index 55
วิธีสังเคราะห์เพชรด้วยความเร็วสูง
เอเอฟพี
สถาบันวิจัยของรัฐบาลญี่ปุ่นสามารถค้นพบวิธีสังเคราะห์เพชรได้ในอัตราเร็วสูง
ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ที่จะมีการนำเพชรสังเคราะห์ไปใช้งานในอนาคต
ยูริ โฮริโน
หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านเพชรของสถาบันแห่งชาติว่าด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับสูงแดนปลาดิบ
แถลงว่าทางสถาบันสามารถคิดค้นวิธีเพิ่มปริมาตรสินแร่เพชรขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว
ด้วยการนำสินแร่ดังกล่าวไปผ่านพลาสมา (ก๊าซที่อุณหภูมิสูงจัดจนอิเล็กตรอนถูกแยกออก
ทำให้เกิดอนุภาคประจุไฟฟ้าขึ้น) ซึ่งได้จากการเพิ่มอุณหภูมิก๊าซมีเธน ไนโตรเจน
และไฮโดรเจน จนร้อนจัด
กระบวนการดังกล่าวสามารถเพิ่มปริมาตรของสินแร่เพชรที่เดิมมีขนาดเพียง 4X4X0.5 มม.
เป็น 7X7X2.8 มม. ได้ภายในเวลา 55 ชม.
ซึ่งถือเป็นอัตราเร็วกว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันถึง 5 เท่า
ทั้งนี้
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเพชรจะกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต
เนื่องจากคุณสมบัติการเป็นตัวนำความร้อนคุณภาพเยี่ยมและความแข็งแกร่งทนทานกว่าวัตถุดิบที่ใช้ในปัจจุบัน
อาทิ ซิลิคอน
ซึ่งใช้กันแพร่หลายในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์
ฮาร์ดดิสก์เล็กที่สุดในโลก
หลอดไฟชีวภาพ
เทคโนโลยีหลอดไฟชีวภาพ (OLEDs :
Organic Light-Emitting Diodes) ทำงานด้วย คาร์บอน ออกซิเจน และ ไฮโดรเจน
เหมาะสำหรับนำมาใช้กับจอภาพของโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายภาพดิจิตอล
และกล้องถ่ายภาพวิดีโอดิจิตอล นอกจากนี้ยังอาจจะนำไปใช้ในจอแบน (Flat-panel
Monitors) ด้วย
ที่มา : สำนักข่าวไทย
หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์
|
...โนเบลสาขาวิทยาศาสตร์ 2001....
ทุกๆ ปี มูลนิธิโนเบล จะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 6 สาขาคือ เคมี ฟิสิกส์การแพทย์ วรรณกรรม สันติภาพ และเศรษฐศาสตร์ สำหรับรางวัลสาขาทางวิทยาศาสตร์ 3 สาขา ในปีนี้มอบแด่นักวิทยาศาสตร์จำนวน 9 คน ทุกคนล้วนมีส่วนสร้างสรรค์ความรู้ที่ยังประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ มีใครบ้างไปดูกันเลยดีกว่า
สาขาเคมี
ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ วิลเลียม เอส. โนลส์ แห่งเซ็นต์หลุยส์ และ เรียวจิ โนโยริ แห่งมหาวิทยาลัยนาโงยา ร่วมกันรับรางวัลครึ่งหนึ่ง ส่วนรางวัลอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ แบร์รี ชาร์ปเลสส์ แห่งสถาบันวิจัยสคริปป์ในลา ฮอยลา แคลิฟอร์เนีย
วิลเลียม
เอส. โนลส์
เรียวจิ
โนโยริ
แบร์รี
ชาร์ปเลสส์
พวกเขาทั้งสามได้รางวัลจากการค้นพบตัวเร่งทางเคมี ที่จะช่วยสร้างเฉพาะโครงสร้างโมเลกุลที่เป็นประโยชน์ ทำให้สามารถผลิตสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างที่เฉพาะเจาะจงตามที่ต้องการได้ ในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ตามปกตินั้น สารที่ผลิตได้จะเป็นส่วนผสมระหว่างสารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน โครงสร้างก็เหมือนกันแต่เป็นการเหมือนกันแบบเงาในกระจก (mirror image) คือ กลับซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย ผลจากโครงสร้างนี้ทำให้สารอินทรีย์มีคุณสมบัติต่างกัน โดยโครงสร้างหนึ่งอาจเป็นสารที่มีประโยชน์ ขณะที่อีกโครงสร้างหนึ่งไม่มีประโยชน์เลย และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นพิษได้
มีการนำการค้นพบนี้ไปใช้ในโรงงานผลิตยา ทำให้สามารถผลิตยานานาชนิดไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาอาการพาร์กินสัน และอื่นๆ อีกมากมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น
ความสำคัญของผลงานของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามนั้นอยู่ที่ว่า การค้นพบของพวกเขา ทำให้นักเคมีต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการสร้างโมเลกุลที่มีโครงสร้างซับซ้อน ขณะนี้ โนลส์ อายุ 83 ปีแล้ว แต่เขาทำงานนี้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งงานวิจัยของเขานำไปสู่การผลิตยาแอล-โดปา ซึ่งใช้กับผู้ป่วยโรคพาร์กิน-สัน ส่วนโนโยริปัจจุบันอายุ 63 ปี ย้อนหลังไปเมื่อ พ.ศ. 2509 เขานำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้กับการผลิตยาปฏิชีวนะ และสารเคมีและวัสดุนอกวงการแพทย์อื่นๆ
ส่วนชาร์ปเลสส์ซึ่งปัจจุบันอายุ 60 ปี ได้รับรางวัลในฐานะที่ทำการค้นคว้าเรื่องนี้ในด้านพื้นฐาน ตั้งแต่เมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานเขาได้รับการยกย่องว่า เป็นการค้นพบที่สำคัญในแวดวงของการสังเคราะห์สารเคมีในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาเลยทีเดียว
สาขาการแพทย์
เลแลนด์ ฮาร์ตเวลล์, ทิโมที ฮันต์ และพอล เนิร์ส คือ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปีนี้จากผลงานการค้นหายีนและโปรตีนที่ควบคุมการเติบโตและแบ่งเซลล์ การค้นพบนี้ทำในยีสต์ในช่วงทศวรรษ 1970 และต้นๆ ทศวรรษ 1980 และในตอนนั้นก็ยากที่จะมีใครเชื่อว่า การเติบโตและการแบ่งเซลล์ในคนก็ใช้กระบวนการเดียวกับยีสต์
เลแลนด์
ฮาร์ตเวลล์
ทิโมที
ฮันต์
พอล
เนิร์ส
ตอนนั้นเนิร์ส ซึ่งทำงานอยู่ที่กองทุนวิจัยมะเร็งอิมพีเรียลในลอนดอน ได้ทำการทดลองบังคับให้ยีสต์ซึ่งไม่มียีนที่ควบคุมการแบ่งตัว รับยีนชนิดเดียวกันของมนุษย์เข้าไป ก่อนหน้ารับยีนมนุษย์ ยีสต์ไม่อาจแบ่งตัวได้ แต่เมื่อยีนของมนุษย์เข้าไปแล้วปรากฏว่า เซลล์ยีสต์เริ่มต้นมีการแบ่งตัวตามปกติ ซึ่งจากการค้นพบนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่า วงจรของกระบวนการในเซลล์ของคนกับยีสต์นั้นเหมือนกัน และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะศึกษากระบวนการดังกล่าว โดยศึกษาในเซลล์ยีสต์แทนเซลล์คน
ช่วงที่เนิร์สกำลังโยงระหว่างยีสต์กับคน เลแลนด์และฮาร์ตเวลล์ ซึ่งประจำอยู่ที่ศูนย์วิจัยมะเร็งเฟร็ด ฮัตชินสันในซีแอตเทิล ก็ค้นพบยีนหลายยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในเซลล์ของยีสต์ทำขนมปัง เขาจำแนกยีนที่ควบคุมการทำงานในเซลล์ยีสต์ได้กว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ยังพบว่า ยีสต์จะหยุดการแบ่งตัวหากดีเอ็นเอของมันถูกทำลาย เมื่อเซลล์ซ่อมดีเอ็นเอเสร็จเรียบร้อย มันจึงกลับมาแบ่งตัวเช่นเดิมอีก จากการค้นพบนี้ ทำให้ฮาร์ตเวลล์เกิดความคิดที่จะสร้างชุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นชุดที่จะควบคุมว่า ดีเอ็นเอของยีสต์จะไม่ผิดปกติและกระบวนการแบ่งเซลล์จะดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ
เนิร์สนำงานของฮาร์ตเวลล์มาต่อยอดออกไปอีก คือค้นหากลไกสำคัญของยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเริ่มต้นและหยุดแบ่งตัวของเซลล์ และพบว่ายีนนี้สร้างโปรตีนที่ชื่อ ไคเนส ซึ่งจะทำหน้าที่ตัดโมเลกุลออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งก่อให้เกิดการกระตุ้นหรือยับยั้งการแบ่งเซลล์ ขณะเดียวกัน ทิโมที ฮันต์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่กองทุนวิจัยมะเร็งอิมพีเรียลเช่นกัน ก็ได้ค้นพบโปรตีนอีกตัวที่กระตุ้นไคเนสให้ไปทำการกระตุ้นหรือยับยั้งการแบ่งเซลล์อีกที โปรตีนชนิดนี้เรียกว่า ไซคลิน ซึ่งพบว่าความเข้มข้นของมันจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดวงจรของการแบ่งเซลล์ และจากการศึกษาในคนก็พบว่า มีไซคลินที่เกี่ยวข้องกับโปรตีนไคเนสในร่างกายของคนที่สามารถระบุชนิดได้แล้วประมาณ 6 ชนิด
งานวิจัยของบุคคลทั้งสามเป็นพื้นฐานอันสำคัญของการวิจัยเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากพบว่าในเซลล์ที่เป็นมะเร็งนั้น ยีนหลายตัวที่ควบคุมวงจรของเซลล์มีการกลายพันธุ์ไป นอกจากนี้ การที่ยีนของยีสต์มีความคล้ายคลึงกับยีนของคน ก็ช่วยให้การทำโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์นั้นง่ายขึ้น เพราะยีนทั้งหมดของยีสต์จะช่วยในการศึกษายีนอื่นๆ ของคนได้ด้วย
รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีนี้ เป็นการให้รางวัลแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำงานวิจัยพื้นฐาน ซึ่งยังไม่อาจนำไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ได้โดยตรง แต่นี่ก็ถือเป็นการให้ความสำคัญกับงานวิจัยพื้นฐาน ที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้ในอนาคต
สาขาฟิสิกส์
โวล์ฟกัง เคตเทอร์ลี แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตต์ และสองนักวิจัย คาร์ วีแมน และ อีริค คอร์เนลล์ แห่ง JILA ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่โบลเดอร์ โคโลราโด ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกัน จากการศึกษาเรื่องโบส-ไอน์สไตน์ คอนเดนเสต (Bose-Einstein Condensate : BECs)
โวล์ฟกัง
เคตเทอร์ลี
คาร์
วีแมน
อีริค
คอร์เนลล์
คอนเดนเสตเป็นรูปแบบอย่างใหม่ของสสารซึ่งเป็นสถานะที่แปลกออกไป กล่าวคือเป็นสถานะกลุ่มของอะตอม มีพฤติกรรมเหมือนอนุภาคเดี่ยวๆ ซึ่งคอนเดนเสตนี้ สร้างขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกโดย วีแมนและคอร์เนลล์ เมื่อ พ.ศ. 2538 โดยนำอะตอมของธาตุรูบิเดียมมาใส่ไว้ในสภาวะเย็นจัดเกือบ 0 องศาสัมบูรณ์ ส่วนคณะของเคตเทอร์ลี ก็สามารถสร้างคอนเดนเสตได้ ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น
