ฟิสิกส์ราชมงคล

index  73

Bose-Einstein Condensation(ฺBEC)

ผู้เขียน: สรศักดิ์ ด่านวรพงษ์

อะไรคือ BEC ?

โฟโตนิกส์ ก็เหมือน อิเลกทรอนิกส์ แต่ว่าอิเล็กทรอนิกส์ใช้อิเล็กตรอน เป็นตัวพาหะในการนำข้อมูล แต่ว่า โฟโตนิกส์ใช้แสง (photon) เป็นตัวพาหะ ข้อได้เปรียบของโฟโตนิกส์ คือ เมื่อแสงเป็นตัวพาหะ ความเร็วของการส่งข้อมูลก็มีความเร็วเท่าแสง รวมทั้งอุปกรณ์ที่ใช้กับแสงก็มีขนาดเล็ก ทำให้เราสามารถบรรจุวงจรโฟโตนิกส์ได้ในจำนวนที่มากกว่าวงจร อิเล็กทรอนิกส์ซึ่ง ถึงแม้ว่าปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถจะบรรจุวงจรจำนวนมากลงในชิป แต่ก็ยังคงมีการพัฒนาเพื่อให้สามารถบรรจุให้ได้มากขึ้น ยิ่งมาก ความสามารถในการประมวลผลก็จะสูง มาถึงตรงนี้คิดว่า คงจะเห็นภาพของโฟโตนิกส์คร่าวๆ นะครับ


Bose-Einstein Condensation(ฺBEC) ค้นพบโดย นักฟิสิกส์ชาวอินเดีย Satyendra Bose และ ถูกปรับปรุงโดย Einstein

อะไรคือ BEC? โบส์ไอส์ไตรน์ คอนเดนเซชั่น คือ การเปลี่ยนสถานะอย่างหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่ออนุภาคหรือสสารถูกทำให้เย็นลงจนถึงจุด ๆ หนึ่ง BEC จะเกิดก็ต่อเมื่อระยะทางเฉลี่ยระหว่าง particles ต้องน้อย กว่า deBroglie wavelength

deBroglie waves คือ อนุภาคที่เคลื่อนที่ด้วยโมเมนตัม p สามารถพิจารณาในสถานะคลื่น โดยมีความยาวคลื่น เท่ากับความยาวคลื่นเดอร์บอล์ย ดังกล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้น เพื่อที่จะให้เกิด BEC อนุภาคจะต้องอยู่รวมกันอย่างแน่นหนา เพื่อให้ระยะระหว่างอนุภาคน้อย หรือ ไม่ก็ต้องมีโมเมนตัมน้อย เพื่อให้ความยาวคลื่นเดอบอล์ย ยาวเพียงพอ วิธีที่จะทำให้มีโมเมนตัมน้อยก็คือให้ความเย็นกับอนุภาค เพื่อให้มันเคลื่อนที่ช้า ( p = mv ) ดังนั้้น การเกิดการเปลี่ยนแปลงสถานะที่มีอุณหภูมิสูงจะต้องเกิดจากสสารที่มีความหนาแน่นมาก มากกก มาก

อย่างที่อ่านมาข้างต้น BEC มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับ ตัวนำยิ่งยวด และ ของเหลวยิ่งยวด (superfluidity อันนี้ไม่แน่ใจว่าภาษาไทยเค้าจะเรียกว่าอะไร) ในฮีเลียมเหลว
BEC ยังมีรูปแบบการใช้งานไม่มาก โดยส่วนใหญ่จะถูกใช้ในห้องทดลอง แต่นักวิทยาศาสตร์คาดว่า BEC อาจจะถูกใช้งานได้ในหลายๆ ด้าน แต่แค่เป็นการมองโลกในแง่ดีเท่านั้นนะครับ เพราะยังคงต้องมีการพัฒนากันอีกนาน

กำเนิดเอกภพ

ผู้เขียน: หนุงหนิง

ทุกสิ่งในเอกภพล้วนดึงดูดเกี่ยวข้องกันด้วยแรงเพียงสี่ชนิด

ทุกสิ่งในเอกภพของเรานั้น ดึงดูดเกี่ยวข้องกันด้วยแรงเพียงสี่ชนิด และทุกชนิดนั้น มีบรุษไปรษณี คอยเป็นผู้ส่งสารให้ เช่น แสงและ พวกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหลาย เป็นพาหะคอยส่งแรงดูด (หรือผลัก) ระหว่างประจุไฟฟ้า และเจ้าแรงแม่เหล็กไฟฟ้านี่เองที่ทำให้เกิด ปฎิกริยาเคมีต่างๆ เกิดอะตอม เกิดโมเลกุล และ เกิดเป็นชีวิตขึ้นมา

หนุงหนิงจะพาท่านผู้อ่านย้อนเวลากลับไปยังประมาณ 15 พันล้านปีที่แล้ว ในตอนนั้นเป็นช่วงที่เอกภพของเรา พึ่งจะเกิดขึ้นใหม่ๆจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เราเรียกว่า "บิกแบง" (Big Bang) เอกภพแรกเกิดนั้นมีขนาดเล็กมากๆ แต่หลังจากที่เกิดมาได้ ไม่ถึงเสี้ยววินาที มันก็จะขยายตัวจนมีขนาดใหญ่กว่าดวงอาทิตย์ทีเดียว

ในช่วงนี้ทั้งจักรวาลของเราจะเต็มไปด้วย อนุภาคเล็กๆ ที่เราเรียกว่า คว๊ากซ์ (Quark) และ พวก เล็ปตอน ( Lepton อนุภาคพวกนี้ได้แก่ อิเลคตรอน มิวออน และ นิวติโน เป็นต้นค่ะ ) เอกภพในตอนนี้มีอายุประมาณ หนึ่งในร้อยล้าน ของวินาที เป็นเวลาที่ แรงทั้งสี่แรง คือแรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็กไฟฟ้า กับ แรงนิวเคลียร์แบบอ่อนและ แบบเข้ม เริ่มเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ดังนั้นเราจะมาเริ่มเรื่องกันที่ตรงนี้ล่ะค่ะ


จักรวาลของเราในช่วงนี้นั้น ยังร้อนอยู่มาก ไม่มีอะตอม ไม่มีโมเลกุล ไม่มีแม้แต่อนุภาคพวก โปรตอน หรือ นิวตรอน ทั้งเอกภพจะเต็มไปด้วยอนุภาคเล็กๆ ที่เราเรียกว่า คว๊ากซ์ (Quark) และ พวก เล็ปตอน ( Lepton อนุภาคพวกนี้ได้แก่ อิเลคตรอน มิวออน และ นิวติโน เป็นต้น ) สำหรับคว๊ากซ์ และเล็ปตอน นัั้นถือว่าเป้นส่วนประกอบที่ย่อยที่สุดของสสารทั้งหลาย

แรงนิวเคลียร์อย่างเข้มจะทำหน้าที่ "จับ" คว็ากซ์แต่ละตัวมารวมกัน โดยมีอนุภาคกาว "กลูออน" (gluon) ทำหน้าที่เป็นสื่อนำแรงคอยเชื่อม คว็ากซ์เข้าด้วยกัน เกิดเป็น อนุภาคที่เราพอจะคุ้นเคยเช่น โปรตอน และ นิวตรอน หลังจากนั้นเมื่อเอกพบมีอายุประมาณหนึ่งนาที แรงนิวเคลียร์แบบเข้ม และอ่อนเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โปรตอนและนิวตรอนหลอมตัวกัน เป็นนิวเคลียสของธาตุฮีเลียม และเกิดปฎิกริยานิวเคลียร์แบบฟิวชั่น (Fusion) ทำให้เกิดธาตุที่หนักขึ้น หลังจากนั้นประมาณ หนึ่งถึงห้านาที ปฎิกริยานิวเคลียร์ส่วนใหญ่ก็จะหยุดลง สสารส่วนใหญ่ในเอกภพประกอบด้วย นิวเคลียสของธาตุไฮโดรเจน (โปรตอน) และ นิวเคลียสของฮีเลียม เป็นองค์ประกอบหลัก นับจากจุดนี้ ต้องรอนานถึงอีก 300,000 ปีทีเดียวกว่าที่เอกภพจะเย็นลง จนกระทั่งแรงแม่เหล็กไฟฟ้ามีพลังพอ ทีจะจับเจ้าอิเลคตรอนที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่ในเอกภพ ให้มาวิ่งวนรอบๆ นิวเคลียส เกิดเป็นอะตอน เกิดเป็นโมเลกุล เป็นสสารอย่างที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน
 

ผสมสี

ผู้เขียน: วิศิษฐ์ สิงห์สมโรจน์

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไม เวลาคุณครูวิทยาศาสตร์สอนเรื่องแสง ท่านบอกว่า สีรุ้งเจ็ดสี รวมกัน ได้สีขาว แต่คุณครูศิลปะสอนระบายสี กลับบอกว่า ไอ้สีเจ็ดสีเนี่ยะ ถ้ารวมกัน ก็กลายเป็นสีดำ ไว้ระบายถ่านได้อย่างเดียว เอ ตกลง มันยังงัยกันแน่เนี่ยะ ขาวหรือดำ

ถ้าสงสัย ก็อ่านต่อครับ แต่ถึงไม่สงสัย ก็อ่านต่อได้ครับ บางทีอาจจะได้ความรู้อะไรไหม่ ๆ เพิ่มขึ้น

