ฟิสิกส์ราชมงคล

index  69

แข่งร้องไห้

    นักศึกษาวิชามวยปล้ำซูโม่ต่างคนต่างอุ้มเด็กน้อยในวัยเตาะแตะ  เพื่อเข้าการแข่งขันร้องไห้หรือที่รู้จักในชื่อ "นากิ ซูโม่"(ซูโม่ร้องไห้)  อันเป็นพิธีกรรมโบราณที่เชื้อว่าจะทำให้เด็กสุขภาพดีจัดที่วัดเซ็นโซจิ  กรุงโตเกียว  ประเทศญี่ปุ่น

ให้ยืม

   จักรยาน "เวลิบ" เป็นจักรยานรุ่นใหม่ที่จะนำมาใช้ในโครงการให้ยืมขี่สัญจรไปมาในเมือง  โครงการดังกล่าวจะเริ่มในกลางเดือนกรกฎาคม โดยนำจักรยานจำนวนกว่า 20000 คัน  ออกมาให้ยืมและคืนตามจุดต่างๆทั่วกรุงปารีส  เมืองหลวงของฝรั่งเศส

 

 

 

"Why does everybody like me, yet bobody understand me"

"ทำไมทุกๆคนชื่นชอบผม  แต่ไม่มีใครเข้าใจผมเลย"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

 

 

"only two  things are infinite, the universe and human stupidity and I'm  not sure about the former"

"มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่หาจุดสิ้นสุดไม่ได้  คือ  จักรวาลกับความโง่ของมนุษย์แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยมั่นใจนักกับสิ่งแรก"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

"Reality is merely an illusion, albeit a very persistent one"

"ความจริงเป็นเพียงภาพมายา เพียงแต่เป็นภาพมายาที่คงอยู่นานหน่อยเท่านั้น"

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

 

"These  thoughts did not come in any verbal formulation. I rarely think in word at all. A thouht comes, and I may try to express it in words  afterward."

"ความคิดเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นในรูปของถ้อยคำ  ข้าพเจ้าไม่ค่อยคิดเป็นถ้อยคำเมื่อเกิดความคิดขึ้นแล้ว  ข้าพเจ้าจึงพยายามอธิบายด้วยถ้อยคำในภายหลัง"

 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

"Science  without religion is lame, religion without science is  blind."

"วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนาคือคนขาพิการ  ศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์คือคนตาบอด"

 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

 

 

"The only real valuable thing is intuition."

"สิ่งที่มีค่าอย่างจริงแท้คือการหยั่งรู้"

 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

 

"โลกถูกจิตนำไป  โลกถูกจิตชักไป สัตว์ทั้งปวงไปสู่อำนาจแห่งจิตอย่างเดียว"

 

พุทธศาสนสุภาษิต

 

"ทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น   ทุกข์ย่อมตั้งอยู่และเสื่อมไป

นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น   นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ"

 

พุทธศาสนสุภาษิต

 

"The only reason for time is so that  everything doesn't happen at once"

"เหตุผลแต่ประการเดียวสำหรับเวลาก็คือ เพื่อชี้บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน"

 

 

พุทธศาสนสุภาษิต

 

 

"The bitter and the sweet come from the outside, the hard from within"

"รสขม รสหวาน  เป็นสิ่งสัมผัสได้จากภายนอก แต่ความยากลำบากนั้นมาจากภายใน"

 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

 

กว่าจะเป็นแผ่นหนัง  

 

Memory Stick

ตั้งแต่บริษัท SONY ได้มีการคิดค้น Memory Stick ขึ้นมาในเดือนกันยายน พ.ศ. 2541 ทางบริษัทเอง ก็ได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ใช้ควบคู่กับ Memory Stick อย่างมากมาย เช่น กล้องถ่ายวีดีโอดิจิตอล กล้องถ่ายรูปดิจิตอล คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก (Vaio) กรอบรูปดิจิตอล เครื่องพรินเตอร์ เครื่อง บันทึกเสียง เป็นต้น

           Memory Stick คือ สื่อบันทึกล่าสุดของ Sony ลักษณะคล้ายแผ่นหมากฝรั่ง ขนาดเล็ก ซึ่งบริษัทได้สร้างช่อง (สล็อต) สำหรับเสียบ Memory Stick ไว้ในผลิตภัณฑ์หลายอย่าง จุดเด่นของ Memory Stick อยู่ที่ความรวดเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลที่สูงถึงระดับ 1.3 MB ต่อวินาที คาดว่าจะมีความจุสูงขึ้นไปได้อีก ถึง 256 MB ช่วยให้การเขียนอ่านข้อมูลเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น หน้าที่หลักๆ จะใช้สำหรับการเก็บข้อมูลดิจิตอลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพและเสียง รวมไปถึงข้อมูลเอกสารอีกด้วย โดยจะทำการบันทึกข้อมูลลงบนแผ่นทองเหลือง (IC chip) หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็น IC recording media

Memory Stick

           Memory Stick เป็นสื่อบันทึกที่มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบามีการออกแบบ ซึ่งเหมาะแก่การใช้งานจริง ๆ ทำให้ง่ายต่อการพกพาและ สะดวกกับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์อื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีระบบป้องกันการลบข้อมูลด้วยเพราะมีแทบล็อคและปลดล็อค
 

           ผลิตภัณฑ์ที่รองรับ Memory Stick ได้แก่ กล้องถ่ายวิดีโอ ระบบดิจิตอล ทั้งระบบ Mini DV และ Digital 8 กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ทั้ง Cyber-shot และ Digital Mavica หรือไม่ว่าจะเป็น วอล์คแมน โน๊ตบุ้ค และคอมพิวเตอร์ PC แต่ปัจจุบัน Sony เพิ่มความมีประสิทธิภาพ ความสะดวกสบาย ให้กับการใช้งาน PDA โดยการใช้ CLIE โดยมี Memory Stick เป็นตัวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ

           CLIE UX50 จากจอภาพที่กว้างและมีความละเอียดสูง คือสิ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการชมภาพเคลื่อนไหวและเว็บเพจ TFT LCD จอนี้มี ความละเอียดสูง 480 X 320 pixel สี 16 บิต (65,536 สี) ทำให้ภาพของมีรายละเอียดและได้โทนสีที่เป็นธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านี้ Sony Handheld Engine ที่ได้พัฒนาขึ้นใหม่ ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการ แสดงภาพเคลื่อนไหวและเว็บเพจให้การใช้งาน Jog Dial ที่สะดวกสบาย โดยสามารถใช้ Memory Stick สำหรับย้ายข้อมูลระหว่างเครื่อง PC กับ CLIE นี่คืออีกทางเลือกหนึ่งที่สะดวกสบาย นอกเหนือไปจาก การใช้ HotSync หรือ Flash memory ของ CLIE ประโยชน์อีกข้อหนึ่งก็คือการที่ Application อย่าง Data Import/Export ทำให้ CLIE สามารถอ่านและบันทึกข้อมูลลงบน Memory Stick ได้ทันทีที่มีการเชื่อมโยงแบบไร้สายหรือต่อสาย USB ระหว่าง CLIE กับเครื่อง PC นับว่าเป็นการใช้ประโยชน์ของ Memory Stick ควบคู่ไปกับการใช้งานของ CLIE

          การใช้งานต่างๆของ Memory Sticks มีข้อเสียตรงที่มีใช้เฉพาะ ในผลิตภัณฑ์ของ Sony เท่านั้น และราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบ กับมาตรฐานอื่นๆ และความแพร่หลายที่ยังจำกัดวงแคบเท่านั้น
 


แหล่งข้อมูล
www.sinsaimlectronics.com
http://it.lemononline.com

( Stephen William Hawking)

ชีวิตส่วนตัว

เป็นนักฟิสิกส์ ผู้ยิ่งใหญ่ เกิดเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2485 ซึ่งเป็นวันรำลึกครบรอบ 300 ปีการตายของกาลิเลโอ นักคณิตศาสตร์และดาราศาสตร์ชาวอิตาเลียน ฮอว์กิงเกิดในเมืองออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษบิดาของฮอว์กิง คือ นาย แฟรงค์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคเขตร้อนส่วนมารดาคือนางอิโซเบล บุตรสาวของนายแพทย์ชาวสก๊อต สตีเฟนเป็นบุตรชายคน โตของครอบครัวฮอว์กิ้ง อายุ ๘-๙ ปี เขาสามารถค้นหาได้ว่านาฬิกาตั้งโต๊ะและวิทยุ ทำงานและรับคลื่นได้อย่างไร พออายุได้ ๑๔ ปี เขาตัดสินใจเป็นนักคณิตศาสตร์ หรือนักฟิสิกส์

" สตีเฟน วิลเลียม ฮอว์กิง "

เมื่อจบชั้นมัธยมแล้วสอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดและจบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งใน สาขาวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากนั้นเขา จึงศึกษาต่อปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และตัดสินใจเลือกอาชีพเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎี เน้นทางเอกภพวิทยา

ปีแรกที่เคมบริดจ์เขาเริ่มเป็น โรคมอเตอร์นิวโรน มีอาการขาดความกระฉับกระเฉงและอัมพาตทำให้เคลื่อนไหวลำบากทั้งนี้โรคมอเตอร์นิวโรน (บางทีเรียกโรคลูเกริก/LouGehrig) เกิดจากผลการแตกสลายทีละน้อยๆของเซลล์ ประสาทในไขสันหลังและสมองที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เมื่อประสาทหยุดทำงานกล้ามเนื้อจึงลีบ และอ่อนแอทำให้คนไข้ทำอะไรได้ยากขึ้น แม้ว่าจิตใจยังแจ่มใสอยู่ก็ตามอาการป่วยของสตีเฟ่นเลวร้ายลงหมอวินิจฉัยว่าจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง ๒ ปี ทำให้เขารู้สึกหดหู่ยิ่งหมดกำลังใจในการศึกษาค้นคว้า และใช้เวลาส่วนใหญ่ใน ห้องฟังดนตรีและอ่านนิยายวิทยาศาสตร์พร้อมทั้งดื่มสุราแบบหัวราน้ำเป็นเวลา๒ปีเขาเริ่มตั้งสติและมองเห็น ความหวังที่จะบุกเบิกงานด้านฟิสิกส์ทฤษฎีประกอบกับได้กำลังใจจาก คนในครอบครัว เพื่อนๆ และอาจารย์ เขาจึงศึกษาวิจัยโดยอาศัยสมองล้วนๆ ทำให้เขามีความมั่นใจว่า โรคร้ายไม่กระทบถึงงานอย่างแน่นอน และเริ่มทำวิทยานิพนธ์ต่อในปี 2508 ได้แต่งงานกับเจน วิลด์ (Jane Wilde) นักศึกษาด้านภาษาศาสตร์ของ มหาวิทยาลัยลอนดอน มีบุตรด้วยกัน ชาย ๒ หญิง ๑ และมีความสุขตามอัตภาพ

ในปี 2 เขาได้ประกาศหย่าขาดจากเจนปี 2538 ฮอว์กิงตัดสินใจแต่งงานกับ อีเลน เมสัน (ElaineMason) พยาบาลที่ดูแลเขาอย่างใกล้ชิดต่อเนื่องกันหลายปีและเป็นผู้ออกแบบอุปกรณ์สังเคราะห์เสียงให้แก่เขาด้วยและนี้ เป็นปมปัญหาที่ว่า อะไรเป็นเหตุให้สตีเฟ่น ตัดสินใจแยกทางจากเจน และแต่งงานกับอีเลน? พร้อมกับมีข่าวว่า เขาถูกทารุณกรรมด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ปล่อยให้นั่งตากแดดอยู่ในสวนทั้งวัน รวมทั้งทำร้ายร่างกาย ซึ่งได้ดำเนินมาตลอดตั้งแต่กลางปี 2546 ซึ่งผู้ทำร้ายไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นภรรยาใหม่ของเขานั่นเอง ??

