ฟิสิกส์ราชมงคล

index  65

From MGRonline


ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)

คณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล จัดเสวนา “ข่าววิทย์ ลวงโลก!” ผู้เชี่ยวชาญศูนย์ไบโอเทคยันอนาคตหวาง วู-ซุก ดับมอดแล้ว ชี้เรื่องมนุษย์ต่างดาวเชื่อว่ามีจริงแต่ส่วนมากเป็นของเก๊ ไม่เชื่อการติดต่อผ่านทางโทรจิต แจง 10 บัญญัติจับผิดของลวงโลก–ชอบยกคำพูดหรูๆ มาตบตา โดยไม่มีเหตุผลรองรับ อ้างสรรพคุณเกินจริง ไม่ต้องพิสูจน์ และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบเท่าที่จะทำได้

หากใครมีเวลาว่างหรือมีโอกาสไปเยี่ยมชมงาน "มหิดล-พญาไท บุ๊คแฟร์ ครั้งที่ 2" ณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถ.พญาไท ระหว่างวันที่ 7-11 ก.พ.นอกจากจะได้พบนิทรรศการและหนังสือเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์มากมาย พร้อมกับมีการตั้งวงเสวนาเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ชมงานด้วย

วันนี้ (10 ก.พ.) ได้มีการจัดเสวนากันในหัวข้อ “จับผิด ข่าววิทย์ลวงโลก!" โดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดีเอ็นเอจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เจ้าของผลงานเขียน เรื่อง "GMOs: ความจริง ความลวง และความสับสนในสังคมไทย" "มหัศจรรย์ ดีเอ็นเอ (DNA)" ทั้งภาค 1 และภาค 2

ทั้งนี้ ประเด็นที่ยากจะหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงในครั้งนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของ ดร.หวาง วู-ซุก (Hwang Wu-Suk) นักวิจัยสเต็มเซลล์ชาวเกาหลี อดีตเจ้าของรางวัลขวัญใจมหาชนแดนกิมจิ ชั่วหลายปีมานี้ ที่ต้องย่อยยับลงไปเมื่อมีการจับได้ว่า ผลงานสเต็มเซลล์ต่างๆ นานาของเขา เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ อีกทั้งยังกระทำผิดจริยธรรมนักวิจัย ซึ่งเขาไปบังคับให้ลูกทีมให้บริจาคเซลล์ไข่เพื่อการทดลองด้วย โดยผลพลอยได้ที่แม้แต่ดร.หวางเองก็ไม่อยากได้คือ มีการตั้งข้อสงสัยถึงผลงานทั้งหมดที่เขาเคยอวดอ้างสรรพคุณว่าจริงแท้และแน่นอนว่า “มีชิ้นไหนบ้างที่เก๊และชิ้นไหนบ้างที่จริงชนิดทองแท้ไม่กลัวไฟ!!?”

สำหรับผลกรรมที่ ดร.หวาง ฮีโร่กำมะลอคนนี้จะได้รับแน่นอนจากพฤติกรรมฉาวคือ จะไม่มีใครเชื่อถือเขาอีกต่อไป ส่วนรายงานวิชาการที่เขาได้ (ถูก) บังคับให้ถอนจากวารสารไซน์ (Science) ก็จะไม่มีการอ้างอิงใดๆ ต่อไปอีก เสมือนว่าไม่เคยมีรายงานหรือการทดลองนี้เกิดขึ้นมาในโลกนี้เลย !!!

อย่างไรก็ตาม นอกจากประเด็นฮอตเรื่องดร.หวางแล้ว ได้มีผู้ขอความคิดเห็นเรื่องการมีอยู่จริงของมนุษย์ต่างดาวต่อ ดร.นำชัย ด้วยว่า เป็นเรื่องจริงหรือไม่? ซึ่งเขาตอบว่า โดยความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว เขาเชื่อว่าในจำนวนดวงดาวที่มีอยู่มากมายเหลือคณานับ ย่อมมีโอกาสที่จะมีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นได้บ้าง

ทว่า ที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ นั้นเชื่อว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการสำรวจเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง พบว่า ในช่วงใดก็ตามที่มีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวออกมามาก ก็จะมีผู้อ้างว่าเห็นมนุษย์ต่างดาวมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนในเรื่องที่มีผู้อ้างว่าสามารถติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวผ่านทางโทรจิตนั้น เขาเชื่อว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ไม้เด็ดที่ ดร.นำชัย นำมาบอกเล่าในวงเสวนาคือ “บัญญัติ 10 ประการ” ในการจับผิดข่าววิทย์ลวงโลก หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “วิทยาศาสตร์เทียม” หรือ “วิทยาศาสตร์เก๊” ได้แก่ 1. ความก้าวหน้าในแวดวงวิทยาศาสตร์ย่อมจะมีความก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ หากพบว่าเมื่อเวลาผ่านไปมากแล้ว แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยังเป็นข้อมูลเดิมๆ อยู่ ทั้งที่ไม่ได้เป็นข้อมูลพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ยากจะหาข้อมูลมาหักล้างได้ ก็อาจตั้งข้อสงสัยได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม

2.งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มักมีการทำซ้ำเพื่อยืนยันผลการวิจัยที่ชัดเจนเพียงอย่างเดียว ดังนั้นควรมีการตรวจสอบว่าเคยมีผู้ใดทดลองซ้ำบ้างหรือไม่ และได้ผลตรงกันหรือต่างกันเพียงใด 3. ข่าววิทย์เก๊บางชิ้นมักมีเนื้อหาหรือกล่าวถึงการทดลองที่อยู่ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มตัวเองเท่านั้น หรืออาจเกี่ยวพันกับสถาบันน้อยแห่ง อีกทั้งมักมีเนื้อหาการวิจัยที่เก่ามากนับสิบปี

4.งานวิจัยหรือการค้นพบใหม่ๆ ทางวิทยาศาสตร์ส่วนมากมักสอดคล้องกับการค้นพบที่มีอยู่แล้ว 5.บทความวิทยาศาสตร์เทียมทั้งหลายที่อ้างว่าเชื่อถือได้ มักจะไม่ค่อยมีเอกสารอ้างอิงที่เชื่อถือได้อื่นๆ มารองรับ 6.วิทยาศาสตร์เทียมมักใช้ศัพท์ที่ดูเป็นวิชาการอย่างฟุ่มเฟือย แต่คลุมเครือ หาความชัดเจนไม่ได้

7.วิทยาศาสตร์เทียมมักมีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริงชนิดที่ฟังดูก็รู้เช่น งานวิจัยชิ้นนี้มีความถูกต้องมากที่สุด ไม่มีทางผิด และไม่ต้องรับการพิสูจน์ใดๆ อีก 8.วิทยาศาสตร์เทียมมักมีการหยิบยกประโยคสวยหรูมาตบตาอยู่เสมอๆ โดยไม่เกี่ยวข้องกับหลักเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เลย เช่น “ยังมีเรื่องอีกมากมายในใต้หล้าที่เรายังไม่อาจล่วงรู้ได้” หรือบางครั้งก็หยิบยกคำพูดของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังมากลบเกลื่อน เช่น “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ของอัลเบิร์ต ไอสไตน์

9.เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ปะปนอยู่ด้วย มักเน้นการโจมตีผู้วิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง มากกว่าการอธิบายข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหา และ 10.บางครั้งอาจหลีกเลี่ยงการตรวจสอบโดยผู้อื่น โดยอ้างว่าการทดลองได้ผลบ้างในบางครั้ง ส่วนบางครั้งอาจไม่ได้ผล ผิดกับวิทยาศาสตร์แท้ที่ต้องทำซ้ำได้ผลการทดลองแบบเดิมเสมอ


โดย สุทัศน์ ยกส้าน


แฟรงกลินขณะอายุ 80 ปี


แฟรงกลินเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2249 (รัชสมัยพระเจ้าเสือ) ในครอบครัวที่ยากจน บิดามารดามีอาชีพทำเทียนไข และสบู่ขาย ครอบครัวของแฟรงกลินมีขนาดใหญ่ เพราะเขามีพี่น้องร่วมท้องถึง 17 คน ความขาดแคลนปัจจัยต่างๆ ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อมีอายุ 10 ขวบ ได้ไปสมัครงานเป็นพนักงานผู้ช่วยงานพิมพ์ แต่ในเวลาเพียง 30 ปี จากสภาพเสื่อผืนหมอนใบ แฟรงกลินก็ได้มีธุรกิจเป็นของตนเอง เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ The Pennsylvania Gazette ออกวารสารวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านธรรมชาติของไฟฟ้า โดยการแสดงให้เห็นว่า ฟ้าผ่า ฟ้าแลบ เกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้าในก้อนเมฆ นอกจากนี้ ก็ยังได้ออกแบบสายล่อฟ้าให้เราใช้กันมาจนทุกวันนี้ การมีชื่อเสียงในฐานะนักวิทยาศาสตร์ การเป็นเศรษฐีที่มีเงินมหาศาล เป็นกุญแจโอกาสให้แฟรงกลินได้สนทนาวิสาสะกับนักปราชญ์ นักการเมืองและนักประพันธ์ ทั้งในยุโรป และอเมริกา

การมีฐานะยากจนมาก่อน ทำให้แฟรงกลินเมื่อมีฐานะดีมีใจโอบอ้อมอารีต่อคนยากจน เขาจึงจัดองค์กรทำบุญทำกุศลให้สังคม และเมื่อมีความคิดว่า การเล่นการเมืองสามารถทำให้สภาพของสังคมดีขึ้นได้ แฟรงกลินจึงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับนักการเมืองที่เมือง Philadelphia จนได้เป็นรัฐบุรุษคนหนึ่งของอเมริกา ในฐานะที่มีส่วนร่างคำแถลงการณ์ประเทศอิสรภาพของอเมริกา การได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำอังกฤษ เปิดโอกาสให้แฟรงกลินได้ติดต่อ และรู้จักนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญๆ ของยุโรปในสมัยนั้นหลายคน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับการศึกษาสูง แต่แฟรงกลินก็มีจินตนาการสูง ถึงแม้จะไม่ได้ศึกษาวิทยาศาสตร์มาก่อน และไม่รู้จักอิเล็กตรอนเลย แต่แฟรงกลินก็รู้อยู่ในอกว่า กระแสไฟฟ้าเป็นเหตุการณ์ที่แพร่กระจายสิ่งหนึ่งจากวัตถุหนึ่งไปอีกวัตถุหนึ่ง ซึ่งมีผลทำให้วัตถุบางชนิดมีสิ่งที่แฟรงกลินเรียกว่า ประจุมากไป และบางวัตถุมีประจุน้อยไป และการเคลื่อนที่ของประจุเช่นนี้นี่เองที่ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าไหลระหว่างวัตถุทั้งสอง แฟรงกลินจึงเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่เข้าใจธรรมชาติของกระแสไฟฟ้า

นอกจากผลงานนี้แล้ว แฟรงกลินยังได้ประดิษฐ์แว่นชนิด bifocal ที่มีโฟกัสด้วย สำหรับมองภาพใกล้หรือไกลก็ได้ และสร้างเตาผิง แต่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกรู้จักดีที่สุดคือ การอธิบายปรากฏการณ์ฟ้าแลบ ฟ้าผ่าว่าเกิดจากการไหลของประจุไฟฟ้าระหว่างก้อนเมฆกับก้อนเมฆ และระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน โดยแฟรงกลินได้ทดลองเล่นว่าวในขณะที่ฟ้ากำลังคะนอง แล้วเอากุญแจเหล็กผูกติดกับไหมที่ใช้ในการชักว่าว เมื่อฝนพรำสายไหมที่เปียกจะเป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าลงสู่พื้นดิน การทดลองนี้นับว่าอันตรายมาก เพราะถ้ากระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่ร่างของแฟรงกลิน เขาก็จะตายเพราะถูกฟ้าผ่า ดังนั้น จึงเป็นเรื่องไม่น่าแปลกใจที่หลังจากแฟรงกลินตีพิมพ์ผลงานของเขา นักวิทยาศาสตร์เยอรมันคนหนึ่งชื่อ Georg Wilhelm Richmann ได้ถูกฟ้าผ่าตาย เพราะได้ทดลองแบบเดียวกับที่แฟรงกลินทำ และโชคไม่ดี

การค้นพบของแฟรงกลิน จึงมีความสำคัญมาก เพราะสามารถอธิบายได้ว่า รามสูรไม่มีและปรากฏการณ์อสุนีบาตฟาดโลก มิได้เกิดจากการที่เทพ Zeus ทรงพิโรธแล้วทรงประทานโทษ โดยการฟาดตีด้วยสายฟ้า และจากความรู้นี้แฟรงกลินก็ได้เสนอแนะให้ทำสายล่อฟ้า โดยการนำท่อนโลหะปลายแหลมติดที่หลังคาบ้าน แล้วใช้ลวดต่อจากท่อนโลหะนั้นลงดิน เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลลงโลก แทนที่จะไหลลงบ้าน บ้านจึงไม่เป็นอันตราย และสายล่อฟ้าของแฟรงกลินก็ยังคงใช้กันจนทุกวันนี้

ในบั้นปลายของชีวิต แฟรงกลินมีสุขภาพไม่ดี ถึงแม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่แฟรงกลินก็ยังคงสนใจวิทยาศาสตร์และการเมือง เพราะขณะมีอายุได้ 83 ปี เขาก็ยังสามารถออกแบบแว่น bifocal ได้ และสามปีก่อนจะเสียชีวิต แฟรงกลินได้มีบทบาทในการร่างคำประกาศอิสรภาพให้สหรัฐอเมริกา จนคนอเมริกันทุกวันนี้ถือว่า แฟรงกลินเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งที่ให้กำเนิดชาติ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ด้วย

พูดสั้นๆ คือเป็นบุคคลที่มีความรู้รอบ ทั้งการเมือง การราษฎร เพราะมีธุรกิจการพิมพ์ที่ยิ่งใหญ่ เป็นทูต เป็นนักเขียน และนักวิทยาศาสตร์ อีกทั้งเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์คือ เข้าใจผู้อื่นดี และรู้วิธีวางตัวในสังคมที่แตกต่าง

การศึกษาประวัติการทำงาน และผลงานของแฟรงกลิน ณ วันนี้ทำให้เรารู้ว่า แฟรงกลินมีผลงานด้านวรรณกรรม และด้านคณิตศาสตร์ด้วย เขาเป็นบุคคลที่สร้างห้องสมุดแห่งแรกในอเมริกา เป็นผู้คิดคำศัพท์ต่างๆ เช่น battery, condenzer, conductor, charge, discharge, armature, electric shock, electrician, positive and negative electricity, plus and minus charge ซึ่งเป็นคำวิทยาศาสตร์ที่นักเรียนรู้จักดี และเรียนกันจนทุกวันนี้ และการที่แฟรงกลินรู้วิทยาการด้านไฟฟ้ามากเช่นนี้ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ร่วมรุ่นเอง กล่าวยกย่องเขาว่า เป็นนิวตันแห่งวิชาไฟฟ้า นอกจากนี้แฟรงกลินยังเป็นบุคคลแรกที่เชื่อว่า วิทยาศาสตร์สามารถให้คำตอบแก่สังคมแทบทุกเรื่อง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย

ความสนใจของแฟรงกลินนั้น มีหลากหลายเช่น ได้พบว่าจุดเดือดของน้ำขึ้นกับความดัน และนี่ก็คือเหตุผลที่อธิบายได้ว่า เหตุใดเวลาต้มไข่บนเขาสูง จึงต้องใช้เวลานานกว่าไข่จะสุก แฟรงกลินยังสนใจเรื่องการเคลื่อนที่ของอากาศ โดยได้ติดตามการเคลื่อนที่ของลมเฮอริเคนด้วยตนเอง และยังได้เสนอการทดลองแบบแปลกว่า ถ้าให้ชายคนหนึ่งยืนเปลือยกลางแจ้ง แล้วเอาแอลกอฮอล์เทราดตลอดเวลา พร้อมกันนั้นก็ให้พ่นลมใส่ไม่หยุดแล้วชายคนนั้นก็จะหนาวตายได้

ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ของแฟรงกลินได้รับการยอมรับ เมื่อเขาได้รับเหรียญ Copley ของ Royal Society แห่งอังกฤษ ซึ่งเทียบเท่ารางวัลโนเบลในสมัยนี้ และได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสมาคมวิชาการในฝรั่งเศส และเยอรมนีด้วย

ส่วนความสามารถทางภาษานั้น ก็น่าทึ่ง เพราะแฟรงกลินมีความสามารถในการเลือกคำที่กินใจ และโดนใจเช่น

An apple a day keeps the doctor away

Better slip with Foot than Tongue ล้มพลาดดีกว่าพูดพลาด

Wish not so much to live long, as to live well ไม่ควรปรารถนาจะมีอายุยืนมากเท่าอยากมีชีวิตที่ดี

Poverty wants some things, luxury many things, avarice all things ความจนปรารถนาจะมีบางสิ่งบางอย่าง ความฟุ่มเฟือยปรารถนาหลายสิ่งหลายอย่าง และความโลภปรารถนาทุกสิ่งทุกอย่าง และ If you would not be forgotten, as soon as you are dead, either write things worth reading, or do things worth the writing หากไม่ต้องการให้ใครลืมเวลาคุณตายไป ก็จงเขียนสิ่งที่ควรค่าจะอ่าน หรือมิฉะนั้นก็จงทำสิ่งที่มีค่าน่าเขียนถึง เป็นต้น

