใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงได้ด้วย การดัดแปลง แล้วเสร็จโดยลำดับ คือ เครื่องที่ ๓ และ ๕ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๔ เครื่องที่ ๔ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๕ ส่วนเครื่องที่ ๑ และ ๒ แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๕๒๘

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ ชุดที่ ๑
เพื่อให้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าดำเนินโดยสอดคล้องกับความต้องการไฟฟ้า ในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๔-๒๕๓๙ กฟผ. ได้เสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ชุดที่ ๑ ต่อรัฐบาล และได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๓๔ โครงการนี้ประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซจำนวน ๒ เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ ๑๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ และหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ กำลังผลิต ๑๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ จำนวน ๑ เครื่อง รวมกำลังผลิต ๓๐๐,๐๐๐ กิโลวัตต์ ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ประมาณวันละ ๕๘ ล้านลูกบาศก์ฟุต และยังสามารถใช้น้ำมันดีเซลเป็น เชื้อเพลิงสำรองได้อีกด้วย
โรงไฟฟ้าพระนครใต้
หน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซทั้ง ๒ เครื่อง แล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ เมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม และ วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๓๖ ตามลำดับ ส่วนหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๓๗

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครใต้ ชุดที่ ๒
เป็นโครงการเร่งด่วนตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าที่ได้ ปรับปรุงใหม่ เพื่อเสริมกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. แทนโรงไฟฟ้าพลังความร้อนอ่าวไผ่ที่ต้องชะลอโครงการไป โครงการนี้ประกอบด้วยหน่ยวผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซ จำนวน ๒ เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ ๒๐๒,๐๐๐ กิโลวัตต์ รวมกำลังผลิต ๖๒๓,๐๐๐ กิโลวัตต์ โดยจะใช้ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งอ่าวไทยเป็นเชื้อเพลิงหลัก ในอัตราเฉลี่ย ประมาณวันละ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์ฟุต โดย กฟผ. ได้ว่าาจ้างสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำการศึกษา และจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมทั้งวิธีแก้ไขไว้ด้วย
รัฐบาลอนุมัติโครงการ เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๓๗ การก่อสร้างประมาณการแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม ๒๕๔๐

โรงไฟฟ้าพระนครใต้ งานด้านสิ่งแวดล้อม
กฟผ. เอาใจใส่ต่อผลกระทบที่อาจเกิดจากการดำเนินงานทุกครั้งรวมทั้งภายหลังการก่อสร้างสำหรับคุณภาพ สิ่งแวดล้อม บริเวณโรงไฟฟ้าพระนครใต้ ฝ่ายสิ่งแวดล้อม กฟผ. ได้ติดตามตรวจสอบอย่างละเอียด และได้รายงาน สรุปผล ดังนี้

โรงไฟฟ้าพระนครใต้ คุณภาพอากาศ
ระดับของก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์มีปริมาณต่ำ เนื่องจากใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก จึงมีผลกระทบต่อชุมชนน้อยมาก

คุณภาพน้ำ
มีการป้องกันผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย และบ่อพักน้ำทิ้งก่อนปล่อยสู่ แหล่งน้ำธรรมชาติ

โรงไฟฟ้าพระนครใต้ คุณภาพเสียง
ผลกระทบด้านเสียงอยู่ในปริมาณต่ำเนื่องจากตัวโรงไฟฟ้าอยู่ในบริเวณติดแม่น้ำเจ้าพระยา และห่างจากชุมชนใหญ่

สรุป
โรงไฟฟ้าพระนครใต้ ดำเนินการผลิตไฟฟ้าบริการประชาชนไทยอย่างมั่นคงเป็นเวลาถึง ๒๖ ปี และสามารถ ปฏิบัติภารกิจอันสำคัญนี้ต่อไปได้อีกนาน เนื่องจากมีการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี พร้อมไปกับการพัฒนาทาง เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้ามากขึ้น จึงมั่นใจได้ว่าโรงไฟฟ้าพระนครใต้เป็นแหล่งผลิตไฟฟ้า ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้การพัฒนาประเทศดำเนินไปด้วยดี และสามารถสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าของ มวลชลได้อย่างเพียงพอตลอดไป