ทฤษฎีว่าด้วยโบส-ไอน์สไตน์ คอนเดนเสตนั้น ไอน์สไตน์เป็นผู้นำเสนอแนวคิด เมื่อ พ.ศ. 2467 และได้รับการสานต่อโดยนักฟิสิกส์ชาวอินเดีย คือ สัตเยนทรา นาถ โบส ทฤษฎีนี้กล่าวว่า อนุภาคทุกชนิดเป็นได้ทั้งโบซอน (อนุภาคที่เป็นไปตามหลักการทางสถิติโบส-ไอน์สไตน์ ได้แก่ โฟตอน, ไพ เมซอน, นิวเคลียสทุกชนิดที่มีอนุภาคอยู่เป็นคู่ และอนุภาคทุกชนิดที่มีการหมุนอย่างสมบูรณ์) และ เฟอร์มิออน (อนุภาค เช่น อิเล็กตรอน โปรตรอน หรือ นิวตรอน ที่เป็นไปตามกฎฟังก์ชันคลื่น เมื่ออนุภาคที่เหมือนกันหลายอนุภาค เปลี่ยนไปเมื่อพิกัดของคู่ใดๆ เปลี่ยนไป ซึ่งอนุภาคนี้เป็นไปตามหลักการกีดกันของเพาลีด้วย) ทฤษฎีควอนตัมกล่าวว่า เฟอร์มิออนสองอนุภาค ไม่อาจอยู่ในสถานะทางควอนตัมเดียวกัน แต่โบซอนอยู่ได้ ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้ว่า ที่อุณหภูมิที่ต่ำมากๆ อนุภาคทุกชนิดที่อยู่ในกลุ่มโบซอน (เช่น อะตอมของรูบิเดียม) จะตกลงมาอยู่ในสถานะเดียวกัน และทำตัวเหมือนอนุภาคเดี่ยวๆ ซึ่งต่อมาภายหลังได้ตั้งชื่อทฤษฎีว่าโบส-ไอน์สไตน์ คอนเดนเสต
กว่าจะทำการทดลองพิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้ก็ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน และเมื่อวีแมนและคอร์เนลล์นำเสนอรายงานชิ้นนี้เมื่อ พ.ศ. 2538 ก็ถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการฟิสิกส์พื้นฐาน แล้วเคตเทอร์ลีและทีมงานก็ตอกย้ำด้วยการอธิบายคุณสมบัติบางประการของคอนเดนเสต ซึ่งงานของเขาทั้งสามเป็นต้นแบบที่ก่อให้เกิดการทดสอบในเรื่องพื้นฐานของทฤษฎีควอนตัมตามมาอีกมากมาย
โดย..คาลลิสโต
จาก
10 ยอดเหตุการณ์ดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 20
ในแวดวงดาราศาสตร์ มีปรากฏการณ์ เหตุกาณ์ต่างๆ เกิดขึ้นไม่ใช่น้อย ถ้าจะคัดเหตุการณ์เด่นมาสัก 10 เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจจะมีอาการรักพี่เสียดายน้องกันบ้าง
สำหรับนิตยสาร Astronomy ซึ่งเป็นนิตยสารทางด้านดาราศาสตร์ระดับหัวแถวฉบับหนึ่ง ได้คัดเลือกเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 ออกมา 10 เหตุการณ์ด้วยกัน เราจะลองไปดูกันว่า เขาให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ใดบ้าง
อันดับ 10 อุกกาบาตถล่มทังกัสกา
อุกกาบาตที่ระเบิด ณ ทังกัสกาเมื่อปี พ.ศ. 2451 สร้างความหวาดเสียวไม่ใช่น้อย
เสียงดังจากการระเบิดได้ยินไปทั่วทวีปยุโรปทีเดียว
การระเบิดครั้งดังกล่าวรุนแรงขนาดทำให้ป่าทั้งป่า
ราบเรียบไปแต่ก็ไม่ทิ้งร่องรอยของหลุมอุกกาบาตไว้แต่อย่างใด
เหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าเกิดจากการที่มีดาวหางขนาดเล็ก
หรืออาจเป็นชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อย ที่แตกออกมาพุ่งฝ่าบรรยากาศโลก
และเกิดการระเบิดขึ้นก่อนจะตกถึงพื้นโลก
ในช่วงศตวรรษนี้ เราสังเกตเห็นลูกไฟต่างๆ ได้หลายลูก ลูกหนึ่งที่เราเห็นในเวลากลางวัน คือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ซึ่งมันเคลื่อนที่เข้ามาในบรรยากาศของโลกเหนือหุบเขา แกรนด์ เททัน และมีผู้ถ่ายภาพไว้ได้หลายคน นอกจากนี้ก็ยังมีลูกไฟ พีคสกิล ที่พุ่งผ่านเหนือรัฐเพนซิลวาเนีย และรัฐนิวยอร์ก แล้วพุ่งเข้าใส่รถยนต์คันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า ในศตวรรษหน้า จะมีการระเบิดหรือการชนครั้งมโหฬารเกิดขึ้นหรือไม่ ?
อันดับ 9 ออโรราปลายศตวรรษ
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และต้นทศวรรษที่ 1990 ท้องฟ้าของโลก
มีมหกรรมแสดงแสงออโรราหรือแสงเหนือแสงใต้ ซึ่งเป็นครั้งที่มี ความงดงามอย่างมาก
แสงออโรราดังกล่าวเป็นผลจากการปลดปล่อยมวลสาร
จากดวงอาทิตย์ซึ่งได้นำเอาอนุภาคพลังงานสูงมาทำปฏิกิริยากับบรรยากาศชั้น
แมกเนโทสเฟียร์ของโลก แล้วทำให้เกิดเป็นแสงสีต่างๆ ณ บริเวณขั้วโลก
การปลดปล่อยมวลสารจากดวงอาทิตย์นี้สามารถรบกวนกระแสไฟฟ้าที่
บริเวณผิวโลกได้จนทำให้เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่แคว้นควิเบกของ แคนาดาในปี พ.ศ.
2532 ส่งผลให้คนถึง 6 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นเวลาถึง 6 ชั่วโมง
อันดับ 8 มหาจุดดับปี 2490
ดวงอาทิตย์เกิดจุดดับขนาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2490 ระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่
12 เมษายน พื้นที่รวมของจุดดับดังกล่าวมีขนาด 6 พันล้านตารางไมล์ (15,000
ล้านตารางกิโลเมตร) คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของ
พื้นที่ดวงอาทิตย์ที่เรามองเห็น หรือเทียบเท่ากับขนาดของโลกมากกว่า 100 ใบ
จุดดับนี้เริ่มเกิดขึ้นจากกลุ่มจุดดับเล็กๆ ที่เริ่มสังเกตได้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์
พอถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ กลุ่มจุดดับเหล่านั้นก็ใหญ่พอให้มองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า
เมื่อดวงอาทิตย์หมุนไปได้อีก 1 รอบตัวเอง กลุ่มจุดดับเหล่านั้น
ก็ขยายใหญ่ขึ้นและคล้ายกับเป็นจุดเดียวกัน พอถึงวันที่ 30 มีนาคม
กลุ่มดังกล่าวก็ยิ่งมีสภาพเหมือนจุดๆ เดียวยิ่งขึ้นรวมทั้งแผ่ขยายขนาด
