p47

กฎของคูลอมบ์

"แรงดูดหรือแรงผลักระหว่างประจุไฟฟ้าเป็นสัดส่วน

โดยตรงกับผลคูณระหว่างประจุและเป็นสัดส่วนโดยผกผัน

กับกำลังสองของระยะ ทางระหว่างประจุนั้น"

F = แรงระหว่างประจุไฟฟ้า มีหน่วยเป็น นิวตัน

Q1 , Q2 = ประจุไฟฟ้าทั้งสอง มีหน่วยเป็น คูลอมบ์

R = ระยะห่างระหว่างประจุ มีหน่วยเป็น เมตร

k = ค่าคงที่ในกฎของคูลอมบ์ = 9x109 Nm2/c2

หลักการ ประจุต่างกันจะดูดกันและประจุต่างกันจะผลักกัน

สนามไฟฟ้า

สนามไฟฟ้า คือ บริเวณรอบ ๆ ประจุไฟฟ้าที่ประจุไฟฟ้า

สามารถส่งอำนาจไปถึง ถ้า Q เป็นประจุ + จะได้รับแรงใน

ทิศทางเดียวกับ สนามไฟฟ้า ถ้า Q เป็นประจุ - จะได้รับแรง

ในทิศตรงข้ามกับสนามไฟ ฟ้า

E = สนามไฟฟ้า มีหน่วยเป็น นิวตัน/คูลอมบ์

Q = ประจุไฟฟ้าที่ทำให้เกิดสนามไฟฟ้า

R = ระยะระหว่างประจุ

k = ค่าคงที่ 9x109 Nm2/c2

สนามไฟฟ้าระหว่างแผ่นโลหะคู่ขนานจะมีค่าคงที่ และ

มีค่าเท่ากับ

E = สนามไฟฟ้า

V = ความต่างศักย์ มีหน่วยเป็น โวลต์

d = ระยะห่างระหว่างแผ่น มีหน่วยเป็น เมตร

จุดสะเทิน คือ ตำแหน่งที่มีความเข้มของสนามไฟฟ้า

อ่านต่อครับ


อิเลคตรอนและโครงสร้างอะตอม



เทอร์โมมิเตอร์แบบกาลิเลโอ

เทอร์โมมิเตอร์แบบกาลิเลโอ อาศัยหลักการประยุกต์หลักการลอยและจมของอาร์คิมิดีส ความหนาแน่นของของเหลวสีในกระเปาะแก้วลูกต่างๆจะเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิ การลอยการจมของกระเปาะแก้ว จะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิขณะนั้นๆ โดยจะมีลูกตุ้มบอกอุณหภูมิห้อยอยู่

รูปที่ 1 ลูกที่ป้ายบอกเลข 22 ลอยอยู่ตรงกลาง แสดงว่า อุณหภูมิขณะนั้นคือ 22 องศาเซลเซียส

รูปที่ 2 กระเปาะแก้วที่มีทั้งลอยและจมแยกกันเป็นสองพวก ให้เอาค่าของลูกที่ลอยต่ำสุดและลูกที่อยู่สูงสุดของพวกจมมาหาค่าเฉลี่ย ในที่นี้คือ 24 และ 22 ดังนั้นค่าเฉลี่ยเป็น 23 องศาเซลเซียส

รูปที่ 3 กระเปาะแก้วทุกลูกลอยขึ้นไปหมด ลูกที่อยู่ต่ำสุดมีเลข 16 แสดงว่าอุณหภูมิขณะนั้นต่ำกว่า 16 องศาเซลเซียส

รูปที่ 4 กระเปาะทุกลูกจมลงมาหมด ลูกที่ลอยสูงสุดมีเลข 28 แสดงว่าอุณหภูมิขณะนั้นสูงกว่า 28 องศาเซลเซียส

