index  55

วิธีสังเคราะห์เพชรด้วยความเร็วสูง



 

           เอเอฟพี – สถาบันวิจัยของรัฐบาลญี่ปุ่นสามารถค้นพบวิธีสังเคราะห์เพชรได้ในอัตราเร็วสูง ซึ่งเชื่อว่าจะนำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่จะมีการนำเพชรสังเคราะห์ไปใช้งานในอนาคต
           ยูริ โฮริโน หัวหน้าหน่วยวิจัยด้านเพชรของสถาบันแห่งชาติว่าด้วยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมระดับสูงแดนปลาดิบ แถลงว่าทางสถาบันสามารถคิดค้นวิธีเพิ่มปริมาตรสินแร่เพชรขนาดเล็กได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการนำสินแร่ดังกล่าวไปผ่านพลาสมา (ก๊าซที่อุณหภูมิสูงจัดจนอิเล็กตรอนถูกแยกออก ทำให้เกิดอนุภาคประจุไฟฟ้าขึ้น) ซึ่งได้จากการเพิ่มอุณหภูมิก๊าซมีเธน ไนโตรเจน และไฮโดรเจน จนร้อนจัด กระบวนการดังกล่าวสามารถเพิ่มปริมาตรของสินแร่เพชรที่เดิมมีขนาดเพียง 4X4X0.5 มม. เป็น 7X7X2.8 มม. ได้ภายในเวลา 55 ชม. ซึ่งถือเป็นอัตราเร็วกว่าเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบันถึง 5 เท่า
           ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าเพชรจะกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต เนื่องจากคุณสมบัติการเป็นตัวนำความร้อนคุณภาพเยี่ยมและความแข็งแกร่งทนทานกว่าวัตถุดิบที่ใช้ในปัจจุบัน อาทิ ซิลิคอน ซึ่งใช้กันแพร่หลายในการผลิตชิปคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ
           ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์


ฮาร์ดดิสก์เล็กที่สุดในโลก
 


           ฮาร์ดดิสก์ขนาดเท่าสแตมป์ (0.85 นิ้ว) จากโตชิบาได้รับการบันทึกลงกินเนสบุ๊กว่าเป็นฮาร์ดดิสก์ที่เล็กที่สุดในโลกแล้ว
          โตชิบา เจ้าของฮาร์ดดิสก์ขนาด 0.85 นิ้วที่ผลิตขึ้นสำเร็จเมื่อเดือนมกราคม หลังจากที่ฮาร์ดดิสก์รุ่นล่าสุดขนาด 1.8 นิ้ว ได้รับการบรรจุให้อยู่ในเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลชื่อดังอย่าง iPod เตรียมจะผลิตฮาร์ดดิสก์ขนาดจิ๋ว เพื่อออกจำหน่ายให้ได้ภายในสิ้นปี 2004
           ไดรว์ขนาด 0.85 นิ้ว (ประมาณ 2.1 เซนติเมตร) เปิดตัวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีความจุตั้งแต่ 2 – 4 กิกะไบต์ โดยขนาดดังกล่าวเล็กพอที่จะบรรจุไว้ในโทรศัพท์มือถือ กล้อง Camcorder หรือพีดีเอได้เป็นอย่างดี ซึ่งนั่นหมายความว่า อนาคตเราอาจะสามารถรับส่งไฟล์ขนาดใหญ่มาเก็บไว้ในเครื่องโทรศัพท์มือถือได้แล้วนั่นเอง ฮาร์ดดิสก์ตัวจิ๋วนี้จึงได้รับการบันทึกลงหนังสือกินเนสบุ๊ก และจะเริ่มผลิตในเชิงพาณิชย์ในปีนี้ (อ้างอิงจากเอเอฟพีนิวส์)
           ผู้บันทึกเรื่องนี้ได้แก่ เดวิด ฮอร์คเซ็ต (David Hawksett) ได้บันทึกเอาไว้ด้วยว่า ฮาร์ดดิสก์ตัวแรกของโลกนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 1956 มีขนาด 60 เซนติเมตร (2 ฟุต) และสามารถบรรจุข้อมูลได้ 4.4 เมกะไบต์ “ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ผมคงได้เห็นนาฬิกาของผมสามารถบรรจุข้อมูลได้เท่ากับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ”
           ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

 


 หลอดไฟชีวภาพ

เทคโนโลยีหลอดไฟชีวภาพ (OLEDs : Organic Light-Emitting Diodes) ทำงานด้วย คาร์บอน ออกซิเจน และ ไฮโดรเจน เหมาะสำหรับนำมาใช้กับจอภาพของโทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายภาพดิจิตอล และกล้องถ่ายภาพวิดีโอดิจิตอล นอกจากนี้ยังอาจจะนำไปใช้ในจอแบน (Flat-panel Monitors) ด้วย
           ที่มา : สำนักข่าวไทย


หน่วยความจำของคอมพิวเตอร์

 

           ในอนาคตหน่วยความจำสำหรับคอมพิวเตอร์ จะทำงานได้เร็วกว่าปัจจุบัน 1,000 เท่า เรียกว่า MRAM ( Magnetoresistive Random Access Memory ) เร็วกว่าหน่วยความจำแฟรชแมมโมรี และเร็วกว่า DRAM ถึง 10 เท่า นอกจากนี้ยังสามารถเก็บข้อมูลได้แม้จะไม่มีไฟฟ้าเลี้ยง และเป็นหน่วยความจำที่กินพลังงานน้อย เหมาะสำหรับนำมาใช้สำหรับคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่
           ที่มา : สำนักข่าวไทย
 


...โนเบลสาขาวิทยาศาสตร์ 2001....

ทุกๆ  ปี มูลนิธิโนเบล จะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งแบ่งย่อยออกเป็น 6 สาขาคือ เคมี ฟิสิกส์การแพทย์ วรรณกรรม สันติภาพ และเศรษฐศาสตร์ สำหรับรางวัลสาขาทางวิทยาศาสตร์ 3 สาขา ในปีนี้มอบแด่นักวิทยาศาสตร์จำนวน 9 คน ทุกคนล้วนมีส่วนสร้างสรรค์ความรู้ที่ยังประโยชน์แก่มวลมนุษยชาติ มีใครบ้างไปดูกันเลยดีกว่า

 สาขาเคมี

ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ วิลเลียม เอส. โนลส์ แห่งเซ็นต์หลุยส์ และ เรียวจิ โนโยริ แห่งมหาวิทยาลัยนาโงยา ร่วมกันรับรางวัลครึ่งหนึ่ง ส่วนรางวัลอีกครึ่งหนึ่งเป็นของ แบร์รี ชาร์ปเลสส์ แห่งสถาบันวิจัยสคริปป์ในลา ฮอยลา แคลิฟอร์เนีย

วิลเลียม เอส. โนลส์วิลเลียม เอส. โนลส์

เรียวจิ โนโยริเรียวจิ โนโยริ

แบร์รี ชาร์ปเลสส์แบร์รี ชาร์ปเลสส์


 

พวกเขาทั้งสามได้รางวัลจากการค้นพบตัวเร่งทางเคมี ที่จะช่วยสร้างเฉพาะโครงสร้างโมเลกุลที่เป็นประโยชน์ ทำให้สามารถผลิตสารอินทรีย์ที่มีโครงสร้างที่เฉพาะเจาะจงตามที่ต้องการได้  ในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ตามปกตินั้น สารที่ผลิตได้จะเป็นส่วนผสมระหว่างสารที่มีสูตรโมเลกุลเหมือนกัน โครงสร้างก็เหมือนกันแต่เป็นการเหมือนกันแบบเงาในกระจก (mirror image) คือ กลับซ้ายเป็นขวา ขวาเป็นซ้าย ผลจากโครงสร้างนี้ทำให้สารอินทรีย์มีคุณสมบัติต่างกัน โดยโครงสร้างหนึ่งอาจเป็นสารที่มีประโยชน์ ขณะที่อีกโครงสร้างหนึ่งไม่มีประโยชน์เลย และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นพิษได้

มีการนำการค้นพบนี้ไปใช้ในโรงงานผลิตยา ทำให้สามารถผลิตยานานาชนิดไม่ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะ ยารักษาโรคหัวใจ ยารักษาอาการพาร์กินสัน และอื่นๆ อีกมากมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น

ความสำคัญของผลงานของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามนั้นอยู่ที่ว่า การค้นพบของพวกเขา ทำให้นักเคมีต้องเปลี่ยนวิธีคิดใหม่เกี่ยวกับการสร้างโมเลกุลที่มีโครงสร้างซับซ้อน ขณะนี้ โนลส์ อายุ 83 ปีแล้ว แต่เขาทำงานนี้ไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งงานวิจัยของเขานำไปสู่การผลิตยาแอล-โดปา ซึ่งใช้กับผู้ป่วยโรคพาร์กิน-สัน ส่วนโนโยริปัจจุบันอายุ 63 ปี ย้อนหลังไปเมื่อ พ.ศ. 2509 เขานำหลักการนี้ไปประยุกต์ใช้กับการผลิตยาปฏิชีวนะ และสารเคมีและวัสดุนอกวงการแพทย์อื่นๆ

ส่วนชาร์ปเลสส์ซึ่งปัจจุบันอายุ 60 ปี ได้รับรางวัลในฐานะที่ทำการค้นคว้าเรื่องนี้ในด้านพื้นฐาน ตั้งแต่เมื่อ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ผลงานเขาได้รับการยกย่องว่า เป็นการค้นพบที่สำคัญในแวดวงของการสังเคราะห์สารเคมีในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาเลยทีเดียว

 สาขาการแพทย์

เลแลนด์ ฮาร์ตเวลล์, ทิโมที ฮันต์ และพอล เนิร์ส คือ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ประจำปีนี้จากผลงานการค้นหายีนและโปรตีนที่ควบคุมการเติบโตและแบ่งเซลล์ การค้นพบนี้ทำในยีสต์ในช่วงทศวรรษ 1970 และต้นๆ ทศวรรษ 1980 และในตอนนั้นก็ยากที่จะมีใครเชื่อว่า การเติบโตและการแบ่งเซลล์ในคนก็ใช้กระบวนการเดียวกับยีสต์

เลแลนด์ ฮาร์ตเวลล์เลแลนด์ ฮาร์ตเวลล์

ทิโมที ฮันต์ทิโมที ฮันต์

พอล เนิร์สพอล เนิร์ส
 

ตอนนั้นเนิร์ส ซึ่งทำงานอยู่ที่กองทุนวิจัยมะเร็งอิมพีเรียลในลอนดอน ได้ทำการทดลองบังคับให้ยีสต์ซึ่งไม่มียีนที่ควบคุมการแบ่งตัว รับยีนชนิดเดียวกันของมนุษย์เข้าไป ก่อนหน้ารับยีนมนุษย์ ยีสต์ไม่อาจแบ่งตัวได้ แต่เมื่อยีนของมนุษย์เข้าไปแล้วปรากฏว่า เซลล์ยีสต์เริ่มต้นมีการแบ่งตัวตามปกติ ซึ่งจากการค้นพบนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ว่า วงจรของกระบวนการในเซลล์ของคนกับยีสต์นั้นเหมือนกัน และเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เป็นเรื่องง่ายที่จะศึกษากระบวนการดังกล่าว โดยศึกษาในเซลล์ยีสต์แทนเซลล์คน

ช่วงที่เนิร์สกำลังโยงระหว่างยีสต์กับคน เลแลนด์และฮาร์ตเวลล์ ซึ่งประจำอยู่ที่ศูนย์วิจัยมะเร็งเฟร็ด ฮัตชินสันในซีแอตเทิล ก็ค้นพบยีนหลายยีนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในเซลล์ของยีสต์ทำขนมปัง เขาจำแนกยีนที่ควบคุมการทำงานในเซลล์ยีสต์ได้กว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ยังพบว่า ยีสต์จะหยุดการแบ่งตัวหากดีเอ็นเอของมันถูกทำลาย เมื่อเซลล์ซ่อมดีเอ็นเอเสร็จเรียบร้อย มันจึงกลับมาแบ่งตัวเช่นเดิมอีก จากการค้นพบนี้ ทำให้ฮาร์ตเวลล์เกิดความคิดที่จะสร้างชุดตรวจสอบ ซึ่งเป็นชุดที่จะควบคุมว่า ดีเอ็นเอของยีสต์จะไม่ผิดปกติและกระบวนการแบ่งเซลล์จะดำเนินไปอย่างสมบูรณ์แบบ

เนิร์สนำงานของฮาร์ตเวลล์มาต่อยอดออกไปอีก คือค้นหากลไกสำคัญของยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเริ่มต้นและหยุดแบ่งตัวของเซลล์ และพบว่ายีนนี้สร้างโปรตีนที่ชื่อ ไคเนส ซึ่งจะทำหน้าที่ตัดโมเลกุลออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งก่อให้เกิดการกระตุ้นหรือยับยั้งการแบ่งเซลล์ ขณะเดียวกัน ทิโมที ฮันต์ ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่กองทุนวิจัยมะเร็งอิมพีเรียลเช่นกัน ก็ได้ค้นพบโปรตีนอีกตัวที่กระตุ้นไคเนสให้ไปทำการกระตุ้นหรือยับยั้งการแบ่งเซลล์อีกที โปรตีนชนิดนี้เรียกว่า ไซคลิน ซึ่งพบว่าความเข้มข้นของมันจะเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตลอดวงจรของการแบ่งเซลล์ และจากการศึกษาในคนก็พบว่า มีไซคลินที่เกี่ยวข้องกับโปรตีนไคเนสในร่างกายของคนที่สามารถระบุชนิดได้แล้วประมาณ 6 ชนิด