กินพื้นที่อย่างมากมาย นั่นเป็นจุดดับที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น
จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีจุดดับที่ใหญ่ขนาดนั้นอีกเลย
อันดับ 7 โนวาเพอร์ไซ
ศตวรรษที่ 20 เป็นศตวรรษทองของโนวาก็ว่าได้ ในปี พ.ศ. 2461 มี โนวาอควิเล
ซึ่งมีค่าความสว่าง -1.1 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 มีโนวาพัปพิส
(ค่าความสว่าง 0.3) และในปี พ.ศ. 2518 เกิดโนวาซิกไน
ซึ่งน่าจะเป็นโนวาที่อยู่ในความทรงจำมากที่สุด ถึงแม้ว่าโนวาเหล่านี้
จะน่าประทับใจมากแต่ก็ยังไม่ใช่โนวาที่น่าพิศวงเท่ากับโนวาเพอร์ไซ ที่เกิดขึ้นในปี
พ.ศ. 2444
โนวาเพอร์ไซ (ดาวสว่างมุมขวาบน)
ทอมัส แอนเดอร์สัน นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวสก็อตเป็นคนแรก ที่สังเกตเห็นโนวาเพอร์ไซ โดยเริ่มต้นที่ค่าความสว่าง 2 ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2 วันถัดมาค่าความสว่างก็เปลี่ยนเป็น 0.2 (จัดเป็นโนวาที่สว่างที่สุดอันดับ 2 ในรอบ 100 ปี) แล้วก็จางหายไป อย่างรวดเร็วก่อนจะเปล่งสว่างขึ้นมาอีก โนวานี้จางแล้วสว่างสลับกันอยู่เช่นนี้ หลายสัปดาห์ แต่ความมหัศจรรย์ของมันก็ยังไม่จบ
ในช่วงฤดูร้อนของปี พ.ศ. 2444 นักดาราศาสตร์ต่างสนใจกับเนบิวลา รอบๆ โนวากันมากเป็นพิเศษ นักดาราศาสตร์สังเกตเห็นเหตุการณ์แปลกๆ ของการขยายตัวของเนบิวลาด้วยความเร็วของแสง ต่อมาปรากฏการณ์นี้ ก็ได้รับการอธิบายว่าเกิดจาก แสงวาบที่โนวาเปล่งออกมาแล้วไปกระทบกับ ฝุ่นมืดของเนบิวลาจนสังเกตเห็นได้ ทุกวันนี้เราก็ยังเฝ้าสังเกตโนวาเพอร์ไซอยู่ และเรารู้แล้วว่าโนวานี้เป็นดาวแปรแสงที่ชื่อ จีเค เพอร์ไซ ค่าความสว่างของมัน อยู่แถวๆ อันดับ 13 บางครั้งมันก็สว่างได้ถึงอันดับ 11
อันดับ 6 ตำแหน่งของดาวอังคารในปี พ.ศ. 2452
ในปี พ.ศ. 2452 ดาวอังคารโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์
(โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง) อีกครั้งหนึ่ง และทำให้ปริศนาลึกลับเกี่ยวกับ
คลองบนดาวอังคารได้รับการเปิดเผยออกมา
ย้อนไปในปี พ.ศ. 2420 ถึงปี 2421 ซึ่งเป็นปีที่ดาวอังคารมาอยู่ในตำแหน่ง ตรงข้ามดวงอาทิตย์เช่นกันนั้น จีโอวานนี ชีอาพาเรลลี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ได้เห็นเส้นพาดยาวๆ บนดาวอังคาร เขาเรียกมันในภาษาอิตาลีว่า canali ซึ่งเพี้ยนไปเป็น canals ในภาษาอังกฤษ (คำนี้หมายถึงคลอง) การค้นพบของเขากลายเป็นเรื่องราวอัศจรรย์พันลึกประการหนึ่งของ การศึกษาดาวเคราะห์
ต่อมา เพอร์ซิวัล โลเวลล์ และผู้ร่วมงานของเขาซึ่งประกอบด้วย วิลเลียม เฮนรี พิคเคอร์ริง และแอนดรูซ์ เอลลิคอตต์ ดักลาส ก็ทำให้เกิดหัวข้อ ถกเถียงอันยิ่งใหญ่ เมื่อเขาพบเส้นเหล่านี้จำนวนมาก ไขว้กันเป็นตาข่าย ปี พ.ศ. 2449 โลเวลล์ก็ประกาศว่า เส้นที่เห็นนี้เป็นสิ่งก่อสร้างของชาวดาวอังคาร เพื่อใช้ในการลำเลียงน้ำจากบริเวณขั้วดาวมายังพื้นที่ใช้สอย สิ่งที่ตามมาก็คือ การถกเถียงในหมู่นักวิทยาศาสตร์ เช่น จอร์จ เอลเลอรี เฮล บอกว่า ไม่มีชิ้นส่วน รูปทรงเรขาคณิตมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายแต่อย่างใด เส้นที่เห็นเป็นเพียง จุดดำหลายๆ จุดที่อยู่ใกล้กันจนมองเห็นเป็นเส้น เราจะเห็นจุดนี้ได้ก็ด้วย กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่
จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2452 ด้วยความละเอียดของเครื่องมือที่ดีขึ้น ประกอบกับความเชี่ยวชาญของ ยูจีน ไมเคิล แอนโทเนียดี ทำให้ปริศนานี้ เป็นอันยุติ เขาได้ใช้กล้องโทรทรรศน์หักเหแสงขนาด 32 นิ้วส่องดูดาวอังคาร สิ่งที่เขาพบก็คือ คลองปริศนานั้นได้หายไปเสียแล้ว การค้นพบนี้อยู่เกิน ความสามารถของกล้องที่ชิอาพาเรลลีและโลเวลล์ใช้ ซึ่งต่อมาก็ได้รับ การยืนยันจากรูปถ่าย
อันดับ 5 การกลับมาของดาวหางฮัลเลย์ในปี พ.ศ.
2453
การศึกษาดาวหางในแง่วิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มต้นจริงๆ ก็ในศตวรรษที่ 20 นี้เอง
ดาวหางฮัลเลย์นั้นอาจจะไม่น่าตื่นเต้นมากมายอย่างดาวหางเฮลล์-บอพพ์
ดาวหางเฮียกกุตาเกะ ดาวหางเวสต์ หรือดาวหางสว่างๆ ดวงอื่นๆ
แต่ดาวหางฮัลเลย์ก็มีความน่าสนใจในแง่ข้อมูลที่เราได้จากดาวหางดวงนี้
หลังจากการมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์ในปี พ.ศ. 2378 แล้ว กระบวนการ
ในการศึกษาทางดาราศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปเป็นลำดับ มีอุปกรณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น
เครื่องมือบันทึกภาพ และเครื่องสเปกโทรสโคปีที่มีใช้ในปี พ.ศ. 2453
ช่วยให้เราเก็บข้อมูลจากดาวหางฮัลเลย์ได้มากกว่าข้อมูลเดิมๆ หลายเท่า
และข้อมูลมากมายเหล่านี้ก็ทำให้เกิดวิวัฒนาการทางแนวคิดเกี่ยวกับ
องค์ประกอบของดาวหาง แต่ถึงแม้เราจะได้ข้อมูลสเปกตรัมจากดาวหางฮัลเลย์ในปี พ.ศ.