นำมาจาก  http://www.thai.net/janchai_sciencepark/index.html


นำมาจาก  http://www.thai.net/janchai_sciencepark/index.html


ใยแก้วนำแสง

ใยแก้วนำแสง ทำด้วยแท่งแก้วทรงกระบอกขนาดเล็กยาว หุ้มด้วยวัสดุที่มีค่าดัชนีหักเหต่ำกว่าที่เรียกว่าแคลดดิ้ง (Cladding) ใยแก้วนำแสงเส้นเล็กๆมีความยืดหยุ่น สามารถดัดโค้งงอได้ เมื่อนำมารวมกันเป็นมัดใหญ่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้มากมาย เช่นในทางการแพทย์ ใช้เป็นตัวกลางนำภาพจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งในกล้องที่ส่องดูอวัยวะภายในที่เรียกว่าเอ็นโดสโคป(Endoscope) ในด้านโทรคมนาคมสมัยใหม่ เรามักใช้การส่งสัญญาณด้วยแสงเลเซอร์วิ่งไปในใยแก้วนำแสง ทั้งนี้การนำแสงจากปลายด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่งนั้นอาศัยหลักการสะท้อนกลับหมดของแสง ดังแสดงในรูป


สเปคโตรสโคป

มนุษย์เรารู้จักและคุ้นเคยกับแสงมาตั้งแต่สมัยโบราณ แสงเป็นพลังงานรูปหนึ่งและถูกจัดว่าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ในศตวรรษที่ 17 เซอร์ไอแซค นิวตัน ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับแสง โดยให้แสงแดดส่องผ่านช่องแคบๆ แล้วไปตกลงบนแท่งแก้วปริซึม แสงจากดวงอาทิตย์จะมีการหักเหและถูกแยกออกมาเป็นสี 7 สี ที่เราเรียกว่าสเปคตรัมของแสงแดด สเปคตรัมของแสงแดดที่เราเห็นกันอยู่คุ้นตาก็คือ รุ้งกินน้ำ นั่นเอง ดังนั้นเราอาจกล่าวได้ว่า ถ้ามีแสงสีต่างๆ มาผสมรวมกันด้วยอัตราส่วนที่พอเหมาะจะได้แสงสีขาว แต่ถ้าผสมกันด้วยอัตราส่วนอื่นๆ ก็จะได้สีอื่นๆ เช่น สีเหลืองเกิดจาก สีแดง ผสมกับ สีเขียว เป็นต้น แต่แสงสีเหลืองที่เรามองเห็น ไม่จำเป็นต้องเกิดจากสีแดงผสมกับสีเขียวเสมอไป เช่น แสงสีเหลืองจากสเปคตรัมเปล่งแสงของโซเดียม ซึ่งเป็นสีเหลืองบริสุทธิ์ ตาของคนเราไม่สามารถแยกได้ว่า เป็นสีเหลืองแท้ หรือเกิดจากการผสม เราจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้วิเคราะห์สเปคตรัมนี้ ซึ่งเราเรียกว่า สเปคโตรสโคป (Spectroscope)

........สเปคโตรสโคปเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์สเปคตรัมของแสง เพื่อศึกษาธรรมชาติของแสงนั้น หรือเพื่อใช้วิเคราะห์และศึกษาสมบัติของสารต่างๆที่ให้กำเนิดแสงนั้นๆ โดยอาศัยการแยกสเปคตรัมของแสง

 

........ตัวอย่างการประยุกต์ใช้งานของสเปคโตรสโคปนี้ก็คือ เราสามารถศึกษาสเปคตรัมของเปลวไฟได้จากการใช้สเปคโตรสโคปส่องไปยังเปลวไฟ ที่เกิดจาการเผาเกลือของโลหะบางชนิด เช่น แคลเซียม สตรอนเชียม ลิเธียม ธาลเลียม ตะกั่ว โบรอน โซเดียม เป็นต้น โดยใช้ลวดพลาตินัมจุ่มลงในสารละลายเข้มข้นของโลหะที่จะทดลอง แล้วนำไปเผาในเปลวไฟของตะเกียงบุนเซน เมื่อสารละลายละเหยไป โลหะจะถูกเผาจนร้อนและเปล่งแสงออกมาได้ ดังแสดงในวิดีโอ เป็นตัวอย่างสเปคตรัมของ โซเดียม และ ทองแดง