งานวิจัยของบุคคลทั้งสามเป็นพื้นฐานอันสำคัญของการวิจัยเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องจากพบว่าในเซลล์ที่เป็นมะเร็งนั้น ยีนหลายตัวที่ควบคุมวงจรของเซลล์มีการกลายพันธุ์ไป นอกจากนี้ การที่ยีนของยีสต์มีความคล้ายคลึงกับยีนของคน ก็ช่วยให้การทำโครงการถอดรหัสพันธุกรรมมนุษย์นั้นง่ายขึ้น เพราะยีนทั้งหมดของยีสต์จะช่วยในการศึกษายีนอื่นๆ ของคนได้ด้วย

รางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ในปีนี้ เป็นการให้รางวัลแก่นักวิทยาศาสตร์ผู้ทำงานวิจัยพื้นฐาน ซึ่งยังไม่อาจนำไปประยุกต์ใช้ทางการแพทย์ได้โดยตรง แต่นี่ก็ถือเป็นการให้ความสำคัญกับงานวิจัยพื้นฐาน ที่นำไปสู่การประยุกต์ใช้ในอนาคต

 สาขาฟิสิกส์

โวล์ฟกัง เคตเทอร์ลี แห่งสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซ็ตต์ และสองนักวิจัย คาร์ วีแมน และ อีริค คอร์เนลล์ แห่ง JILA ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยที่โบลเดอร์ โคโลราโด ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ร่วมกัน จากการศึกษาเรื่องโบส-ไอน์สไตน์ คอนเดนเสต (Bose-Einstein Condensate : BECs)

โวล์ฟกัง เคตเทอร์ลีโวล์ฟกัง เคตเทอร์ลี

คาร์ วีแมนคาร์ วีแมน

อีริค คอร์เนลล์อีริค คอร์เนลล์


 

คอนเดนเสตเป็นรูปแบบอย่างใหม่ของสสารซึ่งเป็นสถานะที่แปลกออกไป กล่าวคือเป็นสถานะกลุ่มของอะตอม มีพฤติกรรมเหมือนอนุภาคเดี่ยวๆ ซึ่งคอนเดนเสตนี้ สร้างขึ้นสำเร็จเป็นครั้งแรกโดย วีแมนและคอร์เนลล์ เมื่อ พ.ศ. 2538  โดยนำอะตอมของธาตุรูบิเดียมมาใส่ไว้ในสภาวะเย็นจัดเกือบ 0 องศาสัมบูรณ์ ส่วนคณะของเคตเทอร์ลี ก็สามารถสร้างคอนเดนเสตได้ ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น

ทฤษฎีว่าด้วยโบส-ไอน์สไตน์ คอนเดนเสตนั้น ไอน์สไตน์เป็นผู้นำเสนอแนวคิด เมื่อ พ.ศ. 2467 และได้รับการสานต่อโดยนักฟิสิกส์ชาวอินเดีย คือ สัตเยนทรา นาถ โบส ทฤษฎีนี้กล่าวว่า อนุภาคทุกชนิดเป็นได้ทั้งโบซอน (อนุภาคที่เป็นไปตามหลักการทางสถิติโบส-ไอน์สไตน์ ได้แก่ โฟตอน, ไพ เมซอน, นิวเคลียสทุกชนิดที่มีอนุภาคอยู่เป็นคู่ และอนุภาคทุกชนิดที่มีการหมุนอย่างสมบูรณ์) และ เฟอร์มิออน (อนุภาค เช่น อิเล็กตรอน โปรตอน หรือ นิวตรอน ที่เป็นไปตามกฎฟังก์ชันคลื่น เมื่ออนุภาคที่เหมือนกันหลายอนุภาค เปลี่ยนไปเมื่อพิกัดของคู่ใดๆ เปลี่ยนไป ซึ่งอนุภาคนี้เป็นไปตามหลักการกีดกันของเพาลีด้วย) ทฤษฎีควอนตัมกล่าวว่า เฟอร์มิออนสองอนุภาค ไม่อาจอยู่ในสถานะทางควอนตัมเดียวกัน แต่โบซอนอยู่ได้ ไอน์สไตน์ได้ทำนายไว้ว่า ที่อุณหภูมิที่ต่ำมากๆ อนุภาคทุกชนิดที่อยู่ในกลุ่มโบซอน (เช่น อะตอมของรูบิเดียม) จะตกลงมาอยู่ในสถานะเดียวกัน และทำตัวเหมือนอนุภาคเดี่ยวๆ ซึ่งต่อมาภายหลังได้ตั้งชื่อทฤษฎีว่าโบส-ไอน์สไตน์ คอนเดนเสต

กว่าจะทำการทดลองพิสูจน์ทฤษฎีนี้ได้ก็ต้องใช้เวลาอีกยาวนาน และเมื่อวีแมนและคอร์เนลล์นำเสนอรายงานชิ้นนี้เมื่อ พ.ศ. 2538 ก็ถือเป็นเรื่องที่สั่นสะเทือนวงการฟิสิกส์พื้นฐาน แล้วเคตเทอร์ลีและทีมงานก็ตอกย้ำด้วยการอธิบายคุณสมบัติบางประการของคอนเดนเสต ซึ่งงานของเขาทั้งสามเป็นต้นแบบที่ก่อให้เกิดการทดสอบในเรื่องพื้นฐานของทฤษฎีควอนตัมตามมาอีกมากมาย

โดย..คาลลิสโต

จาก 

http://update.se-ed.com/


10 ยอดเหตุการณ์ดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 20

ในแวดวงดาราศาสตร์ มีปรากฏการณ์ เหตุกาณ์ต่างๆ เกิดขึ้นไม่ใช่น้อย ถ้าจะคัดเหตุการณ์เด่นมาสัก 10 เรื่องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจจะมีอาการรักพี่เสียดายน้องกันบ้าง

สำหรับนิตยสาร Astronomy ซึ่งเป็นนิตยสารทางด้านดาราศาสตร์ระดับหัวแถวฉบับหนึ่ง ได้คัดเลือกเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ในศตวรรษที่ 20 ออกมา 10 เหตุการณ์ด้วยกัน เราจะลองไปดูกันว่า เขาให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ใดบ้าง

อันดับ 10 อันดับ 10 อุกกาบาตถล่มทังกัสกา
อุกกาบาตที่ระเบิด ณ ทังกัสกาเมื่อปี พ.ศ. 2451 สร้างความหวาดเสียวไม่ใช่น้อย เสียงดังจากการระเบิดได้ยินไปทั่วทวีปยุโรปทีเดียว การระเบิดครั้งดังกล่าวรุนแรงขนาดทำให้ป่าทั้งป่า ราบเรียบไปแต่ก็ไม่ทิ้งร่องรอยของหลุมอุกกาบาตไว้แต่อย่างใด เหตุการณ์ครั้งนี้คาดว่าเกิดจากการที่มีดาวหางขนาดเล็ก หรืออาจเป็นชิ้นส่วนของดาวเคราะห์น้อย ที่แตกออกมาพุ่งฝ่าบรรยากาศโลก และเกิดการระเบิดขึ้นก่อนจะตกถึงพื้นโลก

ในช่วงศตวรรษนี้ เราสังเกตเห็นลูกไฟต่างๆ ได้หลายลูก ลูกหนึ่งที่เราเห็นในเวลากลางวัน คือเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2514 ซึ่งมันเคลื่อนที่เข้ามาในบรรยากาศของโลกเหนือหุบเขา แกรนด์ เททัน และมีผู้ถ่ายภาพไว้ได้หลายคน นอกจากนี้ก็ยังมีลูกไฟ พีคสกิล ที่พุ่งผ่านเหนือรัฐเพนซิลวาเนีย และรัฐนิวยอร์ก แล้วพุ่งเข้าใส่รถยนต์คันหนึ่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้เราต้องตั้งคำถามว่า ในศตวรรษหน้า จะมีการระเบิดหรือการชนครั้งมโหฬารเกิดขึ้นหรือไม่ ?

อันดับ 9 ออโรราปลายศตวรรษ
ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 และต้นทศวรรษที่ 1990 ท้องฟ้าของโลก มีมหกรรมแสดงแสงออโรราหรือแสงเหนือแสงใต้ ซึ่งเป็นครั้งที่มี ความงดงามอย่างมาก แสงออโรราดังกล่าวเป็นผลจากการปลดปล่อยมวลสาร จากดวงอาทิตย์ซึ่งได้นำเอาอนุภาคพลังงานสูงมาทำปฏิกิริยากับบรรยากาศชั้น แมกเนโทสเฟียร์ของโลก แล้วทำให้เกิดเป็นแสงสีต่างๆ ณ บริเวณขั้วโลก การปลดปล่อยมวลสารจากดวงอาทิตย์นี้สามารถรบกวนกระแสไฟฟ้าที่ บริเวณผิวโลกได้จนทำให้เกิดเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ที่แคว้นควิเบกของ แคนาดาในปี พ.ศ. 2532 ส่งผลให้คนถึง 6 ล้านคนไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นเวลาถึง 6 ชั่วโมง

อันดับ 8 มหาจุดดับปี 2490
ดวงอาทิตย์เกิดจุดดับขนาดใหญ่ในปี พ.ศ. 2490 ระหว่างวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 12 เมษายน พื้นที่รวมของจุดดับดังกล่าวมีขนาด 6 พันล้านตารางไมล์ (15,000 ล้านตารางกิโลเมตร) คิดเป็นพื้นที่ประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ของ พื้นที่ดวงอาทิตย์ที่เรามองเห็น หรือเทียบเท่ากับขนาดของโลกมากกว่า 100 ใบ จุดดับนี้เริ่มเกิดขึ้นจากกลุ่มจุดดับเล็กๆ ที่เริ่มสังเกตได้ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พอถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ กลุ่มจุดดับเหล่านั้นก็ใหญ่พอให้มองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า เมื่อดวงอาทิตย์หมุนไปได้อีก 1 รอบตัวเอง กลุ่มจุดดับเหล่านั้น ก็ขยายใหญ่ขึ้นและคล้ายกับเป็นจุดเดียวกัน พอถึงวันที่ 30 มีนาคม กลุ่มดังกล่าวก็ยิ่งมีสภาพเหมือนจุดๆ เดียวยิ่งขึ้นรวมทั้งแผ่ขยายขนาด กินพื้นที่อย่างมากมาย นั่นเป็นจุดดับที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีจุดดับที่ใหญ่ขนาดนั้นอีกเลย

อันดับ 7 โนวาเพอร์ไซ
ศตวรรษที่ 20 เป็นศตวรรษทองของโนวาก็ว่าได้ ในปี พ.ศ. 2461 มี โนวาอควิเล ซึ่งมีค่าความสว่าง -1.1 ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2485 มีโนวาพัปพิส (ค่าความสว่าง 0.3) และในปี พ.ศ. 2518 เกิดโนวาซิกไน ซึ่งน่าจะเป็นโนวาที่อยู่ในความทรงจำมากที่สุด ถึงแม้ว่าโนวาเหล่านี้ จะน่าประทับใจมากแต่ก็ยังไม่ใช่โนวาที่น่าพิศวงเท่ากับโนวาเพอร์ไซ ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2444

อันดับ 7


โนวาเพอร์ไซ (ดาวสว่างมุมขวาบน)


ทอมัส แอนเดอร์สัน นักดาราศาสตร์สมัครเล่นชาวสก็อตเป็นคนแรก ที่สังเกตเห็นโนวาเพอร์ไซ โดยเริ่มต้นที่ค่าความสว่าง 2 ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2 วันถัดมาค่าความสว่างก็เปลี่ยนเป็น 0.2 (จัดเป็นโนวาที่สว่างที่สุดอันดับ 2 ในรอบ 100 ปี) แล้วก็จางหายไป อย่างรวดเร็วก่อนจะเปล่งสว่างขึ้นมาอีก โนวานี้จางแล้วสว่างสลับกันอยู่เช่นนี้ หลายสัปดาห์ แต่ความมหัศจรรย์ของมันก็ยังไม่จบ

ในช่วงฤดูร้อนของปี พ.ศ. 2444 นักดาราศาสตร์ต่างสนใจกับเนบิวลา รอบๆ โนวากันมากเป็นพิเศษ นักดาราศาสตร์สังเกตเห็นเหตุการณ์แปลกๆ ของการขยายตัวของเนบิวลาด้วยความเร็วของแสง ต่อมาปรากฏการณ์นี้ ก็ได้รับการอธิบายว่าเกิดจาก แสงวาบที่โนวาเปล่งออกมาแล้วไปกระทบกับ ฝุ่นมืดของเนบิวลาจนสังเกตเห็นได้ ทุกวันนี้เราก็ยังเฝ้าสังเกตโนวาเพอร์ไซอยู่ และเรารู้แล้วว่าโนวานี้เป็นดาวแปรแสงที่ชื่อ จีเค เพอร์ไซ ค่าความสว่างของมัน อยู่แถวๆ อันดับ 13 บางครั้งมันก็สว่างได้ถึงอันดับ 11

อันดับ 6 ตำแหน่งของดาวอังคารในปี พ.ศ. 2452
ในปี พ.ศ. 2452 ดาวอังคารโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ (โดยมีโลกอยู่ตรงกลาง) อีกครั้งหนึ่ง และทำให้ปริศนาลึกลับเกี่ยวกับ คลองบนดาวอังคารได้รับการเปิดเผยออกมา