2453 นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีทฤษฎีที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น
ดาวหางฮัลเลย์เป็นดาวหางที่ยิ่งใหญ่ ภาพนี้เป็นการกลับมาของดาวหาง ในปี พ.ศ. 2453 จุดขาวใหญ่ด้านขวา คือดาวศุกร์
ในปีถัดมา คาร์ล ชวาร์ซไชด์ และ เอริช ครอน ก็เสนอว่า กลไกน่าจะเกี่ยวข้องกับ กระบวนการการเปล่งแสง นั่นคือโมเลกุลในหางของดาวหางคงจะได้รับการกระตุ้น ด้วยรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ความยาวคลื่นค่าเฉพาะ แล้วโมเลกุลเหล่าก็ปล่อยรังสีนั้น กลับออกมาเมื่อมันกลับเข้าสู่สภาวะปกติของมัน
อันดับ 4 พายุดาวตกเลโอนิดส์ปี พ.ศ. 2509
ทุกๆ ปี โลกของเราจะเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในกระแสของเศษชิ้นส่วนของ
ดาวหางเทมเพล-ทัตเทิลที่หลงเหลืออยู่ในอวกาศ ดาวหางดวงนี้โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ 1
รอบในเวลา 33 ปี ดังนั้นใน 1 ศตวรรษ เราจะต้องผ่านเข้าไป ในแนวโคจรของดาวหาง 3
ครั้ง เมื่อตอนเช้าของวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509
โลกของเราผ่านเข้าไปในแนวดังกล่าวชั่วเพียงเวลาสั้นๆ แล้วทำให้
ท้องฟ้าของเราเต็มไปด้วยฝนดาวตกจำนวนมากจนนับจำนวน ได้ลำบาก
มีผู้สังเกตคนหนึ่งรายงานว่า มีดาวตกมากถึง 50,000 ดวงในช่วงเวลา 20 นาที
ในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่ซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาวและมีหิมะปกคลุม
ลูกไฟบางลูกจากพายุดาวตกนี้สว่างมากขนาดที่ทำให้เกิดเงาบนหิมะ เหล่านั้นทีเดียว
ภาพถ่ายเหตุการณ์ พายุดาวตกเลโอนิดส์ในปี พ.ศ. 2509
อันดับ 3 สุริยคราสเต็มดวงวันที่ 29 พฤษภาคม
พ.ศ. 2462
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ปรากฏการณ์สุริยคราสเต็มดวงที่ยาวนานที่สุด
ซึ่งกินเวลา 7 นาที 8 วินาทีนั้น เกิดขึ้นในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2498
แต่สุริยคราสในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 กลับเป็นสุริยคราสที่เด่นจน
ข่มสุริยคราสที่ยาวนานที่สุดไป
สุริยุปราคาเต็มดวงในปี พ.ศ. 2462 ถ่ายที่ซาบรัล ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการถ่ายภาพเพื่อพิสูจน์ คำทำนายของไอน์สไตน์ ขีดสั้นๆ ที่มุมขวาล่างเป็น ตำแหน่งดาวฤกษ์ที่จะใช้ ในการพิสูจน์ทฤษฎี สัมพัทธภาพทั่วไปของ ไอน์สไตน์
ในปี พ.ศ. 2458 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้สำเร็จ ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายว่า วัตถุที่มีมวลมากๆ จะมีผลอย่างไรกับการบิดเบี้ยว ของอาณาบริเวณรอบๆ ตัวมัน ไอน์สไตน์ทำนายไว้ว่า ทางเดินของแสง ที่เคลื่อนผ่านเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ของเราจะเกิดการบิดเบี้ยวเนื่องจาก สนามโน้มถ่วงบริเวณนั้น และทำให้ระยะทางปรากฏเชิงมุมระหว่าง ดวงอาทิตย์กับดาวฤกษ์ในแนวนั้นเพิ่มขึ้น 1 พิลิปดา และเนื่องจาก ปรากฏการณ์สุริยคราสเต็มดวงเป็นโอกาสที่ดีในการบันทึกภาพดวงดาว ที่อยู่ในแนวเดียวกับดวงอาทิตย์ ไอน์สไตน์จึงกระตุ้นให้นักดาราศาสตร์ ทำการทดลองพิสูจน์ทฤษฎีของเขา
นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษได้ทำการทดลองโดยแบ่งทีมงานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเดินทางไปที่ตอนเหนือของบราซิล ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง ไปที่เกาะพรินซิปนอกชายฝั่งแอฟริกา พวกเขาบันทึกภาพขณะเกิดสุริยคราส และถ่ายอีกครั้งหลังจากนั้นอีกหลายเดือน (ซึ่งไม่มีดวงอาทิตย์อยู่ในบริเวณ ดังกล่าวแล้ว) เมื่อนำภาพมาวิเคราะห์ปรากฏว่า ตำแหน่งของดาวฤกษ์ ผิดเพี้ยนไปเป็นระยะทางใกล้เคียงกับการทำนายของไอน์สไตน์ และมีค่ามากเป็น 2 เท่าของค่าที่ทำนายโดยใช้ทฤษฎีความโน้มถ่วงของนิวตัน นั่นเท่ากับเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ และเป็นการเปลี่ยนวิธี มองจักรวาลของเราไป
อันดับ 2 ซูเปอร์โนวา 1987 A
ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 เกิดซูเปอร์โนวาที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
เป็นครั้งแรกในรอบ 383 ปี ซูเปอร์โนวาดังกล่าวมีชื่อว่า ซูเปอร์โนวา 1987 A
เป็นซูเปอร์โนวาที่เกิดจากการระเบิดของดาวยักษ์น้ำเงิน แซนดูลีค -69o202
ที่มีมวลขนาด 20 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่ง เอียน เชลทัน สามารถบันทึกภาพไว้ได้
โดยใช้กล้องจากหอดูดาวลาส แคมพา-นาส ในชิลี และเราก็ยังเก็บหลักฐาน
การเกิดซูเปอร์โนวานี้ได้อีกนานหลังจากนั้นโดยอาศัยเครื่องตรวจจับอนุภาค
นิวตริโนใต้ดินทั้งในสหรัฐอเมริกา และในญี่ปุ่น (นับเป็นครั้งแรกด้วยที่
สามารถตรวจหาร่องรอยการหดตัวของแกนกลางดาวฤกษ์ได้) หลังจากนั้น
กล้องดูดาวในอวกาศก็สามารถตรวจพบรังสีแกมมาที่เกิดจากธาตุกัมมันตรังสี
ซึ่งเกิดขึ้นในกระบวนการหดตัวของแกนกลาง ดาวฤกษ์ ข้อมูลเหล่านี้เป็น
เครื่องยืนยันทฤษฎีที่ว่า ซูเปอร์โนวาเป็นตัวผลิตธาตุหนักมากมายที่เราพบบนโลก
ซูเปอร์โนวา 1987A เป็นซูเปอร์โนวา ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าครั้งแรกในรอบ 383 ปี
อันดับ 1 ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 ชนดาวพฤหัสบดี
ในระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ชิ้นส่วน 21 ชิ้น