ในหนังสือ Bolt of Fate : Benjamin Franklin and His Electric Kite Hoax ของ Tom Tucker ที่จัดพิมพ์โดย Public Affairs Press เมื่อปี 2546 ราคา 25 เหรียญ Tucker ได้ตั้งข้อสงสัยในเหตุการณ์แฟรงกลินชักว่าวว่า เหตุใดแฟรงกลินจึงไม่ได้ทดลองเรื่องนี้ให้คนอื่นรู้เห็นเป็นพยานด้วย เพราะมีแต่ลูกชายแฟรงกลินคนเดียวที่เห็นเหตุการณ์ที่เป็นตำนานนี้ และเมื่อคนที่ได้ทดลองลักษณะเดียวกับแฟรงกลินถูกฟ้าผ่าตาย ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าแฟรงกลินมิได้ชักว่าวดังกล่าวเลย และถ้าไม่มีการทดลองจริงนั่นก็แสดงว่า แฟรงกลินประสบความสำเร็จไม่ใช่ในการอธิบายเรื่องไฟฟ้าในอากาศ แต่ในเรื่องสร้างตำนานหลอกคนมาได้นานร่วม 300 ปี ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์คิดว่า แฟรงกลินจะทดลองจริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่ แต่คำอธิบายและจินตนาการของแฟรงกลินเกี่ยวกับเรื่องนี้ถูกต้องทุกประการ และนี่ก็คือความยิ่งใหญ่ของรัฐบุรุษวิทยาศาสตร์ผู้นี้ครับ

สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน


From MGRonline


แฟรงกลินกับบุตรชาย ขณะทดลองพิสูจน์ไฟฟ้าในอากาศ เป็นภาพที่ทุกคนคงคุ้นตาเมื่อพูดถึงเบนจามิน แฟรงกลิน

พูดถึงเบนจามิน แฟรงกลิน แน่นอนว่าภาพที่เรามองเห็นคือว่าวร้อยเข้ากับกุญแจ และมีสายฟ้าแลบแปล็บๆ ตามมา นอกจากเขาจะค้นพบว่าในชั้นบรรยากาศมีไฟฟ้าแล้ว เบนยังได้ประดิษฐ์สายล่อฟ้า ที่ช่วยให้มนุษย์ปลอดภัยจากภัยธรรมชาติชนิดนี้มากขึ้น แต่นั่นเป็นเพียงแค่มิติหนึ่งของแฟรงกลินเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มากความสามารถ

วันที่ 17 ม.ค.ที่ผ่านมาถ้าหากเบนจามิน แฟรงกลิน (Benjamin Franklin) ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงได้ฉลองวันเกิดครบรอบปีที่ 300 (แต่แน่ล่ะใครจะมีชีวิตยืนยาวได้ขนาดนั้น ^^) แม้เบนจะไม่สามารถฉลองวันเกิดของตัวเขาเองมากว่า 200 ปีแล้ว แต่ก็ยังฝากผลงานมากมาย ไม่ใช่แต่เฉพาะสายล่อฟ้าให้เราระลึกถึงกันอย่างสม่ำเสมอ


ภาพวาดขณะเบนกำลังพยายามจับกระแสไฟฟ้าออกมาจากท้องฟ้า ปัจจุบันภาพนี้แสดงโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะฟิลาเดเฟีย

เบนเกิดที่บอสตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาในครอบครัวที่ยากจน บิดามารดามีอาชีพทำเทียนไขและสบู่ขาย เขามีพี่น้องร่วมท้องถึง 17 คน ความขาดแคลนปัจจัยต่างๆ ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนเมื่อมีอายุ 10 ขวบ ได้ไปสมัครงานเป็นพนักงานผู้ช่วยงานพิมพ์ แต่ในเวลาเพียง 30 ปี เขามีธุรกิจเป็นของตัวเอง เรื่อยมาจนกระทั่งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ "เดอะ เพนซิลวาเนีย กาเซ็ตต์" (The Pennsylvania Gazette) ซึ่งขายดีทีเดียว

ความที่เบนเคยยากจนมาก่อนเมื่อมีฐานะดีมีใจโอบอ้อมอารีต่อผู้ยากไร้ เขาจึงจัดองค์กรทำบุญทำกุศลให้สังคม และเมื่อมีความคิดว่าการเล่นการเมืองสามารถทำให้สภาพของสังคมดีขึ้นได้ เขาจึงได้เข้ามาข้องเกี่ยวกับนักการเมืองจนได้เป็นรัฐบุรุษคนหนึ่งของอเมริกา ในฐานะที่มีส่วนร่างคำแถลงการณ์ประเทศอิสรภาพของอเมริกา ในปี 1776 และการเข้าสู่วงการเมืองทำให้เบนได้รู้จักนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญๆ ของยุโรปในสมัยนั้นหลายคน

ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับการศึกษาสูง แต่เบนก็มีจินตนาการสูง เขาช่างสังเกตโน่นนี่อยู่ตลอดเวลาและสนใจวิทยาศาสตร์ไม่น้อย ดังนั้นเมื่อมีฐานะร่ำรวยจากธุรกิจสิ่งพิมพ์ เบนจึงเกษียณตัวเองออกจากงานทุกอย่างตั้งแต่วัย 42 ปี เพื่อทุ่มเวลาให้กับงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตัวเขาเองสนใจอย่างเต็มที่



เมื่อมีเวลาและฐานะอำนวยจินตนาการอันสูงส่งของเบนก็ผลิดอกออกผลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การประดิษฐ์สายล่อฟ้า, เครื่องวัดระยะทาง และแว่นตาชนิด 2 เลนส์ ซึ่งสิ่งที่เบนสร้างขึ้นมาทั้งหลายก็เพราะตั้งใจจะนำไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน แม้ว่าผลงานบางชิ้นของเบนจะไม่สลักสำคัญเท่ากับการค้นพบกระแสไฟฟ้า หรือการพบกระแสน้ำอุ่น (Gulf Stream) แต่อุปกรณ์หลายๆ อย่างที่เบนสร้างขึ้นมาก็เพิ่มเติมความสุขให้แก่ชีวิตได้ไม่น้อย

“อาร์โมนิกา” ดีดชามจนเป็นเพลง

เบนรักดนตรีมาก นอกจากมีความสามารถในการเล่นแล้วเขายังแต่งเพลงเองอีกด้วย ขณะท่องเที่ยวไปอังกฤษอยู่ครั้งหนึ่งเขาเห็นนักแสดงเล่นเพลงผ่านการดีดแก้วไวน์จนออกมาเป็นจังหวะต่างๆ (คล้ายกับระนาดแก้วน้ำ) ซึ่งแก้วเหล่านั้นมีหลายขนาดและมีน้ำอยู่ในแก้วปริมาณที่แตกต่างกัน เบนติดใจไอเดียระนาดแก้วแบบนี้จึงสร้างบ้าง

เขาสร้าง “อาร์โมนิกา” (armonica) ขึ้น โดยนำชามที่มีความหนาต่างกันจำนวน 37 ใบมาเรียงบนแท่นไม้ที่หมุนได้ จากนั้นเบนก็เริ่มไล่นิ้วที่มีความชื้นของเขาไปตามแนวสันชามหนา พร้อมทั้งถีบแถนด้านล่างให้ไม้ที่เป็นแกนเสียบชามหมุนเหมือนถีบจักร จนเสียงที่ได้ออกมาเป็นตัวโน๊ตต่างๆ และไม่น่าเชื่อว่าอาร์โมนิกาจะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไม่เว้นแม้แต่พระนางมารี อองตัวแนตต์ก็ทรงใช้ฝึกซ้อมดนตรี ไล่เรียงมาถึงนักดนตรีชื่อดังอย่างโมซาร์ต, บีโธเฟน และสเตราซ์ต่างก็ใช้บริการอาร์โมนิกาเพื่อประพันธ์เพลง

“ตีนกบ” รุ่นแรกสุดติดที่แขน

เชื่อไหมว่า “ตีนกบ” รุ่นแรกสุดคิดค้นโดยเบนจามิน แฟรงกลิน เขาคลั่งไคล้การว่ายน้ำมาตั้งแต่วัยเยาว์ แถมยังเขียนยืนยังไว้ในงานเขียนช่วงหลังๆ ของเขาถึงประโยชน์ต่อสุขภาพที่ได้จากการว่ายน้ำ แต่ด้วยความเป็นคนช่างคิดเบนไม่ได้ใช้เวลาไปกับการว่ายน้ำเพียงอย่างเดียว เขาได้คิดค้นครีบปลาหรือตีนกบขึ้นมาคู่หนึ่งเพื่อช่วยในการว่ายน้ำได้ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ แต่ครีบคู่นั้นไม่เหมือนกับตีนกบที่ใช้กันในปัจจุบัน ซึ่งครีบปลาของเบนใช้ติดไว้ที่แขนเพื่อให้จังหวะจ้วงแต่ละสโตรกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และตีบกบของเบนจามิน แฟรงกลินปัจจุบันถูกเก็บไว้พิพิธภัณฑ์กีฬาว่ายน้ำสากล


เก้าอี้ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เมื่อสามารถช่วยเราเอื้อมหยิบหนังสือบนชั้นสูงๆ หรือไกลออกไป

เก้าอี้ห้องสมุด – แขนยื่นได้

เบนได้สร้างห้องสมุดขึ้นที่ฟิลาเดเฟีย และเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ขลุกอยู่กับสารพัดหนังสือในห้องสมุดที่เขาสร้างขึ้น ทำให้เบนคิดสร้างอุปกรณ์ที่ช่วยให้สนุกสนานกับการค้นคว้าตำราในห้องสมุดมากยิ่งขึ้น ด้วยการนำเก้าอี้ที่นั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดธรรมดาๆ มาเพิ่มเติมให้กลายเป็นเก้าอี้ที่ติดบันไดเล็กๆ เอาไว้ เพื่อช่วยเอื้อมหยิบหนังสือที่อยู่ไกลมือ หรือบนชั้นสูงๆ เพียงแค่ใช้เชือกชักแขนและนิ้วบันไดก็จะยื่นออกมาจากเก้าอี้ที่นั่งและหยิบหนังสือไกลๆ ได้ตามต้องการ

แฟรงกลินยังสร้างผลงานที่น่าสนใจอีกมากมายทั้งสิ่งประดิษฐ์ที่อำนวยความสะดวก และสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเตาอบที่ลดปริมาณควันและกินเชื้อเพลิงน้อยลง แต่ได้ความร้อนเพิ่มสูงมากขึ้น รวมถึงการสร้างห้องสมุด โรงพยาบาล บริษัทประกันภัย เขียนหนังสือ รวมทั้งร่วมลงนามประกาศอิสรภาพ เรียกได้ว่าเป็นทั้งนักประดิษฐ์และนักพัฒนาสังคมตัวยงเลยทีเดียว แต่สิ่งสำคัญคือเขาไม่เคยหยุดคิดหยุดฝันจนกระทั่งสิ้นลมหายใจ

แถมเบนยังมีคำพูดเด็ดๆ ที่คมคายและสอนใจไว้อย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “Well done is better than well said” … ทำดีย่อมดีกว่าพูดดี (แน่นอน)


 

ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร
From bkkbiznews



เมื่ออาทิตย์ที่แล้วอุทยานวิทยาศาสตร์มีสัมมนาวิชาการโดย Prof. Claude Cohen-Tannoudji นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลประจำปี พ.ศ. 2540 ในเรื่อง Manipulating Atoms with Light ซึ่งผมก็ได้มีโอกาสได้เกริ่นนำในช่วงก่อนสัมมนา เลยอยากถือโอกาสนี้มาเล่าให้ฟังว่า แสงเลเซอร์ที่สามารถนำมาเผากระดาษให้ไหม้ ตัดเหล็ก และเชื่อมเหล็กได้นั้น ยังสามารถนำมาใช้จับอะตอม และทำให้อะตอมเย็นลงได้

โดยปกติเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นอะตอมภายในวัตถุจะเคลื่อนที่เร็วขึ้น ถ้าวัตถุนั้นเป็นของแข็ง อะตอมภายในของแข็งก็จะมีการสั่นไปมาเร็วขึ้น แต่ถ้าเป็นก๊าซ อะตอมก็จะเคลื่อนที่ได้เร็วมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ณ อุณหภูมิห้องอะตอมของอากาศสามารถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเฉลี่ยถึง 500 เมตร/วินาที หรือ 1800 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทีเดียว ดังนั้นการที่จะทำให้อะตอมของก๊าซเย็นลงได้นั้นจะต้องสามารถชะลอการเคลื่อนไหวของอะตอมให้ได้

การที่อะตอมเคลื่อนไหวได้ช้ามากๆ จนเกือบจะหยุดนิ่งนั้นจะต้องทำให้อะตอมเย็นลงอยู่ที่ระดับเกือบศูนย์องศาสัมบูรณ์ หรือที่ประมาณเกือบ -273 องศาเซลเซียส ซึ่งระดับอุณหภูมินี้ทำได้ไม่ง่ายเลยนะครับ เพราะว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกับระดับอุณหภูมิของสิ่งต่างๆ ที่เรารู้จะพบว่า น้ำแข็งตัวที่ 0 องศาเซลเซียส อุณหภูมิของไนโตรเจนเหลวอยู่ที่ -196 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิของจักรวาลอยู่ที่ -270 องศาเซลเซียส ซึ่งก็ยังไม่พอที่จะทำให้อะตอมเย็นลง และหยุดการเคลื่อนไหวลงได้

แนวคิดของการนำแสงเลเซอร์มาช่วยให้อะตอมเย็นลงนั้น ได้มีการนำเสนอขึ้นในปี พ.ศ. 2518 โดย Theodor W. H?nsh, Arthur L. Shawlow (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ปี พ.ศ. 2524) David Wineland และ Hans G. Dehmelt (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลปี พ.ศ. 2532) แต่ก็ต้องรอจนกระทั่งปี พ.ศ. 2528 จึงประสบผลสำเร็จ ซึ่งทำให้นักฟิสิกส์สามคน คือ Steven Chu, Claude Cohen-Tannoudij และ William D. Phillips ได้รับรางวัลโนเบลในปี พ.ศ. 2540

หลักการของการทำให้อะตอมเย็นลงได้นั้นจะต้องอาศัยสองกระบวนการหลักๆ คือ จะต้องลดพลังงานจลน์ หรือความเร็วของอะตอมลงก่อน จากนั้น จะต้องจับอะตอม หรือกักบริเวณอะตอมให้ได้ด้วย

เรารู้อยู่แล้วว่าแสงมีพฤติกรรมที่เป็นได้ทั้งคลื่น และอนุภาค ดังนั้นเมื่ออนุภาคของแสงชนกับอะตอม ก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนโมเมนตัมกัน เหมือนกับเวลาที่รถชนกัน หรือลูกสนุกเกอร์ชนกันนั่นล่ะครับ ผลที่ได้ก็คือ เราสามารถชะลอความเร็วของอะตอมลงได้ แต่ไม่มากนัก ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าขนาดของอะตอมนั้นใหญ่กว่าขนาดของอนุภาคของแสง หรือ โฟทอนมาก เราจึงต้องใช้อนุภาคของแสงจำนวนมาก หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ เราต้องใช้พลังงานของแสงพอสมควรที่จะทำให้อะตอมลดความเร็วในการเคลื่อนที่ลงมากๆ

นอกจากนี้ (จากบทความ "จากอิเล็กตรอนสู่แสง" เมื่อสี่สัปดาห์ก่อน) เราก็รู้ว่าอิเล็กตรอนในอะตอมสามารถดูดซับพลังงานแสงเข้าไปได้ด้วย และเมื่ออิเล็กตรอนลดระดับพลังงานลงมาก็จะปล่อยแสงออกมาโดยผ่านกระบวนการ Spontaneous หรือ Stimulated emission ซึ่งแสงที่ได้จากกระบวนการแรกจะมีทิศทางที่ไม่แน่นอน และทำให้โมเมนตัมของอะตอมเปลี่ยนไปในทางที่ลดลงได้ ส่วนแสงที่ได้จากกระบวนการหลังนั้นจะมีทิศทางที่แน่นอน ทำให้โมเมนตัมเปลี่ยนแปลงน้อยมาก

แต่เนื่องจากสสารที่อยู่ในสถานะก๊าซในบริเวณหนึ่งๆ นั้นมีอะตอมอยู่จำนวนมาก ซึ่งเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน และคนละทิศละทางกัน ส่งผลให้ความถี่แสงที่อะตอมแต่ละตัวเห็นก็แตกต่างกันออกไปด้วย ปรากฏการณ์นี้ก็คือ ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ (Doppler effect) ที่เราเจอะเจอกันบ่อยๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เสียงแตรรถแหลมขึ้นเมื่อรถคันนั้นวิ่งเข้าหาเรา ผลของปรากฏการณ์นี้ก็คือ ทำให้อะตอมบางตัวลดความเร็วลง แต่ก็มีอะตอมอีกหลายตัวที่ยังเคลื่อนที่เร็วอยู่ เพราะไม่ได้มีการแลกเปลี่ยนโมเมนตัมกับโฟทอนได้ดีเท่าไหร่