ย้อนไปในปี พ.ศ. 2420 ถึงปี 2421 ซึ่งเป็นปีที่ดาวอังคารมาอยู่ในตำแหน่ง ตรงข้ามดวงอาทิตย์เช่นกันนั้น จีโอวานนี ชีอาพาเรลลี นักดาราศาสตร์ชาวอิตาลี ได้เห็นเส้นพาดยาวๆ บนดาวอังคาร เขาเรียกมันในภาษาอิตาลีว่า canali ซึ่งเพี้ยนไปเป็น canals ในภาษาอังกฤษ (คำนี้หมายถึงคลอง) การค้นพบของเขากลายเป็นเรื่องราวอัศจรรย์พันลึกประการหนึ่งของ การศึกษาดาวเคราะห์

ต่อมา เพอร์ซิวัล โลเวลล์ และผู้ร่วมงานของเขาซึ่งประกอบด้วย วิลเลียม เฮนรี พิคเคอร์ริง และแอนดรูซ์ เอลลิคอตต์ ดักลาส ก็ทำให้เกิดหัวข้อ ถกเถียงอันยิ่งใหญ่ เมื่อเขาพบเส้นเหล่านี้จำนวนมาก ไขว้กันเป็นตาข่าย ปี พ.ศ. 2449 โลเวลล์ก็ประกาศว่า เส้นที่เห็นนี้เป็นสิ่งก่อสร้างของชาวดาวอังคาร เพื่อใช้ในการลำเลียงน้ำจากบริเวณขั้วดาวมายังพื้นที่ใช้สอย สิ่งที่ตามมาก็คือ การถกเถียงในหมู่นักวิทยาศาสตร์ เช่น จอร์จ เอลเลอรี เฮล บอกว่า ไม่มีชิ้นส่วน รูปทรงเรขาคณิตมาเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายแต่อย่างใด เส้นที่เห็นเป็นเพียง จุดดำหลายๆ จุดที่อยู่ใกล้กันจนมองเห็นเป็นเส้น เราจะเห็นจุดนี้ได้ก็ด้วย กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่

จนกระทั้งถึงปี พ.ศ. 2452 ด้วยความละเอียดของเครื่องมือที่ดีขึ้น ประกอบกับความเชี่ยวชาญของ ยูจีน ไมเคิล แอนโทเนียดี ทำให้ปริศนานี้ เป็นอันยุติ เขาได้ใช้กล้องโทรทรรศน์หักเหแสงขนาด 32 นิ้วส่องดูดาวอังคาร สิ่งที่เขาพบก็คือ คลองปริศนานั้นได้หายไปเสียแล้ว การค้นพบนี้อยู่เกิน ความสามารถของกล้องที่ชิอาพาเรลลีและโลเวลล์ใช้ ซึ่งต่อมาก็ได้รับ การยืนยันจากรูปถ่าย

อันดับ 5 การกลับมาของดาวหางฮัลเลย์ในปี พ.ศ. 2453
การศึกษาดาวหางในแง่วิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มต้นจริงๆ ก็ในศตวรรษที่ 20 นี้เอง ดาวหางฮัลเลย์นั้นอาจจะไม่น่าตื่นเต้นมากมายอย่างดาวหางเฮลล์-บอพพ์ ดาวหางเฮียกกุตาเกะ ดาวหางเวสต์ หรือดาวหางสว่างๆ ดวงอื่นๆ แต่ดาวหางฮัลเลย์ก็มีความน่าสนใจในแง่ข้อมูลที่เราได้จากดาวหางดวงนี้ หลังจากการมาเยือนของดาวหางฮัลเลย์ในปี พ.ศ. 2378 แล้ว กระบวนการ ในการศึกษาทางดาราศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปเป็นลำดับ มีอุปกรณ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น เครื่องมือบันทึกภาพ และเครื่องสเปกโทรสโคปีที่มีใช้ในปี พ.ศ. 2453 ช่วยให้เราเก็บข้อมูลจากดาวหางฮัลเลย์ได้มากกว่าข้อมูลเดิมๆ หลายเท่า และข้อมูลมากมายเหล่านี้ก็ทำให้เกิดวิวัฒนาการทางแนวคิดเกี่ยวกับ องค์ประกอบของดาวหาง แต่ถึงแม้เราจะได้ข้อมูลสเปกตรัมจากดาวหางฮัลเลย์ในปี พ.ศ. 2453 นักวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่มีทฤษฎีที่เหมาะสมในการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น

อันดับ 5


ดาวหางฮัลเลย์เป็นดาวหางที่ยิ่งใหญ่ ภาพนี้เป็นการกลับมาของดาวหาง ในปี พ.ศ. 2453 จุดขาวใหญ่ด้านขวา คือดาวศุกร์


ในปีถัดมา คาร์ล ชวาร์ซไชด์ และ เอริช ครอน ก็เสนอว่า กลไกน่าจะเกี่ยวข้องกับ กระบวนการการเปล่งแสง นั่นคือโมเลกุลในหางของดาวหางคงจะได้รับการกระตุ้น ด้วยรังสีจากดวงอาทิตย์ที่ความยาวคลื่นค่าเฉพาะ แล้วโมเลกุลเหล่าก็ปล่อยรังสีนั้น กลับออกมาเมื่อมันกลับเข้าสู่สภาวะปกติของมัน

อันดับ 4 พายุดาวตกเลโอนิดส์ปี พ.ศ. 2509
ทุกๆ ปี โลกของเราจะเคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในกระแสของเศษชิ้นส่วนของ ดาวหางเทมเพล-ทัตเทิลที่หลงเหลืออยู่ในอวกาศ ดาวหางดวงนี้โคจรรอบ ดวงอาทิตย์ 1 รอบในเวลา 33 ปี ดังนั้นใน 1 ศตวรรษ เราจะต้องผ่านเข้าไป ในแนวโคจรของดาวหาง 3 ครั้ง เมื่อตอนเช้าของวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 โลกของเราผ่านเข้าไปในแนวดังกล่าวชั่วเพียงเวลาสั้นๆ แล้วทำให้ ท้องฟ้าของเราเต็มไปด้วยฝนดาวตกจำนวนมากจนนับจำนวน ได้ลำบาก มีผู้สังเกตคนหนึ่งรายงานว่า มีดาวตกมากถึง 50,000 ดวงในช่วงเวลา 20 นาที ในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่ซีกโลกเหนือเป็นฤดูหนาวและมีหิมะปกคลุม ลูกไฟบางลูกจากพายุดาวตกนี้สว่างมากขนาดที่ทำให้เกิดเงาบนหิมะ เหล่านั้นทีเดียว

อันดับ 4


ภาพถ่ายเหตุการณ์ พายุดาวตกเลโอนิดส์ในปี พ.ศ. 2509



 

อันดับ 3 สุริยคราสเต็มดวงวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2462
ประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่า ปรากฏการณ์สุริยคราสเต็มดวงที่ยาวนานที่สุด ซึ่งกินเวลา 7 นาที 8 วินาทีนั้น เกิดขึ้นในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2498 แต่สุริยคราสในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 กลับเป็นสุริยคราสที่เด่นจน ข่มสุริยคราสที่ยาวนานที่สุดไป

อันดับ 3


สุริยุปราคาเต็มดวงในปี พ.ศ. 2462 ถ่ายที่ซาบรัล ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นการถ่ายภาพเพื่อพิสูจน์ คำทำนายของไอน์สไตน์ ขีดสั้นๆ ที่มุมขวาล่างเป็น ตำแหน่งดาวฤกษ์ที่จะใช้ ในการพิสูจน์ทฤษฎี สัมพัทธภาพทั่วไปของ ไอน์สไตน์


ในปี พ.ศ. 2458 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คิดทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปได้สำเร็จ ทฤษฎีนี้ช่วยอธิบายว่า วัตถุที่มีมวลมากๆ จะมีผลอย่างไรกับการบิดเบี้ยว ของอาณาบริเวณรอบๆ ตัวมัน ไอน์สไตน์ทำนายไว้ว่า ทางเดินของแสง ที่เคลื่อนผ่านเข้าไปใกล้ดวงอาทิตย์ของเราจะเกิดการบิดเบี้ยวเนื่องจาก สนามโน้มถ่วงบริเวณนั้น และทำให้ระยะทางปรากฏเชิงมุมระหว่าง ดวงอาทิตย์กับดาวฤกษ์ในแนวนั้นเพิ่มขึ้น 1 พิลิปดา และเนื่องจาก ปรากฏการณ์สุริยคราสเต็มดวงเป็นโอกาสที่ดีในการบันทึกภาพดวงดาว ที่อยู่ในแนวเดียวกับดวงอาทิตย์ ไอน์สไตน์จึงกระตุ้นให้นักดาราศาสตร์ ทำการทดลองพิสูจน์ทฤษฎีของเขา

นักวิทยาศาสตร์จากอังกฤษได้ทำการทดลองโดยแบ่งทีมงานเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเดินทางไปที่ตอนเหนือของบราซิล ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่ง ไปที่เกาะพรินซิปนอกชายฝั่งแอฟริกา พวกเขาบันทึกภาพขณะเกิดสุริยคราส และถ่ายอีกครั้งหลังจากนั้นอีกหลายเดือน (ซึ่งไม่มีดวงอาทิตย์อยู่ในบริเวณ ดังกล่าวแล้ว) เมื่อนำภาพมาวิเคราะห์ปรากฏว่า ตำแหน่งของดาวฤกษ์ ผิดเพี้ยนไปเป็นระยะทางใกล้เคียงกับการทำนายของไอน์สไตน์ และมีค่ามากเป็น 2 เท่าของค่าที่ทำนายโดยใช้ทฤษฎีความโน้มถ่วงของนิวตัน นั่นเท่ากับเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ และเป็นการเปลี่ยนวิธี มองจักรวาลของเราไป

อันดับ 2 ซูเปอร์โนวา 1987 A
ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 เกิดซูเปอร์โนวาที่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เป็นครั้งแรกในรอบ 383 ปี ซูเปอร์โนวาดังกล่าวมีชื่อว่า ซูเปอร์โนวา 1987 A เป็นซูเปอร์โนวาที่เกิดจากการระเบิดของดาวยักษ์น้ำเงิน แซนดูลีค -69o202 ที่มีมวลขนาด 20 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่ง เอียน เชลทัน สามารถบันทึกภาพไว้ได้ โดยใช้กล้องจากหอดูดาวลาส แคมพา-นาส ในชิลี และเราก็ยังเก็บหลักฐาน การเกิดซูเปอร์โนวานี้ได้อีกนานหลังจากนั้นโดยอาศัยเครื่องตรวจจับอนุภาค นิวตริโนใต้ดินทั้งในสหรัฐอเมริกา และในญี่ปุ่น (นับเป็นครั้งแรกด้วยที่ สามารถตรวจหาร่องรอยการหดตัวของแกนกลางดาวฤกษ์ได้) หลังจากนั้น กล้องดูดาวในอวกาศก็สามารถตรวจพบรังสีแกมมาที่เกิดจากธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งเกิดขึ้นในกระบวนการหดตัวของแกนกลาง ดาวฤกษ์ ข้อมูลเหล่านี้เป็น เครื่องยืนยันทฤษฎีที่ว่า ซูเปอร์โนวาเป็นตัวผลิตธาตุหนักมากมายที่เราพบบนโลก อันดับ 2


ซูเปอร์โนวา 1987A เป็นซูเปอร์โนวา ที่มองเห็นด้วยตาเปล่าครั้งแรกในรอบ 383 ปี



 

อันดับ 1 ดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 ชนดาวพฤหัสบดี
ในระหว่างวันที่ 16-22 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 ชิ้นส่วน 21 ชิ้น ที่แตกออกมาจากดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 ซึ่งมองเห็นครั้งแรก คล้ายกับสร้อยไข่มุก เมื่อปี พ.ศ. 2536 ก็ได้พุ่งเข้าชนดาวพฤหัสบดี ด้วยความเร็วกว่า 60 กิโลเมตรต่อวินาที ชิ้นส่วนแต่ละชิ้นพุ่งฝ่า บรรยากาศโจเวียนเร็วยิ่งกว่าลูกกระสุนปืน ความร้อนเฉียบพลัน ที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดการระเบิดและขยายตัวของก๊าซในบรรยากาศ ของดาวพฤหัสบดีและของดาวหางเอง การระเบิดทำให้เกิดฝุ่นดาวหาง ปกคลุมสูงขึ้นมาเหนือเมฆในชั้นบรรยากาศโจเวียนถึง 3,000 กว่ากิโลเมตร เมื่อถึงกลางสัปดาห์นั้น เราก็เห็นจุดดำปรากฏขึ้น ที่ดาวพฤหัสบดีมองดูคล้ายกับดวงตา 2 ดวงมองตรงมาที่โลก การชนที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นจากชิ้นส่วน G ซึ่งมีความรุนแรง เทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 6 ล้านตัน ถ้าโลกของเราโดนชนระดับนี้ ก็จะเหลือร่องรอยเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดหน้าตัด 60 กิโลเมตรทีเดียว อันดับ 1


ภาพการชนของชิ้นส่วน G ของดาวหางชูเมกเกอร์-เลวี 9 เรียงลำดับจากล่างขึ้นไป



 

 