การทำงาน

คนทั่ว ๆ ไปอาจจะคิดว่า เขาเป็นเพียงอัจฉริยะทางวิทยาศาสตร์ที่พิการเดิน และพูดกับใครไม่ได้กระทั่งจะ เขียนหนังสือแต่งตัวหรือกินอาหารก็ทำเองไม่ได้เนื่องจากป่วยเป็นโรคทางประสาทที่ทำให้ระบบประสาทส่วน กลางของเขาควบคุมกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายไม่ได้เลยอวัยวะหนึ่งเดียวที่พอจะทำงานได้คือสมองเป็นเหตุ ให้เขาต้องอยู่บน รถเข็นตลอดเวลาตั้งแต่ ยังหนุ่มด้วยวัยเพียงอายุ 21 ปี

ความพิการก็ไม่สามารถเป็นอุปสรรคขวางกั้นเขาได้เขากลับพูดว่า มันเป็นโอกาสที่จะทำให้เขามีอิสระที่จะคิดทฤษฎีเกี่ยวกับฟิสิกส์และจักรวาลได้อย่างเต็มที่ ฮอว์กิงเริ่มทำการวิจัยทฤษฎีของจักรวาลโดยใช้พลังงานความคิด ทางสมองเท่านั้น เขามีสัญชาตญาณวิเศษที่สามารถหาคำตอบของสมการฟิสิกส์ที่ยากๆ ได้ เหมือนกับ ที่บีโธเฟนแต่งซิมโฟนีสำเร็จโดยไม่ต้องเขียนโน้ตลงบนกระดาษสักตัวเดียว

ปี พ.ศ. 2515 ทั่วโลกต้องตกตะลึง เมื่อเขาประกาศว่าหลุมดำที่ใคร เคยคิดว่าจะดึงดูดสรรพสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ ตัวมันนั้นจริงๆ แล้วสามารถแผ่รังสี และปลดปล่อยอนุภาคต่างๆ ออกมาได้ ฮอว์กิงได้พบว่าขณะจักรวาลระเบิด ใหม่ๆ แรงระเบิดที่มหาศาล ได้ทำให้เกิดหลุมดำขนาดเล็กมากมายและเมื่อเขาพิจารณาคุณสมบัติด้านควอนตัมของ หลุมดำเล็กๆเหล่านี้เขาก็พบว่าหลุมดำเล็กๆสามารถสูญเสียพลังงานไปได้เรื่อยๆโดยการระเบิดให้ตัวมันเองหายวับไปกับตาในที่สุด

ทว่าจนทุกวันนี้ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดเห็นการระเบิดของหลุมดำในลักษณะที่ว่านี้เลยแต่หากมีใคร เห็นนั่นก็ หมายความว่ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์สำหรับปีนั้นจะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจากฮอว์กิง

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเอ็นหลอดเสียงของเขาเริ่มใช้งานไม่ได้ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมาแต่เพราะได้กำลังใจและความช่วยเหลือจากเพื่อนภรรยาและครอบครัวจึงทำให้เขามีกำลังใจที่จะลุกสู้ต่อไปวิธีที่เขาจะสื่อสารกับบุคคลอื่นคือสื่อสารผ่านคอมพิวเตอร์และเครื่องเลียนเสียงพูดเมื่อต้องการจะสนทนาติดต่อกับโลกภายนอกเขาจะใช้เครื่อง พูดโดยใช้นิ้วกดปุ่มของตัวอักษรต่างๆประกอบเป็นคำที่เขาต้องการแล้วจึงกด เครื่องออกเสียง จึงไม่แปลกที่เขาจะใช้เวลานาน 10-15 นาที ในการตอบ คำถามของคนอื่น ๆในแต่ละครั้ง

"ฮอว์กิง นิวตัน และ ไอน์สไตน์"

ปี พ.ศ. 2531 เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ประวัติย่อของกาลเวลา หรือ A brief History of Time ซึ่งได้รับความนิยมมากจนติดอันดับหนังสือที่ขายดีที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง มียอดจำหน่ายกว่าหนึ่งล้านเล่ม ภาษาที่เขาใช้ในการสื่อสารในหนังสือนั้นเรียบง่าย ทั้งเล่มมีสมการอยู่เพียงสมการเดียวคือ E=mc2 ฮอว์กิงได้เขียนไว้ว่า เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างมีการเกิด "เวลา" ก็มีกำเนิดเหมือนกัน ปัจจุบันเรารู้ว่า จักรวาลของเรานั้นเกิดจากการระเบิดของสสารครั้งใหญ่ เมื่อประมาณ 15,000 ล้านปีมาแล้ว คำถาม ที่ใครๆ ก็มักจะถามคือ ก่อนนั้นจักรวาลมีสภาพเป็นอย่างไร ฮอว์กิงตอบว่าก่อนนั้นเวลาก็ไม่มี ดังนั้นการถามหาสิ่งที่ไม่มีจึงเป็นคำถามที่ไม่มีความหมาย

ทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดของฮอว์กิงและ นักวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์ทั้งหลายก็คือการรวมทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปและทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมเข้าด้วยกันเป็นทฤษฎีแรงโน้มถ่วงแบบควอนตัมซึ่งถ้าทำสำเร็จก็จะกลายเป็นสุดยอดทฤษฎีหรือทฤษฎีสรรพสิ่ง(thetheoryofeverything)ซึ่งจะสามารถอธิบายทุกสรรพสิ่งในเอกภพโดยฮอว์กิงเชื่อว่า อีกไม่เกิน 20 จะมีการค้นพบทฤษฎีสรรพสิ่งนี้

อย่างไรก็ดีฮอว์กิงได้เขียนไว้ในประวัติย่อของกาลเวลาว่าถ้าหากมีสุดยอดทฤษฎีเช่นนี้อยู่จริงทฤษฎีนั้น คงจะ กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยรวมทั้งกำหนดด้วยว่าจะหาทฤษฎีพบหรือไม่และถ้าเป็นเช่นนั้นบางทีทฤษฎี ดังกล่าวอาจกำหนดให้ฮอว์กิงมีสภาพเป็นอย่างที่เขาเป็นอยู่เพื่อ แสดงให้มนุษย์ได้เห็นว่าไม่มีอะไรที่จะขัดขวาง พลังสติปัญญา และการติดตามค้นหาเป้าหมายสูงสุดของมนุษยชาติได

ฮอว์กิงทุ่มชีวิตลงไปกับการศึกษาค้นคว้ากาล-อวกาศ และสภาวะ singularities ที่จุดเริ่มต้นของกาลเวลา เมื่ออายุ 32 ปีเขาได้เข้าเป็นสมาชิกของรอยัล โซไซตี (Royal Society) และได้รับรางวัลอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein Award) ซึ่งเป็นรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดสำหรับนักทฤษฏีฟิสิกส์ นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาดุษฎีกิตติมศักดิ์ เหรียญตราและ เครื่องราชอิสราภรณ์มากมาย

ฮอว์กิ้งเองได้รับการยกย่องจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ด้วยกันว่าเป็นนักฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์บางคนถึงกับเทิดทูนให้เขาเป็นผู้ที่ฉลาดปราดเปรื่องต่อจากไอน์สไตน์ เลยทีเดียว เขามักถูกนำไปเทียบกับไอน์สไตน์และนิวตันอยู่เสมอ หรืออาจจะเรียกได้ว่าทั้ง 3 เป็นอัจฉริยะของแต่ละยุค

ปัจจุบันก็ได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ประยุกต์ และฟิสิกส์ทฤษฎี ที่มหาวิทยาลัย แคมบริดจ์ อีกทั้งยังได้เป็น Lucasian Professor of Mathematics ซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกันกับที่ไอแซคนิวตันเคยได้รับ ฮอว์กิงยังคงมีสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจ มีชีวิตที่ยืนยาวกว่าที่แพทย์เคยวินิจฉัยอาการป่วยของเขาเอาไว้ เขาสามารถทำงาน วิทยาศาสตร์ระดับโลกแถมยังเป็นนักพูดที่มีผู้ติดตามฟังอย่างล้นหลาม แล้วก็ยังเขียนหนังสือ วิทยาศาสตร์ขายดีที่สุดในโลกอีกด้วยนั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขายืนหยัดได้น่าจะมาจากผลพวงจากวิทยาศาสตร์ การแพทย์ชั้นยอด ที่สตีเฟน ฮอว์คิงได้รับ คอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้เขายังสามารถสื่อสารและถ่ายทอดความรู้ความคิด โต้ตอบกับคนอื่นๆ ได้ และ สุขภาพจิตที่เยี่ยม ยอดของ ตัวเขาเอง

เป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสำหรับเรื่องความเกี่ยวพันระหว่างร่างกายกับจิตใจ ถึงแม้ร่างกายในเชิงสุขภาพดังเช่น คนทั่วไปของสตีเฟนฮอว์คิงจะย่ำแย่มากแต่ในเมื่อสภาพจิตของเขายังยอดเยี่ยมยังดีเยี่ยมก็มีผลต่อร่างกายของเขา ด้วย


แหล่งข้อมูล:
www.manager.co.th
www.physics.gmu.edu
www.tddf.or.th
update.se-ed.com


ประโยชน์ของงา

งา อาจแปลความหมายได้หลายอย่างเช่น งาช้าง งาที่เป็นอุปกรณ์จับปลา แต่ที่จะพูดถึงก็คือคำว่า งา ที่เป็นพืช ที่เรานำมารับประทานได้ บางคนอาจจะคิดว่างาที่ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารจะมีประโยชน์อะไรนอกจากตกแต่งหน้าตาของ อาหารให้น่ารับประทานขึ้น แต่จริงๆ แล้วประโยชน์ของงาต่อร่างกายนั้นมีมากมายและงานั้นก็ยังเป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ ของประเทศไทยด้วย เนื่องจากงาเป็นพืชที่มีศักยภาพในการผลิตและการตลาดสูง ปลูกได้ง่าย ทนต่อความแห้งแล้งได้ดี

ต้นงา

นอกจากผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจแล้วเมล็ดงาและน้ำมันงามีคุณค่าทางด้านโภชนาการสูง งา มีชื่อเรียกทาง วิทยาศาสตร์ว่า Sesamun indicum Linn เป็นพืชล้มลุก สูงประมาณ 30-100 เซนติเมตร ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีร่องตามยาวของลำต้น มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบเป็นรูปไข่กว้างประมาณ 2-5 ซม. ยาวประมาณ 6-10 ซม. ดอกเป็นดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกเป็นสีขาวหรือสีชมพู ผลเป็นผลแห้ง เมล็ดแบน รูปไข่ มีทั้งงาดำ งาขาว งาดำ-แดง
ประโยชน์ทางด้านสารอาหารของงา ในเมล็ดงาจะอุดมไปด้วยวิตามินทุกชนิด(ยกเว้นวิตามินบี 12) ซึ่งจะช่วยในการบำรุงสมอง ประสาท และป้องกันโรคเหน็บชา ส่วนเกลือแร่มีมากถึง 4.1-6.5% ที่สำคัญคือพวกธาตุเหล็ก ไอโอดีน สังกะสี แคลเซียม และฟอสฟรัส โดยเฉพาะแคลเซียม และฟอสฟอรัสในงาจะมีอยู่มากกว่าผักชนิดอื่น ๆ ถึง 20 และ 40 เท่าตามลำดับ รวมทั้งยังมีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด แคลเซียมบำรุงกระดูก ไอโอดีนป้องกันคอหอยพอก และสังกะสีช่วยบำรุงผิวพรณในงายังมีไขมัน 35-57 % ซึ่งจัดเป็นไขมันที่มีคุณภาพดีเพราะเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว จึงเหมาะแก่การนำมาบริโภคและไม่เกิดการเหม็นหืนง่าย เนื่องจากมีสารกันหืนตามธรรมชาติ มีโปรตีน 17-25% โดยมีกรดหลายชนิดที่ช่วยควบคุมคอลเรสเตอรอลไม่ให้สูงเกินไปเช่นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะ เมธิโอนิน ซึ่งมีอยู่น้อยในโปรตีนถั่วเหลือง แต่มีมากในงา ผู้บริโภคมังสวิรัตต้องบริโภคเมล็ดงาควบคู่ไปกับเมล็ดถั่วด้วย จึงจะได้รับกรดอะมิโนที่จำเป็นอย่างเพียงพอ งายังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดหลอดเลือดแข็งตัวหรือเส้นเลือดอุดตันรวมถึงการ ป้องกันเกล็ดเลือดเกาะตัวเป็นลิ่มการเกาะตัวเป็นลิ่มมากๆอาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทำให้หลอดเลือดในสมองอุดตันและเกิดโรคหัวใจขาดเลือดจนกลายเป็นอัมพาตได้ เพราะในงามีกรดชนิดหนึ่งชื่อว่า ไลโนเลอิคซึ่งเป็นกรดไขมันที่ร่างกายนำไปสร้างฮอร์โมนชนิดที่จะไปช่วยขยายหลอดเลือด ลดความดันได้ยับยั้งการสร้างโคเลตเตอรอลและยังช่วยกระตุ้นให่ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวในภูมิคุ้มกันของร่างกายได้

