ฟิสิกส์ราชมงคล

index  61

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 15 พฤศจิกายน 2547 09:25 น.
 

การลุกขึ้นมาแย้งแนวคิดของอริสโตเติลเรื่องการตกของวัตถุถือเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งของกาลิเลโอ


หลายศตวรรษที่ผ่านมามีการค้นพบทางวิทยาศาสตร์มากมายที่กระทบต่อวิถีชีวิตและวิธีคิดของผู้คน "ไซน์แชนแนล" (Science Channel) ซึ่งเป็นรายการวิทยาศาสตร์ของช่อง "ดิสคัฟเวอร์รี" (Discovery Channel) ได้นำเสนอสุดยอดการค้นพบที่สำคัญต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์ใน 8 สาขา สำหรับวันนี้เอาใจผู้อ่านที่ชื่นชอบฟิสิกส์ ด้วย 13 ข้อค้นพบที่โยงใยกลายเป็นรากฐานสำคัญแห่งวงการวิทยาศาสตร์

....ไปดูกันว่าข้อค้นพบเหล่านี้ เป็นสุดยอดทางฟิสิกส์ที่ตรงกับใจท่านหรือไม่....

1.กฎการตกของวัตถุ (The Law of Falling Bodies) ค้นพบในปี 1604
กาลิเลโอ กาลิเลอิ (Galileo Galilei) นักวิทยาศาสตร์ผู้หาญกล้าล้มแนวคิดของอริสโตเติล (Aristotel) ที่ผู้คนเชื่อถือมากว่า 2,000 ปี ว่าวัตถุที่หนักกว่าจะตกถึงพื้นได้เร็วกว่าวัตถุที่เบากว่า โดยเขาได้ทำการพิสูจน์ว่าวัตถุต่างๆ แม้จะมีน้ำหนักไม่เท่ากันแต่จะตกถึงพื้นพร้อมกัน

2.แรงโน้มถ่วงของจักรวาล (Universal Gravitation) ค้นพบในปี 1666
ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton) ได้สรุปว่าวัตถุทุกอย่างในจักรวาล ตั้งแต่ลูกแอปเปิลถึงดวงดาวจะออกแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน

ฮานส์ คริสเตียน เออร์สเต็ด ผู้ค้นพบว่าแม่เหล็กและไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กัน


3.กฎการเคลื่อนที่ (Laws of Motion) ค้นพบในปี 1687
ไอแซก นิวตัน ได้เปลี่ยนความเข้าใจในจักรวาลของเราด้วยกฎ 3 ข้อ ที่อธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุ กฎข้อที่ 1 วัตถุที่เคลื่อนที่จะรักษาสภาพการเคลื่อนที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำต่อวัตถุนั้น กฎข้อที่ 2 ความเร่งของวัตถุจะแปรผันตามแรงที่กระทำต่อวัตถุ แต่จะแปรผกผันกับมวลของวัตถุ ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างมวลของวัตถุ (m) ความเร่งของวัตถุ (a) และแรงที่มากระทำ ได้ด้วย F=ma และกฎข้อที่ 3 ทุกแรงกระทำที่มีต่อวัตถุจะมีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเท่ากันและอยู่ในทิศตรงข้ามเสมอ

4.กฎข้อที่ 2 ของเทอร์โมไดนามิกส์ (The Second Law of Thermodynamics) ค้นพบในช่วงปี 1824-1850
การทำงานของนักวิทยาศาสตร์ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักรไอน้ำได้พัฒนาความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงความร้อน บรรดานักวิทยาศาสตร์ได้เรียนรู้ว่าการไหลของความร้อนจากที่ซึ่งมีอุณหภูมิสูงไปยังที่ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำจะขับเคลื่อนให้เครื่องจักรทำงาน เปรียบเหมือนกระบวนการใช้น้ำในเครื่องโม่แป้ง โดยการทำงานของเครื่องจักรไอน้ำอาศัย 3 หลักการคือ 1.ความร้อนจะถ่ายเทจากวัตถุร้อนไปยังวัตถุที่เย็นกว่า 2. ความร้อนไม่สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานรูปอื่นได้โดยสมบูรณ์ และสุดท้ายคือระบบจะมีความยุ่งเหยิงตลอดเวลา


5.แม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetism) ค้นพบในช่วงปี 1807-1873
หลายการทดลองในยุคแรกเริ่มได้เผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างไฟฟ้าและแม่เหล็ก และนำไปสู่สมการที่อธิบายกฎพื้นฐานซึ่งครอบคลุมทั้งไฟฟ้าและแม่เหล็ก โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าหนึ่งในการทดลองเหล่านั้นจะได้มาจากผลการทดลองในห้องเรียน ในปี 1820 นักฟิสิกส์ชาวเดนมาร์กชื่อ ฮานส์ คริสเตียน เออร์สเต็ด (Hans Christian Oersted) กำลังพูดกับนักศึกษาถึงความเป็นไปได้ว่าแม่เหล็กและไฟฟ้ามีความสัมพันธ์กัน ระหว่างการบรรยายนั้น ผลการทดลองของเขาก็ได้พิสูจน์ความจริงในทฤษฎีของเขาต่อหน้าคนทั้งชั้น

6.สัมพัทธภาพพิเศษ (Special Relativity) ค้นพบในปี 1905
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ล้มล้างสมมติฐานเกี่ยวกับเวลา (time) และสเปซ (space) โดยการอธิบายว่าเวลาเดินทางช้าลงและระยะทางยาวขึ้นได้อย่างไรเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเข้าใกล้แสง

นิวตันกับการค้นพบว่าแสงขาวประกอบไปด้วยแสงสี


7.สมการ E=mc2 ค้นพบในปี 1905
หรือกล่าวได้ว่าพลังงานเท่ากับความเร็วแสงยกกำลังสองที่ทวีคูณด้วยน้ำหนักของวัตถุเอง โดยสมการอันโด่งดังของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์นี้พิสูจน์ว่ามวลและพลังงานเป็นสิ่งที่แตกต่างอย่างชัดแจ้งในวัตถุเดียวกัน และมวลเล็กๆ สามารถผันกลับเป็นพลังงานปริมาณมหาศาลได้ หนึ่งในความหมายอันลึกซึ้งของสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบคือไม่มีมวลใดที่จะมีความเร็วเหนือแสง

8.การกระโดดของควอนตัม (The Quantum Leap) ค้นพบในช่วง 1900-1935
เพื่อที่จะอธิบายพฤติกรรมของอนุภาคในระดับอะตอม กฎต่างๆ ของธรรมชาติจึงถูกพัฒนาขึ้นโดย แมกซ์ แพลงซ์ (Max Planck) เวอร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก (Werner Heisenberg) เออร์วิน โชรดิงเจอร์ (Erwin Schrodinger) และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ การกระโดดของควอนตัมถูกนิยามว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในอะตอม จากสถานะหนึ่งไปอีกสถานะหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในครั้งเดียว ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ซูเปอร์คอนดักเตอร์ กับความหวังในการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี


9.ธรรมชาติของแสง (The Nature of Light) ค้นพบในช่วง 1704-1905
แนวคิดและการทดลองของไอแซก นิวตัน, โทมัส ยัง (Thomas Young) และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นำไปสู่ความเข้าใจว่าแสงคืออะไร มีพฤติกรรมอย่างไร และส่งผ่านตัวกลางอย่างไร นิวตันใช้ปริซึมแยกแสงขาวออกเป็นสีที่ต่อเนื่องกัน และใช้อีกปริซึมรวมสีที่ต่อเนื่องกันให้เป็นแสงขาว เป็นการพิสูจน์ว่าแสงสีรวมกันแล้วได้แสงขาว ทางด้านยังได้แสดงว่าแสงเป็นคลื่นและความยาวคลื่นของแสงสามารถระบุสีของแสงได้ สุดท้ายคือไอน์สไตน์ ที่ระบุว่าแสงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ ไม่ว่าผู้สังเกตจะมีความเร็วเท่าใด

10.นิวตรอน (The Neutron) ค้นพบในปี 1935
เจมส์ แชดวิก (James Chadwick) ได้ค้นพบนิวตรอนในอะตอมร่วมกับโปรตอนและอิเล็กตรอน การค้นพบนี้ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอะตอมไปในทันทีและเร่งให้เกิดการศึกษาฟิสิกส์อะตอม (atomic physics)