เริ่มท่ีคุณ Sir Isaac Newton ก็แล้วกัน สมัยที่ท่านยังอยู่ ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ท่านก็แสดงความสามารถให้ผู้คนได้ตระหนัก ด้วยการสาธิต การแสงสีของแสง จากสีขาว เป็นสีรุ้ง ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ด้วยปริซึมสามเหลี่ยม เป็นลำดับเหมือนกับที่เห็นในสายรุ้งไม่มีผิด แล้วท่าน Newton ก็อธิบายว่า แสงสีสวยงามเหล่านี้ ก็อยู่ในแสงสีขาวอยู่แล้ว ไม่ได้ถูกเจ้าปริซึมสร้างขึ้นใหม่แต่อย่างใด มันเพียงแค่หักเหแสงแต่ละสีด้วยมุมไม่เท่ากัน เพราะแสงแต่ละสี มีความเร็วในตัวนำที่ไม่ใข่ศูนยากาศ ไม่เท่ากัน ทำให้หลังจากผ่านเจ้าปริซึมสามเหลี่ยมแล้ว แสงแต่ละสีถูกแยกออกจากกัน ดูภาพประกอบไปนะครับ

แล้วคุณ Sir Newton ก็ทดสอบคำอธิบายของตัวเอง ด้วยการนำปริซึมอันที่สอง ซึ่งเหมือนกับอันแรก มาวางในลักษณะกลับด้านกัน ต่อจากอันแรง แสงสีเหล่านั้นก็รวมตัวกันหลังจากผ่าน ปริซึมอันที่สอง กลับเป็นสีขาวเหมือนเดิม


ก็สรุปได้ว่า จริง ๆ แล้ว แสงสีขาว ประกอบด้วยสีต่าง ๆ ดังภาพด้านล่างนะครับ




แล้วจากการทดลอง นักวิทยาศาสตร์ก็ตกลงกันว่า ให้สามสี น้ำเงิน เขียว และ แดง เป็นแม่สี (หรือแม่แสง) เพราะว่าสามสีดังกล่าวสามารถที่จะผสมกัน ในอัตราส่วนต่าง ๆ ออกมาเป็นสีในแสงสีขาวได้ทุกสี


รวมทั้งสีขาวเอง ทั้งนี้เพราะว่าการรวมกันของสีของแสงเป็นการรวมแบบบวก (additive color mixing) ยังไงนะเหรอครับ รอแป้บนะครับ เดี๋ยวอธิบายให้อ่าน เรามาดูสีที่ได้จากการผสมสีวาดภาพ กันก่อน อาจจะเป็นสีน้ำ สีผสมอาหาร หรือสีย้อมผ้า หากคุณผู้อ่านลองผสมดู ก็จะได้อย่างรูปด้านล่างนี้


ครับ ดังที่คุณครูศิลปะท่านบอกไว้ ทุกสีผสมกัน เป็นสีดำ ไว้ระบายถ่านจริง ๆ ด้วย ทำไม ทำไม


คุณ ๆ บางคนอาจจะเดาได้แล้วว่า ผมคงจะบอกว่าเพราะว่าการผสมสีวาดภาพ เป็นการผสมแบบลบ (จะได้ตรงกันข้ามกับแบบบวก) ใช่ครับ ตามทฤษฎีผสมสีของชาวศิลปะ เขาเรียกกันว่าอย่างนั้นจริง ๆ (subtractive color mixing)


ทำไมผลที่ออกมาจึงไม่เหมือนกัน จะว่าไปแล้วก็ตามที่ชื่อทฤษฎีบอกนั้นแหละครับ การผสมแสงก็คือการนำเอาแสงมารวมกัน เหมือนกับการทดลองด้วยปริซึมสองอัน ของท่าน Sir Newton ผลลัพธ์เป็นสีขาว หรือหากจะผสมไม่ครบทุกสี ผลลัพธ์ท่ีได้ก็จะเป็นสีที่มีอิทธิพลสูงที่สุดหลังผสม ตัวอย่างนะครับ หากเราผสมแสงสีแดงกับสีเขียว

 

521


ตามเสป็คตรัมของแสงสีขาวแล้ว สีเหลืองอยู่ตรงกลางระหว่างสีเขียว กับสีแดง เราจึงเห็นผลลัพธ์เป็นสีเหลือง

สำหรับการผสมแบบลบของสีวาดภาพนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การที่เราเห็นสีของ ของเหลวที่เราเรียกว่าสีน้ำสีแดง เป็นสีแดงนั้น ก็เพราะว่าของเหลวดังกล่าว มีความสามารถ ที่จะดูดซับแสงสีอื่น ๆ เอาไว้ได้ยกเว้นสีแดง แสงสีแดงจึงสะท้อนออกมา เข้าตาเรา สีฟ้าก็เช่นเดียวกัน สีม่วง สีเหลือง สีเขียว ก็ต่างมีความสามารถที่จะดูดซับแสงสีต่าง ๆ ยกเว้นแสงที่เป็นสีเดียวกับชื่อ ดังนั้น เมื่อนำสีวาดภาพทุกสีมารวมกัน สิ่งที่ได้เป็นผลลัพธ์ จึงมีความสามารถที่จะดูดซับแสงทุกสีเอาไว้ และไม่สะท้อนแสงสีใดออกมาเข้าตาเราเลย เราจึงเห็นสีที่ผสมได้นั้นเป็นสีดำ

แล้วถ้าจะผสมสีน้ำแค่สองสีละครับ อย่างสีฟ้ากับสีชมพูเนี่ยะ มันกลายเป็นสีน้ำเงินได้ยังงัย ลองคิดดูนะครับ

 

ใครคือ...นักธรณีวิทยาที่ออกภาคสนามในดินแดนที่ไกลที่สุด

ผู้เขียน: นิติ มั่นเข็มทอง

รอยเท้าบนผิวดวงจันทร์

มันเป็นความเข้าใจที่ผิด มานานพอควรที่ว่า บุคคลแรกกดรอยเท้าบนผิวดวงจันทร์ เป็นนักธรณีวิทยา ไม่รู้ใครมาพูดกรอกใส่หูแล้วทะลุเข้าคลังสมองตอนไหน เลยลองเปิดข้อมูลดู ไม่เจอจริงๆครับ พี่แกสงสัยไม่เคยไปรับน้องเลยไม่ได้รับรุ่น ไม่งั้นคะแนนโอเนทไม่ดี เลยยื่นคะแนนเข้าสาขาวิชาธรณีไม่ได้ ...พ่อแม่เลยไม่รู้ทำยังไง เลยย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่แถว อินเดียน่า แล้วใช้โควต้าใกล้บ้านสมัครเข้าเรียน วิศวการบิน ที่ Purdue University จนกลายเป็นนักบินอวกาศที่ คนทั่วโลกจำชื่อได้มากที่สุด

เข้าเลยดีกว่า เดี๋ยวว่าเนื้อหาเราไม่เข้ากับหัวเรื่องที่จั่วไว้ แล้วใครละครับคือนักธรณีที่ออกภาคสนามไปไกลที่สุด แน่อนครับไม่มีลีลาใดทั้งสิ้น แฮริสัน แฮแกน สมิท (Harrison Hagan "Jack" Schmitt) มีบ้านที่เมืองซานตา (Santa Rita), มลรัฐ นิว แมกซิโก (New Mexico) แต่กลับไปโตที่ เมืองเงิน (Silver City) การศึกษา ปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต ที่ แคลเทค (the California Institute of Technology, CA) จากนั้นจึงไปศึกษาธรณีวิทยาที่ ประเทศนอเวย์ ถึงหนึ่งปีเต็ม ข้อมูลที่ผมค้นดูไม่ได้บอกสาเหตุที่ว่าทำไมเขาจึงต้องลำบากข้ามทะเลไปเรียนทุบหินที่นั้น แต่ผมเชื่อว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาได้รับคัดเลือกจากนาซ่าไปดวงจันทร์และเขากสามารถจบด๊อกเตอร์สาขาวิชาธรณี จากสถาบันอันดับหนึ่งของโลก Harvard University ในปี ค.ศ. 1964.

 

4166



เมื่อกลับมาที่อเมริกาอีกครั้ง เขาเริ่มงานที่ U.S. Geological Survey's Astrogeology Center at Flagstaff, Arizona ในตำแหน่งนักธรณีวิทยา ก่อนหน้าที่จะเป็นนักบินอวกาศ สมิทเคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกนักบินอวกาศในการเก็บข้อมูลทางธรณีวิทยา (คุณครูของ นิล อาร์มสตรอง) ก่อนออกฟิวส์ 300..ไม่ใช่นะ..ก่อนจะไปปฏิบัติการจริงบนผิวดวงจันทร์ และในอวกาศ

จากนั้นฝันของเขาก็เป็นจริง โดยไม่ต้องเขียนไปเล่าจดมายหาคุณไตรภพ แต่อย่างใด เขาเป็นตัวแทนจากสาขาวิชาวิทยาศาสตร์เพียงคนเดียวใน ปฏิบัติการอพอลโล่ เขาเป็นหนึ่งในทีมอพอลโล 17 ลำสุดท้ายที่จะถูกส่งไปยังดวงจันทร์ ความจริงแล้วเขาถูกกำหนดเป็นนักบินใน อพอลโล่ 18 แต่ด้วยแรงกดดันจากสังคมนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการเห็นตัวแทนเป็นส่วนหนึ่งร่วมเดินทางในเที่ยวบินนี้ ดังนั้นเขาจึงถูกเปลี่ยนตัวมาร่วมทีมในนาทีสุดท้าย ไม่เช่นนั้นผมคงต้องเปลี่ยนหัวข้อที่ว่า “ใครคือ...นักธรณีวิทยาที่เกือบออกภาคสนามในดินแดนที่ไกลที่สุด”
ภารกิจของอพอลโล่ 17 คือการสำรวจภาคสนาม บริเวณ Taurus-Littrow highland and valley จากข้อมูลภาพถถ่าย คาดว่าบริเวณดังกล่าวประกอบไปด้วยตะกอนของหินขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งน่าจะเป็นหินธรณีฐานของแนวภูเขาบริเวณดังกล่าว และบริเวณที่คาดว่าจะเป็นปล่องภูเขาไฟ

 

the last man on the moon

งานหลักของเขาก็คือ คุมหุ่นยนต์ Lunar Rover เป็นหุ่นยนต์สำรวจสมบัติทางธรณีวิทยาพื้นฐานจากพื้นผิว เรียกว่า the Apollo lunar surface experiment package (ALSEP) ซึ่งมีภารกิจประกอบไปด้วย