........นอกจากนี้ เราสามารถจะดูสเปคตรัมเปล่งแสงของแก๊สได้โดยอาศัยไฟฟ้าแรงสูงทำให้แก๊สแตกตัว แล้วเปล่งแสงออกมา เช่น เราสามารถดูสเปคตรัมของแสงที่ถูกเปล่งออกมาจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ได้


อ่างกังวาล

เมื่อเราเคาะอ่างหรือขันโลหะ เราจะได้ยินเสียงที่มีหลายความถี่ปนกัน ถ้าเราใช้ไม้ลากวนไปบนปากอ่างอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นการกำหนดเลือกบางความถี่ของเสียงให้เด่นขึ้นมา ดังกว่าความถี่อื่น และในการลากวนของไม้นี้จะทำให้เกิดการสั่นตามยาวตลอดเส้นรอบวงของปากอ่าง และปากอ่างจะมีการสั่นตามขวางควบคู่ไปด้วยโดยสั่นตั้งฉากกับขอบอ่าง ถ้าเราเติมน้ำลงไปในอ่างเล็กน้อยเราจะสามารถสังเกตเห็นการสั่นตามขวางได้จากการสั่นขึ้น-ลงของน้ำ


ลูกข่างไจโรสโคป

ไจโรสโคปเป็นลูกข่างประเภทหนึ่งที่นิยมใช้กันในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ แกนหมุนของลูกข่างนี้จะอยู่ภายในกรอบของตัวลูกข่างอีกที่หนึ่ง ถ้าเราทำให้แกนหมุนนี้หมุนไป และเราจับกรอบลูกข่างด้านนอก ลูกข่างก็ยังคงหมุนได้อย่างอิสระ เมื่อลูกข่างหมุน จะเกิดปริมาณทางฟิสิกส์อย่างหนึ่งคือ โมเมนตัมเชิงมุม ซึ่งเป็นปริมาณอนุรักษ์ ที่มีทั้งขนาดและทิศทาง ลูกข่างจะคงปริมาณนี้ไว้ ตราบเท่าที่ลูกข่างยังหมุนอยู่ ด้วยเหตุนี้เอง ลูกข่างจึงสามารถตั้งอยู่ได้ แม้บนปลายปากกา หรือบนเส้นเชือก


ตุ๊กตาฟาราเดย์
........ตุ๊กตาฟาราเดย์ เป็นผลงานประดิษฐ์และจดทะเบียนสิทธิบัตรโดย รองศาสตราจาร์ วิชาญ ก่องตาวงษ์ ครูวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2543 ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ
ตุ๊กตารูปร่างแมวนั่งชิงช้า เมื่อไกวชิงช้า ตาของแมวจะมีไฟกระพริบกลับไปกลับมาข้างละดวง
อาศัยหลักการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าของฟาราเดย์ เมื่อมีขดลวดตัดผ่านสนามแม่เหล็ก หรือ แม่เหล็กเคลื่อนที่ผ่านขดลวด จะเกิดการเหนี่ยวนำ มีกระแสไฟฟ้าไหลในขดลวด ถ้ามีหลวดไฟขนาดพอเหมาะมาต่อในวงจร หลอดไฟก็จะสว่างได้เมื่อมีกระแสไหลผ่าน

สมดุลสถิต

........ วัตถุใดๆจะสามารถตั้งนิ่งอยู่บนฐานไม้ได้โดยไม่ล้ม เราเรียกว่าวัตถุนั้นอยู่ในสภาพ สมดุลสถิต ในรูปแสดงแท่งไม้เจาะรูและมีขวดแก้วเสียบอยู่โดยที่ไม่ล้มลงมา ที่เป็นเช่นนี้ได้ เพราะน้ำหนักรวมของแท่งไม้ (W1) และขวด (W2) มีเส้นแรงรวมผ่านจุดศูนย์ถ่วงมายังฐานไม้ ที่พื้นก็จะมีแรงปฏิกิริยา (N) ผ่านฐาน ถ้าเราเสียบชวดเข้าไปในไม้ โดยมีแนวแรงเนื่องจากน้ำหนักตกลงมาไม่ผ่านฐาน ขวดก็จะล้ม ซึ่งกล่าวได้ว่าไม่อยู่ในสภาพสมดุลสถิตปล่งออกมาจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ได้