11.ตัวนำยิ่งยวด (Superconductors) ค้นพบในปี 1911-1986
การค้นพบอย่างไม่ตั้งใจที่ว่าวัสดุจะไม่มีความต้านทานไฟฟ้านี้ นำไปสู่ความหวังในการปฏิวัติอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี สภาพความนำยิ่งยวดเกิดขึ้นได้กับวัสดุที่หลากหลาย รวมไปถึงวัสดุที่เป็นที่รู้จักดีอย่าง ดีบุกและอลูมิเนียม โลหะอัลลอยด์ต่างๆ และสารประกอบประเภทเซรามิกส์

12.ควาร์ก (Quarks) ค้นพบในปี 1962
มัวเรย์ เกลล์-มานน์ (Murray Gell-Mann) ได้เสนอว่าน่าจะมีอนุภาคพื้นฐานที่รวมกันเป็นวัตถุอย่างโปรตอนและนิวตรอน ควาร์กมีทั้งกระแสไฟฟ้าและประจุ “เข้ม” (strong) ส่วนโปรตอนและนิวตรอนต่างมีควาร์ก 3 ชนิด

13.แรงนิวเคลียร์ (Nuclear Forces) ค้นพบในปี 1666-1957
การค้นพบของแรงพื้นฐานที่ทำงานในระดับอะตอมนำไปสู่ความกระจ่างที่ว่าอันตรกิริยาทั้งหมดเป็นผลมาจากแรงพื้นฐาน 4 ชนิดในธรรมชาติ คือ แรงนิวเคลียร์อย่างเข้ม แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อน แรงแม่เหล็กไฟฟ้า และแรงโน้มถ่วง

ส่วนการค้นพบทางวิทยาศาสตร์สำคัญๆ ที่กระทบต่อการดำรงชีวิตในสาขาอื่นๆ นั้น "ผู้จัดการวิทยาศาสตร์" จะนำเสนอต่อไปในสัปดาห์หน้า


โทมัส เอลวา เอดิสัน “ยอดนักประดิษฐ์” ที่เริ่มประดิษฐ์สิ่งของเมื่อเขามีอายุได้เพียง 10 ขวบ สามารถสร้างเครื่องบันทึกเสียงได้แม้เขาจะเป็นคนหูหนวก และทำงานอย่างขยันขันแข็งค้นคว้าไม่หยุดหย่อน จนมีเวลานอนเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น เขาได้รับการยกย่องให้เป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง ทั้งๆที่เขาไม่ได้เรียนหนังสือมากนัก แต่สามารถจะศึกษาหาความรู้ได้จากนอกโรงเรียนและทดลองค้นคว้าด้วยตัวเองจนมีชื่อเสียงโด่งดัง

โทมัส เอลวา เอดิสัน เกิดในปี ค.ศ. 1847 ที่มลรัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าดรงเรียนครูกล่าวว่า เขาไม่สามารถเรียนคณิตศาสตร์ได้ ดังนั้นหลังจากเรียนได้สามเดือน บิดามารดาก็ต้องเอาออกจากโรงเรียน แล้วมารดาก็เป็นผู้สอนแทน เธอสอนให้เขาอ่านและเขาก็สนใจอ่านหนังสือเกี่ยวกับเคมีตามที่เขาจะสามารถหาอ่านได้ พออายุได้ 12 ปี เขาได้ทำงานเป็นเด็กเดินข่าวของรถไฟ ขายหนังสือพิมพ์และผลไม้ เอดิสันหูตึงเพราะถูกพนักงานรถไฟคนหนึ่งกระแทกที่หูอย่างแรง เมื่อเขาทำสารเคมีชนิดหนึ่งหกลงไปจนเกิดไฟลุกในห้องเก็บของ ซึ่งเอดิสันใช้เป็นห้องทำงาน และทำการทดลองวิทยาศาสตร์ แต่ตามที่เอดิสันแถลงด้วยตัวเองนั้น เขากลับกล่าวว่า “การที่หูเขาเกิดพิการก็เพราะมีพนักงานรถไฟคนหนึ่งได้ช่วยเหลือเขา โดยจับหูเขาดึงขึ้นมาบนรถไฟที่กำลังเคลื่อนที่ขณะที่เขาเลื่อนไถลลงไปใต้ท้องรถ และจวนเจียนจะถูกล้อทับอยู่แล้ว” การที่เอดิสันกลายเป็นคนหูพิการมิได้ช่วยให้เขารอดชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยให้มีเครื่องบันทึกเสียงเกิดขึ้นอีกด้วย

จากอุบัติเหตุทำให้เกิดไฟไหม้ครั้งนั้นทำให้เอดิสันถูกไล่ออกและตกงาน แต่ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาท้อแท้ได้ นายสถานีประทับใจในความเฉลียวฉลาดและไหวพริบของเขามาก จึงได้สอนเรื่องการส่งโทรเลขให้ ดังนั้นเมื่อเขาอายุได้ 15 ปี ก็ได้งานเป็นคนส่งโทรเลข เขาได้ประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรงในการส่งข่าวโทรเลขในปี ค.ศ.1889 ขณะอายุ 21 ปี และได้จดลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของเขา เอดิสันได้จดลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์ของเขามากกว่า 1,200 อย่าง

เขาได้ประดิษฐ์สิ่งสำคัญขึ้นหลายอย่างเกี่ยวกับกระแสไฟฟ้า ความจริงเขาเป็นคนที่มีทักษะที่จะปฎิบัติตามความคิดใหม่ๆ ได้ทุกอย่าง เราระลึกถึงเอดิสันในเรื่องแสงไฟฟ้า เพราะขณะนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ในการให้แสงสว่างในบ้านธรรมดาได้ เนื่องจากยังไม่มีหลอดไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพ ภายในบ้านยังต้องใช้เทียนหรือตะเกียงน้ำมัน และประมาณปี ค.ศ.1850 จึงเริ่มใช้ก๊าซ ตอนต้นศตวรรษที่ 19 เซอร์ฮัมฟรีย์ เดวี่ ได้ประดิษฐ์ตะเกียงที่ทำให้เกิดแสงโดยผ่านกระแสไฟฟ้าไปยังแท่งคาร์บอน 2 แท่ง ทำให้เกิดความสว่างขึ้น แต่ก็ใช้ให้แสงสว่างบนท้องถนน เนื่องจากมีขนาดใหญ่และเทอะทะ ไม่เหมาะที่จะใช้ในบ้านเรือน ต่อมาในปี ค.ศ. 1878 นักวิทยาศาสตร์โจเซฟ สวอน มาจากเมืองซันเดอร์แลนด์ ได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าขึ้นเป็นครั้งแรก เขาใช้แท่งคาร์บอนเล็กๆ ติดในกระเปาะแก้ว และทำให้แท่งคาร์บอนร้อนด้วยไฟฟ้า ทำให้เกิดแสงสว่างขึ้น คาร์บอนไม่เหมือนกับโลหะทั้งหลาย สามารถทำให้ร้อนพอที่จะให้ความสว่างโดยไม่หลอมละลาย แต่หลอดไฟฟ้าของสวอนให้แสงสว่างน้อยเกินไป ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เอดิสันซึ่งทำงานด้านเดียวกับสวอนในสหรัฐอเมริกา มองเห็นที่จะปรับปรุงสิ่งประดิษฐ์ของสวอนให้ดีขึ้นได้ ถ้าทำให้หลอดแห้วเป็นสูญญากาศ แท่งคาร์บอนหรือเส้นลวดก็จะเกิดแสงสว่างที่สว่างกว่าเก่า โดยที่ไม่ทำให้หลอดแก้วร้อนเกินไป ดังนั้นเอดิสันและโจเซฟ สวอน จึงได้รับเกียรติร่วมกันในสิ่งประดิษฐ์ที่สำคัญนี้

เอดิสันได้ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ กว่า 1,200 ชนิด ผลงานของเขา อาทิเช่น แสงไฟฟ้า หีบเสียง เครื่องบันทึกเสียง ฯลฯ เอดีสันทำงานอย่างขยันขันแข็ง คืนหนึ่งๆ เขานอนเพียง 4-5 ชั่วโมงเท่านั้น ในตอนปลายของชีวิตสุขภาพของเขาทรุดโทรมลงไปมาก และถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1931