โรงไฟฟ้าพระนครใต้

โรงไฟฟ้าระยอง
โรงไฟฟ้าระยอง เป็นโครงการเร่งด่วนที่สำคัญโครงการหนึ่ง เพื่อสนองความต้องการไฟฟ้ าของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม ในภาคตะวันออกให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรก ที่ดำเนินธุรกิจในรูปธุรกิจเอกชน

ความเป็นมา
รัฐบาลได้กำหนดโครงการพัฒนา พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โดยตั้งเป้าหมายให้เขตพื้นที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง เป็นแหล่งพัฒนาอุตสาหกรรม ซึ่งในขณะเดียวกันการเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ย่อมต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคง ในการดำเนินการ
โรงไฟฟ้าระยอง
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงได้สนองนโยบายของรัฐบาล ด้วยการจัดเตรียมแผนพัฒนาการผลิต และจ่ายไฟฟ้าในภาคตะวันออก เพื่อให้สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า ที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ โดยเสนอโครงการ โรงไฟฟ้าระยองชุดที่ 1 ถึง 3 กำลังผลิตชุดละ 308,000 กิโลวัตต์ เพิ่มเติมในแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ให้ดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2532 ต่อมา ในวันที่ 29 มกราคม 2534 จึงได้รับอนุมัติ ให้ดำเนินการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 1 ชุดคือ โครงการโรงไฟฟ้าระยอง ชุดที่ 4 กำลังผลิต 308,000 กิโลวัตต์

โรงไฟฟ้าระยอง ลักษณะโครงการ
โรงไฟฟ้าระยอง ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 462 ไร่ อยู่ติดกับสถานีไฟฟ้าแรงสูงระยอง 2 ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 4 ชุด มีกำลังผลิตชุดละ 308,000 กิโลวัตต์ รวม 1,232,000 กิโลวัตต์แต่ละชุด ประกอบด้วย เครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ซ 2 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 103,000 กิโลวัตต์ และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำ ขนาด 102,000 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง
โรงไฟฟ้าระยอง
สำหรับเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้น ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โดยรับจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) นำก๊าซส่งผ่านมาตามท่อขนาดเส้นผ่าศูฯย์กลาง 16 นิ้ว มีความยาวจากโรงแยกก๊าซถึงโรงไฟฟ้า ประมาณ 4.5 กิโลเมตร และเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส แต่ละเครื่องสามารถรับก๊าซธรรมชาติ ได้สูงสุดประมาณวันละ 29 ล้านลูกบาศก์ฟุต

การดำเนินงาน
กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการก่อสร้างอาคารโรงไฟฟ้า และอาคารประกอบอื่นๆ ของโรงไฟฟ้าระยอง ชุดที่ 1-3 เมื่อเดือนพฤษภาคม 2532 อีก 2 ปีต่อมา จึงทำการก่อสร้างในส่วนของชุดที่ 4 สำหรับการติดตั้งเครื่องผลิตไฟฟ้า กฟผ. ได้เริ่มดำเนินการติดตั้งเครื่องกังหันแก๊ส เมื่อเดือนพฤษภาคม 2533 และเริ่มติดตั้งเครื่องกังหันไอน้ำ ชุดแรกเมื่อเดือนมกราคม 2534
ปัจจุบัน ดรงไฟฟ้าระยองแล้วเสร็จสมบูรณ์ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ ได้เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งแต่ละชุดได้แล้วเสร็จในเวลาต่างๆ กันตามแผนที่ได้วางไว้ ตามรายละเอียดดังนี้



ชุดที่ 1 กังหันแก๊ส 1 : 7 พฤศจิกายน 2533
  กังหันแก๊ส 2 : 16 ตุลาคม 2533
  กังหันไอน้ำ : 10 กุมภาพันธ์ 2535
ชุดที่ 2 กังหันแก๊ส 1 : 18 ธันวาคม 2533
กังหันแก๊ส 2 : 26 ธันวาคม 2533
กังหันไอน้ำ : 1 เมษายน 2535
ชุดที่ 3 กังหันแก๊ส 1 : 27 กุมภาพันธ์ 2534
กังหันแก๊ส 2 : 19 กุมภาพันธ์ 2534
กังหันไอน้ำ : 11 พฤษภาคม 2535
ชุดที่ 4 กังหันแก๊ส 1 : 22 กันยายน 2535
กังหันแก๊ส 2 : 22 กันยายน 2535
กังหันไอน้ำ : 30 มิถุนายน 2536