ผลึกเหลว

........ ผลึกเหลวถูกค้นพบครั้งแรกโดยนักพฤกษศาสตร์ชาวออสเตรีย ชื่อไฟรดริช ไรนิตเฟอร์ ในปี ค.ศ. 1888 โดยทำจาก ผลึกของเหลวคอเลสเตอริค (Cholesteric liquid crystals) ผลึกเหลวนี้สามารถเปลี่ยนสีได้ตามอุณหภูมิ ผลึกเหลวในปัจจุบันสามารถเปลี่ยนแปลงสีได้ในอุณหภูมิ ช่วงตั้งแต่ -40 ถึง 200 องศาเซลเซียส ผลึกเหลวถูกนำไปใช้ประโยชน์มากมาย เช่น ตรวจหามะเร็งเต้านม ตรวจการปวดหลัง และปัญหาระบบทางเดินโลหิต ตรวจการลัดวงจรของแผ่นวงจรพิมพ์ ใช้บนเครื่องบินและยานอวกาศ ที่นิยมใช้ทั่วไป


อ่างจักรพรรดิ์

........ อ่างจักรพรรดิ์ ทำจากโลหะผสม เป็นภาชนะอเนกประสงค์โบราณของจักรพรรดิ์จีนโบราณ ใช้ล้างมือ ล้างหน้า ตักน้ำ ตลอดจนใช้เลี้ยงปลาไว้ดูเล่น อ่างใบนี้มีหูหิ้ว 2 หู มีลักษณะพิเศษทางวิทยาศาสตร์คือ เมื่อใช้มือที่สะอาดและเปียกชื้นมาถูไปมาที่หูทั้งสองข้างอย่างช้าๆ พลังงานที่เกิดจากการถูจะทำให้เกิดคลื่นกลที่อ่างและเคลื่อนที่ไปยังน้ำที่ใส่ในอ่าง ถ้าถูด้วยความถี่ที่เหมาะสม จะเกิดคลื่นในลักษณะที่มีการสั่นพ้อง (Resonance) ทำให้น้ำในอ่างสั่นตามและพุ่งขึ้นมาราวกับน้ำพุ


กังหันมหัศจรรย์

........ เป็นของเล่นวิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่ง ประกอบด้วยใบพัดที่ติดบนแกนที่บากเป็นร่องๆไว้ตลอดตามแนวยาวของแกน ใบพัดติดไว้ที่ปลายแกนด้วยตะปูหรือเข็มหมุดและสามารถหมุนได้คล่อง ถ้าเราใช้ไม้อีกอันหนึ่งถูบนร่องที่บากไว้ จะสามารถทำให้ใบพัดหมุนได้ ความถี่และแอมปลิจูดในการสั่นของแกนที่บากร่องไว้ไม่เท่ากัน เนื่องจากรูปร่างของแกนในแนวดิ่งและแนวระดับแตกต่างกัน และยังมีผลมาจากแรงกดของนิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือด้วย การสั่นจะทำให้เข็มหมุดเคลื่อนที่เป็นวงรี ซึ่งจะทวนเข็มหรือตามเข็มนาฬิกานั้น ขึ้นอยู่กับแรงดันจากนิ้วและด้านของแกนที่ถูกถู แรงเสียดทานระหว่างเข็มหมุดกับใบพัด จะทำให้ใบพัดหมุนตามไปด้วย


นกดื่มน้ำ

 