ขนมจีบโรยงา

ประโยชน์ทางยาของงา ทางการแพทย์แผนโบราณจีน น้ำมันงาเป็นยารสหวาน ฤทธิ์ปานกลาง บำรุงกำลังช่วยในการระบาย แก้ท้องผูก รักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยถอนพิษ ขับพยาธิตัวกลม ในชุมชนไทยใหญ่และชุมชนพม่า จะใช้น้ำมันงาในการรักษาโรคปวดข้อ เคล็ดขัดยอก ข้อบวม และข้อเท้าแพลง โดยบีบน้ำมันจากเมล็ดที่หุงเป็นมันมาใส่บาดแผล ซึ่งพบว่างามี beta-sitoterol ซึ่งมีฤทธิ์ลดการอักเสบ ตลอดจนผสมน้ำปูนใส ทาบรรเทาอาการปวดแสบจากน้ำร้อนลวก แล้วยังนำงามาใช้ช่วยบำรุงผิวพรรณ โดยป้องกันผิวแห้งหยาบ หรือผิวหนังแตกเป็นรอย รวมถึงการแก้ปัญหาผมร่วง ทำให้ผมดกดำไม่แตกปลายด้วยงา โดยการนำสำลีมา แผ่บางๆ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วโรยงาดำ ทิ้งช่วงเวลาซัก 3-5 วัน งาจะงอกออกมาบนสำลี ดูเหมือนถั่วงอก ปล่อยให้งอกสูงซักประมาณ 2 นิ้วครึ่ง และนำถั่วงอกต้นงาออกมาขยี้ บนหัวก่อนนอน ปล่อยไว้อย่างนั้นพอตอนเช้าก็ให้ใช้มือปัดถั่วงอกต้นงาออกโดยไม่ต้อง สระผมและลองลูบเส้นผมดูจะรู้สึกว่าเส้นผมจะหนาและคล้ายมีน้ำมันเคลือบอยู่
งายังสามารถนำมาแปรรูปทำเป็นขนมได้หลายอย่างและหลากหลาย เช่น งาโหย่วสมุนไพร(งากวน) ข้าวแต๋นงามน ขนมถั่วกระจก ถั่วตัด สลัดงา กระยาสารท ขนมคอเป็ด ขนมถั่วแปบ โรยหน้าอาหารต่างๆ เนื่องจากเมื่อนำงาคั่วแล้วมีกลิ่นหอม น่ารับประทาน หรือบางทีอาจจะเป็นภูมิปัญญาของไทยอีกอย่างหนึ่งก็ได้ที่ได้สอดแทรกงาลงไปในขนมชนิดต่างๆ เพื่อให้สามารถได้รับคุณค่าทางอาหารของงาได้โดยง่าย


แหล่งข้อมูล
www.environnet.in.th
www.dailynews.co.th
www.thairath.co.th
www.school.net
www.pop.co.th
 


 

ลางสาด ลองกอง ลูกู

ลางสาด ลองกอง และลูกูเป็นผลไม้ที่ต่างอยู่ในวงศ์เดียวกันคือ Maliaceae มีต้นกำเนิดในแถบหมู่เกาะชวา มลายู ฟิลิปปินส์ และทางภาคใต้ของไทย ผลไม้ทั้งสามชนิดนี้แม้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ราคาถุกแพงต่างกัน โดยลองกองมีราคาแพงที่สุด ตามมาด้วย ลางสาด และลูกู

ลองกอง

 

การเลือกซื้อสามารถสังเกตความแตกต่างได้ดังนี้

 

ลองกอง มีผลกลม เปลือกค่อนข้างหนา ผิวหยาบเล็กน้อย เมื่อสุกเปลือกมีสี เหลืองจาก ลักษณะช่อยาวแน่น ในหนึ่งช่อผลจะมีน้ำหนักครึ่งกิโลกลัม เนื้อในมีรสหวาน กลิ่นหอม เมล็ดลีบหรือไม่มีเมล็ด และไม่ขม

การเลือกซื้อลองกองคุณภาพดีต้องดูผลภายในช่อ เปลือกต้องเป็นสีเหลืองปนสี ขาวนวล ประด้วยจุดสีน้ำตาลหรือดำ และต้องไม่มีเปลือกสีเขียวให้เห็น จึงจะได้ชื่อว่าสุก เต็มที่ ผลไม่ช่อต้องแน่นได้สัดส่วน ไม่บิดเบี้ยว ช่อยาว เปลือกค่อนข้างหนา มียางน้อยไม่ เหนียวติดมือ มีสี เข้มเด่นชัด ผิวเรียบสม่ำเสมอตลอดผล ไม่มีรอยช้ำหรือรอยตำหนิ แกะล เปลือกง่าย เนื้อข้างในแน่น สดในสะอาดคล้ายแก้ว ไม่ฟ่ามเละ และไม่มียาง รสชาติหอม หวาน เมล็ดเล็กไม่ลียหรือไม่มีเลย

ลางสาด

 

ลางสาด มีผลกลมรี เปลือกค่อนข้างบาง ผิวละเอียด ผลมีลักษณะอ่อนนุ่ม มี ยางมากเป็นสีขางขุ่น เนื้อรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย เมล็ดมากและมีรสขมจัด
 


ลูกู (หรือดูกู) มีผลกลมรี เปลือกค่อนข้างบาง ผิวละเอียด ผลมีลักษณะอ่อนนุ่มมีรสหวาน ผลร่างง่าย เกือบทุกกลีบของเนื้อมีเมล็ดแต่ไม่ขม (ลูกูเป็นผลไม้ที่ไม่ค่อยมีราคาจึงนิยมนำเมล็ดไปเพาะเป็นต้นตอในการขยายพันธ์ลางสาดกับลองกองมากกว่า)

รู้เพิ่มเสริมต่อ
1. ผลผลิตลองกองจะออกสู่ตลาดโดยเริ่มจากลองกองภาคตะวันออก (จันทบุรี ตราด และระยอง) ซึ่งจะออกประมาณเดือนพฤศภาคมถึงเดือนมิถุนายน ตามด้วยลองกองจากภาคใต้ตั้งแต่ชุมพรเรื่อยลงไปในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน จากนั้นเดือนกันยายนและตุลาคมจะเป็นลองกองจากจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “ลองกองตันหยงมัส”

ลูกู

2. ในช่วงเดือนกันยายนของทุกปีจะมีการจัดงานวันลางสาดขึ้นที่จัดหวัดอุตรดิตถ์ เนื่องจากลางสาดนับเป็นผลไม้ที่ทำชื่อเสียงและรายได้ให้กับจังหวัดมาเป็นเวลานาน จนกระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งในคำขวัญของอุตรดิษถ์ที่ว่า “เหล็กน้ำพี้ลือเลื่อง เมืองลางสาดหวาน บ้านพระยาพิชัยดาบหัก ถิ่นสักใหญ่ของโลก” ในช่วงเดือนเดียวกันนี้เอง ทางจังหวัดนราธิวาสซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตลองกองคุณภาพก็ได้จัดงานฉลองวันลองกองขึ้นด้วย ใครสนใจจะไปงานไหนก็สามารถติดต่อสอบถามวันที่แน่นอนได้จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานเกษตร จังหวัดอุตรดิตถ์ และนราธิวาสได้
 


ที่มา : Gourmet & Cuisine /August 2003/ Vol.3/No.037
 


มารู้จักเทคโนโลยีไร้สาย"บลูทูธ"กันเถอะ

ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกสร้างขึ้นมามากมาย โดยเฉพาะเทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือที่มีการ พัฒนาขึ้นในหลายรูปแบบ เพื่อสนองความต้องการของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลา เทคโนโลยีที่นำมาใช้กับโทรศัพท์มือถือที่เริ่มได้รับความนิยมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศที่เรียกว่า บลูทูธ ( Blue Tooth) เป็นเทคโนโลยีขนาดเล็กที่นำมาช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตให้มากขึ้นบลูทูธจะกลาย เป็นระบบสื่อสารไร้สายที่เป็นมาตรฐานของโทรศัพท์มือถือ รวมไปถึงโน๊ตบุ๊ค พีดีเอ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ
 