- Heat Flow experiment (HFE), ประมาณว่าปฏิบัติการการทดลองการไหลของความร้อนใต้พื้นผิวบนดวงจันทร์
- Lunar seismic profiling (LSP), การเก็บข้อมูลภาคสนาม คลื่นไหวสะเทือน เพื่อหาโครงสร้างคร่าวๆของชั้นหิน
- Lunar surface gravimeter (LSG), การเก็บข้อมูลภาคสนาม แรงโน้มถ่วงของพื้นผิวดวงจันทร์ ก็สามาถหาโครงสร้างคร่าวๆ ของชั้นหินเช่นกัน
- Lunar atmospheric composition experiment (LACE) ปฏิบัติการการทดลององค์ประกอบของบรรยากาศของดวงจันทร์
- Lunar ejecta and meteorites (LEAM) โครงการอุกาบาตและเทหะวัตถุบนผิวดวงจันทร์

นอกจากนี้ยังภารกิจการทดทองทางชีวการแพทย์ ( Biomedical experiments) ได้แก่ the Biostack II Experiment and the BIOCORE experiment ในภารกิจครั้งนี้ด้วย

ส่วนภารกิจหลักของนักธรณีภาคสนาม...เขาเก็บตัวอย่างมาทั้งสิ้น 110.4 กิโลโลก กับระยะเดินทางบนดวงจันทร์ทั้งสิ้น 34 กิโลเมตร กลับมาฝากคนบนโลก

 

4167



“ถามว่าสมิทจะแบกไหวน้ำหนักหินขนาดนี้ไหวหรือไม่บนดวงจันทร์ เพราะเท่าที่รู้มา แรงโน้มถ่วงของโลกมากกว่าบนดวงจันทร์ห้าเท่า แสดงว่า น้ำหนักที่สมิทแบกก็จะเท่ากับข้าวสารหนึ่งถัง หรือประมาณยี่สิบกิโล เป็นผมก็ชิลชิล นะ

แต่ทางกลับกันน้ำหนักของเขาก็จะลดลงห้าเท่า สมมุติเขาหนักระมาณ 100 กิโลกรัม เมื่อไปถึงที่นั่นนำนักเขาก็จะเหลือเพียง 20 กิโลกรัม ก็จะประมาณว่าให้เด็กประถมหนึ่งไปแบกข้าวสารหนึ่งถัง...จะไหวมั้ยเนี่ย....ผมไม่เก่งฟิสิกส์ซะด้วยสิ”

ผลงานอีกชิ้นที่ทุกคนคงจะเคยผ่านตามาแล้วแน่ๆ คือ The Blue Marble รูปถ่ายโลกของเราที่สวยงามรูปหนึ่ง….นั่นแหละ ฝีมือของเขาเช่นกัน (เห็นรึเปล่า เขาลืมใส่เสกลในรูป)

 

4168



นี่แหละครับ แฮริสัน แฮแกน สมิท มนุษย์คนสุดท้ายของนักบินอวกาศทั้งสิบสองคนที่ได้มีโอกาสเหยียบดวงจันทร์ แต่รอยเท้าของเขาไม่ใช่รอยเท้ามนุษย์สุดท้ายบนดวงจันทร์ "the last man on the moon" คือ ยูจีน เคอร์แนน Eugene Cernan หัวหน้าทีมของเขา......... และเขาคงไม่ใช่นักธรณีวิทยาคนสุดท้ายที่จะได้มีโอกาสออกภาคสนาม ณ ดินแดนไกลโพ้น

แล้วอยากรู้รึเปล่าละครับ ถ้าเขาใช้เข็มทิศ บนดวงจันทร์ มันจะชี้ไปทางไหน ไปทางโลกของเราหรือเปล่า ลองไปค้นดูนะคับ แล้วบอกผมด้วยละกัน

Stem Cell For Life

ผู้เขียน: vteam

Stem Cell ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

Stem Cell ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปเมื่อเทคโนโลยีทางการแพทย์ก้าวหน้าในการนำ Stem Cell มารักษาโรคได้มากกว่า70ชนิด แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจความหมายของ Stem Cell อย่างแท้จริง

น.สพ. ศุภเสกข์ ศรจิตติ จบการศึกษาจากคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แม้จะเป็นสัตวแพทย์แต่ท่านเคยเทรนเรื่องยาจากออสเตเลีย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สเต็ม เซลล์ ฟอร์ ไลฟ์ จำกัด มาให้ความรู้เรื่องนี้

 

7852



ทำไม คุณหมอ ถึงมาสนใจเรื่อง Stem Cell
เนื่องจากที่ผ่านมาผมเป็นคนที่สนใจเรื่องยามาก่อนครับ และก็ได้มีโอกาสทำยา Specials หมายถึงยาที่ไม่มีในเมืองไทย ทั้งของคนและของสัตว์ แต่เราเอาเข้ามาให้เป็นเฉพาะรายบุคคลนะครับ เพราะยาพวกนี้ยังไม่ผ่าน อย.ในบ้านเรา จากจุดนี้ทำให้เราเห็นว่าในอนาคต stem cell น่าจะมีบทบาทเข้ามาแทนที่ยาได้เป็นอย่างดี โรคอะไรที่ยาทั่วไปรักษาไม่ได้ หรือได้ผลไม่ดีก็อาจใช้ Stem cell ได้ และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมสนใจด้านนี้ก็คือ การที่เราอยากเห็นผู้ป่วยไม่ว่าคนหรือสัตว์ ได้รับการรักษาให้หายจากโรค เพราะหลายโรคนั้นคงต้องรอให้สเต็มเซลล์เป็นตัวเลือกในการรักษาครับ

Stem Cell คืออะไร
คำไทยใช้คำว่า เซลล์ต้นกำเนิด ถ้าแปลตรงตัวStem ก็แปลว่าลำต้น ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดนี้ย้อนไปถึงการกำเนิดชีวิตนั่นเอง กระบวนการกำเนิดชีวิตมนุษย์หรือสัตว์นั้น สเปิร์มของผู้ชาย จะมาผสมกับไข่ของผู้หญิงกลายเป็น1เซลล์ จากนั้นหนึ่งเซลล์จะทำการแบ่งตัวเป็นทวีคูณ กลายเป็นอวัยวะต่างๆ ขึ้นมา ดังนั้นเซลล์ต้นกำเนิดก็เหมือนเซลล์ที่กลายเป็นอะไรก็ได้ เช่นถ้าไปอยู่ที่สมองก็กลายเป็นเซลล์สมอง ไปอยู่ที่เซลล์ตับก็กลายเป็นเซลล์ตับ

Stem Cell สร้างความน่าอัศจรรย์ใจและแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวงการแพทย์ ด้วยคุณสมบัติดังนี้
1.สามารถแบ่งตัวของตัวเองได้ตลอด
2.สามารถเปลี่ยนตัวเองได้ เช่นเปลี่ยนแปลงตัวเองเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว หรือเป็นเซลล์อื่นๆได้
3.ยังเป็นตัวของตัวเอง คือมีค้างของตัวเองเสมอ ยังคงมีความเป็น Stem Cell อยู่นั่นเอง
ด้วยคุณสมบัติสามประการที่กล่าวมา เมื่อ Stem Cell เข้าสู่ร่างกาย ก็จะวิ่งเข้าส่วนที่ร่างกายต้องการ ภาษาทางการแพทย์เรียกว่าHomingเพราะเมื่อร่างกายมีบาดแผลจะมีการหลั่งสารบางอย่างออกมา ซึ่งสารตัวนี้เป็นตัวดึงดูดให้วิ่งเข้าไปสร้างหรือซ่อมแซม

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย Stem Cellเองก็มีข้อจำกัดในการรักษาด้วยเช่นกัน
1.ระยะเวลาการรักษาต้องใช้เวลาพอประมาณ เช่นถ้าคนไข้ถึงจุดวิกฤตเต็มที แต่ต้องปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งร่างกายต้องใช้ระยะเวลาสักพัก ก็อาจไม่ทันการณ์
2.ช่วงที่ทำการรักษาโรคอย่างหนึ่งอยู่ ต้องพยายามรักษาร่างกายไม่ให้มีโรคแทรกซ้อน ไม่เช่นนั้น Stem Cellก็จะวิ่งไปรักษาที่อื่นด้วยเช่นกัน
3. Stem Cell มีหลายแหล่ง แต่ละแหล่งก็มีชนิดของ Stem Cellที่แตกต่างกันออกไป การนำไปใช้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของ Stem Cellที่ใช้รักษาโรคนั้นๆ
4.ถ้าเป็นการขอรับบริจาคจากบุคคลอื่นที่มิใช่ญาติ มีโอกาสที่ร่างกายจะรับแค่1ต่อ50,000ถ้าเป็นพ่อ แม่ ลูก มีโอกาส1ต่อ2 ถ้าเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน มีโอกาส1 ต่อ 4
5.ผู้ที่นำมารักษาต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะ

 

7853



Stem Cell นำมาจากไหนได้บ้าง
Stem Cell ของมนุษย์สามารถเก็บได้หลายระยะ เริ่มตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนในระยะบลาสโตซิสท์ (ไข่ผ่านการผสมกับสเปิร์มมาแล้วประมาณ4-5วัน) เรียกว่า Embryonic stem cell แต่เนื่องจากยังมีมุมมองในแง่ศีลธรรมกันอยู่มาก เพราะหลายคนที่มีความเห็นว่าการนำ Embryonic stem cell มาใช้นั้นเป็นการฆ่าตัวอ่อน ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่ทัศนะของแต่ละคน ดังนั้นจึงขอพูดถึง Stem Cellที่นำมาใช้ประโยชน์ต่อมนุษย์ในปัจจุบันและไม่ขัดกับหลักศีลธรรม โดยเราจะพูดถึง Adult Stem Cell ซึ่งประโยชน์ที่นำมาใช้เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่ากัน และไม่ขัดแย้งในเชิงศีลธรรม
แหล่งที่พบ Adult Stem Cell ได้แก่เลือด ไขกระดูก เลือดจากสายรก (สายสะดือ) ตัวสายสะดือ ไขมัน ฟันน้ำนม เรียกได้ว่า สามารถพบได้เกือบทุกอวัยวะของร่างกาย แต่แหล่งที่พบแต่ละที่นั้นมีข้อดีข้อเสียและการนำมาใช้แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงขอยกเพียงบางที่มาทำความเข้าใจกัน