ที่แตกออกมาจากดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 ซึ่งมองเห็นครั้งแรก คล้ายกับสร้อยไข่มุก
เมื่อปี พ.ศ. 2536 ก็ได้พุ่งเข้าชนดาวพฤหัสบดี ด้วยความเร็วกว่า 60
กิโลเมตรต่อวินาที ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นพุ่งฝ่า
บรรยากาศโจเวียนเร็วยิ่งกว่าลูกกระสุนปืน ความร้อนเฉียบพลัน
ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดการระเบิดและขยายตัวของก๊าซในบรรยากาศ
ของดาวพฤหัสบดีและของดาวหางเอง การระเบิดทำให้เกิดฝุ่นดาวหาง
ปกคลุมสูงขึ้นมาเหนือเมฆในชั้นบรรยากาศโจเวียนถึง 3,000 กว่ากิโลเมตร
เมื่อถึงกลางสัปดาห์นั้น เราก็เห็นจุดดำปรากฏขึ้น ที่ดาวพฤหัสบดีมองดูคล้ายกับดวงตา
2 ดวงมองตรงมาที่โลก การชนที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นจากชิ้นส่วน G ซึ่งมีความรุนแรง
เทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 6 ล้านตัน ถ้าโลกของเราโดนชนระดับนี้
ก็จะเหลือร่องรอยเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดหน้าตัด 60 กิโลเมตรทีเดียว
ภาพการชนของชิ้นส่วน G ของดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 เรียงลำดับจากล่างขึ้นไป
นั่นก็คือปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เด่นทั้ง 10 ที่เกิดขึ้นในรอบศตวรรษที่ผ่านมา ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบสิ่งสำคัญได้หลายอย่างซึ่งเราก็อาศัย ความรู้ดั้งเดิมจากการค้นพบในอดีตที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์อาชีพในยุค ทศวรรษที่ 1900 ต้องงมอยู่กับปริศนาของเนบิวลาเป็นเวลานานเพื่อทำความเข้าใจกับมัน ในขณะที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นของวันนี้สามารถใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมกล้องดูดาว แล้วถ่ายภาพวัตถุในฟากฟ้าโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่จำเป็น ต้องใช้เครื่องมือทันสมัยเพื่อตามหาประสบการณ์เกี่ยวกับจักรวาล สิ่งที่เราต้องการก็มีเพียง กล้องดูดาวธรรมดา กล้องสองตา และสองตาเปล่าของเรา ก็เพียงพอสำหรับการผจญภัยไปสู่พรมแดนของอวกาศ ที่สำคัญ เราไม่มีทางรู้เลยว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปในฟากฟ้ามืดมิดข้างบนนั้น
โดย..ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย
จาก
เมื่ออุกกาบาตยักษ์ชนโลก
มาถึงวันนี้แล้ว คำถามที่ว่า เราจะทำอย่างไร ถ้า โลกของเราโดนชนด้วย อุกกาบาตขนาดยักษ์อาจจะกลายเป็น คำถามที่เชยไปสักนิด แต่เราควรจะเปลี่ยนคำถามนิดหน่อยเป็น เราจะทำอย่างไร เมื่อ โลกของเราโดนชน ด้วยอุกกาบาตขนาดยักษ์
ความแตกต่างของคำถามทั้งสองอยู่ที่ คำว่า ถ้า กับ เมื่อ ในคำถามแรกที่ใช้คำว่า ถ้า นั้น ยังคงแสดงความเป็นไปได้ในระดับที่ ต่ำกว่าคำถามที่สองที่ใช้คำว่า เมื่อ เนื่องจากเป็นคำถามที่สะท้อน อย่างชัดเจนว่า สักวันหนึ่งโลกของเรา ต้องโดนชนแหงๆ
ทุกวันนี้นักดาราศาสตร์จำนวนมาก กำลังจับตาเฝ้ามองดูท้องฟ้า ส่องหาวัตถุในอวกาศที่มีโอกาส เคลื่อนที่ตัดกับแนวโคจรของโลก ซึ่งหมายถึงมีโอกาสพุ่งเข้าชนโลก จนเกิดหายนะอันยิ่งใหญ่ หากเราพิจารณาจากหลุมอุกกาบาตบนโลกหลายร้อยหลุม รวมกับหลักฐาน ทางธรณีวิทยา เราคงเข้าใจได้ดีว่า ตลอดระยะเวลานับพันล้านปีที่ผ่านมานั้น โลกโดนชนด้วยอุกกาบาตหรือดาวหางจนเกิดการระเบิดรุนแรงขนาดที่ สามารถผลาญป่าทั้งป่า ทำลายสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปมากมาย และนักดาราศาสตร์ เชื่อมั่นว่า แขกที่ไม่ได้รับเชิญจากอวกาศขนาดใหญ่ๆ แบบนี้ยังคงล่องลอย อยู่ในอวกาศ รอวันดีคืนร้ายที่จะมาทักทายเราบนผิวโลก
ความพินาศที่เราพูดถึงอยู่นี้คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นเป็นแน่ แต่ว่า นับตั้งแต่มีสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกราว 4 พันล้านปีนี้ ดูเหมือนว่า ถ้าจะมีสายพันธุ์ใดที่จะป้องกันหายนะนี้ได้ก็อาจจะมีเพียงสายพันธุ์มนุษย์ ของเราเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้น
บางทีอาจจะมีคนตั้งคำถามว่า เราต้องกังวลกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ ตัวอย่างที่น่าจะพูดถึงก็คือ การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้าง จะมั่นใจว่า เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนมีอุกกาบาตขนาดยักษ์พุ่งเข้าชนโลก ความรุนแรงนั้นทำให้ไดโนเสาร์ถึงกับต้องสูญพันธุ์ไปจากโลก นี่เป็นเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ที่นานมาแล้ว ถ้าจะหาเหตุการณ์ทำนองนี้ที่ใกล้ๆ กับเราหน่อยก็เมื่อ ประมาณ 49,000 ปีที่แล้ว มีอุกกาบาตที่มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็กพุ่งเข้าชนโลก ในบริเวณรัฐอะริโซนาในปัจจุบัน หลักฐานที่ทิ้งไว้เป็นหลุมอุกกาบาตขนาดหน้าตัด 1.2 กิโลเมตร โดยคาดว่าอุกกาบาตนี้สังหารสิ่งมีชีวิตในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรไปมากมายด้วย
ใกล้เข้ามาอีกก็ในปี พ.ศ. 2451 อุกกาบาตหิน หรือไม่ก็ชิ้นส่วนจากดาวหาง ได้พุ่งฝ่าบรรยากาศโลกเข้ามาแล้วก็เกิดการระเบิดขึ้นเหนือพื้นดินประมาณ 8 กิโลเมตรที่ทังกัสกาแถบไซบีเรีย ผลก็คือ ป่าที่ราบเป็นหน้ากลอง ไฟที่โหมไหม้ และความตายของสัตว์ป่าในพื้นที่กว่า 1,600 ตารางกิโลเมตร การระเบิดครั้งนั้นรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 10 เมกะตัน!