........นกกินน้ำเป็นของเล่นวิทยาศาสตร์ที่เป็นที่นิยมแพร่หลายทั่วโลกชนิดหนึ่ง ลำตัวนกทำด้วยกระเปาะแก้วปิดที่มีของเหลวที่ระเหยง่ายเมื่อมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย กระเปาะแขวนอยู่บนแกนที่ยึดติดกับขานก แต่สามารถกระดกได้ดังรูป ส่วนหัวของนกหุ้มด้วยกำมะหยี่ที่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ เมื่อทำให้ส่วนหัวของนกเปียกน้ำ และน้ำระเหยออกไปบ้างจะทำให้ส่วนหัวเย็นลง อากาศที่อยู่ภายในกระเปาะก็จะเย็นลง ทำให้อากาศภายในกระเปาะมีการหดตัว ของเหลวที่อยู่ด้านล่างจะขยายตัวขึ้นมาตามหลอดแก้ว และเมื่อความสูงของระดับของเหลวสูงมากจนไม่สามารถรักษาสมดุลย์ได้ หัวนกก็จะกระดกลงมาจุ่มลงบนภาชนะน้ำที่เตรียมไว้ และภายในกระเปาะมีท่อแก้วที่จะทำให้ของเหลวไหลกลับลงสู่กระเปาะด้านล่าง นกจะกลับมาสมดุลย์ดังเดิม และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่ภาชนะใส่น้ำยังคงมีน้ำอยู่


แบตเตอรี่มือ

..........แบตเตอรี่มือสามารถทำได้โดย วางมือข้างหนึ่งลงบนแผ่น อลูมิเนียม และวางมืออีกข้างหนึ่งลงบน แผ่นโลหะต่างชนิดกัน เช่น แผ่นทองแดง เมื่อเชื่อมต่อแผ่นโลหะทั้งสองเข้ากับ กัลวานอมิเตอร์ หรือ เครื่องมือวัดแรงเคลื่อนไฟฟ้า จะพบว่าเข็มของเครื่องวัดจะกระดิกไป ทำการทดลองใหม่แล้วสังเกตผลการทดลอง โดย
1.เปรียบเทียบการทดลองขณะที่มือทั้งสองแห้งและเปียก จะให้ผลการทดลองต่างกันหรือไม่ เพราะเหตุใด
2.วางมือทั้งสองลงบนโลหะชนิดเดียวกัน เข็มจะกระดิกหรือไม่
3.วางมือข้างหนึ่งลงบนแผ่นโลหะชนิดหนึ่ง ให้เพื่อนอีกคนหนึ่งวางมือข้างหนึ่งลงบนแผ่นโลหะอีกชนิดหนึ่ง ....ใช้มือข้างที่ว่างจับมือของเพื่อนข้างที่ว่าง สังเกตผลการทดลอง
4.ทำการทดลองเหมือนข้อ3. แต่ให้มือเปียกชื้น เปรียบเทียบผลการทดลองกับข้อ 3.

กล้องจุลทรรศน์ขนาดจิ๋ว
........กล้องจุลทรรศน์นี้เป็นชนิดเลนส์เดี่ยว เลนส์เดี่ยวสร้างจากการยึดและหลอมเศษแก้ว โดยหลอมแก้ว ให้เป็นเม็ดกลม ซึ่งเรียกว่า "ปมแก้ว" ปมแก้วนี้เปรียบเหมือนเลนส์นูนที่มีความหนามากกำลังขยาย ของเลนส์ปมแก้วจะมีค่าประมาณ 170 เท่า

วิธีทำเลนส์

........เลนส์ของกล้องจุลทรรศน์อย่างง่ายนี้ ทำจากแท่งแก้วคนสารเคมี หลอกแก้วนำก๊าซขนาดเล็ก นำมาลนไฟด้วนตะเกียงบุนเซ็น โดยให้เปลวไฟอยู่กึ่งกลางแท่งแก้ว เมื่อแก้วเริ่มอ่อนตัวให้ดึงแท่งแก้วออกจากเปลวไฟอย่างรวดเร็วแล้วยืดแก้วที่อ่อนตัวนี้เป็นเส้นเล็กๆ ทิ้งไว้ให้เย็น หักบริเวณกึ่งกลางเส้นแก้วที่ยืดออกมา แล้วนำไปลนไฟอีกครั้งจะเกิดปมแก้วขึ้นที่ปลายจนมีขนาดประมาณ2-3 มิลลิเมตร ทิ้งไว้จนเย็น จะได้เลนส์ปมแก้วที่ใช้ประกอบกล้องจุลทรรศน์ต่อไป

........นำเลนส์ปมแก้วติดเข้ากับแผ่นพลาสติก หรือแผ่นไม้บางๆเสียก่อน โดยเจาะแผ่นวัสดุเพื่อใส่เลนส์ปมแก้วลงไป แล้วผนึกเข้ากับแผ่นทึบแสงอีกแผ่นหนึ่ง จากนั้นจึงวางแผ่นสไลด์ที่ต้องการดูบนที่วางสไลดืที่เจาะรูเพื่อให้เห็นแสงส่องผ่านมาได้ กล้องจุลทรรศน์แบบนี้สามารถพกติดตัวและใช้ประกอบการสอนได้อย่างดี อีกทั้งราคาก็ถูกมาก และที่สำคัญก็คือเราสามารถพึ่งพาตนเอง โดยลดการพึ่งพาชาติได้อีกส่วนหนึ่ง


ลูกแก้วทรงกลมพลาสมา

 

........ลูกแก้วทรงกลมกลวง ภายในบรรจุก๊าซบางชนิดที่มีความดันต่ำ ด้านล่างมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าแรงสูงหลายหมื่นโวลต์ จะมีการเคลื่อนย้ายถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างขั้วไฟฟ้าแรงสูงกับอากาศภายนอก โดยที่ประจุไฟฟ้าจะวิ่งชนก๊าซที่อยู่ภายในลูกแก้ว เกิดการแตกตัวเป็นพลาสมาและเปล่งแสงสีต่างๆออกมา ตามธรรมชาติเฉพาะตัวของก๊าซนั้นๆ โดยจะมีทิศทางไม่แน่นอนเป็นแบบสุ่ม
ถ้าเรานำเอาหลอดบรรจุก๊าชอีกหลอดหนึ่งมาล่อใกล้ๆ ก็จะเกิดการถ่ายเทประจุผ่านหลอดบรรจุก๊าซหลอดที่นำมาล่อนี้ ก๊าซภายในก็จะแตกตัวให้แสงสีต่างๆออกมาได้เช่นกัน


ลูกข่างกระดก
......

........ลูกข่างกระดก หรือ Tippy Top เป็นของเล่นวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 ที่คิดค้นโดยชาวเยอรมัน ชื่อ Helene Sperl และได้จดทะเบียนสิทธิบัตรไว้ที่เมืองมิวนิค เมื่อปี ค.ศ.1891 ลูกข่างชนิดนี้ เป็นลูกข่างรูปครึ่งทรงกลมมีก้าน รูปร่างเหมือนดอกเห็ด เมื่อปั่นให้ลูกข่างหมุนบนด้านกลม ลูกข่างจะพลิกกลับและหมุนบนก้านโดยเอาด้านกลมซึ่งหนักกว่าขึ้นด้านบน ที่เป็นดังนี้เพราะ เมื่อลูกข่างถูกหมุนอยู่บนพื้นที่ขรุขระ แรงเสียดทานตรงจุดสัมผัสจะทำให้เกิดทอร์ก และเกิดการพลิกกลับของลูกข่าง

นักวิทยาศาสตร์รางวัลโนเบล 2 ท่าน คือ โวลฟ์กัง เพาลี และ นีลส์ โบห์ร กำลังเฝ้าดูการกระดกกลับของลูกข่าง ซึ่งเปรียบได้กับการหมุนกลับตัวของอิเล็กตรอน (Spin flip)

 


  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต  

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์