Harald Bluetooth


บลูทูธ เป็นเทคโนโลยีของอินเตอร์เฟสทางคลื่นวิทยุ( Universal Radio Interface)สำหรับใช้ในการ เชื่อมโยงสื่อสารไร้สาย ในแถบความถี่ 2045 Ghz ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถือเคลื่อนย้ายได้ สามารถติดต่อ เชื่่อมโยงสื่อสารแบบไร้สายระหว่างกันในระยะห่างสั้นๆ ได้ อุปกรณ์แต่ละตัวสามารถติดต่อสื่อสารกับอุปกรณ์อื่นๆได้สูงสุดถึง 7 เครื่องพร้อมกัน แต่ปัจจุบันนี้บลูทูธสามารถส่งข้อมูลได้เร็วสูงสุดที่ 1MB/S ด้วยระยะทางที่ไกลสูงสุด 100 เมตร และตอนนี้เทคโนโลยีบลูทูธก็ได้กลายเป็นแฟชั่น เครื่องประดับที่บ่งบอกถึงความทันสมัยและอิสระ ในโลกของการสื่อสาร เทคโนโลยีบลูทูธ เริ่มต้นขึ้นที่ปี 1994 โดยบริษัท อิริคสัน โมบาย คอมมิวนิเคชั่น เริ่มต้นค้นกว่าวิจัยความเป็นไปได้ในการนำคลื่นสัญญาณวิทยุมาใช้ในระหว่างโทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์ต่างๆ โดยจะ ให้บลูทูธเป็นทางเลือกในการส่งผ่านข้อมูลแบบไร้สายระหว่างคอมพิวเตอร์ PC กับโทรศัพท์มือถือ และหลังจากนั้นก็ได้มีการพัฒนาขึ้นโดยการร่วมกับบริษัท Nokia, IBM, Toshiba, และ Intel จัดตั้งกลุ่มพัฒนาวิจัยระบบ Bluetooth ขึ้นในในวันที่ 20 พฤษภาคม 1998 และต่อมาได้ทำการเผยแพร่ Bluetooth specification Version 1.0 ขึ้นในวันที่ 26 กรกฏาคม 1999
ชื่อของบลูทูธนั้นมีที่มาจากนามของกษัตริย์ประเทศเดนมาร์คที่มีชื่อว่า "Harald Bluetooth"โดยผู้ร่วมคิดค้นบลูทูธของอิริคสันได้ไปพบกับคนที่มาจากอินเทลทีี่บาร์แห่งหนึ่งในแคนาดา พวกเขาพูดถึงเรื่องไวกิ้งในแถบสแกนดีเนเวียและคนจากอิริคสันก็ได้หนังสือเล่มหนึ่งกับคอนแทคอินเทลชื่อว่า "Rode Orm" เมื่อได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เกิดไอเดียว่า จะใช้ชื่ออุปกรณ์ชิ้นใหม่ว่า Bluetooth เพราะกษัตริย์ Herald Bluetooth ซึ่งครองราชย์ในช่วง ค.ศ.940-981พระองค์ได้ปกครองประเทศเดนมาร์คและนอร์เวย์ในยุคไวกิ้งและเป็นผู้รวมสองอาณาจักรแห่งสแกนดิเนเวีย ไว้ได้ ก็เหมือนกับอุปกรณ์ที่รวมเอาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สื่อสารให้ เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นคุณสมบัติ ของเจ้าอุปกรณ์ Bluetooth นั่นเอง
การใช้งานของระบบบลูทูธสังเกตได้จากโทรศัพท์มือถือบางรุ่น จะมีฟังก์ชันของบลูทูธรวมอยู่ด้วย และใน pocket PC ก็จะมีฟังก์ชันบลูทูธเช่นกัน เพื่อที่จะสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้แต่มีข้อจำกัดของการใช้งาน คือการเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค หรือ พ็อกเก็ต พีซี เข้ากับอินเทอร์เน็ต จะสามารถใช้งานได้เพียง 1 อุปกรณ์ ต่อ 1 ชิ้น เท่านั้น แต่ความสะดวกสบายของ การเชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีบลูทูธดีกว่าระบบรังสีอินฟราเรด ก็คือ บลูทูธเป็นย่านความถี่ ไม่ใช่ลักษณะการยิงลำแสงเหมือนอินฟราเรดจึงไม่จำเป็นที่จะต้องนำอุปกรณ์รับส่งมาจ่อให้ตรงกันนั่นเอง ซึ่งอุปกรณ์ที่มารองรับเทคโนโลยี บลูทูธที่น่าสนใจตัวหนึ่งก็คือ Bluetooth Headset หรือเรียกกันให้เข้าใจว่าเป็น smalltalk ไร้สายผ่านบลูทูธ

Bluetooth


ซึ่งจะเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้มือทั้งสองข้างทำงานอย่างอื่่นไปพร้อมกับการใช้โทรศัพท์จะสะดวกมากในระหว่างขับรถเพียงแค่ หยิบหูฟังมาแนบหูแล้วเอาโทรศัพท์แนบเอวก็สามารถคุยได้แล้ว เรื่องของบลูทูธไม่ได้จำกัดแค่ บนมือถือเท่านั้น มีการพัฒนาใช้งานกับอุปกรณ์อื่น ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับผู้บริโภค เช่น หูฟังสเตอริโอ เครื่องเล่นซีดี รีโมทวิทยุ แม้กระทั่งในรถยนต์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการนำมาใช้แล้วทั้งชุด Handfree รีโมทเปิด-ปิดประตู หรือระบบ Keyless
ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีบลูทูธในการทำงานผ่านโทรศัพท์มือถืออย่างที่นิยมในปัจจุบันแต่มั่นใจได้แน่ว่าในอนาคตจะต้องมีโอกาสได้ใช้เทคโน โลยีบลูทูธในรูปแบบอื่นนอกจากโทรศัพท์มือถือแน่นอนแต่ที่ยังไม่แพร่หลายนักเพราะเทคโนโลยีของบลูทูธมีราคาที่สูงกว่าการใช้งาน แบบเคเบิ้ลหากอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีบลูทูธสามารถลดระดับราคาลงมาได้เทคโนโลยีนี้ก็จะถูกนำมาแทนที่การติดต่อสื่อสารแบบใช้สายโดยจะกลายเป็นระบบไร้สายมาตรฐานบนเครื่องโทรศัพท์มือถือทุกเครื่อง คอมพิวเตอร์ โน็ตบุ๊ค รวมไปถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆและจะทำให้ตลาดการสื่อสารเปลี่ยนรูปแบบใหม่ทำให้การใช้บริการสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น
 


แหล่งข้อมูล:
www.overclockzone.com
www.gotomanager.com
www.dailynews.co.th
www.macrocare.com
www.siamphone.com
www.st.kmutt.ac.th


 

"ทำไมต้อง “ขลิบ "

คุณผู้ชายทั้งหลาย ฟังทางนี้ หากพูดถึงคำว่า “ขลิบ” คุณนึกถึงอะไร......................ขลิบผม? ขลิบริมผ้า? ได้ทั้งนั้น สารพัดที่คุณจะนึกถึง แต่สำหรับวันนี้ขอพักเรื่องขลิบผมกับผ้าไว้ก่อน เพราะมีอีกขลิบหนึ่งที่คุณควรต้องรู้ เพราะมันเป็นเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัวของคุณเอง พูดมาถึงตรงนี้ หลายคนคงถึงบางอ้อแล้ว แต่สำหรับคนที่ยังนึกไม่ออก เรา จะบอกให้ ขลิบ ที่ว่านั้นก็คือ “การขลิบปลายอวัยวะเพศชาย”

          คำถามแรกที่คุณผู้ชายมักจะถาม หากมีใครบอกให้คุณไปขลิบ คงหนีไม่พ้น “ทำไมต้องขลิบ” เหตุที่ต้องขลิบเพราะว่าจากรายงานทางการ แพทย์พบว่าชายที่ไม่ยอมขลิบปลายอวัยวะเพศมักมีปัญหาทางร่างกายและจิตใจ มีอะไรบ้างนั้น มาดูกัน

            1. โรคทางเดินปัสสาวะมักมาเยี่ยมเยือนประดุจว่าคุณเป็นเพื่อนรักที่จะห่างจากกันไม่ได้ เนื่องจากการไม่ขลิบปลายอวัยวะ เพศจะทำให้คุณผู้ชายปัสสาวะออกมาได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย จึงเกิดอาการอักเสบได้ง่ายจนอาจลุกลามไปถึงขั้นทำให้ท่อปัสสาวะ หรือกระเพาะปัสสาวะ หรือไต หรือทั้งสามอย่าง เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ขึ้น
            2. เป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง เพราะอวัยวะเพศที่ไม่ได้ขลิบจะเป็นแหล่งหมักหมมของเสีย ทั้งเซลล์ผิว หนังที่หลุดลอกเอย ไขมันเสียที่ขับออกมาทางปัสสาวะเอย ซึ่งทั้งหมดนี้จะกลายร่างเป็นตะกอนตกค้างอยู่ที่หนังหุ้มปลาย ทำให้เป็นที่อยู่ของเชื้อโรค เชื้อรา และเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง ได้ง่ายขึ้น
            3. อวัยวะเพศไม่ธรรมดา ได้ยินอย่างนี้ อย่าหลงระเริงรื่นดีใจว่าตัวเองมีอะไรที่พิเศษมหัศจรรย์กว่าของชาวบ้านเขาหรอกนะ บอกได้เลยว่าไอ้ที่คิดน่ะ ผิดเต็มประตู อวัยวะเพศที่ว่าไม่ธรรมดานั้น หมายความว่ามันผิดปกติ เช่น คดงอ ขนาดเล็กเกินไปเพราะหนังหุ้มปลายเปิดไม่หมด ทำให้อวัยวะเพศไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่ ซึ่ง เป็นปัญหาต่อสภาพจิตใจของบุรุษเพศส่วนใหญ่เป็นอย่างมาก

          นอกจากนี้หากคุณไม่ขลิบ เวลามีเพศสัมพันธ์หนังหุ้มปลายมักจะถูกบาดด้วยขน ทั้งจากของตัวเองและของหญิงที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย ทำ ให้เกิดแผลได้ง่าย ความเสี่ยงในการรับเชื้อโรคด้านเพศสัมพันธ์ก็จะง่ายขึ้น และถ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนปล่อยให้เป็นแผลเรื้อรัง โอกาสที่มะเร็งจะมาทักทายคุณก็เพิ่มมากขึ้นด้วยนะจะบอกให้

          สำหรับท่านบุรุษที่ยังไม่ได้ขลิบแล้วอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดความต้องการขลิบขึ้นมา แต่ยังกล้าๆกลัวๆกับความเจ็บที่อาจได้รับ มีข่าวดี มาบอกว่าขณะนี้ได้มีการประดิษฐ์เครื่องมือขลิบด้วยแสงเลเซอร์ ที่มีชื่อเรียกน่ารักน่าใช้ว่า “บอย แฮบปี้” ขึ้นมาแล้ว ซึ่งการใช้เครื่องมือนี้ต้องให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทั้งของแพทย์ ผู้ช่วยแพทย์ และผู้เข้ารับการรักษา สำหรับขั้นตอนการขลิบ ใช้เวลาเพียงสามนาทีเท่านั้น นอกจากนี้พลังความร้อนของเลเซอร์จะช่วยปิดเส้นเลือด ทำให้ไม่มีเลือดออกและเจ็บไม่มาก ไม่บวม ทั้งยังช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ หมักหมมอยู่ในหนังหุ้มเจ้าโลกด้วย แต่ขอเตือนว่าในช่วงแรกๆไม่ควรเล่นกีฬาหนักๆ เช่น วิ่ง ฟุตบอล และงดมีเพศสัมพันธ์หนึ่งเดือน

ขลิบเมื่อไหร่ดี
          ช่วงเวลาในการขลิบปลายอวัยวะเพศที่ดีที่สุดคือช่วง 48 ชั่วโมงหลังคลอดเพราะเส้นประสาทที่หนังหุ้มปลายของเด็กยังทำงานไม่เต็มที่ เด็กจึงไม่เจ็บและหายไว แต่ถ้าพลาดโอกาสดีๆในช่วงนั้น ให้เลือกช่วงเวลาไหนก็ได้ก่อนเด็กอายุหนึ่งขวบ แต่ถ้าเด็กอยู่ในช่วงอายุ 4-5 ขวบควรเว้นการขลิบไปก่อนเพราะเด็กจะซนมาก ดูแลลำบาก ยกเว้น แต่เกิดกรณีเร่งด่วน เช่น อวัยวะเพศอักเสบบ่อย สำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ห้าขวบขึ้นไปจนกระทั่งวัยผู้ใหญ่ จะขลิบเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ยิ่งไวยิ่งดีเพราะอวัยวะเพศจะได้เติบโตได้เต็มที่ ส่วนผู้ที่เข้าสู่ประตูวิวาห์ ไปแล้ว การผ่าตัดจะช่วยให้อวัยวะเพศแข็งแรง ระยะเวลาการมีเพศสัมพันธ์จะนานขึ้น และยิ่งใช้งานบ่อยๆสมรรถภาพจะยิ่งดีขึ้น

          สรุปท้ายวันนี้ไม่มีอะไรมาก แค่อยากจะบอกว่า “ขลิบวันนี้ เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดีในวันหน้า” สวัสดี


อ้างอิง: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับประจำวันที่ 25 ตุลาคม 2544

 

ชาร์ลีย์ แช็ปปลิ้น  

 
 

 