เฉียดฉิวเมื่อไม่นานมานี้ก็คือปี พ.ศ. 2539 ที่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดกิโลเมตรกว่าๆ พุ่งฝ่าบรรยากาศโลกสูงจากพื้นดินประมาณ 450,000 กิโลเมตร (ไกลในสายตาคน แต่ในทางดาราศาสตร์ก็ไม่ต่างกับการเฉียดไปแค่เส้นผม) ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ เป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดที่เฉียดเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่เราเคยสังเกตได้ ประมาณกันว่า ถ้าลูกนี้เกิดระเบิดขึ้นมาก็คงมีความรุนแรงเทียบกับระเบิดจำนวน 5,000 -12,000 เมกะตันนั่นเลย และสิ่งที่ทำให้เราขวัญเสียมากที่สุดกับเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ เราตรวจพบดาวเคราะห์น้อยนี้ได้เพียง 4 วันก่อนหน้าที่มันจะผ่านโลกไปเท่านั้น!
หลังจากนั้น ระบบตรวจสอบวัตถุที่จะเฉียดมาทักทายกับโลกก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว นักดาราศาสตร์ในอะริโซนา และแคลิฟอร์เนีย กลุ่มเล็กๆ 4 กลุ่ม (ซึ่งนับหัวรวมแล้ว ยังน้อยกว่าพนักงานในร้านฟาสต์ฟู้ดด้วยซ้ำ) ได้ใช้กล้องดูดาวของพวกเขาช่วยกัน เขียนแผนที่ระบุวัตถุในอวกาศที่อยู่ใกล้โลกกันขึ้นมา วัตถุเหล่านี้มีชื่อย่อว่า NEOS : Near Earth Objects
สิ่งที่เข้าข่ายเป็น NEOS ก็คือ ดาวเคราะห์น้อย หรือดาวหาง ที่มีแนวทางโคจรตัดกับ แนวโคจรของโลกหรือเข้ามาเฉียดแนวโคจรของโลก ถ้า NEOS เคลื่อนที่ตัดกับ แนวโคจรของโลกโดยที่โลกของเราโคจรไปยังตำแหน่งนั้นพอดี ก็จะทำให้เกิด ความเสียหายกับโลกของเราตั้งแต่ เสียหายเป็นบางส่วน สูญสิ้นอารยธรรม หรือพินาศทั้งโลก ขึ้นอยู่กับว่า NEOS ที่ชนเรามีขนาดใหญ่แค่ไหน
ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 กลุ่มผู้ริเริ่มในการล่าดาวเคราะห์น้อยกลุ่มหนึ่ง ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเอ็มไอที, กองทัพอากาศ, ห้องปฏิบัติการลินคอล์น โดยมีเงินทุนสนับสนุนจากเพน-ทากอน พวกเขามีโอกาสได้ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นกล้องดูดาวที่ทำงานร่วมกับดาวเทียมของกองทัพอากาศ กล้องถ่ายภาพ ระดับคุณภาพจากเอ็มไอที รวมทั้งระบบอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ทำให้พวกเขาสำรวจดาวหางและ ดาวเคราะห์น้อย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ได้อย่างรวดเร็ว และมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพอากาศก็ยังเอาจริงกับเรื่องนี้ต่อไปโดยการส่งดาวเทียมจิ๋ว เพื่อค้นหาดาวเคราะห์น้อยโดยเฉพาะขึ้นไปอีกด้วย
ทีนี้ถ้าเราเกิดพบดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อยที่ส่อแววว่าจะทำให้เรา เดือดร้อนขึ้นจริงๆ เราจะทำอะไรต่อไป
อันดับแรก เราต้องหวังไว้ก่อนว่า เราพบมันล่วงหน้าเป็นเวลานานพอ ที่จะให้เราทำอะไรได้ เริ่มจากการส่งยานอวกาศไปสำรวจองค์ประกอบ ของดาวเคราะห์น้อยนั้นว่ามันมีโครงสร้างเป็นอย่างไร เป็นหินหรือโลหะ เนื้อแน่นหรือร่วน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลให้เราตัดสินใจเลือกวิธี ปฏิบัติการได้เหมาะสม (ปฏิบัติการในขั้นนี้จะเหมือนกับปฏิบัติการของ ยานอวกาศเนียร์-ชูเมกเกอร์ ที่กำลังสำรวจดาวเคราะห์น้อยอีรอสอยู่ในเวลานี้)
ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอส อลามอส และลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ ก็มีแผน (ฝันหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ดีๆ ในการจัดการกับ แขกตัวร้ายของเราอยู่หลายแผน พวกเขาอาจจะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายมัน ให้เป็นผุยผง ถ้าดาวเคราะห์น้อยมีขนาดเล็ก แต่ถ้าลูกใหญ่ ก็อาจใช้วิธีเบี่ยงเบน ทิศทางการโคจรของมันแทนได้หากมีเวลามากพอ รวมทั้งทำการคำนวณได้อย่าง แม่นยำด้วย แผน-การบางอย่างก็อาศัยยุทธวิธีดั้งเดิมคือการระเบิดล้วนๆ แต่บางแผน ก็จะใช้สมอยึดอุกกาบาตเข้ากับเครื่องยนต์จรวด หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อน ด้วยแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในการเปลี่ยนวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อย (วิธีการ เปลี่ยนแนวโคจรของดาวเคราะห์น้อย มีให้เห็นในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Hammer of God ของ อาเทอร์ ซี. คลาร์ก)
นับถึงต้นปีนี้ มีการค้นพบ NEOS ขนาดตั้งแต่ 0.9 กิโลเมตร (ใหญ่พอจะ สร้างความเสียหายให้โลกทั้งใบได้) ขึ้นไปเพียงครึ่งหนึ่งของที่คาดกัน (น่าจะมีจำนวน 500-1,000) เท่านั้น เป็นไปได้ว่า ในบรรดาดวงที่เรายังสำรวจ ไม่พบนั้นจะเป็นดวงที่มีเส้นทางโคจรตัดกับโลกอยู่ด้วย และบางทีอาจจะกำลัง พุ่งมาที่โลกอยู่แล้วในตอนนี้ก็ได้ โดยเฉพาะหากมีดาวหางปรากฏตัวขึ้นในทันทีทันใดแล้ว ความตระหนกตกใจก็จะยิ่งรุนแรง เพราะโดยทั่วไป ดาวหางจะมีขนาดใหญ่กว่า แถมยังมีความเร็วในการพุ่งชนมากกว่าดาวเคราะห์น้อยถึงสองเท่า นั่นคือความเสียหายก็จะมีมากกว่าด้วย ดาวหางพวกนี้มักเป็นดาวหางที่มี คาบการโคจรรอบดวง-อาทิตย์นานมาก (ดาวหางเฮล-บอพพ์ก็เป็นหนึ่งใน ดาวหางพวกนี้) เรามักจะเห็นมันก็ต่อเมื่อมันเริ่มปลดปล่อยก๊าซและมวลสาร ออกมาซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อดาวหางเดินทางมาถึงดาวพฤหัสบดี หรืออาจจะเข้ามา ใกล้กว่านั้นก็ได้ ทำให้เรามีเวลาประมาณ 18 เดือนก่อนที่มันจะมาถึงโลก อันเป็นระยะเวลาที่น้อยนิดที่จะป้องกันตัว