นั่นก็คือปรากฏการณ์ดาราศาสตร์เด่นทั้ง 10 ที่เกิดขึ้นในรอบศตวรรษที่ผ่านมา ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบสิ่งสำคัญได้หลายอย่างซึ่งเราก็อาศัย ความรู้ดั้งเดิมจากการค้นพบในอดีตที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์อาชีพในยุค ทศวรรษที่ 1900 ต้องงมอยู่กับปริศนาของเนบิวลาเป็นเวลานานเพื่อทำความเข้าใจกับมัน ในขณะที่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นของวันนี้สามารถใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมกล้องดูดาว แล้วถ่ายภาพวัตถุในฟากฟ้าโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ถึงกระนั้น เราก็ไม่จำเป็น ต้องใช้เครื่องมือทันสมัยเพื่อตามหาประสบการณ์เกี่ยวกับจักรวาล สิ่งที่เราต้องการก็มีเพียง กล้องดูดาวธรรมดา กล้องสองตา และสองตาเปล่าของเรา ก็เพียงพอสำหรับการผจญภัยไปสู่พรมแดนของอวกาศ ที่สำคัญ เราไม่มีทางรู้เลยว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อไปในฟากฟ้ามืดมิดข้างบนนั้น

โดย..ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย

จาก

http://update.se-ed.com/


เมื่ออุกกาบาตยักษ์ชนโลก

อุกกาบาตยักษ์ชนโลก

มาถึงวันนี้แล้ว คำถามที่ว่า “เราจะทำอย่างไร ถ้า โลกของเราโดนชนด้วย อุกกาบาตขนาดยักษ์”อาจจะกลายเป็น คำถามที่เชยไปสักนิด แต่เราควรจะเปลี่ยนคำถามนิดหน่อยเป็น “เราจะทำอย่างไร เมื่อ โลกของเราโดนชน ด้วยอุกกาบาตขนาดยักษ์”

ความแตกต่างของคำถามทั้งสองอยู่ที่ คำว่า ถ้า กับ เมื่อ ในคำถามแรกที่ใช้คำว่า “ถ้า” นั้น ยังคงแสดงความเป็นไปได้ในระดับที่ ต่ำกว่าคำถามที่สองที่ใช้คำว่า “เมื่อ” เนื่องจากเป็นคำถามที่สะท้อน อย่างชัดเจนว่า สักวันหนึ่งโลกของเรา ต้องโดนชนแหงๆ

ทุกวันนี้นักดาราศาสตร์จำนวนมาก กำลังจับตาเฝ้ามองดูท้องฟ้า ส่องหาวัตถุในอวกาศที่มีโอกาส เคลื่อนที่ตัดกับแนวโคจรของโลก ซึ่งหมายถึงมีโอกาสพุ่งเข้าชนโลก จนเกิดหายนะอันยิ่งใหญ่ หากเราพิจารณาจากหลุมอุกกาบาตบนโลกหลายร้อยหลุม รวมกับหลักฐาน ทางธรณีวิทยา เราคงเข้าใจได้ดีว่า ตลอดระยะเวลานับพันล้านปีที่ผ่านมานั้น โลกโดนชนด้วยอุกกาบาตหรือดาวหางจนเกิดการระเบิดรุนแรงขนาดที่ สามารถผลาญป่าทั้งป่า ทำลายสิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์ไปมากมาย และนักดาราศาสตร์ เชื่อมั่นว่า แขกที่ไม่ได้รับเชิญจากอวกาศขนาดใหญ่ๆ แบบนี้ยังคงล่องลอย อยู่ในอวกาศ รอวันดีคืนร้ายที่จะมาทักทายเราบนผิวโลก

ความพินาศที่เราพูดถึงอยู่นี้คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นเป็นแน่ แต่ว่า นับตั้งแต่มีสิ่งมีชีวิตถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกราว 4 พันล้านปีนี้ ดูเหมือนว่า ถ้าจะมีสายพันธุ์ใดที่จะป้องกันหายนะนี้ได้ก็อาจจะมีเพียงสายพันธุ์มนุษย์ ของเราเพียงสายพันธุ์เดียวเท่านั้น

บางทีอาจจะมีคนตั้งคำถามว่า เราต้องกังวลกับเหตุการณ์นี้หรือไม่ ตัวอย่างที่น่าจะพูดถึงก็คือ การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้าง จะมั่นใจว่า เมื่อประมาณ 65 ล้านปีก่อนมีอุกกาบาตขนาดยักษ์พุ่งเข้าชนโลก ความรุนแรงนั้นทำให้ไดโนเสาร์ถึงกับต้องสูญพันธุ์ไปจากโลก นี่เป็นเหตุการณ์ ประวัติศาสตร์ที่นานมาแล้ว ถ้าจะหาเหตุการณ์ทำนองนี้ที่ใกล้ๆ กับเราหน่อยก็เมื่อ ประมาณ 49,000 ปีที่แล้ว มีอุกกาบาตที่มีองค์ประกอบหลักเป็นเหล็กพุ่งเข้าชนโลก ในบริเวณรัฐอะริโซนาในปัจจุบัน หลักฐานที่ทิ้งไว้เป็นหลุมอุกกาบาตขนาดหน้าตัด 1.2 กิโลเมตร โดยคาดว่าอุกกาบาตนี้สังหารสิ่งมีชีวิตในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตรไปมากมายด้วย

ใกล้เข้ามาอีกก็ในปี พ.ศ. 2451 อุกกาบาตหิน หรือไม่ก็ชิ้นส่วนจากดาวหาง ได้พุ่งฝ่าบรรยากาศโลกเข้ามาแล้วก็เกิดการระเบิดขึ้นเหนือพื้นดินประมาณ 8 กิโลเมตรที่ทังกัสกาแถบไซบีเรีย ผลก็คือ ป่าที่ราบเป็นหน้ากลอง ไฟที่โหมไหม้ และความตายของสัตว์ป่าในพื้นที่กว่า 1,600 ตารางกิโลเมตร การระเบิดครั้งนั้นรุนแรงเทียบเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 10 เมกะตัน!

เฉียดฉิวเมื่อไม่นานมานี้ก็คือปี พ.ศ. 2539 ที่มีดาวเคราะห์น้อยขนาดกิโลเมตรกว่าๆ พุ่งฝ่าบรรยากาศโลกสูงจากพื้นดินประมาณ 450,000 กิโลเมตร (ไกลในสายตาคน แต่ในทางดาราศาสตร์ก็ไม่ต่างกับการเฉียดไปแค่เส้นผม) ดาวเคราะห์น้อยดวงนี้ เป็นวัตถุที่ใหญ่ที่สุดที่เฉียดเข้ามาใกล้ที่สุดเท่าที่เราเคยสังเกตได้ ประมาณกันว่า ถ้าลูกนี้เกิดระเบิดขึ้นมาก็คงมีความรุนแรงเทียบกับระเบิดจำนวน 5,000 -12,000 เมกะตันนั่นเลย และสิ่งที่ทำให้เราขวัญเสียมากที่สุดกับเหตุการณ์ครั้งนี้ก็คือ เราตรวจพบดาวเคราะห์น้อยนี้ได้เพียง 4 วันก่อนหน้าที่มันจะผ่านโลกไปเท่านั้น!

โอกาสพบอุกกาบาต
 

หลังจากนั้น ระบบตรวจสอบวัตถุที่จะเฉียดมาทักทายกับโลกก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว นักดาราศาสตร์ในอะริโซนา และแคลิฟอร์เนีย กลุ่มเล็กๆ 4 กลุ่ม (ซึ่งนับหัวรวมแล้ว ยังน้อยกว่าพนักงานในร้านฟาสต์ฟู้ดด้วยซ้ำ) ได้ใช้กล้องดูดาวของพวกเขาช่วยกัน เขียนแผนที่ระบุวัตถุในอวกาศที่อยู่ใกล้โลกกันขึ้นมา วัตถุเหล่านี้มีชื่อย่อว่า NEOS : Near Earth Objects

สิ่งที่เข้าข่ายเป็น NEOS ก็คือ ดาวเคราะห์น้อย หรือดาวหาง ที่มีแนวทางโคจรตัดกับ แนวโคจรของโลกหรือเข้ามาเฉียดแนวโคจรของโลก ถ้า NEOS เคลื่อนที่ตัดกับ แนวโคจรของโลกโดยที่โลกของเราโคจรไปยังตำแหน่งนั้นพอดี ก็จะทำให้เกิด ความเสียหายกับโลกของเราตั้งแต่ เสียหายเป็นบางส่วน สูญสิ้นอารยธรรม หรือพินาศทั้งโลก ขึ้นอยู่กับว่า NEOS ที่ชนเรามีขนาดใหญ่แค่ไหน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 กลุ่มผู้ริเริ่มในการล่าดาวเคราะห์น้อยกลุ่มหนึ่ง ได้รับความร่วมมือจากสถาบันเอ็มไอที, กองทัพอากาศ, ห้องปฏิบัติการลินคอล์น โดยมีเงินทุนสนับสนุนจากเพน-ทากอน พวกเขามีโอกาสได้ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นกล้องดูดาวที่ทำงานร่วมกับดาวเทียมของกองทัพอากาศ กล้องถ่ายภาพ ระดับคุณภาพจากเอ็มไอที รวมทั้งระบบอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ทำให้พวกเขาสำรวจดาวหางและ ดาวเคราะห์น้อย ทั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ ได้อย่างรวดเร็ว และมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ยิ่งไปกว่านั้น กองทัพอากาศก็ยังเอาจริงกับเรื่องนี้ต่อไปโดยการส่งดาวเทียมจิ๋ว เพื่อค้นหาดาวเคราะห์น้อยโดยเฉพาะขึ้นไปอีกด้วย

ทีนี้ถ้าเราเกิดพบดาวหาง หรือดาวเคราะห์น้อยที่ส่อแววว่าจะทำให้เรา เดือดร้อนขึ้นจริงๆ เราจะทำอะไรต่อไป

อันดับแรก เราต้องหวังไว้ก่อนว่า เราพบมันล่วงหน้าเป็นเวลานานพอ ที่จะให้เราทำอะไรได้ เริ่มจากการส่งยานอวกาศไปสำรวจองค์ประกอบ ของดาวเคราะห์น้อยนั้นว่ามันมีโครงสร้างเป็นอย่างไร เป็นหินหรือโลหะ เนื้อแน่นหรือร่วน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นข้อมูลให้เราตัดสินใจเลือกวิธี ปฏิบัติการได้เหมาะสม (ปฏิบัติการในขั้นนี้จะเหมือนกับปฏิบัติการของ ยานอวกาศเนียร์-ชูเมกเกอร์ ที่กำลังสำรวจดาวเคราะห์น้อยอีรอสอยู่ในเวลานี้)

ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอส อลามอส และลอว์เรนซ์ ลิเวอร์มอร์ ก็มีแผน (ฝันหรือเปล่าก็ไม่ทราบ) ดีๆ ในการจัดการกับ แขกตัวร้ายของเราอยู่หลายแผน พวกเขาอาจจะใช้ระเบิดนิวเคลียร์ทำลายมัน ให้เป็นผุยผง ถ้าดาวเคราะห์น้อยมีขนาดเล็ก แต่ถ้าลูกใหญ่ ก็อาจใช้วิธีเบี่ยงเบน ทิศทางการโคจรของมันแทนได้หากมีเวลามากพอ รวมทั้งทำการคำนวณได้อย่าง แม่นยำด้วย แผน-การบางอย่างก็อาศัยยุทธวิธีดั้งเดิมคือการระเบิดล้วนๆ แต่บางแผน ก็จะใช้สมอยึดอุกกาบาตเข้ากับเครื่องยนต์จรวด หรือเครื่องยนต์ขับเคลื่อน ด้วยแสงอาทิตย์ เพื่อใช้ในการเปลี่ยนวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อย (วิธีการ เปลี่ยนแนวโคจรของดาวเคราะห์น้อย มีให้เห็นในนิยายวิทยาศาสตร์เรื่อง Hammer of God ของ อาเทอร์ ซี. คลาร์ก)

นับถึงต้นปีนี้ มีการค้นพบ NEOS ขนาดตั้งแต่ 0.9 กิโลเมตร (ใหญ่พอจะ สร้างความเสียหายให้โลกทั้งใบได้) ขึ้นไปเพียงครึ่งหนึ่งของที่คาดกัน (น่าจะมีจำนวน 500-1,000) เท่านั้น เป็นไปได้ว่า ในบรรดาดวงที่เรายังสำรวจ ไม่พบนั้นจะเป็นดวงที่มีเส้นทางโคจรตัดกับโลกอยู่ด้วย และบางทีอาจจะกำลัง พุ่งมาที่โลกอยู่แล้วในตอนนี้ก็ได้ โดยเฉพาะหากมีดาวหางปรากฏตัวขึ้นในทันทีทันใดแล้ว ความตระหนกตกใจก็จะยิ่งรุนแรง เพราะโดยทั่วไป ดาวหางจะมีขนาดใหญ่กว่า แถมยังมีความเร็วในการพุ่งชนมากกว่าดาวเคราะห์น้อยถึงสองเท่า นั่นคือความเสียหายก็จะมีมากกว่าด้วย ดาวหางพวกนี้มักเป็นดาวหางที่มี คาบการโคจรรอบดวง-อาทิตย์นานมาก (ดาวหางเฮล-บอพพ์ก็เป็นหนึ่งใน ดาวหางพวกนี้) เรามักจะเห็นมันก็ต่อเมื่อมันเริ่มปลดปล่อยก๊าซและมวลสาร ออกมาซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อดาวหางเดินทางมาถึงดาวพฤหัสบดี หรืออาจจะเข้ามา ใกล้กว่านั้นก็ได้ ทำให้เรามีเวลาประมาณ 18 เดือนก่อนที่มันจะมาถึงโลก อันเป็นระยะเวลาที่น้อยนิดที่จะป้องกันตัว

นอกจาก NEOS ขนาดที่ทำลายโลกแล้ว ยังมี NEOS ขนาดเล็กๆ ที่มีอานุภาพในการทำลายระดับเมือง หรือก่อให้เกิดคลื่นยักษ์ในท้องทะเล อีกมากมาย ซึ่งเราเองก็เพิ่งจะตรวจพบได้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของ จำนวนทั้งหมดเท่านั้นเอง