วิธีการแก้ไขทำได้โดยใช้สนามแม่เหล็กเข้ามาช่วย เพื่อให้อะตอมในบริเวณที่ต้องการมีระดับพลังงานที่เหมาะสมที่จะสามารถแลกเปลี่ยนโมเมนตัมกับโฟทอนได้ ซึ่งในครั้งแรกๆ ทีมของ Dr. William D. Phillips ก็ทำให้อะตอมเย็นลงมาถึงที่ระดับ -272.9 องศาเซลเซียส หรือ 100 มิลลิเคลวิน นอกจากนี้ยังสามารถปรับความถี่แสงให้เหมาะสมกับอะตอมที่เคลื่อนที่ได้เร็วกว่าอะตอมอื่น ซึ่งจะช่วยให้อะตอมเย็นลงกว่าเดิมได้

เพื่อให้มีความเสถียรมากขึ้นทางทีมของ Prof. Steven Chu ก็ได้ยิงแสงจาก 6 ทิศทาง ตามแนวแกนในสามมิติ ก่อให้เกิดกลุ่มของอะตอมที่เย็นลง ซึ่งเรียกว่า Optical Molasses และ ทำให้อะตอมเย็นลงมาอยู่ที่ระดับ -272.99 องศาเซลเซียส หรือ 1 มิลลิเคลวิน การควบคุมเลเซอร์ และ สนามแม่เหล็ก อย่างรวดเร็วในการทำให้อะตอมเย็นลงก็จะเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้ดีขึ้น ซึ่งทีมของ Prof. Cohen ก็ได้ทำสำเร็จ

ในการวัดอุณหภูมิของอะตอมของก๊าซที่ต่ำขนาดนี้สามารถทำได้โดยดูที่การขยายตัวของกลุ่มอะตอมที่จับตัวกันอยู่ ถ้ากลุ่มอะตอมใหญ่ก็หมายถึงว่าอะตอมมีพลังงานมาก และมีอุณหภูมิสูง อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การทำให้อะตอมเริ่มร้อนขึ้น แล้วสังเกตอัตราการขยายตัวของกลุ่มอะตอม ซึ่งสามารถนำมาคำนวณหาความเร็ว (พลังงานจลน์) และ อุณหภูมิของอะตอมได้

เมื่ออะตอมเย็นลงแล้วนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถเข้าใจพฤติกรรมของอะตอมได้ลึกซึ้งขึ้น เช่น ทำให้สามารถสังเกตการเปลี่ยนระดับพลังงานของอะตอมได้ง่ายขึ้น เข้าใจการชนกันของอะตอม และการเกิดพันธะทางเคมีได้ดีขึ้น สามารถควบคุมอะตอมได้ง่ายขึ้น เมื่อนำอะตอมมาแทรกสอดกัน ก็สามารถวัดค่าการเปลี่ยนแปลงของแรงโน้มถ่วงได้ละเอียด และถูกต้องมากขึ้น สามารถนำมาใช้ปรับปรุงความถูกต้องของนาฬิกาอะตอม และสามารถศึกษาสถานะหนึ่งของสสารที่เรียกว่า Bose-Einstein Condensation หรือเรียกย่อๆ ว่า BEC

สำหรับทฤษฎีทาง BEC นั้นถูกคิดค้นโดย Albert Einstein และ Satyendra Nath Bose ในปี พ.ศ. 2467 ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ทั้งสองพบว่าที่อุณหภูมิต่ำๆ (น้อยกว่า -272.999999 องศาเซลเซียส) จะทำให้อะตอมรวมกลุ่มกัน และเรียงซ้อนทับกันอยู่ที่ระดับพลังงานที่ต่ำที่สุด ส่งผลให้อะตอมทั้งหมดเหมือนกับเป็นอะตอมเพียงอะตอมเดียว และยากที่แยกได้ว่าอะตอมใดอยู่ตำแหน่งไหน

ซึ่งหลังจากนักวิทยาศาสตร์สามารถทำให้อะตอมเย็นลงได้แล้ว ก็ได้มีการต่อยอดจนสามารถทำให้อะตอมอยู่ในสถานะที่เป็น BEC ได้ในปี พ.ศ. 2538 หรือ 71 ปี หลังจากที่ได้มีการคิคค้นทฤษฎีทาง BEC โดย Eric A. Cornell, Wolfgang Ketterle และ Carl E. Wieman และอีก 6 ปีต่อมา (พ.ศ.2544) ทั้งสามคนก็ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์

ปัจจุบันนี้สถิติอุณหภูมิต่ำสุดของ BEC ที่ทำได้อยู่ที่ 450 พิโคเคลวิน หรือ 450 หารด้วยหนึ่งล้านล้าน เคลวิน โดยทีมของ Wolfgang Ketterle ที่ MIT ครับ

ผมหวังว่าผู้อ่านคงพอจะเห็นภาพ และเห็นอีกมุมหนึ่งของการนำแสงเลเซอร์ที่เรารู้อยู่แล้วว่าร้อน มาทำให้อะตอมของก๊าซเย็นลง หรือเคลื่อนที่ได้ช้าลง ซึ่งงานวิจัยพื้นฐานเหล่านี้ใช้เวลานานในการคิดค้น และสร้างขึ้น และคงจะส่งผลถึงอนาคตของเราในแง่ของการประยุกต์ใช้งานในอนาคต เหมือนกับงานวิจัยพื้นฐานอื่นๆ...พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ


bangkokbiznews::


หยาดพิรุณ นุตสถาปนา
ในค่ำคืนวันลอยกระทง นอกจากแสงเทียนระยิบระยับ บนผืนน้ำจากกระทงขอขมาพระแม่คงคาที่คนไทยยึดถือปฏิบัติมาเป็นเวลาหลายร้อยปีแล้ว ยังมีแสงระยิบระยับประดับประดาบนผืนฟ้าแข่งกับรัศมีของจันทร์วันเพ็ญ เป็นประกายแสงวับวาบที่เกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์บนผืนดิน

ประกายแสงหลากสีสันที่วาบตัดกับผืนฟ้าสีมิดไนท์บลู ตามมาด้วยเสียง "ตูมๆ " ของพลุที่ดังขึ้นตามเทศกาลต่างๆ วิจิตรพิสดารไม่น้อยกว่าชื่อพลุแต่ละชุดที่ถูกจุดยิ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เป็นผลผลิตจากการผสมและเรียนรู้ที่สืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบันนี้การแสดงแสงสีเพื่อเฉลิมฉลองในเทศกาลต่างๆ พัฒนามาถึงจุดที่สามารถคำนวณการปรากฏประกายแสงได้ราวกับโปรแกรมด้วยคอมพิวเตอร์

***********************************

ปฐมบทของศาสตร์แห่งพลุ

สิทธา สลักคำ อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 5 เจ้าของบทประพันธ์ "ดอกไม้เพลิงโบราณ" มหัศจรรย์แห่งภูมิปัญญาไทย ผู้หลงใหลในเสน่ห์ดอกไม้เพลิงตั้งแต่เด็ก เล่าย้อนอดีตให้ฟังว่า "ดอกไม้เพลิง" หรือ "ดอกไม้ไฟ" มีต้นกำเนิดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ดังมีบันทึกเป็นหลักฐานบนแผ่นศิลาจารึกในสมัยพ่อขุนรามคำแหงเมื่อ พ.ศ.1835 ใจความว่า

"ท่านเผาเทียนท่านเล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดังจักแตก" ทำให้สันนิษฐานได้ว่าการจุดดอกไม้เพลิงของคนไทยน่าจะมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี หรือไม่ต่ำกว่า 700 ปีมาแล้ว

ว่ากันว่าการเล่นดอกไม้เพลิงโบราณในยุคนั้น มีจุดมุ่งหมายเพื่อน้อมนมัสการถวายเป็น "พุทธบูชา" ดังนั้นวิธีการเล่นจึงแสดงให้เห็นถึง "สัจธรรม" ของการมีตัวตนหรือมีชีวิต นั่นคือ "การเกิด" และ "การแตกดับ"

จึงไม่แปลกที่ดอกไม้เพลิงสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็น พลุ ตะไล ไฟพะเนียง พะเยียมาศ ดอกไม้พุ่ม ดอกไม้กระถาง ไฟปลาช่อน ไฟปลาดุก ไฟช้างร้อง ไฟเสือ ไฟวัว ไฟควาย กรวด หรือจรวด ล้วนแล้วแต่มีวิธีการเล่นที่เผยให้เห็น "ตัวตน" เป็นหลัก

"เสน่ห์ของดอกไม้เพลิงต่างชาติกับของเรามันคนละแบบ ของเขาจะเน้นสีสันสวยงาม แบบวูบหายวูบหาย แต่ของเราเสน่ห์อยู่ตรงที่การนำเสนอ เล่นเป็นตัวตน อย่างไฟเป็ด พอจุดปุ๊บมันก็วิ่งไปในน้ำจะร้องแตบๆๆๆๆ เหมือนเป็ดไปกินจอกแหน ไซ้อยู่ในคลองในสวน หรือไฟปลาช่อนจุดทีก็กระโดดโผลงให้เห็น แต่ถ้าเป็นไฟปลาดุกก็จะว่ายแต๊กๆๆ ในน้ำ

ไฟนกก็จะบินวนร่อนถลาของมันไป แต่ละตัวก็จะทำท่าทำทางของมัน...นี่แหละคือตัวตน" สิทธา อธิบายพลางแสดงมือประกอบ

แต่คงไม่ง่ายนักที่เราจะได้เห็น "ตัวตน" ของดอกไม้เพลิงที่ว่า เพราะหลายอย่างเริ่มสูญหาย จะเหลือให้เห็นอยู่บ้างก็เช่น พลุ ตะไล และไฟพะเนียง ซึ่งก็น้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับ "ไฟวิทยาศาสตร์" หรือดอกไม้ไฟที่เน้นนำสารเคมีหลากชนิดมาเป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มสีสันให้สวยสดกว่าเดิม

สั่งได้ราวเนรมิต

จากข้อมูลที่มีบอกให้รู้ว่าในแต่ละปีประเทศไทยนำเข้าสารเคมีที่ใช้ในการผลิต "ดอกไม้ไฟ" จำนวนไม่น้อย ข้อมูลล่าสุดของปี 2545 และ 2546 ระบุจำนวนไว้ที่ 4,559 และ 4,829 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่า 94.9 และ 93.8 ล้านบาท ตามลำดับ

ดร.จอห์น เอ. คอนคลิง อดีตผู้อำนวยการด้านเทคนิคของสมาคมดอกไม้เพลิงสหรัฐ เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าดอกไม้เพลิงในอดีตนั้น เป็นการจุดระเบิดของส่วนผสมระหว่าง ถ่าน แป้ง และยางไม้ ขณะที่ในปัจจุบันเกิดจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงโลหะ

"โลหะเหล่านี้จะให้เปลวไฟที่ร้อนแรงกว่า ทำให้ปล่อยโฟตอนออกมากับแสงที่ส่องสว่างได้มากกว่า อีกทั้งให้สีสันอย่างหลากหลายสุกสว่างตา เช่น สารแบเรียมโมโนคลอไรด์ในแปลวไฟจะให้สีเขียวออกมา สทรอนเซียมโมโนคลอไรด์ให้สีแดง และทองแดงจะให้สีน้ำเงิน และจากการปรับสัดส่วนในส่วนผสมของดอกไม้เพลิงที่พอเหมาะ ทำให้ดอกไม้เพลิงในปัจจุบันมีสีที่สุกสว่างเป็นอย่างมาก"

สราวุฒิ ต่ายทรัพย์ เจ้าของบริษัท ไทยแลนด์ ไฟร์เวิร์ค จำกัด และเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านพลุและดอกไม้ไฟของเมืองไทย ยืนยันความงดงามดังกล่าวได้เป็นอย่างดี และบอกด้วยว่าในตอนนี้ "สีสัน" เพียงอย่างเดียวคง "เอาชนะ" ใจผู้ชมยาก

"พลุปัจจุบันไม่ได้มีแค่สีสันสวยเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของการสร้างให้เกิดเป็นรูปร่างต่างๆ ในลักษณะแฟนซีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ดังนั้นสูตรผลิตพลุที่ผู้ผลิตแต่ละคนมีแต่เดิม ก็ต้องมีการพัฒนาเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย" บุรุษวัย 38 ปี ซึ่งสืบทอดมรดกผลิตพลุจากผู้เป็นพ่อ "พ.ท.เสรี ต่ายทรัพย์" นายทหารวัยเกษียณในสังกัดกรมวิทยาศาสตร์ทหารบก เผย

"สูตรของผมจะเปลี่ยนแปลงทุกปี เพราะรูปทรงพลุต้องพัฒนาตลอดเวลา สมัยก่อนเรายังทำรูปหัวใจให้ปรากฏบนท้องฟ้าไม่ได้ แต่ปีนี้เราสามารถทำหัวใจ 2 ดวงให้อยู่ในลูกเดียวกันได้แล้ว หรือจะทำให้ระเบิดออกมาเป็นต้นปาล์ม ดาวเสาร์ หรือดอกทานตะวันก็ได้ ไม่เป็นปัญหา ขึ้นอยู่กับเทคนิคการเลือกใช้สารเคมีและการจัดเรียงดินดำในลูกพลุของแต่ละคนมากกว่า"

"ดินดำ" ในความหมายของสราวุฒิ ก็คือสารเคมีที่ผ่านการผสมให้เกิดสีตามต้องการ แล้วนำมาปั้นเป็นเม็ดก่อนจะนำมาจัดเรียงเป็นรูปร่างในกะลากระดาษที่เตรียมไว้

ปั้น 'ดิน' ให้เป็น 'ดาว'

กว่าจะได้พลุแต่ละลูกออกมา ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ เริ่มต้นต้องวางแผนก่อนว่าจะสร้างพลุลักษณะไหน ถ้าเป็นแบบให้แสงสีปกติ ก็ไม่ยุ่งยากนัก แต่หากเป็น "แฟนซี" ละก็ จะต้องมีการออกแบบรูปทรงกันก่อน สราวุฒิบอกว่าการคิดพลุแฟนซีใหม่ๆ ออกมาแต่ละครั้ง ใช้เวลานานแตกต่างกัน บางแบบอาจสองอาทิตย์ หรือยากหน่อยก็อาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน

"ทำไมถึงต้องใช้เวลา ก็เพราะเราต้องเริ่มตั้งแต่การปั้นผงดิน (สารเคมี) ให้เป็นรูปกลมๆ เล็กๆ ด้วยการใช้เครื่องอัด และเคลือบให้มันใหญ่ขึ้นทีละชั้นๆ จนได้ขนาด จากนั้นก็ต้องอบให้แห้งราวอาทิตย์หนึ่ง และนำมาจัดเรียงให้มีรูปร่างตามต้องการในกะลากระดาษ ใส่ดินส่ง และสายชนวน ทำการทดสอบอีกหนึ่งอาทิตย์ ก็จะรู้ว่าได้รูปร่างตามที่ต้องการหรือยัง"

ทุกครั้งจะต้องมีการจดบันทึกเป็นสูตรไว้เลยว่าใช้สารเคมีเบอร์อะไร แต่ละเม็ดให้สีอะไรบ้าง เพราะเคล็ดลับสำคัญของการทำให้พลุเป็นรูปเป็นร่างได้นั้น อยู่ที่การใช้ "สี" เข้าช่วย

พลุของสราวุฒิมีด้วยกันหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดเท่าลูกมะนาวไปจนถึงผลแตงโม ยิ่งลูกโตมากเท่าไรแรงระเบิดก็จะยิ่งมากเท่านั้น อย่างถ้าเป็นลูกเล็กๆ ก็จะออกมาเป็นดาว แต่หากเป็นลูกใหญ่หน่อย นอกจากจะได้รัศมีของแสงที่ทำการไกลกว่าแล้ว ยังได้สีสันมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถใส่สารเคมีได้เยอะกว่า

"สารเคมีจะอัดแน่นตั้งแต่ชั้นล่างเรียงขึ้นมา โดยในส่วนที่เป็นช่องว่างก็จะเอาดินระเบิดอัดใส่เข้าไป ยิ่งลูกใหญ่ก็จะมีอันตรายสูง ต้องใช้ความประณีตเป็นพิเศษ เพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุมาจะสาหัสสากรรจ์มาก อย่างลูกเล็กๆ เราใส่สารเคมีประมาณ 600 กรัม แต่ถ้าใหญ่มากหน่อยก็จะใส่ไป 15-25 กิโลกรัม แรงระเบิดของดอกเห็ดที่ได้น่าจะประมาณ 100 เมตร"