นอกจาก NEOS ขนาดที่ทำลายโลกแล้ว ยังมี NEOS ขนาดเล็กๆ ที่มีอานุภาพในการทำลายระดับเมือง หรือก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ในท้องทะเล อีกมากมาย ซึ่งเราเองก็เพิ่งจะตรวจพบได้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของ จำนวนทั้งหมดเท่านั้นเอง
นั่นก็ทำให้เราวาดภาพในอนาคตได้ว่า อาจจะมีสักวันหนึ่งในขณะที่ เราออกไปเดินเล่นยามเย็น เรากลับเห็นแสงสว่างจ้าขึ้นอย่างฉับพลันที่ขอบฟ้า เพียงเดี๋ยวเดียวเราก็รู้สึกถึงพื้นที่สะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับเสียงที่ดังกึกก้อง กัมปนาทปานฟ้าถล่ม แล้วทันใดร่างของเราก็โดนเผาผลาญเป็นธุลีจากอากาศ ที่ร้อนยิ่งกว่าร้อน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเกิดอะไรขึ้น
แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็เพียงพอแล้ว สำหรับเหตุผลของการเฝ้ามองฟ้า ระแวดระวังวัตถุจากฟากฟ้าที่อยู่ใกล้กับโลกของเรา
แปลจาก Will a Killer Asteroid Hit the Earth, TIME April 10, 2000
โดย..ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย
จาก
| เขย่าขวดก่อนเทซอส กับ ตกบ่อทรายดูด เกี่ยวข้องกันอย่างไร? | ||
|
||
เขย่าขวดก่อนเทซอส
|
| หุ่นยนต์แห่ง "โรบอตฮอลล์ออฟเฟม" |
|
ข้อมูลจาก
ผู้จัดการรายวัน
|
"จาม" นั้นเป็นฉันใด |
||
![]() |
"ฮัดเช้ย!!"
อาการจามนั้นเกิดขึ้น กับคนทุกผู้อยู่บ่อยๆ แล้วสงสัยกันบ้างมั้ยล่ะคะว่า
ทำไมคนเราถึงต้องจาม ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็คือว่าการจามเป็นวิธีการหนึ่ง
ที่ร่างกายต้องการขับเอาบางสิ่ง ที่ระคายเคืองออกมาทางจมูกเมื่อในจมูกรู้สึกคัน มันก็จะส่งสารที่บอกว่า "คัน" ขึ้นไปยังส่วนหนึ่งของสมองที่เรียกว่าเป็นศูนย์ ควบคุมการจาม ศูนย์ ควบคุมการจามก็จะส่งสารไปยังกล้ามเนื้อทั้งหมด ที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการจามขึ้นมา กล้ามเนื้อเหล่านั้นก็ได้แก่ กล้ามเนื้อส่วนท้อง กล้ามเนื้อหน้าอก กะบังลม กล้ามเนื้อ ที่ควบคุมสายเสียง กล้ามเนื้อด้านหลังลำคอ และกล้ามเนื้อเปลือกตา แน่นอนว่าเราไม่ สามารถจะจามทั้งที่ยังลืมตาได้ ไม่เชื่อก็ลองดูสิ
จากข้อมูลที่ผ่านมาแจ้งว่า ประมาณทุก 1 ใน 3 คนจะมีอาการจามเมื่อเจอกับแสงจ้า อาการแบบนี้เรียกว่าการจามที่เกี่ยวกับแสง คนที่มีอาการนี้เป็นเพราะได้รับกรรมพันธุ์ มาจากบิดาหรือไม่ก็มารดาของตน. |
|
จากไทยรัฐ
|
ยกให้นิ้วหัวแม่เท้าอวัยวะสำคัญที่สุดหากขาดไป จะไม่อาจก้าวเดินได้ |
||
![]() |
ผลการศึกษากายวิภาคของคนเราครั้งใหม่
พบว่าอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดของร่างกาย กลับได้แก่ นิ้วหัวแม่เท้าของเรา
เพราะหากขาดมัน เราจะไม่อาจทรงกายอยู่ได้ จะต้องพากันหกล้มหงายท้องกันหมด หนังสือพิมพ์ "เดอะ ซัน" อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ รายงานว่า ได้มีการศึกษาถึง ความสำคัญของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายขึ้นใหม่ และนิ้วหัวแม่เท้า ได้รับเลือกให้เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ด้วยเหตุที่ว่ามันทำให้เราทรงกายอยู่ได้ และมันยังทำให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อีกด้วย หากไม่มีมัน ถ้าขืนเดินก้าวออกไปข้างหน้าเมื่อไร เราจะต้องล้มคว่ำล้มหงายทันที. |
|
จากไทยรัฐ
|
|
|
จาก ผู้จัดการ
|
|
|
|
ผู้จัดการ
![]() |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| เหล็ก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ... | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| หน้าที่ของเหล็ก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ... | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การดูดซึม | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ... | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ... | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ปริมาณที่ควรรับประทาน | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ... | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| การขาดเหล็กและการได้รับเหล็กมากเกินไป | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ... | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งอาหารของเหล็ก | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ... | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| แหล่งอ้างอิง | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย. ปาหนัน บุญ-หลง. โภชนาการ. พิมพ์ครั้งที่ 4. เชียงใหม่: ปอง, 2530. เสาวนีย์ จักรพิทักษ์. หลักโภชนาการปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, 2532. |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
นำมาจาก
http://www.md.chula.ac.th/public/medinfo/food/minerals/iron1.html