อ้างอิง
http://nexus.sura.ac.th/library/sc1/thomas_alva_edison.htm


จากพี่วิภูฝากมาให้น้องๆครับ

อีกประมาณ 6 ชั่วโมงจากนี้ กระสุนหนัก 372 กก. ที่ยิงจากยาน Deep Impact ของ NASA ซึ่งส่งขึ้นไปตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมา จะเข้าชนดาวหางเทมเพล-วัน (9P/Tempel 1) ด้วยความเร็ว 37,000 กิโลเมตร/ชั่วโมง นักดาราศาสตร์คาดหวังว่ากระสุนดังกล่าวจะขุดหลุมขนาดประมาณ 200 เมตร ลึก 50 เมตรบนดาวหาง และคาดว่าชิ้นส่วนของหัวดาวหางที่กระเด็นออกมาจะระเหิดอย่างรวดเร็ว โดยจะมีกล้องโทรทรรศน์อวกาศทุกตัวที่มี รวมทั้งหอดูดาวขนาดใหญ่บนโลกแทบทุกแห่งคอยติดตามถ่ายภาพ วัดแสง และถ่ายสเปกตรัมระหว่างการชนอย่างถี่ยิบ เพื่อที่จะศึกษาว่าในหัวของดาวหางประกอบด้วยอะไรบ้าง และใช้ผลการสังเกตช่วยสนับสนุนหรือปรับปรุงทฤษฏีกำเนิดระบบสุริยะต่อไป

กระสุนจะเข้าชนหัวดาวหางในเวลา T = 05:52:15.0 +- 0.17 UT หรือประมาณ 12:52 น. วันนี้ ตามเวลาท้องถิ่นประเทศไทย

lab ของผม (ROTSE Collaboration, www.rotse.net) จะใช้กล้องดูดาวของเราที่เท็กซัส, ออสเตรเลีย และ นามิเบีย ติดตามดาวหางให้กับ ground team ของ Deep Impact ตั้งแต่ T-4h ไปจนถึง T+12h และช่วงเวลา 2-3 วันหลังจากนี้

ในเบื้องต้น ภาพจาก ground team ทั้งหมดสามารถเปิดดูได้จาก http://deepimpact.umd.edu/collab_pub/imagep.shtml

_________________
Sampan Nettayanun

Carnegie Mellon University, Pittsburgh, PA, USA
Mathematical Science, Economics, Statistic major, Junior


เรื่อง สำเร็จแล้ว!! วัสดุนาโนแข็งกว่าเพชร

:: แปลและเรียบเรียงโดย Koalar ต้นฉบับจาก Newscientist.com ::

วัสดุซึ่งแข็งกว่าเพชรได้ถูกสร้างขึ้นสำเร็จแล้วจากห้องปฏิบัติการ โดยการบรรจุ “ท่อยาวขนาดนาโนเมตร” (nanorods) ขนาดจิ๋วซึ่งทำจากอะตอมของคาร์บอนเข้าด้วยกัน

วัสดุชนิดใหม่ดังกล่าวซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของ “ท่อคาร์บอนแบบอัดตัว” (ACNR: Aggregated Carbon NanoRods – ผู้แปล) ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการใช้แรงกดและความร้อนให้แก่ “บัคกี้บอล” (buckyballs) หรือคาร์บอนที่นำมาต่อกันจำนวน 60 อะตอม ซึ่งเกี่ยวโยงกันเป็นรูปหกเหลี่ยม (hexagonal) หรือรูปห้าเหลี่ยม (pentagonal) และมีรูปร่างคล้ายๆ กับลูกฟุตบอลที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง

โมเลกุล ACNR ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานนี้ถูกสร้างขึ้นโดยการกดคาร์บอน – 60 ที่ความดันกว่า 200 เท่าของความดันบรรยากาศที่ระดับน้ำทะเล ขณะเดียวกันก็เร่งอุณหภูมิไปถึง 2,226 องศาเซลเซียส

สมบัติของวัสดุที่ได้นี้จะได้รับการวัดโดยการใช้ diamond anvil cell ณ หน่วยงานฉายแสงซินโครตรอนแห่งยุโรป ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส อุปกรณ์ดังกล่าวจะทำการบีบวัสดุทดสอบซึ่งคั่นอยู่ระหว่างเพชรจำนวน 2 ชิ้น ซึ่งทำให้นักวิจัยสามารถศึกษาสมบัติของวัสดุดังกล่าวได้ที่ความดันสูงๆ โดยใช้การฉายแสงซินโครตรอนซึ่งเต็มไปด้วยรังสีเอ็กซ์ที่เข้มข้นอย่างมาก การทำแบบนั้นจะช่วยให้เราทราบโครงสร้างของวัสดุดังกล่าวได้

นักวิจัยได้ค้นพบว่า ACNR มีความหนาแน่นมากกว่าเพชรทั่วไปถึง 0.3 % และมีความต้านทานต่อแรงกดมากกว่าวัสดุใดๆ ที่เราเคยรู้จักกันมาก่อนหน้านี้

การประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรม

Natalia Dubrovinskaia ผู้ซึ่งประจำการอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่ง Bayreuth ประเทศเยอรมนี และทำหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะผู้วิจัยกล่าวว่า “วัสดุของเราสามารถสร้างรอยขีดข่วนแก่เพชรได้” นอกจากนั้นยังกล่าวต่ออีกว่า “พวกเรารู้สึกตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างมากเลยค่ะ”

คณะผู้วิจัยกล่าวว่า ในขณะที่เพชรทั่วๆ ไปมีสมบัติด้านความแข็งแกร่งจากพันธะเคมีที่แข็งแรงระหว่างอะตอมแต่ละตัว แต่ ACNR กำเนิดขึ้นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันมีโครงสร้างจากท่อยาวขนาดนาโนเมตรซึ่งเกี่ยวโยงกัน

Dubrovinskaia กล่าวกับวารสารวิทยาศาสตร์ New Scientist ว่า วัสดุนาโนตัวนี้จะมีศักยภาพอย่างมากสำหรับการประยุกต์ใช้ในวงการอุตสาหกรรม และอย่างที่เราทราบว่ามันมีความเสถียรที่อุณหภูมิสูงมากๆ เธอกล่าวว่ามันดีกว่าเพชรทั่วๆ ไปสำหรับหัวเจาะสว่านและวัสดุซึ่งมีการสึกกร่อนจากการเสียดสีเป็นอย่างมาก เธอเชื่อว่ามันสามารถผลิตวัสดุที่มีความแข็งแรงทนทานได้เป็นจำนวนมากๆ ได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นเธอยังกล่าวเสริมว่า “มันเป็นสิ่งที่สามารถทำซ้ำขึ้นมาใหม่ได้อย่างมากมาย”


เรื่อง สมองอัจฉริยะทำงานอย่างไร??