นอกจากนี้ พลุแต่ละลูกต้องอาศัย "ดินส่ง" ส่วนประกอบของ ถ่าน กำมะถัน และโปตัสเซียมเปอร์คลอเรต (ตระกูลเดียวกับตัวการที่ทำให้โรงงานลำไยระเบิดเมื่อหลายปีก่อน แต่เป็นเกรดที่ดีกว่า) ทำหน้าที่คอยส่งลูกพลุให้ลอยขึ้นไปบนฟ้า ก่อนที่ชนวนหน่วงเวลาจะไปจุดพลุให้ระเบิด โดยปริมาณของดินส่งที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับขนาดของลูกพลุ เช่น ถ้าลูกพลุมีขนาด 16 นิ้ว ก็ต้องใช้ดินส่งมากถึง 2 กิโลกรัม

และ "กระบอกส่งพลุ" เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์สำคัญที่ขาดไม่ได้ ทำหน้าที่เป็น "ปืนใหญ่" นำวิถีให้พลุลอยไปในทิศทางที่ต้องการ ซึ่งสราวุฒิได้ออกแบบกระบอกส่งให้เป็นท่อที่ทำมุม 45 องศา 2 ท่อขนาบข้างท่อ 90 องศาอีก 1 ท่อ ทำให้ไม่ต้องปรับตำแหน่งท่อเวลาจะยิงแบบเอียง หรือแบบตรง ขณะที่ของผู้ผลิตรายอื่นส่วนใหญ่จะมีเพียงกระบอกส่งตรงๆ เพียงท่อเดียว

"พลุใช้หลักการเดียวกับปืนใหญ่ ถ้าลำกล้องดี พลุที่ส่งขึ้นไปก็จะไปได้ดี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงใช้เหล็กและไฟเบอร์กลาสเป็นวัสดุหลัก เพราะถ้าเป็นท่อกระดาษ หากมีการลอกหรือถกขึ้นมา จะเกิดการขัดลำ เสี่ยงต่อการเกิดระเบิดได้"

ชุบชีวิตให้ดอกไม้ไฟ

เมื่อลูกพลุพร้อม อุปกรณ์ยิงพร้อม สิ่งสำคัญอีกอย่างที่มืออาชีพต้องใส่ใจ ก็คือ "เทคนิคการนำเสนอ" เพราะผู้ชมจะประทับใจมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับลีลาขึ้นลงของพลุแต่ละลูกตามท่วงทำนองที่ผู้สร้างลิขิต

"ผมจะต้องเขียนสคริปท์ก่อนทุกครั้ง อันดับแรกเลยต้องดูก่อนว่าใช้เวลาแสดงนานแค่ไหน จากนั้นก็มาเลือกเพลงที่จะใช้ประกอบ เลือกขนาดและจำนวนพลุที่ต้องใช้ มีสีอะไรบ้าง ต้องเริ่มยิงจากตำแหน่งไหนก่อน เอียงซ้ายหรือขวา ไขว้กันไปมา หรือจะยิงขึ้นไปตรงๆ วินาทีแรกจะต้องใช้พลุขนาดไหน ขึ้นช้าหรือเร็ว ทุกอย่างต้องมีคิวหมด เพราะพลุมีเวลาเจิดจ้าเฉลี่ย 5 วินาทีก็จะดับ...จึงต้องใช้ลูกเล่นให้ตื่นตาตื่นใจที่สุด" สราวุฒิ เล่า

และด้วยประสบการณ์กว่า 10 ปี ผ่านเวทีประกวดทั้งในและต่างประเทศ แถมคว้ารางวัลชนะเลิศมาอีกหลายรายการ ทำให้การแสดง "พลุ" ของเขาดู "มีชีวิต" อย่างไม่น่าเชื่อ

"ลูกสุดท้ายต้องเป็นไฮไลต์ เพราะจะเป็นภาพประทับใจที่จะติดตาคนดูไปตลอด ผมว่าคนจุดพลุก็เหมือนศิลปินนะ ต้องพยายามแสดงให้คนดูเป็นหมื่นเป็นแสนอึ้ง ชนิดที่ว่าไม่ยอมหันหลังได้ยิ่งดี"

เมื่อถามว่าพลุชาติไหนดีที่สุดในโลก สราวุฒิบอกว่า "ญี่ปุ่น" น่ากลัวที่สุด

"ที่ว่าน่ากลัว ก็เพราะเทคโนโลยีของเขาไปไกลกว่าเรา อย่างการจุดระเบิดของเขาใช้คลื่นวิทยุเป็นตัวสั่งการ แต่ของเรายังใช้ระบบจุดด้วยไฟฟ้า ใช้ไฟจากแบตเตอรี่ ต่อพ่วงกับสายเคเบิลไปที่พลุโดยตรง นอกจากนี้เรื่องสารเคมีก็สำคัญ เขาจะเอาสารเคมีชั้นดีเกรดเอทำ แต่เกรดต่ำลงมา ก็จะส่งขายเราขายฟิลิปปินส์ไป ทำให้บางทีสีสันของเราสู้เขาไม่ได้"

แต่ใช่ว่าไทยจะหมดทางสู้ เพราะ "ราคา" เป็นตัวแปรหลักที่ทำให้ญี่ปุ่นตีตลาดพลุในไทยยาก

"ของเราจะถูกกว่าญี่ปุ่นครึ่งต่อครึ่ง ที่สำคัญเราทำได้สวยงามเท่ากับเขา หรือบางทีอาจสวยกว่าด้วยซ้ำ อย่างราคาตอนงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ ญี่ปุ่นเขาคิดนาทีหนึ่งเป็นล้าน แสดงก็ไม่ถึง 20 นาที แพงกว่าเราเยอะ"

ยืนยันได้จากผลงานสร้างชื่อที่แสนประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปแข่งที่มาเลเซีย เขมร หรือมาเก๊า ซึ่งเคยคว้ารางวัลที่ 2 และที่ 4 กลับมา ตลอดจนได้รับว่างจ้างให้ไปจัดแสดงพลุในงานฉลองของกษัตริย์คูเวต ซึ่งทุ่มงบประมาณไปกว่า 5 ล้านบาาท ใช้พลุกว่า 3,000 ลูก

ไม่นับงานฉลองครบรอบ 10 ปีสะพานมิตรภาพไทย-ลาว จ.หนองคาย ที่คว้า "แชมป์ประเทศไทย" มาครอง เจ้าของตำแหน่ง "แชมป์โลก" จากการแสดงพลุตามเสียงดนตรีที่ประเทศเบลเยียม และล่าสุดได้รับรางวัล "รองชนะเลิศ" จากการแข่งขันดอกไม้ไฟนานาชาติที่แฮนโนเวอร์ เยอรมนี

ปลอดภัยไว้ก่อน

แต่เหนือสิ่งอื่นใด สราวุฒิเชื่อว่า "ความปลอดภัย" สำคัญที่สุด เขายืนยันว่าสิ่งที่เหลือจากพลุของเขาหลังจากระเบิดแล้ว เป็นเพียงเศษกระดาษเท่าปลายนิ้วก้อย ซึ่งจะปลิวหายไปในอากาศ ไม่เหมือนกับประทัดที่ยังหลงเหลือ "ซาก" ให้เห็น

"การเล่นพลุหรือดอกไม้ไฟในช่วงเทศกาล ผมว่าไม่ควรเล่นพวกกระจับ ประทัด หรือไดนาไมต์ที่เสียงดังๆ น่าจะเล่นเป็นสีสวยๆ ดีกว่า เพราะอันตรายน้อยกว่า และไม่รบกวนชาวบ้าน อย่างที่เมืองนอกนี่ เขาจะไม่ขายให้เด็กเลยนะ คนที่จะซื้อได้ต้องมีอายุ 18 หรือ 20 ปีขึ้นไป แต่บ้านเรา 5-6 ขวบก็หาซื้อมาเล่นกันได้แล้ว ทำให้คุมเรื่องความปลอดภัยได้ยาก"

เช่นเดียวกับ "สิทธา" ที่ให้คำสรุปทิ้งท้ายโดนใจว่า

"ดอกไม้ไฟไม่ใช่ของเล่น โดยเฉพาะเด็กนี่เล่นไม่ได้เลย มันเหมือนเล่นกับน้ำมัน พวกนี้เป็นเชื้อที่เร็วมาก ไวไฟจริงๆ เป็นเหมือนดาบสองคม แล้วแต่ว่าเราจะใช้ประโยชน์อะไร จำไว้เลยว่าพวกนี้มันก็คือการเล่นกับไฟดีๆ นี่เอง"


ดร. อดิสร เตือนตรานนท์ adisorn.tuantranont@nectec.or.th
bangkokbiznews



ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เก็บเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาเล่าให้ฟังถึงนาโนเทคโนโลยีที่เชียงใหม่ว่าเขาทำอะไรกัน รวมทั้งวิธีการสังเคราะห์ท่อคาร์บอนนาโนแบบต่างๆ นักวิจัยไทยก็กำลังวิจัยในท่อจิ๋วนี้เช่นกัน สัปดาห์นี้ขอเล่าต่อถึงการนำท่อจิ๋วนี้มาใช้ประโยชน์และไอเดียแบบแจ๋วๆ เกี่ยวกับการนำท่อจิ๋วมาช่วยทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เล็กลงและทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น สักวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่ทุกวันก็จะเล็กลง จนแทบจะล่องหน

ท่อนาโน...ความหวังใหม่ของโลกอิเล็กทรอนิกส์

ตามที่ได้เล่าให้ฟังไปบ้างแล้วเกี่ยวกับคุณสมบัติทางไฟฟ้าที่แตกต่างกันของท่อนาโนแต่ละประเภทในสัปดาห์ที่ผ่านๆ มาแล้ว จะเห็นได้ว่าคุณสมบัติทางไฟฟ้าของท่อคาร์บอนนาโนอาจจะเป็นตัวนำไฟฟ้ายิ่งยวด หรือเป็นสารกึ่งตัวนำก็แล้วแต่การบิดของท่อ หรือรูปแบบการเรียงตัวของอะตอมคาร์บอนรอบๆ ท่อนั่นเอง

สัปดาห์นี้ขอเล่าต่อว่า นอกจากการบิดของท่อแล้ว เส้นผ่าศูนย์กลางของท่อยังมีผลต่อระดับพลังงานหรือประจุของอิเล็กตรอนที่จะสามารถวิ่งอยู่ในท่อได้อีกด้วย

เป็นที่รู้กันดีว่าในโลกของเราเป็นไปตามกฎของนิวตัน(Newton’s law) ที่อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น การเคลื่อนที่ของวัตถุตามแรงโน้มถ่วง การอธิบายสิ่งต่างๆ ด้วยคลื่น นับว่าเป็นกลศาสตร์แบบคลาสสิก (classical mechanics) แต่ในระยะหลังเกิดทฤษฎีใหม่เรียกว่า กลศาสตร์ควอนตัม (quantum mechanics) การมีคุณสมบัติทางควอนตัม คือการไม่มีลักษณะเป็นกระแสต่อเนื่องที่ไม่มีสิ้นสุด หรือเราสามารถมองสิ่งต่างๆ เป็นกลุ่มก้อนของพลังงานทีละก้อนหรือทีละอนุภาค เช่น แสงก็เป็นควอนตัมหรืออนุภาคได้ที่เรียกว่า โฟตอน (photon) ในขณะเดียวกันก็มีคุณสมบัติเป็นคลื่นได้อีกด้วย นั่นก็คือ แสงก็สามารถพิจารณาเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ด้วย เป็นต้น อิเล็กตรอน (electron) ก็เช่นเดียวกัน มีคุณสมบัติเป็นทั้งควอนตัมและคลื่น การเปลี่ยนแปลงพลังงานหรือประจุไฟฟ้า ก็จะเป็นไปตามการเพิ่มหรือลดทีละตัวของอิเล็กตรอน แต่เมื่ออิเล็กตรอนไหลมาเป็นจำนวนมากก็สามารถมองเป็นกระแสที่ต่อเนื่องได้

เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจมากขึ้น เรามาลองมองอิเล็กตรอนเป็นคลื่นก่อนเปรียบเทียบกับน้ำที่ไหลในท่อ ดังนั้นเมื่ออิเล็กตรอนที่มีระดับพลังงานค่าหนึ่งวิ่งอยู่ในท่อจิ๋วก็จะสามารถพิจารณาเป็นคลื่นที่ลบล้างหายไปได้ เหมือนคลื่นที่หักล้างกันเหลือเพียงอิเล็กตรอนที่มีพลังงานค่าที่เหมาะสมวิ่งอยู่ในท่อได้เท่านั้น เมื่อท่อคาร์บอนนาโนมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางแตกต่างกัน อิเล็กตรอนที่วิ่งอยู่ในท่อก็จะมีระดับพลังงานที่ไม่เท่ากัน

ลองจินตนาการคล้ายๆ กับเวลาที่เรารดน้ำต้นไม้ด้วยสายยางที่มีขนาดหน้าตัดของท่อไม่เท่ากัน ความแรงของน้ำที่ไหลในท่อใหญ่ก็จะน้อยลง น้ำก็จะไหลเอื่อยๆ แต่ถ้าเราใช้ท่อเล็ก น้ำก็จะพุ่งแรง ความแรงของน้ำก็เปรียบเหมือนระดับพลังงานของอิเล็กตรอนที่ไหลในท่อคาร์บอนนาโนนั่นเอง ก็จะขึ้นอยู่กับขนาดของท่อนาโน เป็นยังไงบ้างครับ อย่าเพิ่งงงนะครับ มันเป็นเรื่องธรรมชาติง่ายๆ นาโนเทคโนโลยีก็เป็นเรื่องธรรมชาติเช่นกัน

ลองจินตนาการกันดูอีกทีนะครับ คล้ายๆ กับสถานการณ์เดิมคือ น้ำที่ไหลในท่อ แต่คราวนี้ลองมองอิเล็กตรอนเป็นแบบควอนตัมที่มีพลังงานไม่เท่ากันเปรียบเทียบเหมือนกับลูกบอลที่มีขนาดไม่เท่ากันปะปนกันอยู่ในท่อ ยิ่งท่อมีขนาดใหญ่ลูกบอลที่ไหลในท่อก็จะมีขนาดที่แตกต่างกันได้มากตั้งแต่เล็กจิ๋วจนลูกใหญ่เป้ง (แต่คงไม่ใหญ่กว่าท่อแน่นอน) แต่ถ้าท่อมีขนาดเล็กลง ลูกบอลที่จะสามารถไหลในท่อก็จะมีขนาดที่เล็กลงตามไปด้วย มีเพียงลูกบอลไม่กี่ขนาดที่จะสามารถอยู่ในท่อได้

เปรียบได้กับเมื่อท่อนาโนยิ่งมีขนาดใหญ่ ระดับพลังงานของอิเล็กตรอนในท่อก็จะมีมากขึ้น จึงทำให้มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าคล้ายกับตัวนำไฟฟ้าเช่นเดียวกันกับเส้นลวดโลหะ เมื่อท่อมีขนาดยิ่งเล็กมากเท่าไรก็ยิ่งจะทำให้ระดับพลังงานที่เหมาะสมมีน้อยลง จึงมีคุณสมบัติเป็นแบบควอนตัมมากยิ่งขึ้นคือพลังงานหรือประจุที่อยู่ในท่อจะไม่ต่อเนื่อง และทำให้ท่อจิ๋วนี้มีคุณสมบัติคล้ายสารกึ่งตัวนำเช่นเดียวกับซิลิกอน ดังนั้นไม่ว่าเราจะมองอิเล็กตรอนเป็นแบบคลื่นหรือควอนตัม ขนาดของท่อนาโนก็จะมีผลต่อคุณสมบัติทางไฟฟ้าของมันอย่างมาก

คุณสมบัติอันมหัศจรรย์ของท่อคาร์บอนนาโนนี้ ทำให้มันเหมาะมากที่จะนำมาทำเป็นสวิตช์ หรือที่เราเรียกว่าทรานซิสเตอร์ (transistor) ซึ่งเป็นหน่วยพื้นฐานของวงจรไมโครอิเล็กทรอนิกส์ หรือไมโครชิปในคอมพิวเตอร์นั่นเอง ทรานซิสเตอร์ทำหน้าที่เป็นสวิตช์ควบคุมการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร โดยที่เราสามารถควบคุมมันด้วยรหัสเลขฐานสอง คือเป็น 0 หรือ 1 แทนการปิดหรือเปิดตามลำดับ

ดังนั้นเมื่อเรานำท่อจิ๋วนี้มาวางพาดผ่านขั้วไฟฟ้าสองขั้ว มันก็จะเป็นท่อให้อิเล็กตรอนไหลข้ามจากขั้วหนึ่งไปสู่อีกขั้วหนึ่งได้คล้ายท่อส่งน้ำ ยิ่งท่อมีขนาดเล็กก็อาจจะควบคุมให้อิเล็กตรอนไหลทีละตัวก็ได้ ทำให้เราสามารถสร้างวงจรที่กินไฟน้อยมาก และมีความเร็วสูงมาก มีการคำนวณว่าทรานซิสเตอร์นาโนนี้จะสามารถทำงานได้ด้วยความเร็วถึงระดับเทราเฮิรตซ์ (terahertz) หรือเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันถึง 1,000 เท่าเลยทีเดียว