นั่นก็ทำให้เราวาดภาพในอนาคตได้ว่า อาจจะมีสักวันหนึ่งในขณะที่ เราออกไปเดินเล่นยามเย็น เรากลับเห็นแสงสว่างจ้าขึ้นอย่างฉับพลันที่ขอบฟ้า เพียงเดี๋ยวเดียวเราก็รู้สึกถึงพื้นที่สะเทือนเลื่อนลั่น พร้อมกับเสียงที่ดังกึกก้อง กัมปนาทปานฟ้าถล่ม แล้วทันใดร่างของเราก็โดนเผาผลาญเป็นธุลีจากอากาศ ที่ร้อนยิ่งกว่าร้อน ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเกิดอะไรขึ้น

แค่ฉากนี้ฉากเดียวก็เพียงพอแล้ว สำหรับเหตุผลของการเฝ้ามองฟ้า ระแวดระวังวัตถุจากฟากฟ้าที่อยู่ใกล้กับโลกของเรา

แปลจาก Will a Killer Asteroid Hit the Earth, TIME April 10, 2000

โดย..ไพรัตน์ ยิ้มวิลัย

จาก

http://update.se-ed.com/


‘เขย่าขวดก่อนเทซอส’ กับ ‘ตกบ่อทรายดูด’ เกี่ยวข้องกันอย่างไร?
ผู้เขียน :พี่ชิว
เนื้อหาย่อ :แฟนคอลัมน์ท่านหนึ่งคือ คุณณัฐพล ได้ถามคำถามที่น่าสนใจมากว่า “ทำไมการเขย่าขวดก่อนเทซอส จึงทำให้เทซอสได้ง่ายขึ้น?” คำถามนี้ดูเผิน ๆ เหมือนง่ายนะครับ...
อยู่ในส่วน : กฎพิสดาร
วันที่ : 19/08/2004
มีคนเข้าชมบทความนี้แล้ว : 71 ครั้ง (รวมทุกหน้า)

 

เขย่าขวดก่อนเทซอส


 
ตีพิมพ์ครั้งแรกในคอลัมน์ Know How & Know Why หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ


 
ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ

buncht@mtec.or.th




แฟนคอลัมน์ท่านหนึ่งคือ คุณณัฐพล ได้ถามคำถามที่น่าสนใจมากว่า “ทำไมการเขย่าขวดก่อนเทซอส จึงทำให้เทซอสได้ง่ายขึ้น?” คำถามนี้ดูเผิน ๆ เหมือนง่ายนะครับ เพราะแว้บแรกที่หลายท่านคิดน่าจะเป็น “ก็แน่ล่ะซี่ ถ้าซอสถูกเขย่าก็ต้องไหลดีขึ้นแหง ๆ เพราะแรงเขย่าทำให้ซอสเคลื่อนไหวไงล่ะ” ... แต่เรื่องราวต่าง ๆ ในโลกกลม ๆ ใบนี้ ถ้าเจาะลงไปลึกพอ ก็จะพบรายละเอียดที่น่าอัศจรรย์ไม่น้อย



แต่ก่อนจะเขย่าซอส คงต้องเข้าใจคำว่า ของไหล (fluid) และความหนืด (viscosity) ซะก่อน เผื่อไปฟังนักวิชาการตัวจริงจะได้เข้าใจ คำว่า ‘ของไหล’ เป็นชื่อเรียกรวมของสสารที่ไหลได้ ไม่ว่าของเหลว แก๊ส และสารแขวนลอยต่าง ๆ ที่มีเม็ดอนุภาคกระจายอยู่ในตัวกลางอีกด้วย ส่วน ‘ความหนืด’ นั้น ลองคิดถึงนมสดกับนมข้นหวาน ซึ่งเห็นได้ชัดว่า นมข้นหวาน ‘หนืด’ กว่านมสดแน่ ๆ เพราะเราต้องเขย่ากระป๋อง นมข้นหวานถึงจะไหลออกมาได้ง่าย แต่นมสดนั้น แค่เทก็ไหลโจ๊กออกมากแล้ว โดยของเหลวส่วนใหญ่นั้นยิ่งเย็นยิ่งหนืด (อย่างนมข้นหวานที่ทิ้งไว้ในตู้เย็นมานาน ๆ จะหนืดมากขึ้น) แต่สำหรับแก๊ส พบว่ายิ่งเย็นกลับหนืดลดลงเล็กน้อย

สำหรับ น้ำ นมสด กาแฟ หรือน้ำผึ้ง ที่เราคุ้นเคยกันดีนั้น ถ้าลองใช้ช้อนกวนดู จะพบว่า เริ่มกวนปุ๊บ ก็จะไหลปั๊บ แต่ไม่ว่าจะกวนเร็วหรือกวนช้า ของไหลกลุ่มนี้ก็ยังคงหนืดเท่าเดิม ของไหลที่มีนิสัยอย่างนี้มีชื่อเรียกว่า ของไหลแบบนิวโตเนียน (Newtonian fluid) ตามชื่อ เซอร์ไอแซค นิวตัน ยอดนักฟิสิกส์ ที่ว่ากันว่าโดนแอปเปิ้ลตกใส่ศีรษะจนปิ๊งเรื่องความโน้มถ่วงไงครับ

ถ้าใครเคยนวดแป้งทำขนม อาจจะเคยสังเกตว่า ตอนแป้งผสมน้ำหมาด ๆ นั้น ถ้าจับเบา ๆ หรือใส่ถ้วยเขย่าดู จะเห็นน้ำแป้งไหลไปมาอย่างง่ายดาย แต่ถ้าคนน้ำแป้งแรง ๆ หรือปั้นคลึงเร็ว ๆ เนื้อแป้งจะกลับหนืดขึ้นอย่างน่าพิศวง เรียกว่า ยิ่งกวนเร็ว- ยิ่งหนืด (shear thickening) ของไหลแบบนี้เรียกว่า ของไหลไดลาแทนต์ (dilatant fluid) แต่ถ้าคุณไม่ชอบเข้าครัว ก็ลองไปเที่ยวทะเล แล้วไปเดินเล่นชายหาดแถว ๆ ที่คลื่นซัดน้ำเข้ามาถึงเป็นระยะ คุณจะพบว่า ถ้าคุณก้าวช้า ๆ เท้าก็จะกดเข้าไปลึก แต่ถ้าคุณวิ่งเร็ว ๆ พื้นทรายจะแข็งขึ้น (หรือหนืดมากขึ้น) จนแทบไม่ทิ้งรอยเท้าไว้เลย!

ที่เป็นเช่นนี้เพราะทรายชายหาดมีน้ำแทรกอยู่พอประมาณ เม็ดทรายยังเกาะตัวกันดีพอสมควร (เด็ก ๆ ก็เลยก่อกองทรายเป็นรูปร่างต่าง ๆ ได้ไงครับ) แต่เมื่อเท้าของคุณเหยียบลงไป เม็ดทรายจะถูกบีดอัดเข้าหากัน ทำให้น้ำถูกไล่ออก ทำให้ทรายเปียกตามชายหาดมีพฤติกรรมต้านแรงที่มากระทำเหมือนกับน้ำแป้ง นั่นคือ เหยียบแรง ๆ จะทรายจะแข็ง เหยียบช้า ๆ ทรายจะนุ่ม

แต่โลกนี้มักจะมีของคู่กันเสมอ (เช่น ครูกับศิษย์ หรือ ธุรกิจกับส่วย) ซึ่งหมายความว่า มีสสารบางอย่างที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกับน้ำแป้งและหาดทราย นั่นคือ ยิ่งกวนเร็ว-ยิ่งไหลง่าย (shear thinning) โดยสสารกลุ่มนี้มีก๊วนย่อย ๆ อีก 2 ก๊วน ได้แก่ พวกที่กวนปุ๊บก็ไหลปั๊บ เช่น กาวน้ำใส เรียกว่า ของไหลซูโดพลาสติก (pseudoplastic fluid) ส่วนอีกพวกหนึ่งนั้น ต้องเขย่าแรงพอเพื่อเอาชนะค่าความเค้น ณ จุดคราก (yield stress) ถึงจะเริ่มไหลได้ แต่พอไหลแล้วก็จะหนืดน้อยลงเมื่อกวนเร็วขึ้น เช่น ซอสมะเขือเทศ เรียกว่า ของไหลพลาสติก (plastic fluid)

ที่ว่ามานี้ เป็นการกวนของไหลให้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ แล้วดูว่าความหนืดเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่? อย่างไร? แต่หลังจากที่คุณเขย่าขวดซอสมะเขือเทศ แล้วเทซอสลงในถ้วยเล็ก ๆ และกวนต่อไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ (อัตราเร็วคงที่) ก็จะพบว่า ยิ่งกวนนาน-ยิ่งไหลง่าย ซึ่งเป็นพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งของซอสมะเขือเทศที่เรียกว่า ทิโซทรอปี (thixotropy)

แน่นอนว่า ซอสมะเขือเทศ ย่อมต้องมีคู่อีกเช่นกัน (ไม่ได้หมายถึง ไส้กรอก หรือไก่ทอดตรา ‘ตาแป๊ะหนวดขาว’ นะคร้าบ!) มีสสารบางอย่างที่ ยิ่งกวนนาน-ยิ่งหนืด เช่น กาวลาเทกซ์ เพราะอนุภาคของยางในกาวค่อนข้างเหนียวหนึบ พอกวนนาน ๆ เข้าอนุภาคพวกนี้ก็เลยมาเกาะรวมกันมากขึ้น (แต่ปัจจุบันเข้าใจว่าได้มีการเติมสารที่ลดการรวมตัวกันของอนุภาคแล้ว) พฤติกรรมแบบนี้เรียกว่า รีโอเพ็กซี่ (rheopexy) (บางท่านบอกว่า ไข่ขาวก็มีพฤติกรรมคล้าย ๆ แบบนี้เช่นกัน)
 

ตกบ่อทรายดูด


แล้ว ‘ทรายดูด (quicksand)’ ล่ะเป็นยังไง? น่ากลัวเหมือนในหนังฮอลลีวู้ดไหม? ทรายดูดต่างจากทรายเปียกบนชายหาดตรงที่ว่า ทรายดูดมีน้ำในปริมาณที่มากเกินอิ่มตัว ทำให้เม็ดทรายแยกจากกันเกือบสิ้นเชิง เมื่อมีแรงค่อย ๆ มากระทำ ความหนืดก็จะลดลง คล้าย ๆ กับซอสมะเขือเทศที่ถูกกวนไปเรื่อย ๆ จนนุ่มขึ้น ถ้าคุณตกบ่อทรายดูด แล้วพยายามตะกาย ก็จะทำให้ทรายดูดไหลได้ดีขึ้น (เพราะมีความหนืดลดลง) ร่างกายก็จะจมลงไป แม้ว่าตัวคุณจะมีความหนาแน่นต่ำกว่าทรายดูดก็ตาม

แต่ถ้าคุณดิ้นแรง ๆ ทรายดูดส่วนที่อยู่ใกล้ ๆ กับผิวของคุณจะแข็งตัวขึ้นชั่วขณะ (เพราะมีความหนืดสูงขึ้น) แบบนี้ก็แย่เหมือนกัน เพราะคุณจะถูกตรึงจนขยับตัวไม่ค่อยได้

ผู้รู้แนะนำว่า ถ้าอยากรอด ก็จงปล่อยตัวนอนหงายสบาย ๆ ไม่เกร็ง ไม่ดิ้น และถ้ามีท่อนไม้พยุงขวางรองรับตัวอยู่ ก็จะช่วยให้คุณมีโอกาสรอดมากขึ้น โดยคุณต้องค่อย ๆ เลื่อนตัวลอยเข้าหาขอบบ่อ (ส่วนผมแนะนำว่า อย่าซุ่มซ่ามเผลอตกลงไปเป็นดีที่สุด)

แต่ถ้าตก ‘ถังซอสมะเขือเทศ’ จะต้องทำยังไงบ้าง ใครรู้ช่วยบอกทีสิครับ! (เอ๊ะ! หรืออยาก (เป็นหนู) ตกถังข้าวสารมากกว่า ..ฮิ..ฮิ)



แหล่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ขอขอบคุณ ดร.อศิรา เฟื่องฟูชาติ นักวิจัย และหัวหน้าห้องปฏิบัติการรีโอโลยี ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำหรับข้อมูลและคำแนะนำต่าง ๆ ในบทความนี้

นำมาจาก  http://www.vcharkarn.com/

หุ่นยนต์แห่ง "โรบอตฮอลล์ออฟเฟม"
อซิโม นวตกรรมของฮอนด้าที่เชื่อวาต่อไปในอนาคตหุ่นยนต์จะเป็นส่วนหนึ่ งในชีวิตประจำวันของมนุษย์

       บีบีซีนิวส์ - หุ่นยนต์ 5 ตัวทั้งจากนิยายวิทยาศาสตร์และหุ่นยนต์ที่สร้างขึ้นมาจริงๆ จะได้ขึ้นแท่นของฮอลล์ ออฟเฟมของมหาวิทยาลัยคาร์เนกี เมลลอนยูนิเวอร์ซิตี (CMU) ในฐานะผู้ร่วมสร้างประวัติศาสตร์ของหุ่นยนต์ จากการเลือกสรรของคณะกรรมการที่ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่หลงใหลในหุ่นยนต์ รวมทั้งนักเขียนนวนิยายแนวไซไฟอย่าง อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก
       