โรงไฟฟ้าน้ำพอง
โรงไฟฟ้าน้ำพอง เนื่องจากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในระยะหลายปีที่ผ่านมาทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงต้องสร้างแหล่งผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และเพื่อเสริมความมั่นคงในระบบไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กฟผ.จึงได้กำหนด แผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพองขึ้น โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า นับเป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากร พลังงานภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ความเป็นมา
การสำรวจหาปิโตรเลียมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2522 โดยบริษัท เอสโซ่ เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์ โปรดักชั่น โคราช อินคอร์ปอเรชั่น ESSO Explorationand Production Khorat Incorporation) เป็นผู้ได้รับสัมปทานการสำรวจขุดเจาะ ปรากฏว่าได้พบก๊าซธรรมชาติ ปริมาณสำรองประมาณ 1.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น สามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้ประมาณวันละ 65 ล้านลูกบาศก์ฟุต เป็นเวลาติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 15 ปี กฟผ. จึงได้ทำการศึกษาเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าโดยใช้ก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งดังกล่าวเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า
หลังจากศึกษาความเหมาะสมและทบทวนอีกหลายครั้ง กฟผ. จึงเสนอโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมน้ำพอง ชุดที่ 1 แก่รัฐบาล โดยได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2532 และเริ่มงานก่อสร้างในเดือนพฤษภาคม 2532 ส่วนชุดที่ 2 ได้รับอนุมัติเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2534 และเริ่มงานก่อสร้างในเดือนมกราคม 2534 ปัจจุบันโครงการได้แล้วเสร็จสมบูรณ์ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โรงไฟฟ้าน้ำพอง วัตถุประสงค์
  1. เพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มั่นคงยิ่งขึ้น ทำให้สามารถขยายไฟฟ้าไปสู่ชนบทห่างไกลได้อย่างกว้างขวาง
  2. ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด กล่าวคือ โรงไฟฟ้าน้ำพอง จำนวน 2 ชุด สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติได้ปีละ 4,660 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง หากเป็นโรงไฟฟ้ากำลังผลิตเท่ากัน และใช้น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงประมาณว่าจะต้องใช้น้ำมันถึงปีละ 1,200 ล้านลิตร เป็นการสงวนเงินตราต่างประเทศได้อีกทางหนึ่งด้วย
  3. ลดการส่งถ่ายพลังไฟฟ้าจากภาคเหนือและภาคกลางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือลงได้มาก ซึ่งทำให้การสูญเสียพลังไฟฟ้าในระบบส่งน้อยลงด้วย
  4. เป็นการกระจายงานสู่ ท้องถิ่น เพิ่มรายได้ให้แก่ประชากร โดยการจ้างผู้รับเหมาท้องถิ่นให้ดำเนินการ ก่อสร้างอาคารโรงไฟฟ้าและอาคารประกอบต่างๆ
ที่ตั้ง
โรงไฟฟ้าน้ำพอง มีพื้นที่ 631ไร่ ตั้งอยู่ที่อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ห่างจากตัวเมืองขอนแก่นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 32 กิโลเมตร และห่างจากแหล่งก๊าซธรรมชาติหลุมน้ำพองประมาณ 3 กิโลเมตร

โรงไฟฟ้าน้ำพอง
การดำเนินงาน
โรงไฟฟ้าน้ำพองได้เริ่มดำเนินการก่อสร้าง ในเดือนมิถุนายน 2532 ก่อสร้างแล้วเสร็จ สามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ดังรายละเอียดต่อไปนี้

ชุดที่ 1
กังหันแก๊สเครื่องที่ 1 : 26 พฤศจิกายน 2533
กังหันแก๊สเครื่องที่ 2 : 26 ธันวาคม 2533
กังหันไอน้ำ : 29 สิงหาคม 2535

ชุดที่ 2
กังหันแก๊สเครื่องที่ 1 : 15 มีนาคม 2536
กังหันแก๊สเครื่องที่ 2 : 11 เมษายน 2536
กังหันไอน้ำ : 9 เมษายน 2537