าร์ลีย์ สเปนเซอร์ แช็ปปลิน(Charlie Spencer Chaplin ) เป็นนักแสดง ผู้อำนวยการสร้าง โปรดิวเซอร์ นักเขียน และ นักแต่งเพลงชาวอังกฤษ เกิดที่ถนน อีสสตรีท ( East Street ) เขต วอลเวิร์ธ (Walworth) ในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 16 เมษายน ปี พ.ศ. 2432 เขาเป็นบุตรชายของนักร้องในวงดนตรีแห่งหนึ่ง เมื่อชาร์ลีย์เกิดได้ไม่นาน พ่อกับแม่ของเขาก็หย่าขาดจากกัน ทำให้ชาร์ลีย์ ต้องมาอยู่ภายใต้การปกครองของแม่ คือ นางฮันนาห์ (Hannah ) เพราะว่า พ่อไม่มีความสามารถพอที่จะ เลี้ยงดูเขาได้ นางฮันนาห์ได้เติมส่วนที่ขาดหายไปของ ชาร์ลีย์และพี่ชาย คือ ซิดนีย์ (Sidney) ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ชาร์ลีย์รู้สึกรักและ เทิดทูนผู้เป็นแม่ อย่างยิ่ง และเขาก็ยอมรับว่า เธอคือ ส่วนหนึ่งในความสำเร็จของเขา แต่ต่อมาไม่นาน ความสุขของครอบครัว แช็ปปลิน ก็ต้อง สลายไป เมื่อผู้เป็นแม่ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักของ ครอบครัวล้มป่วยลง และ ถูกส่งตัวไปยัง สถานควบคุมโรค ชาร์ลีย์กับซิดนีย์จึงต้องไปอยู่ที่ สถานเลี้ยง เด็กกำพร้า แต่หลังจากนั้นอีกเพียงสองเดือน ฮันนาห์ ก็ถูกปล่อยตัวออกมา ครอบครัว แช็ปปลิน จึงกลับมามีความสุขกันอีกครั้ง

 

ช าร์ลีย์ เริ่มต้นอาชีพบันเทิงด้วยการทำงานในวงดนตรีที่โรงดนตรีแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ย้ายไปร่วมแสดงกับ คณะละครใบ้ที่สหรัฐอเมริกา เป็นเวลาถึง 6 ปี จากนั้นเขาก็ได้เริ่มงานใหม่กับ แม็ค เซ็นเน็ทท์ ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนต์ และโปรดิวเซอร์ ชื่อดังคนหนึ่งในสมัยนั้น ชาร์ลีย์เป็นนักแสดงที่สามารถผสมผสานอารมณ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว และเป็นนักแสดงที่เก่งมากคนหนึ่ง ผลงานชิ้นแรกของเขาเมื่อได้มาร่วมงานกับแม็คคือ Little Tramp ซึ่งในการแสดงชุดนี้เขาต้องแต่งกายด้วย กางเกงมี กระเป๋า หมวกสีดำ ขอบแข็ง และม้วนขึ้นเดินถือไม้เท้าและสวมรองเท้าเบอร์ยักษ์ เขาวาดลวดลายด้วยการ เดินเต้นแบบทำขาโก่ง และกระโดดไปมาจากสตูดิโอหนึ่งไปอีก สตูดีโอหนึ่ง

ใน ต้นปี 2463 ชาร์ลีย์ก็เริ่มทำหนังเอง ร่วมกับนักแสดงคนอื่น ๆ อย่าง Mary Pickford และ Douglas Fairbanks.ซึ่งหนังดังกล่าว ก็ประกอบด้วย The kid (2463), The Gold Rush (2467) , The Circus (2471), City Lights (2474), Modern Times (2479), The Great Director (2483), Monsieur Verdoux (2490) และ Limelight (2495) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นภาพยนต์ที่ไม่ใช้เสียงทั้งสิ้น แต่ว่าก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้เขาได้อย่างล้นหลาม

ใน ปี 2515 ชาร์ลีย์ได้รับรางวัล อคาเดมี อวอร์ด (Academy Award) จากภาพยนต์เรื่อง The limelight แต่เมื่อภาพยนต์ที่มีเสียงเริ่มปรากฏตัวต่อสาธารณชน หนังของชาร์ลีย์ก็เริ่มได้รับความนิยมลดลง ชาร์ลีย์ ถูกกล่าวหาโดยวุฒิสมาชิก แม็ค คาร์ธีย์ (McCarthy )ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ โดยให้เหตุผลว่า หนังของเขาที่สร้างนั้น เป็น บ่อนทำลายการเมือง ในปี 2495 ชาร์ลีย์ออกเดินทางไปยุโรป และไม่ได้รับอนุญาตให้กลับอเมริกาอีก เขาตั้งรกรากอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์ และทำหนังเรื่อง The King In New York ขึ้นในปี 2500 ซึ่งภาพยนต์ดังกล่าวก็ได้สร้างวิกฤตให้กับแม็ค คาร์ธีย์และสังคมอเมริกันโดยทั่วไปเป็นอย่างยิ่ง ชาร์ลีย์ได้รับอนุญาตให้กลับสหรัฐเพื่อรับรางวัลออสการ์ในปี 2515 จากนั้นเขาก็เสียชีวิตที่ สวิสเซอร์แลนด์ด้วยวัย 88 ปี
โบราณ

แหล่งข้อมูล :www.thebiographychannel.co.uk
 
 
 
www.infoplease.com
 
 
 
www.clown-ministry.com

 

กุสตาฟ ไอเฟล : วิศวกรเอกของโลก  

 
หลายศตวรรษที่ผ่านมา มนุษย์ได้ท้าทาย ข้อจำกัด ทาง สถาปัตยกรรม และวิศวกรรม เพื่อ ความ พยายาม ที่จะได้ใกล้ชิดกับ พระเจ้ามากขึ้น บ้างก็พยายามแสวงหา ประโยชน์ใช้สอยจาก หอคอยโดยการ ทำเสาอากาศ ภัตตาคาร แต่ความคิดที่ บริสุทธิ์ ซึ่ง แฝงอยู่ในนั้น กลับเป็น สิ่งที่น่า ดึงดูดใจยิ่งกว่า
 
หอคอยเป็นเครื่อง แสดงให้เห็น ถึง ความทะเยอทยานของ มนุษย์ ที่ไม่มี วันสิ้นสุด และหอคอยอันเป็นที่รัก ของชาวโลกมากที่สุดคือ "หอไอเฟล" (Eiffel Tower) ผลงานชิ้นเอก ในการ ฉลองการปฏิวัติฝรั่งเศส อันนองเลือดเมื่อ 100กว่าปีก่อน ณ กรุงปารีส ประเทศ ฝรั่งเศส ความสูงที่เสียดฟ้า ความ โดดเด่น เป็นสง่า และรูปทรงที่อ่อนช้อย คือเครื่องสะท้อนให้เห็นถึง จิตวิญญาณของชาวฝรั่งเศส เป็นสิ่งที่ชาญฉลาด ทางเทคโนโลยี ในอดีตไม่เคยมีใครสร้าง หอคอยที่สูงกว่า 1,000 ฟุต หลายคนพยายามลอง แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาเอง ก็มี การ ออกแบบ ไว้อยู่ หลายแบบ แต่ก็ไม่เคยสร้างจริง ขึ้นมา
 
วันนี้ Biography จึงจะพาคุณย้อน อดีตไปรู้จักกับ วิศวกรคนเก่ง ที่ออกแบบ หอยคอยอัศจรรย์นี้ขึ้น เขาคือ “ กุสตาฟ ไอ-เฟล” ( Gustave Eiffel)
 
กุสตาฟ ไอเฟลได้ชื่อว่าเป็น วิศวกรและ สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่ง ในช่วงปลาย ศตวรรษที่19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 เกิดเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 1832 ณ เมืองดิฌง ประเทศฝรั่งเศส ในช่วงวัยเด็กเขาและ ครอบครัวได้อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ จวบจนไอเฟลเจริญวัย เขาจึงตัดสินใจไปศึกษาต่อใน กรุงปารีส
จากนั้นมา ไอเฟล ก็ ทุ่มเท ทั้งแรงกาย และใจกับ การคิดค้น ออก แบบ สถาปัตยกรรม ที่ใช้โครง เหล็กเป็น อย่างมาก ในปี 1887 เขาและ เพื่อน ร่วมงานอีก 2 คน คือ เวอร์ริส คลอกลิน และเอมิล เลจิเย ที่ ได้รับงานสร้าง หอคอยสูง เสียดฟ้า ร่วมกัน เพื่อใช้เป็น สถานที่จัดงาน แสดงสินค้า ในปี 1890 ทั้งสามใช้เวลา สร้าง หอคอย ดังกล่าว รวม 2 ปี 2 เดือน กับ อีก 5 วัน ซึ่งผลงานที่ ออกมานั้นก็ ความ ประทับใจให้ แก่ชาวปารีส ไม่น้อย ซึ่งอาจ จะเป็น เพราะว่า ในช่วงนั้นยัง ไม่เคย มีใคร สามารถสร้าง หอคอยที่ มีความสูง ถึง 300 เมตร มาก่อน ประกอบกับ รูปทรง และวิธีการ สร้าง ก็ไม่ซ้ำ แบบ ใคร จึงทำให้ หอ คอย ดังกล่าว กลายเป็น สัญลักษณ์ ของ ประเทศ ฝรั่งเศส และเป็น อีก หนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ ของ โลกด้วย
 
ในตอนแรกนั้นหอคอย ดังกล่าว ยังไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งต่อมาไอเฟลได้เข้ามาทำหน้าที่ดูแล หอคอยดังกล่าว จึงมีการขนานนามหอคอยแห่งนี้ว่า 'หอไอเฟล' ผลงานของไอเฟลยังมีอีกมาก มายไม่ว่า จะเป็น การออกแบบ โครงสร้างเหล็กให้กับสะพานต่างๆ ทั่วยุโรป หรือการออก แบบโครงเหล็กของเทพีเสรีภาพที่ รัฐบาลฝรั่งเศส มอบให้รัฐบาล สหรัฐฯ เพื่อเป็นของขวัญเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีที่สหรัฐฯ ประกาศเอกราชก็ตาม
 
ชีวิตของไอเฟลมาถึงจุดตกต่ำที่สุด เมื่อตอนที่เขา เข้าร่วม โครงการสร้างคลองปานามากับ เฟอร์ดินัน เดอ เลเซต ซึ่งโครงการดังกล่าว ล้มเหลวทำให้รัฐบาลฝรั่งเศส ในฐานะผู้ลงทุนเกือบถึงขั้น ล้มละลายเลยทีเดียว ไอเฟลเอง ถูกตัดสิน ให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่ต่อมาเขาก็ ได้รับการยกเว้นโทษ จากนั้น เขาก็ได้อุทิศตัวเองให้ กับการค้นคว้าด้านอากาศ พลศาสตร์ เขาสร้างห้องทดลองเพื่อ ศึกษาแรงต้านทานลม และสร้างอุโมงค์ ลมขึ้น เป็น แห่งแรกด้วย
จริง ๆ แล้วตอนแรก เขาตั้งใจ จะ เข้า เรียนต่อ ที่ "L'Ecole Polytechnique "ซึ่ง เป็น สถาบัน อาชีวะ ที่มีชื่อเสียง ในประเทศ ฝรั่งเศส ทว่า เขาพลาดไปในตอนสอบ ปาก เปล่า จึงทำให้ต้อง หันมาเรียนที่ สถาบัน Ecole Centrale de Paris แทน


 