       อซิโม (Asimo), เชคกี้เดอะโรบอต (Shakey the Robot),เจ้าหนูปรมาณู แอสโทรบอย(astroboy),ซีทรีพีโอ(C3PO) และรอบบี้เดอะโรบอต (Robby the Robot) ฮีโร่เสมือนมนุษย์จะเข้าครอบครองพื้นที่ของโรบอตฮอลล์ออฟเฟมอย่ างเป็นทางการในเดือนตุลาคมนี้
       
       โรบอตฮอลล์ออฟเฟม ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วเพื่อเป็นเกียรติแก่หุ่นยนต์ทั้งของจ ริงและหุ่นยนต์ตามนิยายที่แต่งขึ้น รวมทั้งแก่ผู้ประดิษฐ์คิดค้นที่ถือว่าสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ด้วย
       
       

 

เชคกี้ “หุ่นยนต์แรกเริ่มสั่นเสทือนปฐพี”

       อซิโมเป็นหุ่นยนต์ส เมือนมนุษย์ของฮอนด้า และเชคกี่เดอะโรบอต หุ่นยนต์เคลื่อนที่ได้ตัวแรกมีกระบวนการหาเหตุผลกับการกระทำของ มัน จะได้รับเกียรติในฐานะที่เป็นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์
       
       ฮอนด้าพัฒนาอซิโมขึ ้นเมื่อปี 2000 เพื่อใช้ดึงดูดลูกค้าที่เดินเข้ามาในโชว์รูมรถยนต์ อซิโมมีความสามารถในทักทาย พูดคุย และความสามารถในการจดจำหน้าบุคคล เพื่อรับคำสั่งเช่นการอ่านท่าทางของมือคู่สนทนา พร้อมข้อมูลปัจจุบันทั่วไปมากมาย ในกรณีที่ลูกค้าเข้ามาพูดคุยด้วย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้มากกว่าเดิม เช่น สภาพลมฟ้าอากาศ ซึ่งหุ่นจะทำการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเองอัตโนมัติ โดยฮอนด้าคาดว่าจะกระจายหุ่นยนต์ อซิโมไปยังตัวแทนจำหน่ายทั่วญี่ปุ่นได้ภายในปีหน้าด้วย
       
       

 

เจ้าหนูปรมาณู ของแดนปลาดิบ

       ฝ่ายเจ้าหนูปรมาณูแ อสโทรบอย ซีทรีพีโอและรอบบี้เดอะโรบอต ได้รับเกียรติสำหรับการเป็นตัวละครหุ่นยนต์จากนิยายวิทยาศาสตร์ ที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ
       
       หุ่นยนต์ที่ทั้ง 5 ตัวนี้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้นำด้านเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภายในมหาวิทยาลัยและบุคคลภายนอก “ปีนี้คณะกรรมการใช้เวลาคัดเลือกนานและก็ตัดสินได้ดี” เจมส์ เอช. มอร์ริส ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และผู้ก่อตั้งโรบอตฮอลล์ออฟเฟมกล่าว
       
       “ผมรู้สึกดีใจที่เห ็นหุ่นยนต์แก่ๆ แต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อย่างเชคกี้ และรอบบี้ได้รับการคัดเลือกร่วมกับหุ่นยนต์ที่แบบสมัยใหม่กว่า อย่างอซิโมและซีทรีพีโอ"
       
       อซิโมดึงดูดใจคณะกร รมการในฐานะที่เป็นหุ่นยนต์เสมือนมนุษย์ที่ประสบความสำเร็จมากท ี่สุดเท่าที่คนเคยประดิษฐ์ขึ้น “เมื่อเรามองย้อนกลับไปดูหุ่นยนต์พี 2 ของฮอนด้า ที่พัฒนาต่อมากลายเป็นเจ้าอซิโม หุ่นยนต์ตัวนี้เองเป็นหนึ่งเดียวซึ่งจุดกระแสความคลั่งไคล้ในหุ ่นยนต์มีลักษณะคล้ายมนุษย์ และหุ่นยนต์เพื่อความบันเทิง” ทาเคโอ คานาเดะ อาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ของซีเอ็มยูและหนึ่งในคณะกรร มการกล่าว

 

ซีทรีพีโอหุ่นยนต์เซ่อซ่าแบบไร้เดียงสาจากสตาร์วอร์

       จุดประสงค์หลักของโ รบอตฮอลล์ออฟเฟม คือการแสดงความยอมรับผลงานของนักบุกเบิกหุ่นยนต์ยุคแรก ผลงานของพวกเขาจะได้ไม่ถูกลืมเลือนไป “หอประกาศเกียรติคุณแห่งนี้ควรจะให้เครดิตกับความสำเร็จทางวิทย าศาสตร์และวิศวกรรมที่ผ่านๆ มา ที่ได้ก่อรากฐานให้แก่การสร้างหุ่นยนต์ด้วย” รูเซนา บัซจซี แห่งมหาวิทยาลัยเบิร์กเลย์กล่าว ขณะที่มอร์ริสสนับสนุนอซิโม เพราะมันเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่แสดงให้เห็นว่าเดินเหินพร้อมกับท ัศนะวิสัยเหมือนกับคนจริงๆ
       
       เชคกี้ เดอะโรบอต สร้างขึ้นในปี 1969 ที่ศูนย์ปัญญาประดิษฐ์ สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ด อิลลาห์ นูร์บาคกิน หัวหน้ากลุ่มหุ่นยนต์ของศูนย์วิจัยนาซา/อาเมส และรองศาสตราจารย์ด้านหุ่นยนต์จองซีเอ็มยูเรียกมันว่าเป็น “หุ่นยนต์แรกเริ่มสั่นเสทือนปฐพี”
       
       "เชคกี้ มีระบบการวางแผนเต็มรูปแบบ ระบบวีดีโอไร้สาย การมองเห็นฉาก การหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวาง และความสามารถในการจับต้องสิ่งต่างๆ ในโลกผ่านการผลัก และแม้แต่ระบบควบคุมหลายระดับ ชิ้นส่วนที่ควบคุมการทำงานมีความคล้ายกับสิ่งที่ติดตั้งอยู่แล้ วในปัจจุบัน หรือเรียกอีกอย่างได้ว่า อุปกรณ์ที่ติดตั้งเหล่านี้เป็นมาตรฐานและสามารถใช้ได้นานในอีกห ลายปีข้างหน้า สร้างขึ้นด้วยอุปกรณ์ที่มีมาตรฐานสูงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะปรับให้เก่งมากขึ้น อุปกรณ์ทางเทคนิคจะรองรับกันได้หมด ไม่ต้องรื้อขึ้นใหม่" นูร์บาคกินกล่าว
       
        เจ้าหนูปรมาณู หุ่นยนต์จากหนังการ์ตูนญี่ปุ่น รู้จักกันดีในชื่อ อะตอมบอย ซึ่งกรรมการต่างเทคะแนนให้ แอสโทรบอย เป็นหุ่นยนต์ที่มีชีวิตจิตใจ สร้างโดยโอซามุ เทซึกะ ในปี 1951
       
       เชอร์รี่ เทอร์เคิล จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเสตส์(MIT)กล่าวว่า แอสโทรบอยควรได้รับเกียรตินี้ เพราะมันมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นอย่างยิ่ง รวมทั้งมีผลกระทบต่อสร้างสังคมของคนรุ่นต่างๆ ในอนาคตที่หุ่นยนต์จะกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน แอสโทรบอยกะจะกลายเป็นสิ่งที่โลกเอื้อมถึงผ่านการกลั่นกรองจากว ัฒนธรรมญี่ปุ่นและการผลิตด้านอุตสาหกรรม
       
       

 

รอบบี้ หุ่นยนต์จากการ์ตูน Forbidden Planet ยุคทศวรรษ 1950

       ด้านหุ่นยนต์เซ่อซ่ าไร้เดียงสา ซีทรีพีโอ ก็จะมาอยู่ที่โรบอตฮอลล์ออฟเฟมกับอาร์2-ดี2 (R2-D)หุ่นยนต์จากหนังไตรภาคสตารวอร์ “ซีทรีพีโอและอาร์2-ดี2 เป็นตัวละครหุ่นยนต์จากสตารวอร์ที่น่าจดจำ มันมีบุคลิกอันน่าดึงดูดใจของคน และมันก็ได้รับการโหวตมากที่สุดในเว็บไซต์ของฮอลล์ออฟเฟม”
       
       ส่วนรอบบี้ เดอะโรบอต หุ่นยนต์ที่ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรกเมื่อปี1956 จากหนังวิทยาศาสตร์สุดคลาสสิกเรื่อง Forbidden Planet ทั้งนี้หุ่นยนต์ของเล่นที่ทำออกมาตามเนื้อเรื่องนั้นมีขนาด 9 นิ้วครึ่ง ก็ได้รับคะแนนโวตทางอินเทอร์เน็ตไม่แพ้ซีทรีพีโอ
       
       โจอันนา ฮาส ผู้อำนวยการของศูนย์วิทยาศาสตร์ของซีเอ็มยู อธิบายหุ่นยนต์ตัวนี้ว่าเป็นเสมือนตัวแทนของหุ่นยนต์จากนิยายวิ ทยาศาสตร์ทั้งหมดในยุคทศวรรษ 1950 เหนือไปกว่านั้นยังเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบที่มีลักษณะนำสู่การเคลื่ อนไหวและข้ามกาลเวลา
       
       
       ทั้งนี้ โรบอตฮอลล์ออฟเฟมได้คัดเลือกเอาหุ่นยนต์มาขึ้นหิ้งเป็นครั้งแรก เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว ซึ่งได้แก่ ยานสำรวจดาวอังคาร โซจอร์เนอร์ ขององค์การนาซา, อัลทิเมต หุ่นยนต์อุตสาหกรรมตัวแรก, อาร์2-ดี2 จากสตาร์วอร์, Hal 9000 จากหนังเรื่อง 2001: อะสเปซ โอดิสซี (A Space Odyssey) ส่วนปีนี้ซีเอ็มยูจะจัดพิธีนำหุ่นยนต์มาขึ้นแท่นในโรบอตฮอลล์ออ ฟเฟมในวันที่ 11 เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้
       
       
 

ข้อมูลจาก

ผู้จัดการรายวัน


"จาม" นั้นเป็นฉันใด

"ฮัดเช้ย!!" อาการจามนั้นเกิดขึ้น กับคนทุกผู้อยู่บ่อยๆ แล้วสงสัยกันบ้างมั้ยล่ะคะว่า ทำไมคนเราถึงต้องจาม ถ้าจะอธิบายง่ายๆ ก็คือว่าการจามเป็นวิธีการหนึ่ง ที่ร่างกายต้องการขับเอาบางสิ่ง ที่ระคายเคืองออกมาทางจมูก

เมื่อในจมูกรู้สึกคัน มันก็จะส่งสารที่บอกว่า "คัน" ขึ้นไปยังส่วนหนึ่งของสมองที่เรียกว่าเป็นศูนย์ ควบคุมการจาม ศูนย์ ควบคุมการจามก็จะส่งสารไปยังกล้ามเนื้อทั้งหมด ที่จะต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดการจามขึ้นมา กล้ามเนื้อเหล่านั้นก็ได้แก่ กล้ามเนื้อส่วนท้อง กล้ามเนื้อหน้าอก กะบังลม กล้ามเนื้อ ที่ควบคุมสายเสียง กล้ามเนื้อด้านหลังลำคอ และกล้ามเนื้อเปลือกตา แน่นอนว่าเราไม่ สามารถจะจามทั้งที่ยังลืมตาได้ ไม่เชื่อก็ลองดูสิ

ศูนย์ควบคุมการจามจะทำให้กล้ามเนื้อทั้งหมด ที่ว่ามาทำงานพร้อมกัน เพื่อส่งสิ่งที่ระคายเคืองออกไปจากจมูก ในความเร็วถึง 100 ไมล์ต่อชั่วโมง จากข้อมูลของศูนย์สื่อสุขภาพเด็ก นีเมอร์

จากข้อมูลที่ผ่านมาแจ้งว่า ประมาณทุก 1 ใน 3 คนจะมีอาการจามเมื่อเจอกับแสงจ้า อาการแบบนี้เรียกว่าการจามที่เกี่ยวกับแสง คนที่มีอาการนี้เป็นเพราะได้รับกรรมพันธุ์ มาจากบิดาหรือไม่ก็มารดาของตน.

จากไทยรัฐ


ยกให้นิ้วหัวแม่เท้าอวัยวะสำคัญที่สุดหากขาดไป จะไม่อาจก้าวเดินได้

ผลการศึกษากายวิภาคของคนเราครั้งใหม่ พบว่าอวัยวะที่มีความสำคัญที่สุดของร่างกาย กลับได้แก่ นิ้วหัวแม่เท้าของเรา เพราะหากขาดมัน เราจะไม่อาจทรงกายอยู่ได้ จะต้องพากันหกล้มหงายท้องกันหมด

หนังสือพิมพ์ "เดอะ ซัน" อันมีชื่อเสียงของอังกฤษ รายงานว่า ได้มีการศึกษาถึง ความสำคัญของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายขึ้นใหม่ และนิ้วหัวแม่เท้า ได้รับเลือกให้เป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดของร่างกาย ด้วยเหตุที่ว่ามันทำให้เราทรงกายอยู่ได้ และมันยังทำให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้อีกด้วย หากไม่มีมัน ถ้าขืนเดินก้าวออกไปข้างหน้าเมื่อไร เราจะต้องล้มคว่ำล้มหงายทันที.