ท่อคาร์บอนนาโนยังสามารถช่วยแก้ปัญหาในปัจจุบันที่เกิดกับการลดขนาดของวงจรลงได้ (เพื่อรักษากฎของมัวร์ที่คาดการณ์ไว้ว่า ลายวงจรในคอมพิวเตอร์จะเล็กลงครึ่งหนึ่งทุกๆ หนึ่งปีครึ่ง) เพราะเมื่อยิ่งเส้นลายวงจรเล็กลง อิเล็กตรอนที่วิ่งอยู่ในเส้นโลหะสามารถวิ่งชนอะตอมของโลหะจนทำให้วงจรไหม้ได้ แต่ท่อคาร์บอนนาโนนำความร้อนได้ดี ช่วยทำให้วงจรไม่ร้อนจนเกินไป เพราะมันสามารถนำกระแสอิเล็กตรอนได้ในปริมาณที่สูงมาก

ถ้าเรานำท่อนี้มามัดรวมกันเป็นเส้นขนาดหน้าตัดหนึ่งตารางเซนติเมตร มันจะสามารถนำกระแสไฟฟ้าได้สูงถึงหนึ่งพันล้านแอมแปร์ ซึ่งกระแสสูงขนาดนี้ สามารถหลอมเส้นลวดทองแดงให้กลายเป็นจุณได้ทันที แต่ทุกอย่างมันไม่ง่ายเช่นนั้น ปัญหาที่เราต้องแก้ให้ได้คือ เราต้องหาวิธีปลูกมันให้ได้ในตำแหน่งและทิศทางที่เราต้องการ รวมทั้งขนาดและความยาวที่ควบคุมได้อย่างแม่นยำ

นั่นคือสิ่งที่นักวิจัยทั่วโลกกำลังแข่งขันกันว่า ใครจะทำได้ก่อน ท่อจิ๋วมหัศจรรย์นี้ยังมีประโยชน์มากมายเหลือคณานับ ผมขอยกยอดไปเล่าต่อในสัปดาห์หน้านะครับ


สมสกุล เผ่าจินดามุข
Bangkokbiznews




"ทุกชีวิตไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ส่วนหนึ่งมันมาจากสะเก็ดดาว คนเราเกิดมาจากสะเก็ดดาว ... จักรวาลมันใหญ่จริง ๆ มันทำให้เราเจียมตัวมานั่งรบราฆ่าฟันกันทำไม"


คนจำนวนไม่น้อยดูดาวเป็นงานอดิเรก แต่สำหรับ วินัย วารัญญานนท์ การดูดาวเป็นงานอดิเรกที่จริงจังเสียจนทำให้เขาตกลงไปในหลุมดำของโลกแห่งฟิสิกส์ดาราศาสตร์

"บ้านผมอยู่แถวเสาชิงช้า ชอบดูดาวมาตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบแล้ว เมื่อก่อนตอนที่สมัยผมเด็กๆ แถวนั้นโล่งมาก ท้องฟ้าในกรุงเทพฯค่อนข้างจะโปร่ง รถยนต์มีไม่มากตอนมีดาวหางมาผมก็ตื่นขึ้นมาดูจริงๆ ตอนกลางคืนผมก็ตื่นมาดูเลยดูดาวจนติดเป็นนิสัย" วินัย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้จัดการระดับประเทศของบริษัทอีเอ็มซี อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ ประเทศไทย ธุรกิจด้านสตอเรจชั้นนำรายหนึ่งของโลก เล่าถึงชีวิตของเขากับดวงดาวเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว

ถึงแม้จุดเริ่มต้นของเขาจะเริ่มจากการได้มองเห็นความงามของวัตถุบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่มันกลับมีพัฒนาการที่ต่อเนื่องจนทำให้เขาสนใจดาราศาสตร์ถึงขนาดหลังจากจบมัธยมปลายจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ซึ่งเขาสามารถทำสอบติดอันดับที่มีสิทธิของทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ เขาตัดสินใจตอนนั้นเลยว่า เขาจะไปเรียน ดาราศาสตร์ฟิสิกส์ และได้รับการตอบตกลงจากมหาวิทยาลัยยูซีเบิร์กลีย์แล้วด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ใช่ว่าถนนสู่ดวงดาวของวินัยจะเริ่มจากก้าวนั้น

"ถ้าจำไม่ผิดคงจะเป็นปี 1964 ผมไปบอกคุณแม่ว่าอยากไปเรียนต่อ แม่ถามว่าอยากไปเรียนสาขาอะไร ผมก็ตอบว่าอยากไปศึกษาเรื่องดาว แม่ก็ถามว่าจบมาจะมาทำงานอะไร พอดีผมก็เป็นลูกชายคนโต ครอบครัวผมจะเป็นครอบครัวคนจีน คุณพ่อคุณแม่ก็เป็นคนจีนมาจากเมืองจีนตั้งแต่เด็ก ๆ เราโตที่เมืองไทย เราเป็นลูกชายคนโตจึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบครอบครัว มานั่งคิดไปคิดมาเราเรียนวิชานี้เหมือนตัดช่องน้อย เราคิดถึงแต่ตัวเอง"

สุดท้าย วินัยจึงตัดสินใจสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า แม้ว่าจริงๆ แล้วที่บ้านอยากให้เรียนแพทย์ แต่เขามีหลักคิดว่า ภารกิจของหมอคือการรักษาคนไข้ ไม่ใช่หาเงินจากคนไข้ และถ้าจะเป็นหมอที่ดีเราต้องไปอยู่ที่ต่างจังหวัด "เราก็มานั่งคิดไปคิดมาว่าเราอาจจะทำไม่ได้ เพราะความที่เราเป็นลูกคนโต ในที่สุดก็เลือกเรียนวิศวะ ที่จริงก็ไม่รู้ว่าจะเรียนวิศวะอะไร ก็เลยเลือกเรียนวิศวะไฟฟ้าเป็นเพราะคณิตศาสตร์มันเยอะดีมันเรียนง่าย"

วินัยเล่าว่าสมัยที่เขายังเด็กมักจะตื่นขึ้นมาดูดาวด้วยตาเปล่า เนื่องจากตอนนั้นยังไม่มีเงินซื้อกล้องดูดาว แต่ดูไม่ดูเปล่าเขายังได้ซื้อตำรามานั่งอ่าน และเรียนด้วยตัวเอง "ของพวกนี้ถ้าเรามีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์บ้างเล็กน้อยเข้าใจฟิสิกส์แรงดึงดูดฟิสิกส์เบื้องต้น เข้าคณิตศาสตร์ เราพอเรียนรู้เข้าใจ และศึกษาด้วยตัวเองได้ไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นผมก็ซื้อตำราพวกนี้อ่านด้วยตัวเอง"

หลังจากที่เขาเรียนจบจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว วินัยได้ไปศึกษาต่อด้านวิศวกรรมไฟฟ้า และคอมพิวเตอร์ที่ต่างประเทศ แต่หูตายังคงเปิดกว้างสดับฟังความเคลื่อนไหวและการบรรยายด้านดาราศาสตร์อยู่เสมอ เรียกได้ว่ามีสัมมนาเกี่ยวกับดาราศาสตร์ที่ไหน ถ้าว่างเขาก็จะไปนั่งฟังบรรยาย ซึ่งเขาบอกความในใจว่า "มันเป็นความสุขส่วนตัว"

"สมัยเรียนระดับมัธยมสมัยนั้นก็ยังไม่ได้สนใจฟิสิกส์ดาราศาสตร์มากนัก แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยก็เริ่มเข้าห้องสมุดค้นหาหนังสือพวกนี้มาอ่าน ก็เป็นเรื่องส่วนตัว ถ้ามีเวลาก็ไปศึกษาไม่มีเวลาก็ทิ้งมันไปคือเป็นงานอดิเรกมาตลอดชีวิต"

เขาเล่าด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า วิวัฒนาการของดาวมันทำให้มนุษย์เข้าใจว่า สิ่งมีชีวิตในโลกเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวที่เล็กเหลือเกินของจักรวาล ถึงกระนั้น ก็ถือเป็นเศษเสี้ยวที่เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ไม่อาจแยกได้เช่นกัน "ทุกชีวิตไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ส่วนหนึ่งมันมาจากสะเก็ดดาว คนเราเกิดมาจากสะเก็ดดาว ... จักรวาลมันใหญ่จริง ๆ มันทำให้เราเจียมตัวมานั่งรบราฆ่าฟันกันทำไม"

ด้วยเหตุนี้การดูดาวของวินัยจึงเป็นการมองเห็นสัจธรรมของชีวิตบนพื้นฐานของความรู้ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ที่หล่อหลอมเป็นปรัชญาการมองชีวิตและโลก

"ในกรุงเทพฯเมฆหมอกมันเยอะไม่เหมือนอยู่ในต่างจังหวัดทางช้างเผือกมันสวยเหลือเกิน ส่วนใหญ่ผมจะไปที่ อ. มวกเหล็ก พี่น้องลูกหลานทุกคนสนใจกันทุคนแต่เราแห่ไปทีไร ก็พกกล้องไปด้วยทุกที" วินัย เล่า

วินัยบอกว่า คนไทยโชคดี เพราะที่ตั้งของประเทศอยู่ห่างจากเส้นศูนย์สูตรไม่มาก เพียง 13 องศาเหนือเท่านั้น ทำให้ผู้สนใจดูดาวในไทยมีโอกาสได้ดูดาวซีกโลกใต้ได้ โดยเมื่ออยู่ในกรุงเทพฯก็สามารถมองเห็นดาวได้ทั้งซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้

เขายอมรับว่า เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยอำนวยความสะดวกให้กับเขาได้มากมาย เมื่ออยากรู้ความเคลื่อนไหวเรื่องไหนก็สามารถเข้าเวบไซต์ เพื่อไปศึกษาข้อมูลได้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวบไซต์ ของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะนำบทคัดย่อวิทยานิพนธ์ของนักศึกษามาลงแล้ว ยังมีเรื่องเต็มให้ศึกษาหาอ่านด้วย โดยเวบไซต์ขาประจำที่เขาเข้าไปอ่านได้แก่ เวบไซต์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นาซา และขององค์การอวกาศยุโรป

นอกจากจะสนใจศึกษาและดูดาวแล้ว เขายังมีฝีมือในการทำกล้องดูดาวด้วยตัวเองด้วย และยังบอกด้วยว่า กล้องที่มีกำลังขยายสูงๆ ที่ซื้อขายกันในราคาเป็นหลักล้าน อาจสร้างเองได้โดยใช้ต้นทุนเพียง 1- 2 แสน ซึ่งจะได้กล้องดูดาวที่มีขนาดกล้อง 50 เซนติเมตรได้ แต่เหตุที่กล้องมีราคาแพงเป็นเพราะตัวเลนส์ และเขายังได้สร้างกล้องขนาด 20 เซนติเมตรใช้เองด้วย ไม่เพียงเท่านั้น เขายังได้สอนให้นักศึกษาปีที่หนึ่งของมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ซึ่งเป็นสถาบันที่เขาเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือมาก่อนสมัยเมื่อเรียนจบใหม่ๆ ได้ฝึกทำกล้องดูดาวใช้เองโดยใช้วัสดุเหลือใช้ โดยขอเลนส์ที่ไม่ใช้แล้วจากเครื่องซีร็อกซ์มาทำเป็นเลนส์กล้อง

"ผมซื้อมาส่วนตัวเป็นรีแฟล็กซ์เตอร์ เป็นกล้องสั้น ๆ ขนาด 12 เซนติเมตรครึ่งหรือ 125 มิลลิเมตรแล้วก็ดีไซน์ ในเวบไซต์ต่างประเทศมีเลนส์และอุปกรณ์ให้เลือกซื้อได้เยอะ อย่างกระจกสั่งซื้อจากแคนาดา เห็นราคาถูกดี ซึ่งถ้าเป็นกล้องขนาด 20 ซม.ราคาเป็นพันเหรียญขึ้นไปอยู่แล้ว แต่ถ้าซื้อกระจกมา 200 เหรียญที่เหลือมาประกอบเองราคาหมื่นกว่าบาทเราก็ทำกล้องของเราได้"

ศึกษามาขนาดนี้ วินัยยังมีแผนที่จะเขียนหนังสือด้วย โดยตั้งใจเขียนอยู่สองเล่ม เล่มแรกเขาตั้งใจเขียนตำราพื้นฐานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้รู้ว่าการเป็นโปรแกรมเมอร์ต้องมีความรู้อะไรบ้าง ไม่ใช่มุ่งแต่เขียนโปรแกรมอย่างเดียว แต่ต้องเขียนโปรแกรมให้สามารถใช้งานได้อย่างที่ต้องการ หนังสือที่เขาตั้งใจเขียนนี้ เพื่อเป็นหนังสือพื้นฐานสำหรับนักศึกษาปีหนึ่ง

"ส่วนหนังสือเล่มที่สองที่ผมจะเขียนจะเป็นตำราฟิสิกส์พื้นต้นจริง ๆ ตำราภาษาไทยของเราค่อนข้างแย่ ผมหาแล้วไม่ประทับใจมันเลยทำให้ผมไม่ค่อยอ่านตำราภาษาไทยพิสูจน์อักษรก็ตรวจผิด แล้วเด็กเรียนมันจะไปตรวจพบได้อย่างไร อย่างนี้เป็นต้นจึงมีความรู้สึกที่ไม่ดีกับตำราภาษาไทยพอสมควรทำไมสำนักพิมพ์จึงไม่ตรวจในส่วนนี้ให้มันดี"

หนังสือที่เขาตั้งใจเขียนนี้ เขาจะเน้นตัวอย่างเป็นหลัก ด้วยเหตุที่ว่าตำราฟิสิกส์ส่วนใหญ่ไม่ค่อยยกตัวอย่างทางดาราศาสตร์ ซึ่งเขาคิดว่า ถ้ายกตัวอย่างทางดาราศาสตร์เข้าไปจะช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจเรียนมากขึ้น

"ยกตัวอย่างทำไมกาลิเลโอถึงเชื่อว่าโลกไม่ได้เป็นส่วนกลางของจักรวาล โฟนิกัสเป็นคนเริ่มต้นริเริ่มคิดแต่ไม่มีใครเชื่อ แต่ทำไมกาลิเลโอถึงบอกได้ เพราะกาลิเลโอมันทำกล้องอันแรก จริง ๆไม่ใช่คนแรกในโลก แต่เขาทำกล้องแล้วส่องขึ้นไปบนท้องฟ้าส่องขึ้นไปดูดาวพฤหัส เห็นดวงจันทร์ดวงใหญ่ ๆ สี่ดวงที่มันใหญ่จริง ๆ โคจรรอบดาวพฤหัสมันก็ดูอยู่ทุกคืนมันหมุนอย่างนี้ของมัน ก็เริ่มเชื่อว่า มันหมุนรอบดาวดวงอื่น และโลกเราจะเป็นศูนย์กลางจักรวาลได้อย่างไร ถึงเริ่มเชื่อ และเริ่มศึกษาวัดการเดินทางถึงเริ่มเห็นเข้าใจว่าจริงโลกมันหมุนรอบดวงอาทิตย์ไม่ใช่ดวงอาทิตย์หมุนรอบโลก"

ทฤษฎีดาราศาสตร์ที่เขาศึกษาอยู่ ได้แก่ บรรดาทฤษฎีหลักๆ ของฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีบิกแบง ทฤษฎีสตริง

"เมื่อศึกษาฟิสิกส์ลึกลงไปเรื่อยๆก็จะพบว่า เราอาจจะไม่ได้เป็นจักรวาลเดียวอาจจะมีมัลติยูนิเวอร์ก็ได้ ทฤษฎีฟิสิกส์ ณ ขณะนี้ เราพิสูจน์ไม่ได้ มันก็เป็นทฤษฎีกันทั้งนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าเราจะมีทางที่จะพิสูจน์มันได้หรือเปล่า วิทยาศาสตร์เราเริ่มต้นมาแค่ไม่กี่ร้อยปี แต่ถ้าเรามองไปจริง ๆ กาลิเลโอก็ถือว่าเป็นบิดาวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผ่านมาถึงปัจจุบันราวสี่ร้อยปีได้ แต่โลกเรามีวิวัฒนาการมาสี่พันล้านปี ขณะที่วิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มต้นมาได้สี่ร้อยปี คงต้องให้เวลามันสักพันปี เราคงรู้อะไรมากกว่านี้"

"ผมว่าเรายังพึ่งเรียนรู้ถ้าเราไม่ทำลายเราเองมนุษย์ด้วยกันเองก่อนให้เวลาอีกสิบร้อยปีรับรองว่าผิดไปกว่านี้มหาศาล พันปีนี่หายห่วงไปเลยนึกภาพไม่ออก เราลองมองดูคอมพิวเตอร์ พึ่งเกิดมาได้ห้าสิบปีวิวัฒนาคอมพิวเตอร์มันเปลี่ยนโลกไปมากแค่ไหนความรู้ต่าง ๆที่เราศึกษาเราใช้คอมพิวเตอร์ช่วยให้เวลาคอมพิวเตอร์ไปอีกร้อยปี ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราอาจจะยังนึกไม่ออก ถ้าเราดีไซน์เป็นควอนตัมคอมพิวเตอร์เราคำนวณได้มหาศาลเลย อาศัยหลักควอนตัมมาออกแบบ" นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์สมัครเล่นแต่เอาจริง ให้ความเห็น

เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในต่างดาว เขาเชื่อว่า มีความเป็นไปได้ และคงต้องเจอสักวัน เหตุที่เชื่อมั่นอย่างนั้นเป็นเพราะดวงอาทิตย์ที่เป็นระบบสุริยจักรวาลของเรานั้น เป็นดาวที่ไม่ได้มีมวลใหญ่ แต่บังเอิญที่บรรยากาศเหมาะสมจึงทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต และถ้าระบบสุริยจักรวาลยังสามารถให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตได้ ในจักรวาลมีดวงอาทิตย์ อีกหลายล้านดวงจึงน่าจะมีความเป็นไปได้

"ที่ผ่านมาเราพยายามที่จะตรวจจับสัญญาณ แต่ก็ทำได้แค่ดาวที่อยู่ใกล้ ๆ โลกเรา แค่วิ่งไปไม่เกินยี่สิบปีไปแล้ววิ่งกลับยี่สิบปีมันก็สี่สิบปีแล้วใกล้แถบนี้ อาจจะหาไม่เจอ แต่ปัจจุบัน นักดาราศาสตร์คำนวณแล้วว่า ดาวที่มีดาวเคราะห์โคจร มีเป็นร้อยดวง ฉะนั้นดาวทุกดวงเกือบจะเรียกได้ว่า มีดาวเคราะห์โคจรหรือยังหาดาวเคราะห์ที่ไม่โคจร เพราะฉะนั้นโอกาสที่มีสิ่งมีชีวิตมันสูง ขึ้นอยู่ว่าเมื่อไหร่เราจะเจอ ผมเชื่อว่าในภายในร้อยปี เราจะเจอ "

เขาเห็นด้วยว่า สิ่งมีชีวิตที่อาจพบในดาวเคราะห์อย่างดาวอังคาร หรือดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์นั้น อาจอยู่ในรูปของแบคทีเรียที่เป็น Low life form แต่ให้ข้อสังเกตตามมาว่า เป็นเรื่องที่น่าทึ่งที่มนุษย์วิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตที่ไม่ซับซ้อนนี้ได้อย่างไร "มันน่าทึ่งตรงที่ เราใช้วิวัฒนาการมาอย่างไร ตรงที่เราใช้สมองเป็น เริ่มคิดได้ เริ่มพูดได้ผมก็ไม่รู้ว่ายีนของเรามันเกิดไปวิวัฒนาการมาอย่างไร ที่ทำให้เราเริ่มพูดได้ แต่ผมคิดว่าวิชาอย่างพันธุศาสตร์ ที่เขาศึกษาอยู่ เขาจะเริ่มรู้มากขึ้นมากขึ้น ผมว่าวันหนึ่ง เขาจะเริ่มเข้าใจสิ่งมีชีวิตอันนั้น"

เกี่ยวกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วินัยมองว่าเป็นศาสตร์ที่ถ่อมตัว ซึ่งจะรู้ว่าเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อสามารถพิสูจน์ได้ และทดลองได้ ถ้าพิสูจน์ไม่ได้ก็อาจจะไม่รู้จริง และเป็นแค่เพียงทฤษฎีเท่านั้น เขามองว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้สอนให้มนุษย์เชื่ออย่างงมงาย แต่เป็นการหาความรู้ที่จะบอกให้มนุษย์ค้นหาความจริงที่สูงยิ่งขึ้น เนื่องจากความรู้นั้นไม่จริงเสมอไป


เรื่อง เดจาวู มันคืออะไรกันแน่

คุณเคยบ้างมั๊ยที่อยู่ๆก็แวบเข้ามา ในสมองแล้วรู้สึกว่า " เหมือนเคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาแล้ว แต่จำไม่ได้ ว่าในฝัน หรือในอดีต " เรามาฟังคำอธิบาย หรือประสบการณ์ของคนที่เจอเหตุการณ์ แบบนี้กันดูดีกว่า "

ทางการแพทย์เขาเรียกว่า การไหลของคลื่นกระแสไฟฟ้าในสมองเกิดการผิดปกติครับ คือ ไหลไปยังไงไม่รู้ทำให้การกระทำที่เรากำลังทำอยู่ ณ ขณะนั้นคลับคล้ายว่าเคยเกิดมาก่อนหน้านี้มาแล้ว แต่ไม่สามารถจำเวลาได้...... แต่โดยความเชื่อของผมเองแล้วนั้น ที่เรียกว่าเดจาวูนี่เป็นประสพการณ์ทางจิตที่เกิดได้กับทุก
คนและทุกเวลาได้ คือ มันเป็นทั้งโลกคู่ขนาน และเวลาที่ผ่านไปแล้วในอดีตอันยาวไกล ( ชาติก่อนๆโน้น ) คล้ายๆกับ ทฦฎีสัมพันธภาพ ของไอน์สไตน์ล่ะครับ คือ สิ่งใดก็ตามที่เคยเกิดไปแล้วในอดีตจะย้อนกลับมาเกิดซํ้าอีกเหมือนกับการที่ เรากลับชาติมาหลายๆชาตินั่นแหละครับ เราจะผ่านประสพการณ์มากมาย และบางสิ่งอาจหลงเหลือในความทรงจำของเราแล้วเราย้อนกลับมาเกิดอีก ทำให้รู้สึกว่าเคยเห็นมาก่อน ส่วนโลกคู่ขนาน คือ โลกที่ขนานกับโลกแห่งความจริงที่เรามีตัวตนอยู่ในขณะนี้ซึ่งในขณะเดียวกัน ก็มีเราอีกคนหนึ่งในโลกอีกโลกหนึ่ง......เช่นขณะนี้เราได้ตัดสินใจบางสิ่ง
ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จในขณะที่อีกคนของเรานั้นได้ตัดสินใจไปอีกทางทำให้ชีวิตตนเอง และผู้อื่นเสียหายแต่มันเกิดในโลกคู่ขนาน หรือ บางครั้งคุณอยากฆ่าตัวตายแต่คุณล้มเลิก บางทีคุณในโลกคู่ขนานอาจฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้ประมาณนี้ละครับ

มาดูแนวคิดของหลักวิทยาศาสตร์กันบ้างดีกว่า deja vu เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่าเคยได้พบเห็นมาแล้ว แต่ทางวิทยาศาสตร์เขาอธิบายว่า เป็นการที่สมองของเราแปลข้อมูลผิดพลาด พูดง่ายๆก็คือ เราไม่ได้เห็นมาแล้วหรอก แต่เราคิดไปว่าเห็นมาแล้ว

สมองคนเราก้อเหมือนเครื่องจักรย่อมเกิดข้อผิดพลาดบ้าง การเกิดเดจาว ูคือ เมื่อสมองรับภาพมาจากประสาทตา ก้อนำมาแปลความหมาย เพราะ ฉนั้นสมองทั้งสองต้องทำงานประสานกันและไว้มาก เมื่อเกิดสมองข้างหนึ่งเกิดส่งข้อมูลมาช้าไปเพียงนิดเดียว ก็ทำให้สมองแปลความหมายของภาพนั้นว่าเป็นภาพจากความจำไม่ใช้ปัจจุบัน ทำให้เรารู้สึกว่าเหตุการที่เราเจอนั้นเราเคยเห็นมันมาก่อน...... โดยส่วนมากจะเกิดกับคนที่เป็นลมบ้าหมู และจะเกิดบ่อยมากก่อนที่จะมีอาการชัก

มีคนเล่าว่า เขานั่งรถทัวร์กลับต่างจังหวัดตอนดึก ระหว่างทางเห็นอุบัติเหตุข้างทาง แล้วก็ผ่านไป สักพักก็เห็นอีก เห็นอยู่เรื่อยๆที่สำคัญเป็น คันเดิม คนเดิมและกำลังหันมามองเขาอยู่ด้วย พอตื่นขึ้นมา รถจอดปรากฏว่ามี อุบัติเหตุเกิดขึ้นเหมือนในฝันเป๊ะเลย

แต่ในบางครั้งมันก็แวบเข้ามาก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดซะอีก บางทีก่อนหน้าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นตั้งหลายวัน หรืออย่างกรณี นอสตราดามุส จะอธิบายว่าอย่างไร??

 


hook.jpg
 
 

โดย สุทัศน์ ยกส้าน
MGRonline


ใครเอ่ยเมื่อ 300 ปีก่อนนี้ ได้เคยใช้กล้องโทรทรรศน์ที่มีความยาว 20 เมตร ศึกษาวงแหวนของดาวเสาร์ และบุคคลคนเดียวกันนี้ได้วาดภาพของหลุมอุกกาบาตต่างๆ บนดวงจันทร์อย่างละเอียด นอกจากจะมีผลงานด้านดาราศาสตร์แล้ว เขาคนนี้ยังเป็นสถาปนิกผู้ช่วยของ Christopher Wren สร้างกรุงลอนดอนขึ้นใหม่ หลังจากที่เมืองถูกมหาอัคคีภัยทำลายไปเมื่อปี พ.ศ. 2209 ส่วนผลงานที่สำคัญด้านฟิสิกส์ของบุคคลปริศนาผู้นี้ คือได้ประดิษฐ์นาฬิกาที่เดินด้วยสปริงเป็นเครื่องแรกของโลก และเขาผู้นี้ยังได้ใช้กล้องจุลทรรศน์ศึกษาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ตามองเห็นยากเช่น ไร หมัด และแมลงวันด้วย อีกทั้งยังได้กล่าวถึงสาเหตุการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตก่อนที่ Charles Darwin จะเกิดถึง 15 ปี บุคคลผู้สามารถทุกเรื่องจนเปรียบเสมือนเป็น Leonardo da Vinci ของอังกฤษคือใคร

หากคุณตอบว่า เขาชื่อ Robert Hooke (2178-2246) คุณเก่งกว่านักวิทยาศาสตร์หลายคน แต่คำตอบของคุณก็จะนำมาซึ่งคำถามอีกว่า แล้วเหตุใดคนทุกวันนี้ส่วนใหญ่ จึงไม่รู้จัก Hooke ว่ารู้รอบด้านกายวิภาคศาสตร์ เรขาคณิต ธรณีวิทยา ดาราศาสตร์ ทัศนศาสตร์ และแม่เหล็ก แต่กลับรู้จักนักวิทยาศาสตร์ร่วมรุ่นคนอื่นๆ เช่น Robert Boyle (บิดาของวิชาเคมี) Christopher Wren (สถาปนิกผู้สร้างมหาวิหาร St. Paul's) Anton van Leeuwenhock (ผู้ศึกษาเซลล์สิ่งมีชีวิตเป็นคนแรก) Gottfried Leibnitz (ผู้มีส่วนในการสร้างวิชาแคลคูลัส) และ Isaac Newton (นักฟิสิกส์ผู้พบทฤษฎีแรงโน้มถ่วง) คำตอบคือ เพราะ Hooke เป็นศัตรูคู่อาฆาตของ Newton ที่ Newton ได้จงใจทำลายผลงาน และเครดิตทุกรูปแบบของ Hooke ให้สิ้นซาก เพื่อว่าโลกจะได้ไม่รู้จัก และตระหนักในความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ผู้นี้

บัดนี้ก็เป็นเวลานานนับ 301 ปีแล้วที่ Hooke ได้จากโลกไป และวงการวิทยาศาสตร์ก็กำลังศึกษาความคิด และผลงานของ Hooke ที่ได้ทำไว้ ตลอดจนประวัติที่พังพินาศย่อยยับในบั้นปลายชีวิตของ Hooke ด้วย

Hooke เกิดในครอบครัวที่ยากจน ที่เกาะ Isle of Wight ในประเทศอังกฤษ เมื่อปี พ.ศ. 2178 (รัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง) เมื่อมีอายุได้ 13 ปี เขาได้เข้าทำงานเป็นผู้ช่วยของ Robert Boyle ที่ลอนดอน ซึ่งขณะนั้น Boyle กำลังศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างความดันของก๊าซ และปริมาตรของก๊าซนั้น โดย Hooke ได้เป็นผู้ออกแบบปั๊มสูบอากาศเข้า-ออก เพื่อเปลี่ยนความดันของก๊าซ จนในที่สุด Boyle ก็ได้พบกฎของ Boyle ซึ่งแถลงว่า ถ้าอุณหภูมิของก๊าซไม่เปลี่ยน ความดันและปริมาตรของก๊าซนั้นจะเป็นปฏิภาคผูกพันกัน นั่นคือ เมื่อความดันเพิ่มปริมาตรจะลด และถ้าความดันลดปริมาตรของก๊าซจะเพิ่ม


และขณะที่ Hooke เป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัย Oxford ในประเทศอังกฤษนั้น เขาก็ได้พบกฎของเขาเอง (Hookes law) ที่นักเรียนรู้จักกันดี ซึ่งกฎนี้แถลงว่าเวลาใช้แรงดึงลวดสปริงให้ยืดออก ความยาวสปริงส่วนที่ยืดออกจะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับแรงที่ใช้ดึง นั่นคือ ถ้าออกแรงมาก สปริงจะยืดออกมาก และถ้าอัดแรงน้อย สปริงก็จะหดน้อย เป็นต้น และเมื่อสำเร็จการศึกษา Hooke ได้หันมาสนใจดาราศาสตร์ และก็ได้พบว่าทั้งดาวอังคาร และดาวพฤหัสบดีมีการหมุนรอบตัวเอง เขายังได้วัดความเร็วในการหมุนรอบตัวเองของดาวอังคารด้วย เมื่ออายุได้ 30 ปี Hooke ได้เรียบเรียงตำราด้านทัศนศาสตร์ชื่อ Micrographia ซึ่งแสดงภาพวาดของสิ่งต่างๆ ที่เขาเห็น โดยใช้กล้องจุลทรรศน์ที่เขาสร้างขึ้นเช่น ภาพของเกล็ดหิมะ และภาพสัตว์ขนาดเล็กเช่น หมัด ไร ฯลฯ และ Hooke ก็ยังแสดงให้เห็นอีกว่า แสงมีคุณสมบัติของคลื่น เพราะสามารถเลี้ยวอ้อมสิ่งกีดขวางได้ (ปรากฏการณ์เลี้ยวเบน diffraction) ซึ่งตรงข้ามกับความคิดของ Newton ที่เชื่อว่าแสงมีคุณสมบัติของอนุภาค

การศึกษาธรรมชาติของหินผาที่ Isle of Wight ทำให้ Hooke คิดว่าเหตุการณ์น้ำท่วมโลกตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิลไม่จริง เพราะสภาพสึกกร่อนของหน้าผาต้องใช้เวลานานกว่า 40 วัน (ตามคัมภีร์พระเจ้าบันดาลให้ฝนตกนาน 40 วัน) การพบซากฟอสซิล (fossil) ของสัตว์ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สัตว์นั้นๆ ณ วันนี้ไม่มีแล้วทำให้ Hooke รู้ว่าสัตว์โลกมีการสูญพันธุ์

ในวันที่ 2 กันยายน ได้เกิดอัคคีภัยครั้งยิ่งใหญ่ในกรุงลอนดอน ไฟที่ลุกไหม้นาน 4 วันได้ทำให้ 80% ของเมืองเป็นเถ้าถ่าน บ้านเรือน 13,000 หลังถูกไฟเผา และผู้คน 80,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย Hooke ได้ทำงานช่วย Christopher Wren ในการออกแบบสร้างเมืองใหม่ แต่โลกให้เครดิตทั้งหมดแก่ Wren เพราะ Wren มีบุตรที่ช่วยเผยแพร่ความยิ่งใหญ่ของบิดา ส่วน Hooke ผู้ไม่มีครอบครัว จึงไม่มีใครช่วยป่าวร้องให้เลย และยิ่งเมื่อ Hooke ได้ทำตัวเป็นศัตรูคู่อาฆาตของ Newton ด้วยแล้ว เขาก็กลายเป็นบุคคลต้องห้ามที่ไม่มีใคร (ในสมัยนั้น) ปรารถนาจะเป็นมิตรด้วย

ในปี พ.ศ. 2222 ประวัติศาสตร์มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า Hooke ได้เขียนจดหมายถึง Newton เพื่อขอให้ช่วยแก้ปัญหาโจทย์เรื่องลักษณะวงโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ ขณะถูกแรงที่แปรผกผันกับระยะทางยกกำลังสองกระทำ

และนี่ก็คือความผิดพลาดครั้งสำคัญ เพราะการถาม Newton เรื่องนี้เท่ากับเป็นการเอาปลาไปให้แมวกิน เพราะ Newton เองก็ครุ่นคิด และรู้เรื่องแรงโน้มถ่วงเช่นกัน แต่ Newton มีความสามารถทางคณิตศาสตร์สูงกว่า Hooke มาก จึงได้ใช้ความสามารถด้านนี้เดินหน้าแก้ปัญหาที่ Hooke ถาม ได้เรียบร้อย และได้เรียบเรียงผลงานลงพิมพ์ใน Principia ในปี พ.ศ. 2230 ดังนั้นจึงเป็นเรื่องไม่แปลกที่ Hooke ได้ออกมาโวยวายเสียงลั่นสนั่นเมืองว่า Newton ขโมยความคิดของตน การกล่าวหาเช่นนี้ทำให้ Newton แค้นเคืองมาก และก็ได้แถลงตอบโต้ว่า ไม่เคยขโมย และไม่เคยได้เรียนอะไรๆ จาก Hooke เลย