หลังจบการศึกษาไอเฟลเริ่มต้น ชีวิตการทำงานด้วยการ เป็นเลขาฯ ของชาร์ลส์ เนอป์เวอ ซึ่งเป็นผู้ชักนำเขาให้ ก้าวเข้า สู่วงการการก่อสร้างโดย ใช้โครงเหล็ก ปี 1862 ไอเฟลตัดสินใจแต่งงานกับ มารี โกลเดอเลต์ และทั้งคู่ก็มีพยานรักด้วยกัน ถึง 5 คน เป็นชาย 2 คน และ หญิง 3 คน แต่ชีวิตสมรสของ ทั้งคู่ดำเนิน ไปได้ไม่นานก็ มีอันต้องจบลง เมื่อผู้เป็นภรรยา สุดที่รัก ของเขา ได้ถึงแก่กรรมในปี 1877
ไอเฟลเสียชีวิตเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ปี 1923 ด้วยวัย 91 ปี ถึงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ที่มีอายุยืนยาวคนหนึ่ง วิสัยทัศน์ของเขาส่งผลให้ฝรั่งเศส กลายเป็น ประเทศแถวหน้าด้าน เทคโนโลยีการออกแบบ โครงสร้างเหล็ก ของโลกใน ยุคต่อมาด้วย
 
โบราณ

แหล่งข้อมูล : www.manager.co.th
 
www.aksorn.com


 

 


Add Comment

 

อินทิรา คานธี  

นางอินทิรา คานธี หรือชื่อเดิมว่า “อินทิรา ปรียาทาสินี เนรูห์” เป็นธิดาเพียงคนเดียวของอดีตนายกรัฐมนตรีคน แรกของอินเดียหลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษ “เยาว์หราล เนรูห์” และนาง กามาลา คอล เธอไม่ได้เกี่ยวข้องทาง สายเลือดกับ มหาตมะ คานธี แต่อย่างใด ทว่าที่เปลี่ยนนามสกุลมาเป็น “คานธี” ก็เพราะแหวกม่านประเพณีไปสมรส กับ “เฟโรซ คานธี” หนุ่มเชื้อสายเปอร์เซีย

เธอเกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2460 อินทิราเกิดและ เติบโตที่ เมืองอัลฮาบัดซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย เมื่อเจริญวัย เธอได้ย้ายไปอยู่ที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นบางครั้งเพราะแม่ของเธอต้องไปพักฟื้นรักษาโรคที่นั่น เธอสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยซัมเมอร์วิลล์ เมืองอ๊อกฟอร์ด ( Somerville College ) อินทิราดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอินเดีย 2 สมัย ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2509 - 24 มีนาคม 2520 และ 14 มกราคม 2523 – วันเสียชีวิต 31 ตุลาคม 2527

หลังจากที่นายเยาว์หราลพ่อของเธอได้ขึ้นครองตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อินทิรา จึงต้องไปช่วยงานที่ออฟฟิตและร่วมเดินทางไปต่างประเทศกับท่านหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เองมันจึงเป็น ประสบการณ์ที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ ถึงการเป็นผู้นำทางด้าน การปกครองของอินเดียไปโดยปริยาย

เมื่อพ่อของเธอเสียชีวิตลงในปี พ.ศ. 2460 อินทิรามีโอกาสลงสมัครเป็นประธานพรรคเป็นครั้งแรก และก็ได้ เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของนายลัล บาฮาดูร์ ชาตรี ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ หลังการตายของเขา ทำให้มีคู่ต่อสู้ ที่จะมาชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมากมาย เมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกันจึงเลือกอินทิรา โดยต่างคิดว่าเธอคงจะไม่ประสาเรื่องการเมืองมากนัก และคงจะเป็นหุ่นเชิดได้ตามที่พวกเขาต้องการ ทว่าทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปตามที่พวกเขาวาดฝัน เมื่ออินทิราคนนี้ไม่ได้ เป็นเพียง “ goongi gudiya ”หรือ “ตุ๊กตาน่าโง่” อินทิราได้แสดงให้พวกเขาเห็นถึงทักษะทางการ เมืองที่เธอได้รับมรดกมาจากผู้เป็นพ่อด้วยการพยายามปกครองอินเดียด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ เธอขึ้นแท่นเป็นนายก ฯ ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่ออินเดียชนะสงครามต่อต้านปากีสถานในปี พ.ศ. 2514 และการระเบิดอาวุธนิวเคลียร์ในปี 2517 ยิ่งช่วยทำให้ชื่อเสียงของเธอเป็นที่กล่าวขวัญมากขึ้นว่าเป็นผู้นำทาง การเมืองที่มีความ อดทน น่ากลัว และฉลาด หลักแหลมที่สุด อย่างไรก็ตามในปี 2516 นิวเดลีและอินเดียตอนเหนือก็ต้องประสบกับ ภาวะเงินเฟ้อ เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ การคอรัปชั่น และ ปัญหาความยากจนของประชากร

ในปี 2518 สภาสูงของอัลลาฮาบัด ก็จับได้ว่าเธอทุจริตระหว่าง การเลือกตั้งจึงมีคำสั่งให้เธอออกจากตำแหน่งในคราวนั้นเอง

  อินทิราปกครองอินเดียได้นานถึง 16 ปี ดังนั้นชีวิตของเธอจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์อินเดียยุคใหม่ นิยายชีวิตของนักการเมืองหญิงคนนี้ได้ปิดฉากลงเมื่อเธอถูกลอบสังหารโดยบอดี้การ์ดสองคนของเธอเอง ขณะที่อายุได้ 62 ปี

การเสียชีวิตของนางอินทิราคานธีสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วโลก เพราะเป็นการถูกลอบสังหารโดยองครักษ์ ของเธอเอง เพราะความแค้นทางศาสนา !

สำหรับสาเหตุของการลอบสังหารนั้นสรุปแล้วน่าจะมาจากความขัดแย้งระหว่างชาวอินเดียผู้นับถือศาสนาซิกข์ และศาสนาฮินดู ซึ่งมีความรุนแรงอย่างมากระหว่างการดำรงตำแหน่งครั้งที่สองของเธอ ซิกข์นั้นถือเป็นศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยพระศาสดา “ศรี คุรุ นานัก เดว ยิ” ในปี 2012 (ค.ศ. 1469) โดยหลักธรรมและคำสอนของซิกข์นั้นเป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความจริง เน้นความเรียบง่าย มุ่งให้ทุกคนยึดมั่นและศรัทธาในพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว แต่เรื่องราวยิ่งบานปลายเมื่อจาร์เนล ซิงห์ บินดรานเวล ผู้เผยแผ่ศาสนาและ ผู้นำศาสนาซิกข์ ระบุว่าชาวซิกข์ มีอำนาจอธิปไตย และเป็นชุมชนที่ปกครองตนเอง คำพูดดังกล่าวได้สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลอินเดียเป็นอย่าง มาก ด้วยเกรงว่าปากีสถานจะใช้โอกาสนี้เข้าแทรกแซง เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม นางอินทิรา คานธีจึงออกคำสั่งปฏิบัติการที่เรียกว่า "Operation Blue Star" ในเดือนมิถุนายน 2527 ด้วยการใช้กำลังทหารเข้าโจมตีวิหารทองคำ หรือ " Harimandir Sahib" ของชาวซิกข์ในเมืองอมริตสาร์ ฐานที่มั่น ของชาวซิกข์ การจู่โจมดังกล่าวยังผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน ข้อมูลบางแหล่งระบุว่า มีประชาชนหลายพันคนถูกข่มขืน และกระทำทารุณกรรมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการเผาทำลายห้องสมุดของชาวซิกข์หลายแห่ง รวมทั้งสถานที่ประกอบศาสนกิจด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่ชาวซิกข์ไม่น้อยเช่นกันมันจึงนำไปสู่การลอบสังหารนางอินทิรา คานธีเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2527 โดยองครักษ์ชาวซิกข์ 2 คนของเธอ องครักษ์คนหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ส่วนอีกคนหนึ่งถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอในปี 2531 ส่วนนางอินทิรา คานธีนั้นเสียชีวิตหลังจากที่ถูกส่งตัวไปถึงโรงพยาบาล AIIMS - All India Institute for Medical Sciencesในกรุงนิวเดลีไม่นาน แต่เหตุการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อหลังจากการเสียชีวิตของเธอได้เกิดกระแส ต่อต้านชาวซิกข์อย่างรุนแรง ทำให้ชาวซิกข์บริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิตไปเกือบ 2,000 คน

 

โบราณ


  แหล่งข้อมูล :
www2.lhric.org
www.bookrags.com
www.sscnet.ucla.edu
http://en.wikipedia.org
http://www.thaiday.com

 

 

มารี กูร์รี (mari currie)

 
หลายคนเคยประนามว่านักวิทยาศาสตร์และ นักประดิษฐ์ทั้งหลาย เป็น พวกนอกรีตเพราะ ส่วนใหญ่แล้วจะทำ อะไรตรงข้ามกับ ความเชื่อและ ศรัทธาของคนในท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นพวกประหลาดชอบคิด ชอบประดิษฐ์อะไร ที่พิสดารอยู่เรื่อย ๆ หากทำออกมาแล้วสำเร็จก็ดีไป แต่ถ้าล่มกลางคัน ก็ต้องอายจนแทบจะ แทรกแผ่นดินหนี แต่เราเคยถามตัวเอง บ้างไหมว่า ถ้าไม่มีผลงานของพวกเขา วันนี้เราจะมีไฟฟ้าใช้ไหม? เราจะย่อเวลาในการเดิน ทางจาก3วันเหลือครึ่งชั่วโมงได้หรือเปล่า หรือบางทีป่านนี้เผ่าพันธุ์ มนุษย์อาจจะล่มสลายไปด้วย โรคระบาดหรืออุกกาบาตชนโลกแล้วก็ได้
 
เพื่อเป็นการย้ำเตือนความทรงจำเหล่านั้น วันนี้เราจึงขอ นำเสนอประวัติของ นักวิทยาศาสตร์หญิงท่านหนึ่งซึ่งได้เสียสละทั้ง แรงกายและแรงใจในการทำงานอย่างหนัก เพื่อให้เราได้มีหนทาง ในการต่อสู้กับโรคร้ายที่ หลายคนต้องจบชีวิตเพราะ มันไปก่อนวัยอันควร...

Madame Marie Curie นามเดิมว่า Maria Sklodowska เป็น นักเคมีเชื้อชาติโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ปี พ.ศ.2410 ณ กรุงวอร์ซอว์ (Warsaw) เมืองหลวงของ โปแลนด์ มารีเป็น บุตรสาวของครูมัธยมคนหนึ่ง ในวัยเด็กเธอก็ได้รับการศึกษา ใน โรงเรียน แถวบ้านแต่ว่าความรู้และการฝึกฝนในเรื่องวิทยาศาสตร์นั้นได้มา จากพ่อของเธอ

ต่อมาเมื่อ โปแลนด์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัสเซีย เธอจึงได้ย้ายไป ปารีสเพื่อ ศึกษา ต่อ ที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน(Sorbonne)เพราะในสมัยนั้น ในโปแลนด์สตรีจะไม่ได้รับอนุญาตให้เรียน ต่อถึงระดับมหาวิทยาลัยขณะนั้น เธอมีเงินเพียงนิดหน่อย ไว้ใช้ซื้ออาหารแต่ครั้งหนึ่ง เธอเป็นลมในห้องบรรยายเนื่องจาก อ่อนเพลีย แม้กระนั้น มารีก็สอบได้เป็นที่1ด้วยคะแนนระดับ เกียรตินิยมในวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์
ที่นี่เธอได้รับปริญญามหาบัณฑิต ทางวิทยาศาสตร์ด้วยวัยเพียง16ปีเท่านั้น และเมื่ออายุ19ก็ได้รับปริญญาทาง ด้านฟิสิกส์ มารีได้พบ กับ ปีแอร์ กูรี ( Pierre Curie )ในโรงเรียนสอนวิชาฟิสิกส์ทั้งคู่เริ่ม สานสัมพันธ์กันเมื่อ มารีไม่มีห้องปฏิบัติการ ของ ตนเอง แต่ปิแอร์ได้เอื้อเฝื้อเธอในเรื่องนี้ ไม่นาน ทั้งคู่ก็ได้แต่งงานกันเมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ.2438ขณะที่ปีแอร์อายุได้ 35 ปี และผลงานของเขากำลังโด่ง ดังมากจาก การค้นคว้าเรื่อง แม่เหล็กสำเร็จ

จากนั้นทั้งสองก็ ทำงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ร่วมกัน เป็นระยะสั้นๆซึ่ง กว่าจะสำเร็จได้นั้นก็ยากเอาการเพราะ ความไม่เอื้ออำนวยของ ห้องปฏิบัติการ นั่นเอง อีกทั้งยังต้องรับภาระในการรับสอนหนังสือเพื่อ ที่จะ เอาเงินมาเลี้ยง ชีพด้วย

การค้นพบยูเรเนียมของ เฮนรี่ เบคเคอเรล ( Henri Becquerel ) ในปี 2439 เป็นตัวจุดประกายความสนใจ ของ กูรีที่จะศึกษาเกี่ยวกับรังสีที่แผ่ออกมาจาก ยูเรเนียมทั้งสองจึงได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ กว่า 4 ปีที่ มารี กับปิแอร์ ต้องทำงานจนแทบจะสิ้นแรงอยู่ในโรงไม้ขนาดใหญ่ที่ทรุดโทรมใกล้ๆ ที่อยู่อาศัยของ คนทั้ง 2 ในกรุงปารีส กระทั่งกลางดึกคืนหนึ่งในเดือนกันยายนปี 2445 ความพยายามของทั้งคู่ก็สัมฤทธิ์ผลเมื่อ ค้นพบธาตุ กัมมันตรังสีขึ้น ซึ่งคนทั้ง 2 ให้ชื่อว่า "ธาตุพอโลเนียม" และ "เรเดียม" (radium) จากคำว่า ราดิอุส(radius) ในภาษาละติน ซึ่งแปลว่า รังสีซึ่งให้แสงแรงกว่ายูเรเนียม และก็สามารถ แยกเรเดียมคลอไรต์บริสุทธิ์ ออกมาได้สำเร็จ และกำหนดน้ำหนักอะตอม ของเรเดียมว่า มี 226 และรังสีที่เปล่งออกมาจาก เรเดียมนั้นมีความเร็วเท่ากับแสง

 

แต่กว่าจะสำเร็จทั้งคู่ต้องกระวีกระวาดอยู่กับการเทสินแร่ พิตเบล็นด ์(pitchblende)ที่สกัดให้บริสุทธิ์ แล้ว ลงในชามสำหรับ เคี่ยวระเหย ชามใบที่เหลือว่างอยู่จากจำนวนทั้งหมดราว 6,000 ใบ มารีเชื่อว่าสินแร่สีดำนี้มีธาตุใหม่ซึ่งมีพลังงานอยู่ภายใน สามารถแผ่รังสีทำลาย เนื้อร้ายในร่างกายได้ เธอจึงนำพิตช์เบล็นด์มากรอง แล้วกรองอีก โดยหวังว่าจะพบธาตุใหม่ตกผลึกอยู่ในชาม แต่ก็ยังไม่มีปรากฏการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น จนทั้งสองกลับบ้านไป ก่อนจะเข้านอน เหมือนมีอะไรมาดลใจ ให้มารีตัดสินใจ ย้อนกลับไปดูอีกครั้ง

เมื่อมาถึงจุดหมาย ทั้งคู่ก็เข้าไปข้างใน ปิแอร์จุดตะเกียงขึ้น สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าสองสามีภรรยาคือ รัศมีเรืองรองที่เปล่งออกมาจากข้างในชามเล็กที่ครอบไว้ด้วยแก้ว มารีหันไปหาสามี และพูด เรียบๆ ว่า "คุณจำได้ไหมที่บอกฉันว่า"ผมอยากให้ เรเดียมมีสีที่สวยงาม" ดูสิ ดูสิ!"ชามซึ่งเรียงรายอยู่บนโต๊ะและ หิ้งบน ฝาผนังต่างเปล่งแสงเรืองสีม่วงแกมฟ้าจางๆ มารีเฝ้าดูแสงเรืองนั้น ด้วยความรู้สึก อัศจรรย์เกินกว่าจะบรรยาย ภายหลังอีฟ กูรี บุตรสาวของเธอได้เขียนว่า "นับแต่นั้นมา คุณแม่ก็ต้องจดจำคืนที่ เห็นเจ้าแสงเรืองเหมือน ตัวหนอนกระสือนี้ ไปชั่วกาลนาน"

 

 
แต่ความสุข ก็ไม่ได้อยู่กับ เราเสมอไป ไม่นาน ในปี 2449 ปีแอร์ก็ เสียชีวิต ด้วย อุบัติเหตุ หล่อนจึงได้ ขึ้นดำรงตำแหน่ง หัวหน้าแผนก วิชาฟิสิกส์ ในคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็น ครั้งแรกที่ ผู้หญิงได้ดำรงตำแหน่งนี้ และหล่อนยังได้รับมอบหมาย ให้เป็น ผู้อำนวยการของ ศูนย์วิจัยเรเดียมใน มหาวิทยาลัยปารีสซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2457 ด้วย แต่การจากไปของ ปีแอร์ ก็มีผล ต่อเธอมากทำให้เธอ หยุดคิดค้นงาน วิจัยต่าง ๆ ไปเป็นเวลานาน หลายปี แต่แล้ว ในปี 2454 เธอก็ได้หวนกลับมา คิดค้นงาน วิจัยอีกครั้ง จนได้รับ รางวัลโนเบลเป็น ครั้งที่สอง จากผลงานทางด้านเคมีคือ เรื่องธาตุเรเดียม และ สารประกอบของ เรเดียมเป็นอาวุธสำคัญ ที่ทำให้มนุษย์เรา สามารถ ต่อสู้กับ มะเร็งได้ และเป็นอีกแรงบันดาลใจ หนึ่งที่ทำให้ มนุษย์ ตั้งใจ ที่จะค้นคว้า หาสิ่งอัศจรรย์ต่อไป

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1กูรีก็ได้นำเรเดียมของเธอไปมอบให้กับ โรงพยาบาลเพื่อ ใช้ในการช่วยบรรเทา ความเจ็บปวดของ คนที่ได้รับบาดเจ็บด้วย

 

 
ผลงานของเธอถูก ตีพิมพ์ในวารสาร วิทยาศาสตร์ หลายฉบับ ค่าเหนื่อยในการ ทำงานของเธอ นั้นถูกตอบ แทนด้วยรางวัลต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ การแพทย์ หรือ กฏหมาย เช่นรางวัลเดวี จาก ราชบัณฑิตยสถาน กรุงลอนดอน ที่ได้ รับร่วมกับ สามีของหล่อน น ปี 2464 ประธานา ธิบดี ฮาร์ดิง ( Harding ) แห่งสหรัฐอเมริกา ในนามของ สตรีชาวอเมริกา ได้มอบ เรเดียมให้เธอเพื่อ สนับสนุนให้เธอ ได้ใช้ใน งานวิทยาศาสตร์ ต่อไป

มารีได้ทุ่มเทให้กับ วิทยาศาสตร์เป็น อย่างมาก และ ทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะ สร้างศูนย์ปฏิบัติการกัมมันตภาพ รังสี ในบ้านเกิดของเธอ

 

 

กูรี เป็น นักวิทยาศาสตร์ที่ชอบสุ่ม ทำงานทดลองแบบ เงียบ ๆ และเป็นคน ถ่อมตน ไม่โอ้อวด จึงทำให้เป็นที่ เคารพและ ชื่นชอบจาก นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายทั่วโลก เธอยังได้เป็น สมาชิกของ สมาคมฟิสิกส์ ด้วย (The Conseil du Physique Solvay) ตั้งแต่ปี 2454 กระทั่งหล่อนเสียชีวิตและ ในปี 2465 เธอก็ได้เป็น สมาชิกคณะกรรมการ ความร่วมมือ ทางด้าน การส่งเสริมความรู้ ของ สหพันธ์แห่งชาติ ด้วย ( the Committee of Intellectual Co-operation of the League of Nations)

การศึกษาค้นคว้า ที่ต้องคุกคลีกับ ธาตุกัมมัตภาพรังสีมา ตลอดชีวิตของ การทำงาน นี่เองที่ทำให้เธอ ถึงแก่กรรมลงด้วยโรค มะเร็งโลหิตในปี พ.ศ. 2477 ซึ่งในสมัยนั้นยัง ไม่มีผู้ใดทราบถึง อันตราย ที่เกิดขึ้น จาก กัมมัตภาพรังสีเลย เธอจึงมิได้ระมัดระวัง ป้องกันตนเอง ในขณะ ที่ทำการวิจัยค้นคว้า เท่าที่ควร

 

ในปี พ.ศ. 2538 อัฐิของ มารี และ ปีแอร์ ถูกนำไปบรรจุไว้ในสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ ในกรุงปารีส และมารี นับเป็น สตรีคนแรก ที่ได้รับเกียรตินี้ และจากเรื่องราว ของเธอ จึงทำให้เราได้รู้ว่า “ค่าของคน อยู่ที่ ผลของงาน”

โบราณ

แหล่งข้อมูล :
www.www.nobel.se
 
www.factmonster.com
 
www.rit.ac.th

 

มาสโลว์ (Maslow)  


  มาสโลว์ เป็นนักจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม มีชื่อจริงว่า อับราฮัม แฮโรล์ด มาสโลว์ (Abraham Harold Maslow) เกิดเมื่อ วันที่1เมษายนพ.ศ.2451ที่เมืองบรูคลินรัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาบิดามารดาเป็นชาวรัสเซียที่อพยพเข้ามา อยู่ในอเมริกา
  แม้จะเป็นพวกเร่ร่อนที่ยากจนแต่บิดาและมารดาก็หวังว่าจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกของเขาในดินแดนใหม่ พวกเขามีส่วนผลักดันให้ลูกสนใจ ในเรื่องวิชาการเพราะเล็งเห็นว่าการเรียนเท่านั้นที่จะเป็นทางนำพวกเขาไปสู่คามสำเร็จ แต่ว่ามันกลับทำให้ชีวิตในวัยเด็กของมาสโลว์ค่อนข้างจะโดดเดี่ยวและมีเพียง หนังสือเท่านั้นที่เป็นเพื่อนในยามยาก
  ตามความประสงค์ของบิดาและมารดาเขาต้องเข้าไปเรียนที่ the City College of New York ( CCNY) ซึ่งเป็น วิทยาลัยที่สอนเกี่ยวกับเรื่องกฏหมาย แต่เรียนได้เพียง 3 เทอมเขาย้ายไปเรียนที่ Cornell แต่ก็ต้องกลับมาที่ CCNY อีกครั้ง จากนั้นเขาได้แต่งงานอยู่กินกับ เบอร์ทา กู้ดแมน ( Bertha Goodman ) ซึ่งเป็นญาติห่าง ๆของเขา เองซึ่งก็ไม่ค่อยจะเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้เป็นพ่อและแม่เท่าไรนัก ทว่าเบอร์ทาก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวถึงสองคน
  มาสโลว์และภรรยาได้ย้ายไปอยู่ที่ Wisconsin ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้เขาสนใจจะเข้าศึกษาต่อใน the University of Wisconsin วิชาที่เขาสนใจคือ จิตวิทยา เขาสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในปี 2473 ,ปริญญาโทในปี 2474 และปริญญาเอกในปี 2477 เป็นที่น่าสังเกตุว่าปริญญาทุกใบล้วนได้มาจากสาขาจิตวิทยา อีกทั้งยังเป็นที่ Wisconsin 1 ปีหลังจากที่สำเร็จการศึกษา เขาจึงเดินทางกลับนิวยอร์คเพื่อไปทำงานกับ E. L.Thorndike ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ที่นี่เองที่ เขาเริ่มจะให้ความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเพศของมนุษย์ ที่วิทยาลัย บรูคลินเขาได้เริ่มอาชีพอย่างเต็มตัว โดยเป็นอาจารย์ในแผนกวิชาจิตวิทยา ชีวิตของเขาในช่วงนี้ จึง ต้องติดต่อกับปราชญ์ ชาวยุโรปที่อพยพมาอยู่ ที่อเมริกาและบรูคลินอยู่บ่อย ๆ  
  ในปี 2494 มาสโลว์ได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาที Brandeis ป็นเวลา10ปี ที่นี่เองที่เขาได้รู้จักกับเคริ์ท โกล์ดสไตน์ ( Kurt Goldstein ) ผู้ที่ทำให้เขาเริ่มสนใจเรื่องจิตวิทยาเกี่ยวกับการให้ความสำคัญมากกว่า ทฤษฎีที่จะสร้างขึ้นเอง เขาใช้เวลาปี สุดท้ายในช่วงปลดเกษียณที่ แคลิฟอเนียกระทั่งวันที่ 8 มิถุนายน 2513 เขาก็สิ้นใจด้วยโรคหัวใจวายด้วยวัยเพียง 62 ปีเท่านั้นหลังจากที่ต้องทนทรมาน มานานหลายปี
  ทฤษฏีที่ทำให้มาสโลว์โด่งดังมาก คือ ทฤษฎีความต้องการของมนุษย์เป็นลำดับทั้งหมด 5 ขั้น (Five general system of needs) โดยเขียนเป็นรูปพีระมิดแห่งความต้องการไว้แสดงความต้องการขั้นมูลฐานของ มนุษย์ (Basic needs) เป็นทฤษฎีการจูงใจ ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้เขียนขึ้น เรียกว่า "Maslow's General theory of human mativation มาสโลว์กำหนดหลักการว่าบุคคลพยายามสนองความต้องการของตนเพื่อความอยูรอดและความสำเร็จของชีวิต