::: แปลและเรียบเรียงโดย Koalar ต้นฉบับจาก World-Science.net :::

การศึกษาครั้งใหม่ได้ค้นพบว่า คนที่มีระดับสติปัญญาสูงจะใช้วงจรภายในสมองที่ต่างจากคนที่มีพรสวรรค์ในการทดสอบเชาว์ปัญญา (IQ) เพียงเล็กน้อย

การค้นพบดังกล่าวนี้ได้จุดประกายการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ เนื่องจากว่าการทดลองต่างๆ ล้วนให้ผลสรุปที่แตกต่างกัน ซึ่งนำไปสู่การแสดงความเห็นอย่างหลากหลายในประเด็นที่ว่า “สมองอัจฉริยะทำงานอย่างไร”

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยกล่าวว่า พวกเขามีความหวังว่าการค้นพบนี้จะให้คำตอบที่ชัดเจน และอาจจะเป็นไปได้ที่นักวิจัยจะสามารถคิดค้นเทคนิคในการพัฒนาความสามารถในการคิด

“บริเวณใดของสมองที่เกี่ยวข้องกับความฉลาดล่ะ? แล้วพวกเรากำลังเข้าใกล้คำตอบหรือยัง?” ริชาร์ด เจ. ไฮเออร์ (Richard J. Haier) แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองเออร์ไวน์ (University of California at Irvine) ผู้ซึ่งทำการศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างของแต่ละบุคคลในด้านสติปัญญา ถามเชิงโน้มนาวและว่า “พวกเรากำลังเข้าใกล้คำตอบนั้นแล้วล่ะครับ”

การศึกษาชิ้นใหม่ได้ค้นพบว่า แม้ว่าคนเราจะแสดงออกถึงกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นของบริเวณต่างๆ ในสมองขณะที่กำลังทำการทดสอบเชาว์ปัญญา แต่ทว่าผู้ที่มีพรสวรรค์นั้นสามารถแสดงการกระทำดังกล่าวได้มากกว่า

ความแตกต่างดังกล่าวนี้ได้รับการแถลงว่ามาจากบริเวณหนึ่งในสมองที่เรียกว่า “posterior parietal cortex” ซึ่งอยู่ด้านหลังส่วนบนสุดของศีรษะ นอกจากนั้นนักวิจัยยังเผยว่าการศึกษาครั้งต่อไปในบริเวณนี้อาจจะทำให้เรามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่ากลไกเกี่ยวกับสติปัญญานั้นทำงานอย่างไร

คุม โฮ ลี (Kum Ho Lee) นักวิจัยประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล (Seoul National University) ณ ประเทศเกาหลีใต้ ร่วมกับนักวิจัยอีกส่วนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเยล วิทยาเขตนิวเฮฟเวน (Yale University at New Haven) มลรัฐคอนเน็กติกัต ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมถึงจากสถาบันอื่นๆ ได้ตีพิมพ์ผลการค้นพบดังกล่าวนี้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมาในฉบับออนไลน์ของวารสารการวิจัยชื่อ “Neuroimage”

นักวิจัยกล่าวว่า สมองส่วนที่เรียกว่า Posterior parietal cortex นั้นมีความสำคัญต่อการทำงานของความทรงจำ ซึ่งก็คือเป็นความสามารถที่จะเก็บสิ่งต่างๆ ไว้ภายใต้จิตใจ ตัวอย่างเช่น คุณสามารถระลึกถึงหมายเลขโทรศัพท์ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที เป็นต้น นั่นคือผู้ที่มีระดับสติปัญญาสูงมากอาจมีความสามารถในการทำงานของความจำได้โดยตรง

แต่อย่างไรก็ตาม การอ้างถึงบทบาทพิเศษของสมองส่วนนี้ค่อนข้างจะขัดแย้งกับมุมมองต่อการศึกษาที่มีมาก่อนหน้านี้

จากรายงานการศึกษาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับหน้าที่ของสมองของผู้ที่มีระดับสติปัญญาสูง ส่วนใหญ่ไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของสมองในบริเวณนี้เลย แม้ว่ารายงานส่วนใหญ่จะได้กล่าวถึงสมองในบริเวณอื่นๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อระดับสติปัญญา แต่อย่างไรก็ตาม ก็ได้มีการศึกษาก่อนหน้านี้อย่างน้อย 1 ชิ้นที่ได้ทำการค้นหาบทบาทพิเศษของสมองในส่วนนี้อย่างที่ลีได้ดำเนินการ นอกจากนั้น ลีและคณะยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า สมองส่วนนี้มีขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับกรณีของไอน์สไตน์ (นักฟิสิกส์อัจฉริยะระดับโลก – ผู้แปล)

ไฮเออร์กล่าวว่า หลักฐานทั้งหมดไม่ได้ชี้เฉพาะว่าสมองส่วนดังกล่าวมีความสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของความสามารถด้านสติปัญญา “แนวคิดที่ว่ามีศูนย์รวมสติปัญญาเพียง 1 แห่งนั้นได้รับการเสนอขึ้นมาเป็นครั้งคราว” แต่หลักฐานชิ้นสำคัญนั้นปฏิเสธเรื่องดังกล่าว

ไฮเออร์กล่าวว่า หลักฐานดังกล่าวนั้นได้ชี้ไปที่เครือข่ายเฉพาะ (specific network) ของพื้นที่สมองซึ่งเป็นรากฐานของความสามารถด้านสติปัญญา นั่นคือเครือข่ายทั้งหมดนี้จะได้รับการศึกษาค้นคว้ามากขึ้นเพื่อให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับระดับสติปัญญาของมนุษย์

เครือข่ายส่วนใหญ่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณของ cerebral cortex ซึ่งเป็นบริเวณผิวที่มีรอยหยักของสมองและยังเป็นตำแหน่งที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้เป็นอย่างสูง เขากล่าวเสริมว่า เครือข่ายดังกล่าวได้ถูกระบุไว้ในการการศึกษาภาพจำลองของโครงสร้างและหน้าที่ของสมองมากกว่า 20 ชิ้น

ในการศึกษาเชิงโครงสร้างของสมอง เขากล่าวว่า “เราได้ค้นพบว่าส่วนหนึ่งของสมองที่มีเนื้อสีเทา (gray matter) มากกว่าจะมี IQ สูงกว่า เนื้อสีเทาเป็นส่วนหนึ่งของสมองซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยเซลล์สมองที่มีรูปร่างกลมมากกว่าที่มีรูปร่างยาว ซึ่งเซลล์สมองดังกล่าวจะใช้ในการส่งสัญญาณประสาทไปยังเซลล์อื่นๆ IQ ย่อมาจาก Intelligence Quotient คือ การวัดความสามารถด้านเหตุผลโดยระบุจากการทดสอบวัดเชาว์ปัญญา

ไฮเออร์ระบุว่า สมองส่วน cerebral cortex เป็นกุญแจสำคัญสำหรับระดับสติปัญญา ซึ่งรวมถึงสมองส่วน parietal cortex ซึ่งคณะของลีได้ทำการศึกษา แต่เมื่อรวมทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันจะเรียกว่า “frontal, temporal and occipital cortex” สมองส่วนดังกล่าวทำให้เราเกิดความจดจ่อต่อสิ่งที่ทำ พฤติกรรมการสำรวจเป้าหมาย ความสามารถทางด้านภาษา และการประมวลผลข้อมูลเกี่ยวกับการมองเห็น ตามลำดับ

ตัวแปรหนึ่งซึ่งรบกวนการศึกษาแบบทดสอบ IQ ก็คือ แบบทดสอบนั้นให้ผลต่ำกว่า ไม่ใช่สูงกว่า รวมทั้งความสามารถของสมองในบรรดาคนที่มีพรสวรรค์ด้วยกัน สิ่งนี้สอดคล้องกับสมมติฐานของไฮเออร์ที่ว่า ยิ่งฉลาดมาก สมองก็ยิ่งทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น วงจรในสมองจึงไม่จำเป็นสำหรับงานที่ไม่ใช้มือ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้นักวิจัยต่างก็งุนงงไปตามๆ กัน เพราะการศึกษาบางชิ้นแสดงให้เห็นสิ่งที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ไฮเออร์เสนอว่าปรากฏการณ์นี้อาจสัมพันธ์กับความยากของงานที่ทำกับคนแต่ละคน โดยในปี 1995 ไฮเออร์และคณะได้ทำการศึกษาไว้โดยคนที่มีพรสวรรค์กับคนทั่วๆ ไปจะได้รับมอบหมายให้แก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งมีความยากพอเหมาะกับระดับสติปัญญา และพบว่าไม่มีผลแต่อย่างใด

ทั้งหลายทั้งมวลนี้ ผลที่ได้ดูเหมือนว่าจะสะท้อนให้เห็นความจริงที่ว่าคนฉลาดจะมี “การทำงานของสมองมากภายใต้สมองที่มีความจุน้อยๆ” นอร์เบิร์ต โจโชเวค (Norbert Jaušovec) แห่งมหาวิทยาลัยมาลิเบอร์ ในเมืองมาลิเบอร์ (University of Maribor) ประเทศสโลเวเนีย กล่าวไว้ในอีเมล์ฉบับหนึ่ง แต่ผลดังกล่าวนี้ยังคงเป็นที่เคลือบแคลงอยู่บ้าง เขากล่าวเสริมว่า ตัวอย่างเช่น ดูเหมือนว่าจะมีการทดสอบในเพศชายมากกว่าเพศหญิงโดยไม่มีเหตุผล