จากไทยรัฐ


คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ดอกไม้นาโน เพาะจากหยดสารแกลเลียมหยดเดียว แต่เติบโตเป็นเส้นสายโยงใยกลายเป็นดอกไม้


 

การปรับเปลี่ยนอุณหภูมิขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ได้ดอกไม้นาโนหน้าตาแบบนี้


 

       บีบีซีนิวส์ – ดอกไม้และต้นไม้ขนาดจิ๋วที่มีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 1,000 เท่ากำลังเติบโตขึ้นในห้องทดลองของนักวิทยาศาสตร์นาโนฯ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ
       
       ต้นไม้จิ๋วขนาดนาโนเทคโนโลยีนี้เติบโตขึ้นจากการหยดของเหลวที่ได้จากธาตุแกลเลียมลงไปบนพื้นผิวของสารซิลิคอน จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็นำหยดสารอันนี้ไปใส่ในก๊าซมีเธน และเกิดปฏิกิริยา จนทำให้ก๊าซควบแน่น จับตัวกลายเป็นเส้นบางๆ อยู่ในสารประกอบซิลิคอนคาร์ไบด์ (silicon carbide (SIC) : สารประกอบซิลิคอนกับคาร์บอน)
       
       การปลูกดอกไม้นาโนชิ้นนี้ต้องใช้อุณหภูมิที่หลากหลายทั้งต่ำและสูงสลับกันไป พร้อมทั้งปรับระดับแรงดันให้มีความแตกต่าง จึงจะทำให้เส้นสายเหล่านี้ได้ต่อเชื่อมโยงกันในรูปแบบที่หลากหลายและมีรูปร่างที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยเส้นสายเหล่านี้เชื่อมต่อกันด้วยความยาว 1-5 ไมครอน (ไมครอน = 1 ใน 1 ล้านส่วนของเมตร)
       
       อย่างไรก็ดี ศ.มาร์ก เวลแลนด์ อาจารย์จากศูนย์นาโนเทคโนโลยี ม.เคมบริดจ์ เปิดเผยว่า ดอกไม้นาโนชิ้นนี้จะขยายเส้นสายไปอีกเป็นจำนวนมากขึ้นกว่าเดิม

 
       “มีอีก 2 เส้นที่เพิ่งขยายมาในวันนี้ แล้วเรายังค้นพบว่ามันปฏิเสธน้ำที่นำมาฉาบไว้ ซึ่งเจ้าสิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเซลล์สุริยะ (โซลาร์เซลล์) ชนิดใหม่ขึ้นมา ก่อนหน้านี้พวกเราได้พยายามพรมน้ำใส่ลงไป เมื่อมันเชื่อมต่อจนได้มุมที่กักน้ำไว้ได้ แต่เจ้าดอกไม้นาโนชิ้นนี้ก็สะบัดน้ำออกมา ถือว่าเป็นคุณสมบัติพิเศษของโครงสร้างพื้นผิวที่ทำจากนาโน”
       
       ภาพถ่ายดอกไม้นาโนชิ้นนี้บันทึกโดย “กิม เหวย โฮ” นักศึกษาบัณฑิตศึกษา (ระดับสูงกว่าปริญญาตรี) ในสาขานาโนเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งขนะเลิศการประกวดภาพถ่ายภายในคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย
       
 

จาก ผู้จัดการ


'นาโนเทคโนโลยี' วิทยาศาสตร์ขนาดจิ๋ว
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 24 ธันวาคม 2546 09:54 น.

       หลายคนคงอาจจะไม่เคยได้ยินคำว่า "นาโนเทคโนโลยี" ด้วยซ้ำ แต่บางคนอาจจะผ่านๆ หูมาบ้าง แต่ไม่รู้จักว่ามันคืออะไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไร แต่ ณ วินาทีนี้ "นาโนเทคโนโลยี" กำลังจะกลายเป็นโครงการศึกษาและวิจัยในระดับชาติ วันนี้หน้าการศึกษาจึงนำเรื่องราวและที่มาที่ไปของ "นาโนเทคโนโลยี" มาฝากกัน
       
       นาโนเทคโนโลยี คืออะไร
        ถ้ามองจากรากศัพท์แล้ว ก็น่าจะมาจากคำว่า
       "นาโน" ที่เป็นระดับขนาดหรือ ความยาว ตามมาตราเมตริก หรือมีขนาด 1 นาโมเมตรเท่ากับ 10 ยกกำลัง -9 ของ 1 เมตร กับคำว่า
        "เทคโนโลยี " ซึ่งหมายถึงวิวัฒนาการ ความก้าวหน้า
       
       ถ้านำมารวมกันและแปลความหมายแบบคร่าวๆ ก็น่าจะเป็น ความก้าวหน้าระดับ นาโนเมตร
       

 

       ทีนี้ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราสามารถผลิตชิ้นส่วน หรือสิ่งใดก็ได้ โดยมีค่าใช้จ่ายถูกแสนถูก ซึ่งสามารถประกอบตัวกันขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่าง เหมือนกับการนำความต่างศักย์ทางไฟฟ้า ในรูปของ บิท(bit) มาประกอบกันเป็นข้อมูลด้านต่างๆ จนกลายเป็นคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันได้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้น...การผสมผสานกันของเทคโนโลยีด้านเคมีวิทยา และวิศวกรรมศาสตร์ ทำให้เกิดเทคโนโลยีใหม่ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกในอนาคตเป็นอีกรูปแบบได้ เรียกว่า "นาโนเทคโนโลยี" ทำให้เกิดยุคที่เครื่องยนต์กลไก สามารถสร้างตัวเองขึ้นใหม่ได้ ทำให้ได้สินค้าอุปโภคบริโภคที่ราคาถูก เพราะเราสร้างสิ่งต่างๆ จากหน่วยของอะตอม

 
มนุษย์โมเลกุล ตัวนี้ เกิดจากการ จัดเรียงอะตอมของ คาร์บอนมอนอกไซด์ บนทองคำขาว

       นาโนเทคโนโลยี จึงเป็นอุตสาหกรรมระดับโมเลกุล (โมเลกุล คือการประกอบกันของอะตอม เพื่อหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง) หรือการสร้างสิ่งต่างๆจากอะตอม ในหน่วยวัดระดับนาโนเมตร หรือมีขนาดเพียง 1/1,000,000,000 เมตรเท่านั้น (เล็กขนาดที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น) อะไรมันจะอภิมหาจิ๋วขนาดนั้นและด้วยความสามารถในระดับที่ลึกนี่เอง ทำให้เราสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆในระดับอะตอมได้ เป็นผลให้เราสามารถเข้าไปควบคุม หรือสร้างสิ่งต่างๆที่น่าจะเป็นไปได้ในด้านต่างๆได้ อาทิ สินค้าที่สร้างตัวเองได้, คอมพิวเตอร์เร็วขึ้นล้านเท่า, การเดินทางในอวกาศ, การไขปริศนาโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงความเป็นอมตะ, การสร้างอาหารที่ไม่มีวันหมด, การกระจายการศึกษาอย่างทั่วถึงทุกมุมโลก, การเพาะพันธุ์สัตว์ที่สูญพันธุ์ขึ้นใหม่, การใช้พลังงานแสงอาทิตย์อย่างเต็มที่ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆอีกมายมาก ตามแต่มนุษย์จะจินตนาการไปถึง
       
       
       ในโลกของสารสนเทศ ดิจิตอลเทคโนโลยี สามารถสร้างตัวเองใหม่ ด้วยความรวดเร็ว และสมบูรณ์ ในราคาที่ถูกได้ แล้วจะเป็นไรไป ถ้าหากว่าแนวความคิดนี้ สามารถนำมาใช้ในโลกที่เราจับต้องได้ถ้าคุณสามารถรักษาโรคมะเร็ง โดยการดื่มเพียงน้ำผลไม้ ที่มีหุ่นยนต์จิ๋วแบบที่มองไม่เห็น ซึ่งมีหน้าที่รักษาโรคต่างๆ ตามที่โปรแกรมไว้ มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กเท่าเซลล์ของมนุษย์ คุณสามารถไปท่องเที่ยวทั่วจักรวาลได้ ด้วยค่าใช้จ่ายที่เท่ากับไปต่างจังหวัด

 

        ปฐมบทของนาโนเทคโนโลยี
       นาโนเทคโนโลยี เกิดขึ้นที่ห้องแลปของซีร็อกซ์ ที่ชื่อว่า PARC (Xerox's Palo Alto Research Center) ซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิด ของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าด้านต่างๆ ของโลกในปัจจุบัน โมเสค(Mosaic) ซึ่งต่อมากลายเป็น เนทสเคป(Netscape) ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

 
อะตอมของธาตุเหล็ก ถูกเรียงตัวใหม่ ให้เป็นตัวอักษรญี่ปุ่น

       
       โดยย้อนกลับไปเมื่อปี 2519 นาย Ralphe Merkle กับบัณฑิตจากสแตนฟอร์ดจำนวนหนึ่ง พัฒนาเทคโนโลยีเข้ารหัสในคอมพิวเตอร์ ที่ต่อมาชื่อ Pretty Good Privacy ขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ใช้เวลาว่าง จำลองสิ่งต่างๆในระดับโมเลกุลขึ้นมา โดยคิดว่า อุตสาหกรรม ควรสร้างสิ่งต่างๆมาจากระดับโมเลกุล เพื่อให้ได้สิ่งที่ถูกต้องสมบูรณ์ อาทิ เครื่องมือผ่าตัดในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่เกินไป ถ้าเราสามารถสร้างเครื่องมือที่มีขนาดเท่าโมเลกุล(สามารถตัดสินใจเองได้ ด้วยคอมพิวเตอร์ระดับโมเลกุล จะทำให้เราฉีดเข้าไปในร่างกาย เพื่อรักษาโรคมะเร็ง ฆ่าแบคทีเรีย ไวรัส หรือกำจัด ไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้แต่ความจริง ความคิดนี้ได้ ถูกเผยแพร่มาตั้งแต่ปี 2502 แล้ว โดย นักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Richard P. Feynman แต่ใช้คำว่า Minimanufacturing ยิ่งกว่านั้น ในปี 2532 สถาบันโฟร์ไซธ์(Foresight Institue) ได้ตัดสินใจ มุ่งเน้นวิจัยนาโนเทคโนโลยีอย่างจริงจัง ซึ่งสร้างความฉงน และได้รับคำเยาะเย้ยจากผู้ที่ยังมองภาพไม่ออกพอสมควร
       
       แต่ทันทีที่เปิดสัมนาขึ้น กลับมีนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก เข้าร่วมกว่า 300 คน และในปี 2539 มีนักเคมีในสาขาเคมี ได้รับรางวัลโนเบล จากการคิดค้น "nanotubes" ที่มีขนาดเล็กว่าเส้นผมของมนุษย์ 1/50,000 เท่า เมื่อนำมาประกอบกัน จะแข็งกว่าเหล็ก 100 เท่า ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาทำอุปกรณ์ต่างๆ ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ ทำให้นาโนเทคโนโลยี ได้รับความสนใจจากบุคคลทั่วไป และสื่อต่างๆ มากขึ้น

 

        แล้วทั่วโลกมีความเคลื่อนไหว ในเรื่องนี้อย่างไร
       รัฐบาลญี่ปุ่น - เห็นความสำคัญของ จักรกลขนาดจิ๋ว ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต จึงสนับสนุนด้านเงินทุน ผ่านกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ(MITI) ในการร่วมมือกับ บริษัทในยุโรปพัฒนานาโนเทคโนโลยี
       
       นอกจากนี้ยังมี มหาวิทยาลัยเทคนิคอล ของเดนมาร์ก และ มหาวิทยาลัยเบอร์มิงตัน ของอังกฤษ ที่จับมือกันวิจัยนาโนเทคอย่างลึกซึ้ง
       ยิ่งกว่านั้น ในอเมริกา หน่วยงานของรัฐกว่า 10 แห่ง ที่มีการให้เงินทุนวิจัยด้าน โมเลกุลาร์ นาโนเทคโนโลยี ทั้งหน่วยงานด้าน สาธารณสุข, พลังงาน, ทหาร, นาซ่า รวมถึง มหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น เอ็มไอที, สแตนฟอร์ด, คอร์เนลล์ และ ไรซ์ ต่างก็มีงานวิจัยด้านนี้เช่นกัน
       
       
       ...และเทคโนโลยีสุดท้ายของยุคหน้าก็คือ นาโนเทคโนโลยี ที่สามารถทำสิ่งประดิษฐ์ให้เล็กขนาดเท่าโมเลกุล สามารถสั่งงานได้ตามต้องการ เช่น เรามีหุ่นยนต์จิ๋วขนาดเท่าไวรัส ก็ตั้งโปรแกรมให้ไปทำลายไวรัสตัวนั้น หรือไปจับแยกออกจากเม็ดเลือดขาว เพื่อรักษาโรคเอดส์ได้ ด้วยการทานเม็ดแคปซูลที่บรรจุหุ่นยนต์จิ๋วเม็ดละ 1 พันตัว เข้าไปมื้อละ 2 เม็ดเท่านั้น เป็นต้น

 
       ลองมามองในมุมมืดดูบ้าง ถ้ามีคนสามารถสร้างนาโนเทคโนโลยี
       เป็นอาวุธทำลายล้าง แต่ไม่ใช่ระเบิดอย่างที่เป็นมา แต่เป็นการเจาะจงทำลาย เช่น ตั้งโปรแกรมให้ผู้ที่มีตาสีฟ้า ผมสีบรอนซ์ เป็นมะเร็งให้หมด คนที่มีเชื้อสาย จีน หัวใจวายทั้งหมด แล้วจะเป็นอย่างไร ร้ายขึ้นไปอีก เมื่อสามารถจำลองเซลล์ ของ ฮิตเลอร์ สตาลิน ขึ้นมาใหม่ได้ หรือสร้างเครื่องยนต์สังหาร ตามล้างตามล่า เป้าหมายที่สามารถระบุรูปพรรณสัณฐานได้อะไรจะเกิดขึ้น
       