 

  โลกเราปรากฏขึ้นมาในจักรวาลได้หลายล้านปีแล้ว ทั้งยังเป็นจุดกำเนิดวิวัฒนาการ ของสิ่งมีชีวิตหลายสิ่งไม่ว่าจะเป็นพืชสัตว์หรือ มนุษย์เองแรกเริ่มเดิมทีเชื่อกันว่ามนุษย์เรา ในยุคต้นๆก็ไม่ได้มีลักษณะท่าทางเหมือนดัง เช่นทุกวันนี้ทันที ตามหลักฐานแล้วชี้ว่า มีพัฒนาการมาจากวานรหรือลิงนั่นเองกระทั่งสัตว์หลายๆชนิดเช่นจระเข้ก็ว่ากันว่าเมื่อก่อนน่าจะเป็นไดโนเสาร์ พันธุ์หนึ่ง และยีราฟบรรพบุรษของมันก็ใช่ว่าจะคอยาวเหมือนตอนนี้ซะทีเดียว ... แล้วอะไรที่เป็นปัจจัยทำให้ มนุษย์เราและสัตว์พวกนั้น มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิม หากมองดูผิวเผินแล้วแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอดีตของสิ่งมีชีวิตคือ อะไร?
  คำตอบที่ได้คือ เพราะมนุษย์ สัตว์ และพืชเองต่างก็มุ่งหวังที่จะอยู่รอด เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเราจึงต้อง พัฒนาตัวเองให้ ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่จริง ๆ แล้ว มาสโลว์กล่าวว่าสิ่งที่อยู่เหนือ ความอยู่รอด หรืออะไรทั้งหมดก็คือ ความต้องการ โดยเฉพาะมนุษย์แล้วเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความต้องการในหลายระดับมาก

 

มาสโลว์ (Dr. Abraham H. Maslow) จึงได้อธิบายเรื่อง ความต้องการของมนุษย์ว่า เป็นลำดับทั้งหมด 5 ขั้น (Five general system of needs) โดยเขียนเป็นรูปพีระมิดแห่งความต้องการไว้แสดงความต้องการ ขั้นมูลฐานของมนุษย์ (Basic needs) เป็นทฤษฎีการจูงใจ ซึ่งเป็นคนแรกที่ได้เขียนขึ้น เรียกว่า "Maslow's General theory of human mativation" กำหนดหลักการว่าบุคคลพยายามสนองความต้องการของตนเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จของชีวิต อะไรคือสิ่งที่จุดประกายให้มาสโลว์คิดเช่นนี้ ?

 

  ครั้งหนึ่ง ขณะที่เขาได้ทำการสำรวจลิง Rhesus ปรากฏว่าหนึ่งในหลายๆสิ่งทีน่าสนใจซึ่งมาสโลว์สังเกต ระหว่างการสำรวจคือ ความต้องการบางประการที่โดดเด่นเหนือความต้องการอื่น ๆ เช่น ถ้าคุณหิวหรือกระหาย น้ำ คุณก็จะพยายามดับกระหายเป็นขั้น แรก หลังจากนั้นคุณก็อาจจะอยู่ได้โดยไม่ต้องกินอาหารได้เป็นอาทิตย์ ๆ แต่จะขาดน้ำได้เพียง 2-3 วันเท่านั้นน้ำจึงเป็นความต้องการที่จำเป็นเหนือความหิวและในทำนองเดียวกันถ้าหากว่า คุณกระหายแต่ว่ามีใครคนหนึ่งมาทำให้คุณสำลักจนหายใจไม่ออกอากาศจะเป็นสิ่งที่คุณเรียกร้องมากที่สุดใน ตอนนี้

 

Five general system of needs

  มาสโลว์ใช้ความคิดนี้สร้างทฤษฎีขึ้นมา ซึ่งได้กลายเป็นทฤษฎีที่มีชื่ออย่างยิ่งในเวลาต่อมาเรียกทฤษฏีนี้ว่า ทฤษฏีความต้องการ ตามลำดับขั้น เป็นความต้องการที่อยู่เหนืออากาศ น้ำ อาหาร และเพศ เขาได้อธิบายความคิดเป็นความต้องการ 5 ประการคือ


 

  1.ความต้องการพื้นฐานทางสรีระ (Basic physiological needs or Biological Needs, Physical Needs)
ความต้องการทางด้านร่างกาย(Physiological Needs) ความต้องการในขั้นนี้เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs)ที่มีอำนาจมากที่สุดและเห็นได้ชัดที่สุดกว่าความต้องการทั้งหมดเป็นความต้องการ ที่จำเป็นต่อการ ดำรงชีวิตได้แก่ความต้องการด้านปัจจัย 4 บำบัดความหิวกระหายการพักผ่อนนอนหลับความต้องการทางเพศ ตลอดจนความต้องการที่จะถูกกระตุ้นอวัยวะรับสัมผัสแรงขับของร่างกายเหล่านี้ จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่ รอดของร่างกายและอินทรีย์หากความต้องการในขั้นนี้ได้รับการตอบสนองแล้วจะกระตุ้นให้เกิดความต้องการใน ขั้นที่สูงกว่าแต่ถ้าบุคคลประสบความล้มเหลวในการสนอง ความต้องการขั้นพื้นฐานนี้แล้วก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น ให้เกิดความต้องการในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

 

  2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs and security)
ความต้องการในขั้นนี้สังเกตได้ง่ายในทารกและเด็กเล็กเพราะวัยนี้เป็นวัยที่ต้องการการช่วยเหลือและต้อง พึ่งพาอาศัยผู้อื่นในวัยผู้ใหญ่ความต้องการขั้นนี้จะยังมีอิทธิพลต่อบุคคล โดยเฉพาะคนที่ทำงานในฐานะเป็นผู้คุ้ม ครองหรืองานที่เกี่ยวกับความปลอดภัย ความต้องการความปลอดภัยจะเกี่ยวข้องกับการเผชิญสิ่งต่างๆ เช่น สงคราม อาชญากรรม ภัยธรรมชาติ ความสับสน ไม่เป็นระเบียบของสังคมเป็นต้น ในขั้นนี้ศาสนาและปรัชญาที่ มนุษย์ยึดถือเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคงเพราะทำให้บุคคลได้จัดระบบของตัวเองให้มีเหตุผลและวิถีทางที่ ทำให้ตนเองรู้สึกปลอดภัย

 

  3.ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Needs or Social Needs)
ความต้องการขั้นนี้จะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการด้านร่างกายและความปลอดภัยได้รับการตอบสนองแล้วมนุษย์ต้องการความรักและความเป็น เจ้าของโดยการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นเช่นความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบ ครัวหรือกลุ่มสังคมและจะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมหรือแม้แต่กรณีที่ จำนวนเพื่อน หรือสมาชิกในบ้านลดน้อยลงไปผู้ที่ไปอยู่ในสังคมใหม่จะเกิดความต้องการเป็นเจ้าของและจะแสวงหาการยอมรับจากสังคมใหม่อย่างยิ่ง การขาดสิ่งนี้ทำให้มนุษย์เกิดความคับข้องใจและเกิดปัญหาปรับตัว ไม่ได้ ส่งผลเป็นความผิดปกติในพฤติกรรมหรือความเจ็บป่วยทางจิตใจ

 

  4. ความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง (Esteem Needs, Self-Esteem Needs)
คือ เมื่อบุคคลได้รับการตอบสนองด้านความรักและความเป็นเจ้าของแล้วจะส่งผลให้เกิดความต้องการในขั้น นี้ เกิดขึ้น ความต้องการในขั้นนี้แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะคือ
1) ความต้องการนับถือตนเอง(Self-respect) คือความต้องการมีอำนาจ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความสามารถและความสำเร็จ ไม่ต้องพี่งพาอาศัยผู้อื่นและมีความอิสระ
2) ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น(esteem from others) คือความต้องการเกียรติยศชื่อเสียง ได้รับความสนใจ การยอมรับและยกย่อง มีสถานภาพทางสังคมและเป็นที่ชื่นชมยินดี ทำให้ตนเอง รู้สึกมีคุณค่า

 

  5. ความต้องการความสมหวังในชีวิต (Self-Actualization Needs, Self-realization , Self-fulfillment Needs)
หมายถึงความปรารถนาในสิ่งท้าทายทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งบุคคลจะได้รับโดยใช้ความสามารถและศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ และอย่างเหมาะสมหากความต้องการในขั้นต้นได้รับการตอบสนองมาโดยลำดับทำให้เกิดความพึง พอใจอย่างบริบูรณ์ความต้องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงในระดับนี้ก็จะเกิดขึ้น บุคคลที่ประสบความสำเร็จใน ขั้นสูงสุดนี้จะใช้พลังอย่างเต็มที่ในสิ่งที่ท้าทายความสามารถและศักยภาพของตนมีความกระตือรือร้นที่จะปรับ ปรุงตนเองเสมอ พลังแรงขับของเขาจะผลักดันให้ เขาแสดงพฤติกรรมที่ตรงกับความสามารถของตนออกมา

 

  ความต้องการทุกอย่างเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความต้องการที่จะอยู่รอดแม้กระทั่งความรักและความต้องการ ความเคารพยกย่องจากผู้อื่น ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเยียวยารักษาสุขภาพ หากไม่มีความต้องการใดใด เลย มันก็ไม่ต่างอะไรกับก้อนหิน ที่นับวันก็เฝ้าแต่รอการย่อยสลายไป ความต้องการเป็นเหมือนพลังที่จะทำให้เรา สรรสร้างสรรพสิ่งเป็นเข็มทิศที่ทำให้เราค้นพบวิถีทางว่าเราควรจะไปทางไหนนั่นเอง

 

โบราณ


  แหล่งข้อมูล :
www.stou.ac.th
www.ship.edu

 

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์