ลีแถลงว่า ความเข้าใจที่ดีขึ้นเกี่ยวกับพื้นฐานทางชีวภาพของระดับสติปัญญาช่วยนักวิจัยในการพัฒนาเทคนิคในการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้

เขากล่าวว่า ไม่มีหลักฐานใดๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเราสามารถเพิ่มพูนระดับสติปัญญาได้ทั้งหมด แต่เราอาจจะสามารถกระตุ้นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในบางส่วนของสมองเพื่อเพิ่มพูนระดับการเรียนรู้ได้ ในอีเมล์ฉบับล่าสุด เขากล่าวว่าเขามีความสนใจเกี่ยวกับเครื่องมือที่เรียกว่า “เครื่องกระตุ้นด้วยแม่เหล็กผ่านกะโหลกศีรษะ” (Transcranial Magnetic Stimulator) ซึ่งใช้หลักการของสนามแม่เหล็ก “ที่อาจจะสามารถกระตุ้นบริเวณหนึ่งๆ ในสมองได้”


 

จากวารสารฟิสิกส์ไทย  กันยายน  2548



อีกครั้งกับโศกนาฏกรรมความ สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์ สินของผู้คนอันเนื่องมาจาก “ภัยธรรมชาติ” เมื่อพายุเฮอริเคนชื่อหวาน “แคทรีน่า” พัดถล่มภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตนับร้อยศพ และบ้านเรือนราษฎรพังเสียหายเป็นจำนวนมาก จนอาจ กล่าวได้ว่า ...มีฤทธิ์ร้ายแรงไม่แพ้คลื่นยักษ์สึนามิ

จวบจนวันนี้ แม้พายุจะสงบลงแล้ว แต่ก็ยังคงทิ้งร่องรอยแห่งหายนะไว้ให้ดูต่างหน้า ท่ามกลางเสียงร่ำไห้และคราบน้ำตาของผู้เคราะห์ร้าย นำไปสู่คำถามในใจ...

นี่มันเกิดอะไรขึ้นระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์…?

จากเหตุการณ์ไม่คาดฝันคลื่นยักษ์สึนามิถล่มภาคใต้ของประเทศไทย และอีกหลายประเทศแถบมหาสมุทรอินเดียเมื่อปลายปี 2547 ยังไม่ทันจางหาย ล่าสุดก็เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ประเทศจีน ตามมาด้วยพายุพัดถล่มญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมถึงภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย และที่หนักที่สุด และร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกาก็คือ พายุเฮอริเคนพัดถล่มหลายรัฐทางภาคใต้ของประเทศ ที่ดูเหมือนว่าจะสร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นช่วงที่มีลมมรสุมกำลังแรงพัดผ่านหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศ ที่มีอาณาเขตติดต่อกับทะเล โดยพายุดังกล่าวจะมีถิ่นกำเนิดเหนือมหา สมุทรในเขตร้อนแถบละติจูดต่ำ มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า พายุหมุน เขตร้อน

“พายุหมุนเขตร้อน สามารถเกิดขึ้นได้หลายแห่งในโลก โดยทั่วไปมักเกิดทางด้านตะวันตกของมหาสมุทรในเขตร้อนบริเวณใกล้ศูนย์สูตร (ยกเว้นมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และทางด้านตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกใต้) เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตก ทำความเสียหายให้แก่ทวีปต่าง ๆ ด้านตะวันออก”

ศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ให้ความรู้เรื่องจุดกำเนิดของพายุหมุนเขตร้อน พร้อมบอกเล่าถึงชนิด และชื่อเรียกที่จะเปลี่ยนไปตามสถานที่เกิด รวมถึงความเป็นไปได้ของการได้รับผลกระทบจากพายุเฮอริเคน หรือพายุไต้ฝุ่นของประเทศไทยว่า

พายุหมุนเขตร้อนจะมีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน แล้วแต่ท้องถิ่นที่เกิด เช่น หากเกิดในบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิก และในทะเลจีนใต้ เรียกชื่อว่า “พายุไต้ฝุ่น-Typhoon” ถ้าเกิดในบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน และในอ่าวเม็กซิโก เรียกชื่อว่า “พายุเฮอริเคน-Hurricane” ดังเช่นที่เป็นข่าว ถ้าเกิดในอ่าวเบงกอล และทะเลอาราเบียนในมหาสมุทรอินเดีย เรียกชื่อว่า “พายุไซโคลน-Cyclone” และถ้าเกิดในทวีปออสเตรเลีย เรียกชื่อว่า “วิลลี่-วิลลี่-Willy-Willy” หรือมีชื่อเรียกไปต่าง ๆ กัน ถ้าเกิดในบริเวณอื่น

ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้มีการจัดแบ่งชั้นของพายุหมุนเขตร้อนตามความรุนแรงของพายุได้เป็น 3 ชั้น คือ พายุดีเปรสชันเขตร้อน (Tropical Depression) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางน้อยกว่า 34 นอต (63 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) พายุโซนร้อน (Tropical Storm) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางอยู่ระหว่าง 34 ถึง 64 นอต (63 ถึง 117 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) และ พายุไต้ฝุ่น หรือเฮอริเคน (Typhoon or Hurricane) มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 65 นอต หรือมากกว่า หรือตั้งแต่ 118 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป

สำหรับพายุเฮอริเคน “แคทรีน่า” ที่พัดถล่มสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หากเปรียบเทียบกับบ้านเราก็จะเรียกว่าเป็น “ซูเปอร์ไต้ฝุ่น” จัดเป็นปรากฏการณ์ธรรม ชาติที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างนับร้อยกิโลเมตร จึงก่อให้เกิดผลกระทบเป็นบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในบริเวณที่ศูนย์กลางของพายุเคลื่อนที่ผ่านจะได้รับผลกระทบมากที่สุด ความเสียหายที่เกิดขึ้นเนื่องจากพายุเฮอริเคน หรือไต้ฝุ่น นอกจากฝนตกหนักและเกิดอุทกภัยตามมาแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกมากทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ในทะเลมีคลื่นสูงเป็นอันตรายต่อการเดินเรือ

ในส่วนของประเทศไทยพายุไต้ฝุ่นมักจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก็คือทางภาคใต้ของประเทศไทย แต่ส่วนใหญ่มักจะอ่อนกำลังลงกลายเป็นพายุดีเปรส ชัน ส่วนที่มีกำลังแรงขนาดพายุโซนร้อน หรือพายุไต้ฝุ่นมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยน้อย โดยจากสถิติในรอบ 48 ปีที่ผ่านมา มีเพียง 11 ครั้งเท่านั้น (ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนพายุทั้งหมดที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย) และในจำนวน 11 ครั้งดังกล่าว มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่พายุเคลื่อนเข้ามาขณะมีกำลังแรงเป็นไต้ฝุ่น นั่นคือ ไต้ฝุ่นเกย์ ที่พัดถล่มจังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2532 ด้วยความเร็วลม 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แม้วันนี้มนุษย์จะได้ชื่อว่าเป็นผู้นำพาโลกก้าวไปสู่ความล้ำสมัย แต่ในเรื่องของภัยธรรมชาติ หากถูก กระหน่ำเมื่อไร ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นรองเสียทุกครั้ง

ฤาจะถึงเวลาแล้วกระมังที่มนุษย์เราจะต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองกับพฤติกรรมการทำลายธรรมชาติ เพราะหากถูกเอาคืนบ้าง…อย่างที่เห็นและเป็นอยู่

ก็คงไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องความสุขใจกลับคืนจากใครได้.