เพื่อให้การจ่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าน้ำพองชุดที่ 1 เป็นต้นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กฟผ.ได้ดำเนินการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า แรงสูงขนาด 115 กิโลโวลต์ น้ำพอง 2 - น้ำพอง 1 เป็นระยะทาง 6 กิโลเมตรและสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230 กิโลโวลต์ น้ำพอง 2 - ขอนแก่น 3 ระยะทาง 29.32 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังได้ก่อสร้างสถานีไฟฟ้าแรงสูงขึ้นอีก 1 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้าแรงสูงขอนแก่น 3 ขนาด 230 กิโลโวลต์ ทำการขยายสถานีไฟฟ้าแรงสูงน้ำพอง 1 ขนาด 115 กิโลโวลต์ เป็น 230 กิโลโวลต์ ขยายลานไกไฟฟ้าแรงสูงน้ำพอง 1 รวมทั้งเปลี่ยนสายส่งไฟฟ้าน้ำพุง 1 - อุดรธานี 1 จากขนาด 115 กิโลโวลต์ เป็น 230 กิโลโวลต์
สำหรับโรงไฟฟ้าชุดที่ 2 ก็ได้มีการดำเนินการ ก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230 กิโลโวลต์ ชัยภูมิ-นครราชสีมา 2 ระยะทาง 101.5 กิโลเมตร สถานีไฟฟ้าแรงสูงขนาด 230 กิโลโวลต์ 2 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้าแรงสูงนครราชสีมา 2 และชัยภูมิ รวมทั้งงานขยายลานไกไฟฟ้าของสถานีไฟฟ้าแรงสูงน้ำพอง 2 ขนาด 230 กิโลโวลต์อีกด้วย
โรงไฟฟ้าน้ำพอง ลักษณะโครงการ
โรงไฟฟ้าน้ำพองประกอบด้วยหน่วยผลิตไฟฟ้าสองชุด กำลังผลิตชุดละ 355,000 กิโลวัตต์ แต่ละชุดมีหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันแก๊ส กำลังผลิต 121,000 กิโลวัตต์ สองเครื่อง และหน่วยผลิตไฟฟ้ากังหันไอน้ำกำลังผลิต 113,000 กิโลวัตต์ หนึ่งเครื่อง รวมกำลังผลิตทั้งสิ้น 710,000 กิโลวัตต์
โรงไฟฟ้าน้ำพองทั้งสองชุดได้ออกแบบให้สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้งน้ำมันดีเซล และก๊าซธรรมชาติ โดยมอัตราการฟุ่มเฟือยของก๊าซธรรมชาติวันละ 65 ลูกบาศก์ฟุต
ในกรณีที่ต้องใช้น้ำมันดีเซลแทนน้ำมันธรรมชาติ ก็จะใช้น้ำมันดีเซลซึ่ง กฟผ. จัดเก็บไว้ที่ถังเชื้อเพลิงสำรอง เป็นเชื้อเพลิงในปริมาณวันละ 1.7 ล้านลิตร
น้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าได้มาจากลำน้ำพอง บริเวณท้ายเขื่อนอุบลรัตน์ โดยการสูญน้ำจากลำน้ำพองผ่านไปตามท่อฝังดินขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 60 เซนติเมตร ความยาว 4.85 กิโลเมตร ส่งไปยังอ่านเก็บน้ำในบริเวณโรงไฟฟ้า จากนั้นส่งไปยังโรงกรองน้ำ เพื่อปรับสภาพน้ำให้มีคุณภาพดีขึ้น ก่อนนำไปใช้
โรงไฟฟ้าน้ำพอง ใช้เพื่อการหล่อเย็นและเป็นน้ำใช้ทั่วๆ ไป รวมทั้งสิ้น 1,216 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง หรือวันละ 29,184 ลูกบาศก์เมตร หรือปีละ 10.652 ล้านลูกบาศก์เมตร

โรงไฟฟ้าน้ำพอง เงินลงทุน
งบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับโรงไฟฟ้าแห่งนี้ รวมทั้งสิ้น 14,947.55 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดดังนี้
ชุดที่ 1
โรงไฟฟ้า 5,304.45 ล้านบาท
ระบบส่งไฟฟ้า 1,108.13 ล้านบาท
รวม 6,412.58 ล้านบาท
ชุดที่ 2
โรงไฟฟ้า 6,719.51 ล้านบาท
ระบบส่งไฟฟ้า 1,815.46 ล้านบาท
รวม 8,534.97 ล้านบาท