Stem Cell จากเลือด
เลือดทั่วๆไปในร่างกายมี Stem Cell แต่มีปริมาณน้อยมาก หากเราต้องการเร่งให้ไขกระดูกปลดปล่อย Stem Cellออกมาสู่ระบบเลือดในปริมาณมากขึ้น หมอจะฉีดยากระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว หรือที่เรียกว่า G-CSF ( Granulocyte Colony Stimulating Factor ) เข้าไป และทำการเก็บ Stem Cell ด้วยเครื่อง Apheresis ข้อดีของวิธีนี้คือ เราสามารถเก็บ Stem Cell ให้ได้ตามจำนวนที่เราต้องการนำไปปลูกถ่ายในผู้ป่วย แต่ข้อเสียคือ อาจมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา G-CSF และ Stem Cell ที่ได้จะมี T-Cell ซึ่งเป็นเสมือนหน่วยความทรงจำว่าร่างกายเคยเป็นโรคอะไรมาแล้วบ้าง ซึ่งT-Cell นี้อาจทำให้ร่างกายไม่ยอมรับการปลูกถ่าย และยิ่งอายุมากขึ้นศักยภาพของ Stem Cell ในร่างกายก็ลดลงเช่นกัน

Stem Cell จากไขกระดูก
หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ การปลูกถ่ายไขกระดูก ในกระดูกมี Stem Cell มากเพียงพอที่จะนำมาใช้ แต่วิธีการนำมาใช้ยุ่งยากและค่อนข้างเจ็บมาก คือ ผู้ให้จะต้องวางยาสลบและทำในห้องศัลยกรรมของโรงพยาบาล โดยแพทย์จะเจาะเข้าไปบริเวณกระดูกเชิงกรานให้ถึงไขกระดูก แล้วดูด Stem Cell ที่อยู่ในโพรงไขกระดูกให้เพียงพอกับจำนวนที่ต้องใช้ และที่แน่ๆเจาะแค่รูเดียวคงไม่เพียงพอ และต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 1 วัน และกลับไปพักฟื้นอีกอย่างน้อย 5 วัน

Stem Cell จากเลือดในสายรก
การเก็บเลือดจากสายรก จะทำได้แค่ช่วงที่เด็กแรกคลอดเท่านั้น ข้อดี คือ มีปริมาณ T-Cell น้อยมาก เพราะเด็กนั้นยังไม่เคยสัมผัสโรคใดๆ มีวิธีการจัดเก็บง่าย ปลอดภัย ไม่มีความเจ็บปวดต่อทั้งแม่และเด็ก นักวิทยาศาสตร์ พบว่ามี Stem Cell อยู่หลากหลายชนิดในเลือดจากสายรก ปัจจุบันมีโรคกว่า 70 ชนิดที่สามารถนำเลือดจากสายรกไปใช้รักษา นอกจากนี้ยังมีการทดลองเปลี่ยน Stem Cell ที่ได้จากเลือดในสายรกนี้ให้เป็นเซลล์ชนิดอื่นๆ นอกจากเซลล์เม็ดเลือด เช่น เซลล์ประสาท เซลล์ กระดูก เซลล์ตับ เซลล์หลอดเลือด เซลล์กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อหัวใจ หรือแม้กระทั้งผลิตอินซูลิน ถึงแม้จะอยู่ในช่วงการทดลอง แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะนำมาใช้ได้จริง

Stem Cell ที่เก็บจากเลือดในสายรกนั้น ถ้านำไปรักษาพ่อแม่ มีเพียง HLA ตรงกัน3 ตำแหน่งก็สามารถใช้ได้ แต่ถ้าเป็น Stem Cell จากแหล่งอื่น ต้องตรงกันถึง 6 ตำแหน่ง จึงจะสามารถนำไปรักษาได้ แต่เลือดจากสายรกก็มีข้อเสีย คือ ปริมาณที่เก็บได้มีจำนวนน้อย จึงสามารถนำมาใช้ได้กับเด็กหรือ ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักน้อย เพราะจำนวน Stem Cell ที่นำมาใช้ ต้องเหมาะสมกับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย แต่นักวิทยาศาสตร์ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่จะพัฒนาการเพิ่มจำนวนของ Stem Cell ที่ได้จากสายรกให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับคนที่มีน้ำหนักมากๆ

หน้าที่ 2 - ธนาคาร Stem Cell

Stem Cell รักษาโรคอะไรได้บ้าง
ปัจจุบันนักวิทาสตร์สามารถค้นคว้าทดลองและนำมารักษาได้มากกว่า70โรค ซึ่งยังมีการพัฒนาและทดลองอย่างไม่หยุดในอนาคตคาดว่าจะมีอีกหลายโรคที่ Stem Cell จะเข้าไปรักษาได้แทนตัวยาที่มีอยู่ในปัจจุบัน โรคที่ Stem Cell สามารถรักษาได้แล้วในปัจจุบัน เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือด,มะเร็งชนิดต่างๆ,ภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด ,โรคระบบพันธุกรรมผิดปกติ ,โรคเลือดจางธาลัสซิเมีย ฯลฯ

มีวิธีสร้าง Stem Cell ได้หรือไม่ อย่างไร
การสร้าง Stem cell ต้องถามว่าเอา stem cell ชนิดไหนก่อน เช่น Embryonic stem cell อันนี้ต้องให้สเปิร์มไปผสมกับไข่เสียก่อน จนได้ระยะ 4-5 วันในคนที่เรียกว่า Blastocyst ซึ่งภายในจะมี Inner cell mass ซึ่งนั่นก็คือ Stem cells ครับ

 

7854



ในส่วนของ Adult stem cell ก็อยู่ที่ว่าเราเลือกมาจากแหล่งไหน ยกตัวอย่างเช่น เอามาจากเลือด เราก็ฉีดยากระตุ้นที่เรียกว่า G-CSF ให้ก่อน และหลังจากนั้นเราก็เก็บ Stem cells ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า Apheresis ครับ แต่หากเราเอามาจากไขมัน เราก็จะใช้เอนไซม์เข้าไปย่อยสลาย ทำการwashล้างเซลล์ และแยกเอาส่วนที่เป็นStem cells ออกมา ที่จริงขั้นตอนมีมากกว่านี้มากครับ แต่ขอกล่าวแค่คร่าวๆให้เข้าใจง่าย ส่วนเราจะเอา stem cell มาทำให้เป็นเซลล์อื่นๆทำอย่างไร ผมตอบตามทฤษฎีก็แล้วกันครับว่า ก็ใส่สภาวะแวดล้อมที่เซลล์นั้นๆต้องการ ใส่ตัวเหนี่ยวนำที่จะไปกระตุ้นให้เป็นเซลล์นั้นๆเป็นต้นครับ

ขอพูดถึง stem cells จากแหล่งต่างๆนิดนึงนะครับ เช่น หากเป็นการเก็บเลือดจากสายรก สายสะดือ ก็จะเก็บตอนคลอดครับ จริงๆก็เก็บได้ทั้งก่อนและหลังรกลอกตัว โดยสูติแพทย์ก็จะเป็นผู้เจาะบริเวณเส้นเลือดดำของสายสะดือ ใส่ในถุงพิเศษ และนำไปทำการบวนการแยกเซลล์ที่ห้อง Lab เพื่อแยกตัว stem cells จริงๆในส่วนของสายรกตรงที่เป็นตัว Cord เลยอันนี้ก็น่าสนใจนะครับ รวมถึงในส่วนของ Wharton’s jelly ก็น่าสนใจมาก หรือจะเก็บ stem cells จากฟันน้ำนมอันนี้ก็มีครับ แต่ไม่ใช่มีทุกซี่นะครับ พอเราเลือกซี่ที่มี ซึ่งมักจะเป็นฟันหน้า เราก็จะสลายกระดูกออก แล้วเอาเซลล์ที่อยู่ในโพรงฟันออกมา อันนี้จะมี stem cells น้อยมาก จำเป็นต้องนำมาเพิ่มจำนวนก่อนครับ

จะเห็นได้ว่าจริงๆแล้ว stem cells ก็มีอยู่แทบทุกอวัยวะของร่างกาย แต่การจะนำมาใช้นั้นก็จำเป็นที่ต้องเลือกแหล่งให้เหมาะสม เลือกการใช้ชนิดของstem cell เลือกอายุเซลล์ที่พอเหมาะด้วย เป็นต้นครับ

ในปัจจุบันมีประเทศใดบ้างที่ให้ความสนใจ เรื่อง Stem Cell (หรือประเทศไหนที่เป็นผู้นำในการศึกษาเรื่องนี้) แล้วมีการแลกเปลี่ยนข้อมูล กันบ้างหรือไม่ (ระหว่างประเทศไทยกับต่างประเทศ)
ประเทศที่ทำด้านนี้ก็เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา อังกฤษ สวิสเซอแลนด์ ยูเครน จีน อินเดีย อันนี้คือที่เด่นๆนะครับ


เมื่อมีคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้ ธนาคาร Stem Cell จึงถือกำเนิดขึ้น น.สพ. ศุภเสกข์ ศรจิตติ ได้อธิบายในส่วนของ Stem Cell For Life (บริษัท สเต็ม เซลล์ ฟอร์ ไลฟ์ จำกัด) ถึงที่มาของธนาคาร Stem Cell
ในส่วนของ SCL (Stem Cell For Life) เกิดมาจากที่มีความสนใจด้าน Stem Cell แล้วเราได้ไปดูงานตามที่ต่างๆทั่วโลกเป็นเวลา2-3ปี เห็นว่ามีคุณประโยชน์ที่จะนำมาใช้ จึงได้มาจัดตั้งขึ้นที่ประเทศไทย ถ้าในเมืองไทย ที่แรกคือสภากาชาดไทยตั้งขึ้นเมื่อประมาณปี2545 ในส่วนของSCL จัดตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 แต่ห้องแลปของเราเสร็จเมื่อราวๆเดือนธันวาคม2549 ที่เรียบร้อยทั้งหมดจริงๆคือเมื่อต้นเดือนมกราคม2550ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์ที่จัดตั้ง ธนาคาร Stem Cell เผื่อนำเอา Stem Cell ที่เก็บได้นำมาทำประโยชน์ในอนาคต เนื่องจาก Stem Cell คือ เซลล์ต้นกำเนิดสามารถนำไปรักษาโรคต่างๆได้มากมาย ในอนาคตเราหวังว่ามันจะพัฒนาและรักษาโรคได้มากกว่านี้

ความแตกต่างระหว่างธนาคาร Stem Cell กับ ธนาคารเลือด
ธนาคารเลือดคือ เราเก็บเลือดทั้งหมดที่เราเก็บมาเพื่อใช้ในการรักษา แต่ธนาคาร Stem Cellเป็นธนาคารที่เราเก็บเลือดที่เราแยกเก็บออกมาอีกชั้นหนึ่งเพื่อดึงเอา Stem Cell ออกมาเท่านั้น

สิ่งที่ได้รับจาก ธนาคาร Stem Cell
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องจะทำให้ราสามารถดึงเอาประโยชน์สูงสุดจาก Stem Cell ออกมาใช้เพื่อการรักษาโรคต่างๆได้ ธนาคาร Stem Cell จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่จะทำให้การทดลองประสบความสำเร็จในอนาคต

สมควรผลักดันเรื่อง Stem Cell ให้สังคมรับรู้ในวงกว้างหรือไม่ อย่างไร
สมควรครับ เพราะ stem cell ถือเป็นความรู้ใหม่ และยังต้องทำให้สังคมเข้าใจในเรื่องนี้อีกมากครับ อนาคตสิ่งนี้จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคอย่างมากครับ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแพทย์หรือประชาชนก็ควรมีความรู้เบื้องต้นในเรื่องนี้ครับ

การเกิดแผ่นดินไหว

“แผ่นดินไหว” เป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของพื้นดิน อันเนื่องมาจากการปลดปล่อยพลังงานเพื่อระบายความเครียดที่สะสมไว้ภายในโลกออกมาอย่างฉับพลันเพื่อปรับสมดุลย์ของเปลือกโลกให้คงที่ สาเหตุ ของการเกิดแผ่นดินไหวนั้นจัดแบ่งได้ 2 ชนิด ชนิดที่หนึ่ง เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ได้แก่ การทดลองระเบิดปรมาณู การกักเก็บน้ำในเขื่อนและแรงระเบิดของการทำเหมืองแร่ เป็นต้น ชนิดที่สองเป็นแผ่นดินไหวจากธรรมชาติ ซึ่งมีทฤษฎีกลไกการเกิดแผ่นดินไหวอันเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน 2 ทฤษฎี คือ

1. ทฤษฎีที่ว่าด้วยการขยายตัวของเปลือกโลก (Dilation source theory) อันเชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากการที่เปลือกโลกเกิดการคดโค้งโก่งงออย่างฉับพลัน และเมื่อวัตถุขาดออกจากกันจึงปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปคลื่นแผ่นดินไหว

2. ทฤษฎีที่ว่าด้วยการคืนตัวของวัตถุ (Elastic rebound theory) เชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากการสั่นสะเทือนอันเป็นเหตุผลมาจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อน (Fault) ดังนั้นเมื่อเกิดการเคลื่อนที่ถึงจุดหนึ่งวัตถุจึงขาดออกจากกัน และเสียรูปอย่างมากพร้อมกับการปลดปล่อยพลังงานออกมา และหลังจากนั้นวัตถุก็คืนตัวกลับสู่รูปเดิม ทฤษฎีนี้สนับสนุนแนวความคิดที่เชื่อว่า แผ่นดินไหวมีกลไกการกำเนิดเกี่ยวข้องโดยตรง และใกล้ชิดกับแนวรอยเลื่อนมีพลัง (Active Fault) ที่เกิดขึ้นจากผลพวงของการแปรสัณฐานของเปลือกโลก (Plate tectonics) เปลือกโลกของเราประกอบด้วยแผ่นเปลือกโลก จำนวนประมาณ 12 แผ่นใหญ่ ทั้งที่เป็นแผ่นมหาสมุทรและแผ่นทวีป ซึ่งมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลาต่อให้บางแผ่นมีการเคลื่อนแยกออกจากกัน บางแผ่นเคลื่อนเข้าหาและมุดซ้อนเกยกัน และบางแผ่นเคลื่อนเฉียดกัน อันเป็นบ่อเกิดของแรงเครียดที่สะสมไว้ภายในเปลือกโลกนั้นเอง

 

แผ่นดินไหว

ปรากฎการณ์แผ่นดินไหวเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติชนิดหนึ่งที่พื้นดินมีการสั่นไหวด้วยอิทธิพลบางอย่างที่อยู่ใต้ผิวโลก ซึ่งเมื่อเกิด เหตุการณ์นี้คลื่นใต้แผ่นดินจะพุ่งไปสู่บริเวณทุกส่วนของโลก และถ้าการสั่นไหวของแผ่นดินรุนแรง อุปกรณ์ตรวจจับคลื่นที่อยู่ห่างไกล ออกไปนับหมื่นกิโลเมตรก็ยังสามารถรับคลื่นแผ่นดินไหวได้

ผู้คนในสมัยโบราณมีความกลัวเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาก กวี Homer ของกรีกเชื่อว่าแผ่นดินไหวเกิดจากการที่เทพเจ้า Poseidon แห่งท้องทะเลลึกทรงพิโรธ คนจีนโบราณคิดว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นเมื่อพญามังกรที่อาศัยอยู่ใต้พื้นดินขยับและเคลื่อนไหวลำตัว พร้อมกันนั้นก็ได้ส่งเสียงคำรามด้วย ส่วนคนญี่ปุ่นนั้นเชื่อว่า เวลาเทพเจ้าแห่งปลาชื่อ Namazu สะบัดหางไปมาจะทำให้เกิดเหตุการณ์ แผ่นดินไหว แต่ Thales ผู้เป็นปราชญ์กรีกในสมัยพุทธกาลได้กล่าวโจมตีความเชื่อที่ว่า อะไรก็ตามที่เกิดจะต้องมีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ภายใน โดยเขาคิดว่า การไหลของคลื่นในมหาสมุทรอย่างรุนแรงต่างหากที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว

มนุษย์เริ่มเข้าใจปรากฏการณ์ใต้ดินนี้ "ดี" ขึ้นเมื่อประมาณ 20 ปีมานี้เอง โดยได้พบว่าเวลาเกิดแผ่นดินไหว คลื่นแผ่นดินไหวทุกคลื่น จะดูเสมือนเคลื่อนที่ออกมาจากตำแหน่งหนึ่งใต้ดิน ซึ่งนักธรณีวิทยาเรียกตำแหน่งดังกล่าวนี้ว่า จุดโฟกัส และตำแหน่งบนผิวโลกที่อยู่เหนือ จุดโฟกัส มีชื่อเรียกทางวิชาการว่า epicenter และตามปกตินั้นจุดโฟกัสของคลื่นแผ่นดินไหวมักจะอยู่ลึกใต้โลกลงประมาณ 15 กิโลเมตร แต่ในบางกรณี ระยะลึกของจุดโฟกัสอาจจะมากถึง 400 กิโลเมตรก็มี นักธรณีวิทยาประมาณว่าทุกวันจะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น บนโลกนับ 1,000 ครั้ง แต่คนส่วนมากจะไม่รู้สึก เพราะมันสั่นและแผ่วเบาจนเกินไป เมื่อเหตุผลเป็นเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่า 50% ของคลื่นแผ่นดินไหวอาจจะมีคนตรวจรับได้ แต่อีก 50% ที่เหลือที่เกิดในบริเวณที่ไม่มีคนอาศัย ก็จะไม่มีใครรู้สึกอะไรเลย

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในการที่จะตอบคำถามนี้ได้เราจำเป็นต้องรู้โครงสร้างของโลกก่อนว่า โลกเรานั้นมี โครงสร้างเป็นขั้นๆ คล้ายหัวหอม คือมีเปลือกนอกสุดห่อหุ้ม ซึ่งเปลือกนี้มีความหนาที่ไม่สม่ำเสมอเช่น กรณีเปลือกโลกที่เป็นทวีปจะหนา ประมาณ 70 กิโลเมตร และเปลือกโลกส่วนที่อยู่ท้องมหาสมุทร จะหนาประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งคิดเป็น 0.6% ของรัศมีโลกเท่านั้นเอง ลึกลงไปจากเปลือกโลกก็ถึงชั้นของโลกอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า mantle ตามปกติคลื่นแผ่นดินไหวในเปลือกโลกจะมีความเร็วประมาณ 7.2 กิโลเมตร/วินาที แต่ความเร็วของคลื่นในชั้น mantle จะสูงกว่าคือ 8.2 กิโลเมตร/วินาที นอกจากนี้คลื่นแผ่นดินไหวยังแบ่งออกเป็น สองชนิดได้แก่ คลื่น P และ คลื่น S (P = primary ปฐมภูมิ ส่วน S= secondary ทุติยภูมิ) ซึ่งเวลาคลื่นทั้งสองชนิดเคลื่อนที่ผ่านไป ในชั้นหินใต้ผิวโลก อนุภาคต่างๆ ในชั้นหินที่ถูกคลื่น P กระทบจะสั่นไปมาในแนวที่คลื่นพุ่งไป ดังนั้น ชั้นหินจึงตกอยู่ในสภาพถูกอัดและ ขยายตัว ส่วนในกรณีของคลื่น S นั้น อนุภาคต่างๆ ในชั้นหินจะเคลื่อนที่ในแนวขึ้นลงที่ตั้งฉากกับทิศการพุ่งไปของคลื่น คลื่น P นั้น ตามปรกติจะมีความเร็วมากกว่าคลื่น S ดังนั้นการวัดเวลาที่คลื่นทั้ง P และ S เดินทางถึงเครื่องรับสัญญาณ ซึ่งอยู่ที่ตำแหน่งต่างๆ บนผิวโลก จะทำให้นักธรณีวิทยารู้ทันทีว่า จุดโฟกัสของการระเบิดอยู่ที่ใด

ปัจจุบันนักธรณีวิทยาเชื่อว่าปรากฎการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้นด้วยเหตุผลสองประการคือ เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟ และเกิดจากการ ปะทะกันหรือการแตกแยกจากกันของเปลือกโลก ความเข้าใจกลไกการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกได้ทำให้นักธรณีวิทยาสามารถทำนายเวลา ที่แผ่นดินจะไหวได้ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ต้องมีหน่วยเตือนภัยแผ่นดินไหวล่วงหน้า ที่ต้องการงบดำเนินการมากถึง 4,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่น้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับความเสียหายที่จะเกิดตามมา

เพราะประวัติการเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในระยะเวลา 25 ปี ที่ผ่านมานี้ แสดงให้เห็นว่า ในกรณีแผ่นดินไหวที่เมือง Kobe ในประเทศ ญี่ปุ่น เมื่อยามเช้าตรู่ของวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2538 ได้ทำลายบ้านเมือง 200,000 หลัง มีคนเสียชีวิต 6,000 คน และบาดเจ็บ 34,000 คน หรือที่เมือง Spitak ในประเทศ Armenia เมื่อวันที 7 ธันวาคม พ.ศ. 2531 ได้เกิดแผ่นดินไหวในยามเช้า ทำให้ผู้คนไม่ทันตั้งตัว จึงล้มตายถึง 25,000 คน และที่ประเทศเม็กซิโก ณ สถานที่ที่อยู่ห่างจาก Mexico City 400 กิโลเมตร ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2528 ก็มีแผ่นดินไหว กรณีนี้มีคนตาย 7,500 คน และค่าเสียหาย 20,000 ล้านบาท และรายที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ Tangshan ในประเทศจีน ในตอนดึกของวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 ทำให้มีคนเสียชีวิตกว่า 250,000 คน และบาดเจ็บร่วม 800,000 คน ความเสียหายครั้งนั้นได้ทำให้จีนต้องใช้เวลานานกว่า 10 ปี จึงสร้าง Tangshan ให้มีชีวิตขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง

เมื่อการบอกความเสียหายในเทอมของชีวิตที่สูญเสียเช่นนี้ มิสามารถบอกความรุนแรงของเหตุการณ์ได้โดยตรง ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2178 C.F. Richter จึงได้เสนอมาตรการระบุความรุนแรงของภัยแผ่นดินไหวที่ผู้คนทั่วไปรู้จักกันจนทุกวันนี้ โดย Richter ได้แบ่งสเกล ความรุนแรงออกหลายระดับเช่นระดับ 2 แสดงว่า ดังและเป็นภัยได้มากเท่าๆ กับเหตุการณ์ฟ้าผ่า ระดับ 4 แสดงว่า มีความเสียหายเล็กน้อย เกิดขึ้น ระดับ 6 คือรุนแรงเทียบเท่าการระเบิดของลูกระเบิดปรมาณูที่สหรัฐฯ ทิ้งลง Hiroshima และระดับ 8.5 คือระดับโลกแตก ดังนั้น กรณีเมือง Tangshan ที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ระดับ 7.8 ในมาตร Richter จึงแสดงว่า เมืองได้รับภัยเสียหายราวกับถูกระเบิด ไฮโดรเจนถล่มทีเดียว

ณ วันนี้ นักธรณีวิทยายังไม่ประสบความสำเร็จในการทำนายว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวจะอุบัติเมื่อไร และ ณ ที่ใด ถึงระดับดีมากเลย ดังนั้นในบางโอกาสเขาก็จะพบว่ามันได้เกิดในบางสถานที่ที่ไม่มีใครคิดถึงและเมื่อสภาพแวดล้อมของสถานที่แต่ละแห่งบนโลกไม่เหมือนกัน ดังนั้น ความเสียหายหรือความหายนะต่างๆ จึงไม่เหมือนกัน

ถึงแม้เราจะขาดความสามารถระดับสูงในการพยากรณ์ภัยแผ่นดินไหวก็ตาม แต่นักธรณีวิทยาก็พอมีความรู้ว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงนั้น แผ่นดินไหวอย่างนุ่มนวลก่อน และโดยอาศัยการติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังคลื่นแผ่นดินไหว ณ ตำแหน่งต่างๆ สัญญาณที่อุปกรณ์เหล่านี้ได้รับจะถูกนำมาสังเคราะห์เพื่อให้รู้ตำแหน่งเวลาและความเป็นไปได้ที่จะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหว

สำหรับหนทางป้องกันที่ชัวร์ที่สุดคือ อพยพหนีให้ทันก่อนที่ปฐพีจะถล่ม และหลีกเลี่ยงอันตรายตึกถล่มทับ และไฟไหม้อาคาร และพยายามอยู่ในตึกที่ได้รับการออกแบบให้สามารถทนต่อการสั่นไหวของฐานตึกได้โดยไม่แตกหัก

ถึงแม้ในอดีตปรากฏการณ์แผ่นดินไหวจะได้เคยทำลายอารยธรรม Minoan ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนแหลกลาญ เมื่อ 4,000 ปีก่อน และได้เคยถล่มนครบาป Sodom และ Gomarrah จนสาบสูญก็ตาม แต่เราก็มั่นใจว่า

ในอนาคตอารยธรรมใดๆ คงไม่ถึงกับสาบสูญ เพราะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นแน่ เพราะจำนวนประชากรของชาติต่างๆ มีมากคือ ไม่น้อยเหมือนในอดีต แต่นั่นก็หมายความว่า การมีผู้คนอาศัยในเมืองอย่างหนาแน่นมาก และการมีตึกระฟ้ามากจะมีผลทำให้คนตายมาก เวลาแผ่นดินไหวมากครับ

แผ่นดินไหวในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นยูเรเซียนซึ่งล้อมรอบด้วยแผ่นเปลือกโลก 2 แผ่นคือ แผ่นมหาสมุทรอินเดีย และแผ่นมหาสมุทรแปซิฟิก แผ่นดินไหวมักเกิดมากบริเวณตรง รอยต่อระหว่างแผ่น ในขณะที่บริเวณภายในแผ่นมีแผ่นดินไหวเกิดน้อยกว่า และมักไม่รุนแรง โดยมากเกิดตามแนวของ รอยเลื่อนใหญ่ ๆ ประเทศไทยอยู่ในเขตที่ถือว่าค่อนข้างปลอดแผ่นดินไหวพอสมควร แต่จากการบันทึกทางประวัติศาสตร์ ระบุว่าในปี พ.ศ. 1558 มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่เกิดขึ้นทำให้บริเวณโยนกนครยุบจมลงเกิดเป็นหนองน้ำใหญ่ จวบจน พ.ศ. 2088 ก็เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ที่นครเชียงใหม่ จนยอดเจดีย์หลวงสูง 86 เมตร หักพังลงมาเหลือ 60 เมตร นับตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันประมาณ 550 ปีมาแล้ว ก็ไม่เคยมีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ปรากฏให้เห็นในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2455 ได้มีการผลิตเครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวขึ้นมาใช้ในโลก และมีเครือข่ายถึงกัน ก็มีรายงานแผ่นดินไหวให้ทราบตลอดมาว่า แผ่นดินไหวในประเทศไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้งแต่มีขนาดเล็กสามารถตรวจสอบได้จากเครื่องมือตรวจวัดแผ่นดินไหวเท่านั้น ข้อมูลแผ่นดินไหวครั้งสำคัญที่ตรวจพบในประเทศไทย มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดน่าน มีขนาด 6.5 ริคเตอร์ ใกล้กับรอยเลื่อนปัว เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในป่าเขา ไม่มีบันทึกความเสียหาย สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่สามารถรู้สึกได้ที่กรุงเทพฯ เกิดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 มีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ซึ่งอยู่ใกล้แนว รอยเลื่อนเมย-วังเจ้า มีขนาดความรุนแรง 5.6 ริคเตอร์ และขนาดความรุนแรง 5.9 ริคเตอร์ โดยมีศูนย์กลางแผ่นดินไหวใกล้อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งอยู่ใกล้แนวรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ หลังจากนั้นแผ่นดินไหวในประเทศไทยเกิดขึ้น บ่อยครั้ง แต่ไม่ค่อยรุนแรง สำหรับกรณีที่เกิดจนเกิดความเสียหายเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2537 ที่บริเวณอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย และใกล้เคียง ก่อให้เกิดความเสียหายมากกับโรงพยาบาลอำเภอพาน รวมทั้งวัด และโรงเรียนต่าง ๆ ศูนย์กลางแผ่นดินไหวครั้งนี้อยู่บริเวณอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย มีความรุนแรงขนาด 5.1 ริคเตอร์ และอีกหลายครั้งตามมาในปี พ.ศ. 2538 และ 2539 ในบริเวณจังหวัดเชียงราย และใกล้เคียง รวมทั้งบริเวณชายแดนไทย-ลาว และไทย-พม่า