“ทีมวาไรตี้ (ศิริรัตน์ สาโพธิ์สิงห์)”


โดย สุทัศน์ ยกส้าน MGR online

[img]http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=340448[/img]

โกแกง (บน) กับภาพ "มนุษย์มาจากไหน" (ล่าง)

เพราะปี พ.ศ. 2546 เป็นปีครบศตวรรษแห่งการจากไปของ Paul Gauguin พิพิธภัณฑ์ Galeries Nationales du Grand Palais ที่กรุงปารีสจึงจัดงานแสดงภาพวาดของ Gauguin เป็นเวลานาน 14 สัปดาห์ และจุดสนใจของงานแสดงคือภาพวาดชื่อ D'o sommes-nous (มนุษย์มาจากไหน) ซึ่งเป็นผลงานที่ Gauguin ภูมิใจที่สุด และปัจจุบันภาพนี้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์แห่งเมือง Boston ในสหรัฐอเมริกา

พอล โกแกง เกิดที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2391 บิดามารดามีอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ที่มีฐานะปานกลาง เมื่อพระเจ้าหลุยส์นโปเลียน (ผู้เป็นพระราชนัดดาของจักรพรรดินโปเลียน) ขึ้นครองราชย์ บิดาของโกแกงได้อพยพครอบครัวหนีภัยการเมืองเพื่อไปประเทศเปรู แต่ขณะเดินทางบิดาได้เสียชีวิต เด็กชายโกแกงจึงใช้ชีวิตอยู่ที่กรุง Lima นานประมาณ 4 ปี แล้วอพยพกลับฝรั่งเศสอีก เพื่อเข้าศึกษาต่อที่เมือง Orllans กับ Paris เมื่ออายุได้ 17 ปี โกแกงได้สมัครเป็นทหารเรือ และใช้ชีวิตร่อนเร่ในทะเลนาน 6 ปี จึงได้กลับฝั่ง และมีอาชีพค้าหุ้น และเขาได้พบว่า เขาเริ่มสนใจศิลปะภาพวาด โดยเฉพาะภาพประเภท Impressionism ของ Pizzaro มาก และเมื่อเห็นว่าผู้คนสนใจซื้อภาพที่เขาวาด เขาจึงเลิกงานหุ้นมาดำรงชีวิตเป็นจิตรกรสมัครเล่นแทน

ในปี พ.ศ. 2426 ฝรั่งเศสประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ Gauguin จึงตัดสินใจใช้ชีวิตเป็นจิตรกรเต็มตัว โดยได้ไปฝึกวาดเพิ่มเติมที่ห้องภาพของ Pizzaro แต่เมื่อเขานำภาพไปขายที่ Copenhagen ในเดนมาร์ก เขาขายภาพไม่ได้เลย จึงตัดสินใจเดินทางกลับฝรั่งเศส และในช่วงเวลานี้สไตล์การวาดภาพของ Paul Cezanne และ Edgar Degas ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อ Gauguin มากขึ้นๆ และเวลาอากาศในกรุงปารีสหนาว Gauguin มักคิดถึงอากาศที่อบอุ่นใน Lima ที่เขาเคยใช้ชีวิตในวัยเด็ก ด้วยเหตุนี้เขาจึงระบายภาพโดยใช้สีสด และวาดภาพต่างๆ โดยให้มีขอบภาพ แต่ไม่มีเงาใดๆ ซึ่งสไตล์การวาดภาพเช่นนี้เรียก Synthetism หรือ Piclorial Symbolism

[img]http://www.manager.co.th/asp-bin/Image.aspx?ID=340450[/img]
มนุษย์อพยพออกจากแอฟริกา โดยใช้สองเส้นทาง

ในวัยหนุ่ม Gauguin เคยเป็นเพื่อนกับ Vincent van Gogh แต่จิตรกรทั้งสองคนมีสไตล์การวาดภาพที่แตกต่างกัน ดังนั้น จึงมีปากเสียงเกี่ยวกับวิธีวาดภาพบ่อย จนในที่สุด Gauguin ได้ทิ้ง van Gogh ไป ทำให้ van Gogh ตกอยู่ในสภาพเศร้าซึม จนต้องฆ่าตัวตายในที่สุด

เมื่อโกแกงมีอายุได้ 41 ปี ผลงานของเขาเริ่มเป็นที่ยอมรับ โดยได้นำผลงานออกแสดงที่ Paris World Exhibition และเขาเริ่มสนใจชีวิตกับศิลปะของชาวตะวันออก จึงได้เดินทางไป Tahiti และได้สมรสกับสตรีชาวเกาะชื่อ Tehura เพราะชีวิตและวัฒนธรรมของชาว Tahiti ประทับใจเขามาก ดังนั้น ภาพที่วาดในช่วงเวลานี้ จึงมีสีสดใสและเกี่ยวกับชีวิตบนเกาะเป็นส่วนใหญ่ แต่เขาได้ล้มป่วยหนักจึงต้องเดินทางกลับฝรั่งเศสเพื่อเข้ารับการรักษาตัว การได้รับมรดกจากลุงทำให้โกแกงมีฐานะดีขึ้น แต่เมื่อห้องภาพถูกอันธพาลบุกทำลาย เขาจึงได้หวนกลับ Tahiti อีก และได้เข้าพิธีสมรสกับสาวชาวเกาะคนใหม่

ในปี พ.ศ. 2440 Gauguin วาดภาพ "มนุษย์มาจากไหน" เสร็จ โดยได้รวบรวมความรู้สึกนึกคิด อารมณ์และสภาพแวดล้อมอย่างลงตัว ภาพมีคนชาติต่างๆ เช่น คนเปอร์เซีย อียิปต์ กรีก และเอเชีย ที่มีรูปแบบง่ายเสมือนเป็นภาพวาดฝีมือเด็ก ทั้งนี้เพราะ Gauguin คิดว่าศิลปะเป็นนามธรรมที่ไม่มีความจำเป็นต้องเหมือนธรรมชาติจริงๆ

หลังจากวาดภาพมนุษย์มาจากไหนเสร็จอีกหนึ่งปีต่อมา Gauguin ได้พยายามฆ่าตัวตาย แต่ไม่สำเร็จ เขาจึงอพยพไปอาศัยบนเกาะ Marquesas และได้ยุยงชาวเกาะให้ต่อต้านการเข้ายึดครองของคนยุโรป ทำให้เขาถูกเจ้าหน้าที่เกาะเพ่งเล็งมาก

ชีวิตในบั้นปลายของโกแกงลำบากมาก เพราะตาบอด และป่วยด้วยโรคซิฟิลิสจึงได้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 ขณะมีอายุ 54 ปี และศพของเขาได้ถูกนำไปฝังที่หมู่บ้าน Hiva Oa บนเกาะ Tahiti เพราะนั่นเป็นสถานที่ที่เขารักมากที่สุด

ณ วันนี้ โลกยอมรับแล้วว่า Gauguin เป็นจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่ได้ทิ้งแสงสีและความศิวิไลซ์ไปวาดภาพชาวเกาะ ต้นมะพร้าวและคลื่นในทะเลใต้ เขาจึงเป็นคนที่ปฏิเสธ "อารยธรรม" ตามแนวคิดของคนทั่วไป

ในหนังสือ The Way to Paradise ที่ Mario Vargas Llosa นักประพันธ์ชาวเปรูได้เรียบเรียงนั้น Llosa ได้ชี้ให้เห็นว่า Gauguin เป็นคนที่มีคุณธรรมแต่ไม่ยึดติดศาสนาหนึ่งศาสนาใด และชอบใช้ศิลปะเป็นทางออกในการปลดทุกข์ และเหตุผลนี้เองที่ทำให้เขาหนีปารีสไปสู่เกาะ Tahiti แต่ชีวิตของโกแกงบนเกาะ ก็ใช่ว่าจะเป็นสุข 100% ทั้งนี้เพราะชาวเกาะได้รับวัฒนธรรมของฝรั่งเศสไปมาก Gauguin จึงหนีเกาะ Tahiti ไปอยู่ที่เกาะ Marquesas และเสียชีวิตที่นั่น โดยได้ทิ้งภาพวาดไว้มากมายให้เราทุกวันนี้ได้เห็น "สวรรค์" ที่ Gauguin ในขณะที่มีชีวิตอยู่ไม่เคยเห็น

ไม่เพียงแต่ Gauguin เท่านั้นที่สนใจถามว่า "คนเรามาจากไหน?" เพราะนักวิทยาศาสตร์ก็สนใจใคร่รู้เช่นกัน