งานสิ่งแวดล้อม
กฟผ. ว่าจ้างบริษัททีนคอนซัลติ้ง เอ็นจิเนียร์ ( TEAN Consulting Engineers ) และบริษัทพาลคอนซัลแต้นท์ ( PAL Consultants ) ทำการศึกษาแลประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมขั้นรายละเอียดในประเด็นที่สำคัญ คือคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำ การใช้น้ำและการใช้ที่ดิน ผลการศึกษาแจ้งว่า โรงไฟฟ้าน้ำพองจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เนื่องจากสถานที่ตั้งอยู่ห่างไกลชุมชนและใช้ระบบระบายความร้อนด้วยหอระบายความร้อน
จากการจำลองแบบผลกระทบต่อคุณภาพอากาศในการติดตั้งและเดินเครื่องโรงไฟฟ้าทั้ง 2 ชุด ปรากฎว่า ปริมาณฝุ่นแขวนลอย ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ก๊าซซัลเฟอร์ไฟออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ที่เกิดจากโรงไฟฟ้า จัดอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐานปกติของกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม
สำหรับผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยรอบบริเวณโรงไฟฟ้านั้น กฟผ. ได้ติดตั้งระบบกำจัดของเสียและน้ำเสียจากโรงไฟฟ้าเพื่อป้องกันผลเสียต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งนี้ กฟผ. จะดำเนินการตรวจสอบทั้งคุณภาพอากาศบริเวณโรงไฟฟ้าและตรวจวัดคุณภาพของน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นให้อยู่ในระดับต่ำสุด

สรุป
โรงไฟฟ้าน้ำพอง ปัจจุบันเป็นโรงไฟฟ้าลังงานความร้อนร่วมขนาดใหญ่ที่สุดของภาคตะวันออกเฉียเหนือช่วยเพิ่มพลังการผลิตในแก่ภูมิภาคนี้ได้อีกถึง 710,000 กิโลวัตต์ และสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ปีละ 4,660 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง นอกจากนี้ยังเป็นโรงไฟฟ้าแห่งเดียวของภูมิภาคนี้ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เป็นไปตามนโยบายเพิ่มแหล่งผลิตไฟฟ้าโดยใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่ในประเทศ ซึ่งจากการวิเคราะห์ทางด้านเศรษฐศาสตร์ และการเงิน กล่าวได้ว่าโครงการนี้มีความเหมาะสมมากในการเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าและเสริมความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้าของประเทศไทย

 

 

 

 

 

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M 

N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ        

                              อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

 

 A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด :

| | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

     

 บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์    

คณิตศาสตร์ราชมงคล

           ฟิสิกส์ราชมงคลใหม่

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว  

แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน  พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว  

ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ 

ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2 

กลศาสตร์เวกเตอร์

โลหะวิทยาฟิสิกส์

เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1

ฟิสิกส์  2 (บรรยาย)

แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  

ฟิสิกส์พิศวง

สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

ทดสอบออนไลน์

วีดีโอการเรียนการสอน

หน้าแรกในอดีต

แผ่นใสการเรียนการสอน

เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ 

ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)

พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์ 

ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์

เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์

คำศัพท์ประจำสัปดาห์

 

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก

ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์

นักวิทยาศาสตร์เทศ

นักวิทยาศาสตร์ไทย

ดาราศาสตร์พิศวง 

การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์

การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ

 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด

2. เวกเตอร์

3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ

4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ

5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน

7.  งานและพลังงาน 

8.  การดลและโมเมนตัม

9.  การหมุน  

10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง

11. การเคลื่อนที่แบบคาบ

12. ความยืดหยุ่น

13. กลศาสตร์ของไหล  

14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน

15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก 

16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร

17.  คลื่น

18.การสั่น และคลื่นเสียง

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต

2.  สนามไฟฟ้า

3. ความกว้างของสายฟ้า 

4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 

5. ศักย์ไฟฟ้า

6. กระแสไฟฟ้า 

7. สนามแม่เหล็ก

 8.การเหนี่ยวนำ

9. ไฟฟ้ากระแสสลับ 

10. ทรานซิสเตอร์ 

11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ

14. กลศาสตร์ควอนตัม

15. โครงสร้างของอะตอม

16. นิวเคลียร์ 

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม

4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง

5.  ของไหลกับความร้อน

6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 

7. แม่เหล็กไฟฟ้า 

8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง

9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์ 

 

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล