index  51

ดีวีดีกระดาษ  โซนี่ร่วมกับท็อปป้น พริ้นติ้ง โค เปิดตัวนวัตกรรม  "เปเปอร์ดิสก์"  แผ่นดีวีดีทำด้วยกระดาษ  ที่ความจุ  25  กิกะไบต์  บันทึกข้อมูลภาพยนตร์ความละเอียดสูงได้นานกว่า ชั่วโมง  และสามารถใช้กรรไกรตัดทำลายได้อย่างง่ายดาย เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล  ภาพเอเอฟพี

หยดน้ำไม่เปียกผ้าไหมที่อาบด้วยพลาสมาของก๊าซ SF6 (มุมสัมผัสมากกว่า 90 องศา) 
 


ทรานซิสเตอร์เปล่งแสง

     หัวข้อเรื่องข้างบนไม่ได้เขียนผิดหรืออ่านผิดแต่อย่างใดครับ และเรื่องนี้ก็ไม่ได้หมายถึงไดโอดเปล่งแสงหรือแอลอีดีอย่างที่เรารู้จักคุ้นเคยกันในวิชาอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิชาฟิสิกส์พื้นฐาน คำว่า “ทรานซิสเตอร์เปล่งแสง” เขาเรียกอย่างย่อว่า “แอลอีที” (Light Emitting Transistor; LET) เป็นอุปกรณ์ที่เพิ่งมีการรายงานผลการประดิษฐ์ขึ้นครั้งแรก ในวารสาร Applied Physics Letters ฉบับวันที่ 5 เดือนมกราคม พ.ศ. 2547 โดยคณะนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอิลลินอย ประเทศสหรัฐอเมริกา

     แอลอีทีเป็นอุปกรณ์ลูกผสมระหว่างไดโอดเปล่งแสงกับทรานซิสเตอร์ กล่าวคือมีทำงานเหมือนกับทรานซิสเตอร์ทุกประการเว้นแต่ขณะทำงานจะมีการเปล่งแสงในย่านอินฟราเรดออกมาด้วย (ดูภาพประกอบ)

ลักษณะการทำงานของอุปกรณ์แอลอีทีดังกล่าวนี้ จะทำให้การแบบวงจรรวมหรือไอซี ที่มีการผสมผสานการทำงานร่วมกันระหว่างสัญญาณไฟฟ้าและสัญญาณคลื่นแสงในย่านความถี่ใต้แดงหรืออินฟราเรดทำได้ง่ายขึ้น ขนาดรูปร่างของอุปกรณ์จะกะทัดรัดกว่าเดิม รวมทั้งการทำงานของไอซีก็จะเร็วขึ้นด้วยครับ.

[ ภาพและข่าวจาก: Physics News Update ]


อะไรเอ่ยในอะตอม

                                                      โดย สุริยากานต์ วงศ์ตระกูล

            อะตอม (atom) เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของสสาร ยกตัวอย่างง่ายๆแบบที่ใครๆก็รู้จักนายดำนายแดง ต่างก็รู้จักเช่น ทอง (gold ซึ่งมาจากภาษา อังกฤษโบราณว่า geolo ที่แปลว่าสีเหลืองหรือ yellow ในปัจจุบันที่ออกเสียงคล้ายกันนั่นเอง) ทองไม่ว่าจะเป็นทองแท่งทองรูปพรรณที่เห็นๆกันเหลืองอร่าม งามงดกันอย่างนั้นจริงๆแล้ว เจ้าก้อนสีเหลืองนี้ประกอบ ด้วยหน่วยเล็กเล็กที่เรียกกันว่าอะตอมของทอง (อักษรย่อทางเคมีของทองคือ Au มาจากภาษาละตินว่า Aurum)

 

รูปแสดงโครงสร้างของอะตอมทอง บริเวณสีเหลืองคือนิวเคลียสและวงกลมสีดำที่มีประจุเป็นเครื่องหมายลบที่อยู่ด้านนอกคืออิเล็คตรอน

 

            ภายในอะตอมประกอบด้วยสามสิ่งหลักคือ หนึ่งคืออิเล็คตรอน (electron) ซึ่งเป็นอนุภาคมีมวล 9.11 x10-31 กิโลกรัมและมีประจุเป็นลบ (-1) เจ้าอิเล็คตรอนนี้จะโคจรอยู่รอบๆใจกลางของอะตอมหรือที่เรียกกันว่า นิวเคลียส (nucleus - พหูพจน์คือ nuclei)  สองโปรตอน(proton)เป็นอนุภาคที่มีประจุเป็นบวก(+1)และมี มวล 1.67x10-27 กิโลกรัมและสามนิวตรอน(neutron)ซึ่งเป็นอนุภาคไม่มีประจุแต่มีมวลใกล้เคียงกับโปรตอน สำหรับโปรตอนและนิวตรอนจะถูกเรียกรวมกันว่านิวคลีออน (nucleon)

เรามาเปรียบเทียบขนาดของอะตอมกับอนุภาคเหล่านี้กันเถอะ

อะตอม      มีขนาด   1x10-10 เมตร

นิวเคลียส   มีขนาด   1x10-15 เมตร

นิวตรอน หรือ โปรตอน มีขนาด 1x10-15 ถึง 1x10-14 เมตร

อิเล็คตรอนเป็นอนุภาคที่ไม่ทราบขนาดแน่นอนแต่ประมาณได้ว่า 1x10-18 เมตร

            โอ้โหเล็กขนาดนี้แล้วนายดำนายแดงอย่างเราจะไปเห็นอะตอมได้อย่างไร นักฟิสิกส์ก็มีอาวุธ ตัวหนึ่งเรียกว่า STM (scanning tunneling microscope) ที่เอาไว้ศึกษาตำแหน่งของอะตอมบนพื้นผิวโดย ใช้หลักการคือเจ้า STM จะมีหัววัด (probe) ที่มีปลายแหลมเล็กมากซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปบนพื้นผิวของสสาร เจ้าหัววัดนี้เองจะปล่อยกระแสที่เรียกว่า tunneling currents ทำหน้าที่เป็นตัวตรวจหาตำแหน่งของอะตอม ต่างๆนั่นเอง

รูปถ่ายจาก STM ขนาด 7nm x 7nm แสดงอะตอมของ Cesium (บริเวณสีแดง) ที่อยู่บนผิวของ Gallium-Arsenide (บริเวณสีน้ำเงิน)

เจ้าอนุภาคสามตัว (โปรตอน นิวตรอน และอิเล็คตรอน) ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นยังไม่ใช่หน่วยที่เล็ก ที่สุดของสสาร นักฟิสิกส์ได้ค้นพบว่าหน่วยที่เล็กไปกว่านั้นเรียกว่า ควาร์ก (quark) และ เล็ปตอน (lepton) ย้อนไปในปี 1963 นาย Murray Gell-Mann (Nobel Prize 1969) เป็นคนแรกที่ใช้คำว่าควาร์กนี้ เขาเล่าว่า ตอนแรกเขาคิดอยู่ในใจว่าเจ้าอนุภาคที่เล็กที่สุดเนี่ยมันเหมาะกับเสียงเรียกว่า kwork แต่เขาเผอิญไปอ่าน หนังสือเล่มหนึ่งของ Jame Joyce ที่ชื่อว่า Finnegans Wake ที่มีอยู่บทหนึ่งกล่าวขึ้นต้นว่า “ Three quarks for Muster Mark! Sure he hasn’t got much of a bark. “  สังเกตว่าคำว่า quark จะออกเสียงคล้าย kwork แล้วบังเอิญที่ว่าในธรรมชาติควาร์กจะอยู่ด้วยกันสามตัว (ในตอนนั้นพบควาร์กประเภทที่อยู่ด้วยกัน สามตัวเท่านั้น) มันก็ไปพ้องกับกลอนบทนี้ สุดท้ายเลยตัดสินใจสะกดแบบ quark แทน

 

 

ควาร์กมีหกชนิดแต่ที่ประกอบเป็นนิวตรอนและโปรตอนคือ upquark (u) และ downquark (d) โดยที่ u จะมีประจุเป็น +2/3 ส่วน d มีประจุเป็น -1/3 โปรตอนจะประกอบด้วย u สองตัวและ d หนึ่งตัว (ลองเอาสองส่วนสามคูณสองลบหนึ่งส่วนสามดูจะเท่ากับบวกหนึ่งซึ่งเป็นค่าประจุของโปรตอนนั่นเอง) สำหรับนิวตรอนจะมี u หนึ่งตัวแต่มี d สองตัว บวกลบคูณหารกันแล้วก็ได้ค่าประจุของนิวตรอนเป็นศูนย์ สำหรับประวัติของเจ้า u และ d นั้นถูกค้นพบโดยการทดลองของ Friedman, Kendall และ Taylor ในปี 1968 ซึ่งต่อมาทั้งสามก็ได้รับโนเบลฟิสิกส์ในปี 1990

ควาร์กเป็นอนุภาคที่ต้องอยู่ด้วยกันสองหรือสามตัวเสมอเรียกว่าฮาดรอน (hadrons) เราจะไม่พบ ควาร์กอยู่เดี่ยวๆ เจ้าควาร์กเหล่านี้อยู่รวมกันได้โดยมีอนุภาคอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่ากลูออน (gluon) ซึ่งเป็น กาวสมชื่อทำหน้าที่เป็น force carrier เชื่อมอยู่ระหว่างควาร์กแต่ละตัว

สำหรับอิเล็คตรอนไม่ได้ประกอบจากควาร์กเช่นเดียวกับโปรตอนและนิวตรอนแต่อิเล็คตรอนเป็น อนุภาคที่ถูกจัดให้เป็นประเภทเล็ปตอน (lepton) ซึ่งปัจจุบันพบอยู่หกชนิด เล็ปตอนเป็นอนุภาคที่ไม่จำเป็น ต้องอยู่รวมกันแบบควาร์ก

           ศาสตร์แห่งอนุภาคที่เรียกกันว่า Particle Physic นั้นเป็นสาขาที่น่าสนใจได้มีการศึกษากันมานับจาก สมัยที่นายทอมสันค้นพบอิเล็คตรอนเป็นคนแรกในปี 1897 จากนั้นก็ศึกษาวิจัยกันมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึง ปัจจุบันได้มีการค้นพบควาร์กถึงหกชนิด เล็ปตอนอีกหกชนิด และ force carrier อีกสี่ชนิด ทำให้สาขาอนุภาค ฟิสิกส์นี้กวาดรางวัลโนเบลมามากต่อมาก ถึงแม้ว่าการทำการวิจัยในสาขานี้ต้นทุนการทดลองจะมโหฬาร แต่เนื่องจากลึกๆแล้วมันเป็นการสนองความอยากรู้อยากเห็นของมนุษยชาติหรือแม้แต่นายดำนายแดงที่ว่า จักรวาลเกิดจากอะไรนั่นเอง

 

References

1)      www.sciencemaster.com

2)      www.hyperphysics.phy-astr.gsu.edu/hbase/particles

3)      www.members.ozemail.com.au/~Joyce/quark.htm

4)      www.nobel.se/physics

5)      www.jlab.org

6)      www.thebigview.com/spacetime

7)      www.housestuffworks.com/atom9.htm


Dept. of Physics Fac. of Science Chiang Mai University Chiang Mai 50200
 Tel. +66 (0)53 943367 or 943369, 74, 77 Fax. +66 (0)53 892271


การโต้เถียงเรื่องกำแพงเมืองจีน (9 เมษายน 2547)
 

        มนุษย์คนสุดท้ายที่เดินบนดวงจันทร์กล่าวแก่หนังสือพิมพ์สิงคโปร์ว่า สามารถเห็นกำแพงเมืองจีนได้จากอวกาศ แย้งกับที่มนุษย์อวกาศคนแรกของจีนบอกว่า เขาไม่เห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่โตนั้นเลย
       Gene Cernan นักบินอวกาศของยานอพอลโล 17 ซึ่งเดินบนดวงจันทร์เมื่อเดือนธันวาคม 1972 กล่าวกับหนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ว่าเขาเห็นอนุสรณ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของจีนได้จากอวกาศ เขาบอกว่ามันเกี่ยวกับการมีสายตาดีเยี่ยมและรู้ตำแหน่งที่จะมอง Cernan กล่าวว่า ที่ระดับความสูงในวงโคจรรอบโลก 160 ถึง 320 กิโลเมตร กำแพงเมืองจีนจะสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
           หลายสิบปีแล้วที่ชาวจีนบอกว่าสามารถเห็นกำแพงได้จากอวกาศ หนังสือในโรงเรียนประถมก็อ้างว่า โครงสร้างนี้สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากนักบินอวกาศรัสเซียที่อยู่ในวงโคจร แต่ตำนานนี้ก็ถูกท้าทาย เมื่อนักบินอวกาศจีนคนแรก หยาง ลิ เหว่ย กลับจากห้วงอวกาศเมื่อปลายปีที่แล้ว และบอกว่าตอนที่เขาโคจรรอบโลกไม่เห็นกำแพงเมืองจีนเลย
          หนังสือพิมพ์ปักกิ่งไทม์รายงานว่า กระทรวงศึกษาธิการของจีนได้สั่งให้สำนักพิมพ์ระงับการตีพิมพ์ “ความผิดพลาด” ว่ากำแพงเมืองจีนสามารถเห็นได้จากอวกาศ หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ได้สัมภาษณ์ Cernan เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์เมื่อเขาเดินทางเยี่ยมเยือนสิงคโปร์ตามโครงการโชว์การบินอวกาศในละแวกเอเชีย สเตรทไทม์ได้ตีพิมพ์คำสัมภาษณ์หลังจากรับทราบเกี่ยวกับคำสั่งจากปักกิ่งในการระงับการพิมพ์หนังสือ
         ความคิดเห็นของ Cernan ยังท้าทายนาซ่า ในเวบไซท์ของนาซ่าบอกว่า แม้ว่าสิ่งก่อสร้างหลายอย่างโดยมนุษย์จะสามารถเห็นได้จากอวกาศโดยไม่ต้องใช้การขยายภาพ แต่กำแพงเมืองจีนไม่ได้อยู่ในรายชื่อด้วย เวบไซท์นาซ่ายังบอกว่า กำแพงซึ่งยาวเหยียดหลายพันกิโลเมตร พาดผ่านทางเหนือของจีน แต่มีความกว้างเพียงไม่กี่เมตรเท่านั้น มันยังก่อสร้างจากวัสดุท้องถิ่นที่มีสีกลมกลืนกับภูมิประเทศ
       ความเห็นของ Cernan ในสิงคโปร์ซึ่งประกอบด้วยประชากรจีน 75% ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการฑูตในสถานการณ์ฉับพลัน เขาบอกแก่หนังสือพิมพ์ว่าประเทศสิงคโปร์สามารถเห็นได้ในอวกาศ เกาะที่มีรูปร่างคล้ายเพชร ซึ่งอยู่ปลายติ่งของมาเลเซียยังเล็กเกินกว่าที่จะพลอทลงในแผนที่โลกด้วยซ้ำ

แหล่งข่าว
space.com 
- last American on moon contradicts first chinese in space : Great Wall mystery continues

rook (sararook@hotmail.com) : รายงาน

นำมาจาก http://www.darasart.com


 :: วันนี้ คุณรู้หรือยังว่า ขั้วแม่เหล็กของโลกมันคนละทิศกับขั้วโลก
เนื่องจากผมได้ไปดูภาพยนต์เรื่อง The Core มา งานนี้ ก็เลยเกิดปิ๊งขึ้นมาในสมอง ว่าตั้งแต่เด็กๆ เราสับสนว่า ทำไมคุณครูสอนว่า ในโลกนี้ มีแม่เหล็ก แล้วแม่เหล็ก ก็จะอยู่ึคนละทิศกับทิศของโลกของเรา กล่าวคือ ขั้วแม่เหล็กเหนือ หรือ ที่เรียกว่า N จะอยู่ที่ขั้วโลกใต้ สำหรับ ขั้วแม่เหล็กใต้ S จะอยู่ทางขั้วโลกเหนือ ทำไมนะเหรอ
 
สังเกตง่ายจากเข็มทิศ
จากการอ่านเข็มทิศ จะได้ว่า เข็มทิศจะชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ เอ๊ะ ทำไมหล่ะ ทำไมมันไม่อยากชี้ไปทางทิศใต้หรือทิศตะวันออกบ้าง เราจะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างง่าย ๆและพิสูจน์ให้เห็นว่า แม่เหล็กของโลกจัดวางตัวกันยังไง
 
== คำอธิบาย ==
 
แม่เหล็กที่โลกสร้างขี้น ได้ทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก (Magnetic Field) ขึ้น
จากการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ ได้พบว่า แม่เหล็กที่หมุนหัวไปทางทิศเหนือนั้นก็เป็นเพราะ เกิดจากสนามแม่เหล็กของโลกที่เกิดจากการผิดคล้ายกับแม่เหล็กตามแนวแกนโลก นักวิทยาศาสตร์ได้อธิบายเส้นสนามแม่เหล็กออกมาดังนี้

นี้คือสนามแม่เหล็กของโลกของเรา โดยการทำให้เข็มทิศได้ชี้ไปทางทิศเหนือนั้น เกิดขึ้นจาก การชี้ของเส้นสนามแม่เหล็กต่างๆ ไปทางทิศเหนือ ดังเช่นรูปนี้

รูปนี้ชี้ให้เห็นว่า รอบๆโลกของเรา(กล่าวถึงแต่สนามแม่เหล็กโลก) มีสนามแม่เหล็กเต็มไปหมด ทุกพื้นผิวของโลกจะได้รับแรงจากสนามแม่หลักของโลกนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเอาเข็มทิศไปวางไว้่ที่ไหนก็ตาม คุณก็สามารถทำนายทิศของเข็มทิศได้ แต่เนื่องจากเรากำหนดทิศของแม่เหล็กแท่งๆที่เราได้เคยเล่นในตอนประถม หรือมัธยมไว้ว่า สีแดงคือ N และสีน้ำเงินคือ S เพราะฉะนั้น เราจะเห็นรูปแบบการวางตัวของเส้นแม่เหล็ก เมื่อนำผงเหล็กไปวางใกล้ๆ ดังนี้

ฉะนั้น เมื่อเราอามาเทียบกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลกของเรา เราก็ไำด้ว่า ทิศแม่เหล็กใต้นั้น อยู่ทางขั้วโลกเหนือของโลก และ ทิศแม่เหล็กเหนือนั้น อยู่ทางขั้วโลกใต้ของเรา น้องก็อย่าสับสนนะครับ เวลาใครถาม จะได้ตอบได้

เว๊ปอ้างอิืง http://csep10.phys.utk.edu/astr161/lect/earth/magnetic.html

ขอขอบคุณ Demo จาก Vpython
 

 
 
Written by:: Sampan Nettayanun


 


 


หลุมดำ


นักวิทยาศาสตร์ได้พบว่า หากเรามีดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่มีมวลประมาณ 10 เท่าของดวงอาทิตย์ ดาวฤกษ์ดวงนี้ จะปลดปล่อยพลังงานความร้อน และพลังงานแสงออกมา ตลอดระยะเวลาอันยาวนานร่วม 1,000 ล้านปี โดยอาศัยปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดในดาว ซึ่งจะเปลี่ยนธาตุไฮโดรเจนเป็นธาตุฮีเลียม

พลังงานต่างๆ ที่ดาวฤกษ์ปลดปล่อยออกมานี้ จะทำให้เกิดแรงดันสูงมากพอที่จะต้านแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง (gravity) ซึ่งจะทำให้ดาวยุบตัวลง ได้อย่างสบายๆ มีผลทำให้ดาวฤกษ์ มีรัศมียาวประมาณห้าเท่า ของดวงอาทิตย์ และสำหรับดาวฤกษ์ที่มีขนาดใหญ่ และมีมวลมหาศาลเช่นนี้ หากมนุษย์อวกาศคนใดต้องการจะขับจรวดหนีให้พ้นจากสนามแรงดึงดูดของดาว จรวดของเขาจะต้องมีความเร็วอย่างน้อยที่สุดก็ 1,000 กิโลเมตร/วินาที นั่นก็หมายความว่า หากจรวดของเขามีความเร็วน้อยกว่านี้ เขาและจรวดจะถูกแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงของดาวดึงดูดให้ตกกลับลงมาอีก แต่ถ้าจรวดของเขามีความเร็วสูงกว่า 1,000 กิโลเมตร/วินาที เขา และจรวดก็จะหลุดพ้นดาวไปชั่วนิจนิรันดร์ ส่วนโลกของเรา ความเร็วที่ จะทำให้จรวดหลุดพ้นจากสนามแรงดึงดูด ของโลกนั้นอยู่ที่ 11 กิโลเมตร/วินาทีเท่านั้นเอง ดังนั้นเวลาเราฉายแสงสู่อวกาศ ความเร็วของแสงที่สูงถึง 3 แสนกิโลเมตร/วินาที จึงทำให้แสงพุ่งหนีโลกไปได้สบายๆ เมื่อเป็นเช่นนี้คำพังเพย ที่ว่าอะไรที่ขึ้นไปแล้วต้องลงนั้น ไม่จริง เพราะถ้าเขาคนนั้นหรือสิ่งนั้นๆ มีความเร็วสูงกว่า 11 กิโลเมตร/วินาที ก็จะหลุดโลกทันที

และเมื่อดาวฤกษ์ดวงที่กล่าวมานี้ เผาผลาญเชื้อเพลิงไฮโดรเจนที่มีในตัว จนหมดสิ้น ปฏิกิริยานิวเคลียร์ในดาวฤกษ์ดวงนั้น ก็จะหยุด แรงดันที่เดิมเคยมากมหาศาล ก็จะอันตรธานไป เมื่อไม่มีแรงดันภายในใดๆ แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง ที่มีในดาวอยู่ตลอดเวลา ก็จะเริ่มแสดงพลังดาวทั้งดวง จะถูกแรงดึงดูดแบบโน้มถ่วงกระทำ ทำให้ดาวหดตัวลงๆ ความจริงนี้มีอยู่ว่า ดาวยิ่งเล็ก (แต่มวลเท่าเดิม) แรงดึงดูดแบบโน้มถ่วง ที่ผิวดาวจะยิ่งมาก เมื่อรัศมีของดาวลดลงเหลือ เพียง 30 กิโลเมตร (จาก 7 ล้านกิโลเมตร) ความหนาแน่นของดาวจะสูงถึง 1 ล้านล้านตัน/ลูกบาศก์เมตร ในสถานการณ์ เช่นนี้ความเร็วของจรวด ที่จะทำให้มันหลุดพ้น จากสนามแรงดึงดูดของดาวจะต้องสูงถึง 299,792.458 กิโลเมตร/วินาที (จากเดิม 1,000 กิโลเมตร/วินาที) ซึ่งตัวเลขความเร็วนี้แสดงว่าจรวด จะต้องมีความเร็วเท่ากับแสงและเมื่อดาวลดขนาดลงอีก ความเร็วที่จะทำให้จรวดหลุดพ้น จากดาวก็ยิ่งเพิ่มสูงยิ่งขึ้นไปอีก ก็ในเมื่อไม่มีเทหวัตถุใดๆ ในจักรวาลจะมีความเร็วสูงยิ่งไปกว่าแสง นั่นก็แสดงว่าแม้แต่แสงเองก็ไม่สามารถ จะพุ่งหนีจากผิวดาว ที่มีขนาดเล็กนี้ได้อีกต่อไป ดาวจะดึงดูดแม้แต่แสง ให้กลับตกลงสู่ผิวดาวหมด ทำให้โลกภายนอกไม่สามารถรับ หรือเห็นแสงจาดวงดาวนี้ได้เลย และเมื่อไม่มีแสงใดๆ จากวัตถุเข้าตา เราก็มองวัตถุนั้นไม่เห็น นักวิทยาศาสตร์เรียกวัตถุ ที่สามารถดึงดูดสสารและแสงได้ เช่นนี้ว่าหลุมดำ (black hole)
***************************************************************************************************************************************************
 


 


การศึกษาอนุภาคมูลฐาน


Democritus นักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมือง Abdera ในประเทศกรีซ เมื่อ 2460 ก่อนได้เคยพยายามทำอัตวินิบาตกรรมด้วยการอดอาหาร แต่แผนทำลายชีวิตของเขาต้องประสบความล้มเหลว เมื่อเขาได้กลิ่นขนมปังร้อน ๆ ทำให้รู้สึกหิวและเกิดความหวังที่จะมีชีวิต อยู่ต่อไป เขาได้ตั้งคำถามที่สำคัญมากกว่ากลิ่นขนมปัง โชยมาสู่จมูกเขาได้อย่างไร

หลังจากที่ได้นึกคิดหาคำตอบเป็นเวลานาน Democritus ก็ได้ตั้งสมมติฐาน ขึ้นมาว่าสสารทุกชนิดในจักรวาล ประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุดที่เรียกว่า อะตอม (atom) อันเป็นคำในภาษากรีกที่แปลว่าแยกไม่ได้ และอะตอมของขนมปังนี้เองที่ได้หลุดหายไปในอากาศ โชยมาสู่จมูกเขา

อันความคิดที่ว่า มนุษย์เราไม่สามารถแบ่งแยกอะตอมได้อีกแล้ว ได้เป็นความรู้ ที่ผู้คนพากันเชื่อมั่นและถือมั่นเป็นเวลานานกว่า 2,000 ปี

จนกระทั่ง E.Rutherford ได้ทดลองยิงอนุภาคอัลฟา (alpha) ผ่านแผ่นทองคำเปลวบาง ๆ แล้วได้ข้อสรุปว่า อะตอมประกอบด้วยส่วนที่เป็นแกนกลาง ซึ่งเรียกว่านิวเคลียส (nucleus) และอิเล็กตรอน (electron) ที่โคจรอยู่รอบนิวเคลียส โลกจะรู้ว่าอะตอมนั้นจริงๆ แล้วแบ่งแยกได้ !

เมื่อวิทยาศาสตร์ได้วิวัฒนาการขึ้นเราก็มีความรู้เพิ่มขึ้น ๆ ว่า นิวเคลียสของอะตอมยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กลงไปอีก คือโปรตอน(proton) ที่มีประจุบวกและนิวตรอน(neutron) ที่เป็นกลาง คือไม่มีประจุบวกหรือลบใด ๆ

หลังจากที่ได้มีการพบนิวตรอนแล้วเป็นเวลานานร่วม 40 ปีที่คนส่วนมากคิดว่าโปรตอนและนิวตรอนเป็นอนุภาค ที่เล็กที่สุดของ สสาร แต่ในปี พ.ส. 2503 นั่นเอง J.Friedman , H. Kendall และ R. Taylor ได้ใช้เครื่องเร่งอนุภาค (accelerator) ยิงอิเล็กตรอนพลังงานสูงให้พุ่งชนโปรตอน ผลการทดลองของเขาทั้งสาม ได้แสดงให้เรารู้ลึกล่วงไปอีกระดับหนึ่งว่า โปรตอนนั้นยังประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กกว่าลงไปอีก คือ ควาร์ก(quark)
ปัจจุบันนักฟิสิกส์ได้พบว่า ควาร์กในธรรมชาติมี 6 ชนิด คือ ชนิด up, down, strange, charm, top และ bottom เมื่อควาร์ก 6 ชนิด นี้มารวมกัน เช่นเมื่อชนิด top 2 ตัว กับชนิด down 1 ตัวรวมกัน เราจะได้โปรตอนและหากเรามีชนิด top 1 ตัว และชนิด down 2 ตัว เราก็จะได้อนุภาคนิวตรอน อนุภาคตัวอื่น ๆ ก็ได้จากการรวมควาร์กรูปแบบต่าง ๆ กัน

ควาร์กเป็นอนุภาคทีมีประจุ แต่การที่มันอยู่รวมกันได้ เพราะมีแรงนิวเคลียร์ชนิดรุนแรงกระทำมัน แรงชนิดนี้แตกต่างจากแรงชนิดอื่น ๆ ในประเด็นที่ว่าเมื่อควาร์กอยู่ใกล้กันแรงดึงดูด จะมากมหาศาลและนี่ก็คือ เหตุผลว่า เหตุใดตราบเท่าทุกวันนี้นักฟิสิกส์ จึงไม่สามารถแยกควาร์กออกมาให้เราเห็นเป็นอนุภาคอิสระได้

ดังนั้นตลอดระยะเวลา 37 ปีที่ผ่านมานักฟิสิกส์ จึงมีความเชื่ออย่างระมัดระวังว่า ควาร์กเป็นอนุภาคมูลฐาน (elementary particle) ที่เล็กที่สุดที่เราไม่มีวันแบ่งแยกมันได้อีกต่อไปแล้ว

ในแง่ของทฤษฎี นักฟิสิกส์ใช้ทฤษฎีที่ชื่อ Standard Model ในการอธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทางไฟฟ้าและทางนิวเคลียร์ทุกรูปแบบ แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังมีสภาพที่ไม่สมบูรณ์ เพราะทฤษฎียังไม่สามารถตอบคำถามง่าย ๆ ที่ว่า เหตุใดโปรตอนจึงหนักกว่าอิเล็กตรอน และเหตุใดอนุภาคทั้งสอง ซึ่งมีขนาดแตกต่างกัน จึงมีประจุไฟฟ้าเท่ากัน

ในความพยายามที่จะตอบคำถาม "พื้น ๆ" เช่นนี้ Standard Model ได้ตั้งสมมติฐานว่า มีอนุภาคอีกตัวหนึ่งชื่อ Higgs อนุภาคนี้ปัจจุบันยังไม่มีใครเคยเห็น แต่เมื่อครั้งจักรวาลอุบัติเมื่อ 15,000 ล้านปีก่อนโน้น อนุภาคนี้มีมากมาย Higgs เป็นอนุภาคที่ให้กำเนิด และเป็นตัวกำหนดมวลของอนุภาคต่าง ๆ ทุกชนิดในจักรวาล

แต่เมื่อยังไม่มีใครเคยเห็น Higgs ดังนั้นความศรัทธาและเชื่อมั่นในทฤษฎี Standard Model จึงยังไม่ถึง 100% เต็ม ในการค้นหาอนุภาค Higgs นักฟิสิกส์ใช้เครื่องเร่งอนุภาค ที่มีชื่อเป็นทางการว่า Large Electron Position Collider(LEP) อุปกรณ์นี้มีลักษณะเป็นท่อกลมรูปร่างคล้ายโดนัท มีเส้นรอบวงยาว 25 กิโลเมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางของท่อยาว 4 เมตร มีน้ำหนัก 80,000 ตัน มีสายไฟยาว 6,000 กิโลเมตร และ(เหนือสิ่งอื่นใด) มีราคา 2.5 หมื่นล้านบาท เครื่องเร่งอนุภาค LEP จึงเป็นอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ขนาดมโหฬาร ที่สุดของโลกเพราะขณะที่อนุภาคกำลังถูกเร่งรังสีต่าง ๆ จะถูก แผ่ออกมามากมาย ดังนั้นตัวอุปกรณ์ทั้งชุด ถูกฝังอยู่ใต้ดินที่ระดับลึก 100 เมตร ณ บริเวณชานเมือง Geneva ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์

นักฟิสิกส์ 4,000 คน จากทั่วโลกใช้ LEP เร่งอนุภาคอิเล็กตรอนและโพสิตรอน (ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีมวลเท่าอิเล็กตรอน แต่มีประจุชนิดตรงกันข้าม) กระทั่งมีความเร็ว 99.999996% ของความเร็วแสง จากนั้นก็บังคับให้อนุภาคทั้งสองชนิดนี้พุ่งชนกัน

เวลาอิเล็กตรอนและโพสิตรอนพลังงานสูงปะทะกัน พลังงานบางส่วนจะถูกเปลี่ยนไปเป็นอนุภาคตัวใหม่ตามสมการ E = mc2 ของไอน์สไตน์ ดังนั้นในการชนกัน ระหว่างอนุภาคทั้งสองจะมีอนุภาคเกิดใหม่มากมาย เปรียบเสมือนการชนรถโตโยต้า 2 คัน แล้วมีรถฮอนด้า นิสสัน จักรยานยนต์ หรือแม้แต่รถไฟ พุ่งกระเจิดกระเจิงออกมา

นักฟิสิกส์คาดหวังว่า LEP ที่มีขนาดใหญ่ราวภูเขา เครื่องนี้จะสามารถสร้างอนุภาค Higgs ได้และถึงแม้อายุขัยของ Higgs จะน้อยนิดเพียง 0.000,000,000,000,012 วินาที ก็ตาม แต่นักฟิสิกส์ยุคปัจจุบันก็สามารถเห็นมันได้ ความยุ่งยากในการหา Higgs จึงเปรียบเสมือนกับการค้นหา เพื่อนที่เรารู้จักหนึ่งคนและเพื่อนคนนั้นอายุสั้นมาก ในท่ามกลางคน 1,000 ล้านคน

ในการทดลองยิงอิเล็กตรอนด้วยโพสิตรอน ในช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา ได้มีเหตุการณ์ประหลาด ๆ ที่นักฟิสิกส์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น 18 ครั้ง ซึ่ง Standard Model อธิบายไม่ได้เลย เหตุการณ์ประหลาดที่ว่านี้อุปกรณ์ตรวจจับอนุภาคเครื่องหนึ่งเห็น แต่อีกสามเครื่องที่ติดตั้งอยู่ใกล้กันไม่เห็น

คำตอบที่เป็นไปได้คืออุปกรณ์หนึ่ง หรือสามเครื่องทำงานบกพร่อง หรือ Standard Model บกพร่อง

ตั้งแต่เริ่มการทดลองในปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา นักฟิสิกส์ได้เคยเห็นเหตุการณ์ประหลาดนี้ 2 – 3 ครั้งแล้ว แต่คนหลายคนคิดว่าสิ่งที่เห็นเป็นเรื่องฟลุ้ก เป็นความแปรปรวนทางสถิติของเหตุการณ์ เป็นผลสืบเนื่องจากการทำงานบกพร่องของเครื่องมือ เป็นความสะเพร่าของนักทดลอง ฯลฯ ทุกคนจึงคาดหวังว่า หากได้มีการทดลองที่พลังงานสูงขึ้นไปอีก เหตุการณ์ที่คิดว่า "มี" นั้นจะ "ไม่มี"

แต่เมื่อเพิ่มพลังงานของอิเล็กตรอนเหตุการณ์ประหลาดก็มีให้เห็นเพิ่มขึ้น และเมื่อข้อมูล การทดลองขาดทฤษฎีสนับสนุน นักทดลองจึงคิดว่า ทฤษฎี Standard Model จะต้องมีการรื้อร่างใหม่ ส่วนนักทฤษฎีก็ยังไม่ยอมรับผลการทดลองเพราะอุปกรณ์ตรวจจับอีก 3 เครื่องของ LEP รายงานว่าไม่เห็นอะไรเลย

แล้วเราจะหาทางออกกันได้ยังไงครับ

หนทางเดียวที่จะยุติความขัดแย้งนี้ คือ นักฟิสิกส์ต้องทดลองหาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป ดังนั้นในเดือนพฤษภาคมนี้ LEP จะเดินเครื่องอีก เหตุการณ์ 18 เหตุการณ์นั้นอาจจะเป็นก้อนน้ำแข็งเล็ก ๆ ที่จะละลายหายไปในทะเล หรือเป็นปลายยอดของน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่ได้เคยจมเรือ Titanic มาแล้วใครจะรู้
***************************************************************************************************************************************************




 


 


ปริศนาดวงอาทิตย์


ถึงแม้มนุษย์จะรู้จักดวงอาทิตย์มานานร่วมแสนปี แต่เราก็ยังไม่เข้าใจดวงอาทิตย์ดีเลย ดวงอาทิตย์ที่เคยทรงความลึกลับสำหรับคนอดีต ก็ยังคงดำรงตัวลึกลับสำหรับคนปัจจุบันอยู่ต่อไป

ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ มนุษย์ได้เฝ้าดูดวงอาทิตย์ขึ้น และตกด้วยความพิศวงและสงสัยในธรรมชาติของมัน ชาวอียิปต์เมื่อ 4,000 ปีก่อนได้เคยเชื่อว่า ในยามดวงอาทิตย์ตกลับฟ้า เทพธิดา Nut จะทรงอ้าพระโอษฐ์ กลืนดวงอาทิตย์ลงพระนาภี

แล้วทรงคลอดดวงอาทิตย์ดวงใหม่ เมื่อถึงเช้าของวันต่อมา Aristotle นักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของกรีกโบราณ ก็ได้เคยพร่ำสอนว่าดวงอาทิตย์ คือลูกไฟดวงใหญ่ที่สว่างไสวบนฟ้า และเจิดอย่างไม่มีวันดับ Anaxagoras ปราชญ์กรีกอีกท่านหนึ่ง ได้เคยประมาณขนาดของดวงอาทิตย์ว่า มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาวเพียง 160 กิโลเมตรเท่านั้นเอง

การตระหนักในความสำคัญของดวงอาทิตย์ ต่อสรรพชีวิตบนโลกได้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2086 เมื่อ Nicolaus Copernicus ได้พบว่าโลกมิได้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล และโลกต่างหากที่โคจรไปรอบดวงอาทิตย์ การค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับดวงอาทิตย์ จึงได้เกิดขึ้นอย่างจริงจังตั้งแต่นั้นมา

ปัจจุบันเรารู้ว่าดวงอาทิตย์อยู่ห่างจากโลก เป็นระยะทางโดยเฉลี่ย 149 598 023 กิโลเมตร และโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์หนึ่งรอบ โดยใช้เวลานาน 365.253366 วัน ด้วยความเร็ว 107.220 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์ยังรู้อีกว่าขณะนี้ดวงอาทิตย์หนัก 1.9889 x 1027ตัน ซึ่งนับว่าหนักกว่าโลก ราว 332 946 เท่า มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 392 140 กิโลเมตร และมีอุณหภูมิที่จุดศูนย์กลาง สูงถึง 15 430 000 องศาเซลเซียส (วัตถุที่มีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด หากมีอุณหภูมิสูงมากเช่นนี้ สามารถแผ่ความร้อนเผาคนที่ยืนอยู่ห่างออกไป 300 กิโลเมตรให้เกรียมตายได้สบาย ๆ ) ในการเปล่งแสง และปลดปล่อยพลังงานความร้อนมหาศาลเช่นนี้ ดวงอาทิตย์ได้เผาผลาญธาตุไฮโดรเจน ที่มีอยู่ในตัวมันวินาที ละ 4 ล้านตัน การสูญเสียมวลที่มาก และอย่างตลอดเวลา เช่นนี้ได้ทำให้เรารู้ว่าในอีก 5,000 ล้านปีข้างหน้าดวงอาทิตย์ของเราก็จะดับ

นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณเหตุการณ์ที่ดวงอาทิตย์จะดับว่า เมื่อไฮโดรเจนที่มีบนดวงอาทิตย์ถูกหลอมรวม เป็นฮีเลียมโดยปฏิกิริยา fusion ไปเรื่อย ๆ (ปฏิกิริยา fusion คือปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่ธาตุเบารวมตัวกันเป็นธาตุหนักแล้วปลดปล่อยพลังงานออกมา) ดังนั้นบริเวณแกนของดวงอาทิตย์ จะมีฮีเลียมสะสมมากขึ้น ๆ และบริเวณนอกแกนก็จะมีไฮโดรเจนน้อยลง ๆ ในขณะเดียวกันดวงอาทิตย์ ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น ๆ จากนั้นอุณหภูมิที่ผิวของดวงอาทิตย์ ซึ่งปัจจุบันสูงถึง 6,000 องศาเซลเซียสก็จะลดลง ๆ พอผิวดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิลดถึง 2,500 องศาเซลเซียส ดวงอาทิตย์ก็จะกลายสภาพ เป็นดาวยักษ์แดง (red giant) ที่มีขนาดใหญ่กว่าปัจจุบันถึง 50 เท่า (คนที่มีชีวิตอยู่ขณะนั้น จะเห็นดวงอาทิตย์ใหญ่เท่าสนามบาสเก็ตบอล) และสว่างมากกว่าปัจจุบันถึง 300 เท่า เพราะขณะนั้นอุณหภูมิที่จุดศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ จะสูงถึง 100 ล้านองศาเซลเซียสแล้ว แต่ในเวลาเดียวกันมวลของดวงอาทิตย์ ได้ลดหายไปแล้วถึง 30% เมื่อมวลหายไปเช่นนี้ แรงดึงดูดที่ดวงอาทิตย์กระทำต่อโลก ก็ลดตามไปด้วย จึงมีผลทำให้โลก โคจรถอยห่างออกไปอยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ประมาณ 40% ดังนั้นถึงแม้ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่มาก จนกลืนดาวพุธและดาวศุกร์ที่มีวงโคจรใกล้มันเข้าไปในตัวแล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่สามารถจะกลืนโลกเราได้ และเมื่อถึงเวลานั้นสิ่งมีชีวิตบนโลกทุกชนิด จะไม่มี เพราะโลกจะร้อนเหมือนนรก มหาสมุทรจะแห้งขอด เมฆบนฟ้าจะถูกแสงอาทิตย์แผดเผา จนหายไปในอวกาศ และเมื่อดวงอาทิตย์เผาเชื้อเพลิงไฮโดรเจนในตัวหมด ดวงอาทิตย์ก็จะเริ่มสลัวลง ๆ จนดับไปในที่สุด

เท่าที่กล่าวมานี้ เป็นการคำนวณจากทฤษฎีที่เรามีเกี่ยวกับดวงอาทิตย์ ในปัจจุบัน แต่ถึงแม้ มนุษย์จะรู้จักดวงอาทิตย์ มานานร่วมแสนปี แต่เราก็ยังไม่เข้าใจดวงอาทิตย์เลย

ดวงอาทิตย์ที่เคยทรงความลึกลับสำหรับคนอดีต ก็ยังคงดำรงตัวลึกลับสำหรับคนปัจจุบันอยู่ต่อไป ทั้งนี้เพราะเรายังไม่รู้กลไก ที่ทำให้ดวงอาทิตย์มีสนามแม่เหล็กในตัวของมัน ซึ่งสนามแม่เหล็กความเข้มสูงนี้มีบทบาทมาก ในการทำให้เกิดการระเบิดที่ผิวดาว เรายังไม่เข้าใจว่า เหตุใดจุดดับของดวงอาทิตย์(sunspot) จึงมีสนามแม่เหล็กที่มีความเข้มสูงกว่า สนามแม่เหล็กโลกราว 1,000 เท่า และเหตุใดจุดดับเหล่านี้ จึงมีการเกิดและการดับไปทุก ๆ 11 ปี เรายังไม่รู้โครงสร้างภายในของดวงอาทิตย์อย่างละเอียด และลมสุริยะ(solarwind) ที่ประกอบด้วย อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าพลังงานสูงนั้น เกิดได้อย่างไร ฯลฯ

ในการที่จะตอบปัญหาเหล่านี้ องค์การ NASA ของสหรัฐฯ และองค์การอวกาศของยุโรป (European Space Agency) ได้ร่วมมือกันปล่อยดาวเทียมที่หนัก 2 ตันดวงหนึ่งชื่อ Solar and Heliopheric Observatory หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า SOHO ขึ้นฟ้า เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2538 ดาวเทียมดวงนี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 1.5 ล้านกิโลเมตร และโคจรไปรอบดวงอาทิตย์พร้อมกับโลก จุดเด่นพิเศษของ SOHO คือสามารถตรวจสอบดวงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง บนดาวเทียม SOHO มีอุปกรณ์วิทยาศาสตร์สำหรับ 12 การทดลอง และอุปกรณ์เหล่านี้สามารถทำงานได้นาน 10 ปี

คำถามหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการคำตอบคือ การแปรปรวนของความสว่างที่ดวงอาทิตย์เปล่งออกมามีบทบาทเพียงใดหรือไม่ในการทำให้ดินฟ้าอากาศของโลกเปลี่ยนแปลงเพราะเมื่อประมาณ 15 ปีก่อนนี้ ดาวเทียมที่ถูกส่งขึ้นไปบันทึกความสว่างของดวงอาทิตย์ได้รายงานข้อมูลลงมาว่า ดวงอาทิตย์ได้รายงานข้อมูลลงมาว่า ดวงอาทิตย์เปล่งแสงให้ความสว่างอย่างไม่สม่ำเสมอ คือแปรปรวนประมาณ 0.1 % ทุก ๆ 11 ปี นักอุตุนิยมวิทยาจึงมีความสงสัยว่าความสว่างที่ไม่สม่ำเสมอนี้ผลกระทบเพียงใดกับปรากฏการณ์เรือนกระจกที่ทุกคนกังวล เพราะเหตุว่ากระบวนการวัดความสว่างครั้งนั้นให้ข้อมูลในช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงไม่มั่นใจพอที่จะสรุปว่าความสว่างของดวงอาทิตย์ที่กำลังแปรปรวนขณะนี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกจริง

ในวารสาร Science ฉบับวันที่ 26 กันยายน ที่ผ่านมานี้ R.Willson แห่งมหาวิทยาลัย Columbia ในสหรัฐอเมริกา ได้รายงายว่าข้อมูลที่ได้จาก SOHO และข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมดวงอื่น ๆ ทำให้เขาก็รู้ว่าในช่วงปี 2529 – 2539 นั้น ดวงอาทิตย์ของเราได้สว่างขึ้น 0.036% หากความแปรปรวนที่วัดได้นี้มีจริงมันก็จะมีอิทธิพลทำให้บรรยากาศของโลกมีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 0.4 องศาเซลเซียสในอีก 100 ปีข้างหน้า แต่เมื่อ R.Lee แห่งศูนย์ วิจัยที่ LANGLEY ในสหรัฐอเมริกาได้วิเคราะห์ข้อมูลที่ Willson ใช้เขาได้พบว่าความสว่างที่ Willson อ้างว่าเพิ่มมากนั้นจริง ๆ แล้วเพิ่มเพียง 0.007% เท่านั้นเอง ซึ่งการเพิ่มที่น้อยนิดเช่นนี้หากเราพิจารณาความคลาดเคลื่อนในการวัดก็จะเท่ากับว่าไม่เพิ่มเลย

C. Frohlich แห่ง Physico-Meteorological Observatory Davos and World Radiation Center ที่สวิตเซอร์แลนด์กล่าวตัดสินว่าข้อมูลที่ได้ขณะนี้ยังไม่เพียงพอที่จะสรุป เรายังต้องการเวลาที่จะวัดความสว่างต่ออีกอย่างน้อยก็ 10 ปีจึงจะรู้ชัด

นอกจากประเด็นความสว่างที่กำลังเป็นปริศนาแล้ว นักฟิสิกส์ก็รู้อีกว่า เขายังไม่เข้าใจปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่กำลังเกิดบนดวงอาทิตย์ขณะนี้ดี เพราะเวลาเกิดปฏิกิริยาหลอมรวมธาตุไฮโดรเจน จะมีอนุภาคเล็ก ๆ ชื่อ นิวตริโน (neutrino) เกิดขึ้นด้วย นิวตริโนนี้ไม่ประจุ(แต่อาจจะ) ไม่มีมวลใด ๆ เวลานิวตริโนเดินทางจากดวงอาทิตย์มาถึงโลก จำนวนนับแสนล้านตัวของมันจะพุ่งผ่านตัวเราไปอย่างที่เราไม่รู้สึกอะไรเลย แต่นักฟิสิกส์ที่กำลังศึกษาและสนใจนิวตริโนจะรู้สึกผลการทดลองของนักฟิสิกส์แสดงให้เห็นว่า อนุภาคนิวตริโนที่มาถึงโลกมีจำนวนน้อยกว่าที่ทฤษฎีได้ทำนายไว้ถึง 3 เท่า ความแตกต่างที่มากเช่นนี้ทำให้นักฟิสิกส์หลายคนคิดว่าเรายังไม่เข้าใจดวงอาทิตย์ดี แต่ก็มีนักฟิสิกส์อีกหลายคนที่คิดว่าขณะที่นิวตริโนเดินทางจากดวงอาทิตย์มาสู่โลก นิวตริโนบางตัวได้กลายสภาพเป็นอนุภาคชนิดอื่นไปเรียบร้อยแล้ว มีผลทำให้นิวตริโนที่เราเห็นมีจำนวนน้อยกว่าที่คิด แต่ถ้าหากนิวตริโนสามารถแปลรูปได้จริง นั่นก็หมายความว่านิวตริโนมีมวลและจากการที่นิวตริโนมีจำนวนมากมายในจักรวาล นิวตริโนจะดึงดูดกัน แรงดึงดูดที่มากมหาศาลของนิวตริโนอาจจะยับยั้งจักรวาล (universe) ไม่ให้ขยายตัวอีกต่อไปได้ แต่หากนิวตริโนไม่มีมวลเลย จักรวาลของเราก็จะขยายตัว ๆ ไปสู่สุญญากาศ จนแสงจากดวงดาวทุกดวงดับแล้วจักวาลก็จะตายไปในที่สุด

ปัญหานิวตริโนของดวงอาทิตย์จึงเป็นสิ่งที่นักฟิสิกส์ปัจจุบันกำลังสนใจมากที่สุดปัญหาหนึ่ง

ส่วนปัญหาการสั่นสะเทือนของผิวดวงอาทิตย์ก็เป็นปัญหาที่นักฟิสิกส์กำลังให้ความสนใจมากเช่นกัน ความจริงมีอยู่ว่าผิวดวงอาทิตย์มีสภาพเหมือนผิวซุปที่กำลังเดือด ผิวจะไม่ราบเรียบ โดยมีสภาพเป็นคลื่นที่อาจจะมียอดคลื่นสูงถึง 10 กิโลเมตร และระยะห่างระหว่างยอดยาวถึง 40,000 กิโลเมตร คลื่นที่ผิวนี้จะก่อตัวและสลายตัวตลอดเวลา การศึกษาสภาพความเป็นอยู่และเป็นไปของคลื่นสามารถชี้บอกโครงสร้างและการทำงานของดวงอาทิตย์ ความรู้จากการศึกษาเรื่องนี้จะช่วยให้เราสามารถป้องกันโลกของเราให้รอดพ้นจากพายุแม่เหล็กที่จะระเบิดบนดวงอาทิตย์ในอนาคตได้ครับ
***************************************************************************************************************************************************

นำมาจาก http://www.neophysics.net/

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต  

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์