 
       สถานการณ์นาโนศาสตร์ในประเทศไทย
       
        ธันวาคม 2538 - เริ่มดำเนินการวิจัยทางด้าน Computational Nanoscience โดย ดร. ธีรเกียรติ์ ที่ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ณ เวลานั้นคนส่วนใหญ่ในเมืองไทยคิดว่า "นาโนเทคโนโลยี" เป็นเรื่องไร้สาระ
       
       กรกฎาคม 2542 - ก่อตั้งกลุ่มนาโนเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์เชิงโมเลกุล มี ดร. ธนากร และ ดร. ธีรเกียรติ์ เปิดศักราชด้านนาโนเทคโนโลยีเป็นครั้งแรกในประเทศไทย คนส่วนใหญ่ในเมืองไทยก็ยังคิดว่า "นาโนเทคโนโลยี" เป็นเรื่องเพ้อฝัน
       
       กรกฎาคม 2543 - คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนการปรับปรุงห้องปฏิบัติการทางด้านนาโนศาสตร์ ดร. เติมศักดิ์ และ ดร. อุดม เข้าร่วมทีม ได้รับการสนับสนุนเพราะอยากให้มีการรวมทีมทำงานวิจัย แต่เรื่อง "นาโนเทคโนโลยี" ยังคงถูกมองว่าไกลความจริง
       กรกฎาคม 2544 - สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) อนุมัติให้ดำเนินการวิจัยทางด้านอุปกรณ์โมเลกุล นับเป็นโครงการวิจัยทางด้านนาโนศาสตร์ โครงการแรกของประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานระดับชาติ แม้จะมีคนสนใจพอสมควร แต่มักมี question mark ในใจว่ามันจะไปรอดเหรอ
       
       พฤศจิกายน 2544 - คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อนุมัติจัดตั้ง หน่วยสร้างเสริมศักยภาพทางนาโนศาสตร์ เป็นศูนย์วิจัยทางนาโนศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนท่ามกลางความกังขาในเรื่องของประสบการณ์การทำวิจัย
       
       ธันวาคม 2544 -สภาบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย (บวท.) จัดประชุมระดมสมองด้านนาโนเทคโนโลยีเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ประสบความสำเร็จในแง่ของจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม แต่ทัศนคติโดยมากยังไม่คิดว่าประเทศไทยจะพร้อมทำวิจัยด้านนี้
       
       มีนาคม 2545 - ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัด Summer School on Nanoscience and Nanotechnology
       
       ตุลาคม 2545 - มีการจัดการประชุม Nanotechnology for the ASEAN Region ขึ้นในประเทศไทย
       
       ธันวาคม 2545 - ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ประกาศสนับสนุนการวิจัยทางนาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาแบบก้าวกระโดด เพื่อนำประเทศในภูมิภาคนี้
       
       
       และล่าสุดเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.46
พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบนโยบายให้แก่คณะรัฐมนตรีอีกครั้งในการพัฒนานาโนเทคโนโลยี โดยมุ่งมั่นจะนำมาใช้เพิ่มผลผลิตของประเทศ
       
 

ผู้จัดการ


   เหล็ก
เหล็ก (Iron) เป็นแร่ธาตุหนึ่งที่มีความจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง คนที่ขาดเหล็กจึงเกิดภาวะซีดได้ เหล็กมีความจำเป็นกับคนทุก วัย โดยเฉพาะวัยที่มีการเจริญเติบโตสูง เช่น ทารก เด็ก วัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น ในหญิงวัยเจริญพันธุ์มีการสูญเสียเหล็กไปกับประจำเดือน ถึงแม้เป็นปริมาณไม่มากแต่ควรได้รับมากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน
คนปกติมีเหล็กประมาณ 3-5 กรัม ร้อยละ 70 ของเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบิน ที่เหลืออยู่ในตับ ม้าม ไขกระดูก     และใน กล้ามเนื้อ (Myoglobin) เลือด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีเหล็กประมาณ 40-50 มิลลิกรัม ในน้ำเลือดเหล็กมักรวมอยู่กับโปรตีนโกลบูลิน หรือ อยู่ในเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการใช้ออกซิเจน เช่น Cytochrome, Peroxidase และ Catalase
...
   หน้าที่ของเหล็ก
1. เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงและรงควัตถุในกล้ามเนื้อหรือไมโอโกลบินฮีโมโกลบินทำหน้าที่นำออกซิเจน จากปอดไปยังเซลล์ และนำคาร์บอนไดออกไซด์ไปขับถ่ายออกที่ปอด
2. เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ออกซิเจนในร่างกาย
...
   การดูดซึม
การดูดซึมส่วนใหญ่เกิดในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น และเก็บสะสมเหล็กไว้ในร่างกาย  การสูญเสียมีน้อยมากยกเว้นการสูญ เสียจากการเสียเลือด เหล็กในเนื้อสัตว์ และอาหารจากสัตว์ ถูกดูดซึมได้ดีกว่า เหล็กที่มาจากพืชคือ 15% และ 2% ตามลำดับ (ในคนปกติ) นอก จากนี้ใยอาหารและสารในพืชยังยับยั้งการดูดซึมเหล็กจากอาหารอีกด้วย
ปัจจัยที่มีผลถึงการดูดซึมของเหล็กมีดังนี้
1. เหล็กในรูปของเกลือเฟอรัส (Fe++) ดูดซึมได้ดีกว่าเกลือเฟอริก (Fe+++) เพราะทำปฏิกิริยากับสารอื่นแล้วได้เกลือที่ละลายน้ำง่าย กว่า
2. ปริมาณของเหล็กในอาหาร โดยทั่วไปเหล็กในอาหารดูดซึมได้ร้อยละ 10 แต่อาจดูดซึมได้ร้อยละ 20-30    ถ้าปริมาณของเหล็กใน อาหารน้อยลง
3. ความต้องการของร่างกาย คนที่เป็นโรคโลหิตจางต้องการเหล็กมาก จะดูดซึมได้มากกว่าคนปกติ
4. ความเป็นกรดด่างของอาหาร อาหารที่เป็นกรด เช่น วิตามินซีหรือโปรตีน ทำให้เกลือเฟอริเป็นเฟอรัส ดูดซึมได้ดีขึ้น
5. สารที่มีในอาหาร เช่น สารพวกฟอสเฟต แคลเซียม กรดไฟติก การขาดทองแดงจะทำให้เหล็กดูดซึมน้อยลง หรือการเป็นโรคพยาธิ ท้องร่วง ก็ทำให้เหล็กดูดซึมได้น้อยลง ส่วนวิตามินบีหกทำให้เหล็กดูดซึมได้มากขึ้น
ที่เนื้อเยื้อของลำไส้เล็กมีสารโปรตีนชื่อ อโพเฟอริติน (Apoferritin)      จะสามารถรับเหล็กที่มาจากอาหารที่ย่อยแล้วเกิดเป็นสารพวก เฟอริติน (Ferritin) ขึ้น เมื่อใดที่ร่างกายต้องการเหล็ก เฟอริตินจะปล่อยเหล็กเข้ากระแสโลหิตทีละน้อย
...
ดังนั้น จึงถือว่า เฟอริตินเป็นสารที่ควบคุมการดูดซึมของเหล็ก ถ้าร่างกายต้องการเหล็กมาก เฟอริตินจะปล่อยเหล็กออกให้ร่างกาย มาก ถ้าร่างกายต้องการน้อยก็จะปล่อยเหล็กออกไปน้อย ถ้าเฟอริตินยังมีเหล็กเต็มที่หรืออิ่มตัว จะไม่มีการดูดซึมเหล็กเกิดขึ้น
...
   ปริมาณที่ควรรับประทาน
ในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายต้องการเหล็กน้อยมาก     เพราะเหล็กมีสูญเสียน้อยมากทางเหงื่อและปัสสาวะประมาณวันละ 1.2 มิลลิกรัม ปกติ เม็ดเลือดแดงสลายตัวทุก 120 วัน ดังนั้นในวันหนึ่งๆจะมีเหล็กที่เกิดจากการสลายตัวของฮีโมโกลบินประมาณ 27-28 มิลลิกรัมแต่เหล็กจำนวน นี้ร่างกายนำมาใช้ใหม่อีกในการสังเคราะห์ฮีโมโกลบิน การสร้างฮีโมโกลบินหรือเม็ดเลือดแดงเกิดในไขกระดูก ตับ และม้ามและต้องอาศัยเหล็ก ทองแดง โคบอลต์ โปรตีน วิตามินบีรวม ซี และอี
ความต้องการเหล็กจะสูงขึ้น เมื่อร่างกายเสียเลือดมาก เช่น อุบัติเหตุ มีประจำเดือน มีโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคพยาธิ ริดสีดวงทวารหรือ เมื่อร่างกายดูดซึมเหล็กได้น้อย เช่น ท้องร่วง
กองโภชนาการ กรมอนามัย แนะนำว่าในวันหนึ่ง ๆ เราควรรับประทานเหล็กดังนี้
 เด็ก 4-8 มิลลิกรัม  วัยรุ่นชาย 11 มิลลิกรัม
 วัยรุ่นหญิง 16 มิลลิกรัม  หญิงผู้ใหญ่ 16 มิลลิกรัม
 ชายผู้ใหญ่ 6 มิลลิกรัม  หญิงสูงอายุ 6 มิลลิกรัม
 หญิงมีครรภ์ (3 เดือนก่อนคลอด) และหญิงให้นมบุตร 26 มิลลิกรัม
...
   การขาดเหล็กและการได้รับเหล็กมากเกินไป
เหล็กเป็นส่วนหนึ่งของเฮโมโกลบิน     ที่นำออกซิเจนไปตามเนื้อเยื่อ ถ้าเนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนน้อยไม่เพียงพอจะทำให้เกิดภาวะซีดอ่อน เพลีย หน้ามืด วิงเวียนในศีรษะทำงานไม่ได้คนขาดเหล็กจึงรู้สึกเหนื่อยง่าย  ในคนเกิดโรคโลหิตจางปริมาณฮีโมโกลบินในเลือดต่ำเม็ดเลือดแดง มีขนาดเล็กกว่าปกติในหญิงมีครรภ์การขาดเหล็กอาจทำให้คลอดทารกก่อนกำหนดหรือทารกที่คลอดมีปริมาณเหล็กในร่างกายน้อยกว่าเด็กปกติ (ทารกปกติเก็บเหล็กจากแม่ไว้ได้นาน 4-5 เดือนหลังคลอด)
การขาดเหล็กพบมากในบุคคลภายหลังทำการตัดกระเพาะอาหารผู้ที่ขาดเหล็กเรื้อรังและในระยะเจริญเติบโต ผู้เสียเลือดเรื้อรัง บุคคล ที่มีการดูดซึมอาหารผิดปกติ, ผู้ที่มีพยาธิ
ส่วนการได้รับเหล็กมากเกินไปขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าการกินเหล็กมากไปทำให้เกิดโทษแก่ร่างกายคนแต่ในสัตว์ทดลอง    ถ้ากินเหล็ก มาก ทำให้หายใจขัด น้ำหนักลด ปวดข้อ ตับ ตับอ่อนและหัวใจพิการ
...
   แหล่งอาหารของเหล็ก
อาหารที่มีมาก ได้แก่ ตับทุกชนิด เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง ฯลฯ น้ำตาลมะพร้าว   และน้ำตาลทรายแดง มีเหล็กมากกว่าน้ำตาลทรายขาว  อาหารที่หุงต้มด้วยกระทะเหล็กจะมีเหล็กสูงขึ้น แต่เหล็กที่ได้นั้นจะใช้ประโยชน์ได้มากน้อยไม่มีผู้ใดทราบไม่ ควรทำให้เนื้อหรือผักเป็นชิ้นเล็กแล้วนำไปล้างน้ำ จะทำให้เสียเหล็กมาก
ตารางปริมาณเหล็กในอาหาร
อาหาร มิลลิกรัมในอาหารที่กินได้
100 กรัม
อาหาร มิลลิกรัมในอาหารที่กินได้
100 กรัม
 พริกแห้ง 54.1  ใบสะระแหน่ หอยแมลงภู่ 15.6
 ตั้งฉ่าย 44.4  ขึ้นฉ่าย 15.3
 ยอดแค 41.0  เต้าเจี้ยวขาว 15.2
 ดอกไม้จีน 32.6  ใบสะระแหน่ หอยแมลงภู่ 13.8
 ยี่หร่า 31.0  ผักกาดดอง 13.1
 ขมิ้นขาว 25.9  รำข้าว 12.6
 หอยขม ผักแว่น 25.2  ปลาทู ผักบุ้งจีน 11.9
 ผักโขมสวน กุ้งแห้ง 21.4  น้ำตาลมะพร้าว 11.4
 ตับหมู 19.2  ถั่วเหลือง ใบมันเทศ 10.0
 ผักสะเดา 17.1  ไข่แดง (ไข่ไก่) 5.3
...
   แหล่งอ้างอิง
สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย.
ปาหนัน บุญ-หลง. โภชนาการ. พิมพ์ครั้งที่ 4. เชียงใหม่: ปอง, 2530.
เสาวนีย์ จักรพิทักษ์. หลักโภชนาการปัจจุบัน. พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช จำกัด, 2532.

นำมาจาก

http://www.md.chula.ac.th/public/medinfo/food/minerals/iron1.html


  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต  

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์