สรุป

เขตรอยเลื่อนที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดแผ่นดินไหว และมีผลกระทบต่อประเทศไทย ได้แก่ รอยเลื่อนในเขตตะวันตกของประเทศไทย-ตะวันออกของประเทศพม่า ซึ่งได้แก่ เขตรอยเลื่อนสะแกง เขตรอยเลื่อนพานหลวง รอยเลื่อนทั้งสองนี้มีแนวแยกต่อเนื่องมาทางตะวันตกของประเทศไทย ไล่จากทางตอนบนลงมาตอนล่าง อันได้แก่ เขตรอยเลื่อนเมย-วังเจ้า เขตรอยเลื่อนศรีสวัสดิ์ และเขตรอยเลื่อนเจดีย์สามองค์ ตามลำดับ ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย มีเขตรอยเลื่อนแม่ทา, เขตรอยเลื่อนแพร่-เถิน รอยเลื่อนแม่จัน ซึ่งยังคงมีการเคลื่อนไหวอยู่ และรอยเลื่อนอุตรดิตถ์ (น้ำปาด) เป็นต้น แนวทางและโอกาสการเกิดแผ่นดินไหวในย่านประเทศไทย และประเทศโดยรอบข้างเคียง ศึกษาได้จากการแบ่งขอบเขตแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว (Seismic Source Zone) ซึ่งปริญญา นุตาลัย และคณะ (1985) เป็นผู้ทำการวิจัยและศึกษาไว้โดยสามารถแบ่งเขตต่าง ๆ ในบริเวณประเทศไทย และประเทศไทยใกล้เคียง ออกได้ 12 เขต ทั้งนี้อาศัยสภาพลักษณะทางเทคโทนิก (tectonic setting) และโครงสร้างทางเทคโทนิก (tectonic structure) ประกอบกับประวัติการเกิดแผ่นดินไหวที่บันทึกได้เป็นบรรทัดฐาน โดยเฉพาะอาศัยแผนที่ธรณีวิทยา แผ่นดินไหว (seismotectonic map) ที่สร้างขึ้นจากข้อมูล เหล่านั้นด้วย

สำหรับประเทศไทยแหล่งที่จะมีกำเนิดแผ่นดินไหวน่าจะตกอยู่ในเขตภาคตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งเป็นเขตต่อเนื่องมาจากเขตแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวแนวตะนาวศรี (เขต F) และเขตภาคเหนือของประเทศไทย (เขต G) การเกิดแผ่นดินไหวซ้ำและผลกระทบต่อประเทศไทย สามารถศึกษาได้จากสถิติและข้อมูลต่างๆ อันได้แก่ จำนวนครั้งที่เกิด ขนาด ความรุนแรงที่รู้สึกได้ และประเภทที่เกิดตามระดับความลึก ตามรายงานใน series of seismology ซึ่งพิมพ์เผยแพร่โดย ปริญญา นุตาลัย และคณะ (1985) นอกจากนั้นการศึกษาข้อมูลและสถิติต่างๆ จากการเผยแพร่ของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่าแผ่นดินไหวที่มีขนาด 7 ริคเตอร์หรือมากกว่ามักจะเกิดอยู่นอกประเทศไทย ส่วนใหญ่เกิดอยู่ในเขตพรมแดนจีน-พม่า, ประเทศพม่า, ประเทศจีนตอนใต้ ในทะเลอันดามันและ หมู่เกาะสุมาตราตอนเหนือ ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของแนวเกิดแผ่นดินไหวภูเขาแอลป์-หิมาลัย (Alpine-Himalayan Belt) และอยู่ในเขตแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว (seismic source zone) อื่น ๆ นอกเหนือจากเขตตะวันตกและเหนือของประเทศไทย ส่วนใหญ่รู้สึกสั่นไหวได้ในประเทศไทยได้ แต่ไม่มีผลกระทบเสียหายรุนแรง และในบางครั้งสามารถรู้สึกสั่นสะเทือนได้ที่กรุงเทพฯ สำหรับที่เกิดในบริเวณเขตพรมแดนไทย-พม่า, ไทย-ลาว, ภาคเหนือ และตะวันตกของประเทศไทย (คือ เขตแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหว เขต F และ เขต G) มักจะมีขนาดเล็กถึงขนาดปานกลาง และสามารถรู้สึกสั่นไหวได้ในเขตภาคเหนือ ภาคตะวันตก และบางครั้งที่ กรุงเทพฯ ด้วย ส่วนประเทศไทยด้านตะวันออกเฉียงเหนือ จัดอยู่ในเขตที่มีเสถียรภาพทางเทคโทนิก ค่อนข้างปลอดจาก แผ่นดินไหวกล่าวโดยสรุป ประเทศไทยตั้งอยู่ในพื้นที่ที่อาจเรียกได้ว่าค่อนข้างสงบ ไม่มีแผ่นดินไหวรุนแรงนัก น่าจะอยู่อันดับ เขตเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวต่ำ (low seismic risk zone) ถึงเขตเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวปานกลาง (intermediate seismic risk zone)

รายงานแผ่นดินไหวรู้สึกได้ในประเทศไทย (ตั้งแต่ 2542-2546)
       
วัน เดือน ปี              (เวลาท้องถิ่น) ศูนย์กลางตำแหน่งที่รู้สึก ขนาด บันทึกเหตุการณ์
20 ม.ค. 2542            03.59 น. ประเทศลาว อ.หงสา จ.สายบุรี                                             19.90 N 100.78 E 5.9 รู้สึกได้ที่ อ. เมือง อ.ท่าวังผา อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน แพร่ จ.พะเยา จ.เชียงราย                                          มีความเสียหายเล็กน้อยที่ จ.น่าน และ จ.แพร่
14 เม.ย. 2543           18.12 น. ชายแดน ลาว-เวียดนาม                                                      18.00 N 104.60 E 4.9 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.สกลนคร
29 พ.ค. 2543          02.41 น. อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่                                                       18.71 N 99.32 E 3.0 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง อ.สันกำแพง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
7 ส.ค. 2543              18.28 น. ชายแดน ไทย-พม่า                                                               18.10 N 97.50 E 3.0 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน
13 ก.ย. 2543             03.51 น. อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน                                                              18.92 N 99.63 E 3.0 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน
4 ม.ค. 2544             10.00 น. และ 11.03 น. จ.เชียงตุง พม่า                                                                       21.40 N 98.60 E 4.6, 5.0 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย
22 ก.พ. 2544          05.03 น. เขื่อนเขาแหลม                                                                            14.97 N 98.59 E 4.3 รู้สึกสั่นสะเทือนที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
2 ก.ค. 2544             23.55 น. ชายแดนไทย-พม่า                                                                17.87 N 97.79 E 4.6 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน
11 พ.ย. 2544            18.38 น. จ.เชียงราย                                                                             19.29 N 99.76 E 3.7 รู้สึกได้ที่ อ.พาน จ.เชียงราย
27 เม.ย. 2545         03.32 น. อ.สารภี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่                                            18.8 N 99.72 E 3.2 รู้สึกได้ที่ อ.สันกำแพง อ.สารภี และ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
19 พ.ค. 2545          14.31 น. อ.สารภี  จ.เชียงใหม่                                                                18.7 N 99.1 E 2.0 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 
2 ก.ค. 2545             10.54 น. อ.เชียงแสน จ.เชียงราย                                                            20.2 N 100.1 E 4.7 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อ.เมือง จ.พะเยา อ.เมือง จ.น่าน
18 ก.ค. 2545             16.50 น. พม่า                                                                                           20.1 N 97.5 E 5.0 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย
19 ก.ค. 2545             12.39 น. พม่า (Aftershock)                                                                    20.1 N 97.5 E 4.6 รู้สึกได้ที่ อ.เมือง จ.เชียงราย
19 ส.ค. 2545           04.07 น. ชายแดนไทย-พม่า                                                                 17.11 N 98.0 E 4.8 รู้สึกได้ที่ อ.แม่สอด จ.ตาก
2 พ.ย. 2545              08.26 น. ตอนใต้เกาะสุมาตรา                                                              3.02 N 96.18 E 7.5 รู้สึกได้ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
18 ธ.ค. 2545              20.47 น. อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่                                                          19.34 N 99.10 E 4.3 รู้สึกได้ที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
22 ม.ค. 2546               10.00 น. บริเวณเกาะสุมาตรา                                                                5.9 N 95.6 E 7.0 รู้สึกได้บนอาคารสูงในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ รวมทั้งหลายจังหวัดในภาคใต้
26 ก.พ.  2546               05.19 น. อ.เชียงแสน จ.เชียงราย                                                           20.02 N 99.97 E 3.0 รู้สึกสั่นสะเทือนที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
23 ส.ค. 2546               15.57 น. อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่                                                          จากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว จ.เชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 39 กม. 2.5 อ.ดอยสะเก็ด สันกำแพง จ.เชียงใหม่
14 ก.ย. 2546 เกาะสุมาตรา                                                                          บริเวณตอนเหนือเกาะสุมาตรา 5.0 อ.เมือง จ.ภูเก็ต
18 ก.ย. 2546              ชายแดนพม่า-ลาว                                                                          ห่างจากสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหว                                  จ.เชียงรายไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 130 กม.            20.50 N 100.9 E 5.5 อ.เมือง จ.เชียงราย
22 ก.ย. 2546           01.21 น. พม่า                                                                                             ห่างจากกรุงย่างกุ้งไปทางทิศเหนือ  345 กม.                     19.91 N 95.75 E 6.7 อ.เมืองเชียงดาว จ.เชียงใหม่ และอาคารสูงใน กทม. มีความเสียหายเล็กน้อย

แผ่นดินไหว
 

แผ่นดินไหว ความสั่งสะเทือนของพิภพ
 

           เกิดจากการปลดปล่อยพลังงานจากใต้พิภพออกมา ทำให้เกิดภูเขาไฟระเบิด เกิด
แผ่นดินถล่มถ้ำถล่ม แผ่นดินเลื่อน และเกิดจากการกระทำของมนุษยEเช่น การทดลอง

 