ซึ่งความรู้ปัจจุบันนั้นก็แน่ชัดแล้วว่า มนุษย์ถือกำเนิดเป็นครั้งแรกในแอฟริกา แต่นักมานุษยวิทยาก็ใคร่รู้เพิ่มเติมว่า จากแอฟริกามนุษย์ได้ใช้เส้นทางใดในการแพร่พันธุ์ทั่วโลก และคนในแต่ละชาติมีความเกี่ยวข้องทางพันธุกรรมกันอย่างไร

Vincent Macaulay แห่งมหาวิทยาลัย Glasgow ในอังกฤษเชื่อว่า จาก Eritrea ในแอฟริกา มนุษย์ได้อพยพผ่านทะเลแดง อินเดีย มาเลเซียสู่ออสเตรเลีย เพราะทีมวิจัยของ Macaulay ได้วิเคราะห์ mitochondrial DNA (mt DNA) ของมนุษย์พื้นเมืองในท้องถิ่นต่างๆ เช่น ใน Eurasia และ Australia จนพบว่า หากถือว่าปริมาณการกลายพันธุ์ของ DNA ขึ้นกับเวลา มนุษย์คนแรกได้เดินทางถึงมาเลเซียเมื่อ 65,000 ปีก่อนนี้ และการที่มนุษย์จากแอฟริกาเดินทางลงใต้โดยไม่ผ่านแหลม Sinai หรือข้าม Arabia นั้น ก็เพราะดินแดนแถบนั้นเป็นทะเลทราย และมนุษย์กลุ่มนี้ได้เดินทางถึงออสเตรเลียในอีก 2,000 ปีต่อมา ทั้งนี้เพราะได้มีการขุดพบกระดูกของมนุษย์อายุ 46,000-50,000 ปีที่ทะเลสาบ Mungo ในออสเตรเลีย

ส่วนมนุษย์ที่อพยพสู่ยุโรปนั้น ก็มีเช่นกัน เพราะได้มีการขุดพบกระดูกคนอายุ 31,000 ปี ที่ถ้ำ Mladec ในสาธารณรัฐเช็ก ดังรายงานที่ปรากฏในวารสาร Nature ฉบับที่ 435 หน้า 332 เมื่อเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมานี้

และเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมปีนี้ องค์การ National Geographic Society กับบริษัท IBM ของสหรัฐฯ ได้อนุมัติโครงการ Genographic Project มูลค่า 1,600 ล้านบาท เพื่อแสวงหาคำตอบว่ามนุษย์กระจายเผ่าพันธุ์อย่างไร และเกี่ยวพันกันเช่นไร

โครงการนี้คาดหวังจะค้นหาตัวอย่าง DNA จากชนเผ่าต่างๆ ทั่วโลก เพื่อจะประกอบกันเข้าให้รู้ลำดับความเป็นมาของชนเผ่าต่างๆ ทั่วโลกด้วย

สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน


 

อุปกรณ์จำลองพายุหมุน
Tornado Machine

อุปกรณ์จำลองพายุหมุน หรือ Tornado Machine เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการจำลอง การเกิดพายุหมุน

พายุหมุน เกิดจากการยกตัวของมวลอากาศร้อนขึ้นสู่เบื้องสูง และมีมวลอากาศเย็นหมุนวนเข้ามาแทนที่


 

 

พายุทอร์นาโด เกิดได้อย่างไร ?

คำว่า Tornado มีรากมาจากภาษาละติน Toronae แปลว่า การหมุน (to turn) ความเร็วลมของพายุทอร์นาโด ถูกบันทึกว่ามากกว่า 300 ไมล์ต่อชั่วโมง และเชื่อกันว่าอาจสูงกว่า 400 ไมล์ต่อชั่วโมง นับว่าเป็นพายุที่มีความเร็วลมสูงที่สุดในโลกทีเดียว

ก่อนที่พายุฟ้าคะนองจะเกิด ลมที่อยู่ระดับสูง จะมีความเร็วลมสูงกว่า ลมที่อยู่ระดับต่ำ ความแตกต่างของความเร็วลม จะทำให้เกิดลมหมุนที่มองไม่เห็น ในชั้นบรรยากาศล่าง มวลอากาศร้อนที่ยกตัวสูงขึ้น (updraft) จะยกลมหมุน จากแนวนอน เป็นแนวตั้ง

พายุหมุนต่างกันอย่างไร ในซีกโลกเหนือ และใต้ ?

พายุจะหมุนทวนเข็มนาฬิกาในซีกโลกเหนือ และหมุนตามเข็มนาฬิกาในซีกโลกใต้ เรียกว่า Cyclonic Circulation

ความแตกต่างของการหมุนดังกล่าว เกิดจากผลของแรง coriolis ซึ่งเป็นแรงที่เกิดจากการหมุนรอบตัวเองของโลก : ของเหลวในซีกโลกเหนือจะหมุนขวา ในขณะที่ของเหลวในซีกโลกใต้จะหมุนซ้าย


ความกดอากาศต่ำ ใกล้ประเทศออสเตรเลีย

เฮอริเคน แอนดรู

 

เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ Tornado Machine แบบต่างๆ

 

ชนิดของ tornado machine ชนิดปิด
ใช้เครื่องทำหมอก
ชนิดกึ่งเปิดหรือเปิดด้านข้าง
ใช้เครื่องทำหมอก
ชนิดเปิดด้านบน
ใช้ไอน้ำร้อน
พัดลม พัดลมเล็ก 1 ตัว ดูดอากาศขึ้นด้านบน พัดลมใหญ่ 1 ตัว ดูดอากาศขึ้นด้านบน และ อัดกลับเข้าสู่ด้านข้างเพื่อสร้างม่านอากาศ ด้านข้าง หรือ ใช้พัดลมเสริม เพื่อสร้างม่านอากาศ ไม่ต้องใช้พัดลม
ข้อดี 1. ค่อนข้างประหยัด และง่าย ใช้พัดลมเล็ก เพียงแค่ตัวเดียว ก็เพียงพอ
2. สามารถใช้นอกอาคาร และในที่ที่มีลมค่อนข้างแรงได้
3. ถ้าออกแบบโครงสร้างให้ดี จะสามารถปรับเปลี่ยนรูป vortex ได้
สามารถใช้มือสัมผัสได้ เพราะไอน้ำเย็น ง่ายที่สุด เนื่องจากไม่ต้องมีพัดลมเลย
ข้อด้อย เล่นกับทอร์นาโด โดยใช้มือสัมผัสไม่ได้ 1. กลัวลม
2. ซับซ้อน และยุ่งยากในการสร้าง มากที่สุด
อันตราย เพราะไอน้ำร้อน

 

ภาพของ Tornado Machine ต่างๆ


tornado machine แบบเปิด

พายุหมุน จะก่อตัวได้ยากหน่อย เพราะมีลมกวนจากด้านนอก

ต้องใช้กระดาษดำกันลมบางส่วน

สามารถจับเล่นได้

น้องให้ความสนใจ

ดูได้ สัมผัสได้

เมื่อพายุหมุนเกิดอย่างสมบูรณ์ จะเห็นหลอดกลวงใส อยู่ตรงกลาง อย่างชัดเจน จุดนี้ที่เรียกว่า 'ตาของพายุหมุน' (eye of the storm)

บูธส่วนของ vortex ที่งานสัปดาห์วิทยาศาสตร์ 2546
จะเห็นโปสเตอร์ของ vortex และ tornado machine แบบปิด อยู่ด้านข้าง

ตัวนี้ ทำจากแผ่นพลาสติกใส 2 แผ่น เส้นผ่าศูนย์กลาง 12 นิ้ว สูง 31 นิ้ว

ตัวนี้สูง 1.8 เมตร

tornado machine ตัวเล็ก
เด็กๆ สามารถปรับเปลี่ยนช่องเปิดได้ ทำให้รูปร่างของ tornado เปลี่ยนไป

ใช้เครื่องทำหมอกแค่ 1 ตัว ก็พอแล้ว

การเปลี่ยนความเร็วของการยกตัวของอากาศ ทำให้ขนาดของ tornado ใหญ่ขึ้น
tornado machine ตัวนี้ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว สูง 57 นิ้ว

การเลื่อนช่องเปิดให้ออกนอกศูนย์กลาง ทำให้ tornado เปลี่ยนรูป จากเส้นตรง เป็นรูปโค้ง