การพบแรงโน้มถ่วง การพบกฎการเคลื่อนที่ของสสาร การสร้างวิชาแคลคูลัส ล้วนเป็นความสำเร็จที่ทำให้ชื่อของ Newton เป็นอมตนิรันดร์กาล และยิ่ง Newton มีชีวิตที่พุ่งรุ่งโรจน์ ชีวิตของ Hooke ก็ยิ่งมีแต่ลงกับลงเพราะสุขภาพของ Hooke เริ่มทรุดโทรม การดื่มกาแฟจัด การสูบกัญชาเวลาเครียด ก็เพื่อระบายอารมณ์แค้นที่ Hooke มีต่อ Newton เขาเริ่มสิ้นหวังที่จะเรียกชื่อเสียงเขาคืน เพราะคนทั้งโลกขณะนั้นคิดว่า Hooke เป็นคนขี้อิจฉาความสำเร็จของคนอื่น เขาไม่มีเพื่อน และไม่มีครอบครัว เมื่อถึงบั้นปลายของชีวิตตาเขาบอด ร่างกายเป็นอัมพาต หลังโกง การมีอารมณ์ขุ่นมัวตลอดเวลา และต่อต้านสังคมทำให้ Hooke ไม่ต้องการพบใคร และไม่อยากให้ใครพบ เขาไม่อาบน้ำทำให้ร่างกายมีไรไต่ตอม Hooke จบชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในตอนดึกของคืนวันหนึ่ง ขณะมีอายุได้ 67 ปี ผู้ที่บุกเข้าค้นห้องของเขาได้พบหีบเงินที่ Hooke ซุกซ่อนไว้ซึ่งภายในมีเงิน (คิดเป็นเงินปัจจุบัน) 60 ล้านบาท

หลังจากที่สิ้นศัตรูคนสำคัญแล้ว Newton ก็ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ของ Royal Society และได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Opticks โดยไม่กล่าวอ้างถึงผลงานด้านทัศนศาสตร์ของ Hooke เลย อีกทั้งให้เจ้าหน้าที่ทำลายอุปกรณ์ต่างๆ ที่ Hooke สร้างให้ Royal Society จนหมด และแม้แต่ภาพเหมือนของ Hooke ที่ติดอยู่ที่ผนังของสมาคมก็ถูกปลดออก และถูกนำไปเผา

ในหนังสือชื่อ The Forgotten Genius : The Biography of Robert Hooke ที่ Stephen Inwood เรียบเรียง และ MacAdam/Cage จัดพิมพ์ในราคา $28.50 Inwood ได้เล่าว่า Hooke รู้ศาสตร์แทบทุกแขนง และเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีพรสวรรค์ด้านการทดลอง เพราะสามารถออกแบบอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เทอร์โมมิเตอร์ ปั๊ม กล้องจุลทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์ ฯลฯ และเป็นผู้ที่เชื่ออย่างหนักแน่นว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับการใช้ศึกษาธรรมชาติ แต่การมีบุคลิกชอบแข่งขัน ทำให้เวลาไม่ได้รับเครดิตจากผลงานที่ทำ ก็ออกมาโวยวายจนทำให้ผู้คนเบื่อฟัง ถึงแม้ว่า Hooke จะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งทดลองผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 17 ก็ตาม

ณ วันนี้ไม่มีใครรู้ว่าศพของ Hooke อยู่ที่ใด ถึงกระนั้น Royal Society แห่งกรุงลอนดอน ก็คิดว่า Hooke สมควรได้รับการยกย่อง จึงได้นำแผ่นศิลาจารึกชื่อของ Hooke วางในมหาวิหาร Westminster ไม่ใกล้ไม่ไกลจากหลุมฝังศพของศัตรูคู่อาฆาตของเขาครับ

สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน


From Bangkokbiznews



ช่วงนี้หากสังเกตดีๆ จะเห็นมีป้าย ติดอยู่หน้าสถานีเติมน้ำมัน และร้านรับเปลี่ยน ยางรถยนต์เขียนบอกว่า "บริการเติมลมไนโตรเจน" ชวนให้นึกสงสัยว่ามันคืออะไรกัน

ปกติแล้วรถยนต์ที่ใช้ไนโตรเจนเติมลมยางนั้น จะมีใช้กันเฉพาะในการแข่งรถฟอร์มูล่าวัน ที่ขึ้นชื่อว่า เป็นการแข่งรถท้ามัจจุราช หากพลาด เพียงนิดเดียวอาจหมายถึงชีวิต ความเร็วจากการ แข่งรถที่วิ่งกันเป็น เวลานานจะสะสมความร้อนให้กับยางรถ ซึ่งหากการควบคุมอุณหภูมิ ภายในยางและเนื้อยางไม่ดีพอ ยางอาจระเบิดได้ง่ายๆ

เหตุที่นักแข่งรถใช้ก๊าซไนโตรเจนเติมยาง ก็เพราะไนโตรเจนล้วนๆ มีความชื้นน้อยกว่า อากาศทำให้อัตรา การขยายตัวหรือหดตัว ค่อนข้างแน่นอน กว่าเมื่อเทียบกับอากาศปกติ ปกติแล้ว แรงดันลมครึ่งปอนด์ จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการบังคับ และการควบคุมรถ นอกจากนี้ อุณหภูมิถนน และยางรถยนต์ ยังมีความแตกต่างกันในระหว่างการแข่งขัน ดังนั้น อุณหภูมิที่คงที่จากการใช้ลมไนโตรเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ส่วนเหตุที่แรงดันของไนโตรเจนมีความเสถียรกว่าอากาศปกตินั้น เนื่องจากอากาศปกติจะมีปริมาณ ของไอน้ำอยู่แตกต่างกัน เพราะความ ชื้นสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในระหว่างการแข่งรถ เจ้าน้ำนี่เองที่เป็น สาเหตุสำคัญที่ทำให้อากาศปกติมีอัตราขยายตัว และหดตัวไม่คงที่ ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันในพื้นที่ที่มีความชื้น อย่างใน ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ของสหรัฐ หรือในการแข่งในพื้นที่แห้งแถบทะเลทราย ทางภาคตะวันตก ของสหรัฐก็อาจส่งผล ที่ไม่คาดคิด ได้กับแรงดันลม ของยางรถได้หากทีมแข่งขันไม่ได้ใช้ไนโตรเจนแห้งเติมลม

ที่นี้ร้านซ่อมและจำหน่ายยาง มองว่า แนวทาง ดังกล่าวน่าจะเป็นบริการเสริมรูปแบบใหม่ได้ สถานีให้บริการน้ำมัน และร้านเปลี่ยนยางหลายแห่งจึงเริ่ม ให้บริการเติมลมยางด้วยก๊าซไนโตรเจนกัน

นายธีระ ทวีสัตย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท จันทร์เกษม อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้นำเข้าอุปกรณ์เกี่ยวกับซ่อมบำรุงรถยนต์ กล่าวว่า อุปกรณ์เติมลมยาง ด้วยไนโตรเจน เป็นเครื่องผลิตไนโตรเจน (Nitrogen generator) ที่สามารถสกัด ออกซิเจนออกจากอากาศให้เหลือเฉพาะไนโตรเจนได้

อุปกรณ์ชิ้นนี้ ใช้ร่วมกับเครื่องปั๊มลมปกติทั่วไป หลักการทำงานก็เพียงแต่อัดอากาศเข้าถัง และปล่อยออกมาตามสายที่ต่อเข้ากับเครื่องกรอง ซึ่งจะมีตัวกรอง 3 ชั้น โดยชั้นแรก จะทำหน้าที่กักน้ำ ฟองลม และฝุ่น ชั้นที่ 2 กรองลมให้บริสุทธิ์มากขึ้น และชั้น 3 สกัดออกซิเจนออกให้เหลือไนโตรเจนราว 95-98%

ปกติอากาศทั่วไปที่เราหายใจเข้าไป จะมีส่วนผสมของก๊าซไนโตรเจนอยู่ 78% ที่เหลือจะเป็นออกซิเจนและก๊าซอื่นๆ อุปกรณ์เติมไนโตรเจน ที่บริษัทนำเข้ามาจำหน่ายนั้น มี 2 รูปแบบ ได้แก่ แบบเคลื่อนที่ที่สามารถเติมลมยางได้ราว 20 เส้นต่อชั่วโมง และแบบติดตั้งเฉพาะพื้นที่ ซึ่งเติมลมยางได้มากกว่าที่ระดับ 80-90 เส้นต่อชั่วโมง

ขั้นตอนการเติมไนโตรเจนนั้น จะเริ่มด้วยการปล่อยลมเก่าออกให้หมด และเติมไนโตรเจนเข้าไปจนเต็มพื้นที่เพื่อไล่ลมเก่าที่ตกค้างอยู่ จากนั้นก็ปล่อยลมออกอีกครั้ง และเติมก๊าซไนโตรเจนเข้าไปใช้เวลาราว 10 นาทีก็แล้วเสร็จ ที่สำคัญ ผู้ให้บริการจะเปลี่ยนจุกลมยางจากสีดำปกติ ให้เป็นสีเขียว เพื่อแสดงให้รู้ว่ารถคันนี้เติมลมยางด้วยไนโตรเจน

สำหรับข้อดีของการใช้ก๊าซไนโตรเจนเติมลมยางมีหลายประการ อาทิ ลดปัญหาเรื่องยางระเบิด ขณะขับขี่ยานยนต์ในระยะไกล เนื่องจากไนโตรเจนจะไม่ร้อน และไม่ขยายตัวดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น ยางจะไม่ร้อนขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ความดันอากาศภายในยางสม่ำเสมอ ทำให้ขณะขับขี่รู้สึกนุ่มนวล ลดเสียงดังของยางเวลาบดถนนตรงรอยต่อ หรือเส้นขณะที่ใช้ ยืดอายุการใช้งานของยาง การสึกหรอของดอกยางลดน้อย

นอกจากนี้ ทางผู้ให้บริการ ยังกล่าวว่า การเติมลม ด้วยก๊าซไนโตรเจนจะช่วยลดการสั่นสะเทือนของตัวถังรถขณะที่รถวิ่งได้นุ่มนวลขึ้น เวลารถวิ่ง ทำให้ยึดเกาะถนนดีขึ้นและปลอดภัยสูงขึ้น วิ่งเข้าโค้งดีขึ้น ลดความชื้นภายในยางรถยนต์ โดยทั่วไปแล้วการเติมลม ปกติจะมีออกซิเจนปะปน อยู่ภายใน ยางรถยนต์ ซึ่งจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ทำให้ยางเสื่อมเร็ว พร้อมกับเกิดสนิมที่กระทะล้อ นอกจากนี้ ยังไม่ต้องตรวจเช็คลมยางบ่อยครั้ง เพราะลมยางจะไม่เพิ่มหรือลดในขณะที่รถวิ่งหรือจอดอยู่

อย่างไรก็ตาม บริการดังกล่าวอาจมีให้เห็นไม่มากนัก เนื่องจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่งนำเข้ามาได้ 2 ปี และมียอดจำหน่ายไปแล้วราว 100 เครื่อง ส่วนใหญ่ จะมีให้บริการในพื้นที่เขตชานเมืองมากกว่า

เจ้าของร้านเปลี่ยนยางแห่งหนึ่งในย่านบางบัวทอง ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่นำผลิตภัณฑ์นี้มาให้บริการกับลูกค้า กล่าวว่า จุดเด่นของอุปกรณ์เติมลม ไนโตรเจน อยู่ตรงที่เป็นความแปลกใหม่ แต่อาจมีปัญหากับลูกค้ารุ่นเก่าบ้างที่ยังไม่กล้าเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ อัตราค่าบริการเส้นละ 50 บาท ก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หลายคนชั่งใจอยู่

ขณะที่เจ้าของสถานีให้บริการน้ำ มันคาลเท็กซ์แห่งหนึ่งบนถนนรัตนาธิเบศร์ มองว่า บริการใหม่นี้ เป็นจุดขายที่ดี และเป็นบริการเสริมที่น่าจะนำมา ใช้ในปั๊มน้ำมัน เนื่องจากไนโตรเจนที่ได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มเติม สามารถสกัดออกมาจากอากาศได้ตลอดเวลา ที่สำคัญช่วยผู้บริโภค ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ได้

"สิ่งแรกที่ผมสัมผัสได้หลังจากเปลี่ยนมาใช้ก๊าซไนโตรเจน คือ ความนุ่มและความยืดหยุ่นของยางขณะเคลื่อนตัว ข้ามทางลูกระนาด และไม่ต้องตรวจลมยางบ่อยๆ เหมือนการเติมลมในรูปแบบเดิม" หนุ่มใหญ่เจ้าของปั๊ม กล่าว


From Bangkokbiznews
ดร. ศรัณย์ สัมฤทธิ์เดชขจร
saruns@notes.nectec.or.th


สำหรับสัปดาห์นี้จะขอกล่าวถึงคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งของแสงและเป็นคุณสมบัติของอนุภาคด้วยนั่นก็คือ การสะท้อนของแสง ซึ่งเราก็ได้ใช้ประโยชน์จากหลักการสะท้อนของแสงอยู่ทุกวัน แต่จะมีกี่คนที่เข้าใจถึงหลักการนี้ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

ถ้าเรามองย้อนกลับไปดูในชีวิตประจำวันของเราก็จะพบว่า ตั้งแต่เราตื่นขึ้นมาเราก็ใช้ประโยชน์ของหลักการสะท้อนของแสงแล้ว คือ เราส่องดูตัวเราตอนแต่งตัวก่อนไปทำงาน หรือ ไปโรงเรียน โดยใช้กระจกที่ค่อนข้างเรียบเข้ามาช่วย ในยานพาหนะของเราไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ก็มีกระจกติดอยู่ เพื่อใช้ส่องดูวัตถุด้านข้างและด้านหลัง เราติดตั้งกระจกโค้งที่บริเวณทางแยก เพื่อช่วยให้เห็นยานพาหนะที่มาจากอีกทิศทางหนึ่งได้ง่ายขึ้น และเราใช้กระจกโค้งเข้ามาช่วยในการกระจายแสงจากแหล่งกำเนิดแสง ให้ตกลงบนบริเวณที่ต้องการ

การที่เราจะสามารถออกแบบลักษณะของกระจกตามการใช้งานดังกล่าวข้างต้นได้นั้น นอกจากจะต้องรู้ถึงคุณสมบัติของวัสดุที่นำมาใช้แล้ว สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือจะต้องจำให้ได้ก่อนว่าหลักการสะท้อนของแสง หรือ ของอนุภาคนั้น บอกให้รู้ว่ามุมที่แสงสะท้อนออกไปจะเท่ากับมุมที่แสงตกกระทบลงบนวัตถุนั้นๆ เหมือนกับเราปาลูกบอลให้ตกลงบนพื้นเรียบด้วยมุมๆ หนึ่ง ลูกบอลนั้นก็จะกระเด้งจากพื้นด้วยมุมที่เท่ากันไปยังอีกทิศทางหนึ่ง แต่ก็ยังอยู่ในแนวเส้นตรงเดียวกัน (เส้นตรงที่ลากจากตัวเราไปยังทิศทางของลูกบอลที่กระเด็นออกไป)...จะเห็นว่าหลักการง่ายๆ แค่นี้เองที่เราได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรามานานมากๆ แล้ว

ทีนี้อาจจะมีคำถามตามมาอีกว่า “แล้วแสงสะท้อนจากวัตถุได้อย่างไร?” ผู้อ่านหลายท่านคงพอจำได้นะครับว่าวัตถุทุกชนิดมีตัวแปรตัวหนึ่งที่บ่งบอกถึงคุณสมบัติทางแสงของวัตถุนั้น ตัวแปรนั้นก็คือ ค่าดัชนีหักเหของแสง ซึ่งจะเป็นอัตราส่วนระหว่างค่าความเร็วแสงในสุญญากาศต่อค่าความเร็วแสงที่เดินทางผ่านเข้าไปยังตัวกลางนั้น (ลองกลับไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทความ “แสงหักเห...ย้อนความรู้ยุคแฟนฉัน” ฉบับวันที่ 30 ก.ย. ได้ครับ) ค่าดัชนีหักเหของแสงโดยปกติแล้วจะเป็นเลขเชิงซ้อน

หมายความว่า ค่าดัชนีหักเหของแสงจะมีสองค่า ค่าหนึ่งเป็นเลขจำนวนจริงและอีกค่าหนึ่งเป็นเลขจำนวนจินตภาพ โดยค่าดัชนีหักเหของแสงที่เราใช้กันอยู่บ่อยๆ นั้น เช่น แก้วมีค่าเป็น 1.5 และ น้ำมีค่าเป็น 1.3 เป็นค่าของเลขจำนวนจริงซะเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากค่าที่เป็นส่วนของเลขจินตภาพนั้นมีค่าน้อยมากๆ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าแก้วจะมีค่าดัชนีหักเหของแสงเท่ากับ 1.5 หรือ ถ้าคิดเป็นค่าการสะท้อนของแสงก็ประมาณ 4% เราก็สามารถเห็นตัวเรารางๆ จากแก้วใสได้และถ้าเราต้องการเห็นตัวเราให้ชัดเจนขึ้นก็สามารถเลือกวัสดุอื่นที่มีค่าดัชนีหักเหของแสงมากขึ้นได้