ระเบิดนิวเคลียร์การทำสงคราม การใช้เครื่องจักร เครื่องยนต์
การขุดเจาะหาทรัพยากรธรรมชาติใต้ดิน ภัยแผ่นดินไหวใน
ประเทศไทยมาจากแนวแผ่นดินไหวของโลก ซึ่งอยู่ในทะเล
อันดามันทางตะวันตกของประเทศ ตั้งแต่ภาคเหนือลงไปถึง
ภาคใต้มีขนาดปานกลาง สถิติสูงสูดขนาด 5.9 ริคเตอร
เมื่อวันที่  22 เมษายน 2526 อำเภอศรีสวัสดิ์  จ.กาญจนบุรี

 

ก่อนการเกิดแผ่นดินไหว
 

  1. สอนสมาชิกในครอบครัว รู้จักการปิดไฟ  น้ำประปา และทราบถึงการใช้เครื่องดับเพลิง ควรมีถ่านไฟฉายและกระเป๋ายาในบ้าน
  2. จัดเตรียมอุปกรณ์พยาบาล และให้ความรู้เบื้องต้นการปฐมพยาบาลแก่สมาชิกในครอบครัว ตลอดจนสะสมอาหารฉุกเฉิน
  3. ทดลองวางแผนว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหวขณะอยู่ในสถานที่ต่างเช่น ในรถยนต์  บ้าน โรงเรียน โรงหนัง เป็นต้น ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร
  4. วางแผนเส้นทางการอพยพ และสถานที่การรวมตัวอีกครั้ง ของสมาชิกในครอบครัวหลังการเกิดแผ่นดินไหว
  5. อย่างวางของหนักบนชั้นหรือหิ้งสูง
  6. ควรยึดเครื่องใช้และเครื่องประดับบ้านที่หนัก  เช่น ยึดตู้ถ้วยชามกับฝาผนัง

ขณะเกิดแผ่นดินไหว
 

  1. ถ้ากำลังขับรถยนตให้หยุดรถและอยู่ภายในรถ จนกระทั่งการสั่นสะเทือนหยุดลง ควบคุมสติอย่าตื่นตระหนกจนเกินกว่าเหตุ
  2. ถ้าอยู่ในอาคารสูง  ให้มุดเข้าใต้โต๊ะ  ทำงานอย่าวิ่งถลันออกไปภายนอก เพราะบันไดอาจพังลงไดและอย่าใช้ลิฟทเพราะอาจติดอยู่ภายใน
  3. ถ้าอยู่ภายนอกอาคาร ให้หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้อาคารสูง  กำแพง และเสาไฟฟ้า ให้อยู่ในที่โล่งแจ้ง
  4. อยู่อย่างสงบถ้าอยู่ในอาคาร ให้ระวังปูนซิเมนตอิฐ ร่วงหล่นทับ ให้อยู่ในส่วนของอาคารที่มีโครงสร้างแข็งแรง ควรอยู่ให้ห่างประตู หน้าต่าง กระจก ระเบียง ถ้าอยู่ในภาวะอันตรายให้มุดเข้าใต้โต๊ะ เตียง และหลังจากการสั่นไหวหยุดให้รีบออกจากอาคารทันที

หลังเกิดแผ่นดินไหว
 

  1. ปฐมพยาบาลแก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ และหากบาดเจ็บมาก ขอความช่วยเหลือจากแพทย์ทันที
  2. ตรวจสอบเรื่องไฟ ห้ามจุดไม้ขีดไฟ  หรือเปิดสวิทซ หรือสิ่งที่ทำให้เกิดประกายไฟจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีก๊าซรั่วออกมาอีก
  3. หลีกเลี่ยงจากสายไฟฟ้าที่ห้อยลงมา หรือวัตถุที่สัมผัสกับสายไฟฟ้า และยกสะพานไฟฟ้าเพื่อตัดกระแสไฟฟ้า
  4. ตรวจท่อทิ้งของเสียชักโครก ก่อนที่จะใช้น้ำชักโครก
  5. อย่าใช้โทรศัพท์ เว้นแต่ในกรณีจำเป็นจริง  เพราะอาจถูกใช้ส่งข่าวที่สำคัญกว่า
  6. ตรวจสภาพรอบบ้าน และอาคารว่ามีความปลอดภัยเพียงพอก่อนเข้าไปอีกครั้ง
  7. อย่าเดินเที่ยวดูสภาพความเสียหายของผู้อื่น เพราะทางสัญจร อาจจำเป็นต้องใช้ในกรณีฉุกเฉิน
  8. เตรียมพร้อมสำหรับ การจะเกิดแผ่นดินไหวครั้งต่อไป

 

ศัพท์วิทยาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตสถาน

A  B  D  F  G  H  I  J  K  L  M  N  O  Q  R  S  T  U  V  W  X  Y 

                        ถ                                       อ   

นักวิทยาศาสตร    หน่วย      ศัพท์แผ่นดินไหวตัวอักษรจาก A-M   จาก N-Z

  A B C D E F G H I J K L M N O P Q R S T U V W X Y Z

คำศัพท์คณิตศาสตร์ที่น่าสนใจ

หมวด : | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | | |

    ศัพท์เคมี    ศัพท์คณิตศาสตร์   ศัพท์ฟิสิกส์   

  บทความวิทยาศาสตร์      ศัพท์ชีววิทยา      สื่อการสอนฟิสิกส์      ศัพท์วิทยาศาสตร์

พจนานุกรมเสียง 1   แมว    วัว 1    วัว 2    วัว 3    เหมียว   แกะ     พจนานุกรมภาพการ์ตูน

พจนานุกรมภาพเคลื่อนไหว   ดนตรี  Bullets แบบ JEWEL  พจนานุกรมภาพต่างๆ  ภาพเคลื่อนไหวของสัตว์ต่างๆ  โลกและอวกาศ

อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ

 

  หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ 

ฟิสิกส์ 1(ภาคกลศาสตร์) 

 ฟิสิกส์ 1 (ความร้อน)

ฟิสิกส์ 2  กลศาสตร์เวกเตอร์
โลหะวิทยาฟิสิกส์ เอกสารคำสอนฟิสิกส์ 1
ฟิสิกส์  2 (บรรยาย) แก้ปัญหาฟิสิกส์ด้วยภาษา c  
ฟิสิกส์พิศวง สอนฟิสิกส์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต
ทดสอบออนไลน์ วีดีโอการเรียนการสอน
หน้าแรกในอดีต แผ่นใสการเรียนการสอน
เอกสารการสอน PDF

สุดยอดสิ่งประดิษฐ์

   การทดลองเสมือน 

บทความพิเศษ  ตารางธาตุ(ไทย1)   2  (Eng)
พจนานุกรมฟิสิกส์ 

 ลับสมองกับปัญหาฟิสิกส์

ธรรมชาติมหัศจรรย์ 

 สูตรพื้นฐานฟิสิกส์

การทดลองมหัศจรรย์  ดาราศาสตร์ราชมงคล

  แบบฝึกหัดกลาง 

แบบฝึกหัดโลหะวิทยา  

 แบบทดสอบ

ความรู้รอบตัวทั่วไป 

 อะไรเอ่ย ?

ทดสอบ(เกมเศรษฐี) 

คดีปริศนา

ข้อสอบเอนทรานซ์ เฉลยกลศาสตร์เวกเตอร์
คำศัพท์ประจำสัปดาห์  

  ความรู้รอบตัว

การประดิษฐ์แของโลก ผู้ได้รับโนเบลสาขาฟิสิกส์
นักวิทยาศาสตร์เทศ นักวิทยาศาสตร์ไทย
ดาราศาสตร์พิศวง  การทำงานของอุปกรณ์ทางฟิสิกส์
การทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ  

  การเรียนการสอนฟิสิกส์ 1  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. การวัด 2. เวกเตอร์
3.  การเคลื่อนที่แบบหนึ่งมิติ 4.  การเคลื่อนที่บนระนาบ
5.  กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน 6. การประยุกต์กฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
7.  งานและพลังงาน  8.  การดลและโมเมนตัม
9.  การหมุน   10.  สมดุลของวัตถุแข็งเกร็ง
11. การเคลื่อนที่แบบคาบ 12. ความยืดหยุ่น
13. กลศาสตร์ของไหล   14. ปริมาณความร้อน และ กลไกการถ่ายโอนความร้อน
15. กฎข้อที่หนึ่งและสองของเทอร์โมไดนามิก  16. คุณสมบัติเชิงโมเลกุลของสสาร
17.  คลื่น 18.การสั่น และคลื่นเสียง

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ 2  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต  

1. ไฟฟ้าสถิต 2.  สนามไฟฟ้า
3. ความกว้างของสายฟ้า  4.  ตัวเก็บประจุและการต่อตัวต้านทาน 
5. ศักย์ไฟฟ้า 6. กระแสไฟฟ้า 
7. สนามแม่เหล็ก  8.การเหนี่ยวนำ
9. ไฟฟ้ากระแสสลับ  10. ทรานซิสเตอร์ 
11. สนามแม่เหล็กไฟฟ้าและเสาอากาศ 

12. แสงและการมองเห็น

13. ทฤษฎีสัมพัทธภาพ 14. กลศาสตร์ควอนตัม
15. โครงสร้างของอะตอม 16. นิวเคลียร์ 

   การเรียนการสอนฟิสิกส์ทั่วไป  ผ่านทางอินเตอร์เน็ต

1. จลศาสตร์ ( kinematic)

   2. จลพลศาสตร์ (kinetics) 

3. งานและโมเมนตัม 4. ซิมเปิลฮาร์โมนิก คลื่น และเสียง
5.  ของไหลกับความร้อน 6.ไฟฟ้าสถิตกับกระแสไฟฟ้า 
7. แม่เหล็กไฟฟ้า  8.    คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากับแสง
9.  ทฤษฎีสัมพัทธภาพ อะตอม และนิวเคลียร์   

 

กลับเข้าหน้าแรก

กลับหน้าแรกโฮมเพจฟิสิกส์ราชมงคล

ครั้งที่

เซ็นสมุดเยี่ยม

ภาพประจำสัปดาห์