แกนกลางใส เห็นได้ชัดเจน

 

คำถามที่ถามกันบ่อยๆ

ใช้ควันอะไรได้บ้างครับ ?
ควันอะไร ก็คงจะได้ครับ เพราะมีหน้าที่ย้อมสีอากาศ (ลม) ให้เรามองเห็นได้ ควันแต่ละประเภท ก็จะมีคุณสมบัติต่างกัน ที่ใช้อยู่ จะเป็นควัน ที่ทำจากไอน้ำ ของ เครื่องทำหมอก ที่ขายที่ตลาดนัดจตุจักร รุ่นราคาถูกที่สุด ประมาณ 550 บาทครับ ค่อนข้างจะปลอดภัย เพราะมีหม้อแปลงไฟด้วย แค่เสียบปลั๊ก เติมน้ำให้ท่วมเครื่องสักหน่อย ก็ใช้ได้แล้ว

ควันจากแหล่งอื่นๆ เช่น น้ำแข็งแห้ง ก็น่าจะใช้ได้ แต่สิ้นเปลืองมากกว่า และอันตรายกับเด็กเล็กๆ

ตาของพายุ (eye of the storm) คืออะไร ?
ตาของพายุ คือส่วนในสุดของพายุ ซึ่งเป็นพื้นที่สงบลม ท้องฟ้ามักจะโปร่ง ถึงแม้ว่าจะมีลม และเมฆ หมุนวนอยู่รอบขอบของตาก็ตาม ตาพายุ ไม่ต้องอยู่ตรงกลางพายุเสมอไป บริเวณผนังของพายุ เป็นบริเวณที่ฝนหนักที่สุด ลมแรงที่สุด และมี turbulence มากที่สุด

ข้อเท็จจริงอื่นๆ เกี่ยวกับทอร์นาโด
 

  • ทอร์นาโด เกิดขึ้นได้ตลอดปี
  • ในมลรัฐที่อยู่ทางตอนใต้ จะเกิดทอร์นาโดบ่อยที่สุดในช่วงเดือน มีนาคม ถึง พฤษภาคม ส่วนมลรัฐที่อยู่ทางตอนเหนือ จะเกิดมากที่สุดในช่วงฤดูร้อน
  • ทอร์นาโดเกิดมากที่สุดในช่วงเวลา บ่าย 3 โมง ถึง 3 ทุ่ม (แต่เกิดได้ตลอด 24 ชั่วโมง)
  • ทอร์นาโด โดยทั่วไป เคลื่อนที่จากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ไปยังทิศ ตะวันออกเฉียงเหนือ (แต่อาจเคลื่อนไปในทิศทางใดก็ได้)
  • ความเร็วการเคลื่อนที่ โดยเฉลี่ยคือ 30 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่สามารถเคลื่อนได้เร็วถึง 70 ไมล์ต่อชั่วโมง
  • สภาพอากาศก่อนเกิดทอร์นาโด : ท้องฟ้ามืด ส่วนมากเป็นสีเขียวเข้ม , เมฆก่อตัวคล้ายกำแพง , ลูกเห็บขนาดใหญ่ , เสียงดัง คล้ายเสียงรถไฟ

พลังงานที่เกิดขึ้นในก้อนเมฆ
 

  • ทุกๆ 1 กรัม ของน้ำ ที่ควบแน่น จะให้พลังงานความร้อนออกมา 600 แคลอรี
  • ณ ส่วนบนของก้อนเมฆ เมื่อน้ำ 1 กรัม กลายเป็นน้ำแข็ง จะให้พลังงานความร้อนออกมาอีก 80 แคลอรี
  • ความร้อนที่คายออกมา จะทำให้อากาศที่ยกตัว (updraft) มีอุณหภูมิสูงขึ้น
  • ในพายุฟ้าคะนองทั่วไป จะมีการปลดปล่อยพลังงานออกมาประมาณ 10,000 กิโลวัตต์-ชม. เทียบได้กับ ระเบิดนิวเคลียร์ ขนาด 20 กิโลตัน พายุที่ใหญ่กว่านี้ อาจปลดปล่อยพลังงานออกมา ตั้งแต่ 10 เท่า จนถึง 100 เท่า
  • สำหรับพายุฟ้าคะนอง ที่เรียกว่า supercell นั้น updraft จะมีความรุนแรงมาก และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดพายุทอร์นาโด

ขั้นตอนการประดิษฐ์

หลังจากรอมานาน ในที่สุดก็ทำเสร็จแล้วครับ : เครื่องจำลองพายุหมุนแบบปิด

น้องๆ ที่นำไปทำเป็นโครงการวิทยาศาสตร์ หรือทำเล่นๆ กรุณาถ่ายภาพ แล้วส่งมาให้ดูกันบ้างนะครับ อยากเห็นจริงๆ เน้อ

 

ชื่อของพายุ

พายุหมุน มีชื่อต่างกัน ตามลักษณะ และ สถานที่เกิด ครับ เช่น funnel , tornado , waterspout , landspout , dust devil , hurricane , typhoon , เป็นต้น

เฮอริเคน คือพายุที่กำเนิดในเขตศูนย์สูตร และมีความเร็วลมสูงกว่า 118 กม./ชม. พายุที่เกิดในแปซิฟิคตะวันตก จะเรียกว่า ไต้ฝุ่น (typhoon) พายุที่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย จะเรียกว่า ไซโคลน (cyclone) พายุที่เกิดในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ จะเรียกว่า bagulios

การจำแนกพายุทอร์นาโด
(แบ่งโดย National Weather Service)
ที่มา : www.nws.noaa.gov

 

ความรุนแรง กำลังอ่อน (weak) กำลังแรง (strong) กำลังรุนแรง(violent)
คิดเป็นร้อยละ 69 29 2
ความเร็วลม น้อยกว่า 110 ไมล์/ชม. 110-205 ไมล์/ชม. มากกว่า 205 ไมล์/ชม.
เปอร์เซนต์การตาย 3% 27% 70%
อายุของพายุ 5-10 นาที มากกว่า 20 นาที มากกว่า 1 ชั่วโมง

 

 

ขอทราบลิ้งค์ต่างประเทศครับ ?

A Tornado in a Box Display ของ Leon F. Wasinger , NWS, Wichita, Kansas

Tornado Generator Box ของ William J. Beaty , Science Hobbyist

Home made hurricane

How to build a tornado generator มี pdf ให้ download ด้วย

Tornado Simulation Chamber ของ Stormchaser Dave

Tornado Simulator ของ The Workshop นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่ารู้อื่นๆ อีก เช่น recent tornadoes , tornadoes in the past , tornado top ten , the Fujita Scale , FAQ , tornado safety , tornado oddities , tornado myths , tornado stories , ฯลฯ

Tornado ของ REEL EFX

Tornado ของ OSU

Tornado Simulation ของ NASA : การศึกษาพายุทอร์นาโด โดยใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์

Tornadoes : Images : มีภาพของพายุทอร์นาโดในหลายรูปแบบ

Homemade Tornado : ทำ tornado ในขวด ที่ Reeko's Mad Scientist Lab

Tornado Simulations : แสดงภาพ graphic การจำลองพายุทอร์นาโดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ มี mpeg movie อยู่หลาย file ครับ

How tall ? : แสดงภาพ graphic การจำลองพายุทอร์นาโดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ มี mpeg movie อยู่หลาย file ครับ

Discovery Channel : Tornado มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น grow your own tornado , birth and death of a tornado , anatomy of a killer

Dynamic Earth : Tornado ของ school.discovery.com

My Tornado Vortex Generator มีภาพ และรายละเอียด การสร้าง tornado generator

Tornado Box รายละเอียด การสร้าง tornado generator box โดย William J. Beaty

Tornado ภาพ และ movie ของ tornado machine

Tornado in a can เทคโนโลยีการใช้พลังของทอร์นาโดเพื่อการย่อยขนาดขยะ



 



 

คำถาม? ข้อคิดเห็น! ข้อเสนอแนะ . . . ติดต่อกับเราได้ครับ
Fun Science | กลับขึ้นข้างบน

All rights reserved.
Reproduction in whole or in part without permission is prohibited.
P i t a n S i n g h a s a n e h


  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต  

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์