สำหรับโลหะนั้นจะมีค่าที่เป็นเลขจำนวนจริงน้อยและมีส่วนที่เป็นเลขจินตภาพสูง ซึ่งจะช่วยให้แสงสะท้อนได้ดีขึ้นเช่นกัน แต่การที่โลหะมีค่าดัชนีหักเหของแสงที่อยู่ในรูปของเลขจินตภาพสูงนั้นก็จะทำให้แสงบางช่วงถูกดูดซับในเนื้อโลหะได้ง่ายขึ้นด้วย การดูดซับพลังงานแสงเข้าไปอันเนื่องมาจากส่วนที่เป็นเลขจินตภาพของค่าดัชนีหักเหของแสงของวัสดุนั้นๆ (ไม่จำเป็นต้องเป็นโลหะ) สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในอีกลักษณะหนึ่งได้ คือ การตรวจวัดว่าวัสดุนั้นเป็นอะไร เพราะวัสดุแต่ละชนิดก็จะดูดซับพลังงานแสงที่ความถี่ต่างๆ ได้ไม่เท่ากัน ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานในลักษณะนี้ก็คือ สเปคโตรเมทรี (Spectrometry)

ตัวอย่างการใช้งานของหลักการสะท้อนของแสงอีกอย่างหนึ่งที่เราเห็นกันบ่อยๆ ระหว่างรอชำระเงินที่เคาน์เตอร์ในซูเปอร์มาร์เก็ต ก็คือ เครื่องอ่านรหัสแถบ (Barcode reader) ที่ทำหน้าที่อ่านแถบสีดำสลับขาวหลายๆ แถบ มีความกว้างไม่เท่ากัน ที่ติดอยู่กับสินค้า ช่วยให้คำนวณราคาสินค้าทั้งหมดได้รวดเร็วขึ้นและช่วยให้ทางห้างสามารถตรวจสอบปริมาณสินค้าคงเหลือ และ ยอดขายในแต่ละวันได้อย่างรวดเร็ว รหัสแถบยังใช้ติดบนซองจดหมาย เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่คัดแยกจดหมายได้อย่างสะดวกและรวดเร็วขึ้น

คนที่เสนอให้นำรหัสแถบมาใช้เป็นครั้งแรกก็คือ Mr. Wallace Flint ในปี พ.ศ. 2475 แต่กว่าจะมีการใช้งานอย่างจริงจังและมีรหัสแถบที่เป็นมาตรฐานก็ต้องรออีกยี่สิบกว่าปี รหัสแถบในปัจจุบันมีมากกว่า 19 ชนิด ทั้งที่เป็นแบบหนึ่งมิติ คือ เป็นแถบสี่เหลี่ยมผืนผ้าดำสลับขาวเรียงอยู่ในแนวนอนและแบบสองมิติคือเป็นจุดสีดำหรือสี่เหลี่ยมขนาดเล็กเรียงในพื้นที่สองมิติ ซึ่งความจุของข้อมูลและลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันไป

การทำงานของเครื่องอ่านรหัสแถบแบ่งได้เป็นสองแบบ แบบแรกซึ่งมีราคาถูกหน่อยจะใช้การรับภาพรหัสแถบเข้าไปประมวลผลโดยตรงเลย ซึ่งการที่ภาพของรหัสแถบจะถูกส่งเข้าไปในเครื่องได้นั้นก็ต้องใช้แสงเข้ามาช่วย โดยให้แสงตกกระทบลงบนรหัสแถบและสะท้อนเข้าไปในเครื่อง หลังจากนั้นเครื่องก็จะทำการแปลค่าความเข้มแสงที่รับได้ออกมาเป็นรหัสและตีความค่าความเข้มแสงจะมีค่าสูงเมื่อแสงสะท้อนมาจากส่วนที่เป็นสีขาวของแถบรหัส ในทางกลับกันแสงที่สะท้อนมาจากแถบสีดำบนรหัสแถบก็จะมีค่าที่ต่ำกว่า

เครื่องอ่านรหัสแถบในลักษณะดังกล่าวนี้มีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่ง คือ ผู้ใช้จะต้องให้รหัสแถบอยู่ในแนวเดียวกับช่องรับรหัสบนเครื่องอ่าน ถ้าเราเอียงรหัสแถบมากไป เครื่องจะไม่สามารถถอดรหัสได้ วิธีการแก้ปัญหานี้สามารถทำได้โดยนำหลักการสแกนลำแสงเข้ามาช่วย โดยเมื่อแสงสแกนมาโดนแถบดำบนรหัสแถบก็จะสะท้อนแสงได้น้อยกว่าแถบสีขาวบนรหัสแถบ

หลักการนี้ก็คล้ายๆ กับการสแกนลำแสงให้เป็นเส้นหรือเป็นรูปต่างๆ ตามงานมหกรรมหรือในสถานบันเทิง โดยถ้าเราสังเกตด้วยตาเปล่าก็จะพบว่าเครื่องอ่านรหัสแถบที่ใช้การสแกนลำแสงนี้จะให้ลำแสงออกมาเป็นเส้นหลายเส้น บางเส้นอยู่ในแนวนอน บางเส้นอยู่ในแนวดิ่งและบางเส้นเอียงอยู่ วิธีการสร้างเส้นแสงเหล่านี้ก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยการควบคุมให้อุปกรณ์สะท้อนลำแสงเลเซอร์ เช่น กระจกเรียบแล กระจกหลายเหลี่ยม เป็นต้น หมุนหรือเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในทิศทางที่ต้องการ

ผลที่ได้ก็คือ รหัสแถบที่อยู่บนสินค้าสามารถเอียงทำมุมกับเครื่องได้ ทำให้สะดวกต่อเจ้าหน้าที่ในการที่จะหยิบสินค้านั้นมาสแกน เพื่อตรวจสอบราคา และปริมาณสินค้าคงเหลือ...มาถึงจุดนี้อยากให้ลองสังเกตแสงที่ออกมาจากเครื่องอ่านรหัสแถบ กระจกที่หมุนติ้วอยู่ภายในเครื่องและการทำงานของเจ้าหน้าที่ในซูเปอร์มาร์เก็ตถ้ามีโอกาสไปจับจ่ายสินค้าดูครับ

ผู้อ่านคงพอจะเข้าใจถึงหลักการสะท้อนของแสงและการประยุกต์ใช้งาน ที่เราเห็นและใช้กันอยู่บ่อยๆ นะครับ...


โดย สุทัศน์ ยกส้าน
MGRonline


Copernicus


Nicolaus Copernicus เป็นชื่อในภาษาละตินของนักดาราศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก ที่มีนามในภาษาโปแลนด์ว่า Mikolaj Kopernick ประวัติศาสตร์ได้บันทึกว่า Copernicus ถือกำเนิดเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2016 (รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ) ที่เมือง Torun บนฝั่งแม่น้ำ Vistula ในประเทศโปแลนด์ บิดาของ Copernicus มีอาชีพเป็นพ่อค้าทองแดง มารดามาจากครอบครัวฐานะดี Copernicus มีพี่น้องร่วมท้อง 4 คน และเขาเป็นบุตรคนสุดท้อง เมื่ออายุได้ 10 ขวบ บิดาก็เสียชีวิตลง Copernicus จึงได้เข้าศึกษาที่เมือง Torun จนสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา จากนั้นก็ได้ไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Krakow เมื่อมีอายุได้ 18 ปี

และขณะศึกษาที่นั่น Copernicus ได้เรียนวิชาละติน คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ปรัชญา และในการเรียนดาราศาสตร์นั้น Copernicus ต้องศึกษาโหราศาสตร์ด้วย ถึงกระนั้นเนื้อหาส่วนใหญ่ของวิชานี้ก็เป็นความรู้และความเชื่อของ Aristotle กับ Ptolemy ที่ใช้คำนวณวันสำคัญทางศาสนา เพื่อให้เข้าใจปฏิทิน และช่วยในการเดินเรือ

ในส่วนที่เป็นวิชาคณิตศาสตร์ Copernicus ใช้ตำราเรขาคณิตชื่อ Elements ของ Euclid และตาราง Alfonsine ที่ใช้อธิบายวิถีโคจรของดาวเคราะห์ โดยตำราเหล่านี้ทุกเล่มมีลายเซ็นของ Copernicus ปรากฏอยู่ และขณะนี้เก็บอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งเมือง Krakow

ถึงแม้ Copernicus จะศึกษาที่มหาวิทยาลัย Krakow นานถึง 4 ปี แต่มหาวิทยาลัยก็มิได้ประสิทธิ์ประสาทปริญญาใดๆ ให้ Copernicus ดังนั้น เขาจึงเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Bologna ในประเทศอิตาลี เมื่อมีอายุได้ 23 ปี

และขณะศึกษาที่นั่น Copernicus ได้เรียนวิชากรีก คณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ นอกเหนือจากวิชาศาสนา ทั้งนี้เพราะลุงของ Copernicus ต้องการให้หลานเป็นนักบวชหลังจากที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี

ขณะพำนักอยู่ในอิตาลี Copernicus ได้เดินทางไปดูปรากฏการณ์จันทรคราสที่ Rome เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2043 และได้เดินทางกลับไปโปแลนด์ในอีก 1 ปีต่อมา แต่เพราะยังไม่สำเร็จการศึกษาที่ Bologna ดังนั้น จึงได้ขออนุญาตลุงกลับไปศึกษากฎหมาย และแพทยศาสตร์ต่อที่อิตาลีอีก แต่คราวนี้เขาได้ย้ายไปเรียนแพทย์และดาราศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Padua เพราะในสมัยนั้นผู้คนเชื่อว่าเวลาตกฟากมีอิทธิพลต่อชีวิต และสุขภาพ ดังนั้น คนที่จะเก่งในการรักษาไข้ต้องรู้โหราศาสตร์ และดาราศาสตร์ด้วย

Copernicus สำเร็จการศึกษาเมื่อมีอายุได้ 30 ปี จึงได้เดินทางกลับบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อทำงานเป็นนักบวช และหมอ ที่เมือง Frauenberg และขณะใช้ชีวิตที่นั่น เขาต้องทำงานหลายด้าน เช่น ทำแผนที่ ออกกฎหมาย เป็นสารวัตรทหาร และเขียนตำรา นอกเหนือจากงานประจำคือเทศนาและรักษาคนไข้ แต่เมื่อลุงของ Copernicus เสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2055 เขาก็ตระหนักได้ทันทีว่าตนไม่ต้องทำหน้าที่เทศนาในโบสถ์อีกต่อไปแล้ว จึงใช้เวลาส่วนใหญ่ทำงานค้นคว้าดาราศาสตร์ที่ตนรักอย่างจริงจัง

เมื่ออายุได้ 41 ปี Copernicus ได้เรียบเรียงหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ Commentariolus ซึ่งใช้มือเขียน และถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่มีชื่อผู้แต่ง แต่คนที่อ่านหนังสือก็รู้ว่าผู้เขียนคือใคร ในหนังสือเล่มนั้น Copernicus ได้พูดถึงทฤษฎีจักรวาลของเขาเองซึ่งมีดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลาง หาใช่โลกตามคำสอนของ Ptolemy ไม่ ใน Comments ยังมีความรู้ใหม่ๆ เช่นว่า ระยะทางจากโลกถึงดวงอาทิตย์มีค่าน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับระยะทางจากโลกถึงดาวฤกษ์ และการหมุนรอบตัวเองของโลกทำให้เรารู้สึกเสมือนว่าดาวต่างๆ กำลังเคลื่อนที่ ทฤษฎีจักรวาลของ Copernicus ยังสามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดเราจึงเห็นดาวเคราะห์บางดวงในบางเวลา โคจรย้อนสวนทางเดิม ซึ่งปรากฏการณ์ retrograde นี้ Copernicus เป็นบุคคลแรกที่อธิบายได้

ถึงแม้ตำรา Commentariolus จะสำคัญ แต่หนังสือชื่อ De revolutionibus ที่เขาเรียบเรียงขึ้นโดยใช้เวลานานถึง 27 ปี ก็ยิ่งใหญ่กว่า เพราะในหนังสือเล่มนี้ Copernicus ได้แถลงแจกแจง และอธิบายทฤษฎีเขาอย่างสมบูรณ์ และสำหรับประเด็นที่ต้องใช้เวลานานในการเรียบเรียงนั้น ก็เพราะ Copernicus ไม่มีนักวิจัยผู้ช่วย ไม่มีเพื่อนจะปรึกษา ไม่มีนิสิตช่วยทำงาน และเพราะสิ่งที่ Copernicus เขียนใน De revolutionibus orbium coelestium นั้นขัดแย้งกับคำสอนของคริสต์ศาสนา Copernicus

จึงให้นักคณิตศาสตร์ชื่อ Georg Joachim Rheticus แห่งมหาวิทยาลัย Wittenberg ในประเทศเยอรมนีจัดพิมพ์แทน แต่คนพิมพ์ชื่อ Andreas Osiander รู้สึกว่าเนื้อหาในหนังสือกระทบกระเทือนสถาบันศาสนา เขาจึงเปลี่ยนชื่อเรื่อง และไม่ลงชื่อผู้เขียน ดังนั้น หนังสือที่ออกสู่บรรณโลกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2086 จึงไม่ถูกห้ามอ่าน และคนแต่งก็ไม่ถูกสถาบันศาสนาลงทัณฑ์

หนังสือ De revolutionibus ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิชาดาราศาสตร์ยุคใหม่ โดยในหนังสือเล่มนั้น Copernicus ได้ให้เหตุผลหลายประการที่แสดงให้เห็นว่าดวงอาทิตย์เป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล และมีดาวเคราะห์ต่างๆ โคจรไปรอบๆ หนังสือที่หนา 200 หน้านี้เขียนเป็นภาษาละติน และถึงแม้ Copernicus จะรู้ชัดว่าโลกหมุนรอบตัวเอง ดวงจันทร์โคจรรอบโลก และโลกกับดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่ก็มีข้อมูลอีกมากมายที่ Copernicus รู้ผิด เช่น เขาประมาณขนาดของสุริยจักรวาลผิด และที่เขากล่าวว่าวงโคจรทุกวงมีลักษณะกลมนั้นก็ผิด เพราะ Kepler ในเวลาต่อมาก็ได้พิสูจน์ชัดว่าวงโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์เป็นวงรี

ตำนานกล่าวว่า Copernicus ได้อ่าน De revolutionibus เป็นครั้งแรก เมื่อใกล้ตาย แต่นักประวัติศาสตร์ทุกวันนี้เชื่อว่า Copernicus ไม่ได้เห็นและไม่ได้อ่านตำราที่เขาเขียนเลย ส่วน Tycho Brake นักดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ก และ Galileo นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ชาวอิตาลีนั้นต่างก็ได้อ่าน และสนับสนุนความคิดของ Copernicus ทุกประการ และความคิดของ Copernicus นี้เองที่ได้แผ้วทางให้ Newton ได้พบแรงโน้มถ่วงในอีก 150 ปีต่อมา

ในหนังสือชื่อ The Book Nobody Read : Chasing the Revolutions of Nicolaus Copernicus ที่เรียบเรียงโดย Owen Gingerich และจัดพิมพ์โดย Walker, New York ปี 2004 และมีราคา $25 Gingerich ได้กล่าวถึงประวัติการยอมรับของ De revolutionibus ว่า ในระยะแรกหนังสือนี้ไม่มีใครต่อต้าน แต่เมื่อความคิดของ Copernicus ได้รับการยอมรับมากขึ้นๆ หนังสือนี้ก็ถูกแบนในปี พ.ศ. 2159 แต่เมื่อ Galileo และ Kepler กล่าวสนับสนุนว่าความคิดของ Copernicus ถูก หนังสือนี้ก็ได้กลับมาแพร่หลายอีก แต่ก็ยังเป็นหนังสือที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ เพราะเมื่อวงการวิชาการสร้างอนุสาวรีย์ของ Copernicus ขึ้นที่กรุง Warsaw ในปี พ.ศ. 2382 ไม่มีพระนักบวชใดๆ มาทำพิธีทางศาสนาเลย จนกระทั่งสถาบันศาสนา Roman Catholic Church ได้เลิกแบนหนังสือ De revolutionibus เมื่อ 169 ปีก่อนนี้เอง

ในหนังสือ The Book Nobody Read, Gingerich ได้รายงานการติดตามผลงานเขียนของ Copernicus ทุกชิ้น และเชื่อว่าก่อนปี พ.ศ. 2043 โลกมีนักดาราศาสตร์ไม่เกิน 10 คนที่อ่านผลงานของ Copernicus รู้เรื่อง และจากจำนวนที่พิมพ์ 400-500 เล่ม ณ วันนี้ตำราก็มีเหลือเพียง 273 เล่มเท่านั้นเอง แต่พูดก็พูดเถอะ หนังสือหายากและมีค่ามากนี้ ราคาเล่มละอย่างน้อยก็ 20 ล้านบาทครับ

สุทัศน์ ยกส้าน ภาคีสมาชิก ราชบัณฑิตยสถาน

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์